ภาษีขายหุ้น Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาษีขายหุ้น/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 20 Apr 2026 10:45:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปข้อเสนอแนะ ‘ปรับโครงสร้างภาษี’ จากวุฒิสภา ‘ขึ้น VAT-ยื่นแบบทุกคน เก็บภาษีขายหุ้น-ทองคำ’ https://thestandard.co/senate-tax-reform-vat-stock-gold/ Mon, 20 Apr 2026 10:41:11 +0000 https://thestandard.co/senate-tax-reform-vat-stock-gold/ ภาพแสดงแนวคิดการเพิ่มภาษี พร้อมข้อสรุปข้อเสนอแนะ วุฒิสภา ปรับโครงสร้างภาษี ขึ้น VAT, ยื่นแบบทุกคน, เก็บภาษีขายหุ้นและทองคำ

เปิดรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง ‘แนวทางการปรับโครงสร้าง […]

The post สรุปข้อเสนอแนะ ‘ปรับโครงสร้างภาษี’ จากวุฒิสภา ‘ขึ้น VAT-ยื่นแบบทุกคน เก็บภาษีขายหุ้น-ทองคำ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิดการเพิ่มภาษี พร้อมข้อสรุปข้อเสนอแนะ วุฒิสภา ปรับโครงสร้างภาษี ขึ้น VAT, ยื่นแบบทุกคน, เก็บภาษีขายหุ้นและทองคำ

เปิดรายงานการพิจารณาศึกษาเรื่อง ‘แนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย’ โดยคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่ได้มีข้อเสนอแนะแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย 5 แนวทางหลัก

 

โดยข้อเสนอเหล่านี้มุ่งหวังว่าจะบรรลุเป้าหมายการปรับโครงสร้างภาษี ได้แก่ (1) สร้างความเป็นธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข็งขัน (2) ลดความเสี่ยงฐานะการคลัง (ทั้งการขาดดุลงบประมาณ แลัรายจ่ายสังคมสูงอายุ) (3) ขยายฐานภาษีโดยการสร้างแรงจูงใจให้ผู้มีรายได้ทุกคน ต้องเข้าสู่ระบบและยื่นแบบเสียภาษี (4) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึง (5) ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล

 

1.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายภาพรวม

 

  • ใช้เทคโนโลยี AI: นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงในการหลบเลี่ยงภาษี เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และเพิ่มความโปร่งใส
  • ปรับโครงสร้างองค์กรจัดเก็บภาษี: เสนอให้ยกระดับกรมสรรพากรเป็น ‘องค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ’ ที่มีความเป็นอิสระ มีคณะกรรมการบริหารงานเอง เพื่อลดการแทรกแซงทางการเมือง
  • ขยายอายุเกษียณ: ขยายอายุเกษียณจาก 60 ปี เป็น 65 ปี ภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อรักษากำลังแรงงานไว้รองรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอด พร้อมทั้งให้มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานกลุ่มผู้สูงอายุ

 

2. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานรายได้ (Income Base)

 

  • ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: ให้บังคับให้ผู้มีรายได้ทุกคนต้อง ‘ขึ้นทะเบียนและยื่นแบบเสียภาษี’ แม้รายได้จะไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีก็ตาม เพื่อให้รัฐมีฐานข้อมูลสำหรับการจัดสวัสดิการ
  • เพิ่มค่าลดหย่อนบุตรและกองทุนการออม: เสนอเพิ่มค่าลดหย่อนบุตรเป็นคนละ 500,000 บาท (ไม่จำกัดจำนวนบุตร) จากเดิมคนละ 30,000 บาท เพื่อจูงใจให้คนมีบุตรเพิ่มขึ้น และเสนอให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล ได้แก่ กองทุนการออมสําหรับบุตรหลานสัญชาติไทย (Junior Fund) และกองทุนการออมสําหรับบิดา-มารดา (Parent Fund)
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และ อีคอมเมิร์ซ:ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 2% จากยอดขายของร้านค้าออนไลน์ นอกจากนี้ยังเสนอให้ผู้ที่ได้รับเงินปันผลเกิน 10 ล้านบาท ต้องนำมาคำนวณภาษีในอัตราก้าวหน้า
  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล: ยกเว้นภาษี 3 ปีแรกให้ธุรกิจ Start-up ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติในอัตรามาตรฐาน 20% ของกําไรสุทธิ โดยเน้นไปที่ธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (เช่น TikTok, eBay และ Alibaba) ที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการแก่คนไทย การจัดเก็บนี้ต้องมีผลบังคับใช้ไม่ว่าธุรกิจเหล่านั้นจะมีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทยและป้องกันการสูญเสียรายได้ของรัฐ
  • การบังคับใช้อัตราภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) ที่ 15% พร้อมแนะให้นำรายได้ภาษีไปตั้งกองทุนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

3. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค (Consumption Base)

 

  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เสนอให้ทยอยปรับขึ้น VAT เป็นขั้นบันไดจาก 7% เป็น 10% แบบขั้นบันได พร้อมมีมาตรการบรรเทาผลกระทบ ควบคู่ไป เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สวัสดิการผู้สูงอายุ ผู้พิการ เงินออมสะสมของผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
  • ให้มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบ: โดยยกเลิกการยกเว้น VAT สำหรับธุรกิจที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เพื่อให้ทุกธุรกิจเข้าสู่ระบบ และส่งเสริมระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) พร้อมทำ ‘ลอตเตอรี่ใบเสร็จ’ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเรียกขอใบเสร็จรับเงิน
  • เสนอให้จัดเก็บภาษีขายหุ้น (0.05% – 0.1%) ไม่ว่าการขายนั้นจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ตาม โดยมีแผนการจัดเก็บแบบขั้นบันได เสนอให้จัดเก็บในอัตรา 0.05% ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้ให้รัฐราว 10,000 ล้านบาทต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2572 ก่อนปรับเพิ่มเป็นอัตรา 0.1% ซึ่งคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มเป็น 20,000 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2573 เป็นต้นไป
  • ให้ศึกษาการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายทองคำ: ทั้งแบบการซื้อขายทองคำจริง (Physical Gold) ที่ใช้เงินบาทชำระ เพื่อลดแรงหนุนจากการส่งออกทองคำ ที่เป็นต้นเหตุทำให้เงินบาทแข็งค่าและผันผวน และแบบกระดาษ (Paper Gold) และผ่านแพลตฟอร์ม
  • ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ: จัดเก็บภาษีคนไทยและชาวต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในไทย 1,000 บาทต่อคน สำหรับทางอากาศ และ 500 บาท สำหรับทางบกหรือเรือ
  • ภาษีเพื่อสุขภาพ: เช่น ภาษีสุรา ภาษียาสูบ ภาษีควาความหวาน ภาษีโซเดียม ภาษีของทอด และไขมันทรานส์
  • ภาษีสิ่งแวดล้อม: ผ่านการแก้ไขอุปสรรคทางกฎหมายของกรมสรรพสามิต ในนิยามคำว่า “สินค้า และ บริการ” ในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ยังมีข้อจำกัดที่ ‘ไม่’ ครอบคลุมถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น

 

 

4. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน (Wealth Base)

 

  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง: ปรับลดเพดานการยกเว้นภาษีสำหรับบ้านหลังหลัก จากเดิม 50 ล้านบาท ให้เหลือเพียง 10-20 ล้านบาท และจัดเก็บภาษีที่ดินรกร้างให้สูงขึ้นเพื่อบีบให้นำมาทำประโยชน์สาธารณะ เป็นต้น
  • ภาษีการรับมรดก: ทบทวนปรับลดเพดานมูลค่ากองมรดกที่ได้รับการยกเว้น (ปัจจุบันยกเว้น 100 ล้านบาทแรก) ให้เหมาะสมขึ้น และเปลี่ยนจุดที่ต้องเสียภาษีเป็นภายใน 150 วัน นับจาก ‘วันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต’ เป็นต้น
  • ภาษีป้าย: ขยายการเก็บภาษีป้ายให้ครอบคลุมถึงป้ายนอกอาคารที่ไม่ได้ใช้เพื่อการค้าด้วย เช่น ป้ายหาเสียงนักการเมือง ป้ายอวยพรเทศกาล เป็นต้น

 

5. ข้อเสนอแนะภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น

 

  • ภาษีบ้านเกิด (Home Town Tax): ศึกษาแนวทางให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกจ่ายหรือบริจาคเงินภาษีของตนเองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนเองต้องการได้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของแต่ละท้องถิ่น
  • เพิ่มอิสระทางการคลังให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมรูปแบบใหม่ๆ ได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งให้มีคณะกรรมการวินัยการคลังของท้องถิ่นเพื่อกำกับดูแล เป็นต้น

 

วันนี้ (20 เมษายน) เมื่อเวลา13.30 น. ที่รัฐสภา น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจวุฒิสภา เสนอเพิ่ม VAT ปรับโครงสร้างภาษีเพิ่มเป็น 10 % ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของวุฒิสภา คนที่มีหน้าที่ว่าจะปรับภาษีขึ้นเท่าไหร่คือรัฐบาล โดยรัฐบาลต้องเสนอมาแล้วเราจะมาตรวจดูว่าถูกต้อง และประชาชนพึงพอใจหรือไม่ ซึ่งความเห็นส่วนตัวเห็นว่าควรจะลดภาษีไปก่อน เพราะตอนนี้ประชาชน ไม่ค่อยมีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยคนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า และทุกที่ในโลกก็ใช้วิธีการลดภาษีน้ำมันแพงก็ลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งญี่ปุ่นก็ลดภาษีที่เกี่ยวข้องให้เห็นแล้ว เพื่อให้ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปาก และจับจ่ายใช้สอยได้บ้าง

 

“ทุกอย่างขึ้นหมดยกเว้นค่าแรง เป็นสิ่งที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้าอยู่ ดังนั้นขอให้มองเห็นหัวสว. ที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจบ้าง เพราะพวกเราก็ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ จึงอยากให้สว. เสียงข้างมาก อย่าลำพองใจเหมือนเช่นเคย“ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าว

 

ภาพ: Jack_the_sparow / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post สรุปข้อเสนอแนะ ‘ปรับโครงสร้างภาษี’ จากวุฒิสภา ‘ขึ้น VAT-ยื่นแบบทุกคน เก็บภาษีขายหุ้น-ทองคำ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 19 ประเด็นคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งลากยาวมา 19 ปี https://thestandard.co/opinion-shin-corp-tax-19-issues/ Wed, 19 Nov 2025 04:39:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1144886

เมื่อเช้าได้ไปเล่าเรื่องคดีคุณทักษิณแพ้คดีภาษีจากการขาย […]

The post สรุป 19 ประเด็นคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งลากยาวมา 19 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อเช้าได้ไปเล่าเรื่องคดีคุณทักษิณแพ้คดีภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปแบบสั้นๆ ในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH แต่ยังมีหลายเรื่องที่อยากเล่าเพิ่ม พอดีเห็นหน้าเฮียวิทย์เลยขอเขียนไล่เรียงเป็นประวัติศาสตร์ 8 นาที เพื่อสรุป 19 ประเด็นคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งลากยาวมา 19 ปี ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำไมวันนี้ศาลฎีกาจึงให้ อดีตนายกทักษิณ ต้องชำระภาษีรวม 17,629 ล้านบาท

 

1. ชิน คอร์ปอเรชั่น คือบริษัทที่คุณทักษิณและคุณหญิงพจมานร่วมกันสร้างตั้งแต่ปี 2526 เคยเป็นบริษัทแม่ของ AIS และถือเป็นกลุ่มกิจการโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ณ เวลานั้น ก่อนที่จะมีการปรับโครงสร้างองค์กรหลายครั้งและเพิ่งถูกควบรวมกับ GULF ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา

 

2. ช่วงก่อนคุณทักษิณลงเลือกตั้งปี 2544 ทุกคนรู้หลักการพื้นฐานอยู่แล้วว่านักการเมืองต้องไม่ถือกิจการที่อาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับรัฐ โดยเฉพาะกิจการที่เป็นสัมปทานจากรัฐอย่างโทรคมนาคม

 

ปี 2542 คุณทักษิณตั้งบริษัทชื่อ Ample Rich Investments Ltd. ที่เกาะ British Virgin Islands (BVI) ซึ่งเป็นเขตปลอดภาษี และมีความลับสูงเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยคุณทักษิณมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นเพียงผู้เดียว แล้วขายหุ้นชินของตัวเอง จำนวนเกือบๆ 33 ล้านหุ้นให้ Ample Rich ในราคา PAR หุ้นละ 10 บาท คุณทักษิณไม่มีกำไรก็ไม่ต้องเสียภาษีอะไร ฝั่งบริษัท Ample Rich ก็บันทึกต้นทุนไปว่าได้มาเกือบ 33 ล้านหุ้น ต้นทุนหุ้นละ 10 บาท

 

3. ปี 2543 โครงสร้างภายใน Ample Rich ก็ปรับให้คนถือหุ้นเป็นคุณโอ๊ค ลูกชายซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว ทำให้กระดาษทั้งหมดแสดงภาพว่าตัวทักษิณไม่ได้มีหุ้นชินคอร์ปโดยตรงอีกต่อไป ตอนยื่นบัญชีทรัพย์สินจึงไม่เห็นหุ้นบริษัท Ample Rich ในบัญชีทรัพย์สินของคุณทักษิณด้วย

 

ต่อมาในปี 2544 ชินคอร์ปแตกพาร์หุ้นจาก 10 บาทเป็น 1 บาท ทำให้หุ้นในมือ Ample Rich เพิ่มจาก 33 ล้านเป็นประมาณ 330 ล้านหุ้น และมีต้นทุนบัญชีหุ้นละ 1 บาทแทน

 

หลังจากนั้นช่วงกลางปี 48 มีการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้น Ample Rich นิดหน่อย คือให้คุณเอม ลูกสาวคนโตมาถือหุ้นด้วย สัดส่วนผู้ถือหุ้นตอนนี้ คุณโอ๊คถือหุ้น 80% คุณเอมถือหุ้น 20% โดยทั้งคู่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท Ample Rich ด้วย

 

4. ช่วงต้นปี 2549 ซึ่งคุณทักษิณยังเป็นรัฐบาลอยู่ มีการประกาศ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 เพื่อปลดล็อคให้กิจการโทรคมนาคมสามารถให้คนต่างชาติถือหุ้นได้ 49% จากเดิม 25% โดยกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับวันที่ 21 มกราคม 2549

