ฟุตบอลโลก 2026 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ฟุตบอลโลก-2026/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Jun 2026 12:04:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 “เรามาด้วยความภูมิใจ และจากไปพร้อมศักดิ์ศรี” อิหร่านฝากข้อความถึงลอสแอนเจลิส https://thestandard.co/iran-message-los-angeles-world-cup/ Mon, 22 Jun 2026 12:04:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1221555 ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านยืนร้องเพลงชาติในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก

ทีมชาติอิหร่านฝากข้อความไว้ในห้องแต่งตัวของสนาม SoFi St […]

The post “เรามาด้วยความภูมิใจ และจากไปพร้อมศักดิ์ศรี” อิหร่านฝากข้อความถึงลอสแอนเจลิส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านยืนร้องเพลงชาติในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก

ทีมชาติอิหร่านฝากข้อความไว้ในห้องแต่งตัวของสนาม SoFi Stadium หลังจบเกมฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม G ที่เสมอกับเบลเยียม 0-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมขอบคุณนครลอสแอนเจลิสสำหรับการต้อนรับตลอดช่วงเวลาที่พวกเขาพำนักและลงแข่งขันในเมืองแห่งนี้

ดูภาพข่าว ▼ 

ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน หลังทีมของ อามีร์ กาเลโนอี ลงเล่นเกมที่ 2 ของทัวร์นาเมนต์ในลอสแอนเจลิส และยังคงมีโอกาสลุ้นผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ในนัดสุดท้าย

 

แม้ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะจัดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก แต่อิหร่านไม่ได้ตั้งแคมป์ในสหรัฐฯ เหมือนชาติอื่น โดยเลือกใช้เมืองตีฮัวนา ประเทศเม็กซิโก เป็นฐานที่พัก และเดินทางข้ามพรมแดนเข้าสหรัฐฯ เฉพาะวันแข่งขัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางที่ทีมต้องเผชิญ ขณะที่เจ้าหน้าที่และผู้บริหารบางส่วนของคณะถูกปฏิเสธการเดินทางเข้าสหรัฐฯ

 

ก่อนหน้านี้ กาเลโนอี เคยวิจารณ์มาตรการดังกล่าวหลายครั้ง โดยระบุว่าอิหร่านต้องเผชิญอุปสรรคที่ไม่มีชาติใดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ต้องเจอ

 

โดยข้อความที่อิหร่านทิ้งไว้ในห้องแต่งตัวระบุว่า “จากเปอร์เซียโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน สู่สาธารณรัฐอิหร่านในปัจจุบัน จิตวิญญาณของชาวอิหร่านยังคงมีชีวิตและยืนหยัดอย่างมั่นคง

 

“พวกเราเดินทางมาถึงลอสแอนเจลิสด้วยความภาคภูมิใจ ลงแข่งขันด้วยเกียรติยศ และจากไปพร้อมศักดิ์ศรี

 

“ขอบคุณลอสแอนเจลิสสำหรับการต้อนรับ และขอบคุณชาวอิหร่านทุกคนที่มอบทั้งหัวใจ เสียงเชียร์ และจิตวิญญาณให้กับทีมชาติอิหร่านตลอด 180 นาทีที่ผ่านมา

 

“ขอให้สันติภาพ ความเคารพซึ่งกันและกัน และมิตรภาพ ดำรงอยู่ท่ามกลางทุกชาติบนโลกใบนี้”

 

สำหรับสถานการณ์ในกลุ่ม G อิหร่านเก็บได้ 2 คะแนนจากการเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 และเสมอเบลเยียม 0-0 โดยจะลงสนามนัดสุดท้ายพบกับอียิปต์ ที่เมืองซีแอตเทิล เพื่อลุ้นตั๋วเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ต่อไป

 

อ้างอิง:

 

 

ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านยืนร้องเพลงชาติในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก 1ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านยืนร้องเพลงชาติในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก 2ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านยืนร้องเพลงชาติในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก 3ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิหร่านยืนร้องเพลงชาติในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก 4

The post “เรามาด้วยความภูมิใจ และจากไปพร้อมศักดิ์ศรี” อิหร่านฝากข้อความถึงลอสแอนเจลิส appeared first on THE STANDARD.

]]>
โวซินญา ในวันที่มีแมให้กำลังใจ และ สปอร์ตไลท์สาดส่อง https://thestandard.co/vozinha-cape-verde-mother-world-cup/ Mon, 22 Jun 2026 06:35:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1221375 โวซินญา ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ดในสนามฟุตบอลพร้อมคุณแม่ที่มาให้กำลังใจ

นอกจากการสู้กับอุรุกวัยได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว อีกหนึ่งคว […]

The post โวซินญา ในวันที่มีแมให้กำลังใจ และ สปอร์ตไลท์สาดส่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โวซินญา ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ดในสนามฟุตบอลพร้อมคุณแม่ที่มาให้กำลังใจ

นอกจากการสู้กับอุรุกวัยได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว อีกหนึ่งความน่าประทับใจในเกมนี้ของ เคปเวิร์ด คือการที่ อานา คานดิดา เอโวรา คุณแม่ของ โวซินญา ผู้รักษาประตูของทีมได้เข้ามาชมเกมและร่วมเชียร์ลูกชายถึงในทัวร์นาเมนต์ หลังจากที่เพิ่งได้รับวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา

 

โดยก่อนเกม โวซินญา กลายเป็นดาวเด่นที่ถูกรุมล้อมด้วยช่างภาพ หลังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมจนเป็นกระแสในเกมแรก

 

นอกจากนี้ โวซินญายังสามารถเรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบอลในครึ่งหลัง ด้วยจังหวะที่เขาดึงจังหวะรอและโชว์ทักษะแตะบอลหลอก ดาร์วิน นูเญซ กองหน้าอุรุกวัยได้อย่างสวยงามอีกด้วย

 

ภาพ: Leonardo Fernandez – FIFA, Lars Baron, Craig Williamson – SNS Group, Molly Darlington / Getty Images

 

โวซินญา ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ดในสนามฟุตบอลพร้อมคุณแม่ที่มาให้กำลังใจ 1โวซินญา ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ดในสนามฟุตบอลพร้อมคุณแม่ที่มาให้กำลังใจ 2โวซินญา ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ดในสนามฟุตบอลพร้อมคุณแม่ที่มาให้กำลังใจ 3โวซินญา ผู้รักษาประตูทีมชาติเคปเวิร์ดในสนามฟุตบอลพร้อมคุณแม่ที่มาให้กำลังใจ 4

The post โวซินญา ในวันที่มีแมให้กำลังใจ และ สปอร์ตไลท์สาดส่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสื้อทีมชาติญี่ปุ่นเวอร์ชัน ‘ซาชิโกะ’ ที่มีเพียงตัวเดียวในโลก https://thestandard.co/japan-team-sashiko-unique-shirt/ Mon, 22 Jun 2026 06:29:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1221367 ภาพเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นที่ปักลวดลายซาชิโกะด้วยมือ

ท่ามกลางบรรยากาศฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังเข้มข้น กลุ่มช่า […]

The post เสื้อทีมชาติญี่ปุ่นเวอร์ชัน ‘ซาชิโกะ’ ที่มีเพียงตัวเดียวในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นที่ปักลวดลายซาชิโกะด้วยมือ

ท่ามกลางบรรยากาศฟุตบอลโลก 2026 ที่กำลังเข้มข้น กลุ่มช่างฝีมือชาวญี่ปุ่น Sashiko Gals ได้สร้างสรรค์เสื้อทีมชาติญี่ปุ่นเวอร์ชันพิเศษ ด้วยการนำเสื้อแข่งมาปักลวดลายแบบ ‘ซาชิโกะ’ ศิลปะการเย็บผ้าดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

ดูภาพข่าว ▼ 

เสื้อตัวดังกล่าวถูกเย็บด้วยมือทีละฝีเข็ม จนกลายเป็นผลงานชิ้นเดียวในโลกที่ผสมผสานระหว่างฟุตบอลและงานหัตถศิลป์เข้าไว้ด้วยกัน โดยสมาชิกของ Sashiko Gals ระบุว่า เสื้อนี้ทำจากงานแฮนด์เมดที่ต้องใช้เวลา แต่ทุกฝีเข็มล้วนเต็มไปด้วยกำลังใจและความเคารพที่มีต่อทีมชาติญี่ปุ่น

 

สำหรับ ‘ซาชิโกะ’ เป็นเทคนิคการเย็บปักผ้าแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่มีประวัติยาวนานหลายร้อยปี เดิมถูกใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงและซ่อมแซมเสื้อผ้า ก่อนจะพัฒนาเป็นงานหัตถศิลป์ที่โดดเด่นด้วยลวดลายเรขาคณิตอันประณีต และกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

ภาพเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นที่ปักลวดลายซาชิโกะด้วยมือ 1ภาพเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นที่ปักลวดลายซาชิโกะด้วยมือ 2ภาพเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นที่ปักลวดลายซาชิโกะด้วยมือ 3ภาพเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นที่ปักลวดลายซาชิโกะด้วยมือ 4ภาพเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นที่ปักลวดลายซาชิโกะด้วยมือ 5ภาพเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นที่ปักลวดลายซาชิโกะด้วยมือ 6ภาพเสื้อทีมชาติญี่ปุ่นที่ปักลวดลายซาชิโกะด้วยมือ 7

 

ขอบคุณภาพจาก sashiko_gals

The post เสื้อทีมชาติญี่ปุ่นเวอร์ชัน ‘ซาชิโกะ’ ที่มีเพียงตัวเดียวในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ที่นั่งว่าง’ ปัญหาที่เริ่มปรากฏ แม้ FIFA บอกว่ามีความต้องการตั๋วเกินจำนวนที่ขาย https://thestandard.co/world-cup-empty-seats-fifa-tickets/ Mon, 22 Jun 2026 05:44:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1221337 ภาพมุมกว้างของสนามฟุตบอลที่มีที่นั่งว่างจำนวนมากระหว่างการแข่งขัน

ช่วงการแข่งขันนัดที่ 2 ในรอบแบ่งกลุ่ม แฟนๆ เริ่มได้เห็น […]

The post ‘ที่นั่งว่าง’ ปัญหาที่เริ่มปรากฏ แม้ FIFA บอกว่ามีความต้องการตั๋วเกินจำนวนที่ขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของสนามฟุตบอลที่มีที่นั่งว่างจำนวนมากระหว่างการแข่งขัน

ช่วงการแข่งขันนัดที่ 2 ในรอบแบ่งกลุ่ม แฟนๆ เริ่มได้เห็นการแข่งขันฟุตบอลหลายนัดที่มี ‘ที่นั่งว่าง’ ปรากฎในสนามการแข่งขัน แม้ก่อนหน้านี้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA จะบอกว่าปัญหานี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นก็ตาม

 

ปัญหานี้เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่นัดที่สองของทัวร์นาเมนต์ระหว่างเกาหลีใต้กับสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งมีที่นั่งว่างสีแดงจำนวนมากในฝั่งวีไอพีและที่นั่งทั่วไป

 

แม้จะมีการประกาศตัวเลขผู้เข้าชมว่ามีถึง 44,985 คนจากความจุ 45,664 ที่นั่ง แต่คาดว่าตั๋วเหล่านั้นถูกซื้อไปโดยบุคคลหรือนายหน้า หรือพ่อค้ารีเซลล์ ที่ไม่สามารถปล่อยขายต่อในแพลตฟอร์มได้ทัน

 

สิ่งนี้ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับคำกล่าวอ้างของ จานนี อินฟานติโน ประธาน FIFA ที่เคยระบุว่ามีความต้องการตั๋วสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 500 ล้านใบ

 

รายงานจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศหลายสำนักที่มีนักข่าวไปประจำในหลายสนามระบุตรงกันว่า มีหลายเกมโดยเฉพาะเกมที่แข่งขันในสหรัฐอเมริกา ที่มีที่นั่งว่างระหว่างเกมคู่ต่างๆ

 

แม้แต่แฟนๆ ที่ประเทศไทย ซึ่งรับชมการแข่งขันผ่านการถ่ายทอดสด ก็สามารถสังเกตเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ในบางจังหวะที่กล้องถ่ายทอดสดอาจจะตัดภาพไปให้เห็น

 

ปัญหาดังกล่าวมาจากหลายปัจจัย เริ่มตั้งแต่ การที่ตั๋วชมเกมการแข่งขันมีราคาสูงเกินไป โดยรายงานระบุว่า ตั๋วเข้าชมเกมในนัดชิงชนะเลิศ ปัจจุบันมีราคาเริ่มต้นพุ่งสูงถึง 8,680 ดอลลาร์ หรือราว 285,000 บาท

 

และจากการใช้ระบบราคาแบบผันแปรตามความต้องการ หรือ Dynamic Pricing ทำให้ตั๋วนัดชิงชนะเลิศราคาทะยานขึ้นไปถึง 10,990 ดอลลาร์ หรือราว 360,000 บาท

 

ขณะที่ตั๋วชมเกมในนัดอื่นๆ จะมีราคาอยู่ที่ 150-300 ดอลลาร์ หรือราว 4,900-9,850 บาท ขณะที่ตั๋วในบางโซน เช่น วีไอพีมีราคาตั้งแต่ 400 ไปจนถึง 5,000 ดอลลาร์ หรือราว 13,200 ถึง 164,000 บาท ซึ่งนั่นก็ยังนับว่าแพงอยู่ดี

 

แม้ปัจจุบัน FIFA จะพยายามลดกระแสความไม่พอใจของแฟนบอลด้วยการปล่อยตั๋วราคา 60 ดอลลาร์ หรือราว 2,000 บาท ผ่านสมาคมฟุตบอลระดับชาติต่างๆ แต่ตั๋วที่ว่า ก็มีจำนวนที่จำกัดมากๆ และไม่ตกไปถึงแฟนบอลกลุ่มที่ต้องการมากเท่าที่ควร

