กีฬาฟุตบอล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ฟุตบอล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 30 Oct 2026 02:34:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 แดร์ คลาสสิเคอร์ : ทำไม บาเยิร์น มิวนิค พบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงเป็นมากกว่าเกมฟุตบอล https://thestandard.co/der-klassiker-bayern-dortmund/ Fri, 30 Oct 2026 02:34:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1273370 แฮร์รี เคน กองหน้าบาเยิร์น มิวนิค ดวลกับ โฌแอน กาดู แนวรับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในศึกบุนเดสลีกา

หากพูดถึงเกมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ชื่อของ ‘ […]

The post แดร์ คลาสสิเคอร์ : ทำไม บาเยิร์น มิวนิค พบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงเป็นมากกว่าเกมฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน กองหน้าบาเยิร์น มิวนิค ดวลกับ โฌแอน กาดู แนวรับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในศึกบุนเดสลีกา

หากพูดถึงเกมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนี ชื่อของ ‘แดร์ คลาสิเคอร์’ (Der Klassiker) ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ย่อมเป็นหนึ่งในเกมแรกๆ ที่แฟนบอลนึกถึง

 

 

แม้ทั้งสองทีมจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน และไม่ได้มีความขัดแย้งทางการเมืองหรือสังคมเป็นรากฐานเหมือนเกมดาร์บีชื่อดังหลายแห่งของโลก แต่การต่อสู้เพื่อความเป็นหนึ่งในวงการฟุตบอลเยอรมันตลอดหลายทศวรรษ ได้เปลี่ยนเกมคู่นี้ให้กลายเป็นการแข่งขันที่มีความหมายมากกว่าแค่ 3 คะแนน

 

ศักดิ์ศรีของเกมนี้ย่อมมีความสำคัญ ยิ่งใหญ่ และคลาสสิกสมชื่อ ซึ่งไม่ต่างจาก เอล คลาสิโก ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาร์เซโลนา หรือ เกมแดงเดือด ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลยทีเดียว

 

และเมื่อทั้งสองทีมเตรียมกลับมาพบกันอีกครั้งในศึกบุนเดสลีกาช่วงสุดสัปดาห์นี้ นี่จึงเป็นโอกาสเหมาะที่จะย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่า เหตุใดเกมระหว่างเสือใต้กับเสือเหลืองจึงกลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่สำคัญที่สุดของฟุตบอลยุโรป

 

แดร์ คลาสสิเคอร์ คืออะไร และทำไมจึงไม่ใช่ดาร์บีทั่วไป?

 

คำว่า แดร์ คลาสสิเคอร์ แปลตรงตัวว่า ‘เกมคลาสสิก’ และถูกใช้เรียกการแข่งขันระหว่างบาเยิร์น มิวนิค กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

อย่างไรก็ตาม เกมนี้แตกต่างจาก เอล กลาซิโก ระหว่างเรอัล มาดริดกับบาร์เซโลนา หรือเรเวียร์ดาร์บีระหว่างดอร์ทมุนด์กับชาลเก้

 

เพราะความเป็นคู่ปรับไม่ได้เริ่มต้นจากความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ การเมือง หรือวัฒนธรรม แต่เกิดจากการที่ทั้งสองสโมสรกลายเป็นคู่แข่งสำคัญในการแย่งชิงความสำเร็จระดับประเทศ

 

ตลอด 33 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ ทั้งสองทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีการวมกันถึง 28 ครั้ง ทำให้การพบกันของพวกเขามักมีผลต่อทิศทางของฟุตบอลเยอรมัน

 

การพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1965 โดยดอร์ทมุนด์บุกเอาชนะบาเยิร์น 2-0 แต่ในเวลานั้น เกมนี้ยังไม่ได้รับความสนใจในฐานะคู่ปรับสำคัญ

 

บาเยิร์นกำลังเติบโตขึ้นเป็นมหาอำนาจของเยอรมนี ขณะที่ดอร์ทมุนด์ยังมีผลงานขึ้นลง และเคยตกไปเล่นในลีกระดับสองช่วงทศวรรษ 1970

 

ความแตกต่างสะท้อนผ่านชัยชนะ 11-1 ของบาเยิร์นในปี 1971 ซึ่งยังคงเป็นชัยชนะด้วยสกอร์มากที่สุดของสโมสรในบุนเดสลีกา

 

หากย้อนกลับไปในยุคนั้น คู่ปรับสำคัญของบาเยิร์นกลับเป็นโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค มากกว่าดอร์ทมุนด์เสียอีก

 

ทศวรรษ 1990 เมื่อดอร์ทมุนด์เริ่มท้าทายอำนาจเสือใต้

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 เมื่อดอร์ทมุนด์ภายใต้การคุมทีมของ ออตมาร์ ฮิตซ์เฟลด์ ก้าวขึ้นมาท้าทายบาเยิร์นอย่างจริงจัง

 

ดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสองฤดูกาลติดต่อกันในปี 1994/95 และ 1995/96 ก่อนสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 1997 ด้วยการเอาชนะยูเวนตุส 3-1

 

ที่น่าสนใจคือ นัดชิงชนะเลิศดังกล่าวแข่งขันที่โอลิมเปียสตาดิโอน ซึ่งเป็นสนามเหย้าของบาเยิร์นในเวลานั้น

 

ความสำเร็จของดอร์ทมุนด์จึงไม่ใช่เพียงการคว้าแชมป์ แต่เป็นการประกาศว่าบาเยิร์นไม่ได้ผูกขาดความยิ่งใหญ่ในเยอรมนีอีกต่อไป และเมื่อการแข่งขันเพื่อความสำเร็จรุนแรงขึ้น ความตึงเครียดในสนามก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกจดจำมากที่สุดเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อ โลธาร์ มัทเธอุส ทำท่าปาดน้ำตาล้อเลียน อันเดรียส เมิลเลอร์ ก่อนที่ฝ่ายหลังจะตอบโต้ด้วยการตบหน้า

 

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 1999 เมื่อ โอลิเวอร์ คาห์น ผู้รักษาประตูบาเยิร์น แสดงพฤติกรรมดุดันทั้งการกระโดดเตะใส่ สเตฟาน ชาปุยซาต์ และทำท่าคล้ายกัดหู ไฮโก แฮร์ลิช

 

เหตุการณ์เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนเกมที่เคยเป็นเพียงการแข่งขันระหว่างสองสโมสร ให้กลายเป็นคู่ปรับที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วม

 

คู่ปรับที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยเหลือกัน

 

แม้ภาพจำของทั้งสองทีมจะเต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่ประวัติศาสตร์ของพวกเขากลับมีเรื่องที่น่าสนใจอีกด้านหนึ่ง

 

ในปี 2004 ดอร์ทมุนด์ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนเสี่ยงต่อการล้มละลาย บาเยิร์นซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญกลับให้ความช่วยเหลือด้วยเงินกู้จำนวน 2 ล้านยูโร เพื่อช่วยให้ดอร์ทมุนด์สามารถรับมือกับปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น

 

เหตุการณ์นี้สะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของทั้งสองสโมสร เพราะแม้จะต้องการเอาชนะกันในสนาม แต่ทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักถึงความสำคัญของอีกฝ่ายต่อระบบนิเวศฟุตบอลเยอรมัน

 

หากต้องเลือกช่วงเวลาที่ทำให้ แดร์ คลาสสิเคอร์ กลายเป็นเกมระดับโลกอย่างแท้จริง ยุคของ เจอร์เกน คล็อปป์ อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด

 

หลังเข้าคุมดอร์ทมุนด์ในปี 2008 คล็อปป์สร้างทีมด้วยฟุตบอลเพรสซิงเข้มข้นและเกมสวนกลับความเร็วสูง ทำให้ดอร์ทมุนด์คว้าแชมป์บุนเดสลีกาสองสมัยติดต่อกันในฤดูกาล 2010/11 และ 2011/12

 

ก่อนเอาชนะบาเยิร์น 5-2 ในนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล ปี 2012 โดย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ทำแฮตทริก

 

ช่วงเวลานั้นทำให้การพบกันของทั้งสองทีมไม่ใช่แค่เกมใหญ่ แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างสองแนวคิดฟุตบอลที่แตกต่างกัน

 

เวมบลีย์ 2013 จุดสูงสุดของความเป็นคู่ปรับ

 

วันที่ 25 พฤษภาคม 2013 อาจเป็นวันที่ทำให้ แดร์ คลาสสิเคอร์ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมากที่สุด เมื่อบาเยิร์นและดอร์ทมุนด์ผ่านเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่สนามเวมบลีย์ หลังเอาชนะบาร์เซโลนาและเรอัล มาดริดตามลำดับในรอบรองชนะเลิศ

 

เกมดำเนินไปอย่างสูสี ก่อนที่ อาร์เยน ร็อบเบน จะยิงประตูชัยในนาทีที่ 89 ช่วยให้บาเยิร์นชนะ 2-1

 

ชัยชนะครั้งนั้นไม่เพียงมอบแชมป์ยุโรปให้ทีมเสือใต้ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของฤดูกาลที่พวกเขาคว้าทริปเปิลแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร และทำให้ชื่อ แดร์ คลาสสิเคอร์ ถูกพูดถึงในระดับนานาชาติอย่างจริงจัง

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองสโมสรเข้มข้นขึ้น คือการย้ายทีมของบุคลากรสำคัญจากดอร์ทมุนด์ไปบาเยิร์น

 

มาริโอ เกิตเซ ตัดสินใจย้ายไปบาเยิร์นในปี 2013 โดยข่าวการย้ายทีมถูกประกาศก่อนนัดชิงแชมเปียนส์ลีกระหว่างทั้งสองทีม หนึ่งปีต่อมา โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ย้ายตามไปแบบไม่มีค่าตัว ก่อนที่ มัทส์ ฮุมเมิลส์ จะย้ายกลับบาเยิร์นในปี 2016 หลังเคยเป็นเด็กปั้นของทีมและอยู่ที่นั่นจนถึงปี 2009

 

การย้ายทีมเหล่านี้สะท้อนความเหนือกว่าด้านทรัพยากรของบาเยิร์น และทำให้แฟนดอร์ทมุนด์รู้สึกว่าความสำเร็จของทีมมักมาพร้อมความเสี่ยงที่จะสูญเสียผู้เล่นคนสำคัญให้คู่แข่งโดยตรง

 

ความเข้มข้นที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน

 

หนึ่งในฤดูกาลที่สะท้อนความเข้มข้นของการแข่งขันระหว่างสองทีมได้ดีที่สุดคือบุนเดสลีกา 2022/23 หลังดอร์ทมุนด์มีโอกาสยุติการครองแชมป์ 10 สมัยติดต่อกันของบาเยิร์น หากสามารถเอาชนะไมนซ์ในเกมสุดท้ายของฤดูกาล

 

แต่พวกเขากลับทำได้เพียงเสมอ 2-2 ขณะที่บาเยิร์นบุกชนะโคโลญจน์ 2-1 จากประตูช่วงท้ายเกมของ จามาล มูเซียลา

 

ผลการแข่งขันทำให้บาเยิร์นคว้าแชมป์สมัยที่ 11 ติดต่อกันด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า สำหรับดอร์ทมุนด์ นั่นคือหนึ่งในความผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดของสโมสรในยุคใหม่

 

แม้บาเยิร์นจะประสบความสำเร็จเหนือกว่าดอร์ทมุนด์อย่างชัดเจนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่การแข่งขันคู่นี้ยังคงมีความหมายอย่างมาก

 

ดอร์ทมุนด์เป็นหนึ่งในทีมที่สร้างปัญหาให้บาเยิร์นได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา และเคยบุกชนะที่อัลลิอันซ์ อารีนาได้หลายครั้ง

 

ขณะเดียวกัน บาเยิร์นเพิ่งเอาชนะดอร์ทมุนด์ 2-1 ในศึกฟรานซ์ เบคเคนเบาเออร์ ซูเปอร์คัพ 2026 ทำให้การกลับมาพบกันในลีกเป็นอีกโอกาสที่ดอร์ทมุนด์จะทวงศักดิ์ศรี

 

นอกจากสามคะแนนแล้ว ผลการแข่งขันยังส่งผลต่อความมั่นใจ โมเมนตัม และการประกาศตัวว่าใครคือทีมที่พร้อมกำหนดทิศทางของฤดูกาล

 

แดร์ คลาสสิเคอร์ เกมที่สะท้อนตัวตนของฟุตบอลเยอรมัน

 

ท้ายที่สุด ความสำคัญของ แดร์ คลาสสิเคอร์ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันเป็นดาร์บีที่เก่าแก่ที่สุด หรือมีความขัดแย้งรุนแรงที่สุดในเยอรมนี

 

แต่อยู่ที่ประวัติศาสตร์การแข่งขันเพื่อความเป็นหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยทั้งชัยชนะ ความพ่ายแพ้ การแย่งชิงนักเตะ และช่วงเวลาที่เปลี่ยนทิศทางของฟุตบอลเยอรมัน

 

บาเยิร์นเป็นตัวแทนของความสำเร็จที่ต่อเนื่องและความแข็งแกร่งของสโมสรระดับมหาอำนาจ ส่วนดอร์ทมุนด์เป็นตัวแทนของความทะเยอทะยานในการท้าทายระเบียบเดิม

 

ทุกครั้งที่ทั้งสองทีมพบกัน จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าใครจะชนะใน 90 นาที แต่เป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่า ใครมีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดของเยอรมนี

 

และแฟนๆ สามารถติดตามเกม แดร์ คลาสสิเคอร์ เกมแรกของฤดูกาลนี้ ได้ในคืนวันเสาร์นี้ (31 ตุลาคม ต่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน) เวลา 00.30 น. ทาง AISPlay

 

ภาพ: Ralf Ibing – firo sportphoto / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post แดร์ คลาสสิเคอร์ : ทำไม บาเยิร์น มิวนิค พบ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงเป็นมากกว่าเกมฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟลีตวูดล้มอาร์เซนอล เกมที่ย้ำว่าเรื่องราว ‘แจ็คผู้ฆ่ายักษ์’ เกิดขึ้นได้เสมอในฟุตบอลถ้วยอังกฤษ https://thestandard.co/fleetwood-town-arsenal-carabao-cup/ Wed, 28 Oct 2026 06:55:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1272643 อดัม เมอร์ฟีย์ และนักเตะฟลีตวูด ทาวน์ ร่วมฉลองชัยชนะในสนามหลังจบเกมคาราบาวคัพ

“ของแบบนี้มันโดนกันได้!”   ประโยคคุ้นหูของแฟนบอลไท […]

The post ฟลีตวูดล้มอาร์เซนอล เกมที่ย้ำว่าเรื่องราว ‘แจ็คผู้ฆ่ายักษ์’ เกิดขึ้นได้เสมอในฟุตบอลถ้วยอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดัม เมอร์ฟีย์ และนักเตะฟลีตวูด ทาวน์ ร่วมฉลองชัยชนะในสนามหลังจบเกมคาราบาวคัพ

“ของแบบนี้มันโดนกันได้!”

 

ประโยคคุ้นหูของแฟนบอลไทยกลับมาใช้อธิบายค่ำคืนหนึ่งของฟุตบอลอังกฤษได้อีกครั้ง หลังฟลีตวูด ทาวน์ ทีมอันดับ 18 ของลีกทู สร้างเรื่องเหลือเชื่อด้วยการเขี่ยอาร์เซนอล แชมป์พรีเมียร์ลีก ตกรอบ 4 คาราบาวคัพ หลังเสมอกัน 1-1 ก่อนเอาชนะในการดวลจุดโทษ

 

ก่อนเกมนี้ ทั้งสองทีมมีอันดับในระบบลีกอังกฤษห่างกันถึง 83 อันดับ อาร์เซนอลอยู่บนจุดสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ ขณะที่ฟลีตวูดกำลังดิ้นรนอยู่ในลีกระดับ 4 และชนะเพียงนัดเดียวจาก 8 เกมลีกหลังสุด

 

หากพิจารณาจากชื่อชั้น ผลงาน และคุณภาพนักเตะ อาร์เซนอลย่อมเป็นต่ออย่างมหาศาล

 

แต่ฟุตบอลถ้วยอังกฤษมีประวัติศาสตร์ที่บอกเราอยู่เสมอว่า ทีมที่เหนือกว่าไม่ได้เป็นฝ่ายชนะทุกครั้ง

 

เกมนี้ฟลีตวูดขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 21 จาก อารอน ลูปาโล-บี ก่อนที่ วิคเตอร์ โยเคเรส จะยิงตีเสมอให้อาร์เซนอลในครึ่งหลัง แม้ทีมเยือนจะพยายามบุกเพื่อปิดเกม แต่เจ้าถิ่นยังยืนหยัดจนลากการแข่งขันไปถึงการดวลจุดโทษ

 

และเมื่อ คอเนอร์ ฮอกีย์ ยิงจุดโทษตัดสินชัยชนะ แฟนบอลฟลีตวูดก็กรูกันลงมาเฉลิมฉลองในสนามไฮบิวรี สนามเหย้าเล็กๆ ของสโมสรที่ตั้งอยู่ในเมืองชายฝั่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษ

 

ภาพนั้นกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำของฟุตบอลถ้วยอังกฤษที่แฟนบอลจะพูดถึงไปอีกนาน

 

ฟลีตวูด ทาวน์ มีฉายาว่า The Cod Army ซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์เมืองประมงของพวกเขา สโมสรแห่งนี้เคยสร้างเส้นทางเลื่อนชั้นถึง 6 ครั้งในเวลา 12 ปี จากฟุตบอลนอกลีกขึ้นสู่ลีกวัน และเคยเข้าใกล้การเลื่อนชั้นสู่แชมเปียนชิป ก่อนตกกลับมาอยู่ลีกทูในปี 2024

 

แม้จะเป็นทีมเล็ก แต่ฟลีตวูดมีระบบอะคาเดมีและศูนย์ฝึกของตัวเอง ซึ่งเปิดใช้งานในปี 2016 โดยมี เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มาร่วมพิธีเปิด ขณะที่ เจมี วาร์ดี ดาวยิงผู้เคยสร้างเทพนิยายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับเลสเตอร์ ซิตี้ ก็เคยเป็นนักเตะของสโมสรแห่งนี้มาก่อน

 

ความแตกต่างระหว่างฟลีตวูดกับอาร์เซนอลยังสะท้อนผ่านสนามเหย้าอย่างไฮบิวรี ซึ่งมีความจุเพียง 5,300 คน และมีที่จอดรถภายในสนามเพียง 4 คัน

 

ก่อนการแข่งขัน The Guardian รายงานว่า ฟลีตวูดขายตั๋วปีเพิ่มได้ราว 200 ใบ หลังทราบว่าจะได้เปิดบ้านต้อนรับแชมป์พรีเมียร์ลีก

 

สำหรับสโมสรที่มีแฟนบอลหลักเพียงไม่กี่พันคน การได้เปิดบ้านพบแชมป์พรีเมียร์ลีกจึงเป็นโอกาสพิเศษอยู่แล้ว และเมื่อจบลงด้วยชัยชนะ ความหมายของค่ำคืนนี้ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก

 

ในฟุตบอลลีก ความสำเร็จมักเป็นผลจากความสม่ำเสมอตลอดทั้งฤดูกาล สโมสรที่มีขุมกำลังคุณภาพสูง งบประมาณมากกว่า และตัวเลือกนักเตะมากกว่า ย่อมได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

 

แต่ฟุตบอลถ้วยแบบน็อกเอาต์เปิดโอกาสให้ทุกอย่างถูกตัดสินภายในเกมเดียว

 

ทีมเล็กอาจเป็นรองทั้งการครองบอล โอกาสยิง และคุณภาพนักเตะ แต่หากสามารถรับมือกับแรงกดดัน ใช้โอกาสที่มี และยืนหยัดจนจบการแข่งขัน ก็มีสิทธิ์สร้างผลการแข่งขันที่ไม่มีใครคาดคิด

 

ในฟุตบอลอังกฤษ เรื่องราวเช่นนี้ถูกเรียกว่า Giant Killing หรือการที่ทีมเล็กสามารถโค่นทีมใหญ่กว่าได้สำเร็จ

 

ตัวอย่างเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง อย่างเมื่อฤดูกาลก่อน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกกริมสบี ทาวน์ ทีมจากลีกทู เขี่ยตกรอบคาราบาวคัพ หลังเสมอ 2-2 ก่อนแพ้จุดโทษ 11-12