 

อีก 2 วันหลังจากจากกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ 23 มกราคม 2549 ครอบครัวคุณทักษิณและคุณหญิงพจมานขายหุ้นชินคอร์ปผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประมาณ 49% ให้กลุ่มบริษัทในเครือเทมาเส็กของสิงคโปร์ มูลค่า 73,000 ล้านบาท โดยราคาขายวันนั้นคือหุ้นละ 49.25 บาท น่าจะเป็นดีลแรกที่ได้ใช้ประโยชน์จากกฎหมายใหม่ในเวลานั้นทันที

 

5. การขายภาษีครั้งนั้น ทุกคนได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไร เพราะมีกฎหมายยกเว้นภาษีให้สำหรับบุคคลธรรมดาที่ขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น ทุกคนที่ขายเป็นบุคคลธรรมดา + ขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ เลยทำให้ค่าหุ้น 73,000 ล้านบาท ได้รับยกเว้นภาษีทั้งจำนวน

 

6. แต่ดันมีหุ้นตัวปัญหาอยู่จำนวนนึง คือ ส่วนที่คุณโอ๊คและคุณเอมขายไปจำนวนเกือบ 330 ล้านหุ้น เพราะที่มาของหุ้นจำนวนนี้มาจากที่บริษัท Ample Rich ถือไว้ตั้งแต่ปี 42 เนี่ยแหละ เพราะถ้าบริษัท Ample Rich ขายหุ้นชินเอง ต่อให้ขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ก็เสียภาษีอยู่ดี เพราะไม่ใช่บุคคลธรรมดา ถ้าขายไปจริงๆ Ample Rich ก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายจากกำไรแทบจะเต็มๆ เพราะหุ้นมูลค่า 49.25 บาท แต่ต้นทุนแค่บาทเดียว

 

7. เพื่อให้การขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี มันเลยมีขั้นตอนแทรกมานิดนึง นั่นคือ วันที่ 23 มกราคม 2549 (วันเดียวกับที่ขายหุ้น 73,000 ล้านบาท) กรรมการบริษัท Ample Rich (คุณโอ๊คและคุณเอม) สั่งให้บริษัทขายหุ้นให้คุณโอ็คและคุณเอมในสัดส่วนคนละครึ่ง 50/50 ในราคาทุนหุ้นละ 1 บาท โดยซื้อขายกันตรงๆ นอกตลาดหลักทรัพย์

 

จากนั้นทั้งคู่ในฐานะบุคคลธรรมดา ก็เอาหุ้นที่ได้มานี้ไปขายในตลาดหลักทรัพย์เพื่อรับสิทธิปลอดภาษีในวันที่ 23 มกราคม 2549 นั่นเอง

 

เรียกว่าบริษัทขายหุ้นให้ 1 บาทแล้วคนซื้อเอามาขายต่อในวันเดียวกันแต่ได้ราคา 49.25 บาทเลย

 

จุดนี้แหละที่ตอนหลังศาลฎีกาจะหยิบมาชี้ว่าธุรกรรมพวกนี้ “มีเหตุผลทางเศรษฐกิจ” ไหม? หรือตั้งใจทำขึ้นมาเพราะอยากจะเลี่ยงภาษีอย่างเดียว

 

8. ถ้ากลับไปจุดตั้งต้น Ample Rich ตั้งขึ้นมาโดยระบุวัตถุประสงค์บนหน้ากระดาษว่าเพื่อลงทุนหากำไร มันเลยมีคำถามว่า การขายหุ้นราคา 49.25 บาทในราคาบาทเดียว แถมขายในวันเดียวกันด้วยนะ มันเป็นไปได้ไง ทำไมบริษัทถึงยอมเอาเงินทิ้งน้ำเฉยๆ ซะงั้น?

 

พอมันหาเหตุผลทางการลงทุนหรืออย่างอื่นมาสนับสนุนไม่ได้เลย ทางสรรพากรเลยตีว่าการที่คุณได้หุ้นในราคาบาทเดียวซึ่งต่ำกว่าราคาตลาดขนาดนี้ ส่วนต่างมันคือประโยชน์ที่คิดคำนวณมูลค่าเป็นเงินได้เลยนะ

 

สรรพากรเลยใช้ช่องนี้แหละประเมินว่า เออ ถึงคุณจะขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี แต่การที่คุณซื้อหุ้นชินคอร์ปได้ในราคาสุดพิเศษขนาดนี้เนี่ยแหละ ส่วนต่าง 48.25 บาทต่อหุ้น รวมแล้วราวๆ 15,883.9 ล้านบาท คือเงินได้ที่ทั้งคู่ต้องนำมาเสียภาษี สรรพากรก็เลยส่งหมายเรียกไปหาทั้งคู่ให้เคลียร์ประเด็นนี้และประเมินภาษีเงินได้ของปีภาษี 2549 (ปีที่ขายหุ้นชินคอร์ป) ในที่สุด

 

9. ทั้งคุณโอ๊คและคุณเอมยื่นต่อสู้คดีไปตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งเป็นด่านแรกก่อนจะขึ้นศาลภาษี (คดีภาษีไปฟ้องศาลภาษีทันทีไม่ได้) แต่ทั้งคู่แพ้ เลยไปสู้คดีกันที่ศาลภาษีอากรกลางต่อ

 

ระหว่างพิจารณาอยู่ในศาลภาษีอากรกลาง เมื่อปี 2553 ก็มีอีกคดีของคุณทักษิณมีคำพิพากษาจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตัดสินว่า หุ้นชินคอร์ปที่บริษัท Ample Rich เคยถือไว้จนกระทั่งมาถึงมือของคุณโอ๊คคุณเอม จนขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ที่จริงแล้วทั้งหมดนั้นเป็นของคุณทักษิณทั้งหมดเลยนะ ทั้งบริษัท Ample Rich ทั้งคุณโอ๊คคุณเอมเป็นแค่ nominee ของคุณทักษิณเฉยๆ เพราะคุณทักษิณคือตัวการผู้มีอำนาจควบคุมตัวจริง

 

10. ในปีเดียวกัน คุณโอ๊คคุณเอมเลยนำผลของคำพิพากษาของคดีนั้นมาเพิ่มเป็นข้อต่อสู้ในศาลภาษีว่า ศาลฎีกายืนยันแล้วนะว่าหุ้นเป็นของคุณทักษิณ ไม่ใช่ของพวกผม พวกผมเป็นแค่ nominee

 

ศาลภาษีก็เห็นด้วยว่าเงินได้ก็ต้องเป็นของคุณทักษิณสิ ไม่ใช่เงินได้ของคุณโอ๊คคุณเอมซะหน่อยก็เลยจบคดีโดยพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคําวินิจฉัยอุทธรณ์ ส่วนคุณโอ๊คคุณเอมไม่ต้องรับผิดชอบค่าภาษีในส่วนนี้แล้ว

 

ทางฝั่งสรรพากรก็จบไป ไม่ได้อุทธรณ์คดีต่อ และไม่ได้ออกหมายเรียกคุณทักษิณแล้วด้วย

 

11. หลังศาลวินิจฉัยเมื่อปี 2553 ว่าเจ้าของตัวจริงคือคุณทักษิณ ที่จริงสรรพากร “สามารถ” ออกหมายเรียกคุณทักษิณได้ทันทีเพราะรู้ข้อเท็จจริงแล้ว แต่ไม่ทำ (ให้ข้อสังเกตเพิ่มว่าช่วงปี 2553 เป็นรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ และปี 2554 เป็นรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์)

 

ปล่อยเวลาผ่านไปจนปี 2560 รัฐบาลพลเอกประยุทธก็แจ้งสรรพากรว่าเฮ้ย ข้อเท็จจริงคือคุณทักษิณคือเจ้าของหุ้นตัวจริงใช่มั้ย รู้มาตั้งแต่ปี 2553 แล้วด้วย งั้นแจ้งประเมินภาษีให้คุณทักษิณมาชําระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาย้อนหลังของปี 2549 จากเรื่องหุ้นชินคอร์ปจาก Ample Rich ด้วยสิ

 

12. ข้อต่อสู้ของคุณทักษิณ คือ เฮ้ย ถ้ายื่นภาษีแล้วจะประเมินภาษีย้อนหลัง ก็ทำได้นะ แต่อายุความคดีภาษีมันยืดได้สูงสุด 5 ปี ในเมื่อเป็นเรื่องภาษีเงินได้ของปีภาษี 2549 ซึ่งเราจะยื่นภาษีช่วงต้นปี 2550 ดังนั้น อายุความมันต้องไปจบแถวๆ 30 มีนาคม 2555 สิ

 

ทีนี้ สรรพากรก็รู้เรื่องคุณทักษิณเป็นเจ้าของหุ้นตัวจริงตั้งแต่ปี 2553 แล้วนี่ เพราะลูกชายลูกสาวสู้คดีในศาลภาษีอยู่ แต่คุณไม่ได้ส่งหมายเรียกอะไรให้ผมเลย ผมกับลูกๆ เป็นคนละคนกัน มาถึงก็ตู้มเรียกประเมินภาษีผมเลยโดยไม่ส่งหมายเรียกระบุชื่อผมภายในอายุความก่อนได้ไง แบบนี้มันก็ไม่ถูกสิ มันผิดขั้นตอน

 

ทั้งศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีภาษีก็เห็นด้วยว่าสรรพากรติดกระดุมเม็ดแรกผิด ถ้ากระบวนการมันไม่ถูกต้องแต่แรกก็ไม่ต้องไปพิจารณาไส้ในต่อแล้ว คุณทักษิณเลยชนะคดีตลอดด้วยเหตุผลนี้

 

13. แต่สรรพากรสู้ยิบตายันศาลฎีกา คราวนี้ปี 2568 คดีพลิก ศาลฎีกาตัดสินให้คุณทักษิณแพ้ทั้งที่เคยชนะมา 2 ศาลแรก ทำให้คุณทักษิณต้องจ่ายภาษี 17,629 ล้านบาท

 

อ้าวแล้วเหตุผลเรื่องผิดขั้นตอนไม่ส่งหมายเรียกที่คุณทักษิณเคยชนะ 2 ศาลแรกล่ะ ศาลฎีกาคิดยังไง?

 

14. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า nominee = หุ่นเชิดของคุณทักษิณ โดยคุณทักษิณเป็นตัวการ ส่วนลูกชายลูกสาวก็เป็นตัวแทนโดนเชิดอยู่ด้านหลัง

 

ดังนั้น ตอนหมายเรียกส่งถึงลูกชายลูกสาวตั้งแต่ตอนแรกสุดมันก็เลย “ผูกพัน” ถึงคุณทักษิณที่เป็น “ตัวการ” ด้วยไปแล้ว

 

ศาลเห็นว่าในเมื่อหมายเรียกมันถูกต้องตั้งแต่ตอนส่งให้ตัวแทนของคุณทักษิณ ไม่ต้องถามหาหมายเรียกระบุชื่อคุณทักษิณอีกแล้ว

 

15. ศาลฎีกาอธิบายเพิ่มเติม (ในเชิงสั่งสอน) อีกว่า การไปตั้งบริษัทที่ BVI ฝากหุ้นไว้ ควบคุมผ่านลูกชายลูกสาว แล้วซื้อหุ้นชินคอร์ปจากบริษัทมาได้ในราคาบาทเดียว จนสุดท้ายเอาไปขายต่อในตลาดหลักทรัพย์เพื่อรับสิทธิ์ยกเว้นภาษี ธุรกรรมเหล่านี้มันไม่มี “เหตุผลทางเศรษฐกิจ“ อะไรเลยนอกเหนือจากการหาประโยชน์และช่องทางหลบเลี่ยงภาษีเป็นเรื่องร้ายแรง ขาดคุณธรรมทางภาษี ถ้าปล่อยให้ทำได้เดี๋ยวอีกหน่อยจะกลายเป็นแบบอย่างของสังคมใช้นํามาอ้างเพื่อ ประโยชน์ทางภาษีส่วนตนเช่นนี้ได้อีก ไม่งั้นก็จะไม่แฟร์กับคนอื่นที่ทำทุกอย่างตรงไปตรงมาแล้วเสียภาษีถูกต้อง

 

สรุป ศาลเลยให้ประเมินภาษีตามสรรพากรนี้แหละ คุณทักษิณแพ้คดีในชั้นศาลฎีกา ต้องจ่ายภาษีรวมค่าปรับทั้งหมด 17,629 ล้านบาท ตอนนี้คดีถึงที่สุดแล้วด้วย ไปต่อไม่ได้แล้ว

 

16. เงิน 17,629 ล้านบาท คำนวณจากไหน? เงินก้อนนี้มาจากโครงสร้าง 3 ส่วน ได้แก่

 

(1) ค่าภาษี โดยคิดจากฐานส่วนต่างกำไร 15,883.9 ล้านบาท

 

อัตราภาษีสูงสุดปี 2549 อยู่ที่ 37% (ไม่ใช่ 35% แบบทุกวันนี้) เลยคำนวณภาษีได้ประมาณ 5,877 ล้านบาท

 

(2) เบี้ยปรับ เกิดจากการจ่ายภาษีไม่ครบ ค่าปรับเพราะยื่นภาษีแต่จ่ายภาษีไม่ครบอีก 1 เท่าของค่าภาษีที่ค้าง เลยคำนวณเบี้ยปรับได้ 5,877 ล้านบาท

 

(3) เงินเพิ่ม เป็นเหมือนดอกเบี้ยเพราะจ่ายภาษีช้ากว่ากำหนด โดยปกติจะคิดในอัตรา 1.5% ต่อเดือน แต่พอดีมันหลายปี เลยทบกันมาเรื่อยๆ ซึ่งกฎหมายกำหนดเพดานให้เงินเพิ่มคิดได้สูงสุดเท่ากับค่าภาษี คือ อีก 5,877 ล้านบาท

 

รวม 3 ก้อนนี้เลยได้ค่าภาษี + เบี้ยปรับ + เงินเพิ่ม = 17,629 ล้านบาท

 

ทำไปทำมาได้กำไร 15,883.9 ล้านบาท แต่โดนภาษีไป 17,629 ล้านบาท ภาษีแพงกว่ากำไรอีก

 

17. คุณทักษิณจะเอาเงิน 17,629 ล้านบาท จากที่ไหนมาจ่าย?

