ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 24 Dec 2024 08:22:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ชมคลิป: วิเคราะห์ธุรกิจไหนได้ไปต่อ-เสี่ยงปิดกิจการ ในปี 2568 | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-24122024-3/ Tue, 24 Dec 2024 08:22:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1023154

THE STANDARD WEALTH สรุปข้อมูลธุรกิจไทยที่เป็นดาวรุ่งใน […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์ธุรกิจไหนได้ไปต่อ-เสี่ยงปิดกิจการ ในปี 2568 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD WEALTH สรุปข้อมูลธุรกิจไทยที่เป็นดาวรุ่งในปี 2567 และธุรกิจที่ต้องปรับตัวเสี่ยงปิดกิจการเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2568 พร้อมวิเคราะห์สาเหตุ ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์ธุรกิจไหนได้ไปต่อ-เสี่ยงปิดกิจการ ในปี 2568 | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นจีนซื้อขายต่ำกว่า MSCI World 35% ท่ามกลางทุนธุรกิจต่างชาติที่ไหลออก 5.4 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 https://thestandard.co/chinese-stocks-trade-below-msci-world/ Thu, 15 Aug 2024 09:44:25 +0000 https://thestandard.co/?p=971467

ความกลัวว่าสหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย การปรับขึ้นอั […]

The post หุ้นจีนซื้อขายต่ำกว่า MSCI World 35% ท่ามกลางทุนธุรกิจต่างชาติที่ไหลออก 5.4 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความกลัวว่าสหรัฐฯ จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทั่วทั้งตลาดหุ้น ตลาดสกุลเงิน รวมถึงตลาดตราสารหนี้ 

 

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ Black Monday 2024 ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกถูกเทขายพร้อมกัน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนดูเหมือนเป็น ‘หลุมหลบภัย’ ให้กับนักลงทุน จากการที่ดัชนีหุ้นจีนปรับตัวลงน้อยกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลก 

 

แต่ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าหุ้นจีนกลับมาอ่อนแอกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกที่ฟื้นตัวสวนทางกลับมาได้อีกครั้ง 

 

หุ้นจีนจำเป็นต้องหลุดจากกับดักมูลค่า 

 

นักลงทุนที่ชื่นชอบหุ้นจีนชี้ไปที่การประเมินมูลค่าที่ต่ำมาก Rupert Mitchell บล็อกเกอร์ชาวออสเตรเลียแสดงความเห็นว่า นักลงทุนอเมริกันมีมุมมองขาขึ้นต่อประเทศจีน ไม่ว่าพวกเขาจะชอบหรือไม่ก็ตาม แต่บางครั้งราคาอาจไม่ได้ถูกอย่างมีเหตุผล และหุ้นจีนจำเป็นต้องหลุดออกจากกับดักมูลค่าก่อน จึงจะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้

 

การที่กลุ่มสินทรัพย์จะหลุดออกจากกับดักมูลค่าได้ ตลาดจำเป็นต้องมีผู้ซื้อรายใหม่และตัวเร่งปฏิกิริยา ผู้ซื้อรายใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็นกองทุนขนาดใหญ่จากต่างชาติ แต่อาจเป็นพันธมิตรทางธุรกิจของจีน ซึ่งขณะนี้นักลงทุนเหล่านี้มักลงทุนในพันธบัตรจีน แต่ยังไม่ได้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น

 

อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องติดตามคือ การแข็งค่าขึ้นล่าสุดของค่าเงินเยนเทียบกับเงินหยวนอาจเป็นปัจจัยหนุนเช่นกัน เงินเยนที่อ่อนค่าลงอย่างหนักก่อนหน้านี้สร้างการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดส่งออกที่สำคัญ และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยเฉพาะในสินค้าหรูอย่างมีนัยสำคัญ แต่ด้วยทิศทางค่าเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง อาจทำให้จีนกลับมาได้ประโยชน์ 

 

ทั้งนี้ หากมองภาพทั้งปี 2024 จะเห็นว่าดัชนีหุ้นจีนอย่าง CSI 300 ยังคงติดลบประมาณ 1-2% จากปีก่อน และจากข้อมูลของ Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ดัชนี CSI 300 ซื้อขายที่ราคามีส่วนลดประมาณ 35% เมื่อเทียบกับดัชนี MSCI World ในการประเมินมูลค่าตามผลประกอบการ

 

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นจีนในประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านหยวน หรือราว 3.77 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4% ของมูลค่าตลาดทั้งหมด โดยต่างชาติกลายเป็นผู้ขายสุทธิในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม

 

ทุนต่างชาติไหลออก ทุนจีนแห่ลงทุนนอก

 

นักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกจากจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสที่แล้ว สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นอย่างมากต่อเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

 

การลงทุนโดยตรงของต่างชาติในจีนลดลงเกือบ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 5.4 แสนล้านบาท ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองเท่านั้นที่ตัวเลขนี้ติดลบ 

 

และจากข้อมูลจากสำนักบริหารเงินตราต่างประเทศที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติลดลงประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้

 

หากแนวโน้มการลดลงยังคงดำเนินต่อไปตลอดทั้งปีนี้ จะทำให้ปีนี้เป็นปีแรกนับตั้งแต่ปี 1990 เป็นอย่างน้อย ที่จะเห็นเงินลงทุนต่างชาติติดลบเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าว

 

หลังจากปี 2021 ที่เงินทุนต่างชาติพุ่งขึ้นสูงสุดที่ 3.44 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากนั้นเงินทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บางบริษัทต้องลดความเสี่ยงลงโดยถอนการลงทุนหรือลดการลงทุนของตน 

 

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น และเปิดกว้างการทำธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่างชาติ แต่บริษัทข้ามชาติมีเหตุผลมากกว่าที่จะเก็บเงินสดไว้ในต่างประเทศมากกว่าในจีน เนื่องจากประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้วมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า ต่างจากจีนที่ลดดอกเบี้ยลงเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 

 

ในมุมกลับกัน บริษัทจีนได้ออกไปลงทุนต่างประเทศมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยนำเงินออกไปลงทุนมากถึง 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 2.55 ล้านล้านบาท ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

หุ้นจีนอาจเป็นแหล่งพักเงินในระยะถัดไป

 

ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลกจากข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ย่ำแย่เมื่อต้นเดือน ทำให้ผู้ลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียลดพอร์ตการลงทุนลง 

 

อย่างไรก็ดี สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Societe Generale SA, Invesco Hong Kong Ltd. และ UBS Group AG ต่างก็กล่าวถึงความน่าดึงดูดใจของจีน ขณะที่ Goldman Sachs Group, Inc. อัปเกรดหุ้นมาเลเซียในสัปดาห์นี้ โดยอ้างถึงคุณสมบัติการป้องกันตัวเองเมื่อต้องเผชิญกับแรงกระแทกจากภายนอก

 

นักวิเคราะห์จาก Shanghai Securities มองว่า การปรับฐานครั้งใหญ่ในตลาดหุ้นญี่ปุ่นมีผลกระทบจำกัดต่อหุ้นจีน โดยคาดว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น A-Share หรือดัชนีหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น 

 

นักวิเคราะห์ยังกล่าวว่า ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นในตลาดต่างประเทศและความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเร็วๆ นี้ของธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจกระตุ้นให้นักลงทุนและกองทุนมองหาที่หลบภัย นอกจากนี้ค่าเงินหยวนของจีนยังแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่คล้ายกันของค่าเงินเยนของญี่ปุ่น ซึ่งมีสถานะเป็นสินทรัพย์หลบภัย (Safe Haven) 

 

การลงทุนในสินทรัพย์หลบภัยหมายถึงการลงทุนที่คาดว่าจะรักษาหรือเพิ่มมูลค่าในสภาวะที่เกิดความไม่แน่นอนหรือช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ตัวอย่างของสินทรัพย์ Safe Haven ได้แก่ ทองคำ, พันธบัตรรัฐบาล, สกุลเงินเยนญี่ปุ่น, ฟรังก์สวิส และหุ้นปลอดภัย (Defensive Stock) 

 

ตลาดจีนอาจเป็นที่หลบภัยเมื่อตลาดสหรัฐฯ สั่นคลอนและตลาดญี่ปุ่นพังทลาย แม้ว่าดัชนีเซี่ยงไฮ้จะยังมีปัญหาในตัวของมันเอง แต่การเปิดกว้างเพื่อต้อนรับนักธุรกิจจากต่างประเทศเข้ามาในจีนอาจเป็นตัวหยุดความวุ่นวายในเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ และการ Unwind Carry Trade ในสกุลเงินเยนของญี่ปุ่นอาจเป็นผลดีกับจีนอีกด้วย

 

อ้างอิง:

The post หุ้นจีนซื้อขายต่ำกว่า MSCI World 35% ท่ามกลางทุนธุรกิจต่างชาติที่ไหลออก 5.4 แสนล้านบาทในไตรมาส 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์ Black Monday 2024 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้า Recession? https://thestandard.co/black-monday-2024-analysis/ Tue, 13 Aug 2024 10:04:49 +0000 https://thestandard.co/?p=970511

ถอดบทเรียนจาก Black Monday 2024 มีสาเหตุมาจากอะไร และมี […]

The post วิเคราะห์ Black Monday 2024 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้า Recession? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถอดบทเรียนจาก Black Monday 2024 มีสาเหตุมาจากอะไร และมีความเสี่ยงมากหรือน้อยแค่ไหนที่เศรษฐกิจโลกเสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะ Recession 

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า เหตุการณ์ Black Monday ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ประเมินว่ามาจากผลกระทบจาก 3 สาเหตุ ดังนี้ 

 

เปิด 3 สาเหตุสู่ Black Monday 2024 

 

1. นโยบายการเงินที่ผิดพลาด โดยเฉพาะธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปที่ 0.25% จากระดับ 0.1% เนื่องจากมีความกังวลถึงอัตราตัวเลขเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.2% ขยับขึ้นมาเป็น 2.86% อีกทั้งก่อนหน้านี้ค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงค่อนข้างมากอยู่ที่ระดับประมาณ 150 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งทำให้มีความกังวลว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มที่จะปรับลดดอกเบี้ยลง

 

อีกทั้งผู้ว่าการของธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณว่าพร้อมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง โดยภายในปี 2024 มีโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเกินระดับ 0.50% ส่งผลให้เริ่มมีความกังวลในนโยบายของการเงินญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น

 

2. กระแสการเก็งกำไรที่มีมากในช่วงก่อนหน้านี้ในตลาดหุ้นหลายประเทศ ทั้งในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น, อินเดีย และตลาดหุ้นอื่นๆ ส่งผลให้ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ทำให้ค่า P/E Ratio ของตลาดหุ้น S&P 500 เพิ่มขึ้นเป็น 22 เท่า, ตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี P/E Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 21.8 เท่า แต่หลังเหตุการณ์ Black Monday ดังกล่าว มีผลกระทบให้ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานลงมา โดยตลาดหุ้น S&P 500 มี P/E Ratio ลดลงเหลือ 21 เท่า ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นมี P/E Ratio เหลือ 17 เท่า

 

3. ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสที่จะลดดอกเบี้ยแรงขึ้นสวนทางกับ BOJ ที่เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้แม้ BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันก็ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับของ Fed ซึ่งแม้ว่าจะมีโอกาสเริ่มลดดอกเบี้ยลง แต่ดอกเบี้ยของ Fed ปัจจุบันที่ระดับ 5% ก็ยังอยู่ในระดับที่สูง

 

อย่างไรก็ดี ยังส่งผลให้เกิดการ Yen Carry Trade โดยมีการกู้ยืมสินทรัพย์เงินสกุลเยนไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นทั่วโลก แต่หลังจากมีการปรับความคาดหวังของนักลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดการปรับฐานลงมา (Correction) รุนแรงดังนั้นทำให้นักลงทุนกังวลว่าอาจนำไปสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) 

 

สัญญาณอันตรายโลกเข้า Recession?

