ภาพยนตร์ฮ่องกง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภาพยนตร์ฮ่องกง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 May 2024 04:53:05 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 มาริโอ้ เมาเร่อ ได้รับเลือกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ Asian Film Awards ร่วมทำกิจกรรมตามรอยเสน่ห์ภาพยนตร์ฮ่องกง https://thestandard.co/mario-maurer-asian-film-awards/ Tue, 28 May 2024 04:53:05 +0000 https://thestandard.co/?p=938295

มาริโอ้ เมาเร่อ ได้รับการแต่งตั้งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ข […]

The post มาริโอ้ เมาเร่อ ได้รับเลือกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ Asian Film Awards ร่วมทำกิจกรรมตามรอยเสน่ห์ภาพยนตร์ฮ่องกง appeared first on THE STANDARD.

]]>

มาริโอ้ เมาเร่อ ได้รับการแต่งตั้งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Asian Film Awards นอกจากนี้ยังร่วมกิจกรรมตามรอยสถานที่ถ่ายทำสำคัญของภาพยนตร์ฮ่องกงชื่อดังที่อยู่ในความทรงจำของแฟนภาพยนตร์ทั่วโลกอย่าง Chungking Express (1994), The Lucky Guy (1998) และ 77 Heartwarmings (2021)

 

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มาริโอ้ได้เดินทางไปร่วมงาน Asian Film Awards และได้รับการชักชวนจากการท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board: HKTB) ที่ให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมภาพยนตร์อย่างกว้างขวาง มาร่วมออกเดินทางตามรอยสถานที่ถ่ายทำสำคัญของภาพยนตร์ฮ่องกงชื่อดังหลายเรื่อง

 

 

เริ่มกันที่ภาพยนตร์ระดับไอคอนิก Chungking Express (1994) ของผู้กำกับระดับตำนาน Wong Kar-Wai กับการเดินทางไปยังทางเลื่อน Central Mid-Level Escalator ประจำย่านเซ็นทรัล ที่มีความยาว 800 เมตร จากนั้นไปต่อกันที่ Cha Chaan Teng คาเฟ่สไตล์ฮ่องกงที่มีชื่อร้านว่า Hung Wan Cafe ในย่านมงก๊ก ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำคาเฟ่ Lucky ในภาพยนตร์เรื่อง The Lucky Guy (1998) ของผู้กำกับ Lee Lik-Chi

 

 

ปิดท้ายด้วย 77 Heartwarmings (2021) ของผู้กำกับ Herman Yau ที่มาริโอ้ร่วมแสดงนำ และถ่ายทำกันที่ Tai Kwun ในย่านเซ็นทรัล อาคารสถานีตำรวจ และเรือนจำเก่าย่านเซ็นทรัล ที่ถูกปรับปรุงให้เป็นศูนย์กลางแห่งมรดก ศิลปะและวัฒนธรรม

 

นอกจากนี้การท่องเที่ยวฮ่องกงยังเปิดตัวคู่มือนำเที่ยว (www.discoverhongkong.com/seasia/what-s-new/cinematic-hong-kong.html) ที่นักท่องเที่ยวจะสามารถดื่มด่ำไปกับความงดงามของฮ่องกงผ่านซีนต่างๆ ในภาพยนตร์ดัง อาทิ Infernal Affairs (2002) ณ ร้านแผ่นเสียงบนถนน Ap Liu, ตามรอยเส้นทางขับรถมอเตอร์ไซค์ใน Fallen Angels (1995) ของ Wong Kar-Wai บนรถบัสเปิดหลังคา อีกทั้งยังสามารถไปร่วมรำลึกถึง Bruce Lee ตำนานแห่งศิลปะการต่อสู้ ในคลาสเวิร์กช็อปศิลปะการต่อสู้หย่งชุน (Wing Chun) ได้อีกด้วย

 

สามารถรับชมคลิปโปรโมตได้ที่: www.youtube.com/watch?v=XVF4cBadyFg

 

The post มาริโอ้ เมาเร่อ ได้รับเลือกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ Asian Film Awards ร่วมทำกิจกรรมตามรอยเสน่ห์ภาพยนตร์ฮ่องกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Goldfinger การพบพานของ 2 ตำนานฮ่องกงที่ไม่ขลังเหมือนแต่เก่าก่อน https://thestandard.co/spotlight-the-goldfinger/ Sat, 10 Feb 2024 04:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=898204

ในปี 2002 ภาพยนตร์ระทึกขวัญฮ่องกงเรื่อง Infernal Affair […]

The post The Goldfinger การพบพานของ 2 ตำนานฮ่องกงที่ไม่ขลังเหมือนแต่เก่าก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในปี 2002 ภาพยนตร์ระทึกขวัญฮ่องกงเรื่อง Infernal Affairs ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในช่วงเวลานั้น ก่อนที่เวลาต่อมาเรื่องราวของตำรวจที่แทรกซึมอยู่ในวงการอาชญากรรมและลูกน้องแก๊งมาเฟียที่แฝงตัวเข้าไปอยู่ในกรมตำรวจนี้จะถูกนำมาเรียบเรียงใหม่อีกครั้งโดย Martin Scorsese ในภาพยนตร์เรื่อง The Departed (2006) ร่วมกับ Leonardo DiCaprio และ Matt Damon

 

จนกระทั่ง 20 ปีต่อมา สองนักแสดงแม่เหล็กในภาพยนตร์เรื่องนั้นอย่าง หลิวเต๋อหัว และ เหลียงเฉาเหว่ย ก็ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในบทบาทที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับผลงานก่อนหน้านี้ของพวกเขา หรือถ้าจะพูดให้ถูก การกลับมาคราวนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการกลับมาของดรีมทีมใน Infernal Affairs ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง The Goldfinger อย่าง เฟลิกซ์ ฉง ก็เคยเป็นคนที่เขียนบทร่วมให้กับภาพยนตร์เรื่องนั้น 

 

 

The Goldfinger ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องอื้อฉาวทางการเงินที่เกิดขึ้นจริงในฮ่องกงช่วงทศวรรษที่ 1980 และในแง่หนึ่ง แม้ความเหมือนของมันจะชวนให้นึกถึงผลงานสุดคลาสสิกก่อนหน้านั้นของ Martin Scorsese อย่าง The Wolf of Wall Street (2013) และ Goodfellas (1990) แต่ถึงกระนั้น เรื่องราวของภาพยนตร์ก็ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยท่าทีที่จริงจัง ขึงขัง หรือเข้มข้น หากแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันของทุกสิ่งอย่าง

 

ซึ่งไม่มากไม่น้อย ท่ามกลางการดำเนินเรื่องที่อาศัยชุดข้อมูลเป็นจำนวนมากในการอธิบายเหตุการณ์ การตัดสินใจเล่าเรื่องในโทนนี้ย่อมส่งผลให้รายละเอียดในภาพยนตร์ถูกลดทอนลงจนดูจับต้องได้ยากในแง่ของความเป็นจริง หรือถ้าว่ากันตามตรง ภาพยนตร์เหมือนหยิบยกเอาเหตุการณ์อาชญากรรมและการคอร์รัปชันดังกล่าวมาใช้เป็นเพียงแค่โครงเรื่องเท่านั้น โดยที่คนทำอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปูพื้นฐานให้คนดูเข้าใจเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับกลไกการทำงานของตลาดหุ้นมาก่อน

 

 

 

ด้วยเหตุนี้ มันเลยทำให้ช่องว่างระหว่างคนดูกับภาพยนตร์ถูกถ่างออกจากกันมากขึ้น พร้อมกับทำให้ตัวละครนักสืบหนุ่มอย่าง หลิวไคหยวน (หลิวเต๋อหัว) และนักธุรกิจจอมละโมบอย่าง เฮนรี ชิง (เหลียงเฉาเหว่ย) ซึ่งเป็นสองตัวละครที่สำคัญที่สุดภายในเรื่องดูแบนไปด้วย เมื่อภาพยนตร์ตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องราวตั้งแต่ปี 1970 ลากยาวจนครอบคลุมชีวิตของพวกเขานานถึง 15 ปี โดยที่ไม่มีการอธิบายแรงจูงใจใดๆ เช่น ในกรณีของหลิว เราไม่รู้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้เขาหมกมุ่นอยู่กับการโค่นศัตรูตัวฉกาจ จนถึงขั้นต้องยอมแลกกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว หรือชิงที่ภาพยนตร์เองก็แทบไม่ได้ให้เบาะแสอะไรเกี่ยวกับความโลภของเขาเลย นอกเสียจากภาพของการตกระกำลำบากในช่วงแรก ซึ่งยากที่จะโน้มน้าวและทำให้เชื่อได้ว่าเขาเป็นยอดอัจฉริยะจริงๆ เพราะภาพยนตร์ไม่ได้พาเราไปรู้จักกับรากเหง้าของตัวละครนี้เลย 

 

 

หรือถ้าพูดแบบรวบยอด แรงจูงใจของพวกเขาก็อาจเป็นเรื่องที่ง่ายแสนง่ายและปราศจากความซับซ้อนนั่นคือ การเดินหน้าตามบทบาทของตัวเองด้วยแนวคิดพื้นฐานที่สุดอย่างการรักษาความยุติธรรมและการเป็นคนโลภ ซึ่งไม่ได้ช่วยสร้างแรงบันดาลใจใดๆ ให้กับการขับเคลื่อนตัวละครที่รับบทโดยสองนักแสดงระดับตำนานที่มีชื่อเสียงที่สุดของภาพยนตร์ฮ่องกง 

 

ไม่เพียงแค่นั้น บ่อยครั้ง เฟลิกซ์ ฉง ยังใส่สิ่งที่ตัวเขาคิดว่าดี โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเส้นเรื่องและยุคสมัยในภาพยนตร์ของตัวเอง โดยเฉพาะงานวิชวลเอฟเฟกต์ที่ดูจะขัดแย้งกับโทนเรื่องเป็นส่วนใหญ่ จริงอยู่ที่ด้านหนึ่งมันช่วยส่งเสริมการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ให้ดูมีลูกเล่นที่แพรวพราว แต่อีกด้าน การยำใหญ่ใส่ทุกอย่างแบบนี้โดยที่ไม่มีความประนีประนอมต่อคนดู ก็อาจสร้างความรู้สึกในแง่ลบต่อตัวภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน เนื่องจากมันยิ่งทำให้ข้อมูลของภาพยนตร์ที่ดูขาดวิ่นอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ถูกทำให้เห็นภาพชัดยิ่งขึ้น และที่หนักข้อไปกว่านั้นคือ บางครั้งการกำหนดโครงสร้างของเขาได้ทำให้ภาพยนตร์ของตัวเองมีความซับซ้อนเกินความจำเป็นด้วย 