 

แน่นอนว่าเงินจำนวนนี้ไม่ใช่เงินน้อยๆ ถ้าเอาไปสร้างตึก สตง. ใหม่ เราจะสร้างได้พร้อมกัน 8 ตึกเลย แถมยังมีเงินเหลือทอนด้วย ซึ่งกระบวนการบังคับจัดเก็บภาษีจะกลับไปเป็นหน้าที่ของทางสรรพากรอีกครั้ง

 

โดยปกติ คุณทักษิณก็จะต้องชำระภาษีตามจำนวนดังกล่าว โดยอาจเจรจาทำเรื่องขอลดเบี้ยปรับกับทางกรมสรรพากรได้ และค่าภาษีจำนวนนี้ก็อาจจะขอผ่อนได้ด้วย ส่วนจะต้องผ่อนกี่งวด งวดละกี่บาทก็ค่อยไปว่ากัน เพราะมีลำดับในการพิจารณาภายในกรมสรรพากรเองอยู่แล้ว

 

แต่ถ้าคุณทักษิณไม่ชำระก็จะไปสู่กระบวนการยึดอายัดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระค่าภาษีที่ค้างชำระต่อไป ถ้าทรัพย์สินอยู่ต่างประเทศ ทางการไทยอาจขอความร่วมมือตามไปยึดอายัดทรัพย์สินที่ต่างประเทศด้วย

 

18. คำพิพากษาศาลฎีกานี้ เป็นการวางรากฐานใหม่ว่าการวางแผนภาษีทำได้ตราบเท่าที่มีเหตุผลที่รับฟังได้มาสนับสนุนก็ยังพอยอมรับได้ แต่ถ้าไม่เห็นเจตนาอื่นเลยนอกจากแค่จะหลบเลี่ยงภาษี ศาลมองว่าขาด “เหตุผลทางเศรษฐกิจ“ ก็จะไม่สนใจธุรกรรมนั้นแต่จะมองไส้ในเลยว่าสาระสำคัญเป็นอย่างไรกันแน่ ซึ่งแนวคิดนี้ในทางทฤษฎีเรียกว่า หลักทั่วไปของการป้องกันการเลี่ยงภาษี (General Anti-Avoidance Rule: GAAR)

 

หลักคิดเรื่อง GAAR มีหลายประเทศอย่างแคนาดา ออสเตรเลีย จีน เยอรมัน หรือ อินเดีย ก็ใช้หลักนี้ ในเชิงวิชาการเลยน่าสนใจว่าคำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นหมุดหมายว่าประเทศไทยยอมรับ GAAR มาอยู่ในการพิจารณาคดีภาษีอากรในอนาคตแล้วใช่มั้ย (ตอนผมเรียก ป.เอก กฎหมายภาษี ทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง GAAR พอดี) ถ้าใช่ จะทำให้การวางแผนภาษีของคนรวยแบบ agressive tax planning อาจจะเริ่มหนาวๆ ร้อนๆ และต้องปรับแผนการวางแผนภาษีกันใหม่รึเปล่า

 

19. คนไทยได้อะไรจากเรื่องนี้?

 

จากคดีนี้ อย่างน้อยมีเรื่องนึงที่เรายังสบายใจได้ คือ ศาลยังเห็นว่าเรายังมีสิทธิวางแผนภาษีได้เต็มที่ เพราะไม่มีกฎหมายฉบับไหนบอกให้เราต้องเสียภาษีให้แพงที่สุด เพียงแต่ว่าขอบเขตคือการวางแผนต้องอยู่บนพื้นที่ขาวสะอาด ไม่ทำอะไรเทาๆ เพราะจากนี้ไปมีความเป็นไปได้ว่าถ้าทำอะไรเทาแล้วไม่เห็นเจตนาอื่นนอกจากจะหลบภาษีนี้ จากนี้ไปอาจจะรอดยากมาก

 

เราคงได้ถกเถียงกันต่อว่าการวางแผนภาษีแบบ “ไม่ขาดคุณธรรมทางภาษี” หน้าตาควรเป็นแบบใด

 

ใจนึงรู้สึกคิดถึง ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร (คุณพ่อของคุณดิว วีรวัฒน์ วลัยเสถียร) ซึ่งเป็นมือวางแผนภาษีของดีลชินคอร์ปให้คุณทักษิณ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่น่าจะได้ฟังความเห็นอีกด้านของท่านด้วยว่าการวางแผนภาษีครั้งนั้นมีคุณธรรมทางภาษีอย่างไร ศาลตัดสินได้เหมาะสมหรือไม่

 

คดีนี้คือหนึ่งในคำพิพากษาภาษีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และคงเป็นบรรทัดฐานใหม่ของคดีหลีกเลี่ยงภาษีอีกนานหลายสิบปี

The post สรุป 19 ประเด็นคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งลากยาวมา 19 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คลัง’ ยืนยันไม่เก็บภาษีขายหุ้น-กำไรจากการขายหุ้น ‘เผ่าภูมิ’ คาดโกยภาษีจากโครงการ Digital Wallet ได้กว่า 1 แสนล้านบาท! https://thestandard.co/confirm-no-tax-on-stock-sales/ Fri, 29 Sep 2023 10:22:54 +0000 https://thestandard.co/?p=848119 เผ่าภูมิ โรจนสกุล

กระทรวงการคลังยืนยันไม่เก็บภาษีขายหุ้น-กำไรจากการขายหุ้ […]

The post ‘คลัง’ ยืนยันไม่เก็บภาษีขายหุ้น-กำไรจากการขายหุ้น ‘เผ่าภูมิ’ คาดโกยภาษีจากโครงการ Digital Wallet ได้กว่า 1 แสนล้านบาท! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เผ่าภูมิ โรจนสกุล

กระทรวงการคลังยืนยันไม่เก็บภาษีขายหุ้น-กำไรจากการขายหุ้นแน่นอน พร้อมคงเป้ารายได้ทั้งปีงบประมาณ 2567 ไว้ที่ 2.78 ล้านล้านบาทเท่าเดิม ด้านเผ่าภูมิแย้มว่า รัฐบาลประมาณการว่าจะจัดเก็บภาษีจากโครงการ Digital Wallet ได้กว่าแสนล้านบาท!

 

วันนี้ (29 กันยายน) เผ่าภูมิ โรจนสกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า กระทรวงการคลังไม่มีนโยบายพิจารณาภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้น (Financial Transaction Tax) และกระทรวงการคลังยังไม่มีนโยบายพิจารณาภาษีกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gains Tax) พร้อมเผย 4 เป้าหมายของรัฐบาลในการผลักดันตลาดหุ้นไทย ดังนี้

 

  1. ต้องการให้ตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องสูง โดยรัฐบาลไม่อยากเห็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ซบเซา แต่ต้องการเห็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มีความกระชุ่มกระชวยและมีเสถียรภาพ
  2. ต้องการให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีทั้งปริมาณการซื้อ-ขายและมีคุณภาพ
  3. ต้องการเห็นตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความน่าดึงดูด ทั้งในมิติดึงดูดต่อนักลงทุนที่จะมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และดึงดูดบริษัทที่จะมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
  4. ต้องการเห็นตลาดหลักทรัพย์ฯ มีต้นทุนในการระดมทุนต่ำ และอยู่ในระดับที่แข่งขันได้

 

“การที่นักลงทุนจะมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องมีความน่าสนใจ มีความน่าดึงดูด และต้องมีความสามารถในการแข่งขันได้ ต้องมีกฎระเบียบที่ผ่อนปรน กฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน เราต้องการเห็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่สามารถแข่งขันได้ เช่น แข่งกับตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ และมีความเป็นสากล 

 

“ดังนั้น ประเด็นนี้ (ภาษีตลาดหุ้น) ถือว่าสำคัญและเป็นอิฐก้อนแรกของระบบเศรษฐกิจประเทศ หมายความว่าถ้าต้นทุนในการระดมทุนต่ำ บริษัทต่างๆ ก็จะมีต้นทุนการเงินที่ต่ำ ซึ่งหมายรวมไปถึงการจ้างงานและขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น” เผ่าภูมิกล่าว 

 

การเคลื่อนไหววันนี้เกิดขึ้นหลังจาก ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) เมื่อที่วันที่ 27 กันยายน โดยตั้งข้อสังเกตว่า ประมาณการรายได้ปีงบ 2567 รวมรายได้จากภาษีขายหุ้น 14,000 ล้านไว้แล้ว



“นั่งหาว่าประมาณการรายได้ปี 2567 ที่เพิ่ม 30,000 ล้านมาจากไหน ปรากฏว่ามาจากที่รัฐบาลจะเก็บภาษีขายหุ้น 14,000 ล้าน ที่เหลือมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี ที่ต้องงงเพราะรายงานนี้กระทรวงการคลังเอาเข้า ครม. วันที่ 13 กันยายน แต่อีก 2 วันถัดมานายกฯ ยืนยันยกเว้นภาษีขายหุ้น ตกลงจะเก็บภาษีขายหุ้นไหมคะ นายกช่วยไปคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้รู้เรื่องก่อน ถ้าไม่เก็บต้องไปประมาณการรายได้มาใหม่ เพราะถ้ารายได้ลดลงก็ต้องกู้ชดเชย ขาดดุลเพิ่ม และยอดหนี้สาธารณะก็ต้องปรับเพิ่มนะคะ” 

 

คลังยืนยันคงประมาณการรายได้ไว้เท่าเดิม แม้พับแผนภาษีขายหุ้น

 

โดย พรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า แม้รัฐบาลจะไม่เก็บภาษีดังกล่าวแล้ว แต่ยังคงเป้าหมายตัวเลขประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ งบประมาณรายจ่าย และขาดดุลการคลังของปีงบประมาณ 2567 ไว้เท่าเดิม (ตามแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2567-2570) อยู่ที่ 2,787,000 ล้านบาท, 3,480,000 ล้านบาท และ 693,000 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2566

 

“เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานจัดเก็บรายได้ในสังกัดกระทรวงการคลังได้มีการพัฒนาระบบต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บรายได้อย่างต่อเนื่อง มีการใช้เทคโนโลยีในการติดตามและตรวจสอบการจัดเก็บภาษีเพื่อขยายฐานภาษี ทำให้การวางแผนการจัดเก็บเป้ารายได้ของปีงบประมาณ 2567 จะสามารถเป็นไปตามประมาณการที่ตั้งไว้

 

อีกทั้งมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2567 ก็จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและส่งเสริมให้เศรษฐกิจมีการเติบโต ซึ่งจะส่งผลให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มากขึ้นด้วย โดยยังไม่มีการนำนโยบายภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องในทางปฏิบัติ” แถลงการณ์ระบุ

 

คาดโกยรายได้เข้ารัฐจากโครงการ Digital Wallet ได้กว่าแสนล้านบาท

 

นอกจากนี้ เผ่าภูมิยังระบุอีกว่า รัฐบาลได้มีการประเมินรายได้จากภาษีที่จะมาจากโครงการ Digital Wallet หรือรายได้ภาษีที่เกิดจากการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ มาจาก 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 มาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และส่วนที่ 2 มาจากภาษีกำไรที่เกิดขึ้นจากนิติบุคคล (ภาษีนิติบุคคล)

 

“ซึ่ง 2 ก้อนนี้รวมกันเราประเมินไว้ว่า รายได้จะเพิ่มขึ้นถึงแสนกว่าล้าน” เผ่าภูมิกล่าว

The post ‘คลัง’ ยืนยันไม่เก็บภาษีขายหุ้น-กำไรจากการขายหุ้น ‘เผ่าภูมิ’ คาดโกยภาษีจากโครงการ Digital Wallet ได้กว่า 1 แสนล้านบาท! appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เศรษฐา ประกาศยังไม่มีนโยบายเก็บภาษีหุ้น https://thestandard.co/srettha-financial-transaction-tax/ Fri, 29 Sep 2023 09:35:47 +0000 https://thestandard.co/?p=848069

วันนี้ (29 กันยายน) เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ตำบลโคกกลอย อ […]

The post นายกฯ เศรษฐา ประกาศยังไม่มีนโยบายเก็บภาษีหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 กันยายน) เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนในเรื่องการเก็บภาษีหุ้น หลังฝ่ายค้านเปิดเผยข้อมูลว่ามีเอกสารที่จะเก็บภาษีหุ้นว่า “ในภาวะแบบนี้และระยะเวลาอย่างนี้ ตลาดหุ้นเป็นแบบนี้ ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายดังกล่าว”

The post นายกฯ เศรษฐา ประกาศยังไม่มีนโยบายเก็บภาษีหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐายืนยัน เว้นเก็บภาษีขายหุ้นตลอดวาระนั่งนายกฯ 4 ปี เล็งดึงบิ๊กเทคอย่าง Microsoft, Google และ Tesla ลงทุนในไทย https://thestandard.co/srettha-confirms-exemption-from-stock-tax/ Fri, 15 Sep 2023 05:25:24 +0000 https://thestandard.co/?p=841962 เศรษฐา ทวีสิน และ เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ในรายการ END GAME EP33

จากการให้สัมภาษณ์ของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐม […]

The post เศรษฐายืนยัน เว้นเก็บภาษีขายหุ้นตลอดวาระนั่งนายกฯ 4 ปี เล็งดึงบิ๊กเทคอย่าง Microsoft, Google และ Tesla ลงทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐา ทวีสิน และ เคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ในรายการ END GAME EP33

จากการให้สัมภาษณ์ของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่าน THE STANDARD WEALTH และการให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมในภายหลังของวันนี้ (15 กันยายน) 

 

THE STANDARD WEALTH ได้สอบถามถึงประเด็นภาษีขายหุ้น (Transaction Tax) ที่รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้มีแผนว่าจะเรียกเก็บเพิ่มเติม ล่าสุดเศรษฐากล่าวว่า “ฟันธงได้เลยว่าตลอด 4 ปีไม่มีแน่นอน ตอนนี้คงไม่ไหว เพราะตลาดหุ้นเปราะบางเหลือเกิน และเงินทุนไหลออกด้วย”

 

