ภากร ปีตธวัชชัย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ภากร-ปีตธวัชชัย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 17 Sep 2024 02:03:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ‘ภากร’ ชี้ ตลาดหุ้นไทยมีจุดเปลี่ยน ได้หลายแรงหนุนฟื้นบรรยากาศการลงทุน มีลุ้น Fund Flow ไหลกลับต่อเนื่อง https://thestandard.co/thai-stock-market-recovery-momentum/ Tue, 17 Sep 2024 02:03:18 +0000 https://thestandard.co/?p=984314 ภากร

ผู้จัดการ ตลท. มองบรรยากาศตลาดหุ้นไทยฟื้น เหตุได้ปัจจัย […]

The post ‘ภากร’ ชี้ ตลาดหุ้นไทยมีจุดเปลี่ยน ได้หลายแรงหนุนฟื้นบรรยากาศการลงทุน มีลุ้น Fund Flow ไหลกลับต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภากร

ผู้จัดการ ตลท. มองบรรยากาศตลาดหุ้นไทยฟื้น เหตุได้ปัจจัยหนุนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ อานิสงส์ดอกเบี้ยขาลง สภาพคล่องโลกดีขึ้น ส่วนปัจจัยภายใน กำไร บจ. กลับมาฟื้นเท่ากับช่วงก่อนโควิดระบาด ส่วนกองทุนวายุภักษ์ หนึ่ง กับกองทุนรวม Thai ESG ช่วยดึง Fund Flow กลับเข้าหุ้นไทย ด้าน ‘พิชัย’ คาด วันแรกนักลงทุนจองกองทุนวายุภักษ์ล้นหลาม

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่กลับมาฟื้นตัวดีขึ้นมาจากหลายปัจจัยสนับสนุน ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ โดยปัจจัยต่างประเทศมาจากนโยบายดอกเบี้ยของโลกที่เริ่มมีแนวโน้มปรับลดลง ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดโลกปรับดีขึ้น ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวในหลายประเทศ แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ผลกระทบก็เริ่มลดลง 

 

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มปรับเพิ่มขึ้น ด้านภาคการส่งออกของไทยในเดือนกรกฎาคมปีนี้ที่รายงานออกมาเติบโตในระดับเกิน 15% รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นประมาณ 6% ใน 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็มีการเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2567 ที่เติบโตดีขึ้นใกล้เคียงระดับ 10% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิดระบาด ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นสนับสนุนให้ Sentiment ของตลาดหุ้นไทยกลับมาดีขึ้น 

 

สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เริ่มไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย คาดว่ามาจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยปัจจัยภายนอกมาจากเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น และมีความไม่แน่นอนที่ลดลง โดยมีทิศทางดอกเบี้ยลดลงและสภาพคล่องสูงขึ้น ส่วนปัจจัยภายในประเทศมาจากเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟื้นตัว บจ. มีกำไรสูงขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ทำให้ Fund Flow เริ่มกลับมาอย่างต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้ เชื่อว่ามาจากการที่รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน ทั้งกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง และกองทุนรวม Thai ESG น่าจะทำให้ Fund Flow กลับเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงหากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวต่อไป คาดว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นจุดเปลี่ยน (Turning Point) ของตลาดหุ้นไทย

 

สำหรับวานนี้ (16 กันยายน) ซึ่งเปิดจองขายหน่วยลงทุนกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง เป็นวันแรก มองว่านักลงทุนรับรู้ข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนหลายแล้ว สิ่งที่อยากจะฝากนักลงทุนคือการติดตามดูข้อมูลต่อไป เพราะยังมีปัจจัยทั้งในและต่างประเทศที่กระทบตลาดหุ้นไทยอยู่

 

สำหรับในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่า ตลท. มีการพัฒนาในหลายด้าน ซึ่งมี 3 เรื่องหลักๆ ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 

 

เรื่องแรก การให้บริการในตลาดทุน ทั้งในด้านการระดมทุนหรือการลงทุน โดยจะเห็นว่า ตลท. พยายามสร้างประสิทธิภาพในการทำธุรกิจประเภทนี้ให้ดีขึ้น และสามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้

 

เรื่องที่ 2 ตลท. ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุนอย่างมาก เพื่อไม่ให้มีการลงทุนซ้ำซ้อน รวมทั้งทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องขยายธุรกิจได้ด้วยต้นทุนต่ำ 

 

เรื่องที่ 3 ตลท. ส่งเสริมให้มีการเงินที่ยั่งยืน เช่น การส่งเสริมเพิ่มทักษะความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และการลงทุน รวมทั้งส่งเสริมการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักที่ ตลท. ให้ความสำคัญ

 

นอกจากนี้ ในช่วงหลังจะเห็นว่าจากการที่โลกเติบโตอย่างรวดเร็วและมีเรื่องเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงพฤติกรรมนักลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไปโดยนำโซเชียลมีเดียมาใช้ จึงทำให้การทำงานในตลาดทุนต้องปรับตัว โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการปรับวิธีการทำงานและกฎเกณฑ์ต่างๆ ทั้งใน ตลท. และหน่วยงานกำกับดูแล โดยเชื่อว่าเรื่องที่ ตลท. ดำเนินการมาในช่วงหลังจะช่วยให้ตลาดทุนไทยพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องไปอีกหลายปีข้างหน้าอย่างยั่งยืน

 

ภากรกล่าวเพิ่มว่า ผู้จัดการคนใหม่จะมีความท้าทาย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและตลาดทุนโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก และมีผลกระทบอย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดการในอนาคตจะต้องวิเคราะห์และติดตามข้อมูลเพื่อนำมาออกเป็นกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดทุนที่เชื่อมต่อกันทั่วโลกจะทำให้การแข่งขันสูงขึ้น 

 

ดังนั้นจึงต้องหาวิธีที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยยังสามารถเทียบเคียงกับตลาดต่างประเทศได้ และเป็นตลาดทุนที่มีผู้ต้องการเข้ามาระดมทุน หรือมีสัดส่วนนักลงทุนที่เหมาะสม รวมถึงมีความสมดุลที่ดี ซึ่งเชื่อว่าอันนี้เป็นความท้าทายและเป็นสิ่งที่ผู้จัดการคนใหม่คงจะต้องนำพาตลาดทุนไทยให้เจริญอย่างยั่งยืนต่อไป

 

“เคสต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยระยะหลังในหลายเคส ตรงจุดนี้ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลตระหนักว่า สิ่งที่เราทำที่เคยดี อาจไม่ดีพอในอนาคต จึงต้องปรับวิธีการทำงานและกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมเชื่อว่า ตอนนี้ตลาดทุนไทยมีการปรับตัว และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตต่อไปได้ดีขึ้น” ภากรกล่าว

 

ธุรกิจเอี่ยว ‘คาสิโน’ เข้าตลาดหุ้นได้หรือไม่ อยู่ที่การตีความของหน่วยงานกำกับ

 

ผู้สื่อข่าวสอบถามต่อในกรณีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคาสิโน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) ที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันว่า ธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับคาสิโน สามารถเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และเข้าจดทะเบียนใน ตลท. ได้หรือไม่ รวมทั้ง บจ. ปัจจุบัน สามารถทำธุรกิจที่เกี่ยวกับคาสิโนได้หรือไม่ ภากรตอบว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อห้ามให้ธุรกิจคาสิโนเข้าจดทะเบียนใน ตลท. แต่มีหลักการว่าธุรกิจที่จะเข้ามาจดทะเบียนใน ตลท. จะต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ผิดศีลธรรม ดังนั้นขึ้นอยู่กับหน่วยงานกำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะมีการตีความธุรกิจที่ไม่ผิดศีลธรรมว่าคือธุรกิจอะไร 

 

ทั้งนี้ หากในอนาคตมีการปรับแก้กฎหมายให้ธุรกิจคาสิโนเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ก็ยังต้องรอติดตามการตีความของฝ่ายที่เกี่ยวอีกครั้งว่าแต่ละฝ่ายให้ความเห็นอย่างไร

 

“ปัจจุบันมีธุรกิจคาสิโนในกัมพูชา ถือเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นอันดับที่ 5 ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง ซึ่งปัจจุบันเกณฑ์ของตลาดหุ้นทั่วโลกก็มีบางประเทศที่อนุญาตให้ธุรกิจคาสิโนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และมีบางประเทศที่ไม่อนุญาตให้ธุรกิจคาสิโนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้หลักการอะไร”

 

‘พิชัย’ คาด กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง เปิดจองวันแรก ยอดจองล้นหลาม

 

ด้าน พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามถึงความสนใจของนักลงทุนต่อกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง ที่เริ่มเปิดขายวันนี้เป็นวันแรก ระบุว่า ให้เป็นเรื่องของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นคนดูแล แต่คาดว่ายอดจองน่าจะล้นหลาม อย่างไรก็ดี กองทุนจะนำเงินไปลงทุนอย่างไร เป็นหน้าที่ของกองทุนเอง

 

“ปล่อยให้กองทุนเป็นผู้ดูเอง กองทุนมีอิสระในความคิดตามเงื่อนไขเดิม ผมไม่ได้ลงไปดู” พิชัยกล่าว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะ Oversupply พิชัยกล่าวว่า หลักการคือหากเกิด Oversupply รายย่อยหรือคนจองน้อยจะเป็นผู้ได้ก่อน

 

“เราต้องการให้ตราสารทุนไปถึงผู้มีเงินน้อยก่อน เนื่องจากสังเกตได้ว่าตราสารหนี้ในประเทศไทย รวมถึงพันธบัตรรัฐบาล คนมีเงินน้อยเข้าไม่ค่อยถึง แต่เมื่อเรามีแพลตฟอร์มที่ดีก็จะเข้าถึงคนมีรายได้น้อยมากขึ้น” พิชัยกล่าว

 

โดยเมื่อวานนี้ (16 กันยายน) SET Index ปิดที่ระดับ 1,435.53 จุด เพิ่มขึ้น 11.14 จุด (+0.78%) มูลค่าซื้อขาย 61,118.04 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 350 ล้านบาท

The post ‘ภากร’ ชี้ ตลาดหุ้นไทยมีจุดเปลี่ยน ได้หลายแรงหนุนฟื้นบรรยากาศการลงทุน มีลุ้น Fund Flow ไหลกลับต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. จับมือตลาดหุ้นลอนดอน ใช้ FTSE Russell ประเมิน ESG บจ.ไทย หวังยกระดับมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น เริ่มใช้นำร่องปี 67-68 https://thestandard.co/set-cooperate-lseg-evaluate-esg-thailand/ Tue, 30 Jul 2024 10:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=964977

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย […]

The post ตลท. จับมือตลาดหุ้นลอนดอน ใช้ FTSE Russell ประเมิน ESG บจ.ไทย หวังยกระดับมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น เริ่มใช้นำร่องปี 67-68 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (London Stock Exchange Group) โดย FTSE Russellผู้ประเมิน ESG ระดับโลก เดินหน้ายกระดับการประเมินความยั่งยืน SET ESG Ratings เริ่มโครงการประเมินนำร่องในปี 2567-2568 ก่อนการประเมินและประกาศผลคะแนน ESG สู่สาธารณะตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งพัฒนาตลาดทุนไทยให้มีความโดดเด่นในด้านความยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ โดยยกระดับความเข้มข้นในการประเมิน SET ESG Ratings สู่มาตรฐานสากล เพิ่มความน่าสนใจให้แก่ บจ.ไทย ในสายตาผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ศึกษาแนวทางการประเมิน ESG สำหรับบริษัทจดทะเบียนไทยมาตั้งแต่ปี 2565 และได้ข้อสรุปร่วมกับFTSE Russell (บริษัทย่อยในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน หรือ LSEG) ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้ลงทุนสถาบันและ Asset Managers ชั้นนำทั่วโลก โดยมีมูลค่าทรัพย์สินกองทุน (AUM) สูงถึง 15.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่อ้างอิงดัชนีของ FTSE อยู่ในปัจจุบัน

 

สำหรับการประเมิน SET ESG Ratings ในปัจจุบันเป็นภาคสมัครใจ โดย บจ. ต้องสมัครเข้าร่วมการประเมิน และตลาดหลักทรัพย์ฯ มีคณะทำงานเพื่อการลงทุนอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิด้านบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมพิจารณาหลักเกณฑ์และกระบวนการประเมิน โดยบริษัทต้องผ่านเกณฑ์ทั้งด้านคะแนนจากการตอบแบบประเมินและด้านคุณสมบัติ

 

ในขณะที่กระบวนการประเมินแบบใหม่โดยFTSE Russell จะเน้นการประเมินจากข้อมูลที่ บจ. เปิดเผยสู่สาธารณะ (Public Disclosure) ซึ่งเป็น Methodology เดียวกันกับที่ประเมินบริษัทกว่า 8,000 แห่งใน 47 ประเทศทั่วโลก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ยกระดับความโปร่งใสของการประเมิน อีกทั้งยังลดภาระการตอบแบบประเมินความยั่งยืนของ บจ. และช่วยให้ บจ. มีกรอบการดำเนินงาน ESG ตามมาตรฐานสากล ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนยังสามารถเปรียบเทียบผลการประเมินกับบริษัททั้งในและต่างประเทศได้ด้วยมาตรฐานเดียวกัน

 

นอกจากนี้FTSE Russell ซึ่งอยู่ภายใต้ London Stock Exchange Group ยังมีการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ Code of Conduct สากล โดย FTSE ESG Data Model ถูกกำกับดูแลโดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งประกอบด้วยภาคธุรกิจ ผู้ลงทุน NGOs และนักวิชาการ แนวทางและวิธีการประเมินจึงสะท้อนมุมมองของผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลาย

 

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้วางแผนและกำหนดโรดแมปของการยกระดับการประเมินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย, สมาคมบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ, สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เพื่อให้การยกระดับการประเมิน ESG ไปสู่มาตรฐานสากลนี้ เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย โดยกำหนดให้มีโครงการประเมินนำร่องในปี 2567-2568 เพื่อให้ทุกฝ่ายเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะดำเนินการประเมินและประกาศผลสู่สาธารณะตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป” ภากรกล่าว

 

ด้าน Helena Fung ผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินและการลงทุนอย่างยั่งยืนประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (LSEG) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ LSEG ในการยกระดับการดำเนินงานของตลาดทุนทั่วโลก และสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง ที่สำคัญ จะช่วยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนไทยสามารถพัฒนาการดำเนินงานด้าน ESG ได้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่น และความน่าสนใจให้บริษัทจดทะเบียนไทยในสายตาผู้ลงทุนทั่วโลก

The post ตลท. จับมือตลาดหุ้นลอนดอน ใช้ FTSE Russell ประเมิน ESG บจ.ไทย หวังยกระดับมาตรฐานสร้างความเชื่อมั่น เริ่มใช้นำร่องปี 67-68 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หวั่นการเมืองแทรกแซงตลาดทุน เปิด 2 ชื่อ ‘อัฏฐ์-อัสสเดช’ เข้าชิงเก้าอี้ผู้จัดการใหม่ ด้าน ‘แมนพงศ์’ หลุดโผ ยื่นใบลาออกแล้ว https://thestandard.co/wealth-in-depth-13062024/ Thu, 13 Jun 2024 06:30:44 +0000 https://thestandard.co/?p=944674 ตลาดทุน ไทย

หนึ่งในเก้าอี้สำคัญของวงการตลาดทุนไทยคือ ผู้จัดการตลาดห […]

The post หวั่นการเมืองแทรกแซงตลาดทุน เปิด 2 ชื่อ ‘อัฏฐ์-อัสสเดช’ เข้าชิงเก้าอี้ผู้จัดการใหม่ ด้าน ‘แมนพงศ์’ หลุดโผ ยื่นใบลาออกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดทุน ไทย

หนึ่งในเก้าอี้สำคัญของวงการตลาดทุนไทยคือ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ผู้กำหนดนโยบายทิศทางการเดินไปข้างหน้าของตลาดทุน หลังจาก ดร.ภากร ปีตธวัชชัย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนปัจจุบันกำลังจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงกลางเดือนกันยายน 2567

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศเปิดรับสมัคร ‘ผู้จัดการ’ คนใหม่หรือคนที่ 14 ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม – 30 เมษายนที่ผ่านมา ปรากฏว่าไม่มีใครยื่นใบสมัครในรอบนี้แม้แต่รายเดียว ส่งผลให้ต้องขยายเวลาเปิดรับสมัครเพิ่มถึงวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งหลังการปิดรับสมัคร มีผู้ยื่นใบสมัครจำนวน 8 คน หนึ่งในนั้นมีชื่อของคนในเพียงหนึ่งเดียวคือ แมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนปัจจุบัน ที่รับตำแหน่งมาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 จนถึงปัจจุบัน

 

ภาพ: แมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

จากการสืบค้นข้อมูลเชิงลึกของ THE STANDARD WEALTH ผู้สมัครทั้ง 8 คนได้ถูกคัดกรองคุณสมบัติและสอบสัมภาษณ์เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ครบเรียบร้อยแล้ว ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้รับข้อมูลยืนยันจากแหล่งข่าวระดับสูงในวงการโบรกเกอร์ว่าได้รายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณา (Shortlisted) ชิงเก้าอี้ ‘ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ’ แล้ว 2 ราย คือ

 

  • อัฏฐ์ ทองใหญ่ อัศวานันท์ ปัจจุบันเป็นประธานสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย โดยในอดีตเคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) อยู่ในเครือของ บมจ.เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล (XPG) ในช่วงที่ทำงานในเอ็กซ์สปริง ดิจิทัล เคยทำดีลโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนตัวแรกของประเทศไทยคือ SiriHub Investment Token เกิดจากการนำกระแสรายรับจากค่าเช่าของอาคารสำนักงานสิริ แคมปัส ในโครงการ T77 สุขุมวิท มาแปลงหน่วยเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) มูลค่าการระดมทุนรวม 2,400 ล้านบาท โดยปัจจุบัน XPG มี บมจ.แสนสิริ (SIRI) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ซึ่งเคยมี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใน SIRI ก่อนที่จะโอนหุ้นที่ถืออยู่ให้กับ ชนัญดา ทวีสิน บุตรสาว หลังตัดสินใจลงเล่นการเมือง

