ภาพยนตร์แอ็กชัน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาพยนตร์แอ็กชัน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Aug 2024 16:09:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 Twilight of the Warriors: Walled In เมืองเถื่อน แอ็กชันเดือดดาล และตัวละครที่เหมือนหลุดมาจากการ์ตูน https://thestandard.co/twilight-of-the-warriors-walled-in/ Fri, 23 Aug 2024 12:44:20 +0000 https://thestandard.co/?p=974617 Twilight of the Warriors

Twilight of the Warriors: Walled In เปิดตัวครั้งแรกที่เ […]

The post Twilight of the Warriors: Walled In เมืองเถื่อน แอ็กชันเดือดดาล และตัวละครที่เหมือนหลุดมาจากการ์ตูน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Twilight of the Warriors

Twilight of the Warriors: Walled In เปิดตัวครั้งแรกที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในสาย Midnight Screenings เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินในประเทศได้มากถึง 564 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับผลงานก่อนหน้าอย่าง A Guilty Conscience ของ Jack Ng ที่ทำเงินไป 114.2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ซึ่งเรื่องหลังเคยฉายที่บ้านเราในเทศกาลภาพยนตร์ฮ่องกง ปี 2023) ฉะนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญสำหรับคอภาพยนตร์ฮ่องกง โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบภาพยนตร์แอ็กชันอยู่แล้วเป็นทุนเดิม 

 

 

 

และหากใครเคยดูภาพยนตร์ของผู้กำกับ Soi Cheang อย่าง Limbo (2021) หรือ Mad Fate (2023) มาก่อนก็จะพบว่า เขาเป็นคนทำภาพยนตร์ที่ชอบถ่ายทอดแง่มุมที่เสื่อมโทรมของฮ่องกงอยู่เป็นประจำ และหลายครั้งหลายคราก็มักจะเต็มไปด้วยความหดหู่ ทั้งจากความจนตรอกของตัวละครและสถานการณ์ภายในเรื่อง ทว่า Twilight of the Warriors: Walled In ซึ่งฉายภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ในสลัม กลับไม่ได้มีท่าทีแบบนั้นเสียทีเดียว เพราะท่ามกลางความโสมมของชุมชนแนวตั้ง ความรักและมิตรภาพยังคงเป็นสิ่งที่รายล้อมอยู่รอบตัวของพวกเขาทุกคน 

 

เช่นเดียวกับภาพยนตร์แอ็กชันฮ่องกงหลายๆ เรื่อง Twilight of the Warriors: Walled In มีแกนกลางอยู่ที่การตีกันระหว่างแก๊งของ Cyclone (Louis Koo – กู่เทียนเล่อ) และ Mr.Big (Sammo Kam-Bo Hung – หงจินเป่า) แต่สิ่งที่ประกอบร่างสร้างเรื่องราวก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะมันไม่ใช่ภาพยนตร์ที่มีดีแค่การตีรันฟันแทง หากแต่เป็นการถ่ายทอดความยากลำบากของผู้ลี้ภัยผ่านตัวละคร Chan Lok Kwan (Raymond Lam – หลินฟง) ซึ่งกำลังติดร่างแหอยู่กลางสงครามนั้น และขณะเดียวกันความมีเมตตาของผู้คนก็คอยเกื้อหนุนเขาจนเริ่มรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน แม้ชีวิตในกำแพงจะเต็มไปด้วยความมืดมิด คับแคบ และยาเสพติด ก็ตามที

 

 

ในทำนองเดียวกัน สายตาที่ผู้กำกับใช้ก็นำเสนอภาพของฮ่องกงได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ความรักและความไม่น่าอภิรมย์ ซึ่งถือว่าแปลกเมื่อพิจารณาจากผลงานที่ผ่านๆ มาของเขา (ที่ส่วนใหญ่เด่นชัดในด้านลบ) ที่สำคัญมันถูกถ่ายทอดออกมาอย่างจริงใจ จนหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับบริบททางแอ็กชันได้อย่างแนบเนียน 

 

อีกทั้งภาพสลัมซอมซ่อที่อ้างอิงมาจากเมืองกำแพงเกาลูนช่วงปี 80 (ก่อนจะทุบทิ้งในปี 1994) ก็ถูกเซ็ตออกมาด้วยความพิถีพิถัน ทำให้ฉากหลังอันอึมครึมกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยขับกล่อมบรรยากาศที่ปกคลุมตลอดทั้งเรื่อง โดยส่วนนี้ก็ต้องยกเครดิตให้กับนักออกแบบคนโปรดของ Soi Cheang อย่าง Mak Kwok Keung ที่เนรมิตความแออัดออกมาจนดูจับต้องได้จริง พื้นที่เลยเป็นเหมือนพระเอกอีกคนไม่ต่างอะไรกับ Choreography (การออกแบบท่าทาง) ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและรุนแรง

 

 

ข้อน่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ ตัวละครหลักไม่มีผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเป้าประสงค์ของคนทำที่ตั้งใจจับจ้องไปยังความสัมพันธ์ของกลุ่มตัวเอกจริงๆ ซึ่งในที่นี้ประกอบไปด้วยตัวละครอีก 3 คน ได้แก่ Shin (Chun Him Lau), AV (German Cheung) และ Master 12 (Tony Tsz-Tung Wu) ที่เปรียบเสมือนเพื่อนและพี่น้องที่คอยช่วยเหลือ Chan Lok Kwan อยู่ตลอด จนกระทั่งความขัดแย้งของผู้คนในอดีตได้เชื่อมโยงกับปัจจุบัน กลายเป็นจุดที่ชี้วัดความสัมพันธ์ของพวกเขา แต่ภาพยนตร์ก็ขมวดรวบยอดอย่างรวดเร็วว่าทั้ง 3 คนเลือกแบบไหน ซึ่งแตกต่างจากเรื่องราวของพี่น้องร่วมสาบานรุ่นใหญ่อย่าง Cyclone, Chau (Richie Jen Hsien-Chi) และ Tiger (Kenny Wong Tak-Ban) ที่สองคนหลังยังคงมีปมเกี่ยวกับ Jim (Aaron Kwok) ผู้ที่พรากครอบครัวและลูกตาของพวกเขาไป

 

 

และตามขนบ การโกหก ทรยศ หักหลัง เป็นแนวทางพื้นฐานอยู่แล้วของภาพยนตร์ฮ่องกง ด้วยเหตุนี้ความกระอักกระอ่วนว่าจะต้องเลือกช่วยเหลือพี่น้องหรือคนที่ตัวเองรักเลยเป็นแกนหลักที่คอยขับเคลื่อนเรื่องราวในช่วงครึ่งหลัง เมื่อ Chau เดินทางมาแก้แค้นลูกชาย Jim ที่บังเอิญอาศัยอยู่ในสลัมของ Cyclone พร้อมกับขอความช่วยเหลือจาก Mr.Big  และสมุนมือขวาโรคจิตที่มีพลังพิเศษนามว่า Wong Gau (Philip Ng Wan-Lung) ซึ่งการต่อสู้ทั้งหมดของพวกเขาก็ไม่ได้ยึดติดกับหลักฟิสิกส์ใดๆ เลย 

 

ส่วนสาเหตุที่เอื้อให้มันดูเข้ากับโทนเรื่อง ก็เพราะคนทำได้หยิบเอาเนื้อหาในหนังสือการ์ตูนเรื่อง City of Darkness (2010) ของ Yu Yi ที่ว่าด้วยชายหนุ่มที่เข้าไปซ่อนตัวในเมืองกำแพงเกาลูนหลังจากต่อสู้กับอดีตเจ้านายตัวเอง มาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ ไม่มากไม่น้อย การออกท่าทางของตัวละครเลยเป็นเหมือนตัวการ์ตูนที่พร้อมจะประเคนหมัดและเท้าเพื่อสร้างความบันเทิงตลอดเวลา โดยที่ความสมจริงถูกมองข้ามไปอย่างสมบูรณ์

 

แต่ในเวลาเดียวกัน การเร่งรัดเข้าสู่ช่วงท้ายของเรื่องหลังจากที่ใช้เวลามากมายไปกับอดีตอันลึกลับของ Chan Lok Kwan และดราม่าความเป็นพี่น้อง ก็ทำให้ภาพยนตร์พลาดโอกาสที่จะเจาะลึกผู้คนที่อยู่รอบตัวพวกเขา แม้นัยหนึ่งจะบอกเล่าถึงเรื่องเหล่านั้นแล้วก็ตาม แต่ด้วยความเป็นภาพยนตร์แอ็กชัน การสำรวจแง่มุมอื่นๆ ใน Walled City จึงถูกละทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย เพราะการให้น้ำหนักไปที่ตัวบุคคลมากกว่าสภาพแวดล้อมภายในเรื่อง 

 

อย่างไรก็ตาม Twilight of the Warriors: Walled In ก็ยังเป็นภาพยนตร์ที่แข็งแรงมากในการวางองค์ประกอบศิลป์และฉากแอ็กชัน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Soi Cheang สามารถผสมลีลาการเล่าเรื่องแบบการ์ตูนลงไปในงานได้อย่างเนียนตา ที่สำคัญถึงแม้จะมีบางส่วนที่ถูกละเลยไป แต่นั่นก็อาจเพียงพอแล้วสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานที่ซื่อตรงกับแนวทางของตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อภาพยนตร์นำเสนอประวัติศาสตร์ในเมืองที่มีเอกลักษณ์อันแปลกประหลาดท่ามกลางดาวบู๊สุดฉงนสนเท่ห์ และศิลปะการต่อสู้ที่ชวนให้นึกถึงจิตวิญญาณของภาพยนตร์ยุคก่อน ราวกับเป็นจดหมายที่ต้องการจะขอบคุณต้นแบบเหล่านั้นจริงๆ

 

Twilight of the Warriors: Walled In เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์ในเครือ SF Cinema

 

รับชมตัวอย่าง Twilight of the Warriors: Walled In ได้ที่

 

The post Twilight of the Warriors: Walled In เมืองเถื่อน แอ็กชันเดือดดาล และตัวละครที่เหมือนหลุดมาจากการ์ตูน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนเส้นทาง Mad Max จากจุดเริ่มต้นของมหากาพย์หนังแอ็กชันถึง Furiosa: A Mad Max Saga https://thestandard.co/road-to-furiosa-a-mad-max-saga/ Tue, 14 May 2024 12:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=933469

Furiosa: A Mad Max Saga ผลงานลำดับที่ 5 จากแฟรนไชส์ Mad […]

The post ย้อนเส้นทาง Mad Max จากจุดเริ่มต้นของมหากาพย์หนังแอ็กชันถึง Furiosa: A Mad Max Saga appeared first on THE STANDARD.

]]>

Furiosa: A Mad Max Saga ผลงานลำดับที่ 5 จากแฟรนไชส์ Mad Max ภายใต้การกำกับของ George Miller ที่ได้นักแสดงสาวสวยมากฝีมือ Anya Taylor-Joy และ Chris Hemsworth มาร่วมรับบทนำ คือหนึ่งในภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ที่น่าจับตามองที่สุดของปีนี้

 

THE STANDARD POP ถือโอกาสชวนทุกคนมาร่วมย้อนชมจุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์ Mad Max ที่เดินทางมอบความบันเทิงแก่ผู้ชมมายาวนานหลายทศวรรษ เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนออกสตาร์ทสู่ดินแดนรกร้างอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

George Miller 

George Miller

ภาพ: Warner Bros. Pictures

 

George Miller นักศึกษาแพทย์ผู้หลงใหลในโลกภาพยนตร์ 

 

หากจะกล่าวถึงที่มาที่ไปของแฟรนไชส์ Mad Max เราคงต้องมาทำความรู้จักกับผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ชุดนี้กันก่อน 

 

George Miller นับว่าเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับมากฝีมือที่มีผลงานอันเป็นที่จดจำของผู้ชมหลายเรื่อง โดยนอกจากแฟรนไชส์ Mad Max เขายังมีผลงานการกำกับภาพยนตร์ดราม่าเรื่องเยี่ยมที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงอย่าง Lorenzo’s Oil (1992), รับหน้าที่เขียนบทและโปรดิวเซอร์ในภาพยนตร์อบอุ่นหัวใจเรื่อง Babe (1995) และรับหน้าที่กำกับในผลงานภาคต่อ Babe: Pig in the City (1998) รวมถึงภาพยนตร์แอนิเมชันคำวิจารณ์ดีอย่าง Happy Feet (2006) ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม 

 

แต่หากย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่ม เขาไม่ได้มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นผู้กำกับมาตั้งแต่แรก

 

George Miller เติบโตขึ้นในเมืองชนบทชื่อชินชิลา ประเทศออสเตรเลีย เขามักจะใช้เวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยการเดินทางไปดูภาพยนตร์ในโรงเป็นประจำ รวมถึงยังเติบโตมากับการดูการ์ตูนและซีรีส์ขนาดสั้นทางโทรทัศน์ชื่อดังอีกหลายเรื่อง แต่เขากลับไม่ได้มีความคิดที่อยากจะเป็นผู้กำกับ เพราะมันดูเป็นเส้นทางที่ยากเกินไปสำหรับเขา เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย เขาจึงเลือกเรียนคณะแพทย์ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์พร้อมกับพี่ชายฝาแฝด 

 

แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ George Miller ก็มาถึง เมื่อเขาและพี่ชายตีตั๋วไปดูภาพยนตร์เรื่อง M*A*S*H (1969) ของผู้กำกับ Robert Altman และ The Battle of Algiers (1966) ของผู้กำกับ Gillo Pontecorvo โดยที่เขาไม่ได้รู้จักสองเรื่องนี้มาก่อน แต่นั่นก็จุดประกายให้เขาอยากเข้าใจศาสตร์ของภาพยนตร์ให้มากยิ่งขึ้น เขาจึงเริ่มศึกษาวิธีการเล่าเรื่องของภาพยนตร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาพยนตร์เงียบของนักแสดงชื่อดังอย่าง Buster Keaton และ Harold Lloyd

 

ไม่นานหลังจากนั้น เขาและพี่ชายก็ร่วมมือกันทำภาพยนตร์สั้นส่งประกวดจนได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปการทำภาพยนตร์ และมีโอกาสโคจรมาพบกับ Byron Kennedy นักทำภาพยนตร์รุ่นเยาว์ที่จับมือกับ George Miller ในการทำภาพยนตร์สั้นเรื่อง Violence in the Cinema, Part 1 ซึ่งมีเนื้อหาเชิงเสียดสีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ จากนั้น George Miller และ Byron Kennedy จึงมีโอกาสทำภาพยนตร์สั้นร่วมกันอีกหลายครั้ง จนทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นที่อยากจะสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวของตัวเองขึ้นมา 

 

และนั่นคือจุดสตาร์ทของภาพยนตร์แอ็กชันสุดระห่ำอย่าง Mad Max 

 

Mad Max 1979

Mad Max (1979)

ภาพ: IMDb

 

สู่ท้องถนนอันบ้าคลั่ง  

 

หลังจากเรียนจบ George Miller ก็เริ่มต้นทำงานเป็นหมออย่างเต็มตัว ควบคู่ไปกับการพัฒนาโปรเจกต์ Mad Max ร่วมกับ Byron Kennedy โดยเขาได้หยิบนำเหตุการณ์วิกฤตขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นในปี 1973 และประสบการณ์ส่วนตัวมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์เรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ของเมืองในชนบทอันห่างไกลที่เขาเติบโตขึ้นมา ประสบการณ์รักษาผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือวัฒนธรรมการแข่งรถที่เรียกว่า Drag Racing 

 

ไปจนถึงความหลงใหลในภาพยนตร์เงียบที่จุดประกายให้ George Miller อยากสร้าง ‘ภาพยนตร์เงียบที่มีเสียง’ หรือภาพยนตร์ที่เน้นการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียง มากกว่าการเล่าเรื่องด้วยบทสนทนาของตัวละครขึ้นมา    

 

จนเกิดเป็นภาพยนตร์แอ็กชัน Post-Apocalypse ที่เล่าถึงโลกอนาคตอันใกล้ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนน้ำมันและพลังงานเนื่องจากภาวะสงคราม โดยบอกเล่าผ่านสายตาของ Max Rockatansky (Mel Gibson) เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงที่ต้องสูญเสียครอบครัวไปจากฝีมือของแก๊งมอเตอร์ไซค์ จึงเป็นเหตุให้เขาเริ่มออกล้างแค้น

 

เมื่อดูจากพล็อตเรื่องก็ดูเหมือนว่า Mad Max จะเป็นภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ แต่ George Miller กลับมีทุนสร้างประมาณ 350,000-400,000 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งทุนสร้างส่วนหนึ่งมาจากเงินเก็บของเขาที่ได้รับจากการทำงานในห้องฉุกเฉิน และด้วยทุนสร้างที่ค่อนข้างต่ำ จึงทำให้เขาและทีมสร้างต้องถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้แบบกองโจรเพื่อลดต้นทุนการสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าตัวทีมงานบางส่วนด้วยการเลี้ยงเบียร์ การชักชวนแก๊งมอเตอร์ไซค์ในท้องถิ่นจริงๆ มาร่วมถ่ายทำ ไปจนถึงการต้องแอบปิดถนนสำหรับถ่ายทำโดยไม่ให้ถูกตำรวจจับ 

 

แม้การถ่ายทำจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ในที่สุด Mad Max ก็ได้ออกฉายสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกในปี 1979 และได้การตอบรับที่ดีจากผู้ชมอย่างถล่มทลาย ด้วยการกวาดรายได้รวมทั่วโลกสูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นภาพยนตร์ทุนต่ำที่ทำรายได้สูงสุด ณ เวลานั้น และยังช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของออสเตรเลียกลายเป็นที่จับตามองของผู้ชมทั่วโลกมากยิ่งขึ้น  

 

Mad Max: Fury Road (2015)

Mad Max: Fury Road (2015)

ภาพ: IMDb

 

ภาพยนตร์แอ็กชันสุดคลาสสิกที่ยังคงมอบความบันเทิงแก่ผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน

 

หลังจากความสำเร็จของ Mad Max แน่นอนว่า George Miller ก็เดินหน้าสานต่อเรื่องราวของ Max ออกตามมาอีก 2 ภาคด้วยกัน ได้แก่ Mad Max 2: The Road Warrior (1981) และ Mad Max Beyond Thunderdome (1985) ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ รวมถึงได้รับการต่อยอดมาเป็นสื่อบันเทิงแขนงอื่นๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นนิยาย คอมิก และวิดีโอเกม 

