ภาวะโลกร้อน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาวะโลกร้อน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 02 Jul 2026 09:15:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โดมความร้อนคืออะไร เกี่ยวอะไรกับวิกฤตโลกร้อน https://thestandard.co/heat-dome-global-warming/ Thu, 02 Jul 2026 09:14:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1226008 ภาพประกอบแสดงปรากฏการณ์โดมความร้อนที่กักเก็บความร้อนไว้เหนือพื้นดิน

หลายพื้นที่ทั่วโลกขณะนี้กำลังประสบกับวิกฤตคลื่นความร้อน […]

The post โดมความร้อนคืออะไร เกี่ยวอะไรกับวิกฤตโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงปรากฏการณ์โดมความร้อนที่กักเก็บความร้อนไว้เหนือพื้นดิน

หลายพื้นที่ทั่วโลกขณะนี้กำลังประสบกับวิกฤตคลื่นความร้อนรุนแรง โดยเฉพาะในแถบยุโรปและอเมริกา ซึ่งวิกฤตดังกล่าวเกี่ยวพันกับปรากฏการณ์ ‘โดมความร้อน’ (Heat Dome) ที่มีส่วนทำให้สภาพอากาศยิ่งร้อนจัดและมีอุณหภูมิสูงยิ่งขึ้น

 

 
 

โดมความร้อน คืออะไร เกี่ยวอะไรกับภาวะโลกร้อน

 

‘โดมความร้อน’ (Heat Dome) คือ ระบบความกดอากาศสูงที่ลอยตัวอยู่เหนือพื้นที่หนึ่งๆ และทำหน้าที่ เสมือนฝาปิดที่กักเก็บความร้อนและความชื้นเอาไว้ใกล้กับพื้นดิน

 

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อมวลอากาศอุ่นไหลขึ้นไปทางทิศเหนือ ทำให้ความกดอากาศเพิ่มสูงขึ้นและกดทับอากาศให้จมตัวลง เมื่ออากาศจมตัวลงก็จะถูกบีบอัดและมีอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก

 

นอกจากนี้ ความร้อนยังทำให้มวลอากาศขยายตัวและดันให้ชั้นบรรยากาศโป่งพองขึ้นด้านบน ระบบความกดอากาศสูงลักษณะนี้จะ ‘สกัดกั้น’ ไม่ให้อากาศเย็นหรือพายุพัดเข้ามาได้ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่มีเมฆและลมสงบ แสงแดดจึงส่องกระทบพื้นดินได้โดยตรง ทำให้เกิด ‘วงจรสะท้อนกลับของความร้อน’ (Heat Feedback Loop) ที่ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงอย่างต่อเนื่องหลายวัน

 

ภาวะโลกร้อนส่งผลโดยตรงต่อปรากฏการณ์นี้ ทำให้ โดมความร้อนมีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์มีมติเห็นพ้องต้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือวิกฤตโลกร้อนนั้น เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ที่เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล และการตัดไม้ทำลายป่ามาอย่างยาวนาน ซึ่งทำให้ก๊าซที่กักเก็บความร้อนในชั้นบรรยากาศมีความเข้มข้นสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้คลื่นความร้อนที่เกิดจากโดมความร้อนมี ความรุนแรงยิ่งขึ้น กินเวลายาวนานขึ้น และเกิดขึ้นถี่กว่าเดิม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คาดการณ์ไว้แล้วว่า จะต้องเกิดขึ้นในโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น

 

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอแม้จะยังไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้งในช่วงที่ร้อนจัด สวมเสื้อผ้าโปร่งสบาย และพยายามอยู่ในที่ร่มหรือห้องแอร์ สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ‘ความร้อนสะสมในช่วงกลางคืน’ เนื่องจากอุณหภูมิที่ไม่ลดลงมากนักจะทำให้ร่างกายไม่มีเวลาฟื้นตัวและระบายความร้อน หากพบว่ามีอาการร้อนแต่ไม่มีเหงื่อออก หรือวิงเวียนศีรษะ ควรรีบหาที่พักและดื่มน้ำ หรือพบแพทย์ทันที

 

‘โดมความร้อน’ กับ ‘โอเมก้าบล็อก’ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

 

อีกหนึ่งคำศัพท์เฉพาะที่อาจจะพบเห็นได้บ่อยในช่วงนี้คือคำว่า ‘โอเมก้าบล็อก’ (Omega Block) ซึ่งเป็นชื่อเรียกของ ‘รูปแบบกระแสลม’ ที่มีรูปร่างคล้ายตัวอักษรกรีก ‘โอเมก้า’ (Ω) โดยเกิดจากการที่กระแสลมกรด (Jet Stream) ที่ปกติจะพัดจากตะวันตกไปตะวันออกเกิดการปั่นป่วนและโค้งงออย่างรุนแรงไปทางเหนือและใต้ ส่งผลให้มี ‘หย่อมความกดอากาศสูงที่อบอุ่นถูกขนาบข้างด้วยหย่อมความกดอากาศต่ำที่เย็นกว่าสองลูก’

 

ส่วนกรณีของ ‘โดมความร้อน’ จะเน้นอธิบายถึง ‘ผลลัพธ์ในแนวดิ่ง’ ของหย่อมความกดอากาศสูงที่ทำหน้าที่เป็นฝาครอบกักความร้อนและกดทับอากาศลงสู่พื้นดิน กล่าวคือ แทนที่ความร้อนจากพื้นดินจะลอยระบายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้านบนได้ตามปกติ โดมความร้อนกลับตีวงล้อมและ ‘กดทับอากาศร้อนให้จมลงมาอัดแน่นอยู่ที่พื้นดิน’ พร้อมกับปัดเป่าเมฆออกไปให้หมดเพื่อให้แสงแดดส่องลงมาเติมความร้อนได้โดยตรง ส่งผลให้เกิด ‘วงจรสะท้อนกลับของความร้อน’ ที่ทำให้อุณหภูมิที่พื้นผิวดินพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อเกิดปรากฏการณ์โอเมก้าบล็อก กระแสลมที่อ่อนกำลังลงจะทำให้ระบบความกดอากาศ ‘ติดขัดและหยุดนิ่ง’ อยู่กับที่ ซึ่งบริเวณตรงกลางของโอเมก้าบล็อกที่เป็นหย่อมความกดอากาศสูงนั้น จะสร้างสภาวะที่ทำให้เกิด ‘โดมความร้อน’ ขึ้น โดยมักจะกดทับอากาศ ไม่ให้เกิดเมฆ และอบพื้นที่นั้นให้ร้อนระอุเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ในขณะที่พื้นที่ขนาบข้าง (หย่อมความกดอากาศต่ำ) จะมีอากาศเย็นและฝนตกแทน

 

โดยทั้งสองเป็นปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยา ที่เสมือนกำลังส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึง ‘วิกฤตโลกร้อน’ ที่กำลังทวีความรุนแรง และกลายเป็นความท้าทายระดับโลกที่มนุษยชาติจะต้องรับมือและลดความเสี่ยงต่างๆ ที่ตามมาร่วมกัน

 

แฟ้มภาพ: Chandet / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post โดมความร้อนคืออะไร เกี่ยวอะไรกับวิกฤตโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตคลื่นความร้อน: สภาพอากาศสุดขั้วสู่ความปกติใหม่ของโลก https://thestandard.co/global-heatwave-new-normal/ Fri, 12 Jun 2026 08:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1217688 ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ

ขณะนี้คลื่นความร้อนกำลังแผ่ปกคลุมหลายประเทศทั่วโลก โดยเ […]

The post วิกฤตคลื่นความร้อน: สภาพอากาศสุดขั้วสู่ความปกติใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ

ขณะนี้คลื่นความร้อนกำลังแผ่ปกคลุมหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในแถบยุโรปและเอเชีย ซึ่งในปีนี้คลื่นความร้อนมาเร็วและรุนแรงกว่าปกติมาก ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดูภาพข่าว ▼ 

สภาพอากาศที่รุนแรงส่งผลให้ประเทศสเปนมีผู้เสียชีวิตจากความร้อนถึง 101 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดสำหรับเดือนพฤษภาคมนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บสถิติมา นอกจากนี้ในฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนต่างพยายามลงน้ำในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยเพื่อคลายร้อน

 

ข้อมูลสถิติระบุว่า เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถูกบันทึกว่าเป็นเดือนพฤษภาคมที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยอุณหภูมิอากาศพื้นผิวเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 15.81 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงปี 1991-2020 ถึง 0.55 องศาเซลเซียส

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรปชี้ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับแนวโน้มระยะยาวที่คลื่นความร้อนจะเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และมาเร็วขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็น ‘ความปกติใหม่’ (The New Normal) ของโลก

 

นอกจากนี้ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนยังสูงขึ้นผิดปกติ เป็น ‘สัญญาณเตือน’ ของการเข้าสู่ช่วง ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งจะยิ่งทำให้สภาพอากาศทั่วโลกทวีความรุนแรงและสุดขั้วมากยิ่งขึ้น

 

 

ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 1ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 2ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 3ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 4ภาพผู้คนกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงในหลายประเทศ 5

 

อ้างอิง:

 

The post วิกฤตคลื่นความร้อน: สภาพอากาศสุดขั้วสู่ความปกติใหม่ของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วราวุธ’ เร่งพลิกอุตฯ ‘น้ำตาลสีเขียว’ แข่งตลาดโลก ชง BOI อัดสิทธิประโยชน์ลงทุน หลังอ้อยเผาเหลือ 3.8% ต่ำสุดประวัติการณ์ https://thestandard.co/varawut-green-sugar-investment/ Mon, 18 May 2026 13:02:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1208620 ภาพนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังกล่าวถึงความสำเร็จในการลดอ้อยเผาและผลักดันน้ำตาลสีเขียว

‘วราวุธ’ ประกาศชัย ’อ้อยไทยไร้เผา’ เหลืออ้อยเผาเพียง 3. […]

The post ‘วราวุธ’ เร่งพลิกอุตฯ ‘น้ำตาลสีเขียว’ แข่งตลาดโลก ชง BOI อัดสิทธิประโยชน์ลงทุน หลังอ้อยเผาเหลือ 3.8% ต่ำสุดประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กำลังกล่าวถึงความสำเร็จในการลดอ้อยเผาและผลักดันน้ำตาลสีเขียว

‘วราวุธ’ ประกาศชัย ’อ้อยไทยไร้เผา’ เหลืออ้อยเผาเพียง 3.8% ต่ำสุดประวัติการณ์ 
ลั่นเป้าหมายปีหน้าลดต่ำกว่า 3% มุ่ง Zero Burn เต็มรูปแบบ ชง BOI เพิ่มสิทธิประโยชน์ ดัน ‘น้ำตาลสีเขียว แข่งตลาดโลก

 

วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงความสำเร็จครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย ภายใต้แนวคิด ‘อ้อยไทย ไร้ฝุ่น…หนุนน้ำตาลไทยสีเขียว’ โดยประกาศว่า ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ไทยสามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาเหลือเพียง 3.80% ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ จากอดีตที่เคยมีอ้อยเผาสูงถึง 60-70% ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไทยในการต่อสู้กับปัญหาฝุ่น PM 2.5 และภาวะโลกร้อน

 

“นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือหลักฐานว่า ไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้จริง ด้วย 3 ประสาน ทั้งภาครัฐ โรงงานน้ำตาล 58 แห่ง และเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศกว่า 1.5 ล้านคน ร่วมกันเปลี่ยนผ่านจากการเผาอ้อย ไปสู่ระบบอ้อยสดคุณภาพ”

 

ความร่วมมือครั้งนี้ ทำให้การลดอ้อยเผาลงอย่างก้าวกระโดด ไม่เพียงช่วยลดฝุ่นพิษ PM 2.5 และก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเพิ่มคุณภาพอ้อยและประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาล โดยค่าผลิตน้ำตาลเฉลี่ยต่อตันอ้อยเพิ่มขึ้นจาก 109.51 กิโลกรัม เป็น 113.55 กิโลกรัม สะท้อนว่าอ้อยสดให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจดีกว่าอ้อยเผาอย่างชัดเจน

 

วราวุธ กล่าวอีกว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจึงประกาศเป้าหมายใหม่ในฤดูการผลิตถัดไป คือ ลดสัดส่วนอ้อยเผาให้ต่ำกว่า 3% และมุ่งสู่ Zero Burn หรืออ้อยเผาศูนย์เปอร์เซ็นต์

 

พร้อมเดินหน้าสร้าง ‘Green Value Chain’ เชื่อมโยงอ้อยสีเขียว สู่น้ำตาลสีเขียว อุตสาหกรรมชีวภาพ พลังงานชีวมวล และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียวเต็มรูปแบบ

 

ชง BOI เพิ่มสิทธิประโยชน์ หนุนน้ำตาลไทยแข่งตลาดโลก

 

นอกจากนี้ เตรียมผลักดันมาตรการสนับสนุนเกษตรกรและโรงงานน้ำตาล ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เครื่องจักรกลการเกษตร สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกลไกซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ใหม่จากการไม่เผาและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของน้ำตาลไทยในตลาดโลก

 

“น้ำตาลไทยจากนี้ ไม่ได้ขายแค่ความหวาน แต่ขายความรับผิดชอบต่อโลก ดังนั้น เราต้องผลักดันให้น้ำตาลไทยได้รับการยอมรับในฐานะน้ำตาลสีเขียวที่ผลิตจากอ้อยสด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์มาตรฐานการค้าระดับสากล”

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล และความสำเร็จในการลดอ้อยเผาครั้งนี้ จะอาจกลายเป็นต้นแบบให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอื่นของไทย เดินหน้าสู่โมเดลเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

 

ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากมาตรการเชิงรุกหลายด้าน ทั้งการกำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยสดตั้งแต่เปิดหีบ การจำกัดปริมาณอ้อยเผาเข้าหีบรายวัน การหยุดรับอ้อยเผาในช่วงปีใหม่ การสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรเปลี่ยนผ่านสู่ระบบตัดอ้อยสด

 

การเปลี่ยนผ่านจากยุคอ้อยเผากว่า 60% สู่การมีอ้อยสดมากกว่า 96% ภายในเวลาไม่กี่ปีซึ่งช่วยลดฝุ่นควัน

 

ใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กล่าวว่า สอน. วางแผนจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาบริหารจัดการทั้งระบบ และมีโมเดลธุรกิจใหม่หลายด้าน ทั้งการพัฒนาระบบติดตามร่องรอยการเผาไหม้ด้วยเทคโนโลยีอวกาศและ AI การพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘Sugarcane Smart i-Map’ การบริหารจัดการเครื่องจักรกลเพื่อลดคาร์บอนและ PM 2.5 รวมถึงการป้องกันการลักลอบเผาอ้อยเชิงพื้นที่

 

นอกจากนี้ ยังเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ผ่านโมเดลธุรกิจใหม่ เช่น การผลิต wood pellet และถ่านกัมมันต์จากใบและยอดอ้อย การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง การพัฒนา Biomass Powder เครื่องบดย่อยใบอ้อยสำหรับเกษตรกรรายเล็ก เครื่องผลิตบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ และการผลิตไบโอชาร์

 

“เป้าหมายต่อไปไม่ใช่แค่ลดการเผา แต่คือการเปลี่ยนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยให้เป็นต้นแบบของโลกในฐานะ ‘Green Sugar’ ที่สร้างทั้งรายได้ พลังงานสะอาด และอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนไทย”

The post ‘วราวุธ’ เร่งพลิกอุตฯ ‘น้ำตาลสีเขียว’ แข่งตลาดโลก ชง BOI อัดสิทธิประโยชน์ลงทุน หลังอ้อยเผาเหลือ 3.8% ต่ำสุดประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม.-ญี่ปุ่น ถกแผนจัดการน้ำท่วมกรุง เดินหน้าจัดทำแผนแม่บทระบายน้ำ วางกรอบ 50 ปีรับมือภาวะโลกร้อน https://thestandard.co/bangkok-japan-drainage-master-plan/ Tue, 28 Apr 2026 07:32:26 +0000 https://thestandard.co/bangkok-japan-drainage-master-plan/ วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมประชุมกับ JICA เพื่อจัดทำแผนแม่บทระบายน้ำ

วันนี้ (28 เมษายน) ที่ ห้องประชุมชีนิมิตร ชั้น 6 อาคารส […]

The post กทม.-ญี่ปุ่น ถกแผนจัดการน้ำท่วมกรุง เดินหน้าจัดทำแผนแม่บทระบายน้ำ วางกรอบ 50 ปีรับมือภาวะโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯ กทม. ร่วมประชุมกับ JICA เพื่อจัดทำแผนแม่บทระบายน้ำ

วันนี้ (28 เมษายน) ที่ ห้องประชุมชีนิมิตร ชั้น 6 อาคารสำนักการระบายน้ำ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ดินแดง) วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมประชุมโครงการความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เพื่อจัดทำแผนแม่บทการระบายน้ำในเขตเมือง (Project for Formulating the Urban Drainage Master Plan Bangkok Metropolitan Area) โดยมีคณะผู้แทนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency: JICA) คณะผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