 

(ภาพ: อัฏฐ์ ทองใหญ่ อัศวานันท์ ประธานสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย)

 

  • อัสสเดช คงสิริ ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานในวงการตลาดทุน ทั้งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด และปัจจุบันร่วมงานกับดีลอยท์ ประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าทีมที่ปรึกษาทางการเงิน

 

‘แมนพงศ์’ จ่อยื่นลาออก

 

ล่าสุด แมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในวันนี้ (13 มิถุนายน) ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะมีผลในอีก 30 วันนับจากวันที่ยื่นใบลาออก

 

โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากโบรกเกอร์เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คาดว่าในวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการนัดประชุมวาระพิจารณาเคาะเลือกผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ โดยมีผู้ผ่านคุณสมบัติคัดเลือกจำนวน 2 รายชื่อ ได้แก่

 

  • อัฏฐ์ ทองใหญ่ อัศวานันท์
  • อัสสเดช คงสิริ

 

ทั้งนี้ ประเมินว่ามีโอกาสสูงที่ อัสสเดช คงสิริ ถือเป็นตัวเต็งจะได้รับเลือกเป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14

 

แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลต่อว่า หลังจากทราบผลอย่างเป็นทางการ คาดว่า แมนพงศ์ เสนาณรงค์ จะตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เนื่องจากอาจจะมีนโยบายการบริหารและการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ที่กำลังจะมารับตำแหน่ง

 

หวั่นการเมืองล้วงลูกตลาดทุน ‘ลึกแบบเบ็ดเสร็จ’

 

ลองไปไล่เลียงความเห็นจากผู้บริหารระดับสูงภาคตลาดทุนกับประเด็นในการคัดเลือกบุคคลที่จะมานั่งเก้าอี้ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการโบรกเกอร์รายที่สองกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีความกังวลว่าภาคการเมืองจะเข้าแทรกแซงภาคตลาดทุนคล้ายกับที่เกิดขึ้นกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยหาก อัฏฐ์ ทองใหญ่ อัศวานันท์ เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมาพร้อมกับธงในการทำงานที่ต้องการเปลี่ยนแปลง ปรับ และรื้อโครงสร้างการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ใหม่

 

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากวงการโบรกเกอร์รายที่สามกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีความเห็นว่าในรอบนี้ถือว่าการเมืองมาแทรกแซงภาคตลาดทุนมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา อาจเรียกได้ว่า ‘ลึกแบบเบ็ดเสร็จ’ เห็นสัญญาณการแทรกแซงของภาคการเมืองที่ชัดเจนขึ้น เพราะสามารถจัดแจงคนมาอยู่ใน Position ที่ต้องการได้ ซึ่งมองว่าเป็นครั้งแรกที่การเมืองมา ‘ล้วงลูกลึก’ ซึ่งมองว่ามีความอันตรายมาก คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นกับองค์กรรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของไทยบางแห่งที่เคยถูกแทรกแซงจนกระทั่งมีปัญหาเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน และหากเกิดกรณีเลวร้ายอาจมีผลกระทบให้ตลาดทุนมีปัญหาตามมาได้ด้วยเช่นกัน

 

ทั้งนี้ สัญญาณที่ชัดเจนเกิดขึ้นหลังจากบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมติเลือก พิชัย ชุณหวชิร มานั่งประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เพราะโดยปกติบุคคลที่จะมานั่งในตำแหน่งนี้มักจะต้องมีประสบการณ์การทำงานตำแหน่งระดับสูงใน ธปท. หรือปลัดของกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญมาก่อน แต่ที่ผ่านมาพิชัยเป็นบุคคลที่ทำงานในภาคเอกชนเป็นหลัก

 

และในที่สุดพิชัยได้ลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเก้าอี้บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ของพิชัยที่ว่างลงเป็นโควตาของสำนักงาน ก.ล.ต. ยังไม่มีการแต่งตั้งส่งตัวแทนมานั่งในตำแหน่งนี้ แต่จากนั้นได้แต่งตั้ง กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นประธานบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

“มองว่าภาคการเมืองไม่น่าจะปล่อยให้ตลาดหุ้นเป็นไปตามปกติได้ แต่ที่ผ่านมาในเรื่องการเลือกผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ รอบนี้ทำกันค่อนข้างเงียบมาก มองว่าภาคการเมืองต้องการมีคนที่ไว้ใจมาทำงานในการกำหนดนโยบายทิศทางตลาดหุ้นตามที่ต้องการ”

 

สำหรับบทสรุปบุคคลที่จะมานั่งเก้าอี้ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คงจะทราบผลกันในเร็วๆ นี้ แต่ที่สำคัญกว่าก็คือยังต้องติดตามว่าบุคคลที่จะมานั่งตำแหน่งนี้จะสามารถออกนโยบายมาขับเคลื่อนและพัฒนาตลาดทุนให้ก้าวไปข้างหน้าในโลกที่กำลังเผชิญความท้าทายในหลายประเด็น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องให้กลับมาในตลาดทุนได้มากน้อยแค่ไหน

The post หวั่นการเมืองแทรกแซงตลาดทุน เปิด 2 ชื่อ ‘อัฏฐ์-อัสสเดช’ เข้าชิงเก้าอี้ผู้จัดการใหม่ ด้าน ‘แมนพงศ์’ หลุดโผ ยื่นใบลาออกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติ ‘จับตา’ ปมรัฐบาลพยายามคุมแบงก์ชาติ หวั่นกดดันเงินบาททรุด https://thestandard.co/government-trying-to-control-bot/ Thu, 06 Jun 2024 12:29:42 +0000 https://thestandard.co/?p=942223

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลไทยพยายามคุมแ […]

The post ต่างชาติ ‘จับตา’ ปมรัฐบาลพยายามคุมแบงก์ชาติ หวั่นกดดันเงินบาททรุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักเศรษฐศาสตร์ชี้ หลังมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลไทยพยายามคุมแบงก์ชาติผ่านการส่งคนนั่งตำแหน่งบอร์ด ธปท. เงินบาทก็อ่อนค่าอย่างรวดเร็ว เหตุหวั่นรัฐบาลแทรกแซงดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมองว่า นักลงทุนต่างชาติยังให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยมากกว่าความขัดแย้งดังกล่าว

 

ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีกระแสข่าวที่สื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่ารัฐบาลไทยพยายามหาทางควบคุมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มากขึ้น ได้ส่งผลกดดันให้ค่าเงินบาทในวันเดียวกัน ช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. อ่อนค่าลงทันทีจากระดับ 36.50 บาท อ่อนค่าไปสู่ระดับ 36.70 บาท เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติประเทศมีความกังวลและตกใจจากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ว่าอาจเป็นปัจจัยที่จะเข้าสร้างแรงกดดันต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการลดดอกเบี้ยนโยบาย

 

อย่างไรก็ดีความเห็นจากตัวแทนของรัฐบาลไทยที่ออกมายังไม่ได้ออกมายืนยันข้อมูลว่าเป็นจริงหรือไม่ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มคลายกังวลลง ทำให้ค่าเงินบาทเริ่มทรงตัวได้ 

 

ทั้งนี้ยังต้องติดตามต่อว่า ปรเมธี วิมลศิริ ประธานกรรมการ ธปท. คนปัจจุบัน กำลังจะสิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่งในเดือนกันยายนนี้ จะมีการแต่งตั้งบุคคลใดเข้ามารับตำแหน่งแทน

 

“เรื่องความเห็นของนโยบายการเงินที่ไม่ตรงกันระหว่างแบงก์ชาติกับรัฐบาลก็มี Noise มาเรื่อยๆ เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวว่ารัฐบาลต้องการขยายกรอบเป้าหมายของเงินเฟ้อ ล่าสุดก็เรื่องการตั้งประธานกรรมการ ธปท.คนใหม่ รวมถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ส่วนใหญ่ไทม์ไลน์น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้” ดร.ทิม กล่าว

 

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา (YTD) เงินบาทอ่อนค่าไปแล้วกว่า 6.7% เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 36.42–36.60 บาทต่อดอลลาร์ในวันนี้ (6 มิถุนายน)

 

ตลท. เชื่อ ต่างชาติเทน้ำหนักไปที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

 

ส่วน ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มองว่า ความเห็นที่ไม่ตรงกันในประเด็นการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของภาครัฐบาลกับ ธปท. สถานการณ์ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ระดับ 2.5% ถือว่าต่ำมาก ดังนั้นทั้งการปรับขึ้นหรือลงจากปัจจุบัน มองว่าจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นที่มากนัก หากเปรียบกับในช่วงที่มีภาวะดอกเบี้ยที่สูง 

 

ดังนั้นความขัดแย้งหรือความเห็นที่ไม่ตรงของรัฐบาลกับ ธปท. ที่จะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจะมีน้ำหนักที่น้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเด็นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงแนวโน้มฟื้นตัวที่ดีขึ้น

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ฝ่ายบริหารของ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กำลังหารือถึงแนวทางที่จะใช้อำนาจควบคุมธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มากขึ้น หลังก่อนหน้านี้มีความเห็นไม่ตรงกันต่อนโยบายเศรษฐกิจหลายนโยบาย ตัวอย่างเช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และโครงการดิจิทัลวอลเล็ต

 

โดยหนึ่งในแผนการคือ การนำคนที่มีสายสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยเข้าไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งแม้ตำแหน่งนี้จะไม่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายทางการเงิน แต่ก็สามารถประเมินการทำงานของผู้ว่าการ ธปท. รวมถึงสามารถเสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการนโยบายการเงินได้

 

เนื่องจาก ปรเมธี วิมลศิริ ประธานกรรมการ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย กำลังจะหมดวาระในเดือนกันยายนนี้ หลังได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งเป็นรัฐบาลเดียวกันที่แต่งตั้ง เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นผู้ว่าการ ธปท. คนปัจจุบัน ที่จะดำรงตำแหน่งครบวาระในเดือนกันยายนปี 2568

 

Bloomberg รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์เปิดเผยตัวตนว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ศุภวุฒิ สายเชื้อ อดีตที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ล้วนเป็นผู้ที่อยู่ในการพิจารณารับตำแหน่งประธานบอร์ด ธปท.

 

ขณะที่ ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวกับ Bloomberg ว่าไม่สามารถให้ความเห็นเรื่องนี้ได้ เนื่องจากไม่ทราบถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่วนกิตติรัตน์และศุภวุฒิก็ไม่ได้ตอบรับการขอความเห็นในช่วงเวลาที่รายงานข่าวนี้

 

แบงก์ชาติปัดตอบปมสรรหาประธานบอร์ด

 

ขณะที่วันนี้ (6 มิถุนายน) รณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในงาน UNLOCK ESG VALUE FOR BUSINESS SUCCESS ซึ่งจัดโดยสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เกี่ยวกับกระบวนการสรรหาประธานบอร์ดแบงก์ชาติ   

 

โดยระบุว่า ตนไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้ เนื่องจากเป็นขั้นตอนของกระทรวงการคลังที่ต้องเริ่มกระบวนการสรรหา ซึ่งขั้นตอนนี้ ธปท. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

อ้างอิง:

The post ต่างชาติ ‘จับตา’ ปมรัฐบาลพยายามคุมแบงก์ชาติ หวั่นกดดันเงินบาททรุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวสู่ปีที่ 50 ของตลาดทุนไทย ชู 3 เป้าหมายหลัก เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัล และหนุน บจ. เติบโตอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/50th-year-of-thai-market/ Fri, 24 May 2024 09:27:44 +0000 https://thestandard.co/?p=937242

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก้าวสู่ปีที่ 50 ของก […]

The post ก้าวสู่ปีที่ 50 ของตลาดทุนไทย ชู 3 เป้าหมายหลัก เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัล และหนุน บจ. เติบโตอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ก้าวสู่ปีที่ 50 ของการดำเนินงาน กำหนดแนวคิด ‘Make it ‘Work’ for Every Future – ร่วมสร้างอนาคต เพื่อโอกาสของทุกคน มุ่งยกระดับสู่ตลาดหลักทรัพย์ภูมิภาค’ โดยขยายโอกาสระดมทุนสนับสนุนธุรกิจทุกขนาดจากทั้งในและต่างประเทศ เน้นสร้างศักยภาพในอุตสาหกรรมใหม่ๆ (New Economy) ต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของประเทศ พร้อมพัฒนาตลาดทุนแบบดิจิทัลเข้ามาเสริมตลาดทุนดั้งเดิมที่มีความเข้มแข็งในปัจจุบัน 

 

นอกจากนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานและการกำกับดูแล รวมทั้งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขับเคลื่อนความยั่งยืนทุกมิติ นำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมและอนาคตของสังคมไทยอย่างยั่งยืน

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ก้าวต่อไปของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมุ่งไปสู่เป้าหมาย 3 ด้าน คือ การเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาค, มุ่งสู่สินทรัพย์ดิจิทัล และให้ความสำคัญด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อทำให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยแข่งขันได้ในยุคที่ทั่วโลกเต็มไปด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยจะดำเนินการผ่าน 5 แนวทาง ดังนี้ 

 

  1. ยกระดับสู่ตลาดหลักทรัพย์ภูมิภาค ทั้งในด้านการเป็นแหล่งระดมทุนของบริษัทในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มเติมทางเลือกการลงทุนต่างประเทศผ่านกลไกตลาดทุนไทย 

 

  1. ขยายโอกาสการระดมทุนให้บริษัททุกขนาดในภูมิภาค โดยมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายทั้งบริษัทขนาดใหญ่รวมถึงธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ (Mega Family Business) บริษัทต่างชาติที่มีการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ (New Economy) และ SMEs Startups พร้อมส่งเสริมการพัฒนา Data Platform สำหรับบริษัทจดทะเบียน เพื่อสร้างฐานข้อมูลที่มีคุณภาพ (Data Pools) นำมาต่อยอดเป็นข้อมูลเชิงวิเคราะห์ (Data Analytics) อาทิ Industry Highlights สำหรับเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ และพันธมิตร 

 

“การเป็น Regional Financial Hub นั้น ตลาดหลักทรัพย์จะมุ่งผลักดันให้ธุรกิจในประเทศสามารถไปเติบโตในต่างประเทศได้ ในขณะเดียวกันบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนทำธุรกิจในไทยก็ต้องสามารถระดมทุนในไทย เพื่อขยายกิจการต่อไปได้ด้วย ซึ่งเราก็ทำมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้บริษัทต่างประเทศสามารถเข้ามาระดมทุนในตลาดทุนได้หลายรูปแบบ เช่น Holding Company, Primary Market, Secondary Market รวมถึงออกกองทรัสต์ ก็สามารถทำได้หมด”

 

  1. พัฒนาตลาดทุนแบบดิจิทัลเข้ามาเสริมตลาดทุนดั้งเดิมที่มีความเข้มแข็งในปัจจุบัน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ระดมทุนและผู้ลงทุนยุคใหม่ 

 

  1. เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานและการกำกับดูแล รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุนที่แข็งแกร่ง โดยพิจารณาในการนำเทคโนโลยี AI และ Generative AI เข้ามาช่วยพัฒนางานในหลายด้านเพิ่มขึ้น เช่น ระบบกำกับดูแลการซื้อ-ขายและบริษัทจดทะเบียน ระบบช่วยนักวิเคราะห์ในการจัดทำบทวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็ก ระบบแปลเนื้อหาข้อมูลบริษัทจดทะเบียน หรือความรู้ด้านการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนต่างชาติ รวมทั้งแนะนำบริการด้านต่างๆ ตามโจทย์พฤติกรรมผู้ลงทุน (Personalization) ฯลฯ 

 

  1. ขับเคลื่อนความยั่งยืน (Sustainability) ในทุกมิติ โดยมุ่งเน้นการเตรียมบริษัทจดทะเบียน ผู้ลงทุน และบุคลากรตลาดทุน ให้พร้อมรองรับความท้าทายและโอกาสจากประเด็นความยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาการของกฎเกณฑ์กำกับใหม่ๆ เช่น วิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis), ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และสิทธิมนุษยชน (Human Rights)

 

“การจะทำอย่างไรให้ บจ. สามารถใช้สิ่งต่างๆ ที่ทำมาเกี่ยวกับ sustainability ได้สะดวกขึ้นก็คือคาร์บอนเครดิตโปรดักต์ ปัจจุบันที่ตลาดหลักทรัพย์มีการทำรายงานเกี่ยวกับ Sustainability ว่าทำอย่างไรบ้าง ทำให้ บจ. เอาไปใช้ในการทำเรื่องคาร์บอนเครดิตโปรดักต์ได้ ซึ่งจะลดผลกระทบด้านการกีดกันทางการค้าได้” ภากรกล่าว 

 

ปัจจัยการเมืองภายในไม่กระทบบรรยากาศ 

 

ภากรกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปัจจัยลบและความผันผวนต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ เชื่อว่าไม่กระทบต่อบรรยากาศการลงทุน โดยเชื่อว่าการซื้อ-ขายในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและกำไร บจ. เป็นส่วนมาก และหากมาดูแนวโน้มกำไร บจ. ไทย เชื่อว่าเราผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และตอนนี้เริ่มดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจในประเทศ-ต่างประเทศที่มีความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งภาครัฐบาลไทยเองก็มีงบประมาณในการใช้จ่ายที่ชัดเจน 

 