 

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่ากระแสตอบรับที่ดี แฟรนไชส์ Mad Max ยังได้รับการยกย่องให้เป็นภาพยนตร์แอ็กชันสุดคลาสสิกที่ส่งอิทธิพลต่อโลกป๊อปคัลเจอร์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการสร้างสรรค์โลกหลังภัยพิบัติ ทั้งออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม วิถีชีวิต สถานที่ และทิวทัศน์ของดินแดนรกร้างที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและสื่อบันเทิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มังงะเรื่อง Fist of the North Star ของสองนักเขียน โยชิยูกิ โอคามุระ และ เท็ตสึโอะ ฮาระ, วิดีโอเกมชื่อดังอย่าง Borderlands และ Fallout, การถูกกล่าวถึงในแอนิเมชันชื่อดังหลายเรื่องอย่าง Rick and Morty, South Park และ The Simpsons, นิยายเยาวชนแนวดิสโทเปียเรื่อง Mortal Engines ของนักเขียน Philip Reeve ไปจนถึงการส่งให้ตัวละครอย่าง Max กลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทอันเป็นที่จดจำของ Mel Gibson มาจนถึงปัจจุบัน 

 

และหลังห่างหายจากจอภาพยนตร์ไปนานร่วม 30 ปี ในที่สุด Max ก็กลับมาโลดแล่นบนดินแดนรกร้างอีกครั้งใน Mad Max: Fury Road ที่ออกฉายในปี 2015 พร้อมได้ Tom Hardy และ Charlize Theron มาร่วมรับบทนำ ซึ่งแรกเริ่มเดิมที George Miller ได้วางแผนการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1998 แต่เนื่องจากปัญหาความล่าช้าในการผลิตและเหตุการณ์ 9/11 จึงทำให้โปรเจกต์นี้ต้องถูกหยุดพักเอาไว้ 

 

ซึ่งแม้ว่า Mad Max: Fury Road จะออกฉายห่างจากภาค Beyond Thunderdome นานร่วม 30 ปี แต่ภาพยนตร์ก็ได้กระแสตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์และผู้ชมอย่างล้นหลาม โดยภาพยนตร์สามารถกวาดรายได้รวมทั่วโลกสูงกว่า 380 ล้านดอลลาร์ พร้อมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 10 สาขา รวมถึงสาขาใหญ่อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม ก่อนจะคว้ารางวัลด้านเทคนิคมาได้ 6 สาขา 

 

Furiosa: A Mad Max Saga 

ภาพ: Warner Bros. Pictures

 

และในปีนี้ผู้ชมทั่วโลกก็กำลังจะได้ออกเดินทางสู่ดินแดนรกร้างอีกครั้งใน Furiosa: A Mad Max Saga ภาพยนตร์ภาค Prequel ที่จะพาเราไปติดตามเรื่องราวต้นกำเนิดของตัวละคร Furiosa จาก Mad Max: Fury Road ที่คราวนี้จะได้นักแสดงมากฝีมือแห่งยุคอย่าง Anya Taylor-Joy มารับบทนำ ร่วมกับ Chris Hemsworth ในบทบาทตัวร้ายคนใหม่อย่าง Warlord Dementus ซึ่งเราต้องมาติดตามกันต่อว่าเรื่องราวของ Furiosa จะมาขยับขยายเรื่องราวของแฟรนไชส์ Mad Max ให้กว้างใหญ่มากขึ้นอย่างไร 

 

ซึ่งการที่ Furiosa: A Mad Max Saga ถูกยกให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ที่น่าจับตามองของปีนี้ ก็ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า Mad Max เป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ภาพยนตร์สุดคลาสสิกที่ยังเป็นที่รักของผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน

 

รับชมตัวอย่าง Furiosa: A Mad Max Saga ได้ที่: www.youtube.com/watch?v=JllfaJ8j9xU&t

 

 

อ้างอิง:

The post ย้อนเส้นทาง Mad Max จากจุดเริ่มต้นของมหากาพย์หนังแอ็กชันถึง Furiosa: A Mad Max Saga appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Ministry of Ungentlemanly Warfare บันเทิงครบรสทั้งแอ็กชันและความกวน https://thestandard.co/the-ministry-of-ungentlemanly-warfare/ Thu, 02 May 2024 09:03:19 +0000 https://thestandard.co/?p=929216 The Ministry of Ungentlemanly Warfare

The Ministry of Ungentlemanly Warfare แสบจารชนคนพลิกโลก […]

The post The Ministry of Ungentlemanly Warfare บันเทิงครบรสทั้งแอ็กชันและความกวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Ministry of Ungentlemanly Warfare

The Ministry of Ungentlemanly Warfare แสบจารชนคนพลิกโลก ภาพยนตร์แอ็กชันสุดระห่ำเรื่องล่าสุดจากผู้กำกับฝีมือเยี่ยม Guy Ritchie จาก Sherlock Holmes (2009) และ The Gentlemen (2019) ที่คราวนี้เขาจะพาเราย้อนเวลากลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อติดตามภารกิจลับสุดยอดที่เกิดขึ้นจริงของหน่วย Special Operations Executive หรือ SOE ของกองทัพอังกฤษ พร้อมได้ทัพนักแสดงมากฝีมือมาร่วมฝ่าดงกระสุน นำโดย Henry Cavill, Alan Ritchson, Eiza González, Alex Pettyfer, Henry Golding, Hero Fiennes Tiffin, Babs Olusanmokun ฯลฯ 

 

โดยภาพยนตร์ดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อ Churchill’s Secret Warriors: The Explosive True Story of the Special Forces Desperadoes of WWII ของนักเขียน Damien Lewis ที่ออกตีพิมพ์ในปี 2014 โดยบอกเล่าการทำภารกิจลับสุดยอดของหน่วย SOE ที่ก่อตั้งโดยนายกรัฐมนตรี Winston Churchill 

 

สำหรับในฉบับภาพยนตร์ จะพาเราไปติดตามภารกิจในชื่อปฏิบัติการ Operation Postmaster ที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1942 กับการส่งกลุ่มทหารฝีมือดีจำนวนหยิบมือไปทำลายเรือขนส่งสินค้าของฝ่ายนาซี นำทีมโดย Gus March-Phillips (Henry Cavill) ทหารฝีมือดีที่พร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ภารกิจสำเร็จ หากแต่ภารกิจครั้งนี้พวกเขาจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอังกฤษ และหากพวกเขาถูกจับได้ก็จะไม่มีการช่วยเหลือจากฝ่ายใดทั้งสิ้น 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง: 


 

 

หากดูจากตัวอย่าง The Ministry of Ungentlemanly Warfare ดูจะเป็นภาพยนตร์สงครามที่เตรียมฉากแอ็กชันตูมตามมาสร้างความบันเทิงแก่ผู้ชมแบบจัดเต็ม แต่เมื่อเราได้เข้าไปติดตามภารกิจลับสุดยอดของหน่วย SOE ในโรงก็พบว่านี่คือภาพยนตร์แอ็กชันสายลับเข้มๆ ที่มาพร้อมกับการเล่าเรื่องกระชับฉับไว การทำภารกิจแทรกซึมล้วงความลับที่เข้มข้น และแอ็กชันมาดกวนในสไตล์ของ Guy Ritchie ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำให้ The Ministry of Ungentlemanly Warfare เป็นภาพยนตร์สงครามที่ไม่ได้ดูตึงเครียดหรือจริงจังเกินไป แต่ก็ยังมีความเข้มข้นในแง่ของการทำภารกิจและบทสนทนาคมๆ 

 

ขยายความให้เห็นภาพมากขึ้นอีกสักหน่อย ภาพยนตร์แบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 2 มุมมองด้วยกัน ได้แก่ เรื่องราวของ Gus March-Phillips ที่นำทีมจารชนของเขามุ่งหน้าสู่เกาะเฟร์นันโดโป เพื่อทำลายเรือขนส่งสินค้าของฝ่ายนาซี ขณะที่อีกฝั่งคือเรื่องราวของ Marjorie Stewart (Eiza González) และ Heron (Babs Olusanmokun) สายลับที่ต้องทำภารกิจแทรกซึมในเกาะเฟร์นันโดโป เพื่อกรุยทางให้ทีมของ Gus เข้ามาทำภารกิจได้โดยง่าย 

 

ซึ่งหากมองในภาพรวม เนื้อหาของภาพยนตร์จะค่อนข้างหนักไปทางฝั่งของตัวละคร Marjorie และ Heron เป็นส่วนใหญ่ เราจึงจะได้เห็นการทำภารกิจแทรกซึมขโมยข้อมูลที่เข้มข้นและบทสนทนาของตัวละครที่หักเหลี่ยมเฉือนคมกันไปมา มากกว่าฉากแอ็กชันระเบิดตูมตามดังที่เราได้เห็นกันไปในตัวอย่าง

 

ซึ่งสองนักแสดงอย่าง Eiza González และ Babs Olusanmokun ก็นำเสนอบทบาทสายลับเปี่ยมชั้นเชิงออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ โดยเฉพาะ Eiza González ในบทบาทของ Marjorie ที่แม้จะเปี่ยมไปด้วยความสามารถและไหวพริบ แต่เธอก็ถ่ายทอดความกดดันที่ตัวละครต้องเผชิญได้อย่างน่าสนใจ จนทำให้เราร่วมลุ้นไปด้วยว่าเธอจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร 

 

 

สลับฝั่งมาที่ Gus และพรรคพวกของเขาที่แม้จะไม่ได้มีเนื้อเรื่องเข้มข้นชวนติดตามเท่ากับฝั่งของ Marjorie แต่ในทุกๆ ครั้งที่พวกเขาปรากฏตัวเราก็จะได้ชมฉากแอ็กชันเดือดๆ กันแบบจัดเต็มไม่แพ้กัน โดยเฉพาะฉากบุกถล่มฐานทัพของฝ่ายนาซีที่เผยให้เราเห็นถึงความเก่งกาจและบ้าดีเดือดของ Gus และพรรคพวก

 

และตัวละครที่ผู้เขียนอยากกล่าวถึงเป็นพิเศษคือ Anders Lassen ที่รับบทโดย Alan Ritchson ซึ่งแฟนๆ หลายคนน่าจะได้เห็นฝีมือการแสดงของเขามาแล้วในซีรีส์ Reacher (2022) โดยครั้งนี้เขามาในคาแรกเตอร์มาดกวนแต่น่าเกรงขาม สกิลการยิงธนูระดับเทพ ไปจนถึงฉากแอ็กชันต่อยตีที่ดุเดือดและเท่ในเวลาเดียวกัน จนเรียกได้ว่า Anders Lassen เป็นตัวละครขโมยซีนอย่างแท้จริง 

 

ส่วนผู้นำของทีมอย่าง Gus ที่รับบทโดย Henry Cavill ก็มีเสน่ห์โดดเด่นไม่แพ้กัน กับการสลับโหมดไปมาระหว่างการเป็นหัวหน้าทีมมาดเข้มที่ทุกคนพร้อมจะเดินรอยตาม ขณะเดียวกันเมื่อเขาได้หยิบปืนลงสนามรบแล้วก็จะเข้าสู่โหมดทหารบ้าดีเดือดที่พร้อมสาดกระสุนแบบไม่ยั้ง และด้วยเสน่ห์ของ Henry Cavill ที่ถ่ายทอดทั้งความเท่และบ้าระห่ำของ Gus ออกมาได้ดีทั้งคู่ ก็ทำให้ Gus เป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน 

 

 

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของ The Ministry of Ungentlemanly Warfare ที่ปรากฏออกมาอย่างเด่นชัดคือการที่ภาพยนตร์พาเราไปทำความรู้จักตัวละครในเรื่องน้อยไปสักหน่อย กล่าวคือเราจะได้ทำความรู้จักประวัติคร่าวๆ ของสมาชิกแต่ละคนผ่านคำบอกเล่าของ Gus ในฉากเปิดเรื่องว่าคนนี้ชื่ออะไร เคยทำอะไรมาก่อน และมีความสามารถอะไรบ้าง หลังจากนั้นภาพยนตร์ก็จะโฟกัสไปที่การทำภารกิจของ Gus และทีมเป็นหลัก ไม่ได้พาเราไปรู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของพวกเขามากไปกว่านั้น 

 

ข้อสังเกตตรงนี้จึงส่งผลให้เราไม่ได้มีความผูกพันกับตัวละครใดๆ เลย และยังส่งผลให้ภาพยนตร์โดดเด่นเฉพาะการปั้นฉากแอ็กชันเท่ๆ และเสน่ห์ของตัวละครเท่านั้น แต่กลับขาดมิติทางอารมณ์ความรู้สึกที่เป็นตัวชักชวนให้เราเข้าใจและอยากเอาใจช่วยตัวละครในการข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ 

 

 

  

 

ในภาพรวม แม้ภาพยนตร์จะมีข้อสังเกตในแง่ของมิติตัวละครที่ดูเรียบแบน แต่ด้วยฉากแอ็กชันเท่ๆ กวนๆ ในสไตล์ของผู้กำกับ Guy Ritchie การทำภารกิจแทรกซึมที่เข้มข้นชวนติดตาม และเสน่ห์ของตัวละครที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ก็ส่งให้ The Ministry of Ungentlemanly Warfare เป็นภาพยนตร์แอ็กชันที่สร้างความบันเทิงให้เราได้ดีทีเดียว

 

The Ministry of Ungentlemanly Warfare เข้าฉายแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่

 

 

ภาพ: Mongkol Major 

The post The Ministry of Ungentlemanly Warfare บันเทิงครบรสทั้งแอ็กชันและความกวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Henry Cavill รับบททหารนอกรีตใน The Ministry of Ungentlemanly Warfare ผลงานล่าสุดจาก Guy Ritchie https://thestandard.co/the-ministry-of-ungentlemanly-warfare-movie/ Sun, 04 Feb 2024 09:51:39 +0000 https://thestandard.co/?p=895863

The Ministry of Ungentlemanly Warfare ภาพยนตร์แอ็กชันสา […]

The post Henry Cavill รับบททหารนอกรีตใน The Ministry of Ungentlemanly Warfare ผลงานล่าสุดจาก Guy Ritchie appeared first on THE STANDARD.

]]>

The Ministry of Ungentlemanly Warfare ภาพยนตร์แอ็กชันสายลับเรื่องใหม่จากผู้กำกับฝีมือเยี่ยม Guy Ritchie จาก Sherlock Holmes (2009) และ The Man from U.N.C.L.E. (2015) ที่คราวนี้เขาจะพาผู้ชมย้อนเวลากลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อติดตามปฏิบัติการสุดระห่ำที่จะพลิกชะตาโลก วันที่ 18 เมษายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

 

The Ministry of Ungentlemanly Warfare คือผลงานที่ดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อ Churchill’s Secret Warriors: The Explosive True Story of the Special Forces Desperadoes of WWII ของนักเขียน Damien Lewis บอกเล่าเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อนายกรัฐมนตรี Winston Churchill ตัดสินใจก่อตั้งหน่วยปฏิบัติการลับที่จะรวบรวมทหารนอกรีตมาทำภารกิจสุดอันตรายเพื่อต่อสู้กับกองทัพนาซี 

 

โดยในฉบับภาพยนตร์จะบอกเล่าผ่านสายตาของ Gus March-Phillips (Henry Cavill) ทหารนอกรีตมากฝีมือที่พร้อมกับทุกอย่างเพื่อให้ภารกิจสำเร็จ เขาได้รับภารกิจลับสุดยอดให้ไปทำลายเรือดำน้ำของฝั่งนาซีโดยไม่มีกองทัพคอยช่วยเหลือ เขาจึงต้องรวบรวมลูกทีมที่บ้าบิ่นไม่แพ้กัน เพื่อทำภารกิจครั้งนี้ให้สำเร็จ 

 

 

นอกจากชื่อของผู้กำกับ Guy Ritchie ที่เคยฝากผลงานภาพยนตร์แอ็กชันสุดเดือดมาแล้วหลายเรื่อง The Ministry of Ungentlemanly Warfare ยังได้ Jerry Bruckheimer ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์มากมาย ทั้ง National Treasure (2004), ภาพยนตร์ชุด Pirates of the Caribbean และ Top Gun: Maverick (2022) มาร่วมเสริมทัพความระห่ำในตำแหน่งโปรดิวเซอร์ 

 

ขณะที่รายชื่อนักแสดงนำก็น่าจับตาไม่แพ้กัน นำโดย Henry Cavill ที่เคยร่วมงานกับ Guy Ritchie มาแล้วใน The Man from U.N.C.L.E. มารับบทเป็นทหารนอกรีต พร้อมด้วย Alan Ritchson ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงจากผู้ชมในซีรีส์ยอดฮิต Reacher (2022), Eiza González จาก Baby Driver (2017) และ Henry Golding จาก The Gentlemen (2019)

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

https://www.youtube.com/watch?v=xyzBal_sGS4

The post Henry Cavill รับบททหารนอกรีตใน The Ministry of Ungentlemanly Warfare ผลงานล่าสุดจาก Guy Ritchie appeared first on THE STANDARD.

]]>
Argylle การเล่าเรื่องเปี่ยมชั้นเชิงและฉากแอ็กชันสุดตื่นตา https://thestandard.co/argylle-movie/ Fri, 02 Feb 2024 07:04:28 +0000 https://thestandard.co/?p=895272

Argylle ภาพยนตร์แอ็กชันสายลับจากผู้กำกับ Matthew Vaughn […]

The post Argylle การเล่าเรื่องเปี่ยมชั้นเชิงและฉากแอ็กชันสุดตื่นตา appeared first on THE STANDARD.

