10 สมาคมยานยนต์และชิ้นส่วนสัญชาติไทยผนึกกำลังยื่นหนังสื […]
The post 10 สมาคมยานยนต์ไทยยื่นข้อเสนอรัฐ ออก 8 มาตรการฉุกเฉิน ต่อลมหายใจห่วงโซ่อุปทานไทย หวังช่วยอุตฯ ยานยนต์ไทย พ้น ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
10 สมาคมยานยนต์และชิ้นส่วนสัญชาติไทยผนึกกำลังยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ปลุกมาตรการ ‘ลงทุนจริงแลกโควตานำเข้า’ และคุมเข้ม Local Content หวั่นไทยสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ กลายเป็นเพียง ‘ตลาดบริโภค EV ราคาถูก’ แต่ไร้ฐานการผลิต
วันนี้ (14 พฤษภาคม) สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ร่วมกับอีก 9 สมาคมสัญชาติไทย ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งมีสมาชิกรวมกันมากกว่า 1,500 ราย ร่วมลงนามแถลงการณ์ร่วมครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล มุ่งรักษาเสถียรภาพอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจของชาติ
สุโรจน์ เเสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยว่า ปัจจุบันค่ายรถยนต์เริ่มปรับกลยุทธ์จาก ‘การผลิต’ เป็น ‘การนำเข้า’ รถ EV สำเร็จรูป (CBU) จากจีนโดยใช้สิทธิภาษี 0% ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสูญเสียคำสั่งซื้ออย่างรุนแรง
ทั้งนี้ สมาคมฯ ประเมินว่า หากไร้การควบคุม เมื่อมาตรการ EV 3.5 สิ้นสุดลงในปี 2570 ไทยจะเผชิญกับ ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ ที่ค่ายรถไม่มีภาระผูกพันในการผลิตชดเชย และจะเปลี่ยนไปนำเข้า 100% ทันที

ในการนี้ ทางกลุ่มสมาพันธ์ฯ จึงได้เสนอมาตรการฉุกเฉินครอบคลุม 8 ด้าน ดังนี้
1. ปฏิรูปภาษีสรรพสามิต (ลงทุนแลกโควตา)
เสนอให้ขยายส่วนต่างภาษีสรรพสามิต ระหว่างรถนำเข้า (CBU) และรถผลิตในไทยให้มากกว่า 8% เพื่อจูงใจให้เกิดการผลิต โดยใช้ระบบโควตานำเข้าอัตราภาษีต่ำแลกกับการลงทุนจริง เช่น สถานีชาร์จสาธารณะ หรือศูนย์รีไซเคิลแบตเตอรี่
2. ยกระดับเกณฑ์ Local Content
บังคับสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศไทย (Thai Material Content) อย่างน้อย 20% ของสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม 40% เพื่อป้องกันการนำเข้าชิ้นส่วนแบบยกชุดมาประกอบเพียงอย่างเดียว
3. การส่งเสริมการใช้ ‘ชิ้นส่วนร่วม’ (Common Parts)
กำหนดให้ค่ายรถต้องจัดซื้อชิ้นส่วนที่มีมูลค่าสูงและผู้ผลิตในไทยมีศักยภาพ เช่น แชสซีส์ หรือตัวถัง จากในประเทศเท่านั้นจึงจะได้สิทธิลดหย่อนภาษี
4. ปรับปรุงนโยบาย BOI คุ้มครองผู้ประกอบการไทย
ปิดรับการส่งเสริมในกลุ่มที่คนไทยทำได้เองแล้ว ยกเว้นจะเป็นการร่วมทุน (JV) ที่คนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% และตรวจสอบการจ้างงานหรือใช้เครื่องจักรจริงอย่างเข้มข้น
5. แก้ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบ (G2G)
ให้รัฐเจรจาระดับรัฐต่อรัฐเพื่อจัดการโควตาและราคาวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น อะลูมิเนียม หรือแร่หายาก ให้ผู้ผลิตไทยเข้าถึงต้นทุนที่เท่าเทียมกับจีน
6. ยกระดับการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O)
ตรวจสอบย้อนกลับถึง Supplier อย่างน้อย Tier 3 เพื่อป้องกันการ ‘สวมสิทธิ์สินค้า’ จากต่างประเทศมาแอบอ้างเป็นสินค้าไทย
7. การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer)
บังคับเปิดช่องทางเชื่อมต่อ (Open Interface) ให้ซอฟต์แวร์ไทยเข้าไปมีส่วนร่วม และกำหนด KPI ที่วัดผลได้จริงไม่ใช่เพียงตัวเงิน
8. การส่งเสริมการทดสอบในประเทศ
บังคับให้มีการทดสอบและปรับจูนระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS) ในห้องปฏิบัติการของไทย เพื่อส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้ขั้นสูงสู่บุคลากรไทย

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT)
“ข้อเสนอที่เร่งด่วนที่สุด คือการปฏิรูปภาษีสรรพสามิต รองลงมาก็คือการพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ BOI โดยอยากให้ BOI ส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจที่ประเทศไทยไม่มี ส่วนธุรกิจใดที่ผู้ประกอบการไทยทำได้อยู่แล้ว อยากให้มุ่งผลักดันผู้ประกอบการในประเทศมากกว่า” สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าว
ยัน ‘ไม่ใช่การกีดกัน แต่คือการรักษาอธิปไตยเศรษฐกิจ’
สุโรจน์ ย้ำชัดว่า ข้อเสนอทั้ง 8 ข้อนี้ ไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นรถ EV นำเข้า หรือทำให้ผู้บริโภคเสียประโยชน์
“เราต้องการให้การแข่งขันเป็นธรรม ระหว่างบริษัทที่ลงทุนจริง สร้างห่วงโซ่อุปทานในไทย กับบริษัทที่เน้นนำเข้ามาจำหน่ายเพียงอย่างเดียว รัฐบาลต้องเลือกว่าจะเป็นเพียงตลาดบริโภค EV ราคาถูก หรือจะรักษาฐานการผลิตที่มั่นคงของโลกไว้”
การลงนามครั้งนี้ถูกระบุว่าเป็น ‘ก้าวแรกของการต่อลมหายใจ’ เพื่อรักษาอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักของ GDP ประเทศ (ประมาณ 14%) และรักษาการจ้างงานกว่า 600,000 ตำแหน่ง ก่อนที่พายุแห่งการเปลี่ยนผ่านจะทำให้ทุกอย่างสายเกินแก้
The post 10 สมาคมยานยนต์ไทยยื่นข้อเสนอรัฐ ออก 8 มาตรการฉุกเฉิน ต่อลมหายใจห่วงโซ่อุปทานไทย หวังช่วยอุตฯ ยานยนต์ไทย พ้น ‘หน้าผาอุตสาหกรรม’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวียดนามยกระดับการคุ้มครองสิทธิสตรี ด้วยการออกกฎหมายให้ […]
The post สวนกระแส Tradwife เวียดนามออกกฎหมายสู้ค่านิยมชายเป็นใหญ่ เอาผิดคนห้ามผู้หญิงทำงาน หวังเสริมทัพภาคการผลิตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
เวียดนามยกระดับการคุ้มครองสิทธิสตรี ด้วยการออกกฎหมายให้การบังคับผู้หญิงให้อยู่บ้านเป็น ‘ความผิดทางกฎหมาย’ ความเคลื่อนไหวนี้สวนทางกับกระแส tradwife หรือแนวคิดภรรยาแบบดั้งเดิมที่เน้นบทบาทการดูแลบ้านและครอบครัว โดยรัฐบาลเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อป้องกันและลดการเลือกปฏิบัติทางเพศ
กฎหมายดังกล่าวอยู่ภายใต้ ‘กฤษฎีกา 76’ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา ผู้ที่พยายามขัดขวางไม่ให้ผู้หญิงออกไปทำงาน จะถูกปรับสูงสุด 10 ล้านดอง (ราว 1-4 หมื่นบาท) พร้อมกำหนดบทลงโทษต่อพฤติกรรมเหยียดเพศในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การบังคับให้ผู้หญิงทำงานบ้าน, การแทรกแซงการตัดสินใจเรื่องการคุมกำเนิด, การขัดขวางการเริ่มต้นธุรกิจ ตลอดจนการใช้ถ้อยคำดูหมิ่นผู้นำหญิงในภาคการเมืองและธุรกิจ
นอกจากนี้ กฎหมายยังขยายขอบเขตการบังคับใช้ให้ครอบคลุมการกระทำอื่น เช่น การบังคับทำหมัน การเผยแพร่โฆษณาที่มีเนื้อหาเหยียดเพศ และการเลือกปฏิบัติในการแบ่งทรัพย์สินภายในครอบครัว ขณะเดียวกัน ยังเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจสามารถดำเนินการลงโทษได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น
แม้เวียดนามจะมีสัดส่วนผู้หญิงในตลาดแรงงานสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่กำลังพัฒนา แต่โครงสร้างอำนาจยังคงถูกครอบงำโดยผู้ชาย และค่านิยมทางสังคมยังมีลักษณะอนุรักษนิยม ส่งผลให้ความพยายามผลักดันความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุดมการณ์สังคมนิยม ยังเผชิญแรงต้านในบางกลุ่ม
นักวิชาการจาก Diplomatic Academy of Vietnam ชี้ว่า แนวทางความเท่าเทียมทางเพศของเวียดนามเป็นการขับเคลื่อนแบบ ‘บนลงล่าง’ โดยรัฐเป็นผู้ผลักดันและเชื่อมโยงกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ แตกต่างจากประเทศอย่างเกาหลีใต้และสหรัฐอเมริกา ที่ประเด็นดังกล่าวมักเกิดจากการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน และเชื่อมโยงกับมิติทางสังคมและอัตลักษณ์ จนบางครั้งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์จาก European Policy Center มองว่า ในช่วงที่ผู้ชายจำนวนมากเผชิญความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ แนวคิดเฟมินิสม์มักถูกใช้เป็นแพะรับบาป แทนนโยบายเศรษฐกิจที่ล้มเหลว ซึ่งเป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำทางรายได้
การออกกฤษฎีกาครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญในเชิงระหว่างประเทศ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่เวียดนามเริ่มวาระใหม่ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความคืบหน้าเชิงรูปธรรมด้านสิทธิสตรี ควบคู่ไปกับการพัฒนากลไกการบังคับใช้ที่เข้มแข็งขึ้นในระบบกฎหมาย
ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับกระแสที่เวียดนามกลายเป็นจุดหมายของผู้ชายบางกลุ่ม โดยเฉพาะ ‘passport bros’ จากประเทศพัฒนาแล้ว ที่มองหาความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมที่ผู้หญิงรับบทดูแลครอบครัว ขณะที่ฝ่ายชายเป็นผู้หารายได้หลัก ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างค่านิยมดั้งเดิมกับบทบาททางเพศในยุคใหม่
นักมานุษยวิทยาชี้ว่า กระแส tradwife บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในสหรัฐฯ สะท้อนความพยายามหลีกหนีของทั้งผู้หญิงที่รู้สึกเสียเปรียบในระบบเศรษฐกิจ และผู้ชายที่ต้องการความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ตนควบคุมได้
อย่างไรก็ตาม ในบริบทของเวียดนาม บทบาททางเพศยังคงได้รับอิทธิพลจากค่านิยมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดแบบขงจื๊อ ชาตินิยม และโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้ชายมักถูกเชื่อมโยงกับอำนาจและความเป็นผู้นำ ขณะที่ผู้หญิงถูกผูกโยงกับงานบ้านและการดูแลครอบครัว
แม้ตัวชี้วัดบางด้านสะท้อนความก้าวหน้า เช่น อัตราการเข้าถึงการศึกษาของผู้หญิงที่อยู่ในระดับ 97.2% และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ 75.9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค แต่ความเหลื่อมล้ำยังคงปรากฏชัด โดยผู้หญิงเป็นผู้บริหารบริษัทเพียง 19.4% และเป็นเจ้าของกิจการส่วนใหญ่เพียง 19.7%
อีกทั้ง ปัญหาค่านิยมต้องการลูกเพศชาย ยังคงส่งผลต่อโครงสร้างประชากร โดยในปี 2025 มีเด็กผู้หญิงเพียง 900 คนต่อเด็กผู้ชาย 1,000 คน แม้การทำแท้งเลือกเพศจะผิดกฎหมายก็ตาม โดยฝั่งนักวิชาการมองว่า กฤษฎีกา 76 สะท้อนให้เห็นว่ารัฐเวียดนามตระหนักถึงช่องว่างดังกล่าว และพยายามใช้บทลงโทษทางปกครองเพื่อผลักดันให้กฎหมายด้านความเท่าเทียมทางเพศมีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น
ทั้งนี้ ความพยายามของเวียดนามยังไม่เผชิญแรงต่อต้านรุนแรงเท่ากับบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ ที่ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศกลายเป็นประเด็นทางการเมือง โดยนักวิชาการประเมินว่า เวียดนามยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างระบบความเท่าเทียมทางเพศ และมีโอกาสเรียนรู้จากบทเรียนความขัดแย้งในต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงความแตกแยกในอนาคต
ภาพ: Guitar photographer/shutterstock
อ้างอิง:
The post สวนกระแส Tradwife เวียดนามออกกฎหมายสู้ค่านิยมชายเป็นใหญ่ เอาผิดคนห้ามผู้หญิงทำงาน หวังเสริมทัพภาคการผลิตระยะยาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ประเทศไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วย’ แห่งเอเชียได้อย่างไร?   […]
The post จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.
]]>
The Financial Times สำนักข่าวเศรษฐกิจอังกฤษ รายงานบทวิเคราะห์ ‘How Thailand became the ‘sick man’ of Asia’ ว่า ครั้งหนึ่งไทยเคยเป็นเสือเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ เสือแห่งเอเชีย ที่มีการเติบโตสองหลัก (Double digit) แต่ปัจจุบันเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ทั้งการบริโภค การผลิต และภาคการท่องเที่ยว ทั้งหมดกำลังอยู่ในช่วง ‘ขาลง’
เช่นเดียวกับคนไทยหลายล้านคน The Financial Times สัมภาษณ์ ทิพย์วิมล วานิชถาพันธ์ ผู้ประกอบการวัย 57 ปี เดินทางมายังกรุงเทพฯ เพื่อหางานที่ดีกว่าเลี้ยงดูครอบครัว ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เธอเปิดร้านอาหารเล็กๆ ให้บริการพนักงานออฟฟิศ
แต่ขณะนี้ยอดขายลดลงถึงสองในสามในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทำให้ลูกค้าไม่มาใช้บริการ กระทั่งขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และเดือนเมษายน วางแผนที่จะปิดร้านเมื่อสัญญาเช่าหมดอายุ
เธอระบุว่า ตอนนี้มีคนถูกเลิกจ้างจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนกำลังซื้อจึงลดลง พร้อมกังวลค่าใช้จ่าย และสินเชื่อรถยนต์ที่ยังไม่ได้ชำระคืน
ทั้งนี้ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันอาทิตย์นี้ (8 ก.พ.) โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกุล และบรรดาพรรคการเมืองต่างชูนโยบายหาเสียง ด้วยการให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
อย่างไรก็ตาม ไทยที่เคยมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงติดกับดัก GDP ที่โตราวๆ 2% มาตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยหลักที่ต้องพึ่งแรงหนุนจากการบริโภค การผลิต และการท่องเที่ยว ‘ล้วนอยู่ในช่วงขาลง’
ทว่า หากย้อนดูอัตราการเติบโต สูงถึง 13% ในปี 1988 ในปีนั้นประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘เสือแห่งเอเชีย’ (Asian Tiger)
ปัจจุบันเป็นเพียง ‘ความทรงจำ’ อันว่างเปล่า เนื่องจากไทยเผชิญประชากรสูงอายุและลดลงอย่างรวดเร็ว หนี้ครัวเรือนสูง (Household debt) และขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
“จากที่เคยได้รับการขนานนามว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปราศจากพิษภัย เป็นเสือแห่งเอเชีย วันนี้กลับกลาย ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ ภายใน 10 ปี นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก” บุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกสิกรไทยกล่าว
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก คือความไม่มั่นคงทางการเมืองที่ยืดเยื้อและการเปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้ง ประกอบกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมสถาบันพระมหากษัตริย์และกองทัพติดอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับพรรคปฏิรูปที่ชนะการเลือกตั้ง แต่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่อำนาจ ส่งผลให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 3 คนใน 3 ปี
กิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า โครงการและงบประมาณด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือและเสถียรภาพที่ดีกว่านี้ เราก็สามารถกลับไปสู่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดได้
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทุกอย่างกำลังพังทลาย เราไม่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของอุปสงค์ตามวัฏจักร แต่ตอนนี้มันเป็นปัญหาที่ร้ายแรงซึ่งต้องการ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการปฏิรูปอย่างแท้จริง”
อีกหนึ่งสัญญาณร้ายของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและกำลังเพิ่มขึ้น คือการผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารจึงปล่อยสินเชื่อน้อยลง ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์อยู่ในภาวะตกต่ำที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งบ่งชี้ถึงความต้องการที่อ่อนแอ ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชียในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยลดลง 10% ในปี 2025
แม้รัฐบาลคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 2% ในปีนี้ แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ไว้เพียง 1.6 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่โตต่ำสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“เรากังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย” เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเกรียงไกรเตือนว่า แรงกดดันจากภาษีนำเข้า 19% ของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ จะบั่นทอนภาคการส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของประเทศ
“รัฐบาลใหม่ต้องพยายามอย่างจริงจังในการเปลี่ยน อุตสาหกรรมเก่าให้เป็นอุตสาหกรรมใหม่” เขาย้ำ
โดยภาคการผลิตอยู่ในช่วงขาลงมาหลายปีแล้ว เนื่องจากความต้องการภายในประเทศที่อ่อนแอ การไหลเข้าของสินค้าจีนราคาถูกทะลัก และการแข่งขันที่รุนแรงจากศูนย์กลางการผลิตใหม่ๆ จากเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม
ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อภาคยานยนต์ของไทยที่เคยรุ่งเรือง ซึ่งประเทศไทยเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค แต่ Nissan, Honda, Suzuki และบริษัทอื่นๆ ได้ปิดโรงงานหรือลดการผลิตลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ยุพิน บุญศิริจันทร์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การชะลอตัวอย่างมาก ของอุตสาหกรรมรถยนต์ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ยอดผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และอัตราการใช้กำลังการผลิตลดลงจากระดับก่อนเกิดโรคระบาดและระดับสูงสุด” เธอกล่าวพร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนและความต้องการภายในประเทศ
นักเศรษฐศาสตร์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยจะต้องปลดล็อกนโยบายกีดกันทางการค้า ผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนจากต่างประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อใช้ประโยชน์จากพื้นที่การเติบโตที่มีศักยภาพ เช่น Data center อุตสาหกรรมการผลิตสินค้ามูลค่าสูง เช่น ยา และเทคโนโลยีชีวภาพ
“แต่ภารกิจเร่งด่วนกว่าคือการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของผู้บริโภคไทย”
โดยเฉพาะอัตราส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP ทะลุเพดาน 90% ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับต้นในเอเชีย เนื่องจากค่าจ้างยังคงทรงตัว และประชากรไทยลดลงต่อเนื่องมา 4 ปี โดยอัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปี 2025

