พูน พานิชพิบูลย์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พูน-พานิชพิบูลย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Dec 2025 13:22:33 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ใครได้-ใครเสีย? เงินบาทแข็งไม่หยุด! แตะ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ ทุบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? https://thestandard.co/baht-31-15-thai-economy/ Mon, 22 Dec 2025 13:22:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1157031 ใครได้-ใครเสีย? เงินบาทแข็งไม่หยุด แตะ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ ทุบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน?

วันที่ 22 สิงหาคม เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง แตะระดับ 31.1 […]

The post ใครได้-ใครเสีย? เงินบาทแข็งไม่หยุด! แตะ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ ทุบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครได้-ใครเสีย? เงินบาทแข็งไม่หยุด แตะ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ ทุบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน?

วันที่ 22 สิงหาคม เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง แตะระดับ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 4 ปีครึ่งใหม่ หรือตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายนปี 2564 โดยเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี เงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่ากว่า 8.5% แล้ว

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยเปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH โดยมองว่า การแข็งค่าของเงินบาทวันนี้ เป็นผลมาจากราคาทองคำที่ปรับตัวทำสถิติสูงสุดใหม่ การปรับสถานะของนักลงทุน และสถานการณ์ในตลาดการเงินของญี่ปุ่น ที่มีส่วนช่วยทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น

 

พูน อธิบายต่อว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในวันนี้มาจากการปรับสถานะ (Positioning) หลังจากช่วงก่อนหน้า ตลาดประเมินว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจไม่ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป ทำให้มีการเปิดสถานะช็อตบาท (Short Baht) หรือเปิดสถานะดอลลาร์บาท (Long USD/THB) ไว้ที่ระดับประมาณ 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ แต่เมื่อเงินบาทหลุดระดับดังกล่าวมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 33.30-32.00 บาทต่อดอลลาร์ จึงทำให้เกิดการ Stop Loss ซึ่งเป็นแรงผลักดันเพิ่มเติมที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น

 

นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินบาทยังมาจากประเด็นตลาดการเงินของญี่ปุ่น จากภาวะที่จากรัฐบาลญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะใช้เงินเยอะขึ้น แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะข้างหน้า ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ เพื่อควบคุมต้นทุนดอกเบี้ย ท่ามกลางระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง

 

ภาวะเช่นนี้จึงทำให้ตลาดจึงตอบรับคล้ายกับเป็นการลงโทษ โดยจะเห็นได้จากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น แต่เงินเยนกลับอ่อนค่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น เนื่องจาก เมื่อ BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและกล่าวว่ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นอีก ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแคบลง เงินเยนควรจะแข็งค่า ตลาดจึงเลือกจะไปถือทองคำมากกว่า ราคาทองคำก็ปรับตัวขึ้น จึงทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย

 

เดือนเดียว! เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วประมาณ 3.3% (MTD)

 

ขณะที่ กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากราคาทองคำโลกพุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ (Record High) ที่ระดับ 4,420.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ‘เป็นหลัก’ ตามมาด้วยปัจจัยที่เงินสกุลเอเชียอื่นๆ ขยับแข็งค่าในภาพรวม รวมไปถึงแรงขายดอลลาร์จากปัจจัยทางเทคนิค หลังจากเงินบาทแข็งค่าทะลุหลายแนวสำคัญ และปัจจัยตามฤดูกาล

 

นอกจากนี้ กาญจนา ยังตั้งข้อสังเกตว่า ในธันวาคมนี้เดือนเดียว (1-22 ธันวาคม 2568) เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วประมาณ 3.3% (MTD) นับเป็นเดือนที่แข็งค่าเร็วที่สุดของปี และเป็นการปิดแข็งค่าถึง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน

 

ใครได้-ใครเสีย? เงินบาทแข็งไม่หยุด แตะ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ ทุบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? 1

 

ส่องทฤษฎี ‘บาทแข็ง’ ใครได้-ใครเสีย ประโยชน์?