“ที่น่าสนใจคือ Sentiment นักลงทุนต่างประเทศที่ตอนนี้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่เงินไหลออกจากไทยค่อนข้างเยอะ แต่ปีนี้เงินไหลออกน้อย ลงทุนมาก แม้จะมีข่าวต่างๆ เกิดขึ้น และในบางช่วงเราได้เห็นตัวเลขนักลงทุนต่างประเทศไหลกลับด้วยซ้ำ” ภากรกล่าว 

 

ส่วนกรณีการดึง LFT กลับมาอีกครั้งนั้น เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน

The post ก้าวสู่ปีที่ 50 ของตลาดทุนไทย ชู 3 เป้าหมายหลัก เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัล และหนุน บจ. เติบโตอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ภากร’ เชื่อมี Turning Point ดึง Fund Flow พลิกซื้อหุ้นไทยรับอานิสงส์งบประมาณปี 67 เริ่มเบิกจ่าย-ดอกเบี้ยเริ่มลด https://thestandard.co/turning-point-draws-fund-flow/ Wed, 10 Apr 2024 01:19:27 +0000 https://thestandard.co/?p=921324 Fund Flow

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสรุปภาวะสิ้นเดือนมีนาคม 2567 […]

The post ‘ภากร’ เชื่อมี Turning Point ดึง Fund Flow พลิกซื้อหุ้นไทยรับอานิสงส์งบประมาณปี 67 เริ่มเบิกจ่าย-ดอกเบี้ยเริ่มลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fund Flow

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสรุปภาวะสิ้นเดือนมีนาคม 2567 SET Index ปิดที่ 1,377.94 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 0.5% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค และปรับลดลง 2.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า

 

ในเดือนมีนาคม 2567 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 42,782 ล้านบาท ลดลง 30.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 41,238 ล้านบาท ทำให้ใน 3 เดือนแรกของปีนี้ ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 68,862 ล้านบาท

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า กรณีในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2567 กระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ขายสุทธิหุ้นไทยไปกว่า 6.8 หมื่นล้านบาทนั้น ประเมินว่าส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยกดดันความผันผวนของปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกอบกับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนที่สูง 

 

ดังนั้นเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีความผันผวนจะกระทบต่อการส่งออกของไทย และกระทบต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจของไทยด้วย จึงส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย โดยการที่ Fund Flow ไหลจากตลาดหุ้น ยังมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังค่าเงินบาทให้อ่อนค่า 

 

อีกทั้งมาจากการที่ประเทศไทยที่มีการนำเข้าและบริโภคน้ำมันเป็นจำนวนมากถึงระดับประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน มีผลให้ใช้เงินนำเข้าน้ำมันมาเป็นจำนวนมาก และในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องใช้เงินบาทในการนำเข้าน้ำมันมากขึ้น เป็นปัจจัยเสริมส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่า 

 

อย่างไรก็ดี หาก Fund Flow จะไหลกลับมาซื้อหุ้นสุทธิได้ ประเมินว่าขึ้นกับ 3 ปัจจัยสำคัญหลัก 1. สภาวะเศรษฐกิจของไทย 2. อัตราดอกเบี้ย 3. ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ เปรียบเทียบกับเศรษฐกิจของไทย

 

นอกจากนี้ มองว่ามีโอกาสที่ช่วงที่เหลือปีนี้ Fund Flow จะกลับมาซื้อหุ้นไทยได้เพิ่มขึ้นด้วยปัจจัยสนับสนุน หลังสภาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ โดยเชื่อว่าจะเป็น Turning Point ของตลาดหุ้นไทย เพราะเม็ดเงินที่ออกมาจะสนับสนุนการบริโภคในประเทศ รวมถึงกระตุ้นการลงทุนใหม่ อีกทั้งงบประมาณที่จะนำมาใช้จะเป็นเม็ดเงินที่มากกว่าปีปกติที่ผ่านมาด้วย 

 

ขณะเดียวกัน จากข้อมูลกับสถานการณ์ต่างๆ ของเศรษฐกิจที่ออกมาเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น จะเป็นปัจจัยให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะประชุมในวันนี้ (10 เมษายน) มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเริ่มเห็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ประกอบกับในการประชุมครั้งที่ผ่านมาเริ่มมีจำนวนเสียงของกรรมการ กนง. ออกเสียงให้ลดดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการฟื้นตัวกลับมาของตลาดหุ้นไทย

 

ส่วนกรณีสถานการณ์สู้รบในเมียนมานั้น มองว่าบริษัทไทยที่ทำธุรกิจในเมียนมาน่าจะมีผลกระทบบ้าง แต่มองว่าผลกระทบการค้าระหว่างไทยกับเมียนมาจะมีไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบตลาดกลุ่มประเทศเอเชียกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่เป็นตลาดการค้าหลักที่มีสัดส่วนสูงกว่าเมื่อเทียบกับเมียนมา

 

“เราต้องติดตามดูผลกระทบในระยะยาวว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเศรษฐกิจเมียนมากับเศรษฐกิจไทยจะปิดการซื้อขายไปนานๆ คงทำไม่ได้ คงขึ้นกับว่าสถานการณ์จะกลับมาปกติได้เมื่อไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะมีความชัดเจนอย่างไรต่อไป”

 

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ ‘ทรงตัว’ ต่อเนื่อง

 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจระหว่างวันที่ 20-31 มีนาคม 2567 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 106.91 ใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า โดยยังคงอยู่ในเกณฑ์ ‘ทรงตัว’ 

 

นักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและคาดหวังเงินทุนไหลเข้า ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การไหลออกของเงินทุน รองลงมาคือนโยบายคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

 

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน สำรวจในเดือนมีนาคม 2567 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

 

  • ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มิถุนายน 2567) อยู่ในเกณฑ์ ‘ทรงตัว’ (ช่วงค่าดัชนี 80-119) ที่ระดับ 106.91 ใกล้เคียงกับเดือนก่อนหน้า
  • ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ ‘ร้อนแรง’ ในขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ ‘ทรงตัว’ 
  • หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดคือ หมวดท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM)
  • หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุดคือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)
  • ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุดคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
  • ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุดคือ การไหลออกของเงินทุน

 

“ผลสำรวจ ณ เดือนมีนาคม 2567 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับลด 6.5% อยู่ที่ระดับ 107.58 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 14.3% มาอยู่ที่ระดับ 114.29 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 16.1% อยู่ที่ระดับ 141.67 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศทรงตัว อยู่ที่ระดับ 100.00”

The post ‘ภากร’ เชื่อมี Turning Point ดึง Fund Flow พลิกซื้อหุ้นไทยรับอานิสงส์งบประมาณปี 67 เริ่มเบิกจ่าย-ดอกเบี้ยเริ่มลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาคนยื่นใบสมัครผู้จัดการหลักตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ หลังเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. ยังไร้คนสมัคร https://thestandard.co/no-one-submitting-applications-set-manager/ Fri, 05 Apr 2024 11:06:33 +0000 https://thestandard.co/?p=919932

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไร้คนยื่นใบสมัครผู้จัดการคนใหม่ หลังเริ […]

The post จับตาคนยื่นใบสมัครผู้จัดการหลักตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ หลังเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. ยังไร้คนสมัคร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไร้คนยื่นใบสมัครผู้จัดการคนใหม่ หลังเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ยังยื่นใบสมัครได้ถึงวันที่ 30 เมษายนนี้ คาดรอยื่นสมัครช่วงโค้งสุดท้าย

 

แหล่งข่าวระดับสูงในตลาดทุนเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดให้ยื่นใบสมัครเพื่อรับการสรรหาตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14 ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม – 30 เมษายนนี้ แทน ภากร ปีตธวัชชัย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนปัจจุบัน ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงกลางเดือนกันยายน 2567 นี้ จนถึงล่าสุดวานนี้ (4 เมษายน) ยังไม่มีผู้ยื่นใบสมัครเข้ามาเพื่อรับการสรรหาแต่อย่างใด ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผู้เข้ามายื่นใบสมัครในช่วงวันท้ายๆ ของวันสมัคร ซึ่งเปิดให้ยื่นใบสมัครวันสุดท้ายคือในวันที่ 30 เมษายนนี้

 

“เท่าที่ทราบข้อมูลตอนนี้คนในวงการโบรกเกอร์ไม่มีใครกล้ามาสมัครในตำแหน่งนี้ เพราะสมัครมาคงไม่ได้รับการคัดเลือก เสียงสำคัญที่จะมีน้ำหนักในการตัดสินใจรอบนี้น่าจะเป็น พิชัย ชุณหวชิร ที่เพิ่งมานั่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ และยังเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน” แหล่งข่าวกล่าว

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2567 บอร์ดสำนักงาน ก.ล.ต. มีมติแต่งตั้งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 3 คน ได้แก่ 

  1. คมกฤช เกียรติดุริยกุล 
  2. พิชัย ชุณหวชิร 
  3. รวินทร์ บุญญานุสาสน์

 

เพื่อแทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ อีกทั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ กรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมติเลือก พิชัย ชุณหวชิร ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการแต่งตั้งจาก เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และนั่งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 

 

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2557 พิชัย ชุณหวชิร ถือเป็นหนึ่งพยานคนสำคัญในคดีปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ยื่นเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้เรียกพิชัยเข้ามาให้ปากคำในคดีนี้

 

โดยยิ่งลักษณ์ชี้แจงเหตุผลในหนังสือยื่นคำร้องถึงการขอเสนอชื่อ พิชัย ชุณหวชิร เป็นมาพยานในตอนนั้นว่า พิชัยเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และคุณวุฒิ เป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านบัญชี และเป็นพยานบุคคลภายนอก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเองด้วย

The post จับตาคนยื่นใบสมัครผู้จัดการหลักตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ หลังเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. ยังไร้คนสมัคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ เคาะเปิดรับสมัคร ‘ผู้จัดการ’ คนใหม่ แทน ‘ภากร ปีตธวัชชัย’ ที่ครบวาระกลางเดือน ก.ย. นี้ https://thestandard.co/open-for-applications-for-manager-set/ Thu, 21 Mar 2024 06:15:07 +0000 https://thestandard.co/?p=913797 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศเปิดรับสมัคร ‘ผู้จัดการ’ คนใหม่ ต […]

The post บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ เคาะเปิดรับสมัคร ‘ผู้จัดการ’ คนใหม่ แทน ‘ภากร ปีตธวัชชัย’ ที่ครบวาระกลางเดือน ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศเปิดรับสมัคร ‘ผู้จัดการ’ คนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม – 30 เมษายนนี้ แทน ‘ภากร ปีตธวัชชัย’ ที่ครบวาระกลางเดือนกันยายนนี้

 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ออกแถลงการณ์ระบุว่า ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ วานนี้ (20 มีนาคม) ได้มีมติเห็นชอบการเปิดรับสมัครผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14 แทน ภากร ปีตธวัชชัย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนปัจจุบัน ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงกลางเดือนกันยายน 2567 ซึ่งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 14 จะได้เป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตำแหน่งด้วย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

สำหรับผู้สมัครที่สนใจ นอกจากจะต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ยังจะต้องมีทักษะและคุณสมบัติ (Competencies & Personal Attributes) ที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น มีทักษะในการสื่อสาร มีความสามารถในการบริหารจัดการและสานประโยชน์กับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาตลาดทุน เป็นต้น รวมทั้งจำเป็นที่จะต้องมีความรู้และความเข้าใจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวกับตลาดเงินและตลาดทุนเป็นอย่างดี เพื่อพัฒนาองค์กรให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบันด้วย

 

ทั้งนี้ สามารถติดตามรายละเอียดขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาคัดเลือก ข้อมูลอื่นๆ และดาวน์โหลดใบสมัคร ได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม – 30 เมษายน 2567 

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2567 บอร์ดสำนักงาน ก.ล.ต. มีมติแต่งตั้งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 3 คน ได้แก่ 

  1. คมกฤช เกียรติดุริยกุล 
  2. พิชัย ชุณหวชิร 
  3. รวินทร์ บุญญานุสาสน์

 

เพื่อแทนกรรมการเดิมที่ครบวาระ อีกทั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ กรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มีมติเลือก พิชัย ชุณหวชิร ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้รับการแต่งตั้งจาก เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และนั่งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 

 

นอกจากนี้ ในช่วงปี 2557 พิชัย ชุณหวชิร ถือเป็นหนึ่งพยานคนสำคัญในคดีปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ยื่นเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้เรียกพิชัยเข้ามาให้ปากคำในคดีนี้

 

โดยยิ่งลักษณ์ชี้แจงเหตุผลในหนังสือยื่นคำร้องถึงการขอเสนอชื่อ พิชัย ชุณหวชิร เป็นมาพยานในตอนนั้นว่า พิชัยเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และคุณวุฒิ เป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านบัญชี และเป็นพยานบุคคลภายนอก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเองด้วย

 

The post บอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ เคาะเปิดรับสมัคร ‘ผู้จัดการ’ คนใหม่ แทน ‘ภากร ปีตธวัชชัย’ ที่ครบวาระกลางเดือน ก.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. จ่อเพิ่มแผนสร้าง Trust เป็น KPI ใหม่ วัดผลการทำงานบอร์ด-ผู้บริหาร https://thestandard.co/set-plans-to-increase-trust-plans/ Tue, 23 Jan 2024 01:37:58 +0000 https://thestandard.co/?p=890828

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ ปี 2567-2569 เดินหน้าล […]

The post ตลท. จ่อเพิ่มแผนสร้าง Trust เป็น KPI ใหม่ วัดผลการทำงานบอร์ด-ผู้บริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศแผนกลยุทธ์ ปี 2567-2569 เดินหน้าลุยความเชื่อมั่นตลาดทุน จ่อนำ KPI ในการสร้าง Trust นำมาเป็น KPI ใหม่เพิ่มเติมเพื่อใช้วัดผลการทำงานของทั้งบอร์ด ผู้บริหาร และองค์กร ให้มีความชัดเจนขึ้น

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แผนหลักข้อหนึ่งที่สำคัญของแผนกลยุทธ์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2567-2569  คือการยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน​ หรือ Trust ซึ่งมีผู้เสนอให้ความเห็นว่าควรมี KPI ในการวัดผลงานขององค์กรที่ชัดเจนในการกำกับดูแล บจ. และการซื้อขาย อีกทั้งมี Direct Line ในการทำงานไปถึงระดับคณะกรรมการ (บอร์ด) ถึงการประเมินผลงานและการ Action ต่างๆ โดยบอร์ดต้องมีส่วนร่วมรับทราบและรับผิดชอบในเรื่องนี้ ดังนั้นเตรียมจะมีการนำ KPI ในการสร้าง Trust นำมาเป็น KPI ใหม่เพิ่มเติมเพื่อใช้วัดผลการทำงานของทั้งบอร์ด ผู้บริหาร และองค์กร ให้มีความชัดเจนขึ้น โดยเตรียมนำเสนอแผนงานเรื่องดังกล่าวนี้เข้าบอร์ดให้พิจารณาในอนาคตด้วย

 

โดยที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แต่งตั้งที่ปรึกษาเชี่ยวชาญจากต่างประเทศ คือ โอลิเวอร์ ไวแมน เพื่อมาศึกษาวิเคราะห์กระบวนการของระบบทำงาน รวมถึงเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงความกังวลกับข้อสงสัยต่อธุรกรรมการทำ Naked Short Selling กับโปรแกรมเทรดดิ้ง High Frequency Trading (HFT) ที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย เบื้องต้นล่าสุดมีผลการศึกษาภายในที่น่าสนใจออกมาในหลายด้าน แต่ยังได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้ตลาดหุ้นสามารถรองรับการซื้อขาย ทั้งประเด็นป้องกันการเกิด Naked Short Selling รวมทั้งสนับสนุนโปรแกรมเทรดดิ้งที่มีความเหมาะสม โดยคาดว่าจะมีการออกหรือปรับปรุงเกณฑ์ให้มีความเหมาะสมแน่นอนในอนาคต 

 

ทั้งนี้ คาดว่าผลการศึกษาทั้งหมดจะออกมาในช่วงประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ หลังจากนั้นจะเปิดประชาพิจารณ์ (Public Hearing) เพื่อเปิดเผยข้อมูลของผลการศึกษาทั้งหมด รวมถึงทำแผนการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว

 

พร้อมทั้งยืนยันว่า ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบข้อมูลการทำ Short Selling ที่มีข้อสงสัยว่าเป็นการทำ Naked Short Selling จำนวน 4 กรณี ซึ่งตรวจสอบแล้วในทุกกรณีไม่พบการทำ Naked Short Selling เพราะผู้ที่ขายหุ้นมีหุ้นในพอร์ตก่อนขาย

 

ตลท. จับมือ ก.ล.ต. ศึกษาการใช้กลไก Auto Halt-Auction

 

ทั้งนี้ ยอมรับว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ศึกษาเบื้องต้นร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการศึกษา เพื่อนำกลไกการห้ามซื้อขายหุ้นรายตัวแบบอัตโนมัติชั่วคราว หรือ Auto Halt (H) ในหุ้นที่พบว่าเข้าเงื่อนไขมีสภาพการซื้อขายทั้งปริมาณและราคาที่ผิดปกติ รวมทั้งศึกษาการนำกลไก Auction มาใช้เพิ่มเติมในอนาคตกับหุ้นที่มีความร้อนแรงมากๆ เนื่องจากระบบการซื้อขายใหม่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่มีศักยภาพรองรับให้สามารถทำได้ง่ายและมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นในอนาคต

 

อย่างไรก็ดี หากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะนำทั้ง 2 กลไกดังกล่าวออกมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำกับดูแลการซื้อขาย จะต้องมีการปรึกษาและศึกษา รวมทั้งเปิดเฮียริ่งร่วมกับผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทั้งหมด และเสนอกลับไปให้สำนักงาน ก.ล.ต. พิจารณารับรอง เพื่อประกาศออกมาเป็นเกณฑ์​ของตลาดหลักทรัพย์ฯ 

 

