ภาษีสรรพสามิต Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาษีสรรพสามิต/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 27 Oct 2026 09:14:13 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ครม. หั่นภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงชีวภาพ B20 และ E20 นาน 3 เดือน แบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันฯ กระตุ้นการใช้พลังงานสะอาด https://thestandard.co/cabinet-cuts-excise-tax-b20-e20/ Tue, 27 Oct 2026 09:14:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1272387 ภาพประกอบข่าว ครม. ลดภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงชีวภาพ B20 และ E20 นาน 3 เดือน

ครม.มีมติหั่นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เป็นระยะเว […]

The post ครม. หั่นภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงชีวภาพ B20 และ E20 นาน 3 เดือน แบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันฯ กระตุ้นการใช้พลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว ครม. ลดภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงชีวภาพ B20 และ E20 นาน 3 เดือน

ครม.มีมติหั่นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 28 ตุลาคม 2569 – 27 มกราคม 2570 หวังแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สนับสนุนผลผลิตเกษตรกร กระตุ้นการใช้พลังงานสะอาด

 

วันนี้ (27 ตุลาคม) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ลง โดยมีระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ถึง วันที่ 27 มกราคม 2570

 

มติดังกล่าวกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลประเภท B20 มีอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันลดลงจาก 5.953 บาทต่อลิตร เหลือ 0.431 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ประเภท E20 มีอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันลดลงจาก 6.000 บาทต่อลิตร เหลือ 0.358 บาทต่อลิตร

 

มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อ บรรเทาภาระการชดเชยราคาของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากสถานการณ์ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและค่อนข้างผันผวน

 

“โดยปกติรัฐบาลจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศ แต่เนื่องจากปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระในการชดเชยจำนวนมากจึงต้องใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเข้ามาช่วยแบ่งเบา” อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว

 

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ลดต้นทุนในภาคการขนส่งและภาคธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกรไทย ทั้งปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังให้ความสำคัญต่อมิติด้านสิ่งแวดล้อม จึงยังคงสัดส่วนอัตราภาษีตามกลไกราคาคาร์บอน ที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าไว้ตามเดิม แต่ปรับลดอัตราภาษีในสัดส่วนของภาษีสรรพสามิตลงทั้งหมด

 

ไม่เพียงเท่านั้น มาตรการดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่การใช้พลังงานทางเลือกจากผลิตผลทางการเกษตร เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อีกด้วย

The post ครม. หั่นภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงชีวภาพ B20 และ E20 นาน 3 เดือน แบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันฯ กระตุ้นการใช้พลังงานสะอาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.ไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 3 เดือน E20 ลด 5.60 บาท B20 ลด 5.50 บาทต่อลิตร ลุ้นพลังงานเคาะราคาหน้าปั๊มบ่ายนี้ คาดลดเกือบ 10 บาท https://thestandard.co/the-cabinet-has-approved-a-three-month-reduction/ Tue, 27 Oct 2026 08:52:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1272358 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (27 ตุลาคม) เวลา 12.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิ […]

The post ครม.ไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 3 เดือน E20 ลด 5.60 บาท B20 ลด 5.50 บาทต่อลิตร ลุ้นพลังงานเคาะราคาหน้าปั๊มบ่ายนี้ คาดลดเกือบ 10 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 และ B20 ที่ทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (27 ตุลาคม) เวลา 12.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า มีมติเห็นชอบลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเอทานอล E20 และไบโอดีเซล B20 เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง รวมถึงประชาชนทั่วไป เนื่องจากอยากให้ทุกคนหันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มอุปสงค์ของสินค้าเกษตร ซึ่งจะช่วยพยุงราคาขึ้นมา และจะทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง

 

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าเมื่อมีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันแล้ว ราคาหน้าปั๊มจะอยู่ที่ลิตรละเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงพลังงานจะมีการประชุมในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งได้รับยอดภาษีสรรพสามิตที่ทางคณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติลดน้ำมันทั้ง 2 ประเภทเรียบร้อยแล้ว

 

สำหรับ E20 ลดภาษีสรรพสามิต 5.60 บาทต่อลิตร และ B20 ลดภาษีสรรพสามิต 5.50 บาทต่อลิตร โดยช่องว่างน่าจะต่างกันอยู่ประมาณ 10 กว่าบาท ซึ่งได้บอกกับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้ไปดำเนินการ

 

ส่วนระยะเวลาในการดำเนินการ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สำหรับเรื่องการลดภาษีในเบื้องต้นจะมีระยะเวลา 3 เดือน หลังจากนั้นจะมีการประเมินอีกครั้ง พร้อมเน้นย้ำว่าขอผู้สื่อข่าวอย่าไปพาดหัวว่าลดทั้งหมดทั้งแผง โดยจะลดเฉพาะ E20 และ B20 เท่านั้น

The post ครม.ไฟเขียวลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 3 เดือน E20 ลด 5.60 บาท B20 ลด 5.50 บาทต่อลิตร ลุ้นพลังงานเคาะราคาหน้าปั๊มบ่ายนี้ คาดลดเกือบ 10 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนุทิน’ เตรียมชง ครม. 27 ต.ค. นี้ พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตดีเซล หวังลดภาระประชาชน พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน https://thestandard.co/anutin-proposes-diesel-excise-tax-cut/ Sat, 24 Oct 2026 03:08:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1271310 อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ท้องสนามหลวงเกี่ยวกับราคาน้ำมันดีเซล

วันนี้ (24 ตุลาคม) ที่ท้องสนามหลวง อนุทิน ชาญวีรกูล นาย […]

The post ‘อนุทิน’ เตรียมชง ครม. 27 ต.ค. นี้ พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตดีเซล หวังลดภาระประชาชน พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ท้องสนามหลวงเกี่ยวกับราคาน้ำมันดีเซล

วันนี้ (24 ตุลาคม) ที่ท้องสนามหลวง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในขณะนี้

 

อนุทิน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 ตุลาคมนี้ จะมีการนำเสนอวาระพิจารณาเกี่ยวกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล โดยรัฐบาลกำลังพยายามหาแนวทางในการปรับลดภาษีดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

 

อนุทิน ระบุเพิ่มเติมว่า ปัญหาความผันผวนของราคาน้ำมันในปัจจุบัน มีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมีความพยายามและตั้งเป้าหมายที่จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางพลังงานของประเทศ เพื่อลดสัดส่วนการพึ่งพาน้ำมันดิบให้น้อยที่สุดในระยะยาว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามย้ำว่า การประชุม ครม. ในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ จะมีทางออกที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ อนุทิน ตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ก็เสนอ ครม.” ก่อนจะจบการให้สัมภาษณ์

The post ‘อนุทิน’ เตรียมชง ครม. 27 ต.ค. นี้ พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตดีเซล หวังลดภาระประชาชน พร้อมเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคประชาชนยื่นวุฒิสภา-ฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยแก้กฎหมาย 4 กองทุน ‘ภาษีบาป’ หวั่นกระทบสวัสดิการ-สื่อสาธารณะ https://thestandard.co/civic-groups-oppose-sin-tax-bill/ Wed, 21 Oct 2026 09:13:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1270565 เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมาย 4 กองทุนที่อาคารรัฐสภา

วันนี้ (21 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา เครือข่ายแรงงานและภาค […]

The post ภาคประชาชนยื่นวุฒิสภา-ฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยแก้กฎหมาย 4 กองทุน ‘ภาษีบาป’ หวั่นกระทบสวัสดิการ-สื่อสาธารณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมาย 4 กองทุนที่อาคารรัฐสภา

วันนี้ (21 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคม เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและกองทุนเพื่อสาธารณะ จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเสนอโดยพรรคภูมิใจไทย โดยเครือข่ายฯ กังวลว่าการยกเลิกการจัดสรรภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุรา (Earmarked Tax) กลับไปสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ การสร้างเสริมสุขภาพ และสวัสดิการของประชาชนกลุ่มเปราะบาง

 

ร้อง สว. ทบทวนร่างกฎหมาย ชี้รับฟังความเห็นไม่รอบด้าน

 

เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคม นำโดยกลุ่มแรงงานในระบบ นอกระบบ ไรเดอร์ เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และเครือข่ายสวัสดิการที่เป็นธรรม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา

 

ตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงานขององค์กรที่พึ่งพารายได้จากภาษีดังกล่าว โดยเฉพาะความเป็นอิสระในการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการจัดทำร่างกฎหมายมีการรับฟังความคิดเห็นที่ไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสีย ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 จึงเรียกร้องให้ถอนร่างกฎหมายกลับไปทบทวนและรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน

 

ด้านนรเศรษฐ์เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้รับข้อห่วงกังวลจากหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำว่าการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงดำเนินการให้ครบขั้นตอน และการตรากฎหมายที่มีผลกระทบวงกว้างไม่ควรอาศัยเพียงเสียงข้างมากในรัฐสภา โดยคณะกรรมาธิการฯ จะนำข้อร้องเรียนเข้าสู่การพิจารณาโดยเร็ว

 

ยื่น 4 ข้อเสนอต่อพรรคประชาชน จี้ใช้กลไกสภาตรวจสอบเข้มข้น

 

ในวันเดียวกัน เครือข่ายฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อพรรคประชาชน โดยมีณัฐยา บุญภักดี, เอกภพ สิทธิวรรณธนะ, อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และภัณฑิล น่วมเจิม สส.พรรคประชาชน เป็นตัวแทนรับมอบ เพื่อคัดค้านร่างกฎหมายที่แก้ไขแหล่งเงินทุนของ 4 องค์กร

 

เครือข่ายฯ ได้ยื่นข้อเสนอต่อพรรคประชาชนจำนวน 4 ข้อ ประกอบด้วย

 

  1. ขอให้พรรคประชาชนแสดงจุดยืนคัดค้านร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ
  2. ขอให้สภาผู้แทนราษฎรใช้กลไกตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนร่วมปฏิรูปโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและความโปร่งใสโดยไม่ลดทอนความเป็นอิสระ
  3. ขอให้พิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแรงงานหญิง แรงงานนอกระบบ และผู้มีรายได้น้อย ที่ต้องการมาตรฐานการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง
  4. ขอให้พิจารณาอย่างเร่งด่วนถึงผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคงของแรงงานกลุ่มต่างๆ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองไม่รับรองร่างกฎหมายเหล่านี้

 

ณัฐยากล่าวว่า พรรคประชาชนจะนำประเด็นดังกล่าวไปหารือเป็นการด่วน เนื่องจากกฎหมายทั้ง 4 ฉบับมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และตระหนักดีว่ากระบวนการทางกฎหมายต้องมีความรอบคอบเพื่อคุ้มครองสิทธิของกลุ่มเปราะบาง

 

ประชาธิปัตย์ย้ำจุดยืน หนุนความอิสระของ สสส. และ Thai PBS

 

นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังได้เข้ายื่นหนังสือต่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยระบุว่าการเปลี่ยนระบบให้กองทุนต้องขอรับงบประมาณรายปีผ่านรัฐบาล จะเป็นการทำลายความเป็นอิสระและเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงสื่อสาธารณะรวมถึงภาคประชาชน

 

อภิสิทธิ์กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า พรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนระบบจัดสรรภาษีเฉพาะให้กับ สสส. และไทยพีบีเอส เพื่อให้มีความมั่นคงทางการเงินและเป็นอิสระจากการเมือง พร้อมระบุว่าหากการบริหารงานมีข้อบกพร่อง ควรแก้ไขที่ระดับการบริหารจัดการ ไม่ใช่การทำลายระบบรายได้ที่เป็นหลักประกันความเป็นอิสระ

 

ส่วนกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติและกองทุนผู้สูงอายุนั้น อภิสิทธิ์ระบุว่ายังอยู่ระหว่างการหารือถึงความจำเป็น โดยพรรคประชาธิปัตย์พร้อมร่วมมือกับภาคประชาชนเพื่อรักษาหลักการสำคัญนี้ในขั้นตอนของสภาต่อไป

 

เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมาย 4 กองทุนที่อาคารรัฐสภา 1เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมาย 4 กองทุนที่อาคารรัฐสภา 2เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมาย 4 กองทุนที่อาคารรัฐสภา 3เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมาย 4 กองทุนที่อาคารรัฐสภา 4เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมาย 4 กองทุนที่อาคารรัฐสภา 5เครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมยื่นหนังสือคัดค้านร่างกฎหมาย 4 กองทุนที่อาคารรัฐสภา 6

The post ภาคประชาชนยื่นวุฒิสภา-ฝ่ายค้าน ไม่เห็นด้วยแก้กฎหมาย 4 กองทุน ‘ภาษีบาป’ หวั่นกระทบสวัสดิการ-สื่อสาธารณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ จ่อเคาะเรตเก็บ ‘ภาษีสรรพสามิต’ นำเข้ารถ EV ใน 1-2 สัปดาห์นี้ ใช้ดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ https://thestandard.co/ekniti-ev-tax-auto-industry/ Wed, 07 Oct 2026 10:21:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1265746 ev ภาษี

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และ รมว.คลังเผย ครม.รับทราบมติ EV Bo […]

The post ‘เอกนิติ’ จ่อเคาะเรตเก็บ ‘ภาษีสรรพสามิต’ นำเข้ารถ EV ใน 1-2 สัปดาห์นี้ ใช้ดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ev ภาษี

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และ รมว.คลังเผย ครม.รับทราบมติ EV Board เตรียมใช้ภาษีสรรพสามิตดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์ คาดได้ข้อสรุปใน 1-2 สัปดาห์ พร้อมย้ำปรับเกณฑ์ Visa ใหม่ ไม่กระทบ FDI

 

 
 

วันนี้ (7 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเผยความคืบหน้าการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมรถยนต์ หลังนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น มีข้อกังวลจากผลกระทบของสงครามการค้า โดยระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบมติของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า (EV Board) แล้ว และเตรียมนำมาตรการภาษีสรรพสามิตมาใช้รองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

โดยดร.เอกนิติระบุว่า มีการจัดเตรียมรายละเอียดของมาตรการภาษีสรรพสามิตไว้แล้วเรียบร้อย และคาดว่าจะได้ข้อสรุปอัตราการจัดเก็บภาษีภายใน 1-2 สัปดาห์ พร้อมยืนยันว่า มาตรการภาษีสรรพสามิตจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์

 