 

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า สถานการณ์ Black Monday ที่เกิดขึ้นล่าสุด หากเปรียบเทียบสามารถเปรียบได้กับ 3 สถานการณ์ก่อน คือ 

 

  1. สถานการณ์ Black Monday ปี 1987 

 

  1. สถานการณ์กองทุน Long-Term Capital Management (LTCM) ล้มในปี 1998 หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง 

 

  1. วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008 โดยสถานการณ์ครั้งนี้ดูคล้าย Black Monday 1987 มากที่สุด แต่ยังมีสถานการณ์ที่เบากว่า

 

ทั้งนี้ จะพบว่าภาพที่เกิดสถานการณ์ Black Monday มีความคล้ายกันกับ 3 สถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ความย่ำแย่ แต่เกิดจากสถานการณ์ที่นักลงทุนกู้ยืมเงินเพื่อนำมาใช้ลงทุนค่อนข้างอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ตลาดหุ้นมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง แต่นักลงทุนเกิดความตระหนักจากกระแสข่าวต่างๆ ที่ออกมาในช่วงนั้น ทำให้มีแรงขายออกมา รวมถึงยังมีประเด็นจากการ Margin Call และปัจจัยกดดันจากการขายเทรดดิ้งโปรแกรม จึงกดดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรงเช่นกัน

 

จากการเกิด Black Monday รอบล่าสุดในปีนี้ ส่วนหนึ่งมาจากมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปค่อนข้างสูง แต่เมื่อมีการรายงานตัวเลขข้อมูลเศรษฐกิจการว่างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการจ้างงานลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุน จนเกิดการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดพบว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ตกอยู่ในอันตราย โดยจะยังไม่เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) และอาจทำให้ความตื่นตระหนกของตลาดหายไป โดยอาจพิจารณาได้จาก 4 มาตรวัด อันได้แก่ 

 

มาตรวัดที่ 1 ได้แก่ ตลาดแรงงาน พบว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น แต่วัฏจักรนี้อาจแตกต่างออกไป เพราะเป็นการคลายตัวของตลาดแรงงานที่ตึงตัวเป็นพิเศษในช่วงสิ้นสุดของการแพร่ระบาดของโรคโควิด ที่ทำให้นายจ้างต้องเผชิญกับภาวะการขาดแคลนแรงงานและความต้องการที่สูงขึ้นมาก 

 

มาตรวัดที่ 2 อาจวัดได้จากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แต่ในปัจจุบันบริษัทต่างๆ ทั่วโลกของประเทศพัฒนาแล้วกำลังไปได้ดี โดยในไตรมาส 2/24 บจ.ทั่วโลก รายงานตัวเลขผลประกอบการออกมาดีที่สุดในรอบ 7 ไตรมาส

 

มาตรวัดที่ 3 ได้แก่ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจปัจจุบัน (Concurrent Economic Indicator) ซึ่งโดยรวมยังดีต่อเนื่อง 

 

มาตรวัดที่ 4 ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งส่งสัญญาณที่ดีขึ้น โดยมีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

เปิดบทเรียน Black Monday รอบล่าสุด

 

สำหรับบทเรียนที่ได้จากสถานการณ์ Black Monday รอบล่าสุด มีดังนี้ 

 

  1. เศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันยังห่างไกลกับสภาวะถดถอย โดยเครื่องชี้ว่าเศรษฐกิจจริงต่างๆ เช่น รายได้ประชาชน ตลาดแรงงาน การผลิตภาคอุตสาหกรรม หรือแม้กระทั่ง GDP เองก็ยังอยู่ในโซนที่แข็งแกร่ง 

 

  1. ในปัจจุบันยังไม่มีการเก็งกำไรที่ใช้สถานะกู้ยืมสูง (Highly Leverage) ที่จะนำไปสู่การปรับสถานะรุนแรง แต่อาจมีนักลงทุนบางส่วนทำธุรกรรม Yen Carry Trade ทำให้ต้องปรับสถานะ 

 

  1. ในปัจจุบันไม่มีความเสี่ยงสภาพคล่อง (Liquidity Risk) รวมถึงมีความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) มากเท่าวิกฤตก่อนๆ 

 

อย่างไรก็ตาม อาจต้องจับตามูลค่าของหุ้นกลุ่ม AI ที่ขึ้นมามาก แต่ในปัจจุบันราคาหุ้นที่ลดลง 30% จากระดับสูงสุดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ตลาดเข้าใกล้ภาวะปกติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่ดอกเบี้ยที่อยู่ระดับสูงมายาวนาน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ อาจนำไปสู่ภาวะผันผวนได้บ้าง ซึ่งการลดดอกเบี้ยของ Fed จะช่วยปรับสมดุลให้กับการลงทุนได้ในระยะต่อไป

 

สำหรับการลงทุนในภาวะปัจจุบัน แนะนำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น เพราะอาจมีความผันผวนมากขึ้น รวมถึงมีโอกาสปรับฐานได้บ้าง

 

อย่างไรก็ดี หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มมาต่อเนื่องในระดับที่มีมูลค่าแพง ส่งผลให้นักลงทุนน่าจะเริ่มมองโอกาสการลงทุนกระจายออกไปในสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก เช่น ตลาดหุ้นไทยที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวลงแรงค่อนข้างมาก หากปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองไม่ได้มีความรุนแรง รวมถึงเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยรวมถึงตลาดหุ้นเอเชียจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้บ้างในระยะต่อไป

The post วิเคราะห์ Black Monday 2024 สัญญาณอันตราย เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้า Recession? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Maersk ยืนยัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘ไร้สัญญาณถดถอย’ เผยดีมานด์ในอุตสาหกรรมเดินเรือแข็งแกร่ง สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายภาวะเสี่ยง https://thestandard.co/us-economy-has-no-signs-of-recession/ Thu, 08 Aug 2024 02:35:22 +0000 https://thestandard.co/?p=968799

Vincent Clerc ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษั […]

The post ซีอีโอ Maersk ยืนยัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘ไร้สัญญาณถดถอย’ เผยดีมานด์ในอุตสาหกรรมเดินเรือแข็งแกร่ง สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายภาวะเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Vincent Clerc ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทขนส่งทางเรือยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกอย่าง Maersk แสดงความเห็นระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box Europe ของทางสถานีโทรทัศน์ CNBC เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) ว่ายังไม่เห็นสัญญาณของภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ ตามที่บรรดานักลงทุนทั้งหลายหวาดวิตกกัน เนื่องจากความต้องการในการขนส่งสินค้าทางเรือยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ในฐานะบริษัทผู้ให้บริการขนส่งทางเรือยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลกอย่าง Maersk การเติบโตของบริษัท จึงมักถูกนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญใช้เป็นมาตรวัดสถานะความแข็งแกร่งของการค้าโลก

 

ทั้งนี้ ซีอีโอของ Maersk ระบุว่า สิ่งที่ตนเองประสบในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือตลาดขนส่งทางเรือและความต้องการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และตลาดโดยรวมยังคงมีความยืดหยุ่นท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดภาวะถดถอย พร้อมย้ำว่าความต้องการตู้คอนเทนเนอร์โดยทั่วไปเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจระดับมหภาค

 

นอกจากนี้ Clerc ยังอธิบายเพิ่มเติมว่าสินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ซึ่งหมายรวมถึงสินค้าที่จัดเก็บก่อนส่งมอบหรือแปรรูป ในขณะนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าเมื่อต้นปี และไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงหรือดูเหมือนจะสามารถบ่งชี้ถึงการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินการ

 

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของ Maersk ย้ำว่า แม้จะสังเกตเห็นตัวเลขที่ไม่อาจคาดเดาได้สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แต่สถานการณ์ดังกล่าวก็ไม่ได้ส่งผลต่อความต้องการขนส่งทางเรืออย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด 

 

Clerc ระบุว่า สิ่งที่บริษัทพิจารณาคือ คำสั่งซื้อจากผู้ค้าปลีกและแบรนด์ชั้นนำในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคสำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก โดยความต้องนำเข้ามายังสหรัฐฯ ในเดือนที่กำลังจะมาถึงดูเหมือนจะยังค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนั้น หากใช้บริษัท Maersk เป็นตัวชี้วัด ข้อมูลที่บริษัทมีอยู่ขณะนี้ก็ชี้ไปที่ระดับความเชื่อมั่นที่ดีกว่าระดับการบริโภคในปัจจุบันในสหรัฐฯ จะดำเนินต่อไป

 

ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เกิดความกังวลเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ข้อมูลบ่งชี้การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเปราะบางและอ่อนแอกว่าที่คาด ส่งผลให้บรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนในตลาดตื่นตระหนกไปตามๆ กัน ฉุดตลาดหุ้นวอลล์สตรีทให้ร่วงลงอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

 

สำหรับข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ พบว่า สินค้าคงคลังในอุตสาหกรรมการค้าปลีกของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมาตรวัดปริมาณการผลิตที่ไม่ต้องการ (Measure of Unwanted Build) ในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 5.33% จากปีที่แล้วมาอยู่ที่ 7.9386 แสนล้านดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม รายงานที่เผยแพร่โดยแพลตฟอร์มลีสซิ่ง Container xChange เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (7 สิงหาคม) ระบุว่า ตัวชี้วัดบ่งชี้ว่าสินค้าคงคลังสูงกว่าความต้องการ ซึ่งหมายถึง ‘เวลาที่รุ่งเรือง’ กำลังน้อยลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าสำหรับผู้ค้าตู้คอนเทนเนอร์ ตลาดโลจิสติกส์ และผู้ค้าปลีกที่สต็อกสินค้า

 

JPMorgan คาด โอกาสเกิด ‘Soft Landing’ 35-40% 

 

ด้าน Jamie Dimon ซีอีโอของ JPMorgan กล่าวแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปีนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า ส่วนตัวยังคงให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ โดยที่สหรัฐฯ จะมีโอกาสเผชิญกับภาวะ ‘Soft Landing’ อยู่ที่ประมาณ 35-40%

 

ขณะเดียวกัน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า Dimon ปรับเปลี่ยนมุมมองตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่าตลาดมีทัศนคติในแง่ดีเกินไปเกี่ยวกับความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ Dimon กล่าวว่า โอกาสนั้นยังคงอยู่ในระดับ ‘ใกล้เคียงกัน’ กับที่เคยพูดถึงในช่วงก่อนหน้า 

 

ทั้งนี้ Dimon ชี้แจงว่า สถานการณ์ตลาดโดยรวมยังมีความไม่แน่นอนมากมาย และปัจจัยที่มักทำให้เกิดความตกตะลึงในตลาดอยู่เสมอก็คือ ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ภูมิรัฐศาสตร์ ที่อยู่อาศัย การขาดดุล การใช้จ่าย นโยบายการเงินที่เข้มงวด และการเลือกตั้ง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะผู้บริหารสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ วัดจากปริมาณสินทรัพย์ Dimon ยอมรับว่า แม้จะเคยเตือนเรื่องพายุเฮอริเคนทางเศรษฐกิจในปี 2022 แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้ และแม้ปริมาณผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้บัตรเครดิตจะเพิ่มขึ้น แต่สหรัฐอเมริกาในขณะนี้ก็ไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยอีกต่อไป 

 

เขากล่าวเพิ่มว่า โดยส่วนตัวยังรู้สึกระแวงเล็กน้อยว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะสามารถทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงให้ได้ตามเป้าหมายที่ 2% ได้จากการใช้จ่ายในอนาคตกับเศรษฐกิจสีเขียวและการทหารหรือไม่ เพราะมีผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากมาย อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว Dimon ยังคงมีมุมมองในแง่บวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ หากสหรัฐฯ ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยเล็กน้อย (Mild Recession) หรือแม้แต่เศรษฐกิจถดถอยในระดับที่หนักหน่วงขึ้น สหรัฐฯ ก็ยังคงไม่เป็นไร แน่นอนว่า อาจมีผู้คนตกงานมากขึ้น แต่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเผชิญกับ Hard Landing

 

อ้างอิง: 