 

 

โดยปริยาย ภาพรวมของอาณาจักรมูลค่าหลายพันล้าน ซึ่งโยงใยไปถึงการปั่นหุ้นในตลาด จึงดูไม่ค่อยมั่นคงเหมือนกับตัวเลขที่ขึ้นลงภายในเรื่อง และที่น่าเศร้าคือ มันจบลงด้วยความง่ายดาย โดยที่ไม่ได้ทำให้เราเห็นมิติที่กว้างขวางอะไรเลยของพวกเขา แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาหักล้างการแสดงของหลิวเต๋อหัวและเหลียงเฉาเหว่ยได้ เพราะการประชันฝีมือของพวกเขายังคงเป็นสิ่งที่น่าดูชมเสมอ แต่สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ขาดหายไปจริงๆ ก็คือ การเผชิญหน้าที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสองคน ซึ่งบทสรุปสุดท้ายของภาพยนตร์ก็ทำให้การกลับมาพบกันอีกครั้งในรอบ 20 ปีนี้เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าจดจำสักเท่าไรนัก

 

The Goldfinger เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

 

ชมตัวอย่าง The Goldfinger ได้ที่: https://youtu.be/Zco1nhqaQRQ

 

The post The Goldfinger การพบพานของ 2 ตำนานฮ่องกงที่ไม่ขลังเหมือนแต่เก่าก่อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
A Guilty Conscience พิพากษาคนรวยในนามของ ‘ความยุติธรรม’ https://thestandard.co/a-guilty-conscience/ Tue, 24 Oct 2023 04:01:39 +0000 https://thestandard.co/?p=857757 A Guilty Conscience

ชื่อเสียงเรียงนามที่ทำให้หลายคนรู้จัก A Guilty Conscien […]

The post A Guilty Conscience พิพากษาคนรวยในนามของ ‘ความยุติธรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
A Guilty Conscience

ชื่อเสียงเรียงนามที่ทำให้หลายคนรู้จัก A Guilty Conscience อาจไม่ได้เริ่มจากการเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ Wai-Lun Ng (Jack Ng) ที่เคยคร่ำหวอดอยู่ในวงการภาพยนตร์ฮ่องกงด้วยการเขียนบทภาพยนตร์แอ็กชันมากมาย แต่เป็นการที่ภาพยนตร์สามารถกวาดรายได้ถึง 114.2 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือราวๆ 530.1 ล้านบาท จนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์เท่าที่ภาพยนตร์ฮ่องกงเคยมีมา

 

 

ถึงกระนั้น A Guilty Conscience ที่ถูกวางในฐานะภาพยนตร์ที่พูดถึงสภาพการณ์ของคนรวยและระบบตุลาการ กลับดูเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับผลงานการเขียนบทก่อนหน้านั้นของ Wai-Lun Ng จนแทบจะไม่เชื่อว่าเขาเลือกปั้นภาพยนตร์เรื่องแรกของตัวเองด้วยการนำเสนอเรื่องราวของทนายและอัยการที่อุดอู้อยู่ในศาลที่ซึ่งความยุติธรรมมีอำนาจสูงสุด 

 

แต่ Wai-Lun Ng ก็เล่าแบบติดตลกว่า แรกเริ่มเดิมทีเขาก็อยากทำภาพยนตร์แอ็กชันเหมือนกัน แต่จนแล้วจนรอดก็หาทุนทำไม่ได้ จนต้องเปลี่ยนแนวทางมาหยิบจับเรื่องราวที่คิดว่าจะเอามาใช้เป็นส่วนประกอบของภาพยนตร์ได้ โดยที่ตัวเองยังคงไว้ลายในฐานะคนเขียนบทที่ผ่านงานแอ็กชันมาอย่างโชกโชน จนสุดท้ายภาพยนตร์ก็ลงเอยกับการว่าความในศาล เพราะเขาคิดว่าห้วงเวลาที่เขม็งเคร่งเครียดของทั้งสองฝ่ายในนั้นไม่ต่างอะไรกับฉากแอ็กชันที่รวดเร็วและดุดันดีๆ เลย

A Guilty Conscience

 

A Guilty Conscience ว่าด้วยเรื่องราวของ Adrian Lam (Chi-Wah Wong) อดีตผู้พิพากษาที่โดนปลดออกจากราชการ จนต้องออกมาทำงานเป็นทนายความร่วมกับ Evelyn (Renci Yeung) หญิงสาวที่เขาไม่เคยมองว่าเธออยู่ในระดับเดียวกันเพราะมีประสบการณ์น้อยกว่า กระทั่งวันหนึ่งพวกเขารับงานว่าความให้กับ Jolene Tsang (Louise Wong) อดีตนางแบบที่ถูกจับข้อหาฆ่าลูกสาววัย 7 ปีของเธอ และเมื่อเริ่มสืบหาความจริง Adrian ก็ได้พบกับผู้ต้องสงสัยที่อาจเป็นคนร้ายตัวจริง แต่เพราะความประมาทเลินเล่อทำให้ความผิดทั้งหมดไปตกอยู่กับลูกความของเขาเอง จนเธอต้องถูกศาลสั่งจำคุกนานถึง 17 ปี

 

หลังจากความผิดพลาดในวันนั้น ชีวิตของ Adrian เริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ แต่ด้วยแรงใจที่ได้รับมาจากคนรอบข้างและหัวใจที่รักในความยุติธรรม เขาจึงได้ร่วมมือกับ Evelyn อีกครั้งเพื่อหาหลักฐานมาใช้ในการรื้อคดีของ Jolene แต่ยิ่งขุดลึกลงไปมากเท่าไร ก็พบว่าสิ่งที่พวกเขากำลังต่อสู้อยู่คือ ตระกูลจุง ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ของฮ่องกง และมีเส้นสายเหนียวแน่นในแวดวงราชการ 

 

 

Wai-Lun Ng ไม่ได้นำเสนอตัวเอกที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่เป็นตัวเอกที่หลงทางตั้งแต่แรก การไล่เรียงพัฒนาการของเขาจึงทำให้เห็นถึงความลึกตื้นหนาบางของตัวละครอย่างชัดเจน จากผู้พิพากษาที่ยืนอยู่จุดสูงสุดของบัลลังก์ สู่ทนายที่ต้องกู้หนี้ยืมสินจากแก๊งมาเฟีย ภาพยนตร์ตั้งคำถามถึงระบบยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา จนบางครั้งเมื่อมองโดยอิงบริบทของความเป็นคนไทยที่อยู่ในสภาวะแบบเดียวกับสิ่งที่คนทำต้องการนำเสนอ มันจึงไม่ใช่เรื่องยากที่ภาพยนตร์จะเข้าถึงความรู้สึกของคนดูได้

 

ถึงจะว่าด้วยเรื่องของทนายความที่ต้องว่าความผ่านการร่ายศัพท์เฉพาะทางมากมาย แต่สิ่งที่ไม่อาจมองข้ามคือ ความเก่งกาจของคนทำและนักแสดงที่สามารถถ่วงดุลน้ำหนักระหว่างความสนุกกับความตึงเครียดให้ดูราวกับเป็นเนื้อเดียวกันได้ เพราะถ้าว่ากันตามตรง ภาพยนตร์แนวนี้มักมีบทที่อัดแน่นไปด้วยคำพูดมากมายและอาจลากยาวหลายบรรทัด ซึ่งต้องพึ่งพาทักษะของนักแสดงพอสมควรในการทำให้บทสนทนาเหล่านั้นลื่นไหลไปตามจังหวะของภาพยนตร์ โดยเฉพาะเมื่อต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ของตัวละครที่คอยเปลี่ยนโทนไปมาอย่างชัดเจนทั้งในและนอกศาล ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของภาพยนตร์

A Guilty Conscience

 

ทั้งนี้ ด้วยความที่เนื้อหาแกนกลางของการว่าความเกี่ยวโยงกับคดีฆาตกรรมเด็กสาว มันจึงเป็นเรื่องที่คนทำต้องวางแผนมาเป็นอย่างดีว่าเขาจะเล่าออกมาอย่างไรให้คนดูเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีน้ำหนักมากพอที่จะสามารถเอาผิดกับคนร้ายได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่ง Wai-Lun Ng เลือกที่จะออกแบบฉากเหล่านั้นด้วยบริบทที่เรียบง่าย นั่นคือความสัมพันธ์รักสามเส้าของคนในครอบครัว 

 

แต่ถึงอย่างนั้น เนื้อในจริงๆ ของมันนอกจากจะเป็นคดีที่มีต้นสายปลายเหตุมาจากความรัก พื้นหลังของเรื่องราวยังพูดถึงความโลภและความอิจฉาริษยาของคนรวยที่ไม่อยากจะสูญเสียตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองไป ซึ่งในภายหลังองค์ประกอบเหล่านี้ก็ได้เป็นไม้เด็ดที่ผู้กำกับใช้เป็นเครื่องมือในการขมวดปมและวิพากษ์วิจารณ์ระบบยุติธรรมในประเทศของตัวเอง 

 

แม้จะดูมีความเป็นสูตรสำเร็จ และบางตัวละครก็ไม่ได้มีหน้าที่ช่วยผลักดันองค์รวมใดๆ นอกจากมีไว้เพื่อเติมเต็มเงื่อนไขในโลกของภาพยนตร์ แต่ด้วยความที่เล่าออกมาอย่างขบขันภายใต้ความขมขื่นของระบบยุติธรรม Wai-Lun Ng ได้ทำให้เห็นว่า ฉากแอ็กชันที่สนุกอาจไม่ได้อยู่แค่ในรูปแบบของการต่อยตีหรือวิ่งไล่ แต่เป็นคำพูดเฉือนคมราวกับใบมีดที่กำลังกระหน่ำแทงเหยื่ออย่างไม่ลดละ