 

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อหารือถึงแนวทางการจัดทำแผนแม่บทระดับภาพรวม (Grand Design) สำหรับระบบการระบายน้ำในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีการกำหนดกรอบเวลาการวางแผนระยะยาวถึง 50 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ฝนตกหนักและมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันและอนาคต

 

ทั้งนี้ การดำเนินงานจะเริ่มต้นขับเคลื่อนผ่านโครงการความร่วมมือทางวิชาการในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2569 – 2574) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (ใช้เวลา 3 ปี) และระยะที่ 2 (ใช้เวลา 2 ปี)

 

เป้าหมายหลักของการขับเคลื่อนโครงการในระยะ 5 ปีแรก มุ่งเน้นไปที่ 3 ประการสำคัญ ได้แก่ 1. การจัดทำแผนแม่บทภาพรวมที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ 2. การพัฒนาพื้นที่นำร่อง (Pilot Area) เพื่อทดสอบและประเมินผลระบบ และ 3. การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพมากยิ่งขึ้น

 

ที่ประชุมยังได้รับทราบถึงแนวทางและกลไกการขับเคลื่อนโครงการ ซึ่งจะดำเนินการผ่านคณะกรรมการกำกับโครงการ (Joint Coordinating Committee: JCC) และคณะทำงานเฉพาะกิจอีก 4 ด้าน ประกอบด้วย คณะทำงานด้านแผนแม่บท คณะทำงานด้านการออกแบบระบบ คณะทำงานด้านการวางผังเมือง และคณะทำงานด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพ เพื่อให้การดำเนินงานในทุกมิติเป็นไปอย่างสอดคล้องและบูรณาการร่วมกัน

 

ในโอกาสนี้ ฝ่ายตัวแทนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA) ได้กล่าวยืนยันถึงความพร้อมในการสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ความสำเร็จของโครงการระดับมหภาคนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้กรุงเทพมหานครมีระบบการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขัง และสร้างความยั่งยืนให้กับเมืองในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

The post กทม.-ญี่ปุ่น ถกแผนจัดการน้ำท่วมกรุง เดินหน้าจัดทำแผนแม่บทระบายน้ำ วางกรอบ 50 ปีรับมือภาวะโลกร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล https://thestandard.co/super-el-nino-what-worry/ Sat, 25 Apr 2026 08:24:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1201156 ภาพประกอบปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่แสดงถึงความร้อนจัดและภัยแล้ง

‘เอลนีโญ’ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมช […]

The post ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ที่แสดงถึงความร้อนจัดและภัยแล้ง

‘เอลนีโญ’ (El Niño) เป็นปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศตามธรรมชาติที่อยู่ในระบบความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ (El Niño Southern Oscillation หรือ ENSO) โดยปกติแล้วกระแสลมสินค้า (Trade Winds) จะพัดจากตะวันออกไปตะวันตก แต่ในช่วงที่เกิดเอลนีโญ กระแสลมนี้จะ ‘อ่อนกำลังลงหรือเปลี่ยนทิศทาง’ ทำให้กระแสน้ำอุ่นบริเวณผิวน้ำถูกพัดไปทางตะวันออกแทน ส่งผลให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ‘อุ่นขึ้นกว่าปกติ’

 

สำหรับคำว่า ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) นั้นถูกนำมาใช้เพื่อเรียก เหตุการณ์ ‘เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ’ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะพุ่งสูงขึ้นกว่าระดับปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเหตุการณ์ระดับนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1950 และมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่อุณหภูมิสูงเกิน 2.5 องศาเซลเซียส ในช่วงปลายปี 1997 ถึงต้นปี 1998

 

ปรากฏการณ์เอลนีโญคาดว่าจะก่อตัวขึ้นในช่วงปลายปี 2026 โดยการพยากรณ์ชี้ว่า มีโอกาสถึง 70% ที่เอลนีโญจะเริ่มก่อตัวภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ และมีโอกาสสูงถึง 94% ที่สภาวะนี้จะลากยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยปกติแล้วปรากฏการณ์จะทวีความรุนแรงจนถึงขีดสุดในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดไป ทั้งนี้ศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศของสหรัฐฯ (US Climate Prediction Center) ได้ประเมินว่า มีโอกาส 50% ที่เอลนีโญในรอบนี้จะพัฒนาความรุนแรงไปถึงระดับ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม 2027

 

ทำไมปรากฏการณ์นี้จึงน่ากังวล

 

ดันอุณหภูมิโลกให้ทะลุขีดจำกัดวิกฤต

 

การเกิดซูเปอร์เอลนีโญร่วมกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ อาจทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งทำลายสถิติ และผลักดันให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นทะลุขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรมได้ชั่วคราว ยิ่งไปกว่านั้นแบบจำลองบางชิ้นยังแสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิเฉลี่ยอาจพุ่งทะลุ 2 องศาเซลเซียสได้ ซึ่งแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นไม่มากแต่นั่นก็เพียงพอที่จะผลักดันให้โลกเข้าใกล้ ‘จุดวิกฤต’ (Tipping Points) ที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง

 

กระตุ้นสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก

 

ยิ่งเอลนีโญมีความรุนแรงมากเท่าใด ก็จะยิ่งเข้าไปกระตุ้นให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศที่รุนแรงทั่วโลกมากขึ้นเท่านั้น ปรากฏการณ์นี้มักทำให้เกิดภัยแล้งและคลื่นความร้อนในประเทศออสเตรเลีย พื้นที่ทางตอนใต้และตอนกลางของทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย และบางส่วนของอเมริกาใต้ซึ่งรวมถึงป่าแอมะซอน

 

ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง รวมถึงเอเชียกลางและเอเชียใต้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมพายุ โดยจะลดโอกาสการเกิดพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่ไป ‘เพิ่มความเสี่ยง’ ที่จะเกิดพายุหมุนเขตร้อนที่ทรงพลังในมหาสมุทรแปซิฟิกแทน ดังเช่น ซูเปอร์เอลนีโญในปี 2015 ที่เคยทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรงในเอธิโอเปียและภาวะขาดแคลนน้ำในเปอร์โตริโก รวมถึงเกิดพายุเฮอร์ริเคนรุนแรงในแปซิฟิกมาแล้ว

The post ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ทำไมถึงน่ากังวล appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกร้อนบีบคนเลิกขยับตัว! วิจัยชี้ทำคนเสียชีวิตพุ่ง 7 แสนคนต่อปีภายในปี 2050 พร้อมความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาทต่อปี https://thestandard.co/global-warming-sedentary-deaths-economy/ Mon, 13 Apr 2026 08:16:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1197644 ภาพกราฟิก สรุปผลกระทบโลกร้อนต่อกิจกรรมทางกาย การเสียชีวิต และความเสียหายทางเศรษฐกิจ

อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังส่งผลให้ผู้คนมีกิจกรรมทางกายล […]

The post โลกร้อนบีบคนเลิกขยับตัว! วิจัยชี้ทำคนเสียชีวิตพุ่ง 7 แสนคนต่อปีภายในปี 2050 พร้อมความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก สรุปผลกระทบโลกร้อนต่อกิจกรรมทางกาย การเสียชีวิต และความเสียหายทางเศรษฐกิจ

อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกำลังส่งผลให้ผู้คนมีกิจกรรมทางกายลดน้อยลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้อาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนคนทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้าตามรายงานการศึกษาชิ้นใหม่

 

 
 

ทีมนักวิจัยจากกลุ่มมหาวิทยาลัยในละตินอเมริกาได้วิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจสุขภาพระดับโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ร่วมกับข้อมูลอุณหภูมิจากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ถึง 156 ประเทศตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2022

 

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Global Health พบว่าทุกๆ หนึ่งเดือนที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 82 องศาฟาเรนไฮต์ (28 องศาเซลเซียส) จะทำให้อัตราการขาดกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 1.4% ทั่วโลก

 

อาจมีคนเสียชีวิตมากถึง 7 แสนคน

 

สภาพอากาศที่ร้อนระอุอาจทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4.7-7 แสนคนทั่วโลกในแต่ละปีภายในปี 2050 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สภาพอากาศร้อนจัดทำให้ผู้คนขยับร่างกายและออกกำลังกายน้อยลง

 

ปัจจุบันมีประชากรโลกเพียง 65% ที่ออกกำลังกายเพียงพอ ในขณะที่การขาดกิจกรรมทางกายได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเสียชีวิตถึง 5% ของทั้งหมดทั่วโลกตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก

 

แบบจำลองคอมพิวเตอร์ชี้ให้เห็นว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางในเขตร้อน เช่น ภูมิภาคแคริบเบียนและแอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

 

ตัวอย่างเช่นในโซมาเลีย อัตราการเสียชีวิตอาจพุ่งสูงถึง 70 คนต่อประชากร 1 แสนคนภายในปี 2050 เนื่องจากความร้อนจัดจะทำให้การทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างปลอดภัยและสะดวกสบายกลายเป็นเรื่องยากลำบากมาก

 

พื้นที่เขตร้อนเหล่านี้มักขาดแคลนทรัพยากรอย่างพื้นที่ปรับอากาศ ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อยอยู่แล้ว สภาพอากาศร้อนทำให้การขยับตัวกลายเป็นเรื่องท้าทายทั้งทางร่างกายและจิตใจจนทำให้คนขยับตัวน้อยลง

 

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสุขภาพ

 

คริสเตียน การ์เซีย-วิตุลสกี หัวหน้านักวิจัยและนักวิจัยประจำ Lancet Countdown Latin America จากมหาวิทยาลัยแห่งคาทอลิกอาร์เจนตินา ชี้ว่าผู้หญิงและผู้สูงอายุอาจได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า เนื่องจากร่างกายมักระบายความร้อนได้ยากกว่า

 

“สิ่งที่ข้อมูลนี้บอกเราก็คือ ความร้อนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านความสะดวกสบาย แต่มันกำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนในวงกว้าง” เขากล่าว

 

เขาระบุด้วยว่า “การขาดกิจกรรมทางกายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจ” พร้อมเสริมว่าความร้อนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบหัวใจและภาวะขาดน้ำ

 

แม้แต่ประเทศรายได้สูงอย่างสหรัฐอเมริกาก็ไม่อาจรอดพ้นจากผลกระทบนี้ โดยคาดว่าอาจมีผู้เสียชีวิตราว 2.5 คนต่อประชากร 1 แสนคนจากพฤติกรรมเนือยนิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับความร้อนภายในปี 2050

 

“สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างแอร์หรือโรงยิมช่วยบรรเทาผลกระทบได้ แต่มันอาจสร้างความรู้สึกปลอดภัยที่ผิดพลาด เพราะแม้แอร์จะช่วยกันความร้อน แต่มันก็มักจะส่งเสริมให้คนนั่งอยู่กับที่มากขึ้น” เขากล่าวเพิ่มเติม

 

นักวิจัยเสนอให้มีการออกแบบเมืองใหม่เพื่อให้ผู้คนยังคงทำกิจกรรมได้ในสภาพอากาศร้อน รวมถึงต้องสื่อสารด้านสาธารณสุขให้ชัดเจนเกี่ยวกับการออกกำลังกายอย่างปลอดภัย และเพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้แก้ไขต้นตอที่แท้จริงของปัญหา นั่นคืออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น

 

“ผลลัพธ์ของเราแสดงให้เห็นว่าหากโลกสามารถควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ความสูญเสียจะแตกต่างกันอย่างมาก โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจต่างกันตั้งแต่ 2,400 – 3,680 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 7.73 หมื่นล้านถึง 1.18 แสนล้านบาท)” การ์เซีย-วิตุลสกีย้ำถึงความจำเป็นของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมเนือยนิ่งจากความร้อน

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.24 บาท ณ วันที่ 13 เมษายน 2569

 

อ้างอิง:

 

The post โลกร้อนบีบคนเลิกขยับตัว! วิจัยชี้ทำคนเสียชีวิตพุ่ง 7 แสนคนต่อปีภายในปี 2050 พร้อมความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาทต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. สานต่อ Earth Hour ชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมง ลดใช้พลังงาน มุ่งเป้าลดคาร์บอนและแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/bangkok-earth-hour-reduce-carbon/ Sat, 28 Mar 2026 02:15:23 +0000 https://thestandard.co/bangkok-earth-hour-reduce-carbon/ ภาพกิจกรรม Earth Hour ในกรุงเทพมหานคร แสดงการปิดไฟเชิงสัญลักษณ์

วันนี้ (28 มีนาคม) พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่ […]

The post กทม. สานต่อ Earth Hour ชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมง ลดใช้พลังงาน มุ่งเป้าลดคาร์บอนและแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกิจกรรม Earth Hour ในกรุงเทพมหานคร แสดงการปิดไฟเชิงสัญลักษณ์

วันนี้ (28 มีนาคม) พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร เชิญชวนประชาชนและทุกภาคส่วน ร่วมแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ในกิจกรรม 60+ Earth Hour 2026 : ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน โดยมุ่งเน้นการลดใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความยั่งยืนและบรรเทาภาวะโลกร้อนไปพร้อมกับผู้คนอีกหลายล้านคนจาก 7,000 เมือง ใน 190 ประเทศทั่วโลก

 

กรุงเทพมหานครได้ร่วมกับองค์การ WWF ประเทศไทย และภาคีเครือข่าย รณรงค์กิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 โดยตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา การรวมพลังดังกล่าวสามารถลดการใช้พลังงานได้มากถึง 22,617 เมกะวัตต์ และลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 12,330 ตัน

 

เฉพาะในปี 2568 ที่ผ่านมา ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 134 เมกะวัตต์ (เมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าในวันเสาร์ก่อนหน้า) ซึ่งช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 58.6 ตัน หรือเทียบเท่ากับการลดเที่ยวบินจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ถึง 485 เที่ยวบิน การงดใช้รถยนต์ดีเซลระยะทาง 351,600 กิโลเมตร หรือเทียบเท่ากับการปิดไฟบ้านเรือนถึง 263,700 ครัวเรือน

 

สำหรับกิจกรรมในปี 2569 นี้ กรุงเทพมหานครกำหนดจัดขึ้นใน วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 20.30 – 21.30 น. โดยขอความร่วมมือจากองค์กรภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป ร่วมกันปิดไฟประดับ อาคาร ตึกสูง ป้ายโฆษณา และไฟในบ้านเรือนที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าและลดการใช้เครื่องปรับอากาศเป็นเวลา 1 ชั่วโมง

 

นอกจากนี้ กทม. จะทำการปิดไฟเชิงสัญลักษณ์ใน 3 สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้แก่:

 

 

รวมถึงสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต จะร่วมกับภาคีเครือข่ายและเจ้าของอาคารในพื้นที่ ปิดไฟเชิงสัญลักษณ์บริเวณอาคารและถนนสายหลักด้วยเช่นกัน

 

พรพรหม ย้ำเตือนว่า การรณรงค์ปิดไฟ 1 ชั่วโมง ไม่ใช่แค่การแสดงพลังของคนกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่เป็นการรวมพลังของประเทศไทยเพื่อประหยัดพลังงาน งบประมาณ และรักษาสิ่งแวดล้อม

 

“หากเราทุกคนร่วมมือกันทำอย่างต่อเนื่องในทุกที่ทุกเวลา จนกลายเป็นกิจวัตรในชีวิตประจำวัน สิ่งนี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการลดใช้พลังงานอย่างยั่งยืน และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในการลดภาวะโลกร้อนได้อย่างแท้จริง”

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ และแชร์ภาพการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย พร้อมติดแฮชแท็ก #20ปีEarthHour, #BiggestHourForEarth และ #EarthHour2026 เพื่อแสดงจุดยืนร่วมกัน

The post กทม. สานต่อ Earth Hour ชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมง ลดใช้พลังงาน มุ่งเป้าลดคาร์บอนและแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ห้องหลบร้อน กทม. สวัสดิการสู้โลกเดือดเพื่อคนกรุง เมื่อ กทม. เปิดพื้นที่ราชการเป็นเซฟโซนดับร้อน ย้ำบริหารจัดการดี ไม่เปลืองไฟเพิ่ม https://thestandard.co/bkk-heat-escape-rooms-welfare/ Mon, 16 Mar 2026 08:36:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1188144 ห้องหลบร้อน กทม. พร้อมป้าย BKK Cooling Center ชัดเจน

จากสภาพอากาศเมืองไทยที่ทวีความร้อนแรง และดัชนีความร้อน […]

The post รู้จัก ห้องหลบร้อน กทม. สวัสดิการสู้โลกเดือดเพื่อคนกรุง เมื่อ กทม. เปิดพื้นที่ราชการเป็นเซฟโซนดับร้อน ย้ำบริหารจัดการดี ไม่เปลืองไฟเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ห้องหลบร้อน กทม. พร้อมป้าย BKK Cooling Center ชัดเจน

จากสภาพอากาศเมืองไทยที่ทวีความร้อนแรง และดัชนีความร้อน (Heat Index) ที่พุ่งสูงจนแตะระดับอันตราย กรุงเทพมหานคร นำโดย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เปิดตัวนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้วผ่านแคมเปญ BKK Cooling Center หรือ ห้องหลบร้อน

 

ห้องหลบร้อน (BKK Cooling Center) คืออะไร?

