ภาระหนี้สิน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาระหนี้สิน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 27 Dec 2025 06:12:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’ https://thestandard.co/5-out-of-classroom-financial-courses-learn/ Sat, 27 Dec 2025 06:12:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1159097 5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’

เรามักถูกสอนมาแค่ว่า ‘ตั้งใจเรียน จบมาทำงาน เก็บเงิน แล […]

The post 5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’

เรามักถูกสอนมาแค่ว่า ‘ตั้งใจเรียน จบมาทำงาน เก็บเงิน แล้วจะรวย’

 

แต่พอโตขึ้นได้เข้าสู่วัยทำงาน โลกความจริงโหดร้ายกว่านั้น บางครั้งแม้ว่าเราจะทำงาน มีเงินเดือนมั่นคง แต่สุดท้ายเราอาจไม่มีเงินเก็บอยู่ดี

 

และนี่คือ 5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน วิชาสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ทุกวัน แต่กลับเป็นสิ่งที่เราไม่มีพื้นฐานเลย

 

1. กฎข้อแรก ต้อง ‘จ่ายให้ตัวเองก่อน’ เสมอ (Pay Yourself First)

 

ความผิดพลาดทางการเงินที่คลาสสิกที่สุด คือการใช้สมการ รายได้ – รายจ่าย = เงินออม ซึ่งในทางปฏิบัติ มันคือสมการที่ล้มเหลว เพราะตามธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อมีเงินอยู่ในมือ เรามักจะหาเหตุผลในการใช้มันจนหมดเกลี้ยงเสมอ

 

วิธีที่ถูกต้องและทรงพลังที่สุด คือการพลิกสมการใหม่เป็น ‘รายได้ – เงินออม = รายจ่าย’

 

ทันทีที่เงินเดือนเข้า ให้มองว่า ‘เงินออม’ คือ บิลใบแรก ที่เราต้องจ่ายให้ตัวเอง ดึงมันออกมาเก็บไว้ในที่ที่ถอนยากที่สุด ก่อนที่จะนำส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย การทำแบบนี้ไม่ใช่การบีบคั้นตัวเอง แต่เป็นการสร้างวินัยให้เราบริหารจัดการชีวิตด้วยเงินที่เหลืออยู่จริง และการมีวินัยคือบันไดก้าวแรกที่จะไปสู่ความมั่งคั่งที่มั่นคง

 

ซึ่งเป้าหมายการออมแรกที่สำคัญที่สุดคือ เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) ควรมีให้ได้ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรองรับเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกงาน หรือเจ็บป่วย โดยไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน

 

Tip: การทำงบประมาณ (Budgeting) คือเทคนิคที่ช่วยเราบริหารเงินได้ดีขึ้น ลองจดบันทึกดูว่าเงินของเราไหล ไปที่ไหนบ้าง กาแฟแพงๆ? ช้อปปิงออนไลน์? การรู้ทางเดินของเงินจะช่วยอุดรอยรั่วทางการเงินได้ชะงัด เพราะต่อให้เราหาเงินเก่งแค่ไหน แต่ถ้าใช้หมดเกลี้ยง เราก็ไม่มีวันรวย

 

2. วิชาหนี้สิน เป็นหนี้อย่างไรให้ชีวิตไม่พัง

 

ในยุคที่การรูดปรื้ดเป็นเรื่องง่าย เรามักเผลอคิดว่า ‘ผ่อนไหว แปลว่าซื้อได้’ แต่นั่นคือกับดักที่น่ากลัวที่สุด เพราะหนี้ไม่ใช่ทรัพย์สิน แต่นี่คือ ‘ภาระ’ ที่จะกัดกินรายได้ในอนาคตของเรา การเป็นหนี้เกินตัวเปรียบเสมือนเรากำลังขโมยเงินของตัวเองในอีก 3 ปีหรือ 5 ปีข้างหน้ามาใช้ล่วงหน้า

 

เราควรมีภาระผ่อนหนี้รวมทุกอย่าง ไม่เกิน 30-40% ของรายได้ต่อเดือน หากเกินกว่านี้ ชีวิตจะเริ่มตึงเครียด ขยับตัวยาก และเสี่ยงต่อการล้มละลายหากขาดรายได้กะทันหัน

 

ในขณะเดียวกัน แม้ว่า ‘หนี้สิน’ เป็นสิ่งที่มีความสุ่มเสี่ยง แต่ถ้าหากใช้เป็น ก็จะสามารถช่วยสร้างเนื้อสร้างตัวได้ เช่น ถ้าเป็นหนี้ดีที่เป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือเพิ่มมูลค่าในอนาคต เช่น กู้ซื้อบ้าน, กู้เพื่อการศึกษา, หรือกู้มาลงทุนทำธุรกิจ

 

แต่ถ้าเป็นหนี้เลว คือหนี้ที่กู้มาซื้อสิ่งที่มูลค่าลดลงทันที หรือกินแล้วหมดไป เช่น รูดบัตรเที่ยวต่างประเทศ, ผ่อนโทรศัพท์รุ่นใหม่ทั้งที่เครื่องเก่ายังดีอยู่, กู้สินเชื่อส่วนบุคคลมาแต่งรถ ซึ่งของต่างๆ เหล่านี้ รอให้มีเงินเหลือแล้วค่อยซื้อก็ได้

 

และกฎเหล็กของการเป็นลูกหนี้ที่ดี คือ การจ่ายให้ตรงเวลา ไม่เบี้ยวหนี้ จะทำให้คะแนนเครดิตหรือเครดิตบูโรของเราดี ซึ่งสำคัญมากในอนาคตเมื่อต้องการกู้เงินก้อนใหญ่ เช่น ซื้อบ้านหรือทำธุรกิจ ธนาคารจะดูประวัติตรงนี้เป็นหลัก

 

3. พลังของดอกเบี้ยทบต้น เวทมนตร์ที่เปลี่ยนเงินน้อยให้เป็นเงินล้าน

 

นี่คือสิ่งที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยเรียกว่า ‘สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก’

 

ดอกเบี้ยทบต้น คือเครื่องจักรผลิตเงินที่ทรงพลังที่สุดในโลก โดยมีเชื้อเพลิงสำคัญคือ ‘เวลา’ ยิ่งเราเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งใช้แรงน้อยลงเท่านั้น

 

ดอกเบี้ยจากเงินออมที่ได้ในเดือนแรก จะกลับไปรวมเป็นเงินต้นเพื่อสร้างดอกเบี้ยในเดือนถัดไป ทบไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนภูเขาน้ำแข็งขนาดมหึมา การเริ่มออมเงินหลักพันตั้งแต่อายุยังน้อย จึงมีค่ามากกว่าการออมเงินหลักหมื่นตอนอายุมาก นี่คือความลับที่ทำให้คนธรรมดาสามารถมั่งคั่งได้ เพียงแค่ให้เวลากับมันมากพอ

 

สมมติ นาย A เริ่มออมตอนอายุ 25 เดือนละ 2,000 บาท กับ นาย B เริ่มออมตอนอายุ 35 เดือนละ 2,000 บาทเท่ากัน เมื่อถึงวัยเกษียณ 60 ปี นาย A จะมีเงินมากกว่า นาย B ถึง 376,262 บาท (คิดจากดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี และไม่ถอนออก)

 

ซึ่งในทางกลับกัน ขณะที่เราออมเงินหรือลงทุน พลังของดอกเบี้ยทบต้นจะทำให้เงินเราเพิ่มพูนมหาศาลในระยะยาว แต่ถ้าเป็นหนี้ เช่น หนี้บัตรเครดิตและจ่ายแค่ขั้นต่ำ ดอกเบี้ยจะทบต้นทบดอกจนยอดหนี้บานปลายอย่างหยุดไม่อยู่ ยิ่งปล่อยไวนานก็ยิ่งปลดหนี้ได้ยาก

 

4. พื้นฐานภาษีที่หนีไม่พ้น รู้เท่าทันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

 

เมื่อมีรายได้ ภาษี คือเงาตามตัวที่โรงเรียนไม่ค่อยสอนวิธีจัดการ เรามักมารู้ตัวอีกทีตอนยื่นภาษีแล้วพบว่าต้องจ่ายเพิ่ม หรือเสียโอกาสในการลดหย่อนไปอย่างน่าเสียดาย

 

การวางแผนภาษีไม่ใช่การเลี่ยงภาษี แต่คือการบริหารจัดการรายได้ให้สอดคล้องกับเงื่อนไข เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้คุ้มค่าที่สุด

 

ไทยใช้โครงสร้างภาษีระบบ ‘อัตราก้าวหน้า’ ดังนั้น ยิ่งรายได้สุทธิสูง เปอร์เซ็นต์ภาษีที่ต้องจ่ายก็ยิ่งสูง (ตั้งแต่ 0% ไปจนถึง 35%)

 

ซึ่งสมการภาษี คือ รายได้ทั้งปี – หักค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ -> นำตัวนี้ไปคำนวณภาษี

 

ดังนั้น การวางแผนภาษี จึงมีความสำคัญ คือการใช้สิทธิประโยชน์ที่รัฐให้มาอย่างคุ้มค่า เพื่อลด ‘เงินได้สุทธิ’ ลง แล้วภาษีที่ต้องจ่ายก็จะลดลงไปด้วย

 

เราสามารถเลือกค่าลดหย่อนที่เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของเรา อย่างเช่น หมวดการออม/ลงทุน ก็มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD), กองทุน RMF/ThaiESG สิ่งเหล่านี้ช่วยลดหย่อนภาษีได้ และยังเป็นเงินเก็บให้เราในอนาคตด้วย

 

หรือหมวดประกัน ที่มีประกันชีวิต, ประกันสุขภาพ นอกจากลดความเสี่ยงแล้ว ยังลดหย่อนภาษีได้อีก และหมวดอื่นๆ อย่างดอกเบี้ยบ้าน, เลี้ยงดูพ่อแม่, บริจาค

 

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนเงินที่ ‘ต้องจ่ายทิ้ง’ ให้กลายเป็น ‘เงินออม’ ของตัวเราเอง การมีความรู้เรื่องภาษีจึงเปรียบเสมือนการรักษาเงินเก็บทางอ้อม และเป็นการอุดรอยรั่วทางการเงินที่สำคัญที่สุดจุดหนึ่ง

 

5. แผนเกษียณต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ทำงาน

 

หลายคนคิดว่า ‘เกษียณ’ เป็นเรื่องของคนแก่ ไว้รออายุ 40-50 ค่อยคิดก็ได้ นั่นคือความประมาทที่สุด เพราะเราทำงานหาเงินไม่ได้ตลอดชีวิต วันหนึ่งแรงกายจะถดถอย แต่รายจ่ายในชีวิตประจำวันและค่ารักษาพยาบาลจะยังคงอยู่ (และแพงขึ้นด้วยเงินเฟ้อ)

 

ในยุคนี้การเกษียณไม่ใช่เรื่องของอายุ แต่คือสถานะความพร้อมทางการเงิน โจทย์ที่น่ากลัวที่สุดในยุคนี้ไม่ใช่การจากไปก่อนวัยอันควร แต่กลับเป็น ‘ความเสี่ยงจากการมีอายุยืนเกินไป’ เพราะด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ เราอาจมีชีวิตอยู่ถึง 85 หรือ 90 ปี ซึ่งแปลว่าเราต้องเตรียมเสบียงเลี้ยงตัวให้นานถึง 25-30 ปี โดยที่ไม่มีเรี่ยวแรงทำงานหาเงินใหม่อีกแล้ว

 

อีกทั้งความหวังที่จะพึ่งพาลูกหลานหรือสวัสดิการรัฐอาจไม่ใช่คำตอบที่มั่นคงอีกต่อไป เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดมาเป็นการพึ่งพาตนเองให้ได้ 100% และไหนจะพลังของเงินเฟ้อ ที่กัดกินมูลค่าเงินออมของเราให้ลดลงทุกปี การฝากเงินในธนาคารเฉยๆ จึงเหมือนปล่อยให้เงินด้อยค่าลง เราจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ รักษามูลค่าอำนาจในการซื้อของเราไว้ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง

 

ดังนั้น เป้าหมายสูงสุดของการวางแผนเกษียณจึงไม่ใช่แค่การสะสมเงินก้อนโตให้ได้ตามตัวเลขที่ตั้งไว้อีกแล้ว แต่คือการเปลี่ยนเงินเก็บให้กลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสด (Passive Income) ไหลเข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผลจากหุ้น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือดอกเบี้ยพันธบัตร

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่ ‘เงินที่ไหลเข้ามาเอง’ มากกว่า ‘รายจ่ายในชีวิตประจำวัน’ วันนั้นคือวันที่เรามีอิสรภาพอย่างแท้จริง และสามารถเลือกที่จะหยุดทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้อายุถึงเกณฑ์

 

สุดท้ายนี้ วิชาการเงินอาจดูเหมือนเรื่องยากและซับซ้อน แต่แก่นแท้ของมันคือ ‘การรู้จักบริหารทรัพยากรที่มีจำกัด เพื่อสร้างชีวิตที่ไร้ขีดจำกัด’ แม้โรงเรียนอาจจะไม่ได้มีสอน แต่ก็ไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเรียนรู้ เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพราะการเงินไม่ใช่เรื่องของคนรวย แต่เป็นเรื่องของคนที่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง

 

ภาพ: Tara Moore/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post 5 หลักสูตรการเงินนอกห้องเรียน รู้ก่อน รวยเร็วกว่า วิชาบริหารเงิน-หนี้-ภาษี ที่คนทำงานต้องมีเพื่อเอาชนะความเสี่ยง ‘อายุยืนแต่เงินหมด’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.3) : ‘Rent Your Lifestyle’ ทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงสินค้า … เมื่อการเป็นเจ้าของ กำลังถูกแทนที่ด้วยการเข้าถึง https://thestandard.co/thai-genz-rent-vs-buy-ep3/ Thu, 11 Dec 2025 02:57:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1153415 คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.3) :

โมเดลการเช่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเช่าบ้านหรือเช่ารถเท […]

The post คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.3) : ‘Rent Your Lifestyle’ ทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงสินค้า … เมื่อการเป็นเจ้าของ กำลังถูกแทนที่ด้วยการเข้าถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.3) :

โมเดลการเช่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเช่าบ้านหรือเช่ารถเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีแนวโน้มได้รับความนิยมมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ ‘การเข้าถึง’ และลดภาระ ‘ความเป็นเจ้าของ’

 

ผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ต้องการ ‘เข้าถึง’ มากกว่า ‘ความเป็นเจ้าของสินค้า’ ทำให้เกิดกระแสเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing economy) ส่งผลให้เศรษฐกิจการเช่า (Rental economy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจแบ่งปันนี้ เติบโตขึ้นอย่างชัดเจนตามไปด้วย ขณะเดียวกัน โมเดลการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ (เช่น สินค้าแฟชั่น อุปกรณ์กีฬา อุปกรณ์จัดงาน สินค้าที่ใช้ในครัวเรือน และสินค้าเทคโนโลยี/Gadgets) ยังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 

โดยมูลค่าตลาดการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ของโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องที่ราว 21% ต่อปีในช่วงปี 2022-2026 ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในหลายมิติ ทั้งในด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน ที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพสูงโดยไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนมาก ความคล่องตัวและความสะดวกสบาย ที่ช่วยลดภาระในการดูแลรักษา จัดเก็บ หรือการกำจัดสินค้าที่ไม่ใช้แล้ว รวมถึงยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุด หรือสินค้าที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่เสมอโดยไม่ต้องกังวลว่าสินค้าจะตกรุ่น ตลอดจนการเข้าถึงสินค้าที่มีการใช้งานเป็นครั้งคราว

 