 

ย้อนกลับไปในปี 2012 แบรดฟอร์ด ซิตี้ ซึ่งอยู่ลีกทูเช่นกัน ก็เคยเอาชนะอาร์เซนอลด้วยการดวลจุดโทษ ก่อนสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศลีกคัพในฤดูกาลนั้น

 

และในปี 2013 วีแกน แอธเลติก ก็เคยสร้างหนึ่งในผลการแข่งขันที่น่าจดจำที่สุดของเอฟเอคัพ ด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

 

เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นต่างช่วงเวลา แต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือการเปิดพื้นที่ให้สโมสรเล็กๆ ได้สร้างความทรงจำครั้งใหญ่ของตัวเอง

 

แมตต์ ลอว์เลอร์ ผู้จัดการทีมฟลีตวูด ยกให้ชัยชนะเหนืออาร์เซนอลเป็นค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร และยังทำให้ทีมผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายลีกคัพเป็นครั้งแรก

 

สำหรับฟลีตวูด ชัยชนะครั้งนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนสถานการณ์ในลีกทู เพราะสุดสัปดาห์นี้พวกเขายังต้องกลับไปต่อสู้เพื่อคะแนนและอันดับบนตารางเหมือนเดิม

 

แต่สำหรับแฟนบอลที่เดินทางตามเชียร์ทีมแม้ในวันที่แพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า การได้เห็นสโมสรของตัวเองเอาชนะแชมป์พรีเมียร์ลีกต่อหน้าต่อตา อาจเป็นความทรงจำที่คุ้มค่ากับการรอคอยทั้งหมด

 

และสำหรับฟุตบอลอังกฤษ นี่คืออีกหนึ่งค่ำคืนที่ยืนยันว่า ต่อให้ฟุตบอลยุคใหม่จะมีช่องว่างด้านเงินทุนและคุณภาพนักเตะมากเพียงใด ฟุตบอลถ้วยก็ยังเปิดโอกาสให้ทีมเล็กได้สร้างเรื่องราวของตัวเองเสมอ

 

เพราะเมื่อเสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้น ไม่มีใครการันตีได้ว่าทีมใหญ่จะเป็นฝ่ายชนะ

 

และนั่นคือเหตุผลที่เสน่ห์แบบ ‘แจ็คผู้ฆ่ายักษ์’ ในฟุตบอลถ้วยอังกฤษยังไม่เคยเลือนหายไป

 

อ้างอิง:

The post ฟลีตวูดล้มอาร์เซนอล เกมที่ย้ำว่าเรื่องราว ‘แจ็คผู้ฆ่ายักษ์’ เกิดขึ้นได้เสมอในฟุตบอลถ้วยอังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีมเดียวสะเทือนสปอนเซอร์ แบรนด์จีนเลิกสัญญาเอ็มบัปเป หลังคำพูดที่ถูกมองว่าไม่ให้เกียรติเหมา เจ๋อตง ด้านเจ้าตัวออกแถลงการณ์ขอโทษ https://thestandard.co/mbappe-china-sponsor-backlash-apology/ Wed, 28 Oct 2026 05:45:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1272615 ขวดเครื่องดื่มเกลือแร่ตงเผิง ปู้สุ่ยล่า วางเรียงบนชั้นจำหน่ายสินค้า

คีเลียน เอ็มบัปเป กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสและสโมสรเรอัล ม […]

The post มีมเดียวสะเทือนสปอนเซอร์ แบรนด์จีนเลิกสัญญาเอ็มบัปเป หลังคำพูดที่ถูกมองว่าไม่ให้เกียรติเหมา เจ๋อตง ด้านเจ้าตัวออกแถลงการณ์ขอโทษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขวดเครื่องดื่มเกลือแร่ตงเผิง ปู้สุ่ยล่า วางเรียงบนชั้นจำหน่ายสินค้า

คีเลียน เอ็มบัปเป กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสและสโมสรเรอัล มาดริด ออกแถลงการณ์ขอโทษชาวจีนเมื่อวันอังคารที่ 27 ตุลาคม หลังคำพูดของเขาถึงมีมที่มีภาพคล้าย เหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน ถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ จนแบรนด์จีนหลายรายประกาศยุติความร่วมมือ และสถานีโทรทัศน์ของรัฐจีนงดถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกสเปน

 

 

เหตุการณ์เริ่มจากคลิปที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเอ็มบัปเปถูกถามในรายการ The Bridge ของฝรั่งเศสว่ามีมเกี่ยวกับตัวเองอันไหนที่ทำให้หัวเราะมากที่สุด

 

เขาตอบว่า “มีมที่ทำให้ผมหัวเราะมากที่สุดคืออันที่เป็นวิดีโอผู้ชายคนหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นผู้นำเผด็จการของจีน” ก่อนจะหัวเราะ และคลิปก็ตัดไปที่ภาพใบหน้าของเขาซ้อนบนภาพที่ดูคล้ายเหมา เจ๋อตง

 

ในคลิปที่เผยแพร่อยู่ เอ็มบัปเปไม่ได้เอ่ยชื่อเหมา เจ๋อตง และบอกว่าเขาใช้มีมนี้กับเพื่อนบ่อยๆ ระหว่างเล่นเกมออนไลน์ ขณะที่ ETtoday สื่อของไต้หวัน รายงานว่าภาพในมีมดังกล่าวคือเหมา เจ๋อตง ส่วนรายการ The Bridge ระบุว่าคลิปนี้เป็นเบื้องหลังการถ่ายทำตอนหนึ่งเมื่อเดือนเมษายน

 

“ระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง ผมแสดงปฏิกิริยาต่อภาพของตัวเอง ความเห็นของผมไม่เหมาะสม และตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่ามันทำร้ายความรู้สึกของคนจำนวนมากในจีนและชุมชนชาวจีนทั่วโลก” เอ็มบัปเประบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน

 

“ผมขอโทษทุกคนที่ไม่สบายใจกับคำพูดของผม ผมไม่ได้ตั้งใจเช่นนั้นเลย ผมเคารพชาวจีนและประวัติศาสตร์ของจีนอย่างยิ่ง และขอโทษอย่างจริงใจ” เขากล่าว

 

แบรนด์จีนยุติความร่วมมือ สื่อรัฐงดถ่ายทอดสด

 

กระแสไม่พอใจเริ่มขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม หลัง Dongqiudi เว็บบอร์ดฟุตบอลชื่อดังของจีน ออกแถลงการณ์ว่าคำพูดของเอ็มบัปเป ‘ไม่เหมาะสม’ และ ‘ทำร้ายความรู้สึกของชาวจีน’ โดยระบุว่า ‘ไม่สามารถแปล’ คำพูดดังกล่าวได้ เพราะ ‘เป็นการดูหมิ่นจีนและชาวจีน’

 

จากนั้นภาพหน้าจอคลิปก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดียจีน มีผู้เรียกร้องให้บอยคอตต์ทั้งเอ็มบัปเปและเรอัล มาดริด และภายในเวลา 14.00 น. ของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น 5 ใน 10 หัวข้อยอดนิยมบน Weibo เป็นเรื่องของเอ็มบัปเป

 

Mengniu ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ที่สุดของจีน และ Dongpeng (Eastroc Beverage) ผู้ผลิตเครื่องดื่ม ต่างประกาศยุติการให้เอ็มบัปเปเป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ แม้จะไม่ได้อ้างถึงคลิปหรือเหมา เจ๋อตงโดยตรง โดย Mengniu ระบุว่าบริษัท ‘คัดค้านอย่างแน่วแน่ และไม่ยอมรับคำพูดหรือการกระทำใดๆ ที่ทำร้ายความรู้สึกของชาวจีน’

 

ด้านหุ้น Eastroc ร่วงลงมากที่สุด 4.1% ในตลาดเซี่ยงไฮ้ ส่วนหุ้น Mengniu ลดลงราว 3% ในตลาดฮ่องกง

 

สื่อจีนรายงานว่าสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐจะหยุดถ่ายทอดสดฟุตบอลลาลีกา และ Global Times หนังสือพิมพ์ของรัฐ รายงานว่าแอปข่าวของ CCTV จะไม่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับเอ็มบัปเป

 

บัญชีทางการของเอ็มบัปเปบน Weibo และ Xiaohongshu ซึ่งมีผู้ติดตามราว 1 ล้านคนในแต่ละแพลตฟอร์ม ยังถูกระงับการใช้งาน โดยมีข้อความระบุว่าละเมิดกฎ

 

ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า “คำพูดและการกระทำที่ทำร้ายความรู้สึกของชาวจีน ย่อมได้รับการต่อต้านจากทุกฝ่ายในสังคมจีนเป็นธรรมดา”

 

ลาลีกาและสปอนเซอร์ระดับโลกเร่งออกมาขอโทษ

 

ลาลีกาออกแถลงการณ์ขอโทษภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยระบุว่า “เสียใจอย่างยิ่งต่อความไม่พอใจที่คำพูดของเอ็มบัปเปสร้างให้กับแฟนบอลชาวจีน” ซึ่ง WSJ รายงานว่าลาลีกาต้องการปกป้องสัญญาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในจีน ที่มีรายงานว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.39 พันล้านบาท) ต่อปี

 

“ความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อจีน ประชาชนชาวจีน และสถาบันต่างๆ ของจีนนั้นมั่นคง ความสัมพันธ์ที่สร้างมานานหลายปีไม่อาจเสียหายได้จากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว” ฮาเวียร์ เตบาส ประธานลาลีกา กล่าว

 

จังหวะเวลายังไม่ดีนักสำหรับเอ็มบัปเป ซึ่งเพิ่งเปลี่ยนสปอนเซอร์จาก Nike มาเซ็นสัญญา 10 ปีกับ On แบรนด์รองเท้าพรีเมียมสัญชาติสวิส เมื่อเดือนกันยายน โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคิดเป็น 20% ของยอดขาย On และบริษัทมีร้านค้าปลีกในจีนถึง 38 แห่ง

 

“แม้คำพูดของนักกีฬาทุกคนจะเป็นความเห็นส่วนตัว แต่เรายินดีรับทราบคำขอโทษของคีเลียน เอ็มบัปเป เราเคารพชาวจีนและมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของจีนอย่างยิ่ง” On ระบุ ทั้งนี้ On ได้ลบโพสต์ที่เกี่ยวกับเอ็มบัปเปออกจากบัญชีโซเชียลมีเดียในจีน และหุ้นของบริษัทร่วงลงมากที่สุด 5.7% เมื่อวันอังคาร

 

สื่อจีนบางรายยังรายงานว่า Dior ซึ่งใช้เอ็มบัปเปเป็นพรีเซนเตอร์ระดับโลกมานาน ได้ลบโพสต์บางส่วนที่มีเอ็มบัปเป แต่ตัวแทนของ Dior ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น ขณะที่รายการ The Bridge ก็ออกมาขอโทษสำหรับความไม่พอใจที่เกิดขึ้น รวมถึงขอโทษเอ็มบัปเป พันธมิตรของเขา และองค์กรที่อาจได้รับผลกระทบด้านความสัมพันธ์กับจีน

 

มุกเผด็จการในวงการฟุตบอลที่ข้ามเส้นความอ่อนไหวของจีน

 

มีม ‘เอ็มบัปเปผู้เผด็จการ’ เริ่มต้นจากการล้อเลียนอิทธิพลของเขาในสโมสรปารีส แซงต์-แชร์กแมง ช่วงต่อสัญญาเมื่อปี 2022 ซึ่งแฟนบอลมองว่าเขามีอำนาจตัดสินใจว่าใครจะได้ลงเล่น ใครจะถูกปลด หรือใครจะถูกขาย ก่อนที่มีมจะแพร่หลายขึ้นหลังเขาย้ายไปเรอัล มาดริด

 

ตัวละครที่ถูกใช้บ่อยคือ โมบูตู เซเซ เซโก อดีตผู้ปกครองซาอีร์ โดย อุสมาน เดมเบเล เพื่อนร่วมทีมชาติฝรั่งเศส เคยเรียกเอ็มบัปเปว่า ‘Mobut’ ในคลิปที่สมาคมฟุตบอลฝรั่งเศสเผยแพร่ระหว่างฟุตบอลโลก 2026

 

เอ็มบัปเปเองก็รู้ถึงประวัติศาสตร์อันไม่น่าขำเบื้องหลังมุกเหล่านี้ เขาบอกกับ France Football เมื่อเดือนกันยายนว่ามีมบางส่วน ‘แสดงให้เห็นว่าผู้คนขาดความตระหนักทางการเมืองและความเป็นมนุษย์’ และ ‘การถูกเปรียบเทียบกับคนที่ฆ่าคนอื่น หรือทำให้คนนับล้านต้องทุกข์ทรมาน ผมไม่คิดว่าผมเคยทำแบบนั้นในชีวิต’

 

แต่สำหรับจีน เหมา เจ๋อตง เป็นเรื่องที่อ่อนไหวกว่ามาก เขาเป็นผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 และยังเป็นศูนย์กลางของประวัติศาสตร์ฉบับทางการ

 

แม้ BBC และ Bloomberg จะระบุว่านโยบายก้าวกระโดดไกล (Great Leap Forward) ของเขาทำให้เกิดทุพภิกขภัยหรือภาวะอดอยากครั้งใหญ่ ที่มีผู้เสียชีวิตหลายสิบล้านคน แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังยกย่องเขาเป็นสัญลักษณ์ของชาติ มุกหรือมีมเกี่ยวกับเหมาจึงยังเป็นเรื่องต้องห้ามในจีน

 

จีนเคยตอบโต้คำพูดของบุคคลในวงการกีฬาตะวันตกอย่างรุนแรงมาแล้ว แต่กรณีที่โด่งดังที่สุดล้วนเป็นการวิจารณ์รัฐบาลจีนโดยตรง

 

ในปี 2019 การแข่งขันของอาร์เซนอลเคยหายไปจากหน้าจอโทรทัศน์จีนชั่วคราว หลัง เมซุต เออซิล วิจารณ์จีนเรื่องการปฏิบัติต่อชาวมุสลิมในซินเจียง ขณะที่ปีเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ของรัฐจีนก็แบนการถ่ายทอดสดเกมของทีมฮิวสตัน ร็อกเก็ตส์ หลัง ดาริล มอเรย์ ซึ่งขณะนั้นดูแลการบริหารทีม ทวีตสนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกง

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 33.86 บาท ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569

 

ภาพ: Cheng Xin/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post มีมเดียวสะเทือนสปอนเซอร์ แบรนด์จีนเลิกสัญญาเอ็มบัปเป หลังคำพูดที่ถูกมองว่าไม่ให้เกียรติเหมา เจ๋อตง ด้านเจ้าตัวออกแถลงการณ์ขอโทษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็มบัปเปขอโทษชาวจีน หลังเล่นมุกเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อตง จนถูกแบรนด์ระงับความร่วมมือ https://thestandard.co/mbappe-apologises-china-mao-zedong-meme/ Wed, 28 Oct 2026 03:18:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1272516 คีลิยัน เอ็มบัปเป กองหน้าเรอัล มาดริด และเครื่องดื่มแบรนด์จีนที่เขาร่วมงาน

คีลิยัน เอ็มบัปเป กองหน้าของเรอัล มาดริด ออกแถลงการณ์ขอ […]

The post เอ็มบัปเปขอโทษชาวจีน หลังเล่นมุกเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อตง จนถูกแบรนด์ระงับความร่วมมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คีลิยัน เอ็มบัปเป กองหน้าเรอัล มาดริด และเครื่องดื่มแบรนด์จีนที่เขาร่วมงาน

คีลิยัน เอ็มบัปเป กองหน้าของเรอัล มาดริด ออกแถลงการณ์ขอโทษ หลังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับมีมที่เชื่อมโยงกับ เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำจีน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศจีน และมีรายงานว่าแบรนด์จีนหลายรายยุติความร่วมมือกับเขา

 

ประเด็นดังกล่าวเกิดจากคลิปรายการ The Bridge ซึ่งเอ็มบัปเปพูดถึงมีมที่ทำให้เขาหัวเราะมากที่สุด โดยกล่าวถึงภาพของบุคคลที่เขาคิดว่าเป็นผู้นำเผด็จการจีน ก่อนปรากฏภาพตัดต่อใบหน้าของเขาเข้ากับบุคคลที่มีลักษณะคล้ายเหมา เจ๋อตง

 

มีมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมุกล้อเลียนที่เรียกเอ็มบัปเปว่าเป็น ‘เผด็จการ’ จากอิทธิพลที่เขามีในวงการฟุตบอล อย่างไรก็ตาม คำพูดดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลชาวจีน จนเกิดกระแสเรียกร้องให้คว่ำบาตรทั้งนักเตะและสโมสรเรอัล มาดริด

 

ล่าสุด เอ็มบัปเปออกแถลงการณ์ยอมรับว่าความคิดเห็นของเขาไม่เหมาะสม และเข้าใจแล้วว่าคำพูดดังกล่าวสร้างความรู้สึกไม่ดีต่อผู้คนในจีนและชุมชนชาวจีนทั่วโลก พร้อมกล่าวขอโทษทุกคนที่ได้รับผลกระทบ

 

ขณะที่ลาลีกาออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอโทษแฟนฟุตบอลชาวจีนเช่นกัน

 

ทั้งนี้ คลิปต้นฉบับไม่ปรากฏอยู่บนช่อง YouTube ของรายการ และยังไม่ชัดเจนว่าบทสัมภาษณ์ดังกล่าวเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อใด โดยในคลิปที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์ เอ็มบัปเปไม่ได้เอ่ยชื่อเหมาเจ๋อตง โดยตรง

 

ภาพ: VCG, NurPhoto / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เอ็มบัปเปขอโทษชาวจีน หลังเล่นมุกเกี่ยวกับ เหมา เจ๋อตง จนถูกแบรนด์ระงับความร่วมมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Skechers เปิดตัวสตั๊ดคู่พิเศษ ฉลองบัลลงดอร์ ของ แฮร์รี เคน https://thestandard.co/skechers-ballon-dor-boots-harry-kane/ Tue, 27 Oct 2026 09:25:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1272397 รองเท้าสตั๊ด Skechers รุ่นพิเศษสีขาวทองสำหรับ แฮร์รี เคน ฉลองรางวัลบัลลงดอร์

แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษ คว้ารางวัลบัลลงดอร์ 202 […]

The post Skechers เปิดตัวสตั๊ดคู่พิเศษ ฉลองบัลลงดอร์ ของ แฮร์รี เคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเท้าสตั๊ด Skechers รุ่นพิเศษสีขาวทองสำหรับ แฮร์รี เคน ฉลองรางวัลบัลลงดอร์

แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษ คว้ารางวัลบัลลงดอร์ 2026 ไปครองได้สำเร็จ หลังโชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยมต่อเนื่องตลอดฤดูกาล 2025/26 และที่น่าสนใจคือ เขาสร้างผลงานทั้งหมดนี้ด้วยการสวมรองเท้าสตั๊ดจาก Skechers Football

ดูภาพข่าว 

แม้การคว้าบัลลงดอร์จะเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในระดับบุคคลอยู่แล้ว แต่ชัยชนะของเคนในครั้งนี้ยังมีความสำคัญอย่างมากต่อ Skechers ในฐานะแบรนด์ผู้ท้าชิงในตลาดรองเท้าฟุตบอล เพราะรางวัลส่วนบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้ Skechers Football และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแบรนด์สามารถก้าวขึ้นมาแข่งขันกับผู้ผลิตรองเท้าสตั๊ดรายใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานได้อย่างจริงจัง

 

เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ Skechers Football ได้เปิดตัวรองเท้าสตั๊ดรุ่นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรางวัลบัลลงดอร์ สำหรับเคนโดยเฉพาะ ตามธรรมเนียมที่แบรนด์กีฬามักผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษให้กับนักฟุตบอลชายและหญิงที่คว้ารางวัลนี้

 

รองเท้าคู่ดังกล่าวมาในโทนสีขาวและทอง สื่อถึงความยิ่งใหญ่ของรางวัลบัลลงดอร์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า Skechers จะวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นพิเศษดังกล่าวให้แฟนฟุตบอลทั่วไปได้จับจองหรือไม่

 

ปัจจุบัน เคนสวมรองเท้าสตั๊ดรุ่น Skechers SKX_2 และทำไปแล้ว 14 ประตูในฤดูกาล 2026/27

 

 