The post ซีอีโอ Maersk ยืนยัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ‘ไร้สัญญาณถดถอย’ เผยดีมานด์ในอุตสาหกรรมเดินเรือแข็งแกร่ง สินค้าคงคลังของสหรัฐฯ ไม่เข้าข่ายภาวะเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย | Morning Wealth 8 ส.ค. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-08082024/ Thu, 08 Aug 2024 01:01:03 +0000 https://thestandard.co/?p=968743

ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้า […]

The post ชมคลิป: ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย | Morning Wealth 8 ส.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย | Morning Wealth 8 ส.ค. 2567

 

ต่างชาติหวั่นการเมืองฉุดเศรษฐกิจ รอการเมืองไทย ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย จับตาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีถอดถอนนายกฯ สัปดาห์หน้า ผวากระทบทำงบปี 68 ล่าช้า รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

เจาะกลยุทธ์เลือกตราสารหนี้และหุ้นสหรัฐฯ อย่างไร หลังความกังวล Recession เพิ่มขึ้น พูดคุยกับ เกษรี อายุตตะกะ, CFP® ผู้อำนวยการกลยุทธ์การลงทุน SCB Chief Investment Office ธนาคารไทยพาณิชย์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ยังหวั่น! ต่างชาติรอการเมือง ‘นิ่ง’ ก่อนขนเงินลงทุนเข้าไทย | Morning Wealth 8 ส.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังเศรษฐกิจโลกส่อชะลอฉุดดีมานด์หด แต่ติดตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากรุนแรงอาจดันราคาพุ่ง https://thestandard.co/global-oil-prices-fluctuate/ Wed, 07 Aug 2024 02:01:25 +0000 https://thestandard.co/?p=968127

กังวลสหรัฐฯ เข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังตัวเลขว่างงานสูงก […]

The post จับตาราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังเศรษฐกิจโลกส่อชะลอฉุดดีมานด์หด แต่ติดตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากรุนแรงอาจดันราคาพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

กังวลสหรัฐฯ เข้าภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังตัวเลขว่างงานสูงกว่าคาด ฉุดตลาดหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วงหนัก ดันตัวเลข Volatility Index พุ่ง

 

สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่ปรับตัวลดลงแรงในช่วงปลายสัปดาห์ก่อน กับเอเชียที่ปรับตัวลดลงแรงในวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 สิงหาคม) เนื่องจากเริ่มมีความกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) หลังจากสหรัฐฯ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาพบว่าอัตราการว่างงานออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ รวมทั้งการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นต่ำกว่าคาดการณ์ อีกทั้งมีตัวเลข Volatility Index หรือ VIX ปรับเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ Bond Yield ของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงมาต่ำกว่า 4% สะท้อนภาวะว่าเข้าสู่โหมด Risk Off อีกด้านคือในฝั่งเอเชีย ซึ่งในญี่ปุ่นมีการคืนเงินกู้ยืมในสกุลเยน (Unwind Yen Carry Trade) ส่งผลให้ค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าเพิ่มขึ้น หลังจากช่วงสัปดาห์ก่อนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นดอกเบี้ย สวนทางกับธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นสร้างความกังวลว่าเดิมค่าเงินเยนที่เคยอ่อนค่าจะเป็นปัจจัยหนุนต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในญี่ปุ่น แต่หลังจากค่าเงินเยนมีทิศทางกลับมาแข็งค่า เป็นปัจจัยกดดันให้ผลประกอบการของ บจ. ญี่ปุ่นในอนาคตมีความเสี่ยงที่จะอ่อนแอลงได้

 

นอกจากนี้ พบข้อมูลว่าจากต้นปี 2024 ถึงปัจจุบัน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ยังปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในระดับที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับภาพในฝั่งของตลาดหุ้นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือเซมิคอนดักเตอร์ ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง ส่งผลให้มีการขายทำกำไรออกมากดดันให้ภาพรวมของตลาดหุ้นทั้ง 3 ตลาดดังกล่าวปรับตัวลดลง

 

สหรัฐฯ มีสัญญาณ Recession แรงขึ้น

 

โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินว่า แม้สหรัฐฯ เริ่มจะมีแนวโน้มเกิด Recession เพิ่มมากขึ้น แต่อาจยังไม่เข้าสู่ Recession แบบเต็มตัว เนื่องจากหากดูข้อมูลตัวเลข GDP ของสหรัฐฯ ยังสามารถขยายตัวได้ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยในไตรมาส 2 ปี 2024 ยังขยายตัวได้ในระดับ 2.8% สูงกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 2.1%

 

ขณะที่ข้อมูลในฝั่งผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยังดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ รวมทั้งภาพรวมของยอดขายค้าปลีกที่ยังออกมาในระดับทรงตัว ซึ่งเป็นข้อมูลที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะออกมาหดตัว

 

นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ปี 2024 ซึ่งทยอยออกมาสัดส่วนประมาณ 3 ใน 4 ของทั้งหมด โดยข้อมูลล่าสุดที่ออกมายังมีตัวเลขดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง เนื่องจากเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) จึงเร่งขายทำกำไรออกมาในช่วงของวันจันทร์ที่ผ่านมา

 

มองว่าราคาน้ำมันโลกผันผวน

 

สุทธิชัยประเมินว่าตลาดน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกให้มีการใช้น้ำมันลดลง ส่วนกรณีภาพเศรษฐกิจจีนที่เริ่มเห็นสัญญาณการอ่อนแอทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลกค่อนข้างผันผวนสูง เพราะมีทั้งปัจจัยลบและปัจจัยบวกที่รออยู่ในระยะต่อไป แต่ปัจจัยลบเริ่มมีน้ำหนักเพิ่มสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ยังคงประมาณการอุปสงค์การใช้น้ำมันของโลกอยู่ในระดับต่ำ โดยในปี 2024 ประเมินว่าอุปสงค์การใช้ของน้ำมันของโลกจะเติบโตไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจาก IEA มีมุมมองว่าอุปสงค์การใช้น้ำมันจากจีนยังถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง

 

ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันของจีนในเดือนกรกฎาคมปีนี้ที่ผ่านมายังคงลดลง และถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา อีกทั้งจีนยังมีแนวโน้มจะใช้รถ EV เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบให้ความต้องการใช้น้ำมันในรถสันดาปทยอยลดลง

 

อย่างไรก็ดี กลุ่ม OPEC ยังคงมาตรการในการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันแบบสมัครใจ ซึ่งยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ดังนั้นยังต้องติดตามว่าภาพของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกระทบอุปสงค์การใช้น้ำมันของโลกให้ชะลอตัว จะส่งผลให้กลุ่ม OPEC ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายในการลดกำลังการผลิตน้ำมันตามแผนเดิมหรือไม่

 

อย่างไรก็ดี หาก OPEC ยังคงแผนการผลิตน้ำมันตามที่เคยประกาศไว้ ประเมินว่าจะมีผลให้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2024 มีความเสี่ยงจะเกิดภาพของอุปทานน้ำมันมากกว่าอุปสงค์ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งถือเป็นปัจจัยต่อราคาน้ำมัน

 

จับตาความไม่สงบในตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ ยังมีสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากการสู้รบในตะวันออกกลาง จากการตอบโต้ที่อิสราเอลลอบสังหารผู้นำของฮามาส ซึ่งยังต้องติดตามความคืบหน้าว่าสถานการณ์ความไม่สงบดังกล่าวจะดำเนินต่อไปอย่างไร โดยประเมินกรอบราคาน้ำมันในช่วงไตรมาส 3 ปี 2024 จะอยู่ในระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หาก OPEC กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในช่วงไตรมาส 3 ปี 2024 มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับลดลงมาเคลื่อนไหวในกรอบ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ทั้งนี้ มองว่าหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมาที่ระดับดังกล่าว ถือเป็นจุดที่มีความน่าสนใจในการทำ Hedging เพราะยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาน้ำมันในอนาคต

 

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงพลังงานของไทยมีแนวคิดที่จะออกกฎหมายควบคุมราคาพลังงานน้ำมัน ยังต้องติดตามว่ารายละเอียดของกฎหมายที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร

 

แต่ยอมรับว่าตลาดมีความกังวลล่วงหน้า โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพลังงานอาจมีแนวคิดในการออกกฎหมายเพื่อมาควบคุมราคาน้ำมันได้ทั้งหมด ทั้งในด้านของภาษีสรรพสามิตกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันเป็นไปตามที่ต้องการ

 

ทั้งยังต้องติดตามว่ากฎหมายดังกล่าวจะนำไปสู่การลดภาษีได้หรือไม่ โดยยังต้องหารือร่วมกับกระทรวงการคลังซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตว่าจะบริหารจัดการอย่างไร

 

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน โดยหากดูสถิติข้อมูลช่วง 10-20 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา พบว่ามีความพยายามปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากปัจจุบันสูตรราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันของไทยอ้างอิงสูตรราคาของตลาดน้ำมันสิงคโปร์ โดยคิดค่าขนส่งน้ำมันจากสิงคโปร์มาไทยที่ประมาณ 1- 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

โดยหากถอดค่าขนส่งออกจากต้นทุนราคาน้ำมันของไทย ประเมินว่าหุ้นโรงกลั่น ได้แก่ BCP, TOP ซึ่งราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงมาในช่วงดังกล่าวได้สะท้อนความกังวลในประเด็นนี้ไปแล้ว ดังนั้นจึงมองว่าให้ทยอยสะสมในหุ้นทั้ง 2 ตัวดังกล่าว

 

หุ้นโรงไฟฟ้าได้ประโยชน์จากราคาก๊าซธรรมชาติไม่ขยับขึ้น

 

ส่วนหุ้นกลุ่มไฟฟ้าที่กระทรวงพลังงานประกาศให้คงราคางวดเดือนกันยายน-ธันวาคมปีนี้ไว้ที่ 4.18 บาท ประเมินว่าราคาหุ้นกลุ่มไฟฟ้าที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาได้สะท้อนข้อมูลเชิงลบดังกล่าวไปแล้ว

 

ขณะที่ในระยะสั้นราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นพลังงานหลักของกลุ่มโรงไฟฟ้า คาดว่าจะยังไม่ปรับเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากปัจจุบันยุโรปยังมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติอยู่ในระดับสูง ประกอบกับทั้งยุโรปกับจีนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้ค่อนข้างดี ส่งผลให้จีนยังไม่มีความต้องการก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าในระยะสั้น

 

อย่างไรก็ตาม มองว่ามีความเสี่ยงเดียวต่อกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าคือสมการความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง หากความรุนแรงกลับมาอาจส่งผลกระทบต่อราคาก๊าซธรรมชาติให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างแรง แต่ยังเชื่อว่าในเชิงของปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นจะยังไม่เห็นการปรับขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติ

 

“โดยปกติราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าจะมีการเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามักจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าถือเป็นหุ้นกลุ่ม Defensive มีการก่อหนี้สูง ดังนั้นหากดอกเบี้ยเริ่มลงก็จะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายลดลงตามไปด้วย และมีมูลค่าหุ้นดูดีขึ้น จึงแนะนำให้หาโอกาสทยอยสะสมหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า”

 

อีกทั้งหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ายังใช้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลกำลังจะมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรอบใหม่

 

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย มีธีมแนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากนโยบายของกองทุน ThaiESG ที่ขยายวงเงินในการลดหย่อนภาษีจาก 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท อีกทั้งลดระยะเวลาการถือครองจากเดิม 8 ปี เหลือ 5 ปี ได้แก่ GULF, ADVANC, AOT, CPALL, BDMS, BBL, KTB และแนะนำ PTTEP เพื่อใช้ Hedging ความไม่แน่นอนและความผันผวนของน้ำมัน

The post จับตาราคาน้ำมันโลกผันผวน หลังเศรษฐกิจโลกส่อชะลอฉุดดีมานด์หด แต่ติดตามความไม่สงบในตะวันออกกลาง หากรุนแรงอาจดันราคาพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ความเสี่ยง ‘Recession’ ในสหรัฐฯ เขย่าสินทรัพย์โลก เข้าภาวะตลาดหมีแล้วหรือยัง? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-06082024-3/ Tue, 06 Aug 2024 09:06:18 +0000 https://thestandard.co/?p=967887

วิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิด Recession ในสหรัฐฯ และผลกร […]

The post ชมคลิป: ความเสี่ยง ‘Recession’ ในสหรัฐฯ เขย่าสินทรัพย์โลก เข้าภาวะตลาดหมีแล้วหรือยัง? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิด Recession ในสหรัฐฯ และผลกระทบความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ทั่วโลกในระยะต่อไป พูดคุยกับ บดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย)

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ความเสี่ยง ‘Recession’ ในสหรัฐฯ เขย่าสินทรัพย์โลก เข้าภาวะตลาดหมีแล้วหรือยัง? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: หุ้นโลกลงแรง ตลาดน้ำมันผันผวน หุ้นไทยไปต่ออย่างไร | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-06082024-2/ Tue, 06 Aug 2024 06:47:22 +0000 https://thestandard.co/?p=967804

หุ้นโลกลงแรง กังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย และยังมีอีกหลายป […]

The post ชมคลิป: หุ้นโลกลงแรง ตลาดน้ำมันผันผวน หุ้นไทยไปต่ออย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นโลกลงแรง กังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอย และยังมีอีกหลายปัจจัยที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดน้ำมัน วิเคราะห์สถานการณ์เหล่านี้และกลยุทธ์ลงทุน พูดคุยกับ สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดอ่านหนังสือชี้ชวนและศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: หุ้นโลกลงแรง ตลาดน้ำมันผันผวน หุ้นไทยไปต่ออย่างไร | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน https://thestandard.co/the-us-stock-market-fell-sharply/ Tue, 06 Aug 2024 02:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=967689

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบเมื่อจันทร์ที […]

The post ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบเมื่อจันทร์ที่ผ่านมา (5 สิงหาคม) ส่งผลให้ 3 ดัชนีสำคัญปรับตัวร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2022

 

สาเหตุหลักใหญ่สืบเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ หลังมีรายงานตัวเลขอ่อนแอเกินคาดในตลาดแรงงานและภาคการผลิต

 

โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) ปรับตัวลงสู่ระดับ 55.0 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 55.3 ในเดือนมิถุนายน

 

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 114,000 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 177,000 ตำแหน่ง และชะลอตัวจากระดับ 179,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 3 ซ้ำเติมตัวเลขเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐฯ หลังการเปิดเผยภาคการผลิตที่อ่อนแอ และจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาด

 

รายงานระบุว่า นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังสูญเสียโมเมนตัมการเติบโตอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดไว้ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจผิดพลาดในการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้คงที่ในการประชุมนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมองว่าความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไป

 

ทั้งนี้ ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับ 65 เมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2022 หลังจากอยู่ที่ระดับ 23 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (2 สิงหาคม) ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ดิ่งลง 1,033.99 จุดหรือ 2.6% ปิดที่ 38,703.27 จุด 

 

ส่วนดัชนี S&P 500 ร่วง 160.23 จุดหรือ 3.00% มาอยู่ที่ 5,186.33 จุด และดัชนี NASDAQ Composite ลดลง 576.08 จุด หรือ 3.43% ปิดที่ 16,200.08 จุด

 

รายงานระบุว่า บรรดานักลงทุนเริ่มเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในการประชุมที่เหลือในปีนี้ ตั้งแต่ที่มีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอเมื่อวันศุกร์ (2 สิงหาคม) โดยคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และ 0.25% จำนวน 1 ครั้ง รวมเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1.25% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed แตะระดับ 4.00-4.25% ในช่วงสิ้นปี 2024 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 5.25-5.50%

 

โดย FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 99.5% ที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 4.75-5.00% ในการประชุมเดือนกันยายน

 

Austan Goolsbee ประธาน Fed สาขาชิคาโก ยอมรับว่า Fed ควรมีมาตรการตอบรับต่อสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอในเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยไม่ควรที่จะเข้มงวดเกินไปในขณะนี้ พร้อมทั้งย้ำว่า หน้าที่หลักของ Fed ในขณะนี้ก็คือ การทำให้การจ้างงานอยู่ในระดับสูงสุด รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของราคาและระบบการเงิน ดังนั้น ถ้าสถานการณ์โดยรวมเริ่มส่งสัญญาณแย่ Fed ก็ไม่ลังเลที่จะทำการแก้ไข พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลที่ Fed จะยังคงเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด หากว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะถดถอย

 

ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า การปรับตัวลดลงอย่างหนักของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) นอกจากเป็นผลจากการความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยแล้ว ยังเป็นผลจากการที่นักลงทุนแห่เทขายหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี นำโดย Apple ที่ร่วงหนักถึง 4.8% หลัง Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศขายหุ้นของ Apple ครึ่งหนึ่งที่บริษัทถือครองอยู่ บวกกับรายงานผลประกอบการของบริษัทที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

โดยหุ้นของ Tesla, Alphabet และ Amazon ต่างร่วงลงมากกว่า 4% ส่วนหุ้นของ NVIDIA ร่วงลง 7% ด้าน Microsoft และ Meta Platforms ลดลง 3%

 

หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงจากการเทขายของบรรดานักลงทุนที่กังวลว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะกระทบการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ข้อมูลจาก LSEG ประเมินว่า หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) กำลังจะสูญเสียมูลค่าตลาดหุ้นประมาณ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเซสชันนี้

 

ทั้งนี้ การเทขายอย่างหนักต่อเนื่องติดต่อกันเป็นวันที่สาม เป็นผลจากรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนความอ่อนแอของสหรัฐฯ ซึ่งผลักดันให้นักลงทุนทั่วโลกแห่เทขายหุ้นและหันเข้าหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย รวมถึงเพิ่มน้ำหนักที่ Fed จะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเทขายอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาจากต้นปีพบว่า หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยียังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยหุ้นของ NVIDIA มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในปีนี้ ขณะที่ Microsoft และ Amazon ยังคงเพิ่มขึ้น 5% และ Apple เพิ่มขึ้น 7%

 

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งชี้ว่า การลดลงของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) อาจถือเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้น Big Tech ในราคาที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นถึงผลตอบแทนระยะยาวที่สามารถคาดหวังได้จากการลงทุนด้าน AI รวมถึงตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทเหล่านี้

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | Morning Wealth 6 สิงหาคม 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-06082024/ Tue, 06 Aug 2024 00:27:51 +0000 https://thestandard.co/?p=967624

Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | […]

The post ชมคลิป: Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | Morning Wealth 6 สิงหาคม 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | Morning Wealth 6 ส.ค. 2567

 

ตลาดหุ้นปรับฐานทั่วโลก ความเสี่ยงสหรัฐฯ เกิด Recession เพิ่มเป็น 25% เป็นจุดเริ่มต้นวิกฤตหรือไม่ พูดคุยกับ บดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย)

 

วิเคราะห์สถานการณ์และกลยุทธ์ลงทุน พูดคุยกับ สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: Black Monday ถล่มขายหุ้นโลก จุดเริ่มต้นวิกฤตรอบใหม่? | Morning Wealth 6 สิงหาคม 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ญี่ปุ่นสูญตำแหน่งอันดับ Top 3 เศรษฐกิจโลก หลัง GDP หดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส เข้าสู่ภาวะถดถอย https://thestandard.co/japan-s-economy-slips-into-recession-clouding-boj/ Fri, 16 Feb 2024 02:58:25 +0000 https://thestandard.co/?p=900596 GDP ญี่ปุ่น

เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่หดตัวอีกครั้งโดยไม่คาดคิดในช่วง 3 เดื […]

The post ญี่ปุ่นสูญตำแหน่งอันดับ Top 3 เศรษฐกิจโลก หลัง GDP หดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส เข้าสู่ภาวะถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
GDP ญี่ปุ่น

เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่หดตัวอีกครั้งโดยไม่คาดคิดในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2023 ส่งผลให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (Technical Recession) จากการที่ GDP หดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน และทำให้แดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค สร้างแรงกดดันต่อธนาคารกลางญี่ปุ่นในการหาทางออกเพื่อยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบ

 

สำนักงานคณะรัฐมนตรีรายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นหดตัวที่อัตรา 0.4% ต่อปี ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคมปีที่แล้ว หลังจากที่ 3 เดือนก่อนหน้า GDP เพิ่งจะหดตัวไป 3.3%

 

เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่หดตัวลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจต่างลดการใช้จ่ายลง

 

ขณะเดียวกันตัวเลขดังกล่าวสร้างความประหลาดใจอย่างมาก เพราะบรรดานักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัวได้ราว 1.1%

 

ตัวเลข GDP ล่าสุดของญี่ปุ่นยังทำให้ขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นปรับลดลงจากอันดับ 3 ของโลกมาอยู่ในอันดับที่ 4 ในปี 2023 ทำให้เศรษฐกิจที่ก่อนหน้านี้เคยใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกอย่างเยอรมนีขยับขึ้นเบียดแซงญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกแทน

 

ขณะเดียวกันรายงานระบุว่า ผลลัพธ์ GDP รายไตรมาสที่อ่อนแอเกินคาดจะทำให้หนทางข้างหน้าของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เต็มไปด้วยเมฆหมอกมากขึ้น และมีความซับซ้อนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกของญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งแต่เดิมบรรดานักเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักเห็นว่า BOJ มีโอกาสที่จะเริ่มหั่นดอกเบี้ยช่วงเดือนเมษายน

 

ทั้งนี้คณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินของ BOJ ได้ให้น้ำหนักกับการอภิปรายเกี่ยวกับการออกจากนโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าศูนย์ และสร้างความมั่นใจให้กับตลาดว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะไม่ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่รุนแรงใดๆ

 

กระนั้นข้อมูลเมื่อวันพฤหัสบดี (15 กุมภาพันธ์) กลับเน้นย้ำถึงน้ำหนักความสำคัญในการคงนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบต่อไป รวมถึงสะท้อนให้เห็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เปราะบางเพราะพึ่งพาดีมานด์จากภายนอกเป็นหลัก โดยแม้จะเติบโตได้ต่อเนื่องจากการส่งออกสุทธิของญี่ปุ่นในปีที่ผ่านมาที่กระเตื้องเพียง 0.2% ขณะที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่พอจะฝากความหวังไว้ได้ก็คือภาคการท่องเที่ยว ซึ่งญี่ปุ่นเพิ่งจะสร้างสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

 

ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมภายในญี่ปุ่นยังคงมีภาวะเปราะบาง เนื่องจากเงินเฟ้อญี่ปุ่นขณะนี้ทำให้การใช้จ่ายลดลง ขณะที่การบริโภคในภาคเอกชนลดลง 0.2% เนื่องจากครัวเรือนต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทำให้หันมาคุมเข้มเรื่องการใช้จ่าย ขณะที่การใช้จ่ายในภาคครัวเรือนกลับลดลง 2.5% ในเดือนธันวาคมเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10 เนื่องจากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นตามหลังอัตราเงินเฟ้อ

 

คาซุโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ กล่าวกับรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า นโยบายการเงินของประเทศจะยังคงผ่อนคลายต่อไปในขณะนี้ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยติดลบจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม

 

อ้างอิง: 

The post ญี่ปุ่นสูญตำแหน่งอันดับ Top 3 เศรษฐกิจโลก หลัง GDP หดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส เข้าสู่ภาวะถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องธุรกิจ Sunset & Sunrise ของไทย งานไหนที่เริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย และธุรกิจไหนที่จะมาแรงในปี 2567 https://thestandard.co/sunset-sunrise-thai-business/ Mon, 18 Dec 2023 04:37:12 +0000 https://thestandard.co/?p=877872 ธุรกิจ Sunset & Sunrise

ก่อนที่จะนับถอยหลังก้าวสู่ปีหน้า อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิ […]

The post ส่องธุรกิจ Sunset & Sunrise ของไทย งานไหนที่เริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย และธุรกิจไหนที่จะมาแรงในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจ Sunset & Sunrise