 

ราคาตั๋วที่สูงเกินเหตุทำให้เกิดการร้องเรียนอย่างเป็นทางการไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป นอกจากนี้ อัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ยังได้เริ่มสืบสวน FIFA ในข้อหา “ปั่นราคาให้สูงขึ้นแบบเกินจริง” และ “หลอกลวงแฟนบอล” ซึ่งรวมถึงแผนการออกหมายเรียกให้องค์กรลูกหนังโลกมาชี้แจงด้วย

 

อย่าลืมว่า ปัญหาเรื่องราคาตั๋วไม่ได้เพิ่งมาเกิด แต่ถูกวิจารณ์ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม จนแม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังกล่าวว่าเขาจะไม่จ่ายเงินซื้อตั๋วในราคานี้

 

ด้าน FIFA ปกป้องตัวเองโดยระบุว่าราคาเหล่านี้สอดคล้องกับงานกีฬาอื่นๆ ในอเมริกาเหนือ และรายได้จะถูกนำไปลงทุนกลับเข้าสู่วงการฟุตบอลทั่วโลก

 

อย่างไรก็ตาม การที่ FIFA อิงราคาค่าตั๋วกับการแข่งขันกีฬาอื่นๆ ในทวีปอเมริกาเหนือนั้น ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในทางปฏิบัติมากสักเท่าไหร่

 

ต้องอย่าลืมว่า ในการแข่งขันที่ตั๋วชมเกมมีราคาแพงอย่าง NFL หรือ NBA แฟนๆ ส่วนมากที่เข้ามาในสนาม จะเป็นแฟนๆ ในเมืองที่เป็นเจ้าบ้าน พวกเขาอาจจะถือตั๋วปี และไม่จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างการเดินทางข้ามเมือง และค่าโรงแรม

 

แต่แฟนบอลที่มาจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก จะต้องมีค่าใช้จ่ายเหล่านั้น รวมไปถึงค่าอาหาร ค่าครองชีพ รวมไปถึงค่าของที่ระลึกต่างๆ

 

นอกจากนี้ การเดินทางข้ามมลรัฐในสหรัฐอเมริกา เป็นอะไรที่ใช้ทั้งเวลาและงบประมาณพอสมควร ทำให้แฟนๆ อาจจะเดินทางเพื่อมาชมเกมที่ทีมชาติตัวเองลงสนามได้เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้น และไม่สามารถตามไปชมต่อที่เมืองอื่นๆ ได้

 

นอกจากนี้ แฟนบอลยังต้องเจอกับปัญหาการโก่งราคาผ่านการรีเซลล์บนแพลตฟอร์มขายตั๋วมือสอง ทำให้ราคาตั๋วชมเกมพุ่งสูงขึ้นด้วย

 

โดย FIFA ตัดสินใจอนุญาตให้ผู้ที่ถือตั๋วนำมาขายต่อในราคาที่สูงกว่าหน้าตั๋วได้บนแพลตฟอร์มทางการของตนเอง ซึ่งเคยมีผู้ตั้งราคาตั๋วนัดชิงชนะเลิศไว้แบบไร้เหตุผลถึงใบละ 2.3 ล้านดอลลาร์ หรือราว 75 ล้านบาท และล่าสุดพบว่ามีตั๋วใบหนึ่งถูกตั้งราคาไว้เกือบ 11.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 377 ล้านบาท

 

.

 

การที่ FIFA ตัดสินใจอนุญาตให้มีการขายต่อตั๋วชมเกม ทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์อีกทอดจากเรื่องนี้ เพราะพวกเขาหักเปอร์เซ็นต์ 15% จากการขาย และ ชาร์จเพิ่มอีก 15% จากฝั่งผู้ซื้อ ซึ่ง FIFA อ้างว่าเป็นเรื่องปกติที่ทำกันในสหรัฐอเมริกา

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาที่น่าตกใจจากศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ระบุว่า FIFA อาจแอบใช้เว็บไซต์ขายต่อที่ไม่เป็นทางการในการโละขายตั๋วราคาถูก เพื่อหลีกเลี่ยงการคืนเงินให้กับผู้ที่ซื้อตั๋วราคาเต็มไปแล้วด้วย

 

จากการตรวจสอบพบว่ามีตั๋วเหลือขายหรือว่างอยู่ใน 71 นัด จากทั้งหมด 104 นัดของการแข่งขันฟุตบอลโลก

 

นัดที่มีผู้ชมโหรงเหรงมักเป็นนัดของทีมจากประเทศที่ยากจน หรือประเทศที่แฟนบอลไม่ได้เดินทางตามไปเชียร์เป็นจำนวนมาก เช่น กาตาร์พบสวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรเลียพบตุรกี, อิหร่านพบนิวซีแลนด์, อิรักพบนอร์เวย์ และ กานาพบปานามา

 

แม้แต่ทีมที่ได้รับความนิยมสูงอย่างอังกฤษและสกอตแลนด์ก็ได้รับผลกระทบ อย่างนัดที่อังกฤษพบกานา และปานามา ยังคงมีตั๋วหลายพันใบค้างอยู่ในตลาดขายต่อในราคาที่สูงลิ่ว ราว 805 ถึง 24,736 ดอลลาร์ (26,400-811,000 บาท) ส่วนสกอตแลนด์ก็มีตั๋วเหลือขายในนัดที่พบกับเฮติและโมร็อกโก เช่นกัน

 

ภาพ: Jane Tyska/Digital First Media/East Bay Times via Getty Images

The post ‘ที่นั่งว่าง’ ปัญหาที่เริ่มปรากฏ แม้ FIFA บอกว่ามีความต้องการตั๋วเกินจำนวนที่ขาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคปเวิร์ด มาตรฐานฟุตบอลที่เกินกว่าอันดับ FIFA แรงกิ้ง https://thestandard.co/cape-verde-exceeds-fifa-ranking/ Mon, 22 Jun 2026 05:27:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1221326

ผลงานการเสมอกับสเปน 0-0 ในนัดแรกของเคปเวิร์ด กลายเป็นปร […]

The post เคปเวิร์ด มาตรฐานฟุตบอลที่เกินกว่าอันดับ FIFA แรงกิ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลงานการเสมอกับสเปน 0-0 ในนัดแรกของเคปเวิร์ด กลายเป็นประเด็นในโลกโซเชียลเมื่อสัปดาห์ก่อน เพราะทีมจากชาติเล็กๆ ที่มีประชากรไม่ถึง 600,000 คน กลับยันเสมอชาติมหาอำนาจในวงการฟุตบอลยุโรป และแชมป์ยูโรครั้งล่าสุดได้

 

เมื่อเกมผ่านเข้าสู่นัดที่ 2 ในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม H ก็ชัดขึ้นกว่าเดิม เมื่อสเปนเริ่มค่ำคืนฟุตบอลโลก ด้วยการถล่มซาอุดีอาระเบีย 4-0 ก่อนที่เคปเวิร์ด จะเสมอกับ อุรุกวัย 2-2

 

ผลที่เกิดขึ้นมันทำให้ภาพการแข่งขันในนัดแรกของกลุ่ม H ชัดเจนขึ้น หลังจากที่ในตอนแรกมีข้อถกเถียงกันว่า ที่เคปเวิร์ดมีแต้มจากทีมอย่างสเปน เป็นเพราะพวกเขายอดเยี่ยม หรือสเปนย่ำแย่

 

ขณะที่สเปนพิสูจน์ตัวเองในเกมนัดที่ด้วยการไล่ต้อนทีมอันดับ 59 ขาดลอยไปถึง 4-0 โดยมีโอกาสยิงมากกว่า 20 ครั้ง ครองบอลกว่า 60 ก่อนปิดบัญชีได้ 4 ลูก เอาขนะไปสบายๆ

 

สถิติต่างๆ ที่สเปนไล่ข่มซาอุฯ ใกล้เคียงมากๆ กับสถิติที่ที่สเปนพยายามจะกดใส่เคปเวิร์ด ซึ่งปัจจุบันกระโดดขึ้นมารั้งอันดับ 63 ของโลกแล้ว สิ่งที่ต่างกันมีแค่จำนวนประตูเท่านั้น

 

เคปเวิร์ด เสีย 0 แต่ซาอุฯ เสีย 4

 

ขณะที่ฝั่งเคปเวิร์ดก็พิสูจน์ตัวเองด้วยการลงเล่นกับทีมแกร่งจากอเมริกาใต้ ดีกรีอดีตแชมป์โลกอีกทีมอย่าง อุรุกวัย แต่พวกเขาก็ต่อกรได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ก่อนได้ผลเสมอ 2-2

 

เกมนี้ต่างจากนัดแรกที่เคปเวิร์ดเน้นเกมรับเพื่อเสมอสเปน 0-0 เพราะนัดนี้พวกเขาเปิดเกมบุกสู้และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ

 

เคปเวิร์ดสร้างประวัติศาสตร์เบิกสกอร์แรกในฟุตบอลโลกของประเทศได้สำเร็จ จากลูกยิงฟรีคิกสุดสวยของ เควิน ปินา ที่ระยะไกลถึง 32 เมตร บอลทะลุกำแพงเข้าไปอย่างเฉียบขาด

 

หลังจากโดนนำ อุรุกวัยเดินหน้าบุกและได้ประตูตีเสมอจากการพุ่งโหม่งจ่อๆ ของ มักซี อาเราโฮ โดยอาศัยจังหวะความผิดพลาดในการสกัดบอลของแนวรับเคปเวิร์ด

 

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก อากุสติน คาน็อบบิโอ ทำประตูให้อุรุกวัยพลิกขึ้นนำได้สำเร็จจากการจ่ายบอลของอาเราโฮ คนที่ทำประตูตีเสมอ

 

ทว่าเคปเวิร์ด ไม่ยอมเป็นเหยื่อง่ายๆ หลังตามตีเสมอได้สำเร็จเมื่อ เอลิโอ วาเรลา ฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของ มาธิอัส โอลิเวรา กองหลังอุรุกวัยที่จ่ายบอลพลาดในกรอบเขตโทษ ก่อนจะแตะหลบผู้รักษาประตูและยิงเข้าไปอย่างเยือกเย็น

 

ผลที่เกิดขึ้นทำให้เคปเวิร์ดกลายเป็นทีมหน้าใหม่ทีมแรกนับตั้งแต่เซเนกัลในปี 2002 ที่ไม่แพ้ใครเลยในการลงเล่นฟุตบอลโลก 2 นัดแรก ด้วยผลเสมอ 2 นัด

 

ขณะที่ลูกฟรีคิกของเควิน ปินา เป็นประตูจากการยิงไกลที่สุดในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 จนถึงขณะนี้ ด้วยระยะ 32 เมตร และเคปเวิร์ดเป็นทีมแรกนับตั้งแต่ปี 1966 ที่ทำประตูแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของชาติจากลูกฟรีคิกโดยตรง

 

การทำประตูของปินาและฟอร์มการเล่นในนัดนี้ ทำให้ เขายังได้รับเลือกให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำแมตช์นี้ด้วยคะแนนเรตติง 8.81

 

จากผลเสมอในนัดนี้ เคปเวิร์ด มีโอกาสสูงถึง 67% (จากการทำนายของ The Athletic) ที่จะผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ โดยนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาจะพบกับทีมชาติซาอุดีอาระเบีย

 

กุนซืออย่าง เปโดร ‘บูบิสตา’ บริโต ซึ่งคว้ารางวัลโค้ชยอดเยี่ยมแห่งปีของแอฟริกาในปี 2025 ได้แสดงความยอดเยี่ยมออกมาอย่างชัดเจน

 

เกมนี้พวกเขายังมาในแผน 4-1-4-1 ที่เน้นการตั้งรับเป็นหลักเหมือนนัดเจอสเปน แต่แตกต่างกันตรงที่ อาศัยความรวดเร็วในการบุกทะลวงคู่แข่งมากขึ้น

 

แท็กติกหลักคือการให้ฟูลแบ็กหุบเข้าด้านในและให้ปีกถ่างออกชิดริมเส้น เพื่อสร้างพื้นที่ให้กับกองหน้าตัวเป้าและเพลย์เมกเกอร์ในการทำเกม สไตล์การเล่นนี้เป็นสิ่งที่โค้ช บูบิสตา ทำได้ดีในรอบคัดเลือกโซนแอฟริกามาตลอด

 

นอกจากนี้ ลูกตั้งเตะหรือลูกนิ่ง ซึ่งเป็นที่มาของประตูในรอบคัดเลือกถึงเกือบ 40% ก็ยังมาแผลงฤทธิ์ใส่อุรุกวัยในเกมนี้ด้วย

 

ฟอร์มการเล่นของทีมรองบ่อนอย่างเคปเวิร์ดถือเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีที่ช่วยลบคำสบประมาทเรื่องคุณภาพของการแข่งขันฟุตบอลโลกในรูปแบบ 48 ทีม

 

มาตรฐานของเคปเวิร์ด ยังถือว่าไม่เลว เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของทีมจากทวีปแอฟริกา ที่มาในฟุตบอลโลก 2026 ที่ลงสนามแล้ว 17 นัด (จนถึงตอนนี้ 22 มิถุนายน) โดยมีสถิติชนะเพียง 4 นัด เสมอ 6 และแพ้ถึง 7

 

และยิ่งเมื่อต้องมานับว่าพวกเขาต้องเจอบททดสอบใหญ่อย่างการเจอทีมอันดับ 3 ของโลกอย่างสเปน และทีมอันดับ 19 ของโลกอย่างอุรุกวัยแล้ว พวกเขานับได้ว่าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างยากจะปฏิเสธ

 

