ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ฟูอาดี้-พิศสุวรรณ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 07 Jan 2026 10:17:10 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติพิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุพรรคประชาชนเปิดกว้าง https://thestandard.co/natthapong-on-pisan-qualifications/ Wed, 07 Jan 2026 06:56:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1162177 ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติ พิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุ พรรคประชาชนเปิดกว้าง

วันนี้ (7 มกราคม) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติพิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุพรรคประชาชนเปิดกว้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติ พิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุ พรรคประชาชนเปิดกว้าง

วันนี้ (7 มกราคม) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ลงพื้นที่หาเสียงที่จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มขึ้นรถปราศรัยจากถนนเส้นพระพรหม บริเวณสี่แยกเจริญทรัพย์ไปจนถึงเส้นไร่หนึ่งหน้าสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ไปยังบางละมุง หาดพัทยา

 

สำหรับชลบุรี พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 10 เขต ดังนี้ วรท ศิริรักษ์ เขต 1 (เบอร์ 7), วรรณิดา นพสิทธิ์ เขต 2 (เบอร์ 1), ชวาล พลเมืองดี เขต 3 (เบอร์ 1), นภัสวรรณ มณีรัตน์โรจน์ เขต 4 (เบอร์ 2), ณรงคธร โพธิ์หมื่น เขต 5 (เบอร์ 6), นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต เขต 6 (เบอร์ 7), สหัสวัต คุ้มคง เขต 7 (เบอร์ 1), มนัสวิน จันทร์เจริญ เขต 8 (เบอร์ 7), ยอดชาย พึ่งพร เขต 9 (เบอร์ 5) และธนาธาร ประมูลพงษ์ เขต 10 (เบอร์ 5)

 

ช่วงหนึ่งได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่จังหวัดชลบุรีนั้น การเลือกตั้งครั้งที่แล้วได้ สส. บัญชีรายชื่อมา 47% ส่วน สส. เขต กวาดคะแนนได้ 7 เขตจากทั้งหมด 10 เขต ครั้งนี้ก็หวังว่าพรรคประชาชนจะยังได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องเพิ่มขึ้นจนสามารถปักธงส้มได้ทั้งจังหวัด

 

ณัฐพงษ์มั่นใจว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่พี่น้องเช่นเคย ขณะเดียวกันก็ไม่ได้หวั่นไหวแม้มีกระแสข่าวบ้านใหญ่รวมตัวกันในหลายพื้นที่ ยืนยันพร้อมเสนอนโยบายที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

 

กรณีที่ผู้สื่อข่าวสอบถามประเด็นที่แกนนำพรรคประชาชนเริ่มเดินสายหาเสียงและเริ่มเจอคำถามที่อาจสร้างผลกระทบต่อความนิยมของพรรคประชาชน ณัฐพงษ์กล่าวว่า โดยส่วนใหญ่ผลตอบรับดีมาก แต่ก็เข้าใจพี่น้องประชาชนบางส่วนที่พยายามตั้งคำถามถึงจุดยืนต่อกองทัพ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ตนไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวหรือเสียสมาธิแต่อย่างใด ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการนำเสนอนโยบายและทำให้ประชาชนมีความเข้าใจมากขึ้น

 

ตอบปมคนนอกเป็นแคนดิเดตรัฐมนตรี

 

ส่วนประเด็นคำถามเรื่องการเลือกให้คนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี พรรคประชาชนมีสัดส่วนในการเลือกคนนอกพรรคและคนในพรรคมาร่วมงานด้วยมากน้อยเพียงใดนั้น ณัฐพงษ์ระบุว่า ทีมบริหารพรรคมีทั้งมืออาชีพจากแวดวงต่างๆ ที่ตัดสินใจมาทำงานรวมกับพรรคเพื่อพัฒาประเทศ มีทั้งคนร่วมงานกับพรรคมานานและไม่ได้ปรากฎตัวให้คนทั่วไปเห็น ทำให้คนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าไม่เคยร่วมงานกับพรรคมาก่อน

 