 

ห้องหลบร้อน ไม่ใช่การสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใหม่แต่อย่างใด แต่คือ การนำพื้นที่สาธารณะของ กทม. ที่มีเครื่องปรับอากาศอยู่แล้ว มาเปิดให้บริการเป็นจุดพักพิงชั่วคราว เพื่อให้ประชาชนเข้ามานั่งพักผ่อน คลายร้อน ดื่มน้ำ และหลีกเลี่ยงอันตรายจากแสงแดดในช่วงที่อุณหภูมิภายนอกสูงจัด (โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00 – 15.00 น.)

 

ภายในห้องหลบร้อนจะมีการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ได้แก่:

 

  • พื้นที่นั่งพักผ่อนในห้องแอร์เย็นสบาย
  • บริการน้ำดื่มสะอาดฟรี (ได้รับการสนับสนุนจากน้ำดื่ม Sprinkle)
  • ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น
  • เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมการปฐมพยาบาลฉุกเฉิน (เช่น กรณีโรคลมแดด หรือ Heatstroke)

 

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ย้ำชัดเจนว่า นโยบายนี้ไม่ได้ขัดกับมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาล เพราะไม่ได้มีการติดตั้งแอร์ใหม่ หรือเปิดแอร์เพิ่มจากเดิม เป็นเพียงการเปิดประตู พื้นที่ราชการที่เปิดแอร์ทำงานตามปกติอยู่แล้ว ให้ประชาชนได้เข้ามาใช้สอยร่วมกัน ซึ่งถือเป็นการช่วยประชาชนประหยัดค่าไฟที่บ้านได้อีกทางหนึ่ง

 

ใครบ้างที่ควรใช้ห้องหลบร้อน ?

 

แม้ห้องหลบร้อนจะเปิดกว้างสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกคนที่รู้สึกไม่สบายตัวจากอากาศร้อน แต่ กทม. มุ่งเน้นเป้าหมายหลักไปที่กลุ่มเปราะบาง ที่อาจไม่มีความพร้อมในการเดินทางไปตากแอร์ตามห้างสรรพสินค้า ได้แก่:

 

  • ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และสตรีมีครรภ์ (กลุ่มที่ร่างกายปรับตัวต่อความร้อนได้ช้า)
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคทางเดินหายใจ)
  • กลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้ง (เช่น วินมอเตอร์ไซค์ ไรเดอร์ พนักงานกวาดถนน หรือผู้รับเหมาก่อสร้าง) เพื่อแวะพักลดอุณหภูมิร่างกาย ป้องกันโรคลมแดดฉับพลัน

 

พิกัดห้องหลบร้อน 304 แห่งทั่วกรุง มีที่ไหนบ้าง?

 

กทม. ได้กระจายห้องหลบร้อน (BKK Cooling Center) ไว้ทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งสิ้น 304 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569) ประกอบด้วย:

 

  • สำนักงานเขต ทั้ง 50 แห่ง
  • ศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่ง
  • ศูนย์บริการสังกัดสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว 76 แห่ง
  • โรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง
  • โรงเรียนสังกัด กทม. 100 แห่ง (เริ่มเปิดให้บริการ 1 เม.ย. 69)

 

นอกจากห้องแอร์แล้ว ยังมีจุดหลบร้อน (BKK Cooling Spot) ซึ่งเป็นพื้นที่ร่มรื่นตามธรรมชาติอีก 178 แห่ง (สวนสาธารณะ 48 แห่ง และสวน 15 นาที 130 แห่ง) พร้อมจุดบริการน้ำดื่มฟรี 2,806 จุดทั่วกรุง

 

ประชาชนเพียงแค่แสดงบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อลงทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการ โดยสามารถค้นหาพิกัดห้องหลบร้อนที่ใกล้ที่สุด และตรวจสอบวัน-เวลาทำการได้ที่เว็บไซต์: https://greener.bangkok.go.th/heat-escape-room/#info

 

รู้จักดัชนีความร้อน (Heat Index) ภัยเงียบหน้าร้อน

 

สาเหตุที่ กทม. ต้องเร่งผุดห้องหลบร้อน เพราะอันตรายจากหน้าร้อนไม่ได้ดูแค่อุณหภูมิ แต่ต้องดูที่ดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นการนำอุณหภูมิมาคำนวณรวมกับความชื้นสัมพัทธ์ ยิ่งความชื้นสูง ร่างกายจะระบายเหงื่อได้ยาก ทำให้เรารู้สึกร้อนกว่าอุณหภูมิจริง และเสี่ยงต่อการช็อกได้ง่ายขึ้น

 

กทม. ได้แบ่งระดับเตือนภัยดัชนีความร้อนไว้ 4 ระดับ (เช็กแบบ Real-time ได้ทางแอปฯ และเว็บไซต์ AirBKK):

 

  • สีเขียว (เฝ้าระวัง): 27.0–32.9 °C
  • สีเหลือง (เตือนภัย): 33.0–41.9 °C (เริ่มลดเวลาอยู่กลางแจ้ง)
  • สีส้ม (อันตราย): 42.0–51.9 °C (งดกิจกรรมกลางแจ้ง)
  • สีแดง (อันตรายมาก): มากกว่า 52.0 °C (ห้ามอยู่กลางแจ้งเด็ดขาด เสี่ยง Heatstroke ขั้นวิกฤต)

 

แนวคิดCooling Center ถือเป็นมาตรฐานการรับมือสภาพอากาศระดับสากลที่หลายมหานครทั่วโลกนำมาใช้ กรุงเทพมหานครจึงหวังว่า “ห้องหลบร้อน” จะเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่ช่วยปกป้องชีวิตคนกรุง ให้ผ่านพ้นวิกฤตโลกเดือดในฤดูร้อนปีนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

 

(หน่วยงานเอกชนที่สนใจสนับสนุนน้ำดื่มหรืออุปกรณ์คลายร้อน สามารถติดต่อสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. โทร 0 2203 2920 หรือ 0 2203 2400)

The post รู้จัก ห้องหลบร้อน กทม. สวัสดิการสู้โลกเดือดเพื่อคนกรุง เมื่อ กทม. เปิดพื้นที่ราชการเป็นเซฟโซนดับร้อน ย้ำบริหารจัดการดี ไม่เปลืองไฟเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกร้อนเขย่าตลาดซูชิญี่ปุ่น หอยหายากดันราคาพุ่ง 80% สะเทือนทั้งซัปพลายเชน ต้องพึ่งนำเข้าจากจีน https://thestandard.co/japan-sushi-shellfish-shortage-china-imports/ Wed, 04 Mar 2026 05:34:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1184098 วัตถุดิบหอยทะเลสำหรับซูชิที่ขาดแคลนและราคาแพงจากวิกฤติโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวนเริ่มสะเทือนสู่ตลาดซูชิใน […]

The post โลกร้อนเขย่าตลาดซูชิญี่ปุ่น หอยหายากดันราคาพุ่ง 80% สะเทือนทั้งซัปพลายเชน ต้องพึ่งนำเข้าจากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัตถุดิบหอยทะเลสำหรับซูชิที่ขาดแคลนและราคาแพงจากวิกฤติโลกร้อน

ภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศแปรปรวนเริ่มสะเทือนสู่ตลาดซูชิในญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มวัตถุดิบประเภทหอยที่เผชิญทั้งปัญหาปริมาณลดลงและราคาพุ่งสูง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ตลาดค้าส่งอาหารทะเลไปจนถึงร้านซูชิระดับพรีเมียม

 

บริษัทค้าส่งอาหารทะเลรายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Chuo Gyorui รายงานว่า ปัจจุบันหอยอาซาริที่เข้าสู่ตลาดปลาในหลายเมืองของญี่ปุ่นกว่า 90% เป็นสินค้านำเข้าจากจีน สะท้อนภาพการพึ่งพาวัตถุดิบต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการลดลงของผลผลิตภายในประเทศ

 

ในเชิงโครงสร้างราคา ความแตกต่างยิ่งตอกย้ำแรงกดดันด้านต้นทุน หอยอาซาริขนาดกลางจากจังหวัดไอจิจำหน่ายที่ 1,600 – 1,800 เยนต่อกิโลกรัม สูงกว่าสินค้านำเข้าจากจีนซึ่งอยู่ที่ราว 700 เยนต่อกิโลกรัม หรือมากกว่าสองเท่า ขณะเดียวกัน ปริมาณการจับหอยอาซาริในญี่ปุ่นลดลงมากกว่า 40% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนถึงปี 2024 ทำให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของอุปทาน

 

แรงกระเพื่อมดังกล่าวลุกลามถึงภาคธุรกิจร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านซูชิสไตล์เอโดะมาเอะ (Edomae) ที่เน้นวัตถุดิบท้องถิ่น ยอมรับว่า ร้านจำนวนมากประสบปัญหาในการจัดหาหอย ‘อาซาริ’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเมนูฟุคางาวะเมชิ อาหารพื้นถิ่นของกรุงโตเกียวที่เคยอาศัยทรัพยากรจากอ่าวโตเกียวอย่างอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันปริมาณกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ด้าน ทากาอากิ ซูกิตะ เจ้าของร้าน Nihonbashi Kakigaracho Sugita ร้านซูชิเอโดะมาเอะชื่อดัง กล่าวว่า แม้ฤดูใบไม้ผลิจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวัตถุดิบหอย แต่การจัดหากลับยากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะวัตถุดิบโทริไก หรือหอยแครงญี่ปุ่นเนื้อสีดำที่มีรสหวานและเนื้อสัมผัสดี ซึ่งในอดีตเคยมีจำหน่ายจำนวนมากในยุคตลาดปลา Tsukiji Market

 

แต่ปัจจุบันทั้งปริมาณและขนาดของหอยโทริไกกลับลดลงต่อเนื่อง จากเดิมที่ร้านสามารถจำหน่ายได้ยาว 4 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ปัจจุบันเหลือเพียงราว 2 เดือน และบางวันไม่สามารถนำเสนอเมนูได้เลยหากไม่ได้วัตถุดิบคุณภาพดี อีกทั้งจากเดิมใช้หอยขนาดใหญ่เพียงตัวเดียวต่อซูชิ 1 คำ ปัจจุบันต้องใช้ถึง 2 ตัว สะท้อนต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มสูงขึ้น

 

แนวโน้มราคายิ่งสร้างแรงกดดันด้านอุปทาน โดยปี 2025 ราคาเฉลี่ยของโทริไกในตลาด Toyosu Market อยู่ที่ราว 3,400 เยนต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 40% จาก 5 ปีก่อน ขณะที่หอยชนิดอื่นปรับขึ้นรุนแรงกว่า ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมที่เพิ่มขึ้น 70% หอยเชลล์เพิ่มขึ้น 80% และอะคาไกหรือหอยแครงแดงที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยภาพรวมราคาหอยปรับขึ้นเร็วกว่าปลา สะท้อนความเปราะบางของทรัพยากรประเภทนี้เมื่อเผชิญการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งควรเป็นกลไกสร้างเสถียรภาพด้านอุปทาน กลับเผชิญความท้าทายไม่ต่างกัน ฤดูหนาวที่ผ่านมาในทะเลเซโตะใน เกิดเหตุหอยนางรมตายจำนวนมาก บางพื้นที่สูญเสียผลผลิตถึง 80–90% ปัจจัยหลักมาจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น รวมถึงปริมาณแพลงก์ตอนพืชซึ่งเป็นอาหารของหอยที่ลดลงตามระดับสารอาหารในทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป

 

แม้แต่หอยเชลล์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกประมงอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ในปี 2025 หอยเชลล์เพาะเลี้ยงราว 90% ในอ่าวมุตสึ จังหวัดอาโอโมริ ตายจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน การขาดแคลนลูกหอยรุ่นใหม่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลญี่ปุ่นยังเดินหน้าผลักดันการส่งออกหอยเชลล์และหอยนางรม แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่อยู่ในสถานะพร้อมส่งออก เนื่องจากหอยต้องใช้เวลาราว 2 ปีจึงเติบโตถึงขนาดจำหน่ายได้ ส่งผลให้การฟื้นตัวของกำลังการผลิตต้องใช้เวลา และไม่สามารถเร่งได้ในระยะสั้น

 

ทากาอากิ ซูกิตะ ยอมรับว่า ภาวะขาดแคลนอาหารทะเลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมาก และไม่ได้จำกัดเฉพาะหอยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงปลาทูน่า โคฮาดะ และปลาหมึกที่หายากขึ้นต่อเนื่อง และในมุมมองเชิงเศรษฐกิจ วิกฤตครั้งนี้ไม่เพียงเป็นปัญหาด้านวัตถุดิบ แต่สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมอาหารทะเลญี่ปุ่นที่ต้องเผชิญทั้งความผันผวนของภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และต้องพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารราคาโดยไม่ผลักภาระไปยังผู้บริโภคมากเกินไป

 

พร้อมยังมองว่า ผู้บริโภคมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาวิกฤต โดยเสนอให้ร้านอาหารและลูกค้าหันมาเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล แทนการบริโภคเมนูยอดนิยมอย่างอูนิหรือไข่หอยเม่นตลอดทั้งปี เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรทางทะเล เปิดโอกาสให้ระบบนิเวศได้ฟื้นตัว และสร้างความยั่งยืนให้กับวัฒนธรรมซูชิของญี่ปุ่นให้อยู่รอดได้ในระยะยาว

 

ภาพ:Wanessa_p/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post โลกร้อนเขย่าตลาดซูชิญี่ปุ่น หอยหายากดันราคาพุ่ง 80% สะเทือนทั้งซัปพลายเชน ต้องพึ่งนำเข้าจากจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เทียบชัดๆ นโยบายสีเขียว แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 4 พรรคการเมือง https://thestandard.co/green-policy-environment-political-parties/ Fri, 23 Jan 2026 07:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1168559 กราฟิกเปรียบเทียบนโยบายสีเขียวเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของ 4 พรรคการเมือง

โลกเดือด ฝุ่นพิษ น้ำแล้ง น้ำท่วม โลกร้อน กำลังกลายเป็นป […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบชัดๆ นโยบายสีเขียว แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 4 พรรคการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกเปรียบเทียบนโยบายสีเขียวเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของ 4 พรรคการเมือง

โลกเดือด ฝุ่นพิษ น้ำแล้ง น้ำท่วม โลกร้อน กำลังกลายเป็นปัญหาที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านเศรษฐกิจหรืออำนาจรัฐ แต่เป็นสนามวัดวิสัยทัศน์ของพรรคการเมืองต่ออนาคตสิ่งแวดล้อมของประเทศด้วย

 

THE STANDARD ชวนผู้ติดตาม เจาะลึกนโยบายสีเขียวของแต่ละพรรค สะท้อนมุมมองที่แตกต่าง ตั้งแต่ปัญหาฝุ่น PM2.5 การปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ไปจนถึงบทบาทรัฐและชุมชนในการรับมือวิกฤตโลกร้อน

 

เทียบชัดๆ นโยบายสีเขียว แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 4 พรรคการเมือง

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เทียบชัดๆ นโยบายสีเขียว แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม 4 พรรคการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026 https://thestandard.co/world-is-heating-up-nature/ Mon, 29 Dec 2025 02:32:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1159575 โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026

โลกในปี 2025 ไม่เคยหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับวิกฤตธรรมชาติที […]

The post โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026

โลกในปี 2025 ไม่เคยหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับวิกฤตธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นฝุ่น PM 2.5, มหาอุทกภัยในเอเชีย, สารพิษตกค้างในแม่น้ำโขง ไปจนถึงปัญหาระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ‘การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ’ (Climate Change) เหล่านี้คือปรากฏการณ์ตอกย้ำว่า วิกฤตไม่ได้อยู่ไกลตัว แต่แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคนแล้ว

 

กล่าวได้ว่า ปี 2025 เป็นเพียงภาพสะท้อนความรุนแรงที่ธรรมชาติส่งสัญญาณเตือน แต่บททดสอบของจริงคือปี 2026 เมื่อมนุษยชาติอาจต้องรับแรงกระแทกภัยเงียบทางธรรมชาติจากเรื่องเล็กๆ ที่ใครอาจคาดไม่ถึง เช่น วิกฤตการลดลงของประชากร ‘ผึ้ง’ ที่อาจกลายเป็นห่วงโซ่กระทบความมั่นคงทางอาหารของโลก

 

เนื่องในวาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ THE STANDARD สัมภาษณ์พิเศษ ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ (NIDA) เพื่อประมวลเหตุการณ์สำคัญทางสิ่งแวดล้อมในปี 2025 และมองข้ามช็อตสู่ก้าวถัดไปในปี 2026 ว่า มนุษย์จะอยู่ร่วมกันกับความท้าทายทางธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

 

ฝุ่น น้ำท่วมใหญ่ และสารพิษในแม่น้ำโขง 3 ไฮไลต์ใหญ่ทางสิ่งแวดล้อมในปี 2025

 