เกมรอบแบ่งกลุ่มของเคปเวิร์ด ก็เหลือแค่เกมเดียว นั่นคือการรับมือกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งหากพวกเขาทำได้ดีก็มีโอกาสที่จะสร้างตำนานเทพนิยายของพวกเขาต่อไป

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเคปเวิร์ดจะไปได้ไกลขนาดไหน แต่เชื่อว่า ณ ตอนนี้ พวกเขามาไกลกว่าที่ส่วนมากของโลกคาดเอาไว้แล้ว

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Craig Williamson – SNS Group / Getty Images

The post เคปเวิร์ด มาตรฐานฟุตบอลที่เกินกว่าอันดับ FIFA แรงกิ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (22 มิถุนายน) https://thestandard.co/world-cup-2026-schedule-argentina-france/ Mon, 22 Jun 2026 04:08:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1221253 ภาพกราฟิกโปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 ประจำวันที่ 22-23 มิถุนายน แสดงคู่แข่งขันและเวลา

โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 คืนนี้มีคิวลงสนามของ อาร์เจนตินา […]

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (22 มิถุนายน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 ประจำวันที่ 22-23 มิถุนายน แสดงคู่แข่งขันและเวลา

โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 คืนนี้มีคิวลงสนามของ อาร์เจนตินา และ ฝรั่งเศส ขณะที่ นอร์เวย์ พบ เซเนกัล ส่วนคู่ปิดท้ายเป็นการดวลกันของ จอร์แดน และ แอลจีเรีย

 

00.00 น. | 🇦🇷 อาร์เจนตินา vs 🇦🇹 ออสเตรีย

 

ช่อง Monomax

 

04.00 น. | 🇫🇷 ฝรั่งเศส vs 🇮🇶 อิรัก

 

ช่อง Monomax

 

07.00 น. | 🇳🇴 นอร์เวย์ vs 🇸🇳 เซเนกัล

 

ช่อง Monomax และรับชมฟรีทาง MONOMAX SPORTS

 

10.00 น. | 🇯🇴 จอร์แดน vs 🇩🇿 แอลจีเรีย

 

ช่อง Monomax

 

📺 ติดตามการถ่ายทอดสดได้ทาง MonoMax

 

ภาพกราฟิกโปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 ประจำวันที่ 22-23 มิถุนายน แสดงคู่แข่งขันและเวลา 1

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (22 มิถุนายน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (21 มิถุนายน) https://thestandard.co/world-cup-2026-schedule-monomax/ Sun, 21 Jun 2026 07:30:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1221156 ภาพกราฟิกแสดงโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม พร้อมเวลาและช่องทางการรับชม

โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่มคืนนี้ นำโดย สเปน ที่ […]

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (21 มิถุนายน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม พร้อมเวลาและช่องทางการรับชม

โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่มคืนนี้ นำโดย สเปน ที่มีคิวลงสนามพบ ซาอุดีอาระเบีย ต่อด้วย เบลเยียม พบ อิหร่าน, อุรุกวัย พบ เคปเวิร์ด และปิดท้ายด้วย นิวซีแลนด์ ดวลกับ อียิปต์ ซึ่งสามารถรับชมฟรีทาง MONOMAX SPORTS

 

23.00 น. | 🇪🇸 สเปน vs 🇸🇦 ซาอุดีอาระเบีย

 

ช่อง Monomax

 

02.00 น. | 🇧🇪 เบลเยียม vs 🇮🇷 อิหร่าน

 

ช่อง Monomax

 

05.00 น. | 🇺🇾 อุรุกวัย vs 🇨🇻 เคปเวิร์ด

 

ช่อง Monomax

 

08.00 น. | 🇳🇿 นิวซีแลนด์ vs 🇪🇬 อียิปต์

 

ช่อง Monomax และรับชมฟรีทาง MONOMAX SPORTS

 

📺 ติดตามการถ่ายทอดสดได้ทาง MonoMax

 


 

ภาพกราฟิกแสดงโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม พร้อมเวลาและช่องทางการรับชม 1

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (21 มิถุนายน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดนนิส อุนดาฟ จากพนักงานโรงงานสู่ฮีโร่ทีมชาติเยอรมนี ที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง https://thestandard.co/dennis-undav-factory-worker-germany-hero/ Sun, 21 Jun 2026 03:50:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1221089 เดนนิส อุนดาฟ นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนี กำลังลงสนามแข่งขัน

เช้านี้ (21 มิถุนายน) ชื่อของ เดนนิส อุนดาฟ น่าจะเป็นชื […]

The post เดนนิส อุนดาฟ จากพนักงานโรงงานสู่ฮีโร่ทีมชาติเยอรมนี ที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดนนิส อุนดาฟ นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมนี กำลังลงสนามแข่งขัน

เช้านี้ (21 มิถุนายน) ชื่อของ เดนนิส อุนดาฟ น่าจะเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเรื่องราวที่เกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2026 หลังเขาสวมบทฮีโร่ ยิง 2 ประตู พาเยอรมนี แซงชนะไอเวอรี โคสต์ 2-1 พร้อมคว้า 3 คะแนนสำคัญ การันตีการเข้ารอบต่อไปเรียบร้อยแล้ว

 

เกมนี้ เยอรมนีถูกขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากฟรองค์ เกสซีเย แต่ในนาทีที่ 60 ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนี ได้ตัดสินใจส่ง อุนดาฟ ลงสนามเป็นตัวสำรองแทน จามาล มูเซียล่า

 

เพียง 8 นาทีหลังจากลงสนาม อุนดาฟก็ทำประตูตีเสมอได้สำเร็จ และยังสวมบทฮีโร่ทำประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ นาทีที่ 90+4 จากการผ่านบอลของ เฟลิกซ์ เอ็นเมช่า พาเยอรมนีพลิกกลับมาชนะ 2-1

 

ผลงานของอุนดาฟในทัวร์นาเมนต์นี้ถือว่าน่าทึ่งมาก เขาลงเล่นไปแล้ว 2 นัด ทำได้ถึง 3 ประตู และ 2 แอสซิสต์ โดยสถิติระบุว่าเขาสามารถทำประตูได้ในทุกๆ 56 นาที และ มีส่วนร่วมกับประตู (ยิงหรือแอสซิสต์) ในทุกๆ 11 นาทีที่เขาอยู่ในสนาม

 

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมกับประตู 5 ครั้งจากการลุกจากม้านั่งสำรอง ยังทำให้เขาเข้าใกล้สถิติโลกของ โรเจอร์ มิลล่า ที่เคยทำสถิติมีส่วนร่วมกับประตูในฐานะตัวสำรองไว้สูงสุดที่ 6 ครั้ง ในศึกฟุตบอลโลกปี 1990 ด้วย

 

แต่การเป็นฮีโร่ของเขากับทีมชาติเยอรมรีในเกมนัดนี้ มันต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองมากมายหลายครั้ง กว่าที่เขาจะมาถึงจุดจุดนี้ได้

 

ว่ากันตามความจริงแล้ว อุนดาฟ ก้าวมาประสบความสำเร็จในเส้นทางฟุตบอลช้ากว่านักเตะโดยเฉลี่ย เขาเริ่มต้นเล่นฟุตบอลระดับเยาวชนกับสโมสร แทแอสเฟา อาชิม ก่อนจะย้ายไปเข้าร่วมอคาเดมี่ของแวร์เดอร์ เบรเมน ในปี 2007

 

แต่หลังจากนั้น 5 ปี เขากลับถูก สโมสปล่อยตัวออกไปโดยให้เหตุผลว่าเขา “ตัวเล็กเกินไป” ซึ่งสร้างความเสียใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม เยส์ แจนเซน อดีตโค้ชของเขาที่อาชิม มองว่าเบรเมนตัดสินใจผิดพลาด เพราะแม้อุนดาฟจะตัวเล็กและอาจจะขี้เกียจวิ่งไปบ้าง แต่เขาก็มีความแข็งแกร่ง มีพรสวรรค์ และมีความกระหายในการทำประตูสูงมาก

 

หลังจากผิดหวังจากเบรเมน อุนดาฟไม่ได้ยอมแพ้ แต่เดินหน้าเล่นในลีกระดับล่างต่อไป ในปี 2012 เขาย้ายไปทีม เอสเซ วายอู และย้ายต่อไปยัง แทเอาเฟา ฮาเฟลเซอ ในลีกระดับ 4 ของเยอรมนี

 

ในวัย 17 ปี อุนดาฟต้องเล่นฟุตบอล โดยได้รับค่าเหนื่อยเพียง 140 ยูโรต่อสัปดาห์ หรือราว 5,300 บาท ซึ่งมันแทบไม่เพียงพอที่จะดำรงชีวิตด้วยซ้ำ

 

ทำให้เขาต้องทำงานในโรงงานควบคุมเครื่องเลเซอร์วันละ 8 ชั่วโมงควบคู่ไปด้วยเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ เขาต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อไปทำงาน ก่อนไปซ้อมฟุตบอล และกลับถึงบ้านตอน 2 ทุ่มทุกวัน

 

แต่ผลงานของเขาที่ ฮาเฟลเซอ ดีขึ้นเรื่อยๆ และทำได้ถึง 21 ประตูในฤดูกาล 2016/17 เปิดทางให้เขาย้ายไปยัง ไอทรักว์ เบาชไวก์ 2 และตามด้วยสโมสรเมปเปิล ในลีกระดับ 3 ในปี 2018 ซึ่งที่นี่เขาทำผลงานได้โดดเด่นด้วยการยิง 17 ประตู และทำ 13 แอสซิสต์ในฤดูกาลที่สองของเขา

 

เส้นทางนักเตะอาชีพอย่างเป็นทางการของเขาเพิ่งเริ่มต้นขึ้นจริงๆ เมื่อวัย 25 ปี หลังจากที่สโมสร อูนิยง แซงต์ ซิลลัวส์ ในประเทศเบลเยียมดึงตัวเขาไปร่วมทีมในปี 2020

 

ที่นี่อุนดาฟระเบิดฟอร์มเก่งออกมาอย่างเต็มที่ เขาทำไป 17 ประตูช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดของเบลเยียมได้สำเร็จ และในฤดูกาลถัดมาเขายิงไปถึง 27 ประตู พร้อมทำอีก 13 แอสซิสต์ พาทีมเกือบคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้

 

การย้ายมาเบลเยียมครั้งนี้ถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เขาถูก ไบรท์ตัน ดึงตัวไปร่วมทีม ในฤดูกาล 2022 ในวัย 26 ย่าง 27 ปี

 

น่าเสียดายที่ชีวิตในอังกฤษ ไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เขาทำแค่ 5 ประตูให้กับ ไบรตัน ทำให้สุดท้ายต้องถูกปล่อยยืมตัวออกไปยัง เฟาเอฟเบ สตุตการ์ต สโมสรที่ซึ่งเขาจะแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวที่นี่

 

อุนดาฟ ถูกปล่อยยืมไป สตุตการ์ต ในฤดูกาล 2023/24 แต่ในฤดูกาลแรก เขายิงได้ถึง 19 ประตู จากการลงสนาม 33 นัด ฟอร์ม และทำให้เขาติดทีมชาติเยอรมนีเป็นครั้งแรกในชีวิตในวัย 27 ปี

 

ในฤดูกาล 2025-26 เขาระเบิดฟอร์มยอดเยี่ยม ยิงไปถึง 19 ประตูในบุนเดสลีกา (เป็นรองเพียง แฮร์รี่ เคน) ซึ่งเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้เขาติดทีมชาติมาลุยฟุตบอลโลก

 

ก่อนหน้านี้ อุนดาฟเคยมีประเด็นโต้เถียงผ่านสื่อกับ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ ผู้จัดการทีมชาติเยอรมนี หลังจากที่เขาเรียกร้องโอกาสในการลงเป็นตัวจริง

 

แต่นาเกลส์มันน์มองว่าเขาสร้างความกดดันให้ตัวเองมากเกินไป และอาจจะทำประตูไม่ได้หากได้ลงเล่นตั้งแต่ต้นเกม ซึ่งภายหลังผู้จัดการทีมได้ออกมาขอโทษ

 

อย่างไรก็ตาม จากผลงานที่ยอดเยี่ยมและรางวัล Player of the Match ในนัดล่าสุด ทำให้ตอนนี้นาเกลส์มันน์ยอมรับในฝีเท้า และกำลังพิจารณาอย่างจริงจังที่จะส่งเขาลงเป็นตัวจริงในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มที่จะพบกับเอกวาดอร์

 

หากมองย้อนกลับไปในอาชีพ อุนดาฟ ต้องพิสูจน์ตัวเองมาตลอดในเส้นทางอาชีพ เขาต้องพิสูจน์ตัวเองว่า แม้จะตัวเล็กเกินไป แต่ก็ดีพอที่จะเล่นในระดับลีกอาชีพ

 

พอมาเล่นในลีกอาชีพ เขาก็ยังต้องพิสูจน์ว่าเขาเองดีเพียงพอที่จะลงเล่นเป็นตัวจริง และดีพอที่จะได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ

 

เมื่อติดทีมชาติ เขาก็ยังต้องพิสูจน์ตัวเองอีกว่า เขาดีพอที่จะเป็นตัวจริง แม้ว่าในทีมขาติเยอรมนีตอนนี้ จะไม่มีใครยิงมากกว่าเขาอีกแล้วในลีกฤดูกาลที่ผ่านมา

 

หลังจาก 3 ประตูจาก 2 นัด และมีส่วนร่วมกับการทำประตู 5 ลูก ซึ่งรวมไปถึง 2 ประตูในการพาเยอรมนีกลับมาคว้าชัยเหนือไอเวอรี โคสต์ แม้จะไม่ได้เป็นตัวจริงหลังจากนี้ เขาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่อาจจะพาทีมชาติเยอรมนีเดินหน้าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 5 ในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