“ทั้ง 2 กลไก ทั้ง Auto Halt กับ Auction มีโอกาสนำออกมาใช้เป็นเกณฑ์ในการกำกับดูแลการซื้อขาย แต่คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องมีการปรับตัว อย่างการขึ้น Auto Halt มีหลักเกณฑ์เกิดจากอะไรได้บ้าง หรือการนำ Auction มาใช้แทนการ Matching จะเกิดได้ในกรณีไหนบ้าง และมีประเด็นผลกระทบตามมา เช่น DW จะโดนด้วยหรือไม่ คงต้องใช้เวลาในการศึกษาต่อว่าจะเริ่มทำได้เมื่อไร จึงจะมาอัปเดตข้อมูลความคืบหน้าอีกครั้ง”

 

หารือ ก.ล.ต. ให้ข้อมูลกรณี ‘ปั่นหุ้น’ ให้เร็วขึ้น

 

นอกจากนี้ ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อหามาตรการให้สามารถรายงานข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นจากเดิม ในกรณีที่ตรวจพบการกระทำผิดจากพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม หรือเข้าข่ายการสร้างราคาหรือปั่นหุ้น ซึ่งปัจจุบันการเปิดข้อมูลมีความล่าช้ามาก ถือเป็นปัญหา เนื่องด้วยข้อจำกัดของกฎหมาย ทำให้ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลออกมาได้ในระหว่างตรวจสอบ จนกว่าจะมีการตัดสินออกมา ทั้งนี้ เพื่อทำให้โบรกเกอร์และผู้ลงทุนสามารถมีข้อมูลใช้เฝ้าระวังผู้ลงทุนกลุ่มบุคคลที่เข้ามาซื้อขายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

 

พร้อมทั้งยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกับ ก.ล.ต. และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) เพื่อหาแนวทางป้องกันนักลงทุนกลุ่มที่มีพฤติกรรมการซื้อขายไม่เหมาะสมหรือปั่นหุ้น ให้ไม่สามารถเข้ามาเปิดบัญชีการซื้อขายให้เกิดการกระทำผิดซ้ำอีก รวมถึงให้โบรกเกอร์มีข้อมูลรายชื่อนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวเพื่อเป็นการป้องปรามได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะเริ่มดำเนินการภายในปี 2567 

 

มี IPO ยื่นไฟลิ่ง 40 บริษัท มองปีนี้ Window เปิด 

 

ด้าน แมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ภาพรวมตลาดการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ปี 2567 ล่าสุดมีบริษัทยื่นแบบแสดงข้อมูลการขออนุญาตซื้อขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) จำนวน 40 บริษัท แบ่งเป็น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 20 บริษัท และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 20 บริษัท รวมถึงยังมีบริษัทที่มีความสนใจเข้ามาจดทะเบียนซื้อในกระดาน LiVE Platform อีกจำนวน 3 บริษัท ซึ่งทั้งหมดแบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ New Economy จำนวนประมาณ 11 บริษัท เช่น กลุ่มเมดิคอล ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และเชื้อเพลิงชีวภาพ

 

โดยกลุ่มที่ยื่นไฟลิ่งมากสุดคือกลุ่มธุรกิจบริการ รองลงมาคืออสังหาริมทรัพย์กับรับเหมาก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการผลิต ขณะที่ยังมีบริษัทที่อยู่ระหว่างเตรียมพร้อมในการยื่นไฟลิ่งอีกประมาณ 80 บริษัท 

 

สำหรับกลุ่มบริษัทที่ยื่นไฟลิ่งแล้ว การตัดสินใจในการเข้าจดทะเบียนซื้อขายขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ดังนี้ 

 

  1. ความพร้อมของข้อมูลและการรออนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. 
  2. ความต้องการใช้เงินของบริษัท
  3. สภาวะภาพรวมของตลาดหุ้น

 

“เท่าที่คุยกับนักเศรษฐศาสตร์ เชื่อว่าสภาวะตลาดหุ้นในปีนี้ Window น่าจะเปิดเอื้ออำนวยมากกว่าปีที่แล้ว แต่ไม่ได้เปิดเอื้อตลอดทั้งปี 2567 ส่วนมูลค่ามาร์เก็ตแคปของทั้ง 40 บริษัทที่ยื่นไฟลิ่งแล้วอยู่ที่ Valuation เพราะตอนนี้ยังไม่สรุปออกมา”

 

ส่วน ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาด ตลท. กล่าวว่า ในกรณีที่ราคาหุ้นปรับลดลงหรือปรับตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติอย่างรวดเร็ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ มี Action ในทั้ง 2 กรณี โดยในกรณีที่ราคาหุ้นลดลงมากผิดปกติก็จะมีการติดตามให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต้องชี้แจงข้อมูลเหตุผล เพื่อให้นักลงทุนได้ทราบถึงพัฒนาการที่สำคัญของบริษัท

The post ตลท. จ่อเพิ่มแผนสร้าง Trust เป็น KPI ใหม่ วัดผลการทำงานบอร์ด-ผู้บริหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ กองทุน Bitcoin เป็นทางเลือกกระจายพอร์ตลงทุน พร้อมเผยแผนขยายเวลาเทรดอีก 30 นาที เริ่มปลายไตรมาสแรก https://thestandard.co/bitcoin-funds-are-an-alternative/ Thu, 11 Jan 2024 08:33:58 +0000 https://thestandard.co/?p=886502

จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักท […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ กองทุน Bitcoin เป็นทางเลือกกระจายพอร์ตลงทุน พร้อมเผยแผนขยายเวลาเทรดอีก 30 นาที เริ่มปลายไตรมาสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติการจัดตั้งกองทุน Spot Bitcoin Exchange-Traded Funds (ETF) อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเวลาประมาณ 04.30 น. ของวันนี้ (11 มกราคม)

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีความกังวลเกี่ยวกับการซื้อ-ขายและลงทุนใน Bitcoin ในมุมของการดูแลความเสี่ยงของผู้ลงทุน การที่มีกองทุน ETF ออกมาจะทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมั่นคงมากขึ้น ผ่านการประเมินของนักลงทุนสถาบันและการปกป้องสิทธิของรายย่อยที่เพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง 

 

“แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาคือ ความเสี่ยงเมื่อเทียบกับความคาดหวังของผลตอบแทนว่ามีความเหมาะสมเพียงใด”

 

ด้าน ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การที่ ก.ล.ต.สหรัฐฯ อนุมัติให้กองทุน ETF ใช้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์อ้างอิงได้เป็นสิ่งที่ดีและช่วยให้สินทรัพย์ดิจิทัลถูกดึงมาอยู่ภายใต้การกำกับมากขึ้น 

 

“อีกมุมหนึ่งก็เป็นโอกาสของนักลงทุนในการกระจายพอร์ตการลงทุน ที่ผ่านมาจะเห็นว่าราคา Bitcoin มี Correlation กับสินทรัพย์อื่นๆ น้อย” 

 

ขณะเดียวกันการที่มีนักลงทุนสนใจลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ เพิ่มขึ้น ก็เป็นส่วนช่วยดึงคนใหม่ๆ เข้ามาในตลาดทางอ้อมด้วยเช่นกัน อย่างเมื่อปี 2563-2564 ที่นักลงทุนสนใจใน Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างมาก ฝั่งของตลาดหุ้นไทยเองก็มีจำนวนบัญชีใหม่เพิ่มขึ้นกว่าล้านบัญชีเช่นกัน 

 

พร้อมกันนี้ ศรพลยังได้เปิดเผยถึงภาพรวมของบรรยากาศการลงทุนในปี 2567 โดยกล่าวว่า ปี 2567 มีโอกาสที่เงินลงทุนจะเคลื่อนย้ายมาตลาดหุ้นในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ค่อนข้างมาก สังเกตจากเงินบาทที่มีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าในระยะปานกลาง ประกอบกับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะขยายตัวได้สูงกว่าคาดตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคภายในประเทศ 

 

นอกจากนี้นักวิเคราะห์ปรับคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) และ Forward P/E ในปี 2567 ของ SET ไปยังจุดที่มีความน่าสนใจในการลงทุนมากขึ้นกว่าปีก่อนหน้า ขณะที่มีหลายกลุ่มอุตสาหกรรมใน SET ที่มีคาดการณ์ EPS Growth สูง แต่มี Valuation ที่ยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต

 

ข้อมูลจาก Bloomberg Consensus ระบุว่า แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยปีนี้น่าจะเติบโตได้ราว 10-20% ในขณะที่ P/E ของตลาดโดยรวมลดลง หมายความว่า คุณภาพของดีขึ้น แต่ของกำลังลดราคา

 

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตาม 4 ด้าน ได้แก่ 

 

  1. วัฏจักรเศรษฐกิจโลก ซึ่งปัจจุบันหลายฝ่ายประเมินว่าจะไม่เกิด Hard Landing 
  2. อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ปัจจุบันนักลงทุนยังคาดหวังว่า Fed จะลดดอกเบี้ยมากกว่าที่เคยส่งสัญญาณออกมา
  3. ภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากสงครามที่ปะทุอยู่ในปัจจุบัน จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเพิ่มเติมหรือไม่ และปีนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 
  4. ความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ

 

ตลาดเผย เริ่มขยายเวลาเทรดอีก 30 นาที ปลายไตรมาสแรก

 

รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และดูแลกลุ่มงานเลขานุการองค์กรและกำกับองค์กร เปิดเผยว่า การขยายเวลาซื้อ-ขายหลักทรัพย์ในช่วงบ่าย ซึ่งจากเดิมที่เริ่มเปิดตลาดภาคบ่ายเวลา 14.30 น. จะขยับมาเร็วขึ้นอีก 30 นาที เป็นเวลา 14.00 น. ทำให้เวลาของการซื้อ-ขายหลักทรัพย์แต่ละวันจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 4.30 ชั่วโมง เป็น 5 ชั่วโมง โดยจะเริ่มปรับเวลาภายในปลายไตรมาสแรกหรือช่วงต้นไตรมาส 2

 

นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์เตรียมที่จะปรับปรุงรายละเอียดการขึ้นเครื่องหมาย C หรือ Caution สำหรับบางหลักทรัพย์ โดยการขึ้นเครื่องหมาย C จะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท โดยจะเริ่มใช้ภายในไตรมาส 2 นี้ 

 

หมายเหตุ: 

  • CB เป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับธุรกิจ เช่น ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อย, รายได้น้อย, ขาดทุนติดต่อกัน หรือผิดนัดชำระหนี้
  • CS เป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับงบการเงิน เช่น ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็น หรือสำนักงาน ก.ล.ต. สั่ง Special Audit 
  • CF เป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับสัดส่วนของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) 
  • CC เป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับกรณีที่บริษัทมีส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เช่น การเป็น Cash Company หรือเป็น Investment Company ที่ไม่ได้มีธุรกิจหลักของตัวเอง

The post ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ กองทุน Bitcoin เป็นทางเลือกกระจายพอร์ตลงทุน พร้อมเผยแผนขยายเวลาเทรดอีก 30 นาที เริ่มปลายไตรมาสแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ลุยออกเกณฑ์ห้ามคนไทยซื้อ-ขาย NVDR ปิดช่องใช้เป็นนอมินี คาดเริ่มบังคับใช้ภายในเดือน ม.ค. – ก.พ. 67 https://thestandard.co/sec-to-ban-thais-nvdr/ Wed, 13 Dec 2023 11:43:54 +0000 https://thestandard.co/?p=876461

สำนักงาน ก.ล.ต. คุมเข้มปิดช่องนักลงทุนไทยใช้ NVDR เป็นน […]

The post ก.ล.ต. ลุยออกเกณฑ์ห้ามคนไทยซื้อ-ขาย NVDR ปิดช่องใช้เป็นนอมินี คาดเริ่มบังคับใช้ภายในเดือน ม.ค. – ก.พ. 67 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักงาน ก.ล.ต. คุมเข้มปิดช่องนักลงทุนไทยใช้ NVDR เป็นนอมินี เตรียมออกเกณฑ์สั่งห้ามคนไทยซื้อ-ขาย NVDR เล็งชงบอร์ด ก.ล.ต. อนุมัติ เล็งประกาศเริ่มใช้ภายในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567 ฟากตลาดหลักทรัพย์ฯ รับลูกเห็นด้วยกับเกณฑ์ใหม่นี้

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ล่าสุดคณะกรรมการ (บอร์ด) ของสำนักงาน ก.ล.ต. ได้เห็นชอบในหลักการห้ามนักลงทุนไทยเข้าไปซื้อ-ขายใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (Non-Voting Depository Receipt: NVDR) หรือเอ็นวีดีอาร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

โดยในขั้นตอนลำดับต่อจะเปิดรับฟังความเห็น (เฮียริ่ง) กับผู้ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ดังนั้นจะดำเนินควบคู่ไปกับการหารือร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจคือ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ทั้งนี้ หากไม่มีประเด็นที่เป็นนัยสำคัญ คาดว่าจะมีการนำผลการเฮียริ่งเรื่องการห้ามนักลงทุนไทยเข้าไปซื้อ-ขายผ่าน NVDR กลับเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดของสำนักงาน ก.ล.ต. ให้พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง เพื่อออกเป็นประกาศเป็นเกณฑ์ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับเริ่มใช้ภายในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2567

 

สำหรับสาเหตุที่สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องออกเกณฑ์ห้ามนักลงทุนไทยเข้าไปซื้อ-ขายผ่าน NVDR นั้น เนื่องจากจุดประสงค์เริ่มต้นในลงทุนผ่าน NVDR มีไว้ให้สำหรับนักลงทุนต่างชาติมาใช้ประโยชน์ในกรณีที่มีสัดส่วนการถือครองหลักทรัพย์ของต่างที่ระบุไว้ตามกฎหมายไทย (Foreign Limit) ชนเพดานที่กำหนด ซึ่งนักลงทุนต่างชาติก็สามารถมาลงทุนซื้อ-ขายผ่าน NVDR ได้ แต่มีผ่านมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนใน NVDR ด้วย ดังนั้นด้วยบริบทปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป จึงต้องมีการออกกฎเกณฑ์เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์

 

“ยอมรับว่ายังมีนักลงทุนไทยที่มีการลงทุนใน NVDR เป็น Legacy เดิมอยู่ก่อนเกณฑ์คนไทยซื้อ-ขาย NVDR จะออกมา แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องนำ NVDR มาแปลงเป็นหุ้นปกติ ซึ่งการออกเครื่องมืออะไรที่ ก.ล.ต. ดำเนินการ หากสามารถช่วยเสริมกลไกต่างๆ ให้ทำงาน Effective มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่นักลงทุนไทยอาจใช้ช่องทาง NVDR เลี่ยงเกณฑ์เหมือนใช้เป็นนอมินี เพราะการซื้อ NVDR คนซื้อจะถือเป็นใบฝาก ทำให้ไม่แสดงชื่อคนที่ซื้อว่าเป็นใคร จะแตกต่างจากการซื้อหุ้นโดยตรงที่จะรู้ชื่อคนซื้อว่าเป็นใคร”

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นด้วย ก.ล.ต. ห้ามคนไทยซื้อ-ขาย NVDR 

 

ด้าน ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าว THE STANDARD WEALTH ว่า เห็นด้วยกับเกณฑ์ที่สำนักงาน ก.ล.ต. จะห้ามนักลงทุนเข้าไปซื้อ-ขายผ่าน NVDR

The post ก.ล.ต. ลุยออกเกณฑ์ห้ามคนไทยซื้อ-ขาย NVDR ปิดช่องใช้เป็นนอมินี คาดเริ่มบังคับใช้ภายในเดือน ม.ค. – ก.พ. 67 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. จ่อจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศวิเคราะห์มาตรฐานระบบงาน ลุยสร้างความเชื่อมั่นผู้ที่เกี่ยวข้อง คาดรู้ผลการศึกษาเดือน ก.พ. 67 https://thestandard.co/set-plans-to-hire-foreign-consultants/ Wed, 13 Dec 2023 01:41:55 +0000 https://thestandard.co/?p=876210

ตลท. เผย มีนักลงทุนส่งข้อมูล 3 เคสให้ตรวจสอบ ยืนยันไร้ […]

The post ตลท. จ่อจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศวิเคราะห์มาตรฐานระบบงาน ลุยสร้างความเชื่อมั่นผู้ที่เกี่ยวข้อง คาดรู้ผลการศึกษาเดือน ก.พ. 67 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลท. เผย มีนักลงทุนส่งข้อมูล 3 เคสให้ตรวจสอบ ยืนยันไร้ Naked Short Selling พร้อมเล็งจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศวิเคราะห์มาตรฐานระบบงาน ลุยสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มกับผู้ที่เกี่ยวข้อง 

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาปรับลดลงเนื่องจากผลกระทบจากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ลดลงจากผลกระทบต่างๆ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจของไทย และความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นทั่วโลก โดย SET Index ถือเป็นดัชนีชี้นำถึงสภาวะเศรษฐกิจของไทย และความสามารถในการทำกำไรของ บจ. ในอนาคต 

 

ดังนั้น หากกำไรของ บจ. ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน ขณะที่ภาคการส่งออกไทยหากยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้นก็จะเป็นปัจจัยที่ยังกดดันดัชนีหุ้นไทย 

 

ส่วนประเด็นความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย หลังเกิดปัญหาต่างๆ ที่กระทบความเชื่อมั่นในหลายกรณีเริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา และปัญหาที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการปรับวิธีการทำงาน รวมถึงการปรับกฎระเบียบต่างๆ ควบคู่ไปกับผู้ร่วมตลาดที่เกี่ยวข้อง

 

สำหรับความกังวลในประเด็นปัญหาการทำ Naked Short Selling กับ High Frequency Trading (HFT) โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวข้างต้นมาโดยตลอด ซึ่งมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นและละเอียดโดยใช้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแนวทางในการเพิ่มความมั่นใจโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือเน้นการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้น ให้นักลงทุนและผู้เกี่ยวข้องได้เห็นข้อมูลที่มีการมอนิเตอร์และนำมาวิเคราะห์ โดยที่ผ่านมามีนักลงทุนส่งกรณีที่มีความสงสัยมาให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตรวจสอบอย่างละเอียดจำนวน 3 กรณี ซึ่งไม่พบว่ามีการทำ Naked Short Selling   