นอกจากนี้ แนวคิดการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ยังมีส่วนช่วยส่งเสริมความยั่งยืนเพราะช่วยยืดอายุการใช้งานของสินค้า ลดการผลิตและลดการสร้างขยะ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความคุ้มค่า ความสะดวก และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ผู้บริโภคไทยที่เคยเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ มีแนวโน้มที่จะเช่าอีกในอนาคต ขณะที่กว่า 60% ของกลุ่มที่ยังไม่เคยเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ตลาดนี้ในอนาคต

 

ผลสำรวจฯ ของ SCB EIC ชี้ให้เห็นว่า เหตุผลหลักในการเลือกเช่าสินค้าคือ ความคุ้มค่าในการใช้งาน ประหยัดค่าใช้จ่าย และลดภาระในการจัดเก็บหรือดูแลรักษา โดยเฉพาะสำหรับสินค้าที่ต้องการใช้เพียงครั้งคราวหรือสินค้าที่ตกรุ่นเร็ว อย่างไรก็ตาม

 

แม้โมเดลเช่าสินค้าจะมีแนวโน้มเติบโตดี และผู้ที่เคยเช่าเกือบ 90% ก็มีความสนใจเช่าซ้ำ แต่ก็ยังมีอุปสรรคอีกหลายประการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเช่า เช่น ราคาค่าเช่าที่สูงเกินไป ต้นทุนแฝงอื่น ๆ และความกังวลเรื่องคุณภาพ สภาพสินค้า และสุขอนามัย ซึ่งเป็นความท้าทายหลักที่ผู้ประกอบการต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อขยายฐานลูกค้าต่อไป

 

พฤติกรรมการเช่าของผู้บริโภคไทยเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายฐานลูกค้าผ่านโมเดลการเช่าควบคู่กับการขาย เพื่อเพิ่มรายได้อีกหนึ่งช่องทางและเป็นประโยชน์ในการวางแผนธุรกิจ

 

ผู้ประกอบการสามารถนำมุมมองพฤติกรรมของผู้บริโภคจากผลสำรวจของ SCB EIC ประกอบกับมุมมองอุปสรรคที่ผู้บริโภคสะท้อนออกมา เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยน Pain points ที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่
ให้กลายเป็นโอกาสในการเติบโตในระยะยาว

 

สำหรับร้านค้าที่ขายสินค้าไลฟ์สไตล์อยู่แล้ว อาจปรับตัวไปสู่โมเดล Hybrid โดยให้ลูกค้าสามารถทดลองเช่าสินค้าเพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ นอกจากนี้ การให้เช่ายังเป็นช่องทางสำคัญในการเก็บข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้า เพื่อนำไปวางแผนการผลิตและการตลาดในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจต้องแก้ไขข้อจำกัดในการเช่า เช่น สร้างความโปร่งใสในเรื่องราคา ลดค่าใช้จ่ายแอบแฝง ลงทุนในมาตรฐานคุณภาพและสุขอนามัยที่เชื่อถือได้ และพัฒนาระบบรับ-ส่งคืนสินค้าให้สะดวกสบาย เพื่อคว้าโอกาสในการเติบโตจากตลาดนี้

 

ขณะที่สถาบันการเงินก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์เฉพาะด้าน เช่น ความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของธุรกรรม เพื่ออำนวยความสะดวกใน Sharing economy

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:

https://www.scbeic.com/th/detail/product/Buy-or-Rent-EP3-091225?utm_source=Influencer&utm_medium=Influencer

The post คนไทยยุคใหม่ ‘เลือกเช่า’ หรือ ‘เลือกซื้อ’ (EP.3) : ‘Rent Your Lifestyle’ ทางเลือกใหม่ในการเข้าถึงสินค้า … เมื่อการเป็นเจ้าของ กำลังถูกแทนที่ด้วยการเข้าถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักจิตวิทยาแนะพ่อแม่ อย่าพูดแค่ ‘ไม่มีเงิน’ ชี้เป็นคำทำลายอนาคตการเงินลูก https://thestandard.co/parents-avoid-no-money-phrase/ Wed, 10 Dec 2025 08:34:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1153228 นักจิตวิทยาแนะ พ่อแม่ อย่าพูดแค่ ไม่มีเงิน ชี้ เป็นคำทำลาย อนาคตการเงินลูก

ในยุคที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น […]

The post นักจิตวิทยาแนะพ่อแม่ อย่าพูดแค่ ‘ไม่มีเงิน’ ชี้เป็นคำทำลายอนาคตการเงินลูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักจิตวิทยาแนะ พ่อแม่ อย่าพูดแค่ ไม่มีเงิน ชี้ เป็นคำทำลาย อนาคตการเงินลูก

ในยุคที่แรงกดดันทางเศรษฐกิจและอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้นทำให้รายจ่ายต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบริหารจัดการเงินเป็นความท้าทายหลักของทุกครอบครัว และหนึ่งในบททดสอบที่สำคัญที่สุดคือ การรับมือกับคำขอซื้อของราคาสูงของบุตรหลาน ซึ่งมักเกินกว่าขอบเขตของงบประมาณที่ตั้งไว้

 

แม้ว่าคำขอเหล่านี้อาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินชี้ว่า นี่คือจุดเปลี่ยนที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินของเด็กในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการจัดการเงินเมื่อพวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต

 

นักจิตวิทยาด้านการเงินให้ความสำคัญอย่างมากกับการใช้ภาษาในการปฏิเสธ โดยเฉพาะประโยคสั้นๆ ที่พบบ่อย เช่น เรามีเงินไม่พอ หรือ เราซื้อไม่ได้ ซึ่งมีผลต่อการสร้างกรอบความคิดและความเชื่อด้านการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

 

โดยเฉพาะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน พวกเขาจะเริ่มใช้เกณฑ์ทางวัตถุเพื่อทำการเปรียบเทียบทางสังคม ในยามที่สังเกตเห็นการใช้จ่ายของเพื่อนในวัยเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นทริปต่างประเทศ ของเล่นราคาแพง หรือทรัพย์สินที่แสดงความหรูหราในบ้านของคนอื่น การเห็นสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ทำไมสถานะทางการเงินของครอบครัวเราถึงไม่สามารถมีสิ่งเหล่านั้นได้

 

และเมื่อพ่อแม่ต้องเผชิญหน้ากับคำถามและคำขอ ลูกจะถามต่อว่าทำไมถึงซื้อไม่ได้ ช่วงเวลานี้เองที่ผู้ปกครองจะรู้สึกอึดอัด เพราะคำถามอาจไปกระตุ้นความรู้สึกผิด หรือประสบการณ์ความขาดแคลนในอดีต ทำให้การตอบด้วยประโยคสำเร็จรูปอย่างเราซื้อไม่ได้ เพื่อยุติบทสนทนา

 

นักจิตวิทยาด้านการเงินแนะ 3 แนวคิดเพื่อสร้างความเข้าใจด้านการเงิน 1.เปลี่ยนจากตอบว่าไม่มีเงินเป็นทางเลือกทางการเงิน เนื่องจากความเสี่ยงของการบอกว่าซื้อไม่ได้อย่างสั้นๆ ทำให้เด็กสับสน เพราะในความเป็นจริง ครอบครัวอาจมีช่องทางในการหาเงินมาซื้อได้ เช่น การกู้ยืม, การใช้สินเชื่อส่วนบุคคล, หรือการขายสินทรัพย์ แต่การทำเช่นนั้นจะส่งผลให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน

 

แนวทางที่แนะนำคือ อธิบายให้ลูกเข้าใจว่าทำไมถึงเลือกที่จะไม่ซื้อ โดยชี้แจงเป้าหมายและทางเลือกทางการเงินของครอบครัว เช่น ตอนนี้เราอยู่ในช่วงเร่งปลดหนี้ตามด้วยการบอกว่าเงินก้อนนี้ถูกจัดสรรไว้สำหรับการออมเพื่อการศึกษาในอนาคต หรือกำลังลงทุนเพื่อซื้อสินทรัพย์ระยะยาว ซึ่งเป็นการสอนให้ลูกเข้าใจถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบทางการเงิน

 

2. หลีกเลี่ยงกรอบความคิดแห่งความขาดแคลน เพราะผลกระทบระยะยาวของการพูดซ้ำๆ ว่าไม่มีเงินเป็นการปลูกฝังกรอบความคิดแห่งความขาดแคลน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบว่าเหมือนกับเด็กที่ถูกจำกัดการกินขนม เมื่อโตขึ้นและมีอิสระทางการเงิน พวกเขาอาจเกิดพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัว เพื่อสนองความรู้สึกที่ถูกกดทับ ซึ่งนำไปสู่การสร้างภาระหนี้สินในที่สุด

 

ส่วนแนวทางที่แนะนำคือ อธิบายว่าการปฏิเสธไม่ได้มาจากการขาดแคลนแต่มาจากการบริหารจัดการ พ่อแม่ควรเน้นย้ำถึงหลักการบริหารเงินตามลำดับความสำคัญ ซึ่งช่วยปลูกฝังแนวคิดเรื่องการจัดสรรทรัพยากรแทนที่จะทำให้เด็กฝังใจว่าครอบครัวอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินตลอดเวลา

 

3. ใช้ทุกคำขอเป็นโอกาสในการสอนการเงิน โดยคำขอของลูกคือโอกาสในการเปิดบทสนทนาเกี่ยวกับเป้าหมายทางการเงินของครอบครัว และความสำคัญของการออมและการลงทุนเพื่ออนาคต พ่อแม่สามารถเชื่อมโยงคำขอของลูกเข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง เช่น เล่าเรื่องราวของผู้ประกอบการที่สร้างความสำเร็จผ่านวินัยทางการเงินและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้เด็กเห็นว่าการบรรลุความฝันทางการเงินที่ยิ่งใหญ่ต้องอาศัยการทำงานหนัก การมีวินัย และการจัดการทรัพยากรอย่างชาญฉลาด

 

ทั้งหมดสอดรับกับงานวิจัยที่ระบุว่า เด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยทางการเงินและสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ ส่วนใหญ่จะมาจากครอบครัวที่พูดคุยเรื่องเงินกันอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นการวางรากฐานให้บุตรหลานโตมาเป็นคนที่มีสถานะการเงินที่ดีในอนาคต

 

ภาพ:KongNoi/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post นักจิตวิทยาแนะพ่อแม่ อย่าพูดแค่ ‘ไม่มีเงิน’ ชี้เป็นคำทำลายอนาคตการเงินลูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชี้คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ https://thestandard.co/thais-prefer-renting-over-condos/ Fri, 31 Oct 2025 00:49:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1137830 ชี้ คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ

คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ประเมินสถานการณ์ตลาดคอน […]

The post ชี้คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชี้ คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ

คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ประเมินสถานการณ์ตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2569 ว่าจะไม่แตกต่างจากปี 2568 มากนัก โดยตลาดยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว และต้องรอภาครัฐกระตุ้นกำลังซื้อและฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคให้กลับคืนมา

 

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แม้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ไม่มากนัก แต่ในไตรมาส 3/2568 ที่ผ่านมา เริ่มมีอุปทานใหม่เข้ามามากขึ้น โดยมีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 6,618 ยูนิต

 

ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่าผู้ประกอบการมีกลยุทธ์ในการเปิดตัวที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยหลายโครงการเลือกเปิดขายในเดือนกันยายน และใช้วิธีเปิดจองเพียงบางชั้นก่อนเพื่อทดลองตลาด แทนการเปิดขายแบบเป็นทางการ (Presale) ในทันที อย่างไรก็ตาม ยังมีบางโครงการที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้ออย่างชัดเจน เนื่องจากมีทำเลที่ตั้งและระดับราคาที่ไม่สูงจนเกินไป

 

โครงการที่เปิดขายใหม่ในไตรมาส 3/2568 ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว มีเพียง 11% เท่านั้นที่อยู่ในแนวสายสีชมพูและสายสีน้ำเงิน สะท้อนว่าผู้ประกอบการเลือกพัฒนาโครงการในทำเลที่มองเห็นศักยภาพในปัจจุบัน มากกว่าการพัฒนาในทำเลตามแนวรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างเหมือนในอดีต

 

การเปลี่ยนแปลงทำเลที่ตั้งนี้ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในไตรมาส 3 สูงขึ้นจากไตรมาส 2 ประมาณ 47% เนื่องจากไตรมาส 2 โครงการส่วนใหญ่มีราคาขายไม่สูงเพราะอยู่ในทำเลนอกเส้นทางรถไฟฟ้าหรือกรุงเทพฯ รอบนอก

 

ขณะที่โครงการในไตรมาส 3 แม้กว่า 89% จะอยู่แนวรถไฟฟ้า แต่ส่วนใหญ่อยู่ห่างจากสถานีมากกว่า 1-2 กิโลเมตร แต่ก็ยังมีราคาสูง เพราะอยู่ในทำเลที่ราคาที่ดินค่อนข้างสูง เช่น ตามแนวถนนสุขุมวิท และเจริญกรุง

 

สำหรับแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว ปัจจัยลบหลักมาจากความเชื่อมั่นในระยะยาวของคนไทยต่อภาวะเศรษฐกิจและเสถียรภาพในการทำงานยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้การใช้จ่ายและการตัดสินใจสร้างหนี้สินระยะยาวอย่างการซื้อที่อยู่อาศัยยังไม่เหมาะสมนัก

 

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินยังคงมีความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ปัจจัยนี้ส่งผลให้การเช่าที่อยู่อาศัยกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงและเป็นเรื่องปกติของคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงาน แม้ผู้ประกอบการบางรายพยายามช่วยเหลือผู้ซื้อ เช่น การให้คำปรึกษา หรือการให้เช่าก่อนซื้อทีหลัง แต่กำลังซื้อโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ

 

ในส่วนของแนวโน้มปี 2569 คาดว่าสถานการณ์คงไม่ดีขึ้นกว่าปีนี้มากนัก ทั้งในเรื่องของอุปทานและอุปสงค์ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าจะต้องรอดูภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อก่อน

 

สุรเชษฐ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับกำลังซื้อจากต่างชาติว่า การเข้าถึงผู้ซื้อต่างชาติเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการพยายามหาช่องทางมาโดยตลอด โดยมีการร่วมมือกับบริษัทนายหน้าต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน เพื่อเข้าถึงกำลังซื้อโดยตรง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนายหน้าสัญชาติรัสเซียและเมียนมาร์ ที่เข้ามาช่วยขายโครงการในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ

 

คาดว่ากำลังซื้อต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน อาจจะมากขึ้นในปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มดีขึ้น และความเข้าใจผิดเรื่องความปลอดภัยในไทยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมากแล้ว

 

แม้ปีนี้ชาวจีนบางส่วนจะเลือกไปประเทศอื่น แต่ประเทศไทยยังคงเป็นอันดับ 1 ในความคิดของชาวจีนสำหรับการซื้อที่อยู่อาศัย เพียงแต่ช่วงที่ผ่านมา ชาวจีนอาจมีปัญหาการเงินจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งขณะนี้กำลังค่อยๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ภาพ: Phuong D. Nguyen / Shutterstock

The post ชี้คนไทยไม่พร้อมซื้อคอนโด หัน ‘เช่าอยู่’ เพราะไม่อยากสร้างหนี้ระยะยาว ขณะที่ผู้ประกอบการใช้วิธีเปิดขายทีละชั้น ทดลองกำลังซื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกรร่วมวง ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ถกแก้หนี้สิน-เสริมสภาพคล่อง SME จ่อคุมเข้มสินค้าสวมสิทธิ์ พร้อมตั้ง ‘ชุดเต็มเหนี่ยว’ บุกตรวจโรงงานมลพิษ https://thestandard.co/thanakorn-economic-cabinet-meeting-sme-debt-stimulus/ Wed, 15 Oct 2025 05:20:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1130747

วันนี้ (14 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐม […]