A Guilty Conscience

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูถึงองค์ประกอบของ A Guilty Conscience ในอีกทาง สิ่งที่น่าครุ่นคิดอย่างจริงจังคือ การให้อิสรภาพกับคนทำภาพยนตร์ Wai-Lun Ng เล่าว่า ก่อนที่ภาพยนตร์ของเขาจะฉาย รัฐบาลฮ่องกงได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แต่ก็ไม่ได้ขอให้ตัดประโยคหรือฉากใดๆ ออกเลย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก และ Wai-Lun Ng เองก็ขอบคุณรัฐบาลที่สนับสนุนผลงานของเขาอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

 

เรื่องที่ผู้กำกับเล่าให้คนดูฟังจึงชวนอดคิดไม่ได้ว่า หากบ้านเราเปิดโอกาสให้คนทำงานได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้บ้างโดยไม่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอ ความสมจริงและดำมืดที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้อยู่ใต้พรมของระบบยุติธรรมประเทศไทยคงเป็นเรื่องที่น่าดูเสียยิ่งกว่าภาพยนตร์ฮ่องกงหรือซีรีส์เกาหลีเป็นแน่แท้

 

สามารถติดตามไลน์อัพและรับชมภาพยนตร์ฮ่องกงมากคุณภาพได้ใน Next Generation: Emerging Directors Exhibition & Hong Kong Film Gala Presentation ระหว่างวันที่ 22-27 ตุลาคม ที่ House Samyan 

 

รับชมตัวอย่างได้ที่

 

The post A Guilty Conscience พิพากษาคนรวยในนามของ ‘ความยุติธรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อีกมุมของเพลง ‘รักคนผิด’ จากวง Labanoon เมื่อการถูกทอดทิ้งจากระบบ อาจเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกหักหลัง https://thestandard.co/4th-single-from-labanoon-delivery-album-in-short-film/ Fri, 25 Jun 2021 03:30:35 +0000 https://thestandard.co/?p=504495 รักคนผิด Labanoon

“ทำไมรักนี้มันจึงต้องแพ้ ทำไมรักแท้จึงโดนหักหลัง คงต้อง […]

The post อีกมุมของเพลง ‘รักคนผิด’ จากวง Labanoon เมื่อการถูกทอดทิ้งจากระบบ อาจเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกหักหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รักคนผิด Labanoon

“ทำไมรักนี้มันจึงต้องแพ้ ทำไมรักแท้จึงโดนหักหลัง คงต้องเรียนรู้กับความผิดหวัง สุดท้ายก็เหลือแต่ความว่างเปล่า” 

 

ถึงแม้เนื้อหาจะพรีเซนต์เพลงแนวอกหัก ความรักที่ผิดหวัง โดนหักหลัง แต่วง Labanoon ก็ยังคงเป็น ‘เพื่อน’ ที่นำเสนอบทเพลงเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่มักจะถูกมองข้าม (ยาม, ตำรวจ, สามล้อ, คนตัวดำ, สตันท์แมน, พนักงานเดลิเวอรี) อยู่เสมอ ผ่านภาพยนตร์สั้นและมิวสิกวิดีโอเพลง ‘รักคนผิด’ ซิงเกิลที่ 4 จากอัลบั้มชุดที่ 9 เดลิเวอรี่

 

รักคนผิด Labanoon

 

เพลงนี้วง Labanoon ยืนอยู่ข้าง ทิน (เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล) ตัวแทน ‘ครูชนบท’ ที่หลายครั้งภาพคุณครูขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าแล้วถูกรถหรูปาดหน้า หรือครูผู้เสียสละตัวเองไปสอนหนังสือที่ถิ่นทุรกันดารกับความรักที่หวานชื่น ถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในวัตถุดิบเล่าเรื่องราวที่ทั้งน่ารัก ลำบาก โรแมนติก ชวนยิ้ม และบางครั้งก็มีน้ำตาอยู่บ่อยๆ

 

โดยเฉพาะครั้งนี้ที่ตัวเพลงนำคอนเซปต์ของการรักคนผิดมาเป็นแกนกลางของเรื่อง คำว่า ‘ผิด’ เลยไม่ใช่แค่เนื้อหา แต่ยังชวนผู้ชมสงสัย ตั้งคำถาม และหาคำตอบไปพร้อมๆ กันว่า นอกจากทิน และ ก้อย (นะโม-ธันวาพร นาสมบัติ) แล้ว มีอะไรอีกบ้าง ที่เป็นต้นเหตุของความผิดที่เกิดขึ้นในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ และถ้ามองลึกลงไปดีๆ เราอาจมองเห็นความเจ็บปวดที่มากกว่าโดนคนรักหักหลัง

 

หนังสั้นเริ่มแนะนำให้เรารู้จักกับทิน ครูหนุ่มโสด หล่อ ใจดี ช่วยเหลืองานทุกอย่าง ตั้งใจสอนหนังสือในห้องเรียน เมื่อหมดเวลาก็เปิดคลาสสอนพิเศษเพิ่มให้เด็กๆ แบบไม่คิดเงิน เขาเป็นที่รักของทุกคนในตำบล มีผู้หญิงหลายคนมาชอบเขา แต่ทินก็ยังตัดสินใจไม่มีความรัก เพราะอยากทุ่มเทให้กับการทำงานตามมาตรฐานครูคนซื่อ ที่ปูเรื่องมาแบบนี้ก็พอเดาได้ทันทีว่ามีตอนจบแบบไหนรออยู่ 

 

รักคนผิด Labanoon

 

วันหนึ่งทินพบกับก้อย นักร้องสาวที่ทำให้หัวใจหวั่นไหว เป็นผู้หญิงคนแรกที่ทินขับมอเตอร์ไซค์มารอรับหลังเลิกงาน และเป็นคนมอบอีกหนึ่งความฝันให้กับทิน นอกจากเป็นครูที่ดีคนหนึ่ง คือเขาอยากมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ 

 

ทั้งคู่เริ่มรักและตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกัน ทุกอย่างเป็นเหมือนความฝัน จนทินเปิดดูกระเป๋าสตางค์แล้วเห็นแบงค์ร้อยไม่กี่ใบ เช่นเดียวกับในสมุดบัญชีที่มีตัวเลขไม่กี่หลัก ทินกลับมาชวนก้อยทบทวนเรื่องความประหยัดและสิ่งของจำเป็น ซึ่งก้อยตอบกลับมาว่า เสื้อผ้า ความสวยความงาม ก็คือความจำเป็นอย่างหนึ่งในชีวิตของก้อยเหมือนกัน 

 

ทินมองเห็นความจริงว่าครูบ้านนอกอย่างเขาไม่ได้มีเงินทองมากมาย ถ้าอยากประคองชีวิตคู่ให้ถึงฝั่งฝันเขาต้องพยายามให้มากกว่านี้ 

 

“อ้ายขอโทษ อ้ายสัญญาว่าจะหาเงินให้ได้มากกว่าเดิม” 

 

“ก้อยก็จะช่วยพี่นะ” 

 

รักคนผิด Labanoon

 

ทินเปิดเพจขายของออนไลน์ให้ก้อยหารายได้เสริม กิจการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะก้อยน่ารัก พูดเก่ง มีเสน่ห์ และมีนิสัยใฝ่รู้ ให้ทินช่วยสอนภาษาอังกฤษเอาไว้ติดต่อกับลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามาคอมเมนต์ในเพจบ่อยๆ พร้อมกับความคิดที่ว่าอยากขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ 

 

หลังจากนั้นไม่นานชีวิตของทั้งคู่ก็พลิกผันอีกครั้ง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยิ่งแตกต่างและห่างไกลกันมากขึ้น ในขณะที่สถานะ ‘ครูบ้านนอก’ ของทินยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ก้อยประสบความสำเร็จมากขึ้น พร้อมกับอีกคนหนึ่งที่เริ่มเข้ามาครอบครองพื้นที่ในหัวใจแทนทิน 

 

บทสรุปหลังจากนั้นถูกขยายความต่อผ่านมิวสิกวิดีโอ ที่ก้อยเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ ส่วนทินถึงแม้จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ลึกๆ หัวใจเขาแหลกสลาย กอดความเจ็บช้ำเพียงลำพังตามเนื้อเพลง  

 

“เจ็บที่รักคนผิด ไม่อาจจะโทษใคร ไม่อาจจะฝืนตัวเธอไว้ รักคนไม่มีใจ ทำดีให้ถึงตาย คำตอบสุดท้ายคือความช้ำ”

 

รักคนผิด Labanoon

 

ถึงแม้เนื้อเพลง ดนตรี และมิวสิกวิดีโอ จะนำเสนอความรักของทินในมุมคนอกหัก รักคนผิด ถูกหักหลัง ชีวิตพังทลาย และแปะป้าย ‘คนผิด’ ไปยังก้อยที่นอกใจครูทินผู้แสนดีไปมีคนอื่น 

 

แต่เราก็ไม่สามารถบอกได้ว่าการตัดสินใจของก้อยถูกต้อง 100% แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าความฝันอยากมีชีวิตที่ดี และตัดสินใจเลือกคนที่ (คิดว่า) ดีกว่าเป็นความเลวร้ายทั้งหมด

 

ในเมื่อครูทินก็แสนดี ก้อยเองก็แค่อยากมีชีวิตที่ดีกว่า เป็นไปได้ไหมว่าส่วนหนึ่งที่เป็นต้นเหตุความผิดเหมือนคำถามช่วงต้นของบทความอาจหมายถึง ‘ระบบ’ อะไรบางอย่างที่ทอดทิ้ง และขัดขวางไม่ให้ทินสามารถดูแลก้อยให้มีชีวิตที่ดีกว่านี้ 

 

รักคนผิด Labanoon

 

ถ้าลองดูบริบทในหนังสั้นเห็นว่านอกจากอุดมการณ์และความตั้งใจแล้ว เราไม่เคยเห็นทินได้รับการสนับสนุนจากผู้คนหรือ ‘หน่วยงาน’ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากความรักจากเด็กๆ ที่มอบกลับมา มีใครบ้างไหมที่ยินดีทำให้ชีวิตของครูที่ดี ‘ดี’ ขึ้นกว่าที่เป็น 

 

ทำไมคุณครูต้องไปช่วยซ่อมก๊อกน้ำ ทำไมคุณครูต้องใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์เปิดคลาสสอนพิเศษให้กับนักเรียนแบบไม่คิดเงิน ทำไมคุณครูต้องขี่มอเตอร์ไซค์ และอยู่บ้านพักหลังเก่าๆ ทำไมคุณครูต้องเศร้าเพราะเงินในกระเป๋ามีไม่พอซื้อของให้คนรัก ฯลฯ 

 

ทั้งๆ ที่มีความเชื่อสืบทอดกันมาตลอดว่า อาชีพราชการนั้นแสนมั่นคง แต่ทำไม คุณภาพชีวิตของครูทินที่เป็นตัวแทนของ ‘อาชีพครู’ (โดยเฉพาะครูชนบท) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันถึงได้ดูไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาเลย 

 

รักคนผิด Labanoon

รักคนผิด Labanoon

 

หนึ่งในช่วงที่เจ็บปวดมากที่สุดของเพลง รักคนผิด คือท่อนโซโล่ด้วยกีตาร์โปร่งแทรกขึ้นมากับดนตรีหนักๆ เป็นเหมือนเสียงของคนตัวเล็กๆ ที่ต้องพยายามยืนหยัดด้วยตัวเอง พร้อมๆ กับภาพในมิวสิกวิดีโอที่คุณครูตัวเล็กๆ อย่างทิน ดำลึกลงไปในแม่น้ำโขงที่ยิ่งใหญ่เพื่อเก็บแหวนตัวแทนความรักเพียงลำพัง เพื่อนำมามอบให้กลับอดีตคนรักที่กำลังเข้าสู่พิธีวิวาห์ พร้อมข้อความยืนยันความรู้สึกเดิมที่ไม่เคยเปลี่ยน

 

“I always support you.”  