 

ขณะที่ปัจจุบันกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ทำการซื้อ-ขายในตลาดหุ้นมีสัดส่วนการใช้ Program Trading ประมาณมากกว่า 80% ของธุรกรรมการซื้อ-ขาย ซึ่งต้องมีการแยกออกจาก High Frequency Trading (HFT) ที่มีความตั้งใจนำมาใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันพบข้อมูลว่ามีปริมาณธุรกรรมเพียง 8-12% เท่านั้น ดังนั้น จึงไม่มีผลกระทบให้การซื้อ-ขายผิดปกติ 

 

จ่อจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศตรวจสอบระบบการทำงาน

 

ส่วนที่สอง ตลท. เตรียมว่าจ้างแต่งตั้งที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเพื่อมาศึกษาวิเคราะห์กระบวนการของระบบทำงาน รวมถึงเทคโนโลยีของตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าเป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีการทำงานอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่ รวมถึงจะเชิญตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำของโลกมาเป็นที่ปรึกษาให้ความเห็นเกี่ยวกับระบบการทำงานของ ตลท. ว่ามีการทำงานด้านใดที่ควรปรับปรุงในอนาคต โดยหลังเซ็นสัญญาว่าจ้างแต่งตั้งที่ปรึกษาคาดว่าจะเริ่มทำงานได้ในช่วงต้นปี 2567 และผลการศึกษาจะออกมาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 

 

“ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันว่า สิ่งที่เราทำอยู่ในปัจจุบันไม่ได้แตกต่างกับมาตรฐานสากล แต่เราต้องดึงผู้เชี่ยวชาญให้มาช่วยวิเคราะห์ มาช่วยให้ข้อมูลกับที่เกี่ยวข้องว่าสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำมีความน่าเชื่อถืออย่างไรบ้าง”

 

ภากรกล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยถูกกระทบจากปัจจัยภายนอกค่อนข้างมาก เพราะไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจเป็น Open Economy ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก และพึ่งพิงทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวสูง โดยหากสถานการณ์ของโลกเริ่มคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นในปี 2567 ประกอบกับมีปัจจัยของนโยบายภาครัฐที่จะออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า รวมถึงความแข็งแกร่งของภาคธนาคารพาณิชย์ 

 

อีกทั้งไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศประมาณ 2.40 แสนล้านดอลลาร์ และมีหนี้สาธารณะต่อ GDP สัดส่วน 62.5% ซึ่งไทยมีสถานการณ์เศรษฐกิจที่ดีกว่ามากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ หลังจากช่วงโควิด-19 ซึ่งมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงการระดมทุน IPO ในตลาดหุ้นไทยยังติด Top 10 ในเอเชีย และ Top 2 อาเซียน ดังนั้น จึงมองว่าธุรกิจจะไม่มีปัญหาในด้านแหล่งเงินลงทุน ซึ่งหากเศรษฐกิจกลับมาเจริญเติบโตดีขึ้น และ บจ. สามารถขยายกิจการได้ มีการจ้างงานในระบบที่เพิ่มขึ้น มีความเชื่อว่าเศรษฐกิจและดัชนีตลาดหุ้นไทยก็มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นเร็ว

 

ด้าน ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยในปี 2567 จะมีเครื่องจักรใหญ่ 3 ประเด็นที่จะเข้ามาขับเคลื่อนที่ต้องติดตาม คือ 

  1. การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2567 ที่คาดว่าจะเริ่มมีเม็ดเงินเข้ามาในเดือนพฤษภาคมปีหน้า จากในปี 2566 ที่ถูกนำมาเบิกจ่ายไม่ทัน 
  2. ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวจีนกลับมาสัดส่วนประมาณ 80% ของช่วงก่อนโควิด-19 ระบาดแล้ว ขณะที่จีนฟื้นตัวกลับมาเพียง 40% ของช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด โดยต้องจับตาดูข้อมูลต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2567 
  3. แนวโน้มเงินเฟ้อที่เริ่มลดลงจะเป็นปัจจัยหนุนให้ บจ. มีต้นทุนในการดำเนินงานที่ลดลง

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยง ให้ติดตามปัจจัยเกี่ยวกับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เนื่องจากปัจจุบันนักลงทุนมีความคาดหวังสูงเกินไปหรือไม่ และคาดว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ยลงในการประชุมเดือนมีนาคมปีหน้า แม้ยังไม่เคยส่งสัญญาณว่าจะเริ่มลดดอกเบี้ยลง รวมทั้งประเด็นปัญหาด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ว่าจะขยายวงความขัดแย้งหรือไม่ และสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อาจขยับสูงขึ้นจากปัญหาสงคราม



“ภาพใหญ่มองว่าด้านปัจจัยพื้นฐานมีภาพที่ดูดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงในด้านนโยบายของ Fed กับราคาน้ำมัน”

 

สำหรับการมีกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund: Thai ESG) ที่เริ่มเปิดขายตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ยังรอติดตามผลว่าจะสร้างความคึกคักกับตลาดหุ้นไทยได้มากหรือน้อยอย่างไร เพราะมีระยะเวลาในการขายที่ค่อนข้างสั้น แต่เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มวอลุ่มซื้อ-ขายได้บ้าง

 

ภาวะตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ย. ร่วง 17.3%

 

สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 SET Index ปิดที่ 1,380.18 จุด ปรับลดลง 0.1% จากเดือนก่อนหน้า โดยปรับลดลง 17.3% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า โดยในเดือนพฤศจิกายน 2566 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มการเกษตรและอาหาร และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ขณะที่ในเดือนพฤศจิกายน 2566 มูลค่าการซื้อ-ขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 45,804 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 28.9% โดยมูลค่าการซื้อ-ขายเฉลี่ยต่อวันใน 11 เดือนแรกของปี 2566 อยู่ที่ 54,399 ล้านบาท ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิเป็นเดือนที่ 10 โดยในเดือนพฤศจิกายน 2566 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 21,132 ล้านบาท 

 

อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อ-ขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ขณะที่มี Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 อยู่ที่ระดับ 16.2 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.0 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 18.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.6 เท่า 

 

อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2566 อยู่ที่ระดับ 3.25% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.43%

The post ตลท. จ่อจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศวิเคราะห์มาตรฐานระบบงาน ลุยสร้างความเชื่อมั่นผู้ที่เกี่ยวข้อง คาดรู้ผลการศึกษาเดือน ก.พ. 67 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ’ ไม่ปรับเกณฑ์ Short Selling ยันไม่ใช่ตัวการทำหุ้นไทยร่วงหนักกว่าตลาดอื่น และไม่พบการทำ Naked Short https://thestandard.co/sec-set-not-adjusting-short-selling-measure/ Fri, 10 Nov 2023 02:14:47 +0000 https://thestandard.co/?p=864233 ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ

วานนี้ (9 พฤศจิกายน) พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนัก […]

The post ‘ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ’ ไม่ปรับเกณฑ์ Short Selling ยันไม่ใช่ตัวการทำหุ้นไทยร่วงหนักกว่าตลาดอื่น และไม่พบการทำ Naked Short appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ

วานนี้ (9 พฤศจิกายน) พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมแถลงและเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมขายชอร์ต (Short Selling) ที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทย รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ Algo Trading เพื่อช่วยในการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ 

 

จากการตรวจสอบและพิจารณาข้อมูลโดย ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า การซื้อ-ขายหลักทรัพย์ที่เกิดจาก Short Selling รวมทั้งการใช้ Algo Trading ของนักลงทุนบางกลุ่ม ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรงกว่าตลาดหุ้นประเทศอื่นๆ และยืนยันว่าไม่พบการทำ Naked Short Selling หรือการที่นักลงทุนขายหุ้นโดยไม่ได้เตรียมหุ้นไว้ก่อน หรือยืมหุ้นมาไว้ก่อน ซึ่งเป็นธุรกรรมที่ผิดกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 

 

หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยเป็นขาลงต่อเนื่อง จนดัชนี SET ติดลบราว 15% ในปีนี้ ทำให้เกิดคำถามในแวดวงการลงทุนขึ้นมาว่า เป็นผลจากการ Short Selling, Naked Short Selling หรือการใช้ Algo Trading หรือไม่ 

 

พรอนงค์กล่าวว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นล่าสุดเกี่ยวกับการ Short Selling คือ เกาหลีใต้ประกาศสั่งห้าม Short Selling ชั่วคราว ในรายละเอียดจะเห็นว่าเป็นการสั่งห้ามเพื่อใช้เวลาในการสอบทานเกี่ยวกับการทำ Naked Short Selling ที่ผิดกฎหมาย แต่ในส่วนของเราไม่จำเป็นต้องสั่งห้าม เพราะมีการสอบทานในเรื่องนี้อยู่แล้ว 

 

“โดยปกติหากการทำ Short Selling ไปชี้นำราคาหรือทุบหุ้น จะมีการกำกับดูแลในส่วนนี้อยู่แล้ว และจากงานวิจัยก่อนหน้านี้จะเห็นว่า การทำ Short Selling มีความสัมพันธ์น้อยมากกับการที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมาก”

 

ขณะที่การใช้ Algo Trading หรือการใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการส่งคำสั่งซื้อ-ขายโดยอัตโนมัติ เป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นในตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 35% ของมูลค่าซื้อ-ขายทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่แล้ว Algo Trading ประมาณ 90% ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้การส่งคำสั่งซื้อ-ขายมีประสิทธิภาพมากขึ้น มากกว่าการใช้เพื่อวางกลยุทธ์ทำกำไร

 

“วันนี้เรามาให้ความมั่นใจด้วยข้อมูล เราไม่อยากให้การไหลของเงินลงทุนมาจาก Sentiment ที่ไม่เหมาะสม เช่น ข่าวลือ หรือการพูดเพื่อให้เกิดกรอบแนวคิดที่ผิดไปจากความเป็นจริง การจะบอกว่า Short Selling ทำให้ราคาหุ้นโดนทุบ หรือฝรั่งใช้ Algo Trading ทุบตลาด มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนความเชื่อเหล่านี้หรือไม่ ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดเผยข้อมูลในมือมากขึ้น”

 

ภากรกล่าวว่า ปัจจุบันมูลค่าของการ Short Selling ไม่ได้เพิ่มขึ้น แม้จะมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อ-ขายรวมที่เพิ่มขึ้น สาเหตุที่สัดส่วนเพิ่มขึ้นนั้นเพราะมูลค่าการซื้อ-ขายในตลาดลดลงไปประมาณ 30% 

 

ส่วนการปรับเกณฑ์เกี่ยวกับ Short Selling เช่น การปรับมาใช้ Uptick Rule หรือการกำหนดให้ขายชอร์ตได้ที่ราคาสูงกว่าราคาซื้อ-ขายสุดท้าย อย่างที่เคยนำมาใช้ในช่วงโควิด การใช้มาตรการดังกล่าวจะต้องมีเหตุผลเพียงพอ ไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของตลาดทุนในช่วงสั้นๆ ได้ เว้นแต่ว่าจะมีเหตุการณ์ที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเข้ามากระทบต่อตลาด

 

มีอีกความเชื่อหนึ่งว่า การซื้อ-ขายที่เรียกว่า High-Frequency Trading (HFT) ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นอย่างมาก แท้จริงแล้ว HFT มีสัดส่วนเพียง 10% ของมูลค่าการซื้อ-ขายทั้งหมด ขณะที่ Program Trading ที่ไม่ใช่ HFT มีสัดส่วนราว 24% เพราะฉะนั้นไม่สามารถพูดได้ว่าสัดส่วน 10% สามารถควบคุมตลาดได้

 

นอกจากนี้ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการผิดนัดชำระหนี้ของหุ้น JKN จนนำไปสู่การยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ภากรมองว่าเป็นเหตุการณ์เฉพาะบริษัท และยังคิดว่าความเสี่ยงจะลุกลาม อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น สภาพคล่องน้อยลง นักลงทุนมีทางเลือกอื่นๆ มากขึ้น ทำให้การระดมทุนในปัจจุบันอาจจะยากขึ้นกว่าช่วงดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องสูง

The post ‘ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ’ ไม่ปรับเกณฑ์ Short Selling ยันไม่ใช่ตัวการทำหุ้นไทยร่วงหนักกว่าตลาดอื่น และไม่พบการทำ Naked Short appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ตลท. – FETCO – สมาคมนักวิเคราะห์’ ประสานเสียงเชิงบวก หวังแก้ ‘วิกฤตศรัทธาหุ้นไทย’ https://thestandard.co/crisis-of-faith-in-thai-stocks/ Wed, 08 Nov 2023 11:38:36 +0000 https://thestandard.co/?p=863743 ภากร-กอบศักดิ์-ไพบูลย์

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ดัชนี SET […]

The post ‘ตลท. – FETCO – สมาคมนักวิเคราะห์’ ประสานเสียงเชิงบวก หวังแก้ ‘วิกฤตศรัทธาหุ้นไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภากร-กอบศักดิ์-ไพบูลย์

ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ดัชนี SET ติดลบ 15.6% ทำให้หุ้นไทยได้ชื่อว่าเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนติดลบมากที่สุดในบรรดาดัชนีตลาดหุ้นหลักของโลก จากการจัดอันดับของ Investing.com

 

ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซึ่งมีสัดส่วนในมูลค่าการซื้อ-ขายมากที่สุดในปีนี้ราว 52% เทขายหุ้นไทยมาต่อเนื่อง 9 เดือนติดต่อกัน และช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนก็ยังเทขายต่อเนื่องอีก 2.3 พันล้านบาท ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยไปแล้ว 1.75 แสนล้านบาท สวนทางกับปีก่อนที่เป็นฝ่ายซื้อสุทธิ 2.02 แสนล้านบาท 

 

หุ้นไทยที่อ่อนแอกว่า (Underperform) ตลาดหุ้นอื่นๆ ทำให้เริ่มเกิดการตั้งคำถามว่า ในเวลานี้นักลงทุนกำลังหมดความเชื่อมั่นต่อหุ้นไทยจนกลายเป็นวิกฤตศรัทธาหรือไม่

 

ทำไมหุ้นไทย Underperform?

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยในปีนี้อ่อนแอกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ 

 

  1. ดัชนีหุ้นไทยมาจากฐานที่สูงเมื่อปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่ผลตอบแทนของหุ้นไทยแข็งแกร่ง (Outperform) กว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ ส่งผลให้ผลตอบแทนของหุ้นไทยปีนี้ไม่ได้ฟื้นตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับหลายตลาด
  2. นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นจากกรณีของหุ้น MORE และ STARK 
  3. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย

 

สัดส่วนการถือครองหุ้นไทยเทียบกับมูลค่าตลาดของนักลงทุนต่างชาติยังคงอยู่ที่ราว 29% เท่ากับเมื่อปีก่อน สะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติที่เป็นกลุ่ม Passive Fund ซึ่งเน้นลงทุนระยะยาว ยังคงถือหุ้นไทย แต่กลุ่มที่ออกไปคือนักลงทุนที่เน้นการลงทุนระยะสั้น

 

“กรณีของหุ้น MORE และ STARK ทำให้เรากลับมาปรับปรุงระบบ วิธีการทำงาน การกำกับการซื้อ-ขาย และการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน รวมทั้งการทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับตลาดทุนไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า”​

 

ภากรกล่าวต่อว่า สิ่งที่เราเห็นได้ชัดในตลาดหุ้นไทยปีนี้คือ ผลตอบแทนของแต่ละอุตสาหกรรมไม่ได้ไปในทางเดียวกัน หรือเป็นลักษณะของ K-Shaped จะเห็นว่าหุ้นในกลุ่ม SETHD และกลุ่ม SETTHSI ค่อนข้าง Outperform กว่า SET อย่างมาก ขณะที่บางอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยี และธนาคาร สามารถฟื้นตัวได้ดีกว่า

 

​อย่างไรก็ดี ในปีหน้าหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกจากการที่ไทยเป็นไม่กี่ประเทศที่ถูกคาดหมายว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ราว 3% หนุนจากการท่องเที่ยวและการค้าขายระหว่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนไทยมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศราว 32% 

 

ทั้งนี้ หุ้นที่มีธุรกิจที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมใหม่จะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสที่ดีสำหรับการลงทุน ได้แก่ 1. อาหารรูปแบบใหม่ เช่น Plant-Based, 2. ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น Digital Nomad และ Wellness, 3. ความยั่งยืน เช่น พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า และ 4. เศรษฐกิจใหม่ เช่น ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

 

FETCO เผยความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ในเกณฑ์ ‘ซบเซา’ 

 

กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาพบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 76.87 ลดลง 31.5% จากเดือนก่อนหน้า ลงมาอยู่ในเกณฑ์ซบเซา โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนบุคคลและกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ส่วนนักลงทุนสถาบันและต่างชาติยังอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว 

 

ทั้งนี้ หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุดจากการสำรวจความเห็นคือ พลังงานและสาธารณูปโภค ส่วนหมวดที่ไม่น่าสนใจมากที่สุดคือ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

 

‘กอบศักดิ์’ ไร้กังวลเศรษฐกิจโลกชะลอ

 

กอบศักดิ์กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกโดยรวมว่า ไม่น่ากังวลแล้ว หลังจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ใกล้จบ ขณะที่ดอกเบี้ยของไทยเข้าสู่จุดสมดุล และในปีหน้าจะเริ่มได้ยินความเห็นจากประเทศต่างๆ เกี่ยวกับการเริ่มต้นลดดอกเบี้ย

 