ภาพ: Dan Mullan / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post เดนนิส อุนดาฟ จากพนักงานโรงงานสู่ฮีโร่ทีมชาติเยอรมนี ที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (20 มิถุนายน) https://thestandard.co/world-cup-2026-netherlands-germany/ Sat, 20 Jun 2026 06:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1220954 โคดี้ กักโป นักฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในชุดแข่ง

โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 คืนนี้เข้าสู่ช่วงสำคัญของรอบแบ่งก […]

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (20 มิถุนายน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
โคดี้ กักโป นักฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในชุดแข่ง

โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 คืนนี้เข้าสู่ช่วงสำคัญของรอบแบ่งกลุ่ม หลายทีมมีโอกาสชี้ชะตาการเข้ารอบของตัวเอง นำโดย เนเธอร์แลนด์ ที่เตรียมดวล สวีเดน ขณะที่ เยอรมนี พบ ไอวอรี่โคสต์ ส่วน เอกวาดอร์ จะลงสนามพบ คูราเซา ก่อนปิดท้ายด้วยการเจอกันของ ตูนิเซีย และ ญี่ปุ่น

 

00.00 น. | 🇳🇱 เนเธอร์แลนด์ vs 🇸🇪 สวีเดน

 

ช่อง Monomax

 

03.00 น. | 🇩🇪 เยอรมนี vs 🇨🇮 ไอวอรี่โคสต์

 

ช่อง Monomax

 

07.00 น. | 🇪🇨 เอกวาดอร์ vs 🇨🇼 กือราเซา

 

ช่อง Monomax

 

11.00 น. | 🇹🇳 ตูนิเซีย vs 🇯🇵 ญี่ปุ่น

 

ช่อง Monomax และรับชมฟรีทาง MONOMAX SPORTS

 

📺 ติดตามการถ่ายทอดสดได้ทาง MonoMax

 


 

โคดี้ กักโป นักฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ในชุดแข่ง 1

The post โปรแกรมฟุตบอลโลก 2026 (20 มิถุนายน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
การออกตัวช้าแต่ชัวร์ของทีมชาติบราซิล https://thestandard.co/brazil-slow-start-world-cup/ Sat, 20 Jun 2026 06:31:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1220949 มาเตอุส กุนญา นักฟุตบอลทีมชาติบราซิลกำลังฉลองประตู

“คุณไม่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้จากการวัดผลแค่น […]

The post การออกตัวช้าแต่ชัวร์ของทีมชาติบราซิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาเตอุส กุนญา นักฟุตบอลทีมชาติบราซิลกำลังฉลองประตู

“คุณไม่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้จากการวัดผลแค่นัดแรกเพียงนัดเดียว”

 

คาร์โล อันเชล็อตติ กล่าวประโยคดังกล่าว หลังจากที่ บราซิล ทำได้แค่เสมอกับ โมร็อกโก 1-1 จนเขาถูกตั้งคำถามว่า บราซิลชุดนี้ดีพอที่จะเป็นตัวเต็งในฟุตบอลโลก อย่างที่ใครๆ คาดหมายหรือไม่

 

แต่การแข่งขันในนัดที่ 2 ของบราซิล พวกเขาทำให้เราเห็นแล้วว่า เมื่อเวลาผ่านไป และอะไรหลายๆ อย่างถูกปรุงอย่างกลมกล่อมขึ้น บราซิล ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเต็งแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

พลพรรคเซเลเซา โชว์ฟอร์มแกร่งเอาชนะทีมชาติเฮติไปได้อย่างขาดลอยด้วยสกอร์ 3-0 ในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม C ชัยชนะครั้งนี้ทำให้แฟนบอลบราซิลที่เข้ามาเชียร์เต็มสนามพึงพอใจอย่างมาก หลังจากที่ในนัดเปิดสนามบราซิลทำได้เพียงเสมอ

 

ช่วงต้นเกม เฮติพยายามชะลอความเร็วของเกมและใช้การเล่นที่หนักหน่วงเพื่อหยุดยั้งเกมรุกที่ดุดันของบราซิล ซึ่งแท็กติกนี้ได้ผลอยู่ประมาณ 20 นาทีแรก

 

แดนลีย์ จีน แจ็กเกวส กองกลางของเฮติ ซึ่งชินสนามมากที่สุดเพราะเล่นให้กับ ฟิลาเดลเฟีย ยูเนียน ที่ใช้ลินคอล์น ไฟแนนเชียล ฟิลด์ แห่งนี้เป็นสนามเหย้า พยายามสร้างความดุดันตั้งแต่ต้นเกมจนได้รับใบเหลืองในนาทีที่ 3

 

แต่หลังจากบราซิลพลาดโอกาสและถูกจับล้ำหน้าไปในจังหวะก่อนหน้า มาเตอุส กุนญา ก็สามารถเบิกสกอร์แรกได้สำเร็จ โดยเป็นการยิงซ้ำลูกยิงของ วินิซิอุส ที่พลาดไปติดเซฟของผู้รักษาประตูเฮติ

 

กุนญา ยังมาทำประตูที่สองของตัวเองจากจังหวะหลุดเดี่ยวที่ วินิซิอุสจ่ายบอลมาให้ โดยเขาใช้เท้าซ้ายยิงบอลพุ่งเสียบมุมบนของตาข่ายอย่างยอดเยี่ยม และประตูนี้ แทบจะทำให้เฮติถูกปิดประตูการกลับเข้ามาสู่เกม

 

ก่อนที่ วินิซิอุส จะมาปิดบัญชีในเกมนี้ หลังมาทำประตูที่ 3 ในช่วงทดเจ็บ นาทีที่ 45+3 ซึ่งเป็นประตูที่สองของเขาในทัวร์นาเมนต์นี้ หลังทำประตูแรกในเกมพบกับ โมร็อกโก

 

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้บราซิลขึ้นเป็นจ่าฝูงของกลุ่ม C มี 4 คะแนนจากการลงเล่น 2 นัด ในขณะที่เฮติกลายเป็นทีมแรกที่ต้องตกรอบฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

ฟอร์มการเล่นของบราซิลในเกมนี้ดูดีและมีชีวิตชีวาขึ้นมากเมื่อเทียบกับนัดแรกที่แทบจะไม่มีการเคลื่อนที่ทำทางระหว่างการเล่นเกมรุกเลย

 

อันเชล็อตติได้ปรับเปลี่ยนผู้เล่นโดยถอด อิกอร์ ติอาโก ศูนย์หน้าตัวเป้าสไตล์ดั้งเดิมออก และส่ง มาเตอุส กุนญา ลงเล่นเป็นตัวจริง

 

การตัดสินใจนี้ส่งผลดีอย่างมาก เพราะกุนญาไม่ได้แค่รอเก็บบอลในกรอบเขตโทษ แต่เขายังถอยลงมาเชื่อมเกมกับแดนกลาง ช่วยดึงตัวประกบ และสร้างพื้นที่ว่างให้วินิซิอุส จูเนียร์สามารถทำเกมบุกริมเส้นได้ง่ายขึ้น

 

การประสานงานระหว่าง กุนญา, วินิซิอุส และ ลูคัส ปาเกตา ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ส่งผลให้กุนญากลายเป็นตัวเลือกสำคัญที่ทีมขาดไม่ได้ในการทลายแนวรับคู่แข่งในนัดต่อๆ ไป

 

อย่างไรก็ตาม บราซิลยังมีปัญหาน่ากังวล หลังต้องเสียปีกตัวเก่งอย่างราฟินญาไปในนาทีที่ 40 ของเกมจากอาการบาดเจ็บที่คาดว่าเป็นบริเวณแฮมสตริง

 

แม้ดาวซัลโวสูงสุดของบราซิลในรอบคัดเลือกจะมีประวัติบาดเจ็บบ่อยและสถิติในฟุตบอลโลกจะไม่โดดเด่นนัก แต่ทีมก็จะขาดความขยันและการวิ่งป่วนแนวรับของเขาไป

 

หากราฟินญาลงเล่นไม่ได้ อันเชล็อตติอาจต้องหันไปใช้งานนักเตะดาวรุ่งที่มีทักษะการเลี้ยงบอลดีเยี่ยมอย่าง รายาน (Rayan) หรือ ลุยซ์ เอ็นริเก ลงเล่นแทน

 

แม้จะเริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ในครึ่งหลังบราซิลกลับเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยไม่มีโอกาสยิงตรงกรอบเลย และมีโอกาสยิงรวมเพียง 2 ครั้ง ซึ่งน้อยกว่าเฮติที่มีโอกาสยิงถึง 7 ครั้งในครึ่งหลัง

 

สถิติระบุว่าตลอดทั้งเกมบราซิลมีโอกาสยิงเพียง 8 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติที่น้อยที่สุดเป็นอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก นับตั้งแต่ปี 1966 สำหรับทีมที่สามารถทำประตูได้ตั้งแต่ 3 ลูกขึ้นไป

 

แต่นั่นก็พออธิบายได้ว่า เป็นการทำทีมสไตล์ Old School ของ คาร์โล อันเชล็อตติ ที่มักจะเน้นผลสกอร์ มากกว่าการเดินหน้าฆ่ามัน ในเกมที่สกอร์ค่อนข้างขาดแล้ว

 

โดย อันเชล็อตติ ออกมาปกป้องฟอร์มการเล่นของลูกทีม โดยระบุว่านี่เป็น “เกมที่ดี” มีข้อผิดพลาดน้อยลง และมีประสิทธิภาพในแนวรุกมากขึ้นเมื่อเทียบกับเกมนัดเปิดสนามที่เสมอกับโมร็อกโก 1-1

 

เขายังชื่นชมผลงานของคุนญา และเน้นย้ำถึงการโฟกัสไปที่เกมนัดต่อไปที่จะต้องพบกับทีมชาติสกอตแลนด์ในเมืองไมอามี

 

นอกจากนี้ เกมนี้ยังเป็นเวทีแจ้งเกิดในฟุตบอลโลกของ เอ็นดริค กองหน้าดาวรุ่งวัย 19 ปี ซึ่งถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 64 ทำให้เขากลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดอันดับที่ 7 ที่ได้ลงเล่นให้บราซิลในศึกฟุตบอลโลก แม้ว่าบทบาทของเขาในเกมจะยังมีไม่มากนักก็ตาม

 

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้บราซิลสร้างสถิติยิงประตูรวมในฟุตบอลโลกแซงหน้าทีมชาติเยอรมนีขึ้นเป็นอันดับหนึ่งที่ 241 ประตู นอกจากนี้ยังเป็นครั้งที่ 41 ที่บราซิลสามารถทำได้ 3 ประตูขึ้นไปในศึกฟุตบอลโลก ซึ่งมากกว่าทุกชาติในประวัติศาสตร์

 

อย่าลืมว่า บราซิลยังคงไม่มีเนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์วัย 34 ปี ที่พลาดการลงสนามตลอด 2 นัดแรกเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่น่อง และไม่ได้ลงเล่นให้ทีมชาติเลยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023

 

แม้นักวิจารณ์บางส่วนกลับมองว่าเขาไม่สมควรติดทีมชาติแล้ว เนื่องจากปัญหาด้านฟอร์มการเล่นและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมทีมระหว่างซ้อม

 

แต่หลายคนเชื่อว่า อันเชลอตติจะสามารถจัดการนักเตะซูเปอร์สตาร์รายนี้ได้ โดยเฮดโค้ชชาวอิตาเลียนยืนยันว่า เนย์มาร์ จะกลับมาฝึกซ้อมและพร้อมเป็นตัวเลือกสำหรับเกมที่พบกับสกอตแลนด์

 

หากเนย์มาร์กลับมาและโชว์ฟอร์มได้เหมาะสมกับที่อันเชล็อตติให้ความคาดหวังไว้ ก็จะทำให้บราซิลกลายเป็นทีมที่น่ากลัวที่สุดอีกทีมในฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

อย่าลืมว่า ในฟุตบอลโลก 1994 ที่บราซิลมาคว้าแชมป์ที่สหรัฐอเมริกาได้ พวกเขาก็สะดุดเสมอ 1 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม เกมพบกับสวีเดน แต่หลังจากนั้น พวกเขาก็สามารถกรุยทางสู่แชมป์โลกได้ในบั้นปลาย

 

และเช่นเดียวกับ อาร์เจนตินา ในฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ที่สะดุดพ่ายในเกมนัดแรกแล้วปิดฉากฟุตบอลโลกด้วยแชมป์เช่นกัน

 

แล้วจะมีอะไรมายืนยันว่า บราซิลภายใต้โค้ชที่ดีที่สุดคนหนึ่งในทัวร์นาเมนต์นี้ อย่างคาร์โล อันเชล็อตติ จะไปได้ไม่ถึงแชมป์อย่างแน่นอน?