 

และเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ช่วยยืนยันคาแรกเตอร์พระเอกมิวสิกวิดีโอสไตล์ Labanoon คล้ายในเพลง เดลิเวอรี่, ตายเปล่า, ดอกฟ้า, คนอบอุ่น ฯลฯ ที่คราวนี้ถึงแม้จะดูเหมือนว่า ‘รักคนผิด’ เจ็บปวด ใจสลาย แต่ก็ยังยิ้มสู้ เป็นนักสู้อารมณ์ดีที่แม้ข้างในเจ็บปวดแทบใจสลาย แต่ทินก็ยังเป็นทินที่พร้อมซัพพอร์ตคนรัก ซัพพอร์ตทุกคนอยู่เสมอ 

 

สุดท้ายเราไม่มีทางรู้ว่าชีวิตของทินหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ได้แต่หวังว่าหากมีโอกาสเริ่มต้นความรักครั้งใหม่ ทินจะได้รับการสนับสนุนองค์ประกอบในชีวิตมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบแทนความทุ่มเทที่เขาทำเพื่อนักเรียน ทำเพื่อชุมชน ทำเพื่อคนที่เขารักมาตลอด 

 

และหวังว่าเรื่องเล่าในครั้งต่อๆ ไป เหล่า ‘ครูบ้านนอก’ ผู้แสนดีทั้งหลาย จะมีชีวิตและพบความรักที่ดีขึ้นมาได้สักที

 

รับชมภาพยนตร์สั้นประกอบเพลง รักคนผิด ได้ที่นี่:

 

 

 

และรับชมมิวสิกวิดีโอเพลง รักคนผิด ได้ที่

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post อีกมุมของเพลง ‘รักคนผิด’ จากวง Labanoon เมื่อการถูกทอดทิ้งจากระบบ อาจเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกหักหลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 มกราคม 1952 วันเกิด หงจินเป่า ‘พี่ใหญ่’ นักบู๊ที่ต่อสู้จนหนังฮ่องกงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง https://thestandard.co/poponthisday07011952/ Tue, 07 Jan 2020 05:57:48 +0000 https://thestandard.co/?p=318905 หงจินเป่า

ตัวใหญ่แต่ท่วงท่าต่อสู้ทรงพลัง สวยงาม พลิ้วไหวสุดสายน้ำ […]

The post 7 มกราคม 1952 วันเกิด หงจินเป่า ‘พี่ใหญ่’ นักบู๊ที่ต่อสู้จนหนังฮ่องกงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หงจินเป่า

ตัวใหญ่แต่ท่วงท่าต่อสู้ทรงพลัง สวยงาม พลิ้วไหวสุดสายน้ำ คือเอกลักษณ์สำคัญที่ไม่อาจลอกเลียนแบบของ หงจินเป่า นักแสดงและผู้กำกับคิวบู๊รุ่นใหญ่ที่มีส่วนปลุกกระแสหนังฮ่องกงให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังการจากไปของซูเปอร์สตาร์แห่งวงการอย่าง บรูซ ลี 

 

หงจินเป่า เกิดเมื่อวันที่ 7 มกราคม 1952 ที่ประเทศจีน เติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อและคุณแม่คลุกคลีอยู่ในวงการภาพยนตร์ ทำให้เขาเริ่มมีความฝันและขอให้ที่บ้านส่งเขาไปเรียนการแสดงโดยตรงที่ China Drama Academy ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ 

 

แม้จะมีรูปร่างใหญ่และมีนิสัยรักการกินผิดกับนักแสดงคนอื่นๆ แต่ความสามารถของหงจินเป่านับว่าโดดเด่น และเริ่มมีผลงานการแสดงครั้งแรกตั้งแต่ช่วงนั้นจากภาพยนตร์ Education of Love (1961) และ Big and Little Wong Tin Bar (1962) ที่เขาได้ร่วมงานกับเฉินหลงเป็นครั้งแรก 

 

พอเข้ายุค 70 หงจินเป่าเริ่มรับงานเป็นนักแสดงและสตันต์แมนในภาพยนตร์แอ็กชันอย่างเต็มตัว และมีโอกาสสร้างและแสดงร่วมกับเฉินหลงและหยวนเปียว (ตอนนี้หงจินเป่ามีผลงานแสดงและสตันต์แมนมากถึง 100 ร้อยเรื่อง) อีก 2 นักแสดงดาวรุ่งแห่งยุคในภาพยนตร์ชุด 7 เพชฌฆาตสัญชาติฮ้อ (เริ่มปี 1983), เอไกหว่า (1983), ขาตั้งสู้ (1984), สองพี่น้องตระกูลบิ๊ก (1985) 

 

ซึ่งนับว่าเป็นผลงานที่ช่วยปลุกให้กระแสภาพยนตร์แอ็กชันฮ่องกงกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังซบเซาไปนานหลังการเสียชีวิตของซูเปอร์สตาร์อย่าง บรูซ ลี ในปี 1973 ทำให้ทั้ง 3 คนถูกตั้งฉายาว่า ‘3 พี่น้อง’ โดยทุกคนเรียก หงจินเป่า ที่มีอายุมากที่สุดว่า ‘พี่ใหญ่’

 

หลังจากนั้น หงจินเป่า ก็ยังมีผลงานการแสดงออกมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีเกือบ 200 เรื่องที่เขาฝากการร่ายรำคิวบู๊ที่ทรงพลังเอาไว้ นอกจากนี้เขายังมีบทบาทเป็นคนเบื้องหลังที่ทั้งกำกับ อำนวยการสร้าง ออกแบบคิวบู๊ โดยเฉพาะ ผีกัดอย่ากัดตอบ (1985) ที่ทำให้ ‘ผีดิบจีน’ โด่งดังไปทั่วโลก และมีภาคต่อตามมาอีกมากมาย 

The post 7 มกราคม 1952 วันเกิด หงจินเป่า ‘พี่ใหญ่’ นักบู๊ที่ต่อสู้จนหนังฮ่องกงกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 มกราคม 1952 – วันเกิด อู๋เมิ่งต๋า ‘ตัวประกอบ’ ที่ขาดไม่ได้ https://thestandard.co/poponthisday02011952/ Thu, 02 Jan 2020 07:33:02 +0000 https://thestandard.co/?p=318992 อู๋เมิ่งต๋า

สำหรับคนที่เป็นแฟนภาพยนตร์ของพระเอกสุดฮา มากฝีมือ อย่าง […]

The post 2 มกราคม 1952 – วันเกิด อู๋เมิ่งต๋า ‘ตัวประกอบ’ ที่ขาดไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อู๋เมิ่งต๋า

สำหรับคนที่เป็นแฟนภาพยนตร์ของพระเอกสุดฮา มากฝีมือ อย่าง โจวซิงฉือ นอกจากการวาดลวดลายที่ทั้งบู๊ ทั้งตลก อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทุกคนต้องจดจำกันได้เป็นอย่างดี คือนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง อู๋เมิ่งต๋า ที่ทำหน้าที่เป็น ‘คู่หู’ คอยรับส่งมุกให้กันได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

 

ชนิดที่เรียกว่า ที่ไหนมีโจวซิงฉือ ที่นั่นต้องมี อู๋เมิ่งต๋า และสำหรับชาวไทย ให้ลองนึกถึงเสียงพากย์กวนๆ มีเอกลักษณ์ กัดลิ้น กัดฟัน พูดอย่างเมามันของ เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง จากทีมพันธมิตร จะยิ่งได้อารมณ์มากขึ้นไปอีก 

 

อู๋เมิ่งต๋า เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 1952 ที่มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เริ่มก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงฮ่องกงครั้งแรกจากผลงานการแสดงในละครเรื่อง God of River Lok ในปี 1975 และมีผลงานเด่นอย่าง ชอลิ้วเฮียง (1979), นักสู้ผู้พิทักษ์ (1984) 

 

จนมาถึงช่วงปลายทศวรรษ 80 ที่เริ่มเข้าสู่ยุคทองของอู๋เมิ่งต๋า เพราะมีผลงานอย่าง ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ เริ่มเฉิดฉายในฐานะ ‘เพื่อนพระเอก’ คู่กับหลิวเต๋อหัว ในภาพยนตร์ดราม่ามาเฟียที่โด่งดังระดับปรากฏการณ์ และส่งให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากงาน Hong Kong Film Awards มาครองได้สำเร็จ 

 

และยังมีผลงานร่วมกันตามมาอีกหลายเรื่องทั้ง มังกรขันจอหว่อ รวยรักนะจะบอกให้ (1991), ตำรวจตัดตำรวจ (1991) ชีวิตเธอ ชีวิตข้า ชีวิตเดียว (1992), ชาตินี้ถึงทีข้า ชาติหน้าก็ข้าอีกนั่นแหละ (1992) และเซียวฮื่อยี้ กระบี่ไม่มีคำตอบ (1992) ฯลฯ

 