“ตอนนี้ไม่กังวลใจกับเศรษฐกิจมหภาคแล้ว แต่สิ่งที่ยังมองไม่ทะลุคือภาวะสงคราม แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ราคาน้ำมันที่ไม่ปรับขึ้นแม้ว่าจะมีสงครามต่อเนื่อง อาจสะท้อนความเห็นของผู้คนที่ว่า สงครามไม่น่าจะขยายวงกว้าง แต่เรื่องนี้ก็ต้องดูต่อไปเพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดเดาได้”

 

ก่อนหน้านี้ความกังวลต่อเศรษฐกิจมหภาคสะท้อนอยู่ในตัวเลขการส่งออกที่ชะลอตัวมาต่อเนื่อง และตัวเลขภาคการผลิตที่หดตัว แต่ล่าสุดเริ่มเห็นตัวเลขการส่งออกและการผลิตเริ่มทรงตัวได้แล้ว 

 

“ปัจจุบันเงินทุนกำลังเคลื่อนย้ายมาสู่ไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น EV ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจในภูมิภาคคึกคักขึ้นอย่างมากในอีก 5 ปีข้างหน้า เพียงแต่ในช่วงสั้นเราต้องพยายามรักษาตัวให้รอด”

 

กอบศักดิ์กล่าวต่อว่า ความเสี่ยงเรื่องภาวะถดถอย (Recession) ของเศรษฐกิจโลก ยังมีความกังวลใจอยู่ค่อนข้างมากในฝั่งของยุโรป แต่ในฝั่งของสหรัฐฯ แม้เศรษฐกิจจะเริ่มชะลอตัวลงแต่ไม่น่าจะลงลึก ทำให้การส่งออกของไทยน่าจะประคองตัวไปได้

 

FETCO เตรียมชงรัฐบาลต่ออายุ SSF ปรับเกณฑ์กองทุนระยะยาว

 

นอกจากนี้ กอบศักดิ์เปิดเผยว่า เตรียมเข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับการต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ซึ่งจะหมดอายุในปี 2567 รวมทั้งนำเสนอกองทุนรูปแบบใหม่เพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาว เช่น กองทุนด้าน ESG 

 

“นอกจากต่ออายุกองทุน SSF ก็จะเสนอให้ทบทวนเงื่อนไขการลงทุนให้ง่ายขึ้น อย่างเรื่องระยะเวลาถือครอง 10 ปี รวมทั้งถอดประสบการณ์จากกองทุน LTF ในอดีตซึ่งเป็นที่นิยม” 

 

‘ไพบูลย์’ คาดกำไร บจ. ไทย ปี 2567 ฟื้น 10% 

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) กล่าวว่า จุดกลับตัวของ Fund Flow กลับมายังตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นในกลุ่ม Emerging Market จะเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนเห็นพ้องกันว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ผ่านจุดพีคอย่างแน่นอนแล้ว และเมื่อเริ่มมีการคาดการณ์กันว่าจะเริ่มเห็นการลดดอกเบี้ยเมื่อใด จะเริ่มเห็นแรงกระเพื่อมในตลาดหุ้นตามมา 

 

“Fund Flow จะไหลกลับเข้าตลาดหุ้นเร็วแค่ไหน อาจจะต้องรอถึงต้นปีหน้า แต่ฝั่งของแรงขายไม่มากแล้ว และปัจจัยต่างๆ น่าจะสะท้อนไปอยู่ในราคาหุ้นค่อนข้างมากแล้ว วันนี้รอว่าจะฟื้นได้เมื่อไรแค่นั้น”​

 

ส่วนหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงรุนแรงกว่าตลาดอื่นๆ ไพบูลย์มองว่า สิ่งที่ขาดหายไปคือเม็ดเงินลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังไม่มั่นใจต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่ก็เริ่มเห็นความเชื่อมั่นที่ค่อยๆ ฟื้นตัว หลังจากที่รัฐบาลเริ่มรับฟังความเห็นและมีแนวโน้มจะปรับรูปแบบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

สำหรับหุ้นไทยในปีหน้ามีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่น่าจะเติบโตได้อย่างน้อย 10% จากปีนี้ ตามทิศทางการฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนโดยเฉลี่ยใน Emerging Market ที่ประเมินกันไว้ที่ระดับ 15% 

 

“ตอนนี้เงินเริ่มไหลกลับมายัง Emerging Market หลังจากที่ไหลเข้าไปพักใน Money Market Funds ค่อนข้างมาก แต่เงินทุนเหล่านี้จะเริ่มกลับเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง”​

 

ส่วนความกังวลเรื่องสงคราม จากสถิติในอดีตของกว่า 10 เหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1979 จะเห็นว่าตลาดหุ้นใช้เวลาปรับตัวจากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุดเฉลี่ย 16 วันทำการ และดัชนีหุ้นโดยเฉลี่ยลดลงลึกสุด 6.3% ซึ่งสงครามอิสราเอล-ฮามาสล่าสุดดัชนีหุ้นลดลงมา 6% และเริ่มฟื้นตัวได้ 

 

ทั้งนี้ จากการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของดัชนี SET จะเห็นว่า ที่ระดับ 1,400 จุดเป็นระดับที่ต่ำเกินไป ทั้งในมุมของ P/BV ที่ 1.3 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย -1SD และหากอิงจากความเห็นของนักวิเคราะห์โดยเฉลี่ย มูลค่าที่เหมาะสมของดัชนี SET จะอยู่ที่ราว 1,700 จุด

The post ‘ตลท. – FETCO – สมาคมนักวิเคราะห์’ ประสานเสียงเชิงบวก หวังแก้ ‘วิกฤตศรัทธาหุ้นไทย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ซีอีโอเข้าชิงรางวัล SET Awards ประจำปี 2566 เตรียมประกาศผล 21 พ.ย. นี้ https://thestandard.co/10-ceos-set-awards-2566/ Thu, 19 Oct 2023 08:49:28 +0000 https://thestandard.co/?p=856458 10 ซีอีโอ ชื่อดัง เข้าชิง SET Awards 2566

SET Awards ปี 2566 พบ 10 ซีอีโอดังร่วมชิงรางวัล และอีกเ […]

The post 10 ซีอีโอเข้าชิงรางวัล SET Awards ประจำปี 2566 เตรียมประกาศผล 21 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ซีอีโอ ชื่อดัง เข้าชิง SET Awards 2566

SET Awards ปี 2566 พบ 10 ซีอีโอดังร่วมชิงรางวัล และอีกเกือบ 130 บริษัทเข้าชิงรางวัลสาขา Business Excellence และ Sustainability Excellence ประกาศผลวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ 

 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดงาน SET Awards ครบรอบ 20 ปี ภายใต้แนวคิด ‘Benchmark of Excellence’ ตอกย้ำการเป็นรางวัลแห่งมาตรฐานสู่ความเป็นเลิศ เพื่อยกระดับตลาดทุนไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มี 10 ซีอีโอเข้าชิงรางวัล CEO Awards และ 79 บริษัทเข้าชิงกลุ่มรางวัล Business Excellence และ 50 บริษัทเข้าชิงกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence สะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการดำเนินธุรกิจที่มีศักยภาพและโดดเด่น ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูงในปัจจุบัน ควบคู่กับการให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน และเป็นองค์กรต้นแบบในภาคตลาดทุน พร้อมประกาศผลและมอบรางวัลวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ และวารสารการเงินธนาคาร จัดงานประกาศผลและมอบรางวัล SET Awards ต่อเนื่อง โดยในปีนี้ครบรอบปีที่ 20 ภายใต้แนวคิด ‘Benchmark of Excellence’ สะท้อนการเป็นรางวัลแห่งมาตรฐานสู่ความเป็นเลิศ เพื่อยกระดับตลาดทุนไทย ขับเคลื่อนความสำเร็จ และนำไปสู่ความยั่งยืนให้ตลาดทุนไทยในทุกมิติ พร้อมประกาศเกียรติคุณบริษัทจดทะเบียน, บริษัทหลักทรัพย์, บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน, บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน, ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และผู้บริหารสูงสุดของบริษัทจดทะเบียนที่มีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ 

 

“SET Awards จัดขึ้นเพื่อยกย่องบริษัทที่โดดเด่นทั้งศักยภาพทางธุรกิจและความยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องเจอกับปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเป็นองค์กรต้นแบบแก่บริษัทอื่นๆ ในการพัฒนาคุณภาพองค์กร สร้างนวัตกรรม สร้างผลประกอบการที่ดี ควบคู่การดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environment, Social, Governance: ESG) นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน ‘To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone’

 

“สำหรับ SET Awards ปีนี้ มีผู้บริหารสูงสุด 10 ท่านเข้าชิงรางวัล CEO Awards และ 79 บริษัทผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายและเข้าชิงในกลุ่มรางวัล Business Excellence และ 50 บริษัทในกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence” ภากรกล่าว 

 

สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ผู้ร่วมก่อตั้งรางวัล SET Awards และหนึ่งในคณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า รางวัล SET Awards ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนบริษัทสมัครเข้าชิงรางวัลต่างๆ เพิ่มขึ้นทุกปีทั้ง 2 กลุ่มรางวัล แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของรางวัล SET Awards ที่ได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในตลาดทุน ซึ่งเชื่อว่ารางวัล SET Awards จะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญให้บริษัทในทุกภาคส่วนพัฒนาความเป็นเลิศทางด้านธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาความยั่งยืนในทุกมิติต่อไป 

 

คณะทำงานผู้ทรงคุณวุฒิในการตัดสินรางวัล SET Awards 2023 ได้แก่ 

 

  • ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ 
  • เสรี จินตนเสรี             
  • สันติ วิริยะรังสฤษฎ์ 
  • ยุทธ วรฉัตรธาร 
  • ภัทรียา เบญจพลชัย 
  • ธีรนันท์ ศรีหงส์  
  • ภากร ปีตธวัชชัย              
  • แมนพงศ์ เสนาณรงค์  
  • ศรพล ตุลยะเสถียร 
  • อำนวย จิรมหาโภคา เลขานุการคณะทำงาน 

 

รางวัล SET Awards ในปีนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มรางวัล ได้แก่ กลุ่มรางวัล Business Excellence สำหรับบริษัทที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจ การจัดการภายใน ที่ก่อให้เกิดการสร้างนวัตกรรมภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงธุรกรรมทางการเงินในตลาดทุนที่โดดเด่น ประกอบด้วย 8 รางวัล ได้แก่ 

 

  1. Best CEO Awards และ Young Rising Star CEO Awards 
  2. Best Company Performance Awards 
  3. Best REIT Performance Awards 
  4. Deal of the Year Awards 
  5. Best Investor Relations Awards 
  6. Best Innovative Company Awards 
  7. Best Securities Company Awards 
  8. Best Asset Management Company Awards 

 

และกลุ่มรางวัล Sustainability Excellence สำหรับบริษัทที่มุ่งสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย 2 รางวัล ได้แก่ 

 

  1. Sustainability Awards 
  2. Supply Chain Management Awards 

 

ที่สำคัญยังมีรางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จ SET Awards of Honor สำหรับบริษัทหรือบุคคลที่สามารถรักษาความยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป 

 

พิธีประกาศผลและมอบรางวัล SET Awards ประจำปี 2566 จะจัดขึ้นในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ตั้งแต่เวลา 14.30 น. เป็นต้นไป ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

The post 10 ซีอีโอเข้าชิงรางวัล SET Awards ประจำปี 2566 เตรียมประกาศผล 21 พ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เราจะคว้าโอกาสจากการลงทุนได้อย่างไร? หาคำตอบได้จากงานสัมมนา ‘KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024’ https://thestandard.co/kasset-investment-forum/ Mon, 11 Sep 2023 07:50:29 +0000 https://thestandard.co/?p=840036 KAsset Investment Forum

นับตั้งแต่ต้นปี 2566 ทั่วโลกมีแต่ความผันผวนเต็มไปหมด ทั […]

The post ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เราจะคว้าโอกาสจากการลงทุนได้อย่างไร? หาคำตอบได้จากงานสัมมนา ‘KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAsset Investment Forum

นับตั้งแต่ต้นปี 2566 ทั่วโลกมีแต่ความผันผวนเต็มไปหมด ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ และมิติของการลงทุน 

 

อย่างต้นปีมีเรื่องของอัตราเงินเฟ้อที่กำลังมาแรง ซึ่งก็มาตามนัด รวมถึงธนาคารของทั้งสหรัฐฯ และทั่วโลก ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราเร่ง เพื่อเป็นการแตะเบรกทางเศรษฐกิจ ทำให้เงินเฟ้อลดลง 

 

ถึงตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มดีขึ้นทั้งในแง่ของเงินเฟ้อหรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะไว้ใจได้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เราจะคว้าโอกาสจากการลงทุนได้อย่างไร?

 

คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานสัมมนา ‘KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024’ ซึ่งเปิดเวทีด้วย อดิศร เสริมชัยวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย หรือ KAsset และต่อด้วยการชวนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาค้นหาคำตอบรวมกันผ่านการพูดคุยใน 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ 

 

ECONOMIC TALK : A BIRD’S-EYE VIEW OF GLOBAL MARKET หรือมองเศรษฐกิจเมื่อโลกเปลี่ยน โดย

 

  • ดร.ภากร ปีตธวัชชัย – ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา – นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก 
  • วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์, CFA รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย

 

EXPERT TALK : STRATEGIES FOR PORTFOLIO RESILIENCE หรือปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน โดย

 

  • Tai Hui – Managing Director, Chief Market Strategist, Asia Pacific, J.P.Morgan Asset Management
  • Elaine Wu – Managing Director, APAC Head of Sustainable Investment Research, BlackRock Investment Institute
  • มทินา วัชรวราทร, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย

 

เหล่านี้จะกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เรารอดพ้นในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความผันผวน

 

KAsset Investment Forum

 

ภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับในแต่ละประเทศแกนหลักของโลกต่างก็ให้ภาพจังหวะการฟื้นตัวที่แตกต่างกัน โลกของการลงทุนจึงต้องปรับตัวให้ทันกับความท้าทายที่โลกต้องเผชิญใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 

 

  • การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) – ขั้วต่างๆ ในเศรษฐกิจโลกเริ่มแยกตัวออกจากกัน การกีดกันทางการค้าเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ประเทศใหญ่ๆ ไม่สานสัมพันธ์กันเหมือนเดิม 
  • ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างๆ (Uncertainty) – ซึ่งเกิดขึ้นในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ดอกเบี้ยในสหรัฐฯ สูงขึ้นอย่างรุนแรง แต่ในแง่ของ GDP ยังสามารถเติบโตได้ ทำให้นักวิเคราะห์ต่างๆ ยังสงสัยและตั้งคำถามว่า ทิศทางการพัฒนาที่ส่งผลถึงการลงทุนจะไปทางไหน 
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Heating) – เรื่องดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน สิ่งที่ต้องมองคือปัญหาเหล่านี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ไขได้อย่างไร 
  • สังคมสูงวัยขยายตัว (Silver Gen) – ซึ่งประชากรที่มีกำลังการผลิต (Productivity) เริ่มลดน้อยลง โลกจะอยู่แบบไหน และจะมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่เข้ามาช่วยในวันที่ผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น

 

“ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีโอกาส ซึ่งผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสนั้นก่อนย่อมได้เปรียบทางการแข่งขัน ในแง่ของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค และการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตร 3 ต่อ ทั้งต่อลูกค้า ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในที่สุด”

 

KAsset Investment Forum

 

สถานการณ์ในประเทศไทยในด้านการฟื้นตัวครั้งนี้ต่างกับการฟื้นตัวในครั้งก่อนๆ ค่อนข้างมาก เราได้ยินมาตลอดเรื่องการฟื้นตัวแบบ K-Shaped เบื้องต้นการส่งออกเทคโนโลยีเป็นตัวดึงที่ทำให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจ และช่วงหลังจากโควิดเบาลงก็มาจากการท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศที่เกิดขึ้นมาก

 

สิ่งสำคัญที่ต้องดูคือเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การฟื้นตัวอาจไม่เท่าเทียมกันในแต่ละอุตสาหกรรม บางอุตสาหกรรมฟื้นตัวสูง เช่น เทคโนโลยีและการเกษตร ขณะที่เรื่องภาคบริการ หรือพลังงาน และสถาบันการเงินอาจยังไม่ฟื้นตัวเร็วนัก ดังนั้นในอนาคตสิ่งที่สำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูล ดูตัวเลขรวมอาจไม่เห็นอะไรชัด แต่ถ้าดูตามอุตสาหกรรมจะเห็นความแตกต่างกัน

 

หลายคนอาจสงสัยว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างช้าๆ มาร่วม 10 ปีแล้ว ทำไมบริษัทจดทะเบียนไทยยังสามารถทำกำไรได้ดี ถ้ามาดูย้อนหลัง SET Index ในช่วง 10 ปีจะโตประมาณ 5-6% เป็น 2 เท่าของ GDP ปัจจัยหนึ่งที่พบคือ บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ มีสัดส่วนรายได้มากกว่า 30% มาจากต่างประเทศ เช่น การเกษตรและอาหารมีรายได้จากต่างประเทศถึง 81% 

 

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสจากการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่อหัวผ่านเรื่อง Health and Wellness ซึ่งไม่ใช่แค่การมาท่องเที่ยวแล้วกลับออกไป แต่เป็นการมาพักผ่อนพ่วงกับการรักษาสุขภาพด้วย 

 

อีกเรื่องหนึ่งคือความผันผวนในตลาดทุนโลก และทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งหากดอกเบี้ยนิ่งแล้วจะเป็นปัจจัยบวกสำหรับตลาดทุนไทยที่เงินทุนจะไหลกลับเข้ามา และที่มองข้ามไม่ได้เลยคือบริษัทที่เน้นเรื่อง ESG จะเป็นกระแสหลักในการลงทุนทั้งในตลาดทุนโลกและตลาดทุนไทย

 

KAsset Investment Forum

 