 

การออกตัวช้าที่เราเห็นในนัดที่แล้ว อาจจะเป็นเพียงหนึ่งในมนต์ขลังของฟุตบอลโลกอีกครั้งก็ได้ เพราะฟอร์มเกมเฮติ แม้จะเป็นทีมที่เอาชนะได้ไม่ยาก แต่มันก็พิสูจน์แล้วว่า บราซิล ก็ชัวร์มากพอที่จะไม่พลาดอีกแล้ว

 

อ้างอิง

  • https://www.the-afc.com/en/national/fifa_world_cup.html/news/ancelotti-urges-patience-as-brazil-make-slow-start
  • https://www.nytimes.com/athletic/7369557/2026/06/19/brazil-haiti-world-cup-result-raphinha-injury-cunha-goals/
  • https://www.phillyvoice.com/brazil-haiti-2026-world-cup-philly-matheus-cunha-vinicius-junior/
  • https://www.bbc.com/sport/football/articles/c4gy8lldwqyo

 

The post การออกตัวช้าแต่ชัวร์ของทีมชาติบราซิล appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตา ผู้ทำให้ทัพซ็อกเกอร์รูส์ตื่นเต็มตา https://thestandard.co/socceroos-barista-bobby-woodward-coffee/ Sat, 20 Jun 2026 03:18:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1220901 โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตาประจำทีมชาติออสเตรเลียกำลังชงกาแฟ

ในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ เราได้เห็นเทคโนโลยี และการจัด […]

The post โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตา ผู้ทำให้ทัพซ็อกเกอร์รูส์ตื่นเต็มตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตาประจำทีมชาติออสเตรเลียกำลังชงกาแฟ

ในฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้ เราได้เห็นเทคโนโลยี และการจัดการทีมที่น่าสนใจมากมาย ส่วนใหญ่นอกจากเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักเตะทีมชาติของตัวเองแล้ว ยังมีผลทางจิตใจต่อนักเตะโดยตรงด้วย

 

และในบรรดาชาติทั้งหมด ออสเตรเลีย ถูกพูดถึงในฐานะชาติที่นำ ‘บาริสตา’ ของตัวเองมาพร้อมกับทีม โดยพวกเขาไม่ต้องพึ่งพากาแฟอย่าง สตาร์บักส์ หรือ กาแฟท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกา เหมือนชาติอื่นๆ

 

เบื้องหลังเรื่องนี้ คือความร่วมมือของสหพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลีย กับ บลูสโตนเลน แบรนด์ร้านกาแฟสัญชาติออสเตรเลีย ในฐานะพันธมิตรกาแฟอย่างเป็นทางการ

 

บลูสโตนเลน จะเข้าไปมีส่วนช่วยยกระดับความเป็นอยู่และประสิทธิภาพของนักเตะ โดยการจัดเตรียมโปรแกรมเครื่องดื่มเอสเปรสโซและมัทฉะระดับพรีเมียมแบบครบวงจรให้ทีมชาติโดยตรง เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีระดับโลก

 

ภายใต้ดีลนี้ บลูสโตนเลน ได้ตัดสินใจส่ง บ๊อบบี้ หรือ โรเบิร์ต วูดเวิร์ด บาริสตาชาวเมลเบิร์น ให้ไปรับหน้าที่ดูแลบริการภายในแคมป์ทีมชาติโดยตรง

 

บ็อบบี้ ต้องเดินทางไปในทุกสถานที่พร้อมกับทัพซ็อกเกอร์รูส์ เขาจะตื่นเช้ามาก่อนใคร เพื่อมา Setup บาร์กาแฟของเขาให้พร้อมเพื่อบริการนักเตะทุกคนที่จะเดินมารับอาหารเช้า

 

การอยู่กับทีมมากว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ บ็อบบี้ แค่มองหน้า ก็รู้แล้วว่าใครจะรับเมนูอะไร และไม่ว่าจะเป็น เอสเปรสโซ, แฟล็ตไวท์ หรือ อเมริกาโน และอื่นๆ เขาจะเป็นคนจัดการให้อย่างพิถีพิถัน

 

บ็อบบี้ เข้ามาทำงานที่ บลูสโตนเลน ตั้งแต่ปี 2022 ก่อนมารับหน้าที่ต่อเนื่องเป็น Event Specialist ควบคู่ไปกับการเป็นบาริสตา

 

ในตำแหน่งนี้เอง ที่ทำให้เขาต้องเดินทางไปในหลายสถานที่ พบปะผู้คนมากมาย และทำกาแฟที่หลากหลาย อาจจะถึงกับพูดได้ว่า บ็อบบี้ คือคนที่ถนัดที่สุดในการทำกาแฟนอกสถานที่ของบลูสโตนเลน

 

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่เมื่อเป็นอีเวนต์อย่างฟุตบอลโลก และต้องมีใครสักคนจากบลูสโตนเลนเดินทางไปพร้อมกับทีม โอกาสนั้นจะตกมาอยู่กับเขา

 

กิจวัตรประจำวันของบ็อบบี้ นอกจากจะเตรียมกาแฟให้กับนักเตะตอนเช้าแล้ว เขายังต้องเตรียมกาแฟให้กับ สตาฟฟ์โค้ช และทีมงานคนอื่นๆ ด้วย

 

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะดื่มกาแฟวันละแก้ว เพราะทีมงานหลายคน มักจะดื่มกาแฟวันละ 2 แก้ว ส่วนนักเตะบางคน จะดื่มเอสเปรสโซ ถึงวันละ 6 ช็อต

 

นั่นทำให้บ็อบบี้ อาจจะต้องชงกาแฟถึง 70-80 แก้ว ภายใน 1 วัน แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่บ็อบบี้รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำ และไม่มีปัญหาใดๆ ที่จะเสิร์ฟกาแฟให้กับนักเตะของเขา

 

อย่างไรก็ตาม บ็อบบี้ ยังมีผู้ช่วยฝีมือดี นั่นคือ วินิ คาโปวิลลา เชฟประจำทีมชาติ ที่คอยดูแลเรื่องอาหาร (มื้อเช้า กลางวัน และเย็น) ให้กับทีมงานกว่า 60 ชีวิต

 

นอกจากเป็นบาริสตาแล้ว บ็อบบี้ ยังต้องเดินทางไปกับสตาฟฟ์ทีมทุกครั้งที่ทีมชาติลงสนาม เพื่อไปเชียร์ทัพออสซีรูส์อย่างใกล้ชิดในทุกๆ นัด เพราะเขาก็ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในทีมงานของทีมชาติเช่นเดียวกัน

 

อันที่จริงแล้ว การพาบาริสตาไปกับทีมด้วย ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับทีมชาติออสเตรเลีย เพราะพวกเขาก็ได้ทำเรื่องนี้มาแล้วก่อนหน้านี้ในฟุตบอลโลก 2022

 

ในตอนนั้น ทัพออสซีรูส์ ได้จ้าง อเล็กเซีย ราเลฟสกี บาริสตาสาวจากซิดนีย์ บินตรงไปยังกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อรับหน้าที่ชงกาแฟคุณภาพสูงให้กับทีมชาติออสเตรเลียตลอดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022

 

โดยแนวคิดการนำบาริสตามาดูแลทีม ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของทีมนักกีฬาออสเตรเลียในการแข่งขันโอลิมปิกโตเกียว 2020 ซึ่งมีการจัดเตรียมรถเข็นกาแฟไว้ในหมู่บ้านนักกีฬาเช่นกัน

 

ในแง่ของวิทยาศาสตร์การกีฬา คาเฟอีนถือเป็นสารช่วยเพิ่มสมรรถภาพที่ถูกกฎหมาย ซึ่งช่วยเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อและความตื่นตัวของสมองในระหว่างการฝึกซ้อมและการแข่งขัน

 

แนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่า ทีมชาติออสเตรเลีย ให้ความสำคัญกับสภาวะทางจิตใจของนักเตะเป็นสำคัญ โดยพวกเขาต้องการให้นักเตะได้ผ่อนคลายเต็มที่ จากการได้ชิมกาแฟในรสชาติที่พวกเขาคุ้นเคยจากเมลเบิร์น

 

ขณะที่ วินิ คาโปเอลลา ที่เป็นเชฟ ต้องทำงานร่วมกับทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อจัดเตรียมโภชนาการให้เหมาะสมกับความต้องการและอาการแพ้อาหารของนักเตะทุกคน

 

นอกเหนือจากโซนคาเฟ่และห้องอาหารแล้ว ภายในแคมป์ยังมีพื้นที่พักผ่อนที่มีทั้งโต๊ะพูล ปิงปอง แอร์ฮอกกี้ และวิดีโอเกม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีและมิตรภาพระหว่างนักเตะที่พักร่วมกัน

 

นั่นอาจจะเป็นแนวคิดสำคัญที่ทำให้นักเตะออสเตรเลีย รู้สึกสบายใจ และรู้สึกเหมือนอยู่บ้านมากที่สุดนั่นเอง

 

อ้างอิง

 

ภาพ: bluestonelane / Instagram

The post โรเบิร์ต ‘บ๊อบบี’ วูดเวิร์ด บาริสตา ผู้ทำให้ทัพซ็อกเกอร์รูส์ตื่นเต็มตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
มากกว่าเรื่องรสชาติ เบื้องหลังอาหาร 1 ตัน ของนอร์เวย์ในฟุตบอลโลก 2026 https://thestandard.co/norway-food-world-cup-performance/ Sat, 20 Jun 2026 02:58:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1220882 นักฟุตบอลทีมชาตินอร์เวย์ยืนอยู่ตรงกลาง โดยมีภาพส้มและแซลมอนลอยอยู่ข้างไหล่

หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของทีมชาตินอร์เวย์ในฟ […]

The post มากกว่าเรื่องรสชาติ เบื้องหลังอาหาร 1 ตัน ของนอร์เวย์ในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลทีมชาตินอร์เวย์ยืนอยู่ตรงกลาง โดยมีภาพส้มและแซลมอนลอยอยู่ข้างไหล่

หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของทีมชาตินอร์เวย์ในฟุตบอลโลก 2026 ไม่ใช่แค่ฟอร์มของดาวยิง เออร์ลิง ฮาลันด์ หรือผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว

 

แต่เป็นเรื่องนอกสนามที่ถูกเปิดเผยว่า พวกเขาขนอาหารจากประเทศบ้านเกิดไปยังแคมป์เก็บตัวที่เมืองกรีนส์โบโร รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา มากกว่า 1 ตัน

 

รายงานระบุว่า นอร์เวย์นำวัตถุดิบจำนวนมากติดตัวมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาเนื้อขาว ชีสสีน้ำตาลแบบดั้งเดิมของประเทศ หรือ Brunost (ชีสน้ำตาล หรือที่หลายคนเรียกว่า Brown Cheese) มากกว่า 100 กิโลกรัม รวมถึงส้มอีกประมาณ 6,000 ลูก พร้อมทีมเชฟประจำชาติที่เดินทางมาดูแลอาหารของนักเตะแบบเต็มรูปแบบ โดยไม่เน้นการพึ่งอาหารจากอเมริกาเป็นหลัก

 

เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการให้นักกีฬาได้ทานอาหารเฉพาะของบ้านเกิดหรือเรื่องรสชาติ แต่นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลนักกีฬาในระดับสูงสุด

 

ทีมงานต้องการลดปัจจัยเสี่ยงทุกอย่างที่อาจส่งผลต่อสภาพร่างกายของนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นการย่อยอาหาร การฟื้นฟูร่างกาย คุณภาพการนอนหลับ หรือการเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งขัน โดยเลือกควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงเมนูอาหาร

 

หลายคนอาจมองว่านี่คือการไม่ไว้ใจอาหารที่มีอยู่ในสหรัฐฯ แต่คำอธิบายจากฝั่งนอร์เวย์กลับต่างออกไป

 

อารอน เอสเปลันด์ เชฟของทีมชาติ อธิบายว่า พวกเขาต้องการใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดจากนอร์เวย์ และต้องการให้นักเตะได้กินอาหารที่คุ้นเคยในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์ โดยเชื่อว่าการรักษากิจวัตรเดิมๆ เอาไว้ จะช่วยให้การเตรียมตัวและการฟื้นฟูร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

 

และอย่างน้อยในเกมแรก แผนการของนอร์เวย์ก็เริ่มต้นได้อย่างสวยงาม หลังเอาชนะอิรัก 4-1 เก็บ 3 คะแนนแรกได้สำเร็จ

 

สำหรับสถานการณ์ในกลุ่ม I เวลานี้ นอร์เวย์มี 3 คะแนนจาก 1 นัด โดยยังเหลือโปรแกรมสำคัญอีก 2 เกม พบกับเซเนกัล และฝรั่งเศส เพื่อลุ้นผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ต่อไป

 

อ้างอิง:

 

The post มากกว่าเรื่องรสชาติ เบื้องหลังอาหาร 1 ตัน ของนอร์เวย์ในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรแกรมเปิดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2026/27 https://thestandard.co/premier-league-2026-27-fixtures/ Fri, 19 Jun 2026 10:50:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1220720 ภาพอินโฟกราฟิกโปรแกรมการแข่งขันพรีเมียร์ลีก 2026/27 นัดเปิดฤดูกาล

โปรแกรมเปิดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2026/27 ออกมาเรียบร้อยแล […]

The post โปรแกรมเปิดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2026/27 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกโปรแกรมการแข่งขันพรีเมียร์ลีก 2026/27 นัดเปิดฤดูกาล

โปรแกรมเปิดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2026/27 ออกมาเรียบร้อยแล้ว

 

แชมป์เก่า อาร์เซนอล ประเดิมสนามด้วยการเปิดบ้านรับการมาเยือนของน้องใหม่ โคเวนทรี ซิตี้ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกเยือน ฮัลล์ ซิตี้ ส่วน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ บอร์นมัธ

 

ด้านคู่ไฮไลต์ประจำสัปดาห์แรกอยู่ที่การพบกันระหว่าง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ที่เซนต์ เจมส์ พาร์ก

 

ภาพอินโฟกราฟิกโปรแกรมการแข่งขันพรีเมียร์ลีก 2026/27 นัดเปิดฤดูกาล 1

The post โปรแกรมเปิดฤดูกาล พรีเมียร์ลีก 2026/27 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เขี่ยบอลแล้วเตะทิ้ง” เจาะกลยุทธ์สุดฮิตในฟุตบอลโลก 2026 https://thestandard.co/world-cup-2026-kickoff-strategy/ Fri, 19 Jun 2026 06:48:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1220576 ภาพนักฟุตบอลกำลังเขี่ยลูกฟุตบอลเริ่มการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026