ส่งผลให้ คนไทยจำนวนมากกำลังลดค่าใช้จ่ายและการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น “ลูกค้าของฉันน้อยลงเรื่อยๆ” เจ้าของร้านเสริมสวยในกรุงเทพฯ กล่าว เธอบอกว่า ปีนี้คนไทยหาทางประหยัดมากขึ้น ซื้อของใช้ส่วนตัวน้อยลง และเน้นซื้อของให้ลูกๆ มากขึ้น เธอกล่าวขณะซื้อของที่ร้านขายของราคา 20 บาท
บุรินทร์ กล่าวเสริมอีกว่า “เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในห้องไอซียู แต่หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ สถานการณ์จะแย่ลงกว่านี้มาก”
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการก่อสร้างโรงแรม ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.9 ล้านคนในปี 2025 ลดลง 7% จากปีที่แล้ว และยังต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนเกิดโรคระบาดที่ 40 ล้านคนในปี 2019
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังจากนักแสดงชาวจีนถูกลักพาตัว จากปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากประเทศต่างๆ เช่น เวียดนามและญี่ปุ่น
บรรยากาศที่หดหู่ปรากฏให้เห็นทั่วกรุงเทพฯ ที่ซึ่งร้านอาหารร้าง โรงแรมแทบจะไม่เต็ม และผู้ค้าปลีกกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ที่ถนนบรรทัดทอง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแหล่งอาหารริมทาง (Street food) ที่คึกคักสำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารหลายแห่งทยอยปิดตัวลง
ภาพ: Sakchai Vongsasiripat , Getty images
อ้างอิง:
The post จากเสือเศรษฐกิจ ไทยกลายเป็น ‘ผู้ป่วยแห่งเอเชีย’ เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง ระหว่า […]
The post เลือกตั้ง 2569 : ภาคผลิตไทย ‘ติดกับดัก’ โครงสร้างเก่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง ระหว่างการ ‘ติดกับดัก’ เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ หรือการ ‘ผ่าตัดโครงสร้าง’ เพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่
ก่อนจะไปถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ที่จะมีการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ มีปัญหาอะไรที่รอรัฐบาลมาแก้
ธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย ภาคการส่งออก กล่าวในบางช่วงกับ THE STANDARD WEALTH ในรายการพิเศษ #WEALTHRoundtableSpecial อย่างน่าสนใจว่า ภาคการส่งออกถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนราว 60% ของ GDP ซึ่งนับว่าสูงมาก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักที่ภาคการส่งออกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical ) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันทั่วโลกมีจุดความขัดแย้งสำคัญราว 12 จุด ส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจต้องขยับตัวและปรับท่าทีทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างจริงจัง ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ไปจนถึงการที่สหรัฐอเมริกาพยายามทวงคืนบทบาทผู้นำทางเศรษฐกิจโลก
สหรัฐฯ มองว่าตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯเปิดตลาดให้ประเทศต่าง ๆ เข้ามาค้าขายจำนวนมาก ขณะที่สินค้าสหรัฐกลับถูกเก็บภาษีในหลายประเทศ จึงเริ่มจุดชนวนมาตรการตอบโต้ด้านการค้าอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2025
การกำหนดอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก แม้ในทางกฎหมาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่เหมาะสม แต่ศาลสูงสุดเลือกที่จะยังไม่ให้ความเห็น และเลื่อนการตัดสินออกไป ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการเหล่านี้ เมื่อดำเนินการไปแล้ว ยากที่จะย้อนกลับได้ง่าย
ผู้ส่งออกจึงประเมินว่าสถานการณ์นี้จะไม่จบลงในระยะสั้น และมีแนวโน้มยืดเยื้ออีกอย่างน้อย 2-3 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐฯ เป็นตลาดหลักของไทย
ปมใหญ่ค่าเงินบาทแข็ง-เงินไม่รู้ที่มาไหลเข้าไทย
ประเด็นที่สองคือ ‘อัตราแลกเปลี่ยน’ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเอื้อต่อการส่งออกอย่างมาก แต่จากการที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่เอเชียจำนวนมาก
“ประเทศไทยกลับได้รับผลกระทบหนักเป็นลำดับต้น ๆ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงจากเงินลงทุนปกติ แต่รวมถึงเงินทุนที่ขาดความโปร่งใสและเงินที่ไม่รู้ที่มาต่าง ๆ เช่น ทองคำและการลงทุนในตลาดการเงิน”
ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นปัญหารุนแรงที่ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไข
ประเด็นสุดท้ายคือ ESG และคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะข้อกำหนดจากสหภาพยุโรป (EU) ที่กำหนดให้ประเทศคู่ค้าต้องปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ธุรกิจที่ต้องการส่งออกไปยุโรปจำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการลดหรือชดเชยการปล่อยคาร์บอน ซึ่งกลายเป็นต้นทุนใหม่ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และเป็นภาระเพิ่มเติมต่อภาคการส่งออกในระยะยาว
ดังนั้น สิ่งที่คาดหวังจากนโยบายการเมืองวันนี้ คือ การกำหนดแนวทางและทิศทางบริหาร “โครงสร้างประเทศ” อย่างรอบคอบและจริงจัง หากไม่เร่งแก้ไข ปัญหานี้จะส่งผลกระทบเศรษฐกิจถดถอยลงไปอีก
จากอุตสาหกรรมประเทศซึ่งเคยเป็นฐานการผลิตและผู้ส่งออกที่มีศักยภาพ จะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการผลิตเอง ท้ายที่สุดคือการ พึ่งพาการนำเข้าสินค้าเพื่อการบริโภคเป็นหลัก
“ประเทศไทยจะเป็นเพียง Consumer market คือเป็นประเทศที่ไม่มีอุตสาหกรรมของตัวเอง ต้องนำเข้าสินค้ามาใช้และมาบริโภคทั้งหมด ซึ่งเป็นภาพที่น่าเศร้าและน่ากังวลอย่างยิ่ง”
ธนากร เน้นย้ำอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ฉุดรั้งการผลิตและส่งออกของไทย ซึ่งเศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออกมากถึง 60% ว่า “แม้ตัวเลขการส่งออกของไทยในช่วงที่ผ่านมาจะขยายตัวในระดับสูง แต่ข้อเท็จจริงกลับพบว่า การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มาจากผู้ประกอบการไทยเป็นหลัก หากเกิดจากการทำ transhipment และการลงทุนของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาผลิตแล้วส่งออกจากประเทศไทย”
ส่งผลให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจดูดี แต่คนไทยและผู้ประกอบการในประเทศกลับไม่ได้รับอานิสงส์อย่างแท้จริง
ปัญหาดังกล่าว ล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่นโยบายการให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน การค้า ไปจนถึงการพิจารณาว่าประเทศไทยควรยืนอยู่ตรงจุดใดในห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain)
“หากรัฐสามารถวางโครงสร้างประเทศให้ชัดเจน รู้ว่าซัพพลายเชนในประเทศมีจุดแข็งตรงไหน และควรผลักดันสินค้าไทยไปอยู่ในตำแหน่งใดของตลาดโลก ปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายได้ แต่หากไม่ทำอย่างจริงจัง ปัญหาจะไม่จบ และจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต” ธนากร กล่าว



เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/
The post เลือกตั้ง 2569 : ภาคผลิตไทย ‘ติดกับดัก’ โครงสร้างเก่า appeared first on THE STANDARD.
]]>
การเติบโตของการจ้างงานในสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมากกว่าคาดในเดื […]
The post การจ้างงานสหรัฐฯ เพิ่มต่ำกว่าคาดในธ.ค.2025 แต่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.4% appeared first on THE STANDARD.
]]>
การเติบโตของการจ้างงานในสหรัฐฯ ชะลอตัวลงมากกว่าคาดในเดือนธันวาคม ท่ามกลางการเลิกจ้างในภาคการก่อสร้าง การค้าปลีก และภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานสหรัฐฯ ยังปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.4% บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังไม่ได้อยู่ในภาวะทรุดตัวลงอย่างรุนแรง ตอกย้ำคาดการณ์ว่า Fed อาจไม่ลดดอกเบี้ยเดือนนี้ (27-28 มกราคม)
สำนักงานสถิติแรงงาน (BLS) กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2025 หลังจากที่มีการปรับลดตัวเลขของเดือนพฤศจิกายนลงเหลือเพิ่มขึ้น 56,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ (จากการสำรวจของรอยเตอร์ส) ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 60,000 ตำแหน่ง หลังจากที่มีรายงานเดิมว่าเพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน
ตัวเลขดังกล่าว อาจสะท้อนว่า ตลาดแรงงานสูญเสียแรงส่งไปอย่างมากในปีที่ผ่านมา โดยมีการจ้างงานเพิ่มเพียง 584,000 ตำแหน่ง หรือเฉลี่ย 49,000 ตำแหน่งต่อเดือน ส่วนในปี 2024 มีการสร้างงานประมาณ 2 ล้านตำแหน่ง แต่ตัวเลขนี้อาจถูกปรับลดลงเมื่อ BLS เผยแพร่การปรับปรุงข้อมูลฐาน (Benchmark Revision) ในเดือนหน้าพร้อมกับรายงานการจ้างงานเดือนมกราคม
BLS ประเมินว่า จำนวนงานที่สร้างขึ้นจริงในช่วง 12 เดือนสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025 นั้น น้อยกว่าที่เคยรายงานไว้ก่อนหน้านี้ประมาณ 911,000 ตำแหน่ง การนับจำนวนที่สูงเกินจริงนี้ถูกระบุว่าเป็นผลมาจาก “แบบจำลองการเกิด-ดับ” (Birth-Death Model) ซึ่ง BLS ใช้ในการประเมินการเปลี่ยนแปลงของจำนวนงานจากการเปิดหรือปิดกิจการของบริษัท ทั้งนี้ BLS ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป จะมีการปรับเปลี่ยนแบบจำลองดังกล่าวโดยนำข้อมูลกลุ่มตัวอย่างปัจจุบันมาใช้ในการคำนวณแต่ละเดือน
โดยการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานในเดือนธันวาคมกระจุกตัวอยู่ในเพียงไม่กี่อุตสาหกรรม ได้แก่ ร้านอาหารและบาร์ที่จ้างงานเพิ่มขึ้น 27,000 ตำแหน่ง อุตสาหกรรมสาธารณสุขที่ เพิ่มขึ้น 21,000 ตำแหน่ง โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล (แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2025 และ 2024) ส่วนภาคสวัสดิการสังคม จ้างงานเพิ่มขึ้น 17,000 ตำแหน่ง
ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมค้าปลีกปรับลดการจ้างงานลง 25,000 ตำแหน่ง ขณะที่ภาคการผลิตสูญเสียตำแหน่งงานอีก 8,000 ตำแหน่ง โดยนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่าการสูญเสียงานในโรงงานเป็นผลจากการขึ้นภาษีศุลกากรของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งทรัมป์ได้กล่าวปกป้องมาตรการภาษีนำเข้านี้อย่างย้อนแย้งว่าเป็นสิ่งจำเป็นในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนภาคก่อสร้างมีการจ้างงานลดลง 11,000 ตำแหน่ง
อย่างไรก็ตาม ค่าจ้างโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบรายปี (Year-over-Year) หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงเศรษฐกิจผ่านการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค
รายงานการจ้างงานของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด ที่ยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของค่าจ้างที่แข็งแกร่งในเดือนที่แล้ว ช่วยตอกย้ การคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมวันที่ 27-28 มกราคมนี้
โดยนักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ภาวะการจ้างงานที่เติบโตอย่างเชื่องช้านั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการค้าและการเข้าเมืองที่แข็งกร้าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้ทั้งอุปสงค์และอุปทานของแรงงานลดลง
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังชะลอการจ้างงานเนื่องจากความไม่มั่นใจในความต้องการบุคลากร ขณะที่ระดมลงทุนมหาศาลด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะการขยายตัวโดยปราศจากการจ้างงานเพิ่ม (Jobless Expansion) โดยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลิตภาพแรงงานที่พุ่งสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากเทคโนโลยี AI
Olu Sonola หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจสหรัฐฯ จาก Fitch Ratings ให้ความเห็นว่า “ทุกปัจจัยบ่งชี้ไปที่อัตราการว่างงาน ซึ่งน่าจะช่วยลดความเร่งด่วนของ Fed นช่วงที่ผ่านมาในการเข้ามาพยุงตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ดี ประเด็นการจ้างงานที่เติบโตอย่างอ่อนแอนั้นไม่อาจมองข้ามได้ เนื่องจาก การจ้างงานยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน และการเติบโตของงานในภาคเศรษฐกิจที่ผันแปรตามวัฏจักร (Cyclical Sectors) ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ดีนัก”
ภาพ: Strigana/Shutterstock
อ้างอิง:
The post การจ้างงานสหรัฐฯ เพิ่มต่ำกว่าคาดในธ.ค.2025 แต่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.4% appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สหภาพยุโรปจะเริ่มจัดเก็บภาษ […]
The post CBAM บังคับใช้วันแรก! 1 ม.ค. 2569 KResearch ประเมินกระทบ 3.8% ของสินค้าส่งออก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 สหภาพยุโรปจะเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้า ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกระบวนการผลิตของสินค้า โดยในระยะแรก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดว่า CBAM จะส่งผลกระทบต่อ 3.8% ของสินค้าส่งออกของไทยไปสหภาพยุโรปในปี 2569 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาท
เป้าหมายของ CBAM คือ การสร้าง “การแข่งขันทางการค้าอย่างเท่าเทียม” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตในสหภาพยุโรปเสียเปรียบจากการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ดังนั้น วันที่ 1 มกราคม 2569 จึงถือเป็นการสิ้นสุดของระยะเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากกลไกของ CBAM จะเริ่มปรับให้สอดคล้องกับระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) โดยระบบดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบภายในปี 2577 ซึ่งจะเป็นปีที่สิทธิการปล่อยคาร์บอนแบบให้เปล่า (Free Allowance) สำหรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องจะถูกยกเลิกทั้งหมด
ในประเทศไทย สองอุตสาหกรรมหลักที่จะได้รับผลกระทบ คือ เหล็กและเหล็กกล้า (มีมูลค่าส่งออก 95.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567) และอะลูมิเนียม (มีมูลค่าส่งออก 56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567) ขณะที่การส่งออกปูนซีเมนต์และปุ๋ยมีมูลค่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้น ผู้ส่งออกเหล็ก เหล็กกล้า และอะลูมิเนียมไปยังสหภาพยุโรปอาจจำเป็นต้องปรับตัวมิฉะนั้นอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป เนื่องจากผู้นำเข้าจำเป็นต้องซื้อใบรับรอง CBAM สำหรับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตของสินค้า ซึ่งมีราคาประมาณ 60-90 ยูโรต่อตัน แม้ในระยะแรกมูลค่าการซื้อใบรับรองจะยังไม่สูงนัก แต่ก็อาจทำให้ผู้ผลิตไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน หากไม่เร่งปรับตัว
การผลิตในประเทศไทยปล่อยก๊าซ CO2 ต่อหน่วยน้ำหนัก (ตัน) สูงกว่าคู่แข่งในยุโรปสูงสุดถึง 17 เท่า แม้ว่าช่วงปกติจะอยู่ที่ประมาณ 0.3–8.8 เท่าเท่านั้น ขณะที่การผลิตปุ๋ยและก๊าซอุตสาหกรรมกลับปล่อยก๊าซ CO₂ น้อยกว่ายุโรป 50–70% เนื่องจากบทบาทของไทยในห่วงโซ่อุปทาน ที่มุ่งเน้นเพียงกระบวนการผสมไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ
เหล็กและเหล็กกล้า: อุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดคือ เหล็กและเหล็กกล้า โดยในปี 2567 มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหภาพยุโรปอยู่ที่ 95.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็น 5.7% ของมูลค่าส่งออกเหล็กทั้งหมดของไทย) อุตสาหกรรมเหล็กมีการปล่อยคาร์บอนในระดับที่สูงมาก เนื่องจากต้องใช้เตาถลุงถ่านหินในการผลิต การใช้ใบรับรอง CBAM จะทำให้ต้นทุนเหล็กไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1,300–1,500 บาทต่อตัน หรือคิดเป็น 1.5–1.7% ของมูลค่าสินค้า ซึ่งจะส่งผลให้ภาระต้นทุนรวมต่อปีจากการซื้อใบรับรอง CBAM อยู่ที่ราว 167–193 ล้านบาท
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า อุตสาหกรรมเหล็กของไทยจำเป็นต้องดำเนินการสำคัญ 2 ประการได้แก่ (1) การเปลี่ยนมาใช้เตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน และ (2) การพัฒนากระบวนการผลิตเหล็กด้วยไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน (Green Hydrogen Direct Reduction) ไม่เช่นนั้น เหล็กกล้าคาร์บอนสูงของไทยอาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสหภาพยุโรปให้กับผู้ผลิตที่มีกระบวนการผลิตที่สะอาดกว่า เช่น เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น หรือผู้ผลิตภายในสหภาพยุโรปเอง
อะลูมิเนียม: ไทยส่งออกอะลูมิเนียมไปยังสหภาพยุโรปมูลค่า 56.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 1.7% ของการส่งออกรวม จึงเผชิญความเสี่ยงจาก CBAM น้อยกว่าอุตสาหกรรมเหล็ก อย่างไรก็ตาม การผลิตอะลูมิเนียมมีความเข้มข้นของคาร์บอนต่อหน่วยสูงกว่าเหล็กกล้าอย่างมาก จึงเป็นประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามได้
เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมของไทยจำเป็นต้องปรับมาใช้เตาหลอมไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนส าหรับกระบวนการถลุงอะลูมิเนียม นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องพัฒนาระบบอิเล็กโทรลิซิสแบบวงจรปิดที่ปราศจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย
ปูนซีเมนต์: ในปี 2567 ประเทศไทยส่งออกปูนซีเมนต์ไปยังสหภาพยุโรปคิดเป็นมูลค่าเพียง 308,180 ดอลลาร์สหรัฐ จึงคาดว่าจะ ไม่ได้รับผลกระทบจาก CBAM ของสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยมีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยได้กำหนด “เส้นทางสู่ Net Zero ปี 2593” และบริษัทต่าง ๆ ได้เริ่มผลิตปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (Limestone Calcined Clay Cement) ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 38% นอกจากนี้ หลายบริษัทอยู่ระหว่างการเปลี่ยนจากเตาเผาที่ใช้ถ่านหินมาเป็นเตาเผาชีวมวลแทน
ปุ๋ย: เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การส่งออกปุ๋ยของไทยไปสหภาพยุโรปยังมีมูลค่า 630,740 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 25678 อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิต “แอมโมเนียสีเขียว” ซึ่งเป็นกระบวนการสังเคราะห์แอมโมเนียโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แทนการใช้กระบวนการที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ หรือกระบวนการฮาเบอร์-บอช (Haber-Bosch process)
ไฟฟ้าและไฮโดรเจน: ประเทศไทยไม่ได้ส่งออกไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนไปยังสหภาพยุโรป จึงไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียรายได้จากการส่งออกโดยตรงภายใต้มาตรการ CBAM อย่างไรก็ดี ไฟฟ้าเป็นอาจส่วนหนึ่งของพลังงานที่ใช้ในการผลิตสินค้าเป้าหมายที่มีการส่งออกไปยังสหภาพยุโรป การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนจึงอาจเป็นส่วนช่วยผู้ผลิตได้
เนื่องจาก CBAM มีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ในประเทศไทยผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องวางแผนและทยอยปรับตัว ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงแนะนำมาตรการเชิงรุก ดังต่อไปนี้
อุตสาหกรรมพอลิเมอร์ เคมี แก้ว/เซรามิก เยื่อและกระดาษ รวมถึงการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ควรเริ่มดำเนินการวัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ทันที ขั้นตอนแรกนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยังจะสอดคล้องกับข้อกำหนดอื่นๆ ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ เช่น รายงาน แบบ 56-1 One Report ของไทย หรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ของญี่ปุ่นและจีนที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มจะถูกกำหนดให้อยู่ในขอบเขตของมาตรการ CBAM ควรเร่งปรับปรุงเทคโนโลยีตั้งแต่เนิ่น ๆ ผู้ผลิตพลาสติกสามารถลงทุนในการเปลี่ยนกระบวนการทำความร้อนให้เป็นระบบไฟฟ้า เช่น การใช้หม้อไอน้ำไฟฟ้าหรือเครื่องทำความร้อนไฟฟ้า โรงงานเซรามิกและแก้วสามารถทดลองเปลี่ยนมาใช้เตาเผาเชื้อเพลิงชีวมวล หรือก๊าซชีวภาพ แทนการใช้ก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินในเตาเผาเดิม
ผู้ประกอบการไทยอาจจำเป็นต้องหันมาผลิตสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ เช่นเดียวกับปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ (LC3) ของเอสซีจี ตัวอย่างเช่น บริษัทผู้ผลิตพลาสติกสามารถเร่งพัฒนาพลาสติกชีวภาพ หรือผลิตภัณฑ์ พลาสติกรีไซเคิล ซึ่งมีปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์น้อยกว่าพลาสติกปิโตรเคมีที่ผลิตใหม่
The post CBAM บังคับใช้วันแรก! 1 ม.ค. 2569 KResearch ประเมินกระทบ 3.8% ของสินค้าส่งออก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณเชิงบวกในช่วงปลายปี หลังภาคการผลิตก […]
The post สัญญาณบวกส่งท้ายปี! PMI ภาคการผลิตจีนพลิกกลับมาขยายตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม แตะระดับ 50.1 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณเชิงบวกในช่วงปลายปี หลังภาคการผลิตกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่ในเดือนธันวาคม สะท้อนว่าความต้องการในระบบเศรษฐกิจเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น แม้แรงกดดันเชิงโครงสร้างยังคงอยู่
สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Managers’ Index: PMI) ภาคการผลิต เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50.1 ในเดือนธันวาคม สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 49.2 และปรับตัวดีขึ้นจาก 49.2 ในเดือนพฤศจิกายน โดยระดับที่สูงกว่า 50 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของกิจกรรมภาคการผลิต
ขณะเดียวกัน ดัชนี Composite PMI ซึ่งสะท้อนภาพรวมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและบริการ ปรับเพิ่มขึ้นสู่ 50.7 จาก 49.7 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนการฟื้นตัวในวงกว้างมากขึ้น ขณะที่ดัชนี Non-manufacturing PMI ซึ่งครอบคลุมภาคบริการและก่อสร้าง เพิ่มขึ้นสู่ 50.2 จาก 49.5
สัญญาณเชิงบวกดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลจากภาคเอกชน โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตจากสถาบันวิจัยอิสระ RatingDog ปรับเพิ่มขึ้นสู่ 50.1 จาก 49.9 และสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 49.8
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เป็นหลัก โดย PMI ของภาคธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเป็น 50.8 เพิ่มขึ้นถึง 1.5 จุด จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดกลางยังอยู่ต่ำกว่าเส้นขยายตัวที่ 49.8 และธุรกิจขนาดเล็กกลับอ่อนแรงลง โดย PMI ลดลงสู่ 48.6 จาก 49.1
ขณะที่ตลาดการเงินตอบสนองรายงานข่าวดังกล่าวต่างกันออกไป โดยดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงปรับลดลง 0.83% ขณะที่ดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น 0.33%
ข้อมูล PMI ล่าสุดมีขึ้นหลังธนาคารกลางจีน (PBOC) ตัดสินใจ ‘คงอัตราดอกเบี้ย’ เงินกู้ลูกค้าชั้นดี (Loan Prime Rate) ไว้เท่าเดิม แม้เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาอย่างยืดเยื้อ และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายนที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทั้งยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
โดยภาพรวม ตัวเลข PMI เดือนธันวาคมช่วยคลายความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจจีนในระยะสั้น และสะท้อนว่า มาตรการประคองเศรษฐกิจเริ่มเห็นผลในบางภาคส่วน แม้การฟื้นตัวยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง และภาคธุรกิจขนาดเล็กยังต้องเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
ภาพ: Zhang Zhongping/VCG via Getty Images
อ้างอิง:
The post สัญญาณบวกส่งท้ายปี! PMI ภาคการผลิตจีนพลิกกลับมาขยายตัวครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม แตะระดับ 50.1 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
การค้าขยายตัวแข็งแกร่ง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 อา […]
The post มองระเบียงการค้าอาเซียน – จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายังอาเซียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 อาเซียนก้าวขึ้นมาเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของจีนแซงหน้าสหภาพยุโรป โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าการค้าทวิภาคีในปี พ.ศ. 2568 มีแนวโน้มทำสถิติใหม่สูงกว่าปี พ.ศ. 2567 ที่อยู่ที่ 984,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 30.7 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ แม้อาเซียนจะขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้น แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E) ซึ่งคิดเป็น 30% ทั้งของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งส่งผลบวกอย่างชัดเจนต่อเศรษฐกิจที่มีฐานเทคโนโลยีแข็งแกร่งอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม

ในขณะเดียวกัน อาเซียนก็มีการเกินดุลการค้ากับจีนในสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยการส่งออกไปยังจีนของอินโดนีเซียยังคงเป็นสินค้าในภาคสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก ขณะที่ไทยและฟิลิปปินส์มีจุดแข็งในภาคเกษตรมาแต่เดิม และเวียดนามก็กำลังไล่ตามอย่างรวดเร็วภายหลังลงนามข้อตกลงหลายฉบับกับจีน
แต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดกลับมาจาก ‘ทุเรียน’ ที่ผลไม้ที่ไม่ใช่สินค้าเกษตรดั้งเดิม หลังตลาดทุเรียนในประเทศจีน กลายเป็นตลาดมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ แม้ผู้ส่งออกไทยจะครองตลาดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 แต่การแข่งขันก็ทวีความดุเดือดขึ้น โดยเวียดนามจากที่ไม่เคยส่งออกทุเรียนไปจีนเลยจนกระทั่งปี พ.ศ. 2563 แต่เมื่อเห็นว่าตลาดนี้ทำเงินได้มหาศาล การส่งออกทุเรียนของเวียดนามไปยังจีนก็พุ่งสูงขึ้นถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 93,600 ล้านบาทในปี 2567 โดยส่วนแบ่งตลาดในจีนของเวียดนามพุ่งจาก 0% เป็นกว่า 40% ในเวลาเพียงสามปี (กราฟที่ 2) นอกจากนั้น ปัจจุบันมาเลเซียซึ่งมีชื่อเสียงในทุเรียนสายพันธุ์มูซังคิงก็เข้าร่วมชิงส่วนแบ่งการตลาดทุเรียนในประเทศจีนด้วยหลังจากตกลงส่งออกทุเรียนสดตั้งแต่สิงหาคม 2567
ภายหลังจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในภูมิภาคอาเซียนซบเซามาเป็นเวลานานหลายปี ความตึงเครียดของสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2561 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคอาเซียน ที่ทำให้อาเซียน 6 ประเทศหลักหรือ ASEAN – 6 สามารถดึงดูด FDI ได้ 14.5% ของ FDI ทั่วโลก ซึ่ง 65% ของเม็ดเงินลงทุนนั้นไหลเข้าไปยังสิงคโปร์
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ ส่งผลให้จีนเร่งลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากดูตัวเลขในภาคการผลิต จะพบว่าสัดส่วน FDI จากจีนในพอร์ตการลงทุนของแต่ละประเทศในอาเซียนจากแทบไม่ถึง 10% ในปี พ.ศ. 2558 ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบัน ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามมีสัดส่วน FDI จากจีนพุ่งสูงเกิน 25% ของจำนวน FDI ที่เข้ามาในประเทศทั้งหมด ทั้งนี้ แม้สัดส่วน FDI จากจีนในมาเลเซียและสิงคโปร์จะยังไม่โดดเด่นนัก เนื่องจากได้รับเม็ดเงินการลงทุนจากประเทศในฝั่งตะวันตกในภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E)เป็นจำนวนมหาศาล แต่บทบาทของการลงทุนจากจีนยังมีความสำคัญชัดเจน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ FDI จากจีนในอาเซียนนี้ไม่ได้รวมถึงฟิลิปปินส์ เนื่องจากการลงทุนจากจีนในฟิลิปปินส์ยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก
ทั้งนี้ ทิศทางการลงทุนจากจีนในประเทศในอาเซียนแตกต่างกันไปตามจุดเด่นของแต่ละประเทศ เช่น ในอินโดนีเซีย การลงทุนจากจีนจากผู้ผลิตแบตเตอรี่ EV ชั้นนำอย่าง CATL และผู้ผลิตสแตนเลสอย่าง Tsingshan มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหลอมนิกเกิล ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้า EV
สำหรับประเทศไทยนั้น ผู้ผลิตรถไฟฟ้า EV ชั้นนำของจีนอย่าง BYD, Great Wall Motor และ SAIC มองไทยเป็นฐานในการตั้งโรงงานผลิต ส่วนมาเลเซียซึ่งแข่งขันในตลาดการผลิตรถไฟฟ้า EV เช่นกัน ก็ดึงดูดการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Sector) ขณะที่ นักลงทุนจากจีนมองหาโอกาสขยายกำลังการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคในประเทศเวียดนาม
คำถามที่ลูกค้าถามมายังธนาคารเอชเอสบีซีเป็นจำนวนมาก คือ กลยุทธ์ ‘China+1’ จะดำเนินต่อไปได้หรือไม่ท่ามกลางนโยบายกำแพงภาษียุค Trump 2.0 ทั้งนี้ แม้ขณะนี้จะยังเร็วไปที่จะสรุป แต่ข้อมูลก็บ่งชี้ว่ากลยุทธ์ China+1 จะดำเนินต่อไปได้ เนื่องจากการค้ายังคงเติบโตต่อเนื่อง และแนวโน้มการเติบโตของ FDI ยิ่งมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้แปลกใจ คือ ประเทศไทยมีการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มสูงจนมีมูลค่าเกือบ 7% ของ GDP ของประเทศไทย (กราฟที่ 3) โดย 40% ของการขอรับส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ มาจาก ‘ภาคดิจิทัล’ ซึ่งเราคาดว่ามาจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์
โดยการลงทุนจากจีนคิดเป็นเกือบ 40% ของมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมดของไทย ตั้งแต่ต้นปี 2568 (กราฟที่ 4) ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่ลงทุนในภาคผลิตภัณฑ์โลหะ, ภาคเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E), และภาคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและเติบโตในระดับสูงเช่นนี้ได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย -กัมพูชา และการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