The post ธนกรร่วมวง ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ถกแก้หนี้สิน-เสริมสภาพคล่อง SME จ่อคุมเข้มสินค้าสวมสิทธิ์ พร้อมตั้ง ‘ชุดเต็มเหนี่ยว’ บุกตรวจโรงงานมลพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม การประชุมเปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจนัดแรกว่า เป็นการประชุมนัดแรก ซึ่งจะมีการหารือถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงการแก้ปัญหาประชาชน 

 

ทั้งเรื่องหนี้สินและการเสริมสภาพคล่อง ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องหลายส่วน เช่น SME ที่ขณะนี้ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก SME Bank และกองทุนประชารัฐ ก็จะเข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่อง ขณะที่การสกัดกั้นสินค้าที่เข้ามาสวมสิทธิ์ที่วันนี้ทะลักเข้ามาจำนวนมากจะต้องมีแพลตฟอร์มเข้าไปตรวจสอบย้อนหลังว่าสินค้าเหล่านั้นผลิตในประเทศไทยหรือเป็นสินค้าสวมสิทธิ์ เพราะจะมีมีผลในเรื่องของภาษี ซึ่งสินค้าที่ทะลักเข้ามาจะต้องมีมาตรการคุมเข้ม 

 

ขณะเดียวกันในช่วง 4 เดือนนี้จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นสำหรับการท่องเที่ยว การดูแลเรื่อง PM 2.5 ก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะการเผาอ้อย จะมีการคุมเข้ม 

 

ธนกร ยังเปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ได้มีการแต่งตั้งชุดเต็มเหนี่ยว ก็จะเข้าไปดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และการบังคับใช้มาตรการต่างๆ กับโรงงานที่สร้างมลพิษ เพราะเราจะคืนสภาพแวดล้อมและอากาศที่ดีให้กับประชาชน

The post ธนกรร่วมวง ครม.เศรษฐกิจนัดแรก ถกแก้หนี้สิน-เสริมสภาพคล่อง SME จ่อคุมเข้มสินค้าสวมสิทธิ์ พร้อมตั้ง ‘ชุดเต็มเหนี่ยว’ บุกตรวจโรงงานมลพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้เชี่ยวชาญเตือน ภาระหนี้และงานเสริมอาจส่งผลต่อเป้าหมายชีวิต แนะ 2 วิธีลดแรงกดดันการเงิน https://thestandard.co/debt-side-jobs-affect-life-goals/ Sun, 29 Jun 2025 08:27:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1090741 พนักงานออฟฟิศกำลังเครียดจากภาระหนี้ และมองหางานเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ในยุคค่าครองชีพสูง

รายงานของ Zety ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดทำเทมเพลตประวัติการสม […]

The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน ภาระหนี้และงานเสริมอาจส่งผลต่อเป้าหมายชีวิต แนะ 2 วิธีลดแรงกดดันการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พนักงานออฟฟิศกำลังเครียดจากภาระหนี้ และมองหางานเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ในยุคค่าครองชีพสูง

รายงานของ Zety ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดทำเทมเพลตประวัติการสมัครงาน พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจประมาณ 38% ระบุว่า ผู้สมัครงานต่างมองหางาน ที่สองเพื่อการชำระหนี้โดยจากการสำรวจชาวอเมริกัน ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่หรือ 37% เป็นหนี้ไม่เกิน 10,000 ดอลลาร์ ส่วนอีกประมาณ 20% เป็นหนี้  25,000 ดอลลาร์ และอีก 10% เป็นหนี้สูงถึง 100,000 ดอลลาร์

 

แม้ว่าการทำงานที่สองเพื่อหารายได้เพิ่มอาจดูเหมือนเป็นทางออกจากการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าควรพิจารณาขั้นตอนอื่นๆ ก่อนที่จะทำปัจจุบัน ชาวอเมริกันจำนวนมากมีหนี้สิน และภาระหนี้สินส่งผลต่อการเลือกอาชีพและเป้าหมายในการหางานและชีวิตอย่างมาก 

 

“หนี้สินเป็นแรงผลักดันที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเบื้องหลังเหตุผลที่ผู้คนเลือกงานบางอย่าง อยู่ในบทบาทหน้าที่เดิมนานเกินกว่าไป หรือลังเลที่จะเปลี่ยนอาชีพ” Priya Rathod ผู้เชี่ยวชาญด้านแนวโน้มอาชีพจาก Indeed เว็บไซต์ประกาศหางาน กล่าว

 

Zety วิเคราะห์ว่านอกจากผู้ตอบแบบสำรวจ 38%  รับงานที่สองเพื่อชำระหนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจ 37%ระบุว่า พวกเขารับงานนอกอุตสาหกรรมหรือตำแหน่งที่ไม่ได้สนใจมากนัก เพียงเพื่อชำระหนี้ค้างชำระ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ตอบแบบสำรวจมีประเภทของหนี้ที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่หรือ  71%  เป็นหนี้บัตรเครดิต  อีก 37% มีหนี้จำนอง อีก 30% เป็นหนี้ซื้อรถยนต์ และ  23% เป็นหนี้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รวมถึงหนี้ประเภทอื่นๆ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า “พนักงานที่สำรวจอาจไม่ได้รับรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ และในบางกรณีก็ไม่สามารถหาเงินมาใช้จ่ายได้ตามที่ตั้งใจไว้” Jasmine Escalera ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพจาก Zety กล่าว ตามรายงานระบุอีกว่า หากใครไม่มีหนี้สิน (ซึ่งมีเพียง 17%) ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นธุรกิจ กลับไปเรียนหรือทำงานอิสระ

 

“สถานะทางการเงินล้วนส่งผลกระทบไม่เพียงแค่กับงานและเวลาทำงานของมนุษย์เงินเดือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเป้าหมายในชีวิตด้วย” Escalera กล่าว

 

ผู้เชี่ยวชาญชี้งานเสริมที่สอง “ขับเคลื่อนด้วยความจำเป็น”

 

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวอีกว่า เมื่อพนักงานเริ่มมองหาอาชีพเสริมหรืออาชีพที่สอง นั่นหมายความว่า “ค่าจ้างของพวกเขาไม่พอกับค่าครองชีพหรือภาระทางการเงิน” ตามข้อมูลของ Indeed ระบุกับ CNBC เผยว่า พนักงาน  52% กล่าวว่าพวกเขามีอาชีพเสริมเพื่อให้พอใช้จ่ายเท่านั้น เพราะการตัดสินใจรับงานที่สองอาจเกิดจากความกลัวต่อสภาพเศรษฐกิจ

 

นอกจากนี้ผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 46% ระบุว่าพวกเขากังวลเกี่ยวกับการถูกเลิกจ้างในปีหน้า ดังนั้นพวกเขาจึงต้องสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาสามารถปกป้องตัวเองได้โดยการทำงานพิเศษ และนั่นจึงขับเคลื่อนด้วยความจำเป็น ทว่า การรับงานพิเศษอาจต้องแลกมาด้วยสิ่งตอบแทน เช่น รู้สึกหมดไฟหรือเครียด

 

แนะ 2 แนวทางเพิ่มรายได้จาก ‘กลยุทธ์ระยะยาว’

 

แม้ว่าการรับงานที่สองเพื่อหารายได้เพิ่มอาจดูเหมือนเป็นทางออกที่เป็นไปได้ในการชำระหนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้แนะว่า 

 

  1. ควรขอขึ้นเงินเดือนหรือขอเลื่อนตำแหน่งในงานปัจจุบันก่อน หากไม่ได้ผล ยังมีขั้นตอนอื่นๆ 
  2. การเปลี่ยนงานไปสู่บทบาทที่มีรายได้สูงกว่าหรือเข้าสู่สายงานใหม่

 

“เราอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจจริงๆ ว่าการทำงานหลายชั่วโมงขึ้นเป็นวิธีแก้ปัญหาในระยะสั้น และการเพิ่มรายได้หลักเป็นกลยุทธ์ในระยะยาว”  

 

อย่างไรก็ตาม หากคุณสังเกตเห็นว่า การเติบโตของค่าจ้างในบริษัทหรืออุตสาหกรรมของคุณชะลอตัวลง อาจเป็นเรื่องยากที่จะขอขึ้นเงินเดือน

 

แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น ควรเจรจาเรื่องบางส่วนของค่าตอบแทนทั้งหมดของคุณ เช่น ความยืดหยุ่นในการทำงานแบบผสมผสานหรือแบบทางไกล ตัวเลือกหุ้นเพิ่มเติม สวัสดิการด้านสุขภาพ หรือเงินช่วยเหลือสำหรับการศึกษาต่อเนื่อง อาจเป็นทางออกที่ดีกว่าก็เป็นได้

 

ภาพ: Deagreez / Getty images

อ้างอิง: 

The post ผู้เชี่ยวชาญเตือน ภาระหนี้และงานเสริมอาจส่งผลต่อเป้าหมายชีวิต แนะ 2 วิธีลดแรงกดดันการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะแนวคิด ‘ทักษิณ’ ชงซื้อหนี้ประชาชนจากแบงก์ แก้ปัญหาหนี้ได้จริงหรือไม่ https://thestandard.co/thaksin-debt-buyback/ Wed, 19 Mar 2025 00:48:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1053656 thaksin-debt-buyback

ประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้ กรณีที่อดีตนายกรัฐ […]

The post เจาะแนวคิด ‘ทักษิณ’ ชงซื้อหนี้ประชาชนจากแบงก์ แก้ปัญหาหนี้ได้จริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thaksin-debt-buyback

ประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในขณะนี้ กรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ เสนอแนวคิดให้รัฐบาลซื้อหนี้ประชาชนจากแบงก์ เพื่อใช้แก้ปัญหาหนี้ ขณะที่ รมว.คลัง ก็รับลูกแบบทันที จึงเป็นที่น่าติดตามต่อว่าแนวคิดนี้จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

 

ถอดแนวความคิด ‘ซื้อหนี้’

 

ย้อนกลับไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวตรงกับแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับการซื้อหนี้ของประชาชนออกจากระบบธนาคาร เนื่องจากต้องการให้หนี้สินคนไทยหมดไป และให้คนไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ยกสถานะแบล็กลิสต์จากเครดิตบูโรให้หมด ให้เป็นคนบริสุทธิ์ผุดผ่องทำมาหากินใหม่ โดยจะไม่ต้องใช้เงินรัฐสักบาท เนื่องจากวันนี้รัฐเป็นหนี้เยอะแล้ว โดยสามารถให้เอกชนลงทุน

 

โดยวานนี้ (18 มีนาคม) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับแนวคิดการซื้อหนี้โดยไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินว่า แนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นแนวทางคล้ายกับปี 2540 ที่ต้องแยกบัญชี Good bank-Bad bank คล้ายกับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยครั้งนี้คงต้องทำร่วมกับธนาคาร ในฐานะที่เป็นเจ้าของหนี้ และอาจมีเอกชนที่สนใจเข้ามาร่วมบริหาร รวมถึงภาครัฐด้วยว่าจะสามารถเข้าไปช่วยอย่างไร

 

ส่วนแนวคิดของทักษิณที่ระบุว่าการซื้อหนี้ประชาชนจากระบบธนาคารจะไม่ต้องใช้เงินงบประมาณจากรัฐเลยนั้น พิชัย กล่าวว่า แล้วแต่เงื่อนไข ซึ่งอาจเป็นทั้งเป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้

 

เทียบสถานการณ์หนี้ปี 2540 vs. 2568

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของไทยปี 2540 ในยุคนั้นได้มีการตั้งแยกบัญชีตั้ง Good Bank-Bad Bank หรือตั้งบริษัทจัดการสินทรัพย์ (AMC) มาแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ผ่านการซื้อ NPL ออกจากสถาบันการเงิน เนื่องจาก NPL ของสถาบันการเงินในยุคนั้นพุ่งทะลุเกิน 10% ทำให้ธนาคารมีความจำเป็นต้องตั้งสำรองหนี้เสียในสัดส่วนที่สูงตาม NPL จึงทำให้สถาบันการเงินต้องขาดสภาพคล่อง จนทำให้การปล่อยสินเชื่อให้ชะลอตัวตามไปด้วย และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจต่อเนื่อง

 

ดังนั้น การนำ Good Bank-Bad Bank ใช้แก้ปัญหาจะสามารถช่วยให้สภาพคล่องของสถาบันการเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ดีขึ้นสามารถปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น

 

ขณะที่สถานการณ์ปัญหาเศรษฐกิจของไทยปัจจุบันถือว่ามีความแตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจช่วงปี 2540 โดยขณะนี้ NPL ในระบบธนาคารพาณิชย์ขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 3% ไม่รุนแรงเท่ากับช่วงปี 2540

 

อย่างไรก็ดี คาดว่ากรณีที่รัฐบาลปัจจุบันมีแนวคิดในการแยก Good Bank-Bad Bank เพื่อซื้อหนี้จากธนาคารพาณิชย์ ส่วนเนื่องจากมีเป้าหมายในการหามาตรการช่วยสร้างแรงจูงใจในการเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ผ่านการสนับสนุนให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันธนาคารมีการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดสูง ส่งผลให้อัตราการเติบโตในการปล่อยสินเชื่อในระบบปี 2568 คาดว่า จะไม่เติบโต ต่อเนื่องอีกปีจากปี 2567

 

ดร.อมรเทพ ยังกล่าวต่อ สถานการณ์ปัจจุบัน การขาดสภาพคล่องไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะธนาคารพาณิชย์ยังมีเงินสดหรือสภาพคล่องที่อยู่ในระดับมาก แตกต่างจากปีวิกฤตปี 2540 ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่อง ส่วนปัญหาปัจจุบันที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อในระดับต่ำ เป็นเพราะมีปัญหาความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูง จึงมีความกังวลว่าหากปล่อยสินเชื่อออกไปจะมีโอกาสได้รับการคืนหนี้ที่ต่ำ เนื่องจากเศรษฐกิจมีการเติบโตช้า ไม่ทั่วถึง และเปราะบาง โดยเฉพาะกำลังซื้อในระดับล่าง

 

CIMB Thai แนะใช้มาตรการหลากหลายประกอบกันเพื่อผลที่ดีขึ้น

 

ดร.อมรเทพ คาดว่า มาตรการซื้อหนี้จากธนาคารน่าจะมีส่วนช่วยให้สภาพคล่องในระบบดีขึ้นบ้าง แต่อาจไม่ใช่มาตรการเดียวที่ดำเนินการเพื่อให้ได้ผลที่ดีขึ้น ดังนั้นมีข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น

 

  1. มีระบบการค้ำประกันสินเชื่อ โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาค้ำประกันแบกรับความเสี่ยงร่วมกับธนาคารพาณิชย์

 

  1. ควรดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตแบบยั่งยืน เช่น การกระตุ้นเพิ่มการจ้างให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวดีขึ้น

 

SCB EIC เตือนรัฐรอบคอบเรื่องแหล่งที่มาของเงิน-ป้องกัน Moral Hazard

 

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ให้ความเห็นเกี่ยวกับแนวคิด ‘การซื้อหนี้’ และการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติ (National AMC) โดยระบุว่า เข้าใจว่า ตอนนี้ทุกภาคส่วนพยายามหาทางและช่วยกันออกความคิดในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน จึงแนะรัฐบาลว่า ในการวางกรอบการปฏิบัติ ควรต้องมองให้รอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น แหล่งที่มาของเงิน เนื่องจากห่วงภาระทางการคลังจะเพิ่มขึ้นได้ และควรต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Moral Hazard ด้วย

 

ไทยเคยตั้ง National AMC แล้วเมื่อปี 2540

 

ทั้งนี้ ไทยเคยจัดตั้ง National AMCs ในชื่อ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (Thai Asset Management Corporation: TAMC) ในช่วงวิกฤตการณ์การเงินในเอเชียปี 2540 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสถาบันการเงิน

 