กลายเป็นภาพที่คุ้นตาไปแล้วสำหรับคนที่รับชมฟุตบอลโลก 202 […]

The post “เขี่ยบอลแล้วเตะทิ้ง” เจาะกลยุทธ์สุดฮิตในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลกำลังเขี่ยลูกฟุตบอลเริ่มการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026

กลายเป็นภาพที่คุ้นตาไปแล้วสำหรับคนที่รับชมฟุตบอลโลก 2026 ในครั้งนี้ ที่ได้เห็นทีมซึ่งเป็นฝ่ายเขี่ยบอลเริ่มเล่น เตะบอลทิ้งออกข้างสนามไปในแดนของฝั่งตรงข้าม

 

แท็กติกนี้เริ่มเห็นได้บ่อยครั้งในฟุตบอลลีกยุโรปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยเฉพาะทีมในพรีเมียร์ลีก อย่างอาร์เซนอล แต่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เทรนด์แท็กติกนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมาก

 

ตัดภาพมาในฟุตบอลโลกครั้งนี้หลายทีม เช่น สหรัฐอเมริกา, กาตาร์ และโมร็อกโก ก็เลือกที่จะเดินตามรอยการเล่นที่เป็นเทรนด์ในฟุตบอลสโมสรยุโรป

 

โดยเลือกที่จะไม่พยายามต่อบอลเพื่อครองเกมหลังจากการเขี่ยบอลเริ่มแมตช์ แต่กลับเลือกที่จะเตะบอลทิ้งออกเส้นข้างให้ไปตกใกล้กับมุมธงของฝั่งตรงข้ามให้มากที่สุดแทน

 

เป้าหมายหลักของการทำแบบนี้คือการโยนความกดดันและบีบให้คู่แข่งต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับตั้งแต่เริ่มเกม โดยบังคับให้คู่แข่งต้องเริ่มต้นการเล่นเกมของตัวเองจากการทุ่มบอลและพยายามต่อบอลออกจากพื้นที่อันตรายในแดนหลังของตนเอง

 

แท็กติกนี้หวังผลในช่วงเวลาที่นักเตะคู่แข่งอาจจะยังไม่ทันตั้งตัว จับบอลได้ไม่ดี หรือส่งบอลไม่แม่นยำ ในขณะเดียวกันทีมฝ่ายที่เขี่ยบอลก็ยังมีพละกำลังเต็มเปี่ยมในการวิ่งไล่เพรสซิงบีบพื้นที่

 

แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการยึดพื้นที่มากกว่าการเน้นครองบอลเพียงอย่างเดียวเหมือนในยุคฟุตบอลโลก 2010

 

โดยทีมต่างๆ หวังให้การกดดันในแดนบนนำไปสู่การตัดบอลและสร้างโอกาสทำประตูในขณะที่แนวรับคู่แข่งหลุดตำแหน่ง

 

โค้ชอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ผู้จัดการทีมชาติสหรัฐฯ ก็นับเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกที่ทำให้แท็กติกเน้นการบีบพื้นที่สูงและการแย่งบอลในพื้นที่อันตรายเป็นที่นิยมในยุคสมัยใหม่

 

รูปแบบการเล่นนี้ แม้จะถูกมองว่าเป็นวิธีเริ่มเกมที่ดูไม่สวยงาม แต่กลับทรงประสิทธิภาพอย่างน่าใจหาย โดยปัญหาหลักเกิดจากการที่ลูกทุ่มในแดนหลังสุดของตัวเองนั้นเล่นได้ยากมาก เนื่องจากพื้นที่จำกัดและไม่สามารถทุ่มกลับหลังไปหาผู้รักษาประตูได้

 

ทำให้ผู้เล่นมักจะต้องทุ่มสาดไปข้างหน้าอย่างเดียว เมื่อประกอบกับกฎใหม่ที่บังคับให้ต้องเล่นลูกทุ่มภายใน 5 วินาที โอกาสการทุ่มเสีย หรือโดนฝั่งตรงข้ามแย่งบอลไปครองจึงสูงมาก

 

ขณะเดียวกัน หากคู่แข่งโดนบีบจนต้องตัดสินใจเตะสาดบอลทิ้งขึ้นมาข้างหน้า ทีมที่เริ่มเขี่ยบอลก็มักจะสามารถเก็บจังหวะสองและได้บอลกลับมาครองอยู่ดี

 

ในทำนองเดียวกัน หากคู่แข่งเลือกทุ่มบอลเลาะริมเส้นเพื่อความปลอดภัย พวกเขาก็มีโอกาสสูงที่จะเล่นต่อไม่ได้เพราะติดอยู่ในพื้นที่แคบและถูกแย่งบอลกลับมาในที่สุด

 

นอกจากนี้ กลยุทธ์ยังถือเป็นกลยุทธ์ที่ไม่มีความเสี่ยงใดๆ แต่มีโอกาสได้ผลตอบแทนกลับมาสูงมากจากความผิดพลาดของฝั่งตรงข้าม

 

ครั้งแรกที่หลายคนได้พบกับแท็กติกนี้คือในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศ ฤดูกาล 2024/25 ที่ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง พบกับ อินเตอร์ มิลาน โดยในตอนเริ่มเกม เปแอสเชเป็นฝ่ายใช้แท็กติกนี้ท่ามกลางความงุนงงของหลายๆ คนในตอนนั้น

 

ทีมของ หลุยส์ เอ็นริเก ยังได้ใช้มัน ในระหว่างการแข่งขันชิงแชมป์สโมสรโลก สหรัฐอเมริกา ด้วย

 

โดยในตอนนั้น มีการวิเคราะห์กันว่า เอ็นริเกได้มันมาพร้อมกับช่วงที่ไปตระเวนดูกีฬาหลายชนิด โดยเฉพาะ อเมริกันฟุตบอล และรักบี้ ซึ่งอาศัยการคิกออฟเพื่อกินแดนและกดดันคู่แข่งไปพร้อมๆ กัน

 

เอ็นริเก ได้มันมาพร้อมกับการที่เขาเป็นโค้ช แต่ขึ้นไปดูเกมบนอัฒจันทร์แบบเดียวกับหัวหน้าโค้ชเกมรับของ NFL บางคนชอบทำเป็นประจำ เพราะเห็นภาพรวมของสนามได้ชัดกว่าการคุมทีมที่ข้างสนาม

 

ต่อมาในฤดูกาลที่ผ่านมา กลยุทธ์ดังกล่าวกลายเป็นที่แพร่หลายในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เนื่องจากผู้จัดการทีมในยุคปัจจุบันหันมาเน้นวิธีการเล่นแบบเน้นผลและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (no-risk football) ในแดนตัวเองมากขึ้น

 

สโมสรอย่าง อาร์เซนอล, เบรนท์ฟอร์ด และบอร์นมัธ ได้เพิ่มความซับซ้อนเข้าไปอีก โดยผู้เล่นจะเขี่ยบอลกลับหลังระยะสั้นๆ ให้เพื่อนร่วมทีมงัดบอลขึ้นแล้ววอลเลย์โด่งไปข้างหน้า เพื่อสร้างจังหวะดวลลูกกลางอากาศ โดยกองหน้าจะวิ่งสอดขึ้นไปเพื่อเตรียมฉวยโอกาสหากกองหลังคู่แข่งสกัดบอลพลาด

 

ความสำเร็จของแนวคิดนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก โดยมีการพบเห็นในศึกฟุตบอลโลกชุดอายุไม่เกิน 17 ปี ที่ทีมอย่างยูกันดา โมร็อกโก และนิวแคลิโดเนีย นำลูกสูตรตอนเขี่ยบอลนี้มาใช้

 

นอกจากนี้ทีมอย่างออสเตรียและโปรตุเกสยังถึงขั้นยอมเตะบอลออกหลังเพื่อให้คู่แข่งได้เตะเปิดเกมจากเส้นประตู (goal kick) เพื่อล่อให้คู่แข่งต้องพยายามต่อบอลจากแดนหลังขึ้นมา

 

ในยุคที่ฟุตบอลขับเคลื่อนด้วยข้อมูล สถิติ และการวิเคราะห์ สิ่งที่ดูขัดกับความรู้สึกนี้กลับมีเหตุผลซ่อนอยู่และกลายเป็นเรื่องปกติ

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของปรัชญาฟุตบอลอย่างชัดเจน จากยุคก่อนที่ให้คุณค่ากับการครอบครองบอลว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มาสู่ยุคปัจจุบันที่การเพรสซิ่งด้วยความเข้มข้นสูงและการบีบให้คู่แข่งเสียบอลในพื้นที่อันตรายกลายเป็นทฤษฎีที่ทรงอิทธิพลกว่า

 

สิ่งที่ตามมาคือ ในมุมมองของโค้ชยุคใหม่ การยึดครองพื้นที่มีความสำคัญและเหนือกว่าการครองบอล แม้ว่ารูปแบบการเล่นนี้อาจจะทำให้ผู้ชมฟุตบอลโลกบางส่วนต้องรู้สึกสับสนก็ตาม

 

ภาพ: Elizabeth Kreutz/ISI Photos / Getty Images

อ้างอิง

 

The post “เขี่ยบอลแล้วเตะทิ้ง” เจาะกลยุทธ์สุดฮิตในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟนบอลสกอตแลนด์บุกบอสตัน ดื่มเบียร์จนหลายร้านหมดสต็อกช่วงฟุตบอลโลก https://thestandard.co/scotland-fans-boston-beer-out-stock/ Thu, 18 Jun 2026 11:21:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1220241 กลุ่มแฟนบอลสกอตแลนด์เฉลิมฉลองและดื่มเบียร์ในบาร์ที่เมืองบอสตัน

แฟนบอลทีมชาติสกอตแลนด์สร้างสีสันในศึกฟุตบอลโลก 2026 จนร […]

The post แฟนบอลสกอตแลนด์บุกบอสตัน ดื่มเบียร์จนหลายร้านหมดสต็อกช่วงฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มแฟนบอลสกอตแลนด์เฉลิมฉลองและดื่มเบียร์ในบาร์ที่เมืองบอสตัน

แฟนบอลทีมชาติสกอตแลนด์สร้างสีสันในศึกฟุตบอลโลก 2026 จนร้านเหล้าและบาร์หลายแห่งในเมืองบอสตันต้องเผชิญปัญหาเบียร์หมดสต๊อก หลังเดินทางมาเชียร์ทีมรักที่ผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

 

บริษัท Boston Beer Company เปิดเผยว่า ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แฟนบอลกลุ่ม ‘Tartan Army’ ดื่มเบียร์มากกว่าปริมาณที่ทางร้านเตรียมไว้สำหรับช่วงวันหยุดยาวถึง 4 เท่า จน Sam Adams Boston Taproom ต้องเรียกเบียร์เข้ามาเติมฉุกเฉินเมื่อวันเสาร์ และเพิ่มรอบการจัดส่งตลอดสัปดาห์นี้

 

“เราไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน” บิลลี เดอเคน จาก Sam Adams Boston Taproom กล่าว

 

ด้าน เดฟ ออร์ แฟนบอลสกอตแลนด์ บอกกับ NBC Boston ว่า “ที่ White Bull Tavern เบียร์หมดเกลี้ยง แฟนบอลสกอตแลนด์ดื่มกันจนร้านแทบไม่เหลืออะไร นอกจาก Bud Light”

 

Boston Beer Company ยังเผยอีกว่า แม้ร้านจะมีเบียร์สดให้เลือกถึง 20 ชนิด รวมถึงหลายตัวที่มีจำหน่ายเฉพาะใน Taproom เท่านั้น แต่แฟนบอลสกอตแลนด์ส่วนใหญ่กลับเลือกดื่ม Boston Lager แทบทั้งหมด

 

ขณะที่ Hennessy’s Bar หนึ่งในบาร์ชื่อดังของเมือง ระบุว่ายอดขายช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สูงกว่าวันเซนต์แพทริก ซึ่งปกติถือเป็นช่วงที่คึกคักที่สุดของปีเสียอีก

 

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เมืองบอสตันเต็มไปด้วยแฟนบอลสกอตแลนด์ที่เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาชมทีมชาติของตัวเองลงแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

 

โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สกอตแลนด์เอาชนะเฮติ 1-0 ที่ Gillette Stadium ก่อนที่งานเฉลิมฉลองจะดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเช้าตามบาร์ต่างๆ ทั่วเมือง

 

นอกจากนี้ แฟนบอลสกอตแลนด์หลายพันคนยังร่วมเดินขบวนจาก Evans Way Park ไปยังสนาม Fenway Park ในกิจกรรม Scotland Day ของทีม Boston Red Sox ท่ามกลางเสียงปี่สกอตที่สร้างบรรยากาศแบบสกอตแลนด์ใจกลางเมืองบอสตัน

 

โดยมีการประเมินว่ามีแฟนบอลอย่างน้อย 5,000 คนเข้าร่วมขบวนดังกล่าว ขณะที่อีกหลายพันคนเดินทางเข้าสนาม Fenway Park เพื่อชมเกมเบสบอลระหว่าง Boston Red Sox และ Texas Rangers

 

สำหรับโปรแกรมนัดต่อไป ทีมชาติสกอตแลนด์จะพบกับโมร็อกโก ในวันที่ 20 มิถุนายน ที่ Gillette Stadium เวลา 05.00 น. ตามเวลาไทย

 

กลุ่มแฟนบอลสกอตแลนด์เฉลิมฉลองและดื่มเบียร์ในบาร์ที่เมืองบอสตัน 1กลุ่มแฟนบอลสกอตแลนด์เฉลิมฉลองและดื่มเบียร์ในบาร์ที่เมืองบอสตัน 2กลุ่มแฟนบอลสกอตแลนด์เฉลิมฉลองและดื่มเบียร์ในบาร์ที่เมืองบอสตัน 3กลุ่มแฟนบอลสกอตแลนด์เฉลิมฉลองและดื่มเบียร์ในบาร์ที่เมืองบอสตัน 4กลุ่มแฟนบอลสกอตแลนด์เฉลิมฉลองและดื่มเบียร์ในบาร์ที่เมืองบอสตัน 5กลุ่มแฟนบอลสกอตแลนด์เฉลิมฉลองและดื่มเบียร์ในบาร์ที่เมืองบอสตัน 6