เช่นเดียวกับมาเลเซีย มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากจีนพุ่งสูงขึ้นช่วยผลักดันพอร์ต FDI รวมของประเทศ ณ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 ส่วนเวียดนาม กระแส FDI ใหม่จากจีนที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องช่วยชดเชยการลงทุนที่ลดลง ทั้งนี้ สิ่งสำคัญสำหรับอาเซียนไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการย้ายฐานการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นประเด็นที่ว่า ภูมิภาคอาเซียนจะสามารถเปลี่ยนแนวโน้มนี้ให้เป็นส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ขึ้นในระดับโลกได้สำเร็จมากน้อยเพียงใด
ภาพ: CHUNYIP WONG/Getty Images
The post มองระเบียงการค้าอาเซียน – จีน เติบโตทั้งด้านการค้าและเม็ดเงิน FDI จากจีนเข้ามายังอาเซียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
เศรษฐกิจไทยกำลังเจอศึกหนักรอบด้าน ปัญหาเชิงโครงสร้างถือ […]
The post อุตสาหกรรมไทยถดถอยเร็วสุดในอาเซียน KKP เตือนเร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ ก่อนมูลค่า GDP หดเหลืออันดับ 5 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เศรษฐกิจไทยกำลังเจอศึกหนักรอบด้าน ปัญหาเชิงโครงสร้างถือเป็นระเบิดเวลา โดยเฉพาะปี 2025 ที่หนี้ครัวเรือนและการท่องเที่ยวที่แผ่วลง เริ่มกดดันกำลังใช้จ่ายของประชาชน ด้านธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ก็ทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสงครามภาษีของทรัมป์ที่ยังยืดเยื้อ กดดันการส่งออก ซึ่งเป็น ‘เดอะแบก’ ของเศรษฐกิจไทยปีนี้
การถดถอยของภาคอุตสาหกรรม (Deindustrialization) คือ โจทย์เร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาทางรอด เพื่อให้ประเทศแข่งขันในเวทีโลกต่อไปได้ ในวันที่การท่องเที่ยวหมดยุคทอง โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจถึงทางตัน ทำอย่างไรไทยจะไม่ตกขบวน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า
เมื่อเปรียบเทียบไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ไทยเป็นประเทศเดียวที่อุตสาหกรรมหดตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากโลกาภิวัฒน์ย้อนกลับ (Deglobalization) การค้าโลกชะลอลง ทำให้มูลค่าเพิ่มจากการค้าชะลอตาม แม้ประเทศเพื่อนบ้านจะเผชิญปัญหาเสี่ยงเดียวกัน แต่ผลกระทบไม่รุนแรงเท่า เพราะเศรษฐกิจไทยเปราะบาง จากการเข้ามาตีตลาดของสินค้าจีน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยนำเข้าสินค้าจากจีนมากกว่าประเทศอื่น และสินค้าที่นำเข้าจากจีน เป็นกลุ่มเดียวกับสินค้าที่ผลิตในประเทศและผลิตเพื่อส่งออก โครงสร้างการผลิตสินค้าไทย จึงมีความเสี่ยงถูกตีตลาดมากกว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงหดตัวเร็วกว่าประเทศอื่นด้วยเช่นกัน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือปิโตรเคมี ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม
นอกจากนี้ประชากรวัยทำงานที่ลดลง สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอีกหนึ่ง ความเปราะบางที่เร่งให้อุตสาหกรรมไทย หดตัวเร็วขึ้น แม้ภาคการผลิต ทุกประเทศจะหดตัวเร็วกว่าแนวโน้มในอดีต แต่ GDP ยังโตต่อได้ในระดับ 3-4% เพราะมีประชากรวัยทำงาน มาช่วยขับเคลื่อนผลิตภาพให้กับเศรษฐกิจ
ประชากรวัยทำงานที่ลดลง นำพามาซึ่งสองปัญหาใหญ่ คือ ตลาดบริโภคลดลง ทำให้การลงทุนทำธุรกิจใหม่ๆ ลดลงตามไปด้วย จะเห็นได้จากการหดตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ รถมือสองราคาตก รถมือหนึ่งขายได้น้อยลง รวมถึงขาดศักยภาพ ในการดึงดูดการลงทุน จากต่างประเทศ เพราะขาดแคลนแรงงาน
เมื่อเทียบกับเวียดนามที่ตอนนี้เต็มไปด้วยประชากรวัยทำงานที่มีคุณภาพ การที่ประเทศไทย จะแก้ปัญหาหาแรงงานมาชดเชยให้ได้ทั้งคุณภาพและจำนวนจึง
เป็นเรื่องยาก
ลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ย้อนกลับไปปี 2024 อุตสาหกรรมยานยนต์มีการหดตัวมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมติดลบ เนื่องจากมีน้ำหนักต่อ GDP มากที่สุด ต่อมาปี 2025 อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มฟื้นตัว จากการให้เงินสนับสนุนของรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปสู่ EV
อย่างไรก็ตามปัจจุบันเริ่มเห็นการหดตัวในหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน ไม่จำกัดแค่ยานยนต์
อุตสาหกรรมที่ยังเติบโตมีน้อยลง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ที่ปีนี้ยังโตได้ดี จากการเร่งส่งออก (Frontloading) เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีต่างตอบโต้ (Reciprocal Tarriff) ของทรัมป์ ซึ่งเป็นปัจจัยน่ากังวลที่ต้องติดตามต่อในปีหน้า ว่าหากไม่มีการเร่งส่งออกแล้ว ภาคการผลิตของไทยจะหดตัวรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่
ทั้งนี้ในปี 2026 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะโตชะลอลงเฉลี่ย 1.6-1.8% เนื่องจากฐานสูงในปีนี้
และต้องเผชิญกับภาวะ ‘บุญเก่าอ่อนแรง บุญใหม่ยังไม่มา’ โดยไตรมาส 1/2026 คาดว่าจะโตที่ 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โมเมนตัมค่อนข้างอ่อนแรง ช่วงครึ่งปีหลัง ถึงจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัว และคาดหวังว่าจะกลับมาโตที่ระดับศักยภาพ 2% ได้ในปี 2027
ในอดีตการเติบโตของเศรษฐกิจโลกรวมทั้งไทยอาศัยช่วงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยภาคอุตสาหกรรมมักเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการเติบโตเร็วกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น เนื่องจากปัจจุบันสำคัญคือเป็นสินค้าที่สามารถค้าขายระหว่างประเทศได้ (Tradable) จึงเกิดการแข่งขันกัน และลักษณะธุรกิจ มักได้ประโยชน์จากการประหยัดต้นทุน เมื่อผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้น (Economies of Scale)
ภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นความหวังของประเทศกำลังพัฒนาในการเพิ่มรายได้ต่อหัวให้สูงทันกับ ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ปัจจุบันกระบวนการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนา เกิดขึ้นเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วในอดีต หรือเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศเหล่านี้ ยังมีระดับรายได้ปานกลาง เป็นเหตุผลให้ประเทศกำลังพัฒนาเริ่มเติบโตช้าลง และมีรายได้ที่ห่างจากประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น
เมื่อย้อนกลับมาดูที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนผ่านจากภาคการผลิตมาสู่ภาคบริการมากขึ้น จากการขยายตัวของการท่องเที่ยว โดยภาคบริการมีบทบาทสำคัญทดแทนภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากมิติแรงส่งต่อการเติบโตของ GDP (Contribution to growth) ในช่วงปี 2011 – 2019 ซึ่งภาคบริการมีแรงส่ง 3.2ppt มากกว่าภาคการผลิตที่ 0.5ppt
เช่นเดียวกับขนาดเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของภาคบริการต่อขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากประมาณ 55% ในปี 2011 เป็น 62% ในปัจจุบัน และในมิติของตลาดแรงงาน ช่วงที่ผ่านมาแรงงานสามารถย้ายไปยังภาคบริการได้ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ที่อาศัยกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่ขยายตัวขึ้นเร็ว ในช่วงหลังปี 2012 เป็นต้นมา แม้ว่ามูลค่าเพิ่มและผลิตภาพของแรงงานในภาคท่องเที่ยวอาจไม่สูงมากนัก แต่ยังสูงกว่าภาคเกษตรและชดเชยการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมได้บ้างในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม KKP ประเมินว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ไทยยังไม่พร้อมในการทิ้งภาคอุตสาหกรรมและหันไปพึ่งพาภาคบริการในทันที ด้วย 3 เหตุผล
บทสรุป คือ การปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดหายไป นั้น ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด โดยในทางปฏิบัติภาครัฐ ควรพิจารณาสาเหตุของการชะลอตัว ของภาคอุตสาหกรรม ผ่านการศึกษาเชิงลึก เพื่อแยกกลุ่มว่าอุตสาหกรรมใดไม่สามารถแข่งขันได้ หรืออุตสาหกรรมใดที่ยังมีศักยภาพในการแข่งขัน และมีนโยบายส่งเสริม ให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมอย่างเหมาะสมในระยะยาว รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนทางตรงในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างแท้จริง
โดยเฉพาะพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูงและบริการมูลค่าเพิ่มสูงที่เป็นตัวนำการเติบโตได้ เช่น ธุรกิจ IT Outsourcing / Software engineering ในอินเดีย ธุรกิจ Finance / Tech services ในสิงคโปร์ ธุรกิจ IT Export ใน Ireland โดยต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าไทย มีโอกาสสร้างความสามารถ การแข่งขันในด้านใด
ดร.พิพัฒน์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมูลค่า GDP ไทยขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค หากไม่ทำอะไรเลยกับปัญหาเชิงโครงสร้าง มีโอกาสที่จะตกไปอยู่อันดับ 5 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คล้ายกับฟิลิปปินส์ที่เศรษฐกิจทรุดจนถูกขนานนามว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย
The post อุตสาหกรรมไทยถดถอยเร็วสุดในอาเซียน KKP เตือนเร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ ก่อนมูลค่า GDP หดเหลืออันดับ 5 appeared first on THE STANDARD.
]]>
GDP ของ เวียดนาม ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวต่อเนื่อง อย […]
The post เศรษฐกิจเวียดนามยังโตแข็งแกร่ง ตอกย้ำความเป็น Rising Star ของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
GDP ของ เวียดนาม ในไตรมาส 3 ปี 2568 ขยายตัวต่อเนื่อง อยู่ที่ 8.23% เทียบปีก่อนหน้า จาก 8.19% เทียบปีก่อนหน้าในไตรมาส 2 ปี 2568 และทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งไตรมาสที่เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจพื้นฐาน โดยเฉพาะภาคส่งออกที่ยังเติบโตและส่งต่อไปยังภาคการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ
ภาคการผลิตของเวียดนามยังคงเติบโตแข็งแกร่งสอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของภาคส่งออก ซึ่งช่วยหนุนให้ GDP ของปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวเกิน 7.3% เทียบปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในภูมิภาค
การบริโภคในประเทศฟื้นตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดค้าปลีกที่เติบโตเร่งขึ้น โดยยอดค้าปลีกตลอด 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.–ก.ย.) เติบโตกว่า 9.5% เทียบปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนหลักจากภาคบริการ โดยเฉพาะบริการท่องเที่ยว
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2568 ขยายตัวกว่า 21.5% เทียบปีก่อนหน้า และมีสัดส่วน 119.9% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นกลุ่มหลักที่เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น
การลงทุนโดยรวมในเวียดนามยังขยายตัวต่อเนื่อง ได้แรงหนุนจากการลงทุนของภาครัฐ (State investment) เช่น โครงการท่าเรือทรานส์ชิปเมนต์ Can Gio และโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมจีน รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 การลงทุนภาครัฐและ FDI ขยายตัวสูงถึง 19.6% และ 11.2% เทียบปีก่อนหน้า ตามลำดับ
ภายใต้เศรษฐกิจพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทำให้ธนาคารกลางเวียดนาม (SBV) สามารถคงทิศทางนโยบายการเงินไว้ได้ โดยคาดว่านโยบายอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะยังอยู่ที่ 3.0% แม้สภาพคล่องในระบบธนาคารยังตึงตัว โดยอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารระยะสั้น 3 เดือน (3-Month Average Interbank Interest Rate) ล่าสุดในเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 5.43% ลดลงเล็กน้อยจาก 5.52% ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายค่อนข้างมาก