พร้อมกันนี้ ดร.เอกนิติกล่าวว่า การใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตมีเป้าหมายเพื่อดูแลนักลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เข้ามาลงทุนและผลิตในประเทศไทย ซึ่งกำลังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและความแตกต่างของอัตราภาษีศุลกากรในแต่ละตลาด เพื่อให้นักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย มั่นใจได้ว่า รัฐบาลไทยจะดูแลให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม

 

“เราต้องการดูแลคนที่มาลงทุนในประเทศไทย ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าของโลก และถูกเอาเปรียบจากอัตราภาษีศุลกากรที่อาจจะไม่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ เราอยากให้นักลงทุนที่มาลงทุนในประเทศไทยมั่นใจได้ว่า เราจะให้การแข่งขันที่เป็นธรรมกับนักธุรกิจทุกคนครับ” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ย้ำปรับเกณฑ์ Visa ใหม่ ไม่กระทบ FDI

 

นอกจากนี้ ไทยยังมีการปรับมาตรการ Visa Exemption ในรูปแบบใหม่ ซึ่งมีข้อกังวลว่าอาจทำให้นักธุรกิจต่างชาติที่ต้องเดินทางเข้าไทยเพื่อเจรจาหรือติดต่อธุรกิจระยะสั้นมีความยุ่งยากขึ้น และเสี่ยงส่งผลกระทบเชิงลบต่อการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

 

ทางด้านดร.เอกนิติระบุว่า การปรับเกณฑ์วีซ่าใหม่เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงและปรับให้เป็นไปตามกฎกติกาสากลมากขึ้น พร้อมย้ำว่าได้หารือกับสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว รวมถึงมีสั่งการให้สถานทูตต่างๆ อำนวยความสะดวกแก่นักธุรกิจที่จะเดินทางเข้าประเทศไทย โดยใช้ Business Visa ที่สะดวกมากขึ้น

 

“นักธุรกิจทุกคนสามารถสบายใจได้นะครับ เพราะวันนี้เราจะให้คนที่เข้ามาทำธุรกิจใช้ Business Visa แทน แต่เราจะทำให้มันง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ” ดร.เอกนิติกล่าว

 

มีแผนพร้อมรับน้ำฝนในงานประชุม IMF-WB

 

สำหรับความกังวลว่าสถานการณ์ฝนและน้ำท่วมอาจกระทบการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ดร.เอกนิติยืนยันว่า ไทยมีความพร้อมรับมือ โดยได้เตรียมแผนระบายน้ำและแผนรองรับกรณีฝนตกหนัก รวมถึงกำหนด Trigger Point หรือระดับปริมาณฝนที่จะต้องดำเนินการเคลื่อนย้ายผู้เข้าร่วมประชุมไว้แล้ว

 

นอกจากนี้ ยังจัดทำ Business Continuity Plan เพื่อให้การประชุมสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้เผชิญสภาพอากาศที่รุนแรง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและผู้เดินทางมายังประเทศไทยว่า ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้

 

ดร.เอกนิติระบุด้วยว่า การรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือการสร้างความยืดหยุ่น (Building Resilience) จะเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการหารือในการประชุม IMF-World Bank เพื่อหาแนวทางว่าทั้งสองสถาบันจะช่วยประเทศต่างๆ รับมือกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นได้อย่างไร

 

ภาพ: SofikoS/ Shutterstock

The post ‘เอกนิติ’ จ่อเคาะเรตเก็บ ‘ภาษีสรรพสามิต’ นำเข้ารถ EV ใน 1-2 สัปดาห์นี้ ใช้ดูแลอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภชัยชี้เลิกเงินบำรุง 4 องค์กร รัฐจะปรับภาษีสรรพสามิตรองรับ ย้ำผู้ประกอบการสุรา-ยาสูบจ่ายเท่าเดิม https://thestandard.co/suphachai-excise-tax-liquor-tobacco/ Sat, 03 Oct 2026 11:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1263787 ภาพประกอบข่าว นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย พร้อมข้อความเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต

วันนี้ (3 ตุลาคม) ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภู […]

The post ศุภชัยชี้เลิกเงินบำรุง 4 องค์กร รัฐจะปรับภาษีสรรพสามิตรองรับ ย้ำผู้ประกอบการสุรา-ยาสูบจ่ายเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย พร้อมข้อความเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต

วันนี้ (3 ตุลาคม) ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงข้อเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยยืนยันว่า การยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการสุราและยาสูบจะจ่ายภาษีลดลง

 

ศุภชัยระบุว่า เมื่อยกเลิก ‘เงินบำรุง’ หรือที่เรียกว่า Earmarked Tax รัฐจะดำเนินการควบคู่กันด้วยการออกกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิตให้เหมาะสม เพื่อรองรับรายได้ส่วนที่เดิมจัดเก็บเป็นเงินบำรุงให้แก่ทั้ง 4 องค์กร

 

“ดังนั้น เงินไม่หาย ภาษีไม่ได้ลด เพียงเปลี่ยนเส้นทางของเงิน” ศุภชัยระบุ

 

ศุภชัยย้ำด้วยว่า “นายทุนสุรายาสูบต้องจ่ายเหมือนเดิม” พร้อมติดแฮชแท็ก ‘#อย่าบิดเบือน’ ท้ายข้อความดังกล่าว

The post ศุภชัยชี้เลิกเงินบำรุง 4 องค์กร รัฐจะปรับภาษีสรรพสามิตรองรับ ย้ำผู้ประกอบการสุรา-ยาสูบจ่ายเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด EV เคาะหลักการภาษี 3 Tier ‘ลงทุนในไทย’ ได้ภาษีต่ำ-‘นำเข้าอย่างเดียว’ โดนเก็บสูงสุด เตรียมปรับนิยาม Local Content https://thestandard.co/ev-tax-thailand-investment/ Thu, 10 Sep 2026 11:57:05 +0000 https://thestandard.co/ev-tax-thailand-investment/ ภาพอินโฟกราฟิกสรุปหลักการภาษี 3 Tier สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้ลงทุนในไทยได้ภาษีต่ำสุด และผู้นำเข้าอย่างเดียวเสียภาษีสูงสุด

บอร์ด EV เคาะหลักการภาษีสรรพสามิต 3 Tier จูงใจใช้ Local […]

The post บอร์ด EV เคาะหลักการภาษี 3 Tier ‘ลงทุนในไทย’ ได้ภาษีต่ำ-‘นำเข้าอย่างเดียว’ โดนเก็บสูงสุด เตรียมปรับนิยาม Local Content appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปหลักการภาษี 3 Tier สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้ลงทุนในไทยได้ภาษีต่ำสุด และผู้นำเข้าอย่างเดียวเสียภาษีสูงสุด

บอร์ด EV เคาะหลักการภาษีสรรพสามิต 3 Tier จูงใจใช้ Local Content ได้ภาษีต่ำสุด-นำเข้าอย่างเดียวเสียภาษีสูงสุด เตรียมเริ่มดำเนินการฝั่งนำเข้าก่อน เคาะตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด ‘วราวุธ’ นั่งหัวโต๊ะส่งเสริมการผลิต-‘เอกนัฏ’ ดูโครงข่ายสถานีชาร์จ พร้อมเร่งเตรียมรับมือแบตเตอรี่-ซากรถ

 

 

 

วันนี้ (10 กันยายน) พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) ครั้งที่ 1/2569 มีวาระสำคัญคือการพิจารณาแนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ

 

โดยที่ประชุมเห็นชอบในหลักการโครงสร้างภาษีสรรพสามิตแบบ 3 Tier แบ่งตามระดับการลงทุนและการใช้ Local Content ในประเทศ โดยผู้ผลิตที่มีการผลิตในประเทศและใช้ Local Content ในระดับสูงจะได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุด ขณะที่ผู้ที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาและมีการลงทุนหรือผลิตในประเทศบางส่วนจะอยู่ใน Tier กลาง ส่วนผู้ที่นำเข้ารถยนต์เข้ามาเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการลงทุนผลิตในประเทศจะอยู่ใน Tier ที่มีอัตราภาษีสูงที่สุด

 

สำหรับการดำเนินการในระยะแรก พรชัยระบุว่า บอร์ด EV จะเร่งดำเนินการกับ กลุ่มที่มีการนำเข้าเป็นหลักและไม่ได้สร้างฐานการผลิตในประเทศก่อน เนื่องจากข้อมูลที่บอร์ดได้รับรายงานพบว่า รถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทแม้จะมียอดใช้งานเพิ่มขึ้น แต่ยังมีสัดส่วนการนำเข้าสูง จึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อฐานการผลิตในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม พรชัยย้ำว่ายังไม่มีการกำหนดตัวเลขอัตราภาษีใหม่ในที่ประชุม ซึ่งการพิจารณารายละเอียดอัตราภาษีและช่วงเวลาการปรับตัวให้ผู้ผลิต (Grace Period) จะต้องให้กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตนำไปพิจารณาร่วมกับภาคเอกชนก่อน

 

ปัจจุบันอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าอยู่ที่ประมาณ 10% ขณะที่อัตราสำหรับรถที่ได้รับการส่งเสริมและผลิตในประเทศมีอัตราที่แตกต่างกัน เช่น 8% และ 2% ตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม อัตราใหม่สำหรับโครงสร้าง 3 Tier ยังต้องรอการพิจารณา โดยหลักการกลุ่มนำเข้าอย่างเดียวจะต้องมีอัตราภาษีสูงกว่าอัตราปัจจุบัน

 

พร้อมกันนี้ พรชัยย้ำว่า การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ ใช้การลงทุนเป็นตัวดึงดูดการนำเข้า เพื่อให้การนำเข้ารถยนต์เชื่อมโยงกับการลงทุนในประเทศ, การผลักดันไทยเป็นฐานส่งออก โดยเฉพาะตลาดประเทศที่ใช้รถพวงมาลัยขวา และเพิ่มมูลค่า Local Content หรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ

 

โดยบอร์ด EV จะใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อน โดยไม่ใช้งบประมาณภาครัฐเหมือนมาตรการ EV3 และ EV3.5 แบบที่ผ่านมา แต่ใช้โครงสร้างภาษีเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเลือกลงทุนและผลิตในประเทศมากขึ้น

 

สำหรับแนวทาง 3 Tier พรชัยระบุว่า ภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุมจาก 3-4 สมาคมเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว ขณะที่รายละเอียดเรื่องช่วงเวลาเริ่มใช้ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีกลุ่มนำเข้า จะต้องหารือกับภาคเอกชน เนื่องจากผู้ประกอบการต้องใช้เวลาในการวางแผนการนำเข้าและการผลิต

 

จ่อปรับนิยาม Local Content ดัน ‘Thai Content’ เพิ่มแรงจูงใจ

 

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เผยด้วยว่า นอกจากการกำหนดโครงสร้างภาษี 3 Tier แล้ว บอร์ดยังเตรียมพิจารณาปรับหลักเกณฑ์การคำนวณ Local Content โดยจะเน้นชิ้นส่วนที่มีมูลค่าและมีผลต่อการทำงานของรถยนต์จริง เช่น เครื่องยนต์หรือมอเตอร์ มากกว่าการนับต้นทุนบางรายการที่อาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าการผลิตในประเทศโดยตรง

 

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเพิ่มแรงจูงใจสำหรับ ‘Thai Content’ ซึ่งมีการผลิตโดยบริษัทไทยและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่เข้มข้นกว่า ‘Local Content’ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการจูงใจเพิ่มเติม

 

นฤตม์ระบุว่า การเพิ่ม Local Content ไม่ได้ทำได้เพียงการกำหนดสัดส่วน แต่ต้องทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและ R&D จากผู้ลงทุนต่างประเทศมายังผู้ประกอบการไทย เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนและเทคโนโลยีสูงขึ้น

 

ตั้ง 2 อนุกรรมการ รับมือแบตเตอรี่ใช้แล้ว-ซากรถ

 

สำหรับประเด็นอื่น บอร์ด EV นัดแรกยังเห็นชอบจัดตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่

 

1) อนุกรรมการส่งเสริมการผลิต Supply Chain และการกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยมี วราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน มีหน้าที่ดูแลถึงการบริหารจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วและการกำจัดซากรถ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนรถ EV ที่เข้าสู่ตลาด

 

และ 2) อนุกรรมการด้านการพัฒนาโครงข่าย Charging Station ซึ่งมี เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน

 

พร้อมกันนี้ นฤตม์ ระบุว่า คณะกรรมการฯ ได้เตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อมอนิเตอร์แบตเตอรี่อย่างครบวงจร (Life Cycle) ตั้งแต่การผลิต การใช้งานในรถยนต์ ไปจนถึงปลายทาง โดยจะมีการจัดการ 2 ทางคือ บางส่วนสามารถนำไปใช้แบบ Second Life เพื่อกักเก็บพลังงาน และบางส่วนเข้าสู่กระบวนการ Recycle เพื่อสกัดแร่สำคัญกลับมาใช้ใหม่

 

นอกจากนี้ บอร์ดยังมอบหมายให้ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังไปพิจารณามาตรการส่งเสริม ‘รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์’ เช่น รถบัส รถทรัค รวมถึงรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย หลังพบว่าการเติบโตของการใช้รถในกลุ่มดังกล่าวยังไม่มากนัก

 

‘วราวุธ’ ย้ำไม่ทิ้งฐานผลิตรถสันดาป

 

ด้านวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรม EV ควรมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศควบคู่กัน ไม่ใช่มองเพียงเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาบุคลากรไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องดูแลฐานการผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) ที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยวราวุธระบุว่า การปรับภาษีสรรพสามิต EV เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างแรงจูงใจให้รถนำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศมีแต้มต่อที่เหมาะสม แต่เนื่องจากผู้ประกอบการมีมุมมองต่อมาตรการแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณามาตรการดูแลรถยนต์สันดาปควบคู่กัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เดินหน้าได้โดยไม่ทิ้งฐานการผลิตเดิม

The post บอร์ด EV เคาะหลักการภาษี 3 Tier ‘ลงทุนในไทย’ ได้ภาษีต่ำ-‘นำเข้าอย่างเดียว’ โดนเก็บสูงสุด เตรียมปรับนิยาม Local Content appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังยอดขาย EV โตเกือบเท่าตัว ‘ส.อ.ท.’ เผยรถนำเข้าทะลัก 62% ห่วงฐานผลิตไทยตามไม่ทัน จี้รัฐ ‘เร่งรื้อ’ โครงสร้างภาษีสรรพสามิต https://thestandard.co/thai-ev-imports-tax-concerns/ Tue, 25 Aug 2026 10:24:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1246305 ภาพผู้บริหาร ส.อ.ท. 2 ท่าน แถลงข่าวประเด็นยานยนต์ไฟฟ้าและภาษีสรรพสามิต