สำหรับตอนนี้ พรรคประชาชนได้นำเสนอทีมผู้บริหารผ่านรายการ The Professionals นั้นไปแล้ว 2 ท่าน สำหรับประเด็นคนนอกหรือคนใน ต้องดูทั้งด้านอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นไปตามแนวทางเดียวกันหรือไม่ มีความรู้ความสามารถเหมาะสมหรือไม่ ส่วนประเด็นของท่านทูตพิศาลทั้งเรื่องจุดยืนสมัยประจำการอยู่สหรัฐอเมริกา ภายใต้ยุค คสช. ตอนนั้นท่านทำหน้าปฏิบัติหน้าที่เป็นทูตประจำสหรัฐอเมริกา เป็นข้าราชการประจำกระทรวงต่างประเทศ ท่านก็ทำหน้าที่ภายใต้หมวกกระทรวงต่างประเทศ ซึ่งต้องชี้แจงตามที่กระทรวงสั่งการ ประวัติที่ผ่านมาช่วงหลังที่ท่านทูตพิศาลเป็น สว. ซึ่งมีทั้งการโหวตใ้ห้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี และยังได้โหวตเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปิดสวิตช์ สว. ถึง 6 ครั้ง เหล่านี้น่าจะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งว่าท่านมีแนวคิดแนวทางเดียวกับพรรคประชาชน

 

ณัฐพงษ์กล่าวว่า หากใครยังมีคำถามเกี่ยวกับจุดยืนหรือความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมือง ตนไม่สามารถตอบแทนได้ แต่ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน หลักของพรรคประชาชน เราไม่ได้ปิดกั้นทางความคิด เนื่องจากการสร้างความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องการฉันทามติทางสังคม เราต้องเปิดกว้าง ในอดีตที่มีความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ใครอาจจะเคยเชื่อว่าการปฏิวัติรัฐประหารช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ เราไม่ได้เชื่อแบบนั้น ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น การรัฐประหารที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำให้การคอร์รัปชั่นลดลงแต่อย่างใด ในอดีตคุณอาจจะเคยเชื่ออะไรมา แต่วันนี้เรามีแนวทางเดียวกันก็สามารถร่วมกันหาทางออกให้สังคมร่วมกันได้

 

ส่วนกรณีที่ถูกตั้งคำถามว่าทำไมไม่ให้ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ มาดำรงตำแหน่งนี้ ณัฐพงษ์กล่าวว่า ควรจะต้องกลับไปถามคุณฟูอาดี้โดยตรงด้วย ตนคิดว่าแต่ละคนมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป เหตุผลมีหลากหลายทั้งเรื่องจุดยืนทางการเมือง เหตุผลส่วนตัว ในส่วนของฟูอาดี้ก็เป็นผู้มีความสามารถ และช่วยให้คำแนะนำกับพรรคในฐานะนักวิชาการมาอย่างยาวนาน แต่ขึ้นกับความพร้อมของเจ้าตัวว่าต้องการมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

 

กรณี กัลยพัชร รจิตโรจน์ อดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หรือ หมอนิว ที่ออกมาพูดถึงการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคนั้น ตนรู้สึกเสียดายที่แม้ว่าปัจจุบันจะมีตำแหน่งที่เปลี่ยนไป แม้ไม่ได้เป็นผู้สมัคร สส. แต่การเป็นสมาชิกพรรคก็คือการเป็นเจ้าของพรรค การที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคบางด้าน เสียงของหมอนิวในฐานะสมาชิกพรรคจะได้รับฟังมากที่สุด เพราะทุกการตัดสินใจใหญ่ๆ ก็จะรับฟังเสียงสมาชิกพรรคทุกครั้ง  อาจจะมีบางอย่างที่หมอนิวไม่เข้าใจกระบวนการของพรรคทั้งหมด ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ไม่ได้ใช้สิทธิสมาชิกในพรรคในการสร้างความเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน

 

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนมีโปลิตบูโรหรือไม่ ณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าจะมี ก็หัวหน้าพรรคนี่แหละที่เป็นคนตัดสินใจใหญ่ๆ การตัดสินใจทุกอย่างของพรรคก็มาจากหัวหน้าพรรคร่วมกับผู้บริหารพรรคและกรรมการบริหารพรรค อดีตแกนนำก็อยู่ในฐานะที่ปรึกษาพรรคด้วยเช่นกัน ความรับผิดรับชอบก็อยู่ที่ตนและผู้บริหารพรรคและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเช่นกัน พร้อมเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนติดตามรายการ The Professionals เปิดตัวไปเพียง 2 คน ยังมีการเปิดตัวทุกวันจนถึงวันที่ 15 มกราคม เชื่อว่าเป็นมืออาชีพที่จะทำให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลประชาชนจะบริหารประเทศ สร้างการเปลี่ยนแปลงได้