รวมทั้งอีกหนึ่งบทบาทที่กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว คือการได้เล่นร่วมกับโจวซิงฉือ พระเอกหน้าตาย จากเรื่อง จอมยุทธสะท้านโลกันตร์ (1989) ต่อเนื่องมาถึงภาพยนตร์ คนตัดคน 2 ที่ตัวละครมือใหม่หัดพนันอย่างพวกเขาได้รับความนิยมอย่างมาก จนมีภาพยนตร์ของตัวเองอย่าง คนตัดเซียน ตามออกมาในปี 1990

 

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครหยุดตำนานของคู่หู โจวซิงฉือ และอู๋เมิ่งต๋า ด้วยเคมีที่เข้าขากันแบบสุดๆ ได้อีกต่อไป พวกเขามีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่องทั้ง คนเล็กนักเรียนโต (1991), คนกัดคน (1991), ไซอิ๋ว 95 เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน (1995), คนไม่ธรรมดา ยืดได้หดได้ (1995), คนเล็กไม่เกรงใจนรก (1999) 

 

รวมทั้ง นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ (2001) ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่พวกเขาได้ร่วมงานกันในฐานะนักแสดง ก่อนที่อู๋เมิ่งต๋า จะป่วยเป็นโรคหัวใจที่ทำให้เขาไม่สามารถรับงานหนักได้เหมือนก่อน 

 

แต่ในช่วงหลัง อู๋เมิ่งต๋าก็ยังกลับมารับงานอยู่บ้าง และยังมีผลงานเข้มๆ อย่าง The Hospital ในปี 2007 ที่ทำให้เขาได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเวที Golden Bell Awards รวมทั้ง พลิกเหลี่ยมแค้น โค่นแผนพยัคฆ์ ในปี 2014 และอุ้ยเสี่ยวป้อ เวอร์ชัน 2019 ให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงกันอยู่บ้าง ฯลฯ 

 

นอกจากบทบาทเพื่อนพระเอกมีอารมณ์ขัน ชีวิตจริงของอู๋เมิ่งต๋าก็มีพื้นฐานเป็นคนมองโลกในแง่ดีไม่ต่างกัน โดยเฉพาะช่วงที่ป่วยหนัก ต้องพักรักษาตัวเป็นพิเศษ เขายังเคยพูดติดตลก เหมือนกับที่หลายๆ ตัวละครแสนอารมณ์ดีของเขาเคยพูดเอาไว้ว่า เพิ่งนั่งเล่นไพ่นกกระจอกกับเพื่อนๆ นาน 10 ชั่วโมง

 

“เพราะว่าไพ่นกกระจอก รักษาได้ทุกอย่าง” 

The post 2 มกราคม 1952 – วันเกิด อู๋เมิ่งต๋า ‘ตัวประกอบ’ ที่ขาดไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โจวซิงฉือ King of Comedy กับ 20 ภาพยนตร์ฮ่องกงที่ฉายพรสวรรค์อันโดดเด่นของเขา https://thestandard.co/chow-sing-chi-king-of-comedy/ Wed, 03 Jul 2019 06:44:01 +0000 https://thestandard.co/?p=267717

22 มิถุนายน 1962 . สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดปีที่ 58 ของเ […]

The post โจวซิงฉือ King of Comedy กับ 20 ภาพยนตร์ฮ่องกงที่ฉายพรสวรรค์อันโดดเด่นของเขา appeared first on THE STANDARD.

]]>

22 มิถุนายน 1962

.

สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดปีที่ 58 ของเฮียโจวซิงฉือ นักแสดงชายที่แม้ว่าโลกนี้จะเต็มไปด้วยเรื่องวุ่นๆ เครียดๆ แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อไรก็ตามที่เรานึกหน้าตา ท่าทาง ผลงานการแสดง และงานกำกับภาพยนตร์ของเขา ก็จะนำพามาซึ่งเสียงหัวเราะอย่างสม่ำเสมอ   

 

ชื่อของโจวซิงฉือถูกจดจำและยอมรับในฐานะ King of Comedy นักแสดงตลกที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของโลกภาพยนตร์ และแน่นอนว่าชื่อเสียงของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่เฉพาะที่ฮ่องกง แต่แฟนทั่วโลกโดยเฉพาะชาวไทยมากมายที่เติบโตขึ้นพร้อมๆ กับผลงานเรียกเสียงฮาเรื่องแล้วเรื่องเล่า ซึ่งมักจะมาพร้อมกับ ‘คู่หูคู่ฮา’ ที่แยกขาดจากกันไม่ได้อย่าง อู๋ม่งต๊ะ

 

THE STANDARD POP พาร่วมฉลองวันเกิดให้ ‘เฮียโจว’ ด้วยการพาย้อนไปชม 20 ภาพยนตร์ของ King of Comedy ที่แฟนๆ จำได้ไม่มีลืม

 

**แนวทางภาพยนตร์ของโจวซิงฉือ (สตีเฟน โจว) นั้นเต็มไปด้วยแบบฉบับเฉพาะตัว โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ

 

1. ภาพยนตร์คอเมดี้สไตล์ล้อเลียน (Parody Movie) ที่มีต้นแบบมาจากซีรีส์และภาพยนตร์ดัง วรรณกรรมขึ้นหิ้ง หรือแม้แต่การ์ตูนญี่ปุ่น เช่น คนตัดเซียน, อุ้ยเสี่ยวป้อ จอมยุทธเย้ยยุทธจักร, ยาจกซู ไม้เท้าประกาศิต, ถังไป่หู่ ใหญ่ไม่ต้องประกาศ, จี้กง ใหญ่อย่างข้าไม่มี, โลกบอกว่าข้าต้องใหญ่, เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว, พยัคฆ์ไม่ร้าย คัง คัง ฉิก, ไซอิ๋ว 95 เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน ฯลฯ

 

2. ภาพยนตร์คอเมดี้สไตล์เฉพาะตัว ที่นักวิจารณ์บัญญัติไว้ว่าเป็น Chow Comedy ทางมุกประเภทตลกหลุดโลก ซึ่งมักจะเล่าถึงมนุษย์ตัวเล็กๆ ประเภทขี้แพ้หรือก้าวพลาด ต้องสู้กับชะตากรรมจนพาตัวเองไปสู่จุดที่ประสบความสำเร็จ เช่น คนเล็กนักเรียนโต 1-3, คนเล็กกุ๊กเทวดา, คนเล็กใหญ่เก๊กโลก, นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่, คนเล็กหมัดเทวดา ฯลฯ 

 

มากไปกว่านั้น ความโดดเด่นเฉพาะตัวในภาพยนตร์ของเขาคือการผสมผสานศิลปะการเล่าเรื่องแบบคอเมดี้-ดราม่า ซึ่งโจวซิงฉือสื่อสารมันออกมาได้ดีจนส่งให้ผู้คนยกย่องให้เขาเป็นนักแสดงคอเมดี้ที่มีพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่วงการบันเทิงฮ่องกงเคยมี ถึงแม้ว่าในวันนี้เขาจะมีความสุขกับการพาตัวเองขยับไปสู่ตำแหน่งโปรดิวเซอร์และผู้กำกับมากกว่าการเป็นนักแสดงแล้วก็ตามที

 

 

1. จอมยุทธผงาดฟ้า (The Final Combat, 1989)

อดีตนักเรียนในโรงเรียนการแสดงของค่าย TVB เริ่มต้นเส้นทางสายการแสดงจากบทสมทบเล็กๆ ในซีรีส์ทางโทรทัศน์และภาพยนตร์ในปี 1988 จนกระทั่งเขาได้รับบทนำเป็นเรื่องแรก แถมยังเป็นบทบาทแรกบนเส้นทางสายคอเมดี้ใน จอมยุทธผงาดฟ้า (The Final Combat) ซีรีส์กำลังภายในเรียกเสียงฮาของค่าย TVB หลังจากออกอากาศ ซีรีส์ประสบความสำเร็จในระดับกระแสนิยมไปทั่วเกาะฮ่องกง นาทีนั้นเองที่ผู้คนเริ่มหมายตาว่าสักวันนักแสดงหน้าใหม่อย่างโจวซิงฉืออาจจะก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงตลกระดับหัวแถวของวงการในสักวัน 

 

 

2. คนตัดเซียน (All for the Winner, 1990) 

หลังแจ้งเกิดจากซีรีส์สายฮาและเริ่มมีชื่อเสียง โจวซิงฉือรับบทนำในซีรีส์และภาพยนตร์คอเมดี้อยู่อีกหลายเรื่อง ก่อนที่จุดเปลี่ยนในชีวิตการแสดงจริงๆ ของเขาจะเกิดขึ้นในปี 1990 จากภาพยนตร์ คนตัดเซียน (All for the Winner) ภาพยนตร์ตลกแนวล้อเลียนพล็อตเรื่อง คนตัดคน (God of Gamblers, 1989) ที่กำลังโด่งดังในระดับโคตรฮิตไปทั่วเอเชีย

 

ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของ อาซิง (รับบทโดย โจวซิงฉือ) หนุ่มหน้าซื่อซึ่งออกเดินทางจากแผ่นดินใหญ่มาหาลุงแท้ๆ ที่ฮ่องกง และถึงจะไม่ได้เต็มใจให้อยู่ด้วย แต่หลังจาก ลุงต้า (รับบทโดย อู๋ม่งต๊ะ) ค้นพบว่าหลานชายมีพลังพิเศษคือมองทะลุสิ่งของ แถมยังสามารถเปลี่ยนตัวเลขที่ต้องการในไพ่ได้อีก  

 

ลุงต้าจึงหวังจะรวยทางลัดโดยการผลักดันให้อาซิง (ซึ่งมีโคตรเซียนเกาจิ้งจากภาพยนตร์ คนตัดเซียน เป็นไอดอล) เข้าสู่วงการพนัน ขณะเดียวกันพรหมลิขิตก็ชักพาอาซิงให้ต้องมนต์สะกดของ หวีม่ง (รับบทโดย จางเหมี่ยน หนึ่งในนางเอกภาพยนตร์คู่บุญในยุคแรกๆ ของโจวซิงฉือ) บอดี้การ์ดสาวสวยของเจ้าพ่อนักพนันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และจุดนั้นเองที่นำพามาซึ่งเรื่องราวที่ทั้งหักเหลี่ยม เฉือนคม และวายป่วงตามมาอีกมากมาย 

 