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ ผู้นำเข้า ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าต่างประเทศที่ถูกลง ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า ประชาชน ซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศได้ถูกลง ผู้ลงทุน นำเข้าสินค้าทุนได้ถูกลง และผู้เป็นหนี้กับต่างประเทศ มีภาระหนี้ลดลง เพราะใช้เงินบาทน้อยลงในการชำระหนี้สกุลเงินต่างประเทศ

 

แต่ในทางกลับกัน การแข็งค่าของเงินบาทจะทำให้ ผู้ส่งออกเสียประโยชน์จากราคาสินค้าที่แพงกว่าคู่แข่ง ทำให้มีรายได้ในรูปของเงินบาทลดลง คนทำงานต่างประเทศ นำรายได้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศ มาแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวที่รับเงินสกุลต่างประเทศ นำรายได้มาแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินว่า เงินบาทที่แข็งค่าเฉลี่ยทุกๆ 1% ต่อปี อาจมีผลกระทบต่อรายได้ผู้ส่งออกเกือบ 1 แสนล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นกว่า 0.5% ของ Nominal GDP และการแข็งค่าของบาททุกๆ 1% จะมีค่าเสียโอกาสจากรายได้ที่ไทยจะได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 1-1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

อย่างไรก็ดี ในการดูผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมจะต้องคำนึงถึงผลในด้านอื่นๆ เช่น ผลดีจากบาทที่แข็งต่อการนำเข้า ตลอดจนผลกระทบจากคำสั่งซื้อที่อาจจะหายไปจากบาทแข็งเมื่อเทียบกับคู่แข่งด้วย นอกจากนี้ การประเมินดังกล่าวประเมินผลกระทบเพียงขาเดียวคือ นักท่องเที่ยวขาเข้าประเทศ

 

เปิดแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้

 

สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้ กาญจนามองว่า เงินบาทอาจมีโอกาสชะลอการแข็งค่าได้ เนื่องจาก เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์แล้ว นอกจากนี้ ยังอาจการเข้าดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

นอกจากนี้ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ นักลงทุนอาจมีการปรับสถานะ หลังจากขายดอลลาร์มาเยอะแล้ว เนื่องจากดอลลาร์ที่อ่อนค่ามาระยะเวลาหนึ่ง จึงอาจเห็นการซื้อดอลลาร์คืนบ้าง

 

ท่ามกลางภาวะตลาดบาง เนื่องจากเป็นช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ สภาพคล่องในตลาดจะลดลง ดังนั้นหากมีแรงซื้อหรือขายด้านใดด้านหนึ่งออกมาเพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ค่าเงิน ‘เหวี่ยงกลับ’ ไปอ่อนได้

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยฤดูกาล (Seasonal Factor) เนื่องจากโดยปกติในช่วงปลายปี ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ของไทยมักจะเป็นบวก ซึ่งเป็นแรงหนุนให้มีการขายดอลลาร์และเปลี่ยนกลับเป็นเงินบาทจากฝั่งผู้ประกอบการ

 

สุดท้าย กาญจนายังให้จับตาแนวโน้มค่าเงินดอลลาร​์และทองคำ ซึ่งเป็นปัจจัยต่างประเทศสำคัญ ที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด

The post ใครได้-ใครเสีย? เงินบาทแข็งไม่หยุด! แตะ 31.15 บาทต่อดอลลาร์ ทุบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทอ่อนค่าหนักสุดรอบ 2 เดือน ความสัมพันธ์ ‘บาทกับทองคำ’ หายไปไหน? https://thestandard.co/wealth-in-depth-baht-weak-gold-correlation-fades/ Wed, 15 Oct 2025 02:31:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1130616 เงินบาทอ่อนค่าหนักสุดรอบ 2 เดือน ความสัมพันธ์ ‘บาทกับทองคำ’ หายไปไหน?

เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เริ่มมีทิศทาง ‘อ่อนค่า’ โดยแตะระ […]

The post เงินบาทอ่อนค่าหนักสุดรอบ 2 เดือน ความสัมพันธ์ ‘บาทกับทองคำ’ หายไปไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทอ่อนค่าหนักสุดรอบ 2 เดือน ความสัมพันธ์ ‘บาทกับทองคำ’ หายไปไหน?

เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เริ่มมีทิศทาง ‘อ่อนค่า’ โดยแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนไปแล้ว ด้านนักวิเคราะห์มองเงิน บาทมีโอกาสที่จะอ่อนค่าแตะระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะที่ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างบาทกับทองคำที่ ‘ลดลง’ อย่างมีนัยสำคัญ

 

เปิดสาเหตุดัน ‘บาทอ่อน’

 

เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เริ่มมีทิศทาง ‘อ่อนค่า’ โดยเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงต้นสัปดาห์นี้เงินบาทเคยเคลื่อนไหวไปแตะระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนอยู่หลายครั้ง โดยพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย มองว่า สาเหตุที่ทำให้เงินบาทช่วงนี้เริ่มอ่อนค่ามาจากโฟลว์ทองคำในช่วงที่ทองคำมีจังหวะย่อตัวลง ทำให้ผู้เล่นบางส่วนได้เข้าไปซื้อทองคำ ซึ่งเป็นแรงกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง

 

ทั้งนี้ เมื่อราคาทองคำลง คนไทยจะซื้อทอง ทำให้ร้านทองต้องไปซื้อทองคำในตลาดต่างประเทศ และนำเงินบาทไปแลกเป็นสกุลต่างประเทศ ทำให้เงินบาทอ่อนค่า

 

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็กลับมาแข็งค่า โดยพูนมองว่า ปัจจัยสนับสนุนการแข็งค่าของดอลลาร์ช่วงนี้ ได้แก่ ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ในการเมืองของญี่ปุ่นและฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังมีการปรับสถานะของนักลงทุน ที่ก่อนหน้านี้มองว่า ดอลลาร์จะอ่อน (Short ดอลลาร์) มาเกือบตลอดทั้งปี แต่ปัจจุบัน นักลงทุนเริ่มปรับลดสถานะ Short ดอลลาร์นี้ลง จึงมีส่วนทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

 

พูนกล่าวอีกว่า แม้ปัจจัยหลักที่ทำให้บาทอ่อนจะมีน้ำหนักมาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แรงขายสินทรัพย์ไทยก็มีส่วนทำให้บาทอ่อนบ้าง โดยเฉพาะแรงเทขายหุ้น โดยตั้งแต่เดือนกันยายนนะครับ ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 1.7 หมื่นล้านบาทแล้ว ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2568

 

โดยพูนยังมองว่า แรงขายหุ้นไทยยังมีลักษณะที่ค่อนข้างกระจาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ไปจนถึงการ Rebalance เพื่อทำกำไรจากตลาดเอเชีย

 

มองบาทยังอ่อนค่าสอดคล้องภูมิภาค

 

กระนั้น พูนยังมองว่า การอ่อนค่าของบาทสอดคล้องกับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม บาทไทยมีความอ่อนไหวกับราคาทองคำมากกว่าประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น หยวนอ่อนค่าเพียงเล็กน้อย แม้มีประเด็นเรื่องสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ส่วนเงินริงกิตมาเลเซียก็อ่อนค่า แต่ไม่เท่ากับค่าเงินบาทของไทย

 

เจาะการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างบาทกับทองคำ

 

พูนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เล่นในตลาดมีมุมมองตลาดต่อค่าเงินบาทเปลี่ยนไป โดยในช่วงก่อนหน้านี้ที่เงินบาทค่อนข้างแข็งเป็นผลมาจากสถานะมองบาทแข็ง (Long เงินบาท) ของนักลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเริ่มกลับเทรนด์มาเป็นอ่อนค่า ท่ามกลางแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าที่ดูไม่ค่อยดี และการกลับมาแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ พูนยังมองว่า ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างบาทกับทองคำมีการเปลี่ยนแปลง และลดลง ‘อย่างมีนัยสำคัญ’ ตั้งแต่ช่วงประมาณกลางเดือนกันยายน

 

“จริงๆ ตั้งแต่ช่วงเดือนที่ผ่านมา ทองขึ้นไม่หยุด ปกติถ้าความสัมพันธ์เหมือนเดิมบาทจะต้องไม่อ่อนเยอะ” พูนกล่าว

 

โดย ณ วันที่ 10 ตุลาคม ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างทองคำกับเงินบาทอยู่ที่ 0.5 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 1 ปี ที่อยู่ที่ประมาณ 0.65 ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง บาทกับดอลลาร์อยู่ที่ 0.6 กว่า ซึ่งยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย

 