1. E1VFVN3001 มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น DCVFMVN30 ETF (E1VFVN30.VN) ซึ่งเป็น ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนาม มีนโยบายลงทุนอ้างอิงดัชนี VN 30 ของเวียดนามประกอบด้วยหุ้นชั้นนำ 30 ตัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ เป็นดัชนีที่นิยมใช้เป็นตัวแทนของหุ้นเวียดนามขนาดใหญ่ สามารถสะท้อนภาพรวมตลาดหุ้นเวียดนาม เนื่องจากมูลค่าตลาดของหุ้นในดัชนี VN 30 ครอบคลุมมากกว่า 70% ของภาพรวมตลาดหุ้นเวียดนาม
สำหรับหุ้น 5 อันดับแรกในดัชนีอ้างอิง VN 30 ได้แก่ FPT (เทคโนโลยี, 9.8%) TCB (การเงิน, 8.1%) ACB (การเงิน, 7.6%) VPB (การเงิน, 7.2%) และ HPG (วัสดุ, 7.0%)
2. FUEVFVND01 มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น DCVFMVN DIAMOND ETF (FUEVFVND.VN) ซึ่งเป็น ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนาม มีนโยบายลงทุนอ้างอิงดัชนี VN Diamond ในประเทศเวียดนาม ประกอบด้วยหุ้นเวียดนามชั้นนำที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์ ดัชนีนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาของนักลงทุนต่างชาติ (รวมถึงนักลงทุนไทย) ที่ต้องการลงทุนในหุ้นเวียดนามแต่ติดข้อจำกัดด้าน Foreign Room (สัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติที่เต็มแล้วหรือใกล้เต็ม) ทำให้เข้าลงทุนในหุ้นรายตัวได้ยาก
สำหรับหุ้น 5 อันดับแรกในดัชนีอ้างอิง VN Diamond คือ FPT (เทคโนโลยี, 14.8%) PNJ (สินค้าฟุ่มเฟือย, 12.3%) TCB (การเงิน, 8.8%) ACB (การเงิน, 8.3%) และ GMD (อุตสาหกรรม, 6.9%)
สรุป ทีม Wealth Research หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าเศรษฐกิจเวียดนามยังคงแข็งแกร่งทั้งจากภาคส่งออก ภาคการผลิต ภาคบริการ และการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ การลงทุนทั้งภาครัฐและ FDI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ทำให้เวียดนามยังคงยืนอยู่ในฐานะ Rising Star ของอาเซียน แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาษีสหรัฐฯ และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก (ที่มา: บทวิเคราะห์ Cross Asset Strategy ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568)
ภาพ: Craig Hastings/Getty Images
The post เศรษฐกิจเวียดนามยังโตแข็งแกร่ง ตอกย้ำความเป็น Rising Star ของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นครั้งแรก […]
The post กิจกรรมภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวเป็นครั้งแรกในปีนี้ ทุกภาคส่วนจับตาภาษีตอบโต้ของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกของปีนี้ ขณะที่ราคาสินค้าพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน ท่ามกลางแรงกดดันจากการขึ้นภาษีที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ดัชนีภาคการผลิตของ The Institute for Supply Management (ISM) ลดลง 1.3 จุดในเดือนที่แล้วมาอยู่ที่ 49 จากข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร ค่าต่ำกว่า 50 บ่งชี้ถึงภาวะหดตัว และตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ในการสำรวจของ Bloomberg คาดการณ์ไว้เล็กน้อย
ดัชนีราคาของกลุ่มเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 และในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีดังกล่าวเพิ่มขึ้น 14.5 จุด ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงเวลาเดียวกันในรอบ 4 ปี
ดัชนีคำสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานของ ISM ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2023 พร้อมกับการหดตัวของคำสั่งซื้อค้างส่งที่มากขึ้น การลดลงของคำสั่งซื้อส่งผลให้การผลิตหดตัวเป็นครั้งแรกของปีนี้ ขณะที่การจ้างงานในภาคการผลิตหดตัวในอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน
7 อุตสาหกรรมหดตัวในเดือนมีนาคม ซึ่งนำโดยผลิตภัณฑ์ไม้, กระดาษ, พลาสติกและยาง และเฟอร์นิเจอร์ ขณะที่ 9 อุตสาหกรรมรายงานการเติบโต รวมถึงสิ่งทอ ปิโตรเลียมและถ่านหิน และโลหะขึ้นรูป
ผลสำรวจบ่งชี้ว่า ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายภาษีที่ไม่แน่นอนของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งจะประกาศในวันนี้ (2 เมษายน ตามเวลาสหรัฐฯ) โดยทรัมป์มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้า กระตุ้นการลงทุนในสหรัฐฯ และเพิ่มการผลิตสินค้าและวัตถุดิบที่จำเป็นในประเทศ
Washington Post รายงานเมื่อวันอังคารว่า ที่ปรึกษาทำเนียบขาวได้ร่างข้อเสนอที่กำหนดอัตราภาษีศุลกากรราว 20% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ รายงานดังกล่าวอ้างแหล่งข่าว 3 คนที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ โดยระบุด้วยว่าที่ปรึกษาทำเนียบขาวเตือนว่ายังมีตัวเลือกอื่นๆ ที่กำลังพิจารณา ซึ่งตีความได้ว่าอัตราภาษี 20% อาจไม่ถูกนำมาใช้จริง นอกจากนี้ ยังมีแผนอื่นที่อยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งรวมถึงแนวทาง ‘ภาษีตอบโต้’ เป็นรายประเทศ
ข่าวนี้มีขึ้น 1 วันก่อนวันที่ 2 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่ประธานาธิบดีทรัมป์ มีกำหนดประกาศแผนการค้าระหว่างประเทศครั้งใหญ่ของเขา วันที่อาจสร้างแรงกดดันต่อวอลล์สตรีท โดยตลาดหุ้นต้องเผชิญกับความผันผวน ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แตกต่างจากภาษีศุลกากรที่ประกาศไปก่อนหน้านี้โดยรัฐบาล Trump แผนใหม่คาดว่าจะมีผลกระทบเป็นวงกว้างและถาวรมากขึ้น แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่ประเทศหรืออุตสาหกรรมเฉพาะเจาะจง Trump และที่ปรึกษาของเขาระบุว่า เป้าหมายของมาตรการนี้คือทำให้การค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ เป็นธรรมมากขึ้น พร้อมกับเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลกลาง
นักเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่าภาษีชุดใหม่นี้อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงและเงินเฟ้อสูงขึ้นในระยะสั้น นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่ประเทศคู่ค้าจะตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ
สงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นดูเหมือนจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผู้บริโภค และผู้นำภาคธุรกิจในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 4.6% ในช่วง 3 เดือนแรกของปี ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลัก ดิ่งลงถึง 10.4%
ภาพ: J Studios / Getty Images
อ้างอิง:
The post กิจกรรมภาคการผลิตของสหรัฐฯ หดตัวเป็นครั้งแรกในปีนี้ ทุกภาคส่วนจับตาภาษีตอบโต้ของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ดูจากบรรยากาศเศรษฐกิจ 1-2 ปีต่อจากนี้ บอกเลยว่าใครยังท […]
The post ‘Work Hard to Survive’ สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจไทย หรือมายด์เซ็ตใหม่ที่คนทำงานต้องปรับ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
“ดูจากบรรยากาศเศรษฐกิจ 1-2 ปีต่อจากนี้ บอกเลยว่าใครยังทำงานชิล Work-Life Balance, Slow Life อยู่ไม่รอดแน่นอน ตอนนี้ต้องกลับเข้าสู่บรรยากาศ Work Hard to Survive แล้ว”
นี่คือสเตตัสที่ถูกโพสต์บน Facebook ของ ‘รวิศ หาญอุตสาหะ’ ซึ่งเรียกฮือฮาได้เป็นอย่างดีจนมียอดแชร์ไปกว่า 22,000 ครั้ง (ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2567 เวลา 16.48 น.) หากเขาเป็นแค่ผู้ใช้ทั่วๆ ไปคงไม่เรียกวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากทั้งในทิศทางที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกว่า 1,500 คอมเมนต์
แต่อีกบทบาทหนึ่งคือการเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด ธุรกิจเก่าแก่ของไทยที่อยู่มานานกว่า 70 ปี ทำให้สเตตัสนี้จุดประกายการถกเถียงขึ้นมาในสังคมออนไลน์ของไทย และกลายเป็นที่มาที่ THE STANDARD WEALTH ต้องขอพูดคุยกับรวิศถึงที่มาของสเตตัสนั้น
ในยุคก่อนผู้คนอาจถูกสอนว่า ทำงานให้หนักแล้วจะทำให้ชีวิตดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผันเปลี่ยนไปคนรุ่นใหม่กลับมองว่า การทำงานหนักไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการอีกแล้ว คำว่า ‘Work-Life Balance’ จึงเกิดขึ้นมา นั่นคือไม่จำเป็นที่จะต้อง ‘ทำงานหนัก’ เสมอไป
เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวขึ้นมาอย่างเลื่อนลอยแต่มีงานวิจัยหลายชิ้นออกมาให้เห็นอย่างเช่น โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ที่ปรึกษาด้านการจัดหางานระดับโลก เปิดเผยผลสำรวจพบว่า มนุษย์เงินเดือนไทยให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงาน ความสมดุลระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ดี
ขณะที่รายงานจาก Workmonitor เผยว่า 51% ของพนักงานยินดีที่จะอยู่ในตำแหน่งที่ชอบ แม้จะไม่มีโอกาสก้าวหน้า และ 39% ไม่ต้องการเลื่อนขั้น เพราะพอใจกับงานปัจจุบัน ซึ่งสวนทางกับความเชื่อเดิมที่ว่าคนอยากก้าวหน้าในอาชีพ
แต่ทั้งหมดทั้งมวล “สเตตัสนั้นโพสต์ขึ้นมาบอกกับตัวเองโดยที่ไม่ได้บังคับให้ใครต้องทำตาม ผมขอย้ำว่านี่เป็นความคิดเห็นของผมเอง และผมก็ไม่ได้จะนำเรื่อง Work Hard to Survive ไปใช้ในองค์กรของผม (ที่มีพนักงานราว 300 คน) ด้วย” รวิศกล่าวย้ำกับ THE STANDARD WEALTH

เท้าความกลับไปยังเหตุผลที่รวิศเลือกเขียนสเตตัสนั้นขึ้นมาเกิดจากเหตุผลส่วนตัวที่มองว่า เศรษฐกิจกำลังจะแย่ขึ้นอีกในช่วง 1-2 ปีต่อจากนี้ ถึงที่ผ่านมาจะอยู่ในภาวะซึมๆ อยู่แล้วก็ตาม และแม้จะมีอุตสาหกรรมบางอย่างที่ดีบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยดีเท่าไร
เขารู้สึกว่าตัวเองต้องเข้าสู่ War Mode จะชิลไม่ได้แล้ว ซึ่งคำว่าชิลในที่นี้เป็นเรื่องของมายด์เซ็ตด้วยที่มองว่าข้างหน้าสดใสหรือกำลังมีพายุ ซึ่งสำหรับรวิศมองว่าข้างหน้ากำลังจะมีพายุ ดังนั้นตอนนี้จึงต้องเตรียมตัวรับมือ งานจึงจะเพิ่มขึ้นไปด้วย พร้อมกับระมัดระวังความเสี่ยงต่างๆ เพื่อนำพาให้เรือที่ชื่อว่าองค์กรฝ่าพายุนี้ไปให้ได้
“ส่วนตัวคิดว่าจะหนักกว่าโควิด แน่นอนปัจจัยหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดขึ้นจากโควิด แต่โครงสร้างของไทยเองก็เป็นปัญหาด้วยเช่นกัน ทั้งสังคมสูงวัย อุตสาหกรรมที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นยุคใหม่ บรรยากาศการลงทุนจากต่างชาติก็ไม่ได้สดใสมากนัก”

การมองว่า เศรษฐกิจไม่ได้อยู่ในโหมดสดใสไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่รวิศเท่านั้น แต่ผู้บริหารที่อยู่ในธุรกิจอื่นๆ ก็มีมุมมองที่ไม่แตกต่างกันมากกัน
อย่างเช่น มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟแบรนด์ไทย Class Cafe กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในมุมของผู้บริหารมองไปในทิศทางเดียวกันกับที่รวิศพูด เหมือนช่วงนี้ไม่มีข่าวดีเลย เพราะมีประชุมทีมบริษัทแล้วพูดกันว่ามันไม่มีข่าวดีในเร็วๆ นี้แน่ๆ เราต้องอยู่กันในภาวะแบบนี้แหละ ตอนนี้ทุกคนก็บ่นเรื่องกำลังซื้อ จากที่มันแย่อยู่แล้วก็แย่ขึ้นไปอีก
“สำหรับภาพรวมครึ่งปีแรกเราทรงตัว อยู่แบบนิ่งๆ ลดรายจ่าย พยายามอยู่ในโหมดจำศีลให้ได้ และในไตรมาส 4 ที่จะมีดิจิทัลวอลเล็ตออกมาเราไม่ได้คาดหวังว่าจะมาช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากหรือน้อยแค่ไหน ไม่ได้นำมาใส่ไว้ในแพลน เพราะยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน” มารุตกล่าวพร้อมเสริมว่า “อีก 2-3 ปีข้างหน้า ภาวะเศรษฐกิจน่าจะยังไม่ปรับตัวดีขึ้นจากตอนนี้ แต่สิ่งที่เห็นมากขึ้นแน่ๆ คือเทรนด์ลูกค้าสูงอายุและเทรนด์สิ่งแวดล้อม เรายังต้องทำให้เรามีแรงในการพัฒนานวัตกรรม และ R&D หาพาร์ตเนอร์มาช่วยกัน”
ทางด้าน พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ‘มาม่า’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของอุตสาหกรรม FMCG ก็ให้ความเห็นว่า การที่อยู่ในตลาดสินค้าจำเป็นอย่าง FMCG ทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมดว่ากำลังซื้อหายไป เพราะในกระเป๋าของผู้บริโภคมีแต่หนี้
พันธ์ย้ำว่า นี่เป็นเพียงภาพกว้างๆ โดยถ้าดูเป็นผลประกอบการหรือในส่วนของสินค้าจำเป็นมันก็ไม่ได้กระทบเยอะ เพราะว่าอย่างไรคนก็ต้องซื้ออยู่แล้วโดยเฉพาะสินค้าที่ราคาค่อนข้างต่ำ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น สินค้าอาหารราคาถูกก็น่าจะยังไม่ได้รับผลกระทบเยอะท่ามกลางกำลังซื้อที่ลดลง
“สำหรับภาพรวมมาม่าเอง ในประเทศครึ่งปีแรกโต 7-8% ถือว่าดีกว่าที่คาด ส่วนต่างประเทศโต 2-3% ก็ดี แต่เราอยากเพิ่มสัดส่วนต่างประเทศให้มากขึ้น ส่วนสินค้าใหม่ก็เป็นตลาดที่เติบโตได้ค่อนข้างดี”
ปัญหาเรื่อง ‘เศรษฐกิจ’ และ ‘กำลังซื้อ’ ของคนไทยดูจะเป็นสิ่งที่ผู้บริหารทุกคนกังวลเหมือนกันหมด สำหรับรวิศเองมองว่าสาเหตุมาจากหลายๆ เรื่องด้วยกัน ทั้งหนี้ครัวเรือนของไทยสูงมาก ต่อมาคืออุตสาหกรรมไทยยังเป็นโลกเก่า ตัวอย่างง่ายๆ บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ 100 อันดับแรก หรือ SET100 อยู่ในโลกใหม่หรือมองไปข้างนับได้เลย มีน้อยมาก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หุ้นไทยไม่เซ็กซี่จนเงินทุนไหลออกเยอะมาก แม้บริษัทต่างๆ จะปรับตัวแต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร
เรื่องที่ 3 ความขัดแย้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เริ่มกระทบหนักขึ้น เช่น ค่าขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้น เกิดสงครามการค้าที่หนักมากขึ้นจากอเมริกาหรือยุโรปที่มีอำนาจมากพอในการสร้างกำแพงเพื่อกีดกันการค้าเช่น โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ โดยการออกมาตรการสกัดสินค้าราคาถูกจากจีนยกแผง ที่แน่ๆ อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ปรับเพิ่มสูงขึ้นถึง 102.5%
ตัวสหภาพยุโรปเองก็เตรียมการปรับขึ้นภาษี EV จีน บางสำนักข่าวรายงานว่าอาจเก็บสูงสุดถึง 48% ด้วยเหตุผลหลักๆ ไม่ต่างจากสหรัฐฯ ที่หวังสกัดการแข่งขันด้านราคา