โดย TAMC มีกำลังรับซื้อหนี้เสียมากถึง 7.8 แสนล้านบาทในช่วงปี 2542-2546 และมีสัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่จัดการได้ต่อมูลค่าทางบัญชี (Disposal Rate) สูงถึง 73.46% (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2546) เทียบกับ Korea Asset Management Corporation (KAMCO) ที่รัฐบาลเกาหลีใต้จัดตั้งขึ้นเพื่อซื้อหนี้เสียในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 (61.6) ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

SCB EIC มองตั้ง National AMC หนุนแบงก์ปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น

 

ดร.ยรรยง ระบุอีกว่า ปัจจุบัน กลการจัดการสินทรัพย์ที่มีปัญหาของไทยอาจไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ บริษัท AMC แต่ละแห่งต่างคนต่างทำ จึงทำให้สินทรัพย์บางประเภทร่วงลงค่อนข้างเร็ว เช่น ที่ดิน และรถยนต์ ทำให้เกิด Discount มาก จนต้นทุนความเสี่ยงของสินเชื่อ (Credit Cost) ของสถาบันการเงินสูงขึ้น ดังนั้น การตั้ง National AMC อาจทำให้ Credit Cost ลดลงได้ ทำให้สถาบันการเงินก็อาจมี Room ให้ปล่อยสินเชื่อมากขึ้นได้

 

ทั้งนี้ ในบทความของ SCB EIC ก่อนหน้านี้ ระบุว่า แม้ AMC ภาคเอกชนดำเนินธุรกิจในระบบตลาด มีแรงจูงใจที่จะบริหารจัดการหนี้ให้เร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด แต่ก็มีข้อเสียคือ AMCs แต่ละแห่งแยกกันบริหารจัดการหนี้เสีย นอกจากนี้ ในบางกรณี AMCs เอกชนที่แสวงหากำไรอาจเร่งเทขายสินทรัพย์ทอดตลาดพร้อมกันจนราคาตกลงมาก

 

สะท้อนว่า “การจัดตั้ง National AMC เพื่อรับซื้อและบริหารจัดการหนี้แบบรวมศูนย์ การรับซื้อหนี้เสียปริมาณมากจากสถาบันการเงินหลายแห่งทำให้มี Economies of Scale และ Economies of Scope ในการบริหาร และสามารถกระจายความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ National AMC ยังเข้าถึงเงินลงทุนภาครัฐและจะมีอำนาจต่อรองในการขายสินทรัพย์ทอดตลาดอีกด้วย” SCB EIC ระบุ

 

BAM รอความชัดเจนนโยบายรัฐซื้อหนี้จากแบงก์

 

ด้านบรรยง วิเศษมงคลชัย รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, รองประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM THE STANDARD WEALTH ว่า BAM ปัจจุบันมีธุรกิจหลัก คือ AMC ซึ่งมีการซื้อ NPL มาบริหารอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่รัฐบาลมีแนวคิดในการซื้อหนี้ประชาชนจากธนาคารพาณิชย์นั้น ขอศึกษารายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะมีรูปแบบอย่างไร

 

วิเศษมงคลชัย รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, รองประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

วิเศษ มงคลชัย รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, รองประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM

 

‘ธีระชัย’ ชี้แนวคิดโอนหนี้ประชาชน แก้ปัญหาหนี้ผิดวิธี

 

ด้าน ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แนวคิดโอนหนี้ธนาคารพาณิชย์ของประชาชน ที่มีปัญหาไม่สามารถคืนหนี้ มาเป็นหนี้ของประชาชนผู้เสียภาษีทั้งประเทศ ตามแนวคิดของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น

 

โดยมีมุมมองว่าเป็นการแก้ปัญหาหนี้ผิดวิธี ซึ่งข้อเสนอแนวคิดนี้เป็นเพียงแต่ย้ายปัญหา จากที่แห่งหนึ่งนำไปวางไว้อีกแห่งหนึ่ง เป็นเพียงแต่ย้ายปัญหาจากประชาชนกลุ่มเล็กที่เป็น NPL ไปเป็นภาระของคนทั้งประเทศ ยาวไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

 

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และประธานคณะกรรมการด้านวิชาการ พรรคพลังประชารัฐ

The post เจาะแนวคิด ‘ทักษิณ’ ชงซื้อหนี้ประชาชนจากแบงก์ แก้ปัญหาหนี้ได้จริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ส่องเหตุผล ทำไมแบงก์ชาติส่งสัญญาณชัด ไม่ลดดอกเบี้ยต่อ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-17102024-3/ Thu, 17 Oct 2024 06:12:47 +0000 https://thestandard.co/?p=997071

แบงก์ชาติส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ยต่อ ยืนยันยังไม่เข้าสู่ว […]

The post ชมคลิป: ส่องเหตุผล ทำไมแบงก์ชาติส่งสัญญาณชัด ไม่ลดดอกเบี้ยต่อ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • แบงก์ชาติส่งสัญญาณไม่ลดดอกเบี้ยต่อ ยืนยันยังไม่เข้าสู่วงจรการผ่อนคลาย (Easing Cycle) ชี้การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ให้น้ำหนักกับการลดภาระหนี้ครัวเรือนเป็นหลัก ลั่นไร้แรงกดดันทางการเมืองแทรกแซงการตัดสินใจ รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ส่องเหตุผล ทำไมแบงก์ชาติส่งสัญญาณชัด ไม่ลดดอกเบี้ยต่อ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครเป็นลูกหนี้ต้องอ่าน! แบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ ปรับ 5 มาตรการใหม่ ช่วยลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม https://thestandard.co/new-measures-to-help-debtors/ Tue, 06 Aug 2024 04:43:41 +0000 https://thestandard.co/?p=967743

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธ […]

The post ใครเป็นลูกหนี้ต้องอ่าน! แบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ ปรับ 5 มาตรการใหม่ ช่วยลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>

รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2567 คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เห็นว่า ปัจจุบันยังคงมีลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม เนื่องจากรายได้ที่ยังฟื้นตัวกลับมาไม่เต็มที่ จึงเห็นควรปรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในปัจจุบันให้เหมาะสมกับสถานการณ์ยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

 

 

1. ตรึงผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 8% ต่ออีกปี

 

โดยกำหนดให้อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตยังคงอยู่ที่ 8% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงสิ้นปี 2568 จากเดิมที่กำหนดให้อัตราดังกล่าวกลับสู่เกณฑ์ปกติที่ 10% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เพื่อช่วยลดภาระการจ่ายชำระหนี้ และรักษาสภาพคล่องให้ครัวเรือนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

 

สำหรับแนวโน้มการปรับ Minimum Payment กลับสู่ระดับ 10% อีกครั้ง ธปท. ระบุว่า จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพิจารณาความเหมาะสมของอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำให้เหมาะสมในระยะต่อไป โดยติดตามจากบริบททางเศรษฐกิจและปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบด้าน เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รายได้ของประชาชน และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจะไม่กระทบลูกหนี้เป็นวงกว้าง/อย่างมีนัยสำคัญ

 

 

2. ลูกหนี้จ่ายขั้นต่ำมากกว่าหรือเท่ากับ 8% จะได้รับเงินคืน!

 

ลูกหนี้ที่ผ่อนชำระหนี้ขั้นต่ำมากกว่าหรือเท่ากับ 8% จะได้รับเครดิตเงินคืนเทียบเท่าดอกเบี้ย 0.5% ของยอดค้างชำระสำหรับครึ่งปีแรก และ 0.25% สำหรับครึ่งปีหลังของปี 2568 โดยได้รับคืนทุก 3 เดือน เพื่อจูงใจให้ลูกหนี้ปิดจบหนี้เร็วขึ้น และมีภาระดอกเบี้ยทั้งสัญญาลดลง

 

สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า มาตรการได้รับเงินคืนนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบหรือเป็นรายได้ที่หายไปของผู้ให้บริการบัตรเครดิตราว 1 พันล้านบาท

 

 

3. ลูกหนี้จ่ายขั้นต่ำตั้งแต่ 5% แต่ไม่ถึง 8% มีสิทธิปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมโอกาสคงวงเงินในบัตร

 

“การปรับเปลี่ยนมาตรการนี้ทำเพื่อจูงใจให้คนเข้าไปปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น โดยจากเดิมที่ต้องปิดวงเงินทันทีหลังปรับโครงสร้างหนี้ แต่ปัจจุบันลูกหนี้มีโอกาสคงวงเงินในบัตรได้” เขมวันต์ ศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวในงาน Media Briefing การปรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2567

 

โดยลูกหนี้ที่จ่ายขั้นต่ำที่ 8% ไม่ไหว แต่สามารถจ่ายได้เกิน 5% สามารถเปลี่ยนประเภทหนี้ของบัตรเครดิตไปเป็นสินเชื่อระยะยาว (Term Loan) เพื่อจ่ายชำระเป็นงวด โดยลูกหนี้จะยังมีโอกาสได้สภาพคล่องจากวงเงินบัตรเครดิตส่วนที่เหลือ ไม่จำเป็นต้องปิดวงเงินบัตรเครดิต

 

“ธปท. พบว่า ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางยังต้องการสภาพคล่องอยู่ เราจึงนำเกณฑ์ที่ว่า ‘เจ้าหนี้ต้องยกเลิกวงเงินบัตรเครดิตของผู้เข้าร่วมโครงการ’ ออกไป หลังจากการคุยกับเจ้าหนี้ก็พบว่า เจ้าหนี้บางรายยังต้องการให้วงเงินกับลูกหนี้ที่มีวินัยบางรายต่อไป เราจึงผ่อนคลายเกณฑ์นี้ และเปิดให้เป็นไปตามการตัดสินใจของเจ้าหนี้” อรมนต์ จันทพันธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธปท. กล่าว

 

ทั้งนี้ ธปท. กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตต้องเสนอเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้เพิ่มเติมด้วย เช่น ลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่ง ธปท. จะดำเนินการเพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน 2567

 

 

4. หนุนการรวมหนี้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อย (Debt Consolidation) ผ่านการผ่อน LTV

 

ธปท. ส่งเสริมให้สถาบันการเงิน (สง.) และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ด้วยการรวมหนี้บ้านและสินเชื่อรายย่อยได้มากขึ้น โดยผ่อนปรนเงื่อนไขอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan-To-Value Ratio) ในทุกลำดับสัญญาสำหรับกรณีรวมหนี้ ให้สามารถเกินกว่าเพดานที่กำหนด

 

โดยผู้ให้บริการที่เป็นผู้รวมหนี้ต้องดูแลให้ภาระของลูกหนี้ภายหลังการรวมหนี้บรรเทาลงกว่าก่อนรวมหนี้ เช่น อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม และค่างวดที่ต้องชำระต่ำกว่าค่างวดรวมที่เคยจ่าย โดยมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดในปี 2568

 

“สิ่งที่แบงก์ชาติทำให้ลูกหนี้วันนี้ คือจะทำให้การรวมหนี้คล่องตัวมากที่สุด เนื่องจากธปท. ได้คุยกับเจ้าหนี้และลูกหนี้มาพบว่ามีข้อติดขัด เช่น LTV วันนี้ ธปท. จึงจะผ่อนเงื่อนไข LTV ให้เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้” เขมวันต์กล่าว

 

 

5. ขยายระยะเวลาการปิดจบหนี้จากภายใน 5 ปี เป็น 7 ปี สำหรับลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง

 

ธปท. ขยายระยะเวลาการปิดจบหนี้จากภายใน 5 ปี เป็น 7 ปี (อัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปีเท่าเดิม) เพื่อให้ค่างวดที่ลูกหนี้ต้องชำระปรับลดลง และลูกหนี้จะยังมีโอกาสได้สภาพคล่องจากวงเงินสินเชื่อส่วนที่เหลือ รวมถึงกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องให้ข้อมูลเพื่อกระตุกพฤติกรรม (Nudge) ลูกหนี้เพิ่มเติม เช่น สื่อสารข้อดีและข้อเสียของการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ แสดงตารางข้อมูลระยะเวลาการผ่อนชำระพร้อมภาระดอกเบี้ย โดยมาตรการจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป

 

 

ทั้งนี้ สำหรับลูกหนี้ในกลุ่มเปราะบางที่ยังมีภาระหนี้สูงและมีปัญหาสภาพคล่อง ธปท. ยังมีมาตรการที่กำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินเข้าช่วยเหลือเพื่อช่วยลดภาระลูกหนี้ให้มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำรงชีพ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง และหลังเป็นหนี้เสียอย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใต้หลักเกณฑ์ Responsible Lending รวมถึงการปรึกษาปัญหาหนี้กับหมอหนี้ และโครงการคลินิกแก้หนี้ โดย ธปท. จะติดตามประสิทธิผลและผลข้างเคียงของมาตรการอย่างใกล้ชิด และจะพิจารณาปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

 

“การปรับการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้ เป็นผลมาจากเราเห็นว่ามีลูกหนี้เข้าร่วมโครงการราว 1-2% เท่านั้นจากทั้ง 5 แสนบัญชี โดยจากการพูดคุยกับลูกหนี้และเจ้าหนี้พบว่า อาจมีเหตุผลมาจากสภาพคล่องของลูกหนี้ที่ตึงเกินไป จนไม่กล้าปิดสินเชื่อหรือสภาพคล่องที่มีเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน รวมไปถึงปัจจัยด้านค่างวด” อรมนต์กล่าว

 

อ้างอิง:

The post ใครเป็นลูกหนี้ต้องอ่าน! แบงก์ชาติผ่อนคลายเกณฑ์ ปรับ 5 มาตรการใหม่ ช่วยลูกหนี้กลุ่มเปราะบางเพิ่มเติม appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC ลุยซื้อคืนหุ้นกู้รอบสองอีก 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรอง ระบุได้ประโยชน์ 2 ต่อ หนุน ROA ดีขึ้น แถมช่วยลดภาระหนี้ https://thestandard.co/pttgc-buying-back-debenture/ Wed, 03 May 2023 05:22:43 +0000 https://thestandard.co/?p=784522 PTTGC

พีทีที โกลบอล เคมิคอล ซื้อคืนหุ้นกู้ 25.84 ล้านดอลลาร์ […]

The post PTTGC ลุยซื้อคืนหุ้นกู้รอบสองอีก 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรอง ระบุได้ประโยชน์ 2 ต่อ หนุน ROA ดีขึ้น แถมช่วยลดภาระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
PTTGC

พีทีที โกลบอล เคมิคอล ซื้อคืนหุ้นกู้ 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรองต่างประเทศเป็นรอบที่ 2 จับจังหวะนักลงทุนเทขายได้ Discount สูงถึง 10-15% ช่วยหนุน ROA และลดภาระหนี้ แต่ยืนยันไม่มีแผนซื้อคืนทั้งก้อน ส่วนดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขึ้นไม่กระทบต้นทุนการเงิน หลังพอร์ตหนี้ล็อกต้นทุนการเงินเป็น Fixed Rate สัดส่วน 60-70%

 

ภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีล่าสุดที่บริษัทแจ้งการซื้อคืนหุ้นกู้บางส่วนจำนวน 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรองต่างประเทศ จากจำนวนหุ้นกู้มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ อายุ 30 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.20% ต่อปี ซึ่งได้ออกและเสนอขายให้กับนักลงทุนและสถาบันต่างประเทศในเดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมา

 

เนื่องจากราคาหุ้นกู้ชุดดังกล่าวของบริษัทที่ซื้อ-ขายในตลาดรองมีการปรับลดลง ส่งผลให้มีส่วนลด (Discount) เกิดขึ้นในระยะสั้นประมาณ 10-15% ซึ่งถือเป็นระดับที่มี Discount สูงกว่าภาวะปกติ เพราะนักลงทุนส่วนหนึ่งมีการเทขายออกมาเพื่อถือเงินสดเนื่องจากความเสี่ยงจากความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว รวมถึงปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินล้ม และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในภาคการเงินของยุโรปกับสหรัฐฯ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2566 ที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทจึงเห็นโอกาสในการทำธุรกรรมดังกล่าวเพื่อเป็นการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากสภาพคล่องส่วนเกินที่มี รวมถึงเป็นการลดภาระหนี้และดอกเบี้ยลงได้บางส่วน