ส.อ.ท. เผยยอดขายรถยนต์ 7 เดือน โต 15.39% รับกระแส EV พุ […]

The post เบื้องหลังยอดขาย EV โตเกือบเท่าตัว ‘ส.อ.ท.’ เผยรถนำเข้าทะลัก 62% ห่วงฐานผลิตไทยตามไม่ทัน จี้รัฐ ‘เร่งรื้อ’ โครงสร้างภาษีสรรพสามิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร ส.อ.ท. 2 ท่าน แถลงข่าวประเด็นยานยนต์ไฟฟ้าและภาษีสรรพสามิต

ส.อ.ท. เผยยอดขายรถยนต์ 7 เดือน โต 15.39% รับกระแส EV พุ่ง 1.25 แสนคัน หวั่นนำเข้าผลิตไม่ทัน หลังยอดนำเข้าพุ่ง 62.58% ห่วงรถกระบะทรุดหนัก ยอดขายวูบ 60% หลังสินเชื่อเข้ม จี้รัฐปรับโครงสร้างภาษีเป็นธรรม

 

วันที่ 25 ส.ค. 69 สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมด้วยสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยยอดการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ เดือนกรกฎาคม ว่า การผลิตรถยนต์ 7 เดือนแรกปีนี้อยู่ที่ 834,595 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.09%

 

ขณะที่ยอดขายสะสมอยู่ที่ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของตลาดจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน

 

ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือยอดขายรถยนต์นั่งแบบแบตเตอรี่ (BEV) ช่วง 7 เดือนแรกอยู่ที่ 125,411 คัน เพิ่มขึ้นถึง 97.39% แต่ผลิตในประเทศเพียง 46,924 คัน หรือ 37.42% ของยอดขาย ขณะที่ 62.58% เป็นรถนำเข้า

 

ขณะที่ ตลาดรถกระบะยังอยู่ในภาวะน่าห่วง โดยยอดขายรถกระบะ 1 ตันเดือน ก.ค. อยู่ที่ 5,084 คัน ลดลง 16.22% ส่วนยอดขายสะสม 7 เดือนอยู่ที่ 37,369 คัน ลดลง 17.38% จากปีก่อน

 

ยอดขายกระบะร่วงหนัก 60%

 

สาเหตุสำคัญยังคงมาจากสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ จากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำมาตลอดหลายไตรมาส โดยจีดีพีไตรมาส 2 ปีนี้โตเพียง 1.9%

 

“ที่น่ากังวลใจมากคือ ยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลงเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกว่าคัน จากที่เคยขายเดือนสามหมื่นกว่าคัน ลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวดของสถาบันการเงิน ซึ่งรถกระบะเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักของไทย และมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90%”

 

ที่สำคัญ รถกระบะเป็นโปรดักแชมเปี้ยนของประเทศไทยที่ย้ายจากฐานผลิตในประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อส่งออกไปกว่า120 ประเทศ และเพื่อขาย ในประเทศ

 

เมื่อยอดผลิตลดลงถึงสองในสาม ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อนจนผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องเลิกกิจการไปหรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่นจน

 

วอนรัฐรื้อ ‘โครงสร้างภาษีสรรพสามิต’

 

ทั้งนี้ กกร.เคยเสนอเมื่อสองปีก่อนให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันกับสถาบันการเงินในผลขาดทุนรถยึดตามจริงแต่ไม่เกินคันละห้าหมื่นบาท

 

โดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดผลิตรถกระบะให้มากขึ้นเพื่อให้แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น

 

รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น

 

เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเติบโตในอัตราสูงขึ้นย่อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทยเข้ามาลงทุน วนเวียนเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงยิ่งๆขึ้น

 

เมื่อผู้ผลิตผู้ลงทุนผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น มีกำไร มีสภาพคล่องดี ไม่ขาดทุน เป็นการดึงดูดผู้ผลิตเดิมให้คงอยู่และลงทุนในประเทศไทยต่อไปด้วย

 

“ไม่ต้องกังวลว่าประเทศไหนจะมาชวนให้ย้ายฐานการผลิตไป ทำเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราเท่าเทียมหรือสูงกว่าประเทศอื่นคือพลังการดึงดูดที่มีอำนาจมากที่สุดต่อการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทย”

 

ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทางภาษีให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างรถยนต์นำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ที่มีการใช้แรงงานและชิ้นส่วนไทย ทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตกลับต้องเสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า

 

ด้านการส่งออก เดือน ก.ค. ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 74,169 คัน เพิ่มขึ้น 2.39% โดยตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียยังเป็นตลาดใหญ่สุด สัดส่วน 30.25% เพิ่มขึ้น 29.16%

 

รองลงมาคือเอเชีย 28.92% เพิ่มขึ้น 14.79% ขณะที่ตะวันออกกลางลดลง 33.56% เหลือสัดส่วน 14.56% จากปัญหาความปลอดภัยในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

สำหรับ 7 เดือนแรก ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 495,313 คัน ลดลง 6.86%

 

ด้านการจดทะเบียนใหม่ยังสะท้อนกระแสอีวีแรงต่อเนื่อง เห็นได้จากเดือน ก.ค. มี รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) จดทะเบียนใหม่ 24,171 คัน เพิ่มขึ้น 99.36%

 

ขณะที่ 7 เดือนแรกสะสม 144,181 คัน เพิ่มขึ้น 77.75% ส่งผลให้ยอด BEV จดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ ณ สิ้นเดือน ก.ค. อยู่ที่ 515,357 คัน เพิ่มขึ้น 67.64%

 

ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (HEV) จดทะเบียนสะสม 706,284 คัน เพิ่มขึ้น 27.84% และ รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) สะสม 93,324 คัน เพิ่มขึ้น 23.29%

 

สะท้อนว่าตลาดรถยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ภาคการผลิตในประเทศยังต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนไป

 

จี้รัฐบาลเร่งเจรจา ART กับสหรัฐฯ

 

ด้านพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. สนับสนุนรัฐบาลเร่งเจรจา Agreement on Reciprocal Trade (ART) กับสหรัฐฯ 27 ส.ค.-1 ก.ย. 2569 หวังได้ข้อตกลงที่สมดุลและเป็นธรรม

 

โดยชี้ว่า สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย ช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 มูลค่า 47,144.6 ล้านดอลลาร์ โต 41.1% คิดเป็น 24% ของการส่งออกไทย ความชัดเจนเรื่องภาษีจึงกระทบโดยตรงต่อคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการลงทุน

 

ส.อ.ท. ย้ำ ART ไม่ควรโฟกัสแค่ลดภาษี แต่ต้องสร้างความแน่นอนทางการค้า ปรับสมดุลการค้าให้ครบทุกมิติ หลังรัฐบาลประเมินอย่างน้อย 30% ของยอดเกินดุลไทย-สหรัฐฯ มาจากบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานผลิต

The post เบื้องหลังยอดขาย EV โตเกือบเท่าตัว ‘ส.อ.ท.’ เผยรถนำเข้าทะลัก 62% ห่วงฐานผลิตไทยตามไม่ทัน จี้รัฐ ‘เร่งรื้อ’ โครงสร้างภาษีสรรพสามิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ เล็งงัดมาตรการใหม่ ลดภาษีสรรพสามิต หวังดึงผู้ผลิต EV มาตั้งโรงงานในไทย https://thestandard.co/ekniti-ev-tax-thailand-factory/ Fri, 07 Aug 2026 10:15:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1239527 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมข้อความเกี่ยวกับมาตรการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อดึงผู้ผลิต EV

‘เอกนิติ’ เล็งงัดมาตรการใหม่ช่วยลดภาษีสรรพสามิต หวังดึง […]

The post ‘เอกนิติ’ เล็งงัดมาตรการใหม่ ลดภาษีสรรพสามิต หวังดึงผู้ผลิต EV มาตั้งโรงงานในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมข้อความเกี่ยวกับมาตรการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อดึงผู้ผลิต EV

‘เอกนิติ’ เล็งงัดมาตรการใหม่ช่วยลดภาษีสรรพสามิต หวังดึงผู้ผลิต EV มาตั้งโรงงานในไทย ต่างจากการใช้มาตรการ EV 3.5 ที่เป็นการให้เงินอุดหนุน เตรียมเสนอ ครม. ภายในเดือนกันยายนนี้

 

วันนี้ (7 สิงหาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เตรียมออกมาตรการจูงใจทางภาษีใหม่ เพื่อดึงผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้มาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนนี้

 

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนผลิตในประเทศ กับผู้นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปมาจำหน่าย

 

เบื้องต้น ผู้ประกอบการที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญ คือ การใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Supply Chain) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

 

ในทางกลับกัน ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายโดยไม่ได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตในไทย จะยังคงเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงกว่า เพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเหนือผู้ที่ลงทุนจริง และเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศ

 

ดร.เอกนิติ ระบุว่า ขณะนี้รายละเอียดของมาตรการอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อให้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณ และนำเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ต่างจากการใช้มาตรการ EV 3.5 ที่เป็นการให้เงินอุดหนุนค่ายรถโดยตรง เพื่อนำไปลดราคาให้ประชาชนสามารถจับจองได้ง่าย

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการ EV 3.5 ทำให้รัฐต้องสำรองเงินภาษีมหาศาล มาจ่ายเป็นค่าอุดหนุน และมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากหากค่ายรถเอาเงินอุดหนุนไปแล้ว แต่เกิดปัญหาจนไม่สามารถผลิตรถชดเชยในประเทศได้ตามสัญญา เช่น กรณีค่ายรถบางรายที่ประสบปัญหาการเงินและขาดสภาพคล่องในการผลิตชดเชย

The post ‘เอกนิติ’ เล็งงัดมาตรการใหม่ ลดภาษีสรรพสามิต หวังดึงผู้ผลิต EV มาตั้งโรงงานในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สูตรถ่างภาษี-อุดหนุนกลางทาง จะเปลี่ยนไทยจาก ‘ทางผ่าน’ เป็นฮับผลิต EV ได้จริงหรือ? https://thestandard.co/thailand-ev-hub-tax-subsidy/ Fri, 07 Aug 2026 10:14:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1239521 ภาพผู้บริหาร 3 ท่านในวงกลมประกอบบทความอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

หากพูดถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบันมีสัดส่วนสร้างการเติ […]

The post สูตรถ่างภาษี-อุดหนุนกลางทาง จะเปลี่ยนไทยจาก ‘ทางผ่าน’ เป็นฮับผลิต EV ได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร 3 ท่านในวงกลมประกอบบทความอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า

หากพูดถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ปัจจุบันมีสัดส่วนสร้างการเติบโตให้ GDP ประเทศไทยสูงถึงราว 10% แต่ตลาดวันนี้ต้องเจอกับความท้าทายด้านซัพพลายเชนอย่างหนัก และอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องร่วมกันหาคำตอบ คือ วันนี้ประเทศไทยยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมเหมือนที่ผ่านมา หรือกลายเป็นแค่ ‘ทางผ่าน’ ในการประกอบชิ้นส่วนจากต่างชาติกันแน่

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

THE STANDARD WEALTH ชวนสำรวจคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ คุณพธู ทองจุล ผู้อำนวยการกองนโยบายอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ตามด้วย คุณสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ คุณครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (GWM)

 

ทั้ง 3 คนเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงยานยนต์มายาวนาน และจะพาเจาะลึกเส้นทางการเติบโตและการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบัน พร้อมสิ่งที่ต้องเร่งทำเพื่อรักษาตำแหน่ง Detroit of Asia

 

มุมมองผู้กำหนดนโยบาย ไม่ได้ต้องการแค่ FDI แต่ต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

เริ่มจาก พธู ทองจุล ผอ. กองนโยบายอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม (สศอ.) ฉายภาพว่า รัฐไม่ได้ต้องการเพียงตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยปราศจากการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ แต่ต้องการให้การลงทุนเหล่านั้นช่วยยกระดับผู้ประกอบการชิ้นส่วนไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน

 

ภาพผู้บริหาร 3 ท่านในวงกลมประกอบบทความอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 1

พธู ทองจุล ผอ. กองนโยบายอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม (สศอ.)