เศรษฐายังได้เปิดเผยอีกด้วยว่า “เรื่องของการลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ซึ่งผมจะเดินทางไปร่วมงาน UNGA สมัยที่ 78 ก็ถือโอกาสไปพบกับนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในประเทศไทยหลายบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Google, Estee Lauder หรือ Tesla โดยจะเข้าพบเบอร์หนึ่งหรือเบอร์สองของบริษัท เพื่อเชื้อเชิญเข้ามาลงทุนในไทย บอกเล่าว่าประเทศไทยดีอย่างไร เหนือประเทศคู่แข่งอย่างไรบ้าง”

 

สิ่งที่รัฐบาลใหม่พยายามทำในเวลานี้คือ เอื้อให้ภาคเอกชนและนักลงทุนสามารถทำงานได้ เพื่อกระตุ้นการลงทุน

 

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงเรื่องความเสี่ยงทางการคลังของรัฐบาล จากการที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ต้องใช้นโยบายขาดดุลเพิ่มขึ้นราว 1 แสนล้านบาท และอาจทำให้ประเทศถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือลงได้ เศรษฐาชี้แจงว่า “ไม่กังวลครับ หากเราสามารถชี้แจงที่มาที่ไปและอนาคตได้ว่าหลังจากที่เราลงทุนไปแล้ว GDP จะเพิ่มขึ้นเท่าไร ตอนนี้ค่อนข้างมั่นใจหลังจากทำงานร่วมกันดีกับทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.), สภาพัฒน์ และแบงก์ชาติ” 

 

ส่วนประเด็นเรื่องเงินดิจิทัล 10,000 บาท เศรษฐาเปิดเผยว่า รายละเอียดในเรื่องของงบประมาณว่าจะมาจากแหล่งไหนบ้างจะเปิดเผยได้ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในเบื้องต้นยืนยันว่าจะเดินหน้าโครงการอย่างแน่นอน โดยจะแจกให้กับคนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวนราว 54 ล้านคน กำหนดเวลาใช้จ่ายภายใน 6 เดือน แลกเป็นเงินสดไม่ได้ ใช้ชำระหนี้ไม่ได้ และซื้อสินค้าบางประเภทไม่ได้ เช่น สุราหรือบุหรี่ เป็นต้น ส่วนขอบเขตพื้นที่การใช้จ่ายอาจมีการทบทวนในบางพื้นที่ที่ห่างไกล จากเดิมที่กำหนดไว้ว่าภายในรัศมี 4 กิโลเมตรจากที่อยู่ตามบัตรประชาชน 

 

“จุดประสงค์หลักของโครงการนี้คือ การกระจายความเจริญกลับไปสู่ภูมิภาค ไม่ใช่แค่การใช้ในเมืองหลักอย่างกรุงเทพฯ, เชียงใหม่ หรือภูเก็ต” เศรษฐากล่าว

The post เศรษฐายืนยัน เว้นเก็บภาษีขายหุ้นตลอดวาระนั่งนายกฯ 4 ปี เล็งดึงบิ๊กเทคอย่าง Microsoft, Google และ Tesla ลงทุนในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 3 ปัจจัยสร้างจุดเปลี่ยน ดึงฟันด์โฟลวกลับลำซื้อหุ้นไทย หลังเทขายไปแล้ว 1.3 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปี https://thestandard.co/3-factors-fund-flow-thai-stocks/ Thu, 24 Aug 2023 04:24:00 +0000 https://thestandard.co/?p=833197

ผู้บริหารโบรกเกอร์ใหญ่ ทั้ง บล.เกียรตินาคินภัทร, บล.ดีบ […]

The post สรุป 3 ปัจจัยสร้างจุดเปลี่ยน ดึงฟันด์โฟลวกลับลำซื้อหุ้นไทย หลังเทขายไปแล้ว 1.3 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้บริหารโบรกเกอร์ใหญ่ ทั้ง บล.เกียรตินาคินภัทร, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้ และ Jefferies ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์งาน Thailand Focus 2023 รายล่าสุด พากันประสานเสียง หากอยากดึงนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทย การเมืองต้องมีเสถียรภาพ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชัด และต้องพับแผนภาษีขายหุ้น

 

ศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคินภัทร ในฐานะพาร์ตเนอร์งาน Thailand Focus 2023 กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาก่อนหน้านี้นักลงทุนต่างชาติเทขายสุทธิหุ้นไทยออกมาต่อเนื่อง และถือหุ้นไทยอยู่ในสัดส่วนไม่มาก แต่ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจและรอจังหวะเข้าซื้อตลาดหุ้นไทย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ประกอบกับปัจจัยการเมืองของไทยมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากมีการเลือกนายกรัฐมนตรีและมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเริ่มตอบรับในเชิงบวกไปบ้างแล้ว โดยนักลงทุนต่างชาติยังรอติดตามความคืบหน้าต่อไปถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจนว่าจะออกมาเป็นอย่างไร 

 

อย่างไรก็ดี ประเมินว่ารูปแบบของนักลงทุนต่างชาติจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยลงทุนในดัชนี แต่จะเปลี่ยนเป็นการลงทุนแบบเลือก (Selective) ลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่จะออกมา ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ อีกทั้งยังสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีและราคาหุ้นยังค่อนข้างถูกเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต คือ กลุ่มโรงแรม โรงพยาบาล และค้าปลีก 

 

รัฐบาลต้องพับแผนเก็บภาษีขายหุ้น

 

นริศรา วิเศษโกสิน Head of Thailand Institutional Business บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ในฐานะพาร์ตเนอร์งาน Thailand Focus 2023 เป็นครั้งแรก กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ลูกค้าที่เป็นนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจและกังวลประเด็นทางการเมืองของไทย โดยปัจจุบันได้มีความชัดเจนมากขึ้นในเชิงบวก หลังการเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว

 

ทั้งนี้ มองว่าจุดเปลี่ยนที่จะทำให้นักลงทุนต่างชาติหันมาสนใจและกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง คือนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีการกระตุ้นและเป็นประโยชน์ต่อภาคการลงทุนมากหรือน้อยอย่างไร

 

นอกจากนี้ยังมองว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินนโยบายจัดเก็บภาษีขายหุ้น (Financial Transaction Tax) เพราะจะมีผลกระทบให้ความสามารถการแข่งขันของตลาดหุ้นไทยลดลง เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศในภูมิภาค และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มหยุดการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกันยายนปีนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยและภูมิภาคเอเชีย โดยประเด็นดังกล่าวจะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมามีความน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

 

ด้าน ฐาปน พานิช รองกรรมการผู้จัดการ บล.ทิสโก้ ร่วมด้วย Jefferies ในฐานะพาร์ตเนอร์งาน Thailand Focus 2023 เป็นครั้งแรก กล่าวว่า ความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุน นักลงทุนต่างชาติต่างติดตามความคืบหน้าระยะถัดไปหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นว่า ความร่วมมือในการทำงานของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งยังไม่เคยมีประสบการณ์ จะประสานการทำงานด้านการเมืองกับทีมรัฐบาลอย่างไร และรัฐบาลที่มีพรรคร่วมรัฐบาลจำนวน 14 พรรค จะมีเสถียรภาพมากหรือน้อยอย่างไรในการบริหารประเทศ

 

นอกจากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์การลงทุนของตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะตลาดอินโดนีเซียที่ค่อนข้างได้รับความน่าสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ และสามารถให้ผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในระดับที่ดี ส่งผลให้ที่ผ่านมามีฟันด์โฟลวไหลเข้าไปจำนวนมาก แต่หาก Valuation ปรับตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับสูงและตลาดหุ้นเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ประเมินว่ามีโอกาสที่ฟันด์โฟลวจะโยกย้ายเข้ามายังตลาดหุ้นไทย

 

ทั้งนี้ รายงานข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2023 ถึงปัจจุบัน (YTD) กระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Non-Resident Net Flows) ไหลออกตลาดตราสารหนี้ไทยสุทธิ 1.11 แสนล้านบาท ขณะที่ตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ระบุว่า ฟันด์โฟลวขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1.31 แสนล้านบาท รวมเป็น 2.42 แสนล้านบาท

The post สรุป 3 ปัจจัยสร้างจุดเปลี่ยน ดึงฟันด์โฟลวกลับลำซื้อหุ้นไทย หลังเทขายไปแล้ว 1.3 แสนล้านบาทตั้งแต่ต้นปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนเล็งลดภาษีขายหุ้นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หวังฟื้นตลาด หลังดัชนีหุ้นจีนให้ผลตอบแทนแย่สุดในโลก https://thestandard.co/china-decrease-investment-tax-in-15-years/ Wed, 16 Aug 2023 01:38:38 +0000 https://thestandard.co/?p=829734 ภาษีขายหุ้น

จีนเล็งปรับลดภาษีซื้อขายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 เ […]

The post จีนเล็งลดภาษีขายหุ้นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หวังฟื้นตลาด หลังดัชนีหุ้นจีนให้ผลตอบแทนแย่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีขายหุ้น

จีนเล็งปรับลดภาษีซื้อขายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 เพื่อฟื้นฟูตลาดหุ้นที่ซบเซา หลังดัชนี Hang Seng China ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลกในช่วง 15 วันแรกของเดือนสิงหาคม

 

วันนี้ (16 สิงหาคม) Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ทางการจีนกำลังพิจารณาปรับลดภาษีขายหุ้น หรืออากรแสตมป์ (Stamp Duty) ในการซื้อขายหุ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2008 ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นในตลาดตราสารทุนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

 

แหล่งข่าวยังเปิดเผยกับ Bloomberg ว่า ภายใต้การแนะนำของคณะมนตรีแห่งรัฐ (State Council) ขณะนี้หน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระทรวงการคลัง กำลังหารือเกี่ยวกับร่างข้อเสนอดังกล่าวอยู่

 

อย่างไรก็ดี สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลาและอัตราการลดยังไม่ได้รับการพิจารณา และไม่มีการรับประกันว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการอนุมัติจากผู้นำระดับสูง

 

รายงานยังระบุว่า การลดอากรแสตมป์ในอัตรา 0.1% มีแนวโน้มจะกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว (Rally) ในตลาดตราสารทุน (ตลาดหุ้น) ของจีน ที่มีมูลค่าราว 9.9 ล้านล้านดอลลาร์ เนื่องจากตลาดหุ้นจีนมีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของตลาด

 

นอกจากนี้การปรับลดภาษีประเภทดังกล่าวก็จะเป็นประโยชน์สำหรับโบรกเกอร์ในจีน รวมถึงกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้กลยุทธ์การซื้อขายอย่างรวดเร็วด้วย

 

โดยการปรับตัวของตลาดหุ้นจีนยังน่าจะช่วยให้รัฐบาลของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กระตุ้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจจีนด้วย

 

ทั้งนี้ หลังจากมีรายงานข่าวดังกล่าวออกมาเมื่อวานนี้ (15 สิงหาคม) ดัชนีหุ้นโบรกเกอร์ในจีนแผ่นดินใหญ่ที่จัดทำโดย Bloomberg เพิ่มขึ้นมากถึง 0.8% แม้ว่าดัชนี Benchmark หุ้นจีนอย่าง CSI 300 จะปิดลบ 0.2% หลังจากร่วงลง 1.2% ในระหว่างวัน

 

ด้วยราคาหุ้นที่ตกต่ำในปีนี้ ความมั่งคั่งของครัวเรือนได้รับผลกระทบจากตลาดงานที่อ่อนแอและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง ทางการจีนกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ในการกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคและรายจ่ายด้านทุน

 

โดยตลาดพากันคาดหวังเกี่ยวกับมาตรการลดอากรแสตมป์นี้มาสักระยะแล้ว โดยเฉพาะหลังจากปักกิ่งให้คำมั่นสัญญา (ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น) เมื่อเดือนที่แล้ว ว่าจะ ‘กระตุ้นตลาดทุนและเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน’

 

ถึงกระนั้นก็ยังไม่ชัดเจนว่าการปรับลดภาษีดังกล่าวจะเพียงพอที่จะกระตุ้นให้หุ้นจีนฟื้นตัวในระยะยาวหรือไม่

 

เนื่องจากในเดือนสิงหาคมนี้ ดัชนี Hang Seng China ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกง กลายเป็นดัชนีที่มี Performance แย่ที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับบรรดาดัชนีหุ้นทั่วโลก 92 ดัชนี ที่ติดตามโดย Bloomberg

 

อ้างอิง:

The post จีนเล็งลดภาษีขายหุ้นครั้งแรกในรอบ 15 ปี หวังฟื้นตลาด หลังดัชนีหุ้นจีนให้ผลตอบแทนแย่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุ้นล้ม ‘ภาษีขายหุ้น’ หลังนายกฯ ตีเรื่องส่งกลับ ‘คลัง’ ฟาก FETCO พร้อมส่งทีมช่วยศึกษาหารายได้ช่องทางอื่นทดแทน https://thestandard.co/kobsak-on-transaction-tax/ Fri, 03 Mar 2023 10:11:11 +0000 https://thestandard.co/?p=758293

‘กอบศักดิ์ ภูตระกูล’ ขอบคุณนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทร […]

The post ลุ้นล้ม ‘ภาษีขายหุ้น’ หลังนายกฯ ตีเรื่องส่งกลับ ‘คลัง’ ฟาก FETCO พร้อมส่งทีมช่วยศึกษาหารายได้ช่องทางอื่นทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘กอบศักดิ์ ภูตระกูล’ ขอบคุณนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลังเลื่อนเก็บ Transaction Tax และส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาใหม่ ส่วน FETCO เตรียมส่งทีมช่วยรัฐบาลศึกษาช่องทางหารายได้อื่นๆ เน้นเพิ่มจำนวน บจ. พร้อมเสริมความแกร่งให้กำไร บจ. เติบโต สร้างรายได้ให้รัฐเพิ่ม ด้าน ‘ไพบูลย์’ ชูจุดยืนเดิมเดินหน้าค้านต่อ ชี้ ‘ภาษีขายหุ้น’ ได้มากกว่าเสีย

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่รัฐบาลจะมีการเลื่อนเก็บภาษีจากธุรกรรมขายหุ้น (Transaction Tax) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยส่งเรื่องกลับมาให้กระทรวงการคลังพิจารณานั้น ทาง FETCO ต้องขอบคุณ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่เข้าใจถึงประเด็นปัญหาของตลาดทุนในปัจจุบันที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่กำลังมีปัญหาในหลายๆ ประเด็น 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