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

โดยการซื้อหุ้นกู้คืนดังกล่าวนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 หลังจากในช่วงปลายปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทมีการซื้อคืนหุ้นกู้บางส่วนครั้งแรกมาจำนวนประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ เพราะราคาหุ้นกู้ของบริษัทในช่วงดังกล่าวมี Discount ใกล้เคียงประมาณ 10-15% ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบริหารจัดการโครงสร้างภาระหนี้สิน (Liability)

 

“บริษัทใช้เงินสดสภาพคล่องส่วนเกินที่สิ้นปี 2565 มีอยู่ราว 3.5 หมื่นล้านบาท หากฝากไว้ในธนาคารอาจได้ดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำ แต่ถ้าแบ่งมาซื้อคืนหุ้นกู้บางส่วนในตลาดรองบริษัทก็จะได้ประโยชน์ 2 ส่วน เรื่องแรกคือราคาหุ้นกู้ของบริษัทที่ซื้อคืนไป 2 ครั้ง มี Discount ประมาณ 10-15% ใช้เงินไปรวมราว 3 พันล้านบาท จึงเป็นโอกาสในการสร้าง ROA กลับมาให้สูงขึ้นบนเงินที่ซื้อไป เรื่องที่สองคือบริษัทก็จะประหยัดดอกเบี้ยไปบางส่วน เพราะภาระหนี้ลดลง ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในส่วนหุ้นกู้ที่ซื้อคืนมาด้วย แต่การทำในรูปแบบนี้จะมี Window ให้ทำได้ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น”

 

ทั้งนี้ บริษัทมีมูลค่าหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐที่จะครบกำหนดในปี 2595 ที่ออกขายในช่วงเดือนมีนาคมปีนี้คงเหลือทั้งสิ้นจำนวน 274.16 ล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ดี บริษัทไม่มีแผนที่จะซื้อคืนหุ้นกู้ส่วนที่เหลือในสกุลดอลลาร์กลับมาทั้งจำนวน เพราะยังต้องการรักษาสถานะเงินสดภายในบริษัทไว้ที่ระดับ 3-3.5 หมื่นล้านบาท รวมทั้งไม่ต้องการสร้างความสับสนให้นักลงทุนผู้ถือหุ้นของบริษัท อีกทั้งปัจจุบันบริษัทยังมีวงเงินสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติจากสถาบันการเงินที่พร้อมเบิกใช้อีกวงเงินรวม 4-5 หมื่นล้านบาท หากมีความต้องการจำเป็นในการใช้เงิน

 

สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่มีโอกาสเห็นการปรับขึ้นในอนาคต เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนการเงินของบริษัท เนื่องจากปัจจุบันบริษัทได้มีการล็อกต้นทุนทางการเงินของบริษัทไว้แล้ว โดยการออกหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเแบบคงที่ (Fixed Rate) มีสัดส่วนถึงประมาณ 60-70% ของพอร์ตหนี้รวมทั้งหมดของบริษัท

The post PTTGC ลุยซื้อคืนหุ้นกู้รอบสองอีก 25.84 ล้านดอลลาร์ ในตลาดรอง ระบุได้ประโยชน์ 2 ต่อ หนุน ROA ดีขึ้น แถมช่วยลดภาระหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พญามังกรจะผงาดหรือกลับหัว? เมื่อเศรษฐกิจจีนโตเกินคาด แต่ภาระหนี้ยังจ่อทะลุเพดาน จับตาท่าที ‘สีจิ้นผิง’ ชี้ชะตาผลลัพธ์ https://thestandard.co/china-economy-debt-xi-jinping/ Fri, 03 Mar 2023 06:20:37 +0000 https://thestandard.co/?p=758010 เศรษฐกิจจีน

กิจกรรมทางเศรษฐกิจในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นเดือนท […]

The post พญามังกรจะผงาดหรือกลับหัว? เมื่อเศรษฐกิจจีนโตเกินคาด แต่ภาระหนี้ยังจ่อทะลุเพดาน จับตาท่าที ‘สีจิ้นผิง’ ชี้ชะตาผลลัพธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจจีน

กิจกรรมทางเศรษฐกิจในจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันอาจเป็นสัญญาณแรกสู่การสลัดออกจากผลกระทบของนโยบาย Zero-COVID ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม หนี้ที่เพิ่มขึ้นของมณฑลต่างๆ กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตามอง ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่บรรดาผู้นำจีนต้องหารือกันในวันที่ 5 มีนาคมนี้ สำหรับการประชุมรัฐสภาประจำปีที่กรุงปักกิ่ง

 

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ซึ่งเป็นดัชนีสะท้อนถึงภาวะการขยายตัวหรือหดตัวของภาพรวมภาคการผลิต เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 11 ปีในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่คำสั่งซื้อในภาคส่งออกขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี และกิจกรรมการบริการและการก่อสร้างยังขยายตัวเพิ่มเติมเช่นกัน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่า แม้กิจกรรมในจีนจะกลับมาอย่างรวดเร็ว แต่ผลดีที่ล้นทะลักไปยังส่วนอื่นๆ ของเอเชียอาจถูกจำกัด เช่น การส่งออกของเกาหลีใต้ลดลง 12% ในช่วง 2 เดือนแรกจากปีก่อนหน้า บ่งชี้ว่าความต้องการสินค้าทั่วโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง แม้ว่าจีนจะฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้นแล้วในขณะนี้

 

ภาคการท่องเที่ยวในต่างประเทศยังไม่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเท่ากับการเดินทางภายในประเทศของจีน ซึ่งทำให้การเติบโตยังจำกัดสำหรับประเทศต่างๆ เช่น ไทย และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีน

 

ถึงกระนั้นแนวโน้มที่ดีขึ้นในจีนคาดว่าจะชดเชยการหดตัวของประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ( Fed) พยายามที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อโดยไม่ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในเดือนมกราคม IMF ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตของจีนเป็น 5.2% ในปี 2023 และคาดการณ์ว่าจีนจะมีส่วนร่วมกับการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประมาณ 1 ใน 3 ในปีนี้

 

ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งติดหล่มเป็นเวลาหลายปีหลังจากที่ทางการจีนกำหนดมาตรการควบคุมการให้สินเชื่อแก่นักพัฒนาที่เป็นหนี้สูง กำลังเกิดสัญญาณการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในตลาด ข้อมูลจาก China Real Estate Information ระบุว่า ยอดขายของนักพัฒนาอสังหา 100 อันดับแรกของประเทศเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ของปีก่อนหน้า 

 

อย่างไรก็ดี นักเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่าไม่ควรอ่านข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์มากเกินไป เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงปัจจัยที่เกิดขึ้นครั้งเดียว เช่น ช่วงเวลาของวันหยุดปีใหม่ทางจันทรคติ ตลอดจนอุปสงค์ที่ถูกกักขังได้ถูกปลดปล่อยออกมาจากการยกเลิกมาตรการควบคุมโควิดเป็นศูนย์ในเดือนธันวาคมและมกราคม

 

ตัวเลขทางการที่เปิดเผยเมื่อต้นสัปดาห์นี้ (27 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม) ยังกระตุ้นให้เกิดความกังวลว่ารอยแผลจากโควิดอาจฝังลึกยิ่งขึ้น เมื่อปีที่แล้วจำนวนงานในเมืองต่างๆ ของจีนลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ทศวรรษ ในขณะเดียวกันแม้รายได้หลังหักภาษีต่อหัวจะเพิ่มขึ้น 2.9% แต่เป็นการเพิ่มขึ้นประจำปีที่น้อยที่สุดอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 1989

 

แนวโน้มงานและค่าจ้างที่ย่ำแย่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค ที่ทางการจีนคาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ หลังจากที่คาดว่าอุปสงค์การส่งออกจะลดลง

 

จนถึงตอนนี้รัฐบาลไม่ได้วางแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือการแจกเงินสดจำนวนมาก เนื่องจากทางการระวังการขึ้นราคาทรัพย์สินที่มากเกินไป จากบทเรียนของวิกฤตการเงินในปี 2008

 

ระดับหนี้กู้ยืมในเมืองต่างๆ ของจีนยังร้อนแรงต่อเนื่อง

 

รัฐบาลภูมิภาคส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับการบีบตัวของเงินทุนอย่างรุนแรง หลังมียอดกู้ยืมเกิน 120% ของรายได้ในปี 2022 (ตามการคำนวณของ Bloomberg) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กำหนดโดยกระทรวงการคลัง เพื่อบ่งบอกถึงความเสี่ยงด้านหนี้สินที่สูงเกินสัดส่วน 

 

เทียนจิน เมืองระดับเทศบาลนครที่ขึ้นชื่อเรื่องท่าเรือและการพัฒนาที่มากเกินไป กำลังเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุด โดยมีหนี้เกือบ 3 เท่าของรายได้ของเมือง

 

วิกฤตการณ์ทางการเงินสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายประการ แม้ว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่รัฐบาลส่วนภูมิภาคจะผิดนัดชำระหนี้ แต่ระดับหนี้ที่สูงอาจทำให้หลายเมืองต้องลดการใช้จ่ายลง และผลักดันให้รัฐบาลกลางใช้จ่ายมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องกระตุ้นให้ธนาคารกลางจีนคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำ เพื่อรักษาภาระการชำระหนี้สำหรับมณฑลที่อยู่ภายใต้การควบคุม 

 

Lisheng Wang นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs กล่าวว่า ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของหนี้ภาครัฐอย่างรวดเร็ว รวมถึงเหตุผลอื่นๆ เช่น ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงไม่รุนแรง

 

รายได้ของรัฐบาลหดตัวลงในปีที่แล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 เนื่องจากการระบาดของโควิด การตกต่ำของอสังหา และการประกาศลดหย่อนภาษีครั้งใหญ่ ในขณะที่การใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3% ทำให้การขาดดุลการคลังพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลต้องขายพันธบัตรใหม่เป็นจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือภาคส่วนที่มีเงินทุนขาดแคลน

 

หนี้ทางการส่วนใหญ่ที่ยืมมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะอยู่ในรูปของพันธบัตรรูปแบบพิเศษที่มีจุดประสงค์หลักเพื่อชำระเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นี่เป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการสร้างงานและหนุนเศรษฐกิจ เมื่อปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตอื่นๆ อ่อนแอลง เช่น การส่งออก และการบริโภคภายในประเทศ

 

หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่นคงค้างเกิน 35 ล้านล้านหยวน (คิดเป็น 5 ล้านล้านดอลลาร์) ณ สิ้นปีที่แล้ว ยอดรวมดังกล่าวไม่รวมการกู้ยืมนอกงบดุลผ่านหน่วยงานจัดหาเงินของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งมณฑลต่างๆ ใช้เพื่อช่วยเหลือความต้องการทางการเงินของพวกเขา โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่าหนี้ที่ซ่อนเร้นอาจมีขนาดใหญ่กว่าหนี้สินในท้องถิ่นอย่างเป็นทางการถึง 2 เท่า

 

จากหนี้ที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาระการชำระคืนของรัฐบาลท้องถิ่นก็มากขึ้นเช่นกัน รัฐบาลได้ชำระคืนเงินต้นพันธบัตรและดอกเบี้ยจำนวน 3.9 ล้านล้านหยวนในปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นหนี้ที่เป็นทางการเท่านั้น แต่ยังมีอีกมากมายจากการกู้ยืมอย่างไม่เป็นทางการ

 

ทางเลือกหนึ่งในการอุดช่องว่างด้านเงินทุนคือ การให้รัฐบาลกลางกู้ยืมเงินมากขึ้น และเพิ่มการโอนเงินไปยังท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นที่รัฐบาลท้องถิ่นจะต้องรับภาระหนี้เพิ่ม โดยนักเศรษฐศาสตร์เรียกร้องให้จีนใช้แนวทางนี้มาหลายปีแล้ว เนื่องจากทางการจีนสามารถกู้เงินได้ถูกกว่าหน่วยงานท้องถิ่น และงบดุลก็แข็งแกร่งกว่ามาก

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสามารถเรียกร้องให้ธนาคารของรัฐ เช่น China Development Bank ใช้จ่ายมากขึ้น คล้ายกับการลงทุนมูลค่า 7.4 แสนล้านหยวน ที่ผู้ให้กู้ทำเมื่อปีที่แล้วภายใต้โครงการแห่งหนึ่ง

 

จับตาการประชุมรัฐสภาประจำปี อาจกำหนดทิศทางของจีนให้ชัดเจนขึ้นในปีนี้

 

สภาประชาชนแห่งชาติของจีน (NPC) จะเริ่มการประชุมประจำปีในวันอาทิตย์นี้ (5 มีนาคม) และคาดว่าจะเปิดแผนการปรับโครงสร้างรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ เนื่องจากจีนกำลังเผชิญปัญหามากมายทั้งในและนอกประเทศ

 

ไม่กี่เดือนข้างหน้า ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงอาจประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจประจำปีที่อาจสูงถึง 6% หลังจากที่เขาได้รับตำแหน่งผู้นำสูงสุดสมัยที่ 3 เมื่อไม่นานมานี้ 

 

นอกจากนี้ จีนจะประกาศงบประมาณของรัฐบาลกลางและท้องถิ่น งบประมาณการใช้จ่ายทางทหาร รวมถึงโควตาพันธบัตรท้องถิ่นใหม่ จุดยืนในนโยบายการเงิน

และเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในวันเปิดการประชุมรัฐสภาประจำปี

 

ในบรรดาการประกาศเหล่านี้ เป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจจะเป็นที่จับตามองมากที่สุด เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายกำลังพยายามพยุงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่สม่ำเสมอของจีนจากการระบาดของโควิดและการปิดเมือง

 

งบประมาณด้านการทหารจะอยู่ในจุดสนใจเช่นกัน หลังจากปีที่แล้วมีการใช้จ่ายด้านกลาโหมของจีนเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 ท่ามกลางการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้กับไต้หวันที่อ้างสิทธิ์โดยจีน, ภารกิจทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลจีนใต้ และข้อพิพาทพรมแดนกับอินเดีย 

 

การประชุมดังกล่าวจะเป็นการเปิดตัวการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้บริหารครั้งใหญ่ที่สุด หลี่เฉียง เตรียมพร้อมที่จะได้รับการยืนยันให้เป็นนายกรัฐมนตรีจีนคนใหม่ หลังได้รับอำนาจรองจากสีจิ้นผิง

 

ขณะที่ตำแหน่งงานทางเศรษฐกิจระดับสูงหลายตำแหน่งจะตกเป็นของกลุ่มผู้ภักดีใหม่ของสีจิ้นผิง ซึ่งหลายคนได้รับการเปิดเผยในต่างประเทศเพียงเล็กน้อย แทนที่เจ้าหน้าที่รุ่นเก่าที่มีแนวคิดปฏิรูปมากกว่า

 

แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเผยว่า เหอลี่เฟิง จะกลายเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลพอร์ตโฟลิโอเศรษฐกิจ ขณะที่ จูเหอซิน เจ้าหน้าที่ธนาคารระดับใหญ่ในจีน มีแนวโน้มที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางคนใหม่ของจีน และเป็นที่แน่ชัดว่าสีจิ้นผิงจะครองตำแหน่งประธานาธิบดีจีนสมัยที่ 3 ติดต่อกันต่อไป 

 

สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาในช่วงสุดสัปดาห์นี้คือ แนวทางที่สีจิ้นผิงจะดำเนินหลังจากนี้จะช่วยต่อยอดการฟื้นของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ 

 

อ้างอิง:

The post พญามังกรจะผงาดหรือกลับหัว? เมื่อเศรษฐกิจจีนโตเกินคาด แต่ภาระหนี้ยังจ่อทะลุเพดาน จับตาท่าที ‘สีจิ้นผิง’ ชี้ชะตาผลลัพธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่า ธปท. เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากไข้ การรักษาต้องดูแบบองค์รวม ไม่จ่ายยาแรงเกินพอดีจนเกิดผลข้างเคียง เตือนปีหน้าเศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก แต่ยังมั่นใจไทยฟื้นได้ต่อเนื่อง https://thestandard.co/thai-economy-is-like-person-just-recovered-from-fever/ Mon, 14 Nov 2022 08:13:12 +0000 https://thestandard.co/?p=708778

ผู้ว่า ธปท. เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากไข้ กา […]

The post ผู้ว่า ธปท. เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากไข้ การรักษาต้องดูแบบองค์รวม ไม่จ่ายยาแรงเกินพอดีจนเกิดผลข้างเคียง เตือนปีหน้าเศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก แต่ยังมั่นใจไทยฟื้นได้ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้ว่า ธปท. เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากไข้ การรักษาต้องดูแบบองค์รวม ไม่จ่ายยาแรงเกินพอดีจนเกิดผลข้างเคียง เตือนปีหน้าเศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก แต่ยังมั่นใจไทยฟื้นได้ต่อเนื่อง

 

ในช่วงเช้าวันนี้ (14 พฤศจิกายน) เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้าร่วมบรรยายในงานสัมมนาวิชาการของ ธปท. สำนักงานภาคเหนือ ประจำปี 2565 โดยในงานดังกล่าว ผู้ว่า ธปท. ได้พูดถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่ายังเปรียบเสมือนคนที่เพิ่งฟื้นจากไข้ และมีอาการข้างเคียงหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน เช่น เงินเฟ้อ หนี้สูง โดยเฉพาะหนี้ในภาคครัวเรือน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ล่าช้า ซึ่งยังไม่กลับสู่ระดับ Pre-COVID และความผันผวนของค่าเงิน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ผู้ว่า ธปท. ระบุว่า เมื่อผู้ป่วยที่ชื่อว่าประเทศไทยมีอาการหลายๆ อย่างเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน การรักษาจึงต้องพิจารณาแบบองค์รวม ไม่สามารถโฟกัสไปที่อาการใดอาการหนึ่งได้ เพราะหากมีการใช้ยาแรงขึ้นดอกเบี้ยมากๆ ก็อาจไปกระทบกับอาการหนี้สูง ทำให้ภาระหนี้ของคนในประเทศเพิ่มสูงขึ้น นโยบายการรักษาของ ธปท. จึงต้องดูให้ครบ ใช้ยาเท่าที่จำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดผลข้างเคียงมากจนเกินไป

 

เศรษฐพุฒิยังกล่าวถึงสถานการณ์เงินเฟ้อว่า ช่วงที่ผ่านมาเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับที่เกือบจะสูงที่สุดในภูมิภาค โดยมีช่วงหนึ่งเคยขึ้นไปสูงถึง 7.9% ทำให้นโยบายการเงินต้องตอบสนองด้วยการขึ้นดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อเปรียบเสมือนกับอาการไข้ การจะรักษาคนไข้สิ่งแรกที่ต้องทำคือเอาไข้ลงมาก่อน เพราะถ้าปล่อยให้เงินเฟ้ออยู่นานหรือไข้อยู่ยาวมันจะเกิดผลที่ไม่ดีตามมาเยอะมาก เงินเฟ้ออาจจะฝังรากจนเกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่เรียกว่า Wage Price Spiral

 

อย่างไรก็ดี การที่ไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงและเงินเฟ้อไม่ได้มาจากฝั่งอุปสงค์ซึ่งเป็นอาการข้างเคียง ทำให้การพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยต้องมีความสอดคล้องกับบริบทของประเทศ คือขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ หรือ Gradual and Measured ซึ่งผลการรักษาในขณะนี้ก็ออกมาเป็นไปตามคาด คือเงินเฟ้อได้พ้นจุดพีคไปแล้ว โดยปรับลดลงในช่วง 3 เดือนหลังสุด จาก 7.9% ลงมาที่ 6.4% และล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ 5.9% โดย ธปท. คาดว่าจะลดลงต่อเนื่องและกลับเข้าสู่กรอบ 1-3% ภายในปีหน้า

 

“การขึ้นดอกเบี้ยมักจะทำให้ธนาคารกลางแทบทุกแห่งโดนต่อว่า เพราะทำให้ภาระหนี้คนสูงขึ้น แต่เราก็จำเป็นต้องทำเพราะถ้าไม่ขึ้นผลกระทบจะมากกว่า โดยการศึกษาของ ธปท. พบว่า การยอมให้เงินเฟ้อขึ้นไป 1% จะทำให้ครัวเรือนมีภาระหนี้สูงขึ้นกว่า 7 เท่า เมื่อเทียบกับการขึ้นดอกเบี้ย 1%” เศรษฐพุฒิกล่าว

 

ผู้ว่า ธปท. กล่าวว่า อีกหนึ่งเรื่องที่แบงก์ชาติพยายามชี้แจงในช่วงที่ผ่านมา คือความเข้าใจผิดว่าส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดเงินทุนไหลออกจนเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งในความเป็นจริงการอ่อนค่าของเงินบาทเกิดจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์เป็นหลัก โดยหากนับจากต้นปีเป็นต้นมา เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นไปแล้วราว 10% ขณะที่เงินบาทยังอ่อนค่าลงแค่ 7% ซึ่งน้อยกว่าสกุลเงินของหลายประเทศในภูมิภาค

 

“หลายประเทศมีช่องว่างดอกเบี้ยที่แคบกว่าเรา แต่ค่าเงินเขาก็อ่อนลงมากกว่า ส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายหากนับจากต้นปีเงินทุนไหลเข้าไทยก็ยังเป็นบวก ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของเราที่ค่อนข้างดี มีทุนสำรองสูงและหนี้ต่างประเทศต่ำ” เศรษฐพุฒิกล่าว

 

ในช่วงท้ายของการสัมมนา ผู้ว่า ธปท. ได้ให้มุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้า โดยระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดเงิน และมีข่าวที่ไม่ดีเกิดขึ้นหลายเรื่อง เนื่องจากโลกเสพติดกับภาวะสภาพคล่องล้นและดอกเบี้ยต่ำมานาน เปรียบเสมือนตอที่ผุดขึ้นมาเมื่อน้ำลด

 

“หนึ่งในตัวอย่างที่เราเห็นแล้วในปีนี้ คือกรณีของอังกฤษที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดผันผวนหนัก ค่าเงินปอนด์อ่อนค่า 5% ในวันเดียว ซึ่งปกติสถานการณ์แบบนี้จะเกิดกับประเทศเล็กๆ และกำลังพัฒนามากกว่า แต่ขณะนี้เริ่มมีตัวบ่งชี้ว่าเราจะได้เห็นสถานการณ์แบบสไตล์ที่เกิดขึ้นกับอังกฤษอีกในปีหน้า” เศรษฐพุฒิกล่าว

 

อย่างไรก็ดี ผู้ว่า ธปท. ยังเชื่อมั่นว่า ท่ามกลางการชะลอตัวของโลก เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เนื่องจากการฟื้นตัวของไทยมาจากการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดย GDP ในปีหน้าจะยังขยายตัวได้ที่ 3.8% ขณะที่พื้นฐานของเศรษฐกิจไทยก็ยังสามารถทนทานกับความผันผวนและ Shocks ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้

The post ผู้ว่า ธปท. เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนคนเพิ่งฟื้นจากไข้ การรักษาต้องดูแบบองค์รวม ไม่จ่ายยาแรงเกินพอดีจนเกิดผลข้างเคียง เตือนปีหน้าเศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก แต่ยังมั่นใจไทยฟื้นได้ต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: พ่อเสียชีวิต ได้รับบ้านเป็นมรดก แต่พ่อมีหนี้ลูกต้องชำระแทนไหม | เงินทองของจริง EP.81 | THE STANDARD https://thestandard.co/real-money-real-life-81/ Mon, 31 Oct 2022 03:46:40 +0000 https://thestandard.co/?p=702147 มรดก

มรดกมีความหมายรวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน แต่ปัญหาคือถ้า […]

The post ชมคลิป: พ่อเสียชีวิต ได้รับบ้านเป็นมรดก แต่พ่อมีหนี้ลูกต้องชำระแทนไหม | เงินทองของจริง EP.81 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
มรดก

มรดกมีความหมายรวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน แต่ปัญหาคือถ้าเราได้รับมรดกซึ่งมีทั้งสองอย่างนี้ เราต้องใช้หนี้สินมากน้อยแค่ไหน หรือจำเป็นต้องใช้หนี้สินนั้นหรือไม่

 

รายการ ‘เงินทองของจริง’ การเข้าสู่หน้าจอโทรทัศน์ครั้งแรกของ THE STANDARD ทางช่อง 7HD ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.05-09.15 น. หลังรายการสนามข่าว 7 สี ดำเนินรายการโดย โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ และ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

The post ชมคลิป: พ่อเสียชีวิต ได้รับบ้านเป็นมรดก แต่พ่อมีหนี้ลูกต้องชำระแทนไหม | เงินทองของจริง EP.81 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: มีเงินเก็บอยู่หนึ่งก้อน ควรเอาไปปิดหนี้รถยนต์หรือเอาไปโปะบ้าน | เงินทองของจริง EP.72 | THE STANDARD https://thestandard.co/real-money-real-life-72/ Tue, 18 Oct 2022 06:11:15 +0000 https://thestandard.co/?p=696761 ปิดหนี้

การปิดหนี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้หลักการในการพิจารณา เพราะคน […]

The post ชมคลิป: มีเงินเก็บอยู่หนึ่งก้อน ควรเอาไปปิดหนี้รถยนต์หรือเอาไปโปะบ้าน | เงินทองของจริง EP.72 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดหนี้

การปิดหนี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้หลักการในการพิจารณา เพราะคนเราอาจมีภาระหนี้หลายตัว แต่ถ้าเราต้องเลือกจะปิดหนี้สักก้อนหนึ่ง เราควรเลือกหนี้ประเภทไหน เพราะอะไร

 

รายการ เงินทองของจริง การเข้าสู่หน้าจอโทรทัศน์ครั้งแรกของ THE STANDARD ทางช่อง 7HD ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.05-09.15 น. หลังรายการ สนามข่าว 7 สี ดำเนินรายการโดย โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ และ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: มีเงินเก็บอยู่หนึ่งก้อน ควรเอาไปปิดหนี้รถยนต์หรือเอาไปโปะบ้าน | เงินทองของจริง EP.72 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ผ่อนบ้าน ผ่อนบัตรเครดิตไม่ไหวแล้ว ทำอย่างไรดี | เงินทองของจริง EP.63 | THE STANDARD https://thestandard.co/real-money-real-life-63/ Wed, 05 Oct 2022 02:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=690734 หนี้สิน

เมื่อมีหนี้บ้าน หนี้บัตรที่ชำระไม่ไหวแล้ว นานแค่ไหนถึงจ […]

The post ชมคลิป: ผ่อนบ้าน ผ่อนบัตรเครดิตไม่ไหวแล้ว ทำอย่างไรดี | เงินทองของจริง EP.63 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนี้สิน

เมื่อมีหนี้บ้าน หนี้บัตรที่ชำระไม่ไหวแล้ว นานแค่ไหนถึงจะเป็นหนี้เสีย และถ้าอยากชำระหนี้หมดไวๆ ทำอย่างไรได้บ้าง

 

รายการ ‘เงินทองของจริง’ การเข้าสู่หน้าจอโทรทัศน์ครั้งแรกของ THE STANDARD ทางช่อง 7HD ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.05-09.15 น. หลังรายการสนามข่าว 7 สี ดำเนินรายการโดย โค้ชหนุ่ม-จักรพงษ์ เมษพันธุ์ และ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

 

ชมคลิปอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ https://thestandard.co/video/

The post ชมคลิป: ผ่อนบ้าน ผ่อนบัตรเครดิตไม่ไหวแล้ว ทำอย่างไรดี | เงินทองของจริง EP.63 | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
2022 เตรียมพร้อมเรื่องการเงิน ‘เราจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/promise-and-financial-matters/ Thu, 17 Feb 2022 02:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=589823 Promise

ปีนี้เรื่องเงินๆ ทองๆ สำคัญมาก! คนไทยอาจจะเจอเรื่องเซอร […]

The post 2022 เตรียมพร้อมเรื่องการเงิน ‘เราจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Promise

ปีนี้เรื่องเงินๆ ทองๆ สำคัญมาก! คนไทยอาจจะเจอเรื่องเซอร์ไพรส์ให้ต้องใช้เงินอีกมากมาย เราจึงอยากชวนทุกคนมาเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการทบทวนและวางแผนทางการเงินกันใหม่ และอย่าลืมมองหาตัวช่วยที่เพิ่มความอุ่นใจให้การใช้ชีวิตของเรา   

 

2022 ไม่รู้ว่าปีนี้คนไทยจะต้องเหนื่อยกันอีกทั้งปีหรือเปล่า แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือปีนี้จะเป็นปีที่เรื่องเงินๆ ทองๆ มีความสำคัญมาก เพราะเราคนไทยอาจจะเจอเรื่องเซอร์ไพรส์ให้ต้องใช้เงินอีกมากมายก็เป็นได้ ช่วงต้นปีแบบนี้จึงถือเป็นโอกาสดีๆ ที่เราจะได้กลับมานั่งทบทวนเรื่องการใช้จ่าย และวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมเรื่องการเงินกันใหม่ ยิ่งเตรียมตัวเร็วเท่าไรก็จะยิ่งช่วยให้เราใช้จ่ายอย่างรู้ตัวและใช้ชีวิตอย่างอุ่นใจมากขึ้นเท่านั้น

 

เรามี 5 แนวคิดที่จะช่วยให้ชีวิตทางการเงินดีขึ้นอย่างง่ายๆ ใครที่ทำได้ครบทุกข้อ เชื่อเถอะว่าชีวิตของคุณในปีนี้จะต้องดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

 

1. ทบทวนค่าใช้จ่ายคงที่และภาระหนี้สินที่มีในปัจจุบัน

รู้ไหมว่าในแต่ละเดือนเรามีค่าใช้จ่ายคงที่ประมาณเท่าไร? ใครที่ยังไม่เคยคิดคำนวณมาก่อนควรเริ่มต้นคำนวณได้แล้ว! เพราะการรู้ค่าใช้จ่ายคงที่ในแต่ละเดือนจะช่วยให้เรามองเห็นภาพว่าในปีหนึ่งเราจำเป็นต้องใช้เงินเท่าไรถึงจะเพียงพอสำหรับชีวิต ซึ่งค่าใช้จ่ายคงที่ก็คือพวกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต ฯลฯ พูดง่ายๆ ก็คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องจ่ายเพื่อให้สามารถไปทำงานหรือใช้ชีวิตได้ในทุกๆ วัน นอกจากนี้หากใครมีค่าใช้จ่ายในการดูแลพ่อแม่ ลูก หรือคนอื่นๆ ในครอบครัว ก็ควรจะนำมาคิดคำนวณร่วมด้วย ทั้งนี้ หากรวมค่าใช้จ่ายคงที่ทั้งหมดแล้วควรมีสัดส่วนไม่เกิน 50% ของรายได้ เพื่อให้เรามีเงินเก็บออมหรือมีเงินเหลือไว้เพื่อใช้จ่ายกับสิ่งที่เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของเรา  

 