1. มหาอุทกภัยภาคใต้และเอเชีย – ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมใหญ่คือหนึ่งในไฮไลต์สำคัญทางสิ่งแวดล้อมในปี 2025 ถือเป็นการตอกย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือเรื่องจริง ซึ่งจะเห็นได้ว่า มหาอุทกภัยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่ยังรวมถึงหลายประเทศในโลก เช่น มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และศรีลังกา

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมอธิบายว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจาก ‘ร่องมรสุม’ (Intertropical Convergence Zone: ITCZ) หรือการก่อตัวของความชื้นหนาแน่นที่รวมตัวกันเป็นเมฆ มีลักษณะเป็นเส้นยาวนับพันกิโลเมตรและความกว้างหลายร้อยกิโลเมตร จนคล้ายกับมี ‘แม่น้ำสายใหญ่บนฟ้า’ ซึ่งทำให้เกิดภาวะ ‘ฝนตกแช่’ หรือฝนตกหนักแบบต่อเนื่องยาวนาน ต่างจากพายุฝนทั่วไปที่ตกแล้วหยุด

 

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญอีกอย่างที่ทำให้ภัยพิบัติรุนแรงขึ้น คือ อุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้น้ำทะเลอุ่น จนกลายเป็นเชื้อเพลิงหลักของพายุ ขณะที่ทิศทางการหมุนของพายุแต่ละซีกขึ้นอยู่กับแรงโคริออลิส (Coriolis Force) หรือแรงเหวี่ยงที่ทำให้เกิดพายุ

 

แม้เหตุน้ำท่วมภาคใต้จะเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติ แต่ ศ.ดร.ศิวัชก็ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงการรับมือของภาครัฐที่ล้มเหลว ขาดหัวเรือหลักที่ชัดเจน ไม่มีการบริหารจัดการเชิงโครงสร้าง ซ้ำด้วยการตัดสินใจผิดพลาด จึงทำให้ความเสียหายรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น

 

ศ.ดร.ศิวัชชี้ว่า โศกนาฏกรรมดังกล่าวคือบทเรียน และสะท้อนสิ่งที่ไทยทำผิดซ้ำซากในทุกรัฐบาล เพราะรูปแบบการจัดการยังคงเหมือนเดิม โดยสิ่งที่ควรมีคือหน่วยงานหลัก ซึ่งในความเป็นจริง คือกระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แต่ปัญหาคือการเมืองเข้าไปแทรกแซงระบบราชการ ทำให้ได้ผู้ทำงานไม่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสายงาน

 

“เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ผลเสียหายที่ตามมาคือประชาชนต้องเป็นผู้รับผลกระทบ ทั้งที่จริงแล้ว มันไม่จำเป็นต้องรุนแรงขนาดนี้ ภาพที่เห็นชัดคือปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาการบริหารจัดการของภาครัฐด้วย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่”

 

2. สารพิษตกค้างในแม่น้ำโขง – เรื่องของ ‘แรร์เอิร์ธ’ (Rare Earth) หรือแร่หายาก กลายเป็นประเด็นใหญ่ของสังคมไทยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา หลัง อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีไทย ทำข้อตกลงร่วมแร่หายากกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกาในการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนตุลาคม 2025

 

ศ.ดร.ศิวัชวิเคราะห์ว่า แรร์เอิร์ธคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของประชาชนโดยตรง เพราะทรัพยากรดังกล่าวเป็น ‘ยุทธปัจจัย’ กล่าวคือ แร่หายากจำเป็นต้องใช้ในเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งภาคเทคโนโลยีและความมั่นคง โดยเฉพาะในวันนี้ที่โลกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันระหว่าง 2 มหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างจีนและสหรัฐฯ

 

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เหล่ามหาอำนาจไม่ผลิตแร่หายากในประเทศ เพราะเผชิญผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสูง ทำให้เลือกย้ายไปฐานการผลิตไปยังประเทศกลุ่มซีกโลกใต้ที่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมอ่อนแอ

 

รัฐฉาน พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ว้าในประเทศเมียนมา กลายเป็นเป้าหมายใหม่สำหรับประเทศมหาอำนาจ ซึ่งอยู่ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มจีนสีเทา แต่เต็มไปด้วยปัญหาการขุดเจาะที่ไม่ได้เป็นตามมาตรฐานและถูกหลักวิชาการ ทำให้เกิดสารพิษและโลหะจำนวนมากไหลลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติข้ามชายแดน เชื่อมมายังแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และเข้าสู่จังหวัดเชียงราย

 

3. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด – สำหรับหมุดหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับไทยในปี 2025 ศ.ดร.ศิวัชมองว่า คือการผ่านร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อประชาชน หรือ ‘พ.ร.บ. อากาศสะอาด’ ในวาระที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาและภาคประชาชนผลักดันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2019

 

แม้สถานะปัจจุบันของกฎหมายคือ ‘ถูกดอง’ อยู่ในชั้นวุฒิสภา ประกอบอุบัติเหตุทางการเมืองอย่างการยุบสภาที่ทำให้ต้องลุ้นว่า สภาชุดใหม่จะคลอด ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาได้หรือไม่ แต่สิ่งที่น่าจับตามองว่า คือ หากไม่มีอะไรพลิกโผ ไทยจะมีกฎหมายทางสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัยที่สุดในโลก

 

ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ประกอบราว 300 มาตรา มีความยาวเทียบเท่ากับรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่ง อีกทั้งยังมีความแตกต่างกับกฎหมายรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฉบับเดิมที่กล่าวถึงเรื่องอากาศเพียงเล็กน้อย นับเป็นภาพสะท้อนความพยายามยกระดับ ‘สิทธิในการหายใจอากาศบริสุทธิ์’ ให้เป็นเรื่องจริงจังในเชิงกฎหมาย

 

นอกจากนี้ กฎหมายฉบับนี้ยังมีหัวใจสำคัญ คือ หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle: PPP) กล่าวคือ ใครเป็นคนก่อมลพิษ คนนั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้เกิดความท้าทายในการบังคับใช้ เพราะภาคธุรกิจต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนอากาศสะอาดเพิ่มเติม ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนที่ซ้ำซ้อนเพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมองว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะเกิดขึ้นได้ ต้องบังคับใช้ได้จริง ด้วยการหาจุดสมดุลระหว่างความเป็นธรรมของประชาชนกับความอยู่รอดของภาคธุรกิจ

 

มองข้ามช็อต มีอะไรที่โลกจับตามองสิ่งแวดล้อมในปี 2026?

 

1. วิกฤตประชากรผึ้ง – เมื่อพูดถึงวิกฤตประชากรผึ้งอาจดูเป็นเรื่องแปลกใหม่ในสังคมไทย แต่ ศ.ดร.ศิวัชย้ำว่า นี่คือปัญหาที่น่ากังวลในระดับโลก เพราะผึ้งคือตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับ ‘หิ้งห้อย’ ที่ทำหน้าที่บ่งชี้ระดับความสะอาดของสิ่งแวดล้อม

 

“ในระดับโลกผึ้งมีความสำคัญมากกว่านั้น เพราะพืชเกือบ 90% ต้องอาศัยผึ้งในการผสมเกสร ผึ้งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง นำละอองเกสรจากดอกไม้ต้นหนึ่งไปสู่อีกต้นหนึ่ง เกิดการผสมข้ามสายพันธุ์ ทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพ”

 

ศ.ดร.ศิวัชขยายความว่า ผึ้งมีความสำคัญในด้านความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่พึ่งพาอาหารจากป่า โดยเปรียบเปรยว่า เหมือนกับ ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ขนาดใหญ่ของชาวบ้าน

 

แต่ปัจจุบัน ประชากรผึ้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทำให้เกิดภาวะ ‘ดอกไม้บานผิดเวลา’ เป็นสาเหตุที่ผึ้งปรับตัวไม่ทันและออกหากินไม่ตรงจังหวะของฤดูกาล จนขาดอาหารและเสียชีวิต

 

ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า หากผึ้งงานเสียชีวิตไป นางพญาผึ้งก็จะเสียชีวิตตาม เพราะไม่มีผู้หาอาหารและรับใช้ เท่ากับว่า อาณาจักรผึ้งจะล่มสลาย ไม่มีผึ้งรุ่นใหม่เกิดขึ้น โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวตอกย้ำความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เพราะไม่มีสัตว์ใดที่ทำหน้าที่ผสมเกสรทางธรรมชาติได้เหมือนผึ้ง

 

นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ อย่างการใช้สารเคมี การขยายตัวของเมือง ไปจนถึงการกำจัดรังผึ้งทิ้งเพราะความกังวลของมนุษย์ ก็ยังเป็นเหตุผลซ้ำเติมทำให้จำนวนประชากรผึ้งลดลงตามธรรมชาติอีกด้วย

 

2. ภัยเงียบจากไมโครพลาสติก – เพราะในทุกวันนี้ กิจวัตรของมนุษย์นี้ล้วนพัวพันกับการใช้พลาสติกมากที่สุด จนแทบไม่มีอุตสาหกรรมชนิดไหนที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ภัยเงียบที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ การแตกตัวของพลาสติกที่แทรกซึมในทุกอนูของสิ่งแวดล้อมและร่างกายมนุษย์

 

“ความน่ากลัวของไมโครพลาสติกคือ มันสามารถปนเปื้อนไปได้ในทุกส่วน โดยสุดท้าย ไมโครพลาสติกจะไปสะสมที่มหาสมุทร พอไปสะสมที่มหาสมุทร มันก็จะเข้าไปในห่วงโซ่อาหาร”

 

“เมื่อไมโครพลาสติกเข้าไปสู่ห่วงโซ่อาหาร ไม่ว่าจะกินผัก กินสาหร่าย กินปลาแซลมอน กินปลาน้ำ กินกุ้ง กินอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายมันก็เข้ามาที่ตัวเรา เพราะมนุษย์อยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร”

 

ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า ส่วนใหญ่แล้ว ไมโครพลาสติกมักเข้าไปสะสมที่สมองของมนุษย์ เพราะเป็นอวัยวะที่เลือดไปเลี้ยงมากและมีชั้นไขมันสูง ซึ่งง่ายต่อสะสม โดยผลกระทบร้ายแรงที่เห็นได้ชัดคือภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์

 

สำหรับวิธีการแก้ไขต้องเริ่มด้วยการกำจัดพลาสติกอย่างถูกวิธี คือการใช้ระบบเผาโดยไม่ใช้ออกซิเจน (Pyrolysis) โดยใช้เตาที่ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศ ทำให้พลาสติกแตกตัว และย้อนกลับไปสู่สารตั้งต้น คือ น้ำมัน ซึ่งสามารถนำไปกลั่นเป็นเชื้อเพลิงอย่างเบนซินหรือดีเซลต่อได้

 

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมหมายเหตุว่า วิธีการนี้ต้องอาศัยการแยกขยะอย่างจริงจัง โดยแยกพลาสติกออกมาจากขยะประเภทอื่นๆ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่โลกต้องแก้ร่วมกัน

 

3. Climate Change และความเหวี่ยงสภาพอากาศ – ศ.ดร.ศิวัชแสดงความเห็นว่า ประเด็นทางสิ่งแวดล้อมในปี 2026 ก็ยังคงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นับเป็นเรื่องที่ยังทิ้งไม่ได้ เพราะแนวโน้มการปล่อยแก๊สเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับอุณหภูมิโลก แต่เรื่องที่เขาอยากเน้นย้ำมากที่สุด คือความเหวี่ยงของสภาพอากาศ หรือภาวะที่สภาพอากาศมีความผันผวนอย่างรุนแรงแบบสุดขั้วและไม่แน่นอน

 

อาจารย์จาก NIDA ฉายภาพให้เห็นว่า แม้ปัจจุบันมนุษย์อาจคุ้นชินกับปรากฏการณ์น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก แต่นี่ไม่ใช่สภาวะถาวรและโลกอาจเผชิญกับ ‘ภัยแล้งสุดขั้ว’ หรือฤดูที่ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลมานานหลายปี (หรืออาจจะตลอดทั้งปี)

 

“สิ่งที่การันตีได้เลยคือ ความเหวี่ยงของสภาพอากาศจะรุนแรงขึ้นทุกปี นั่นหมายถึงว่า บางปีฝนก็จะไม่ตกเลย เราก็อาจจะเจอลักษณะแบบนั้นได้”

 

ศ.ดร.ศิวัชระบุว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การป้องกันภัยแบบเดิม แต่เป็นความยืดหยุ่น (Resilience) หรือความสามารถในการเตรียมความพร้อม และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พร้อมเปรียบเทียบสภาพอากาศในปัจจุบันว่า เหมือนกับการขี่มอเตอร์ไซค์ที่คาดเดาไม่ได้ว่า จะเจอหลุมลึกหรือเนินสูง แต่ต้องสวมหมวกกันน็อกเพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา และรักษาชีวิตให้รอดเสมอ

 

“การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่ต้องอยู่กับเราไปตลอดช่วงชีวิตนี้ ทุกคนต้องเจอ และไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ รวมถึงเด็กที่กำลังจะเกิดขึ้น ลืมตามองโลกมาก็จะต้องเจอกับเรื่องสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือปรับตัวให้เข้ากับมัน ลดหนักให้เป็นเบา” ศ.ดร.ศิวัชทิ้งท้าย

 

แฟ้มภาพ: frank60 / Shutterstock

The post โลกเดือด ธรรมชาติเปลี่ยน และมนุษย์ต้องปรับตัว บทเรียนสิ่งแวดล้อมจากปี 2025 สู่ปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตามติดภารกิจเปิด ‘ศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อน หมู่เกาะหมาก’ กับบางจากฯ และเป้าหมายฟื้นชีพหญ้าทะเลต่อยอดโมเดลการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ [Advertorial] https://thestandard.co/tipping-point-climate-crisis-irreversible-strategy/ Mon, 15 Dec 2025 05:48:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1152296

มนุษย์จะรับมืออย่างไร หากโลกเดือดจนถึงจุดที่การลดก๊าซเร […]

The post ตามติดภารกิจเปิด ‘ศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อน หมู่เกาะหมาก’ กับบางจากฯ และเป้าหมายฟื้นชีพหญ้าทะเลต่อยอดโมเดลการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

มนุษย์จะรับมืออย่างไร หากโลกเดือดจนถึงจุดที่การลดก๊าซเรือนกระจกก็ไม่สามารถกู้คืนโลกใบเดิมให้กลับมาได้?  

 

นี่เป็นประเด็นชวนคิดที่ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) หยิบยกมาพูดในงานเปิดตัว ‘ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการังหมู่เกาะหมาก (ศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อน) ศูนย์เรียนรู้และโรงเรือนอนุบาลหญ้าทะเลโดยชุมชนแห่งแรกของประเทศ ที่มีหัวเรือใหญ่อย่าง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก และวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านอ่าวนิด (กลุ่มอนุรักษ์ปะการัง) ร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้นภายใต้บันทึกข้อตกลง “การพัฒนาพื้นที่หมู่เกาะหมาก สู่เป้าหมาย Low Carbon Destination” เมื่อปี พ.ศ. 2565 เพื่อขยายผลการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลควบคู่กับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ยกระดับศักยภาพชุมชนในการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อน และส่งเสริมเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy) อย่างยั่งยืน   

 

ดร. ธรณ์บอกว่า โลกกำลังเข้าสู่ Tipping Point หรือจุดวิกฤตที่หวนคืนไม่ได้แล้ว แต่ยังสามารถฟื้นฟูบางจุดได้ รวมถึงน่านน้ำบริเวณเกาะหมากเองก็มีหลายจุดที่วิกฤตจนอาจไม่คุ้มที่จะฟื้นฟู แต่ถึงจะฟื้นฟูทั้งหมดไม่ได้ อย่างน้อยให้รอดแค่ 1% ก็พอ

 

Tipping Point โลกเดือดที่หวนคืนไม่ได้

 

การล่องเรือมายังเกาะหมากกับ ‘บางจากฯ’ ของ The Standard ครั้งนี้ ได้รู้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ ‘หญ้าทะเล’ ฮีโร่สำคัญของระบบนิเวศทางทะเล และยังได้เข้าใจว่าทำไมการกู้คืนแม้เพียง 1% ตามที่ ดร.ธรณ์บอก ถึงสำคัญต่อการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังได้เห็นพลังชุมชนที่ร่วมใจกันรักษาปะการังและฟื้นฟูหญ้าทะเล เพื่อรักษาทรัพยากรทางทะเลของบ้านเกิด 

 

Tipping Point โลกเดือดที่หวนคืนไม่ได้

 

บางจากฯ หนึ่งในพันธมิตรสำคัญ และผู้นำธุรกิจด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) เป็นองค์กรแรกๆ  และยังกำหนดกลยุทธ์ BCP 316 NET เพื่อบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกขององค์กร รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยเริ่มต้นจากการพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตของตนเองก่อน การสร้างนวัตกรรมพลังงานสีเขียวและเทคโนโลยีใหม่ๆ การขยายธุรกิจสู่การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานด้วยการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel – SAF) หรือไบโอเจ็ท การพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงเรือเดินสมุทร (B24 Marine Biofuel) ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและพร้อมใช้งานจริงในระดับอุตสาหกรรม รวมถึงการศึกษาเรื่อง ‘e-Fuels’ เชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้ อีกทั้งยังมีการขับเคลื่อนกิจกรรม Climate Action ให้กับพนักงานภายในองค์กร พร้อมส่งเสริม Net Zero Ecosystem ที่เกื้อหนุนกันกับทุกภาคส่วน