สำหรับกรณีที่กระทรวงการคลังจะตั้งทีมงานมาวิเคราะห์และนำข้อเสนอแนะของ FETCO มาประกอบการพิจารณาอีกครั้ง โดยในส่วนของ FETCO พร้อมส่งทีมงานที่เป็นสมาชิกซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เข้ามาช่วยทำงานแบบใกล้ชิด เพื่อดำเนินการศึกษาหาแนวทางการจัดเก็บรายได้จากภาษีในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนที่ไม่ใช่ Transaction Tax ซึ่งยังมีช่องทางอีกจำนวนมาก เช่น การเพิ่มจำนวนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกทั้งสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่จะช่วยให้กำไรของ บจ. เติบโต รวมถึงช่องอื่นๆ ที่จะมีการศึกษาร่วมกัน โดยจะช่วยให้รัฐบาลมีโอกาสมีรายได้เพิ่มตามเป้าหมาย

 

“ทีม FETCO จะเข้าไปช่วยศึกษาหาช่องทางอื่นในการหารายได้เพิ่มกับกระทรวงการคลัง นอกจากภาษีขายหุ้น ตัวอย่างเช่น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MINT ก่อนเข้าตลาดหุ้นก็เป็นบริษัทไม่ใหญ่ แต่พอเข้ามาแล้วสามารถใช้เครื่องมือในตลาดทุนขยายธุรกิจ สร้างการเติบโตของธุรกิจไปทั่วโลก ซึ่งก็ยังมีอีกหลายบริษัทในไทยที่มีลักษณะนี้ที่มีโอกาสจะยกระดับขยายกิจการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จากทั้งภาษีบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล ภาษีการค้าต่างๆ รวมถึงช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น ทำให้ภาคตลาดทุนสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย 

 

“ขณะที่ในปีนี้เป็นปีที่ไม่ง่ายสำหรับตลาดทุนไทย ยังมีปัญหาอีกเยอะที่จะมากระทบ ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและไม่จบลงง่ายๆ ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ซึ่งเราต้องประคับประคองตลาดทุนให้ผ่านปีนี้ไป แม้ตลาดหุ้นไทยช่วงปลายปีที่แล้วดูดีมาก แต่ถึงตอนนี้ก็พร้อมจะลงได้ทุกเมื่อจากความไม่แน่นอน ดังนั้นการที่เราทำให้ตัวเองแข็งแรงและมีปัญหาน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ก็จะช่วยให้ตลาดทุนสามารถผ่านพ้นปัญหาเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ไปได้”

 

จุดยืนชัด ค้านเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’

ด้านไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และกรรมการ FETCO กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า เมื่อปลายปี 2565 FETCO ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกไปยังนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อคัดค้านการเก็บภาษี Transaction Tax รวมถึงชี้แจงผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับตลาดทุนและภาคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ FETCO ได้สื่อสารออกมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ จึงเชื่อว่าทำให้นายกรัฐมนตรีเข้าใจประเด็นปัญหาและผลกระทบที่จะตามมา จึงส่งเรื่องกลับมาให้กระทรวงการคลังศึกษาอีกครั้ง

 

ทั้งผลกระทบที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรวมในตลาดหุ้นเสี่ยงจะลดลงประมาณ 50% ซ้ำเติมให้สภาพคล่องการซื้อขายยิ่งลดลงไปอีก เนื่องจากจะส่งผลให้นักลงทุนมีภาระต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่เหมาะสม เพราะสถานการณ์ตลาดหุ้นในช่วงนี้ยังถูกกดดันจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน

 

อย่างไรก็ดี กรณีที่รัฐบาลจะส่งเรื่องการเก็บภาษี Transaction Tax กลับมาให้ทางกระทรวงการคลังพิจาณาอีกครั้งถึงความเหมาะสม ในส่วนของ FETCO ยังคงมีจุดยืนเดิมคือคัดค้านการจัดเก็บภาษีส่วนนี้ ด้วยเหตุผลว่าจะมีผลกระทบเชิงลบมากกว่าเชิงบวกที่เคยให้ข้อมูลไปแล้ว 

 

นอกจากนี้ หากได้มีโอกาสส่งทีมทำงานของ FETCO ไปร่วมศึกษากับกระทรวงการคลัง ก็จะพยายามนำเสนอข้อมูลของผลกระทบที่จะตามมาจากการเก็บ Transaction Tax พร้อมทั้งยังขอคัดค้านเรื่องนี้ต่อ เพื่อให้กระทรวงการคลังมีข้อมูลที่ครบถ้วนในการพิจารณา  

The post ลุ้นล้ม ‘ภาษีขายหุ้น’ หลังนายกฯ ตีเรื่องส่งกลับ ‘คลัง’ ฟาก FETCO พร้อมส่งทีมช่วยศึกษาหารายได้ช่องทางอื่นทดแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการแนะ รัฐบาลปฏิรูประบบภาษี ‘ทั้งระบบ’ ไม่ใช่เลือกเก็บเฉพาะกลุ่ม หลัง ‘ภาษีขายหุ้น’ ถูกตีกลับคลัง เพื่อตั้งทีมวิเคราะห์ใหม่ https://thestandard.co/suggest-government-reform-tax-system/ Fri, 03 Mar 2023 07:37:49 +0000 https://thestandard.co/?p=758105

นักวิชาการแนะรัฐบาลปฏิรูประบบภาษี ‘ทั้งระบบ’ ไม่ใช่เลือ […]

The post นักวิชาการแนะ รัฐบาลปฏิรูประบบภาษี ‘ทั้งระบบ’ ไม่ใช่เลือกเก็บเฉพาะกลุ่ม หลัง ‘ภาษีขายหุ้น’ ถูกตีกลับคลัง เพื่อตั้งทีมวิเคราะห์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักวิชาการแนะรัฐบาลปฏิรูประบบภาษี ‘ทั้งระบบ’ ไม่ใช่เลือกเก็บเฉพาะกิจกรรมเศรษฐกิจใดกิจกรรมหนึ่ง หลัง รมว.คลังเปิดเผยว่า ‘ภาษีขายหุ้น’ ถูกตีกลับแล้ว เพื่อเตรียมตั้งทีมวิเคราะห์ใหม่

 

ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะรัฐบาลควรพิจารณามาตรการทางภาษี ‘แบบภาพรวม-ทั้งระบบ’ ไม่ใช่กิจกรรมทางเศรษฐกิจใดเพียงกิจกรรมหนึ่ง เพื่อทำให้แต่ละฝ่ายจ่ายภาษีในสัดส่วนที่เป็นธรรมมากขึ้น

 

หลังผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาคณะรัฐมนตรีได้ส่งคืนร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะและกำหนดกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ ฉบับที่ .. พ.ศ. …. หรือ ‘ภาษีขายหุ้น’ กลับมายังกระทรวงการคลังแล้ว พร้อมทั้งระบุว่า กระทรวงการคลังจะตั้งทีมงานเพื่อวิเคราะห์ และนำข้อเสนอแนะของสภาธุรกิจตลาดทุนไทยมาประกอบพิจารณาอีกครั้ง

 

“การที่รัฐจะหารายได้มาชดเชยภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น ควรต้องพิจารณาระบบภาษีทั้งระบบ ไม่ใช่จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดเพียงอันหนึ่งอันเดียว เช่น ตลาดหุ้น ผู้คนอาจรู้สึกไม่เป็นธรรม ดังนั้น รัฐบาลควรฉายภาพให้เห็นว่าในอนาคตรัฐบาลจะเก็บภาษีตัวไหนมากขึ้น และเก็บภาษีตัวใดลดลง ผู้คนจะได้รู้สึกว่าเขาจ่ายภาษีอย่างเป็นธรรม” ดร.อธิภัทรกล่าว

 

สำหรับในกรณีที่หลายฝ่ายเสนอให้กระทรวงการคลังเก็บภาษีผลกำไรจากเงินลงทุน (Capital Gains Tax) แทนภาษีจากการขายหุ้นหรือ Financial Transaction Tax (FTT) ดร.อธิภัทรมองว่า ภาษีทั้ง 2 ประเภทมีทั้งข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบ โดยข้อได้เปรียบของ Capital Gains Tax คือเป็นประเภทภาษีที่เก็บจากรายได้หรือกำไรจากการขายหุ้นโดยตรง ทำให้ผู้คนอาจมองว่ามีความเป็นธรรมมากกว่า เนื่องจากมีกลไกที่ให้นักลงทุนสามารถนำผลขาดทุนหรือ Capital Loss มาชดเชยได้ด้วย

 

อย่างไรก็ตาม Capital Gains Tax ยังมีข้อเสียเปรียบคือ รายได้ที่รัฐจัดเก็บจะไม่มีความแน่นอน โดยผันผวนขึ้นลงตามตลาดหุ้น ดังนั้นรัฐจึงไม่สามารถพึ่งพารายได้จากภาษีนี้ได้ในระยะยาว หากรัฐต้องการมองหาแหล่งรายได้เพื่อมาชดเชยกับภาระการคลังที่เพิ่มขึ้น

 

และจากกรณีที่ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรได้ออกมาชี้แจงว่า เหตุที่เลือกจัดเก็บ Financial Transaction Tax ไม่ใช่ Capital Gains Tax ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนกระบวนการจัดเก็บภาษี เพราะการจะได้มาซึ่งตัวเลขสุทธิมีต้นทุนสูงมาก ดร.อธิภัทรมองว่า แม้ว่าต้นทุนการสร้างระบบ (Setup Cost) ของ Capital Gains Tax จะสูงในช่วงแรก แต่ในภายหลังต้นทุนจะลดน้อยลงเรื่อยๆ เอง ทั้งในมุมของรัฐและนักลงทุน

 

ดังนั้น ดร.อธิภัทรจึงเสนอแนะว่า ถ้ามีการพิจารณาใหม่ กระทรวงการคลังควรชั่งน้ำหนักการเก็บภาษีทั้ง 2 แบบ โดยพิจารณาว่าเป้าหมายคืออะไร ตัวอย่างเช่น ถ้าเป้าหมายคือหารายได้ การใช้ Capital Gains Tax อาจเสียเปรียบ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post นักวิชาการแนะ รัฐบาลปฏิรูประบบภาษี ‘ทั้งระบบ’ ไม่ใช่เลือกเก็บเฉพาะกลุ่ม หลัง ‘ภาษีขายหุ้น’ ถูกตีกลับคลัง เพื่อตั้งทีมวิเคราะห์ใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วรรณ’ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้พีค เป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง มองปีนี้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทย ยกหุ้นจีนเด่นสุด https://thestandard.co/one-asset-management-fed-interest/ Thu, 02 Feb 2023 12:42:37 +0000 https://thestandard.co/?p=745439

บลจ.วรรณ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้จุดสูงสุดแล้ว แนะจับตาหาก […]

The post ‘วรรณ’ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้พีค เป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง มองปีนี้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทย ยกหุ้นจีนเด่นสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

บลจ.วรรณ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้จุดสูงสุดแล้ว แนะจับตาหากเกิด Recession มีลุ้นทำ Fed กลับทิศนโยบายในไตรมาส 4 ซึ่งจะเป็นบวกให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทะยานต่อ หลังจากผ่านไป 1 เดือน หุ้นสหรัฐฯ-จีนบวกไปแล้ว 10-20%

 

พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า หลังจากผลประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) นัดแรก มีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จึงประเมินว่าการประชุมของ Fed ในเดือนมีนาคมนี้จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดึงอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ให้ลดลงสู่กรอบเป้าหมายที่ 2% จากปัจจุบันที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 6%

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อไป หากในช่วงไตรมาส 2-3 ของปีนี้มีข้อมูลออกมาว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ก็มีโอกาสที่จะเห็น Fed ดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ยในไตรมาส 4/66 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยของ Fed ที่เริ่มมีทิศทางใกล้ถึงจุดสูงสุดและมีแนวโน้มปรับตัวลง บลจ.วรรณ มีมุมมองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยจะทำให้ตลาดหุ้นโลกกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้นอีกครั้ง สะท้อนได้จากข้อมูลในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวบวกขึ้นมาถึงประมาณ 10% ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นมา 20% รวมถึงตลาดหุ้นเวียดนามก็ปรับตัวขึ้นมาด้วย

 

“แนวโน้มดอกเบี้ยปีนี้เข้าใกล้จุดสูงสุดแล้ว ทำให้ความกังวลที่เคยเกิดขึ้นในปีที่แล้วเริ่มหายไป ซึ่งดอกเบี้ยที่คาดว่ามีแนวโน้มลดลงจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ตลาดเกิดภาวะ Risk On”

 

นอกจากนี้ยังต้องติดตามประเด็นความเสี่ยงเรื่องปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ยังน่ากังวลและยังประเมินสถานการณ์ได้ยาก หลังจากปัญหาสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เดิมคาดว่าจะจบใน 3-4 เดือน แต่ปัจจุบันสถานการณ์ยืดเยื้อมานาน 12 เดือน และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง รวมทั้งยังต้องจับตาประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและไต้หวันด้วยว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงด้วยหรือไม่

 

พจน์กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปีนี้มีโอกาสขยับขึ้นไปที่ระดับ 1,750 จุด จากปัจจัยบวกที่แนวโน้มการยุติการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงมีประเด็นบวกภายในจากการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ อีกทั้งมีประเด็นบวกที่จีนเปิดประเทศ ทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาไทยเพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี บลจ.วรรณ ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่าในประเทศ เนื่องจากดัชนี SET Index ในปัจจุบันนั้นมีโอกาสขึ้นได้จำกัด จึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเกิน 5% ค่อนข้างยาก โดยระดับดัชนีปัจจุบันที่เข้าใกล้ 1,700 จุด เริ่มขยับเข้าใกล้ที่ระดับ 1,750 จุดแล้ว อีกทั้งหากการจัดเก็บภาษีขายหุ้น (Transaction Tax) ตามที่ประกาศไว้ไม่ได้เลื่อนออกไป ก็จะเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุน (Sentiment) เพิ่มเติมเข้ามาในตลาดหุ้นไทยด้วย

 

สำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศในปีนี้ประเมินว่ามีโอกาสที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับ 10% หลังจากตลาดหุ้นต่างประเทศหลายแห่งเริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี โดยภาพรวมจัดพอร์ตการลงทุนปีนี้แนะนำให้ลงทุนเน้นในหุ้นต่างประเทศ 50%, หุ้นไทย 10%, ตราสารหนี้ 20% และลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอีก 20%