ถัดมาคือการเช็กภาระหนี้สินที่มีในปัจจุบัน เช่น ภาระผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด ผ่อนรถ หนี้สินที่เกิดจากการกู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือหนี้บัตรเครดิต ฯลฯ ซึ่งสัดส่วนของหนี้สินที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยจากปัญหาทางการเงินและสามารถใช้ชีวิตได้แบบไม่เครียดจนเกินไปก็คือ สัดส่วนของหนี้สินรวมทั้งหมดไม่ควรจะเกิน 50% ของรายได้ หากใครที่มีหนี้สินเกินจากนี้แปลว่าคุณกำลังใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน หรืออาจจะถึงขั้นมีรายจ่ายจำเป็นมากกว่ารายได้ คุณควรจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อหาทางปรับลดสัดส่วนของหนี้สินให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยอย่างเร็วที่สุด 

 

 

2. เตรียมเงินสำรองฉุกเฉินให้พร้อม หากต้องเจอเรื่องไม่คาดฝัน 

ในเมื่อเราอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับเจ้าโควิด-19 ไปอีกสักพักใหญ่ แปลว่าเราอาจต้องเจอเรื่องเซอร์ไพรส์อยู่เรื่อยๆ หรืออาจมีเรื่องไม่คาดฝันเป็นเหตุให้ต้องใช้จ่ายด้วยเงินก้อนใหญ่ ซึ่งวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เรารับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตได้อย่างรวดเร็วและง่ายที่สุดก็คือ การเตรียมเงินสำรองฉุกเฉินไว้ให้มากที่สุด หรือหากในปีที่ผ่านมาใครที่ได้นำเงินสำรองฉุกเฉินออกมาใช้จ่ายไปบ้างแล้วก็ควรหาทางเติมกลับไปให้เร็วที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าในวันที่ความไม่แน่นอนเข้ามากระทบชีวิตหรือรายได้ของเรา เช่น การถูกลดเงินเดือน หรือการถูกเลย์ออฟจากงาน เราก็ยังจะมีเงินสำรองเหลือพอให้ใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ลำบาก โดยสัดส่วนของเงินสำรองที่จะทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยจะอยู่ที่ประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน  

 

 

3. #ของมันต้องมี ถ้าอยากได้ควรตั้งเป้าหมายทุกครั้งก่อนซื้อ

หลายคนมีรายได้สูง แต่การอดไม่ได้กับ #ของมันต้องมี ทำให้ยังต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน! แต่การวางแผนเตรียมตัวทางการเงินเพื่อชีวิตที่ดี ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัดสุดๆ จนไม่สามารถใช้จ่ายกับอะไรที่เป็นความสุขได้เลย เรายังควรที่จะให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของเราบ้าง ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า อาหารดีๆ หรือการเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ ฯลฯ 

 

อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายกับสิ่งเหล่านี้ควรกำหนดลิมิตเอาไว้สักหน่อย หรือถ้าหากเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าสูงมากๆ เราควรตั้งเป้าหมายเอาไว้เลยว่า ภายในครึ่งปี หรือภายในหนึ่งปี เราจะใช้จ่ายกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้เพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น พร้อมทั้งยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็คือ การรู้จักวางแผน ตั้งเป้าหมาย เลือกใช้จ่าย และเข้าใจว่าอะไรคือสิ่งที่จะเป็นความสุขในระยะยาวของเราจริงๆ 

 

 

4. อย่าลืมลงทุนต่อยอดเพื่อชีวิตในอนาคตที่ดีขึ้น 

เมื่อในอนาคตเงินเก็บในบัญชีธนาคารของเรามีโอกาสที่จะเฟ้อหรือเสื่อมค่าลงเรื่อยๆ เงินเก็บออมในวันนี้อาจลดมูลค่าลงกว่าครึ่งในวันที่เราเกษียณ ดังนั้นการลงทุนจึงเป็นเรื่องที่คนทำงานยุคนี้ควรเริ่มต้นศึกษาและเรียนรู้กันไว้บ้าง เพื่อให้เงินที่เราเก็บออมมางอกเงยมากขึ้น และสร้างผลตอบแทนให้มีเงินเพียงพอต่อการใช้ชีวิตในอนาคต 

 

ยุคนี้ การลงทุนมีหลากหลายวิธีการ และมีสินทรัพย์ให้เลือกลงทุนมากมายเลยทีเดียว ทั้งหุ้น สลากออมทรัพย์ กองทุนรวม หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังมาแรงแต่ก็ผันผวนสุดๆ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ใครที่เป็นมือใหม่ยังไม่เคยลงทุนมาก่อนควรเริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้ เข้าใจความเสี่ยงของการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ และทยอยลงทุนด้วยเงินในจำนวนที่ไม่มากแต่สม่ำเสมอ หรือลงทุนแบบ DCA กระจายความเสี่ยงไปในหลายสินทรัพย์ อย่าลงทุนในสินทรัพย์เดียว และที่สำคัญคือ ‘อย่าลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้จักเด็ดขาด’ 

 

 

5. เมื่อต้องการเงินมาใช้จ่าย มองหาตัวช่วยที่เหมาะกับเรา

ถึงแม้จะวางแผนการเงินมาอย่างดี แต่ระหว่างทางก็อาจเกิดเรื่องเซอร์ไพรส์ให้เราต้องหาเงินมาใช้จ่ายในจำนวนมาก เพื่อเพิ่มความมั่นใจต่อการใช้ชีวิตในปี 2022 เราอาจจะเริ่มต้นปีด้วยการมองหาตัวช่วยทางการเงินที่ทำให้เราอุ่นใจได้ว่า หากเราต้องเจอเรื่องไม่คาดฝัน หรือมีเหตุให้ต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นมาเมื่อไร อย่างน้อยๆ เราจะมีเงินก้อนเพื่อนำมาใช้จ่ายหมุนเวียนหรือเพิ่มสภาพคล่องในการใช้ชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อคิดจะกู้ยืมหรือขอสินเชื่อ ขอให้การกู้ยืมของเราเป็นการกู้มาเพื่อใช้จ่ายกับเรื่องที่สมเหตุสมผล คุ้มค่า และก่อให้เกิดประโยชน์ในระยะยาว เช่น เพื่อศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมของเรา เพื่ออนาคตของครอบครัว หรือเพื่อซื้อในสิ่งที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตของเราและคนที่เรารัก ฯลฯ 

 

ใครที่อยากจะเริ่มมองหาตัวช่วยทางการเงินไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส คือหนึ่งในตัวช่วยที่คนทำงานยุคนี้น่าจะลองทำความรู้จักกันไว้ เพราะมีการให้บริการเงินกู้ที่ ‘ง่าย สะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน’ ตอบโจทย์ชีวิตในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี พรอมิสพร้อมให้บริการเพื่อให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้นภายใต้คอนเซปต์ ‘พรอมิส เคียงข้างคุณทุกก้าวเดิน’ โดยมีข้อดีต่างๆ ดังนี้

 

1) สมัครง่าย ไม่ต้องเตรียมเอกสารเยอะ  

สมัครได้ 3 ช่องทาง คือเข้าเว็บไซต์ https://bit.ly/3IHVct1 สมัครผ่านมือถือได้ เพียงกรอกรายละเอียดส่วนตัวแล้วรอเจ้าหน้าที่โทรกลับ หรือ โทร. 1751 หรือยื่นสมัครที่พรอมิสสาขาใกล้บ้านคุณ โดยใช้แค่บัตรประชาชน สลิปเงินเดือนหรือหนังสือรับรองเงินเดือนตัวจริงอายุไม่เกิน 60 วัน และสมุดบัญชีธนาคาร

 

2) อนุมัติภายใน 1-5 วันทำการ ไม่ต้องรอนาน 

หลังจากสมัครและยื่นเอกสารครบถ้วน ภายใน 1-5 วันทำการก็รู้ผลอนุมัติแล้ว และรอรับเงินสดที่จะโอนเข้าบัญชีได้เลย แต่ถ้ายื่นเอกสารที่สาขาสีลม รู้ผลทันทีใน 1 วัน!*

 

*ทั้งนี้ระยะเวลาการพิจารณาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยอื่น เช่น ความครบถ้วนสมบูรณ์ของเอกสาร จำนวนผู้ขอพิจารณาสินเชื่อ หรือปัญหาระบบขัดข้อง

 

3) Flexible โปะได้ทุกเวลา

แบ่งจ่ายคืนได้ตามสะดวก ทำให้วางแผนจัดการเงินได้ตามความพอดีของเรา ยิ่งโปะมาก ยิ่งช่วยให้ปลดภาระหนี้ได้เร็วขึ้น แต่ถ้าต้องการกู้เพิ่มก็สามารถทำได้ ไม่ต้องรอปิดทั้งก้อน 

 

4) จ่ายขั้นต่ำน้อย แบ่งจ่ายได้นาน 

เลือกชำระได้ในแบบที่พอดีกับคุณ จ่ายขั้นต่ำได้ และสามารถแบ่งชำระค่างวดได้สูงสุดถึง 66 งวด 

 

5) มีสาขาจำนวนมาก สะดวก ยื่นเอกสารได้ที่สาขาใกล้บ้าน เช็กที่ตั้งสาขาได้ที่เว็บไซต์ https://promise.co.th/branch.html

 

6) ขอวงเงินเพิ่ม ไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่ให้ยุ่งยาก 

เปิดบัญชีครั้งเดียว ไม่ต้องปิดบัญชีแล้วเปิดใหม่ ก็ขอเพิ่มวงเงินได้ สะดวกสบาย โดยขอเพิ่มวงเงินได้ทางเว็บไซต์สมาชิก หรือ โทร. 1751 แล้วส่งเอกสารทางไปรษณีย์ หรือยื่นที่สาขาก็ได้ 

 

พิเศษ! โปรโมชัน Member Get Member แนะนำเพื่อนสมัครพรอมิส รับสูงสุด 700 บาท* แนะนำได้ไม่จำกัด ยิ่งชวนมากยิ่งได้มาก

 

*พรอมิสโอนเงินสดให้ 500 บาทต่อท่าน เมื่อเพื่อนสมัครและรับวงเงินภายใน 30 วัน และรับเพิ่มอีก 200 บาทต่อท่าน เมื่อเพื่อนรับวงเงินกู้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป

The post 2022 เตรียมพร้อมเรื่องการเงิน ‘เราจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังสั่งถอดใบอนุญาต ‘เดอะวัน ประกันภัย’ พบหนี้สินล้น ค้างค่าสินไหมอื้อ https://thestandard.co/revoke-the-license-of-the-one-insurance/ Mon, 13 Dec 2021 12:34:13 +0000 https://thestandard.co/?p=570831 เดอะวัน ประกันภัย

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมกา […]

The post คลังสั่งถอดใบอนุญาต ‘เดอะวัน ประกันภัย’ พบหนี้สินล้น ค้างค่าสินไหมอื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดอะวัน ประกันภัย

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 2423/2564 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2564 ให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย บริษัท เดอะวัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 59 (1) (2) (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2564

 

การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยครั้งนี้ เป็นมาตรการที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน โดยสำนักงาน คปภ. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการต่างๆ ภายใต้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้เอาประกันภัยเป็นสำคัญ พร้อมทั้งขอชี้แจงข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุประกอบการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการเตรียมมาตรการต่างๆ เพื่อรองรับมิให้ผู้เอาประกันภัยและประชาชนเดือดร้อน ดังนี้

 

ตามที่ปรากฏหลักฐานต่อนายทะเบียนว่า บริษัท เดอะวัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) มีฐานะการเงินไม่มั่นคง โดยมีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สิน จัดสรรสินทรัพย์หนุนหลังไม่เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด มีสินทรัพย์สภาพคล่องไม่เพียงพอสำหรับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และปรากฏว่าอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งปรากฏหลักฐานว่าบริษัทไม่มีเจตนาที่จะแก้ไขฐานะการเงินของบริษัท ทำให้ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าบริษัทมีความสามารถในการชำระหนี้ตามภาระผูกพันที่มีต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชนได้ มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนล่าช้า อันเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศฯ การประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนฯ และยังคงมีจำนวนค่าสินไหมทดแทนคงค้างจำนวนมาก

 

รวมทั้งมีการปิดทำการโดยไม่มีเหตุผลและไม่ได้ขออนุญาตจากนายทะเบียน จึงเป็นกรณีที่บริษัทมีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน เป็นเหตุให้นายทะเบียนด้วยความเห็นชอบของบอร์ด คปภ. มีคำสั่งตามมาตรา 52 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งให้บริษัทหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว และแก้ไขฐานะและการดำเนินการตามที่นายทะเบียนกำหนด

 

สำนักงาน คปภ. ได้เข้าควบคุมธุรกรรมการเงินเพื่อให้มั่นใจได้ว่าระหว่างที่มีคำสั่งดังกล่าว จะไม่มีการโยกย้ายทรัพย์สิน หรือมีการกระทำใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยและประชาชน

 

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการเร่งรัดให้บริษัทจ่ายค่าสินไหมฯ เป็นผลให้ตั้งแต่วันที่ 2-13 ธันวาคม 2564 สามารถเร่งเคลียร์ค่าสินไหมทดแทนและคืนเบี้ยประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยได้กว่า 31,201 ราย เป็นเงินกว่า 109.22 ล้านบาท โดยก่อนมีคำสั่งฯ ตามมาตรา 52 สามารถเร่งบริษัทให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เอาประกันภัยได้กว่า 29,000 ราย รวมถึงกรณีร้องเรียน ณ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนประกันภัยโควิด-19 สามารถเคลียร์ได้ 3,856 เรื่อง รวมเป็นเงิน 2,435 ล้านบาท

 

ต่อมาปรากฏพยานหลักฐานว่าบริษัทไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนด หากรอให้ครบกำหนดเวลาที่กำหนด อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน สำนักงาน คปภ. โดยมติบอร์ด คปภ. ครั้งที่ 14/2564 จึงได้เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณามีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยของบริษัท เดอะวัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า บริษัทมีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สิน จัดสรรเงินสำรองตามมาตรา 23 และจัดสรรสินทรัพย์หนุนหลังตามมาตรา 27/4 ไม่เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด มีสินทรัพย์สภาพคล่องไม่เพียงพอสำหรับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนไม่เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีฐานะการเงินไม่มั่นคงและไม่เพียงพอต่อภาระผูกพัน ประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่ต้องจ่ายโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายหลายประการ

 

กรณีจึงเห็นได้ว่าบริษัทไม่มีความสามารถและความพร้อมที่จะรับประกันภัย และประกอบธุรกิจประกันภัยได้ต่อไป ถ้าให้ประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือผู้เอาประกันภัย ตลอดจนความน่าเชื่อถือของธุรกิจประกันภัย ดังนั้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 59 (1) (2) (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัยฯ จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยบริษัท เดอะวัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป โดยหากบริษัทไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิเสนอคำฟ้องยื่นต่อศาลปกครองกลางภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง

 

เมื่อรัฐมนตรีฯ มีคำสั่งให้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยบริษัทแล้ว บอร์ด คปภ. ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 60 และมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัยฯ แต่งตั้งให้กองทุนประกันวินาศภัย เป็นผู้ชำระบัญชี

 

การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยบริษัทในครั้งนี้ เป็นปัญหาฐานะการเงินและการจัดการภายในของบริษัท เดอะวัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินหรือสภาพคล่องของบริษัทประกันวินาศภัยอื่น หรือธุรกิจประกันภัยในภาพรวม

 

ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. ได้เตรียมมาตรการที่จะช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย เพื่อรองรับมิให้ผู้เอาประกันภัยได้รับผลกระทบไว้แล้ว ดังนี้

 

บูรณาการความร่วมมือกับกองทุนประกันวินาศภัย (ในฐานะผู้ชำระบัญชี) และบริษัทประกันวินาศภัย จำนวน 13 บริษัท บริษัทประกันชีวิต จำนวน 8 บริษัท ดังนี้

 

ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายและได้ยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนไว้กับบริษัทแล้ว สามารถติดต่อกองทุนประกันวินาศภัย เพื่อขอรับชำระหนี้โดยกองทุนประกันภัยวินาศภัยจะเข้ารับช่วงจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามที่ได้มีการอนุมัติค่าสินไหมทดแทนไว้แล้ว

 

ผู้เอาประกันภัยที่ได้รับความเสียหายแล้ว แต่ยังไม่ได้ยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนไว้กับบริษัท สามารถยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากกองทุนประกันวินาศภัย โดยกองทุนประกันวินาศภัยจะพิจารณาค่าสินไหมทดแทนตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัย

 

ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยทุกประเภทของบริษัท เดอะวัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) สามารถที่จะดำเนินการในส่วนของกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว ดังนี้

 

– ขอรับคืนเบี้ยประกันภัยที่เหลือจากกองทุนประกันวินาศภัย โดยกองทุนประกันวินาศภัยจะคืนเบี้ยประกันภัยให้ตามส่วนระยะเวลาตามความคุ้มครองที่เหลืออยู่ หรือ

 

– นำเบี้ยประกันภัยที่จะได้รับคืนไปใช้แทนเงินสดในการเลือกซื้อประกันภัยได้จากบริษัทประกันวินาศภัย บริษัทประกันชีวิตที่เข้าร่วมโครงการ ได้ทุกประเภทกรมธรรม์ประกันภัย 

 

ผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัท เดอะวัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความคุ้มครองโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สามารถนำเบี้ยประกันภัยไปซื้อความคุ้มครองโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะให้ความคุ้มครองเฉพาะภาวะโคม่า ในวงเงินความคุ้มครอง 300,000 บาท เบี้ยประกันภัย 300 บาท หรือนำเบี้ยประกันภัยไปซื้อความคุ้มครองกับบริษัทประกันวินาศภัยและบริษัทประกันชีวิตที่เข้าร่วมโครงการ โดยจะได้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยเพิ่มอีก 10% ของกรมธรรม์ใหม่ แต่ไม่เกิน 500 บาท ยกเว้นกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกรมธรรม์ประกันภัยรถภาคบังคับ (พ.ร.บ.)