รองเท้าสตั๊ด Skechers รุ่นพิเศษสีขาวทองสำหรับ แฮร์รี เคน ฉลองรางวัลบัลลงดอร์ 1รองเท้าสตั๊ด Skechers รุ่นพิเศษสีขาวทองสำหรับ แฮร์รี เคน ฉลองรางวัลบัลลงดอร์ 2รองเท้าสตั๊ด Skechers รุ่นพิเศษสีขาวทองสำหรับ แฮร์รี เคน ฉลองรางวัลบัลลงดอร์ 3รองเท้าสตั๊ด Skechers รุ่นพิเศษสีขาวทองสำหรับ แฮร์รี เคน ฉลองรางวัลบัลลงดอร์ 4

 

ภาพ: harrykane / Instagram

The post Skechers เปิดตัวสตั๊ดคู่พิเศษ ฉลองบัลลงดอร์ ของ แฮร์รี เคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็มบัปเป เปิดตัวสตั๊ดต้นแบบจาก On ในศึกเอลกลาซิโก https://thestandard.co/mbappe-unveiled-prototype-boots-from-on-in-el/ Tue, 27 Oct 2026 01:41:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1272104 คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On

คีลิยัน เอ็มบัปเป กองหน้าของเรอัล มาดริด ประเดิมสวมรองเ […]

The post เอ็มบัปเป เปิดตัวสตั๊ดต้นแบบจาก On ในศึกเอลกลาซิโก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On

คีลิยัน เอ็มบัปเป กองหน้าของเรอัล มาดริด ประเดิมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบรุ่น ON-DCPT-KM410 ที่พัฒนาร่วมกับ On แบรนด์กีฬาจากสวิตเซอร์แลนด์ ในเกมเอลกลาซิโกที่เรอัล มาดริด เอาชนะบาร์เซโลนา 2-1

 

รองเท้ารุ่นดังกล่าวได้รับการออกแบบโดยเน้นความเร็วเป็นหลัก มาพร้อมส่วนบนแบบไร้รอยต่อที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี LightSpray พื้นรองเท้าสีโครเมียม และปุ่มสตั๊ดที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการเร่งความเร็วและการเคลื่อนที่ในสนาม

 

สำหรับ ON-DCPT-KM410 ยังอยู่ในขั้นต้นแบบ โดย On วางแผนเปิดตัวรองเท้ารุ่นนี้อย่างเป็นทางการในปี 2027

 

คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On 1คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On 2คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On 3คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On 4คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On 5คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On 6คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On 7คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On 8คีลิยัน เอ็มบัปเป ฉลองการทำประตูให้เรอัล มาดริด พร้อมสวมรองเท้าสตั๊ดต้นแบบจาก On 9

 

ภาพ: on.football / Instagram, David Ramos, Antonio Villalba / Getty Images

The post เอ็มบัปเป เปิดตัวสตั๊ดต้นแบบจาก On ในศึกเอลกลาซิโก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รางวัลของคนไม่ยอมแพ้ บัลลงดอร์ในวัย 33 ของ ‘แฮร์รี เคน’ บทพิสูจน์ที่มาช้า… แต่ทรงคุณค่าที่สุด https://thestandard.co/harry-kane-wins-ballon-dor/ Tue, 27 Oct 2026 01:29:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1272075 แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษและบาเยิร์น มิวนิก ขณะพูดบนเวทีประกาศรางวัลบัลลงดอร์

หลังใช้ชีวิตบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพมานานกว่าทศวรรษ ความ […]

The post รางวัลของคนไม่ยอมแพ้ บัลลงดอร์ในวัย 33 ของ ‘แฮร์รี เคน’ บทพิสูจน์ที่มาช้า… แต่ทรงคุณค่าที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษและบาเยิร์น มิวนิก ขณะพูดบนเวทีประกาศรางวัลบัลลงดอร์

หลังใช้ชีวิตบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพมานานกว่าทศวรรษ ความสำเร็จที่ แฮร์รี เคน เฝ้ารอคอยมาตลอดเริ่มทยอยมาถึงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

 

จากการคว้าแชมป์บุนเดสลีกากับบาเยิร์น มิวนิก ในฤดูกาล 2024/25 ซึ่งช่วยยุติคำครหาที่ติดตัวเขามานานในฐานะกองหน้าระดับโลกผู้ไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์ ก่อนต่อยอดความสำเร็จด้วยการพาบาเยิร์นคว้าดับเบิลแชมป์ในฤดูกาลถัดมา พร้อมสร้างผลงานส่วนตัวที่ยอดเยี่ยมด้วยการยิง 61 ประตูจาก 51 นัด และอีก 12 ประตูในนามทีมชาติอังกฤษ

 

ผลงานตลอดฤดูกาล 2025/26 ส่งให้เคนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวเต็งรางวัลบัลลงดอร์ ก่อนที่ค่ำคืนวันที่ 26 ตุลาคม 2026 ณ กรุงลอนดอน ชื่อของเขาจะถูกประกาศให้เป็นผู้ชนะจากปากของ โรนัลโด นาซาริโอ หรือ R9 ตำนานกองหน้าทีมชาติบราซิล ผู้เคยคว้ารางวัลนี้มาแล้ว 2 สมัย

 

ในวัย 33 ปี เคนกลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปีที่คว้าบัลลงดอร์ ต่อจาก ไมเคิล โอเวน เมื่อปี 2001 และเป็นนักเตะบาเยิร์น มิวนิก คนแรกที่ได้รับรางวัลนี้นับตั้งแต่ คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก เมื่อปี 1981

 

แต่กว่าจะมาถึงวันที่ได้รับการยอมรับในฐานะนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก เคนต้องผ่านช่วงเวลาที่ถูกมองข้าม ความผิดหวัง และการพิสูจน์ตัวเองมาแล้วหลายครั้ง

 

เรื่องราวของเขาเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยังเป็นเด็กชายวัย 8 ปี ที่ได้รับโอกาสเข้าสู่อะคาเดมีของอาร์เซนอล ก่อนถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา เพราะถูกมองว่ายังมีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะก้าวไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพระดับสูง

 

ในเวลานั้น คงมีไม่กี่คนที่คาดคิดว่าเด็กชายที่อาร์เซนอลปล่อยตัว จะเติบโตขึ้นมาเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และทีมชาติอังกฤษ ก่อนกลับมายืนบนเวทีรับรางวัลบัลลงดอร์ในกรุงลอนดอน บ้านเกิดของตัวเอง

 

แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษและบาเยิร์น มิวนิก ขณะพูดบนเวทีประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 1

 

การเดินทางของ London Boy สู่กองหน้าที่ไม่มีใครมองข้าม

 

เคนเติบโตในย่านชิงฟอร์ด ทางตะวันออกของกรุงลอนดอน และเริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับสโมสรท้องถิ่น ก่อนมีโอกาสเข้าสู่อะคาเดมีของอาร์เซนอลตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเขากับทีมปืนใหญ่จบลงอย่างรวดเร็ว หลังสโมสรตัดสินใจปล่อยตัวเขา โดยมีการระบุว่าเคนยังขาดทั้งความเร็วและรูปร่างที่เหมาะสม

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เด็กชายคนหนึ่งพยายามพัฒนาตัวเองต่อไป

 

ภายหลังเคนได้รับโอกาสจากท็อตแนม ฮอตสเปอร์ แต่การก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ก็ไม่ได้เกิดขึ้นทันที

 

เขาต้องผ่านช่วงเวลาของการถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นกับเลย์ตัน โอเรียนท์, มิลล์วอลล์, นอริช ซิตี และเลสเตอร์ ซิตี เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในฟุตบอลอาชีพ

 

โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มิลล์วอลล์ ซึ่งเคนเคยย้อนเล่าว่า การต้องลงเล่นในทีมที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้นทำให้เขาเข้าใจความกดดันของฟุตบอลอาชีพมากขึ้น เพราะผลการแข่งขันส่งผลโดยตรงต่อชีวิตและอาชีพของผู้เล่นในทีม

 

หลังจากพยายามอยู่นาน เคนเริ่มได้รับโอกาสอย่างต่อเนื่องกับสเปอร์สในฤดูกาล 2014/15 และค่อยๆ สร้างชื่อจนกลายเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก

 

ตลอดเส้นทางกับสเปอร์ส เขายิงไป 280 ประตูในทุกรายการ กลายเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของสโมสร พร้อมคว้ารางวัลดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก 3 สมัย

 

อย่างไรก็ตาม แม้สถิติส่วนตัวจะเพิ่มขึ้นทุกปี สิ่งหนึ่งที่เคนยังไม่สามารถคว้ามาได้คือแชมป์รายการใหญ่

 

แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษและบาเยิร์น มิวนิก ขณะพูดบนเวทีประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 2

 

เมื่อการยิงประตูมากมาย ยังไม่เพียงพอ..

 

เคนเคยผ่านความผิดหวังมาแล้วหลายครั้ง ทั้งการพาสเปอร์สเข้าชิงยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ปี 2019 ก่อนแพ้ลิเวอร์พูล รวมถึงการพลาดแชมป์ลีกคัพ และการเป็นส่วนหนึ่งของทีมชาติอังกฤษที่เข้าชิงยูโร 2020 และ 2024 แต่จบลงด้วยตำแหน่งรองแชมป์ทั้งสองครั้ง

 

แม้จะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหน้าชั้นนำของยุโรป แต่การไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือกลับกลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาพูดถึงทุกครั้งเมื่อมีการประเมินความสำเร็จในอาชีพของเขา

 

ในปี 2023 เคนตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการอำลาสเปอร์ส สโมสรที่เขาผูกพันมาตั้งแต่เด็ก เพื่อย้ายไปร่วมทีมบาเยิร์น มิวนิก

 

เวลานั้นเขายิงไปแล้ว 213 ประตูในพรีเมียร์ลีก ตามหลังสถิติสูงสุดตลอดกาลของ อลัน เชียเรอร์ เพียง 47 ประตู แต่เลือกออกจากอังกฤษเพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในระดับสโมสร

 

ทว่าแม้จะย้ายไปอยู่กับทีมที่เคยครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลเยอรมัน ฤดูกาลแรกของเคนกลับจบลงโดยไม่มีแชมป์เช่นเดิม

 

กระทั่งฤดูกาล 2024/25 เขาเดินหน้ากระหน่ำสกอร์ เป็นกุญแจสำคัญพาทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้สำเร็จ ซึ่งเป็นถ้วยแชมป์รายการใหญ่ใบแรกในอาชีพนักฟุตบอลของเขา

 

และหลังจากใช้เวลาหลายปีเพื่อรอคอยความสำเร็จแรก เคนกลับใช้เวลาอีกเพียงหนึ่งฤดูกาลในการก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของฟุตบอลโลกในรางวัลระดับบุคคล

 

แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษและบาเยิร์น มิวนิก ขณะพูดบนเวทีประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 3

 

73 ประตู กับฤดูกาลที่พาเขาสู่บัลลงดอร์

 

ฤดูกาล 2025/26 กลายเป็นปีที่ดีที่สุดในอาชีพของเคน เมื่อเขายิงไปถึง 61 ประตูจาก 51 นัดให้กับบาเยิร์น มิวนิก ในทุกรายการ ซึ่งเป็นสถิติการทำประตูสูงสุดภายในฤดูกาลเดียวของสโมสร

 

ในจำนวนนี้แบ่งเป็น 36 ประตูในบุนเดสลีกา, 14 ประตูในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก, 10 ประตูในเดเอฟเบ โพคาล และอีก 1 ประตูในเยอรมัน ซูเปอร์คัพ

 

เขายังทำแฮตทริกในเกมนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล ช่วยบาเยิร์นเอาชนะสตุ๊ตการ์ท 3-0 พร้อมพาทีมคว้าดับเบิลแชมป์ในประเทศ

 

ขณะเดียวกัน เคนยังทำอีก 12 ประตูให้ทีมชาติอังกฤษ รวมถึง 6 ประตูในฟุตบอลโลก 2026 ทำให้เขามีผลงานรวมทั้งสิ้น 73 ประตู กับอีก 8 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 65 นัด ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ

 

ตัวเลขดังกล่าวทำให้เคนเป็นหนึ่งในนักเตะที่ทำประตูได้มากที่สุดภายในหนึ่งฤดูกาล โดยมีเพียง ลิโอเนล เมสซี ที่เคยทำได้มากกว่า เมื่อยิงรวม 82 ประตูให้บาร์เซโลนาและทีมชาติอาร์เจนตินาในฤดูกาล 2011/12

 

นอกจากนี้ เคนยังทำสถิติยิงประตูอย่างน้อย 20 ลูกให้สโมสรได้ถึง 12 ฤดูกาลติดต่อกัน นับตั้งแต่ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของสเปอร์สในปี 2014/15

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความสม่ำเสมอที่เขารักษาไว้ได้ตลอดเส้นทางอาชีพ

 

แม้บาเยิร์นจะหยุดเส้นทางในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกที่รอบรองชนะเลิศ และทีมชาติอังกฤษไปไม่ถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แต่ผลงานส่วนตัวตลอดทั้งฤดูกาลก็เพียงพอให้เคนได้รับคะแนนโหวตเหนือ คีเลียน เอ็มบัปเป และลามีน ยามาล

 

พร้อมกลายเป็นนักเตะบาเยิร์นคนแรกในรอบ 45 ปีที่ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ ต่อจาก คาร์ล-ไฮนซ์ รุมเมนิกเก ในปี 1981

 

แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษและบาเยิร์น มิวนิก ขณะพูดบนเวทีประกาศรางวัลบัลลงดอร์ 4

 

วันที่ความพยายามได้รับการยอมรับ

 

บนเวทีประกาศรางวัลบัลลงดอร์ที่กรุงลอนดอน เคนยอมรับว่าเขาแทบไม่สามารถหาคำพูดมาอธิบายความรู้สึกของตัวเองได้

 

“ผมแทบพูดไม่ออกเลย การได้มายืนอยู่ตรงนี้ที่ลอนดอนทำให้มันพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก”

 

นอกจากกล่าวขอบคุณผู้ลงคะแนนและแสดงความยินดีกับผู้เข้าชิงคนอื่นๆ เคนยังใช้โอกาสนี้ขอบคุณเพื่อนร่วมทีมและทีมงานที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเขา ทั้งที่บาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ รวมถึง แว็งซ็องต์ กอมปานี กุนซือบาเยิร์นที่กำลังพักรักษาตัวจากอาการป่วย

 

อีกหนึ่งชื่อที่เคนไม่ลืมกล่าวถึงคือ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สโมสรที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพค้าแข้ง และเป็นสถานที่ที่หล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นหนึ่งในกองหน้าชั้นนำของโลก

 

คำขอบคุณเหล่านี้สะท้อนว่า แม้บัลลงดอร์จะเป็นรางวัลส่วนบุคคล แต่สำหรับเคน ความสำเร็จในวันนี้เกิดขึ้นจากผู้คนมากมายที่ร่วมเดินทางกับเขามาตลอด ทั้งในวันที่สมหวังและวันที่ต้องเผชิญกับความผิดหวัง

 

สำหรับเคน รางวัลในค่ำคืนนี้จึงมีความหมายมากกว่าการเป็นนักฟุตบอลอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปีที่ได้ครอบครองลูกบอลทองคำ

 

เพราะตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาเคยเป็นทั้งเด็กที่ถูกปล่อยตัว นักเตะที่ต้องออกไปพิสูจน์ตัวเองในลีกระดับล่าง ดาวยิงที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการไม่มีแชมป์ และกองหน้าที่ตัดสินใจออกจากสโมสรซึ่งผูกพันมาตลอดชีวิตเพื่อไล่ตามความสำเร็จ

 

เมื่อมองย้อนกลับไป เคนอาจไม่ได้เดินทางมาถึงจุดนี้รวดเร็วเท่ากับนักเตะระดับโลกหลายคน และไม่ได้มีถ้วยแชมป์รายการใหญ่ติดมือตั้งแต่อายุยังน้อย

 

แต่สิ่งที่เขาทำได้มาตลอดคือการรักษามาตรฐาน พัฒนาตัวเอง และทำประตูอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าต้องเผชิญกับความผิดหวังมากเพียงใด

 

จากเด็กชายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่ายังไม่ดีพอ วันนี้ แฮร์รี เคน กลายเป็นเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 2026

 

และในวัย 33 ปี เขาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความสำเร็จอาจไม่ได้มาถึงในวันที่เราต้องการในทันที

 

แต่สำหรับคนที่ไม่เคยหยุดพยายาม ทุกหยาดเหงื่อและความตั้งใจที่ทุ่มเทลงไป ย่อมมีความหมายในสักวันหนึ่ง

 

อ้างอิง:

The post รางวัลของคนไม่ยอมแพ้ บัลลงดอร์ในวัย 33 ของ ‘แฮร์รี เคน’ บทพิสูจน์ที่มาช้า… แต่ทรงคุณค่าที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ballon d’Or 2026 6 ตัวเต็งลุ้นบัลลงดอร์ ใครจะได้ครองลูกบอลทองคำปีนี้? https://thestandard.co/ballon-dor-2026-six-favorites/ Mon, 26 Oct 2026 02:52:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1271758 6 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ

คืนนี้เราจะได้รู้กันแล้วว่าใครจะเป็นเจ้าของรางวัลบัลลงด […]

The post Ballon d’Or 2026 6 ตัวเต็งลุ้นบัลลงดอร์ ใครจะได้ครองลูกบอลทองคำปีนี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ

คืนนี้เราจะได้รู้กันแล้วว่าใครจะเป็นเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 2026 ซึ่งปีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่คาดเดาผู้ชนะได้ยาก หลังบรรดานักเตะระดับโลกต่างสร้างผลงานโดดเด่นตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา รวมถึงศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่อาจมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินรางวัลในปีนี้

 

THE STANDARD SPORT คัดเลือก 6 นักเตะจากรายชื่อผู้เข้าชิง โดยอ้างอิงกระแสและรายงานจากสื่อต่างประเทศที่มองว่าพวกเขาคือกลุ่มตัวเต็งลุ้นคว้าลูกบอลทองคำในปีนี้ ท่ามกลางการแข่งขันที่ยังเปิดกว้างและยากจะคาดเดาผลลัพธ์

 

แล้วคุณล่ะ คิดว่าใครจะเป็นผู้คว้าบัลลงดอร์ 2026 ไปครอง?