หลังเข้าฉาย ภาพยนตร์ก็ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ต่อยอดความโด่งดังของภาพยนตร์ต้นฉบับได้อย่างยอดเยี่ยม และผลจากความสำเร็จครั้งนี้เองที่ส่งให้โจวซิงฉือกลายเป็นพระเอกระดับซูเปอร์สตาร์สายคอเมดี้ 

 

คนตัดเซียน ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นแนวทางภาพยนตร์ตลกล้อเลียน (Parody Movie) ที่ถือว่าเป็นลายเซ็นสำคัญที่สร้างชื่อเสียงและได้รับการจดจำจากแฟนภาพยนตร์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความเจ๋งยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะ คนตัดเซียน ยังเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ ‘คู่หูคู่ฮา’ ระหว่างโจวซิงฉือและอู๋ม่งต๊ะในโลกภาพยนตร์ชนิดที่ขาดจากกันไม่ได้ไปอีกหลายสิบเรื่อง

 

 

3. คนตัดคน 2 (God of Gamblers 2, 1990)

ยังคงต่อยอดความสำเร็จไม่เลิก หลังจากภาพยนตร์ต้นฉบับตำนานเซียนการพนัน คนตัดคน และภาพยนตร์ล้อเลียนสุดลือลั่นอย่าง คนตัดเซียน ประสบความสำเร็จติดลมบน ที่เก๋ยิ่งกว่าคือกลับมาคราวนี้ คนตัดคน 2 มีการผสมผสานเรื่องราวครอสจักรวาลกันเองระหว่างภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง

 

โดยพล็อตหลักดำเนินเรื่องต่อจากภาคแรก เมื่อ โคตรเซียนเกาจิ้ง (รับบทโดย โจวเหวินฟะ) ยอมรับ อาเต๋า (รับบทโดย หลิวเต๋อหัว) เป็นศิษย์เอก และพัฒนาฝีมือจนถูกเรียกขานให้เป็นโคตรเซียนน้อย

 

ขณะเดียวกันภาพยนตร์ก็แยกผู้ชมไปตามติดชีวิตตัวละคร อาซิง (รับบทโดย โจวซิงฉือ ที่แน่นอนว่ามาพร้อมกับลุงคนสนิทที่รับบทโดย อู๋ม่งต๊ะ) หนุ่มหน้าซื่อผู้มีพลังพิเศษและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะเป็นศิษย์ของโคตรเซียนเกาจิ้งให้จงได้ 

 

คนตัดคน 2 ยังคงสอดไส้มุกตลกเรียกเสียงฮาเอาไว้ในแก่นเกมการต่อสู้หักเหลี่ยมเฉือนคมของผู้คนในโลกการพนันได้อย่างสนุก เพราะแม้ภาพยนตร์จะเริ่มต้นจากความวายป่วงของคู่ลุงหลานอย่างอาซิงกับลุงต้า แต่ลงท้ายสองนักแสดงนำของเรื่องอย่างหลิวเต๋อหัวและโจวซิงฉือก็จับมือร่วมทุกข์ร่วมสุขเพื่อทวงคืนศักดิ์ศรีในฐานะศิษย์ตัวจริงของโคตรเซียนเกาจิ้งคืนกลับมาให้จงได้

 

 

4. คนเล็กต้องใหญ่ (Fist of Fury, 1991)

ด้วยพื้นฐานชีวิตจริงที่มีรกรากดั้งเดิมจากนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และมี บรูซ ลี เป็นไอดอลในดวงใจ แฟนภาพยนตร์จึงมักจะเห็นโจวซิงฉือสะท้อนสองสิ่งนี้ลงไปในผลงานการแสดงของเขาอยู่เสมอ เช่นเดียวกับ คนเล็กต้องใหญ่ ที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคงจะได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานเรื่องดังของบรูซ ลี 

 

ส่วนเนื้อหาของเรื่องนั้นต่างกันลิบลับ คงเหลือไว้เพียงเรื่องราวการแข่งขันกังฟูที่เคลือบทับไว้ด้วยเรื่องราวสุดเพี้ยนพิสดารของ หลิวจิง หนุ่มหน้าซื่อจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ข้ามฝั่งทะเลมาหางานและเงินในฮ่องกง เขาได้พบกับ เซียวจิ่ว ไอ้หนุ่มนักต้มตุ๋นจอมกะล่อนโดยบังเอิญ สุดท้ายภาพยนตร์พาคนดูไปร่วมลุ้นร่วมฮาบนเวทีประลองวิชากังฟู หลังจากทั้งคู่เข้าร่วมเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักฮั่วหวนผู้มี อาหมิ่น ลูกสาวแสนสวยเป็นแรงใจสำคัญในการต่อสู้ จนกระทั่งไอ้สองหนุ่มคว้าตำแหน่งชนะเลิศมาจนได้

 

 

5. คนเล็กนักเรียนโต (Fight Back to School, 1991)

นอกจากตัวภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง คนเล็กนักเรียนโต ยังถูกยกย่องและจดจำให้เป็นจุดกำเนิดภาพยนตร์ตลกสไตล์ Chow Comedy ที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์มุกฮาเฉพาะตัว ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของนายตำรวจหนุ่ม โจซิงซิง ที่ได้รับมอบหมายให้เข้ามาแฝงตัวเป็นนักเรียนเพื่อสืบหาปืนของสารวัตรที่หายสาบสูญไปนานกว่า 30 ปี โดยได้รับความร่วมมือ (ที่ความจริงทำให้ภารกิจป่วนยิ่งขึ้น) จาก เฉาต๋าหัว นายตำรวจรุ่นลุงที่แฝงตัวเข้ามาเป็นภารโรงด้วยเช่นกัน ภารกิจตามหาปืนดำเนินไปอย่างเข้มข้น ได้เฮ และได้ฮา ขณะเดียวกันความรักระหว่างเขากับอาจารย์แนะแนวสาวสวย เหอหมิ่น ก็ค่อยๆ พัฒนาไปพร้อมกันด้วย

 

 

6. คนกัดคน (Tricky Brains, 1991)
หลังจากเคยแสดงนำคู่กันใน คนตัดคน 2 โจวซิงฉือและหลิวเต๋อหัวโคจรกลับมาเจอกันอีกครั้งใน คนกัดคน ภาพยนตร์ทำเงินถล่มทลายที่ดึงเอาความโดดเด่นเฉพาะตัวสายตลก-ดราม่า-โรแมนติกของทั้งคู่มาผสมไว้ในเรื่องเดียว โดยสองซูเปอร์สตาร์รับบทเป็นพี่น้องคนละแม่ แต่มีพ่อคนเดียวกัน (รับบทโดย อู๋ม่งต๊ะ) และผลจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้เองที่ทำให้โจวซิงฉือค้นพบแนวทางภาพยนตร์ที่มีส่วนผสมระหว่างคอเมดี้และดราม่า ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในแนวทางภาพยนตร์ที่สร้างชื่อและสร้างความสำเร็จให้กับเขาอย่างมากในเรื่องต่อๆ มา 

 

 

7. คนเล็กนักเรียนโต 2 (Fight Back to School 2, 1992)

เมื่อมือปราบชั้นยอดแห่งกรมตำรวจฮ่องกงเจอโชคชะตาเล่นตลก โดยการถูกลดขั้นให้ย้ายไปรับหน้าที่จราจรชั้นปลายแถว แต่ถึงอย่างนั้นเลือดมือปราบอันข้นคลั่กก็นำพาให้เขาต้องปลอมตัวเป็นนักเรียนเพื่อตามแกะรอยอาชญากรรมภายในโรงเรียนนานาชาติ จนในที่สุดก็สามารถสร้างผลงานโดดเด่นเข้าตา ได้กลับคืนสู่ตำแหน่งยอดมือปราบที่เขาภาคภูมิใจอีกครั้ง

 

 

8. คนเล็กสะท้านยุทธจักร (Justice, My Foot!, 1992)

ซุงชี่เชอ หรืออาซุง ทนายหนุ่มชื่อดังกระฉ่อนผู้ใช้คารมคมคายว่าความจนชนะคดีครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่แคร์ต่อศีลธรรมและความถูกผิด 

 

อาหลี่ ภรรยาของเขาจึงเชื่อว่าการกระทำอันต่ำทรามนี้เองเป็นสาเหตุให้ทั้งคู่ไม่มีลูกสืบวงศ์ตระกูลเสียที และแม้จะคอยกล่อมสามีให้กลับตัวกลับใจสักกี่ครั้งก็ดูเหมือนว่าความพยายามนั้นจะไร้ผล แต่แล้วก็เหมือนฟ้ามีตาที่เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญจนทำให้อาซุงโดนจับเข้าคุก ถูกปลดจากอาชีพทนาย แถมยังมีนักฆ่าถูกส่งเข้าคุกตามมาเอาชีวิตในคดีที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนทำ ชะตากรรมนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาต้องใช้ไหวพริบสืบสวนและเสาะหาความจริงเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ได้

 

 

9. อุ้ยเสี่ยวป้อ จอมยุทธเย้ยยุทธจักร 1-2 (Royal Tramp 1-2, 1992)

หนึ่งในภาพยนตร์ชุดแนวล้อเลียนของโจวซิงฉือที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ภาพยนตร์สร้างจากเค้าโครงนวนิยายชื่อระดับตำนานชื่อเดียวกันของ กิมย้ง ซึ่งเข้าฉายในปีเดียวกันทั้งสองภาค  

 

อุ้ยเสี่ยวป้อ นั้นไร้ซึ่งความสามารถด้านวรยุทธ ขณะเดียวกันพรสวรรรค์ที่ฟ้าประทานมาให้แทนคือกะล่อน ฉลาดเฉลียวเป็นกรด มีไหวพริบเป็นเลิศ กระทั่งวันหนึ่งเขาได้ช่วยชีวิตประมุขพรรคฟ้าดินไว้โดยบังเอิญ จุดเริ่มต้นนี้เองที่นำพาให้เขาจับพลัดจับผลูต้องสืบทอดตำแหน่งหัวหน้าพรรคฟ้าดิน แถมยังถูกส่งตัวเข้าไปในวังหลวงเพื่อสังหาร คังซีฮ่องเต้ แต่เรื่องราวดูเหมือนจะวุ่นไม่รู้จบ เพราะเมื่อเข้าวังไปได้ไม่นาน ความกะล่อนปากเป็นเอกก็ส่งให้เขากลายเป็นสหายที่ฮ่องเต้โปรดปรานและไว้ใจไปเสียอย่างนั้น