เงินบาทอ่อนค่าหนักสุดรอบ 2 เดือน ความสัมพันธ์ ‘บาทกับทองคำ’ หายไปไหน? 1 เงินบาทอ่อนค่าหนักสุดรอบ 2 เดือน ความสัมพันธ์ ‘บาทกับทองคำ’ หายไปไหน? 2

 

เปิดสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง Correlation ของเงินบาท-ทองคำ

 

พูนมองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่างทองคำกับเงินบาทลดลง มาจากการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมาสอดส่องความสัมพันธ์ระหว่างบาทกับทองคำ ทำให้ผู้เล่นต่างชาติ โดยเฉพาะ Systematic Hedge Fund ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบาทกับทองคำในการซื้อขาย (Correlation Trade) ลดใช้กลยุทธ์ดังกล่าวลง ส่งผลให้โฟลว์ส่วนนี้หายไป

 

โดยความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ “ความสัมพันธ์ในฝั่งทองขึ้นแล้วบาทแข็ง ‘ไม่เกิด’ แต่ในฝั่งความสัมพันธ์ในฝั่งทองลงแล้วบาทอ่อน ‘ยังอยู่’ ซึ่งฝั่งขานี้ไม่หายไป เนื่องจากเป็นฝั่งที่สะท้อนถึงความต้องการ (Demand) การซื้อทองของคนไทยจริงๆ” พูนกล่าว

 

เงินบาทอ่อนค่าหนักสุดรอบ 2 เดือน ความสัมพันธ์ ‘บาทกับทองคำ’ หายไปไหน? 3

 

จับตา! บาทผันผวนเพิ่มขึ้น

 

พูนกล่าวอีกว่า ความผันผวนของค่าเงินบาทในช่วง 1 เดือน ได้เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี โดยความผันผวนของเงินบาทในรอบ 1 เดือน อยู่ที่ประมาณ 6-7% นับว่ายังต่ำกว่า ค่าเฉลี่ยความผันผวนของปีนี้ (Year-to-Date) อยู่ที่ประมาณ 8% ขณะที่จุดสูงสุดที่เคยเห็นในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 10% ในช่วงที่มีความกังวลเรื่องสงครามการค้า (Trade War)

 

บาทมีโอกาสอ่อนค่าถึงระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์

 

พูนกล่าวอีกว่า บาทมีโอกาสที่จะอ่อนค่าแตะระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ โดยปัจจัยที่จะดันไปถึง 33 บาทต่อดอลลาร์ได้ง่ายที่สุดคือการเกิดการปรับฐานของทองคำ (Correction) โดยเฉพาะในช่วงนี้ ซึ่งทองคำขึ้นเร็วและแรงในช่วงระยะสั้น ดังนั้นเวลาปรับฐาน ราคาทองคำก็อาจลงได้ลึกระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะญี่ปุ่น

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยนโยบายดอกเบี้ยของ Fed โดยหาก Fed สร้างความประหลาดใจ (Surprise) โดยการไม่ลดดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมจะทำให้ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างมาก เพราะตลาดได้ Price-in การลดดอกเบี้ยไปมากแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์ก็ยังมีความเสี่ยงขาลงจากความกังวลเรื่องสงครามการค้า

 

กระนั้น พูนยังมองว่า การยืนอยู่ที่ระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์อย่างมั่นคง (Sustained) หรือทะลุไป ‘ไม่ใช่เรื่องง่าย’ และต้องเห็นปัจจัยเพิ่มเติม เนื่องจาก ฝั่งผู้ส่งออก (Exporter) รอทยอยขายดอลลาร์อยู่มากพอสมควร นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะมองบาทอ่อน (Short Baht) ก็จะเริ่มทำกำไร (Take Profit) แล้วเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดู Flow บริษัทข้ามชาติ (MNCs) โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น (MNCs) เนื่องจากค่าเยน/บาท ‘ถูกมาก’ ทำให้เกิด Flow ซื้อเยนจาก MNCs เยอะ ซึ่งเป็นแรงกดดันให้บาทอ่อนค่าด้วย

The post เงินบาทอ่อนค่าหนักสุดรอบ 2 เดือน ความสัมพันธ์ ‘บาทกับทองคำ’ หายไปไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดลุ้น ผลการคัดเลือกผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่ มอง หาก ‘วิทัย’ นั่งผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ดอกเบี้ยจ่อลง หนุนตลาดหุ้น กดบอนด์ยีลด์ลด https://thestandard.co/new-bot-governor-impact-stock-baht/ Tue, 15 Jul 2025 02:31:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1096424 ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจ การประชุมผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และภาพแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นและค่าเงินบาท