 

6 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 16 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 26 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 36 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 46 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 56 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 66 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 76 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 86 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 96 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 106 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 116 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 126 นักเตะตัวเต็งรางวัล Ballon d'Or 2026 พร้อมถ้วยรางวัลลูกบอลทองคำ 13

The post Ballon d’Or 2026 6 ตัวเต็งลุ้นบัลลงดอร์ ใครจะได้ครองลูกบอลทองคำปีนี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิโอเนล เมสซี หวนคืนสเปน รับรางวัลเกียรติยศด้านกีฬาจากเจ้าหญิงเลโอนอร์ https://thestandard.co/lionel-messi-princess-asturias-award/ Sat, 24 Oct 2026 05:47:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1271381 ลิโอเนล เมสซี ขณะเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports และจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์

ลิโอเนล เมสซี ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนตินา เดินทางกลับมายัง […]

The post ลิโอเนล เมสซี หวนคืนสเปน รับรางวัลเกียรติยศด้านกีฬาจากเจ้าหญิงเลโอนอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิโอเนล เมสซี ขณะเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports และจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์

ลิโอเนล เมสซี ดาวเตะทีมชาติอาร์เจนตินา เดินทางกลับมายังประเทศสเปน เพื่อเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports ประจำปี 2026 ซึ่งเป็นรางวัลเกียรติยศด้านกีฬาของสเปน โดยมีเจ้าหญิงเลโอนอร์ มกุฎราชกุมารีแห่งสเปน ร่วมในพิธีมอบรางวัล

 

ภายในพิธี เมสซีได้ขึ้นรับรางวัลบนเวทีและจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์ ก่อนโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย แสดงความรู้สึกยินดีกับเกียรติยศครั้งนี้

 

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports ขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกคน ผมดีใจที่ได้รู้จักทุกคน และมีความสุขมากที่ได้ใช้เวลาร่วมกันในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

 

“ขอบคุณมูลนิธิ Princess of Asturias สำหรับการยกย่องครั้งนี้ ซึ่งมีความพิเศษและมีความหมายกับผมมาก รวมถึงขอบคุณทุกคนสำหรับความรักและการต้อนรับที่มอบให้

 

“ผมไม่ได้กลับมาที่นี่นานแล้ว และบอกตามตรงว่าผมมีความสุขกับการกลับมาครั้งนี้มาก ขอส่งความปรารถนาดีถึงทุกคน”

 

สำหรับรางวัล Princess of Asturias Awards เป็นรางวัลเกียรติยศที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่สร้างผลงานโดดเด่นในสาขาต่างๆ ทั้งกีฬา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ และสังคม

 

ลิโอเนล เมสซี ขณะเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports และจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์ 1ลิโอเนล เมสซี ขณะเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports และจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์ 2ลิโอเนล เมสซี ขณะเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports และจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์ 3ลิโอเนล เมสซี ขณะเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports และจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์ 4ลิโอเนล เมสซี ขณะเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports และจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์ 5ลิโอเนล เมสซี ขณะเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports และจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์ 6ลิโอเนล เมสซี ขณะเข้ารับรางวัล Princess of Asturias Award for Sports และจับมือกับเจ้าหญิงเลโอนอร์ 7

The post ลิโอเนล เมสซี หวนคืนสเปน รับรางวัลเกียรติยศด้านกีฬาจากเจ้าหญิงเลโอนอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรูโนตั้งคำถามถึงแท็กติก คาร์ริกสวนเรื่องความทุ่มเท สรุปใครกันแน่ที่ผิด? https://thestandard.co/bruno-carrick-manchester-united-tactics-clash/ Thu, 22 Oct 2026 08:02:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1270914 ภาพตัดต่อเปรียบเทียบ ไมเคิล คาร์ริก และ บรูโน แฟร์นันด์ส มีรอยร้าวตรงกลาง

สถานการณ์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มน่าเป็นห่วงมากขึ้ […]

The post บรูโนตั้งคำถามถึงแท็กติก คาร์ริกสวนเรื่องความทุ่มเท สรุปใครกันแน่ที่ผิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัดต่อเปรียบเทียบ ไมเคิล คาร์ริก และ บรูโน แฟร์นันด์ส มีรอยร้าวตรงกลาง

สถานการณ์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มน่าเป็นห่วงมากขึ้น หลังบุกพ่ายโคโม่ 1-4 ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก โดยหลังจบเกมเกิดประเด็นที่น่าสนใจจากบทสัมภาษณ์ของ บรูโน แฟร์นันด์ส กัปตันทีม และ ไมเคิล คาร์ริก ผู้จัดการทีม ซึ่งต่างมีมุมมองต่อสาเหตุของความพ่ายแพ้ครั้งนี้

 

บรูโนให้สัมภาษณ์กับ TNT Sports โดยตั้งคำถามถึงแนวทางการเล่นของทีม โดยเฉพาะการตัดสินใจไม่ใช้การเพรสซิ่งแบบตัวต่อตัว ซึ่งทำให้โคโม่มีพื้นที่ครองบอลและสร้างความมั่นใจในการเล่นมากขึ้น

 

“มันเป็นการตัดสินใจของทีมงานโค้ชที่จะไม่เพรสซิ่งแบบตัวต่อตัว แต่บางครั้งเมื่อคุณปล่อยให้ทีมแบบนี้ครองบอลมากเกินไป พวกเขาก็จะยิ่งมีความมั่นใจ”

 

เมื่อถูกถามว่าเป็นความผิดพลาดทางแท็กติกของคาร์ริกหรือไม่ บรูโนตอบว่า “เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของผู้จัดการทีมและทีมงานที่จะต้องพิจารณา ไม่ใช่ผม”

 

ก่อนเสริมว่าทีมควรกล้าเสี่ยงขึ้นไปเพรสซิ่งสูง เพื่อสร้างความยากลำบากให้คู่แข่งมากกว่านี้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อคาร์ริกถูกถามถึงความคิดเห็นดังกล่าว เจ้าตัวตอบกลับว่า ในครึ่งหลังทีมได้เปลี่ยนมาใช้การเพรสซิ่งแบบตัวต่อตัวแล้ว แต่กลับเสียประตูจากจังหวะนั้น พร้อมชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่แท็กติกเพียงอย่างเดียว

 

“ไม่ว่าคุณจะใช้ระบบหรือแท็กติกแบบไหน ถ้าคุณไม่วิ่ง ไม่วิ่งขึ้นหน้า และไม่วิ่งกลับมาช่วยเกมรับ คุณก็ไม่มีทางชนะ”

 

แม้คาร์ริกจะยอมรับความรับผิดชอบต่อผลงานโดยรวมของทีม แต่บทสัมภาษณ์ของทั้งสองคนก็สะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน และทำให้เกิดคำถามว่า ปัญหาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเวลานี้อยู่ที่การวางแผนของผู้จัดการทีม หรือการเล่นของนักเตะกันแน่

 

ยิ่งเมื่อผลงานของทีมยังไม่กระเตื้อง ความเห็นที่แตกต่างกันเช่นนี้ก็อาจกลายเป็นอีกบททดสอบสำคัญของความเชื่อมั่นระหว่างผู้จัดการทีมกับนักเตะ

 

ยิ่งไปกว่านั้น โปรแกรม 5 นัดต่อไปของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ไม่ใช่งานง่าย เพราะพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับ บอร์นมัธ, เชลซี, โรมา, แอสตัน วิลลา และลิเวอร์พูล ตามลำดับ

 

ท่ามกลางผลงานที่ยังไม่ฟื้นตัว โปรแกรมเหล่านี้อาจกลายเป็นบททดสอบสำคัญของ ไมเคิล คาร์ริก ทั้งในแง่การพาทีมกลับมาคว้าชัยชนะ และการรักษาความเชื่อมั่นภายในทีม ก่อนที่วิกฤตของปีศาจแดงจะลุกลามไปมากกว่านี้

เพราะหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น แมนฯ ยูไนเต็ด อาจต้องกลับมาใช้ทางออกที่คุ้นเคยอย่างการเปลี่ยนกุนซือของทีมอีกครั้ง โดยเฉพาะในวันที่แฟนบอลบางส่วนเริ่มพูดถึงรายชื่อกุนซือคนใหม่ที่อยากเห็นเข้ามารับงานกันแล้ว

 

อ้างอิง:

The post บรูโนตั้งคำถามถึงแท็กติก คาร์ริกสวนเรื่องความทุ่มเท สรุปใครกันแน่ที่ผิด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาร์เซโลนา x AMIRI เปิดตัวชุดทางการฤดูกาล 2026/27 https://thestandard.co/barcelona-amiri-formalwear-collection-2026-27/ Mon, 19 Oct 2026 11:37:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1269942 ชุดสูทและเครื่องแต่งกายทางการของบาร์เซโลนาจากการร่วมมือกับแบรนด์ AMIRI

บาร์เซโลนา ร่วมกับ AMIRI แบรนด์แฟชั่นหรูจากลอสแอนเจลิส […]

The post บาร์เซโลนา x AMIRI เปิดตัวชุดทางการฤดูกาล 2026/27 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชุดสูทและเครื่องแต่งกายทางการของบาร์เซโลนาจากการร่วมมือกับแบรนด์ AMIRI

บาร์เซโลนา ร่วมกับ AMIRI แบรนด์แฟชั่นหรูจากลอสแอนเจลิส เปิดตัวคอลเล็กชันเครื่องแต่งกายทางการประจำฤดูกาล 2026/27 นับเป็นปีที่สองของความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย ภายใต้ข้อตกลงที่ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงฤดูกาล 2029/30

 

คอลเล็กชันนี้ออกแบบสำหรับนักฟุตบอลทีมชายและทีมหญิง รวมถึงผู้บริหารสโมสร เพื่อสวมใส่ระหว่างเดินทางไปแข่งขันฟุตบอลยุโรปและเข้าร่วมการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศรายการสำคัญ

 

จุดเด่นของคอลเล็กชันคือชุดสูทผ้าวูลสีเทาลายทาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากลายเสื้อแข่งอันเป็นเอกลักษณ์ของบาร์เซโลนา ประกอบด้วยเสื้อสูทกระดุมสองแถวและกางเกงทรงขาบาน จับคู่กับเสื้อเชิ้ต Oxford และเนกไทผ้าไหมสีแดงเลือดหมูที่สื่อถึงสีประจำสโมสร

 

นอกจากนี้ ยังมีแจ็กเกตหนังสีแดงเลือดหมู พร้อมงานปักโลโก้ AMIRI บริเวณใต้ตราสโมสร รวมถึงเครื่องประดับและสินค้าเครื่องหนังโทนสีเทา โดยมีหนึ่งในไฮไลต์เป็นกระเป๋าเดินทางทรงดัฟเฟิลลาย Monogram อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

 

สำหรับบาร์เซโลนา มีโปรแกรมเดินทางไปกรุงปารีสในสัปดาห์นี้ เพื่อพบกับปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งอาจเป็นโอกาสแรกที่นักเตะจะสวมใส่คอลเล็กชันใหม่ระหว่างเดินทางไปแข่งขัน

 

ชุดสูทและเครื่องแต่งกายทางการของบาร์เซโลนาจากการร่วมมือกับแบรนด์ AMIRI 1ชุดสูทและเครื่องแต่งกายทางการของบาร์เซโลนาจากการร่วมมือกับแบรนด์ AMIRI 2ชุดสูทและเครื่องแต่งกายทางการของบาร์เซโลนาจากการร่วมมือกับแบรนด์ AMIRI 3ชุดสูทและเครื่องแต่งกายทางการของบาร์เซโลนาจากการร่วมมือกับแบรนด์ AMIRI 4ชุดสูทและเครื่องแต่งกายทางการของบาร์เซโลนาจากการร่วมมือกับแบรนด์ AMIRI 5ชุดสูทและเครื่องแต่งกายทางการของบาร์เซโลนาจากการร่วมมือกับแบรนด์ AMIRI 6

 

ภาพ: fcbarcelona.com

The post บาร์เซโลนา x AMIRI เปิดตัวชุดทางการฤดูกาล 2026/27 appeared first on THE STANDARD.

]]>
PSG x NFL เปิดตัวเสื้อคอลเล็กชันพิเศษ แปลงโฉมทีมดังจากปารีสในลุคคนชนคน https://thestandard.co/psg-nfl-special-collection-jersey/ Mon, 19 Oct 2026 10:53:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1269927 เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ร่วมกับ NFL และ Nike เปิดตัวเสื้ออ […]

The post PSG x NFL เปิดตัวเสื้อคอลเล็กชันพิเศษ แปลงโฉมทีมดังจากปารีสในลุคคนชนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ร่วมกับ NFL และ Nike เปิดตัวเสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ เพื่อต้อนรับการแข่งขัน NFL Paris Game 2026 ระหว่าง นิวออร์ลีนส์ เซนต์ส และพิตต์สเบิร์ก สตีลเลอร์ส ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ที่สนามสต๊าด เดอ ฟร้องซ์ ประเทศฝรั่งเศส นับเป็นการแข่งขัน NFL ฤดูกาลปกติครั้งแรกที่จัดขึ้นในฝรั่งเศส

 

คอลเล็กชันดังกล่าวออกแบบโดย Fanatics ประกอบด้วยเสื้อ 2 สี ได้แก่ Royal โทนน้ำเงิน-แดง ซึ่งเป็นสีประจำสโมสรเปแอสเช และชุดเบอร์กันดี โทนแดงเบอร์กันดีตัดสีทอง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเสื้อทีมเยือนของสโมสรในฤดูกาล 2006/07

 

จุดเด่นของเสื้อเบอร์กันดี คือการนำลวดลาย Monogram ที่เคยปรากฏบนเสื้อ PSG เมื่อปี 2006 กลับมาใช้ภายในหมายเลข 75 ซึ่งสื่อถึงรหัสเขตการปกครองของกรุงปารีส โดยลวดลายดังกล่าวเคยได้รับฉายาว่า ‘Vuitton’ จากความคล้ายคลึงกับลายอันเป็นเอกลักษณ์ของ Louis Vuitton

 

นอกจากนี้ เสื้อทั้งสองแบบยังมีสัญลักษณ์ Fleur-de-lys หรือดอกลิลลี ซึ่งเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของ PSG และนิวออร์ลีนส์ เซนต์ส เข้าด้วยกัน พร้อมผสมผสานรูปแบบเสื้ออเมริกันฟุตบอลเข้ากับรายละเอียดที่สะท้อนวัฒนธรรมและแฟชั่นของกรุงปารีส

 

สำหรับเสื้อ PSG x NFL วางจำหน่ายผ่าน Fanatics ในราคา 225 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 7,550 บาทต่อหนึ่งตัว

 

เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL 1เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL 2เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL 3เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL 4เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL 5เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL 6เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL 7เสื้ออเมริกันฟุตบอลคอลเล็กชันพิเศษ PSG x NFL 8

 

ภาพ: psg / Instagram

The post PSG x NFL เปิดตัวเสื้อคอลเล็กชันพิเศษ แปลงโฉมทีมดังจากปารีสในลุคคนชนคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบรท์ตัน.. นายแน่มาก! ขายตัวหลักทุกปี แต่รั้งอันดับ 3 พรีเมียร์ลีก เจาะโครงสร้างทีม ในยุคโค้ชหนุ่มวัย 33 ปี https://thestandard.co/brighton-premier-league-fabian-hurzeler-analysis/ Mon, 19 Oct 2026 05:02:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1269624 ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ กุนซือไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน ฉลองผลงานข้างสนาม

ชัยชนะเหนือคริสตัล พาเลซ 5-0 พาไบรท์ตันขึ้นสู่อันดับ 3 […]

The post ไบรท์ตัน.. นายแน่มาก! ขายตัวหลักทุกปี แต่รั้งอันดับ 3 พรีเมียร์ลีก เจาะโครงสร้างทีม ในยุคโค้ชหนุ่มวัย 33 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ กุนซือไบรท์ตันแอนด์โฮฟอัลเบียน ฉลองผลงานข้างสนาม

ชัยชนะเหนือคริสตัล พาเลซ 5-0 พาไบรท์ตันขึ้นสู่อันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 ด้วยผลงาน 16 คะแนนจาก 7 นัด พร้อมสถิติยิงไปแล้ว 23 ประตู

 

 
 

นี่คือผลงานของทีมที่มี ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ กุนซือวัย 33 ปี คุมทัพ หลังจากเจ้าตัวเคยเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนักในฤดูกาลก่อน แต่สโมสรยังเลือกให้เขาทำงานต่อ

 

อีกด้านหนึ่ง ไบรท์ตันยังต้องรับมือกับการเสียผู้เล่นสำคัญอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้ง เบน ไวต์, มาร์ก กูกูเรยา, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ และ มอยเซส ไกเซโด ต่างย้ายออกไปอยู่กับสโมสรใหญ่

 

แต่ไบรท์ตันยังคงหาทางกลับมาแข่งขันในพรีเมียร์ลีกได้เสมอ แถมจบอันดับเลขตัวเดียวตลอด 2 ฤดุกาลหลังสุด

 

อะไรทำให้สโมสรที่มีงบประมาณน้อยกว่าทีมชั้นนำหลายแห่ง สามารถขายนักเตะตัวหลักและสร้างทีมชุดใหม่ขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง?

 

1. โทนี บลูม กับการใช้ข้อมูลสร้างความได้เปรียบ

 

โทนี บลูม เข้ามารับตำแหน่งประธานไบรท์ตันในปี 2009 พร้อมประสบการณ์จากธุรกิจการพนันกีฬาและการวิเคราะห์ข้อมูล

 

เขาเป็นผู้ก่อตั้ง Starlizard บริษัทที่ใช้ข้อมูลและแบบจำลองทางสถิติประเมินการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งมีอิทธิพลต่อวิธีคิดในการบริหารสโมสร โดยเฉพาะการมองหานักเตะที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้รับความสนใจจากตลาดมากนัก

 

แนวคิดนี้ทำให้บลูมมองว่า ไบรท์ตันไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับสโมสรใหญ่ด้วยการทุ่มเงินซื้อนักเตะราคาแพงเสมอไป แต่ควรเลือกมองหาผู้เล่นที่ยังมีค่าตัวไม่สูงนัก และมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้อีกไกล หรือพูดง่ายๆ คือการค้นหาดาวรุ่งที่มีค่า Potential สูง ซึ่งใครที่เคยเล่น Football Manager (FM) น่าจะเข้าใจเรื่องนี้กันดี

 

แต่ข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถการันตีได้ว่านักเตะคนนั้นจะประสบความสำเร็จ สโมสรจึงยังต้องอาศัยแมวมองและฝ่ายฟุตบอลประเมินทั้งฝีเท้า บุคลิก และความเหมาะสมกับทีม ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญา

 

วิธีนี้ช่วยให้ไบรท์ตันเข้าถึงนักเตะจากตลาดที่สโมสรใหญ่บางแห่งอาจยังไม่ได้ให้ความสำคัญ และนำพวกเขามาพัฒนาต่อในพรีเมียร์ลีกแบบเงียบๆ

 

2. ขายตัวหลักแทบทุกปี แล้วหาคนมาแทนอย่างไร?

 

ตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมา ไบรท์ตันทำรายได้มหาศาลจากการขายนักเตะ

 

เบน ไวต์ ย้ายไปอาร์เซนอลด้วยค่าตัวราว 50 ล้านปอนด์, มาร์ก กูกูเรยา ย้ายไปเชลซีด้วยค่าตัวรวมที่อาจสูงถึง 62 ล้านปอนด์, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ ย้ายไปลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวเบื้องต้นราว 35 ล้านปอนด์ และ มอยเซส ไกเซโด ย้ายไปเชลซีด้วยค่าตัวที่อาจสูงถึง 115 ล้านปอนด์

 

หากเป็นหลายสโมสร การเสียผู้เล่นสำคัญต่อเนื่องกันอาจทำให้ต้องกลับมาสร้างทีมใหม่ แต่ไบรท์ตันพยายามลดผลกระทบด้วยการวางแผนกำลังคนล่วงหน้า

 

กรณีของไกเซโดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน สโมสรซื้อตัวเขาจากอินเดเพนเดียนเต เดล บาเย ด้วยค่าตัวประมาณ 4.5 ล้านปอนด์ในปี 2021 ก่อนพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในกองกลางที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของพรีเมียร์ลีก

 

เมื่อไกเซโดย้ายออกในปี 2023 ไบรท์ตันคว้า คาร์ลอส บาเลบา จากลีลล์เข้ามาเสริมแดนกลาง แม้เจ้าตัวต้องใช้เวลาปรับตัว แต่สโมสรมองถึงศักยภาพในระยะยาวมากกว่าผลงานเพียงไม่กี่นัดแรก

 

การหานักเตะใหม่ของไบรท์ตันจึงให้ความสำคัญกับคุณสมบัติที่ทีมต้องการ ทั้งความสามารถทางเทคนิค สภาพร่างกาย และโอกาสในการพัฒนา ไม่ได้มองเพียงชื่อเสียงหรือผลงานที่ผ่านมา

 

สโมสรยังใช้สัญญาระยะยาวเป็นเครื่องมือรักษาอำนาจต่อรอง หากข้อเสนอไม่เหมาะสม ไบรท์ตันสามารถเลือกเก็บนักเตะไว้ใช้งานต่อได้

 

และถึงตรงนี้ น่าจะพอมองเห็นภาพกันแล้วว่า ทำไมทุกครั้งที่มีข่าวว่าไบรท์ตันยอมปล่อยนักเตะคนสำคัญออกจากทีม เราจึงพอคาดเดาได้ว่า พวกเขาน่าจะมีแผนรองรับเอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมนักเตะในทีมให้ก้าวขึ้นมาทดแทน หรือมองหาผู้เล่นรายใหม่เอาไว้ล่วงหน้า

 

แน่นอนว่าไม่มีสโมสรใดหาตัวแทนได้ถูกต้องทุกครั้ง แต่การวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อยก็ช่วยให้ไบรท์ตันไม่ต้องเริ่มต้นหานักเตะใหม่อย่างเร่งรีบ หลังเพิ่งเสียตัวหลักไป

 

3. โครงสร้างบริหารที่ทำงานต่อได้ แม้เปลี่ยนคน

 

เบื้องหลังการซื้อขายนักเตะคือการแบ่งหน้าที่ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายฟุตบอล

 