ก่อนที่จะนับถอยหลังก้าวสู่ปีหน้า อรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สรุปภาพรวมธุรกิจปีนี้พบว่า ธุรกิจดาวเด่นมาแรงจะสอดคล้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศและโลก โดยเฉพาะธุรกิจที่เคยประสบปัญหาช่วงโควิดกลับมาฟื้นตัวจนมีความโดดเด่นถึง 5 ธุรกิจ สวนทาง 3 ธุรกิจที่เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมเผย 9 ธุรกิจที่มาแรง โดดเด่น และน่าจับตามองในปีหน้า   

 

สรุป 5 ธุรกิจที่โดดเด่นและมาแรงในปี 2566  

  1. กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 64 ประกอบด้วยธุรกิจจัดนำเที่ยว ตัวแทนธุรกิจการเดินทาง โรงแรม รีสอร์ต ห้องชุด สปา และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มีจำนวนจัดตั้งธุรกิจใหม่ปี 2566 ทั้งสิ้น 2,882 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 ทุนจดทะเบียน 7,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 68 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 ปัจจัยสนับสนุนมาจากการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ จำนวนนักท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวทั้งนักท่องเที่ยวในและต่างประเทศ รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น การประกาศยกเว้นการตรวจลงตรา (ฟรีวีซ่า) ให้แก่นักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน

 

  1. กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 36 ประกอบด้วยธุรกิจกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหา โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง และธุรกิจอสังหา มีจำนวนจัดตั้งธุรกิจใหม่ปี 2566 ทั้งสิ้น 7,878 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 36 ทุนจดทะเบียน 32,615 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 ปัจจัยสนับสนุนมาจากเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนเติบโตตามมา รวมถึงมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง (มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2566) และการผลักดันให้ไทยเป็น ‘บ้านหลังที่สอง’ สำหรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพ

 

  1. กลุ่มธุรกิจสมุนไพร เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 ประกอบด้วยการปลูกพืชประเภทเครื่องเทศ เครื่องหอม ยารักษาโรค และพืชทางเภสัชภัณฑ์ และการผลิตผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ที่ใช้รักษาโรค มีจำนวนจัดตั้งธุรกิจใหม่ปี 2566 ทั้งสิ้น 711 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 ทุนจดทะเบียน 2,083 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 ปัจจัยสนับสนุนมาจากกระแสนิยมดูแลรักษาสุขภาพโดยวิถีธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีของผู้บริโภค ส่งผลให้สมุนไพรเข้ามาเป็นหนึ่งในวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม (Health and Wellness)  

 

  1. กลุ่มธุรกิจการติดตั้งไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ประกอบด้วยธุรกิจการติดตั้งไฟฟ้า การผลิตส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์ การขายส่งอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการผลิตแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวนจัดตั้งธุรกิจใหม่ปี 2566 ทั้งสิ้น 1,413 ราย เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ทุนจดทะเบียน 10,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2565 ปัจจัยสนับสนุนมาจากการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ทั้งการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เป็นเครือข่ายรวมอุปกรณ์ข้อมูลเชื่อมถึงกัน กระแสรถยนต์ EV  

 

  1. กลุ่มธุรกิจ E-Commerce หรือธุรกิจการค้าปลีกสินค้าออนไลน์ เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เนื่องจากผู้บริโภคที่นิยมใช้ช่องทางออนไลน์ในการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้า ตลาดออนไลน์ได้รับความนิยมแบบก้าวกระโดด และถึงแม้โควิดคลี่คลายลง แต่กระแสการใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ก็ยังคงได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจ E-Commerce เป็นธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งและสามารถยืนหนึ่งบนเวทีธุรกิจได้ทุกสถานการณ์

 

3 ธุรกิจที่เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2566  

  1. กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกและเคมีภัณฑ์  
  2. กลุ่มธุรกิจขายปลีกสินค้าในร้านค้า ปัจจัยมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยใช้ช่องทางออนไลน์ในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น  
  3. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงสันดาป เติบโตลดลง เช่น ธุรกิจการขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์ในสถานีหรือปั๊มน้ำมัน การขายส่งเชื้อเพลิงแข็ง/เหลว และการทำเหมืองแร่ เหมืองแร่อโลหะ และเหมืองหิน  

 

9 ธุรกิจที่โดดเด่นและน่าจับตามองในปี 2567

  1. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว
  • ธุรกิจท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร, ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต ห้องชุด เกสต์เฮาส์, ธุรกิจจัดนำเที่ยว, ธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา และธุรกิจตัวแทนการเดินทาง โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2566 ประมาณ 27 ล้านคน และปี 2567 ประมาณ 30-35 ล้านคน ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับธุรกิจในการขยายหรือเริ่มต้นธุรกิจเพื่อรองรับตลาดและตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น

 

  • ธุรกิจการจัดประชุม แสดงสินค้า คอนเสิร์ต เช่น ธุรกิจการจัดแสดงทางธุรกิจและสินค้า, ธุรกิจการจัดประชุม, ธุรกิจจัดงานเลี้ยง และธุรกิจกิจกรรมด้านความบันเทิง โดยธุรกิจสามารถสร้างเม็ดเงินได้มหาศาล สอดรับกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการจัดคอนเสิร์ตหรือเทศกาลดนตรีต่างๆ ของศิลปินชาวต่างชาติ ที่ดึงดูดผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาร่วมกิจกรรมดังกล่าว และธุรกิจประเภทนี้ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสนับสนุนการท่องเที่ยว คือ เมื่อมีการจัดประชุม แสดงสินค้า หรือคอนเสิร์ต ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่จะใช้โอกาสนี้เดินทางท่องเที่ยวเพิ่มเติม  

 

  1. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ 
  • ธุรกิจสุขภาพและความงาม เช่น ธุรกิจปลูกพืช เครื่องเทศ เครื่องหอมยารักษาโรค, ธุรกิจโรงพยาบาล คลินิกโรคเฉพาะทาง และธุรกิจขายปลีก/ส่งเภสัชภัณฑ์และเวชภัณฑ์ สังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสนใจหันมาดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของบุคคล รูปร่าง หน้าตา เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจนี้เป็นอย่างมาก

 

  • ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ เช่น ธุรกิจสถานที่ดูแลรักษาสำหรับผู้สูงอายุ, ธุรกิจบริการจัดหาที่พักให้ และธุรกิจสังคมสงเคราะห์โดยไม่มีที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ จากแนวโน้มการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทั้งของไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่งผลให้จำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับอัตราการเกิดของประชากรใหม่ในแต่ละปี ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทและสร้างโอกาสการทำตลาด เพื่อรองรับจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  

 

  1. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องรูปแบบการใช้ชีวิต 
  • ธุรกิจเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เช่น ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยง, ธุรกิจขายปลีกอาหารและอุปกรณ์สัตว์เลี้ยง และธุรกิจขายส่งอาหารสัตว์ โดยปี 2566 (มกราคม-พฤศจิกายน) มีอัตราเติบโตของกำไรเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า

 

  • ธุรกิจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ด้วยสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งรอบข้างที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวการณ์ของโลก ทำให้ผู้บริโภคมองหาผลิตภัณฑ์และรูปแบบกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบทางธรรมชาติทั้งปัจจุบันและอนาคต ส่งผลให้มีธุรกิจหลายประเภท เช่น ธุรกิจรีไซเคิล, ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม และธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก 

 

  1. กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการดิจิทัลและซอฟต์แวร์
  • ธุรกิจบริการ E-Commerce ได้แก่ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต และธุรกิจตลาดกลางในการซื้อขายออนไลน์ เป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองความสะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันที่เข้าถึงสินค้าและบริการเพียงปลายนิ้วสัมผัส

 

  • ธุรกิจบริการชำระเงินแบบดิจิทัล ได้แก่ ธุรกิจการประมวลผลและการเรียกชำระเงินสำหรับธุรกรรมทางการเงิน เป็นธุรกิจให้บริการชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการผ่านทางออนไลน์ ทำให้การชำระค่าสินค้าและบริการเป็นเรื่องง่ายและสะดวกรวดเร็ว 

 

  • ธุรกิจซอฟต์แวร์ เช่น ธุรกิจจัดทำโปรแกรมเว็บเพจ, ธุรกิจจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และธุรกิจให้คำปรึกษาทางด้านซอฟต์แวร์ การเติบโตของธุรกิจนี้สอดคล้องกับยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตั้งแต่การดำรงชีวิตไปจนถึงการประกอบธุรกิจของภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ รวมทั้งปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ล้วนนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนประกอบประสานรวมกับ AI หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ที่เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างชัดเจน  

 

The post ส่องธุรกิจ Sunset & Sunrise ของไทย งานไหนที่เริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย และธุรกิจไหนที่จะมาแรงในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเศรษฐศาสตร์มากกว่า 3 ใน 4 ของการสำรวจ เชื่อว่ามีโอกาส 50% ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยปี 2024 https://thestandard.co/recession-50-percent-chance-2024/ Tue, 25 Jul 2023 03:01:43 +0000 https://thestandard.co/?p=821623

สมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติ (National Association fo […]

The post นักเศรษฐศาสตร์มากกว่า 3 ใน 4 ของการสำรวจ เชื่อว่ามีโอกาส 50% ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติ (National Association for Business Economics: NABE) เปิดเผยรายงานผลการสำรวจนักวิเคราะห์เศรษฐกิจฉบับล่าสุดพบว่า ส่วนใหญ่เห็นโอกาส 50-50 ที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะเข้าสู่ภาวะถดถอยภายในปี 2024

 

ทั้งนี้ ผลการสำรวจชี้ว่า ประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถาม หรือราว 71% ระบุว่า โอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะตกต่ำจนเข้าสู่ภาวะถดถอยภายใน 12 เดือนข้างหน้าคือประมาณ 50% หรือน้อยกว่านั้น ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์มากกว่า 1 ใน 4 ระบุว่า แนวโน้มที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะตกต่ำอยู่ที่ประมาณ 25%

 

Carlos Herrera ประธานการสำรวจสภาพเงื่อนไขทางธุรกิจของ NABE และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Coca-Cola ประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ กล่าวว่า บรรดานักเศรษฐศาสตร์ในสังกัดที่เข้าร่วมการสำรวจส่วนใหญ่มีความมั่นใจมากขึ้นเกี่ยวกับเศรษฐกิจในปีหน้า เนื่องจากมองเห็นความน่าจะเป็นที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยลดน้อยลง

 

โดยการสำรวจก่อนหน้าในช่วงเดือนเมษายนพบว่า นักเศรษฐศาสตร์เกือบครึ่งเห็นโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยมากกว่า 50%

 

รายงานระบุว่า ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงยอดขายและผลกำไรที่เพิ่มขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา การสำรวจระบุว่าเปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามที่รายงานยอดขายที่เพิ่มขึ้นยังคงมีจำนวนแซงหน้าผู้ที่รายงานว่ายอดขายลดลง โดยธุรกิจต่างๆ ยังรู้สึกมีความหวังมากขึ้นเกี่ยวกับผลกำไรในอนาคตในอีก 3 เดือนข้างหน้า

 

นอกจากนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ยังตั้งข้อสังเกตว่าราคาต้นทุนวัสดุยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นฤดูร้อน ซึ่ง Julia Coronado ประธาน NABE กล่าวว่า ผลการสำรวจสภาวะธุรกิจของ NABE ในเดือนกรกฎาคม 2023 สะท้อนถึงเศรษฐกิจของยอดขายและผลกำไรที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัสดุลดลงและค่าจ้างที่มีเสถียรภาพมีความท้าทายน้อยลง

 

ยิ่งไปกว่านั้นธุรกิจต่างๆ รายงานว่าค่าจ้างของบริษัทไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วงไตรมาสที่ 2 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2021 โดยค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในสหรัฐฯ เนื่องจากธุรกิจต่างๆ แข่งขันกันเพื่อจ้างคนงานในจำนวนจำกัด 

 

การสำรวจซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 12 กรกฎาคม บวกกับการสัมภาษณ์ความเห็นเพิ่มเติมจากสมาชิก NABE อีก 52 คนนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณของภาวะเงินเฟ้อที่กำลังชะลอความร้อนแรงลง โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดราคาสินค้าในชีวิตประจำวันอย่างกว้างๆ รวมถึงน้ำมัน ของชำ และค่าเช่า เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนมิถุนายนจากเดือนก่อนหน้า และขยับขึ้นเพียง 3% ในอัตรารายปี  ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี

 

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงอย่างช้าๆ แต่คงที่ เมื่อรวมกับความยืดหยุ่นอย่างน่าประหลาดใจของตลาดแรงงาน ได้จุดประกายความหวังในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ว่าสหรัฐฯ จะหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปีนี้ได้สำเร็จ

 

อ้างอิง:

The post นักเศรษฐศาสตร์มากกว่า 3 ใน 4 ของการสำรวจ เชื่อว่ามีโอกาส 50% ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs คาดความเสี่ยง Recession ในสหรัฐฯ ลดลงจาก 25% เหลือ 20% ดึงนักลงทุนหันกลับสู่ตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง https://thestandard.co/goldman-sachs-next-year-us-recession/ Tue, 18 Jul 2023 11:25:22 +0000 https://thestandard.co/?p=818801

Goldman Sachs คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะห […]

The post Goldman Sachs คาดความเสี่ยง Recession ในสหรัฐฯ ลดลงจาก 25% เหลือ 20% ดึงนักลงทุนหันกลับสู่ตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

Goldman Sachs คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยในอีก 12 เดือนข้างหน้ามากขึ้น หลังพบข้อมูลเชิงบวกในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ความกลัวในหมู่นักลงทุนที่คลายตัวลงทำให้ตลาดสินเชื่อเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งตามรายงานของ Bank of America

 

ยาน ฮัตซิอุส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs Group กล่าวว่า เรากำลังลดโอกาสที่เศรษฐกิจถดถอยจะเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ในอีก 12 เดือนข้างหน้าจาก 25% เป็น 20% ด้วยเหตุผลหลักจากข้อมูลล่าสุดที่ได้ตอกย้ำความมั่นใจในการประเมินว่า การลดอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้นั้นไม่จำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยก่อน

 

ฮัตซิอุสคาดการณ์ว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะผ่อนคลายลงอย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลด้านพื้นฐานที่แข็งแกร่ง หลังจากรายงานของสำนักงานสถิติแรงงานเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมภาคอาหารและพลังงานในสหรัฐฯ ผ่อนคลายลงในเดือนที่แล้ว นับเป็นอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021

 

นอกจากนี้แม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานอีกครั้งในสัปดาห์หน้า แต่ก็อาจเป็นการปรับขึ้นครั้งสุดท้ายซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

 

ฮัตซิอุสระบุด้วยว่า อัตราดอกเบี้ยจะชะลอตัวลงในอีก 2-3 ไตรมาสข้างหน้า เพราะการเติบโตของรายได้ที่ใช้จ่ายได้จริงนั้นช้าลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณากับการกลับมาชำระหนี้ของนักเรียนในเดือนตุลาคมและการลดลงของสินเชื่อธนาคาร

 

ฮัตซิอุสทิ้งท้ายว่า “แต่ภาวะการเงินที่ผ่อนคลาย การฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของการสร้างโรงงาน ล้วนบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงเติบโตต่อไปแม้ว่าจะมีแนวโน้มต่ำกว่าก็ตาม”

 

นักลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดสินเชื่ออีกครั้ง หลังความกังวลในภาวะเศรษฐกิจถดถอยเริ่มจางลง

 

ระดับเงินสดในเดือนกรกฎาคมลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี เนื่องจากสัดส่วนเงินสดของนักลงทุนระดับลงทุนที่สูงกว่าระดับปกติลดลงเหลือ 26% ในเดือนกรกฎาคม จาก 35% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่เงินสดในหนี้เสียก็ลดลงเช่นกัน แม้ว่าจะยังคงอยู่เหนือระดับในอดีต

 

ยูริ เซลิเกอร์ นักกลยุทธ์ด้านสินเชื่อของ Bank of America กล่าวว่า ความคาดหวังในคุณภาพสินเชื่อกำลังดีขึ้นในหมู่ผู้ลงทุนในเครดิตผลตอบแทนสูง และฉันทามติส่วนใหญ่ในตลาดเรียกร้องให้โอกาสที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ มีเพียงเล็กน้อย รวมทั้ง Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกไม่เกิน 2 ครั้ง

 

นักลงทุนใช้เวลาส่วนใหญ่ของปีในการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยก่อนการชะลอตัวที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่เกิดขึ้น ในขณะที่ตลาดเริ่มลดคาดหวังของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้นักลงทุนกลับมามองแง่ดีต่อตลาดอีกครั้ง

 

สถานะเครดิตระดับลงทุนยังคงต่ำกว่าระดับปกติอย่างมาก แต่นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2022 ขณะที่สถานะเครดิตระดับผลตอบแทนสูงนั้นอยู่ในระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์แค่ 37% แม้เพิ่มขึ้นจาก 35% ในเดือนพฤษภาคมก็ตาม

 

อ้างอิง:

The post Goldman Sachs คาดความเสี่ยง Recession ในสหรัฐฯ ลดลงจาก 25% เหลือ 20% ดึงนักลงทุนหันกลับสู่ตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนระดับโลกมุ่งสู่เอเชียเหนือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เลือกเดิมพันกับญี่ปุ่นเหนือไต้หวัน ไมเคิล เบอร์รี ตุนหุ้นจีน https://thestandard.co/buffett-burry-investments-2023/ Tue, 16 May 2023 09:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=791172

บรรยากาศการลงทุนในหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี 2023 ส่วนใหญ่ […]

The post นักลงทุนระดับโลกมุ่งสู่เอเชียเหนือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เลือกเดิมพันกับญี่ปุ่นเหนือไต้หวัน ไมเคิล เบอร์รี ตุนหุ้นจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

บรรยากาศการลงทุนในหุ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี 2023 ส่วนใหญ่แล้วยังคงอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวจากปลายปีก่อน โดยอาจมีเพียงไม่กี่ตลาดในโลกที่เป็นภาพของการย่อตัวในปีนี้ หนึ่งในนั้นคือตลาดหุ้นไทยที่ยังติดลบอยู่ราว 7-8% 

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกยังไม่หมดไปในปีนี้ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้นักลงทุนระดับโลกต่างทยอยปรับพอร์ต เพื่อเลือกลงทุนในตลาดหรือหุ้นที่ยังมีแนวโน้มจะเติบโตได้ดี 

 

สำหรับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนาน ยังคงมีการปรับพอร์ตลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา Berkshire Hathaway ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนภายใต้การนำของบัฟเฟตต์ ตัดสินใจขายหุ้นส่วนที่เหลือที่ถืออยู่ใน Taiwan Semiconductor Manufacturing Co., Ltd. (TSMC) ออกทั้งหมด หลังจากเมื่อปีก่อนได้ลดสัดส่วนการถือครองลงไป 86% ของจำนวนทั้งหมดที่ถืออยู่ก่อนหน้านี้

 

การขายหุ้น TSMC ออกมาของบัฟเฟตต์ ส่งผลให้ราคาหุ้น TSMC ปรับฐานลงมา ทั้งนี้ บัฟเฟตต์ให้เหตุผลในการลดสัดส่วนการลงทุนผ่านการประชุมประจำปีว่า เป็นเพราะความกังวลต่อความขัดแย้งระหว่างจีนกับไต้หวัน 

 

การขายหุ้น TSMC ของบัฟเฟตต์ สวนทางกับกองทุนอื่นบางส่วน เช่น กองทุน Coatue Management ของ ฟิลลิป แลฟฟอนต์ และกองทุน Tiger Global Management ของ เชส โคลแมน ซึ่งต่างได้เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น TSMC ในช่วงไตรมาสแรก 

 

ทั้งนี้ บัฟเฟตต์ยังคงกล่าวชื่นชม TSMC ว่า เป็นบริษัทที่ยอดเยี่ยม และเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีการบริหารงานอย่างดี 

 

อย่างไรก็ตาม บัฟเฟตต์กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีกับเงินลงทุนที่ลงทุนไปกับหุ้นญี่ปุ่นมากกว่าไต้หวัน ผมไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่นั่นคือความจริง และผมได้ทบทวนการประเมินบนปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่” 

 

ด้านนักลงทุนชื่อดังอีกรายอย่าง ไมเคิล เบอร์รี ซึ่งเป็นตัวจริงของตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง The Big Short ตัดสินใจเดิมพันกับหุ้นจีนครั้งใหญ่ โดยเฉพาะ JD.com และ Alibaba Group Holding

 

หุ้นทั้งสองตัวกลายเป็นหุ้นที่กองทุน Scion Asset Management ถือครองมากที่สุด คิดเป็น 20% ของพอร์ตการลงทุน โดยการลงทุนครั้งนี้ไม่ได้พิจารณาจากเฉพาะเรื่องการฟื้นตัวของธุรกิจ แต่ยังรวมถึงการอยู่รอดจากความเสี่ยงด้านความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

หลังจากที่เบอร์รีเริ่มเข้าซื้อ JD.com และ Alibaba ในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เขาได้เข้าซื้ออย่างต่อเนื่องในช่วงสองไตรมาสที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนการถือครองใน JD.com เพิ่มขึ้น 3 เท่า เป็น 250,000 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 11 ล้านดอลลาร์ หรือราว 11% ของพอร์ต ขณะที่มูลค่าการลงทุนใน Alibaba เพิ่มขึ้น 2 เท่า เป็น 10 ล้านดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนโดยภาพรวมหลังการเปิดประเทศอย่างเต็มตัวค่อนข้างน่าผิดหวัง ดัชนี MSCI China ทำได้แค่ทรงตัวจากปีก่อน หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวช้าลง สะท้อนจากการใช้จ่ายและการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด 

 

ขณะที่สัดส่วนการลงทุนของกองทุน Hedge Fund ที่ลงทุนในจีน ลดลงจาก 13.3% เป็น 10.5% ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา จากข้อมูลของ Goldman Sachs Group 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post นักลงทุนระดับโลกมุ่งสู่เอเชียเหนือ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เลือกเดิมพันกับญี่ปุ่นเหนือไต้หวัน ไมเคิล เบอร์รี ตุนหุ้นจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อจีนรอดมรสุม Recession คาด GDP ปีนี้โต 5% หลังรัฐบาลเน้นกระตุ้นการบริโภค แนะลงทุนหุ้น A-Share รับอานิสงส์มากสุด https://thestandard.co/china-could-survive-recession/ Wed, 10 May 2023 07:32:55 +0000 https://thestandard.co/?p=787932

ผู้เชี่ยวชาญพร้อมใจฟันธงเศรษฐกิจจีนปี 2023 โต 5% ได้ตาม […]

The post ผู้เชี่ยวชาญเชื่อจีนรอดมรสุม Recession คาด GDP ปีนี้โต 5% หลังรัฐบาลเน้นกระตุ้นการบริโภค แนะลงทุนหุ้น A-Share รับอานิสงส์มากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้เชี่ยวชาญพร้อมใจฟันธงเศรษฐกิจจีนปี 2023 โต 5% ได้ตามเป้าที่รัฐบาลจีนตั้งไว้ หลังเน้นกระตุ้นการเติบโตแบบเจาะกลุ่มเป้าทั้งการบริโภคในประเทศ-อุตสาหกรรมสำคัญ พร้อมแนะลงทุนหุ้น A-Share ได้ประโยชน์มากที่สุด

 

รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยผ่านรายการ WEALTH IN DEPTH ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจจีนช่วงไตรมาส 1/23 ฟื้นตัวดีในหลายส่วน โดย GDP ขายตัวขึ้น 4.5% ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 4% ขณะที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมาย GDP ทั้งปี 2023 จะขยายตัว 5% ส่วนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าขยายตัว 5.2%