]]>

Argylle ภาพยนตร์แอ็กชันสายลับจากผู้กำกับ Matthew Vaughn ผู้อยู่เบื้องหลังผลงานเรื่องเยี่ยมอย่าง Kick-Ass (2010), X-Men: First Class (2011) และแฟรนไชส์ Kingsman เสริมทัพด้วยทีมนักแสดงระดับแถวหน้าที่จะมาร่วมทำภารกิจสุดอันตราย นำโดย Henry Cavill, John Cena, Dua Lipa, Bryce Dallas Howard, Sam Rockwell, Ariana DeBose, Bryan Cranston และ Samuel L. Jackson 

 

ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของ Elly Conway (Bryce Dallas Howard) นักเขียนนิยายแนวสายลับยอดฮิตเรื่อง Argylle ที่พบว่าเหตุการณ์ที่เธอเขียนดันไปตรงกับเหตุการณ์จริง ชีวิตของเธอจึงเข้าไปพัวพันกับภารกิจสุดอันตรายของสายลับมากฝีมืออย่าง Aidan (Sam Rockwell) ที่ต้องมาปกป้องเธอจากองค์กรชั่วร้าย 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

 

เพียงแค่เห็นชื่อของผู้กำกับ Matthew Vaughn กับภาพยนตร์แนวแอ็กชันสายลับ สิ่งที่ใครหลายคนคาดหวัง (รวมถึงตัวผู้เขียน) ที่จะได้เห็นใน Argylle น่าจะเป็นฉากแอ็กชันสุดเวอร์วัง และการเล่าเรื่องที่เปี่ยมด้วยชั้นเชิงที่ทำให้เราต้องว้าว พร้อมแทรกความแสบๆ กวนๆ ไว้ตลอดทาง เช่นเดียวกับที่เราเคยได้ชมใน Kick-Ass และแฟรนไชส์ Kingsman 

 

และคงจะไม่เกินจริงนักหากเราจะกล่าวว่า Argylle เป็นอีกหนึ่งผลงานจาก Matthew Vaughn ที่ยังอัดแน่นไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และการเล่าเรื่องสุดตื่นตาไม่แพ้เรื่องก่อนๆ 

 

หมัดแรกที่โดนเราเข้าอย่างจังคือพล็อตเรื่องที่เล่าถึงนักเขียนนิยายแนวสายลับชื่อดังที่พบว่าเรื่องราวที่เธอเขียนดันเป็นเรื่องจริง จนพาเธอเข้าไปพัวพันกับภารกิจสุดอันตรายที่สร้างความน่าสนใจตั้งแต่แรกเห็น และชวนให้เราอยากตามหาความจริงไปพร้อมกับ Elly ว่าเรื่องวุ่นวายเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมเธอถึงดันเข้าไปเกี่ยวโยงกับโลกสายลับเหล่านี้

 

 

ซึ่งตลอดการเดินทางครั้งนี้ Matthew Vaughn และทีมสร้างก็มาพร้อมกับการเล่าเรื่องที่เปี่ยมไปด้วยลูกล่อลูกชนมากมายที่ชวนเราตั้งคำถามและคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าความจริงคืออะไรกันแน่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ Aidan สายลับมากฝีมือที่ดูเหมือนจะมาช่วยเธอ แต่ด้วยความทีเล่นทีจริงของเขาก็ชวนให้เราไม่อาจไว้วางใจคนคนนี้ได้ หรือจะเป็นเรื่องราวของ Elly ที่เมื่อเธอเริ่มรู้ความจริงมากขึ้นเท่าไร มันก็ยิ่งสร้างคำถามและความสับสนในตัวเธอมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้กราฟความน่าสนใจของ Argylle ไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดการเดินทาง 

 

ขณะเดียวกัน ตัวภาพยนตร์ก็ใช้ประโยชน์จากพล็อตเรื่องที่พูดถึงเรื่องราวของนิยายสายลับที่กลายเป็นจริงมาใช้เป็นลูกเล่นในการเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ผ่านการตัดสลับเหตุการณ์ไปมาระหว่างเหตุการณ์ในหนังสือและการเดินทางของ Elly และ Aidan ที่ค่อยๆ สอดประสานกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่ผู้กำกับและทีมสร้างนำเสนอได้ดีไม่แพ้กัน 

 

 

อีกหนึ่งสิ่งที่เราอยากชื่นชมเป็นการส่วนตัว คือฉากแอ็กชันที่ถูกนำเสนอมาได้อย่างสร้างสรรค์และไปสุดในทางที่ผู้กำกับและทีมสร้างอยากให้เป็น ทั้งการผสมผสานฉากแอ็กชันและมุกตลกขบขันเข้าด้วยกันได้อย่างถูกจังหวะ โดยเฉพาะการเลือกใช้ Alfie เจ้าแมวน่ารักน่ากอดเข้ามาช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ สนุกสนานและชวนอมยิ้มมากขึ้น 

 

หรือการออกแบบฉากแอ็กชันที่เวอร์วังเกินจริง แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ทั้งฝั่งของสายลับ Argylle สุดเท่ที่ Elly จินตนาการขึ้น และฝั่งของโลกความจริงที่ Elly และ Aidan ต้องรับมือกับมือสังหารมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบมุมกล้อง การตัดต่อ และการใส่เพลงประกอบ ที่ถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างลื่นไหล จนเกิดเป็นฉากแอ็กชันที่เราสามารถกล่าวคำว่า ‘ตื่นตาตื่นใจ’ ได้อย่างสิ้นเปลืองจริงๆ 

 

 

นอกจากการเล่าเรื่องที่เปี่ยมชั้นเชิงและฉากแอ็กชันสุดสร้างสรรค์ อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กันคือ คาแรกเตอร์ของตัวละครหลักอย่าง Elly ที่ถูกเขียนขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ กับนักเขียนสาวเปี่ยมจินตนาการที่มุ่งมั่นตั้งใจกับการสร้างสรรค์งานของตัวเอง มีทัศนคติที่ดี และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่น แต่จู่ๆ เธอก็ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดมากมายจนเธอแทบจะรับมือไม่ไหว ก่อนที่เราจะค่อยๆ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง Bryce Dallas Howard ก็ถ่ายทอดบทบาทของตัวเองได้ดี จนทำให้เราตกหลุมรักและพร้อมจะเอาใจช่วยให้ Elly สามารถข้ามผ่านภัยอันตรายไปได้ตลอดรอดฝั่ง 

 

 

ในภาพรวม Argylle ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานของผู้กำกับ Matthew Vaughn ที่เปี่ยมไปด้วยชั้นเชิงการนำเสนออันแพรวพราว จนทำให้เราไม่อาจละสายตาไปจากเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้น ขณะเดียวกันตัวละครหลักของเรื่องอย่าง Elly ก็ถูกนำเสนอมาได้อย่างมีเสน่ห์และชวนให้เราอยากเอาใจช่วย และตีบวกด้วยฉากแอ็กชันที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสร้างสรรค์และไปสุดในทางที่อยากจะเป็น 

 

Argylle เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

 

ภาพ: UIP Thailand

The post Argylle การเล่าเรื่องเปี่ยมชั้นเชิงและฉากแอ็กชันสุดตื่นตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Michael Fassbender จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกนักฆ่าใน The Killer ผลงานล่าสุดของ David Fincher https://thestandard.co/michael-fassbender-the-killer/ Wed, 30 Aug 2023 02:49:30 +0000 https://thestandard.co/?p=835329

“ทำตามแผนไว้ อย่าเชื่อใจใคร”   The Killer ภาพยนตร์ […]

The post Michael Fassbender จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกนักฆ่าใน The Killer ผลงานล่าสุดของ David Fincher appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ทำตามแผนไว้ อย่าเชื่อใจใคร”

 

The Killer ภาพยนตร์แอ็กชันสุดระห่ำ ผลงานล่าสุดจากผู้กำกับมากฝีมือ David Fincher เจ้าของผลงานเรื่องเยี่ยม Se7en (1995) และ Fight Club (1999) พร้อมคว้าตัว Michael Fassbender มารับบทสุดยอดนักฆ่า ซึ่งถือเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดในรอบ 4 ปีของเขานับตั้งแต่ X-Men: Dark Phoenix (2019) โดยภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉาย 10 พฤศจิกายนนี้ ทาง Netflix

 

 

The Killer ดัดแปลงมาจากนิยายภาพในชื่อเดียวกันของ Alexis Nolent ว่าด้วยเรื่องราวของสุดยอดนักฆ่า (Michael Fassbender) ที่ต้องเข้าไปพัวพันกับการตามล่าระดับประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาทำงานผิดพลาดเพราะสภาพจิตใจที่ซับซ้อนตระหนักรู้ถึงบางอย่าง

 

โดยในตัวอย่างนั้น เผยให้เห็นถึงเรื่องราวของโลกนักฆ่ามากขึ้น ตั้งแต่ภาพลักษณ์ของตัวละคร กลิ่นอาย ไปจนถึงรายละเอียดของทีมนักแสดงที่ประกอบไปด้วย Tilda Swinton, Charles Parnell, Arliss Howard และ Sophie Charlotte ซึ่งพวกเขาทั้งหมดจะเข้ามามีส่วนสำคัญกับการตามล่าในครั้งนี้

 

 

The Killer เป็นผลงานที่ Fincher กลับมาร่วมงานกับ Andrew Kevin Walker มือเขียนบทจาก Se7en (1995) อีกครั้ง พร้อมกับได้ Ceán Chaffin โปรดิวเซอร์คู่บุญมาดูแลงานสร้างให้ โดยเขานั้นสนใจในโปรเจกต์นี้มาตั้งแต่ปี 2007 และช่วงหนึ่ง Brad Pitt ยังเคยถูกวางเอาไว้ในฐานะนักแสดงนำอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม The Killer ยังถือเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระหว่าง Fincher กับ Netflix หลังจากที่เขาเข้ามานั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับซีรีส์ระทึกขวัญเรื่อง Mindhunter ในปี 2017-2019 และสร้างภาพยนตร์ขาว-ดำเรื่อง Mank ในปี 2020

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

The post Michael Fassbender จะพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกนักฆ่าใน The Killer ผลงานล่าสุดของ David Fincher appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One ครบเครื่องทั้งแอ็กชันดุเดือด ตลกขบขัน และทะเยอทะยาน https://thestandard.co/mission-impossible-dead-reckoning-part-one/ Wed, 12 Jul 2023 07:15:39 +0000 https://thestandard.co/?p=815853 Mission: Impossible - Dead Reckoning Part One

Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One ผลง […]

The post Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One ครบเครื่องทั้งแอ็กชันดุเดือด ตลกขบขัน และทะเยอทะยาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mission: Impossible - Dead Reckoning Part One

Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One ผลงานลำดับที่ 7 ของแฟรนไชส์ภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ Mission: Impossible ที่ยังคงได้นักแสดงขาลุยอย่าง Tom Cruise กลับมาทำภารกิจสุดท้าทายอีกครั้งในบทบาทของ Ethan Hunt พร้อมด้วย Christopher McQuarrie ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Mission: Impossible – Rogue Nation (2015) และ Mission: Impossible – Fallout (2018) กลับมานั่งแท่นผู้กำกับและเขียนบทร่วมอีกครั้ง 

 

โดยภารกิจครั้งนี้ Ethan Hunt และทีม IMF ของเขา จะต้องเผชิญหน้ากับวายร้ายที่มาในรูปแบบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีความคิดเป็นของตัวเองในชื่อ Entity ซึ่งกำลังวางแผนบางอย่างที่อาจสร้างความเสียหายไปทั่วโลก Ethan จึงต้องหาทางหยุดยั้ง Entity ให้สำเร็จ โดยมีชะตากรรมของผู้คนทั่วโลกเป็นเดิมพัน 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง: 


 

Tom Cruise in Mission: Impossible Dead Reckoning Part One from Paramount Pictures and Skydance.

 

ย้อนกลับไปในปี 2022 เราเพิ่งจะตื่นตะลึงกับภาพของ Tom Cruise และเหล่านักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่อง Top Gun: Maverick ขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินรบ F/A-18E เพื่อถ่ายทำฉาก Dogfight กันไปได้ไม่นาน ทาง Paramount Pictures ก็ได้ปล่อยตัวอย่างแรกของ Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One ให้เราได้เห็น Tom Cruise ขี่มอเตอร์ไซค์ดึงพสุธากันต่อ จนทำให้เราอดคิดไม่ได้จริงๆ ว่า ใน MI 7 ตัวเขาเองและผู้กำกับจะมีไม้เด็ดอะไรในการสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้อีก เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาก็ได้สร้างเพดานของการสร้างสรรค์ฉากแอ็กชันเสี่ยงตายไว้สูงมากอยู่แล้ว

 

เมื่อเราได้ชม MI 7 จบ ส่วนตัวผู้เขียนแอบรู้สึกชอบ Mission: Impossible – Fallout (2018) มากกว่า เนื่องจาก MI Fallout ค่อนข้างมีความลงตัวในหลายๆ ด้าน ทั้งฉากแอ็กชันสุดระทึกที่ถูกใส่มาแบบไม่ยั้ง กลวิธีนำเสนอที่แยบยล รวมถึงเนื้อเรื่องที่เข้มข้นชวนติดตามและสร้างเซอร์ไพรส์ให้เราได้เป็นอย่างดี ขณะที่ MI 7 ที่ผู้กำกับและทีมสร้างตัดสินใจแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 พาร์ต เราจึงแอบรู้สึกว่าทีมสร้างดูจะมีความกั๊กอะไรบางอย่างไว้ เพื่อนำไปสานต่อในพาร์ตต่อไปอยู่ประมาณหนึ่ง

 

Tom Cruise, Rebecca Ferguson, Simon Pegg and Ving Rhames in Mission: Impossible Dead Reckoning – Part One from Paramount Pictures and Skydance.

 

อย่างไรก็ตาม MI 7 ก็ยังคงเป็นภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยเอกลักษณ์มากมายที่แฟนๆ หลงรักอยู่อย่างครบถ้วน ทั้งฉากแอ็กชันสุดตื่นตาที่เราจะได้เห็น Tom Cruise ทุ่มสุดตัวในทุกฉาก ทั้งวิ่ง ขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถยนต์ และต่อยตีกับเหล่าร้ายกันแบบไม่ยั้งมือ หรือฉากแอ็กชันโลดโผนโจนทะยานที่ถือเป็นไฮไลต์ของแฟรนไชส์ชุดนี้ ก็ชวนให้เราลุ้นระทึกชนิดนั่งไม่ติดเก้าอี้ได้ดีเช่นเดิม โดยเฉพาะฉากแอ็กชันบนรถไฟที่ชวนให้เราคิดถึง Mission: Impossible ภาคแรกที่ออกฉายในปี 1996 และการปรากฏตัวอีกครั้งของ Henry Czerny ในบทบาท Kittridge อีกครั้ง ก็น่าจะทำให้แฟนๆ ของ MI หวนคิดถึงบรรยากาศเก่าๆ ไปพร้อมกัน

 

และนอกเหนือจากฉากแอ็กชันสุดเวอร์วังแล้ว อีกหนึ่งองค์ประกอบที่เข้ามาเติมเต็มสีสันให้ MI 7 ดูจะไม่ตึงเครียดเกินไปคือความคอเมดี้ที่ถูกใส่เข้ามาอย่างพอเหมาะ ไม่มากไม่น้อยเกินไป โดยเฉพาะการปรากฏตัวของตัวละครใหม่อย่าง Grace ที่รับบทโดย Hayley Atwell กับความเจ้าเล่ห์เพทุบายและฝีมือการเล่นมายากลอันแพรวพราว จนทำให้สายลับมาดเข้มอย่าง Ethan Hunt ต้องกุมขมับ รวมไปถึง Shea Whigham และ Greg Tarzan Davis ในบทบาทของสองคู่หู Briggs และ Degas ที่แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้มีบทบาทสำคัญมากนัก แต่ทั้งคู่ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันที่สร้างเสียงหัวเราะให้เราได้ดีไม่แพ้กัน 

 

Pom Klementieff in Mission: Impossible Dead Reckoning Part One from Paramount Pictures and Skydance.

 

ส่วนตัวละครที่เราไม่กล่าวถึงไม่ได้เห็นจะเป็น Pom Klementieff กับบทบาทของ Paris นักฆ่าสาวมาดเข้ม ที่เรียกได้ว่าเป็นตัวละครแย่งซีนประจำภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นฉากขับรถไล่ล่าสุดระห่ำหรือฉากดวลหมัดกับ Tom Cruise ได้อย่างสูสี รวมไปถึงฉากแอ็กชันอันโดดเด่นอีกหลายฉาก ที่ส่งให้ Paris เป็นตัวละครที่มีฉากจำอยู่ไม่น้อยจริงๆ 

 

ส่วนจุดที่เราชื่นชอบมากที่สุดของภาคนี้คือ เนื้อเรื่องที่ผู้กำกับและทีมสร้างได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง มาเป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง และฉายภาพให้เราเห็นถึงความฉลาดล้ำของ Entity ออกมาได้อย่างน่าสนใจ กับการเรียนรู้บุคลิกของผู้คน ไปจนถึงการคาดเดาและวางแผนการร้ายด้วยอัลกอริทึม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ก็ยิ่งช่วยเชื่อมโยงให้เราสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของ Entity ชัดเจนมากขึ้น และชวนลุ้นกันต่อว่า Ethan Hunt และพรรคพวกจะรับมือกับภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่างไร 

 

รวมไปถึงการนำเสนอฉากบทสนทนาอันตึงเครียด ที่แม้ว่าจะมีบางช่วงบางตอนที่เราก็ตามเนื้อหาไม่ทันอยู่บ้าง แต่ด้วยการแสดงอันยอดเยี่ยมของทีมนักแสดงนำ ไม่ว่าจะเป็น Tom Cruise, Henry Czerny, Esai Morales ในบทตัวร้ายของเรื่องอย่าง Gabriel และ Vanessa Kirby ในบท The White Widow ก็ช่วยเสริมให้บรรยากาศตึงเครียดดูหนักอึ้งมากขึ้น และสัมผัสได้ถึงความอันตรายและไม่น่าไว้วางใจที่ห้อมล้อมอยู่ในตัวละครของพวกเขาได้ดีทีเดียว 

 

Tom Cruise plays Ethan Hunt in Mission: Impossible Dead Reckoning – Part One from Paramount Pictures and Skydance.