บลูมกำหนดทิศทางระยะยาวของสโมสร ขณะที่ พอล บาร์เบอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดูแลการดำเนินงานและธุรกิจ ส่วนฝ่ายฟุตบอลรับผิดชอบการสรรหาและพัฒนานักเตะ รวมถึงการวางแผนร่วมกับผู้จัดการทีม

 

โครงสร้างนี้ถูกทดสอบอีกครั้งในปี 2026 เมื่อ เจสัน เอย์โต แยกทางกับสโมสรในเดือนมิถุนายน หลังรับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาได้ไม่ถึงหนึ่งปี

 

ไบรท์ตันเลือกแต่งตั้ง ไมค์ เคฟ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ขึ้นรับตำแหน่งแทนในเดือนกรกฎาคม

 

เคฟทำงานกับสโมสรมาตั้งแต่ปี 2022 จึงมีความคุ้นเคยกับบุคลากรและกระบวนการทำงานเดิม การเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้ช่วยให้ไบรท์ตันรักษาความต่อเนื่องของงานฟุตบอลได้ โดยไม่ต้องเริ่มวางโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

 

สโมสรยังลงทุนกับศูนย์ฝึก American Express Elite Football Performance Centre ซึ่งรองรับทั้งทีมชุดใหญ่ อะคาเดมี และงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา

 

ทั้งหมดนี้ช่วยให้ไบรท์ตันมีระบบรองรับตั้งแต่การค้นหานักเตะไปจนถึงการพัฒนาฝีเท้า และสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรในสโมสร

 

4. ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ กับฟุตบอลที่ไบรท์ตันต้องการ

 

ปี 2024 ไบรท์ตันสร้างความประหลาดใจด้วยการแต่งตั้ง ฟาเบียน เฮอร์เซเลอร์ วัย 31 ปี (ณ เวลานั้น) เข้ามาคุมทีมต่อจาก โรแบร์โต เด แซร์บี

 

ก่อนหน้านั้น เฮอร์เซเลอร์เพิ่งพาซังต์ เพาลี คว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 และเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของเยอรมนี แต่ยังไม่มีประสบการณ์คุมทีมในพรีเมียร์ลีก

 

ลองคิดดูว่า หากเป็นสโมสรอื่นที่ต้องหาผู้จัดการทีมคนใหม่ อาจเลือกทางที่ปลอดภัยกว่านี้ ด้วยการมองหาโค้ชที่เคยผ่านงานกับทีมใหญ่ หรืออย่างน้อยก็มีประสบการณ์ในฟุตบอลอังกฤษมาบ้าง

 

แต่ไบรท์ตันกลับเลือกโค้ชวัย 31 ปีจากลีกรองเยอรมนี เพราะมองว่าแนวทางฟุตบอลของเขาตอบโจทย์ทีม ทั้งการขึ้นเกมจากแดนหลัง การเพรสซิงแย่งบอล และความสามารถในการทำงานกับนักเตะอายุน้อย

 

หลังผ่านฤดูกาลแรกและช่วงเวลาที่ผลงานขึ้นๆ ลงๆ ในปีต่อมา วันนี้การตัดสินใจของไบรท์ตันเริ่มแสดงให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนขึ้น ภายใต้การทำงานของเฮอร์เซเลอร์ในฤดูกาล 2026/27

 

เพราะหลังผ่านไปเพียง 7 นัด ไบรท์ตันยิงไปแล้วถึง 23 ประตู มีนักเตะทำประตูได้มากถึง 11 คน และยังเก็บคลีนชีตได้อีก 5 นัด

 

เกมล่าสุดที่เปิดบ้านถล่มคริสตัล พาเลซ 5-0 เป็นภาพสะท้อนที่ดี เมื่อ ดิเอโก โกเมซ, ยาซิน อายารี, ชาราลัมโปส คอสตูลาส และ แจ็ค ฮินเชลวูด ต่างมีชื่อบนสกอร์บอร์ด แสดงให้เห็นว่าไบรท์ตันไม่ได้ฝากความหวังในการทำประตูไว้กับนักเตะเพียงไม่กี่คน

 

ขณะเดียวกัน เฮอร์เซเลอร์ก็ไม่ได้เลือกใช้งานเฉพาะดาวรุ่ง เพราะยังมีผู้เล่นประสบการณ์สูงอย่าง ลูอิส ดังค์ และ ปาสกาล โกรสส์ คอยช่วยทีม โดยเฉพาะโกรสส์ที่มีส่วนร่วมกับประตูไปแล้ว 7 ครั้ง จากการยิง 3 ประตู และทำ 4 แอสซิสต์

 

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่า แม้ไบรท์ตันจะขึ้นชื่อเรื่องการปั้นดาวรุ่ง แต่การสร้างทีมของเฮอร์เซเลอร์ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้เล่นรุ่นพี่ เพื่อช่วยให้ทีมรักษาผลงานได้ระหว่างที่นักเตะอายุน้อยกำลังเติบโต

 

5. เคยมีจุดที่ผลงานไม่เป็นใจ แต่ไบรท์ตันยังเลือกไปต่อ!

 

ถึงวันนี้ไบรท์ตันจะกำลังทำผลงานได้ดี แต่เส้นทางของเฮอร์เซเลอร์ก็ไม่ได้ราบรื่นขนาดนั้น

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ไบรท์ตันเคยอยู่ในช่วงที่ผลงานไม่เป็นไปตามความคาดหวัง โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ต่อคริสตัล พาเลซ ที่ทำให้เสียงวิจารณ์จากแฟนบอลดังขึ้น และอนาคตของเฮอร์เซเลอร์เริ่มถูกตั้งคำถาม

 

เพราะต่อให้สโมสรมีแผนงานดีแค่ไหน สุดท้ายฟุตบอลก็ยังเป็นเรื่องของผลการแข่งขัน และเมื่อทีมไม่ชนะ คำถามย่อมกลับมาหาคนเป็นผู้จัดการทีมก่อนเสมอ

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมไบรท์ตันถึงยังมั่นใจว่าฟุตบอลของเฮอร์เซเลอร์จะพาทีมกลับมาได้?

 

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่วิธีทำงานของสโมสร ซึ่งให้ความสำคัญกับทิศทางการเล่นและการพัฒนาทีมควบคู่ไปกับผลการแข่งขัน บลูมและบาร์เบอร์ยังคงสนับสนุนเฮอร์เซเลอร์ แถมตัดสินใจต่อสัญญาให้เขาจนถึงปี 2029 ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

 

เฮอร์เซเลอร์เองเคยพูดถึงความสัมพันธ์กับผู้บริหารว่า พวกเขาพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาอยู่เสมอ ทั้งในวันที่ทีมชนะและวันที่ผลงานไม่เป็นใจ

 

การให้เวลาโค้ชทำงานต่ออาจไม่ได้รับประกันว่าทุกอย่างจะดีขึ้น แต่สำหรับไบรท์ตัน พวกเขาเลือกให้เฮอร์เซเลอร์แก้ไขสิ่งที่ยังไม่ลงตัว แทนการเปลี่ยนผู้จัดการทีมแล้วเริ่มต้นกันใหม่

 

และเมื่อมองกลับมาที่ผลงานในวันนี้ อย่างน้อยการตัดสินใจครั้งนั้นก็เริ่มมีคำตอบให้เห็นแล้ว

 

แล้วหลังจากนี้ไบรท์ตันจะไปได้ไกลแค่ไหน?

 

อันดับ 3 หลังผ่าน 7 นัดแรก ถือเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมของไบรท์ตัน แต่แน่นอนว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก เพราะยังเหลือการแข่งขันอีกถึง 31 นัด

 

ถึงอย่างนั้น ผลงานช่วงต้นฤดูกาลก็ทำให้เริ่มมีคำถามว่า ไบรท์ตันจะสามารถยกระดับตัวเองขึ้นไปได้อีกแค่ไหน?

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สโมสรได้รับการยอมรับในเรื่องการค้นหาและพัฒนานักเตะ ก่อนขายต่อด้วยค่าตัวมหาศาล แต่หากมองในแง่ความสำเร็จบนสนาม ไบรท์ตันยังมีอีกหลายอย่างที่รอให้พิสูจน์

 

เฮอร์เซเลอร์เองก็เคยพูดถึงความต้องการที่จะพาสโมสรคว้าถ้วยรางวัล ซึ่งหากทำได้จริง คงเป็นอีกก้าวสำคัญของทีมที่ครั้งหนึ่งเคยต้องดิ้นรนหนีตกชั้นในพรีเมียร์ลีก

 

และเมื่อมองย้อนกลับไปถึงสิ่งที่โทนี บลูมสร้างมาตั้งแต่ปี 2009 วันนี้ไบรท์ตันเดินทางมาไกลพอสมควร จากสโมสรในลีกระดับล่างของอังกฤษ สู่ทีมที่สามารถแข่งขันกับบรรดาสโมสรใหญ่ได้อย่างน่าจับตา

 

แต่ไม่ว่าฤดูกาลนี้จะจบลงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ไบรท์ตันกำลังเป็นทีมที่ทำฟุตบอลได้สนุกทีมหนึ่งของพรีเมียร์ลีก

 

ทั้งวิธีการเล่นที่กล้าเปิดเกมรุก นักเตะดาวรุ่งที่พร้อมแจ้งเกิด และรูปแบบการทำทีมที่แม้จะเสียผู้เล่นคนสำคัญไปอยู่เรื่อยๆ ก็ยังมีหน้าใหม่ก้าวขึ้นมาให้แฟนบอลได้ทำความรู้จัก

 

และด้วยฟุตบอลแบบนี้ เชื่อว่า ‘ทีมนกนางนวล’ น่าจะตกแฟนบอลให้ปันใจเชียร์ได้อีกไม่น้อยเลยทีเดียว

 

อ้างอิง:

The post ไบรท์ตัน.. นายแน่มาก! ขายตัวหลักทุกปี แต่รั้งอันดับ 3 พรีเมียร์ลีก เจาะโครงสร้างทีม ในยุคโค้ชหนุ่มวัย 33 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาเยิร์นเผย กอมปานีป่วยติดเชื้อ-เจ็บสะโพก หลังงดให้สัมภาษณ์เกมถล่มไลป์ซิก 6-1 https://thestandard.co/vincent-kompany-illness-bayern-munich-leipzig/ Sun, 18 Oct 2026 02:19:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1269355 แว็งซองต์ กอมปานี หัวหน้าผู้ฝึกสอนของบาเยิร์น มิวนิก นั่งคุมทีมข้างสนาม

แม็กซ์ เอเบิร์ล ผู้อำนวยการกีฬาของบาเยิร์น มิวนิก เปิดเ […]

The post บาเยิร์นเผย กอมปานีป่วยติดเชื้อ-เจ็บสะโพก หลังงดให้สัมภาษณ์เกมถล่มไลป์ซิก 6-1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แว็งซองต์ กอมปานี หัวหน้าผู้ฝึกสอนของบาเยิร์น มิวนิก นั่งคุมทีมข้างสนาม

แม็กซ์ เอเบิร์ล ผู้อำนวยการกีฬาของบาเยิร์น มิวนิก เปิดเผยว่า แว็งซองต์ กอมปานี หัวหน้าผู้ฝึกสอนของทีม มีอาการป่วยจากการติดเชื้อและบาดเจ็บบริเวณสะโพก ส่งผลให้ไม่สามารถให้สัมภาษณ์และร่วมแถลงข่าวหลังเกมบุนเดสลีกาที่เปิดบ้านเอาชนะ RB ไลป์ซิก 6-1 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

 

ระหว่างการแข่งขัน กอมปานีมีท่าทีสงบนิ่งกว่าปกติ โดยนั่งอยู่บริเวณม้านั่งสำรองเป็นส่วนใหญ่ และแทบไม่ได้ออกมาสั่งการข้างสนาม แม้ลูกทีมจะทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง

 

เอเบิร์ลเปิดเผยกับ Sky Sports ว่า กุนซือชาวเบลเยียมมีอาการติดเชื้อมาตลอดสัปดาห์ ก่อนมีอาการบาดเจ็บสะโพกเพิ่มเติม โดยหลังจบเกมได้พักอยู่ในห้องพักผู้ฝึกสอน แต่ยืนยันว่าอาการโดยรวมไม่มีอะไรน่ากังวล ขณะที่ทีมงานผู้ช่วยสามารถรับหน้าที่สั่งการข้างสนามได้ตามปกติ

 

ด้าน โยชัว คิมมิช กองกลางบาเยิร์น ยอมรับว่าไม่ทราบเรื่องอาการป่วยของกอมปานีมาก่อน พร้อมกล่าวติดตลกว่า กุนซือของทีมอาจเพียงไม่ต้องการให้สัมภาษณ์สื่อ ก่อนแซวเพิ่มเติมว่าเจ้าตัวก็มีอายุมากขึ้นเช่นกัน

 

สำหรับเกมดังกล่าว บาเยิร์นได้ประตูจาก หลุยส์ ดิอาซ ที่ทำแฮตทริก รวมถึง อเล็กซานดาร์ พาฟโลวิช, ไมเคิล โอลิเซ และแฮร์รี เคน คนละหนึ่งประตู ขณะที่ไลป์ซิกได้ประตูตีไข่แตกจาก อันดริยา มักซิโมวิช ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 

ชัยชนะครั้งนี้ช่วยให้บาเยิร์นกลับมาเก็บสามคะแนน หลังเสมอเอาก์สบวร์ก 2-2 ในลีก และไวกิง เอฟเค 3-3 ในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก

 

ทั้งนี้ เอเบิร์ลยืนยันว่า กอมปานีจะเดินทางร่วมทีมในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกที่พบกับอาร์เซนอล วันพุธนี้ แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะพร้อมทำหน้าที่ข้างสนามตามปกติหรือไม่

 

ภาพ: Stefan Matzke – sampics / Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post บาเยิร์นเผย กอมปานีป่วยติดเชื้อ-เจ็บสะโพก หลังงดให้สัมภาษณ์เกมถล่มไลป์ซิก 6-1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แปะเทปที่หู! บาเยิร์น มิวนิค กับเทคนิคใหม่ในการพิชิตชัยบุนเดสลีกา https://thestandard.co/bayern-munich-ear-tape-lactate-training/ Fri, 16 Oct 2026 08:50:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1269058 นักเตะบาเยิร์น มิวนิค ติดเทปที่บริเวณติ่งหูระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม

เสาร์นี้ (17 ตุลาคม) ศึกบุนเดสลีกาจะมีเกมใหญ่ที่ บาเยิร […]

The post แปะเทปที่หู! บาเยิร์น มิวนิค กับเทคนิคใหม่ในการพิชิตชัยบุนเดสลีกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเตะบาเยิร์น มิวนิค ติดเทปที่บริเวณติ่งหูระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม

เสาร์นี้ (17 ตุลาคม) ศึกบุนเดสลีกาจะมีเกมใหญ่ที่ บาเยิร์น มิวนิค จะเปิดบ้านพบกับ แอร์เบ ไลป์ซิก ซึ่งก่อนเกมนี้ บาเยิร์น มิวนิค ก็มีลูกเล่นใหม่ในการซ้อมที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งพวกเขาใช้มาสักพักแล้ว นั่นคือเทปอันเล็กๆ ที่แปะที่ติ่งหู

 

แต่นั่นไม่ใช่เทปธรรมดา แล้วมันคืออะไร และส่งผลอย่างไรบ้าง เลื่อนอ่านได้ในโพสต์นี้เลย

 

นักเตะบาเยิร์น มิวนิค ติดเทปที่บริเวณติ่งหูระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม 1นักเตะบาเยิร์น มิวนิค ติดเทปที่บริเวณติ่งหูระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม 2นักเตะบาเยิร์น มิวนิค ติดเทปที่บริเวณติ่งหูระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม 3นักเตะบาเยิร์น มิวนิค ติดเทปที่บริเวณติ่งหูระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม 4นักเตะบาเยิร์น มิวนิค ติดเทปที่บริเวณติ่งหูระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม 5นักเตะบาเยิร์น มิวนิค ติดเทปที่บริเวณติ่งหูระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม 6นักเตะบาเยิร์น มิวนิค ติดเทปที่บริเวณติ่งหูระหว่างการฝึกซ้อมในสนาม 7

 

ภาพ: L. Vogt, F. Gabke, F. Noever / Getty Images

The post แปะเทปที่หู! บาเยิร์น มิวนิค กับเทคนิคใหม่ในการพิชิตชัยบุนเดสลีกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ah Sh*t, Here We Go Again แมนฯ ยูไนเต็ด กับวงจรปัญหาเดิม ที่กลับมาเล่นงานอีกครั้งในยุคคาร์ริก https://thestandard.co/manchester-united-problems-carrick-ineos/ Wed, 14 Oct 2026 08:19:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1268299 แมนฯ ยูไนเต็ด

“ฤดูกาลที่แล้วเราทำผลงานได้ยอดเยี่ยม และตอนนี้เราคาดหวั […]

The post Ah Sh*t, Here We Go Again แมนฯ ยูไนเต็ด กับวงจรปัญหาเดิม ที่กลับมาเล่นงานอีกครั้งในยุคคาร์ริก appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนฯ ยูไนเต็ด

“ฤดูกาลที่แล้วเราทำผลงานได้ยอดเยี่ยม และตอนนี้เราคาดหวังมากกว่านี้จากผู้บริหารระดับสูง เราต้องการให้มีการเสริมทัพเพื่อให้ทีมสามารถแข่งขันได้”

 

 
 

คำพูดตรงไปตรงมาของ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ปราการหลังแมนฯ ยูไนเต็ด หลังเกมบุกพ่ายแอตเลติโก มาดริด 0-2 ในศึกแชมเปียนส์ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นชนวนเหตุที่ปะทุขึ้นทันที เมื่อเขาเปิดหน้าวิจารณ์การทำงานของฝ่ายบริหารอย่าง เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้บริหารฝ่ายฟุตบอล แบบไม่มีอ้อมค้อมว่า ควรทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้ในตลาดซื้อขาย

 

ความพ่ายแพ้นัดดังกล่าวยืดสถิติไร้ชัยของ ‘ปีศาจแดง’ ออกไปเป็นเกมที่ 5 ติดต่อกัน พวกเขาเก็บชัยชนะได้เพียง 2 จาก 9 นัดแรกของฤดูกาล และหล่นไปจมอยู่อันดับ 13 ของตารางพรีเมียร์ลีก ทั้งที่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน สโมสรเพิ่งจบอันดับ 3 และคว้าตั๋วกลับสู่เวทีสโมสรยุโรปอย่างสมภาคภูมิ

 

แน่นอนว่าการออกมาหักหน้าฝ่ายบริหารผ่านสื่อของมาร์ติเนซ อาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก โดย เวย์น รูนีย์ อดีตตำนานกองหน้าของทีม ถึงขั้นออกมาตำหนิว่าเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติเพื่อนร่วมทีมและทำลายบรรยากาศในห้องแต่งตัว

 

ทว่าหากมองข้ามเรื่องกาลเทศะหรืออารมณ์ชั่ววูบหลังจบเกมไป คำถามที่ซ่อนอยู่ใต้บทสัมภาษณ์ของปราการหลังชาวอาร์เจนไตน์ต่างหาก คือสิ่งที่น่าฉุกคิดที่สุด…

 

ว่าเหตุใด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถึงเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ผลลัพธ์อันย่ำแย่แบบเดิมๆ ถึงยังคงวนเวียนกลับมาหลอนสโมสรแห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

 

เงิน 150 ล้านปอนด์ กับโจทย์ Squad Building ที่สอบตก

 

ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ยูไนเต็ดอัดฉีดเงินราว 150 ล้านปอนด์เพื่อยกเครื่องแดนกลาง โดยดึงตัว ยูริ ตีเลอมันส์, อันเดรย์ ซานโตส และการ์ลอส บาเลบา เข้ามาร่วมทัพ

 

การเติมมิดฟิลด์ถือเป็นเรื่องเข้าใจได้ เมื่อมองจากการร่วงโรยของ คาเซมิโร และรอยรั่วกลางสนามที่เจอปัญหามาตลอดฤดูกาลก่อน แต่สิ่งที่ชวนตั้งคำถามอย่างหนัก คือเหตุใดสโมสรถึงเลือกทุ่มงบมหาศาลเทไปที่ตำแหน่งเดียว ทั้งที่แผลฉกรรจ์จุดอื่นกลับถูกมองข้าม?