 

ดังนั้น นโยบายของรัฐในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเน้นการสร้างฐานการผลิตที่เข้มแข็งตลอดทั้งซัพพลายเชน พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่และออกแบบมาตรการร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างสมดุล

 

โดยชี้ว่า ปัจจุบันรัฐมีความยืดหยุ่นสูง พร้อม transition กับผู้ประกอบการ หากค่ายรถใดต้องการใช้ซัพพลายเชนในประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้ประสานกับภาครัฐเพื่อดีไซน์มาตรการร่วมกัน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นอกจากนี้ รัฐกำลังพิจารณามาตรการลดการนำเข้าและการหารือในกรอบอาเซียน-จีน เพื่อสร้างเกราะป้องกันบางรูปแบบโดยไม่กระทบข้อผูกพันระหว่างประเทศเกินควร

 

อีกหนึ่งในแนวคิดที่ถูกหยิบยกคือการใช้กลไก ‘ถ่างภาษี’ ผ่านการจัดระดับอัตราภาษีสรรพสามิตแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่

 

  • รถนำเข้าสำเร็จรูปเก็บภาษีสูง
  • รถที่ผลิตในประเทศจำนวนมากเก็บภาษีต่ำสุด
  • รถที่ผลิตในประเทศระดับปานกลางเก็บภาษีอัตราปานกลาง แนวทางนี้มีเป้าหมายทั้งปกป้องสินค้าในประเทศและรักษาเครือข่ายการผลิตเดิมไว้

 

เปิดทางค่ายรถยื่นข้อเสนอร่วม วางกลไก ‘ภาษี’

 

สศอ. ได้รับมอบหมายให้กำหนดคุณลักษณะและการปฏิบัติสำหรับรถยนต์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีสรรพสามิต โดยใช้แนวทางคล้ายมาตรการ Eco Car และรถปิกอัพ คือหากมีการใช้วัตถุดิบในประเทศควบคู่กับการลด CO2 รัฐจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งค่ายรถที่สนใจสามารถหารือเพื่อยื่นข้อเสนอได้

 

นอกจากนี้ BOI ยังทำกิจกรรมจับคู่ธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการซัพพลายเชนพบปะกับค่ายรถด้วยเช่นกัน

 

อีกแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจคืออนุญาตให้นำเข้าชิ้นส่วนเทียร์ 1 ได้ แต่บังคับให้การผลิตเทียร์ 2 และเทียร์ 3 ต้องเกิดขึ้นในประเทศจริง ไม่ใช่เพียงการประกอบผิวเผิน วิธีนี้จะช่วยยกระดับเนื้อหาการผลิตภายในประเทศและยืดอายุซัพพลายเชนได้อย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ที่ผ่านมารัฐได้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่อุตสาหกรรม พร้อมมาตรการฝึกอบรม อัปสกิล และรีสกิลแรงงาน ส่วน BOI ยังมีทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการที่ลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำและมีเงื่อนไขการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งรัฐบาลและเอกชนก็มีการหารือกันในประเด็นนี้มาต่อเนื่อง

 

เจาะผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรีและการแข่งขันจากจีน

 

ขณะเดียวกัน สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท. ) ย้ำว่า ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับ 10-11 ของโลก จุดแข็งคือซัพพลายเชน แต่ปัญหาสำคัญคือวอลลุ่มการผลิตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับรถนำเข้าจากจีนซึ่งมีต้นทุนต่ำมากเพราะ Economy of Scale ที่ใหญ่

 

ซึ่งในปี 2025 จีนผลิตรถ EV กว่า 30 ล้านคันต่อปีจากทั่วโลกกว่า 90 ล้านคัน ทำให้ซัพพลายเออร์ไทยแข่งขันเรื่องต้นทุนได้ยาก

 

ภาพผู้บริหาร 3 ท่านในวงกลมประกอบบทความอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 2

สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท. )

 

พร้อมชี้ว่า รถไฟฟ้าที่ไหลเข้ามาสู่ไทยกว่า 60-70% เป็นรถนำเข้า โดยส่วนใหญ่จากจีน ส่วนการผลิตชดเชยในประเทศเพิ่งเริ่มต้น 1-2 ปี ทำให้สัดส่วนยังน้อย เมื่อรวมกับต้นทุนของการผลิตในประเทศที่ยังสูงและวอลลุ่มที่ไม่เพียงพอ ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจึงรับแรงกดดันอย่างหนัก

 

ภาพผู้บริหาร 3 ท่านในวงกลมประกอบบทความอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 3

 

อีกปัจจัยที่ส่งผลคือข้อตกลงการค้าเสรี เช่น FTA อาเซียน-จีน ทำให้รถจีนได้รับยกเว้นอากรนำเข้าในบางประเทศ ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียเกราะป้องกันทางภาษีที่เคยช่วยให้สินค้าที่ผลิตในไทยแข่งขันได้

 

นอกจากนี้ ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย เริ่มใช้มาตรการปกป้องผู้ผลิตในประเทศมากขึ้น เช่น การกำหนดราคานำเข้าขั้นต่ำหรือการบังคับสัดส่วนการส่งออกสูง เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

 

แนวทางเอาตัวรอด ส่งออกและเจรจา FTA เพิ่ม

 

สุวัชร์เสนอว่าทางรอดของอุตสาหกรรมไทยคือการเพิ่มวอลลุ่มผ่านการส่งออก และการเจรจา FTA กับภูมิภาคใหม่ๆ เพื่อขยายตลาดส่งออก ปัจจุบันไทยผลิตรถยนต์ประมาณ 1.55 ล้านคัน

 

แบ่งเป็นส่งออกประมาณ 9.5 แสนคัน และจำหน่ายในประเทศ 5.5 แสนคัน ตลาดส่งออกหลักยังกระจุกตัวในเอเชีย (อาเซียน, เวียดนาม, อินโดนีเซีย), ออสเตรเลีย/โอเชียเนีย และตะวันออกกลาง ซึ่งคิดเป็น 75% ของการส่งออกทั้งหมด

 

พร้อมยังเรียกร้องนโยบายแบบ ‘Multi-pathway’ คือส่งเสริมฐานผลิต ICE ที่มีอยู่ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ไม่ทิ้งของเก่าเพื่อวิ่งหาของใหม่เพียงอย่างเดียว พร้อมยกระดับซัพพลายเชนทั้งด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากรให้สอดคล้องกัน

 

แนะถ่างภาษีสรรพสามิตขั้นบันได พร้อมจ่ายอุดหนุนกลางทาง

 

ด้าน ครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (GWM) ให้มุมมองจากค่ายรถจีนที่มาตั้งฐานการผลิตในไทย

 

โดยชี้ว่า มาตรการ EV3 / EV3.5 และเป้าหมายการผลิตรถไฟฟ้าในประเทศให้ได้ 30@30 ภายในปี 2030 เป็นนโยบายที่ดี แต่การสร้างห่วงโซ่การผลิตและเทคโนโลยีให้ครบถ้วนต้องใช้เวลามากกว่า 3-5 ปี

 

ภาพผู้บริหาร 3 ท่านในวงกลมประกอบบทความอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 4

ครรชิต ไชยสุโพธิ์ รองประธาน บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (GWM)

 

พร้อมอธิบายว่ามีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและชิ้นส่วนที่ไทยยังขาด เช่น เซลล์แบตเตอรี่ สายไฟกำลังสูง และอินเวอร์เตอร์ ในขณะที่ชิ้นส่วนทั่วไปอย่างตัวถัง พลาสติก ล้อ และโช้กอัป ไทยมีความพร้อมสูง ยกตัวอย่าง GWM ดึงบริษัทลูกอย่าง SVOLT มาลงทุนที่ชลบุรีเพื่อประกอบโมดูลและแพ็ก แต่การลงทุนผลิตเซลล์เองยังไม่คุ้มค่าเพราะตลาดในประเทศยังมีวอลลุ่มไม่เพียงพอ

 

นอกจากนี้ OEM ต้องรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและคุณภาพตามกฎหมาย จึงไม่สามารถเสี่ยงใช้ชิ้นส่วนสำคัญจากผู้ผลิตรายใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ได้ทันที

 

ครรชิตแนะนำว่า OEM ควรผลิตในประเทศเฉพาะกลุ่มที่มีความต้องการสูง เพื่อสร้างวอลลุ่มและความคุ้มทุน ส่วนการนำเข้าควรจำกัดไว้เฉพาะรถเทคโนโลยีสูง รถพรีเมียม หรือตลาดเฉพาะกลุ่มที่ยอดขายต่ำ ไม่คุ้มลงทุนโรงงาน

 

ตัวอย่างเซกเมนต์ที่เป็นตลาดใหญ่ในไทยคือรถราคาต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท โดยกลุ่ม SUV B-Segment (ประมาณ 6-8 แสนบาท) เป็นตลาดสำคัญที่มีการแข่งขันสูงทั้ง EV, Hybrid และ ICE

 

ทั้งนี้ ครรชิตยังเห็นด้วยกับแนวคิดการถ่างโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้ผลิตภายในประเทศ

 

แต่เตือนว่ารัฐควรดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอน ไม่เร่งรัดเกินไปในช่วงที่ตลาดมีการนำเข้าถึง 70% พร้อมเสนอให้เปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินอุดหนุน จากเดิมที่จ่ายให้ผู้ซื้อรถยนต์ปลายทาง ไปเป็นการจ่าย ‘เงินอุดหนุนตรงกลางทาง’ ให้แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยโดยตรง เพื่อให้มีเงินทุนรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสะสมประสบการณ์ร่วมกับค่ายรถ

 

ดันไทยฮับ EV ส่งออก เร่งมาตรการหนุนผู้ผลิตขึ้นเทียร์ 2-3

 

ผู้บริหารระดับสูง GWM ยังกล่าวต่อว่า บริษัทเป็นค่ายแรกที่สามารถผลิตและส่งออกรถไฟฟ้า 100% เช่นรุ่น ORA Good Cat จากฐานการผลิตในไทยส่งไปยังประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซีย ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้

 

โดยในปีที่ผ่านมา GWM ส่งออก ORA Good Cat กว่า 3,000 คัน และได้รับประโยชน์จากมาตรการ EV Board ที่ให้นับยอดส่งออกเป็น 1.5 เท่า

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักยังอยู่ที่ข้อกำหนดถิ่นกำเนิดสินค้าของแต่ละ FTA และนโยบายการจัดสรรโควตาของบริษัทแม่

 

ภาพผู้บริหาร 3 ท่านในวงกลมประกอบบทความอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 5

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งจากฝั่งรัฐและเอกชนมีความเห็นร่วมกันว่า ในระยะแรกเมื่อค่ายรถใหม่เข้ามาตั้งฐาน มักยังไม่มีซัพพลายเออร์ไทยเสนอราคาสำหรับชิ้นส่วนเทคโนโลยีสำคัญ จึงต้องดึงเทียร์ 1 จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนและตั้งสาขาในไทย

 

โดยตั้งเงื่อนไขให้ซื้อชิ้นส่วนเทียร์ 2-3 จากผู้ผลิตไทยที่มีศักยภาพจริง ซึ่งต้องอาศัยการสนับสนุนทางการเงินและนโยบายเพื่อทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้

 

ท้ายที่สุดแล้ว อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีรากฐานที่แข็งแกร่ง แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีใหม่เป็นความท้าทายที่ต้องจัดการด้วยนโยบายที่รอบคอบและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน

 

หากรัฐสามารถออกแบบมาตรการที่สร้างแรงจูงใจให้ค่ายรถและซัพพลายเออร์ต่างชาติเข้ามาลงทุนร่วมกับการยกระดับผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม

 

ไทยก็ยังมีโอกาสรักษาและต่อยอดมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้แค่เป็นเพียง ‘ทางผ่าน’ แต่ยังคงเป็นฐานการผลิตที่สร้างมูลค่าให้ประเทศในระยะยาว

 

ชมคลิป

 

ภาพ: IM Imagery/shutterstock, MR. AEKALAK CHIAMCHAROEN/shutterstock

The post สูตรถ่างภาษี-อุดหนุนกลางทาง จะเปลี่ยนไทยจาก ‘ทางผ่าน’ เป็นฮับผลิต EV ได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 สมาคมยานยนต์ไทยยื่นข้อเสนอรัฐ ออก 8 มาตรการฉุกเฉิน ต่อลมหายใจห่วงโซ่อุปทานไทย หวังช่วยอุตฯ ยานยนต์ไทย พ้น ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ https://thestandard.co/thai-auto-associations-propose-8-emergency-measures/ Thu, 14 May 2026 11:05:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1207261 สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

10 สมาคมยานยนต์และชิ้นส่วนสัญชาติไทยผนึกกำลังยื่นหนังสื […]

The post 10 สมาคมยานยนต์ไทยยื่นข้อเสนอรัฐ ออก 8 มาตรการฉุกเฉิน ต่อลมหายใจห่วงโซ่อุปทานไทย หวังช่วยอุตฯ ยานยนต์ไทย พ้น ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

10 สมาคมยานยนต์และชิ้นส่วนสัญชาติไทยผนึกกำลังยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ปลุกมาตรการ ‘ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า’ และคุมเข้ม Local Content หวั่นไทยสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ กลายเป็นเพียง ‘ตลาดบริโภค EV ราคาถูก’ แต่ไร้ฐานการผลิต

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

วันนี้ (14 พฤษภาคม) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีสมาชิกรวมกันมากกว่า 1,500 ราย ร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล มุ่งรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ

 

สุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยว่า ปัจจุบันค่ายรถยนต์เริ่มปรับกลยุทธ์จาก ‘การผลิต’ เป็น ‘การนำเข้า’ รถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากจีนโดยใช้สิทธิภาษี 0% ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง

 

ทั้งนี้ สมาคมฯ ประเมินว่า หากไร้การควบคุม เมื่อมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี 2570 ไทยจะเผชิญกับ ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ ที่ค่ายรถไม่มีภาระผูกพันในการผลิตชดเชย และจะเปลี่ยนไปนำเข้า 100% ทันที

 

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 1

 

เจาะ 8 มาตรการฉุกเฉิน

 

ในการนี้ ทางกลุ่มสมาพันธ์ฯ จึงได้เสนอมาตรการฉุกเฉินครอบคลุม 8 ด้าน ดังนี้

 

1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต (ลงทุนแลกโควตา)

 

เสนอให้ขยายส่วนต่างภาษีสรรพสามิต ระหว่างรถนำเข้า (CBU) และรถผลิตในไทยให้มากกว่า 8% เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิต โดยใช้ระบบโควตานำเข้าอัตราภาษีต่ำแลกกับการลงทุนจริง เช่น สถานีชาร์จสาธารณะ หรือศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่

 

2. ยกระดับเกณฑ์ Local Content

 

บังคับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศไทย (Thai Material Content) อย่างน้อย 20% ของสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม 40% เพื่อป้องกันการนำเข้าชิ้นส่วนแบบยกชุดมาประกอบเพียงอย่างเดียว

 

3. การส่งเสริมการใช้ ‘ชิ้นส่วนร่วม’ (Common Parts)

 

กำหนดให้ค่ายรถต้องจัดซื้อชิ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงและผู้ผลิตในไทยมีศักยภาพ เช่น แชสซีส์ หรือตัวถัง จากในประเทศเท่านั้นจึงจะได้สิทธิลดหย่อนภาษี

 

4. ปรับปรุงนโยบาย BOI คุ้มครองผู้ประกอบการไทย

 

ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่คนไทยทำได้เองแล้ว ยกเว้นจะเป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และตรวจสอบการจ้างงานหรือใช้เครื่องจักรจริงอย่างเข้มข้น

 

5. แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ (G2G)

 

ให้รัฐเจรจาระดับรัฐต่อรัฐเพื่อจัดการโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น อะลูมิเนียม หรือแร่หายาก ให้ผู้ผลิตไทยเข้าถึงต้นทุนที่เท่าเทียมกับจีน

 

6. ยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O)

 

ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ ‘สวมสิทธิ์สินค้า’ จากต่างประเทศมาแอบอ้างเป็นสินค้าไทย

 

7. การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)

 

บังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อ (Open Interface) ให้ซอฟต์แวร์ไทยเข้าไปมีส่วนร่วม และกำหนด KPI ที่วัดผลได้จริงไม่ใช่เพียงตัวเงิน

 

8. การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ

 