วันนี้ (15 กรกฎาคม) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงิน […]

The post ตลาดลุ้น ผลการคัดเลือกผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่ มอง หาก ‘วิทัย’ นั่งผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ดอกเบี้ยจ่อลง หนุนตลาดหุ้น กดบอนด์ยีลด์ลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวเศรษฐกิจ การประชุมผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และภาพแสดงแนวโน้มตลาดหุ้นและค่าเงินบาท

วันนี้ (15 กรกฎาคม) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการคัดเลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.

 

โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ประเมินว่า ธปท. อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกเกือบ 2 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสราว 41% ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีหน้า 

 

Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า หาก วิทัย รัตนากร ได้เป็นผู้ว่าฯ คนถัดไปจริง ก็อาจหนุนให้บรรดาผู้เล่นในตลาดมีมุมมองว่า ธปท. อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยต่อได้ไม่ยาก ซึ่งอาจ ‘ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย’ ที่เริ่มมีโมเมนตัมขาขึ้นที่ดีในช่วงนี้ ทำให้เราอาจเห็นแรงซื้อหุ้นไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้

 

แต่ในฝั่งตลาดบอนด์นั้น Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า แม้ผู้เล่นในตลาดอาจมีมุมมองว่า ธปท. จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ หนุนให้บอนด์ยีลด์ไทยปรับตัวลดลงต่อบ้าง บรรดานักลงทุนต่างชาติก็อาจใช้จังหวะการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ดังกล่าวในการทยอยขายทำกำไร ทำให้อาจเห็น ‘แรงขายบอนด์ไทย’ จากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้

 

เปิดแนวโน้มค่าเงินบาท 

 

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.46 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลงเล็กน้อย’จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.38 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่ได้แรงหนุนจากความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุด ทางการสหรัฐฯ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรปในอัตราที่สูงถึง 30% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้พอสมควร

 

อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังอยู่บ้าง ว่าสหรัฐฯ กับ สหภาพยุโรปอาจสามารถเดินหน้าเจรจาการค้า เพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าดังกล่าว 

 

นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังราคาทองคำยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นผ่านโซนแนวต้าน 3,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างชัดเจน ทว่า ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยเข้าซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

 

แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้ในช่วงนี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยหนุนเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็อาจกดดันบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย ที่ต่างเผชิญอัตราภาษีนำเข้าใหม่ในอัตราที่สูงขึ้นและสูงกว่าคาด ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ดูเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจาก ราคาทองคำยังมีโอกาสทยอยปรับตัวสูงขึ้นจากโซนแนวรับระยะสั้น และมีโอกาสที่ราคาทองคำจะกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หากราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 3,370 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้สำเร็จ ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following 

 

อนึ่ง Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีน และสหรัฐฯ เนื่องจากในช่วงหลัง เงินบาทก็เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินหยวนจีนพอสมควร ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI นั้น ก็สามารถทำให้เงินบาทผันผวนได้สูงพอสมควร ในช่วง 30 นาที หลังตลาดรับรู้ข้อมูลดังกล่าว

 

Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมีความกังวลเดิม คือ ความผันผวนของเงินบาทที่อาจกลับมาสูงขึ้นได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และสถานการณ์การเมืองไทย ซึ่งเรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

 

โดยมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.60 บาท/ดอลลาร์

The post ตลาดลุ้น ผลการคัดเลือกผู้ว่าฯ ธปท. คนใหม่ มอง หาก ‘วิทัย’ นั่งผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ดอกเบี้ยจ่อลง หนุนตลาดหุ้น กดบอนด์ยีลด์ลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาท ‘แข็งค่า’ ทะลุ 32.41 บาทต่อดอลลาร์ เตือน! โมเมนตัมแข็งค่ายังมีกำลังมากขึ้น https://thestandard.co/baht-surpasses-34-10-per-dollar/ Mon, 26 May 2025 02:50:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1078419