ถ้าเทียบเศรษฐกิจของโลกเป็นเรือในมหาสมุทร ในตอนนี้เราผ่านพายุไปแล้ว แต่ว่าทะเลก็ยังไม่เรียบ ยังมีคลื่นที่เข้ามากระทบ ขณะที่เรือยังมีรอยรั่ว โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สะสมมากขึ้น ทำให้ความสามารถของแต่ละประเทศในการใช้เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง เพราะฉะนั้นเลยปรับประมาณการของเศรษฐกิจโลกลดลงเหลือ 2.4% ซึ่งสะท้อนว่าปัญหายังค้างอยู่ในระดับหนึ่ง

 

สำหรับเศรษฐกิจจีนเป็นกรณีที่วิเคราะห์ค่อนข้างยาก ซึ่งในธนาคารโลกเองก็กำลังมีการถกเถียงและจับตาวิกฤตในจีน โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์จีนว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งหากจะเข้าใจจีนต้องดูย้อนหลังจะพบว่า จีนใช้อสังหาเป็นแรงดันเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งตอนนี้กำลังคลำหาเครื่องยนต์ใหม่ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

ตอนนี้จีนมีหนี้ที่สะสมมาค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าไปดูเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่จะพบว่ามีข้อจำกัดเยอะ เพราะมีรายรับที่น้อยลง ทำให้ไม่มีงบประมาณที่เข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจในทุกกลุ่มได้ 

 

ขณะเดียวกันสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้น่าสนใจว่าไทยเราจะมีโอกาสจากตรงไหนบ้าง ซึ่งถ้ามองไปที่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและ R&D แต่ก่อนไทยจะเน้นจากสหรัฐฯ แต่ตอนนี้ใช้ความรู้จากจีนมากขึ้น ชี้ถึงโอกาสของไทยระหว่าง 2 ตลาดที่ต้องทำตัวเป็น ‘ฮับ’ ซึ่งเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม 

 

ส่วนเรื่อง Global Heating หากถามว่าส่วนไหนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีภัยพิบัติและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตลอด รวมถึงประชาชนที่อยู่ในเมืองค่อนข้างเยอะ สำหรับไทยมีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นในการลงทุนเกี่ยวกับการปรับตัวให้เป็นไปตามสภาพอากาศ เช่น หากชีวิตเปลี่ยนไปจากภาวะโลกร้อน อย่างน้ำท่วมหรือคลื่นความร้อน ก็เปลี่ยนภาคเกษตรโดยการเปลี่ยนพืชที่ปลูกได้ รวมถึงปรับการใช้ชีวิตอย่างการสร้างถนนที่ระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว ประเมินแล้วว่าผลตอบแทนจากการลงทุนอาจอยู่ในระดับ 5-8% ซึ่งเงินลงทุนส่วนหนึ่งมาจากตลาดทุน แต่หลักๆ ต้องเป็นภาครัฐและเอกชนร่วมกัน โดยเน้นที่โครงการเกี่ยวกับน้ำ ซึ่งไทยยังมีโอกาสจากการคลังที่เอื้อ

 

KAsset Investment Forum

 

KAsset มองว่า เราเข้าสู่จุดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยแล้ว พี่ใหญ่ที่นำในรอบนี้อย่าง Fed น่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกสัก 1 ครั้งจนถึงสิ้นปีนี้แล้วก็จะหยุด และไม่คิดว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็ว ระยะต่อไปคิดว่า Fed น่าจะรอให้ดอกเบี้ยระดับสูงทำงานเยียวยาตัวเอง และช่วยกดเงินเฟ้อลงมาอีกสักพัก การจ้างงานก็จะมีการเพิ่มขึ้นในอีกสักพัก เศรษฐกิจจะนิ่งมากขึ้น ซึ่ง Fed จะดูทิศทางว่า 5.5% ในกระเป๋าเอาเศรษฐกิจอยู่ไหม ถ้าเอาไม่อยู่ก็จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทีในช่วงปีหน้า 

 

จากสถิติที่ผ่านมาในหลายๆ รอบ เมื่อ Fed หยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะเห็นว่าหลังจากนั้น 3-6 เดือน จะเกิดการ Returns ในแง่ Positive ประมาณ 7-15% ซึ่งเป็นช่วงที่ Returns สูงที่สุด เพราะว่าหลังจากนั้น 12 เดือนจะปรับเป็น 19% ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยนี่เป็นประมาณการที่มอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกรอบจะเป็นแบบนี้หมด แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น Fed เริ่มหยุดอัตราดอกเบี้ย ตลาดทุนก็จะตอบสนองในด้าน Positive ในช่วงนี้

 

ในปีหน้าเศรษฐกิจบางประเทศอาจจะติดลบบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นถดถอย โดยเศรษฐกิจที่จะเร่งตัวขึ้นก็มีจีนและอินเดีย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะดีทั้งหมด เศรษฐกิจที่เร่งตัวไม่สูงมาก เช่น สหรัฐฯ ก็อาจดีได้ เพราะปีหน้าเริ่มเห็นการโตอ่อนๆ แล้ว บางไตรมาสอาจโต 0.1 หรือติดลบ 0.1 ซึ่งไม่ได้กังวลมาก แต่ถ้ามองไปไกลๆ ที่ประเทศที่โตอ่อนๆ จะเร่งตัวในปี 2025 เช่น สหรัฐฯ จะโตได้ 1.9% ส่วนยุโรปได้อานิสงส์ เพราะจีนและสหรัฐฯ ไม่ค่อยคุยกันจึงโตได้ประมาณ 1-2%

 

สำหรับจีนโตได้ 5% แต่จะเห็นว่าแนวทางการโตได้ช้าลง เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจวันนี้บางมากๆ เช่น ลดอัตราดอกเบี้ยครั้งละเล็กน้อยซึ่งเป็นยาเบา หากเปรียบเศรษฐกิจจีนวันนี้เป็นต้นไม้ที่ช่วงก่อนหน้าตอนเร่งให้โตเยอะ ทำให้กิ่งและก้านไปกันคนละทิศทาง บางก้านได้ปุ๋ยมากก็ใบเขียว บางก้านได้น้อยก็ใบเหลือง วันนี้จึงต้องกลับมาพรวนดินกันใหม่ ใส่ปุ๋ยใหม่เพื่อทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืน 

 

ฉะนั้นจึงไม่คิดว่าเศรษฐกิจจีนจะมีการกระตุ้นอย่างร้อนแรง เพราะว่าบางอุตสาหกรรมต้องการเยียวยา การใส่ไปทั้งระบบอาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหินก็ควรชะลอตัว แต่ไปเร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อแข่งกับมหาอำนาจอื่นๆ เศรษฐกิจจีนจึงอาจโตได้แบบประคับประคอง 

 

ขณะเดียวกันทำไม ESG ถึงมีความสำคัญ บางคนอาจมองเป็นเรื่องของความเสี่ยง แต่วันนี้คู่ค้าทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ซึ่ง KAsset ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด และมองว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเรื่อง ESG ออกมาเพิ่มเติมอีก

 

KAsset Investment Forum

 

จากนี้ไปอีก 10 ปีข้างหน้าจะไม่เหมือนเดิม เพราะจากนี้เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับเงินเฟ้อ ขณะที่ดอกเบี้ยในยุคต่อไปไม่ใช่ 0-2% ส่วนเงินเฟ้อไม่ใช่ 2-3% แต่ว่าทั้ง 2 ส่วนจะสูงกว่านั้น จึงมี 3 ปัจจัยที่จะเข้ามาเปลี่ยนตลาดการเงินคือ 

 

  1. เราอยู่ในยุคที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเท่ากับตอนปี 1980 แต่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและ Resilience (ล้มและลุกได้เร็ว) เพราะว่าค่าจ้างปรับตัวขึ้นพร้อมเงินเฟ้อได้ และชาวอเมริกันยังมีงานทำ 
  2. ยุคที่เงินเฟ้อญี่ปุ่นเยอะกว่าเงินเฟ้อจีน โลกเริ่มกลับข้างและเรากำลังจับตามองว่า เมื่อค่าจ้างปรับขึ้น บริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่นจะสามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้หรือไม่ 
  3. มีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี และมีทางเลือกในการลงทุนที่มากขึ้น

 

อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคของ AI ซึ่งวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นแล้ว ต่อไปจะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรา ที่มองแบบนั้นเพราะ Generative AI เข้าใจมนุษย์ได้มากขึ้น แต่ก่อนใช้ในวงจำกัด แต่ตอนนี้คนธรรมดาใช้ AI ได้แล้ว ทำให้ไม่ใช่แค่บริษัทเทคที่ต้องลงทุนใน AI แต่บริษัทอื่นๆ ก็ต้องลงทุนเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ราคาของ AI อาจสูงเกินไป แต่ในระยะยาวจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่า

 

ในช่วงปีนี้จะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจค่อยๆ ลดลง และตัวเลขว่างงานจะเพิ่มขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องรักษาการลงทุนต่อไป เพราะในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก อย่างในช่วงที่ตลาดกำลังปรับฐานก็เป็นโอกาสซื้อสำหรับตลาดในสหรัฐฯ

 

ขณะที่ตลาดอินเดียถือเป็นตลาดที่น่าเสียดาย เพราะถ้าซื้อแล้วถือมาตั้งแต่ปี 2000 ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าสหรัฐฯ จีน ไทย และเอเชีย เพราะว่าในเชิงโครงสร้างของประเทศต่อไปจะเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตสูงที่สุดในเอเชีย การเติบโตของ GDP จะมากกว่า 5% ไปอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งหาได้ยากในประเทศอื่นๆ 

 

ที่สำคัญอินเดียยังผ่านวิกฤตและจบลงไปแล้วซึ่งรับมือได้ดี ขณะที่ PE ตอนนี้อยู่ที่ 19 เท่า ซึ่งเท่ากับตลาดหุ้น S&P แต่ยังมีโอกาสโตได้มากกว่าโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคาร และกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ราคาหุ้นจะไม่ได้ถูกลงก็ตาม แต่ควรมีในพอร์ตเพื่อไม่ให้นักลงทุนไทยพลาดโอกาสที่ดีไป

 

พอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมจึงควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1: Core Portfolio เน้นลงทุนระยะยาวแบบ Asset Allocation ประมาณ 70-80% ของพอร์ต โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนเพื่อจัดพอร์ตเองได้ หรือลงทุนในกองทุนผสม ซึ่งมีนโยบายกระจายการลงทุนในหลากหลายประเภทสินทรัพย์อยู่แล้ว เช่น K-GA, K-GINCOME, K-PLAN2, K-PLAN3 และ Wealth PLUS 

 

ส่วนที่ 2: Satellite Portfolio เน้นลงทุนระยะสั้นแบบจับจังหวะตลาด (Market Timing) ประมาณ 20-30% ของพอร์ต โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนได้ตามสถานการณ์การลงทุนในเวลานั้นเพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไร

 

KAsset Investment Forum

 

การที่สหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างเร็ว ซึ่งตอนนี้ขึ้นมา 5.5% แล้ว สิ่งที่เห็นคือยาแรงขนาดนี้ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ไม่เหมือนฝั่งยุโรปที่เห็นภาพชัดเจนว่ากำลังซื้อต่างๆ ลดน้อยถอยลงไป

 

ในสหรัฐฯ แม้ตอนนี้ดอกเบี้ยขึ้นก็จริง แต่ด้วยดอกเบี้ยบ้านที่ล็อกเรตไว้ ทำให้คนที่กู้ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับผลกระทบ โดยสัดส่วนของผู้ที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยที่ 3% หรือน้อยกว่ามีตัวเลขถึง 60% แต่สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ที่ยังไม่มีบ้านจะต้องจ่ายมากขึ้นจากดอกเบี้ย 7-8% ซึ่งจะไหวหรือเปล่า

 

ขณะที่ในแง่ของธุรกิจ ก่อนที่จะเข้าสู่ดอกเบี้ยขาขึ้น อาจจ่ายอัตราประมาณ 2% แต่หลังจากนี้อาจต้องจ่ายมากขึ้น สำหรับบริษัทที่มีเรตติ้งดีอาจจ่าย 4-5% ยังพอได้ แต่ถ้าเรตติ้งไม่ดีอาจขยับขึ้นไปถึง 10% ซึ่งต้องจับตามองโดยเฉพาะในปี 2024 ที่เงินกู้จะครบระยะเวลาพอดี ดังนั้นภาพรวมของเศรษฐกิจจึงอาจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่การเติบโตจะชะลอตัวลง 

 

สำหรับตลาดญี่ปุ่นที่มีสปอตไลต์ส่องไปเป็นเพราะตลาดกำลังคึกคัก ที่สำคัญคืออัตราเงินเฟ้อเริ่มมาหลังจากมีความเป็นห่วงเรื่องเงินฝืด ส่วนหนึ่งเพราะโควิด แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการขึ้นค่าแรง ทำให้ขึ้นราคาสินค้าได้ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่างๆ สูงขึ้นในด้วย 

 

ยังไม่นับว่าเงินสดในมือของบริษัทญี่ปุ่นที่มีมาก ทำให้ไปซื้อหุ้นคืนโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในการลงทุนก็มีมากไปด้วย การผลักดันธรรมาภิบาลกำลังเกิดดอกออกผล และการที่นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในบริษัทญี่ปุ่นน้อยเกินไป ทำให้ตลาดน่าสนใจ แต่การเข้าไปลงทุนไม่เหมือนเดิม ในอดีตอาจหาหุ้นถูกๆ เมื่อหวังว่าบริษัทจะมาซื้อหุ้นคืน แต่ตอนนี้ต้องพลิกมุมคิด เช่น รอดูว่าบริษัทไหนที่มีโอกาสเติบโตสูง หรือการทำกำไรที่มากขึ้นก็ค่อยเข้าไปลงทุน 

 

KAsset Investment Forum

 

เรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มองว่าเรื่องของเงินเฟ้ออาจไม่สูงขนาดนั้น แต่ต่อไปนี้ไม่แน่แล้ว เพราะการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีต้องมีการลงทุนต่างๆ ทำให้ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างประเทศจะทำให้ซัพพลายเชนต่างๆ ที่เห็นว่าราบรื่นจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว 

 

ในแง่ของโอกาสลงทุนแม้จะยังมีความผันผวน แต่ถ้าเลือกดีๆ วิเคราะห์ให้รอบด้านก็มีโอกาสในการลงทุนทั้ง Emerging Market หรือพันธบัตรต่างๆ 

 

ขณะเดียวกันอีกเทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นคือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้น หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งช่วงนี้จะต้องลงทุนหนักๆ จึงเป็นโอกาสให้กับหุ้นที่เกี่ยวข้องเช่นพลังงานสะอาด 

 

สำหรับตลาดจีนถ้ามองในแง่ของมูลค่าจะพบว่าปรับตัวลงมาประมาณหนึ่ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงเหมือนตะวันตก จึงมีโอกาสเข้าไปลงทุน แต่ก็มีประเด็นเช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบกระทั่งกับสหรัฐฯ ดูจะหนักมากขึ้น ที่อาจกระทบต่อการส่งออก แต่สิ่งที่สำคัญคือปัญหาความเชื่อมั่นที่เกิดจากผู้บริโภคไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ส่วนบริษัทต่างๆ ก็ไม่ได้ทุ่มเงินลงทุนเพราะรอดูท่าทีของรัฐบาล 

 

แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือรัฐบาลจีนมีกระสุนมากมายในมือที่พร้อมยิงออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คงไม่ได้สาดกระสุนเหมือนก่อนหน้านี้ คงเป็นการยิงที่วัดผลได้ ซึ่งจุดนี้จะสร้างโอกาสในการลงทุน ซึ่งนาทีนี้กลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ล้อไปกับเมกะเทรนด์ เช่น การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานอย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังตีตลาดไปทั่วโลก และยังมี AI ที่กำลังพัฒนาไปไกล

 

KAsset Investment Forum

 

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าช่วงเวลาที่เหลือในปี 2023 จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และส่งผลต่อปี 2024 อย่างไร การปรับพอร์ตให้รับมือกับความผันผวนได้เป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

The post ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เราจะคว้าโอกาสจากการลงทุนได้อย่างไร? หาคำตอบได้จากงานสัมมนา ‘KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. แก้เกณฑ์ เปิดทางให้ 10 ธุรกิจกลุ่ม BGC ขาย IPO ผ่านเกณฑ์มาร์เก็ตแคปได้ รับแผนยุทธศาสตร์ประเทศ มีผล 6 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/set-fixed-measure-opening-to-bgc-group/ Fri, 02 Jun 2023 11:59:04 +0000 https://thestandard.co/?p=798578 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศปรับเกณฑ์รับหุ้นขาย IPO ให้ระดมทุ […]

The post ตลท. แก้เกณฑ์ เปิดทางให้ 10 ธุรกิจกลุ่ม BGC ขาย IPO ผ่านเกณฑ์มาร์เก็ตแคปได้ รับแผนยุทธศาสตร์ประเทศ มีผล 6 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศปรับเกณฑ์รับหุ้นขาย IPO ให้ระดมทุนผ่านเกณฑ์มาร์เก็ตแคปได้ หวังหนุน 10 ธุรกิจในกลุ่ม BCG Model กำหนดเข้า SET ต้องมีมาร์เก็ตแคปไม่น้อยกว่า 7,500 ล้านบาท ส่วน mai มีมาร์เก็ตแคปไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท 

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) เพื่อสนับสนุนการเข้าจดทะเบียนของบริษัทที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการประกอบธุรกิจภายใต้โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG Model) เพื่อให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยขยายให้ครอบคลุมถึงบริษัทไทยขนาดกลางและบริษัทต่างประเทศขนาดใหญ่ที่มีการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย 

 