บังคับให้มีการทดสอบและปรับจูนระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) ในห้องปฏิบัติการของไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูงสู่บุคลากรไทย

 

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 2

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)

 

“ข้อเสนอที่เร่งด่วนที่สุด คือการปฏิรูปภาษีสรรพสามิต รองลงมาก็คือการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ BOI โดยอยากให้ BOI ส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจที่ประเทศไทยไม่มี ส่วนธุรกิจใดที่ผู้ประกอบการไทยทำได้อยู่แล้ว อยากให้มุ่งผลักดันผู้ประกอบการในประเทศมากกว่า” สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าว

 

ยัน ‘ไม่ใช่การกีดกัน แต่คือการรักษาอธิปไตยเศรษฐกิจ’

 

สุโรจน์ ย้ำชัดว่า ข้อเสนอทั้ง 8 ข้อนี้ ไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นรถ EV นำเข้า หรือทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์

 

“เราต้องการให้การแข่งขันเป็นธรรม ระหว่างบริษัทที่ลงทุนจริง สร้างห่วงโซ่อุปทานในไทย กับบริษัทที่เน้นนำเข้ามาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว รัฐบาลต้องเลือกว่าจะเป็นเพียงตลาดบริโภค EV ราคาถูก หรือจะรักษาฐานการผลิตที่มั่นคงของโลกไว้”

 

การลงนามครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็น ‘ก้าวแรกของการต่อลมหายใจ’ เพื่อรักษาอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักของ GDP ประเทศ (ประมาณ 14%) และรักษาการจ้างงานกว่า 600,000 ตำแหน่ง ก่อนที่พายุแห่งการเปลี่ยนผ่านจะทำให้ทุกอย่างสายเกินแก้

The post 10 สมาคมยานยนต์ไทยยื่นข้อเสนอรัฐ ออก 8 มาตรการฉุกเฉิน ต่อลมหายใจห่วงโซ่อุปทานไทย หวังช่วยอุตฯ ยานยนต์ไทย พ้น ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด https://thestandard.co/ekniti-insists-that-the-transition-measures-in-the/ Thu, 14 May 2026 10:49:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1207255 ‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกร […]

The post ‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด

วันนี้ (14 พฤษภาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวยืนยันว่า มาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานวงเงิน 2 แสนล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นและเร่งด่วน รอ งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 อีก 5 เดือน ‘ไม่ได้’ โดยเปรียบมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นดัง ‘ยาที่ออกฤทธิ์ช้า จึงยิ่งต้องกินเร็ว’

 

 
 

“คนเราป่วยอยู่ เราต้องให้ยาที่เห็นผลในระยะยาวด้วย แม้ยาจะออกฤทธิ์นาน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องรอ งบฯ ปี 70 อีก 5 เดือนถึงจะเริ่มกินก็ได้ นี่คือความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกินวันนี้ ยาที่ออกฤทธิ์ช้า จึงยิ่งต้องกินเร็ว” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากเมื่อ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านได้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 โดยยื่นคำร้องขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ เนื่องจากมองว่ามาตรการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน

 

เตือน! หากไม่มีเงินกู้ 4 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยจ่อเจอวิกฤตอีกหลายระลอก

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยืนยันอีกว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีความจำเป็นต่อสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างยิ่ง เนื่องจาก วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตค่าครองชีพ ที่มีผลกระทบเป็นระลอก ต่างจากวิกฤตครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา

 

“วิกฤตครั้งนี้เริ่มจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร แต่ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นจนเกิดเป็นวิกฤตพลังงาน และจะส่งผ่านไปยังต้นทุนค่าขนส่ง จนกลายเป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยสะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อในเดือนเมษายน 2569 ที่พลิกกลับมาเป็นบวกอยู่ที่ 2.9% หากเป็นอย่างนี้ต่อไป สิ่งที่จะตามมาคือ วิกฤตเศรษฐกิจหดตัว เพราะเมื่อต้นทุนสูงขึ้น ธุรกิจขนาดใหญ่อาจมีกำไรสะสมและรองรับได้ ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กจะไม่สามารถแบกรับต้นทุนไหวและขาดทุนทันที ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างตามมาได้ หากประชาชนไม่มีรายได้จากการจ้างงาน ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเช่นกัน”

 

ดร.เอกนิติอธิบายต่อว่า ถ้าประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านพลังงานตั้งแต่ช่วงเกิดสงคราม รัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 ป่านนี้ ประเทศไทยจะไม่ต้องเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน เหมือนดั่งประเทศจีนที่วันนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเลย เพราะเริ่มกระบวนการดังกล่าวมาตั้งแต่ 10 ปีก่อน

 

ดร.เอกนิติเปิดเผยอีกว่า ในพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะทำโครงการที่ช่วยเยียวยาค่าครองชีพ ควบคู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไปพร้อมๆ กัน เช่น การส่งเสริมให้บ้านติดโซลาร์เซลล์ พร้อมช่วยลดค่าไฟไปด้วย รวมถึงการช่วยผู้ประกอบการเปลี่ยนรถหัวลากและรถกระบะขนส่งให้หันมาใช้ไบโอดีเซล B20 มากขึ้น

 

ชี้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ไม่ช่วยแก้ปัญหาแบบตรงจุด

 

ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันแถลงข้อกังขาต่อ พ.ร.ก. กู้ 400,000 ล้านบาทที่พรรคประชาธิปัตย์ โดยพรรคประชาธิปัตย์มองว่า มีวิธีอื่นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องตรา พ.ร.ก. กู้เงิน ผ่านการลดภาษี หรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต

 

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน ดร.เอกนิติ มองว่าการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เป็นข้อเสนอที่ไม่ตอบโจทย์ โดยยกตัวอย่างจากประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตช่วงวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยว่า การลดภาษีสรรพสามิตครั้งนั้น ทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท และสุดท้าย ก็ต้องกู้เงินมาทดแทนรายได้ที่หายไปอยู่ดี

 

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.เอกนิติยังระบุอีกด้วยว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นการเยียวยาแบบเหวี่ยงแหไม่ตรงจุด เพราะการลดภาษีเป็นการอุดหนุนแบบเหมารวม ซึ่งแปลว่าคนรวยที่มีกำลังรับมือวิกฤต เช่น คนขับรถเบนซ์ รถ BMW ก็ได้รับประโยชน์นี้ไปด้วย ดังนั้นการนำเงินกู้ที่มีอยู่อย่างจำกัดมาทำโครงการเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Target) เพื่อช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยและกลุ่มเปราะบาง จึงมีความคุ้มค่าและตรงจุดมากกว่า

 

“การลดภาษีสรรพสามิต คนขับรถเบนซ์ก็ช่วย คนขับรถ BMW ก็ช่วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการดูแลตัวเอง เพราะงั้นไม่ดีกว่าเหรอครับ ที่เราจะใช้เงินที่มีอยู่อย่างจำกัดมาช่วยคนกลุ่มเปราะบางตัวเล็กตัวน้อย” ดร.เอกนิติ

 

ดร.สันติธาร แนะเตรียมรับมือ ‘อาฟเตอร์ช็อก’ เศรษฐกิจ

 

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง ระบุว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงมาก โดยอ้างอิงจากรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่าหากราคาน้ำมันยังสูงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ในปีหน้าเศรษฐกิจทั่วโลกก็มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะตกต่ำหรือเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ได้

 

นอกจากนี้ ดร.สันติธารยังยกข้อมูลประเมินจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาเสริมว่า แม้ตัวเลข GDP ของไทยอาจจะไม่ติดลบ แต่ ‘รายได้ของแรงงาน’ ในปีนี้น่าจะติดลบ ซึ่งถือว่าผิดปกติและหนักหนามาก เพราะช่วงก่อนโควิดรายได้แรงงานเคยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4.7% – 4.8% แม้แต่ปีที่แล้วก็ยังบวกอยู่ที่ 1% – 2%

 

เมื่อของแพงขึ้น แต่กำลังซื้อ (Purchasing power) มีแนวโน้มตกต่ำลง ผู้คนส่วนใหญ่จะรัดเข็มขัดมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจรายย่อย (SMEs) มีแนวโน้มล้มเลิกกิจการไป จนนำไปสู่การเลิกจ้างและมีผู้คนตกงาน นอกจากนี้ การท่องเที่ยวก็อาจได้รับผลกระทบจากค่าตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น

 

สถานการณ์ดังกล่าว เปรียบดัง ‘อาฟเตอร์ช็อก’ ที่จะตามมาหลังแผ่นดินไหว รัฐบาลจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือ ไม่ใช่แค่นั่งดูเฉยๆ ด้วยเหตุนี้ ดร.สันติธารจึงชี้ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ควบคู่ไปด้วย เพราะแผนดังกล่าวจะช่วยลดค่าครองชีพและลดต้นทุนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว และยังอาจช่วยสร้างการจ้างงานจากภาคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ได้อีกด้วย จึงจำเป็นต้องทำเป็นแพ็กเกจคู่กันทั้งการเยียวยาระยะสั้นและการลดต้นทุนระยะยาว

 

ส่วนข้อครหามาตรการติดตั้งโซลาร์ว่ามีมูลค่าเพิ่ม (Value-Added) เพียงเล็กน้อย ดร.สันติธาร ระบุว่า เป็นประเด็นที่ต้องรักษาสมดุล (Balance) แม้บางอย่าง ภาคเอกชนไทยจะไม่สามารถผลิตเองได้ แต่รัฐบาลก็จะพยายามผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศให้ได้มากขึ้น และมีการระบุไว้ในแผนโครงการข้อ 2.3 แล้ว

 

ทั้งนี้ ตามแผนงานข้อ 2.3 ของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านมีการระบุไว้ว่า แผนงานหรือโครงการเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมสำหรับรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานและการสร้างเศรษฐกิจใหม่

The post ‘เอกนิติ’ ยันมาตรการเปลี่ยนผ่านในพ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน ‘จำเป็น-เร่งด่วน’ โต้ฝ่ายค้าน ปมลดภาษีน้ำมัน แก้ไม่ตรงจุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์เตือน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 สร้างความเสี่ยงวิกฤตฟองสบู่ ย้ำทางออกควรลดภาษีสรรพาสามิต-เก็บภาษีลาภลอยกลุ่มโรงกลั่น https://thestandard.co/abhisit-warns-loan-bubble-tax-refiners/ Wed, 13 May 2026 05:22:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1206614 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข่าวคัดค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน

พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชี […]

The post อภิสิทธิ์เตือน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 สร้างความเสี่ยงวิกฤตฟองสบู่ ย้ำทางออกควรลดภาษีสรรพาสามิต-เก็บภาษีลาภลอยกลุ่มโรงกลั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข่าวคัดค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน

พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค และ กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค แถลงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแสดงจุดยืนคัดค้านการที่รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤติด้านพลังงาน

 

โดยประเมินว่าการกู้เงินดังกล่าวจะสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และผลักดันให้หนี้สาธารณะเข้าใกล้ระดับเพดานสูงสุด พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาผ่านการปรับโครงสร้างภาษีและการจัดการกำไรของกลุ่มธุรกิจพลังงานแทนการสร้างภาระหนี้

 

อภิสิทธิ์ระบุถึงความแตกต่างของสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันกับวิกฤตการณ์ในอดีต เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการเติบโตติดลบ ทว่าข้อมูลเศรษฐกิจในปัจจุบันภายหลังเกิดสถานการณ์สงคราม 1 เดือน GDP ยังคงเติบโตที่ระดับ 1.5% ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.8% ภาคการส่งออกเพิ่มขึ้น 19.3% ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 3.6% และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

รวมถึงสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น และธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจยังมีเสถียรภาพ การอ้างเหตุผลเพื่อกู้เงินโดยเปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีตจึงเป็นบริบทที่แตกต่างกัน

 

ในประเด็นแผนการใช้จ่ายงบประมาณจากการกู้เงิน ซึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่าจะมีการนำวงเงิน 200,000 ล้านบาท ไปใช้ในโครงการลักษณะกระตุ้นการบริโภค เช่น โครงการคนละครึ่ง และโครงการไทยช่วยไทย ภายในระยะเวลา 4 เดือนนั้น อภิสิทธิ์ประเมินว่า หากสถานการณ์วิกฤตมีความยืดเยื้อ การใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลในระยะเวลาอันสั้นจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตในลักษณะฟองสบู่ สร้างแรงกดดันด้านราคาสินค้า และเมื่อรัฐบาลใช้เครื่องมือทางการเงินจนหมด อาจทำให้ประเทศขาดกลไกในการรับมือหากเกิดวิกฤตซ้ำซ้อน

 

รัฐบาลจึงควรดำเนินมาตรการโดยเคารพกรอบวินัยการเงินการคลังตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดอย่างเคร่งครัด หากพบการละเมิด พรรคฝ่ายค้านจะใช้กลไกทางกฎหมายตรวจสอบต่อไป

 

สำหรับข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้รัฐบาลพิจารณาลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะสามารถปรับลดราคาน้ำมันดีเซลลงเหลือ 33 บาทต่อลิตร โดยใช้อัตรางบประมาณเพียง 1 ใน 3 ของวงเงินที่รัฐบาลเตรียมกู้เงิน ควบคู่ไปกับการจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งจะช่วยให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงถึงระดับ 30 บาทต่อลิตร และยังเป็นการสร้างรายได้กลับเข้าสู่รัฐ

 

ส่วนการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ พรรคประชาธิปัตย์เห็นพ้องในหลักการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง แต่เสนอให้ใช้กลไกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายแทนการกู้เงิน เนื่องจากใช้สัดส่วนงบประมาณน้อยกว่าโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ

 

ขณะที่แผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบโซลาร์รูฟท็อปนั้น อภิสิทธิ์มองว่าเป็นการพึ่งพาเทคโนโลยีนำเข้าซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศน้อย รัฐบาลควรหันมาสนับสนุนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล บี20 และ บี50 ซึ่งเป็นการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศ และนำงบประมาณไปอุดหนุนผู้ประกอบการเพื่อปรับแต่งเครื่องยนต์ให้รองรับเชื้อเพลิงดังกล่าวแทน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ทันทีโดยที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องดำเนินมาตรการจัดรถพุ่มพวงเพื่อจำหน่ายสินค้าราคาถูก

 