 

 

10. ยาจกซู ไม้เท้าประกาศิต (King of Beggars, 1992) 

ใครเห็นยาจกซูเนื้อตัวมอมแมม ผมยาวรุงรัง คงไม่คาดคิดว่าเขาเคยเป็นลูกข้าหลวงใหญ่ผู้ร่ำรวย แต่เพราะความไม่เอาไหน วันๆ เอาแต่ใช้ชีวิตสุขสำราญ ไร้ซึ่งความรู้ ไร้ทักษะการต่อสู้ 

 

เขาเกิดไปหลงรักสาวงาม หยังซู แต่เธอมีข้อแม้สำคัญที่จะต้องทำให้ได้ถ้าหากหวังได้เธอเป็นคู่ครอง คือจะต้องเอาชนะการสอบแข่งขันตำแหน่งจอหงวนอันดุเดือดทั้งบู๊ (ยอดฝีมือด้านยุทธ) และบุ๋น (ยอดปราชญ์ฉลาดการปกครอง) ให้ได้เสียก่อน แต่ก็อย่างที่บอกว่าเขานั้นเป็นจอมเสเพล ที่สุดจึงถูกจับได้ว่าโกงสอบ 

 

ฮ่องเต้ทราบข่าวก็ถึงกับโกรธควันออกหู สั่งลงโทษให้ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูล แถมพ่อยังถูกปลดออกจากตำแหน่งข้าหลวงประจำราชสำนัก กลายเป็นยาจกสิ้นเนื้อประดาตัว 

 

ต่อมายาจกซูมีโอกาสได้เข้าร่วมพรรคกระยาจก เขาเริ่มใฝ่ดี พัฒนาหาความรู้จนชีวิตพลิกผันได้ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประมุขพรรคคนใหม่ อีกทั้งยังได้ฝึกกระบวนท่า 18 ฝ่ามือพิชิตมังกรของปรมาจารย์อั๋งชิกง แน่นอนว่าตำแหน่งสำคัญย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ ภารกิจของยาจกซูคือจะต้องขัดขวางจอมมารพรรคบัวขาวที่หวังจะชิงความเป็นใหญ่ในราชสำนักให้จงได้ 

 

 

11. ถังไป่หู่ ใหญ่ไม่ต้องประกาศ (Flirting Scholar, 1993)

ภาพยนตร์ตลกแบบที่โจวซิงฉือถนัด รีเมกจากซีรีส์ในตำนาน Three Smiles to Romance ของ Shaw Brothers เมื่อหญิงสาวทั้งแผ่นดินต่างเฝ้าฝันอยากได้ ถังไป่หู่ นักปราชญ์สุดเปรื่องและบัณฑิตหนุ่มจอมเจ้าบทเจ้ากลอนเป็นคู่ครอง เพราะการได้สามีอนาคตไกลที่มีความสามารถรอบด้านย่อมเหมือนได้เพชรงามไว้ในมือ แต่แล้วพรหมลิขิตก็ชักพา ไป่หู่ ปลอมตัวเข้าบ้านตระกูลฮัวจนได้พบกับ ชิวเซียง หญิงงามคนแรกทำให้บัณฑิตหนุ่มสุดมั่นต้องอกเดาะจนยากจะถอนใจ และก็เพราะเหตุที่ต้องปลอมตัวเข้าบ้านเสนาบดีเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับชิวเซียงนี่เองที่นำพามาซึ่งเรื่องวุ่นๆ ให้เขาต้องใช้ความสามารถทุกอย่างเท่าที่ตัวเองมีเพื่อพิชิตใจและช่วงชิงนางในฝันของตัวเองมาให้ได้

 

 

12. จี้กง ใหญ่อย่างข้าไม่มี (The Mad Monk, 1993)

ภาพยนตร์เรียกเสียงฮาผสมผสานดราม่า ดัดแปลงจากตำนานอัศจรรย์ของอรหันต์จี้กง เมื่อเง็กเซียนฮ่องเต้สั่งลงทัณฑ์ เสียนหง อรหันต์ปราบมังกร เทพหนุ่มผู้มักจะทำเรื่องผิดกฎสวรรค์จนน่าระอาให้ลงไปเกิดบนโลกมนุษย์ แต่เพราะได้รับความเมตตาจากเจ้าแม่กวนอิม เทพนอกกรอบอย่างเขาจึงตกสวรรค์ไปเกิดใหม่ในคราบ นักบวชจี้กง พร้อมภารกิจที่จะต้องโปรดสัตว์อบรมมนุษย์ 3 ประเภท ได้แก่ ขอทาน 9 ชาติ, โสเภณี 9 ชาติ และคนโฉด 9 ชาติ ให้กลับตัวเป็นคนดีให้ได้ จนเมื่อภารกิจนี้สำเร็จ เขาจึงจะได้รับการอภัยให้กลับคืนสู่สวรรค์อีกครั้ง

 

 

13. โลกบอกว่าข้าต้องใหญ่ (Love on Delivery, 1994)

ภาพยนตร์ซื้อลิขสิทธิ์มาจากการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องดังที่คนไทยรู้จักในชื่อ ถึงจะเห่ยแต่ก็สู้นะเฟ้ย มาดัดแปลงใหม่เป็นภาพยนตร์ในแบบฉบับโจวซิงฉือ-อู๋ม่งต๊ะ เล่าเรื่องราวลูกศิษย์สุดเห่ยกับอาจารย์สอนมวยจีนที่มีวิธีการสอนอันพิลึกพิลั่น 

 

เหอชินหยิน ชายหนุ่มสุดซื่อที่แสนจะธรรมดาได้ตกหลุมรัก ลิลลี่ เทพีแห่งโรงฝึกศิลปะการต่อสู้ แต่คนสวยย่อมมีมารหัวใจ แถมมารหัวใจยังเป็นถึงโค้ชยูโดฝีมือร้ายกาจ ดังนั้นเพื่อจะพิชิตใจและปกป้องเธอจากการถูกลวนลาม เขาจึงลุกขึ้นฝึกมวยจีนหวังให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น แม้จะต้องฝึกหนักและบาดเจ็บครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตามที

 

 

14. เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว (Hail The Judge, 1994)

ภาพยนตร์ตลกล้อเลียน-ผสมดราม่า แนวถนัดของโจวซิงฉือ คราวนี้เขากลับมาอีกครั้งในคราบ เปาหลงซิง ผู้พิพากษาผู้สืบเชื้อสายจากเปาบุ้นจิ้น (แน่นอนว่าล้อเลียนซีรีส์และภาพยนตร์ดังอย่าง เปาบุ้นจิ้น เจ้าเมืองไคฟงอันมีชื่อเสียงด้านความยุติธรรม ใจซื่อ มือสะอาด) ส่วนบทบาทเปาหลงซิงตอนต้นเรื่องนั้นกลับด้านกัน ชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียด้านความหน้าเงิน ชอบรับสินบน และเข้าข้างคนรวยของเขานั้นขจรขจาย   

 

จนกระทั่งได้เกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมยกครัว 13 ศพ มีเพียงหญิงสาว อาเลี่ยน เท่านั้นที่รอดชีวิตมาขอความเป็นธรรม โดยกล่าวหาว่า ฉางเหว่ย ลูกชายของอุปราชอำนาจล้นเป็นฆาตกรเลือดเย็น แต่เพราะเล่ห์เหลี่ยมและอำนาจบารมีของอุปราชที่สร้างเรื่องพลิกคดีให้ฉางเหว่ยกลายเป็นคนร้าย ขณะเดียวกันเปาหลงซิงก็ถูกปรักปรำว่ารับสินบนจนต้องหลบหนี ลำบากลำบนจนรู้สำนึกชั่วดี สุดท้ายหลังจากได้ร่ำเรียนวิชายุทธจากซ่องนางโลม เขาก็แอบสืบหาความจริงเพื่อล้างมลทินให้ตัวเอง พร้อมกับคืนความเป็นธรรมให้กับทั้ง 13 ชีวิตที่ตายไปได้สำเร็จ

 

 

15. พยัคฆ์ไม่ร้าย คัง คัง ฉิก (From Beijing with Love, 1994)

โจวซิงฉือเดินหน้าผลิตภาพยนตร์ล้อเลียนขึ้นชื่ออีกครั้ง คราวนี้เขาสร้างเสียงฮาโดยหยิบภาพยนตร์สายลับอังกฤษชื่อดังอย่าง James Bond 007 มายำใหญ่ใส่มุกตลกแบบไม่ยั้ง เนื้อหากล่าวถึงเบื้องหน้าของ อาไช่ พ่อค้าเขียงหมูที่แสนจะบ้านเบ แต่แท้จริงแล้วเขาคืออดีตสายลับที่ถูกลืม กาลเวลาล่วงเลยมามากกว่า 10 ปี อยู่ๆ กะโหลกไดโนเสาร์ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดินจีนก็สูญหายไปอย่างน่าพิศวง สุดท้ายรัฐบาลจีนจึงตัดสินใจเลือกให้อาไช่สืบหาเงื่อนงำของคดีนี้ โดยระหว่างที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่นั่นเอง อาไช่ได้พบกับ อาคัม สายลับหญิงดาวรุ่งที่มาเป็นผู้ช่วย และหลักฐานเดียวที่ถือเป็นเบาะแสสำคัญคือคนร้ายใช้ปืนทองเป็นอาวุธ ซึ่งเขาจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งโดยการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ

 

 

16. ไซอิ๋ว 95 เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน 1-2 (A Chinese Odyssey Part One: Pandora’s Box, A Chinese Odyssey Part Two: Cinderella, 1995)

หลังจากโลดแล่นในวงการมาอย่างยาวนาน ผลิตภาพยนตร์เรียกเสียงฮาในแนวทางของตัวเองจนเป็นที่ยอมรับในฐานะพระเอกสายคอเมดี้ระดับอัจฉริยะของวงการ กระทั่งในวัย 33 ปี เขารับบทบาทใหม่อีกครั้งโดยหยิบเอาตำนานไซอิ๋วที่ถูกผลิตซ้ำ นำมาสร้างเป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์และภาพยนตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า มาดัดแปลงและเล่าใหม่ในแบบฉบับของโจวซิงฉือที่มีทั้งมุกเรียกเสียงฮาและเรื่องราวดราม่า เข้มข้น โรแมนติกกินใจ 