 

โดยรวมแล้วแม้ว่าส่วนตัวผู้เขียนจะแอบชอบ MI Fallout มากกว่า แต่ Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One ก็ยังเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอ็กชันสุดทะเยอทะยานของ Tom Cruise ที่สร้างความตื่นเต้นและลุ้นระทึกให้กับเราได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะเหล่าตัวละครชุดใหม่ที่ถูกนำเสนอมาได้อย่างมีเสน่ห์ ชวนให้เราอยากเอาใจช่วยไม่แพ้ Ethan Hunt และพรรคพวก รวมไปถึงเนื้อเรื่องที่แม้ผู้กำกับจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 พาร์ต แต่ภาพยนตร์ก็มีประเด็นที่ถูกคลี่คลายอยู่บ้าง โดยไม่ปล่อยให้ผู้ชมลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ แต่ภาพยนตร์ก็มีการวางเบาะแสใหม่ๆ ทิ้งไว้ เพื่อกระตุ้นให้เราอยากติดตามภารกิจสุดท้าทายของ Ethan Hunt กันต่อ

 

Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์  

 

รับชมตัวอย่างได้ที่

 

 

 

ภาพ: United International Pictures Thailand

The post Mission: Impossible – Dead Reckoning Part One ครบเครื่องทั้งแอ็กชันดุเดือด ตลกขบขัน และทะเยอทะยาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hypnotic หนังที่โยนเราเข้าไปอยู่ในโลกมายา https://thestandard.co/hypnotic/ Mon, 26 Jun 2023 09:30:51 +0000 https://thestandard.co/?p=807801 Hypnotic

Hypnotic จิตบงการปล้น ภาพยนตร์แอ็กชันไอเดียสุดล้ำจากผู้ […]

The post Hypnotic หนังที่โยนเราเข้าไปอยู่ในโลกมายา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hypnotic

Hypnotic จิตบงการปล้น ภาพยนตร์แอ็กชันไอเดียสุดล้ำจากผู้กำกับมากวิสัยทัศน์ Robert Rodriguez ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมอย่าง From Dusk Till Dawn (1996), Sin City (2005), Alita: Battle Angel (2019) ฯลฯ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นโปรเจกต์ในฝันของ Robert Rodriguez ที่ใช้เวลาในการบ่มเพาะไอเดียมาตั้งแต่ปี 2002 พร้อมทั้งได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์แนวจิตวิทยาเรื่อง Vertigo (1958) ของผู้กำกับระดับตำนาน Alfred Hitchcock 

 

Hypnotic ว่าด้วยเรื่องราวของ Danny Rourke (Ben Affleck) ตำรวจสืบสวนที่ยังคงเจ็บปวดกับการสูญเสียลูกสาวไปอย่างกะทันหัน วันหนึ่ง Rourke ได้รับรายงานว่ามีชายปริศนานาม Dellrayne (William Fichtner) กำลังวางแผนปล้นธนาคารแห่งหนึ่ง แต่ Dellrayne มีความสามารถในการบงการจิตของมนุษย์ได้ Rourke จึงต้องร่วมมือกับ Diana Cruz (Alice Braga) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดจิต เพื่อหาทางจับกุมชายปริศนาให้สำเร็จ  

 

 

Hypnotic นับว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานจากผู้กำกับ Robert Rodriguez ซึ่งมาพร้อมกับไอเดียที่น่าสนใจตั้งแต่เห็นตัวอย่าง กับการนำ ‘การสะกดจิต’ มาต่อยอดให้ดูอันตรายมากขึ้นจนเกิดเป็นพลัง ‘การสั่งจิต’ ที่สร้างภาพลวงตาและบงการจิตใจของผู้อื่นได้ ก่อนที่จะถูกนำมาตีบวกด้วยเรื่องราวการสืบสวนไล่ล่าที่ชวนให้เราตั้งคำถามต่อไปว่าตัวละครหลักอย่าง Danny Rourke จะต้องรับมือกับสิ่งที่เกิดอย่างไร 

 

ซึ่งต้องยอมรับว่าในช่วงองก์แรกของเรื่อง ผู้กำกับและทีมสร้างสามารถสร้างแรงดึงดูดให้เราอยากติดตามได้ดีทีเดียว ด้วยการดำเนินเรื่องที่กระชับฉับไว พาเราไปทำความรู้จักกับปมปัญหาที่ Danny Rourke กำลังเผชิญอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการโยนคำถามมากมายให้เราต้องไปร่วมหาคำตอบพร้อมกับตัวละคร รวมไปถึงฉากเปิดตัวของ Dellrayne กับการแสดงของ William Fichtner ที่ชวนให้รู้สึกถึงความลึกลับและอันตรายไปพร้อมกัน 

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่น่าสนใจของ Hypnotic คือกลวิธีนำเสนอที่ชวนให้เราตีความและปะติดปะต่อเรื่องราวว่าภาพที่ตัวละครและผู้ชมกำลังมองอยู่คือเหตุการณ์จริงหรือภาพลวงตากันแน่ ไปจนถึงการหลอกล่อและหักมุมเรื่องราวจนเราแทบคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ Hypnotic จึงเป็นภาพยนตร์ที่ให้ความรู้สึกเหมือนว่าผู้กำกับ Robert Rodriguez โยนเราเข้าไปอยู่ในโลกมายาที่ชวนให้เราสับสนตลอดเวลาว่าอะไรคือเรื่องจริง อะไรคือภาพลวงตา  

 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า Hypnotic จะมีจุดที่โดดเด่นมากๆ ในแง่ของฉากเปิดเรื่องที่น่าสนใจ และกลวิธีนำเสนออันแพรวพราว แต่ภาพยนตร์ก็มีข้อสังเกตที่ส่วนตัวผู้เขียนแอบติดขัดอยู่เช่นกัน นั่นคือเรื่องราวของตัวละครหลักอย่าง Danny Rourke ที่เปิดตัวมาได้อย่างน่าสนใจ แต่เมื่อภาพยนตร์ดำเนินเรื่องราวไปเรื่อยๆ เรากลับไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครเท่าไรนัก 

 

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวภาพยนตร์ค่อนข้างโฟกัสไปที่การดำเนินเรื่อง ซึ่งมีเป้าหมายที่อยากจะพาผู้ชมไปร่วมหาความจริงพร้อมกับตัวละคร (ซึ่งทำออกมาได้ดีมากๆ) แต่มันก็แลกมากับเรื่องราวของตัวละครที่ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาขยายความให้เราได้เข้าไปสำรวจอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างเขาและตัวละครรอบข้างที่ดูเรียบแบน จนส่งผลให้เราไม่รู้สึกเชื่อมโยงหรือมีความรู้สึกร่วมไปกับปมปัญหาที่ตัวละครกำลังเผชิญอย่างที่ควรจะเป็น 

 

ในภาพรวมแล้ว Hypnotic คือภาพยนตร์ที่เปรียบเสมือนโลกมายาที่ผู้กำกับและทีมสร้าง พาเราเข้าไปวิ่งวนเวียนอยู่ในนั้น เพื่อหาคำตอบไปพร้อมกับตัวละครว่า สิ่งไหนจริงหรือสิ่งไหนคือภาพลวงตา แต่ขณะเดียวกัน ด้วยเรื่องราวของตัวละครที่เปิดตัวมาได้น่าสนใจ แต่ผู้กำกับและทีมสร้างกลับไม่ได้พาเราไปสำรวจมิติของตัวละครมากนัก จึงทำให้ Hypnotic เป็นภาพยนตร์ที่สร้าง ‘เซอร์ไพรส์’ ให้เราได้เป็นอย่างดี แต่เราก็ไม่ได้รู้สึก ‘อิน’ กับเรื่องราวของตัวละครที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอขนาดนั้น

 

Hypnotic เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

รับชมตัวอย่างได้ที่

 

The post Hypnotic หนังที่โยนเราเข้าไปอยู่ในโลกมายา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shazam! Fury of the Gods เปี่ยมอารมณ์ขันเช่นเดิม เพิ่มเติมด้วยฉากแอ็กชันและความโรแมนติกที่กลมกล่อม https://thestandard.co/spotlight-shazam-fury-of-the-gods/ Thu, 16 Mar 2023 08:16:07 +0000 https://thestandard.co/?p=763934

Shazam! Fury of the Gods คือภาพยนตร์ภาคที่ 2 ของซูเปอร์ […]

The post Shazam! Fury of the Gods เปี่ยมอารมณ์ขันเช่นเดิม เพิ่มเติมด้วยฉากแอ็กชันและความโรแมนติกที่กลมกล่อม appeared first on THE STANDARD.

]]>

Shazam! Fury of the Gods คือภาพยนตร์ภาคที่ 2 ของซูเปอร์ฮีโร่สุดกวนแห่งค่าย DC ซึ่งยังคงได้ David F. Sandberg ผู้กำกับจากภาคแรกกลับมาสานต่อเรื่องราวเช่นเดิม

 

โดยภาคนี้จะว่าด้วยเรื่องราวของ Billy (Asher Angel และ Zachary Levi) และพี่น้องบ้านอุปถัมภ์ที่ได้รับพลังเทพเจ้าจากภาคแรก เริ่มต้นฟอร์มทีมซูเปอร์ฮีโร่ของตัวเองเพื่อออกช่วยเหลือผู้คน จนชื่อเสียงของพวกเขาเริ่มโด่งดังมากขึ้น กระทั่งวันหนึ่ง Hespera (Helen Mirren), Kalypso (Lucy Liu) และ Anthea (Rachel Zegler) สามพี่น้องที่เป็นลูกสาวของเทพ Atlas ก็ปรากฏตัวขึ้นเพื่อทวงพลังเทพเจ้าของ Billy กลับคืนมา และทำเป้าหมายบางอย่างให้สำเร็จ Billy และแก๊งฮีโร่จึงต้องหยุดยั้งสามพี่น้องให้สำเร็จ

 

 

ถ้าย้อนกลับไปดูผลงานช่วงแรกๆ ของ DCEU ตั้งแต่ Man of Steel (2013) จนถึง Aquaman (2018) ภาพยนตร์เกือบทั้งหมดจะมีจุดเด่นในแง่ของเนื้อเรื่องที่ตึงเครียด เข้มข้น จริงจัง จนกลายเป็นจุดขายของจักรวาล ขนาดที่ว่าภาพยนตร์อย่าง Deadpool 2 (2018) ก็นำไปล้อเลียนว่า ‘โคตรดาร์กอย่างกับจักรวาล DC’

 

แต่ Shazam! (2019) ของผู้กำกับ David F. Sandberg กลับเลือกที่จะนำเสนอเรื่องราวของฮีโร่พลังเทพเจ้าในรูปแบบของภาพยนตร์แอ็กชันคอเมดี้ เน้นความสนุกสนานแบบที่ผู้ชมคุ้นเคยกันดี บวกกับความเรียบง่ายของภาพยนตร์ที่เข้าถึงผู้ชมได้ทุกเพศทุกวัย มันจึงทำให้ Shazam! ดูโดดเด่นขึ้นมาจากหลายๆ ผลงานก่อนหน้าของ DCEU อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสำหรับผู้เขียนเองก็ชื่นชอบในแนวทางที่ Shazam! ภาคแรกนำเสนออยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะมุกตลกขบขันที่สร้างเสียงหัวเราะให้เราได้ตลอดทั้งเรื่อง รวมถึงคาแรกเตอร์ของ Billy และแก๊งพี่น้องที่ถูกออกแบบมาได้อย่างจัดจ้าน

 

 

ตัดสลับมาที่ Shazam! Fury of the Gods ดูเหมือนว่าผู้กำกับและทีมสร้างจะทราบเป็นอย่างดีว่าเอกลักษณ์สำคัญของ Shazam! คืออะไร พวกเขาจึงยังคงรักษามนตร์เสน่ห์ของภาพยนตร์แอ็กชันคอเมดี้ที่สามารถดูได้ทั้งครอบครัวไว้อย่างครบถ้วน ทั้งความตลกขบขันที่ยังเรียกเสียงหัวเราะให้เราได้เสมอ และความเรียบง่ายของเนื้อเรื่องที่ผู้ชมสามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก

 

ขณะเดียวกันสิ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อเสริมให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลมกล่อมมากขึ้น คือฉากแอ็กชันที่ถูกใส่เข้ามามากขึ้นกว่าภาคแรกพอสมควร ไล่เรียงตั้งแต่ฉากการออกปฏิบัติภารกิจของแก๊งฮีโร่สุดกวนในช่วงเปิดเรื่องที่ฉายภาพความเป็นทีมเวิร์กของตัวละครหลักให้เราได้เห็น ฉากการเผชิญหน้าระหว่างสามพี่น้องที่โชว์พลังเทพเจ้าสุดแกร่งเป็นครั้งแรก และฉากถล่มเมืองสุดวินาศสันตะโรในองก์สุดท้ายที่ผสมผสานความแอ็กชันคอเมดี้ได้อย่างสนุกสนาน

 

 

จุดเด่นข้อต่อมาที่เราชื่นชอบเป็นการส่วนตัว คือการสอดแทรกกลิ่นอายโรแมนติกสไตล์ชีวิตวัยรุ่นเข้ามาเสริม บวกกับเคมีที่เข้ากันระหว่างสองตัวละครหลักอย่าง Freddy (Jack Dylan Grazer และ Adam Brody) และ Anthea ก็ช่วยให้ตัวภาพยนตร์มีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าภาคแรก และสามารถสร้างรอยยิ้มให้เราได้เป็นอย่างดี (โดยเฉพาะเสน่ห์ของ Rachel Zegler ที่ทำให้ตกหลุมรักได้ตั้งแต่ฉากแรกที่เธอปรากฏตัว)

 

รวมถึงการกระจายบทบาทให้เราได้ทำความรู้จักกับเหล่าพี่น้องบ้านอุปถัมภ์และความสามารถของพวกเขามากขึ้นกว่าภาคแรก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของสองคู่หูอย่าง Billy และ Freddy ที่ดูโตขึ้นและแน่นแฟ้นมากขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ชักชวนให้เรามีความรู้สึกร่วมไปกับการทำภารกิจของพวกเขาไปได้ตลอดทั้งเรื่อง

 

 

ในส่วนของข้อสังเกต ด้วยความที่ตัวภาพยนตร์มีความเรียบง่าย มีประเด็นที่เข้าถึงได้ไม่ยาก ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก เราจึงคิดว่า Shazam! Fury of the Gods อาจจะไม่ตอบโจทย์ผู้ชมที่ต้องการเสพเนื้อเรื่องที่เข้มข้นจริงจัง หรืออยากเห็นฉากลุ้นระทึกให้เราตื่นเต้นไปกับตัวละครเท่าไรนัก ดังนั้นแล้วจึงอาจขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ชมแต่ละคนว่าจะถูกจริตกับความเรียบง่ายที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอหรือเปล่า ซึ่งสำหรับผู้เขียน เราค่อนข้างสนุกสนานกับภาพยนตร์เรื่องนี้มากพอสมควร และยังอยากเห็นเหล่าฮีโร่สุดกวนแก๊งนี้มีบทบาทต่อไปอีกในอนาคต ภายใต้จักรวาล DCU ที่นำโดย James Gunn และ Peter Safran เพราะเราคิดว่าคาแรกเตอร์สุดจัดจ้านของพวกเขาจะสามารถนำไปต่อยอดและสร้างสีสันให้กับจักรวาล DCU ได้แน่นอน

 

 

ในภาพรวม Shazam! Fury of the Gods เป็นภาพยนตร์แอ็กชันคอเมดี้ที่ยังคงรักษาจุดเด่นของภาคแรกเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน เสริมด้วยฉากแอ็กชันที่ถูกอัปสเกลให้ใหญ่โตมากขึ้น สอดแทรกด้วยกลิ่นอายโรแมนติกหวานๆ ที่ชวนให้เราอมยิ้ม รวมถึงความสัมพันธ์ของตัวละครที่โตขึ้นและแน่นแฟ้นมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งสำหรับใครที่กำลังมองหาภาพยนตร์แอ็กชันคอเมดี้สนุกๆ ที่สามารถพาครอบครัวไปชมร่วมกันได้ในวันหยุด เราคิดว่า Shazam! Fury of the Gods เรื่องนี้น่าจะสร้างเสียงหัวเราะและความบันเทิงให้กับคุณได้อย่างแน่นอน

 

Shazam! Fury of the Gods เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่:

 

 

ภาพ: Warner Bros. Pictures

The post Shazam! Fury of the Gods เปี่ยมอารมณ์ขันเช่นเดิม เพิ่มเติมด้วยฉากแอ็กชันและความโรแมนติกที่กลมกล่อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทบทวนกฎระเบียบและองค์กรต่างๆ จากจักรวาล John Wick https://thestandard.co/john-wick-universe/ Tue, 07 Mar 2023 03:58:12 +0000 https://thestandard.co/?p=759408 John Wick

*หมายเหตุ: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนต […]

The post ทบทวนกฎระเบียบและองค์กรต่างๆ จากจักรวาล John Wick appeared first on THE STANDARD.