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ทั้งนี้ หากเข้าไปดูแยกไส้ในของเศรษฐกิจไตรมาส 1/23 พบว่ามีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญข้อแรกคือ การบริโภคภายในประเทศที่การฟื้นตัวที่ดีมากสามารถช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP ได้ค่อนข้างดี หลังจีนเริ่มคลายล็อกดาวน์ ส่งผลให้มีความต้องการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังมีความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากการที่ผู้บริโภคลดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงก่อนหน้าจากเหตุการณ์โควิดระบาด (Pent Up Demand) และภาคบริการที่สามารถฟื้นตัวดีขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ปัจจัยขับเคลื่อนที่สองคือ ภาคส่งออกของจีนไตรมาส 1/23 ที่ขยายตัว 8.4% โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมปีนี้ที่ขยายตัวถึง 24% และปัจจัยขับเคลื่อนที่สามคือ การผลิตภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มทยอยฟื้นตัวดีขึ้นในระดับประมาณ 4-5% 

 

อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนยังคงชะลอตัวจากความเชื่อมั่นการลงทุนที่ยังฟื้นกลับมาได้ไม่เต็มที่ โดยการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์ยังมีอัตราการขยายตัวที่ติดลบ แม้ว่ายอดขายจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น

 

“เงินเฟ้อของจีนถือว่ายังต่ำ รัฐบาลจีนก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาต่อเนื่อง จึงคาดมีความเป็นไปได้สูงว่า GDP ของจีนในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ระดับ 5% น่าจะไปได้ถึง รวมถึงมีนักเศรษฐศาสตร์บางคนมีการวิเคราะห์ว่าอาจขยายตัวได้ถึง 5.5% ด้วยซ้ำ”

 

ด้านปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีน ประเมินว่ายังมีผลกระทบจากความไม่แน่นอนของประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังไม่จบและยังต้องติดตาม ส่วนสถานการณ์เงินเฟ้อของโลกที่สูงก่อนหน้านี้ คาดว่ากำลังเข้าสู่ช่วงขาลงต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2023 ตามแนวโน้มราคาพลังงานที่ราคาเริ่มปรับลดลง ขณะที่ดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดว่าสูงสุดแล้วมีโอกาสที่จะลดลงในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ความกังวลจะเกิด Recession เริ่มคลี่คลายลงบ้าง แต่ยังต้องติดตามต่อไป

 

สำหรับกรณีที่มีความกังวลว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเกิดภาวะถดถอย (Recession) คาดว่าจะเกิดขึ้นได้จาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1. วิกฤตสินเชื่อตึงตัว (Credit Crunch) ที่กำลังประสบปัญหาอยู่ในช่วงนี้ 2. ผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญ และ 3. ประเด็นเรื่องเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัญหาจากประเด็นทางการเมือง แต่สุดท้ายยังเชื่อมั่นว่ามีความเป็นไปได้สูง 90% ว่ารีพับลิกันกับเดโมแครตจะยังสามารถบรรลุข้อตกลงได้ และไม่นำไปสู่ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ 

 

เนื่องจากหากปล่อยให้เกิดขึ้นจะเป็นปัญหาคล้ายกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2008 โดยจะมีผลกระทบที่รุนแรงมากต่อทั้งเศรษฐกิจ รวมถึงความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ และค่าเงินดอลลาร์ให้มีปัญหา และมีผลกระทบลุกลามไปยังเศรษฐกิจโลกด้วย อีกทั้งยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดนกที่เริ่มแพร่เชื้อไปยังสัตว์อีกหลายชนิด รวมถึงการกลายพันธ์ุของโควิด ซึ่งหากกลับมาระบาดรุนแรงอาจเป็นปัจจัยลบที่กลับมากระทบเศรษฐกิจอีกครั้ง

 

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากกรณีจีนต้องการเปลี่ยนแปลงนโยยายใช้ระบบสังคมนิยมมาควบคุมระบบทุนนิยม เพื่อเศรษฐกิจเติบโตแบบมีคุณภาพและทั่วถึง ถือเป็นประเด็นที่ไม่แน่นอน กระทบความเชื่อมั่น และสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนต่างประเทศว่าจะมีการควบคุมในระดับใด

 

ส่วนกรณีที่มีแผนจะตั้งคณะกรรมาธิการกลางทางการเงิน (Central Financial Work Commission) เพราะต้องการรวมศูนย์อำนาจทางการเงินไว้ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ซึ่งต้องติดตาม อาจมีผลกระทบตามมาต่อความเชื่อมั่นในภาคตลาดการเงินของจีนในอนาคต

 

SCB CIO มองหุ้นจีน A-Share เป็น Positive

 

ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ผู้อำนวยการอาวุโส และหัวหน้าทีม SCB Chief Investment Office (SCB CIO) เปิดเผยว่า มีข้อสังเกตใน 2 ประเด็นหลักของการขยายตัวของ GDP จีนไตรมาส 1/23 ข้อแรกมีปัจจัยบวกจากฐานที่ต่ำในไตรมาส 1/22 มาเป็นตัวช่วยที่สำคัญ ข้อที่สอง การฟื้นตัวนำโดยภาคการบริโภค ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ยังฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้า จึงเป็นภาพของการฟื้นตัวที่ยังไม่ทั่วถึง

 

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่รออยู่หลังจากตัวเลขของการส่งออกของจีนที่มีสัดส่วนราว 20% ของ GDP ซึ่งในเดือนมีนาคมปีนี้ที่กลับมามีตัวเลขการเติบโตเป็นบวกครั้งแรก หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีตัวเลขการขยายตัวติดลบ 5 เดือนติดต่อกัน ขณะที่ตัวเลขล่าสุดเดือนเมษายนปีนี้ขยายตัวอีก 8.5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

อย่างไรก็ดี มีข้อมูลที่ต้องจับตา เพราะเมื่อเปรียบเทียบตัวเลขส่งออกเดือนเมษายนปีนี้กับเดือนมีนาคมปีนี้ กลับมีตัวเลขการเติบโตที่ติดลบ 5.4% เพราะมีการส่งออกสินค้าไปยังประเทศพัฒนาแล้วอย่างในสหรัฐฯ กับยุโรปที่ลดลง

 

“เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กำลังแตะเบรกชะลอ เริ่มเห็นสัญญาณ Recession หรือแม้จะเป็น ‘Mild Recession’ ที่สะท้อนออกมาในตัวเลขส่งออกเดือนเมษายนของจีน ซึ่งการส่งออกของจีนไปตลาดสหรัฐฯ แม้จะลดลงจากอดีต แต่ปัจจุบันยังมีสัดส่วน 12% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนมองว่าจะฟื้นช้ากว่าตัวอื่น โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์จะยังเป็นตัวถ่วงหลัก”

 

ขณะที่รัฐบาลจีนยังมีแผนการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งผ่านการลงทุน รวมถึงจะดำเนินนโยบายการเงินและการคลังที่สนับสนุนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจจีน อีกทั้งมีนโยบายที่จะยับยั้งความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยต้องการป้องกันการเก็งกำไร รวมถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาลท้องถิ่นและภาคธนาคาร

 

ดร.กำพลกล่าวต่อว่า คาดว่าการดำเนินนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจะเป็นไปในลักษณะเลือกเจาะเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เป็นเป้าหมายสำคัญ และเน้นกระตุ้นการบริโภคในประเทศในช่วงที่เหลือของปีนี้ รวมถึงตลาดแรงงานของจีน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนที่ยังมีอัตราว่างงานสูงถึงระดับ 20% ยังเอื้อให้รัฐบาลจีนยังสามารถดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นตามมา และยังมีตัวช่วยจากการเปรียบเทียบตัวเลขของฐานที่ต่ำในปี 2022 ดังนั้นคาดว่า GDP ของจีนในปี 2023 มีโอกาสขยายตัวได้ 5% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้

 

ส่วนกรณีการจัดตั้ง Central Financial Work Commission ของจีน โดยโครงสร้างใหม่นี้ถือว่ามีข้อดี ซึ่งจะมีการแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนในการกำกับดูแลตลาดเงินและตลาดทุน ขณะที่ยังต้องติดตามดูต่อว่าประธานาธิบดีสีจิ้นผิงจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายการเงินมากหรือน้อยอย่างไร

 

สำหรับมุมมองต่อการลงทุนในตลาดหุ้นจีนในส่วน A-Share มีมุมมองเป็นบวก (Positive) ยังแนะนำให้ ‘ซื้อ’ โดยใช้จังหวะที่ราคาหุ้นย่อตัวเข้าทยอยสะสม หากเป็นนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงการลงทุนได้ระดับน้อยถึงกลาง แนะนำให้มีหุ้นจีนสัดส่วนประมาณ 5% ของพอร์ต หรือหากสนใจกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนช่วยเลือกหุ้นก็แนะนำกองทุน SCB A-Share 

 

ขณะที่ H-Share มีมุมมองเป็นบวกเล็กน้อย (Slightly Positive) เพราะจะมีกรณีที่บริษัทเทคโนโลยีของจีนถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ของจีน

 

โดยหลังจีนกลับมาเปิดประเทศถึงปัจจุบัน ตลาดหุ้นจีนมี Price to Earnings Ratio (P/E Ratio) อยู่ -0.5 SD ถือว่ายังซื้อขายต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ขณะที่เมื่อพิจารณาแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนจะเน้นให้ความสำคัญกับกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นผลบวกกับหุ้นในกลุ่ม A-Share มากกว่า H-Share 

 

อีกทั้งผลประกอบการของหุ้นบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกลุ่ม A-Share มีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดี โดยในไตรมาส 1/23 พลิกกลับมาเติบโตเป็นบวกได้ 7% จากช่วงไตรมาส 4/22 ที่กำไรสุทธิเติบโตติดลบ 6.5% อีกทั้งยังมีแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีต่อเนื่องตามการฟื้นของเศรษฐกิจจีน “มองว่าตลาดหุ้นจีนจะเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความเสี่ยงเรื่องของ Earnings Recession น้อยมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ เพราะอย่างบริษัทในสหรัฐฯ รายงานกำไรไตรมาส 1/23 ก็ออกมาเติบโตติดลบ”

The post ผู้เชี่ยวชาญเชื่อจีนรอดมรสุม Recession คาด GDP ปีนี้โต 5% หลังรัฐบาลเน้นกระตุ้นการบริโภค แนะลงทุนหุ้น A-Share รับอานิสงส์มากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทุกวิกฤตคือโอกาส? Recession อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด | WEALTH IN DEPTH https://thestandard.co/wealth-in-depth-20042023/ Thu, 20 Apr 2023 11:42:57 +0000 https://thestandard.co/?p=779136

พบกับ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน […]

The post ชมคลิป: ทุกวิกฤตคือโอกาส? Recession อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

พบกับ WEALTH IN DEPTH รายการเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุนเชิงลึก ในหัวข้อ ทุกวิกฤตคือโอกาส? Recession อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

 

ร่วมพูดคุยกับ พยนต์ พงศาวรี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และผู้บริหารสายงานแนะนำการลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ดำเนินรายการโดย ศิรัถยา อิศรภักดี

 

ติดตาม WEALTH IN DEPTH วันที่ 20 เมษายน 2566 เวลา 18.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: ทุกวิกฤตคือโอกาส? Recession อาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
กกร. หั่นประมาณการส่งออกไทยปีนี้เหลือติดลบ-ไม่โต แต่มองไทยอาจรอด Technical Recession ได้ เหตุท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง https://thestandard.co/jsccib-negative-thai-exports/ Wed, 01 Mar 2023 08:55:07 +0000 https://thestandard.co/?p=757181

ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) หั่นประ […]

The post กกร. หั่นประมาณการส่งออกไทยปีนี้เหลือติดลบ-ไม่โต แต่มองไทยอาจรอด Technical Recession ได้ เหตุท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) หั่นประมาณการส่งออกไทยปีนี้เหลือติดลบ 1.0-0.0% แต่ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะรอดพ้น Technical Recession ได้ แม้ว่า GDP ไตรมาส 4 ปี 2565 หดตัวแบบไตรมาสต่อไตรมาส เหตุท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง

 