 

ด้าน สุทธิโรจน์ สิทธิวัฒนานนท์ หัวหน้าฝ่ายจัดการลงทุนตลาดต่างประเทศ บลจ.วรรณ กล่าวว่า มองตลาดหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจในปีนี้คือตลาดหุ้นจีน เนื่องจากในปี 2565 ที่ผ่านมาปรับตัวลดลงไปถึง 30-40% ส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบาย Zero-COVID ที่กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน

 

ขณะที่ในปีนี้จีนเริ่มกลับมาเปิดประเทศเต็มรูปแบบซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เศรษฐกิจและการบริโภคของจีนกลับมาฟื้นตัวและเติบโตขึ้นได้ค่อนข้างดี โดยคาดว่า GDP ของจีนในปีนี้จะเติบโตประมาณ 5% ดีขึ้นจากปี 2565 ที่เติบโตขึ้นเพียง 3% เมื่อเปรียบกับปี 2564 ดังนั้นประเมินว่าตลาดหุ้นจีนในปีนี้จึงมีโอกาสที่จะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ในระดับที่ดี

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘วรรณ’ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้พีค เป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง มองปีนี้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทย ยกหุ้นจีนเด่นสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สยบข่าวลือ! อาคมยันไม่เลื่อนเก็บภาษีขายหุ้น ชี้ขั้นตอนตรวจร่าง พ.ร.ฎ. เสร็จเรียบร้อยแล้ว https://thestandard.co/arkhom-financial-transaction-tax/ Thu, 02 Feb 2023 08:54:42 +0000 https://thestandard.co/?p=745292

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปฏิเสธ […]

The post สยบข่าวลือ! อาคมยันไม่เลื่อนเก็บภาษีขายหุ้น ชี้ขั้นตอนตรวจร่าง พ.ร.ฎ. เสร็จเรียบร้อยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปฏิเสธข่าวลือชะลอเก็บภาษีขายหุ้น เผยกระบวนการตรวจร่างพระราชกฤษฎีกาเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอการประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการชะลอเก็บภาษีขายหุ้น จนทำให้เกิดการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มโบรกเกอร์ว่าไม่มีการเลื่อน ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอน ในกระบวนการ และการตรวจร่างพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว รอการประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ประกาศว่าคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการยกเลิกการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะเริ่มจัดเก็บภาษีขายหุ้น (Financial Transaction Tax) โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงอัตรา ดังนี้

 

  • ช่วงที่ 1 จัดเก็บในอัตรา 0.05% (หรือ 0.055% เมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่น) ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566
  • ช่วงที่ 2 จัดเก็บในอัตรา 0.1% (หรือ 0.11% เมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่น) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

โดยการแบ่งเป็น 2 ช่วงอัตราดังกล่าวทำไปเพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์ (Broker) ได้ปรับตัวและเตรียมการ รวมถึงหารือกับกรมสรรพากรเกี่ยวกับการจัดส่งรายได้เข้ารัฐ

 

เมื่อวานนี้ (1 กุมภาพันธ์) แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงการคลังเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนลำดับสุดท้าย โดยรอให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

The post สยบข่าวลือ! อาคมยันไม่เลื่อนเก็บภาษีขายหุ้น ชี้ขั้นตอนตรวจร่าง พ.ร.ฎ. เสร็จเรียบร้อยแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘คลัง’ สยบข่าวลือชะลอเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ยันไม่ถอนกฎหมาย อยู่ขั้นตอนสุดท้าย รอนายกฯ ตัดสินใจขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อนเตรียมประกาศใช้ https://thestandard.co/exchequer-fake-news-transaction-tax/ Wed, 01 Feb 2023 09:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=744811

กระทรวงการคลัง ชี้แจงข่าวลือชะลอเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ระบุ […]

The post ‘คลัง’ สยบข่าวลือชะลอเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ยันไม่ถอนกฎหมาย อยู่ขั้นตอนสุดท้าย รอนายกฯ ตัดสินใจขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อนเตรียมประกาศใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงการคลัง ชี้แจงข่าวลือชะลอเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ระบุ ทำร่างกฎหมายไปครบถ้วน ส่งกฤษฎีกาตรวจสอบรายละเอียดครบแล้ว รอนายกฯ ตัดสินใจขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อนเตรียมประกาศมีผลบังคับใช้

 

แหล่งข่าวระดับสูงกระทรวงการคลัง เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่มีกระแสข่าวลือว่ากระทรวงการคลังจะมีการชะลอการจัดเก็บภาษีขายหุ้น (Transaction Tax) นั้น ขอยืนยันว่าในส่วนของฝ่ายบริหารของกระทรวงการคลังได้ดำเนินการนำเสนอร่างกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวข้องครบถ้วน รวมถึงผ่านการตรวจร่างกฎหมายของสำนักงานกฤษฎีกาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการรอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

 

ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนลำดับสุดท้ายโดยรอให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

“ตอนนี้กฎหมายเก็บภาษีขายหุ้นอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว อยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรี จะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อไร ตอนนี้ท่านก็ยังไม่ได้แจ้งกลับมา หากถามว่าจะเดินหน้าต่อหรือหยุด ก็อยู่ที่การตัดสินใจของท่านนายกฯ เพราะทั้งกระทรวงการคลังกับกรมสรรพากร ไม่ได้มีเป้าหมายอื่นซึ่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายมา แต่ตอนนี้ขอยืนยันกระทรวงการคลังยังไม่ได้ถอนเรื่องนี้ออกมา”

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังคาดว่ากฎหมายเก็บภาษีขายหุ้น จะมีผลทยอยบังคับใช้เริ่มจัดเก็บภาษี Transaction Tax จริงได้ในช่วงกลางปี 2566 เป็นต้นไป 

 

โดยรายละเอียดการจัดเก็บภาษี Financial Transaction Tax (FTT) จะแบ่งเป็น 2 ช่วง ในอัตราดังนี้ 

 

  • ช่วงที่ 1 จัดเก็บในอัตรา 0.05% (หรือ 0.055% เมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่น) ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566
  • ช่วงที่ 2 จัดเก็บในอัตรา 0.1% (หรือ 0.11% เมื่อรวมกับภาษีท้องถิ่น) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป

 

ส่วน ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ไม่ทราบกระแสข่าวว่ากระทรวงการคลังจะมีการชะลอการเก็บภาษีขายหุ้น 

 

อย่างไรก็ดี หากมีการชะลอเก็บภาษีขายหุ้นก็เห็นด้วยอย่างแน่นอน โดยขณะนี้ยังมีโอกาสชะลอได้อยู่ เนื่องจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาคงได้ไม่คุ้มกับที่ต้องเสียไป

 

“ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ วอลุ่มทุกวันนี้ลดลงไปเหลือแค่ 4-5 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มย้ายไปลงทุนตลาดหุ้นอื่นแล้วเพราะน่าสนใจกว่าหุ้นไทย โดยเฉพาะประเทศจีนที่กลับมาเปิดประเทศ ทำให้มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นโลกเฉลี่ยปีที่แล้วลงไป 20% แต่หุ้นไทยปีที่แล้วขึ้นมาสวนที่อื่น ส่วนปีนี้ตลาดหุ้นโลกเริ่มปรับขึ้น แต่หุ้นไทยยังนิ่งอยู่ ยิ่งทำให้ Fund Flow มีโอกาสย้ายไปตลาดหุ้นอื่นๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งหากมีภาษีขายหุ้นเข้ามาอีกก็จะกดดันหุ้นไทยเพิ่ม”

 

ด้าน ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ยังไม่ทราบถึงข้อมูลกระแสข่าวลือว่ากระทรวงการคลังจะมีการชะลอการเก็บภาษีขายหุ้น 

 

ทั้งนี้ หลังจากมีกระแสข่าวว่ากระทรวงการคลังจะมีการชะลอการจัดเก็บภาษีขายหุ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น โดย ณ เวลา 15.51 น. เช่น บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ ASP อยู่ที่ 3.14 บาท เพิ่มขึ้น 1.95%, บล. เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ KGI ราคาอยู่ที่ 5.25 บาท เพิ่มขึ้น 3.96%, บล.ฟินันเซีย ไซรัส หรือ FSS ราคาอยู่ที่ 4.28 บาท เพิ่มขึ้น 29.70%, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) หรือ UOBKH ราคาอยู่ที่ 6.10 บาท เพิ่มขึ้น 12.96%

The post ‘คลัง’ สยบข่าวลือชะลอเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ยันไม่ถอนกฎหมาย อยู่ขั้นตอนสุดท้าย รอนายกฯ ตัดสินใจขึ้นทูลเกล้าฯ ก่อนเตรียมประกาศใช้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทยรับมือความท้าทายในอนาคต | Wealth Alert https://thestandard.co/wealth-alert-10-capital-market/ Fri, 23 Dec 2022 09:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=727882

วิเคราะห์ ‘ข้อดีและข้อเสีย’ จากการเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ หร […]

The post ชมคลิป: เปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทยรับมือความท้าทายในอนาคต | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์ ‘ข้อดีและข้อเสีย’ จากการเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ หรือ FTT หลังไทยประกาศเตรียมจัดเก็บภาษีกลางปี 2566 พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทยรับมือความท้าทายในอนาคต | Wealth Alert appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ตลาดทุน’ เดินหน้าค้านเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ชี้ทำลายโอกาสประเทศ ทำนักลงทุนต่างชาติเลิกลงทุนหุ้นไทย ธุรกิจไทยหนีไประดมทุนนอก https://thestandard.co/the-capital-market-objected-to-the-stock-sales-tax/ Fri, 23 Dec 2022 02:49:51 +0000 https://thestandard.co/?p=727745 ภาษีขายหุ้น

‘ตลาดทุน’ ค้านเก็บ Transaction Tax เสนอข้อเสียต่อเนื่อง […]

The post ‘ตลาดทุน’ เดินหน้าค้านเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ชี้ทำลายโอกาสประเทศ ทำนักลงทุนต่างชาติเลิกลงทุนหุ้นไทย ธุรกิจไทยหนีไประดมทุนนอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีขายหุ้น

‘ตลาดทุน’ ค้านเก็บ Transaction Tax เสนอข้อเสียต่อเนื่องทั้งรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลใหม่ที่จะมาทำงานปีหน้า ชี้นำนักลงทุนต่างชาติหนีแน่ ฉุดวอลุ่มตลาดหุ้นให้ถอยหลังไปเท่ากับ 20 ปีที่แล้ว เสี่ยงเหลือ 1 หมื่นล้านบาทต่อวัน กระทบต่อเนื่องธุรกิจระดมทุน IPO ยากขึ้น ฟาก TDRI แนะทางออกให้เก็บภาษีที่ดินฯ รายได้นิติบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพแทน คาดช่วยเพิ่มรายได้ภาษีอีก 2 แสนล้านบาท

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า ยังคงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับกรณีที่รัฐบาลจะมีการจัดภาษีจากธุรกรรมการขายหุ้น (Transaction Tax) โดยจะเริ่มทยอยจัดเก็บในปี 2566 และจัดเก็บแบบเต็มอัตราในปี 2567 อีกทั้งจะเดินหน้านำเสนอข้อมูลถึงผลกระทบที่จะเกิดต่อตลาดทุนและเศรษฐกิจ ทั้งต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน รวมถึงรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำงานที่จะมาจากการเลือกตั้งในปีหน้า ให้พิจารณาอีกครั้งถึงข้อเสียและผลกระทบที่จะตามมา


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


เนื่องจากการจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะมีผลกระทบอย่างมากต่อการแข่งขันของตลาดทุนไทยที่กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ปัจจุบันมีสัดส่วนในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 50% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ซึ่งหลังจากที่รัฐบาลประกาศว่าจะจัดเก็บภาษี Transaction Tax ได้มีการถามความเห็นสำรวจไปยังนักลงทุนต่างประเทศที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย พบว่ามีสัดส่วนสูงถึง 80-90% ของผู้ตอบว่าจะไม่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกต่อไป เพราะอัตราภาษีที่จัดเก็บที่ 0.11% ถือว่าส่งผลให้ต้นทุนซื้อขายเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 200% 

 

ดังนั้นประเมินว่าจะมีผลกระทบทำให้มูลค่าซื้อขายของตลาดไทยลดลงทันทีจากตัวเลขการซื้อขายเฉลี่ยในปี 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อวัน จึงทำให้สภาพคล่องที่เคยเป็นเสน่ห์หรือจุดเด่นเดียวของตลาดหุ้นที่เป็นตลาดหุ้นที่มีสภาพคล่องที่สูงสุดในตลาดหุ้นอาเซียนในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมาหายไปทันที

 

“การเก็บภาษี Transaction Tax เหมือนการทำให้ตลาดหุ้นต้องถอยหลังไปเหมือน 10-20 ปีที่แล้ว ที่มีวอลุ่มเทรดเพียง 1 หมื่นล้านบาทต่อวัน เพราะตอนนี้แค่ยังไม่มีการเก็บภาษีส่วนนี้ วอลุ่มตอนนี้ก็ลดลงไปเหลือแค่ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อวันแล้ว หากเก็บภาษีนี้อีกวอลุ่มมีความเสี่ยงที่จะหายไปได้อีกครึ่งหนึ่ง หรืออาจเหลือ 1 หมื่นล้านบาทต่อวัน และเมื่อสภาพคล่องหดไปแล้วเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้กลับมาเหมือนเดิม ดังนั้นรายได้ที่รัฐบาลคิดว่าจะเก็บได้จาก Transaction Tax ได้ 1.6 หมื่นล้านบาทต่อปี คงไม่ถึงแน่นอนเพราะเป็นการคำนวณบนวอลุ่มซื้อขายของปีที่แล้วที่ยังสูงอยู่ที่ราว 1 แสนล้านบาทต่อวัน”

 