ด้าน กรณ์ จาติกวณิช ได้นำเสนอข้อมูลผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจน้ำมันเพื่อประกอบข้อเสนอเรื่องภาษีลาภลอย โดยระบุว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มีกำไรสุทธิสูงถึง 19,000 ล้านบาท ซึ่งปรับตัวสูงขึ้น 456% หรือ 4.5 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเป็นตัวเลขที่สูงกว่ากำไรสุทธิรวมทั้งปีของปีก่อนหน้าถึง 30% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงส่วนต่างกำไรที่เกิดจากการกักตุนน้ำมันต้นทุนต่ำก่อนเกิดสถานการณ์สงครามแล้วนำมาจำหน่ายในราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 16-17 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นภาระที่ตกอยู่กับประชาชนผู้บริโภค

 

กรณ์ชี้ให้เห็นว่า ต้นทุนพลังงานที่สูงเกินความจำเป็นมีสาเหตุมาจากการที่รัฐบาลไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลโครงสร้างการกำหนดราคาน้ำมัน โดยคณะกรรมการความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่มีเอกนิติเป็นประธาน ยังคงใช้สูตรการคำนวณแบบเดิม รวมถึงการที่รัฐบาลไม่พิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระต้นทุนให้กับประชาชนตั้งแต่แรก แต่กลับปล่อยให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น แล้วนำปัญหาดังกล่าวมาเป็นเหตุผลประกอบการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด

The post อภิสิทธิ์เตือน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 สร้างความเสี่ยงวิกฤตฟองสบู่ ย้ำทางออกควรลดภาษีสรรพาสามิต-เก็บภาษีลาภลอยกลุ่มโรงกลั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง https://thestandard.co/wine-fast-track-import-wine-thailand/ Mon, 11 May 2026 11:11:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1206024 ภาพขวดไวน์ขาววางอยู่ในแก้วพร้อมผู้คนในสนามบิน

กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง […]

The post กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพขวดไวน์ขาววางอยู่ในแก้วพร้อมผู้คนในสนามบิน

กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ แต่ถ้าไม่ถึง 1 ลิตร ได้รับยกเว้นภาษีผ่านช่องเขียวได้เลย นำร่องสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เริ่มแล้ววันนี้ 11 พฤษภาคม

 

วันนี้ (11 พฤษภาคม) กรมสรรพสามิต เปิดใช้งาน ระบบแจ้งข้อมูลการนำเข้าสินค้าสำหรับสุราแช่ชนิดไวน์ (Wine Fast Track) อย่างเป็นทางการ โดยเริ่มนำร่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารระหว่างประเทศที่นำไวน์ติดตัวเข้ามาในประเทศไทยในปริมาณเกิน 1 ลิตร แต่ไม่เกิน 10 ลิตร สำหรับใช้เป็นตัวอย่างสินค้า หรือมิใช่เพื่อการค้า

 

พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ระบบ ‘Wine Fast Track’ ถูกพัฒนาขึ้นร่วมกับ กรมศุลกากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดขั้นตอนการกรอกเอกสาร ลดระยะเวลาการดำเนินการ และเพิ่มความถูกต้องในการจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล

 

ภายใต้ระบบดังกล่าว ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบข้อมูลมูลค่าสินค้า ภาษีสรรพสามิต อากรศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีท้องถิ่น รวมถึงเงินนำส่งเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันรายการสินค้าและค่าภาษีอากรที่ต้องชำระผ่านระบบออนไลน์ได้ล่วงหน้า ก่อนเดินทางเข้ารับบริการด้านพิธีการศุลกากร

 

ผู้โดยสารสามารถเข้าใช้งานระบบได้ผ่าน เว็บไซต์กรมสรรพสามิต หรือ Wine Fast Track รวมถึง Mobile Application บนระบบ Android ส่วนระบบ iOS อยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้บริการในเร็วๆ นี้

 

หลังกรอกข้อมูลและยืนยันรายการสินค้าเรียบร้อย ผู้โดยสารจะต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ ณ ช่องมีสิ่งของต้องสำแดง (Goods to Declare) หรือช่องแดง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและจัดเก็บภาษีอากร ก่อนรับแสตมป์สรรพสามิตสำหรับติดบนขวดไวน์ เพื่อเป็นหลักฐานว่าชำระภาษีถูกต้องตามกฎหมายแล้ว

 

ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตระบุเพิ่มเติมว่า หากผู้เดินทางนำสุราทุกประเภทติดตัวเข้ามาในราชอาณาจักรไม่เกิน 1 ลิตร จะได้รับยกเว้นภาษี และสามารถผ่านช่องไม่มีสิ่งของต้องสำแดง (Nothing to Declare) หรือช่องเขียวได้ทันที แต่หากนำเข้าเกิน 1 ลิตร แต่ไม่เกิน 10 ลิตร จะต้องเข้าสู่กระบวนการสำแดงสินค้า ชำระภาษี และรับแสตมป์สรรพสามิตตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

 

กรมสรรพสามิตระบุว่า การเปิดใช้งานระบบ Wine Fast Track ถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนโยบายดิจิทัลภาครัฐ และสอดคล้องกับแนวทาง “EXCISE EXerCISE” ที่มุ่งยกระดับการจัดเก็บภาษีและการให้บริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และรองรับพฤติกรรมการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

 

ภาพ: Auster Pics / Shutterstock

 

The post กรมสรรพสามิตเปิด ‘Wine Fast Track’ นำไวน์เข้าไทยไม่ถึง 10 ลิตร แจ้งภาษีออนไลน์ได้ นำร่องสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์จับตา ‘คนละครึ่งพลัส’ จี้คลังแจงแหล่งเงินทุนให้ชัด ย้ำเป้าหมายหลักต้องเน้นเยียวยาผู้เดือดร้อน https://thestandard.co/abhisit-demands-kon-la-krueng-plus-funding/ Sat, 25 Apr 2026 08:32:31 +0000 https://thestandard.co/abhisit-demands-kon-la-krueng-plus-funding/ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการคนละครึ่งพลัส

วันนี้ (25 เมษายน) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนร […]

The post อภิสิทธิ์จับตา ‘คนละครึ่งพลัส’ จี้คลังแจงแหล่งเงินทุนให้ชัด ย้ำเป้าหมายหลักต้องเน้นเยียวยาผู้เดือดร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการคนละครึ่งพลัส

วันนี้ (25 เมษายน) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนในมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พยายามชี้แจงถึงขั้นตอนการจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่เริ่มมีทิศทางชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปให้สังคมรับทราบว่า ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้จ่ายหรือไม่

 

ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่รัฐบาลระบุว่าต้องดำเนินการอย่างแม่นยำนั้น อภิสิทธิ์ เสนอแนะว่า แนวทางการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในขณะนี้ รัฐบาลควรใช้เครื่องมือที่มีอยู่ในการแก้ปัญหาจากต้นทาง เช่น การพิจารณาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต และการควบคุมหรือปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้จะช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐบาลที่ต้องนำไปใช้ในมาตรการเยียวยาที่ปลายทาง และยังเป็นการป้องกันไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว ไม่ยอมปรับลดลงตามกลไกตลาด

 

สำหรับความคืบหน้ากรณีที่รัฐบาลเตรียมดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส โดยกำหนดสัดส่วนให้รัฐบาลสมทบทุนร้อยละ 60 และประชาชนจ่ายร้อยละ 40 นั้น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังคงมีการแบ่งแยกกลุ่มเป้าหมายระหว่างกลุ่มเปราะบางและประชาชนทั่วไป ซึ่งตนต้องการเห็นตัวเลขงบประมาณและการระบุกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมย้ำจุดยืนที่พรรคเคยนำเสนอไว้ตั้งแต่ช่วงที่รัฐบาลแถลงนโยบายว่า การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรมีเป้าหมายหลักเพื่อการเยียวยาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ มากกว่าการมุ่งเน้นใช้เม็ดเงินเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

 

อภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการดังกล่าวจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่นั้น จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดอย่างรอบด้าน เนื่องจากบทเรียนจากมาตรการช่วยเหลือที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นมาตรการในภาคการขนส่ง กลุ่มผู้ขับรถแท็กซี่ หรือโครงการของกระทรวงพาณิชย์ ต้องยอมรับว่ายังไม่ครอบคลุมและไม่ได้สัดส่วนกับจำนวนประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ ความสำเร็จของโครงการคนละครึ่งพลัสยังขึ้นอยู่กับความชัดเจนของแหล่งที่มาของงบประมาณหลัก ว่าจะสามารถดำเนินการผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ต้องรอจัดสรรจากงบประมาณปี 2570 หรือจำเป็นต้องออกกฎหมายกู้เงินเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งรัฐบาลต้องเร่งให้ความกระจ่างต่อประเด็นเหล่านี้โดยเร็วที่สุด

The post อภิสิทธิ์จับตา ‘คนละครึ่งพลัส’ จี้คลังแจงแหล่งเงินทุนให้ชัด ย้ำเป้าหมายหลักต้องเน้นเยียวยาผู้เดือดร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์มองรัฐบาลควรบริหารต้นทุนก่อนคิดออก พ.ร.ก. กู้เงิน แนะหั่นค่าการกลั่น-ลดภาษี https://thestandard.co/abhisit-suggest-government-cut-fuel-tax/ Wed, 22 Apr 2026 08:54:39 +0000 https://thestandard.co/abhisit-suggest-government-cut-fuel-tax/ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นเรื่องการบริหารต้นทุนพลังงาน ลดค่าการกลั่น และภาษีสรรพสามิต ดีกว่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นต่อกรณีรัฐบาลออกพระร […]

The post อภิสิทธิ์มองรัฐบาลควรบริหารต้นทุนก่อนคิดออก พ.ร.ก. กู้เงิน แนะหั่นค่าการกลั่น-ลดภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นเรื่องการบริหารต้นทุนพลังงาน ลดค่าการกลั่น และภาษีสรรพสามิต ดีกว่าออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นต่อกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตของประเทศ

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุวันนี้ (22 เมษายน) ว่า กำลังรอฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลว่าความตั้งใจในเรื่องของการใช้จ่ายเงินคืออะไร

 

เขาย้ำว่า แนวทางที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามนำเสนอมาโดยตลอดคืออยากให้รัฐบาลบริหารจัดการต้นทุนให้มากที่สุดก่อน ขณะนี้ยังมีตัวเลขทั้งภาษีสรรพสามิต ค่าการกลั่น ซึ่งสามารถลดลงได้อีกมากพอสมควร สามารถนำมาช่วยเรื่องต้นทุนก่อน ยิ่งช่วยตรงนี้ได้มากเท่าไหร่ ความจำเป็นในการต้องใช้เงินมาดูแลปลายทางก็จะน้อยลง

 

“ผมคิดว่าเป็นวิธีการที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย เพราะในที่สุดถ้าใช้การกู้เงินมาเพื่อพยายามช่วยเหลือ ก็จะต้องเกิดประเด็นที่ต้องพิจารณาอีก ว่าช่วยกลุ่มไหนอย่างไร

 

“ง่ายๆ คือค่าการกลั่น ลงมาได้ เอาแค่ 5 บาทก่อน ก็เป็นการช่วยทุกคน อย่าไปมองว่าเป็นการช่วยเฉพาะคนที่ใช้น้ำมันโดยตรง แต่เป็นการช่วยประชาชนทุกคน จากการที่ต้นทุน การขนส่ง และด้านต่างๆ ลดลงด้วย”

 

อย่างไรก็ตาม อภิสิทธิ์มองว่า การดำเนินการของรัฐบาลเสมือนกับเสียน้อยเสียยาก แทนที่จะเก็บเงินตรงนี้ไว้ แต่นำเงินไปช่วยเหลือคนในวงกว้างมากกว่ามาก ซึ่งเป็นแนวทางที่เราพยายามนำเสนออยู่

 

แม้เข้าใจได้ว่าในสถานะและพื้นที่ทางการคลังตอนนี้ การจะขยายหนี้เพดานสาธารณะเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ยังรอคำชี้แจงว่า ถ้าทำเช่นนั้นแล้ว รัฐบาลต้องมีแผนชัดเจนพอสมควรว่าจะไม่ให้ลุกลามบานปลายขยายไปเรื่อย หรือจะมีแนวทางอย่างไรในการที่จะดึงรายได้กลับเข้ามา

 

อภิสิทธิ์เผยด้วยว่า จากที่ได้พบกับรัฐมนตรีส่าการกระทรวงพลังงานเมื่อช่วงเช้า ตนเองได้ยืนยันว่า ถ้าท่านบอกว่าเดือนมีนาคมเอาค่าการกลั่นมา 2 บาท ตอนนั้นค่าการกลั่นอาจจะอยู่ที่ 7-8 บาท แต่วันนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 14-15 บาท อย่างน้อยก็ต้องได้กลับมาอีก จึงอยากให้เร่งทำ เพราะตอนนี้เหมือนว่ารัฐบาลไปรอดูเฉลี่ยแล้วมาเก็บ แต่เราอยากให้มีการทำระบบในเรื่องของการเก็บค่าพิเศษ หรือเรียกว่า ‘ภาษีลาภลอย’

 

“นึกภาพดูตอนนี้ดีเซล อยู่ที่ลิตรละ 41-42 บาท สมมติลดภาษีสรรพสามิตลงไป 6 บาท เก็บค่าการกลั่นอีก 5 บาท ราคาดีเซลก็เกือบจะกลับไปอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท แต่พอเราปล่อยตรงนี้ขึ้นไป ราคาสินค้า ค่าขนส่ง ก็ขึ้นไปแล้ว และเมื่อน้ำมันลงรัฐบาลก็ต้องดูว่าสินค้าและค่าขนส่ง จะขยับลงตามหรือไม่

 

“ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณว่าจะลดลง เราจึงอยากให้บริหารต้นทุนให้เร็วที่สุด ก็จะช่วยลดภาระรัฐบาลในการช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ” อภิสิทธิ์กล่าว

 

อภิสิทธิ์เชื่อว่า ในส่วนของพลังงานลดได้อยู่แล้ว เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ตอบในสภาฯ ว่า ที่เก็บค่าการกลั่น 2 บาทครั้งที่แล้ว สัมพันธ์กับตัวเลขเมื่อเดือนมีนาคม แต่เมื่อเดือนเมษายนสูงขึ้นก็ต้องมาเก็บเพิ่ม

 

“แต่เข้าใจว่ายังติดปัญหาเรื่องคำนวณต้นทุนที่สูงขึ้นมา ซึ่งอาจจะมีการโต้แย้งกันระหว่างตัวเลขที่เอกชนทำมา กับตัวเลขในความเป็นจริง แต่เชื่อว่า 5 บาท สามารถเก็บได้สบายๆ” อภิสิทธิ์ระบุ