 

โดยเฉพาะตำแหน่งแบ็กซ้ายที่ยังคงต้องฝากความหวังไว้บนร่างกายอันโรยราและประวัติบาดเจ็บเรื้อรังของ ลุค ชอว์ ขณะที่ตำแหน่งหน้าเป้า ก็ไม่มีตัวเก๋าธรรมชาติไว้คอยสลับสับเปลี่ยนแรงกดดันกับดาวรุ่งอย่าง เบนจามิน เชชโก

 

และเมื่อทีมต้องลงห้ำหั่นในศึกแชมเปียนส์ลีก ที่ความเข้มข้นของเกมและโปรแกรมเตะถี่กว่าเดิม ปัญหาที่เคยถูกมองข้ามจึงเริ่มปรากฏชัด

 

คาร์ริกจำต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการจับนักเตะเล่นข้ามตำแหน่ง เอาผู้เล่นไปยืนในบทบาทที่ไม่ถนัด จนส่งผลกระทบต่อความสมดุลของทีมทั้งระบบ

 

การทุ่มเงินกว่า 150 ล้านปอนด์ในตลาดซื้อขายครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงการจัดลำดับความสำคัญของสโมสร โดยเฉพาะเมื่อหลายตำแหน่งที่มีปัญหามาตั้งแต่ฤดูกาลก่อนยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ

 

ยิ่งเมื่อแมนฯ ยูไนเต็ด ทราบล่วงหน้าว่าฤดูกาลนี้ต้องลงแข่งขันทั้งพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ลีก การวางแผนขุมกำลังให้พร้อมรับมือกับโปรแกรมที่หนักขึ้น ทั้งการหมุนเวียนนักเตะและความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บ จึงเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารควรประเมินตั้งแต่ก่อนเปิดตลาดซื้อขาย

 

ทั้งหมดนี้นำไปสู่คำถามถึงการทำงานของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะ เจสัน วิลค็อกซ์ ว่าการเสริมทัพที่ผ่านมา สอดคล้องกับความต้องการของทีมมากน้อยเพียงใด

 

และเหตุใดสโมสรจึงเลือกทุ่มงบประมาณซื้อกองกลางพร้อมกันถึง 3 คน ขณะที่ปัญหาในตำแหน่งอื่นยังคงถูกปล่อยทิ้งไว้จนกลับมาส่งผลต่อทีมอีกครั้ง?

 

เปลี่ยนกุนซือ… เท่ากับรื้อแนวทางฟุตบอลใหม่ทุกครั้ง?

 

อีกหนึ่งปัญหาที่อยู่คู่กับโอลด์ แทรฟฟอร์ด มานานนับทศวรรษ คือความไร้ทิศทางอย่างสิ้นเชิงของนโยบายฟุตบอล

 

หากลองไล่เรียงชื่อผู้จัดการทีมตั้งแต่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์, ราล์ฟ รังนิก, เอริก เทน ฮาก, รูเบน อโมริม จนมาถึง ไมเคิล คาร์ริก จะพบว่ากุนซือแต่ละคนมีปรัชญาและสเปกนักเตะที่ ‘คนละทิศคนละทาง’

 

  • โซลชาร์ เน้นเกมรับแล้วสวนกลับด้วยความเร็ว
  • รังนิก บูชาการเพรสซิ่งดุดันระดับสูง
  • เทน ฮาก พยายามเซตเกมครองบอลและวางระบบอย่างเป็นทางการ
  • อโมริม พลิกไปใช้ระบบกองหลัง 3 คนที่ต้องการวิงแบ็กเฉพาะทาง

 

ก่อนที่ คาร์ริก จะเข้ามาแล้วปรับเปลี่ยนทิศทางอีกรอบ

 

กุนซือมีความคิดต่างกันไม่ใช่เรื่องแปลก… แต่ปัญหาใหญ่ระดับสโมสรคือ ยูไนเต็ดไม่มี ‘Master Blueprint’ หรือกรอบการเล่นระยะยาวที่จะมาคุมทิศทางภาพใหญ่เลย

 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ นักเตะที่ถูกซื้อมาด้วยเงินมหาศาลเพื่อตอบสนองระบบของกุนซือคนหนึ่ง กลับกลายเป็นนักเตะค่าตัวสูงที่ไม่อยู่ในแผนของกุนซือคนใหม่ทันทีเมื่อเปลี่ยนกุนซือเป็นอีกคน

 

ขณะที่ทีมต้องแบกรับภาระค่าเหนื่อยและสัญญาระยะยาวของผู้เล่นที่ไม่เข้ากับระบบใหม่ นำไปสู่การต้องเจียดงบประมาณที่มีอยู่จำกัด ไปจ่ายเป็นค่าชดเชยการยกเลิกสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทนที่จะได้นำเงินไปพัฒนาทีมอย่างเป็นระบบ

 

นี่คือความพังทลายของการเปลี่ยนผู้จัดการทีมโดยไร้โครงสร้างฟุตบอลที่แข็งแกร่งรองรับ และเป็นเหตุผลว่าทำไมสโมสรยุคใหม่ถึงต้องมีฝ่ายบริหารที่เด็ดขาด เพื่อให้การเปลี่ยนกุนซือเป็นเพียงการเปลี่ยนคนขับรถ… ไม่ใช่การสั่งรื้อเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมดทุกครั้งไป

 

INEOS กับโครงสร้างใหม่ที่ยังสอบไม่ผ่าน

 

การก้าวเข้ามาดูแลฝ่ายฟุตบอลของกลุ่ม INEOS ภายใต้การนำของ เซอร์จิม แรตคลิฟฟ์ เคยจุดประกายความหวังว่า ยูไนเต็ดจะสลัดคราบการบริหารแบบอเมเจอร์ สู่ระบบฟุตบอลอาชีพที่กระจายความรับผิดชอบ และลดการพึ่งพากุนซือเพียงคนเดียว

 

แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กลับต้องมาตกหลุมพลางเรื่องความมั่นคงของตัวบุคลากรเสียเอง

 

เคสที่เห็นชัดที่สุดคือกรณีของ แดน แอชเวิร์ธ ที่ถูกประเคนดึงตัวมารับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬา แต่กลับแยกทางกับสโมสรหลังสะบัดน้ำหมึกทำงานได้เพียง 5 เดือนเศษเท่านั้น

 

การแต่งตั้งและแยกทางผู้บริหารระดับสูงในเวลาอันสั้น มันสร้างเครื่องหมายคำถามใหญ่โตต่อ ‘ความต่อเนื่องของนโยบาย’ เพราะคนในตำแหน่งนี้คือสะพานเชื่อมระหว่างนโยบายฟุตบอล การซื้อขายนักเตะ และทีมชุดใหญ่

 

ยามที่ผู้วางแผนระยะยาวหลุดออกจากเก้าอี้ไปอย่างรวดเร็ว และปัญหาการเสริมทัพเดิมๆ วนกลับมาเจาะยางทีมอีกครั้งในฤดูกาลนี้ จึงไม่แปลกเลยที่แฟนบอลจะเริ่มหันไปมองฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันด้วยความคลางแคลงใจว่า… โครงสร้างใหม่ของ INEOS ได้เข้ามาแก้ปัญหาเดิมๆ ได้จริง หรือแค่เปลี่ยนชื่อคนทำงานเฉยๆ กันแน่?

 

Carrick Effect กับบทเรียนที่กำลังซ้ำรอย ‘เวฟโซลชาร์’

 

อีกหนึ่งชนวนเหตุสำคัญคือการตัดสินใจมอบสัญญาถาวรให้กับ ไมเคิล คาร์ริก

 

ฤดูกาลที่แล้ว คาร์ริกโดดมารับเผือกก้อนร้อนในฐานะกุนซือรักษาการต่อจากอโมริม ก่อนจะพาทีมโกยชัยชนะ 12 จาก 17 นัด จบอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีกได้อย่างเหนือความคาดหมาย ผลงานดังกล่าวส่งให้เขาได้รับสัญญาถาวร 2 ปี ท่ามกลางเสียงปรบมือของแฟนบอล

 

ทว่าภาพเหตุการณ์ในวันนี้ กลับฉายซ้ำเหมือนหนังเรื่องเก่าที่เคยเกิดขึ้นกับ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ไม่มีผิดเพี้ยน

 

ย้อนกลับไปปี 2018 โซลชาร์เข้ามาขัดทัพแทน โชเซ มูรินโญ และสร้างปรากฏการณ์ชนะรวดจนบอร์ดบริหารตกอยู่ในสภาวะ ‘Short-term High’ ยอมประเคนสัญญาถาวรให้ในเดือนมีนาคม 2019 ก่อนที่หลังจากนั้น ผลงานจะค่อยๆ ดิ่งลงเหว จนจบลงด้วยการแยกทางอย่างเจ็บปวดในปี 2021

 

จริงอยู่ว่าบริบทของคาร์ริกอาจมีความต่างอยู่บ้าง แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า บอร์ดบริหารแมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงใช้ ‘ผลงานระยะสั้น’ มาเป็นตาชั่งตัดสินอนาคตรอบด้านระยะยาวเหมือนเดิม

 

เพราะการลงมาแก้ขัดกู้สถานการณ์ช่วงครึ่งซีซัน กับการสร้างทีมเพื่อลงห้ำหั่นตลอดฤดูกาลเต็ม มันคือโจทย์คนละข้ออย่างสิ้นเชิง

 

ช่วงรักษาการ กุนซือมักจะได้ประโยชน์จาก Honey Moon Period แรงฮึดของนักเตะ บรรยากาศใหม่ๆ และคู่แข่งที่ยังจับทางไม่ได้ แต่เมื่อขึ้นฤดูกาลใหม่ แท็กติกถูกทำการบ้านมาแก้เกม ความคาดหวังสูงลิบ และความลึกของขุมกำลังเริ่มโดนบดขยี้ ผลงานที่เคยดีในช่วงสั้นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นพลาสเตอร์ยาแปะแผลปิดบังความไม่พร้อมของทีมได้เลย

 

แล้วใครกันแน่… ที่ต้องเป็นคนรับผิดชอบ?

 

แน่นอนว่า ไมเคิล คาร์ริก ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผลงานอันตกต่ำในสนามไม่ได้

 

การจัดตัวผู้เล่น แท็กติก และการแก้เกมคือหน้าที่โดยตรงของคนเป็นกุนซือ ขณะที่นักเตะอย่างมาร์ติเนซและเพื่อนร่วมทีมก็ต้องก้มหน้ารับสภาพว่า ฟอร์มการเล่นในสนามของพวกเขาหนักไปทางย่ำแย่เกินกว่าจะแก้ตัว

 

แต่ในเวลาเดียวกัน… ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ก็ไม่ควรถูกมองข้ามเพียงเพราะกุนซือคือคนที่ต้องเดินออกมายืนรับหน้าเสื่อตอบคำถามไมค์สื่อหลังจบเกมทุกสัปดาห์

 

เพราะคนที่เลือกกุนซือ คนที่อนุมัติงบประมาณ คนที่วางนโยบายการซื้อขาย และคนที่ขีดทิศทางอนาคตของสโมสร… ก็คือฝ่ายบริหารที่นั่งอยู่ในห้องแอร์ด้านบนนั่นเอง

 

หากรากเหง้าของปัญหา เกิดจากความไม่สมดุลของขุมกำลัง การลงทุนที่ไม่ตอบโจทย์ และการไร้ทิศทางฟุตบอลที่ชัดเจน การสั่งปลดกุนซือออกไปอีกคน ก็เป็นเพียงการตัดกิ่งไม้ที่เหี่ยวเฉา โดยปล่อยให้ไส้ในของต้นไม้ยืนต้นเน่าเสียต่อไป

 

วงจรเดิมๆ กำลังหมุนกลับมาอีกครั้ง:

 

กุนซือใหม่เข้ามา > แฟนบอลมีความหวัง > ผลงานดีช่วงแรก > สโมสรทุ่มเงิน > ความคาดหวังพุ่งสูง > ผลงานเริ่มตกลง > แผลเชิงโครงสร้างปรากฎ และปิดที่กุนซือโดนเด้งออกไป

 

วันนี้คาร์ริกอาจเป็นคนที่ต้องก้มหน้ารับแรงกระแทก และหากฟอร์มยังไม่ดีขึ้นในเร็ววัน เขาก็คงกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปที่สังเวยให้กับเก้าอี้กุนซือตัวนี้

 

แต่คำถามที่น่าคิดที่สุดคือ… ต่อให้แมนฯ ยูไนเต็ด สั่งปลดคาร์ริกในวันนี้ แล้วดึงกุนซือระดับโลกคนใหม่เข้ามานั่งแทน ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำร้ายกุนซือคนก่อนๆ ได้ถูกรื้อแก้ไขแล้วหรือยัง?

 

ตราบใดที่ ‘ต้นน้ำ’ ยังคงเต็มไปด้วยปัญหา การเปลี่ยนคนคุมทีมก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวละครหลักในเรื่องราวเดิมที่ถูกนำกลับมารีเมกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

และไม่ว่าใครจะก้าวเข้ามาเป็นกุนซือคนต่อไปของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด…

 

เสียงถอนหายใจและคำอุทานสุดคลาสสิกอย่าง

 

“Ah Sh*t, Here We Go Again.”

 

ประโยคคุ้นหูของ CJ จากเกม GTA: San Andreas ก็คงดังขึ้นในหัวของแฟนบอลปีศาจแดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีใครรู้ว่าวงจรปัญหานี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

 

อ้างอิง:

The post Ah Sh*t, Here We Go Again แมนฯ ยูไนเต็ด กับวงจรปัญหาเดิม ที่กลับมาเล่นงานอีกครั้งในยุคคาร์ริก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Real Madrid x Louis Vuitton เปิดตัวคอลเล็กชันชุดเดินทางฤดูกาล 2026-27 https://thestandard.co/real-madrid-louis-vuitton-collection/ Wed, 14 Oct 2026 04:01:03 +0000 https://thestandard.co/real-madrid-louis-vuitton-collection/ ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton

เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกลาลีกา สเปน ร่วมกับ L […]

The post Real Madrid x Louis Vuitton เปิดตัวคอลเล็กชันชุดเดินทางฤดูกาล 2026-27 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton

เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกลาลีกา สเปน ร่วมกับ Louis Vuitton แบรนด์แฟชั่นหรูจากฝรั่งเศส เปิดตัวคอลเล็กชันเครื่องแต่งกายทางการและชุดเดินทางประจำฤดูกาล 2026-27 นับเป็นปีที่สองของความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย หลังเริ่มต้นเป็นพันธมิตรกันเมื่อเดือนมิถุนายน 2025

 

คอลเล็กชันใหม่ได้รับการออกแบบภายใต้การดูแลของ ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ โดยผสมผสานเอกลักษณ์ด้านแฟชั่นของ Louis Vuitton เข้ากับภาพลักษณ์ของสโมสรเรอัล มาดริด ผ่านเครื่องแต่งกายหลากหลายรูปแบบ ทั้งแจ็กเก็ตลาย Monogram แบบสวมได้สองด้าน เสื้อถัก เสื้อโปโลสีเบจ และเสื้อโค้ตแคชเมียร์สีดำที่ตัดเย็บอย่างประณีต

 

ทั้งนี้ เครื่องแต่งกายในคอลเล็กชันดังกล่าวได้รับการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับนักฟุตบอลและทีมงานของเรอัล มาดริดเท่านั้น โดยไม่มีแผนวางจำหน่ายให้บุคคลทั่วไป

 

สำหรับความร่วมมือระหว่างเรอัล มาดริด กับ Louis Vuitton เริ่มต้นขึ้นในเดือนมิถุนายน 2025 หลังสโมสรสิ้นสุดการร่วมงานกับ Zegna แบรนด์แฟชั่นจากอิตาลี ซึ่งเคยรับหน้าที่จัดหาเครื่องแต่งกายสำหรับการเดินทางของทีมเป็นเวลา 3 ปี

 

คาดว่านักเตะเรอัล มาดริดจะสวมใส่คอลเล็กชันใหม่ของ Louis Vuitton เป็นครั้งแรกระหว่างการเดินทางไปกรุงโรม ประเทศอิตาลี เพื่อเตรียมลงแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กับ AS Roma ในค่ำคืนนี้ (คืน 14 ตุลาคม) ด้วย

 

ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 1ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 2ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 3ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 4ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 5ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 6ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 7ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 8ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 9ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 10ภาพชุดเดินทางคอลเล็กชันใหม่ของ Real Madrid ที่ร่วมมือกับ Louis Vuitton 11

 

ภาพ: louisvuitton / Instagram

 

อ้างอิง:

The post Real Madrid x Louis Vuitton เปิดตัวคอลเล็กชันชุดเดินทางฤดูกาล 2026-27 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไรน์ ดาร์บี – ทำไม โคโลญ กับ มึนเชนกลัดบัค ถึงเป็นคู่ปรับที่ไม่มีวันยอมกัน? https://thestandard.co/rhine-derby-cologne-monchengladbach/ Wed, 14 Oct 2026 02:47:18 +0000 https://thestandard.co/rhine-derby-cologne-monchengladbach/ นักฟุตบอล โจ สแคลลี จากโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค กำลังถูกท้าทายโดยผู้เล่นจากโคโลญ

ในวงการฟุตบอลเยอรมัน หากพูดถึงเกมดาร์บีที่ดุเดือดที่สุด […]

The post ไรน์ ดาร์บี – ทำไม โคโลญ กับ มึนเชนกลัดบัค ถึงเป็นคู่ปรับที่ไม่มีวันยอมกัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอล โจ สแคลลี จากโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค กำลังถูกท้าทายโดยผู้เล่นจากโคโลญ

ในวงการฟุตบอลเยอรมัน หากพูดถึงเกมดาร์บีที่ดุเดือดที่สุด หลายคนอาจนึกถึงศึกเรเวียร์ ดาร์บี ระหว่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ ชาลเก 04 ที่มีรากฐานมาจากความเป็นคู่แข่งในแถบอุตสาหกรรมรูห์ร

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

แต่หากขยับออกไปทางตะวันตกของเยอรมนีอีกเล็กน้อย ยังมีเกมดาร์บีอีกคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ความภาคภูมิใจ และความเป็นอริที่ฝังรากลึกมายาวนานกว่า 70 ปี นั่นคือการพบกันระหว่าง เอฟซี โคโลญ กับ โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ในเกมที่เรียกว่า ‘ไรน์ ดาร์บี’

 

แม้ทั้งสองสโมสรจะไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกัน และสนามเหย้าของพวกเขาอยู่ห่างกันราว 55 กิโลเมตร แต่สำหรับแฟนบอลทั้งสองฝ่าย นี่คือหนึ่งในเกมที่สำคัญที่สุดของฤดูกาล

 

และความน่าสนใจของดาร์บีคู่นี้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องของภูมิศาสตร์ หากแต่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลเยอรมัน รวมถึงชายคนหนึ่งที่กลายเป็นตำนานของทั้งสองสโมสร

 

ไรน์ ดาร์บี คืออะไร และทำไมต้องเป็นสองทีมนี้?