The post แฟนบอลสกอตแลนด์บุกบอสตัน ดื่มเบียร์จนหลายร้านหมดสต็อกช่วงฟุตบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟุตบอลโลก 2026 อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘Fed-เงินเฟ้อ-ภูมิรัฐศาสตร์’ ยังเป็นตัวแปรชี้ชะตาทองคำ https://thestandard.co/world-cup-2026-us-economy-gold-2/ Thu, 18 Jun 2026 07:41:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1220080 โลโก้ FIFA World Cup 2026

แม้มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศ […]

The post ฟุตบอลโลก 2026 อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘Fed-เงินเฟ้อ-ภูมิรัฐศาสตร์’ ยังเป็นตัวแปรชี้ชะตาทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ FIFA World Cup 2026

แม้มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่สำหรับตลาดทองคำแล้ว ปัจจัยที่นักลงทุนจับตายังคงเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มากกว่า

 

 
 

ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ราคาทองคำโลกยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หลังปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA200) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สะท้อนภาพการลงทุนที่กลับเข้าสู่โหมดระมัดระวังมากขึ้น และทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำอาจอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์ หากปัจจัยมหภาคยังไม่เอื้อต่อการฟื้นตัว

 

ฟุตบอลโลกครั้งประวัติศาสตร์กับเม็ดเงินเศรษฐกิจมหาศาล

 

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว ตลาดกลับได้รับปัจจัยใหม่ที่น่าสนใจจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการแข่งขัน FIFA World Cup 2026

 

การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2026 โดยมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมเป็นเจ้าภาพ นับเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ขยายจำนวนทีมจาก 32 ทีมเป็น 48 ทีม และเพิ่มจำนวนการแข่งขันเป็น 104 นัด ทำให้กลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 

ขนาดของการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอเมริกาเหนืออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง การจัดอีเวนต์ และอุตสาหกรรมบันเทิงในเมืองเจ้าภาพของสหรัฐฯ

 

ผลการศึกษาของ OpenEconomics (OE) ซึ่งเผยแพร่ผ่าน FIFA และองค์การการค้าโลก (WTO) ระบุว่า ฟุตบอลโลก 2026 อาจสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้สหรัฐฯ ราว 17,200 ล้านดอลลาร์ และสนับสนุนการจ้างงานประมาณ 185,000 ตำแหน่ง ผ่านการใช้จ่ายด้านการเดินทาง การท่องเที่ยว และภาคบริการ แม้เม็ดเงินดังกล่าวจะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ผลประโยชน์มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในเมืองเจ้าภาพและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง

 

เศรษฐกิจแข็งแรง อาจไม่ใช่ข่าวดีของทองคำ

 

การฟื้นตัวของภาคบริการและตลาดแรงงานอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะสั้น ซึ่งส่งผลต่อการคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนในตลาดโลก

 

อย่างไรก็ตาม ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ฟุตบอลโลกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไป เพราะนักลงทุนยังให้น้ำหนักกับปัจจัยมหภาคที่สำคัญกว่า โดยเฉพาะ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

 

  • ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
  • แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อ
  • ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

 

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแรงมีแนวโน้มผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ และลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น

 

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์และ Bond Yield ในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ตลาดให้ความสำคัญยังคงอยู่ที่แนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางเงินเฟ้อโลก” ฮั่วเซ่งเฮงระบุ

 

ทองคำเสีย Momentum แต่ยังไม่เข้าสู่ขาลงเต็มตัว

 

ในมุมมองทางเทคนิค ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคาทองคำอยู่ในภาวะ ‘เสีย Momentum’ หลังหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันระยะสั้นที่ยังคงอยู่

 

อย่างไรก็ดี การปรับฐานรอบนี้อาจยังไม่ใช่สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่แนวโน้มขาลงอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังคงสนับสนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ทั้งความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงทั่วโลก และการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางหลายประเทศ

 

สำหรับระยะต่อจากนี้ นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้อ นโยบายเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะปัจจัยเหล่านี้ยังมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาทองคำมากกว่าแรงหนุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมหกรรมกีฬาโลก

 

ท้ายที่สุด ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นเพียงแรงส่งระยะสั้นที่ช่วยเติมสีสันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่สำหรับตลาดทองคำแล้ว เกมสำคัญยังคงอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีมากกว่าเสียงเชียร์จากข้างสนาม

 

ภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock

The post ฟุตบอลโลก 2026 อาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ฮั่วเซ่งเฮงชี้ ‘Fed-เงินเฟ้อ-ภูมิรัฐศาสตร์’ ยังเป็นตัวแปรชี้ชะตาทองคำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อังกฤษ กับการเริ่มต้นภารกิจพาฟุตบอลกลับบ้านที่งดงาม แต่ไม่สมบูรณ์แบบ https://thestandard.co/england-croatia-tuchel-kane-bellingham/ Thu, 18 Jun 2026 02:43:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1219850 โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ กำลังพูดคุยกับ จู๊ด เบลลิงแฮม

ชัยชนะของอังกฤษ เหนือโครเอเชีย 4-2 ทำให้ทัพสิงโตคำรามได […]

The post อังกฤษ กับการเริ่มต้นภารกิจพาฟุตบอลกลับบ้านที่งดงาม แต่ไม่สมบูรณ์แบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ กำลังพูดคุยกับ จู๊ด เบลลิงแฮม

ชัยชนะของอังกฤษ เหนือโครเอเชีย 4-2 ทำให้ทัพสิงโตคำรามได้ 3 คะแนนสำคัญมาครอง และขึ้นรั้งจ่าฝูงของกลุ่ม L ในเวลาต่อมา หลังจากที่ กานา เอาชนะ ปานามา 1-0 ทำให้อังกฤษ มีผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่า

 

นี่นับเป็นก้าวแรกที่ลุล่วงของอังกฤษ ในภารกิจพาฟุตบอลกลับบ้าน (อีกครั้ง) และรูปเกมที่เกิดขึ้นในนัดนี้ ก็ทำให้แฟนๆ ได้เห็นอะไรหลายอย่าง

 

อันที่จริงแล้ว อังกฤษโชว์ฟอร์มไม่ได้น่าประทับใจมากนักในครึ่งแรก และอันที่จริง เป็นฟอร์มที่เรียกได้ว่าไม่สมศักดิ์ศรีทีมที่ตั้งใจมาในทัวร์นาเมนต์นี้เพื่อลุ้นแชมป์ด้วยซ้ำ

 

ในช่วง 45 นาทีแรก พวกเขาเล่นได้ค่อนข้างแข็งทื่อและไร้จินตนาการ โดย The Guardian ถึงกับเปรียบเปรยว่า ทัพสิงโตคำรามเล่นเหมือน “หุ่นยนต์ที่ทำงานผิดพลาด” และแทบไม่มีรูปแบบการเล่นที่อิสระเลย

 

แม้จะจบครึ่งแรกด้วยสกอร์เสมอ 2-2 แต่ทั้งสองประตูของอังกฤษก็มาจากลูกตั้งเตะของ แฮร์รี่ เคน ทั้งสิ้น โดยลูกแรกเป็นจุดโทษที่ได้ยิงใหม่ และลูกที่สองเป็นการโหม่งทำประตูจากลูกเตะมุมของ เดแคลน ไรซ์

 

ทว่ารูปเกมโดยยังเห็นได้ชัดว่า อังกฤษยังมีอาการประหม่า คิดมากเกินไป และขาดความมั่นใจ โดยมักจะเลือกจ่ายบอลคืนหลังให้ผู้รักษาประตูมากเกินความจำเป็น

 

ขณะที่โครเอเชีย พวกเขาดูจะมั่นใจกว่าเวลาเล่นเกมบุกในครึ่งแรก โดยมาได้ประตูตีเสมอเป็น 1-1 จากจังหวะที่ มาร์ติน บาตูรินา เลี้ยงหลบ จอห์น สโตนส์ แล้วยิงเสียบมุมเข้าไปอย่างสวยงาม

 

และในจังหวะตีเสมอ 2-2 เกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากความผิดพลาดของแนวรับอังกฤษที่ปล่อยให้ เปตาร์ มูซ่า ว่างและวอลเลย์ทำประตูเข้าไปอย่างเด็ดขาด

 

จุดเปลี่ยนของเกมเกิดขึ้นในช่วงพักครึ่ง ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับ โธมัส ทูเคิล ผู้จัดการทีม ที่ช่วยปรับเปลี่ยนพลังงานของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม

 

ในช่วงพักครึ่ง ทูเคิลได้กระตุ้นลูกทีมโดยไม่ได้ใช้การตะโกนด่าทอ แต่เป็นการบอกให้ทุกคน “ปลดล็อกตัวเอง ใจเย็นๆ และแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเราเป็นทีมแบบไหนได้บ้าง”

 

เขาเน้นย้ำให้นักเตะมีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และเล่นในรูปแบบของตัวเองอย่างกล้าได้กล้าเสีย โดยบอกว่ามุมมองที่เขามีต่อทีมจะไม่เปลี่ยนไปไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร

 

“ถ้าเราแพ้ เราก็แพ้ แต่เราจะแพ้ในแบบของเราเอง” เคนเปิดเผยคำพูดของ ทูเคิลช่วงพักครึ่งเวลา ในการให้สัมภาษณ์หลังแมตช์

 

คำพูดของทูเคิลสร้างแรงกระเพื่อมภายในทีมอย่างรุนแรงต่อนักเตะทุกคน รวมไปถึง จู๊ด เบลลิงแฮม แนวรุกวัย 22 ปี ที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญในครึ่งหลัง

 

เบลลิงแฮมทำประตูที่ 3 ให้กับทีม โดยประตูนี้ไม่ได้มาจากเทคนิคการเลี้ยงบอลที่ซับซ้อน แต่เป็นประตูที่เรียกได้ว่าเลือกจังหวะบุกอย่างถูกต้อง ซึ่งเกิดจากความมุ่งมั่น พลังขับเคลื่อน และความเร็วในการวิ่งฉีกหนีกองหลังโครเอเชียสองคน ก่อนจบสกอร์อย่างเด็ดขาด

 

ประตูของเบลลิงแฮม ทำให้อังกฤษกลับมาครองเกมไว้ได้ทั้งหมดอีกครั้ง เพราะมันช่วยปลดล็อกทีมออกจากความกดดันจากผลเสมอก่อนหน้านี้ออกทั้งหมด

 

หลังจากนั้นรูปเกมของอังกฤษก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขากลับมาเล่นด้วยความมีชีวิตชีวา ดุดัน และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยากจะเล่นฟุตบอลจริงๆ ไม่ใช่เล่นเพราะความกลัว

 

หลังจากนั้นอังกฤษเป็นฝ่ายครองเกมและสร้างโอกาสทำประตูได้อย่างมากมาย แต่โครเอเชียก็เกือบตีเสมอได้ในช่วงท้ายเกม ทว่า จอร์แดน พิคฟอร์ดยังเซฟจังหวะสำคัญเอาไว้ได้

 

แดนกลางของอังกฤษที่ขับเคลื่อนโดย เดแคลน ไรซ์ และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน สามารถแย่งชิงการควบคุมเกมมาจาก ลูก้า โมดริช จอมทัพวัย 40 ปีของโครเอเชียได้อย่างเบ็ดเสร็จ ก่อนที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด มาบวกประตูที่ 4 ปิดกล่องให้ทีมคว้าชัยไปได้ในที่สุด

 

โดยเกมนี้แฮร์รี่ เคน กองหน้าจากทีมบาเยิร์น มิวนิค ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำแมตช์

 

เคนทำได้ 2 ประตูในเกมนี้ เขามีส่วนร่วมกับเกมทั่วทั้งสนาม ทั้งการถอยลงมาช่วยต่อบอลในแดนตัวเองและหาจังหวะจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ

 

สถิติของเขาในเกมนี้คือการสัมผัสบอล 35 ครั้ง จ่ายบอลสำคัญ 2 ครั้ง และมีโอกาสยิงถึง 7 ครั้ง (เข้ากรอบ 3 ครั้ง)

 

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 5 (จากทดเวลาทั้งหมด 6 นาที) แม้ว่าอังกฤษจะนำห่างถึงสองประตู แต่เคนก็ยังคงทุ่มเทอย่างหนัก โดยเขาลงไปช่วยสกัดบอลและใช้หน้าอกบล็อกลูกยิงของ ยอสโก กวาร์ดิโอล ที่บริเวณเสาไกล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างที่เขามักจะทำให้เห็นเสมอเมื่อลงเล่นให้กับบาเยิร์น มิวนิค

 

โดยหลังเกม เอียน ไรท์ ตำนานนักเตะอาร์เซนอล ได้ออกมาแสดงทรรศนะว่า หากอังกฤษต้องการจะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกให้ได้ ทีมจำเป็นต้องพึ่งพาฟอร์มการเล่นของ แฮร์รี่ เคน และ จู๊ด เบลลิงแฮม เป็นหลัก

 

เขาชี้ว่าทั้งสองคนนี้ต้องยกระดับตัวเองขึ้นมาและสร้างผลงานให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับเกมที่ยากขึ้นในรอบต่อๆ ไป

 

ไรท์ยังชื่นชมด้วยว่านี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้เห็นทีมชาติอังกฤษเล่นเกมรุกได้อย่างดุดันและยอดเยี่ยมมาก ใน