ทั้งนี้ ด้วยสภาพคล่องที่หายไปดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อเนื่องให้การระดมทุนขนาดใหญ่ของภาคธุรกิจเอกชนทำได้ยากขึ้นผ่านการทำ IPO อย่างที่เคยทำได้มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เช่น บมจ.ปตท. หรือ PTT, บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR), กลุ่มเซ็นทรัล ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่จะเห็นธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยจะออกไประดมทุนในต่างประเทศแทน เพราะสามารถระดมทุนหรือขายหุ้น IPO ได้ในราคาที่สูงกว่า เนื่องจากเป็นตลาดหุ้นที่มีสภาพคล่องที่ดีกว่าตลาดหุ้นไทย อีกทั้งสูญเสียโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางตลาดเงินในอาเซียน

 

นอกจากนี้ เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรนำตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในช่วงของการพัฒนาไปทำการเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นฮ่องกงหรือฝรั่งเศสที่มีการจัดเก็บ Transaction Tax เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว แต่ควรเปรียบเทียบคู่แข่งในอาเซียนคือ ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ที่แม้ปัจจุบันเป็นตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว แต่ไม่ได้มีการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ เพราะต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันดึงดูดนักลงทุนให้มาลงทุนในตลาดต่อไป

 

ด้าน นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษี Transaction Tax โดยมองว่าหากรัฐบาลต้องการจัดเก็บรายได้จากภาษีเพิ่มเติม ควรพิจารณาเลือกวิธีการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นส่วนที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุดในไทย 

 

เนื่องจากปัจจุบันมีกลุ่มประชากรของไทยสัดส่วนเพียง 5% ที่ถือครองที่ดินสัดส่วนประมาณ 80% ของประเทศไทย และมีประชากรจำนวนอีก 20% ที่ถือครองที่ดินส่วนที่เหลืออีกสัดส่วน 20% ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะร่ำรวย ดังนั้นทำให้ประชากรส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ของประเทศอีก 75% ไม่มีที่ดินครอบครอง

 

ทั้งนี้ รัฐบาลควรมีมาตรการจัดเก็บภาษีส่วนนี้ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงยกเลิกมาตรการเงื่อนไขผ่อนปรนต่างๆ ที่ให้กับกลุ่มคนที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งหากทำได้รัฐบาลมีโอกาสจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ถึง 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปี อีกทั้งหากเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บได้ดีขึ้นอีก ก็มีโอกาสจัดเก็บภาษีในส่วนนี้ได้สูงถึงได้ระดับ 1 แสนล้านบาทต่อปี

 

นอกจากนี้ ควรเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงกลุ่มนิติบุคคลและบุคคลที่มีรายได้สูงที่อยู่นอกระบบที่พยายามหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบเสียภาษี เพราะปัจจุบันบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เสียภาษีอย่างถูกต้องมีเพียง 800 ราย ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จากจำนวนนิติบุคคลทั้งประเทศที่มีจำนวนมากถึง 2 ล้านราย อีกทั้งมีการตรวจสอบเข้าไปดึงกลุ่มบุคคลที่มีอาชีพใหม่แต่มีรายได้สูง เช่น อาชีพแม่ค้าออนไลน์ไลฟ์สดขายสินค้า หรืออาชีพอื่นๆ โดยประมาณว่ารัฐบาลจะมีรายได้จากภาษีในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี

 

อีกทั้งมีความเห็นว่าตลาดทุนไม่ได้เป็นตลาดของคนรวยเท่านั้น แต่เป็นช่องทางโอกาสการออมของคนรุ่นใหม่ เนื่องจากในปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ยากในการทำธุรกิจหรือการทำงาน โดยเฉพาะยุคปัจจุบันเทคโนโลยีที่จะเข้ามาใช้ทดแทนการใช้แรงงานคน โดยการลงทุนในตลาดทุนถือว่าเป็นโอกาสเดียวของคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยยกระดับฐานะให้ดีขึ้น หรือมีโอกาสในการออมเพื่อวางแผนเกษียณในอนาคต

 

ด้าน กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า FETCO จะยังคงเดินหน้าหารือและให้ข้อมูลถึงผลกระทบของ Transaction Tax ทั้งหน่วยงานภาครัฐที่มีความเกี่ยวข้อง รวมถึงให้ข้อมูลกับสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นประเด็นที่จะมีผลกระทบตามมามากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากเป็นการทำลายโอกาสของประเทศไทยในหลายเรื่อง ทั้งในส่วนของแหล่งการออม รวมถึงแหล่งการระดมทุนของธุรกิจ และมีผลกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศ

 

ขณะที่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแนวเน้นคุณค่า (VI) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการเก็บภาษี Transaction Tax แต่ถือเป็นความเสี่ยงประเมินได้ยากว่าจะมีผลกระทบมากถึงระดับใด แต่หากมีผลกระทบให้มูลค่าการซื้อขายโดยรวมหดตัวลง สุดท้ายจะทำให้ทั้งนักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนต่างชาติหนีไปลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศที่มีสภาพคล่องที่ดีกว่าแทน อีกทั้งจะมีผลกระทบต่อการระดมทุนผ่าน IPO จะทำได้ยากขึ้น และที่ผ่านมามาตรการจัดเก็บภาษีในตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับที่ต่ำ ถือว่าช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของตลาดหุ้นไทยให้ดีกว่าตลาดหุ้นที่เป็นคู่แข่งในภูมิภาค

 

ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาได้มีการส่งเสริมตลาดทุนในด้านต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และนำหน้าตลาดหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน โดยหากรัฐบาลสามารถเข้าใช้ตลาดทุนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือใช้ประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้มีโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศได้อีกมาก โดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เงินทุนของภาครัฐ

 

อีกทั้งเมื่อมองโอกาสในระยะยาว สามารถนำองค์กรรัฐวิสาหกิจต่างๆ เข้ามาใช้ ประโยชน์ระดมทุน และยังสามารถใช้เป็นแหล่งเงินทุนให้กับการพัฒนาโครงการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นช่องทางเพิ่มเติมจากที่ดำเนินกิจการในรูปแบบเดิมๆ ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็นไปได้ค่อนข้างช้า

The post ‘ตลาดทุน’ เดินหน้าค้านเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ชี้ทำลายโอกาสประเทศ ทำนักลงทุนต่างชาติเลิกลงทุนหุ้นไทย ธุรกิจไทยหนีไประดมทุนนอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘ภาษีขายหุ้น’ เสี่ยงลาม ต่างชาติทิ้งหุ้น เอกชนหนีระดมทุนนอก | Morning Wealth 23 ธ.ค. 2565 https://thestandard.co/morning-wealth-23122022/ Fri, 23 Dec 2022 01:18:24 +0000 https://thestandard.co/?p=727704 ภาษีขายหุ้น

ตลาดทุนเดินหน้าค้านเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ชี้เป็นการทำลายโอ […]

The post ชมคลิป: ‘ภาษีขายหุ้น’ เสี่ยงลาม ต่างชาติทิ้งหุ้น เอกชนหนีระดมทุนนอก | Morning Wealth 23 ธ.ค. 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีขายหุ้น

ตลาดทุนเดินหน้าค้านเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ชี้เป็นการทำลายโอกาสประเทศ ทำนักลงทุนต่างชาติเลิกลงทุนหุ้นไทย ธุรกิจไทยหนีไประดมทุนนอก รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ประเมินข้อดีและข้อเสียของการจัดเก็บภาษีขายหุ้นในมุมมองของนักลงทุนหุ้นคุณค่า พูดคุยกับ นิ้วโป้ง-อธิป กีรติพิชญ์ นักลงทุนหุ้นคุณค่า

 

จับตากระแส De-Dollarization หลังเงินดอลลาร์กลายเป็น ‘อาวุธนิวเคลียร์ทางการเงิน’ กูรูประเมินสถานการณ์นี้อย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘ภาษีขายหุ้น’ เสี่ยงลาม ต่างชาติทิ้งหุ้น เอกชนหนีระดมทุนนอก | Morning Wealth 23 ธ.ค. 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ ‘ข้อดี-ข้อเสีย’ การจัดเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย https://thestandard.co/financial-transaction-tax/ Thu, 22 Dec 2022 09:13:54 +0000 https://thestandard.co/?p=727469

THE STANDARD WEALTH ชวนวิเคราะห์ ‘ข้อดีและข้อเสีย’ จากก […]

The post วิเคราะห์ ‘ข้อดี-ข้อเสีย’ การจัดเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD WEALTH ชวนวิเคราะห์ ‘ข้อดีและข้อเสีย’ จากการเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ หรือ FTT หลังไทยประกาศเตรียมจัดเก็บภาษีนี้กลางปีหน้า พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ภาษีธุรกรรมทางการเงิน (Financial Transaction Tax) เป็นภาษีที่หลายประเทศมีการจัดเก็บ รวมทั้งฮ่องกง, สหราชอาณาจักร, เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งล้วนเป็นตลาดหุ้นหลักของโลก 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ประโยชน์หรือข้อดีของการใช้ภาษีนี้คือ ต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น อาจช่วยลดธุรกรรมเก็งกำไรระยะสั้นได้ ข้อดีอีกประการคือ FTT สามารถเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล หรือช่วยลดการขาดดุลได้ โดยเฉพาะในช่วงหลังการระบาดใหญ่ ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศได้กู้ยืมเงินมาเป็นจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะของหลายประเทศแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี

 

ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้แจงของกรมสรรพากรก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า การเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือ ‘ภาษีขายหุ้น’ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและลดความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้

 

ผลกระทบ FTT ต่อธุรกิจและเศรษฐกิจวงกว้าง 

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายยังตั้งข้อสังเกตว่าการนำ FTT มาใช้ก็มีข้อเสียเช่นกัน เนื่องจากภาษีดังกล่าวอาจทำให้สภาพคล่องในตลาดและความสามารถในการแข่งขันของตลาดหุ้นไทยลดลง รวมทั้งทำให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดทุนได้ยากขึ้น อีกทั้งมูลค่าตลาดที่ด้อยลงจากสภาพคล่องที่ลดลงดังกล่าว ยังส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ที่นักลงทุนระยะยาวถือครองอยู่ลดลงตามไปด้วย แม้ไม่ได้ทำธุรกรรมขายหุ้นใดเลยก็ตาม 

 

นอกจากนี้ FTT ยังสามารถส่งผลกระทบต่อการระดมทุนของภาคธุรกิจได้ เนื่องจากต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนต้องการซื้อและขายหลักทรัพย์น้อยลง ส่งผลให้อัตราส่วนราคาตลาดของหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ของบริษัทและตลาดลดลงได้ ซึ่ง P/E ที่ไม่น่าดึงดูดนี้ อาจลดแรงจูงใจในการนำบริษัทเข้าตลาด หรือหากนำเข้าจดทะเบียนก็จะระดมเงินทุนได้น้อยลง ดังนั้นธุรกิจต่างๆ จะขาดแหล่งเงินทุนที่จำเป็นต่อการเติบโต ซึ่งท้ายสุดจะส่งผลเสียต่อการขยายตัวและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

เสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนร่วมในตลาด

ไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการเก็บ FTT เพราะในระยะยาวจะเป็นผลเสียกับตลาดหุ้นไทย เนื่องจากเป็นการลดความสามารถในการแข่งขันของตลาดหุ้นไทยลง พร้อมทั้งชี้ว่าจากข้อมูลที่เคยคำนวณก่อนหน้านี้ ในกรณีที่มีการจัดเก็บ FTT จะมีผลกระทบให้มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรวมในตลาดหุ้นเสี่ยงจะลดลง 30-40% เหลือเฉลี่ยราว 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากฐานตัวเลขเฉลี่ยตอนนั้นอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 8 หมื่นล้านบาทต่อวัน

 

ขณะที่ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ FETCO ยืนยันว่าช่วงนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมสำหรับการเก็บภาษีขายหุ้น หลังจากสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือน้อยกว่าครึ่งของมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ ปัจจุบันตลาดยังผันผวนปั่นป่วนอย่างยิ่ง หุ้น พันธบัตร ทองคำ ค่าเงิน สินทรัพย์ใหม่ และจะผันผวนไปอีกระยะ ทั้งยังมีวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นรออยู่ข้างหน้า 

 

ทางด้าน ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ว่า การเก็บภาษีขายหุ้นในจังหวะเวลานี้ยิ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้สภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยยิ่งหายไปอีก เพราะปัจจุบันแม้จะยังไม่มีการเก็บภาษีขายหุ้น แต่มูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยกำลังเป็นขาลงอย่างหนักอยู่แล้ว จากปี 2564 ที่เคยสูงถึงระดับ 9.4 หมื่นล้านบาทต่อวัน 

 

ถึงเวลา ‘ตลาดทุนไทย’ ต้องพัฒนา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศ

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมกับ Mckinsey & Company (Thailand) Co.,Ltd. บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก จัดทำรายงานสมุดปกขาว Improving Thailand’s Capital Market Competitiveness and Efficiency ศึกษาถึงโอกาสและข้อจำกัดของโครงสร้างตลาดทุนไทยด้านความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพ เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

 

โดยการศึกษาพบว่า ตลาดทุนไทยยังเป็นกลไกหลักที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืน และในภาพรวมตลาดทุนไทยยังมีศักยภาพในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน อีกทั้งเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรม และเป็นแหล่งความรู้ด้านการออมการลงทุน

 

พร้อมทั้งสร้างประโยชน์แก่ประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ประชาชนที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมีการออมสำหรับวัยเกษียณ จนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ Start-ups และธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs)

 

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการทำธุรกิจในตลาดทุนบางประเภท เช่น ต้นทุนการซื้อขายหุ้นในตลาดรอง (ที่มีต้นทุนปัจจุบันสูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน ซึ่งคำนวณโดยไม่ได้รวมภาษีขายหุ้นที่อาจนำมาใช้) หรือกองทุนรวม ยังมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน ทำให้ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวเพื่อให้แข่งขันได้ด้วยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เปิด ‘10 แนวทาง’ พัฒนาตลาดทุนไทยรับมือความท้าทายในอนาคต

นอกจากนี้ รายงานยังจัดทำ 10 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทยให้ยั่งยืนในอนาคต ดังนี้

 

  1. ส่งเสริมการจัดหาเงินทุนที่ยั่งยืนเพื่อช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emissions): โดยการผลักดันนวัตกรรมการเงินสีเขียว (Green Finance) ในตลาดทุนไทย

 

  1. พัฒนากองทุนบำเหน็จบำนาญเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ: โดยการสนับสนุนการพัฒนาของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ

 