“แต่ไทยทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะไม่ได้มีอำนาจมากพอทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยกระทบ เพราะเกิดการทะลักของสินค้าจากจีน” รวิศกล่าวพร้อมเสริมว่า “การเข้ามาของทุนจีนก็น่ากลัวมากๆ เพราะเข้ามาทั้งองคาพยพ ไม่เหมือนจากญี่ปุ่นที่นำเงินเข้ามาลงทุนพร้อมจ้างงานคนไทยและซัพพลายเออร์ในประเทศ ดังนั้นการเข้ามาของทุนจีนสร้างผลประโยชน์ให้ไทยได้น้อยมาก จุดนี้เองภาครัฐก็ต้องออกมาช่วยในการออกมาตรการต่างๆ”
ตามรายงานของสำนักข่าวระดับโลกอย่าง Reuters เผยว่า สินค้าราคาถูกจากจีนทะลักเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาพลังงานและค่าแรงที่สูงก็ยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้กับผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง
ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเผยให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง โดยจำนวนโรงงานที่ปิดตัวลงในช่วงเดือนกรกฎาคม 2566 – มิถุนายน 2567 เพิ่มขึ้นถึง 40% จากช่วง 12 เดือนก่อนหน้า ส่งผลให้มีคนตกงานกว่า 51,500 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 80%
ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มองว่าโมเดลเศรษฐกิจไทยที่ขับเคลื่อนด้วยภาคอุตสาหกรรมนั้นล้าสมัยไปแล้ว และจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโดยด่วน เพื่อรับมือกับการแข่งขันจากจีนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
การมุ่งเน้นไปที่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและไม่ใช่สินค้าที่จีนสามารถผลิตได้ในราคาถูก รวมถึงการเสริมสร้างภาคเกษตรกรรมให้แข็งแกร่งขึ้น อาจเป็นทางออกสำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว นอกจากนี้รัฐบาลยังเริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% จากสินค้าราคาถูกนำเข้าที่ราคาต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีน แต่ก็ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการหลบเลี่ยงภาษีและการทุ่มตลาดสินค้าจากจีน ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการป้องกันเพิ่มเติม
โดยมาตรการของเพื่อนบ้านคืออินโดนีเซียที่ออกมาประกาศว่า มีแผนกำหนดมาตรการทางภาษีสินค้านำเข้า (Safeguard Duties) ในอัตรา 100-200% เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กๆ อย่างธุรกิจ SMEs
“มาตรการของรัฐบาลเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ซึ่งถ้าถามว่าเราควบคุมอะไรได้บ้าง ก็เป็นอย่างที่ตั้งสเตตัสไป นั่นคือควบคุมตัวเองในการทำงาน ผมไม่รู้ว่าอนาคตจะดีหรือไม่ดีอย่างไร อาจจะไม่ได้แย่มากเท่าที่คิดก็ได้ แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้คือการเตรียมตัวให้ Work Hard และ Work Smart ที่สุด ไปพร้อมๆ กับการรักษาสุขภาพและสภาพจิตใจไปพร้อมๆ กัน ซึ่งนี่อยู่ในการควบคุมของเรา 100% เพียงแต่ต้องปรับวิถีนิดหนึ่ง ส่วนตัวมองเป็นเรื่องต้องทำ ไม่มีทางเลือกอื่น” รวิศให้ความเห็น
สำหรับคำว่า Work Hard to Survive รวิศได้ขยายความว่า ยุคนี้แค่ Work Smart (หมายถึงการให้คนทำงานมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่เคร่งเครียดกับงานมากเกินไป) ไม่ใช่เรื่องที่มาคุยกันแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่ Work Smart อาจต้องทำงานหนักขึ้นด้วย ซึ่งแปลว่าเราต้องทำงานเยอะขึ้น
คำว่า ‘ทำงานเยอะขึ้น’ ในมุมมองของรวิศไม่ได้หมายความว่าชั่วโมงการทำงานที่ต้องเยอะขึ้น แต่ต้องมี Productivity หรือทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ผ่านการจัดลำดับความสำคัญของงานให้เป็น ไม่ใช่ทำงานชั่วโมงเยอะแต่ไม่ได้อะไรเลย

“Work Hard ของผมคือภายใน 1 ชั่วโมงที่เราทำงานต้องได้งานที่มี Productivity ให้มากขึ้น ไม่ใช่ทำงานหนักแต่ไม่ได้คุณภาพ ซึ่งทำให้การโฟกัสกับงานมากๆ ความชิวต่างๆ ที่เคยมีก็จะน้อยลงไปด้วย และทำให้เหนื่อยมากขึ้นด้วย” รวิศกล่าว พร้อมเสริมว่า “จำนวนชั่วโมงการทำงานเป็นเรื่องนานาจิตตัง ใครอยากจะมองมุมไหนก็ได้ แต่ส่วนตัวก็มีชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้นและโฟกัสเพิ่มขึ้นเช่นกัน”
รวิศย้ำถึงเหตุผลที่ต้อง Work Hard to Survive ไม่ได้มาจากแค่ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่อีกหนึ่งเหตุผลใหญ่เลยคือเพราะคู่แข่งเก่งขึ้น ตอนนี้ไม่ได้แข่งในประเทศหรือแข่งกับเพื่อนบ้านรอบๆ อีกแล้ว แต่ตอนนี้คู่แข่งมาจากทั่วโลกแถมเก่งขึ้นด้วย
ฉะนั้นเราก็ต้องอัปเกรดตัวเองขึ้นไปด้วย ซึ่งต่อให้ Work Smart แค่ไหนก็จะมีบางกรณีที่ต้องทำงานให้มากขึ้นอยู่ดี รวมถึงการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ตัวเขาเองก็ต้องเรียนรู้ใหม่ด้วย เพราะความรู้ที่มีก็เริ่มล้าสมัยไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้แปลว่าจะทิ้งเรื่องอื่นๆ อย่างรวิศ ที่แม้จะต้องทำงานหนักขึ้นแต่ก็ต้องแบ่งเวลาออกกำลังกาย นอนให้เพียงพอ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และให้เวลากับครอบครัวด้วย ซึ่งการ Work Smart ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทให้กับงานทั้งหมด แต่สามารถรักษาบาลานซ์และทำงานหนักได้ด้วย ขึ้นอยู่กับการมองโลกของแต่ละคน
เพื่อรับมือกับความท้าทายที่กำลังจะมาถึง (ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล – รวิศย้ำ) หากต้องแนะนำคนทำงานทั่วไป วรวิศมีที่อยากแนะนำอยู่ 2 เรื่องคือ 1. ถ้าเราเป็นกลจักรขับเคลื่อนสำคัญต่อกลยุทธ์หลักขององค์กรอันนี้เป็นเรื่องที่ดี และ 2. งานที่ทำอยู่หาสิ่งอื่นๆ มาทดแทนได้ยากไหมในตลาดแรงงาน
โดยถ้าเราอยู่ในทั้ง 2 เรื่องไม่มีปัญหา เพราะว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเรามีความสำคัญมากๆ ในการขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งสำหรับผมนี่เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรเป็นถ้าทำได้ เราจึงเป็นตัวเลือกท้ายๆ ที่จะถูกปลดหากองค์กรต้องลดพนักงาน
“บริษัทจำนวนมากไม่ได้ปลดเพราะขาดทุน บางบริษัทปลดทั้งที่กำไรดีสุดในรอบหลายปี เพราะการทำงานเปลี่ยน กลยุทธ์เปลี่ยน การเข้ามาของเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยสำคัญ”
นี่ไม่ใช่คำพูดเกิดจริง เพราะล่าสุด Unilever บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคยักษ์ใหญ่ของโลก ประกาศแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายลดตำแหน่งงานในสำนักงานทั่วทวีปยุโรปลงประมาณ 1 ใน 3 ภายในสิ้นปี 2025 นี่เป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญภายใต้การนำของ Hein Schumacher ซีอีโอคนใหม่ที่กำลังเร่งเครื่องผลักดันการเติบโตของบริษัทท่ามกลางแรงกดดันจากผู้ถือหุ้น
แผนการลดพนักงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ’ ที่ Unilever ประกาศไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งรวมถึงการลดตำแหน่งงานทั่วโลกมากถึง 7,500 ตำแหน่ง โดยในยุโรปคาดว่าจะมีการลดตำแหน่งงานประมาณ 3,000-3,200 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตำแหน่งในสำนักงาน ไม่รวมพนักงานในโรงงาน
ขณะที่การปลดคนทำงานจากบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลากยาวมาตั้งแต่ปี 2022 จนถึงปัจจุบัน ท่ามกลางภาวะกดดันทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้บริษัทต้องหาวิธีลดค่าใช้จ่าย ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกที่บริษัททำได้ก็คือ ‘การปลดคน’
สิ้นสุดครึ่งปีแรกมีผู้ที่ถูกปลดไปแล้ว 99,737 คนจาก 347 บริษัท ตามข้อมูลล่าสุดของเว็บไซต์ Layoffs.fyi ที่เก็บข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวการปลดคนในวงการเทคโนโลยี

ในฐานะที่อีกหนึ่งบทบาทคือการเป็นผู้นำองค์กร รวิศได้แนะนำว่า สำหรับองค์กรสิ่งที่ท้าทายคือจะทำอย่างไรให้พนักงานทันต่อโลกที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วได้ ต้องดูว่าจะไปเสริมตรงไหนได้บ้าง คนในองค์กรบางคนอาจจะเก่งในบางเรื่องอยู่แล้ว ถ้าเติมบางอย่างเข้าไปจะทำให้เก่งและทันกับโลกข้างนอกมากขึ้น ในฐานะองค์กรก็ต้องอ่านให้ออกว่าแต่ละคนควรถูกเติมแบบไหน
สิ่งหนึ่งที่มองว่าสำคัญมากและทำยากมากแต่ควรจะทำคือไม่ควรมี One Size Fits All สำหรับองค์กร เพราะรวิศไม่เคยเห็นด้วยกับการเรียนแบบแม่พิมพ์ที่ทุกคนต้องเรียนรู้เหมือนกันหมด แต่หากเป็นไปได้องค์กรควรที่จะออกแบบการพัฒนารายบุคคล รวมถึงมองให้ออกว่าแต่ละคนกำลังขาดอะไรอยู่
พอพูดเรื่องเสริมทักษะก็มักนึกถึงเรื่อง ‘เทรนนิ่ง’ ที่ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะถ้าเทรนนิ่งมาแต่ไม่มีพื้นที่ให้ลองใช้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นเวลาคิดเรื่องพัฒนาคนต้องคิดไปถึงเรื่องของการใช้งานทักษะที่เพิ่มเข้ามาด้วย ก็จะช่วยให้องค์กรคิดแบบรอบด้านมากขึ้นในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ด้านพันธ์ก็ให้ความเห็นว่า เมื่อพูดมาถึงการทำงานในองค์กรของมาม่าไม่ได้หวือหวามากนัก แม้จะคาดหวังเรื่องผลลัพธ์จากพนักงานอยู่แล้ว แต่การทำงานจะไปบอกให้ทำมากขึ้นคงไม่ เพราะที่ผ่านมาทำได้ค่อนข้างดีอยู่แล้วแต่อาจจะมีเรื่องที่ต้องโฟกัสมากขึ้น
“เรายังเชื่อเรื่องบาลานซ์ในการใช้ชีวิต ถ้าไม่บาลานซ์ ทำงานไม่มีความสุข จิตใจไม่อยู่กับตัวก็เท่านั้น เราก็ห่วงหลายเรื่อง เราต้องเข้าใจชีวิตส่วนตัวด้วย สมัย 10 ปีก่อนเราห้ามทำอาชีพเสริม แต่ตอนนี้เราเปิดให้ทำได้”
ขณะที่มารุตก็ให้มุมมองว่าคนทำงานจะต้องมี 2 ฟีล ฟีลหนึ่งก็คือบริษัทต้องให้ทำงานหนักขึ้น แต่คนทำงานก็ต้องสปีดตัวให้มากขึ้น
“วันก่อนผมได้ลงพื้นแล้วเจอชาวบ้าน ปรากฏว่าเป็นคนทำงานในโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เขาบอกว่าเขาไม่มีอนาคตเลยนะ เพราะว่าภายในบริษัทเขาคุยกันเรื่อง EV ซึ่งภาครัฐก็ส่งเสริม EV วันๆ ก็คุยแต่เรื่องจะโดนเลย์ออฟเมื่อไร ซึ่งเหมือนอยู่ในภาวะที่ชีวิตไม่แน่นอน”
ปรากฏการณ์คนไทยรู้สึกไม่มั่นคงในอาชีพการงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติแสดงให้เห็นว่า กว่า 52% ของแรงงานในประเทศเป็นแรงงานนอกระบบ หมายความว่าแรงงานเกินครึ่งในประเทศไทยได้รับการคุ้มครองที่ ‘ไม่เพียงพอ’
นอกจากนี้จากกระแสเปิดและปิดโรงงานเมื่อเร็วๆ นี้ยังเป็นการตอกย้ำว่า แรงงานในภาคการผลิตกำลังเผชิญกับความเสี่ยงมากที่สุด โดยเฉพาะสาขาการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การผลิตปิโตรเคมี การผลิตโลหะขั้นพื้นฐาน และการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ตามการประเมินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
สิ่งเหล่านี้อาจสะท้อนว่า ไม่ว่าผู้คนจะทำงานหนักมากแค่ไหน แต่หากภาครัฐยังนิ่งนอนใจและไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ในตลาดแรงงานไทย แม้แต่ผู้ที่ทำงานหนักที่สุดก็เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นห่วงโซ่อุปทานมูลค่าโลกที่เปลี่ยนไป การพัฒนาที่รวดเร็วของเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม เซมิคอนดักเตอร์ ความนิยมของรถ EV และภาวะอุปทานล้นในจีน เป็นต้น
หนึ่งในเหตุผลที่อาจอธิบายได้ว่า ทำไมผู้คนตอนนี้ถึงรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต คำตอบก็คือ เพราะคน ‘ส่วนใหญ่’ มีงานที่ ‘ไม่มั่นคง’ (Insecure Job) ตัวอย่างเช่น เป็นพนักงานสัญญาจ้าง (Contract Worker) และเป็นแรงงานนอกระบบ (Informal Workers)
ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า จากการสำรวจข้อมูลภาพรวมสถานการณ์แรงงานนอกระบบในปี 2566 พบว่า ไทยมีแรงงานนอกระบบจำนวน 21 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 52% ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด 40 ล้านคนในประเทศ
ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่คนทั่วโลกก็กำลังเจอสิ่งนี้ โดยตามข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แสดงให้เห็นว่า จำนวนแรงงานนอกระบบ (Informal Workers) ทั่วโลกในปี 2023 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2 พันล้านคน (สูงกว่าจำนวนประชากรไทย ซึ่งมี 66 ล้านคน กว่า 29 เท่า) นับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ทศวรรษ คิดเป็น 58% ของการจ้างงานทั้งหมด
สัดส่วนดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ท่ามกลางการเติบโตของ Gig Economy และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มอบทางเลือกให้แก่นายจ้างและพนักงานมากมาย