The post เลือกตั้ง 2569 : ณัฐพงษ์ย้ำตรวจสอบคุณสมบัติพิศาลถี่ถ้วน แจงดึงคนนอกร่วมทีมบริหาร เหตุพรรคประชาชนเปิดกว้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนยืนยัน 40 ชาวจีนลักลอบเข้าไทยถูกส่งกลับแล้ว ด้านฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลส่งอุยกูร์กลับจีนอาจละเมิดอำนาจศาล-ขัดมาตรา 13 พ.ร.บ.อุ้มหาย https://thestandard.co/china-40-illegal-migrants/ Thu, 27 Feb 2025 09:22:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1046429

สำนักข่าว Xinhua รายงานข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณ […]

The post จีนยืนยัน 40 ชาวจีนลักลอบเข้าไทยถูกส่งกลับแล้ว ด้านฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลส่งอุยกูร์กลับจีนอาจละเมิดอำนาจศาล-ขัดมาตรา 13 พ.ร.บ.อุ้มหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว Xinhua รายงานข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ระบุว่า ชาวจีน 40 คนที่เกี่ยวข้องกับการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายถูกส่งตัวกลับจากประเทศไทยในวันนี้ (27 กุมภาพันธ์) โดยเป็นความพยายามร่วมกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดนและปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของพลเมืองจีน

 

รายงานระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการตามกฎหมายของจีนและไทย ตลอดจนกฎระเบียบระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับ พร้อมทั้งชี้ว่าเป็นตัวอย่างของความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างไทยและจีนในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

 

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าชาวจีนทั้ง 40 คนที่ปรากฏในรายงานนั้นเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์หรือไม่ โดยรายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ปรากฏรายงานข่าวรถบรรทุกของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต้องสงสัยว่าได้ขนส่งกลุ่มผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์กว่า 40 คนออกจากห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสวนพลูและอาจส่งตัวกลับไปจีน โดยมีเครื่องบินจากจีนเดินทางมารับที่สนามบินดอนเมือง 

 

ผลกระทบไทยส่ง อุยกูร์ ให้จีน

 

ด้าน ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ นักวิชาการจากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นต่อกรณีการส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ให้ทางการจีน โดยมองว่า หากเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการตัดสินใจของฝ่ายการเมือง ซึ่งในแง่ผลกระทบที่ตามมา อาจมองได้ 2 มิติ โดยในมุมกฎหมาย คืออาจเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เนื่องจากการส่งตัวกลุ่มชาวอุยกูร์ให้จีน เกิดขึ้นในระหว่างที่ศาลพิพากษาของไทยกำลังพิจารณาคำร้องปล่อยตัวชาวอุยกูร์เหล่านี้ 

 

เขายังตั้งข้อสังเกตว่า กรณีนี้อาจขัดต่อมาตรา 13 ของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ที่ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย

 

ขณะเดียวกันยังอาจเข้าข่าย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งภาคประชาสังคมอาจมีการยื่นฟ้องรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร หากมีการกระทำผิดกฎหมายในเรื่องนี้

 

ทั้งนี้ ฟูอาดี้ชี้ว่าไทยยังมีหน้าที่ในฐานะภาคีของ 2 อนุสัญญาระหว่างประเทศ คือภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี และภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ 

 

ขณะที่ผลกระทบในมิติด้านการเมืองรวมถึงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์นั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ โดยตุรกีและสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้ไทยส่งผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์เหล่านี้กลับไปยังจีน ซึ่งมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ก่อนเข้ารับตำแหน่ง และเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสนใจ 

 

โดยการส่งชาวอุยกูร์กลับไปให้จีนนั้นเขามองว่า ในแง่หนึ่งอาจเป็นการสื่อความหมายว่าไทยเลือกข้างจีนแล้วหรือไม่ ทั้งที่สหรัฐฯ ก็มีการเตือนและแสดงท่าทีว่าไม่อยากให้ทางการไทยส่งชาวอุยกูร์ให้จีน

 

อ้างอิง:

The post จีนยืนยัน 40 ชาวจีนลักลอบเข้าไทยถูกส่งกลับแล้ว ด้านฟูอาดี้ชี้ รัฐบาลส่งอุยกูร์กลับจีนอาจละเมิดอำนาจศาล-ขัดมาตรา 13 พ.ร.บ.อุ้มหาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต เสวนาแลกเปลี่ยนมุ่งสู่วิสัยทัศน์ 2045 [ADVEROTIAL] https://thestandard.co/asean-vision-2045-dialogue/ Wed, 20 Nov 2024 08:00:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1010403

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับงานเสวนา ‘OUR ASEAN […]

The post จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต เสวนาแลกเปลี่ยนมุ่งสู่วิสัยทัศน์ 2045 [ADVEROTIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับงานเสวนา ‘OUR ASEAN VISION: FROM PEOPLE TO POWER จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต’ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็น 2 ช่วง (Session)

 

เวทีแรกเสวนาในหัวข้อ ‘Empowering People for ASEAN Beyond 2025 แผนพัฒนาคนเพื่อรองรับอาเซียนภายหลังปี 2568’ ดำเนินการเสวนาโดย ณัฏฐา โกมลวาทิน ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว THE STANDARD โดยมี วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย, พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน พร้อมด้วย จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด และ อเล็กซ์ เรนเดลล์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย ร่วมพูดคุย

 

บางช่วงของการพูดคุย วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ชี้ว่า ไทยกำลังประสบปัญหาใหญ่ เนื่องจากขณะนี้ประชากรไทยราว 20% อายุเกิน 60 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย ซึ่งคนกลุ่มนี้จะกลายเป็นฐานประชากรที่สำคัญของไทย อีกทั้งอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการดึงนักลงทุนเข้ามาก็ต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถ ดังนั้นการพัฒนาคนจึงเป็นกุญแจสำคัญของทั้งไทยรวมถึงอาเซียนด้วย 

 

ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ ระบุว่า ในประเด็นเรื่องของคน ไทยมีปัญหาในมิติเชิงปริมาณรวมถึงคุณภาพและทักษะ เนื่องจากคนเกิดใหม่น้อย ทักษะแข่งขันไม่ได้ กลายเป็นสังคมแก่ก่อนรวย อีกทั้งการศึกษาไทยก็ไม่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยพริษฐ์ยังเสนอการแก้ไขปัญหาทักษะของคนผ่านกลไกอาเซียน เช่น Teacher Swaps แลกเปลี่ยนคุณครูในอาเซียน เพื่อส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษ, High Tech – High Touch ผ่านการแลกทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในมิติเทคโนโลยี และ Care Economy ผ่านการดึงบุคลากรที่มีความสามารถจากประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อแก้ไขปัญหาความต้องการทางการแพทย์ที่มีมากกว่าบุคลากรทางการแพทย์ภายในประเทศ

 

ขณะที่ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวว่า โอกาสของสิ่งที่เป็นไปไม่ได้จะเป็นไปได้มากขึ้น โดยอายุเฉลี่ยของคนทำงานจะยาวขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนอายุยืนขึ้น ทำให้ 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยอาจไม่เพียงพอที่จะเตรียมตัวสู่โลกการทำงานในอีกหลายสิบปีข้างหน้า ดังนั้นการเพิ่มทักษะใหม่ๆ และการฟื้นฟูทักษะต่างๆ จำเป็นสำหรับทุกๆ คน และภายใต้กรอบ DEFA ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป จะเกิดการเคลื่อนย้ายของคนและ Payment ทั่วอาเซียน สิ่งหนึ่งที่ไทยต้องเตรียมพร้อมคือ การเดินหน้าสนับสนุนสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เช่น AI หรือ Digital Trade ให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากภาคเศรษฐกิจดิจิทัลเหล่านี้จะเติบโตขึ้นและสร้างเม็ดเงินมหาศาล

 

ส่วน อเล็กซ์ เรนเดลล์ ชี้ว่า โลกกำลังประสบ 3 วิกฤตใหญ่ ทั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและวิกฤตมลพิษ ซึ่งล้วนสร้างความท้าทายต่อการมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) อย่างมาก และกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงจุดแข็งของอาเซียนที่มีความสวยงามทางระบบนิเวศ อาเซียนจึงควรเป็นผู้นำการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (Sustainable Tourism)