]]>
John Wick

*หมายเหตุ: บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์ John Wick ภาค 1-3*

 

 

นอกจากการออกแบบฉากแอ็กชันที่ดุเดือดและสร้างสรรค์ อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ส่งให้ภาพยนตร์แอ็กชันยอดฮิตอย่าง John Wick เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกได้อย่างอยู่หมัด คือโลกนักฆ่าที่ถูกออกแบบโครงสร้าง สถานที่สำคัญ และกฎระเบียบต่างๆ ออกมาได้อย่างน่าสนใจและชวนให้เราเข้าไปสำรวจไม่รู้จบ

 

เพื่อเป็นการต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของนักฆ่ามือหนึ่งใน John Wick: Chapter 4 ที่มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 22 มีนาคมนี้ THE STANDARD POP ถือโอกาสพาทุกคนมาร่วมทบทวนกฎระเบียบและองค์กรต่างๆ จากจักรวาล John Wick กันอีกครั้ง

 

 

The High Table (สภาสูง) ผู้ควบคุมความเรียบร้อยแห่งโลกนักฆ่า

 

หากจะกล่าวถึงโครงสร้างของโลกนักฆ่าจากแฟรนไชส์ John Wick เราคงจะต้องเริ่มต้นจากกลุ่มผู้มีอำนาจสูงสุดอย่าง The High Table หรือ สภาสูง ที่คอยควบคุมดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งหมดของโลกนักฆ่า

 

The High Table เป็นกลุ่มอำนาจที่ประกอบด้วยผู้นำแก๊งจากทั่วโลกจำนวน 12 คน โดยมี The Elder ชายลึกลับที่หลบซ่อนอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งกลางทะเลทรายเป็นผู้นำสูงสุด ซึ่ง ณ ตอนนี้มีสมาชิก The High Table ปรากฏตัวออกมาในภาพยนตร์แล้วจำนวน 3 คน ประกอบด้วย Santino D’Antonio (Riccardo Scamarcio) ผู้มอบหมายให้ John Wick (Keanu Reeves) ไปสังหารพี่สาวของตนเองเพื่อแย่งชิงเก้าอี้ The High Table ใน John Wick: Chapter 2 (2017), The Elder (Saïd Taghmaoui) ที่ John Wick ได้เดินทางไปเข้าพบใน John Wick: Chapter 3 – Parabellum (2019) และสมาชิก The High Table คนใหม่ที่จะมาปรากฏตัวใน John Wick: Chapter 4 ในชื่อ The Marquis de Gramont ที่รับบทโดย Bill Skarsgård

 

ซึ่งเนื้อหาใน John Wick: Chapter 4 เราน่าจะได้เห็นสมาชิก The High Table เข้ามามีบทบาทมากกว่าภาคก่อนๆ เพราะหากเราลองดูจากตัวอย่างที่ปล่อยออกมา John Wick จะต้องเผชิญหน้ากับ The Marquis de Gramont เพื่อทำการต่อรองอะไรบางอย่าง รวมถึงตัวละคร Winston (Ian McShane) ได้เผยเบาะแสว่าครอบครัวของ John Wick เป็นหนึ่งในสมาชิกของ The High Table อีกด้วย

 

 

โรงแรม The Continental, The Soup Kitchen, ฝ่ายบริหาร ฯลฯ องค์กรต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ The High Table

 

เพื่อให้โลกนักฆ่าอยู่ภายใต้กฎระเบียบ The High Table จึงมีการจัดตั้งองค์กรที่คอยกำกับดูแลส่วนต่างๆ และตัดสินความผิดของผู้ที่ละเมิดกฎ โดยหนึ่งในสถานที่สำคัญที่ถูกกล่าวถึงในภาพยนตร์ทุกภาคคือโรงแรม The Continental พื้นที่เป็นกลางที่เปิดให้เหล่านักฆ่าได้เดินทางมาเข้าพัก หลบภัย และให้บริการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาพยาบาล การซื้ออาวุธและอุปกรณ์สำหรับทำภารกิจ บริการจัดเก็บหลักฐาน ไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่มสุดหรู

 

โดย The Continental มีกฎข้อสำคัญที่นักฆ่าทุกคนต้องทำตามคือ ห้ามฆ่าหรือทำธุรกิจภายในบริเวณโรงแรม หากใครกระทำผิดคนผู้นั้นจะถูกตัดสิทธิ์การเป็นสมาชิกและการใช้บริการทั้งหมดของ The Continental พร้อมถูกเนรเทศหรือหนักที่สุดคือการถูกสั่งเก็บ อีกทั้งหากมีองค์กรในเครือข่ายให้การช่วยเหลือผู้กระทำผิด ก็จะถูก The Adjudicator (Asia Kate Dillon) เจ้าหน้าที่ตุลาการจาก The High Table ตัดสินโทษตามความผิด

 

นอกเหนือจาก The Continental แล้ว ยังมีองค์กรอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้ The High Table เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ที่ดูแลในส่วนของการจัดเก็บและกระจายข้อมูลให้กับนักฆ่าทั่วโลก, The Soup Kitchen เครือข่ายคนไร้บ้านในเมืองนิวยอร์ก ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและเส้นทางต่างๆ โดยมี The Bowery King (Laurence Fishburne) เป็นผู้ควบคุมดูแล, The Ruska Roma องค์กรอาชญากรรมที่ดูแลโดย The Director (Anjelica Huston) และยังเป็นสถานที่ที่ John Wick เติบโตและได้รับการฝึกฝนให้เป็นนักฆ่า ฯลฯ

 

 

กฎระเบียนและไอเท็มสำคัญที่ปรากฏในภาพยนตร์

 

ไอเท็มสำคัญชิ้นแรกๆ ที่ปรากฏในภาพยนตร์คือ เหรียญทอง ที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนในโลกนักฆ่าโดยเฉพาะ ทั้งการจ่ายค่ารักษาพยาบาล การจ่ายค่าอาวุธและเสื้อผ้า การจ่ายค่าที่พักในโรงแรม The Continental นอกจากนี้เหรียญทองยังหมายความถึงการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ ความเชื่อใจ และการยอมรับกฎระเบียบของ The High Table ซึ่งในภาพยนตร์ภาคที่ 3 ได้แนะนำให้เรารู้จักกับตัวละครอย่าง Berrada (Jerome Flynn) ซึ่งเป็นผู้รับหน้าที่ดูแลการผลิตเหรียญทองดังกล่าว

 

อีกหนึ่งไอเท็มสำคัญที่ขับเคลื่อนเรื่องราวของภาพยนตร์คือ ตราพันธะ เหรียญตราที่เป็นสัญลักษณ์แทนคำมั่นสัญญาระหว่างผู้ขอความช่วยเหลือและผู้ช่วยเหลือ โดยหากการช่วยเหลือสำเร็จ ผู้ขอความช่วยเหลือจะต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะต้องทำตามคำร้องขอจากอีกฝ่ายโดยไม่มีข้อแม้ หากปฏิเสธหรือหลบหนีจากตราพันธะ หรือฆ่าผู้ถือตราพันธะ คนผู้นั้นจะถูกเนรเทศและถูกสั่งเก็บ โดยภาพยนตร์ทั้ง 3 ภาคมีผู้ถือตราพันธะปรากฏตัวออกมาแล้ว 2 คนด้วยกัน ได้แก่ Santino D’Antonio ที่มาขอให้ John Wick ช่วยฆ่าพี่สาวของตนเอง และ John Wick ที่เคยช่วยเหลือ Sofia (Halle Berry) ผู้ดูแล The Continental สาขากาซาบล็องกา ในภาคที่ 3 ไว้ในอดีต

 

และตั๋วที่มีลักษณะเป็นสร้อยไม้กางเขนซึ่งปรากฏในภาค 3 เมื่อ John Wick ที่กำลังถูกนักฆ่าทั่วโลกตามไล่ล่า เขาจึงได้เดินทางไปยัง The Ruska Roma และยื่นตั๋วของตนเองให้กับ The Director เพื่อขอความช่วยเหลือในการหลบหนี ซึ่งแม้ว่า The High Table จะมีกฎห้ามให้การช่วยเหลือผู้กระทำผิด แต่ John Wick ได้ให้เหตุผลว่าเขาคือเด็กกำพร้าจากชนเผ่าเดียวกับ The Director จึงทำให้ The Director ไม่อาจปฏิเสธคำขอของเขาได้

 

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวขององค์กรและไอเท็มต่างๆ ที่เคยปรากฏให้เราได้ทำความรู้จักกันไปแล้วในภาพยนตร์ทั้ง 3 ภาค ซึ่งเราคงจะต้องไปติดตามกันต่อว่านอกเหนือจากเรื่องราวการตามหาหนทางสู่อิสรภาพของ John Wick และการเผชิญหน้ากับเหล่าสมาชิก The High Table แล้ว John Wick: Chapter 4 จะมาขยับขยายเรื่องราวของโลกนักฆ่าในจักรวาล John Wick ให้กว้างใหญ่มากขึ้นในแง่มุมไหนอีกบ้าง โดยภาพยนตร์มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 22 มีนาคมนี้

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่:

 

 

ภาพ: Lionsgate 

 

อ้างอิง: 

The post ทบทวนกฎระเบียบและองค์กรต่างๆ จากจักรวาล John Wick appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขุนพันธ์ 3 หนังปิดไตรภาคที่บ้าขั้นสุด เท่เกินพิกัด และเปี่ยมมนตร์ขลัง จนไม่อยากให้จบแค่นี้ https://thestandard.co/spotlight-khun-pan-3/ Thu, 02 Mar 2023 10:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=757572

เดินทางมาถึงบทสรุปกันแล้ว สำหรับ ขุนพันธ์ 3 ภาพยนตร์แอ็ […]

The post ขุนพันธ์ 3 หนังปิดไตรภาคที่บ้าขั้นสุด เท่เกินพิกัด และเปี่ยมมนตร์ขลัง จนไม่อยากให้จบแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เดินทางมาถึงบทสรุปกันแล้ว สำหรับ ขุนพันธ์ 3 ภาพยนตร์แอ็กชันฮีโร่ไทยจากผู้กำกับ โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ ที่ถือเป็นการปิดไตรภาคจักรวาลขุนพันธ์อย่างเป็นทางการ โดยยังคงได้ อนันดา เอเวอริงแฮม กลับมารับบท ขุนพันธ์ เช่นเดิม พร้อมด้วยทีมนักแสดงชุดใหม่อย่าง มาริโอ้ เมาเร่อ, โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์, ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา, เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ และ พลอย-ชิดจันทร์ ห่ง 

 

 

เรื่องราวในภาคนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ ขุนพันธ์ (อนันดา เอเวอริงแฮม) ถูกนำตัวมาสอบสวนในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล้นของกลุ่มโจรเสือฝ้าย ทำให้เขาถูกสั่งย้ายไปประจำการที่บ้านเกิด และเขาได้ใช้ชีวิตร่วมกับ ครูนู่น (พลอย-ชิดจันทร์ ห่ง) ภรรยาและลูกในท้อง เฉกเช่นคนธรรมดา 

 

ขณะเดียวกัน เสือมเหศวร (มาริโอ้ เมาเร่อ) และ เสือดำ (โตโน่-ภาคิน คำวิลัยศักดิ์) สองเสื้อร้ายอาคมกล้าแห่งภาคกลาง ก็ยังคงเดินหน้าออกปล้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเหตุให้ขุนพันธ์ถูกไหว้วานให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่เพื่อปราบปรามสองเสื้อร้ายอีกครั้ง  

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

 

เมื่อเรามองย้อนกลับไปตั้งแต่ ขุนพันธ์ ภาคแรกที่ออกฉายในปี 2559 ว่ากันตามตรง ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูจะมีความขาดๆ เกินๆ อยู่พอสมควร ทั้งการออกแบบฉากแอ็กชันและวิชวลเอฟเฟกต์ที่ยังไม่ลงตัวมากนัก หรือกลวิธีการนำเสนอที่ยังไม่ชวนให้เราติดตามเท่าที่ควร (เว้นเพียงการแสดงของ น้อย-กฤษดา สุโกศล แคลปป์ ที่ตีความและถ่ายบทบาทของ อัลฮาวียะลู ออกมาได้อย่างจดจำ)

 

แต่เมื่อภาพยนตร์ ขุนพันธ์ 2 ออกฉายในปี 2561 เราจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนถึงองค์ประกอบหลายๆ ส่วนที่ถูกพัฒนาให้มีความกลมกล่อมมากขึ้น โดยเฉพาะการปรับทิศทางให้ฉากแอ็กชันแฟนตาซีมีความชัดเจนและแข็งแรงมากขึ้น รวมถึงกลวิธีการนำเสนอที่ตรงไปตรงมามากขึ้น และการออกแบบคาแรกเตอร์ของทุกตัวละครที่สร้างสรรค์มาได้อย่างมีเสน่ห์ไม่แพ้ภาคแรก

 

และตอนนี้เราก็มาถึง ขุนพันธ์ 3 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ปิดไตรภาคจักรวาลขุนพันธ์กันแล้ว ผู้เขียนคิดว่านี่คือภาคที่ผู้กำกับและทีมสร้างอัปสเกลของภาพยนตร์ให้ ‘ไปสุดทุกด้าน’ มากกว่า 2 ภาคที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด จนเราอาจกล่าวได้ว่า นี่คือ ขุนพันธ์ ภาคที่บ้าขั้นสุด เท่เกินพิกัด และเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ ก็คงไม่เกินจริงนัก

 

 

ประการแรกคือ การออกแบบฉากแอ็กชันที่ลงตัวมากขึ้น ทั้งฉากบนรถไฟที่ดูสมจริงสมจังมากขึ้นกว่าภาคแรก ฉากการเปิดตัวเสือมเหศวรและเสือดำที่สร้างภาพจำให้เราได้ตั้งแต่แรกเห็น ฉากดวลตัวต่อตัวระหว่างขุนพันธ์และเสือดำที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของเรื่อง ฉากแอ็กชันใหญ่ในช่วงท้ายเรื่องที่มีการลำดับเหตุการณ์ในแต่ละช่วง เพื่อปลุกเร้าความตื่นเต้นให้ผู้ชมได้เป็นอย่างดี รวมถึงการแบ่งแอร์ไทม์ให้แต่ละตัวละครได้โชว์ฝีไม้ลายมือของตัวเองได้อย่างเหมาะสม 

 

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่เข้ามาเสริมให้ฉากแอ็กชันดุเดือดมากขึ้นคือ งานสเปเชียลเอฟเฟกต์และวิชวลเอฟเฟกต์ ที่เสริมให้การใช้คาถาอาคมของขุนพันธ์และเหล่าเสือนั่นเปี่ยมมนตร์ขลัง ไปจนถึงเหล่าภูตผีปีศาจที่ตบเท้ามาร่วมสร้างความชุลมุนในสมรภูมิครั้งนี้อย่างเนืองแน่น บวกด้วยงานโปรดักชันส่วนอื่นๆ อย่างเช่น การออกแบบมุมกล้อง ดนตรีประกอบ การออกแบบเสื้อผ้า หน้าผม ที่ทำให้การต่อสู้สุดท้ายอัดแน่นไปด้วยฉากเท่ๆ มากมายให้เราจดจำ ซึ่งทั้งหมดนี้ยังทำให้เราสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของทีมสร้างที่บรรจงสร้างสรรค์ฉากแอ็กชันเหล่านี้ให้ออกมายิ่งใหญ่และสมบูรณ์แบบมากที่สุดไปพร้อมกันอีกด้วย   

 

 

นอกจากฉากแอ็กชันที่เรียกได้ว่าระเบิดภูเขาเผากระท่อมกันแบบไม่ยั้ง ขุนพันธ์ 3 ยังเป็นภาพยนตร์ที่พาเราเข้าไปสำรวจแง่มุมที่ ‘เปราะบาง’ ของมือปราบคงกระพันอย่างขุนพันธ์มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อเขาต้องเผชิญหน้ากับความตาย และการตั้งคำถามต่อความศรัทธาของตัวเองว่า สิ่งที่เขาเคยทำไปทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่ถูกต้องแล้วแน่หรือ รวมถึง ‘คุณธรรม’ และ ‘กฎหมาย’ ที่เขาเชื่อมั่นนั้นได้ทำหน้าที่มอบความเป็นธรรมแก่ผู้คนอย่างที่ควรจะเป็นจริงๆ หรือไม่ หรือมันกำลังถูกผู้มีอำนาจบางคนใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้ตนเองอยู่กันแน่ 

 

มาถึงองค์ประกอบที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนั่นคือ สองเสือร้ายอาคมกล้าอย่างเสือมเหศวรและเสือดำ ที่ออกแบบคาแรกเตอร์ได้อย่างมีเสน่ห์ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หน้าผม ที่ช่วยขับเน้นความเท่และดุดันของตัวละครให้ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการแสดงของมาริโอ้และโตโน่ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครออกมาได้น่าสนใจไม่แพ้ตัวละครหลักอย่างขุนพันธ์ ทั้งเสือมเหศวรที่มาพร้อมความเฉลียวฉลาด เจ้าแผนการ และมีความเป็นผู้นำสูง และเสือดำที่เคร่งขรึม ดุดัน ตรงไปตรงมา และน่าเกรงขาม

 

สำคัญที่สุด เรื่องราวและอุดมการณ์ของเสือทั้งสองยังชวนให้เราตั้งคำถามต่อผู้รักษากฎหมายไปจนถึงผู้มีอำนาจมากมายที่พร่ำบอกว่า มีหน้าที่ปกป้องผู้คน พวกเขากำลังทำเพื่อผู้คนจริงๆ หรือเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนเองไว้กันแน่ ซึ่งน่าแปลกที่ฉากหลังภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกวางไว้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่บางคำพูดของตัวละครก็ชวนให้เรารู้สึกคุ้นเคยเหมือนสิ่งเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

 

 

อย่างไรก็ตาม ขุนพันธ์ 3 ก็มีข้อสังเกตที่เราแอบติดขัดอยู่เช่นกัน ประการแรกคือ การพยายามสอดแทรกฉากบางฉากที่เราคิดว่ามันไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องราวเข้ามามากจนเกินไป เช่น การแฟลชแบ็กหลายๆ ฉากที่เราคิดว่าสามารถเล่าผ่านบทสนทนาแทนได้ หรือฉากแอ็กชันเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคิดว่าหากนำออกไปก็น่าจะทำให้ตัวภาพยนตร์มีความกระชับมากขึ้น 

 

อีกหนึ่งข้อสังเกตที่เราติดขัดเป็นการส่วนตัวคือ กลวิธีการนำเสนอที่ผู้กำกับพยายามสร้างความสลับซับซ้อนให้กับเรื่องราวมากเกินไปสักหน่อย เช่น การหักเหลี่ยมเฉือนคมของตัวละครที่เรารู้สึกว่ายังไม่น่าสนใจเท่าไรนัก จนบางฉากหากผู้กำกับลองลดความซับซ้อนของเรื่องลงอีกสักหน่อย ก็อาจทำให้ตัวภาพยนตร์มีความลื่นไหลและกลมกล่อมมากขึ้นกว่านี้ 

 

 

ในภาพรวม แม้ว่าจะมีข้อสังเกตที่เรารู้สึกติดขัดอยู่บ้าง แต่ ขุนพันธ์ 3 ก็ยังเป็นภาพยนตร์ฮีโร่ไทยที่เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ที่ชวนให้เราหลงใหลและสนุกสนานไปกับเรื่องราวที่ผู้สร้างต้องการนำเสนอ 

 

ทั้งการออกแบบคาแรกเตอร์ที่จัดจ้าน ฉากแอ็กชันที่ถูกอัปสเกลให้ยิ่งใหญ่สมกับการปิดไตรภาค การออกแบบคาถาอาคมและความแฟนตาซีที่สร้างสรรค์ งานโปรดักชันที่เราสัมผัสได้ถึงแพสชันของทีมงานเบื้องหลังอย่างชัดเจน รวมถึงการหยิบนำประเด็นทางการเมืองมาร้อยเรียงเข้ากับเรื่องราวเหนือจินตนาการได้อย่างน่าสนใจ จนทำให้เราพร้อมที่จะโอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบบางจุดและปรบมือให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยความยินดี

 

ซึ่งเราขอเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ยืนยันว่า ขุนพันธ์ 3 คือภาพยนตร์ไทยที่ต้องดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้นจริงๆ เพราะคงมีโอกาสไม่บ่อยนักที่เราจะได้สัมผัสกับกลิ่นอายภาพยนตร์ฮีโร่ไทยแบบนี้ในโรงภาพยนตร์ 

 

ขุนพันธ์ 3 เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

รับชมรายการ On That Day EP.33 อนันดา เอเวอริงแฮม 40 ปีที่ทำให้รู้ว่า ศูนย์กลางจักรวาลไม่ใช่เรา ได้ที่:

 

 

รับชมรายการ On That Day EP.34 มาริโอ้ เมาเร่อ ความรัก ความจริง และสิ่งสมมติ ได้ที่: 

 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

 

ภาพ: สหมงคลฟิล์มอินเตอร์เนชั่นแนล 

The post ขุนพันธ์ 3 หนังปิดไตรภาคที่บ้าขั้นสุด เท่เกินพิกัด และเปี่ยมมนตร์ขลัง จนไม่อยากให้จบแค่นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Everything Everywhere All At Once กวาดรางวัลทุกสาขาที่ได้เข้าชิงบนเวที SAG Awards 2023 https://thestandard.co/everything-everywhere-all-at-once-sag-awards/ Mon, 27 Feb 2023 04:02:59 +0000 https://thestandard.co/?p=755789

มาแรงแซงโค้งช่วงท้ายของเทศกาลแจกรางวัลของฮอลลีวูดจริงๆ […]

The post Everything Everywhere All At Once กวาดรางวัลทุกสาขาที่ได้เข้าชิงบนเวที SAG Awards 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>

มาแรงแซงโค้งช่วงท้ายของเทศกาลแจกรางวัลของฮอลลีวูดจริงๆ สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Everything Everywhere All At Once ซึ่งล่าสุดสามารถกวาดทุกสาขาที่เข้าชิงบนเวที SAG Awards 2023 ทั้งสาขาใหญ่สุดอย่างนักแสดงกลุ่มยอดเยี่ยม, สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมสำหรับ Michelle Yeoh, นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมสำหรับ Jamie Lee Curtis และนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมสำหรับ Ke Huy Quan โดย Michelle Yeoh และ Ke Huy Quan เป็นนักแสดงเอเชียสองคนแรกที่สามารถชนะรางวัล SAG Awards ในสาขาของตัวเอง

 

มาที่สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมตกเป็นของ Brendan Fraser จากเรื่อง The Whale ซึ่งเอาชนะคู่แข่งสำคัญทั้ง Colin Farrell, Bill Nighy, Adam Sandler และ Austin Butler โดย Brendan กับ Austin ดูเหมือนจะสลับกันชนะรางวัลนี้บนเวทีต่างๆ ซึ่งก็ต้องรอลุ้นดูว่าที่งานใหญ่สุดอย่าง Oscars 2023 เช้าวันจันทร์ที่ 13 มีนาคมนี้ ใครจะคว้ารางวัลนี้ไปครอง

 

มาที่หมวดซีรีส์ The White Lotus ก็ยังคงมาแรง เก็บรางวัลใหญ่สุดบนเวที SAG Awards 2023 ชนะสาขานักแสดงกลุ่มซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม รวมถึงนักแสดงนำหญิงซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยมสำหรับ Jennifer Coolidge ส่วนสาขานักแสดงกลุ่มซีรีส์คอเมดี้ยอดเยี่ยมตกเป็นของเรื่อง Abbott Elementary ของช่อง ABC

 

สำหรับผู้ชนะทั้งหมดสามารถเข้าไปดูได้ที่: https://www.sagawards.org/ 

 

ภาพ: Kevin Winter / Getty Images 

The post Everything Everywhere All At Once กวาดรางวัลทุกสาขาที่ได้เข้าชิงบนเวที SAG Awards 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 หนังไทยที่นำเหล่าเสือชื่อดังมาถ่ายทอดสู่จอภาพยนตร์ https://thestandard.co/10-thai-antihero-movies/ Fri, 24 Feb 2023 02:29:23 +0000 https://thestandard.co/?p=754741

มนตร์เสน่ห์สำคัญของภาพยนตร์ชุด ขุนพันธ์ ภาพยนตร์แอ็กชัน […]

The post 10 หนังไทยที่นำเหล่าเสือชื่อดังมาถ่ายทอดสู่จอภาพยนตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

มนตร์เสน่ห์สำคัญของภาพยนตร์ชุด ขุนพันธ์ ภาพยนตร์แอ็กชันฮีโร่ไทยจากฝีมือของผู้กำกับ โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ ที่ออกแบบมาได้โดดเด่นในทุกๆ ภาค คือเหล่าเสือร้ายอาคมกล้าที่ผู้กำกับได้หยิบนำเสือชื่อดังที่มีชีวิตอยู่จริงมาเป็นแรงบันดาลใจ และเสริมแต่งเรื่องราวเหนือจินตนาการออกมาได้อย่างลงตัว 

 

ซึ่งหากเราย้อนกลับไปสำรวจภาพยนตร์ไทยในอดีตจะพบว่ามีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องที่หยิบนำเสือชื่อดังที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์มาดัดแปลง ต่อยอด และนำเสนอในรูปแบบของภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะการหยิบนำนวนิยายของ ป. อินทรปาลิต อย่าง เสือใบ และ เสือดำ มาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง วันนี้ THE STANDARD POP ถือโอกาสรวบรวมภาพยนตร์ไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเสือชื่อดัง รวมถึงรายชื่อนักแสดงที่เคยรับบทเป็นเสือมาให้ทุกคนได้ย้อนชมกัน

 

 

รับชมรายการ On That Day EP.33 อนันดา เอเวอริงแฮม 40 ปีที่ทำให้รู้ว่า ศูนย์กลางจักรวาลไม่ใช่เรา ได้ที่: 

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post 10 หนังไทยที่นำเหล่าเสือชื่อดังมาถ่ายทอดสู่จอภาพยนตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Plane หนังแอ็กชันฝ่าดงกระสุนที่เน้นดูง่าย แอ็กชันสนุก เนื้อเรื่องพอถูไถ https://thestandard.co/spotlight-plane-2023/ Thu, 19 Jan 2023 09:27:08 +0000 https://thestandard.co/?p=739399

Plane ดิ่งน่านฟ้า เดือดเกาะนรก คือภาพยนตร์แอ็กชันเรื่อง […]

The post Plane หนังแอ็กชันฝ่าดงกระสุนที่เน้นดูง่าย แอ็กชันสนุก เนื้อเรื่องพอถูไถ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Plane ดิ่งน่านฟ้า เดือดเกาะนรก คือภาพยนตร์แอ็กชันเรื่องล่าสุดจาก Gerard Butler แอ็กชันสตาร์ที่คอภาพยนตร์รู้จักเป็นอย่างดีจากแฟรนไชส์ Has Fallen โดยครั้งนี้เขาจะมารับบทเป็นนักบินที่ต้องฝ่าดงกระสุน เพื่อช่วยเหลือลูกเรือที่ถูกจับตัวไป

 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Brodie Torrance (Gerard Butler) กัปตันสายการบินแห่งหนึ่งที่กำลังเตรียมตัวขึ้นบินตามปกติ แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ทราบข่าวว่าเที่ยวบินของเขาจะมี Louis Gaspare (Mike Colter) นักโทษรายหนึ่งโดยสารไปด้วย อีกทั้งขณะที่พวกเขากำลังเดินทาง เครื่องบินของเขาก็ประสบอุบัติเหตุจนต้องลงจอดฉุกเฉินในหมู่เกาะโจโล ซึ่งเป็นที่อยู่ของกลุ่มก่อการร้าย Brodie และ Louis จึงต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้โดยสารและหลบหนีจากเกาะแห่งนี้ไปให้ได้

 

 

Plane เรียกว่าเป็นภาพยนตร์แอ็กชันที่ดำเนินเรื่องตามพล็อตอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรซับซ้อน หรือมีการหลักเหลี่ยมเฉือนคมอะไรมากนัก 

 

ดังนั้นไฮไลต์สำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเป็นฉากแอ็กชันที่อาจไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็ชวนให้เราลุ้นระทึกไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้พอควร ทั้งฉากเครื่องบินตก ฉากต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่ง หรือจะเป็นฉากฝ่าดงกระสุนในช่วงท้ายของเรื่องที่สมจริงสมจัง

 

อีกหนึ่งจุดเด่นที่เราคิดว่าภาพยนตร์นำเสนอได้ดีคือ การออกแบบคาแรกเตอร์ของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่โหดเหี้ยม ไร้ความปราณี จนทำให้เราสัมผัสได้ถึงความอันตรายของพวกเขาจริงๆ

 

 

แต่ด้วยการเล่าเรื่องที่เป็นเส้นตรง คาดเดาได้ไม่ยาก มันจึงกลายเป็นดาบสองคมที่สร้างบาดแผลให้ภาพยนตร์เช่นกัน นั่นคือมิติของตัวละครที่เรียกได้ว่าแบนราบ ไม่มีเหลี่ยมมุมให้เราเข้าไปค้นหา ไม่ว่าจะเป็นตัวละครหลักอย่างกัปตัน Brodie ที่เราจะได้เห็นโฟกัสกับภารกิจช่วยเหลือผู้โดยสารที่ถูกจับตัวไปเป็นหลัก หรือ Louis นักโทษที่ตัดสินใจช่วย Brodie เพราะอยากไถ่บาปที่เคยทำ ดังนั้นด้วยคาแรกเตอร์ที่ไม่มีเสน่ห์ จึงทำให้ตัวละครเหล่านั้นไม่มีแง่มุมให้เราจดจำเท่าไรนัก 

 

รวมถึงการดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเนิบช้าในช่วงแรก ก็ยังส่งผลให้เราไม่รู้สึกอินไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่าไร กว่าที่ภาพยนตร์จะทำให้เราอยากติดตามเรื่องราวก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งเรื่องแล้ว เราจึงคิดว่าหากภาพยนตร์มีการดำเนินเรื่องที่กระชับและรวดเร็วกว่านี้ น่าจะช่วยให้ภาพยนตร์สนุกและลุ้นระทึกได้มากขึ้นกว่าเดิม 

 

 

ในภาพรวมแล้ว Plane คือภาพยนตร์แอ็กชันเน้นดูง่าย ไม่ได้มีเนื้อเรื่องซับซ้อนมากนัก โดดเด่นด้วยการออกแบบฉากแอ็กชันที่สนุก ลุ้นระทึก แต่สำหรับใครที่ต้องการความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง มีแง่มุมของตัวละครที่น่าสนใจชวนให้เราเข้าไปสำรวจ เราคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่สามารถเสิร์ฟรสชาติเข้มๆ แบบนั้นให้เราได้สักเท่าไร 

 

Plane จะเปิดรอบพิเศษให้คอภาพยนตร์แอ็กชันได้ชมก่อนใครตั้งแต่วันที่ 19-25 มกราคมนี้ รอบเวลา 19.00 น. เป็นต้นไป และมีกำหนดฉายรอบปกติวันที่ 26 มกราคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

รับชมตัวอย่าง Plane ได้ที่

 

The post Plane หนังแอ็กชันฝ่าดงกระสุนที่เน้นดูง่าย แอ็กชันสนุก เนื้อเรื่องพอถูไถ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Remember คนหนึ่งขับ คนหนึ่งฆ่า อีซองมิน-นัมจูฮยอก จะเหยียบคันเร่งล้างแค้น 17 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/remember-17-november/ Wed, 16 Nov 2022 04:34:30 +0000 https://thestandard.co/?p=709770

Remember แค้นเดือดคนดุ หนังแอ็กชันทริลเลอร์เรื่องใหม่จา […]

The post Remember คนหนึ่งขับ คนหนึ่งฆ่า อีซองมิน-นัมจูฮยอก จะเหยียบคันเร่งล้างแค้น 17 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Remember แค้นเดือดคนดุ หนังแอ็กชันทริลเลอร์เรื่องใหม่จากเกาหลี นำแสดงโดย อีซองมิน และ นัมจูฮยอก ที่จะมาแท็กทีมทำภารกิจล้างแค้นให้สำเร็จก่อนตาย ฉายในโรงภาพยนตร์ 17 พฤศจิกายนนี้

 

ภาพยนตร์กำกับโดย อีอิลฮยอง จาก A Violent Prosecutor (2016) เล่าเรื่องของ พิลจู (อีซองมิน) ชายสูงวัยผู้ป่วยเป็นอัลไซเมอร์และเนื้องอกในสมองระยะสุดท้าย เมื่อรู้ตัวว่าความทรงจำใกล้จะเลือนหายไป เขาจึงเริ่มทำตามแผนการที่วางไว้มานานถึง 60 ปี เพื่อล้างแค้นคนเลวที่ทำให้เขาสูญเสียครอบครัวไปตั้งแต่ยุคญี่ปุ่นล่าอาณานิคม

 

 

พิลจูจ้าง อินกยู (นัมจูฮยอก) เพื่อนร่วมงานต่างวัย มาเป็นคนขับรถให้หนึ่งสัปดาห์แลกกับเงินมหาศาล โดยที่อินกยูไม่รู้เลยว่าระหว่างทำหน้าที่ขับรถอยู่ กล้องวงจรปิดได้บันทึกภาพเขาในจุดเกิดเหตุขณะพิลจูลงมือชำระแค้น ทำให้เขากลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก่อคดีฆาตกรรมและถูกทางการหมายหัวไปด้วย

 

อีอิลฮยอง ผู้กำกับ เผยว่าหนังล้างแค้นเรื่องนี้มีเนื้อหาค่อนข้างแตกต่างจากเรื่องอื่นๆ และมีฉากไฮไลต์อย่างฉากแอ็กชัน ทั้งการขับรถไล่ล่า การสาดกระสุน การต่อสู้มือเปล่า ที่มันระห่ำไต่ระดับถึงขีดสุด

 

“ถ้าคนแก่เล่นฉากแอ็กชันแล้วยังกระฉับกระเฉงเหมือนที่เราคุ้นชิน มันคงเหมือนโยนความสมจริงลงถังขยะ เราพยายามทำให้จังหวะแอ็กชันช้าลง แต่ถึงลูกถึงคนมากขึ้น ทีมสตันท์ ทีมกล้อง และผมช่วยกันหาทางออก

 

“ความแค้นเป็นอารมณ์รุนแรง แม้ว่าพิลจูจะเชื่องช้าแบบคนแก่ ผมยังอยากให้ผู้ชมสัมผัสความแค้นที่คอยผลักดันเขาเวลาเขาอยู่หลังพวงมาลัย เขาได้แต่ฝันว่าสักวันจะล้างแค้นสำเร็จ รถพอร์ชสีแดงคันนี้จึงเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของแรงแค้นที่คอยขับเคลื่อนเขา”

 

 

เมื่อกฎหมายกำลังไล่ล่าแบบหายใจรดต้นคอ หนทางรอดทางเดียวคือต้องล้างแค้นให้สำเร็จก่อนความทรงจำของเขาจะหายไปตลอดกาล แผนการครั้งนี้จะนำไปสู่จุดจบอย่างไร เตรียมคลั่งให้สุดขีด เหยียบคันเร่งให้มิด กับมิชชันล้างแค้นรสชาติแปลกใหม่ คนหนึ่งขับ คนหนึ่งฆ่า ใน Remember แค้นเดือดคนดุ 17 พฤศจิกายนนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

ตัวอย่างซับไทยภาพยนตร์ Remember แค้นเดือดคนดุ

 

The post Remember คนหนึ่งขับ คนหนึ่งฆ่า อีซองมิน-นัมจูฮยอก จะเหยียบคันเร่งล้างแค้น 17 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Keanu Reeves กลับมาแล้วในตัวอย่างใหม่ John Wick: Chapter 4 ที่การเผชิญหน้าในสงครามนักฆ่ายังคงดุเดือด https://thestandard.co/john-wick-chapter-4-trailer/ Fri, 11 Nov 2022 03:30:27 +0000 https://thestandard.co/?p=707586

“เลือกจุดจบ หรือจุดเปลี่ยน”    กลายเป็นหนังแอ […]

The post Keanu Reeves กลับมาแล้วในตัวอย่างใหม่ John Wick: Chapter 4 ที่การเผชิญหน้าในสงครามนักฆ่ายังคงดุเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>

“เลือกจุดจบ หรือจุดเปลี่ยน” 

 

กลายเป็นหนังแอ็กชันฟอร์มยักษ์ภาคต่อที่มีแฟนรอคอยมากที่สุดเรื่องหนึ่ง สำหรับ John Wick: Chapter 4 ที่ได้ปล่อยตัวอย่างล่าสุดออกมาให้แฟนๆ ของ Keanu Reeves (คีอานู รีฟส์) ได้อุ่นเครื่อง ก่อนไปร่วมเผชิญหน้ากับสงครามครั้งใหม่ยังคงดุเดือด หนังมีกำหนดเข้าฉาย 23 มีนาคม 2023 ในโรงภาพยนตร์ 

 

เรื่องราวในภาคนี้ John Wick (Keanu Reeves) จะต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสภาสูงที่ส่งนักฆ่ามากฝีมือมากำจัดเขา และทางเลือกเดียวที่จะนำพาเขาไปสู่อิสรภาพเห็นจะเป็นการหยิบปืนถืออาวุธ แล้วเข้าห้ำหั่นกับนักฆ่าจากทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

John Wick: Chapter 4 จะยังคงได้ Chad Stahelski ผู้กำกับจาก John Wick สามภาคแรก กลับมาสานต่อความเดือดในครั้งนี้ พร้อมด้วยทีมนักแสดงชุดเดิม นำโดย Keanu Reeves, Laurence Fishburne, Lance Reddick และ Ian McShane 

 

เสริมทัพด้วยทีมนักแสดงชุดใหม่ที่จะมาเข้าร่วมสงครามนักฆ่าใต้ดินในครั้งนี้ ได้แก่ Bill Skarsgård จาก It (2017), Donnie Yen จาก Ip Man (2008), Hiroyuki Sanada จาก Mortal Kombat (2021) และศิลปินสาวอย่าง Rina Sawayama 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่ 

 