วันนี้ (1 มีนาคม) เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนมีนาคม 2566 กล่าวว่า การส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวต่ออีกระยะหนึ่ง เนื่องมาจากกิจกรรมภาคการผลิตของโลกที่ยังอยู่ในภาวะหดตัว ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ที่ทำให้ธุรกิจทั่วโลกเลี่ยงการสต๊อกสินค้าคงคลัง รวมถึงการปรับสมดุลระดับสินค้าคงคลัง หลังจากความต้องการสินค้าที่ได้อานิสงส์จากโควิด โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับการ Work from Home เช่น คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ลดลง นอกจากนี้ มูลค่าสินค้าส่งออกยังมีแนวโน้มลดลงตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้วย


บทความที่เกี่ยวข้อง


ทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย มีมติปรับลดประมาณการมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยทั้งปี 2566 ลงเหลือติดลบ 1.0-0.0% เทียบกับประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.0-2.0%

 

โดยกลุ่มสินค้าที่เป็นปัจจัยฉุดส่งออกไทยในปีนี้ เกรียงไกรระบุว่า เป็นกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ไปจนถึงกลุ่มสินค้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สวนทางกับกลุ่มสินค้าอาหารและการเกษตรที่น่าจะเป็นกลุ่มสินค้าไม่กี่กลุ่มที่ยังคงโตได้ในปีนี้ ท่ามกลางสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ

 

กกร. มองไทยรอด Technical Recession

 

อย่างไรก็ตาม กกร. ไม่คาดว่าเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะ Technical Recession แม้ว่า GDP ไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2022 จะหดตัว 1.5% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนเศรษฐกิจในไตรมาสแรกให้ฟื้นตัวได้ และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีจะเพิ่มสูงถึงราว 25-30 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมที่ราว 22 ล้านคน ที่ประชุม กกร. จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 3.0-3.5% ตามกรอบเดิมที่เคยประเมินไว้ สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 2.7-3.2%  

 

นอกจากนี้ กกร. ยังมองว่า เศรษฐกิจโลกมีโอกาสเกิดภาวะถดถอยลดลง เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศหลักในเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากภาคบริการที่ปรับตัวดีขึ้น เช่น การเดินทาง ท่องเที่ยว และการก่อสร้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตได้จากภาคบริการเป็นหลัก

 

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งภาคการผลิตยังคงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไปอีกระยะหนึ่ง

 

วอนดูแลเสถียรภาพ ‘เงินบาท’ หลังผันผวนหนัก

 

ที่ประชุมยังย้ำว่า ประเด็นเรื่องค่าแรง ความผันผวนของค่าเงินบาท และต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ยังเป็นปัจจัยท้าทาย ซึ่งส่งผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจ ภาคเอกชนจึงอยากให้ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นการแก้ไขปัญหา รวมถึงมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถปรับตัวรับความเสี่ยงผลจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยที่ทยอยปรับสูงขึ้น

 

นอกจากนี้ ที่ประชุม กกร. มีความคิดเห็นว่า เนื่องจากภาคการส่งออกจะมีแนวโน้มชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ดังนั้นเศรษฐกิจไทยควรให้ความสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เร่งการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล รวมทั้งอาศัยโอกาสจากภาคการท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวต่อเนื่องในช่วงนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่จะกระจายรายได้สู่ชุมชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้ในกรอบประมาณการเศรษฐกิจเดิม

The post กกร. หั่นประมาณการส่งออกไทยปีนี้เหลือติดลบ-ไม่โต แต่มองไทยอาจรอด Technical Recession ได้ เหตุท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจเน็ต เยลเลน ลั่น เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไร้แววถดถอย เหตุตลาดงานยังแข็งแกร่ง มั่นใจเงินเฟ้อลดต่อเนื่อง https://thestandard.co/janet-yellen-usa-economy-not-recession/ Tue, 07 Feb 2023 02:03:04 +0000 https://thestandard.co/?p=746867

เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับทางรายกา […]

The post เจเน็ต เยลเลน ลั่น เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไร้แววถดถอย เหตุตลาดงานยังแข็งแกร่ง มั่นใจเงินเฟ้อลดต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับทางรายการ Good Morning America ของสถานี ABC เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 กุมภาพันธ์) เกี่ยวกับสถานการณ์และแนวโน้มของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในเวลานี้ ยังคงเป็นไปในทิศทางบวก โดยความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2023 มีโอกาสค่อนข้างต่ำ 

 

เยลเลนย้ำว่า ภาวะถดถอยไม่มีทางเกิดขึ้นในสหรัฐฯ อย่างแน่นอน หากว่ายังคงมีตำแหน่งงานมากกว่า 5 แสนตำแหน่ง และมีอัตราการว่างงานในระดับที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 50 ปี

 

ความเชื่อมั่นดังกล่าวของเยลเลนมีขึ้นหลังจากที่ทางสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในเดือนมกราคมเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พบว่า สหรัฐฯ มีตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น 5.17 แสนตำแหน่ง ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 34% ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 1969

 

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อยังส่งสัญญาณขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลง หลังจากที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี เมื่อช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว กระนั้นสถานการณ์เงินเฟ้อยังต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาวะดิสรัปต์ในระบบห่วงโซ่อุปทานโลก ภาวะขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรม และความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ กับสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน

 

สิ่งที่มองเห็นได้ในขณะนี้คือเส้นทางที่อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งทิศทางนี้เป็นสิ่งที่เยลเลนค่อนข้างเชื่อมั่นว่ามีทางเป็นไปได้ และหวังว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุผลสำเร็จในการปรับลดอัตราเงินเฟ้อให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ที่ 2% 

 

สำหรับปัญหาที่น่ากังวลอีกประการอย่างเพดานหนี้สหรัฐฯ เยลเลนย้ำว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่จะเจรจาต่อรองกันได้ พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ จ่ายหนี้คืนตรงเวลาทุกครั้งมาตั้งแต่ปี 1789 ซึ่งทำให้นานาประเทศทั่วโลกเชื่อมั่นและไว้ใจ ดังนั้น สหรัฐฯ ไม่ควรมีการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งอาจสร้างความหายนะให้กับระบบเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐฯ 

 

เยลเลนย้ำว่า สมาชิกสภาคองเกรสทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบร่วมกันในการขยายเพดานหนี้ให้ทันตามกำหนด และการขยายเพดานหนี้ไม่ใช่ประเด็นที่จะนำมาใช้เป็นข้อต่อรองระหว่างกันและกันได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post เจเน็ต เยลเลน ลั่น เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไร้แววถดถอย เหตุตลาดงานยังแข็งแกร่ง มั่นใจเงินเฟ้อลดต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วรรณ’ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้พีค เป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง มองปีนี้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทย ยกหุ้นจีนเด่นสุด https://thestandard.co/one-asset-management-fed-interest/ Thu, 02 Feb 2023 12:42:37 +0000 https://thestandard.co/?p=745439

บลจ.วรรณ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้จุดสูงสุดแล้ว แนะจับตาหาก […]

The post ‘วรรณ’ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้พีค เป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง มองปีนี้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทย ยกหุ้นจีนเด่นสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

บลจ.วรรณ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้จุดสูงสุดแล้ว แนะจับตาหากเกิด Recession มีลุ้นทำ Fed กลับทิศนโยบายในไตรมาส 4 ซึ่งจะเป็นบวกให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกทะยานต่อ หลังจากผ่านไป 1 เดือน หุ้นสหรัฐฯ-จีนบวกไปแล้ว 10-20%

 

พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า หลังจากผลประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) นัดแรก มีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จึงประเมินว่าการประชุมของ Fed ในเดือนมีนาคมนี้จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดึงอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ให้ลดลงสู่กรอบเป้าหมายที่ 2% จากปัจจุบันที่เงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ที่ระดับ 6%

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อไป หากในช่วงไตรมาส 2-3 ของปีนี้มีข้อมูลออกมาว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ก็มีโอกาสที่จะเห็น Fed ดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ยในไตรมาส 4/66 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยของ Fed ที่เริ่มมีทิศทางใกล้ถึงจุดสูงสุดและมีแนวโน้มปรับตัวลง บลจ.วรรณ มีมุมมองว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยจะทำให้ตลาดหุ้นโลกกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้นอีกครั้ง สะท้อนได้จากข้อมูลในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวบวกขึ้นมาถึงประมาณ 10% ขณะที่ตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นมา 20% รวมถึงตลาดหุ้นเวียดนามก็ปรับตัวขึ้นมาด้วย

 

“แนวโน้มดอกเบี้ยปีนี้เข้าใกล้จุดสูงสุดแล้ว ทำให้ความกังวลที่เคยเกิดขึ้นในปีที่แล้วเริ่มหายไป ซึ่งดอกเบี้ยที่คาดว่ามีแนวโน้มลดลงจะเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้ตลาดเกิดภาวะ Risk On”

 

นอกจากนี้ยังต้องติดตามประเด็นความเสี่ยงเรื่องปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ยังน่ากังวลและยังประเมินสถานการณ์ได้ยาก หลังจากปัญหาสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่เดิมคาดว่าจะจบใน 3-4 เดือน แต่ปัจจุบันสถานการณ์ยืดเยื้อมานาน 12 เดือน และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง รวมทั้งยังต้องจับตาประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและไต้หวันด้วยว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงด้วยหรือไม่

 

พจน์กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปีนี้มีโอกาสขยับขึ้นไปที่ระดับ 1,750 จุด จากปัจจัยบวกที่แนวโน้มการยุติการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงมีประเด็นบวกภายในจากการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ อีกทั้งมีประเด็นบวกที่จีนเปิดประเทศ ทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาไทยเพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี บลจ.วรรณ ให้น้ำหนักการลงทุนหุ้นต่างประเทศมากกว่าในประเทศ เนื่องจากดัชนี SET Index ในปัจจุบันนั้นมีโอกาสขึ้นได้จำกัด จึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเกิน 5% ค่อนข้างยาก โดยระดับดัชนีปัจจุบันที่เข้าใกล้ 1,700 จุด เริ่มขยับเข้าใกล้ที่ระดับ 1,750 จุดแล้ว อีกทั้งหากการจัดเก็บภาษีขายหุ้น (Transaction Tax) ตามที่ประกาศไว้ไม่ได้เลื่อนออกไป ก็จะเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุน (Sentiment) เพิ่มเติมเข้ามาในตลาดหุ้นไทยด้วย

 

สำหรับตลาดหุ้นต่างประเทศในปีนี้ประเมินว่ามีโอกาสที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับ 10% หลังจากตลาดหุ้นต่างประเทศหลายแห่งเริ่มเห็นการฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี โดยภาพรวมจัดพอร์ตการลงทุนปีนี้แนะนำให้ลงทุนเน้นในหุ้นต่างประเทศ 50%, หุ้นไทย 10%, ตราสารหนี้ 20% และลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอีก 20%

 

ด้าน สุทธิโรจน์ สิทธิวัฒนานนท์ หัวหน้าฝ่ายจัดการลงทุนตลาดต่างประเทศ บลจ.วรรณ กล่าวว่า มองตลาดหุ้นต่างประเทศที่น่าสนใจในปีนี้คือตลาดหุ้นจีน เนื่องจากในปี 2565 ที่ผ่านมาปรับตัวลดลงไปถึง 30-40% ส่วนหนึ่งมาจากการดำเนินนโยบาย Zero-COVID ที่กดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน

 

ขณะที่ในปีนี้จีนเริ่มกลับมาเปิดประเทศเต็มรูปแบบซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เศรษฐกิจและการบริโภคของจีนกลับมาฟื้นตัวและเติบโตขึ้นได้ค่อนข้างดี โดยคาดว่า GDP ของจีนในปีนี้จะเติบโตประมาณ 5% ดีขึ้นจากปี 2565 ที่เติบโตขึ้นเพียง 3% เมื่อเปรียบกับปี 2564 ดังนั้นประเมินว่าตลาดหุ้นจีนในปีนี้จึงมีโอกาสที่จะกลับมาสร้างผลตอบแทนได้ในระดับที่ดี

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘วรรณ’ คาด ดอกเบี้ย Fed ใกล้พีค เป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง มองปีนี้หุ้นต่างประเทศให้ผลตอบแทนดีกว่าหุ้นไทย ยกหุ้นจีนเด่นสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>