 

ขณะเดียวกัน แฮร์รี่ เคน ก็สามารถทำสถิติยิงประตูในฟุตบอลโลก ได้ 10 ลูก เทียบเท่ากับ แกรี่ ลินิเกอร์ อดีตดาวซัลโวสูงสุดในฟุตบอลโลกของอังกฤษได้สำเร็จในเกมนี้

 

โดยทีมชาติอังกฤษต้องรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมนี้ไว้ให้ได้ โดยพวกเขามีคิวจะลงแข่งขันในกลุ่ม L นัดที่สองพบกับทีมชาติ กานา ในคืนวันอังคาร และจะพบกับ ปานามา ในวันเสาร์ถัดไป เพื่อลุ้นจบในฐานะแชมป์กลุ่มและผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Alex Pantling – FIFA / Getty Images

The post อังกฤษ กับการเริ่มต้นภารกิจพาฟุตบอลกลับบ้านที่งดงาม แต่ไม่สมบูรณ์แบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีอาร์ คองโก ประเทศที่ฝ่าคอร์รัปชันและอีโบลา มาเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่ไม้ประดับในบอลโลก https://thestandard.co/dr-congo-ebola-corruption-world-cup/ Thu, 18 Jun 2026 00:39:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1219757 นักฟุตบอลทีมชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก

นับจากเดือนพฤษภาคม 2026 มาจนถึงปัจจุบัน ยอดผู้เสียชีวิต […]

The post ดีอาร์ คองโก ประเทศที่ฝ่าคอร์รัปชันและอีโบลา มาเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่ไม้ประดับในบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลทีมชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในสนามแข่งขันฟุตบอลโลก

นับจากเดือนพฤษภาคม 2026 มาจนถึงปัจจุบัน ยอดผู้เสียชีวิตจากอีโบลา สายพันธุ์ที่พบได้ยากชื่อว่า “Bundibugyo” ซึ่งระบาดอย่างหนักในพื้นที่แอฟริกาตอนกลาง คร่าชีวิตชาวดีอาร์ คองโก ไปแล้วเกือบ 200 คน และมีผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันแล้ว 840 ราย

 

ซึ่งปัจจุบัน อีโบลาสายพันธุ์นี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และองค์การอนามัยโลก หรือ WHO คาดว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะมีวัคซีนพร้อมใช้งาน นั่นทำให้ มียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมในดีอาร์ คองโก

 

รายงานเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ระบุว่า มีผู้ติดเชื้อรายใหม่จากการสำรวจเพิ่มขึ้นอีก 17 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 11 คนในวันเดียว

 

ขณะเดียวกันแม้ฝ่ายการเมืองของดีอาร์ คองโก พยายามอย่างหนักในการบรรเทาสถานการณ์ แต่การระบาดก็ไม่ลดลง เนื่องจากประชาชนบางส่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ขาดความเข้าใจและไม่เชื่อว่าอีโบลามีอยู่จริง โดยเชื่อว่าเป็นเรื่องที่องค์กรอิสระ หรือ NGO และโรงพยาบาลกุขึ้นมาเพื่อหาเงิน

 

ศพของผู้เสียชีวิตจากอีโบลามีความสามารถในการแพร่เชื้อสูงมาก แต่ครอบครัวผู้เสียชีวิตมักต้องการนำศพกลับไปประกอบพิธีทางศาสนา สิ่งนี้นำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรง เช่น ประชาชนบุกเผาเต็นท์กักกันโรค หรือรวมตัวกันเพื่อชิงศพคืน จนตำรวจต้องยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อสลายการชุมนุม

 

สถานการณ์ทางการเมืองของ ดีอาร์ คองโก เองก็กลายเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การแพร่ระบาดรุนแรง เพราะในประเทศมีอัตราการคอรัปชันสูงมาก จนทำให้เกิดกลุ่มกบฏ M23 เพื่อต่อต้านรัฐบาล และมีพื้นที่ขัดแย้งทางตะวันออกของประเทศ ส่งผลให้การรับมือเป็นไปอย่างยากลำบาก

 

ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน หรือ CPI ซึ่งจัดทำขึ้นโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ระบุว่าสถานการณ์การคอรัปชันในดีอาร์ ตองโก เข้าขั้นวิกฤต พวกเขาได้คะแนนเพียง 20 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศทั้ง 180 ประเทศที่มีการชี้วัดอยู่ ที่ 43 คะแนน อยู่เกินเท่าตัว

 

โดยปัจจุบัน ดีอาร์ คองโก มีอันดับการคอรัปชันอยู่ที่ 163 จากทั้งหมด 180 อันดับ ซึ่งนับได้ว่าย่ำแย่

 

แต่อย่างไรก็ตาม ทีมฟุตบอลของเขา กลับมีผลงานสวนทางกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังย่ำแย่ในหลายๆ อย่าง เพราะพวกเขาเพิ่งเอาเสมอกับทีมอดีตแชมป์ยุโรปอย่าง โปรตุเกส ไปได้ 1-1 ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 เมื่อคืนที่ผ่านมา

 

แตกต่างจาก เคปเวิร์ด ที่เล่นฟุตบอลด้วยระเบียบวินัย จนสามารถยันเสมอสเปนได้ แต่ฟุตบอลของ ดีอาร์ คองโก มีความผิดพลาดให้เห็น และเสียประตูก่อนตั้งแต่นาทีที่ 6

 

แต่ว่าทัพเสือดาวก็มีใจสู้อย่างเต็มที่ และเอาคืนได้ จากประตูของโยฮัน วิสซา ในช่วงก่อนหมดครึ่งแรกในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 45+5

 

เวลาในครึ่งหลัง ดีอาร์ คองโก ไม่ได้เพียงแค่รับลึกอย่างเดียว พวกเขายังหาทางโต้กลับ และทำได้ดีในหลายจังหวะ แต่น่าเสียดายที่มันยังไม่ดีพอที่จะเป็นประตูน็อกโปรตุเกสก็เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการประกาศต่อชาวโลกว่า การกลับมาในฟุตบอลโลกครั้งแรกในรอบ 52 ปี ของพวกเขา ไม่ได้มาเล่นๆ และไม่ว่าบ้านเกิดของพวกเขาจะเจอกับอะไรมา แต่เมื่ออยู่ในฟุตบอลโลก พวกเขายังต้องการเป็นความสุขให้คนในชาติของตัวเองให้ได้

 

ในอดีตทีมชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เคยเข้าร่วมฟุตบอลโลก 1974 ภายใต้ชื่อประเทศว่า ซาอีร์ (Zaire) ซึ่งถือเป็นฝันร้ายเนื่องจากทีมพ่ายแพ้รวดทั้ง 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม โดยไม่สามารถทำประตูได้เลย และหนึ่งในนั้นคือการโดนยูโกสลาเวียถล่มไปถึง 9-0

 

หลังจากนั้นมา พวกเขาไม่เคยสัมผัสกับฟุตบอลโลกอีกเลย เนื่องจากปัญหาความขัดแย้ง คอร์รัปชัน การบริหารฟุตบอลที่ย่ำแย่ และการขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวก

 

นอกจากนี้ ในฟุตบอลโลกปี 1974 ทีมซาอีร์ต้องเจอกับเรื่องราวทางการเมืองเมื่อนักเตะทราบว่าจะไม่ได้รับค่าจ้างและโบนัส ซ้ำร้ายประธานาธิบดีในขณะนั้น อย่างโมบูตู เซเซ่ เซโก ยังขู่ว่าจะเนรเทศพวกเขาหากแพ้บราซิลเกิน 3 ประตู

 

ในนัดนั้นเกิดเหตุการณ์น่าจดจำเมื่อ เอ็มเวปู อิลุงกา วิ่งพุ่งออกจากกำแพงไปเตะบอลทิ้งขณะที่บราซิลกำลังจะเตะฟรีคิก เพื่อประท้วงทางการเมือง ถ่วงเวลา และหวังให้ตัวเองโดนใบแดง แต่เขาได้เพียงใบเหลือง สุดท้ายทีมแพ้ไป 3-0 และถูกรัฐบาลตัดงบประมาณสนับสนุนทั้งหมดเมื่อกลับถึงประเทศ

 

หลังจากนั้นวงการฟุตบอลของพวกเขาก็ดำดิ่ง และใช้เวลายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษกว่าที่จะกลับมาฟื้นตัวสู่จุดสูงสุดที่พวกเขาเคยไปถึงอีกครั้ง

 

สาเหตุสำคัญของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น คือชายที่ชื่อว่า เซบาสเตียน เดซาบร์ โค้ชชาวฝรั่งเศส เข้ามากอบกู้ทีมจากช่วงวิกฤตเมื่อเกือบ 4 ปีก่อน และสามารถพาทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศจนคว้าอันดับ 4 ในศึกแอฟริกาคัพออฟเนชันส์ ปี 2023

 

โค้ชเดซาบร์เน้นการสร้างระเบียบวินัยในแท็กติก โดยใช้แผนการเล่นระบบ 4-3-3 เป็นหลัก และได้ดึงนักเตะสายเลือดใหม่จากกลุ่มคนเชื้อสายคองโกในต่างแดนเข้ามาเสริมทัพ

 

เดชาบร์ยังสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีภายในทีม พานักเตะไปเก็บตัวในพื้นที่ปลอดภัย ทำให้การเตรียมทีมของพวกเขาแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสอีโบลาเลย ยกเว้นเพียงนัดอุ่นเครื่องกับชิลีที่ถูกนายกเทศมนตรีท้องถิ่นสั่งยกเลิก

 

เดชาบร์เข้ามาทำให้ ดีอาร์ คองโก มีเกมรับที่เหนียวแน่นมาก โดยทำคลีนชีตได้ถึง 8 นัดจากการแข่งขันรอบคัดเลือก 13 นัด

 

นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่เกมสวนกลับที่รวดเร็ว อาศัยความสามารถของศูนย์หน้าตัวเก่ง และทีมยังมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งขึ้นมากจากการฝ่าฟันในรอบคัดเลือกที่ยาวนาน ซึ่งนั่นเป็นผลลัพธ์ที่หลายๆ คนได้เห็นในเกมกับโปรตุเกส เมื่อคืนที่ผ่านมา

 

แม้ทัพเสือดาวจะมีนักเตะตัวจริงถึง 7 คนกำลังประสบปัญหาไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นในระดับสโมสรฤดูกาลนี้ ทำให้มีความกังวลเรื่องความฟิตและคุณภาพของนักเตะก่อนลงแข่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

 

เพราะสุดท้าย พวกเขาก็น่าจะได้ผลการแข่งขันที่พวกเขาต้องกัน และมันก็เพียงพอที่จะสร้างความตกตะลึงให้กับแฟนบอลได้ไม่น้อยเลย

 

ในค่ำคืนที่ผ่านมาทัพดีอาร์ คองโก ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สำหรับฟุตบอลแล้ว มันยังคงเป็นความหวังและความสุขให้คนในชาติได้ แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายแค่ไหนก็ตาม

 

อ้างอิง

 

ภาพ: picture alliance / Getty Images

The post ดีอาร์ คองโก ประเทศที่ฝ่าคอร์รัปชันและอีโบลา มาเพื่อพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่ไม้ประดับในบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Messi. Pure aura. https://thestandard.co/messi-pure-aura/ Wed, 17 Jun 2026 11:12:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1219704 ภาพ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมอาร์เจนตินา กำลังนำทีมเดินออกจากอุโมงค์

No explanation needed. Pure aura.  

The post Messi. Pure aura. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมอาร์เจนตินา กำลังนำทีมเดินออกจากอุโมงค์

No explanation needed. Pure aura.

 

ภาพ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมอาร์เจนตินา กำลังนำทีมเดินออกจากอุโมงค์ 1ภาพ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมอาร์เจนตินา กำลังนำทีมเดินออกจากอุโมงค์ 2ภาพ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมอาร์เจนตินา กำลังนำทีมเดินออกจากอุโมงค์ 3ภาพ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมอาร์เจนตินา กำลังนำทีมเดินออกจากอุโมงค์ 4ภาพ ลิโอเนล เมสซี กัปตันทีมอาร์เจนตินา กำลังนำทีมเดินออกจากอุโมงค์ 5

The post Messi. Pure aura. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอยทุกประตูฟุตบอลโลกของ ลิโอเนล เมสซี 2006-2026 https://thestandard.co/lionel-messi-world-cup-goals-record/ Wed, 17 Jun 2026 10:54:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1219693 ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026

ตลอด 20 ปีบนเวทีฟุตบอลโลก ลิโอเนล เมสซี ฝากช่วงเวลาสำคั […]

The post ย้อนรอยทุกประตูฟุตบอลโลกของ ลิโอเนล เมสซี 2006-2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026

ตลอด 20 ปีบนเวทีฟุตบอลโลก ลิโอเนล เมสซี ฝากช่วงเวลาสำคัญเอาไว้มากมาย ทั้งประตูแรกในปี 2006 การพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกในปี 2022 และล่าสุดกับแฮตทริกแรกในฟุตบอลโลก 2026

 

แฮตทริกดังกล่าวส่งให้ เมสซี ขยับขึ้นมาทาบสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกที่ 16 ประตู เทียบเท่า มิโรสลาฟ โคลเซ

 

เรามาย้อนดูกันว่า 16 ประตูของ King Leo บนเวทีฟุตบอลโลก เกิดขึ้นในเกมไหนบ้าง?

 

ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 1ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 2ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 3ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 4ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 5ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 6ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 7ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 8ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 9ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 10ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 11ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 12ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินาในชุดแข่งฟุตบอลโลก 2026 13

The post ย้อนรอยทุกประตูฟุตบอลโลกของ ลิโอเนล เมสซี 2006-2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>