 

นอกจากนี้ บางจากฯ ยังให้การสนับสนุนเรื่องการสร้างสมดุลของระบบนิเวศและเชื่อมโยงสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการดูดซับคาร์บอนด้วยวิถีธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นงานปลูกป่า (Green Carbon) ที่ทำในพื้นที่ป่าชุมชน ร่วมกับกรมป่าไม้และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และโครงการพรรณดี ที่สนับสนุนสมาชิกสหกรณ์การเกษตรในการปลูกยาง ปลูกปาล์มน้ำมัน ที่สอดคล้องกับวิถีคาร์บอนต่ำ 

 

ในด้านการดูดซับคาร์บอนจากระบบนิเวศทางทะเล (Blue Carbon)  กลอยตา ณ ถลาง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจากฯ เล่าว่า “เราศึกษาเรื่อง ‘หญ้าทะเล’ มาหลายปี และพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ระบบนิเวศหญ้าทะเลมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนได้มากเป็นอันดับ 2 รองจากระบบนิเวศทุนดรา และในประเทศไทยมีแหล่งหญ้าทะเลครอบคลุมในพื้นที่ 17 จังหวัด มีพื้นที่ศักยภาพที่มีหญ้าทะเลประมาณ 1.6 แสนไร่ หนึ่งในนั้นคือแหล่งหญ้าทะเล หมู่เกาะหมาก จ.ตราด ที่เป็นแหล่งหญ้าทะเลที่อยู่ในแนวปะการังผืนใหญ่ของภาคตะวันออก ที่ผ่านมาในบริเวณเกาะหมาก เกาะกระดาดเคยมีหญ้าทะเลผืนใหญ่ แต่ปัจจุบันกลับมีเนื้อที่และความหลากหลายชนิดของหญ้าทะเลลดลง”  

 

“ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด โดยเฉพาะชุมชนที่ดำรงชีพโดยพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ อย่างชุมชนเกาะหมาก ที่เผชิญกับความจริงที่ว่าจำนวนสัตว์น้ำที่ลดลง ชาวประมงต้องออกเรือหาปลาระยะทางไกลขึ้น และปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น สภาวะเหล่านี้สะท้อนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงต้องพยายามแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องและความเชี่ยวชาญของทุกฝ่าย”    

 

Tipping Point โลกเดือดที่หวนคืนไม่ได้

 

บางจากฯ จึงจับมือกับทั้ง 4 พันธมิตร ซึ่งเดินหน้าภารกิจสร้างความตระหนักรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนำไปสู่การลงนาม MOU ในปี 2565 

 

ภายใต้ข้อตกลง ‘การพัฒนาพื้นที่หมู่เกาะหมาก สู่เป้าหมาย Low Carbon Destination’  คือ การศึกษาความเป็นไปได้ในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ของแหล่งหญ้าทะเล และสำรวจเพื่อประเมินศักยภาพของพื้นที่ฟื้นฟูหญ้าทะเลให้มีโอกาสรอดยิ่งขึ้น ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ และนำไปสู่การพัฒนาแนวทางทำงานที่ติดตาม เน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่ชุมชน เพื่อต่อยอดงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาที่พันธมิตรทั้ง 5 หน่วยงานลงความเห็นที่จะพัฒนาศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หมู่เกาะหมาก ขึ้นมา

 

Tipping Point โลกเดือดที่หวนคืนไม่ได้

 

จากงานวิจัยบนหิ้ง สู่การแก้ไขปัญหาในพื้นที่จริง ณ ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หมู่เกาะหมาก  

 

ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หมู่เกาะหมาก ถือเป็นโรงเรือนอนุบาลหญ้าทะเลโดยชุมชนแห่งแรกของประเทศ ซึ่งถอดแบบการก่อสร้างมาจากโรงเรือนหญ้าทะเลจากหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน สถานีวิจัยประมงศรีราชา คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และยังเป็นโรงเรือนอนุบาลหญ้าทะเลแห่งแรกที่ใช้ต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยรบกวนต้นพันธุ์ในธรรมชาติให้น้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยให้การทำงานอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเลในพื้นที่เป็นไปอย่างยั่งยืน อีกทั้งภายในอาคารยังมีการใช้พลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สะท้อนแนวทางการพัฒนาพื้นที่สู่ Low Carbon Destination อย่างเป็นรูปธรรม 

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “สิ่งที่เราภูมิใจที่สุด คือองค์ความรู้ทางวิชาการด้านหญ้าทะเลที่ทีมศึกษาวิจัยของคณะประมงได้ดำเนินการมาอย่างยาวนานกว่าสิบปี สามารถช่วยสนับสนุนด้านวิชาการให้แก่ชุมชนเกาะหมากให้ทำงานร่วมกันได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น และเป็นต้นแบบของแนวทางฟื้นฟูเพื่อรักษาระบบนิเวศเพื่อโลกของเรา” 

 

ดร.ธรณ์ บอกว่า ทั่วโลกมีหญ้าทะเลกว่า 60 ชนิด ในประเทศไทยพบอยุ่ 13 ชนิด นอกจากหญ้าทะเลจะเป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์บางกลุ่ม ยังเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่ดีที่สุดในโลก ดีกว่าป่าบกถึง 10 เท่า และดีกว่าป่าชายเลน 2 เท่า แต่หญ้าทะเลกลับได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนก่อนใคร

 

“ไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิน้ำทะเลในบริเวณเกาะหมากวัดได้สูงถึง 40 องศาเซลเซียส และน้ำทะเลที่ลดลงต่ำมากในเวลากลางวัน ส่งผลให้หญ้าทะเลที่ชายหาดบริเวณนั้นแห้งตายกว่า 80–90% ภายในเวลาไม่กี่เดือน โดยเฉพาะหญ้าชะเงาใบยาว” 

 

“ความท้าทายคือ พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ไม่มีทางที่จะฟื้นฟูได้ทั้งหมด เราจึงลดขนาดอย่างน้อยให้รอดแค่ 1% หรือประมาณ 10 ไร่ ขั้นแรกคือ ทำการสำรวจพื้นที่จริง เก็บตัวอย่างดิน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ และใช้ดาวเทียมศึกษาว่าพื้นที่ไหนเหมาะสมกับการปลูกหญ้าทะเล จากนั้นจึงค่อยนำหญ้าทะลลงปลูก อาจใช้ตาข่ายกั้นคอกพื้นที่ปลูกหญ้าทะเล เพื่อป้องกันสัตว์เข้ามากินพื้นที่ฟื้นฟู เพิ่มอัตรารอดให้กับหญ้าทะเลในระยะต้น และติดตามต่อเนื่อง”

 

Tipping Point โลกเดือดที่หวนคืนไม่ได้

 

กลอยตา เสริมว่า นอกจาก ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลฯ จะเป็นโรงเรือนอนุบาลหญ้าทะเลแล้ว บางจากฯ ยังตั้งใจให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องในการอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเลให้กับเยาวชน ชุมชน และนักท่องเที่ยว 

 

“คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะยังคงเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษากับชุมชนในทางวิชาการ เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนของระบบนิเวศ ขณะเดียวกัน ชุมชนก็จะพัฒนาจิตอาสา เพื่อถ่ายทอดความรู้และร่วมสำรวจสถานการณ์ของแหล่งหญ้าทะเลไปพร้อมกับการฟื้นฟูปะการังที่เสื่อมโทรม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากงานอนุรักษ์ที่เป็นความเชี่ยวชาญของกลุ่มจิตอาสาในพื้นที่อยู่แล้ว นอกจากนี้ยังมีการอนุบาลลูกปลาการ์ตูนที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมประมง เพื่อให้มีความพร้อมก่อนปล่อยลงสู่ธรรมชาติในพื้นที่เกาะหมาก สนับสนุนงานอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเลในพื้นที่หมู่เกาะหมากให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง” 

 

Tipping Point โลกเดือดที่หวนคืนไม่ได้

 

เกาะต้นแบบการท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอน 

 

เกาะหมาก เป็นพื้นที่เป้าหมายแห่งแรกในโครงการแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เป็นผู้ริเริ่มการขับเคลื่อน โดยนำหลักเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Criteria : GSTC) มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ผนวกกับการลงความเห็นของชาวเกาะหมาก ที่ใช้ ‘ธรรมนูญเกาะหมาก’ เป็นแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของชุมชน อาทิ ไม่สนับสนุนให้เรือเฟอรี่นำยานพาหนะของนักท่องเที่ยวข้ามมายังเกาะหมาก รถจักรยานยนต์ให้เช่าต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของจำนวนห้องพักบนเกาะ ไม่สนับสนุนการใช้วัสดุจากโฟม หรือวัสดุที่ก่อให้เกิดมลพิษเพื่อใส่อาหาร และงดส่งเสียงดังในช่วงเวลา 22.00-07.00 น. สิ่งเหล่านี้คือศักยภาพของชุมชนเกาะหมากที่เป็นเอกลักษณ์ และแสดงศักยภาพโดดเด่นด้านความยั่งยืน ชัดเจน จนได้รับเลือกให้เป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก ในปี 2565 

 

ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. บอกว่า อพท. ตั้งเป้าภายในปี 2570 จะพัฒนาและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวต้นแบบของไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน นำไปสู่การสร้างความสุข และกระจายรายได้สู่ชุมชน ด้วยการพัฒนาระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่พิเศษ เพื่อดันไทยให้อยู่ในอันดับดัชนีขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการเดินทางและการท่องเที่ยว (Travel & Tourism Development Index: TTDI) ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นด้านทรัพยากรธรรมชาติ และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม 

 

“เราเชื่อว่า Low Carbon is the New Luxury ซึ่งเกาะหมากก็อยู่ในแผนพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนระดับ World Class มายาวนานกว่า 20 ปี และการมีศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลฯ ในวันนี้ ก็จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยยกระดับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้นได้จริง”

 

นล สุวัจจนานนท์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก เสริมว่า “วันนี้เกาะหมากได้รับการขนานนามว่าเป็น Green Destination ยิ่งทำให้เราต้องยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกบนหมู่เกาะหมาก ให้ตอบสนองความต้องการและการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย โดยยังรักษาแนวทางการท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมกับขับเคลื่อนการท่องเที่ยวแบบมีคุณภาพกับกลุ่ม upper income ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสบการณ์การท่องเที่ยวไปพร้อมกับความยั่งยืน”  

 

Tipping Point โลกเดือดที่หวนคืนไม่ได้

 

เกาะหมากขึ้นชื่อเรื่องกิจกรรมท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถไฟฟ้า หรือแม้แต่ร้านอาหารก็ใช้วัตถุดิบที่หาได้บนเกาะ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ตอกย้ำประสบการณ์รักษ์โลกให้กับนักท่องเที่ยว เช่น การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ โดยใช้สีจากใบหูกวางแห้ง ใบฝาง และดินธรรมชาติบนเกาะ มารังสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเกาะหมาก หรือกิจกรรมจิตอาสากับกลุ่ม Trash Hero Koh Mak ที่คนในชุมชนและนักท่องเที่ยวจะนัดหมายไปเก็บขยะชายหาดทุกเช้าวันเสาร์ เพื่อส่งไปคัดแยกและกำจัดอย่างถูกต้อง และบางส่วนก็นำมาทำเป็นของที่ระลึก สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย  

 

อีกหนึ่งไฮไลท์การท่องเที่ยวเกาะหมาก คือกิจกรรมปลูกปะการังที่ดูแลโดย ‘กลุ่มอนุรักษ์ปะการัง เกาะหมาก’ โดยมี นพดล สุทธิธนกูล ประธานกลุ่มวิสาหกิจเกษตรผสมผสานบ้านอ่าวนิด และประธานกลุ่มอนุรักษ์ปะการัง เกาะหมาก อยู่เบื้องหลัง 

 

นพดล เล่าว่า กลุ่มอนุรักษ์ปะการังเกาะหมาก ได้รับใบอนุญาตจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ฟื้นฟูปะการังในพื้นที่หมู่เกาะหมากมากว่า 10 ปี แล้ว เพราะผลงานเป็นที่ประจักษ์ และประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปลูกปะการังมากกว่า 7,000 กิ่ง ในพื้นที่ใต้ทะเลรอบเกาะ รวมทั้งขยายผลถึงการอนุรักษ์หญ้าทะเล ส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำกลับคืนมา 

 

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราตั้งใจที่จะเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของทีมงานให้สามารถดูแลทรัพยากรและสภาพแวดล้อมรอบบ้านของตนเองได้มากขึ้น ซึ่งแหล่งหญ้าทะเลและแนวปะการังก็เป็นเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำสำคัญของคนในชุมชน เราจึงตั้งใจที่จะส่งผ่านความมุ่งมั่นนี้ไปถึงนักท่องเที่ยว ที่อยากจะร่วมมือกันรักษาปะการังและหญ้าทะเล อย่างกิจกรรมปลูกปะการัง เราจะให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิธีฟื้นฟูปะการัง ช่วยทำแปลงอนุบาลปะการังบริเวณชายหาดก่อน แล้วส่งต่อให้ทีมดำน้ำนำแปลงอนุบาลไปปักหมุดฐานที่พื้นทะเล บริเวณเดิมที่เคยมีปะการังอาศัยอยู่”

 

Tipping Point โลกเดือดที่หวนคืนไม่ได้

 

ส่วนกิจกรรมปลูกหญ้าทะเล จะนำต้นอ่อนหญ้าชะเงาใบยาวไปปลูกลงในกระถางใยมะพร้าวที่สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งโดยปกติการเพาะกล้าอ่อนจากเมล็ดและจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะใช้เวลาอนุบาลในกระถางประมาณ 6 เดือนก่อนย้ายลงสู่ทะเล และใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการเกิดต้นใหม่ 

 

“เรามุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องในงานฟื้นฟูหญ้าทะเลและปะการังตามหลักวิชาการ และพัฒนาความร่วมมือเชื่อมโยงกับทุกภาคี เพื่อส่งต่อทรัพยากรให้กับลูกหลานต่อไป” 

 

Tipping Point โลกเดือดที่หวนคืนไม่ได้

 

ที่ผ่านมา บางจากฯ ได้เข้าร่วมภารกิจสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำบนเกาะหมาก ด้วยการนำมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า Winnonie มาใช้บนเกาะหมาก สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ถุงมือและเสื้อที่ผลิตจากขวด PET รีไซเคิล มอบให้ทีมอาสาสมัคร Trash Hero Koh Mak สำหรับเก็บขยะชายหาด และทีมงานวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านอ่าวนิด ใช้สำหรับกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเล 

 

“จากนี้ไป เราอยากเห็นการดูแลและต่อยอดที่ยั่งยืน เพราะคำว่า ‘ศูนย์เรียนรู้’ หมายความว่าคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวต้องได้เรียนรู้ อย่างน้อยทำให้คนที่มาได้รู้ว่าหญ้าทะเลสำคัญอย่างไร แม้โอกาสที่ธรรมชาติจะกลับมา 100% คงเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยสิ่งนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นว่าทำไมหญ้าทะเลและปะการังถึงสำคัญ” กลอยตากล่าวทิ้งท้าย 

 

ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม ‘ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หมู่เกาะหมาก’ สามารถติดต่อล่วงหน้าที่ได้ อบต. เกาะหมาก โทร. 0-3951-0748 และกลุ่มอนุรักษ์ปะการัง เกาะหมาก โทร. 08-9512-5500

The post ตามติดภารกิจเปิด ‘ศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อน หมู่เกาะหมาก’ กับบางจากฯ และเป้าหมายฟื้นชีพหญ้าทะเลต่อยอดโมเดลการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญเตือน คนไทยเตรียมจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่พัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ จำกัดความเสียหายน้ำท่วม แผ่นดินไหว https://thestandard.co/higher-premiums-lack-disaster-warning/ Fri, 28 Nov 2025 10:14:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1149178 ผู้เชี่ยวชาญเตือน คนไทย เตรียมจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่พัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ จำกัดความเสียหายน้ำท่วม แผ่นดินไหว

จากวิกฤติ ‘น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้’ เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่อ […]

The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน คนไทยเตรียมจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่พัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ จำกัดความเสียหายน้ำท่วม แผ่นดินไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญเตือน คนไทย เตรียมจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่พัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ จำกัดความเสียหายน้ำท่วม แผ่นดินไหว

จากวิกฤติ ‘น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้’ เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน จนปริมาณน้ำล้นตลิ่งไหลทะลักท่วมบ้านเรือนประชาชน ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่ได้รับผลกระทบหนักสุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 สร้างความเสียหายกว่า 560,000 ครัวเรือน มีการคาดการณ์ว่า มูลค่าความเสียหายทั้งภูมิภาค อาจสูงถึง 25,000 ล้านบาท