  1. ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs / Start-ups): ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน การให้คำปรึกษา การสร้างแพลตฟอร์ม และการทำข้อตกลงในการระดมทุน

 

  1. ขยายสินทรัพย์ดิจิทัล: ควรสำรวจการใช้งานที่หลากหลาย และสร้างความมั่นใจในการบริหารความเสี่ยง

 

  1. ปรับปรุงความรู้ทางการเงิน: ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โครงการลงทุนรูปแบบใหม่ และการส่งเสริมการรับรู้เรื่องการลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย

 

  1. ส่งเสริมการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อย: ลดความซับซ้อนของการเข้าสู่การลงทุน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายย่อยในตลาดทุนไทย

 

  1. ดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ: สร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างมากขึ้นให้ทัดเทียมกับประเทศผู้นำระดับภูมิภาค และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับภาคเศรษฐกิจใหม่

 

  1. พัฒนาผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ: สร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ลงทุนสถาบันในประเทศโดยการกระจายการลงทุนไปสู่ทรัพย์สินที่มีความหลากหลายมากขึ้น

 

  1. ปลดล็อกการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics): โดยการลงทุนในการสร้างมาตรฐานข้อมูล และการรวบรวบแหล่งข้อมูลเพื่อการลงทุน

 

  1. ดึงดูดและบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent): โดยการดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะตามความต้องการเข้าสู่ตลาดทุนไทย และการยกระดับบุคลากรในตลาดทุนไทยปัจจุบันให้มีทักษะตามที่คาดหวัง

 

การพัฒนาตลาดทุนไทยตามแนวทางดังกล่าว พร้อมกับการรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน นับเป็นข้อเสนอแนะจากการศึกษา เพื่อให้ตลาดทุนไทยสามารถต่อยอดจากความสำเร็จในอดีต และสร้างตลาดทุนไทยที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งการที่จะทำให้เกิดตลาดทุนแห่งอนาคตของประเทศไทยได้จริง จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง

 

อ้างอิง:

The post วิเคราะห์ ‘ข้อดี-ข้อเสีย’ การจัดเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ พร้อมเปิด 10 แนวทางพัฒนาตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเซีย พลัส เปิดสถิติหุ้นไทย มักให้ ‘ผลตอบแทนลดลง’ เมื่อมูลค่าเทรดลดลง ด้าน ตลท. ชี้ผลกระทบจากภาษีขายหุ้นยังไม่เกิดขึ้นตอนนี้ https://thestandard.co/asia-plus-securities-share-low-return/ Thu, 08 Dec 2022 12:20:16 +0000 https://thestandard.co/?p=721468 เอเซีย พลัส

ประเด็นเกี่ยวกับภาษีการขายหุ้น หรือ Financial Transacti […]

The post เอเซีย พลัส เปิดสถิติหุ้นไทย มักให้ ‘ผลตอบแทนลดลง’ เมื่อมูลค่าเทรดลดลง ด้าน ตลท. ชี้ผลกระทบจากภาษีขายหุ้นยังไม่เกิดขึ้นตอนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอเซีย พลัส

ประเด็นเกี่ยวกับภาษีการขายหุ้น หรือ Financial Transaction Tax (FTT) ที่รัฐบาลมีแผนจะเรียกเก็บตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2566 ทำให้เกิดความกังวลว่าจะกระทบต่อปริมาณและมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

 

บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า หากรัฐเก็บภาษีขายหุ้นในปี 2565 จะทำให้ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบ 5 ด้าน ได้แก่ 

  1. ภาระค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นสูงขึ้นถึง 64% ของค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันธุรกิจโบรกเกอร์มีค่าธรรมเนียมเฉลี่ย 0.086% หากมีการเก็บภาษีขายหุ้น 0.11% (ซึ่งเป็นอัตราการเรียกเก็บภาษีที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2534 แต่ก่อนค่าธรรมเนียมสูงกว่าปัจจุบันมาก) จะทำให้นักลงทุนมีภาระค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นถึง 64%
  2. ช่วงระยะเวลาในการขึ้นภาษีเป็นช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ตามกลไกช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นกดดันระดับ P/E ในการซื้อขายจะถูกลดทอนอยู่แล้ว หากขึ้นภาษีตอกย้ำให้สภาพคล่องในระบบลดลงอีก
  3. ช่วงระยะเวลาในการเก็บภาษีปีหน้าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงภาวะถดถอย (Recession) หากมีการขึ้นภาษีเวลานี้ ทำให้เสน่ห์ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจน้อยลงไป
  4. นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้รับภาระค่าธรรมเนียมสูงกว่านักลงทุนในประเทศ เนื่องจาก ต่างชาติซื้อขายหุ้นไทย 8.40 ล้านล้านบาทในปีนี้ แต่มีสัดส่วนการถือครองหุ้นไทย รวมทั้งส่วนของ NVDR เพียง 28.2% คิดเป็นมูลค่าตลาด 5.58 ล้านล้านบาท แสดงว่ามีอัตราหมุนเวียนในการซื้อขายสูงถึง 150% ต่างกับนักลงทุนไทยทั้งหมดซื้อขายหุ้นไทยต่อปีสูงกว่าต่างชาติเล็กน้อย 9.12 ล้านล้านบาท แต่มีสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยสูงถึง 71.8% หรือ 14.2 ล้านล้านบาท
  5. สถิติในปี 2554-2565 (12 ปี) ชี้ให้เห็นว่าผลตอบแทนเฉลี่ยตลาดหุ้นไทยมักไม่ดีในช่วงที่สภาพคล่องซื้อขายต่ำ สะท้อนได้จากข้อมูล Histogram Turnover ของ SET เทียบกับผลตอบแทนเฉลี่ยรายวัน พบว่า เวลาที่มูลค่าซื้อขายสูงกว่า +1SD ตลาดหุ้นมีโอกาสให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 18.3% แต่ถ้ามูลค่าซื้อขายอยู่ในระดับปกติ (ช่วง -1SD ถึง +1SD) ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีจะลดหลั่นลงมาเหลือ 5.6% ต่อปี แต่เวลาที่มูลค่าซื้อขายต่ำกว่า -1SD (Turnover 59.7% ต่อปี) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -2.9% 

 

ด้าน ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เรื่องของ Transaction Tax คงต้องรอดูความชัดเจนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอีกครั้งว่า ท้ายที่สุดจะเริ่มเก็บเมื่อใด และในอัตราเท่าใด

 

“ผมไม่คิดว่าเรื่อง Transaction Tax จะเป็นประเด็นในช่วงนี้ การลดลงของมูลค่าการซื้อขายไม่คิดว่าเป็นผลจากเรื่องภาษี เพราะยังไม่ได้เริ่มเก็บ ตอนนี้ Sentiment ทั้งในและต่างประเทศยังไม่ได้กลับมาปกติ และยังเป็นช่วงที่ใกล้จะถึงวันหยุดยาว” 

 

ภากรกล่าวต่อว่า สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอความเห็นต่อภาครัฐเกี่ยวกับกรณีการเก็บภาษีขายหุ้น แบ่งเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ 

  1. อัตราการเก็บภาษีต้องเป็นอัตราที่เหมาะสมกับสถานการณ์ 
  2. การจัดเก็บต้องไม่ก่อให้เกิดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน
  3. มีระยะเวลาให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวในส่วนของระบบในการดำเนินเรื่องดังกล่าว เพื่อให้การจัดเก็บภาษีและส่งให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่ต่ำที่สุด 

 

สำหรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อหุ้นไทยในปีหน้าคงต้องประเมินอีกครั้ง เพราะภาษีขายหุ้นเป็นแค่หนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่มีผลต่อตลาดหุ้น แต่หากในปีหน้าสภาพเศรษฐกิจฟื้นตัว ดอกเบี้ยเริ่มลดลงจากการที่เงินเฟ้อที่ผ่านจุดสูงสุดแล้ว ทำให้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมีมากขึ้น จะช่วยให้ผลกระทบจากเรื่องภาษีลดลง


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post เอเซีย พลัส เปิดสถิติหุ้นไทย มักให้ ‘ผลตอบแทนลดลง’ เมื่อมูลค่าเทรดลดลง ด้าน ตลท. ชี้ผลกระทบจากภาษีขายหุ้นยังไม่เกิดขึ้นตอนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คลังยันเดินหน้าเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ แม้ FETCO จ่อยื่นหนังสือคัดค้าน ชี้ประเทศอื่นๆ ก็เก็บภาษีดังกล่าว https://thestandard.co/mof-fetco-transaction-tax/ Wed, 07 Dec 2022 08:47:20 +0000 https://thestandard.co/?p=720880

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยืนยันเดินหน้าเก็บ ‘ภาษีขาย […]

The post รมว.คลังยันเดินหน้าเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ แม้ FETCO จ่อยื่นหนังสือคัดค้าน ชี้ประเทศอื่นๆ ก็เก็บภาษีดังกล่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยืนยันเดินหน้าเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ ต่อไป แม้สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เตรียมยื่นหนังสือคัดค้าน ชี้ประเทศอื่นๆ ก็เก็บภาษีดังกล่าว เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยปีหน้าโตสวนทางโลก

 

วันนี้ (7 ธันวาคม) อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เตรียมยื่นหนังสือคัดค้านการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ‘ภาษีขายหุ้น’ โดยกล่าวว่า ตนยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว

 

ส่วนกรณีที่นักลงทุนรายย่อยเตรียมประท้วงการเก็บภาษีดังกล่าวด้วยการหยุดเทรด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า เราไม่สามารถห้ามได้ แต่เราได้ชี้แจงรายละเอียดและผลกระทบไปหมดแล้ว นอกจากนี้หลายประเทศก็มีการเก็บภาษีดังกล่าวเช่นกัน และไทยเราก็ไม่ได้เก็บเกินหลายประเทศ

 

นอกจากนี้ในงาน Bangkok Post Year-End Forum 2022 “Thailand Insights 2023: Unlocking the Future” อาคมยังกล่าวปาฐกถาพิเศษโดยระบุว่า กระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 น่าจะโต 3-4% สอดคล้องกับคาดการณ์ของสำนักต่างๆ รวมไปถึงธนาคารกลางโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในปีนี้ และต่อเนื่องในปีหน้า ต่างจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวในปีหน้า

 

ด้านฐานะการคลังของประเทศไทยก็ยังแข็งแกร่ง เห็นได้จากการที่บริษัทจัดอันดับเครดิตชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Fitch Ratings และ S&P คงอันดับเครดิตประเทศไทย เนื่องจากระดับหนี้ต่างประเทศที่ต่ำ

 

รัฐมนตรีกระทรวงการคลังยังกล่าวอีกว่า การบริหารเศรษฐกิจมหภาคต้องดูภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้นโยบายการคลังและการเงินต้องทำงานประสานงานกัน โดยในช่วงที่เกิดการระบาด มาตรการการเงินต้องผ่อนคลายค่อนข้างเยอะ เพื่อช่วยเหลือประชาชนกับธุรกิจ แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว นโยบายต่างๆ ก็ต้องเริ่มกลับสู่ระดับปกติ (Policy Normalization) โดยในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ระดับของการใช้จ่ายเงินก็ต้องลดน้อยลงไป

 

เนื่องจากเศรษฐกิจโลกเสี่ยงที่จะประสบกับภาวะถดถอยมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบ อาคมระบุว่า ต้องดูข้อมูลส่งออกของเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมก่อน แต่รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่ามกลางการชะลอตัวของประเทศมหาอำนาจและประเทศที่เป็นกำลังซื้อหลัก นอกจากนี้อาคมกล่าวอีกว่า ยังต้องไปดูรายการสินค้าต่อสินค้า โดยหมวดสินค้าที่ยังได้เปรียบคือหมวดอาหาร ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทุกประเทศ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

The post รมว.คลังยันเดินหน้าเก็บ ‘ภาษีขายหุ้น’ แม้ FETCO จ่อยื่นหนังสือคัดค้าน ชี้ประเทศอื่นๆ ก็เก็บภาษีดังกล่าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ภาษีขายหุ้นเอฟเฟ็กต์! สมรภูมิหุ้นไทยอาจเปลี่ยนไป เมื่อเทรดเดอร์ต้องปรับตัว | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-06122022-3/ Tue, 06 Dec 2022 06:40:34 +0000 https://thestandard.co/?p=720222

‘การจัดเก็บภาษีขายหุ้น’ หากมีผลบังคับใช้ นอกจากจะกระทบม […]

The post ชมคลิป: ภาษีขายหุ้นเอฟเฟ็กต์! สมรภูมิหุ้นไทยอาจเปลี่ยนไป เมื่อเทรดเดอร์ต้องปรับตัว | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ‘การจัดเก็บภาษีขายหุ้น’ หากมีผลบังคับใช้ นอกจากจะกระทบมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นแล้ว ยังส่งผลต่อต้นทุนของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มเทรดเดอร์ ภาพตลาดจะเปลี่ยนไปหรือไม่ นักลงทุนต้องปรับตัวอย่างไร ติดตามการวิเคราะห์ได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ภาษีขายหุ้นเอฟเฟ็กต์! สมรภูมิหุ้นไทยอาจเปลี่ยนไป เมื่อเทรดเดอร์ต้องปรับตัว | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘ภาษีขายหุ้น’ เก็บเต็มอัตราปี 67 ทำต่างชาติหนี? | Morning Wealth 6 ธ.ค. 2565 https://thestandard.co/morning-wealth-06122022/ Tue, 06 Dec 2022 01:26:39 +0000 https://thestandard.co/?p=720072

เกาะติดประเด็นร้อน ภาษีขายหุ้นเอฟเฟกต์! จะทำให้ตลาดหุ้น […]

The post ชมคลิป: ‘ภาษีขายหุ้น’ เก็บเต็มอัตราปี 67 ทำต่างชาติหนี? | Morning Wealth 6 ธ.ค. 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • เกาะติดประเด็นร้อน ภาษีขายหุ้นเอฟเฟกต์! จะทำให้ตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนไปแค่ไหน เมื่อเทรดเดอร์แต่ละกลุ่มต้องปรับตัว
  • จับชีพจรตลาดแรงงานสหรัฐฯ และทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ 2023 พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘ภาษีขายหุ้น’ เก็บเต็มอัตราปี 67 ทำต่างชาติหนี? | Morning Wealth 6 ธ.ค. 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>