 

คำว่า ไรน์ ดาร์บี หรือชื่อเต็มคือ Rheinisches Derby มีที่มาจากภูมิภาคไรน์แลนด์ ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนี ซึ่งมีแม่น้ำไรน์เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญ

 

ภูมิภาคแห่งนี้เป็นที่ตั้งของสโมสรฟุตบอลชื่อดังหลายแห่ง ทั้งโคโลญ, ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน, ฟอร์ตูนา ดุสเซลดอร์ฟ และมึนเชนกลัดบัค

 

แม้เมืองมึนเชนกลัดบัคจะไม่ได้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำไรน์โดยตรง แต่การพบกันระหว่างโคโลญกับมึนเชนกลัดบัคกลับได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเกมไรน์ ดาร์บีที่สำคัญที่สุด

 

เหตุผลไม่ใช่เพียงระยะทางระหว่างสองเมือง แต่เป็นประวัติศาสตร์การแย่งชิงความสำเร็จที่ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นศัตรูทางฟุตบอลอย่างแท้จริง

 

การพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กันยายน 1950 ในการแข่งขันโอเบอร์ลีกา เวสต์ ซึ่งเป็นลีกระดับสูงสุดของภูมิภาคก่อนการก่อตั้งบุนเดสลีกา วันนั้นโคโลญเปิดบ้านเอาชนะมึนเชนกลัดบัคอย่างขาดลอย 6-2

 

ในช่วงเวลาดังกล่าว โคโลญเป็นสโมสรที่มีสถานะเหนือกว่าอย่างชัดเจน หลังเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1948 จากการรวมตัวของสองสโมสร เพื่อสร้างทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดของเมือง

 

ขณะที่มึนเชนกลัดบัคยังเป็นเพียงทีมที่ไม่ได้มีความสำเร็จโดดเด่นนัก แต่สถานการณ์ทั้งหมดกำลังจะเปลี่ยนไปในทศวรรษต่อมา

 

โคโลญเคยเป็นมหาอำนาจลูกหนังเยอรมัน

 

เมื่อบุนเดสลีกาก่อตั้งขึ้นในฤดูกาล 1963/64 โคโลญสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาลแรกทันที ความสำเร็จดังกล่าวตอกย้ำภาพลักษณ์ของโคโลญในฐานะหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนีตะวันตก

 

ในเวลานั้น เมืองโคโลญมีขนาดใหญ่กว่ามึนเชนกลัดบัคหลายเท่า ทั้งในแง่จำนวนประชากร เศรษฐกิจ และชื่อเสียง สำหรับแฟนบอลโคโลญ การเป็นสโมสรที่เหนือกว่าคู่แข่งจากเมืองเล็กกว่าจึงแทบเป็นเรื่องธรรมชาติ

 

แต่สิ่งที่พวกเขาอาจไม่คาดคิด คือการที่ทีมจากมึนเชนกลัดบัคกำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในมหาอำนาจฟุตบอลเยอรมัน

 

และหากต้องเลือกบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไรน์ ดาร์บี ชื่อของ เฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ (Hennes Weisweiler) คงเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด

 

ไวส์ไวเลอร์เป็นชาวโคโลญ และเคยเล่นให้กับสโมสรบ้านเกิด ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมมึนเชนกลัดบัคในปี 1964

 

เขาเริ่มสร้างทีมด้วยนักเตะดาวรุ่งอย่าง กึนเทอร์ เน็ตเซอร์ และจุปป์ ไฮย์เกส พร้อมพัฒนารูปแบบฟุตบอลเกมรุกที่รวดเร็วและน่าตื่นตาตื่นใจ

 

เพียงหนึ่งปีต่อมา มึนเชนกลัดบัคก็เลื่อนชั้นสู่บุนเดสลีกาได้สำเร็จ จากสโมสรที่เคยอยู่ใต้เงาของโคโลญ พวกเขากำลังกลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดทีมหนึ่งของประเทศ

 

ทศวรรษ 1970 เมื่อกลัดบัคก้าวขึ้นมาท้าทายความยิ่งใหญ่

 

ภายใต้การคุมทีมของไวส์ไวเลอร์ มึนเชนกลัดบัคพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในสองมหาอำนาจของบุนเดสลีกายุค 1970 ร่วมกับบาเยิร์น มิวนิก พวกเขาคว้าแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัยในทศวรรษเดียวกัน พร้อมสร้างชื่อเสียงในฟุตบอลยุโรป

 

สำหรับแฟนบอลโคโลญ ความสำเร็จของคู่แข่งจากเมืองเล็กกว่ากลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ในทางกลับกัน แฟนบอลมึนเชนกลัดบัคก็เริ่มมองว่า พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงทีมรองอีกต่อไป

 

การแข่งขันจึงเปลี่ยนจากเกมระหว่างสองสโมสรในภูมิภาคเดียวกัน มาเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ว่าใครคือทีมที่ยิ่งใหญ่กว่าของไรน์แลนด์

 

หนึ่งในเกมที่ได้รับการจดจำมากที่สุดเกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาล ฤดูกาล 1972/73 โคโลญกับมึนเชนกลัดบัคเผชิญหน้ากันที่ไรน์สตาดิโอน เมืองดุสเซลดอร์ฟ ก่อนเสมอกัน 1-1 ในเวลาปกติ

 

ช่วงต่อเวลาพิเศษ กึนเทอร์ เน็ตเซอร์ ซึ่งเริ่มเกมจากม้านั่งสำรอง ตัดสินใจลงสนามและกลายเป็นผู้ทำประตูชัยให้มึนเชนกลัดบัคชนะ 2-1

 

เกมดังกล่าวถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในนัดชิงฟุตบอลถ้วยเยอรมันที่น่าจดจำที่สุด เพราะนอกจากถ้วยแชมป์แล้ว มันยังเป็นการประกาศความเหนือกว่าของมึนเชนกลัดบัคต่อคู่ปรับอย่างโคโลญบนเวทีสำคัญ

 

จากศัตรูในเยอรมนี สู่คู่แข่งบนเวทียุโรป

 

ความยิ่งใหญ่ของทั้งสองสโมสรในยุค 1970 ทำให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบุนเดสลีกา ในยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 1972/73 ทั้งสองทีมพบกันในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยมึนเชนกลัดบัคผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 5-0

 

สองปีต่อมา ทั้งคู่กลับมาพบกันอีกครั้งในรอบรองชนะเลิศยูฟ่าคัพ ฤดูกาล 1974/75 ผลการแข่งขันยังคงเป็นมึนเชนกลัดบัคที่เหนือกว่า ด้วยชัยชนะสกอร์รวม 4-1 ก่อนเดินหน้าคว้าแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จ

 

การเผชิญหน้ากันในฟุตบอลยุโรปยิ่งตอกย้ำว่า ไรน์ ดาร์บี ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระดับท้องถิ่นอีกต่อไป

 

เรื่องราวของไวส์ไวเลอร์ยังไม่จบลงที่มึนเชนกลัดบัค หลังอำลาทีมในปี 1975 และไปคุมบาร์เซโลนา เขากลับมายังเยอรมนีเพื่อรับงานกับโคโลญในปี 1976

 

เพียงสองปีต่อมา ไวส์ไวเลอร์พาโคโลญคว้าดับเบิลแชมป์ ทั้งบุนเดสลีกาและเดเอฟเบ โพคาล ในฤดูกาล 1977/78

 

สิ่งที่ทำให้แชมป์ลีกครั้งนั้นพิเศษ คือโคโลญจบฤดูกาลด้วยคะแนนเท่ากับมึนเชนกลัดบัค แต่คว้าแชมป์ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่าเพียง 3 ประตู

 

นั่นหมายความว่า โคโลญกลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะคู่ปรับสำคัญที่สุดของพวกเขาอย่างหวุดหวิด

 

ทำไมดาร์บีคู่นี้จึงถูกเรียกว่า ไวส์ไวเลอร์ ดาร์บี?

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไวส์ไวเลอร์กับทั้งสองสโมสรลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงอดีตผู้จัดการทีม ฝั่งมึนเชนกลัดบัคยกย่องเขาในฐานะผู้สร้างยุคทองของสโมสร ถึงขั้นตั้งชื่อถนนที่ตั้งสนามโบรุสเซีย-พาร์ก ว่า ฮานเนส ไวส์ไวเลอร์ อัลลี

 

ส่วนโคโลญก็มีสายสัมพันธ์กับเขาผ่านความสำเร็จในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีม แม้แต่มาสคอตแพะชื่อดังของโคโลญที่ชื่อว่า ‘เฮนเนส’ ก็มีที่มาจากชื่อของเขา

 

ด้วยเหตุนี้ การพบกันระหว่างสองสโมสรจึงถูกเรียกอีกชื่อว่า ไวส์ไวเลอร์ ดาร์บี เป็นดาร์บีที่มีบุคคลคนเดียวอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของทั้งสองฝ่าย

 

อีกหนึ่งเรื่องราวที่สะท้อนความเข้มข้นของไรน์ ดาร์บี คือมาสคอตแพะของโคโลญ สโมสรได้รับแพะตัวแรกเป็นสัญลักษณ์นำโชคในปี 1950 ก่อนพัฒนาเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่อยู่คู่สโมสรจนถึงปัจจุบัน

 

แต่ในช่วงก่อนเกมดาร์บี ความเป็นอริระหว่างแฟนบอลทำให้สโมสรต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับมาสคอต

 

เรื่องราวนี้อาจฟังดูแปลกสำหรับแฟนบอลทั่วไป แต่สะท้อนว่าเกมดังกล่าวมีความหมายมากกว่า 3 คะแนน เพราะแม้แต่สัญลักษณ์ของสโมสรก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางศักดิ์ศรี

 

จากยุคทองสู่ปัจจุบัน ดาร์บีที่ยังไม่เคยหมดความหมาย

 

แม้โคโลญและมึนเชนกลัดบัคจะไม่ได้ครองความยิ่งใหญ่ในฟุตบอลเยอรมันเหมือนช่วงทศวรรษ 1970 แต่ความเป็นคู่ปรับยังคงอยู่

 

ทั้งสองสโมสรต่างเคยเผชิญช่วงเวลาตกต่ำและการตกชั้น ทว่าเมื่อใดก็ตามที่กลับมาพบกัน บรรยากาศของไรน์ ดาร์บียังคงเข้มข้นเสมอ

 

ตัวอย่างล่าสุดในฤดูกาล 2026/27 โคโลญเปิดบ้านเอาชนะมึนเชนกลัดบัค 2-1 จากประตูชัยของ ซาอิด เอล มาลา ในนาทีที่ 67

 

สำหรับแฟนบอลโคโลญ นั่นไม่ใช่เพียงชัยชนะในลีก แต่ยังเป็นโอกาสในการประกาศความเหนือกว่าต่อคู่ปรับเก่าอีกครั้ง

 

ไรน์ ดาร์บี เกมที่ประวัติศาสตร์สำคัญกว่าตารางคะแนน

 

สิ่งที่ทำให้ไรน์ ดาร์บีแตกต่างจากเกมฟุตบอลทั่วไป ไม่ใช่เพียงความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ หรือจำนวนครั้งที่ทั้งสองทีมพบกัน

 

แต่เป็นเรื่องราวของสองสโมสรที่ผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ และมีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก โคโลญคือแชมป์บุนเดสลีกาทีมแรก ขณะที่มึนเชนกลัดบัคคือมหาอำนาจแห่งยุค 1970

 

ทั้งสองสโมสรมีเฮนเนส ไวส์ไวเลอร์ เป็นบุคคลสำคัญร่วมกัน เคยแย่งแชมป์ลีกจนถึงนัดสุดท้าย และเคยตัดสินความสำเร็จกันทั้งในฟุตบอลถ้วยและเวทียุโรป

 

ทั้งหมดนี้ทำให้การพบกันของทั้งคู่ไม่เคยเป็นเพียงการแข่งขันฟุตบอลธรรมดา เพราะสำหรับแฟนบอลโคโลญและมึนเชนกลัดบัค การเอาชนะคู่แข่งในไรน์ ดาร์บี อาจไม่ได้ทำให้ทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกา

 

แต่อย่างน้อย มันทำให้พวกเขาสามารถประกาศได้ว่า ใครคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งไรน์แลนด์ในวันนั้น

 

ภาพ: Lars Baron / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ไรน์ ดาร์บี – ทำไม โคโลญ กับ มึนเชนกลัดบัค ถึงเป็นคู่ปรับที่ไม่มีวันยอมกัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมนอร์เวย์ไม่เร่งให้เด็กๆ ยึดติดกับการเอาชนะ? ถอดรหัสประเทศที่เชื่อว่า ความสนุกสำคัญกว่าชัยชนะ https://thestandard.co/norway-youth-sport-fun-winning/ Tue, 13 Oct 2026 11:36:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1268001 ภาพเด็กๆ กำลังปั่นจักรยาน

ลองจินตนาการถึงการแข่งขันฟุตบอลของเด็กอายุ 8 ขวบ ที่ไม่ […]

The post ทำไมนอร์เวย์ไม่เร่งให้เด็กๆ ยึดติดกับการเอาชนะ? ถอดรหัสประเทศที่เชื่อว่า ความสนุกสำคัญกว่าชัยชนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กๆ กำลังปั่นจักรยาน

ลองจินตนาการถึงการแข่งขันฟุตบอลของเด็กอายุ 8 ขวบ ที่ไม่มีตารางคะแนน ไม่มีการจัดอันดับ และไม่มีถ้วยรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

สำหรับหลายประเทศ ภาพดังกล่าวอาจดูเหมือนการแข่งขันที่ขาดแรงจูงใจ เพราะเราคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า กีฬาเป็นเรื่องของการเอาชนะ และเด็กที่เก่งที่สุดควรได้รับการผลักดันให้ประสบความสำเร็จโดยเร็วที่สุด

 

แต่สำหรับนอร์เวย์ ประเทศที่มีประชากรเพียงประมาณ 5.5 ล้านคน นี่คือส่วนหนึ่งของแนวคิดการพัฒนากีฬาที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

 

ที่น่าสนใจว่า คือประเทศที่พยายามลดความสำคัญของชัยชนะในวัยเด็ก กลับกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านกีฬามากที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร

 

ในโอลิมปิกเกมส์ฤดูหนาว 2026 ที่มิลาน-คอร์ตินา นอร์เวย์ครองอันดับหนึ่งตารางเหรียญรางวัลด้วย 18 เหรียญทอง รวมทั้งหมด 41 เหรียญ ขณะที่ทีมฟุตบอลชายสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 หลังเอาชนะบราซิล

 

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทำไมประเทศที่ไม่ได้เร่งให้เด็กๆ เป็นผู้ชนะ กลับสามารถสร้างนักกีฬาที่เอาชนะคู่แข่งระดับโลกได้?

 

นอร์เวย์ไม่ได้ห้ามเด็กแข่งขัน แต่ไม่ต้องการให้ชัยชนะเป็นทุกอย่าง

 

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ นอร์เวย์ไม่ได้ห้ามเด็กเล่นกีฬาเพื่อเอาชนะ หรือสอนให้เด็กยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่พยายาม แต่พวกเขาพยายามแยกการแข่งขันออกจากแรงกดดันเรื่องผลลัพธ์

 

เด็กๆ ยังคงลงสนาม แข่งขัน และพัฒนาทักษะตามปกติ เพียงแต่ระบบไม่รีบตัดสินว่าใครเก่งหรือไม่เก่งจากอันดับในวัยที่ร่างกายและความสามารถยังเปลี่ยนแปลงได้อีกมาก

 

แนวคิดสำคัญคือ เด็กควรมีโอกาสเรียนรู้กีฬาก่อนถูกตัดสินด้วยผลการแข่งขัน เพราะสำหรับนอร์เวย์ ความสำเร็จในวัย 8 ขวบ ไม่ได้รับประกันความสำเร็จในวัย 28 ปี

 

รากฐานของแนวคิดนี้มาจาก คณะกรรมการโอลิมปิกและพาราลิมปิกแห่งนอร์เวย์ และสมาพันธ์กีฬาแห่งชาติ หรือ NIF ซึ่งวางหลักสิทธิของเด็กในการเล่นกีฬาตั้งแต่ปี 1987 และปรับปรุงครั้งสำคัญอีกครั้งในปี 2007

 

หลักการดังกล่าวให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การมีส่วนร่วม ความสนุก และสิทธิในการเลือกของเด็ก

 

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี การแข่งขันถูกจำกัดอยู่ในระดับท้องถิ่น โดยไม่เน้นตารางอันดับหรือถ้วยรางวัลสำหรับผู้ชนะ

 

เมื่ออายุ 11 ปี จึงเริ่มเปิดโอกาสให้แข่งขันในระดับภูมิภาคมากขึ้น และเมื่ออายุ 13 ปี จึงสามารถเข้าสู่การแข่งขันระดับประเทศได้ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิด ‘Idrettsglede for alle’ หรือความสุขจากการเล่นกีฬาสำหรับทุกคน

 

ทำไมการรีบสร้างแชมป์ อาจทำให้เด็กเลิกเล่นกีฬา?

 

หนึ่งในปัญหาของระบบพัฒนากีฬาเยาวชน คือการพยายามค้นหานักกีฬาที่มีพรสวรรค์ตั้งแต่อายุน้อยที่สุด เด็กที่วิ่งเร็วกว่า ยิงประตูได้มากกว่า ขับโกคาร์ตได้เร็วกว่า หรือมีร่างกายแข็งแรงกว่าเพื่อน มักได้รับโอกาสมากกว่า

 

แต่ความสามารถในวัยเด็กไม่ได้สะท้อนศักยภาพระยะยาวเสมอไป เพราะเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจไม่เท่ากัน

 

การคัดเลือกเร็วเกินไปจึงเสี่ยงทำให้เด็กที่พัฒนาช้ากว่าถูกมองข้าม ขณะเดียวกัน เด็กที่ได้รับแรงกดดันให้ชนะตลอดเวลาอาจเริ่มรู้สึกว่ากีฬาไม่ใช่ความสนุก แต่เป็นภาระที่ต้องทำให้สำเร็จ สุดท้ายบางคนอาจเลิกเล่นไปก่อนที่ศักยภาพแท้จริงจะปรากฏ

 

สิ่งที่นอร์เวย์ให้ความสำคัญอย่างมาก คือการรักษาเด็กให้อยู่ในระบบกีฬาให้นานที่สุด เพราะต่อให้เด็กคนหนึ่งมีพรสวรรค์มากเพียงใด หากเขาหมดความสนุกและเลิกเล่นกีฬาตั้งแต่อายุ 13 ปี ความสามารถนั้นก็ไม่มีโอกาสพัฒนาต่อ

 

นอร์เวย์จึงให้ความสำคัญกับสโมสรท้องถิ่น มิตรภาพ และโอกาสในการมีส่วนร่วม มากกว่าการเดินทางไกลเพื่อแข่งขันกับทีมระดับประเทศตั้งแต่เด็ก

 

แนวคิดนี้ทำให้การพัฒนานักกีฬาไม่ใช่การแข่งขันเพื่อคัดคนออกให้เร็วที่สุด แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กอยากกลับมาฝึกซ้อมอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

 

ทำไมเด็กนอร์เวย์ถึงไม่จำเป็นต้องเลือกกีฬาเพียงชนิดเดียว?