 

น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ครั้งนี้ สะท้อนผลกระทบจาก Climate change หรือการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้ว จากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ตั้งแต่แผ่นดินไหว ช่วงต้นปี 2568 จนถึงวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ ภัยพิบัตินี้ไม่ได้เกิดเฉพาะแค่ที่ไทย แต่กำลังเป็นเทรนด์เดียวกันทั่วโลก และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในระดับที่ในอนาคต เราหลายคนอาจหมดตัว เพราะความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

 

THE STANDARD WEALTH สัมภาษณ์ พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด (ABS) และ อดีตนายกสมาคมนักคณิต ศาสตร์ประกันภัยแห่งประเทศไทย ชวนอ่านมุมมองแนวโน้มธุรกิจประกันภัย ปรับตัวอย่างไรในวันที่ความเสี่ยงภัยพิบัติรุนแรงขึ้น ผลกระทบต่อผู้บริโภค และแนวทางแก้ไขร่วมกัน

 

พิเชฐ กล่าวว่า ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดบ่อยครั้งขึ้น เป็นผลมาจาก Climate change ดังนั้นธุรกิจประกันภัยจะไม่สามารถยึดหลักสถิติในอดีตทั้งหมด เพื่อจำลองความเสี่ยงในอนาคตได้ เนื่องจากตัวแปรเรื่องโลกร้อนขยับขึ้น เป็นตัวเร่งให้ภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม แผ่นดินไหว ไฟไหม้ ทวีความรุนแรงขึ้น แนวโน้มในระยะข้างหน้า ธุรกิจประกันภัยจะต้องมีการปรับตัวใน 3 ด้าน ดังนี้

 

1.ธุรกิจประกันภัยต้องเปลี่ยนแนวคิดทำธุรกิจ

 

ไม่ควรคิดว่า สถิติในอดีต สามารถจำลองเหตุการณ์หรือความเสียหายในอนาคตได้เสมอไป มิฉะนั้นอาจจะเจ๊งได้ เพราะตัวแปรในการคิดต้นทุนไม่คงที่ เช่น อุณหภูมิโลกร้อนเฉลี่ยขึ้น 1 องศาทุกปี

 

2. เบี้ยประกันแพงขึ้น

 

ถ้าสภาพแวดล้อมโลกเสี่ยงขึ้น เบี้ยประกันภัยไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม แผ่นดินไหว จำเป็นต้องปรับสูงขึ้น ตามความเสี่ยง

 

3. การเตือนภัยล่วงหน้าช่วยจำกัดความเสียหาย

 

จำกัดความถี่และความเสียหายที่จะเกิดขึ้น สามารถบรรเทาได้ จากการบริหารจัดการของมนุษย์ ต้องมีระบบเตือนภัยที่ดี ปรับปรุงกระบวนการสื่อสารให้ทันท่วงที ต้องพัฒนาสองสิ่งนี้ ควบคู่กัน หากสามารถทำให้มีประสิทธิภาพระดับสากลได้ จะช่วยบรรเทาความเสียหาย จากหนักเป็นเบา อัตราการเคลมน้อยลง ส่งผลให้เบี้ยประกันไม่ปรับตัวสูงขึ้น จนเกินไป

 

“หลักการของบริษัทประกัน มีการเคลมมากหรือน้อย เขาต้องการส่วนต่าง ถ้าต้นทุน การเคลมน้อยลงก็ปรับเบี้ยถูกลงได้ เพื่อให้ราคาสามารถแข่งขันได้ เช่น มีการเคลม 80 บาท ก็คิดเบี้ยประกัน 100 บาท”

 

ธุรกิจประกัน ก็เหมือนธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องบริหารให้มีกำไรมากกว่าต้นทุน ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องช่วยกันบริหารความเสียหายจากอัตรา 80% ลดลงมาอยู่ที่ 50% ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

 

คนแห่ทำประกันภัย รับมือน้ำท่วม เสียหายหนักกว่าแผ่นดินไหว

 

ในมุมมองของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย มองว่า ความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม รุนแรงกว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหว เนื่องจาก เหตุการณ์น้ำท่วมกินระยะเวลานาน สร้างความเสียเป็นวงกว้างต่อทรัพย์สินหลายประเภท เช่น รถยนต์ บ้าน กระทบต่อเนื่องไปถึงธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่แผ่นดินไหว ความเสียหายมักเกิดขึ้น กับตึกสูง ทั้งนี้ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหว ช่วงต้นปี คนตระหนักถึงความสำคัญทำประกันภัยพิบัติมากขึ้น จึงหันมาทำประกันภัยบ้าน พ่วงกับประกันน้ำท่วมไปด้วย ดังนั้นปัจจุบันน่าจะมีอัตราเคลม ประกันน้ำท่วมเพิ่มขึ้น จากช่วงต้นปี

 

ทั้งนี้พิเชฐ ทิ้งท้ายว่า เพื่อให้ประกันภัยสามารถเข้าถึงทุกคนได้ ในขณะที่บริษัทประกันสามารถทำธุรกิจยั่งยืนในระยะยาว ทุกภาคส่วนจะต้องกลับมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ คือ ‘ภาวะโลกร้อน’

 

โดยบริษัทประกันเอง จะต้องมีส่วนร่วมในการสนับสนุน โครงการ ESG ผ่านการลงทุนต่างๆ เช่น พันธบัตร ส่วนในฝั่งของหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ลงทุนกับบริษัทหรือโครงการ ที่สนับสนุน ESG ส่วนในฝั่งของหน่วยงานกำกับ คือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) อาจสนับสนุนให้บริษัทประกันภัย ลงทุนในโครงการที่เกี่ยวเนื่อง กับการพัฒนาและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อลดอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ Capital Adequacy Ratio ที่บริษัทประกันต้องแบกรับ

The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน คนไทยเตรียมจ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้น ถ้ารัฐบาลไม่พัฒนาระบบเตือนภัยพิบัติ จำกัดความเสียหายน้ำท่วม แผ่นดินไหว appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้น้ำท่วมใหญ่เกิดทุก 2 สัปดาห์ https://thestandard.co/global-boiling-2100-quotes/ Thu, 27 Nov 2025 07:50:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1148468 นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัย […]

The post นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้น้ำท่วมใหญ่เกิดทุก 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ของไทย โดยสะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งโลกร้อนขึ้น โอกาสเกิด ‘ภัยพิบัติรุนแรง’ จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเสนอแนะแนวทางให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อมให้มากยิ่งขึ้น

 

นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 1นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 2นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 3นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 4นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 5นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้ น้ำท่วมใหญ่ เกิดทุก 2 สัปดาห์ 6

The post นักวิชาการคาด โลกเดือด ปี 2100 อาจทำให้น้ำท่วมใหญ่เกิดทุก 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb) ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วมหาดใหญ่จริงหรือไม่? https://thestandard.co/rain-bomb-and-hat-yai/ Tue, 25 Nov 2025 12:24:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1147519 ‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่?

หาดใหญ่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ จากฝนที่ตกหนักตั้ง […]

The post ‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb) ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วมหาดใหญ่จริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่?

หาดใหญ่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ จากฝนที่ตกหนักตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งกรมชลประทานระบุไว้ว่าปริมาณน้ำฝนที่เป็นสาเหตุของน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ ถือเป็นฝนที่หนักที่สุดในรอบ 300 ปี โดยปริมาณน้ำฝนสะสมในอำเภอหาดใหญ่ 3 วันนับตั้งแต่ 19-21 พฤศจิกายน 2568 วัดได้สูงสุดถึง 630 มม. อุทกภัยใหญ่ในครั้งนี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบกับชีวิตของประชาชนในหลายจังหวัดภาคใต้จำนวนมาก

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 1

 

สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ เกิดจากหลายสาเหตุ ซึ่งอาจเห็นได้จากสื่อหลายสำนักที่มีการหยิบยกคำศัพท์หนึ่งขึ้นมานิยามลักษณะของฝนที่ทำให้เกิดน้ำท่วมที่หาดใหญ่อย่าง ‘Rain Bomb’ หรือ ‘ระเบิดฝน’ ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ไม่ได้ถูกใช้ในทางอุตุนิยมวิทยาอย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นคำที่หลายคนเลือกนำมาใช้อธิบายให้เห็นภาพ แล้วระเบิดฝนมันคืออะไร? เกิดจากอะไร? และมันใช่สาเหตุของน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้หรือไม่?

 

‘ระเบิดฝน’ คืออะไร?

 

จากคำอธิบายของ ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า Rain Bomb หรือระเบิดฝน เป็นคำศัพท์ที่ใช้อธิิบายปรากฏการณ์ฝนตกหนักระดับ 100-200 มม. หรือมากกว่านั้นในช่วงสั้นๆ โดยมีปัจจัยธรรมชาติ 3 อย่างในครั้งนี้ ได้แก่ ลานีญา ร่องมรสุม และภาวะโลกร้อน

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 2

ภาพอธิบายปรากฏการณ์ เอลนีโญ และลานีญา
ภาพ: กรมชลประทาน

 

ลานีญา เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการกระแสลมจากด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกพัดมายังด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งกระแสลมนี้มีความรุนแรงมากกว่าปกติ และพัดพากระแสน้ำอุ่นให้ไหลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น บริเวณภูมิภาคนี้จึงมีระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น เมื่อน้ำทะเลระเหยขึ้นเป็นเมฆฝน จึงมีปริมาณฝนที่ตกหนักมากขึ้นกว่าปกติ

 

ส่วนร่องมรสุม หมายถึงร่องความกดอากาศต่ำ หรือหมายถึงโซนแคบๆ ที่เป็นแนวพาดขวางในทิศตะวันออกและทิศตะวันตกที่มีลมพัดผ่าน โดยร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณไหนจะทำให้บริเวณนั้นเกิดฝนตกหนัก ซึ่งปกติแล้วร่องมรสุมจะมีการเลื่อนขึ้นลงได้ตามแนวการโคจรของดวงอาทิตย์ แต่ในครั้งนี้ ร่องมรสุมกลับพาดผ่านอยู่บริเวณภาคใต้ตอนล่างเป็นเวลานาน ไม่ขยับไปไหน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักบริเวณภาคใต้มากกว่าปกติ

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 3

ภาพปรากฏการณ์ Microburst ที่เกิดจากกระแสลมพุ่งลงอย่างรวดเร็ว

ภาพ: huw-ogilvie

 

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ ภาวะโลกร้อน ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้มหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้น ปริมาณน้ำที่ระเหยมีมากขึ้น เมฆมีความชื้นสูงมากขึ้น รวมถึงอากาศที่อุ่นนั้นสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้นประมาณ 7% ต่อองศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้น ทำให้ในชั้นบรรยากาศเกิดการสะสมของปริมาณความชื้นจำนวนมาก เมื่อเกิดฝนตกจึงเกิดระเบิดฝน คล้ายกับฟ้ารั่วที่มีการปลดปล่อยน้ำปริมาณมหาศาลลงมาจากฟ้าในเวลาอันสั้น ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่อย่างที่ได้เห็นกัน

 

โดยระเบิดฝนนั้นถือเป็นปัญหาในด้านอุตุนิยมวิทยาอย่างมาก เนื่องจากมันค่อนข้างสังเกตยาก โดย ผศ.ดร.ภาณุ ตรัยเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาและสภาพอากาศ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยให้ข้อมูลว่า เมฆที่เป็นต้นกำเนิดของระเบิดฝนมีลักษณะที่ไม่ได้แตกต่างจากเมฆฝนทั่วไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อวงการต่างๆ ที่ต้องเฝ้าระวังการเกิดฝนในลักษณะนี้ หนึ่งในนั้นคือ อุตสาหกรรมการบิน ซึ่งนักอุตุนิยมวิทยาเพื่อการบินมีการศึกษาเรื่องนี้เยอะมาก เพราะมันส่งผลต่อความปลอดภัยในการบิน เช่น การที่เกิดลมพัดลงขณะที่เครื่องบินกำลังจะขึ้น ทำให้หัวเครื่องบินถูกกดลงมาจนไม่สามารถเอาเครื่องขึ้นได้

 

สาเหตุหลักของน้ำท่วมภาคใต้คือ ‘ฝนแช่’ ไม่ใช่ ‘ระเบิดฝน’

 

อย่างที่อธิบายไป ระเบิดฝนนั้นถูกใช้อธิบายปรากฏการณ์ฝนตกหนักระดับ 100-200 มม. หรือมากกว่านั้นในช่วงสั้นๆ ซึ่งคำว่าระเบิดนั้น นอกจากหมายถึงปริมาณน้ำฝนที่มากแล้ว อาจหมายถึงลมที่พัดน้ำฝนกระแทกพื้นดินอย่างรุนแรงด้วยเป็นก้อนเดียวในเวลาอันสั้น ซึ่งระยะเวลาสั้นนี้กินเวลาประมาณ 15-60 นาที จนเกิดเป็นน้ำท่วมฉับพลันได้จากการที่ระบายน้ำได้ไม่ทัน

 

เนื่องจากระเบิดฝน ยังไม่ใช่คำศัพท์ที่นักวิชาการใช้กันจริงๆ ตัวนิยามคำว่า ‘เวลาอันสั้น’ จึงอาจจะไม่เท่ากันแล้วแต่การตีความ แต่ลักษณะฝนที่ตกในบริเวณภาคใต้ จนเกิดเป็นน้ำท่วมใหญ่ในปี 2568 นี้มีลักษณะฝนตกทุกวัน ตั้งแต่

 

• วันที่ 19 พฤศจิกายน ฝนตก 155 มม.
• วันที่ 20 พฤศจิกายน ฝนตก 146.8 มม.
• วันที่ 21 พฤศจิกายน ฝนตก 370.2 มม.
• วันที่ 22 พฤศจิกายน ฝนตก 139.6 มม.
• วันที่ 23 พฤศจิกายน ฝนตก 143.8 มม.
• วันที่ 24 พฤศจิกายน ฝนตก 262 มม.

 

รวมแล้วทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 17-24 พฤศจิกายน ตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาวัดปริมาณน้ำฝนที่อำเภอหาดใหญ่ได้ 1,120.6 มม. ซึ่งถือว่าเยอะมาก จากการสะสมของปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาตลอดหลายวัน นิยามของระเบิดฝนที่ว่าฝนตกหนักมากในเวลาอันสั้นจึงดูจะไม่ตรงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนี้

 

อีกหนึ่งในคำศัพท์ที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ฝนตกหนักที่ภาคใต้ในครั้งนี้ได้ตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่าคือ ‘Stationary Heavy Rain’ หรือ ‘ฝนแช่’ ที่เกิดจากร่องมรสุมที่หยุดนิ่ง อย่างที่ได้อธิบายไปก่อนหน้าว่าในช่วงนี้ร่องมรสุมนั้นพาดผ่านอยู่บริเวณภาคใต้ตอนล่างเป็นเวลานาน ไม่ขยับไปไหน ทำให้เกิดเมฆฝนก่อตัวและตกลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพื้นที่เดิม โดยอาจตกต่อเนื่องกันหลายชั่วโมง หรือหลายวัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนมีการสะสมสูงขึ้นเรื่อยๆ จนระบบระบายน้ำไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้เพียงพอ

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปรากฏการณ์ฝนแช่ ก็เป็นผลพวงที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกันกับระเบิดฝน เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทั่วทั้งโลก รวมถึงบริเวณน้ำทะเล ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลในอ่าวไทยสูงขึ้น การระเหยของน้ำทะเลก็เพิ่มสูงขึ้น น้ำทะเลที่ระเหยขึ้นมานี้จึงกลายเป็นเชื้อเพลงที่คอยเติมความชื้นให้เมฆฝนอย่างไม่หยุดหย่อน ฝนแช่จึงเกิดขึ้นต่อเนื่องและยาวนานอย่างที่เห็น

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 4

 

พยากรณ์สภาพอากาศหลังจากนี้

 

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์สภาพอากาศล่วงหน้าระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคม 2568 ภาคใต้จะมีฝนลดลง เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลอันดามันตอนล่างเคลื่อนไปปกคลุมบริเวณเกาะสุมาตรา และอ่าวเบงกอลตอนล่างแทน แต่ก็อาจจะยังมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ของภาคใต้

 

กรมอุตุนิยมวิทยา ยังเตือนอีกว่าประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างยังต้องระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสม อาจมีน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มเติมได้ ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

 

ด้วยสภาพอากาศที่แปรปรวน จากภาวะโลกรวน เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญให้ประชาชนทุกภาค และหน่วยงานรัฐ ทบทวนมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติกันใหม่ ไม่ใช่แค่ภาคใต้ เพราะทั้งระเบิดฝนและฝนแช่นั้น อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ กลาง อีสาน จรดใต้ได้หมด

 

หากใครที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา และยังต้องการรับความช่วยเหลือจากเหตุน้ำท่วมในครั้งนี้ สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ และสายด่วนตามภาพได้

 