The post Keanu Reeves กลับมาแล้วในตัวอย่างใหม่ John Wick: Chapter 4 ที่การเผชิญหน้าในสงครามนักฆ่ายังคงดุเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hunt ล่าคนปลอมคน หนังแอ็กชันสายลับสุดเดือดแห่งปี กับภารกิจที่ย้ำว่า เผด็จการ (เกาหลี) จงพินาศ! https://thestandard.co/hunt-movie-2022/ Sat, 03 Sep 2022 03:54:54 +0000 https://thestandard.co/?p=675840 Hunt ล่าคนปลอมคน

Hunt ล่าคนปลอมคน ภาพยนตร์เรื่องใหม่จากเกาหลีใต้ที่เพิ่ง […]

The post Hunt ล่าคนปลอมคน หนังแอ็กชันสายลับสุดเดือดแห่งปี กับภารกิจที่ย้ำว่า เผด็จการ (เกาหลี) จงพินาศ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hunt ล่าคนปลอมคน

Hunt ล่าคนปลอมคน ภาพยนตร์เรื่องใหม่จากเกาหลีใต้ที่เพิ่งเข้าฉายในไทยเมื่อ 1 กันยายนนี้ เป็นภาพยนตร์ที่ได้ไปฉายโชว์ในรอบ Midnight Screen ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ ได้รับเสียงปรบมือ (Standing Ovation) ยาวนานกว่า 7 นาที และเมื่อเปิดตัวในเกาหลีเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ก็ทำรายได้เป็นอันดับ 1 สามสัปดาห์ซ้อน จนไต่ขึ้นไปอยู่อันดับ 3 ของภาพยนตร์เกาหลีที่ทำรายได้สูงสุดแห่งปีอย่างรวดเร็ว

 

แน่นอนว่ากระแสความแรงนี้มาจากนักแสดงระดับแม่เหล็กอย่าง อีจองแจ กับ จองอูซอง สองเพื่อนซี้ในชีวิตจริงที่โคจรมาร่วมจอกันอีกครั้งในรอบ 23 ปีนับจากเรื่อง City of the Rising Sun (1998) สมทบด้วย จอนฮเยจิน, ฮอซองแท, โกยุนจอง, คิมจงซู, จองมันชิก ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีนักแสดงหน้าคุ้นเคยอีกหลายคนมาเป็น Cameo ในเรื่องนี้

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

ที่สำคัญคือเป็นงานกำกับครั้งแรกของอีจองแจ และเขียนบทร่วมกับ โจซึงฮี หลังจากโลดแล่นอยู่ในวงการมาราว 30 ปีด้วยงานแสดง เขาพูดถึงความตั้งใจในการทำผลงานเรื่องนี้ว่า “สำหรับผม Hunt เป็นหนังแอ็กชันสายลับ มันเล่าเรื่องของคนที่ต้องทำอะไรขัดกับความเชื่อและหลักการของตัวเอง ซึ่งความเดือด ความสมจริง และรายละเอียดต่างๆ คือสามสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมทำสตอรีบอร์ดกับแผนกเทคนิคพิเศษ ทีมสตันท์ และทีมซีจีอย่างละเอียด รวมถึงซีนแอ็กชันไล่ล่า ผมต้องการให้ทั้งหมดออกมาดูสดใหม่ ซึ่งทีมงานทุกคนไม่ทำให้ผมผิดหวัง”

 

ฉากหลังของ Hunt อยู่ในยุค 80 ภายหลังที่ผู้นำเผด็จการ พัคจองฮี ถูกลอบสังหารโดยหัวหน้าหน่วยข่าวกรองกลางแห่งชาติ (KCIA) เมื่อปี 1979 จากนั้นนายพลชอนดูฮวานจึงรัฐประหารเข้ามาสืบทอดอำนาจต่อ นำไปสู่การชุมนุมประท้วงครั้งสำคัญที่กวางจูในเดือนพฤษภาคม ปี 1980 ซึ่งเขาได้สั่งสลายการชุมนุมจนมีประชาชนเสียชีวิตเกิน 1,000 คน

 

หนังหยิบประวัติศาสตร์จริงมาเล่าเรื่องราวของตัวละคร พัคพยองโฮ (อีจองแจ) หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับระหว่างประเทศ กับ คิมจองโด (จองอูซอง) หัวหน้าหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ชายสองคนที่ได้รับมอบหมายให้ตามล่า ‘ดงลิม’ (독립 – เอกราช/อิสรภาพ) โค้ดเนมของสายลับเกาหลีเหนือผู้ปล่อยข้อมูลลับสุดยอดที่กระทบต่อความปลอดภัยของผู้นำ ทั้งสองฝ่ายจึงออกตามล่าหนอนบ่อนไส้ในองค์กรจนเริ่มหันมาห้ำหั่นกันเอง

Hunt ล่าคนปลอมคน Hunt ล่าคนปลอมคน

 

ถือว่าฉากแอ็กชันทำได้ดุเดือดสมกับที่หนังได้รับคำชมอย่างล้นหลาม หนังไม่ปล่อยให้มีจังหวะเงียบนานก็ซัดทั้งฉากปะทะคารมและฉากต่อสู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องบอกว่าโลเคชันยุค 80 ของโซล วอชิงตัน โตเกียว รวมถึงประเทศไทย ที่เห็นกันนั้นถูกเซ็ตขึ้นมาในเกาหลีทั้งหมด

 

สำหรับอีกหนึ่งอีเวนต์สำคัญที่ Hunt ใช้ประเทศไทยเป็นฉากหลังนั้นอิงมาจากเหตุการณ์จริงที่มีสายลับเกาหลีเหนือพยายามลอบสังหารชอนดูฮวานในปี 1983 ณ เมืองย่างกุ้ง เมียนมา แต่หนังเปลี่ยนมาเป็นประเทศไทยกับบรรยากาศล้อมรอบด้วยภูเขาแบบ Exotic หน่อยๆ ซึ่งในช่วงเวลานั้นตรงกับยุคของ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ 

 

ขณะเดียวกันก็เป็นจุดอ่อนคือ แม้เราจะเชื่อในฝีมือของนักแสดงนำอย่างไร้ข้อกังขา (และเข้าใจอารมณ์แค้นต่อเผด็จการได้ไม่ยากแน่ๆ) แต่เมื่อเข้าสู่องก์สามซึ่งควรจะคลี่คลายประเด็นสายลับ กลับมีความรู้สึกเสียดายที่หนังเดินเรื่องเร็วจนไม่เห็นมิติของตัวละครเท่าที่ควร โดยเฉพาะกับคนที่ไม่สันทัดกับประวัติศาสตร์เกาหลีเหนือ-ใต้ กว่าจะปะติดปะต่อตามได้ก็มีฉากแอ็กชันตื่นเต้นมาดึงความสนใจไปก่อนแล้ว

 

Hunt ล่าคนปลอมคน

 

โดยภาพรวมนอกจากหนังจะถ่ายทอดให้เห็นว่าบรรดาผู้ใหญ่ในหน่วยงานรัฐเป็นหมากในเกมการเมืองอย่างไร และทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้อุดมการณ์ที่ตัวเองยึดถือบรรลุผล ก็มีอีกตัวละครโดดเด่นอย่าง ยูจอง แสดงโดย โกยุนจอง นักแสดงหน้าใหม่จาก Sweet Home, Law School และ Alchemy of Souls

 

ในฉากแรกๆ ยูจองปรากฏตัวเป็นนักศึกษาธรรมดาที่บังเอิญได้รับลูกหลงจากการประท้วง เธอเห็นเพื่อนๆ วัยเดียวกันถูกเจ้าหน้าที่รัฐกระทำอย่างไร้ความปรานีเพราะออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และด้วยภูมิหลังคลุมเครือของเธอกับพัคพยองโฮ จึงทำให้เธอเข้ามาพัวพันกับการตามล่าสายลับโดยปริยาย

 

อีจองแจบรรยายตัวละครของยูจองว่า ‘เธอขยะแขยงในการกระทำของคนรุ่นก่อน’ เมื่อผ่านพ้นจุดหักมุมมาแล้ว ตัวละครนี้จึงมีบทบาทสำคัญที่เติมเต็มเรื่องราวได้ดี ในฐานะตัวแทนของคนวัยหนุ่มสาวผู้ชิงชังทั้งรัฐบาลเผด็จการและข้ารับใช้ของคนเหล่านั้นเต็มทน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม

 

“ผมต้องการให้หนังเรื่องนี้เป็นกระบอกเสียงในยุคที่องค์กรต่างๆ หรือแม้กระทั่งรัฐบาลยัดเยียดแนวคิดใส่หัวประชาชน กดหัวประชาชนผ่านนโยบายที่ฉาบหน้า แล้วเราจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปอย่างนั้นหรือ” อีจองแจกล่าว

 

Hunt ล่าคนปลอมคน

 

ภาพ: Megabox Plus M

The post Hunt ล่าคนปลอมคน หนังแอ็กชันสายลับสุดเดือดแห่งปี กับภารกิจที่ย้ำว่า เผด็จการ (เกาหลี) จงพินาศ! appeared first on THE STANDARD.

]]>
จูวอน ทุ่มสุดตัวกับ Carter หนังแอ็กชันเดือดทะลุมิติ ไม่มีวันไหนไม่ได้เล่นฉากบู๊! https://thestandard.co/carter/ Wed, 03 Aug 2022 15:44:54 +0000 https://thestandard.co/?p=662542 Carter

เกินมนุษย์! คือคำนิยามของภาพยนตร์ Carter ที่เรียกได้ว่า […]

The post จูวอน ทุ่มสุดตัวกับ Carter หนังแอ็กชันเดือดทะลุมิติ ไม่มีวันไหนไม่ได้เล่นฉากบู๊! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Carter

เกินมนุษย์! คือคำนิยามของภาพยนตร์ Carter ที่เรียกได้ว่าบ้าระห่ำ เดือดทะลุทุกมิติ เพราะจากคัตซีนที่ปล่อยออกมาก่อนออกอากาศทาง Netflix ในวันที่ 5 สิงหาคมนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นการแสดงฉากแอ็กชันที่ทุ่มเทมากๆ ของจูวอน พอๆ กับความบ้าพลังของทีมสร้างที่เล่าเรื่องราวการต่อสู้ของชายชื่อ คาร์เตอร์ ที่ไม่เหลือความทรงจำ กับภารกิจตรงหน้าที่เขาต้องรอด!

 

Carter งานกำกับของจองบยองกิล 

Carter เป็นภาพยนตร์แอ็กชันของผู้กำกับจองบยองกิล เจ้าของผลงานเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ Confession of Murder (2012) งานทริลเลอร์ที่นำคดีฆาตกรต่อเนื่องฮวาซองมาถ่ายทอด จนทำให้เขาได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Baeksang Arts Awards และรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม Daejong Film Awards นั่นทำให้งานภาพยนตร์ Carter กลายเป็นที่รอคอย

 

ผู้กำกับจองบยองกิลเล่าถึง จูวอน นักแสดงที่จะมารับบทคาร์เตอร์ในครั้งนี้ “ผมมีจูวอนเป็นนักแสดงที่อยู่ในใจมาตั้งแต่เดบิวต์งานกำกับภาพยนตร์ รอได้ร่วมงานมาตลอด ผมรู้สึกได้ถึงความเศร้าในดวงตาเขาครับ ถ้าได้นักแสดงที่มีสายตาแบบนั้นมารับบทนี้ น่าจะสื่อสารอารมณ์ความสับสนของคาร์เตอร์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม” 

 

จูวอนเป็นนักแสดงที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีจากบท พัคชีอน ซีรีส์ Good Doctor (2013), My Sassy Girl (2017) และ Alice (2020) ซึ่งตัวจูวอนเองเพิ่งออกจากกรมในปี 2019 ผลงานหลังออกจากกรมของเขาก็เริ่มต้นด้วยสายทางที่เข้มขึ้น ทั้งซีรีส์ Alice ที่ต้องเดินทางข้ามเวลาเพื่อสืบคดี และ Carter ภาพยนตร์แอ็กชันที่เรียกได้ว่าโหดหินที่สุดในชีวิตการแสดงของเขา ทั้งยังเปลี่ยนลุคชนิดว่าหน้ามือเป็นหลังมือจนคนจำแทบไม่ได้

 

ผู้กำกับจองบยองกิลยืนยันคำพูดนี้ไว้ว่า “ตอนที่ปล่อยตัวอย่าง Carter ออกไป มีผู้บริหารในบริษัทหนังใหญ่ๆ ที่อเมริกาส่งข้อความมาถามว่านักแสดงใหม่คนนี้ไปหามาจากไหน ผมประทับใจมากครับที่จูวอนเปลี่ยนไปจนคนแทบจำไม่ได้” คำบอกเล่านี้ก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าทีมสร้าง Carter ทำสำเร็จ ในการเปลี่ยนจูวอนให้กลายเป็นคาร์เตอร์ ชายผู้ไร้ซึ่งความทรงจำ และต้องทำภารกิจตามที่เสียงในหูสั่งเขาเท่านั้น 

 

 

จูวอน นักแสดงที่เก็บทุกรายละเอียดเพื่อเป็นคาร์เตอร์ที่สมบูรณ์แบบ

“คาร์เตอร์เป็นผู้ชายไร้ความทรงจำ เขาตื่นขึ้นมาโดยไม่เหลือความจำอะไรเลย ยกเว้นเสียงที่อยู่ในหู คอยบอกให้เขาทำสิ่งต่างๆ เพื่อเอาตัวรอดและปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ภารกิจนั้นก็คือการพาเด็กคนหนึ่งที่เลือดของเธอจะนำไปใช้ทำวัคซีนเพื่อช่วยทั้งโลกให้รอด ซึ่งตัวคาร์เตอร์เองก็ไม่รู้ว่าภารกิจที่มีคนสั่งให้ทำ หรือคนที่กำลังตามไล่ล่าเขา อะไรกันแน่คือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเขาไม่เหลือความจำอะไรเลย”

 

จูวอนเล่าถึงเรื่องราวในภาพยนตร์ Carter ที่เส้นเรื่องคือการปฏิบัติภารกิจเพื่อช่วยโลกให้รอด ขณะเดียวกันก็เป็นการเอาตัวรอดของคาร์เตอร์เอง พร้อมทั้งพยายามคลี่คลายปมว่าตัวเขาเองคือใครกันแน่ และด้วยความที่ตลอด 133 นาทีของภาพยนตร์ มีสัดส่วนของฉากแอ็กชันมากกว่า 80% ก็ทำให้จูวอนต้องรับบทหนักระดับเดอะแบก 

 

“คาร์เตอร์เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ท้าทาย ผมรักและทุ่มเทกับมันมาก ไม่มีวันไหนเลยที่ผมไม่ต้องเล่นฉากต่อสู้ ทุกๆ วันต้องเจอฉากแอ็กชันที่ยาก ต้องจำจังหวะการต่อสู้รวมไปถึงเทคนิคการถ่ายทำด้วย ผมฝึกซ้อมเกือบ 4 เดือนครับ

 

“ความพิเศษของฉากแอ็กชันใน Carter คือเป็นแอ็กชันแบบ One-take ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยาว 2 ชั่วโมงนิดๆ แต่มีฉากแอ็กชันในเรื่องเกือบตลอดสองชั่วโมง ผมต้องจำจังหวะทั้งหมดให้ได้ก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำ แต่บางครั้งพอไปถึงหน้างานแล้วมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่อย่างไรผมก็ต้องจำท่าแอ็กชันทั้งหมดที่มี เพราะฉะนั้นผมเลยใช้เวลาไปกับการฝึกซ้อมเสียส่วนใหญ่ครับ

 

 

“ผมออกกำลังกายเยอะมากครับเพื่อฟิตร่างกาย เพราะในฉากแรกๆ จะได้เห็นร่างกายแทบจะทุกส่วนเพื่อให้เห็นรอยสักต่างๆ ที่บ่งบอกความเป็นคาร์เตอร์ แล้วก็มีการเปลี่ยนทรงผมที่น่าจะสั้นที่สุดในบรรดาผลงานที่ผ่านมาเลยครับ นอกจากนี้ก็มีรอยแผลผ่าตัดที่ท้ายทอย และการใช้โทนเสียงที่ผมใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้คนดูเข้าใจตัวละครนี้ ผมพยายามเป็นตัวคาร์เตอร์ให้ได้มากที่สุดจนรู้สึกว่ากลายเป็นเขาไปจริงๆ จนตอนที่เลิกถ่ายทำแล้ว มันยากเหมือนกันนะครับที่จะต้องปรับตัวจากคาร์เตอร์กลับมาเป็นตัวเองในชีวิตจริง”

 

ผู้กำกับจองบยองกิลได้เสริมถึงการสร้างคาแรกเตอร์คาร์เตอร์ ด้วยการพลิกภาพลักษณ์จากหนุ่มดอกไม้ให้กลายมาเป็นคาร์เตอร์ดิบเถื่อนที่สุดของความแอ็กชัน “จูวอนเป็นนักแสดงหนุ่มที่มีภาพลักษณ์ของหนุ่มดอกไม้ (Flower Boy) เราก็เลยคุยกันว่าจะเปลี่ยนโฉมเขาอย่างไรดี เพื่อให้ดูแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมขึ้น แต่จริงๆ แล้วจูวอนเองก็มีความเซอร์ ความแมนอยู่พอสมควร พอเปลี่ยนทรงผมเขาก็กลายเป็นคาร์เตอร์อย่างที่ผมคิดไว้แล้วครับ”

 

อีกอย่างที่น่าสนใจคือภาพยนตร์ Carter จูวอนแสดงเองเกือบทั้งหมด โดยพยายามใช้นักแสดงแทนให้น้อยที่สุด รวมทั้งฉากที่ต้องกระโดดจากตึกสูงที่จูวอนยืนยันว่าจะแสดงเอง ซึ่งเขาได้ให้เหตุผลไว้ว่า “ถ้าได้ชมภาพยนตร์คงมีหลายฉากที่คุณคิดว่าใช้ตัวแสดงแทน แต่จริงๆ แล้วเป็นผมเกือบทั้งหมดครับ ถึงแม้ว่าสตันท์ที่แสดงแทนผมจะทำได้ดีมาก แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็มีความแตกต่างกันเล็กน้อยกับการที่นักแสดงแสดงด้วยตัวเองอยู่” 

 

 