The post คลังสั่งถอดใบอนุญาต ‘เดอะวัน ประกันภัย’ พบหนี้สินล้น ค้างค่าสินไหมอื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด คปภ. สั่ง ‘เดอะ วัน ประกันภัย’ หยุดรับลูกค้าใหม่ หลังพบฐานะการเงินไม่มั่นคง หนี้สินล้น สั่งแก้ไขภายใน 15 วัน https://thestandard.co/oic-board-order-the-one-insurance/ Wed, 01 Dec 2021 13:23:23 +0000 https://thestandard.co/?p=566666 สุทธิพล ทวีชัยการ

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมกา […]

The post บอร์ด คปภ. สั่ง ‘เดอะ วัน ประกันภัย’ หยุดรับลูกค้าใหม่ หลังพบฐานะการเงินไม่มั่นคง หนี้สินล้น สั่งแก้ไขภายใน 15 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุทธิพล ทวีชัยการ

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (บอร์ด คปภ.) ครั้งที่ 14/2564 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 มีให้บริษัท เดอะ วัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป

 

ทั้งนี้ ได้ปรากฏพฤติการณ์และหลักฐานต่อนายทะเบียนว่า เดอะ วัน ประกันภัย มีฐานะการเงินไม่มั่นคง โดยมีหนี้สินเกินกว่าทรัพย์สิน จัดสรรสินทรัพย์หนุนหลังไม่เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด มีสินทรัพย์สภาพคล่องไม่เพียงพอสำหรับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และปรากฏว่าอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

 

รวมทั้งปรากฏหลักฐานว่าบริษัทไม่มีเจตนาที่จะแก้ไขฐานะการเงินของบริษัท ทำให้ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าบริษัทมีความสามารถในการชำระหนี้ตามภาระผูกพันที่มีต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชนได้ มีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนล่าช้า อันเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ถือว่าเป็นการประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือประวิงการคืนเบี้ยประกันภัยของบริษัทประกันวินาศภัย และยังคงมีจำนวนค่าสินไหมทดแทนคงค้างจำนวนมากจนส่งผลกระทบต่อฐานะและการดำเนินการของบริษัท 

 

นอกจากนี้ยังมีการกระทำการอันเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยประกาศปิดทำการ โดยไม่ได้แจ้งเหตุผล ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกต่อผู้เอาประกันภัยและประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากเข้าไปติดต่อ ณ ที่ทำการบริษัท แต่ไม่ได้รับการบริการใดๆ จากบริษัท

 

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏหลักฐานดังกล่าว นายทะเบียนจึงเห็นว่า เดอะ วัน ประกันภัย มีฐานะหรือการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน

 

ดังนั้นเพื่อให้การกำกับดูแลและติดตามการแก้ไขปัญหาฐานะและการดำเนินการของบริษัทให้เป็นไปอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการติดตามความมั่นคงทางการเงินและธุรกรรมการดำเนินงานที่ถูกต้อง โปร่งใส อันจะทำให้บริษัทดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน รวมถึงป้องกันมิให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยและประชาชนในอนาคต อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 52 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับมติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ในการประชุมครั้งที่ 14/2564 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564 นายทะเบียนด้วยความเห็นชอบของบอร์ด คปภ. จึงมีคำสั่งให้บริษัท เดอะ วัน ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการดังต่อไปนี้

 

  1. หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว

 

  1. แก้ไขฐานะการเงินให้เพียงพอต่อภาระผูกพัน และให้มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนเพียงพอตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง

 

  1. ให้บริษัทเปิดทำการติดต่อกับประชาชนทุกวันตามประกาศ คปภ. ว่าด้วยการกำหนดให้บริษัทประกันวินาศภัยเปิดทำการติดต่อกับประชาชนฯ

 

  1. จัดทำรายงานสรุปรายละเอียดของกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย เช่น หมายเลขกรมธรรม์ประกันภัย ชื่อผู้เอาประกันภัย จำนวนเงินที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และจัดส่งรายงานให้สำนักงาน คปภ. ทุกวันทำการ นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และให้บันทึกรายการในสมุดทะเบียน สมุดบัญชี คำนวณและดำรงเงินสำรองประกันภัยให้ถูกต้อง ครบถ้วนตามกฎหมาย

 

  1. เร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

 

  1. ให้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามข้อ 2, ข้อ 3, ข้อ 4 และข้อ 5 ทุกวันทำการ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

 

ทั้งนี้ ตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 เมื่อนายทะเบียนมีคำสั่งให้บริษัทหยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ห้ามมิให้กรรมการ พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทสั่งจ่ายเงินของบริษัท หรือทำการเคลื่อนย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินของบริษัท เว้นแต่เป็นการจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างแก่พนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทตามปกติ สำหรับการจ่ายเงินอื่นให้เป็นไปตามที่นายทะเบียนกำหนด รวมถึงบริษัทต้องรายงานเป็นหนังสือให้นายทะเบียนทราบถึงบรรดาเจ้าหนี้และลูกหนี้ทั้งหมดของบริษัทภายในระยะเวลานายทะเบียนกำหนด

 

นอกจากนี้ ในกรณีที่บริษัทไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาฐานะการเงินและการดำเนินงานตามคำสั่งนายทะเบียนได้อย่างครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดข้างต้น หรือปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทมีการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเพิ่มเติม หรือนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่าหากรอให้ครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดข้างต้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เอาประกันภัยหรือประชาชน ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยดำเนินการตามมติคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ครั้งที่ 14/2564 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2564 ต่อไป

 

“การออกคำสั่งนายทะเบียนดังกล่าวจะช่วยให้สำนักงาน คปภ. สามารถคุ้มครองสิทธิประโยชน์ประชาชนได้เต็มที่ และตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง กำหนดการจ่ายเงินของบริษัท ที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้หยุดรับประกันวินาศภัยเป็นการชั่วคราว ทำให้สำนักงาน คปภ. สามารถเข้าไปควบคุมการจ่ายเงินต่างๆ ของบริษัทได้ทั้งหมด และจัดการเคลียร์ปัญหาการจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”

The post บอร์ด คปภ. สั่ง ‘เดอะ วัน ประกันภัย’ หยุดรับลูกค้าใหม่ หลังพบฐานะการเงินไม่มั่นคง หนี้สินล้น สั่งแก้ไขภายใน 15 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลสำรวจชี้ ‘ชาวอเมริกัน’ 46% มีแนวโน้มเกษียณพร้อมกับภาระหนี้ก้อนโต https://thestandard.co/americans-tend-retire-with-huge-debt-loads/ Wed, 17 Nov 2021 08:42:44 +0000 https://thestandard.co/?p=560836 Americans

สถานีโทรทัศน์ CNBC เปิดเผยผลสำรวจการเงินส่วนบุคคลของเว็ […]

The post ผลสำรวจชี้ ‘ชาวอเมริกัน’ 46% มีแนวโน้มเกษียณพร้อมกับภาระหนี้ก้อนโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Americans

สถานีโทรทัศน์ CNBC เปิดเผยผลสำรวจการเงินส่วนบุคคลของเว็บไซต์ความรู้ด้านการเงินอย่าง MagnifyMoney ที่พบว่า ชาวอเมริกันถึง 46% มีแนวโน้มจะต้องถึงวัยเกษียณงานพร้อมกับภาระหนี้ก้อนโตที่ต้องรับผิดชอบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และภาระหนี้จะส่งผลต่อแผนการเงินในวัยเกษียณโดยรวม ซึ่งหมายรวมถึงการวางแผนการให้มีเงินสดหมุนเวียนใช้จ่ายที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในแต่ละวัน พร้อมๆ กับการชำระดอกเบี้ย

 

อิสมัต แมนกลา บรรณาธิการบริหารของ MagnifyMoney กล่าวว่า เงื่อนไขดังกล่าวเป็นเรื่องยากสำหรับบรรดาพนักงานกินเงินเดือนที่มีรายได้ประจำ และเป็นอุปสรรคต่อการวางแผนในการใช้ชีวิตวัยเกษียณอย่างสะดวกสบาย

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก พบว่า ภาระหนี้ทั้งหมดของชาวอเมริกันอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป ในปี 2020 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 614% จากตัวเลขในปี 1999 ซึ่งหนี้โดยรวมทั้งหมดในขณะนี้มีมูลค่าอยู่ที่ 1.27 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ตระหนักดีว่าตนเองไม่สามารถพึ่งพาเงินบำนาญหรือเงินประกันสังคมในยามเกษียณได้อีกต่อไป และเป็นอีกหนึ่งภาระหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องหาแหล่งรายได้อื่นๆ เพิ่มเติม ขณะที่อีก 43% อดวิตกไม่ได้ว่าความฝันในวัยเกษียณอาจจะเป็นไปไม่ได้หากฝากความหวังไว้ที่เงินประกันสังคมเพียงอย่างเดียว

 

ความกังวลดังกล่าวมีขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกับที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า เงินในกองทุนประกันสังคม หรือ Social Security Trust Fund จะหมดเร็วกว่าที่คาดไว้ เพราะปัญหาวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิดทำให้มีความเป็นไปได้ที่รัฐจำเป็นต้องลดการจ่ายเงินวัยเกษียณเพื่อเพิ่มค่ารักษาพยาบาลสำหรับชาวอเมริกันสูงวัยแทน

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ประเมินว่า การเกษียณโดยที่ยังมีภาระหนี้ผูกพันอาจไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไปหากมีการวางแผนบริหารจัดการอย่างดี ซึ่งหมายรวมถึงการจัดเตรียมแผนการชำระเงินด้วยสินทรัพย์อย่างอื่น เช่น บ้านหรือรถยนต์ พร้อมเตือนให้คนทำงานที่อยากเกษียณอย่างสบายใจมีวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด ไม่ใช้จ่ายเกินตัว และเพลิดเพลินกับการรูดปรื๊ดมากจนเกินไป

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ผลสำรวจชี้ ‘ชาวอเมริกัน’ 46% มีแนวโน้มเกษียณพร้อมกับภาระหนี้ก้อนโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
แคมป์คนงานก่อสร้างย่านอารีย์ กังวลหลังถูกสั่งปิด ระบุแม้ยังได้ค่าจ้าง 50% แต่ชีวิตยังมีภาระหนี้สินผ่อนจ่ายเท่าเดิมทุกเดือน https://thestandard.co/construction-worker-camp-in-ari-area/ Sat, 26 Jun 2021 09:07:15 +0000 https://thestandard.co/?p=505183 แคมป์คนงานก่อสร้าง

หลังเมื่อวานนี้ (25 มิถุนายน) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา […]

The post แคมป์คนงานก่อสร้างย่านอารีย์ กังวลหลังถูกสั่งปิด ระบุแม้ยังได้ค่าจ้าง 50% แต่ชีวิตยังมีภาระหนี้สินผ่อนจ่ายเท่าเดิมทุกเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แคมป์คนงานก่อสร้าง

หลังเมื่อวานนี้ (25 มิถุนายน) พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ผอ.ศบค. สั่งปิดแคมป์คนงานเป็นเวลา 1 เดือน โดยให้ทุกคนต้องอยู่ในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นแรงงานคนไทยหรือต่างด้าว ขณะที่ล่าสุดวันนี้ (26 มิถุนายน) กระทรวงกลาโหมกลัวแรงงานเคลื่อนย้าย จัดกำลังทหาร-ตำรวจ ปิดแคมป์คนงานวันนี้ 

 

THE STANDARD ลงพื้นที่แคมป์คนงานย่านอารีย์ พบว่าคนงานหลายคนกังวลเรื่องการเยียวยาของรัฐ ว่าจะได้เมื่อไร เดือนไหน และแม้จะเยียวยาจ่ายค่าแรง 50% แต่ในความเป็นจริงเมื่อมีรายรับน้อยลง แต่รายจ่ายเท่าเดิม มีค่าผ่อนรถผ่อนของต่างๆค่าใช้จ่ายต้องส่งต้องจ่ายทุกเดือน ทุกคนรู้สึกเครียด ไม่รู้จะหาจากไหน ออกไปไหนก็ไม่ได้เลย  

 

ส่วนร้านขายของชำในแคมป์ แม่ค้าก็ยอมรับว่าเครียด เพราะปกติขายของวันต่อวัน ไม่มีการสต๊อกของเพราะไม่มีเงินมากขนาดนั้น หากถูกสั่งปิด ออกไปซื้อของมาขายไม่ได้คงลำบาก หลายคนที่นี่ตั้งคำถามด้วยว่า แคมป์ของเราจะต้องปิดด้วยหรือ เพราะที่แคมป์ของเรายังไม่มีคนติดโควิด-19 เลย ที่พักภายในแคมป์แบ่งแยกโซนสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้ว และยังไม่ได้ฉีดเป็นอาคารอย่างชัดเจน และมีมาตราการป้องกันวัดอุณหภูมิ เจลแอลกอฮอล์ ห้ามเข้าและออกนอกพื้นที่ หลายคนพึ่งรู้ว่าจะต้องเริ่มปิดตั้งแต่วันนี้ จากตอนแรกจะปิดวันจันทร์ เพราะพึ่งได้เห็นประกาศจากทางเขตมา

 

แคมป์คนงานก่อสร้าง

แคมป์คนงานก่อสร้าง

แคมป์คนงานก่อสร้าง

แคมป์คนงานก่อสร้าง

แคมป์คนงานก่อสร้าง

แคมป์คนงานก่อสร้าง

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post แคมป์คนงานก่อสร้างย่านอารีย์ กังวลหลังถูกสั่งปิด ระบุแม้ยังได้ค่าจ้าง 50% แต่ชีวิตยังมีภาระหนี้สินผ่อนจ่ายเท่าเดิมทุกเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>