‘ระเบิดฝน’ ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วม หาดใหญ่ จริงหรือไม่? 5

 

ภาพปก: REUTERS / Roylee Suriyaworakul

 

อ้างอิง:

The post ‘ระเบิดฝน’ (Rain Bomb) ใช่ปรากฏการณ์เบื้องหลังน้ำท่วมหาดใหญ่จริงหรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ https://thestandard.co/life/sansiri-design-for-better-world/ Fri, 07 Nov 2025 09:47:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1137644

หากเป็นเมื่อก่อน การเลือกซื้อบ้านสักหลัง ปัจจัยหลักที่เ […]

The post บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากเป็นเมื่อก่อน การเลือกซื้อบ้านสักหลัง ปัจจัยหลักที่เราใช้ตัดสินใจคงหนีไม่พ้นเรื่องทำเล ราคาที่เหมาะสม หรือดีไซน์ที่สวยงามถูกใจ แต่ในวันนี้ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน วิกฤตฝุ่น PM 2.5 หรือความกังวลเรื่องสุขภาพ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนมุมมองของเราไปโดยสิ้นเชิง และกำลังสร้างมาตรฐานใหม่ของการเลือกที่อยู่อาศัย คำถามสำคัญจึงไม่ได้มีแค่ว่า “บ้านนี้อยู่ที่ไหน” หรือ “สวยหรือเปล่า” แต่คือคำถามที่ลึกซึ้งกว่านั้นว่า “บ้านหลังนี้จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดีได้อย่างไร” และ “การอยู่อาศัยของเราจะยั่งยืนแค่ไหน” นี่คือโจทย์ใหม่ที่แสนสิริให้ความสำคัญและคิดมาอย่างรอบด้าน เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของการใช้ชีวิต
ด้วยเหตุนี้แสนสิริไม่ได้มองการพัฒนาที่อยู่อาศัยเป็นแค่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ยึดมั่นในสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยจะได้รับในทุกวัน ‘EVERY DAY… LIFE IS GOOD’ ที่เชื่อว่าภารกิจของพวกเขาไม่ใช่แค่การสร้างบ้าน แต่คือการสร้างชีวิตที่ดีมีคุณภาพให้กับผู้อยู่อาศัยทุกคน

 

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้แสนสิริ ในฐานะ Design Leader ตลอดกว่า 40 ปี เดินหน้ายกระดับพันธกิจสีเขียวครั้งสำคัญสู่ ‘Sansiri Sustainable Design’ ซึ่งเป็นเสมือนคู่มือฉบับย่อที่นำทางเราไปสู่การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ยังดีกับโลกใบนี้ด้วย

 

เมื่อบ้านไม่ได้เป็นแค่ที่พักพิง

 

แนวคิด Sansiri Sustainable Design ไม่ได้เกิดขึ้นจากจินตนาการ แต่มาจากการถอดรหัสความสำเร็จและต่อยอดองค์ความรู้จาก ‘Sansiri Sustainable Home Prototype 1’ ซึ่งเป็นบ้านต้นแบบนวัตกรรมยั่งยืนแห่งแรกของไทย

 

โดยนำนวัตกรรมที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว มาขยายผลสู่โครงการใหม่กว่า 25 โครงการทั่วประเทศ ทั้งบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม ตั้งแต่แบรนด์เศรษฐสิริ, เดอะ เบส, ดีคอนโด ไปจนถึงโครงการใหม่อย่าง วาลเลส เฮาส์ และ ไวด์เด็น บาย แสนสิริ

 

บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ 2

 

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้แคมเปญ ‘Sustainable Happiness: สร้างสุขที่ยั่งยืน’ ที่ต้องการให้ผู้คนได้สัมผัสถึงนิยามใหม่ของการอยู่อาศัย ที่การ ‘ใช้ชีวิต’ ในบ้านจะทำให้เราแข็งแรง มีความสุข และยังได้ดูแลโลกไปพร้อมกัน

 

โดยมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สอดรับอย่างยิ่งกับนโยบายรัฐบาลที่ได้ปรับเป้าหมายของประเทศให้เร็วขึ้นมาเป็นปี 2050 เช่นกัน

 

ถอดรหัส 4 แกนหลักของการสร้างสุขที่ยั่งยืน

 

หัวใจสำคัญของ Sansiri Sustainable Design คือการออกแบบที่ผสานนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ผ่าน 4 แกนหลักที่จับต้องได้และเห็นผลจริง ซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการเลือกที่อยู่อาศัยในอนาคต ได้แก่

 

Cooliving Design บ้านอยู่เย็นสู้โลกร้อน คือแกนแรกที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนของเมืองไทยโดยเฉพาะ โดยไม่ได้พึ่งพาแค่เครื่องปรับอากาศ แต่เริ่มต้นตั้งแต่การวางผังโครงการที่คำนึงถึงทิศทางลมและแดด เพื่อให้บ้านเย็นสบายและมีอากาศถ่ายเทสะดวกตามธรรมชาติ

 

นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้กระจกเขียวตัดแสงชนิดพิเศษ ที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้สูงถึง 93% และรังสีอินฟราเรดได้ถึง 97% ทำให้แม้แสงธรรมชาติจะส่องเข้ามาสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น แต่ความร้อนจะถูกสกัดไว้ภายนอก

 

บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ 3

 

สำหรับโครงการบ้านเดี่ยวอย่างเศรษฐสิริ ยังมีการออกแบบชายคาให้ยื่นยาวออกมาเพื่อสร้างร่มเงา และใช้ฉนวนกันความร้อนใต้ฝ้าเพดานเพื่อลดอุณหภูมิจากหลังคาโดยตรง ทั้งหมดนี้คือการออกแบบที่คิดมาอย่างละเอียด เพื่อให้บ้านเย็นสบายและลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศให้ได้มากที่สุด

 

Resource Efficiency ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรสูงสุด คือการเลือกใช้นวัตกรรมเพื่อลดการใช้พลังงานและทรัพยากรให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่การเลือกใช้หลอดไฟ LED ที่ประหยัดพลังงาน ไปจนถึงการติดตั้งสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ

 

ไฮไลต์สำคัญคือการนำพลังงานสะอาดจากแผงโซลาร์เซลล์มาใช้ โดยเฉพาะในส่วนของคลับเฮาส์ ซึ่งในช่วงเวลา 11:00 น. ถึง 16:00 น. ที่มีแสงแดดจัด พลังงานที่ผลิตได้จะช่วยลดค่าไฟส่วนกลางจนเกือบเป็นศูนย์ การลดใช้พลังงานเหล่านี้ไม่เพียงดีต่อโลก แต่ยังช่วยให้ลูกบ้านประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวอีกด้วย

 

บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ 4

 

Green Materials ใช้วัสดุรักษ์โลก ลดคาร์บอน คือความใส่ใจตั้งแต่ต้นน้ำของกระบวนการก่อสร้าง แสนสิริเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ พร้อมนำระบบการก่อสร้างด้วย Precast จากโรงงานของแสนสิริเอง มาใช้เพื่อลดขยะในพื้นที่ก่อสร้าง

 

บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ 5 บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ 6

 

นอกจากนี้ยังนำแนวคิด Upcycling มาปรับใช้อย่างสร้างสรรค์ โดยนำเศษวัสดุที่เหลือใช้จากการก่อสร้าง เช่น เศษหินอ่อน มาออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์ หรือของใช้ใหม่ๆ อย่างจานรองแก้วหรือที่คั่นหนังสือ เพื่อลดปริมาณขยะให้เหลือน้อยที่สุด

 

Health and Well-being Design ออกแบบเพื่อสุขภาพและสุขภาวะที่ดี คือแกนที่สำคัญที่สุด เพราะเราใช้เวลาในบ้านถึง 70% ของชีวิต แสนสิริจึงให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศเป็นอันดับแรก ด้วยการติดตั้งนวัตกรรมบ้านและคอนโดปลอดฝุ่น ด้วยระบบกรองถึง 6 ชั้น

 

สามารถกรองฝุ่น pm 2.5 และฝุ่นที่ละเอียดได้ถึงระดับ PM 0.1 และฆ่าเชื้อโรคด้วยแสง UV เพื่อป้องกันเชื้อโรค พร้อมระบบแรงดันบวกที่ช่วยเติมอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในบ้านอยู่เสมอ เพิ่มอ็อกซิเจน และผลักคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ออกไปสู่ภายนอกทำให้ผู้อยู่สดชื่น แข็งแรง ในทุกวันซึ่งสามารถเห็นการวัดค่าต่างๆ ได้จากหน้าจอที่ติดตั้งอยู่ในห้อง

 

บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ 7

 

นอกจากอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังมีการเลือกใช้วัสดุตกแต่งภายในและเฟอร์นิเจอร์ที่มีคุณสมบัติ Zero-VOCs หรือปลอดสารระเหยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พร้อมส่งเสริมคอมมูนิตี้ที่ยั่งยืนด้วยพื้นที่สีเขียวที่มากกว่าเกณฑ์มาตรฐานสูงสุดถึง 3.5 เท่าในบางโครงการ และมีพื้นที่ Sansiri Backyard ให้ลูกบ้านได้ปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษไว้รับประทาน

 

บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ 8

 

จากบ้านต้นแบบสู่มาตรฐานใหม่

 

แสนสิริยังคำนึงถึงการออกแบบเพื่อทุกคนในครอบครัว (Universal Design) ตั้งแต่การใช้พื้นที่ลดแรงกระแทกเพื่อช่วยถนอมข้อเข่า ไปจนถึงการออกแบบห้องน้ำสำหรับผู้สูงอายุที่รถเข็นสามารถเข้าใช้งานได้อย่างสะดวกในโครงการเศรษฐสิริ และการมีโซนสำหรับสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะในคอนโด Pet-welcome อย่าง ไวด์เด็น บาย แสนสิริ รวมถึงโครงการใหม่อย่าง วาลเลส เฮาส์ ด้วย

 

บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ 9

 

การขยายผลแนวคิด Sansiri Sustainable Design สู่ 25 โครงการใหม่ทั่วประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นการ ‘คิดใหญ่ ทำจริง และทำอย่างต่อเนื่อง’ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ได้เป็นแค่แนวคิด ทว่าเป็นสิ่งที่จับต้องได้และเริ่มต้นได้จากบ้านของเราทุกคน

 

นี่คือก้าวสำคัญในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย และคือคำมั่นสัญญาในการสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับลูกบ้านและโลกใบนี้ไปพร้อมกัน โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://siri.ly/demOAF9

The post บ้านที่ดีไม่ได้ดีแค่กับเรา แต่ต้องดีกับโลกด้วย ถอดรหัส Sansiri Sustainable Design แนวคิดการออกแบบเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนจากแสนสิริ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สวนโลก ทุ่มงบ 100 ล้านดอลลาร์ลงทุนถ่านหิน ขยายแหล่งพลังงานรองรับ Data Center https://thestandard.co/trump-funds-coal-data-centers/ Sat, 01 Nov 2025 07:29:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1138664 ทรัมป์สวนโลก ทุ่มงบ 100 ล้านดอลลาร์ลงทุนถ่านหิน ขยายแหล่งพลังงานรองรับ Data Center

ทรัมป์ทุ่มงบ 100 ล้านดอลลาร์ ปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพ […]

The post ทรัมป์สวนโลก ทุ่มงบ 100 ล้านดอลลาร์ลงทุนถ่านหิน ขยายแหล่งพลังงานรองรับ Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์สวนโลก ทุ่มงบ 100 ล้านดอลลาร์ลงทุนถ่านหิน ขยายแหล่งพลังงานรองรับ Data Center

ทรัมป์ทุ่มงบ 100 ล้านดอลลาร์ ปรับปรุงโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพื่อขยายแหล่งพลังงานรองรับ Data Center สวนทางกับความร่วมมือระดับโลกในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

 

กระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (U.S. Department of Energy) ประกาศเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่นว่า จะจัดสรรเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่มีอยู่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

 

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นไปเพื่อฟื้นฟูการพึ่งพาพลังงานจากถ่านหิน ตามความต้องการของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ซึ่งกระทรวงพลังงานระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะจัดสรรเงินจำนวน 625 ล้านดอลลาร์ เพื่อขยายการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงถ่านหิน

 

ที่ผ่านมา โรงไฟฟ้าถ่านหินในสหรัฐฯ ทยอยปิดตัวลงเรื่อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จากความกังวลด้านสาธารณสุข และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเข้ามาของก๊าซธรรมชาติที่มีต้นทุนถูกกว่า

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า เชื้อเพลิงถ่านหินสามารถส่งมอบพลังงานไฟฟ้าที่มากพอต่อการหล่อเลี้ยง ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ของสหรัฐฯ และช่วยให้สหรัฐฯ ครองบทบาทนำในสมรภูมิปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อไปได้

 

คริส ไรท์ (Chris Wright) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ กล่าวว่า “เป็นเวลาหลายปีที่รัฐบาลภายใต้การนำของ โจ ไบเดน (Joe Biden) และ บารัค โอบามา (Barack Obama) ได้เพ่งเล็งอุตสาหกรรมถ่านหินของอเมริกาอย่างไม่ลดละ จนทำให้โรงไฟฟ้าต้องปิดตัวลงหลายแห่ง และนำมาซึ่งราคาพลังงานที่มีต้นทุนสูงขึ้น

 

ไรท์กล่าวเสริมว่า “โชคดีที่ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยุติสงครามกับถ่านหินอเมริกันแล้ว และหันมาฟื้นฟูนโยบายพลังงานที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาวอเมริกันเป็นอันดับแรก (American First) ซึ่งโครงการเหล่านี้จะช่วยให้โรงไฟฟ้าถ่านหินของอเมริกาเปิดดำเนินการต่อไปได้ และช่วยให้มั่นใจได้ว่าสหรัฐฯ จะมีพลังงานราคาถูกมากพอตามที่ต้องการ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของพวกเรา”

 

อย่างไรก็ตาม นักสิ่งแวดล้อมวิจารณ์ว่า ความพยายามในการผลักดันพลังงานถ่านหินของทรัมป์ สวนทางกับความพยายามในการต่อสู้ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความร่วมมือระดับโลกเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

 

ตามประกาศของกระทรวงพลังงาน เงินทุนจะถูกจัดสรรเพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การจัดการน้ำเสียขั้นสูง, การสลับเชื้อเพลิงระหว่างถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ, และระบบการเผาไหม้ร่วม (Co-Firing) ของถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ

 

อ้างอิง :

The post ทรัมป์สวนโลก ทุ่มงบ 100 ล้านดอลลาร์ลงทุนถ่านหิน ขยายแหล่งพลังงานรองรับ Data Center appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน https://thestandard.co/gates-prioritizes-poverty-over-climate/ Sat, 01 Nov 2025 05:14:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1138629 บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน

บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ซึ่งเ […]

The post บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน

บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ซึ่งเคยเขียนหนังสือ How to Avoid a Climate Disaster ในปี 2021 ได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกเปลี่ยนแนวทางในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งใหญ่ โดยเขาแย้งว่าปัจจุบันมีการทุ่มเททรัพยากรไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเกินไป และควรนำเงินส่วนนั้นไปใช้ ‘พัฒนาชีวิต’ และขจัดความยากจนและโรคภัยไข้เจ็บแทน

 

ในจดหมายที่เผยแพร่ก่อนการประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศ COP30 ของสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า เกตส์ได้วิจารณ์มุมมองแบบวันสิ้นโลก (doomsday view) ที่มีต่อปัญหาโลกร้อน และเรียกร้องให้ผู้นำต่างๆ ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ (strategic pivot) ไปมุ่งเน้นในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของมนุษย์โดยตรงมากกว่า

 

“สภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องพิจารณาในแง่ของสวัสดิภาพโดยรวมของมนุษย์” เกตส์กล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ CNBC “ผมไม่ได้เลือกจุดยืนนี้เพราะทุกคนเห็นด้วย แต่ผมคิดว่านี่คือคำตอบที่สมเหตุสมผลที่สุด”
เกตส์ได้ยกตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากต้องเลือกระหว่างการกำจัดโรคมาลาเรียกับการปล่อยให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 0.1 องศาเซลเซียส

 

“ถ้าให้ผมเลือกระหว่างการกำจัดโรคมาลาเรีย กับการที่อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้น 0.1 องศา ผมยอมเลือกกำจัดมาลาเรียดีกว่า เพราะผู้คนไม่เข้าใจจริงๆ ว่าความทุกข์ทรมาน (จากโรคภัย) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมันเลวร้ายแค่ไหน” เขากล่าว ซึ่งสะท้อนจุดยืนจากมูลนิธิ Gates Foundation ของเขาที่ทุ่มเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บทั่วโลก

 

การเปลี่ยนจุดยืนของเกตส์เกิดขึ้นในจังหวะที่การเมืองในสหรัฐฯ กลับมาให้ความสำคัญกับประเด็นอื่น โดย Breakthrough Energy ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของเขา ก็มีรายงานว่าได้ปลดพนักงานเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งสื่ออย่าง The New York Times วิเคราะห์ว่าเป็นการ ‘ปรับทัพอาณาจักรของเกตส์เพื่อรับมือกับยุคของทรัมป์’