อย่างไรก็ตาม ILO ก็กังวลว่า การเพิ่มขึ้นของแรงงานนอกระบบย่อมหมายความว่าจำนวนของแรงงานที่จะได้รับการป้องกันทางสังคม และกฎหมายที่เพียงพอ (Adequate Social and Legal Protection) ย่อมลดลงตามไปด้วย
โดยแรงงานนอกระบบที่จำนวนมากขึ้นอาจทำให้คุณภาพของงาน (Job Quality) โดยรวมลดลง กล่าวคืออาจมีงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างอย่างเพียงพอและเป็นธรรมมากขึ้น จำนวนเวลาการทำงานที่สมเหตุสมผล (Reasonable Working Hours) อาจลดลง การได้รับการอบรมที่เหมาะสมและการพัฒนาทักษะของแรงงานโดยรวมก็ลดลง เป็นต้น
สอดคล้องกับการสำรวจข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ระบุว่า 28.2% ของแรงงานไทยนอกระบบประสบปัญหาค่าตอบแทน งานขาดความต่อเนื่อง งานหนักเกินไป เป็นต้น
นอกจากนี้ปัญหา ‘การไม่ได้รับการอบรมและพัฒนาทักษะที่เหมาะสม’ นี้ก็ยังอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ระดับประเทศ ‘เป็นปัญหางูกินหาง’ ได้ เนื่องจากภาวะดังกล่าวอาจทำให้ผลิตภาพแรงงานของประเทศต่ำลง หรือทำให้แรงงานในประเทศมีทักษะหรือความรู้ไม่เพียงต่อความต้องการของนายจ้างและบริษัทผู้ต้องการลงทุนในประเทศไทยได้
“ตัวเลขจำนวนแรงงานนอกระบบที่ 2 พันล้านคนนี้แสดงให้เห็นว่า เราจำเป็นต้องพาแรงงานออกจากความยากจนและเศรษฐกิจนอกระบบ (Informality) เราไม่สามารถสนใจแต่ระดับการเติบโตของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวได้ แต่เราต้องทำให้มั่นใจว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะยั่งยืนและครอบคลุมด้วย” ILO ระบุในรายงาน World Employment and Social Outlook: May 2024 Update
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยว่า อัตราว่างงานในไตรมาส 1 ปี 2567 ‘เพิ่มขึ้น’ เล็กน้อย แตะระดับ 1.01% จากระดับ 0.81% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 ซึ่งน่าจะมาจากปัจจัยเชิงฤดูกาลชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากช่วงต้นปีที่ผ่านมาเป็นช่วงนอกฤดูทำเกษตรกรรมทำให้การจ้างงานภาคเกษตรกรรมลดลง
อย่างไรก็ตาม ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2/2567 โดยระบุว่า แม้การจ้างงานโดยรวมมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น กระนั้นการจ้างงานในบางภาคส่วนยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ยาก โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการผลิต (Manufacturing)
ปราณียังกล่าวว่า ภาคการผลิตที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างต่างๆ (ได้แก่ สาขาการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การผลิตปิโตรเคมี การผลิตโลหะขั้นพื้นฐาน และการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์) มีการจ้างงาน ‘ลดต่ำลงอย่างชัดเจน’ และอาจฟื้นตัวได้ยาก หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้

ปราณียังเตือนว่า จำนวนผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานราว 40 ล้านคน มีแรงงาน 6.3 ล้านคนในภาคการผลิตที่กำลังเผชิญปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัญหาเชิงโครงสร้าง นอกจากนี้ความเปราะบางดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะ Spillover ไปสู่ภาคบริการบางส่วน ตัวอย่างเช่น ร้านค้าที่มีอยู่โดยรอบโรงงานก็อาจซบเซาไปด้วย
ปราณีกล่าวอีกว่ายังต้องติดตามพัฒนาการการปรับโครงสร้างการผลิตของโรงงานต่างๆ และทักษะแรงงานต้องมีการปรับควบคู่กันไป เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ข้อมูลจาก We Are Social ที่พบว่า ทักษะด้านดิจิทัลของไทยอยู่ในอันดับที่ 39 จาก 63 ประเทศ ทั้งที่ใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันในระดับสูง โดยข้อมูลดังกล่าว สภาพัฒน์ระบุว่า นับว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากการขาดทักษะดิจิทัลอาจทำให้ไทยเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาทต่อปี จากผลิตภาพของแรงงานที่ไม่สูงนัก และการใช้นวัตกรรมที่น้อย ตลอดจนการลงทุนจากต่างชาติที่ลดลง
“สถานการณ์ดังกล่าวเป็นประเด็นที่น่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อนำมาประกอบกับปัญหาเด็กเกิดน้อย ซึ่งจะทำให้จำนวนแรงงานที่มีสมรรถนะสูงในอนาคตลดน้อยลง สะท้อนถึงความจำเป็นที่ไทยจะต้องเร่งพัฒนาทักษะให้แก่ประชากรอย่างจริงจัง เพื่อให้สามารถทดแทนกำลังแรงงานที่จะหายไป และสามารถรองรับการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงได้” รายงานระบุ
อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญที่เราต้องขบคิดร่วมกันคือ ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนและเทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ การทำงานหนักเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอต่อการอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ หรือเราควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์มากกว่า? บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การทำงานหนักหรือไม่หนัก แต่อยู่ที่การทำงานอย่างชาญฉลาด มีประสิทธิภาพ และมีความหมายต่อทั้งตนเองและสังคมโดยรวมมากกว่าหรือเปล่า
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในขณะที่หลายฝ่ายกังวลถึงปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง เราจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างการทำงานหนักเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจกับการรักษาคุณภาพชีวิตและความสุขของคนทำงานได้อย่างไร นี่อาจเป็นโจทย์สำคัญที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และคนทำงานทุกคนต้องร่วมกันหาคำตอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ภาพ: Khanchit Khirisutchalual / Gettyimages
The post ‘Work Hard to Survive’ สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจไทย หรือมายด์เซ็ตใหม่ที่คนทำงานต้องปรับ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ห่วงการจ้างงานในภาคการผลิตต่ […]
The post แบงก์ชาติห่วงแรงงานในภาคการผลิต หลังการจ้างงานต่ำลงชัดเจน เสี่ยงฟื้นตัวยาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ห่วงการจ้างงานในภาคการผลิตต่ำลงชัดเจน เสี่ยงฟื้นตัวยากสุด เมื่อเทียบกับการจ้างงานในภาคส่วนอื่นๆ เหตุกำลังเผชิญปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัญหาเชิงโครงสร้าง
ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวในงาน Monetary Policy Forum ครั้งที่ 2/2567 โดยระบุว่า แม้การจ้างงานโดยรวม (จากจำนวนผู้ประกันตนตามมาตรา 33) มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น นำโดยการจ้างงานในภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม การจ้างงานในบางภาคส่วน (Sector) ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ยาก โดยเฉพาะการจ้างงานในภาคการผลิต (Manufacturing) เนื่องมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงวัฏจักร
ปราณียังกล่าวว่า ภาคการผลิตที่มีปัญหาเชิงโครงสร้าง (ซึ่งประกอบด้วยสาขาการผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การผลิตปิโตรเคมี การผลิตโลหะขั้นพื้นฐาน และการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์) มีการจ้างงาน ‘ลดต่ำลงอย่างชัดเจน’ และอาจฟื้นตัวได้ยาก หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวได้
“จากการสอบถามผู้ประกอบการพบว่า หลายรายมีการปรับตัว โดยหันไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูง (High Value Product) เพิ่มขึ้น เพื่อหนีตลาดที่ต้องแข่งกับจีน แต่บางรายที่ไม่สามารถปรับไลน์การผลิตได้ ก็พยายามปรับตัวโดยการลดต้นทุน” ปราณีกล่าว
พร้อมทั้งกล่าวอีกว่า “แม้เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในภาคการส่งออกและการผลิตบางหมวด แต่กลุ่มที่ยังหดตัวคือกลุ่มที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถด้านการแข่งขัน เช่น เครื่องนุ่งห่ม เนื่องจากต้นทุนแข่งขันไม่ได้ และมีสินค้าจากจีนทะลักมา ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนเปิด-ปิดโรงงาน และปิโตรเคมี ความต้องการจากจีนชะลอลง”
ปราณียังเตือนว่า จำนวนผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานราว 40 ล้านคน มีแรงงาน 6.3 ล้านคนอยู่ในภาคการผลิตที่กำลังเผชิญปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัญหาเชิงโครงสร้าง
โดยจากสัดส่วนจำนวนผู้มีงานทำรายสาขา ณ ปี 2566 ทั้งหมดราว 40 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานในภาคการผลิตที่เผชิญปัจจัยเชิงวัฏจักรและอื่นๆ 5.4 ล้านคน และแรงงานในภาคการผลิตที่เผชิญปัจจัยเชิงโครงสร้าง 9 แสนคน
นอกจากนี้ ความเปราะบางดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะ Spillover ไปสู่ภาคบริการบางส่วน ตัวอย่างเช่น ร้านค้าที่มีอยู่โดยรอบโรงงานก็อาจซบเซาไปด้วย
ปราณีกล่าวอีกว่า ยังต้องติดตามพัฒนาการการปรับโครงสร้างการผลิตของโรงงานต่างๆ และทักษะแรงงาน ต้องมีการปรับควบคู่กันไป เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
The post แบงก์ชาติห่วงแรงงานในภาคการผลิต หลังการจ้างงานต่ำลงชัดเจน เสี่ยงฟื้นตัวยาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่สามารถหาความแน่นอนจากป […]
The post Manufacturing Expo 2024 ร่วมกระตุ้นการขยายตัวอุตสาหกรรมและภาคการผลิตในไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่สามารถหาความแน่นอนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยเศรษฐกิจการค้ามากมายที่ยังสร้างความท้าทายในระดับโลกและระดับภูมิภาค ในมุมของประเทศไทยดูจะยังมีความหวังมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่มีการขยายตัวขึ้น ทำให้ภาคการผลิตต้องเติมกำลังและเครื่องจักรมากขึ้น
RX Tradex เห็นความสำคัญในภาคการผลิตของไทยที่จะเป็นแรงผลักดันให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ในปีนี้จึงมีการจัดงาน Manufacturing Expo 2024 อย่างยิ่งใหญ่เป็นครั้งที่ 14 ในวันที่ 19-22 มิถุนายน 2567 โดยเชิญอุตสาหกรรมเครื่องจักรกว่า 2,000 แบรนด์ จาก 30 ประเทศ ทั้งยังมีการจับมือกับหน่วยงานภาครัฐ จัดงาน Forum เพิ่มเติมไอเดียและกลยุทธ์ เพื่อกระตุ้นผู้ประกอบการในทุกๆ อุตสาหกรรม
อ้างอิงจากสถิติของกระทรวงพาณิชย์ในปี 2566 พบว่าภาคการผลิตและหลากหลายอุตสาหกรรมในไทยกำลังขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยสถิติพบว่ามีการนำเข้าเครื่องจักรในอุตสาหกรรมและส่วนประกอบเพิ่มขึ้น 2.15% จากปี 2565 ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 6.37 แสนล้านบาท
อีกทั้งในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 มีการนำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมไปแล้ว 2.07 แสนล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 1.96% จากช่วงเดียวกันของปี 2566
คีย์หลักในการจัดงานครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวคิดหลัก ‘LEVEL UP ALL MANUFACTURING IN ONE EVENT ยกระดับทุกสายการผลิตในมหกรรมเดียว’ ที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับทั้งความรู้ภาคการผลิตและเครื่องจักรการผลิตครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม รวมไปถึงโซลูชันในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 7 มหัศจรรย์ของ 7 โซนการแสดงงานย่อย
งานแสดงเครื่องจักร เทคโนโลยี เคมีภัณฑ์ วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก จัดขึ้นภายใต้แนวคิดด้านความยั่งยืน ‘เสริมความยั่งยืนไร้ขีดจำกัด’ พบกับไฮไลต์เปิดตัวครั้งแรกของเครื่องฉีดที่มีความเร็วถึง 1,000 เมตรต่อวินาที สามารถผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีความแข็งแกร่งด้วยความเร็วและความแม่นยำสูง จากแบรนด์ YIZUMI พบกันที่ฮอลล์ 102-104
งานแสดงเทคโนโลยีการผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วนแม่พิมพ์ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘รวมพลังแม่พิมพ์ครบวงจร’ พบกับไฮไลต์ของงานคือ เครื่อง 3D Printer รุ่นยอดฮิต UltiMaker Method XL ที่มีเทคโนโลยีการพิมพ์ที่เพิ่มความเร็วและความละเอียดสูงในระดับงานอุตสาหกรรม จากแบรนด์ UltiMaker ที่ฮอลล์ 101

งานแสดงเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ครบวงจร ภายใต้แนวคิด ‘พุ่งทะยานสู่ยานยนต์แห่งอนาคต’ ทำให้พื้นที่ฮอลล์ 100 จะมีคนในวงการรวมผู้ให้บริการกว่า 250 แบรนด์จากหลายประเทศ จะได้มาหารือกันถึงจุดเปลี่ยนผ่านของวงการ ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ ‘Z-MaT’ Vertical Machining Center Model F1055 ที่สามารถทำงานด้วยความแม่นยำและมีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะการผลิตชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนของรถยนต์และยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิต ที่แบรนด์ Z-MaT นำมาเปิดตัวในงานนี้เป็นแห่งแรก
งานแสดงระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เพื่อภาคการผลิตและภาคบริการ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘อัจฉริยภาพระบบอัตโนมัติการผลิตและบริการ’ ที่ฮอลล์ 98 พบกับ System Overview ของ Beckhoff Automation ที่จะจำลองการทำงานของระบบอัตโนมัติทั้งระบบแบบครบครัน เป็นการจัดแสดงครั้งแรกในไทย
งานแสดงเทคโนโลยีการเตรียมพื้นผิว ชุบเคลือบ และทำสีชิ้นส่วน ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘ตามติดเท่าทันทุกการเปลี่ยนแปลง’ พบกับ Airblast Machine เครื่องพ่น/เคลือบขนาดเล็กกะทัดรัดจากแบรนด์ THAI SINTOKOGIO ที่ประหยัดพื้นที่ติดตั้ง ประหยัดพลังงาน รองรับชิ้นงานขนาดใหญ่ได้สูงสุดถึง 1 ตัน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับ SMEs ที่ฮอลล์ 100
งานแสดงเครื่องจักรและเทคโนโลยีสำหรับการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเชื่อมคนในวงการ ด้วยแนวคิด ‘เชื่อมติดวงจรธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์’ พบกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดกับเครื่องตรวจชิ้นงานด้วยระบบเอ็กซเรย์จาก Nordson แบรนด์ชื่อดังในวงการผลิตแผงวงจร รุ่น Quadra 7 Pro ตรวจสอบรอยแตกบนชิ้นงานอิเล็กทรอนิกส์ ให้ภาพคมชัดด้วยความละเอียด 0.1 ไมโครมิเตอร์ เป็นการเปิดตัวครั้งแรกในไทย ที่ฮอลล์ 99
งานแสดงเดียวในอาเซียนเพื่อการออกแบบและก่อสร้าง การบริหารจัดการพลังงานความปลอดภัย และระบบเครือข่ายในโรงงานและอาคาร จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘อัปเลเวลโรงงานใหม่ เพิ่มความทันสมัยให้อาคาร’ พบกับบูธ AIS ที่นำเสนอเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยโรงงานเพิ่มผลผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้น ทั้ง Factory Network Technology, Factory Platform และ Factory Automation ที่ฮอลล์ 98

นอกจากการแสดงเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตกระจายไปในทุกฮอลล์ของพื้นที่จัดงานแล้ว ภายในงานยังจัดให้มีส่วนแสดงพิเศษอีก 7 โซน ได้แก่

ในส่วนของภาควิชาการ นอกจากสัมมนาแห่งวงการยานยนต์อย่าง ‘ออโตโมทีฟ ซัมมิท’ (Automotive Summit) ที่จัดร่วมกับสถาบันยานยนต์มานานถึง 11 ปีแล้ว ยังร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอีกหลายหน่วยงาน
จัดสัมมนาครอบคลุมอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ อาทิ อินเตอร์โมลด์ ฟอรั่ม จัดร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย (TDIA), เนปคอน ฟอรั่ม จัดร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), TAPMA Conference ร่วมจัดโดยสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และเซอร์เฟซ แอนด์ โค๊ทติ้งส์ ฟอรั่ม จัดร่วมกับสมาคมเครือข่ายอุตสาหกรรมชุบโลหะไทย (TEPNET) รวมหัวข้อสัมมนาที่จัดขึ้นตลอดงาน 50 หัวข้อ จากวิทยากรรวมกว่า 100 ท่าน
วราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ หรือ RX Tradex (เดิมชื่อ รี้ด เทรดเด็กซ์) มีความมั่นใจว่าจะเป็นงานที่มีคนตบเท้ามาร่วมอย่างหนาแน่น ทำให้เปิดโอกาสที่อุตสาหกรรมไทยจะขยายตลาดและความเป็นไปได้มากขึ้น
“เรามั่นใจว่างานในปีนี้จะเป็นพื้นที่การรวมตัวกันของเหล่านักอุตสาหการจากทั่วโลก ที่มองหาแนวทางหรือโอกาสใหม่ๆ ของธุรกิจ ตลอดจนโอกาสในการขยายตลาด ซึ่งคาดว่าจะมีเงินสะพัดจากการเจรจาทางธุรกิจในปีนี้สูงถึง 6,500 ล้านบาท และจากจำนวนผู้เข้าชมงานที่ลงทะเบียนล่วงหน้ามาแล้ว ทำให้คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าชมงานจาก 50 ประเทศทั่วโลก รวมกันมากกว่า 95,000 คนอย่างแน่นอน”