เทคนิคการถ่ายทำแบบเทคเดียว และรายละเอียดงานสร้างในภาพยนตร์ Carter

ภาพยนตร์ Carter ใช้เทคนิคถ่ายทำแบบ One-take ที่หากเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ก็เท่ากับต้องเริ่มการถ่ายทำใหม่ตั้งแต่แรก ในด้านการถ่ายทำแล้วจึงเรียกว่าเป็นงานมหากาพย์ โดยได้ออกมาเป็นความตื่นเต้นตลอดเวลาที่เรื่องราวดำเนินไป 

 

ผู้กำกับจองบยองกิลเล่าถึงความพิเศษในงานสร้างและการถ่ายทำภาพยนตร์ไว้ว่า “Carter เป็นงานที่ท้าทายมากครับ อย่างในภาพยนตร์จะมีฉากกระโดดร่มอยู่ไม่กี่นาที ซึ่งมันเป็นการถ่ายทำจริงๆ เราใช้เวลาถ่ายทำกันมากกว่า 10 เทคครับ บางคนอาจจะทราบดีว่าสามารถจับภาพตอนที่กระโดดลงมาได้แค่เพียง 30 วินาทีเท่านั้น ถ้าวันหนึ่งกระโดด 10 รอบ ก็ถ่ายได้ประมาณ 400 วินาที จำได้ว่าวันที่ถ่ายฉากกระโดดร่มผมรู้สึกท้าทายมาก เพราะผมเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน 

 

“นอกจากนี้จะมีฉากแอ็กชันบนเฮลิคอปเตอร์ นั่นเป็นเฮลิคอปเตอร์ที่เราสั่งทำขึ้นมาโดยเฉพาะนะครับ แต่พอถึงเวลาถ่ายทำจริงขึ้นมาก็เกิดปัญหาหลายอย่าง ทั้งใช้งานไม่ได้บ้าง ต้องเปลี่ยนมุมกล้องบ้าง เมื่อก่อนถ้ามีอะไรไม่ได้ดั่งใจขณะถ่ายทำผมจะเครียดมาก แต่ตอนถ่ายทำเรื่องนี้ผมไม่เคยโมโหแม้แต่ครั้งเดียวเลยครับ ถ้ามีอะไรไม่ได้ดั่งใจ ผมจะพยายามคิดว่ามันเกิดอุปสรรคเพื่อที่จะให้เราสร้างผลงานที่ดีขึ้นกว่าเดิมครับ 

 

“อีกฉากที่ผมชื่นชอบคือฉากที่คาร์เตอร์ตื่นมาที่โรงอาบน้ำสาธารณะ จริงๆ แล้วฉากนั้นเป็นฉากจากบทหนังอีกเรื่องของผม แต่มันเป็นฉากที่ผมอยากลองถ่ายทำมาก เลยนำมาใช้ในเรื่องนี้ครับ

 

“เหตุผลก็คือตอนที่ไปหาโลเคชัน เราบังเอิญเจอโรงอาบน้ำสาธารณะร้างแห่งหนึ่ง

อย่างที่บอกว่าจริงๆ แล้วฉากนั้นเป็นฉากจากบทอีกเรื่องหนึ่งของผม เรียกว่าเป็นฉากในฝันของผมเลยก็ได้ครับ แต่ผมก็ตัดสินใจว่าค่อยไปเปลี่ยนบทเรื่องนั้นแล้วหันมาทุ่มกับเรื่องนี้ให้เต็มที่ก่อน พอได้ไอเดียแล้วผมก็ไปคุยกับทีมนักแสดงแอ็กชัน ตอนแรกนึกว่าจะไม่มีใครอยากทำ และคิดไม่ออกเลยว่าจะหาสตันท์จำนวนมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร แต่โชคดีที่ทุกคนตอบตกลงและอยากถ่ายทำฉากนี้กันครับ

 

“ผมจบเอกศิลปะตะวันออกและเคยวาดฝันว่าอยากเป็นจิตรกร ตอนนั้นผมชอบการวาดภาพพู่กันมาก เทคนิคการวาดภาพด้วยหมึกคือต้องตวัดพู่กันลงไปทีเดียว ไม่เหมือนกับภาพวาดสีน้ำมันหรืออะคริลิกที่แต่งเติมได้ ถ้าได้วาดภาพที่เป็นธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งลงบนร่างกายคาร์เตอร์ก็น่าจะดี ผมจึงดีไซน์รอยสักขึ้นมาเอง เหมือนผมได้แสดงนิทรรศการส่วนตัวบนร่างกายของคาร์เตอร์เลยครับ”

 

 

สำหรับจูวอนเอง เขาได้เล่าถึงฉากแอ็กชันที่ยากและท้าทายที่สุดใน Carter ว่า “ตัวผมเองผ่านประสบการณ์ถ่ายทำมาก็เยอะพอสมควร ปกติแล้วก็จะพอเดาได้ว่าวันนี้ไปกองถ่ายแล้วต้องถ่ายฉากไหนบ้าง แต่สำหรับเรื่องนี้ผมไม่เคยเดาถูกเลยครับ มันเกินความคาดหมายมาก ทุกฉากจะมีความยากหมด มีทั้งฉากแอ็กชันที่ใช้แค่ตัวเปล่า, มอเตอร์ไซค์, เฮลิคอปเตอร์, กระโดดร่ม, ​รถบรรทุก, ปีนเขา ฯลฯ ครับ ส่วนตัวผมว่าฉากโรงอาบน้ำสาธารณะซึ่งเป็นฉากแอ็กชันแรกของเรื่องยากที่สุด”

 

ในท้ายที่สุด จูวอนและผู้กำกับจองบยองกิลได้ทิ้งท้ายถึงภาพยนตร์แอ็กชันสุดระห่ำ Carter ก่อนที่เราจะได้รับชมพร้อมกันทั่วโลกวันที่ 5 สิงหาคมนี้ ทาง Netflix

 

จูวอน: นี่เป็นภาพยนตร์ที่ผมตั้งตารอมานานครับ ผมห่างหายจากวงการภาพยนตร์มานาน ตอนได้อ่านบทครั้งแรก ผมคิดว่าต้องรับบทในเรื่องนี้ให้ได้ ถึงแม้ตอนแรกผมเองก็คิดว่ามันจะเป็นไปได้ไหม แต่ไม่ว่าอย่างไรก็อยากจะลองดู ถ้าภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาดี มันต้องเป็นผลงานที่สุดยอดและน่าจดจำในประวัติการแสดงภาพยนตร์ของผมแน่นอนครับ

 

ผู้กำกับจองบยองกิล: ผมเริ่มทำอาชีพผู้กำกับตั้งแต่อายุ 25 ปี ที่ผ่านมาได้สร้างผลงานภาพยนตร์มาแล้ว 3 เรื่อง Carter เป็นภาพยนตร์สตรีมมิงเรื่องแรก ตั้งแต่ทำภาพยนตร์มา Carter เป็นเรื่องที่ยากที่สุด แต่ก็เป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ผมมีความสุขมากที่สุดครับ หวังว่าผู้ที่ได้รับชมภาพยนตร์จะมีความสุขเช่นเดียวกัน

 

ตัวอย่างภาพยนตร์ Carter 

 

 

The post จูวอน ทุ่มสุดตัวกับ Carter หนังแอ็กชันเดือดทะลุมิติ ไม่มีวันไหนไม่ได้เล่นฉากบู๊! appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Gray Man บู๊ระห่ำจัดเต็ม ตีบวกด้วยฉากดวลหมัดของ Ryan Gosling และ Chris Evans ที่ดุดันสมการรอคอย https://thestandard.co/the-gray-man/ Sat, 23 Jul 2022 07:51:27 +0000 https://thestandard.co/?p=658044 The Gray Man

The Gray Man คือภาพยนตร์แอ็กชันเรื่องล่าสุดของสองผู้กำก […]

The post The Gray Man บู๊ระห่ำจัดเต็ม ตีบวกด้วยฉากดวลหมัดของ Ryan Gosling และ Chris Evans ที่ดุดันสมการรอคอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Gray Man

The Gray Man คือภาพยนตร์แอ็กชันเรื่องล่าสุดของสองผู้กำกับ Anthony และ Joe Russo ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Captain America: The Winter Soldier (2014) ที่นำซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจมหาชนมาปรุงแต่งด้วยรสชาติของภาพยนตร์สายลับ หักเหลี่ยม เฉือนคม โดยภาพยนตร์ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีในชื่อเดียวกันของ Mark Greaney และได้สองนักแสดงระดับแถวหน้าอย่าง Ryan Gosling และ Chris Evans มาร่วมประชันบทบาท

 

The Gray Man ว่าด้วยเรื่องราวของ Court Gentry (Ryan Gosling) โค้ดเนม SIX มือสังหารมากฝีมือจากโครงการเซียล่าของซีไอเอ ได้รับภารกิจลับสุดยอดให้มาลอบสังหารอาชญากรตัวเป้ง แต่เมื่อภารกิจสิ้นสุด SIX กลับค้นพบข้อมูลลับที่เต็มไปด้วยความดำมืดของหัวหน้าซีไอเอเสียอย่างนั้น SIX จึงต้องหลบหนีจากการตามล่าของ Lloyd Hansen (Chris Evans) ทหารรับจ้างที่สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อปิดปากเขา แม้จะต้องแลกกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์ก็ตาม เรื่องราวการเผชิญหน้าระหว่างสองมือสังหารมากฝีมือจึงเริ่มต้นขึ้น 

 

The Gray Man

 

Ryan Gosling และ Chris Evans นับว่าเป็นสองนักแสดงที่ต่างเคยสวมบทบาทเป็นตัวละครสำคัญที่เป็นที่จดจำของผู้ชมมาแล้วหลายเรื่อง ทั้ง Ryan Gosling กับภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าเรื่อง The Notebook (2004), La La Land (2016) หรือภาพยนตร์ไซไฟฟอร์มยักษ์อย่าง Blade Runner 2049 (2017) ส่วน Chris Evans ก็นับว่าเป็นนักแสดงที่ผู้ชมทั่วโลกจดจำได้เป็นอย่างดีในบทบาทของ Captain America แห่งจักรวาล MCU ดังนั้นแล้วการได้เห็นชื่อของทั้งคู่ที่จะมาดวลปืนชนหมัดกันใน The Gray Man จึงทำให้เราตัดสินใจกดเข้าไปรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้โดยไม่ลังเล 

 

ซึ่งแม้ว่าภาพยนตร์จะได้คะแนนรีวิวจากนักวิจารณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก (ได้คะแนนจากเว็บ Rotten Tomatoes ไปเพียง 49%) แต่ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า The Gray Man เป็นภาพยนตร์ที่อัดแน่นไปด้วยฉากแอ็กชันอันดุเด็ดเผ็ดมันสมการรอคอยทีเดียว ตั้งแต่ฉากไล่ล่าบนถนน สาดกระสุนใส่กันแบบไม่ยั้งกลางเมืองใหญ่ หนีตายบนเครื่องบินกลางเวหา ไปจนถึงการดวลหมัดตัวต่อตัวที่ดุดัน เรียกได้ว่าสองพี่น้อง Russo สร้างสรรค์ฉากแอ็กชันมาให้เราชมกันแบบไม่ได้พักหายใจตลอด 2 ชั่วโมง และสร้างความสนุกสนานลุ้นระทึกให้กับเราได้ตลอดทั้งเรื่องจริงๆ  

 

The Gray Man

 

และจุดที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของภาพยนตร์จริงๆ เห็นจะเป็นการแสดงของ Ryan Gosling และ Chris Evans ที่ไม่มีใครโดดเด่นมากน้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะ Chris Evans กับบทบาทของ Lloyd ทหารรับจ้างจอมโหดที่มาพร้อมกับสีหน้า แววตา และรอยยิ้มที่ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความอันตราย และไม่น่าไว้วางใจของตัวละครตัวนี้อย่างแจ่มชัด 

 

ขณะที่ Ryan Gosling กับบทบาทของสายลับฝีมือฉกาจอย่าง SIX ก็คงจะไม่มีคำไหนที่นิยามตัวละครนี้ได้ไปดีกว่าคำว่า ‘เท่’ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม บทพูดกวนๆ ฉากหลบหนีจากดงกระสุนปืน ไปจนถึงการดวลหมัดกับ Chris Evans ในฉากสุดท้าย เขาก็นำเสนอบทบาทนี้ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ไม่แพ้ Chris Evans จริงๆ 

 

The Gray Man

 

ส่วนจุดด้อยสำคัญที่ทำให้กราฟความสนุกของภาพยนตร์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด น่าจะเป็นเรื่องของการปูความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครภายในเรื่องที่ดูเบาบางไปสักหน่อย ทั้ง Claire (Julia Butters) เด็กสาวที่ SIX เคยได้รับภารกิจคุ้มครองเธอมาก่อน แต่ภาพยนตร์กลับเลือกที่จะเล่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้เราทำความรู้จักแค่พอสังเขปเท่านั้น รวมถึง Dani Miranda (Ana de Armas) ที่บทบาทของเธอดูจะยังไม่ชัดเจนเท่าไรนัก ว่าปมปัญหาของเธอคืออะไร หรือมีจุดยืนแบบไหน ทั้งหมดนี้มันจึงทำให้การคลี่คลายปมปัญหาในช่วงท้ายของเรื่องยังดูคลุมเครือ และไม่สามารถทำให้เรามีความรู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้อย่างที่ควรจะเป็น

 

The Gray Man

 

ในภาพรวมแล้ว The Gray Man ถือเป็นภาพยนตร์แอ็กชันจากฝีมือการกำกับของ Anthony และ Joe Russo ที่สร้างสรรค์ฉากไล่ล่าต่างๆ ออกมาได้อย่างดุเดือดและสนุกสนาน ชวนให้เรารู้สึกลุ้นระทึกไปกับการเอาตัวรอดของ SIX ได้ตลอดทั้งเรื่อง รวมถึงการแสดงของสองนักแสดงนำอย่าง Ryan Gosling และ Chris Evans ที่มีเสน่ห์ชวนติดตามไม่แพ้กัน แต่ตัวผู้เขียนอาจจะรู้สึกติดขัดในแง่เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง SIX และตัวละครรอบข้างที่ดูไม่ชัดเจน จนทำให้เราไม่ได้รู้สึกอินไปกับประเด็นต่างๆ ที่ภาพยนตร์พยายามนำเสนอ 

 

The Gray Man เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ทาง Netflix 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่นี่ 

 

 

ภาพ: Netflix

The post The Gray Man บู๊ระห่ำจัดเต็ม ตีบวกด้วยฉากดวลหมัดของ Ryan Gosling และ Chris Evans ที่ดุดันสมการรอคอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรดิวเซอร์ James Bond เผยว่าภาพยนตร์สายลับ 007 เรื่องต่อไปจะแตกต่างจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง https://thestandard.co/new-james-bond-completely-different-from-before/ Sat, 02 Jul 2022 08:25:25 +0000 https://thestandard.co/?p=649299 James Bond

หลังจากที่มหากาพย์ภาพยนตร์ James Bond เวอร์ชันที่นำแสดง […]

The post โปรดิวเซอร์ James Bond เผยว่าภาพยนตร์สายลับ 007 เรื่องต่อไปจะแตกต่างจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
James Bond

หลังจากที่มหากาพย์ภาพยนตร์ James Bond เวอร์ชันที่นำแสดงโดย Daniel Craig ได้ปิดฉากลงอย่างสวยงามน่าประทับใจด้วยภาคสุดท้าย No Time to Die ประเด็นของเรื่องราวซีรีส์ภาพยนตร์ชุดต่อไปและคำถามที่ว่าใครจะมาสวมบทเป็นสายลับ 007 ก็กลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง 

 

ล่าสุดหนึ่งในโปรดิวเซอร์คนสำคัญของ James Bond อย่าง Barbara Broccoli ก็ได้ออกมาเผยผ่าน Deadline ว่าภาพยนตร์ James Bond เรื่องต่อไปจะแตกต่างกับที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิงและจะเป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นใหม่ทั้งหมด เธอยังเผยอีกว่าคอหนังจะต้องอดใจรอรับชม James Bond เวอร์ชันใหม่กันอย่างต่ำอีก 2 ปี เนื่องด้วยความท้าทายที่จะหานักแสดงคนใหม่มารับบทสายลับ 007 คนต่อไป

 

“ไม่มีใครรีบร้อนอะไรเลย เรากำลังทำงานเพื่อหาทิศทางสำหรับ James Bond คนใหม่ เรากำลังพูดคุยถึงสิ่งเหล่านั้นอยู่ เรายังไม่มีสคริปต์และยังไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้จนกว่าเราจะตัดสินใจว่าภาพยนตร์เรื่องต่อไปจะออกมาในรูปแบบไหน เพราะพูดจริงๆ เลยนะ มันคือ Bond คนใหม่อย่างแท้จริง เรากำลังสร้างตัวตนของเขาขึ้นมาใหม่และมันต้องใช้เวลา ฉันคงต้องบอกว่าอย่างต่ำก็อีก 2 ปี”

 

ท่ามกลางรายชื่อนักแสดงมากมายที่หลายคนคาดเดาว่าน่าจะเป็นผู้ที่มารับบท James Bond คนต่อไป ชื่อของ Idris Elba นั้นถูกพูดถึงมากที่สุดในฐานะตัวเต็งสำหรับบทบาทดังกล่าวนี้ ซึ่ง Barbara Broccoli ก็เคยพูดถึงเขาตั้งแต่ช่วงต้นปีว่า

 

“เราทั้งหมดรู้จัก Idris เขาเป็นเพื่อนของฉัน และเขาเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม เราเคยพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง แต่พวกเราตัดสินใจกันแล้วว่าจนกว่า No Time to Die จะฉาย และเราทุกคนรวมไปถึง Daniel จะได้ดื่มด่ำกับผลงานที่แสนวิเศษของเขา เราจะยังไม่คิดหรือคุยกันถึงคนอื่น ว่านักแสดงคนไหนจะมารับบทนี้ หรือเรื่องราวจะเป็นอย่างไร เราแค่อยากจะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากกว่า”

 

ภาพ: MGM

อ้างอิง: 

The post โปรดิวเซอร์ James Bond เผยว่าภาพยนตร์สายลับ 007 เรื่องต่อไปจะแตกต่างจากแต่ก่อนอย่างสิ้นเชิง appeared first on THE STANDARD.

]]>