 

อีกหนึ่งหลักการสำคัญของนอร์เวย์ คือการเปิดโอกาสให้เด็กทดลองเล่นกีฬาหลายประเภท ก่อนตัดสินใจว่าจะจริงจังกับกีฬาใด

 

ในหลายประเทศ เด็กที่มีแววด้านฟุตบอลอาจถูกผลักดันเข้าสู่ระบบอะคาเดมีอย่างรวดเร็ว และต้องลดเวลาสำหรับกีฬาอื่น

 

แต่นอร์เวย์มองว่าการเล่นกีฬาหลากหลายชนิดช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน ทั้งการทรงตัว การประสานงานของร่างกาย ความคล่องตัว และความเข้าใจการเคลื่อนที่

 

การไม่รีบเลือกกีฬาเดียวจึงไม่ได้หมายถึงการเสียเวลา ตรงกันข้าม มันอาจเป็นการสร้างพื้นฐานที่กว้างกว่า ก่อนจะเข้าสู่การฝึกเฉพาะทางในอนาคต

 

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เออร์ลิง ฮาลันด์ กองหน้าทีมชาตินอร์เวย์และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้วันนี้เขาจะเป็นหนึ่งในกองหน้าที่อันตรายที่สุดของโลก แต่ในวัยเด็ก ฮาลันด์ไม่ได้เล่นเพียงฟุตบอล

 

เขาเติบโตมากับกีฬาแฮนด์บอล กรีฑา และสกีครอสคันทรี ก่อนเลือกมุ่งหน้าสู่ฟุตบอลอย่างจริงจังในช่วงวัยรุ่น ประสบการณ์จากกีฬาเหล่านั้นอาจมีส่วนช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหว การกระโดด ความแข็งแกร่ง และการใช้ร่างกายของเขา

 

แน่นอนว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่ากีฬาอื่นเป็นสาเหตุโดยตรงของความสำเร็จในฟุตบอล แต่เส้นทางของฮาลันด์สะท้อนว่า การไม่รีบจำกัดทางเลือกไม่ได้ขัดขวางการเติบโตเป็นนักกีฬาระดับโลก

 

จากฮาลันด์ถึงเซอร์ลอธ นักฟุตบอลที่ไม่ได้เติบโตมากับฟุตบอลอย่างเดียว

 

ฮาลันด์ไม่ใช่ตัวอย่างเดียวในทีมชาตินอร์เวย์ เพราะมองไปที่อเล็กซานเดอร์ เซอร์ลอธ กองหน้าร่างใหญ่ที่เล่นร่วมกับเขา ก็เติบโตมากับฟุตบอล แฮนด์บอล และสปีดสเกต

 

ขณะที่ผู้รักษาประตูอย่าง เออร์ยาน นีลันด์ เคยเล่นทั้งแฮนด์บอลและสกีอัลไพน์ควบคู่กับฟุตบอล สิ่งที่น่าสนใจคือ นักเตะเหล่านี้มีลักษณะการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน แต่ล้วนผ่านประสบการณ์กีฬาหลากหลายประเภท

 

มันไม่ได้หมายความว่าการเล่นหลายกีฬาจะสร้างนักฟุตบอลระดับโลกได้ทุกคนแต่แสดงให้เห็นว่า เส้นทางสู่อาชีพนักกีฬาไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเส้นตรง และความเชี่ยวชาญสามารถเกิดขึ้นภายหลังจากการสำรวจความสามารถของตัวเองได้

 

ความสำเร็จของนอร์เวย์ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามฟุตบอล โอลิมปิกเกมส์ฤดูหนาว 2026 พวกเขาคว้า 18 เหรียญทอง รวม 41 เหรียญ และครองอันดับหนึ่งตารางเหรียญรางวัลเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน

 

หนึ่งในนักกีฬาที่โดดเด่นคือ โยฮันเนส เฮิสฟล็อต เคลโบ นักสกีครอสคันทรีที่คว้า 6 เหรียญทองในการแข่งขันครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม การอธิบายความสำเร็จทั้งหมดด้วยนโยบายกีฬาเด็กเพียงอย่างเดียวคงไม่ถูกต้อง เพราะนอร์เวย์ยังมีวัฒนธรรมกีฬาฤดูหนาว สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสนับสนุนนักกีฬาระดับสูง

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศนี้สามารถสร้างความสำเร็จระดับโลก โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการกดดันเด็กให้เป็นผู้ชนะตั้งแต่วันแรก

 

นอร์เวย์เลือกสร้างแรงจูงใจจากภายใน มากกว่ารางวัลภายนอก

 

ในทางจิตวิทยาการกีฬา มีแนวคิดเรื่อง ‘Intrinsic Motivation’ หรือแรงจูงใจจากภายใน หมายถึงความต้องการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะรู้สึกสนุก สนใจ หรืออยากพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่เพียงเพื่อรางวัลหรือคำชม

 

เมื่อเด็กเล่นกีฬาเพราะชอบ พวกเขามีแนวโน้มอยากฝึกฝนและเผชิญความท้าทายด้วยตัวเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารางวัลเป็นสิ่งไม่ดี แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเด็กเริ่มรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับการชนะเท่านั้น

 

นอร์เวย์จึงพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กภูมิใจกับความก้าวหน้า ความพยายาม และการเรียนรู้ มากกว่าการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นตลอดเวลา

 

งานวิเคราะห์นักกีฬากว่า 6,000 คน ที่ถูกอ้างถึงในข้อมูลประกอบ ชี้ให้เห็นรูปแบบที่น่าสนใจ นักกีฬาที่ก้าวไปถึงระดับโลกมักมีประสบการณ์เล่นกีฬาหลากหลายในวัยเด็ก เริ่มฝึกเฉพาะทางช้ากว่า และไม่ได้จำเป็นต้องโดดเด่นที่สุดตั้งแต่ช่วงแรก

 

ในทางกลับกัน นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในระดับเยาวชนจำนวนหนึ่งกลับไม่สามารถรักษาความได้เปรียบนั้นเมื่อเติบโตขึ้น

 

เหตุผลสำคัญคือพัฒนาการของมนุษย์ไม่ได้เป็นเส้นตรง การเร่งให้เด็กเก่งเร็วที่สุดจึงอาจไม่ใช่วิธีเดียวกับการทำให้เขาเก่งที่สุดเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และนั่นคือสิ่งที่ระบบกีฬานอร์เวย์พยายามให้ความสำคัญ

 

ชัยชนะไม่ได้เริ่มต้นจากการบังคับให้ชนะ

 

ชัยชนะของนอร์เวย์เหนือบราซิลในฟุตบอลโลก 2026 จนผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่น่าจดจำของวงการฟุตบอล ประเทศที่มีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน สามารถเอาชนะชาติที่เคยเป็นแชมป์โลก 5 สมัยได้

 

แน่นอนว่าเกมฟุตบอลหนึ่งนัดไม่สามารถพิสูจน์ว่าระบบพัฒนาเยาวชนแบบใดดีกว่าอีกระบบหนึ่ง บราซิลเองก็ผลิตนักฟุตบอลระดับโลกมาอย่างต่อเนื่องผ่านแนวทางที่แตกต่างกัน

 

แต่ความสำเร็จของนอร์เวย์ทำให้เห็นว่า การเปิดโอกาสให้เด็กเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันระดับสูงสุด บางครั้ง การสร้างผู้ชนะอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการบังคับให้เด็กชนะ

 

สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่การยกเลิกการแข่งขันกีฬาเยาวชนทั้งหมด แต่เป็นการกลับมาตั้งคำถามว่า เรากำลังจัดการแข่งขันเพื่อพัฒนาเด็ก หรือเพื่อสร้างผลงานให้โรงเรียน สโมสร และผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง

 

เด็กที่ไม่ติดทีมโรงเรียนยังมีพื้นที่ให้เล่นกีฬาหรือไม่? เด็กที่แพ้การแข่งขันยังได้รับโอกาสพัฒนาต่อหรือเปล่า? และเมื่อเด็กอายุ 10 ขวบเล่นกีฬา เราให้ความสำคัญกับความสุขของเขามากแค่ไหน เมื่อเทียบกับถ้วยรางวัลที่เขาอาจนำกลับบ้าน?

 

คำถามเหล่านี้อาจสำคัญกว่าการค้นหานักกีฬาที่เก่งที่สุดในแต่ละรุ่นเสียอีก

 

เพราะชัยชนะที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่การชนะในวัยเด็ก

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่นอร์เวย์พยายามทำไม่ได้เป็นการปฏิเสธความสำคัญของชัยชนะ แต่เป็นการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันอย่างจริงจัง

 

พวกเขาเชื่อว่า ก่อนเด็กคนหนึ่งจะเรียนรู้วิธีเอาชนะคู่แข่ง เขาควรได้เรียนรู้วิธีสนุกกับกีฬา รู้จักความสามารถของตัวเอง และค้นพบสิ่งที่อยากทำด้วยความสมัครใจ

 

เพราะเด็กที่แพ้ฟุตบอลตอนอายุ 8 ขวบ อาจกลายเป็นนักกีฬาระดับโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า แต่หากเขาเลิกเล่นกีฬาไปตั้งแต่วันนั้น โอกาสดังกล่าวก็อาจไม่มีวันเกิดขึ้น

 

นอร์เวย์จึงไม่ได้สอนให้เด็กไม่อยากชนะ พวกเขาเพียงไม่ต้องการให้ความพ่ายแพ้ในวัยเด็ก กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กหมดรักในกีฬา

 

และบางที ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบบนี้ อาจไม่ใช่เหรียญทองโอลิมปิก หรือชัยชนะเหนือบราซิล แต่คือการทำให้เด็กคนหนึ่งกลับบ้านหลังการแข่งขัน พร้อมกับความรู้สึกว่า

 

แม้วันนี้จะไม่ได้เป็นผู้ชนะ แต่พรุ่งนี้ก็ยังอยากกลับมาเล่นกีฬาอีกครั้ง

 

ภาพ: NurPhoto / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทำไมนอร์เวย์ไม่เร่งให้เด็กๆ ยึดติดกับการเอาชนะ? ถอดรหัสประเทศที่เชื่อว่า ความสนุกสำคัญกว่าชัยชนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอาก์สบวร์ก vs. บาเยิร์น มิวนิค – ศึกดาร์บีแห่งบาวาเรีย เมื่อทีมเล็กกลายเป็นฝันร้ายของเสือใต้ https://thestandard.co/augsburg-bayern-munich-bavaria-derby/ Fri, 09 Oct 2026 02:18:41 +0000 https://thestandard.co/augsburg-bayern-munich-bavaria-derby/ ภาพนักฟุตบอล Keven Schlotterbeck ของเอาก์สบวร์ก และ Harry Kane ของบาเยิร์น มิวนิค กำลังแข่งขันกัน 1

หากพูดถึงทีมที่สามารถหยุดความร้อนแรงของบาเยิร์น มิวนิค […]

The post เอาก์สบวร์ก vs. บาเยิร์น มิวนิค – ศึกดาร์บีแห่งบาวาเรีย เมื่อทีมเล็กกลายเป็นฝันร้ายของเสือใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอล Keven Schlotterbeck ของเอาก์สบวร์ก และ Harry Kane ของบาเยิร์น มิวนิค กำลังแข่งขันกัน 1

หากพูดถึงทีมที่สามารถหยุดความร้อนแรงของบาเยิร์น มิวนิค ชื่อแรกๆ ที่แฟนบอลนึกถึงอาจเป็นโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หรือไบเออร์ เลเวอร์คูเซน สองทีมที่เคยท้าทายอำนาจของยักษ์ใหญ่แห่งบาวาเรียมาแล้วหลายครั้ง

 

 

แต่หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ จะพบว่ามีอีกหนึ่งทีมที่แม้ไม่ได้มีขุมกำลังระดับเดียวกัน กลับสร้างความเจ็บปวดให้บาเยิร์นในช่วงเวลาสำคัญอยู่เสมอ

 

ทีมนั้นคือ เอาก์สบวร์ก

 

สุดสัปดาห์นี้ ทั้งสองทีมเตรียมกลับมาพบกันอีกครั้งในศึกบุนเดสลีกา ภายใต้ชื่อ บาวาเรีย ดาร์บี เกมดาร์บีของสองสโมสรที่อยู่ห่างกันเพียงประมาณ 60 กิโลเมตร

 

แต่สิ่งที่ทำให้เกมนี้น่าสนใจ ไม่ใช่เพียงความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ หากเป็นประวัติศาสตร์ของทีมรองบ่อนที่มักสร้างปัญหาให้ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยอรมนีได้อย่างเหลือเชื่อ

 

บาวาเรีย ดาร์บี เกมดาร์บีที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องศักดิ์ศรี

 

แม้ทั้งสองสโมสรจะตั้งอยู่ในรัฐบาวาเรียเหมือนกัน แต่พวกเขามีอัตลักษณ์แตกต่างกันอย่างชัดเจน บาเยิร์น มิวนิค คือมหาอำนาจแห่งฟุตบอลเยอรมัน สโมสรที่เต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกและคุ้นเคยกับการลุ้นแชมป์ทุกฤดูกาล ขณะที่เอาก์สบวร์กเป็นตัวแทนจากเขตชวาเบิน (Swabia) ซึ่งมักต้องต่อสู้ด้วยทรัพยากรที่จำกัดกว่า

 

ความแตกต่างนี้ทำให้เกมระหว่างทั้งคู่ไม่ใช่ดาร์บีที่มีความสูสีด้านความสำเร็จ แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างสองแนวคิด ทีมหนึ่งต้องการครองเกม ส่วนอีกทีมต้องหาวิธีทำลายเกมของคู่แข่ง

 

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้การพบกันครั้งนี้มีความหมายเป็นพิเศษ ต้องย้อนกลับไปวันที่ 24 มกราคม 2026 วันนั้น บาเยิร์นเปิดบ้านพบเอาก์สบวร์ก พร้อมสถิติไม่แพ้ใครในบุนเดสลีกา 27 นัดติดต่อกัน

 

ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามคาด เมื่อฮิโรกิ อิโตะ ยิงให้เจ้าถิ่นขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 23 แต่เอาก์สบวร์กไม่ยอมแพ้ อาร์เธอร์ ชาเวส ตีเสมอในนาทีที่ 75 ก่อนฮัน-โนอาห์ มัสเซงโก จะยิงประตูชัยในนาทีที่ 81

 

ชัยชนะ 2-1 ครั้งนั้นไม่ได้มอบเพียงสามคะแนน แต่ทำให้เอาก์สบวร์กกลายเป็นทีมที่หยุดความสมบูรณ์แบบของบาเยิร์นลงได้

 

หากย้อนกลับไปในเดือนเมษายน 2014 เอาก์สบวร์กเคยสร้างหนึ่งในผลการแข่งขันที่น่าจดจำที่สุดของสโมสรมาแล้ว ครั้งนั้น บาเยิร์นกำลังอยู่ในยุคที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง และมีสถิติไม่แพ้ใครในบุนเดสลีกาติดต่อกันถึง 53 นัด แต่เอาก์สบวร์กกลับเอาชนะไปได้ 1-0 ยุติสถิติที่ยาวนานของเสือใต้

 

อีกหนึ่งปีต่อมา ในเดือนพฤษภาคม 2015 พวกเขาบุกไปชนะบาเยิร์นถึงอัลลิอันซ์ อารีนา ด้วยสกอร์ 1-0 จากประตูของราอูล โบบาดิยา

 

นี่จึงเป็นความพิเศษของคู่นี้ เอาก์สบวร์กอาจไม่ได้ชนะบาเยิร์นบ่อยครั้ง แต่หลายครั้งที่ชนะ กลับเป็นวันที่บาเยิร์นต้องสูญเสียสถิติสำคัญ

 

บาเยิร์นยังเหนือกว่า แต่เอาก์สบวร์กไม่ใช่งานง่าย

 

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมของการพบกัน บาเยิร์นยังคงเหนือกว่าอย่างชัดเจน จากการบุกเยือนเอาก์สบวร์กในบุนเดสลีกา 15 นัดหลังสุด บาเยิร์นชนะถึง 11 นัด เสมอหนึ่งครั้ง คิดเป็นอัตราชนะประมาณ 73 เปอร์เซ็นต์

 

ที่น่าสนใจคือ บาเยิร์นยังไม่แพ้เกมลีกนอกบ้านติดต่อกันถึง 28 นัด ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

 

แต่เอาก์สบวร์กก็มีจุดแข็งของตัวเอง พวกเขาแพ้เกมบุนเดสลีกาในบ้านเพียงนัดเดียวจาก 14 นัดหลังสุด ดังนั้น เกมนี้จึงเป็นการเผชิญหน้าระหว่างทีมที่แข็งแกร่งยามเล่นในบ้าน กับทีมที่แทบไม่มีใครเอาชนะได้เมื่อออกไปเยือน

 

ตัวเลขการครองบอลอาจอธิบายรูปแบบการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด บาเยิร์นภายใต้การคุมทีมของแว็งซ็องต์ กอมปานี มีค่าเฉลี่ยครองบอลสูงถึง 71.4 เปอร์เซ็นต์ มากที่สุดในบุนเดสลีกา

 

ตรงกันข้าม เอาก์สบวร์กมีค่าเฉลี่ยเพียง 39.3 เปอร์เซ็นต์ แต่การครองบอลน้อยไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีอันตราย

 

เอาก์สบวร์กสามารถใช้เกมรับที่มีระเบียบ การเข้าปะทะ การเล่นลูกตั้งเตะ และการสวนกลับเพื่อโจมตีพื้นที่ด้านหลังแนวรับคู่แข่ง

 

เกมนี้จึงไม่ใช่คำถามว่าใครจะครองบอลมากกว่า แต่เป็นคำถามว่าบาเยิร์นจะเปลี่ยนการครองบอลเป็นโอกาสได้มากเพียงใด และเอาก์สบวร์กจะใช้โอกาสที่มีจำกัดได้คุ้มค่าแค่ไหน

 

อาวุธที่ทำให้เกมรับต่ำไม่ใช่คำตอบเสมอไป

 

หนึ่งในนักเตะที่เอาก์สบวร์กต้องระวังมากที่สุดคือไมเคิล โอลิเซ เพราะปีกทีมชาติฝรั่งเศสกำลังอยู่ในฟอร์มยอดเยี่ยม หลังทำแฮตทริกแรกในบุนเดสลีกาจากเกมถล่มอูนิโอน เบอร์ลิน 7-0 ทำให้ยิงไปแล้วสี่ประตูจากสี่นัดแรก

 

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือความสามารถในการยิงไกล นับตั้งแต่ย้ายมาเยอรมนีในปี 2024 โอลิเซทำประตูจากนอกกรอบเขตโทษไปแล้ว 10 ลูก มากที่สุดในลีกช่วงเวลาดังกล่าว

 

นั่นหมายความว่า แม้เอาก์สบวร์กจะตั้งรับลึกจนบาเยิร์นเจาะเข้ากรอบเขตโทษไม่ได้ พวกเขาก็ยังต้องระวังการยิงจากระยะไกลอยู่ดี

 

นอกจากโอลิเซแล้ว อีกหนึ่งคนที่น่าจับตามองคือแฮร์รี เคน โดยกองหน้าทีมชาติอังกฤษเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการยิงครบ 100 ประตูในบุนเดสลีกาจากการลงเล่นเพียง 98 นัด กลายเป็นนักเตะที่ทำสถิตินี้ได้เร็วที่สุด

 

เคนเคยยิงเอาก์สบวร์กถึงเจ็ดประตูจากการพบกันสี่นัดแรกในลีก แต่ในฤดูกาล 2025/26 เขากลับไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งรายนี้ได้เลยจากการพบกันทั้งสองนัด

 

ดังนั้น เกมนี้จึงเป็นโอกาสที่เคนจะกลับมาทำประตูใส่เอาก์สบวร์กอีกครั้ง พร้อมขยับเข้าใกล้สถิติดาวยิงตลอดกาลของบาเยิร์น

 

เอาก์สบวร์กไม่ได้มีดีแค่เกมรับ

 

แม้ภาพจำของเอาก์สบวร์กเวลาเจอบาเยิร์นจะเป็นทีมที่เน้นเกมรับและรอสวนกลับ แต่ฤดูกาลนี้พวกเขากำลังแสดงให้เห็นถึงเกมรุกที่น่าสนใจ

 

เอาก์สบวร์กยิงไปแล้ว 11 ประตูจากสี่นัดแรกของบุนเดสลีกา เป็นการออกสตาร์ตด้านการทำประตูที่ดีที่สุดของสโมสร ตัวเลขดังกล่าวทำให้พวกเขามีเกมรุกอันดับสามของลีก เป็นรองเพียงบาเยิร์นและไฟรบวร์ก

 

นี่อาจทำให้รูปเกมแตกต่างจากดาร์บีหลายครั้งที่ผ่านมา เพราะเอาก์สบวร์กไม่ได้มีเพียงความสามารถในการต้านทานบาเยิร์น แต่ยังมีศักยภาพที่จะตอบโต้ด้วยเกมรุกของตัวเอง

 

บาเยิร์นต้องการย้ำความยิ่งใหญ่ เอาก์สบวร์กต้องการสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง

 

หลังผ่านสี่นัดแรก บาเยิร์นยิงไปแล้ว 14 ประตู และยังไม่เคยตกเป็นฝ่ายตามหลังคู่แข่งเลยแม้แต่ครั้งเดียวในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้

 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าทีมของกอมปานียังคงเป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรป แต่ฟุตบอลไม่ได้ตัดสินกันด้วยสถิติเพียงอย่างเดียว

 

โดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งคือเอาก์สบวร์ก ทีมที่เคยพิสูจน์มาแล้วว่า แม้บาเยิร์นจะมีสถิติไร้พ่ายยาวนานเพียงใด ก็สามารถถูกหยุดลงได้ภายใน 90 นาที และนี่คือเสน่ห์ของ บาวาเรีย ดาร์บี

 

สำหรับบาเยิร์น ชัยชนะอาจหมายถึงอีกสามคะแนนบนเส้นทางลุ้นแชมป์ แต่สำหรับเอาก์สบวร์ก ชัยชนะอาจหมายถึงการสร้างอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร

 

เพราะบางครั้ง เกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทีมเล็ก ไม่ใช่เกมที่พวกเขาต้องเป็นแชมป์ แต่เป็นเกมที่พวกเขาทำให้ทีมที่ทุกคนคิดว่าไม่มีใครหยุดได้ ต้องหยุดลงอีกครั้ง

 

อ้างอิง

ภาพ: Marcel Engelbrecht – firo sportphoto / Getty Images

ภาพนักฟุตบอล Keven Schlotterbeck ของเอาก์สบวร์ก และ Harry Kane ของบาเยิร์น มิวนิค กำลังแข่งขันกัน 1

The post เอาก์สบวร์ก vs. บาเยิร์น มิวนิค – ศึกดาร์บีแห่งบาวาเรีย เมื่อทีมเล็กกลายเป็นฝันร้ายของเสือใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>