 

จุดยืนใหม่ของเกตส์ได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทันทีจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศ เจฟฟรีย์ แซคส์ (Jeffrey Sachs) ผู้อำนวยการศูนย์การพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เรียกบันทึกของเกตส์ว่า “ไร้จุดหมาย คลุมเครือ ไม่เป็นประโยชน์ และน่าสับสน”

 

เขายังกล่าวอีกว่า “ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเลือกระหว่างการลดความยากจนกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองสิ่งนี้สามารถทำควบคู่กันไปได้”

 

คริสตี เอบี (Kristie Ebi) นักวิทยาศาสตร์จาก University of Washington กล่าวว่าเธอเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการเจรจาควรเน้นไปที่การพัฒนามนุษย์ แต่ก็ชี้ว่าแนวคิดของเกตส์นั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ไม่น่าเป็นไปได้

 

ขณะที่ คริส ฟิลด์ (Chris Field) จาก Stanford University มองว่าเราควรลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว “อนาคตที่สดใสในระยะยาวนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการปัญหาโลกร้อนและการพัฒนามนุษย์ไปพร้อมกัน”

 

แม้จะถูกวิจารณ์ แต่เกตส์ก็ยังคงยืนยันในบันทึกของเขาว่าสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีคือ ‘เกราะป้องกัน’ ที่ดีที่สุดจากปัญหาโลกร้อน โดยอ้างอิงงานวิจัยที่พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจะลดลงกว่า 50% หากเศรษฐกิจโลกเติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ เขายังได้วิจารณ์การที่รัฐบาลในกลุ่มประเทศร่ำรวยนำโดยสหรัฐฯ กำลังตัดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศ

 

เกตส์ยกตัวอย่าง Gavi องค์กรจัดซื้อวัคซีนที่เขาก่อตั้ง กำลังจะได้รับเงินทุนน้อยลง 25% ในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งที่ Gavi สามารถช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งได้ด้วยเงินเพียง 1,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 32,300 บาท) “เด็กที่ไม่ตายเพราะโรคหัดหรือไอกรน จะมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นเมื่อคลื่นความร้อนมาเยือน” เขากล่าว

 

ในขณะเดียวกัน เกตส์ก็ยังคงแสดงความผิดหวังอย่างมากต่อการที่รัฐบาลทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงปารีสอีกครั้ง แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่านวัตกรรมจะเป็นทางออกในระยะยาว และได้ชื่นชมบริษัทอย่าง Microsoft ที่ยังคงลงทุนในพลังงานทางเลือก ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนพลังงานสะอาดถูกลง

 

จุดยืนของ Microsoft เองก็กำลังถูกท้าทายเช่นกัน เมลานี นากางาวะ (Melanie Nakagawa) ประธานฝ่ายความยั่งยืนของบริษัท ยอมรับว่าเป้าหมายด้านสภาพอากาศของบริษัทนั้นไกลออกไปกว่าเดิม หลังจากที่บริษัทหันมาทุ่มเทให้กับ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (AI) ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาล แต่เธอก็แย้งว่า AI จะเป็น ‘จรวดที่ใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น และทรงพลังขึ้น’ ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายเหล่านั้นได้ในระยะยาว

 

ภาพ : Leon Neal – WPA Pool /Getty Images

อ้างอิง:

The post บิลล์ เกตส์ พลิกจุดยืนก่อนประชุม COP30 ชี้โลกทุ่มเงินลดโลกร้อนมากเกินไป ควรหันไปแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก บนเวที APEC CEO Summit 2025 https://thestandard.co/thai-pm-apec2025-global-economic-bridge/ Thu, 30 Oct 2025 09:19:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1137503 นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก บนเวที APEC CEO Summit 2025

วันนี้ (30 ตุลาคม) เวลา 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคย […]

The post นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก บนเวที APEC CEO Summit 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก บนเวที APEC CEO Summit 2025

วันนี้ (30 ตุลาคม) เวลา 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับเกียรติเป็นผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปคประจำปี 2568 (APEC CEO Summit 2025) ภายใต้หัวข้อ ‘Bridge. Business. Beyond.’ ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญระดับผู้นำเศรษฐกิจและภาคเอกชนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีผู้นำเขตเศรษฐกิจ APEC นักธุรกิจชั้นนำ และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้สรุปสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำภาคธุรกิจของเอเปคในปีนี้ ต่อเนื่องจากการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระดับภูมิภาคที่กำลังเกิดขึ้น ในยุคที่ระบบพหุภาคีกำลังอ่อนแรง ความร่วมมือในระดับภูมิภาคมีความสำคัญยิ่งในฐานะกลไกเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสร่วมกัน

 

สำหรับประเทศไทย ซึ่งกำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์สำคัญ จากประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง จากฐานการผลิตสู่ฐานนวัตกรรม และจากผู้มีส่วนร่วมในภูมิภาค สู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงของภูมิภาค (Regional Connector) รัฐบาลมุ่งมั่นวางรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่ออนาคตของประเทศ ผ่านแนวทาง ‘Quick Big Win’ ซึ่งหัวข้อการประชุมในวันนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก คือ การเชื่อมช่องว่างทางเศรษฐกิจ การสร้างโอกาสทางธุรกิจ และการมองไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิม เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตที่ต้องการ

 

ประการแรก การเชื่อมช่องว่างทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ‘การเติบโตที่แท้จริงต้องเริ่มจากประชาชน เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจจะไร้ความหมาย หากไม่เป็นการเติบโตที่ทุกคนมีส่วนร่วม และได้รับประโยชน์จากพลังของนวัตกรรม’ โดยรัฐบาลเปิดตัวโครงการสำคัญ คือ โครงการคนละครึ่ง เพื่อลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่าย และส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล

 

นอกจากนี้ รัฐบาลได้ลงทุนในการพัฒนาทักษะใหม่ (Reskilling) และส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัล โดยปัจจุบันมีชาวไทยกว่า 5 แสนคน เข้าร่วมการอบรมในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยเปิดโอกาสให้คนไทยจำนวนมากสามารถมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้และนวัตกรรม

 

ประการที่สอง การสร้างโอกาสทางธุรกิจ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ‘การเสริมพลังให้กับประชาชนต้องควบคู่ไปกับการเสริมพลังให้ภาคธุรกิจที่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย’ ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุน แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และพัฒนาระบบสินเชื่อให้โปร่งใสและเข้าถึงได้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

 

พร้อมเร่งขับเคลื่อนโครงการ ‘SME Reboot and Go Digital’ เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 200,000 ราย ให้สามารถใช้เครื่องมือออนไลน์เข้าถึงการตลาดดิจิทัล และระบบ e-payment ขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เช่น การเชื่อมโยงระบบ PromptPay ของไทย กับระบบ PayNow ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งแรกในอาเซียน สนับสนุนการทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า นี่คือแนวทางที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

 

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การปลดล็อกศักยภาพทางธุรกิจต้องปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อให้ไทยเป็นประเทศที่ทำธุรกิจได้ง่าย มีกติกาชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างยั่งยืน โดยไทยมีเป้าหมายที่จะการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2573 เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล การกำกับดูแลดิจิทัล และความโปร่งใสของภาครัฐให้เทียบเท่าสากล

 

ทั้งนี้ รัฐบาลได้เริ่มกระบวนการปฏิรูปการบริหารภาครัฐ ลดขั้นตอนราชการ ส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ดึงดูดการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งรวมถึงความเชื่อมั่นในโลกออนไลน์ โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีสนับสนุนความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลก ในการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์และการหลอกลวงออนไลน์

 

ประการสุดท้าย การมองไปข้างหน้าให้ไกลกว่าเดิม เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตที่ต้องการ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยต้องมองไปข้างหน้าให้ไกลกว่าปัจจุบันและพรมแดน เพื่อรักษาความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งให้ไทยอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรมและความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะกำหนดอนาคตของการเติบโต โดยรัฐบาลร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น Tesla, BYD, Foxconn, Google Cloud, Amazon Web Services, Huawei Cloud และ Microsoft เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศ รวมถึงลงทุนในโครงข่าย 5G ครอบคลุมร้อยละ 85 ของประชากร ระบบ Digital ID และสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมไทยกับศูนย์กลางในเอเชีย

 

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนและการเป็นผู้นำด้านภูมิอากาศ มองการแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นโอกาสในการสร้างงาน ดึงดูดการลงทุน และขยายขอบเขตการเติบโต บริษัทไทย เช่น PTT และ SCG ลงทุนในไฮโดรเจนสีเขียวและวัสดุคาร์บอนต่ำ ขณะที่พันธมิตรระดับโลก เช่น BMW และ Toyota ขยายระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

 

พร้อมกันนี้ รัฐบาลได้ส่งเสริมตลาดคาร์บอน การเกษตรยั่งยืน และกลไกการเงินสีเขียว ซึ่งสนับสนุนไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 และความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050

 

ตอนท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ทุกความพยายามของรัฐบาลทั้งหมดนี้ คือการสร้างสะพาน เชื่อมผู้คนผ่านโอกาสและการมีส่วนร่วม เชื่อมเศรษฐกิจผ่านการค้าและนวัตกรรม เชื่อมโยงการทำงานของวันนี้กับอนาคตที่ต้องการ โดยการประชุม CEO Summit ในวันนี้ ซึ่งมุ่งใช้ภาคธุรกิจเป็นสะพานแห่งความร่วมมือ ที่ไม่เพียงสร้างกำไร แต่ยังสร้างความก้าวหน้า

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยเปิดกว้างและพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคี เพื่อแปรเป้าหมายให้เป็นการลงมือปฏิบัติ โดยจะร่วมกันรักษาความเปิดกว้างของห่วงโซ่อุปทานโลก สนับสนุนระบบพหุภาคีที่ตั้งอยู่บนกติกา เพื่อสร้างความเป็นธรรม ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน พร้อมเน้นย้ำว่า ความมั่งคั่งที่ที่ทุกสามารถเข้าถึงแบ่งปันได้ คือความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

 

ภายหลังนายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาเสร็จสิ้น ผู้รับฟังในหอประชุมต่างตบมือให้กับนายกรัฐมนตรี จากนั้น ผู้จัดงานได้มอบช่อดอกไม้ และผู้เข้าร่วมงานต่างห้อมล้อมพูดคุยและขอถ่ายภาพกับนายกรัฐมนตรี

 

นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก บนเวที APEC CEO Summit 2025 1 นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก บนเวที APEC CEO Summit 2025 2 นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก บนเวที APEC CEO Summit 2025 3 นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก บนเวที APEC CEO Summit 2025 4

The post นายกฯ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมเศรษฐกิจโลก บนเวที APEC CEO Summit 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน! ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ https://thestandard.co/shipping-carbon-tax-delayed/ Sat, 18 Oct 2025 02:34:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1132139 ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้ นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ

ความหวังของกลุ่มนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่ต้องการผลักดันก […]

The post ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน! ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้ นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ

ความหวังของกลุ่มนักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่ต้องการผลักดันการเก็บภาษีคาร์บอนต่อภาคการขนส่งทางเรือ เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เผชิญแรงต้านอย่างหนักจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ใช้พลังทางการเมืองและการทูตเข้าขัดขวางทุกวิถีทาง

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ประชุมองค์การทางทะเลระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (IMO) มีมติเลื่อนการสรุปเรื่องการจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากภาคการขนส่งทางเรือออกไปอีกหนึ่งปี จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการบังคับให้เรือขนส่งขนาดใหญ่ลดการปล่อยคาร์บอน หรือจ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 380 ดอลลาร์ต่อหนึ่งตันของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

โดยการเลื่อนมติดังกล่าวถือเป็นผลลัพธ์ของการรณรงค์ที่ยืดเยื้อมาหลายเดือน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ทั้งนักการทูต สมาชิกคณะรัฐมนตรี และตัวโดนัลด์ ทรัมป์เอง ต่างพร้อมใจกันร่วมกันคัดค้านแนวคิดนี้ โดยมองว่าเป็นภาษีคาร์บอนระดับโลกที่ไม่อาจยอมรับได้

 

ทั้งนี้ การลงมติครั้งล่าสุดจบลงด้วยคะแนน 49 ต่อ 57 เสียง เห็นชอบให้เลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อน ส่งผลให้กลุ่มประเทศยุโรปและสหราชอาณาจักรซึ่งเคยสนับสนุนแนวทางเก็บภาษีคาร์บอนต้องพ่ายแพ้ ขณะที่สหรัฐฯ ได้รับการสนับสนุนจากประเทศคัดค้านนโยบายนี้อย่างซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และรัสเซีย

 

เทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ช่วยอเมริกาให้รอดพ้นจากแผนฉ้อโกงด้านสภาพภูมิอากาศ และเตือนให้ผู้นำประเทศอื่นละทิ้งวาระที่เป็นภัยต่อเศรษฐกิจ ก่อนจะสายเกินไป พร้อมย้ำว่าการยับยั้งมติครั้งนี้คือชัยชนะของชาวอเมริกันและประเทศที่ไม่ยอมก้มหัวต่อข้อเรียกร้องด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรม

 

หากย้อนไปในช่วงหลายเดือนก่อนการประชุม เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เดินหน้ากดดันประเทศต่างๆ โดยอ้างเหตุผลด้านต้นทุนทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ โดยเริ่มมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทรัมป์จัดประชุมระหว่างหน่วยงานกลางเพื่อวางแผนต่อต้านภาษีคาร์บอน และต่อมาในเดือนสิงหาคม ได้ส่งหนังสือทูตไปยัง 108 ประเทศ เพื่อชี้แจงเหตุผลคัดค้าน

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ เตือนประเทศที่ยังสนับสนุนกรอบนโยบาย ‘Net-Zero Framework’ (NZF) อาจถูกเก็บภาษีตอบโต้ ด้วยการจำกัดการออกวีซ่า หรือถูกลงโทษทางการเงิน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นแนวทางที่ทรัมป์มักจะใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกดดันคู่เจรจาทางการเมือง

 

ด้านมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่า ยืนยันว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของเศรษฐกิจชาติอย่างถึงที่สุด เนื่องจากภาษีคาร์บอนจะเพิ่มต้นทุนสินค้า กระตุ้นเงินเฟ้อ และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร ถึงแม้นักวิเคราะห์บางส่วนจะเห็นว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรงถึงขั้นนั้นก็ตาม

 

และอีกประเด็นที่สหรัฐฯ ใช้เป็นเหตุผลหลักในการคัดค้าน คือความไม่ชัดเจนในการบริหารรายได้จากภาษีดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยตั้งข้อสงสัยว่าอาจกลายเป็นกองทุนสิ่งแวดล้อมไร้ความโปร่งใส มากกว่าจะใช้เพื่อสนับสนุนเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำตามที่เสนอไว้

 

นักวิเคราะห์มองว่า การออกมาคัดค้านของสหรัฐฯ ยังช่วยเปิดพื้นที่ให้ประเทศที่มีความลังเลหลายแห่งสามารถชะลอการตัดสินใจ โดยไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากนานาชาติ และคาดว่าแนวโน้มลักษณะนี้อาจเกิดซ้ำในเวทีเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลื่อนมติครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งมองว่าเป็นความล้มเหลวของเป้าหมายลดโลกร้อน เนื่องจากที่ผ่านมาภาคขนส่งทางเรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 1,000 ล้านตันต่อปี และการชะลอการเก็บภาษีอาจเปิดช่องให้แต่ละประเทศออกกฎระเบียบของตนเอง สร้างความสับสนในระบบ และทำให้สหรัฐฯ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ

 

แอนดรูว์ ฟอร์เรสต์ มหาเศรษฐีจากออสเตรเลียและผู้ก่อตั้ง Fortescue Metals Group ออกแถลงการณ์ประณามกลยุทธ์ข่มขู่ที่มีต่อประเทศสมาชิก IMO โดยยืนยันว่าบริษัทจะยืนเคียงข้างประเทศใดหรือบุคคลใดที่ถูกกดดัน พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันปกป้องความยุติธรรมในเวทีระหว่างประเทศ

 

ส่วนทางฝั่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่เกิดขึ้นจริง แต่ในความจริงแล้วบรรยากาศการประชุมยังคงตึงเครียดจนถึงชั่วโมงสุดท้าย ก่อนที่ทรัมป์จะออกมาแสดงจุดยืนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เรียกร้องให้ทุกประเทศยืนเคียงข้างสหรัฐฯ และคัดค้านภาษีคาร์บอนที่ทรัมป์บอกว่าเปรียบเสมือนภาษีหลอกลวงระดับโลก พร้อมย้ำว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระราคาสินค้าที่สูงขึ้นจากนโยบายที่เพ้อฝันและไม่เป็นจริง

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ไม่สนโลกร้อน! ใช้พลังการทูตคว่ำมติเก็บภาษีคาร์บอนเรือขนส่ง เลื่อนไปอีกปี พร้อมจี้นานาชาติร่วมต้าน หวั่นเป็นภัยเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>