 

ส่วนเวทีที่ 2 เป็นการเสวนาในหัวข้อ ‘Positioning Thailand Amidst Changes and Opportunities ทิศทางไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและโอกาส’ ดำเนินการเสวนาโดย ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ผู้ดำเนินรายการ 8 Minute History และ Morning Wealth โดยมี รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน, ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ Fellow สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานมูลนิธิสุรินทร์ พิศสุวรรณ และ ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move), ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพและความยั่งยืน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน

 

โดย รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ชี้ว่า โลกในยุคสงครามเย็น 2.0 มีความท้าทายต่างๆ มากมาย เกิดการแข่งขันกันระหว่างโลกเหนือและโลกใต้ ภายใต้การนำของสองมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยเฉพาะในมิติของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ รวมถึงมิติที่เป็นดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น แรงกระเพื่อมนี้ส่งผลต่อประชาคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทักษะสำคัญที่ทุกคนพึงมีท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปนี้คือทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

 

ด้าน ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร แสดงความเห็นว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะทำให้สถานการณ์การเมืองโลกเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะต้นปี 2025 ในยุคทรัมป์ 2.0 โดยอาเซียนอาจเป็นภูมิภาคที่ ‘เจ็บหนัก’ และได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความเปลี่ยนแปลงนี้ เพราะกำลังจะถูก 3 แรงบีบ ได้แก่ แรงบีบจากตลาดสหรัฐฯ ที่กำลังจะดำเนินนโยบายขึ้นภาษีบรรดาประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือไทย (อันดับที่ 12), แรงบีบจากตลาดจีนที่เตรียมมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศมากยิ่งขึ้น ทำให้ไทยและอาเซียนเข้าไปแบ่งส่วนแบ่งทางการตลาดได้ยาก และแรงบีบจากตลาดอื่นๆ ทั่วโลกที่จะทำให้เกิดโลกาภิวัตน์ใหม่ที่ไม่นับรวมสหรัฐฯ และจีน ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์กับตลาดใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยตลาดอาเซียนอาจกลายเป็นหัวใจของโลกาภิวัตน์ที่เหลืออยู่

 

ขณะที่ ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ ระบุว่า ปัญหาเมียนมาเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับไทยและอาเซียน จึงเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) เช่น การไม่มองปัญหานี้เป็นภัยคุกคาม แต่มองหาจุดที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน และการมองปัญหาเมียนมาในเชิงปัญหาด้านมนุษยธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ดร.ฟูอาดี้ ยังมองว่า การวางตัวเองเป็น Adapter จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างประโยชน์ให้ไทยและอาเซียนท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจได้ โดยไทยเป็นมหาอำนาจขนาดกลางที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน แต่ไทยมักมองตนเองเป็นรัฐขนาดเล็ก การปรับเปลี่ยนมุมมองจุดนี้อาจช่วยให้ไทยกล้าที่จะแสดงจุดยืนในเรื่องต่างๆ มากยิ่งขึ้น อย่างที่สิงคโปร์กล้าแสดงความเห็นต่างต่อจุดยืนของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน

 

ส่วน ผศ.ชล บุนนาค ชี้ว่า เทคโนโลยีสีเขียวเป็นคีย์สำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) มาสู่พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาเซียนขณะนี้กำลังมุ่งส่งเสริมเรื่องพลังงานทดแทน แต่การลงทุนยังค่อนข้างน้อย เนื่องจากคำว่า ‘สีเขียว’ (Green) มีราคาแพงและมีต้นทุนสูง การทำสิ่งนี้ให้ถูกลงและเข้าถึงผู้คนกลุ่มต่างๆ ได้มากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยใช้องค์กรอาเซียน (ASEAN) เป็นกลไกสำคัญในการปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมที่มีความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นในอนาคต ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

 

ย้อนชมงานเสวนา ‘OUR ASEAN VISION: FROM PEOPLE TO POWER จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต’ ได้ที่: https://www.facebook.com/ThaiMFA/videos/584837757558684 

 

The post จุดประกาย ‘คน’ อาเซียน เปลี่ยนอนาคต เสวนาแลกเปลี่ยนมุ่งสู่วิสัยทัศน์ 2045 [ADVEROTIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>