งาน Manufacturing Expo 2024 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าได้แล้วที่ www.manufacturing-expo.com ถึงวันที่ 17 มิถุนายนนี้ หรือลงทะเบียนหน้างานได้ฟรี สอบถามเพิ่มเติมติดต่อเบอร์โทรศัพท์ 0 2686 7222 หรืออีเมล [email protected]
The post Manufacturing Expo 2024 ร่วมกระตุ้นการขยายตัวอุตสาหกรรมและภาคการผลิตในไทย appeared first on THE STANDARD.
]]>
เข้าสู่กลางปีเศรษฐกิจของไทยยังคงไม่ฟื้น เผชิญสารพัดปัจจ […]
The post ไหวไหมเศรษฐกิจไทย? ส่งออกไม่ฟื้น ภาคการผลิตทรุด โรงงานแห่ปิดตัวกว่า 1,700 แห่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เข้าสู่กลางปีเศรษฐกิจของไทยยังคงไม่ฟื้น เผชิญสารพัดปัจจัยรอบด้านทั้งภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า! ส่งผลให้ภาคเอกชนโดย กกร. ยังคงกรอบ GDP โต 2.2-2.7% พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงรัฐบาลให้ ‘รักษาเสถียรภาพทางการเมือง’ เร่งยกเครื่องปรับ ‘โครงสร้างการผลิตและเศรษฐกิจไทย’ โดยด่วน
ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า กกร. มีมติคงประมาณการเศรษฐกิจไทยเติบโตทั้งปีที่ 2.2-2.7% การส่งออก 0.5-1.5% และเงินเฟ้อ 0.5-1.0%
“เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังไม่ฟื้นตัว และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า”
โดยเฉพาะเศรษฐกิจช่วงไตรมาสที่ 1 ที่เติบโตเพียง 1.5% ขยายตัวชะลอลงจากไตรมาสก่อนจากการหดตัวของการส่งออกจากการค้าโลก และการใช้จ่ายของภาครัฐที่ยังคงชะลอตัว

อีกทั้งระยะข้างหน้าเศรษฐกิจจะเผชิญกับข้อจำกัด
เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท) ระบุอีกว่า การค้าโลกและปริมาณการส่งออกชะลอตัวชัดขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมของประเทศที่เคย ‘โดดเด่น’ ก็ไม่เฉิดฉายเหมือนเดิม นอกจากจะฟื้นตัวได้ช้า ความเข้มข้นของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน (Trade War) กลับมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะกรณีที่ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษี โดยเพิ่มอัตราภาษีสินค้ายานยนต์ไฟฟ้า (EV) แผงโซลาร์เซลล์และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยา ที่เด่นชัดสุดและมีผลกับไทยและอาเซียนคือ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า ที่เพิ่มภาษีจากเดิมที่ 27.5% เป็นกว่า 102.5%
“แม้สินค้าเหล่านี้มีกำหนดบังคับใช้ภายในปีนี้หรือปีหน้า แต่กลับเป็นปัจจัยกดดันการค้าโลก รวมถึงภาคการผลิตและการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะตลาดในกลุ่มอาเซียน สหรัฐฯ มองว่าจีนจะใช้จังหวะนี้เป็นฐานการผลิต”
เกรียงไกรฉายภาพอีกว่า ไม่ว่าจะเป็น โจ ไบเดน หรือ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี คว้าชัยชนะเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปลายปีนี้ ก็มีผลต่อการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากมองนโยบายของทรัมป์เรื่องภาษี EV จะต่างจากโจ ไบเดน ก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นเป็น 200% ทำให้จีนต้องเร่งหาตลาดใหม่
และอาจมองมาที่ตลาดเอเชียมากขึ้น หรืออาจขยายฐานการผลิตไปประเทศในภูมิภาคเดียวกับสหรัฐฯ ซึ่งตอนนี้ก็จะเห็นข่าวกันแล้วว่า ผู้ผลิตรถ EV จีนไปตั้งโรงงานผลิตที่เม็กซิโก ส่วนในตลาดยุโรปก็หันไปขยายฐานการผลิตในประเทศฮังการี เพื่อตั้งเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ของยุโรปโดยเฉพาะ” เกรียงไกรกล่าว
ดังนั้นเมื่อภาคการส่งออกสินค้าอยู่ในสภาวะชะลอตัว จากสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าของจีนไปยังสหรัฐฯ ทำให้จีนต้องหาตลาดใหม่เพื่อระบายสินค้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมต่อการส่งออกสินค้าของไทย
ที่สำคัญสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยเป็นสินค้าล้าสมัย และไม่ได้เป็นที่นิยมของตลาดโลกอีกต่อไป อาทิ รถยนต์สันดาปที่ยอดขายปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยรถกระบะยอดขายลดลงถึง 42% ท้ายที่สุดยอดขายพ่ายแพ้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย
“วันนี้อุตสาหกรรมไทยกำลังจะเสียตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก (Detroit of Asia) ไปแล้ว จากการเข้ามาของอุตสาหกรรม EV จีน ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องปฏิรูปและปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมทั้งประเทศอย่างจริงจังให้ทันเทรนด์อุตสาหกรรมใหม่ของโลก”
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนก็เตรียมแผนงานเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหวังว่าภาครัฐจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเรื่องกฎหมาย และให้เงินทุนสนับสนุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้
ทั้งนี้ ปัจจัยดังที่กล่าวมานั้นยังไม่รวมปัจจัยกดดันจากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่หมุนเวียนไม่ทัน เนื่องจากระยะเวลาขนส่งที่นานขึ้น 2 เท่า จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังเริ่มขึ้นอีก มาตรการกีดกันทางการค้า CBAM รวมถึงการคงดอกเบี้ยและอาจปรับขึ้นของธนาคารกลางสหรัฐฯ
“ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการรักษาการเติบโตของตัวเลขส่งออกที่เป้า 0.5-1.0% ให้ได้ จะต้องรักษาการส่งออกไม่ต่ำกว่าเดือนละ 23,964 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งท้าทายมากเพราะไทยต้องจับตาอีกหลายปัจจัยอย่างมากทีเดียว”
โดยเฉพาะเมื่อลงลึกถึงกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจไทยเวลานี้น่าห่วงอย่างมาก เพราะขณะนี้โรงงานปิดตัวแล้วมากกว่า 1,600-1,700 แห่ง โดยเป็นทั้งโรงงานที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และสายการผลิต ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการสินค้าลดลง เนื่องจากสินค้าไทยไม่เป็นที่ต้องการของตลาดอีกต่อไปแล้ว รวมถึงอุตสาหกรรมอาหาร SMEs อิเล็กทรอนิกส์ ที่ปิดตัวลงไปเยอะมาก

เมื่อบวกกับกำลังซื้อ เศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลให้กำลังการบริโภคในประเทศลดลง ประกอบกับปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เร็วๆ นี้ กกร. กำลังจะทบทวนสมุดปกขาวที่เคยเสนอรัฐบาลเมื่อไตรมาส 4 ปี 2666 มาพิจารณาใหม่
“หากถามถึงสาเหตุหลักๆ ของการปิดโรงงานมากกว่า 1,600-1,700 แห่ง ส่วนหนึ่งมาจากการย้ายฐานการผลิตของจีน หรือรวมการผลิตกับส่วนอื่น อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนของแต่ละประเทศ ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค เป็นหนึ่งในการรักษาต้นทุนจากขนาด (Economy of Scale) ของจีนที่ต้องการระบายสินค้า”
เกรียงไกรบอกอีกว่า ไทยเคยมีจุดแข็งอุตสาหกรรมยานยนต์และซัพพลายเชน แต่การลงทุนในประเทศ (Foreign Direct Investment) หรือ FDI วันนี้เราแพ้ทั้งมาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย 21.7 พันล้านดอลลาร์ เวียดนาม 18.5 พันล้านดอลลาร์ ฟิลิปปินส์ 6.3 พันล้านดอลลาร์
ขณะที่ไทย 2.97 พันล้านดอลลาร์
ดังนั้นตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือ ‘การปรับโครงสร้างการผลิตเศรษฐกิจไทย’ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Smart Electronics เป็นการปรับพอร์ตการลงทุนทั้งหมดเพื่อกระตุ้นขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทยโดยด่วน เพราะขณะนี้ดัชนีอุตสาหกรรมติดลบต่อเนื่องถึง 18 เดือน เกรียงไกรย้ำ
สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า รัฐบาลต้องกระตุ้นการลงทุนเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เร่งปลดล็อกกฎหมายที่ทับซ้อนกันระหว่างกฎระเบียบการลงทุนของ EEC และ BOI
เวลานี้รัฐบาลต้องรักษาเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น การประชุม ครม. เศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นถือว่าดี ที่มีทั้งมาตรการเพิ่มการท่องเที่ยวช่วงฤดูนอกท่องเที่ยว (Low Season) ที่เชื่อว่าจะช่วยกระจายรายได้ไปทั่วประเทศ
รวมถึงการเสนอมาตรการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. วงเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาทที่เตรียมนำเสนอ ครม. นั้น จะส่งผลดีต่อเนื่องไปยังการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภค และคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประมาณ 2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ควรยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 5-7 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวและเข้ามาอยู่ในระบบ อย่างไรก็ตาม ขอเสนอให้ภาครัฐมีมาตรการเพิ่มเติมในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะวันนี้ภาค SMEs ล้มไปเยอะมาก
เกรียงไกรทิ้งท้ายว่า สัญญาณอันตรายที่มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซียแซงหน้าไทยไปในหลายๆ ด้าน ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลต้องเร่ง ‘ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย’ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้เร็วขึ้น
The post ไหวไหมเศรษฐกิจไทย? ส่งออกไม่ฟื้น ภาคการผลิตทรุด โรงงานแห่ปิดตัวกว่า 1,700 แห่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
The post ภาคการผลิตสหรัฐฯ ฟื้น! ย้ำจุดยืน Fed ยืนดอกเบี้ยสูง-ยาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
The post ภาคการผลิตสหรัฐฯ ฟื้น! ย้ำจุดยืน Fed ยืนดอกเบี้ยสูง-ยาว appeared first on THE STANDARD.
]]>
Ngozi Okonjo-Iweala ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) อ […]
The post WTO แนะทั่วโลกกระจายห่วงโซ่อุปทาน เลี่ยงความเสี่ยงปัญหากระจุกตัวในภาคการผลิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
Ngozi Okonjo-Iweala ผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) ออกโรงเรียกร้องให้นานาประเทศทั่วโลกกระจายความหลากหลายในห่วงโซ่อุปทาน โดยย้ำว่า แต่ละประเทศจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่น ไม่ให้มีการพึ่งพาวัตถุดิบและการผลิตของประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาการกระจุกตัวในภาคการผลิต และความเสี่ยงในเรื่องของการขาดแคลนสินค้าที่นำไปสู่การสร้างเงื่อนไขทางการค้าที่เอารัดเอาเปรียบอีกฝ่าย
ความเห็นของผู้อำนวยการ WTO มีขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างที่เจ้าตัวเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น
Okonjo-Iweala ได้ยกตัวอย่างกรณีสินค้าด้านเภสัชภัณฑ์และวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่เกิดปัญหาขาดแคลนในบางภูมิภาคที่ต้องมีการนำเข้า เนื่องจากผู้ผลิตออกมาตรการจำกัดการส่งออกในช่วงที่เกิดโควิด-19 ระบาด หรือกรณีปัญหาการขาดแคลนชิปสารกึ่งตัวนำที่สำคัญทั่วโลก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาคอขวดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและยานยนต์ตามมาในภายหลัง
ผู้อำนวยการ WTO ยังชี้ให้เห็นถึงประโยชน์สองทางของการแสวงหาความหลากหลายในประเทศกำลังพัฒนา ที่ไม่เพียงช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยตอบสนองความต้องการด้านอุปทานทั่วโลกไปพร้อมๆ กัน พร้อมเชิญชวนให้นานาประเทศหันมาร่วมกันสร้างโลกโลกาภิวัตน์ใหม่อีกครั้ง (Reglobalize) เพื่อให้การค้าโลกมีความยืดหยุ่น
“คุณไม่มีทางรู้ว่าใครคือเพื่อนของคุณ เพื่อนของคุณในวันนี้อาจไม่ใช่เพื่อนของคุณในวันพรุ่งนี้” Okonjo-Iweala ระบุ
ปัจจุบัน WTO พยายามส่งเสริมให้เกิดภาวะโลกาภิวัตน์ใหม่ (Reglobalization) ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งนำไปสู่การออกกฎหมายกีดกันทางการค้า เช่น กรณีสหรัฐฯ กับจีน หรือกรณีมาตรการคว่ำบาตรของรัสเซีย จนสร้างความกังวลเกี่ยวกับการกระจายตัวของการค้าโลกที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้
อ้างอิง:
The post WTO แนะทั่วโลกกระจายห่วงโซ่อุปทาน เลี่ยงความเสี่ยงปัญหากระจุกตัวในภาคการผลิต appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีน (Caixin Manuf […]
The post ดัชนีภาคการผลิตจีนเดือน ส.ค. หดตัว จากปัญหาขาดแคลนพลังงาน คลื่นความร้อน และโควิด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีน (Caixin Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคมปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำกว่า 50 จุด สะท้อนถึงกิจกรรมการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมที่หดตัวลงจากปัญหาขาดแคลนพลังงานและการแพร่ระบาดของโควิด
Caixin และ S&P Global เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของจีนในเดือนล่าสุดอยู่ที่ 49.5 ลดลงจาก 50.4 ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ของ Bloomberg คาดการณ์ไว้
การย่อตัวลงของ Caixin Index ซึ่งเน้นสำรวจกิจกรรมการผลิตของบริษัทขนาดกลางที่มีความเชื่อมโยงกับการส่งออก มีความสอดคล้องกับผลสำรวจดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของทางการจีน ซึ่งเน้นติดตามกิจกรรมการผลิตของบริษัทขนาดใหญ่และรัฐวิสาหกิจที่ปรับตัวลดลงในเดือนสิงหาคมเช่นกัน
“การแพร่ระบาดของโควิด คลื่นความร้อนสูง และการจำกัดการใช้พลังงานล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้กิจกรรมการผลิตของอุตสาหกรรมจีนในภาพรวมปรับตัวแย่ลง” Wang Zhe นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ Caixin Insight Group ระบุ
Wang กล่าวอีกว่า เพื่อประคองเศรษฐกิจในภาวะที่มีปัจจัยไม่พึงประสงค์ เช่น การกลับมาระบาดของโควิด ภัยธรรมชาติ ตลาดแรงงานที่ซบเซา และอุปสงค์ของผู้บริโภคที่หดตัว การมีมาตรการอุดหนุนและให้ความช่วยเหลือที่มากขึ้นให้กับกลุ่มคนและธุรกิจที่มีรายได้ต่ำเป็นสิ่งจำเป็น
Chang Shu นักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg ระบุว่า การลดลงของดัชนี Caixin PMI และ PMI พร้อมๆ กัน ถือเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของภาคการผลิตจีนกำลังสูญเสียโมเมนตัม โดยมีโอกาสที่การฟื้นตัวของภาคการผลิตจีนจะฟื้นตัวได้อ่อนแอต่อไปอีกในระยะข้างหน้าหากพิจารณาจากเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง
อ้างอิง:
The post ดัชนีภาคการผลิตจีนเดือน ส.ค. หดตัว จากปัญหาขาดแคลนพลังงาน คลื่นความร้อน และโควิด appeared first on THE STANDARD.
]]>