โดยไม่จำกัดเฉพาะบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นบริษัทที่มีรายได้จากการประกอบธุรกิจใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมที่กำหนด ได้แก่ การเกษตรและอาหารขั้นสูง, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, การต่อยอดทางการแพทย์และสุขภาพ, การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์, ยานยนต์สมัยใหม่, การบินและโลจิสติกส์, ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, หุ่นยนต์, และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถเข้าจดทะเบียนใน SET และ mai ได้ด้วยเกณฑ์มูลค่าหุ้นสามัญตามราคาตลาด (Market Capitalization Test) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งระดมทุนในตลาดทุนของบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต นำไปสู่การขยายตัวของเศรษฐกิจ   

 

สำหรับการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมี Market Capitalization ไม่น้อยกว่า 7,500 ล้านบาทสำหรับเข้าจดทะเบียนใน SET หรือ 2,000 ล้านบาทสำหรับเข้าจดทะเบียนใน mai และมีคุณสมบัติอื่นๆ ตามที่กำหนด สามารถยื่นคำขอเข้าจดทะเบียนใน SET และ mai ได้ โดยมีการกำหนดเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ จะกำหนดแนวทางในการพิจารณากลั่นกรองบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำหนด เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจรับหุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนต่อไป 

 

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและได้รับความเห็นชอบจาก​คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (คณะกรรมการ ก.ล.ต.) แล้ว ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2566 เป็นต้นไป 

The post ตลท. แก้เกณฑ์ เปิดทางให้ 10 ธุรกิจกลุ่ม BGC ขาย IPO ผ่านเกณฑ์มาร์เก็ตแคปได้ รับแผนยุทธศาสตร์ประเทศ มีผล 6 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมอง ‘เศรษฐกิจ-หุ้นไทย’ ของผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังการเลือกตั้ง 2566 https://thestandard.co/set-phakon-economy-thai-stocks/ Mon, 15 May 2023 06:23:59 +0000 https://thestandard.co/?p=790516 ภากร ปีตธวัชชัย

กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้สัมภาษ […]

The post เปิดมุมมอง ‘เศรษฐกิจ-หุ้นไทย’ ของผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังการเลือกตั้ง 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภากร ปีตธวัชชัย

กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ โดยระบุว่า ความชัดเจนทางการเมืองที่มากขึ้นหลังการเลือกตั้งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ให้ต่างชาติหันมาพิจารณาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย พร้อมย้ำเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ดีกว่าคาด

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Bloomberg โดยกล่าวถึงทิศทางอนาคตเศรษฐกิจไทยหลังการเลือกตั้งเมื่อ 14 พฤษภาคม 2566 ว่า “ผมรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ต้องการสิ่งใหม่และตอนนี้การเลือกตั้งได้สิ้นสุดไปแล้ว ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่คือการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเจริญเติบโตของประเทศไทยตามความมุ่งหวังของประชาชน” 

 

สำหรับคำถามที่ว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นสามารถเป็นไปได้หรือไม่ ภากรมองว่าหากเราย้อนดูประเทศไทยใน 20 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นตลอดช่วงเวลานั้นคือความแตกแยกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในรัฐบาลที่ไม่ไปในทางเดียวกัน ซึ่งหากรัฐบาลมีความมั่นคงมากขึ้น แนวโน้มที่เศรษฐกิจจะโตเร็วก็จะสูงขึ้นตามด้วย

 

ในส่วนของความมั่นใจนักลงทุน ภากรชี้ว่าหากมองจากองค์ประกอบเศรษฐกิจไทย เรามีทั้งภาคธุรกิจที่ทั้งทำได้ดีและไม่ค่อยดีนัก โดยในช่วง 2 ปีก่อน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยเราเป็นแบบ K-Shaped หมายความว่าศักยภาพในการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากันในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศ โรงพยาบาล และธุรกิจร้านอาหาร เป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้ดี แต่ปัจจุบันเราเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นโดยภาพรวม และหลายฝ่ายก็คาดหวังสูงกับเศรษฐกิจไทยปีนี้ 

 

ดังนั้นภากรจึงมองว่าไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่การเติบโตทางเศรษฐกิจมีศักยภาพที่จะทำได้ดีกว่าเกินกว่าคาด ที่อาจเรียกความสนใจในการลงทุนได้

 

สำหรับฝั่งของหุ้นไทยที่มีผลการดำเนินงานย่ำแย่ที่สุดในอาเซียนนับตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึงปัจจุบัน ภากรเชื่อว่าจากการฟื้นตัวที่ดีขึ้นในภาพใหญ่ของหลายๆ อุตสาหกรรม และความชัดเจนทางการเมืองที่มากขึ้นหลังการเลือกตั้ง จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ให้ต่างชาติหันมาพิจารณาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย จากสภาพแวดล้อมที่เอื้อและมั่นคงต่อการลงทุนมากขึ้น

 

ซึ่งในปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าจะได้เห็นหุ้น IPO เกิดขึ้นหลายตัว จากสถิติใน 5 ปีที่ผ่านมาที่ตลาด IPO ไทยมีสภาพคล่องที่ค่อนข้างสูง โดยเฉลี่ยเงินใหม่ที่ไหลเข้ามาแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 3-4 พันล้านดอลลาร์ และปีนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ หวังว่าจะมีหุ้น IPO เกิดขึ้นมากกว่า 40 ตัว ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของจำนวน IPO ที่ผ่านมาในแต่ละปี แต่ในปีนี้ส่วนมากหุ้น IPO จะมาจากบริษัทที่มีขนาดเล็กลงมาเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


อ้างอิง:

The post เปิดมุมมอง ‘เศรษฐกิจ-หุ้นไทย’ ของผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ หลังการเลือกตั้ง 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น DELTA เป็นเหตุ! ตลท. ศึกษาแผนออกเกณฑ์ใหม่ หวังคุมราคาหุ้นสะท้อน ‘ดีมานด์-ซัพพลาย’ ที่แท้จริงมากขึ้น https://thestandard.co/set-study-plan-to-issue-new-criteria/ Tue, 04 Apr 2023 15:36:26 +0000 https://thestandard.co/?p=773013 ตลท. ออกเกณฑ์ใหม่

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย อยู่ระหว่างศึกษาการออกกฎเกณฑ์ใหม่เพ […]

The post หุ้น DELTA เป็นเหตุ! ตลท. ศึกษาแผนออกเกณฑ์ใหม่ หวังคุมราคาหุ้นสะท้อน ‘ดีมานด์-ซัพพลาย’ ที่แท้จริงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. ออกเกณฑ์ใหม่

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย อยู่ระหว่างศึกษาการออกกฎเกณฑ์ใหม่เพิ่ม เพื่อทำให้หุ้นในตลาดสะท้อน ‘ดีมานด์-ซัพพลาย’ ที่แท้จริงมากขึ้น แต่ขอยังไม่เปิดเผยรายละเอียด ขอศึกษาให้รอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบภาพรวม ด้าน ‘ก้องเกียรติ’ เสนอให้ถอดหุ้น DELTA ออกจาก SET50-SET100 เหตุมี Valuation สูงผิดปกติ

 

ก่อนหน้านี้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเตือนผู้ลงทุนให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและระมัดระวัง ก่อนเข้าซื้อขายในหลักทรัพย์หุ้น DELTA จากการติดตามสภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA อย่างต่อเนื่อง พบว่าในวันที่ 30 มีนาคม 2566 ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก จนมาปิดที่ระดับสูงสุด (New All Time High) ที่ 1,100 บาท มูลค่าซื้อขายสูงเป็นอันดับ 1 ที่ 5,871 ล้านบาท ด้วยค่า P/E ที่ 89.42 เท่า และ P/BV ที่ 25.09 เท่า 

 

โดยในช่วงหลังปิดการซื้อขาย DELTA ชี้แจงสารสนเทศผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วว่ายังไม่มีพัฒนาการใดสำคัญที่ยังไม่ได้เปิดเผย ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ผู้ลงทุนพิจารณาข้อมูลปัจจัยพื้นฐาน ความเสี่ยง และสารสนเทศที่เปิดเผยผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อขาย ขณะที่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2566 พุ่งขึ้นไปทำปิดที่ New All Time High อีกครั้งที่ 1,142 บาท 

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างพิจารณาศึกษาการออกกฎเกณฑ์ใหม่ รวมถึงวิธีการใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อทำให้ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ สะท้อน (Reflect) ดีมานด์และซัพพลายที่แท้จริงมากขึ้น และเพื่อให้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในลักษณะแบบนี้เกิดได้ยากขึ้น โดยปัจจุบันมีการศึกษาอยู่ในหลายแนวทาง

 

สำหรับกรอบเวลาในการได้ข้อสรุปในการออกกฎเกณฑ์ใหม่ๆ ดังกล่าว ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจน เพราะยังอยู่ในช่วงของการศึกษา รวมทั้งยังต้องทำงานร่วมกับหลายฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้อง อีกทั้งต้องดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ภาพรวมของทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถูกผลกระทบไปด้วย จากประเด็นที่เกิดขึ้นจากหุ้นเพียง 1 บริษัท 

 

“ตอนนี้กำลังดูวิธีหรือกฎเกณฑ์ใหม่อยู่ หากมี Solution ออกมาก็จะทำการ Market Hearing กันต่อไป จริงๆ แล้วเมื่อหลายปีก่อนก็เคยมีปัญหาหุ้นขนาดใหญ่บางบริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นจากหุ้นละ 10 บาท เป็น 100 บาท ภายในสัปดาห์เดียวมาแล้ว ดังนั้นเราต้องหาวิธีการแก้ไขในอนาคตให้ดีขึ้นมากกว่า ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่หน่วยงานเดียวที่สามารถประกาศกฎเกณฑ์ได้ทันที เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งผู้ร่วมตลาด นักลงทุน รวมถึงหน่วยงานกำกับด้วย หากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง”

 

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า ในอดีตมีหุ้นที่มีลักษณะคล้ายกับหุ้นของ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) คือหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ซึ่งมี Free Float ที่ต่ำเพียงประมาณ 3% โดยในเดือนมกราคม 2558 ราคาหุ้นมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ กล่าวคือใน 1 สัปดาห์ราคาหุ้น BAY ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับหุ้นละ 100 บาท จากหุ้นละ 30-40 บาท โดยความเคลื่อนไหวของราคาครั้งนั้น สาเหตุมาจากกระแสข่าวลือว่า ธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ จะซื้อหุ้น BAY เพิ่มเติมจากกลุ่มรัตนรักษ์ และจะเพิกถอน BAY ออกจากตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม จากนั้นไม่นาน BAY ก็ออกมาปฏิเสธข่าวลือนั้น และหลังจากนั้นราว 3-4 เดือน ราคา BAY ก็ทยอยไหลลงกลับสู่ระดับปกติที่ 30-40 บาท อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มีการออกเกณฑ์ใหม่ใดๆ มาเพิ่มเติม

 

สั่ง DELTA ขังกรง Cash Balance

ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 1: ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance มีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน ถึง 21 เมษายน 2566 

 

โดยนักลงทุนต้องวางเงินสดทั้ง 100% ก่อนสั่งซื้อหุ้น ได้แก่ 

  • หุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA  
  • หุ้น บมจ.อิทธิฤทธิ์ ไนซ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ ITTHI 

 

สำหรับหุ้น DELTA ที่ถูก Cash Balance หลังจากราคาหุ้นมีการเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์ก่อนช่วงระหว่างวันที่ 27-31 มีนาคม 2566 ที่ร้อนแรงผิดปกติ ดังนี้

  • วันที่ 27 มีนาคม ปิดที่ 992 บาท ติดลบ 0.20%
  • วันที่ 28 มีนาคม ปิดที่ 978 บาท ติดลบ 1.41%
  • วันที่ 29 มีนาคม ปิดที่ 1,006 บาท บวก 2.86%
  • วันที่ 30 มีนาคม ปิดที่ 1,100 บาท บวก 9.34%
  • วันที่ 31 มีนาคม ปิดที่ 1,142 บาท บวก 3.85%

 

‘ก้องเกียรติ’ แนะถอด DELTA ออกจาก SET50-SET100

ด้าน ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ ASP ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Money Chat ว่า ปัญหาหุ้นของ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) คือมีจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ น้อย มีสัดส่วนหุ้นที่ถือโดยนักลงทุนรายย่อย (Free Float) ที่ต่ำ ส่งผลให้สามารถใช้เงินลงทุนจำนวนที่ไม่มากเพื่อกำหนดการเคลื่อนราคาขึ้นให้ขึ้น-ลงได้ไม่ยาก

 

ขณะที่ราคาหุ้น DELTA ที่ขึ้นมาต่อเนื่องในขณะนี้ถือว่า Valuation ที่แพงมาก ทำให้มี Price to Book Value (P/BV Ratio) ขึ้นมาที่ระดับ 22 เท่า ซึ่งถือว่าสูงมาก ขณะที่หากดูผลประกอบการปี 2565 ของ DELTA จะมี P/E Ratio อยู่ที่ประมาณ 79 เท่า ส่วนผลประกอบการปี 2566 ของ DELTA จะมี P/E Ratio อยู่ที่ประมาณ 73 เท่า สะท้อนว่ามีอัตราการเติบโตของผลประกอบในปีนี้ที่ไม่สูงมากต่ำกว่า 10%

 

จากข้อมูลและลักษณะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนหุ้น DELTA อาจได้ใจในการลงทุนจากการทำกำไรในช่วงขาขึ้น เพราะแนวโน้มที่ผ่านมาส่วนใหญ่ราคาหุ้นจะเป็นขาขึ้นมากกว่าลง อย่างไรก็ตาม หากหุ้น DELTA มี Free Float เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้เห็นสถานการณ์ดังกล่าวอีกต่อไป

 

ดังนั้น มีความเห็นว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีสถิติข้อมูลของหุ้น DELTA เก็บไว้อยู่แล้ว หากเห็นว่าหุ้นมี Valuation ที่สูงหรือต่ำเกินไปก็สามารถปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ได้ โดยในกรณีที่เปรียบเทียบกับหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดหุ้นโลกแล้วเห็นว่ามี Valuation สูงผิดปกติ ก็สามารถตัด DELTA ออกจากการคำนวณดัชนีใน SET50 กับ SET100

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post หุ้น DELTA เป็นเหตุ! ตลท. ศึกษาแผนออกเกณฑ์ใหม่ หวังคุมราคาหุ้นสะท้อน ‘ดีมานด์-ซัพพลาย’ ที่แท้จริงมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ไทยจับมือตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ จัดทำข้อมูลดัชนีเผยแพร่ใน 2 ตลาด เชื่อมโอกาสการลงทุน https://thestandard.co/set-sse-index-data/ Mon, 27 Mar 2023 11:02:37 +0000 https://thestandard.co/?p=769332 ตลาดหลักทรัพย์ไทย เซี่ยงไฮ้

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไ […]

The post ตลาดหลักทรัพย์ไทยจับมือตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ จัดทำข้อมูลดัชนีเผยแพร่ใน 2 ตลาด เชื่อมโอกาสการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหลักทรัพย์ไทย เซี่ยงไฮ้

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Stock Exchange: SSE) เชื่อมโยงข้อมูลการลงทุนให้หลักทรัพย์ไทยและจีนเป็นที่รู้จัก โดยนำเสนอดัชนีหลักที่สะท้อนถึงหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพและคุณภาพผ่านช่องทางของแต่ละประเทศ ได้แก่ www.settrade.com และ www.csindex.com.cn เป็นครั้งแรก เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 2 ประเทศ ติดตามข้อมูลได้แล้ววันนี้

 

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ เชื่อมโยงข้อมูลการลงทุนให้หลักทรัพย์ไทยและจีนเป็นที่รู้จัก โดยความร่วมมือนี้อยู่ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านดัชนี (Index Cross-border Cooperation) ที่จัดทำขึ้นระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัท China Securities Index Company Limited (CSI) ซึ่งเป็นบริษัทผู้จัดทำและเผยแพร่ดัชนีในเครือตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ เพื่อแลกเปลี่ยนการเผยแพร่ข้อมูลดัชนี 

 

โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้นำข้อมูลดัชนีของตลาดทุนไทยไปเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของ CSI เพื่อชูศักยภาพและความน่าสนใจลงทุนของตลาดทุนไทย และเพื่อให้ผู้ลงทุนในประเทศจีนได้นำข้อมูลไปวิเคราะห์ก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ CSI มีเครือข่ายผู้ใช้ข้อมูลเฉลี่ย 8,000 รายต่อวัน 

 

ความร่วมมือด้านดัชนีครั้งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ โดยเป็นผลจากการหารือเชิงลึกระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการตลาดทุนระหว่างสองตลาด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียนด้านดัชนี 

 

จางจื่อหมิง ผู้อำนวยการบริหารบริษัท CSI เปิดเผยเพิ่มเติมว่า การเชื่อมโยงข้อมูลดัชนีนี้เพื่อเพิ่มช่องทางในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างตลาดทุนจีนและอาเซียน ซึ่ง CSI มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ทั้งสองแห่ง ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มการรับรู้และความน่าสนใจในดัชนีของจีนในระดับสากล

 

ผู้ลงทุนสามารถติดตามข้อมูลการเผยแพร่ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ไทย ประกอบด้วยดัชนี SET Index, SET50 Index และ SETTHSI Index ได้ที่ www.csindex.com.cn และดัชนีของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ประกอบด้วยดัชนี SSE Composite Index, SSE 50 Index, SSE Science and Technology Innovation Board 50 Index, CSI 300 Index และ CSI Smallcap 500 Index ที่ www.settrade.com ภายใต้เมนู Global โดยใช้ชื่อว่า ‘International Index Cooperation’

 

ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกันตั้งแต่ปี 2553 เพื่อขยายโอกาสให้หลักทรัพย์ไทยและจีนเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสการเชื่อมโยงทั้งสองตลาดเพื่อเพิ่มทางเลือกในการระดมทุน ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนบุคลากรและจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ตลาดหลักทรัพย์ไทยจับมือตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ จัดทำข้อมูลดัชนีเผยแพร่ใน 2 ตลาด เชื่อมโอกาสการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>