The post อภิสิทธิ์มองรัฐบาลควรบริหารต้นทุนก่อนคิดออก พ.ร.ก. กู้เงิน แนะหั่นค่าการกลั่น-ลดภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณ์ ชี้รัฐไร้แผนคุมน้ำมัน เกรงใจนายทุน ไม่เกรงใจประชาชน ควรลด 12 บาท แต่ลดแค่ 2 บาท https://thestandard.co/korn-blasts-oil-price-policy/ Fri, 10 Apr 2026 03:17:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1196589 ภาพ กรณ์ จาติกวณิช ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กำลังอภิปรายในรัฐสภาถึงนโยบายราคาน้ำมันของรัฐบาล

วันนี้ (10 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา […]

The post กรณ์ ชี้รัฐไร้แผนคุมน้ำมัน เกรงใจนายทุน ไม่เกรงใจประชาชน ควรลด 12 บาท แต่ลดแค่ 2 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ กรณ์ จาติกวณิช ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กำลังอภิปรายในรัฐสภาถึงนโยบายราคาน้ำมันของรัฐบาล

วันนี้ (10 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มีมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 2 กรณ์ จาติกวณิช สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายว่า ปัญหาสำคัญคือเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน และคงไม่พ้นปัญหาราคาน้ำมัน จากการติดตามอย่างใกล้ชิด พบว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะจัดการอย่างไร มีเพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา รอให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง

 

หากดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาหน้าปั๊ม แม้ราคาตลาดโลกจะปรับลดลง แต่ประชาชนยังต้องจ่ายราคาน้ำมันในระดับสูงเช่นเดิม ซึ่งเมื่อวาน (10 เม.ย.) ราคาหน้าโรงกลั่นลดลงถึง 9 บาทต่อลิตร แต่ราคาหน้าปั๊มที่ประชาชนต้องจ่ายลดลงเพียง 2.14 บาท ขณะที่การชดเชยจากกองทุนน้ำมันก็ลดลง

 

หากเทียบกับราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่สะท้อนการปรับลดลงในตลาดโลก มองว่าควรลดลงมากกว่า 7 บาท สาเหตุเพราะรัฐบาลอ้างผลงานการเจรจาลดค่าการกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร และเมื่อวานค่าการตลาดหน้าปั๊มเพิ่มขึ้นจาก 5 บาทเป็น 10 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้แม้ราคาตลาดโลกและราคาโรงกลั่นจะลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มลดลงเพียง 2 บาท สะท้อนปัญหาในการบริหารจัดการ และสุดท้ายภาระตกอยู่ที่ประชาชน

 

กรณ์กล่าวว่า สูตรการทำงานของเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่เจรจาลดค่าการกลั่น 2 บาทนั้น อิงค่าการกลั่นเฉลี่ยเดือนมีนาคมที่ 7 บาท หมายถึงควรเก็บ 2 บาท บวก War Premium 3 บาท จึงขอคืนจากโรงกลั่นได้ 2 บาท

 

แต่ปัจจุบันค่าการกลั่นไม่ใช่ 7 บาท หากเฉลี่ยอยู่ที่ 17 บาท ดังนั้นควรลดได้ถึง 12 บาท จึงสะท้อนว่านโยบายไม่ชัดเจน และการตัดสินใจทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่าเกรงใจนายทุนมากเกินไป ขณะที่ความเดือดร้อนของประชาชนกลับไม่ได้รับความสำคัญ

 

ในส่วนภาษีสรรพสามิต รัฐบาลยังไม่ปรับลดแม้แต่น้อย โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่าการดูแลราคาน้ำมันเป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมัน ซึ่งหมายถึงประชาชนต้องรับภาระเอง เพราะผู้ชำระหนี้กองทุนคือนประชาชน ขณะที่รัฐบาลยังเก็บภาษีในอัตราเดิม โดยอ้างว่าหากลดจะกระทบงบค่ารักษาพยาบาล

 

“ภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันไม่ได้ส่งตรงไปยังระบบสาธารณสุข แต่เข้ากองกลาง สิ่งที่ควรทำคือปรับลดภาษีและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ไม่ควรอ้างเรื่องค่ารักษาพยาบาล เพราะไม่มีใครเรียกร้องให้ลดงบส่วนนั้น หากให้ประชาชนเลือก ย่อมต้องการให้น้ำมันถูกลงและค่าครองชีพลดลงมากกว่า”

 

พร้อมระบุว่า รัฐบาลไม่ควรใช้เพียงยุทธศาสตร์ซื้อเวลา และหวังว่าสงครามตะวันออกกลางจะยุติ แต่ควรกำหนดนโยบายและสูตรคำนวณราคาน้ำมันที่เป็นธรรมให้ชัดเจน

 

นอกจากนี้ ยังอภิปรายถึงค่าไฟฟ้า โดยระบุว่า ไทยพึ่งพาก๊าซเป็นเชื้อเพลิงหลักในระดับสูง เมื่อเกิดสงครามทำให้ราคาก๊าซเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เอกชนมีกำไรเพิ่มจากสูตรคำนวณค่าไฟ ที่ใช้ปริมาณก๊าซสูงกว่าการใช้จริง ทำให้เกิดส่วนต่างเป็นกำไร อีกทั้งการนำเข้า LNG ยังเปิดช่องให้เอกชนขายก๊าซให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาสูงกว่าต้นทุน

 

กรณ์ยังกล่าวถึงปัญหาทุนเทา การทุจริต และสแกมเมอร์ ว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่ทุกพรรคควรมีจุดยืน แต่หลังเลือกตั้งความเข้มข้นกลับลดลง โดยนโยบายรัฐบาลระบุเพียงว่าการปราบปรามที่ผ่านมาเป็นความสำเร็จในรัฐบาลอนุทิน 1เสมือนภารกิจสิ้นสุดแล้ว

 

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การยึดอายัดทรัพย์ที่ระบุว่าจะปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ควรทำอย่างจริงจัง ไม่เลือกปฏิบัติ และตั้งคำถามว่ารัฐบาลเอาจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเหมือนเน้นดำเนินคดีกับต่างชาติเป็นหลัก ทั้งที่เครือข่ายเหล่านี้ต้องมีคนไทยเกี่ยวข้องในฐานะนอมินี

The post กรณ์ ชี้รัฐไร้แผนคุมน้ำมัน เกรงใจนายทุน ไม่เกรงใจประชาชน ควรลด 12 บาท แต่ลดแค่ 2 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปแถลงนโยบายระยะสั้น-ยาว ‘เอกนิติ’ รับมือยุคน้ำมันแพง 1-2 ปี https://thestandard.co/ekaniti-policy-oil-prices/ Fri, 10 Apr 2026 00:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1196520 ภาพกราฟิกสรุปนโยบายของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน! ดร.เอกนิติ ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภาเตร […]

The post สรุปแถลงนโยบายระยะสั้น-ยาว ‘เอกนิติ’ รับมือยุคน้ำมันแพง 1-2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปนโยบายของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

ผ่านวิกฤตไปด้วยกัน! ดร.เอกนิติ ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภาเตรียมรับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลางทั้งระยะสั้นและระยะยาว ย้ำทรัพยากรมีจำกัด เน้นใช้ทุกเครื่องมือช่วยเหลือให้ตรงจุดและคุ้มค่า มองราคาน้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปี

 

วันนี้ (9 เมษายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภา โดยกล่าวว่าสภาพวิกฤตจากสงครามตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งวิกฤตในครั้งนี้ จะไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในระยะสั้น แต่อาจจะมีความยืดเยื้อ และซับซ้อนมากขึ้น

 

พร้อมกับชี้ว่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้นมีหลายช่องทาง เริ่มที่วิกฤตพลังงาน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ เป็นพื้นที่ส่งออกพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ยและปิโตรเคมี ซึ่งอาจเกิดภาวะขาดแคลนได้ หากปล่อยไว้จะส่งผลให้สินค้ามีการปรับขึ้นราคาตามมา และมีแนวโน้มเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อ (Stagflation) ได้ ซึ่งไทยจะต้องเตรียมพร้อมให้ดี

 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในระยะสั้น รัฐบาลจะต้องดูแลผลกระทบประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ใช้รถยนต์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมีทรัพยากรอย่างจำกัด การดูแลค่าครองชีพใดๆ จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ทั้งหมดให้ตรงจุดและคุ้มค่า

 

ดังนั้น รัฐบาลจึงเลือกใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นด่านแรก ในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหลายประเทศไม่มีกองทุนนี้ จึงใช้เครื่องมือภาษีสรรพสามิตในการพยุงราคาน้ำมัน

 

“ผมในฐานะที่ดูแลกระทรวงการคลัง ผมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทุกเครื่องมือในการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งกองทุนราคาซึ่งเป็นด่านแรกที่เราใช้ดูแลพยุงราคาไม่ให้สูงจนเกินไป” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติกล่าวอีกด้วยว่า การลดภาษีสรรพสามิตเพื่อดูแลราคาน้ำมัน มีประสิทธิผลไม่ต่างจากการใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชยราคา ที่สำคัญกว่านั้น ภาษีสรรพสามิต จำเป็นต้องนำไปใช้ดูแลโรงพยาบาล ทั้งผู้ป่วย หมอ พยาบาล และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามจัดสรรงบที่มีอยู่ เพื่อช่วยเหลือภาคการขนส่ง ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบด่านแรกจากราคาน้ำมัน ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันเสาร์ที่ 11 เมษายนนี้ จะมีมาตรการดูแลประชาชนกลุ่มดังกล่าว รวมถึงประชาชนกลุ่มเปราะบาง ประมง กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ โดยดร.เอกนิติกล่าวว่า หากไม่เร่งแก้วิกฤตแบบมุ่งเป้าเช่นนี้ ไทยอาจเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตแบบที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ได้

 

“ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมใช้เม็ดเงินทุกอย่างทุกบาททุกสตางค์ไปช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตได้ และสิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์นั้นในปี 2540 ที่คนต้องตกงานจำนวนมาก” ดร.เอกนิติกล่าว

 

เตรียมความพร้อม 3 มิติดูแลระยะยาว

 

ส่วนการเตรียมความพร้อมในระยะยาว ดร.เอกนิติกล่าวว่า สงครามที่เกิดขึ้น ได้เปลี่ยนเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ โดยแต่ละมิติ รัฐบาลได้เตรียมแผนการรองรับไว้ ดังนี้

 

มิติที่ 1 ด้านความมั่นคง โดยความมั่นคงในที่นี้จะไม่ใช่แค่ด้านการทหาร แต่ยังรวมถึงความมั่นคงทางอาหาร และยารักษาโรคด้วย ไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ไว้ ก่อนที่วิกฤตจะลุกลามไปสู่วิกฤตอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติชี้ว่า ไทยสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ เนื่องจากไทยมีฐานการผลิตอาหารและยาที่สำคัญ เช่นเดียวกับตอนวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้ฟ้าทะลายโจรกลายเป็นสมุนไพรที่โด่งดังไปทั่วโลก

 

มิติที่ 2 วิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปี เพราะสงครามได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานไปมาก ซึ่งธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน จากทรัพยากรธรรมชาติ และพืชผลทางการเกษตร

 

“ประเทศไทยยังโชคดีที่มีแสงแดด เราสามารถส่งเสริมการทำโซลาร์ เรายังมีเอทานอล ซึ่งผลิตจากอ้อย ซึ่งสามารถมาผสมกับน้ำมันทำเป็น E20 จากมันสำปะหลัง เรายังมีน้ำมันปาล์ม ที่มาผสมดีเซลเป็น B10 B20 เราต้องส่งเสริมตรงนี้ให้คนไทยได้มีโอกาสใช้พลังงานสะอาดพลังงานชีวมวล แล้วก็พลังงานทดแทนเหล่านี้แล้วมันจะส่งผลให้เกษตรกรไทยรายได้ดีขึ้นด้วย” ดร.เอกนิติกล่าว

 

มิติที่ 3 คือเรื่องของเทคโนโลยี ดร.เอกนิติกล่าวว่าคนไทยจำนวนมากยังไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ฟรี ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้คนมีผลิตภาพดีขึ้นและสร้างรายได้มากขึ้น เช่น การนำ AI มาวิเคราะห์ต้นทุนลดรายจ่าย

 

เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะต้องมุ่งเน้นการลงทุนใหม่ โดยเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการลงทุนร่วมกับภาคเอกชน และเงินลงทุนต่างประเทศร่วมด้วย หากมีข้ออุปสรรคใดๆ จะต้องมีการปลดล็อกเพื่อให้ดำเนินการได้เร็วขึ้น โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของการลงทุนในไตรมาสที่ 4/2568 ซึ่งมีการลงทุนของภาครัฐโตขึ้น 13% และภาคเอกชนโตขึ้น 6%

 

ที่สำคัญ ดร.เอกนิติจะสร้างเงื่อนไขให้โครงการลงทุนต่างๆ มีการทำเทคโนโลยีทรานส์เฟอร์ เชื่อมคนไทยเข้าสู่ทักษะโลกยุคใหม่ ซึ่งจะทำให้คนไทยเก่งขึ้น และมีรายได้ที่ดีขึ้น เรียกว่าโครงการ ‘Skill Bridge’

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังพูดถึงการทำ Direct PPA ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถหารายได้ ผ่านการขายไฟส่วนเกินกลับคืนรัฐได้ รวมถึงการส่งเสริมโครงการลงทุนโซลาร์ลอยน้ำ และโซลาร์ฟาร์มของภาคเอกชน

 

“เราต้องช่วยเขาปรับเปลี่ยนให้เข้าสู่โลกยุคใหม่ที่น้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไป แต่สามารถใช้พลังงานสะอาดจากแสงแดดที่มีอยู่ฟรี ให้สามารถมาลดต้นทุนเขา ลดค่าไฟเขา และสามารถทำให้เขาไปผลิตสินค้า และส่งเสริมให้เกิดสินค้าที่มาจากผลิตจากพลังงานสะอาดได้มากขึ้นนั่นคือการลงทุนในเรื่องของพลังงานสะอาด” ดร.เอกนิติกล่าว

 