 

แม้ตอนเข้าฉายจะเปิดตัวได้ไม่ดีเท่าเรื่องก่อนๆ แต่ด้วยเนื้อหาอันโดดเด่นครบรส โดยเฉพาะการแสดงระดับพรสวรรค์ทั้งสายฮาและดราม่า ส่งให้ต่อมามันได้กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ชุดที่แฟนภาพยนตร์ยกย่องว่าดีที่สุดของโจวซิงฉือ     

 

เรื่องราวใน ไซอิ๋ว 95 เดี๋ยวลิงเดี๋ยวคน เริ่มต้นเล่าถึง เห้งเจีย กับปีศาจวัวกระทิง ที่ได้รวมหัวกันทรยศ พระถังซำจั๋ง โดยหวังจับอาจารย์ของตัวเองมากินเนื้อเพื่อจะได้อยู่ยงคงกระพัน เคราะห์ดีที่เจ้าแม่กวนอิมมาช่วยไว้ได้ทัน ขณะเดียวกันแม้จะได้รับความช่วยเหลือ แต่พระถังซำจั๋งก็รู้สึกละอายใจอย่างมากที่ไม่สามารถขัดเกลาลูกศิษย์ได้ จึงตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อไถ่โทษให้แก่ศิษย์

 

หลายร้อยปีต่อมา เห้งเจียกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งในคราบหัวหน้าโจรภูเขา ก่อนที่เรื่องราวจะนำพาให้เขาล่วงรู้อดีตชาติของตัวเองผ่านทางกล้องแสงจันทร์ พร้อมๆ กับโอกาสที่จะช่วยเหลืออาจารย์เก่าเพื่อแก้ไขอดีตอันเลวร้ายของตัวเอง

 

 

17. คนเล็กกุ๊กเทวดา (The God of Cookery, 1996)

ภาพยนตร์เรื่องที่สองต่อจาก สายไม่ลับคังคังโป๊ย (Forbidden City Cop, 1996) ที่โจวซิงฉือก้าวขึ้นมาดูแลโปรเจกต์ด้วยตัวเองแทบจะครบวงจร โดยควบตำแหน่งทั้งโปรดิวเซอร์ เขียนบท นำแสดง และกำกับภาพยนตร์ ฯลฯ ขณะเดียวกันมันก็เป็นหมุดหมายที่สำคัญในอาชีพนักแสดงของเขา เพราะผลงานหลายๆ เรื่องนับจากนี้ แฟนๆ มักจะบอกตรงกันว่าเขาใส่ความฮาลดลง ขณะเดียวกันก็ปรุงส่วนผสมของเรื่องราวดราม่าลงไปในภาพยนตร์เพิ่มมากขึ้น 

 

ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของ สตีเฟน โจว กุ๊กเทวดาเจ้าของเครือข่ายธุรกิจอาหารอันโด่งดัง แต่ชีวิตย่อมมีขึ้นมีลง วันหนึ่งเขาถูกลูกน้องคนสนิทหักหลังโดยใช้เล่ห์เหลี่ยมจนเขาสูญเสียแทบทุกสิ่งอย่าง ทั้งชื่อเสียง เกียรติยศ และเงินทอง เป็นอีกเรื่องที่ตัวละครของเขาตกต่ำอันเกิดการก้าวพลาดในชีวิตของตัวเอง 

 

แต่ในเรื่องร้ายย่อมมีเรื่องดี เพราะอาโจวได้รับความช่วยเหลือจาก เจ๊จี แม่ค้าขายบะหมี่ที่แม้หน้าตาจะอัปลักษณ์ แต่จิตใจนั้นช่างงดงามกว้างใหญ่ เขาจึงเก็บตัวเพื่อรอคอยโอกาสจะทวงเกียรติยศชื่อเสียงที่ถูกทำลายลงคืนกลับมาอีกครั้ง

 

 

18. คนเล็กไม่เกรงใจนรก (King of Comedy, 1999)

โจวซิงฉือกลับมาอีกครั้งในบทที่เขาเขียนขึ้นเอง กำกับเอง และแสดงเอง โดยเป็นเรื่องราวของ อาเฉา ตัวประกอบปลายแถวที่ฝีมือการแสดงจัดว่าห่วยที่สุดคนหนึ่ง ขณะเดียวกันเขากลับมีความเชื่อว่าตนเองนั้นเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม จนเมื่อกาลเวลาผ่านไป เขาค่อยๆ สำรวจตัวเองจนเริ่มคิดได้ว่าอนาคตบนเส้นทางนี้คงไปต่อได้ยาก อาเฉาจึงหันเหทิศทางไปเป็นอาจารย์สอนการแสดง และหนึ่งในลูกศิษย์ของเขาคือ เพียวเพียว สาวบาร์ผู้ช้ำชอกจากรักครั้งแรก กระทั่งกาลเวลาผ่านไปสักพัก ทั้งสองคนเกิดความรู้สึกดีๆ ให้กัน ก่อนโอกาสสำคัญที่ดาราสาวคนหนึ่งหยิบยื่นให้จะตามมาพร้อมทางแยกที่เขาต้องเลือกว่าจะเดินทางตามฝันหรือเลือกความสัมพันธ์ที่เขาเองก็ต้องการไม่ต่างกัน

 

 

19. นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ (Shaolin Soccer, 2001)

หลังจากยืนหนึ่งในฐานะ King of Comedy ของวงการ ต่อมาเขาส่งผลงานใหม่ที่ได้รับการตอบรับจากผู้ชมในระดับปรากฏการณ์อีกครั้งกับ นักเตะเสี้ยวลิ้มยี่ ภาพยนตร์ต้นฉบับสายฮาที่ยกระดับไปอีกขั้น เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวของ อาฟ่ง อดีตนักเตะเจ้าของฉายาแข้งทองในวัยหนุ่มที่ก้าวพลาดโดยการรับเงินล้มบอล ผลจากการก้าวพลาดส่งให้แฟนบอลโกรธแค้นและรุมทำร้ายร่างกายจนขาหัก สิ้นสุดชีวิตการค้าแข้งพร้อมกับชีวิตที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ 

 

ต่อมาอาฟ่งได้พบกับ อาซิง อดีตศิษย์เส้าหลินหน้าซื่อผู้มีพรสวรรค์ ทั้งคู่จับมือกันสร้างทีมฟุตบอลโดยรวบรวมศิษย์เก่าของวัดเส้าหลิน กระทั่งกลายเป็นทีมฟุตบอลที่พิสดารที่สุดในโลกเพื่อลงแข่งขันในลีกที่มีเดิมพันสูงลิบ และพวกเขาเองก็มีกำแพงอันแข็งแกร่ง โดยเป็นทีมมนุษย์พิเศษที่ถูกสร้างขึ้นจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่จะต้องทุบทำลายและข้ามผ่านไปให้ได้ ภาพยนตร์ของเขายังคงเรียกเสียงฮา ขณะเดียวกันมันก็ผสมความกลมกล่อมในแง่ของบทและเทคนิคพิเศษอันยอดเยี่ยม ซึ่งทั้งโด่งดังและถูกจดจำให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งของโจวซิงฉือมาจนถึงทุกวันนี้   

 

 

20. คนเล็กหมัดเทวดา (Kung Fu Hustle, 2004)

อย่างที่ได้กล่าวไว้ในผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ว่าถ้าเป็นแฟนของโจวซิงฉือก็ย่อมต้องต่อจิ๊กซอว์ได้ออกว่าผลงาน คนเล็กหมัดเทวดา ที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลกนั้นก็ล้วนแล้วแต่มีจุดเริ่มต้นมาจากแรงบันดาลใจในวัยเด็กที่หล่อหลอมเขามาทั้งสิ้น 

 

“เรื่องราวที่กล่าวถึงเซี่ยงไฮ้ช่วงยุค 1930 ซึ่งเป็นช่วงที่มีแก๊งอันธพาลครองเมือง กลุ่มคนเลวที่ก่อกวนในย่านตรอกเล้าหมู แต่ไม่สำเร็จ เพราะนี่คือย่านชุมนุมที่กลุ่มจอมยุทธฝีมือดีมากมายใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนตัว” พล็อตหลักของเรื่องที่ถูกเล่าขานผ่านสื่อ 

 

ขณะเดียวกันชีวิตจริงของโจวซิงฉือก็เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมจากเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ขณะเดียวกันเด็กหนุ่มหน้าซื่อซึ่งเดินทางจากแผ่นดินใหญ่มายังฮ่องกงพร้อมครอบครัวนั้นก็มีความฝันที่อยากจะเป็นนักแสดง โดยมีภาพการต่อสู้อันน่าตื่นตาตื่นใจของ บรูซ ลี เป็นไอดอลในดวงใจ พร้อมๆ กับเรื่องราวภาพยนตร์กำลังภายในที่เติบโตมาพร้อมกัน 

 

สิ่งเหล่านี้เองที่ตกผลึกออกมาเป็นเรื่องราวใน คนเล็กหมัดเทวดา ที่เขากุมบังเหียนเองทั้งในฐานะผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ผู้เขียนบท คอมโพสเซอร์ และนักแสดงนำของเรื่อง 

 

เขายังคงกลับมาพร้อมกับคาแรกเตอร์ของคนตัวเล็กอย่าง อาซิง โจรไร้ฝีมือที่เข้ามาลองของในตรอกเล้าหมูที่ชีวิตจับพลัดจับผลูเข้ามาเกี่ยวข้องกับกลุ่มอันธพาล หลังต้องถูกซ้อม หนีตาย เขาก็ได้รับความช่วยเหลือและฝึกฝนวิชาจากสองผัวเมียเจ้าของห้องเช่าผู้มีแบ็กกราวด์เป็นอดีตจอมยุทธที่ร้ายกาจ เมื่อนั้นเองที่อาซิงไม่ใช่หนุ่มขี้แพ้คนเดิมอีกต่อไป ขณะเดียวกันก็ถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปแก้แค้นและทวงคืนความยุติธรรมให้กลับคืนมาสู่ตรอกเล้าหมูอีกครั้ง

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post โจวซิงฉือ King of Comedy กับ 20 ภาพยนตร์ฮ่องกงที่ฉายพรสวรรค์อันโดดเด่นของเขา appeared first on THE STANDARD.

]]>