สุดท้าย ดร.เอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด สิ่งที่ต้องทำคือการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ในระยะสั้น ต้องร่วมกันช่วยคนที่เดือดร้อน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้ แต่แค่นั้นไม่พอ เพราะต้องช่วยให้เขาเติบโตเองได้หลังวิกฤต ช่วยธุรกิจ SMEs ให้เติบใหญ่ และส่งออกไปแข่งกับต่างประเทศ

 

“ผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และปฏิรูปประเทศของเราให้กลับมาเติบโตแข็งแกร่ง” ดร.เอกนิติ กล่าว

The post สรุปแถลงนโยบายระยะสั้น-ยาว ‘เอกนิติ’ รับมือยุคน้ำมันแพง 1-2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอกนิติตัวแทน ครม. คนแรกชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภา ประกาศหมดยุคน้ำมันราคาถูก หนุนคนไทยใช้พลังงานทดแทน https://thestandard.co/ekniti-cabinet-policy-cheap-oil-ends/ Thu, 09 Apr 2026 13:27:24 +0000 https://thestandard.co/ekniti-cabinet-policy-cheap-oil-ends/ ภาพประกอบข่าว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภา ระบุหมดยุคน้ำมันราคาถูก และเหตุผลไม่ใช้ภาษีสรรพสามิตอุ้มราคาน้ำมัน

หลังผ่านไปราว 12 ชั่วโมง ของการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลใน […]

The post เอกนิติตัวแทน ครม. คนแรกชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภา ประกาศหมดยุคน้ำมันราคาถูก หนุนคนไทยใช้พลังงานทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภา ระบุหมดยุคน้ำมันราคาถูก และเหตุผลไม่ใช้ภาษีสรรพสามิตอุ้มราคาน้ำมัน

หลังผ่านไปราว 12 ชั่วโมง ของการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้มีตัวแทนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชี้แจงข้อซักถามของสมาชิกรัฐสภาเป็นครั้งแรกในเวลาประมาณ 19.20 น. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลุกขึ้นชี้แจงเกี่ยวภาพรวมของนโยบายด้านเศรษฐกิจ

 

เอกนิติได้ขอบคุณสมาชิกที่ให้คำแนะนำในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเข้าใจว่าทุกคนเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นทั้งโลก และมีความผันผวน สภาพวิกฤตจากสงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อทั้งโลก รวมถึงประเทศไทย กฤตในขณะนี้เป็นวิกฤตของโลก และจะไม่ส่งผลแค่ในระยะสั้น และอาจมีความยืดเยื้อซับซ้อน ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดกับไทยนั้นมีหลายช่องทาง เริ่มที่สงครามไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อใด และลามไปจนถึงวิกฤตพลังงาน

 

“ช่องแคบฮอร์มุสเป็นพื้นที่ส่งออกพลังงานทั้งแก๊สธรรมชาติและสินค้าหลายประเภท ซึ่งในอนาคตอาจทำให้ขาดแคลน ราคาสินค้าที่อาจจะปรับราคาขึ้นไม่ใช่แค่พลังงาน เราต้องเตรียมพร้อมให้ดี และมีโอกาสที่จะเกิดเงินเฟ้อและเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผมในฐานะที่ดูเศรษฐกิจภาพรวมทั้งประเทศต้องเตรียมพร้อมในเรื่องนี้” เอกนิติกล่าว

 

รองนายกฯ รายนี้ระบุว่า การออกแบบนโยบายทางเศรษฐกิจระยะสั้นที่เร่งด่วน เพื่อลดผลกระทบให้ประชาชนดูแลค่าครองชีพ และต้องเตรียมทรัพยากรที่ดูแลคนไทยทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพียงคนขับรถยนต์ แต่ยังมีคนไทยที่ต้องการงบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งไทยและต่างประเทศมีทรัพยากรที่จำกัด ดังนั้น ต้องใช้และดูแลคนให้ตรงจุดที่สุด และคุ้มค่าที่สุด การที่สงครามกระทบกับพลังงาน เราใช้เครื่องมือกองทุนน้ำมันเข้าไปพยุงถือเป็นด่านแรก ซึ่งหลายประเทศไม่มีกองทุนนี้

 

ส่วนภาษีสรรพสามิต เราใช้ดูแลประชาชนในกลุ่มอื่น หากเราลดภาษีสรรพสามิตเพื่อดูแลราคาน้ำมัน ก็ไม่ต่างจากการใช้เงินกองทุน ในการดูแลราคาที่ไม่สูงเกินไป แต่ภาษีสรรพสามิต ต้องนำไปใช้ดูแลโรงพยาบาล ผู้ป่วย หมอ พยาบาล และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบ และเราต้องดูแลขนส่ง เนื่องจากอาจจะกระทบราคาสินค้าอื่น และในวันเสาร์ที่ 11 เมษายนนี้ จะมีมาตรการดูแลคนกลุ่มนี้ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง กลุ่มประมง กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นต้องสกัดวิกฤตก่อนที่จะใหญ่โต และเลือกให้ตรงกลุ่ม

 

เอกนิติกล่าวอีกว่า เราต้องเตรียมเม็ดเงินเพื่อดูแลประชาชนกลุ่มอื่น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะเป็นการเตรียมความพร้อม หากช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เสี่ยงจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต และนำมาสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์มาแล้วในปี 2540 แต่เรายังสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะประเทศไทยมีฐานการผลิตอาหารและยาที่สำคัญ

 

“ราคาน้ำมันถูกจะไม่มีอีกต่อไป อย่างน้อยในเวลา 1-2 ปี เพราะสงครามในตะวันออกกลางได้ทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานอยู่มาก”

 

เอกนิติชี้แจงแนวทางว่า ไทยต้องส่งเสริมพลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน รวมถึงยังมีเรื่องเทคโนโลยีและ AI ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนที่สำคัญคือต้องลงทุนกับภาคเอกชน รวมถึงต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน โดยหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังติดอุปสรรคจะต้องมีการปลดล็อคเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในไตรมาสที่ 4 ที่เศรษฐกิจติดหล่ม สิ่งที่ทำให้หลุดจากตรงนี้ คือการลงทุนของเอกชน ซึ่งภาครัฐโตขึ้นมา 13% และเอกชนโตขึ้นมา 6% โดยเฉลี่ยประมาณ 8% ซึ่งจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่เราต้องทำในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่ง

 

”สุดท้าย ผมเชื่อว่า ทุกท่านทราบดีว่าวิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด เราต้องเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส ในระยะสั้นต้องร่วมกันช่วยคนที่เดือดร้อน เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตไปให้ได้ แต่จะทำแค่นั้นไม่พอ จะต้องช่วยให้เขาเติบโตหลังวิกฤต และต้องมีการเปลี่ยนผ่านให้เขาสามารถเป็นคนที่เก่งขึ้น ธุรกิจ SMEs ต้องสามารถขยายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่

 

“ผมเชื่อว่าหากเราเปลี่ยนผ่านเขาไปสู่ธุรกิจขนาดใหม่ เขาจะมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงประเทศไทยเช่นกัน และผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ และปฏิรูปประเทศของเราให้กลับมาเติบโตแข็งแกร่ง” เอกนิติกล่าว

 

The post เอกนิติตัวแทน ครม. คนแรกชี้แจงนโยบายต่อรัฐสภา ประกาศหมดยุคน้ำมันราคาถูก หนุนคนไทยใช้พลังงานทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระยุทธบัญญัติศัพท์ ‘ปิดตาธิปไตย’ รัฐบาลที่มีบ้านใหญ่-เทคโนแครต หลอมรวมกันเอื้อประโยชน์ https://thestandard.co/weerayuth-pitathipatai-government-technocrats/ Thu, 09 Apr 2026 07:48:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1196238 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. พรรคประชาชน กำลังอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา

ผู้อภิปรายคนที่ 2 จากพรรคประชาชน ที่ลุกขึ้นอภิปรายในวาร […]

The post วีระยุทธบัญญัติศัพท์ ‘ปิดตาธิปไตย’ รัฐบาลที่มีบ้านใหญ่-เทคโนแครต หลอมรวมกันเอื้อประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. พรรคประชาชน กำลังอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา

ผู้อภิปรายคนที่ 2 จากพรรคประชาชน ที่ลุกขึ้นอภิปรายในวาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภาคือ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ว่า คำแถลงนโยบายสะท้อนการทำงานแบบลอกเลียนแบบ ไร้วิสัยทัศน์รับมือวิกฤต พร้อมนิยามการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ว่าเป็นระบอบ “ปิดตาธิปไตย” ที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่และกลุ่มเทคโนแครตที่ต่างยอม ‘หลับตาข้างหนึ่ง’ เพื่อรักษาอำนาจ

 

วีระยุทธได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่า แทนที่จะเป็นผู้นำเดินนำหน้าประชาชนในยามวิกฤต รัฐบาลกลับเดินตามหลังประชาชนหลายก้าว ทั้งความล่าช้าในการยอมรับวิกฤตการณ์ 5 สัปดาห์ การตรวจสอบค่าการกลั่นน้ำมันที่ล่าช้า 4 สัปดาห์ และการหาตัวการลักลอบกักตุนน้ำมันที่ช้าไป 3 สัปดาห์ หนำซ้ำยังมีการทำงานที่ผิดพลาดด้วยการกล่าวโทษประชาชนรายย่อยว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตน้ำมัน

 

วีระยุทธวิเคราะห์คำแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า มีลักษณะเหมือนการนำเนื้อหาเดิมที่เตรียมไว้ตั้งแต่หลังเลือกตั้งมาแปะรวมกัน แล้วเพิ่มเพียงย่อหน้าเดียวที่กล่าวถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คล้ายกับนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างไว้แล้วมาเติมเนื้อหาในภายหลัง โดยตั้งคำถามว่านี่คือมาตรฐานการทำงานของ ‘ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย’ หรือไม่

 

พร้อมแนะว่า หากจะลอกเลียนนโยบายของพรรคประชาชน ก็ควรนำโครงสร้างหลักหรือธีมใหญ่เรื่องความมั่นคงทางพลังงานไปใช้ด้วย เพื่อให้มีทิศทางการทำงานที่ชัดเจน นอกจากนี้ ข้อบกพร่องสำคัญที่พบในคำแถลงนโยบายคือการขาดมาตรการเร่งด่วนที่ชัดเจนในการรับมือกับปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมัน รัฐบาลไม่มีความชัดเจนเรื่องการจัดการโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ค่าการกลั่น หรือการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

 

วีระยุทธเปรียบเทียบว่า นโยบายรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2554 ยังมีความชัดเจนในเรื่องเหล่านี้มากกว่ารัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ในปี 2569 ทั้งที่เผชิญวิกฤตที่หนักหนากว่าหลายเท่าตัว

 

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงกระทรวงการคลังว่าเหตุใดต้องเริ่มต้นศึกษาเรื่องการเก็บภาษีลาภลอยใหม่ ทั้งที่เคยมีการศึกษาไว้แล้วตั้งแต่ปี 2565 โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ซึ่งปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งอธิบดีในขณะนั้น

 

วีระยุทธเสนอว่ารัฐบาลต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับเพื่อประคองสถานการณ์ และนโยบายเชิงรุกเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศหลังผ่านพ้นวิกฤต โดยยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับสถานการณ์ไฟไหม้ที่นโยบายเชิงรับคือการพาคนหนีตายออกจากบ้าน แต่นโยบายเชิงรุกคือการบอกให้รู้ว่าจุดปลอดภัยหรือบ้านหลังใหม่คือที่ใด ซึ่งในที่นี้คือการสร้าง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ที่ประกอบด้วย 3 ขาหลัก คือ มีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเอื้อมถึง เพื่อสร้างฉันทามติใหม่ให้คนในประเทศ

 

สำหรับโครงสร้างของรัฐบาลอนุทิน 2 วีระยุทธมองว่าเป็นการรวมตัวของนักการเมืองสายบ้านใหญ่ ที่มีจุดเด่นเรื่องความกล้าได้กล้าเสีย กับกลุ่มเทคโนแครต แต่การรวมตัวนี้กลายเป็นระบอบ ‘ปิดตาธิปไตย’ ที่ต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่ง กลุ่มบ้านใหญ่ยอมลดการแทรกแซงโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อเลี่ยงข้อครหาเรื่องรัฐถังแตกตามที่เทคโนแครตท้วงติง

 

“เมื่อยอมปิดตาข้างหนึ่ง โครงการแบบนี้ก็จะเกิดขึ้นจํานวนมาก แลกกับการที่เทคโนแครตได้ร่วมรัฐบาลต่อไป จึงขอบอกว่าเป็นระบอบ ‘ปิดตาธิปไตย’ ซึ่งตัวอย่างชัดเจนอยู่ที่ กรณีน้ํามันหาย 57 ล้านลิตร จากการรั่วไหลในระบบ ที่หลอมหลอมรวมบ้านใหญ่กับเทคโนแครตเข้าด้วยกัน”

 

ขณะที่กลุ่มเทคโนแครตก็ยอมปิดตาปล่อยให้มีโครงการที่น่ากังขา เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ หรือโมโตจีพี แลกกับการได้ร่วมรัฐบาลต่อไป พร้อมท้าให้เอกนิติ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมายืนยันความคุ้มค่าของโครงการเหล่านี้ด้วยตนเอง

 

“ตอนที่ท่านนายกฯ บอกว่า ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะท่านเคยพาประเทศไทยผ่านวิกฤติโควิดมาแล้ว ผมว่าหลายคนเสียวสันหลัง คิดถึงญาติพี่น้องของตัวเองที่จากไป ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากความสูญเสียระดับปัจเจคแล้ว ประเทศไทยยังออกจากวิกฤติโควิดแบบสะบักสะบอมในระดับมหภาคด้วย หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะพุ่ง ใช้เงินไปมหาศาลกับการรักษาอดีต ไม่ได้ใช้เงินกับการสร้างอนาคต ทั้งที่เราเคยเจอวิกฤตน้ำมันช็อกโลกมาแล้ว”

 

วีระยุทธฝากให้รัฐบาลตั้งหลักการบริหารประเทศในยามวิกฤตให้ดี โดยมีนโยบายเชิงรุกที่หนักแน่นและนโยบายเชิงรับที่สื่อสารชัดเจน เพื่อพาสังคมไทยออกจากวิกฤตได้อย่างแข็งแรงกว่าเดิม

The post วีระยุทธบัญญัติศัพท์ ‘ปิดตาธิปไตย’ รัฐบาลที่มีบ้านใหญ่-เทคโนแครต หลอมรวมกันเอื้อประโยชน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>