เช้าวันนี้ (26 พฤษภาคม) ค่าเงินบาท ‘แข็งค่า’ ไปแตะระดับ […]

The post เงินบาท ‘แข็งค่า’ ทะลุ 32.41 บาทต่อดอลลาร์ เตือน! โมเมนตัมแข็งค่ายังมีกำลังมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เช้าวันนี้ (26 พฤษภาคม) ค่าเงินบาท ‘แข็งค่า’ ไปแตะระดับราว 32.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มากสุดในรอบกว่า 7 เดือน หรือตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมปี 2567 ท่ามกลางการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ และการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาทองคำ

 

โดยกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets) ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.35-32.60 บาทต่อดอลลาร์ พร้อม มองว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วจากดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่ปลายปี 2023 จากความกังวลของตลาดต่อการขาดดุลการคลังสหรัฐฯ และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะขึ้นภาษีนำเข้า 50% ต่อสินค้าจากสหภาพยุโรป และขึ้นภาษี 25% ต่อสมาร์ทโฟน

 

อย่างไรก็ดี ล่าสุดทรัมป์ประกาศเลื่อนขึ้นภาษียุโรปที่ออกไปจนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม หลังได้โทรคุยกับประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

 

ด้าน พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.57 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.62 บาทต่อดอลลาร์

 

“โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.45-32.64 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ตามการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่สามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซนแนวต้านระยะสั้น 3,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ อย่างไรก็ดี ในช่วงเช้าของตลาดเอเชีย แม้ว่าเงินดอลลาร์ยังคงทรงตัว แต่ราคาทองคำกลับเผชิญแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม กดดันให้ ราคาทองคำย่อตัวลงเข้าใกล้ระดับช่วงราว 17.00 น. ของวันศุกร์ก่อนหน้า ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งการปรับตัวลงของราคาทองคำดังกล่าว กอปรกับแรงซื้อเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วนแถวโซนแนวรับสำคัญของเงินบาท ก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง”

 

โดย Krungthai GLOBAL MARKETS มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.15-32.95 บาทต่อดอลลาร์

 

“สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เรายอมรับว่า โมเมนตัมการแข็งค่ามีกำลังมากขึ้น สวนทางกับที่เราได้ประเมินไว้ก่อนหน้า ทั้งนี้ ช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ทว่าเงินบาทก็เสี่ยงเผชิญ Two-Way Volatility ขึ้นกับทิศทางของราคาทองคำและบรรดาสกุลเงินเอเชีย ที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทในระดับสูง ส่วนแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มกลับมาได้ หากเงินบาทไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน”

 

“ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจยังไม่สามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นชัดเจน จนกว่าตลาดจะกลับมาเชื่อมั่นในการถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งต้องรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed” พูนกล่าว

 

Krungthai GLOBAL MARKETS คงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

The post เงินบาท ‘แข็งค่า’ ทะลุ 32.41 บาทต่อดอลลาร์ เตือน! โมเมนตัมแข็งค่ายังมีกำลังมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อนค่าหนัก! หลังทรัมป์เก็บ Reciprocal Tariff ไทย 36% https://thestandard.co/baht-weakens-trump-reciprocal-tariff/ Thu, 03 Apr 2025 02:01:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1059968 กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาทหลังทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้กับไทย 36% ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวน

เงินบาทเปิดเช้านี้ ‘อ่อนค่าลงหนัก’ หลังทรัมป์เรียกเก็บภ […]

The post บาทอ่อนค่าหนัก! หลังทรัมป์เก็บ Reciprocal Tariff ไทย 36% appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาทหลังทรัมป์ประกาศมาตรการภาษีตอบโต้กับไทย 36% ส่งผลให้ตลาดการเงินผันผวน

เงินบาทเปิดเช้านี้ ‘อ่อนค่าลงหนัก’ หลังทรัมป์เรียกเก็บภาษีไทยในอัตราที่สูงถึง 36% Krungthai Global Markets เตือนบาทมีแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงต่อได้ ส่วนตลาดการเงินยังมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง 

 

วันนี้ (3 เมษายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  34.38 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลงหนัก’ จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  34.16 บาทต่อดอลลาร์

 

“โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงหนัก (แกว่งตัวในกรอบ 34.07-34.45 บาทต่อดอลลาร์) หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของมาตรการภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่สินค้านำเข้าจากประเทศไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงถึง 36% (ลดลงจากที่ทางการสหรัฐฯ ประเมินไว้ 72%) ซึ่งการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าดังกล่าวนั้นสูงกว่าที่ตลาดได้ประเมินไว้พอสมควร กดดันให้บรรยากาศในตลาดการเงินอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หลังการประกาศดังกล่าว อย่างไรก็ดี เงินบาทยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้างหลังราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ขณะเดียวกันเงินดอลลาร์ก็ทยอยอ่อนค่าลง หลังผู้เล่นในตลาดต่างกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากผลกระทบของนโยบายการค้าล่าสุดของสหรัฐฯ สะท้อนผ่านมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสราว 39% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ถึง 4 ครั้ง ในปีนี้” พูนกล่าว

 

ส่วนเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แม้ว่าจะแข็งค่าขึ้นในช่วงสั้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าที่รุนแรงกว่าคาด แต่เงินดอลลาร์ก็กลับมาอ่อนค่าลง ตามการปรับตัวลงหนักของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลงสู่โซน 103.3 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 103.1-104.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวลดลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ล่าสุด ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2025) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 3,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

ส่องตลาดทั่วโลกเคลื่อนไหวอย่างไรหลังทรัมป์ประกาศปลดแอกสหรัฐฯ

 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ก่อนที่จะรับรู้มาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ “Liberation Day” ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.67% อย่างไรก็ดี บรรยากาศในตลาดการเงินพลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน หลังมาตรการภาษีนำเข้าล่าสุดของสหรัฐฯ นั้นรุนแรงกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ดังจะเห็นได้จากสัญญาฟิวเจอร์สดัชนี S&P500 ที่ล่าสุด ดิ่งลง -3%

 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลง -0.50% ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีการประกาศมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ ซึ่งส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างขายทำกำไรบรรดาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงก่อนหน้า อย่างกลุ่มอุตสาหกรรมการบินและทหาร เช่น Airbus -3.2%  

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ 4.06% หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ที่รุนแรงกว่าคาด กดดันให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 39% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูง ซึ่งต้องรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน อย่างใกล้ชิด และแม้ว่า เราจะมองว่า บอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจอยู่ แต่เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นปรับตัวลงเร็วและลึกเกินไป ทำให้เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อสะสมบอนด์ระยะยาว ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น (เน้นรอ Buy on Dip)

 

เปิดแนวโน้ม 24 ชั่วโมงหลังจากนี้

 

ในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้ง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) ในเดือนมีนาคม และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะหลังตลาดได้รับรู้มาตรการภาษีนำเข้าล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่รุนแรงกว่าคาดพอสมควร

 

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานการประชุม ECB ล่าสุด 

 

และในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนี Caixin PMI ภาคการบริการ ในเดือนมีนาคม ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 51.5 จุด (ดัชนีเกิน 50 จุด สะท้อนถึง ภาวะขยายตัว) 

 

เปิดแนวโน้มของค่าเงินบาท

 

Krungthai GLOBAL MARKETS คงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงได้ และจากการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้กลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง โดยเงินบาทเสี่ยงที่จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ที่อาจทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ กลับมาขายสินทรัพย์ไทย อย่าง หุ้นไทยเพิ่มเติม หลังมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ล่าสุด อย่าง มาตรการภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariff) นั้นมีความรุนแรงมากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ (สินค้านำเข้าจากไทยจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงถึง 36% ซึ่งสูงกว่าที่บรรดานักวิเคราะห์ประเมินไว้ในโซน 20%-25%)

 

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทดังกล่าว อาจถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วนอย่างฝั่งผู้ส่งออก นอกจากนี้ ความกังวลผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ Fed ก็กดดันให้เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง แทนที่จะแข็งค่าขึ้นชัดเจน หลังผู้เล่นในตลาดต่างลดความเชื่อมั่นในธีม US Exceptionalism อย่างไรก็ดี เรามองว่า เงินดอลลาร์นั้นเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way Volatility ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ว่าจะออกมาอย่างไร และทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้หรือไม่  

 

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะเริ่มจากยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ในช่วงราว 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย จนถึงรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการที่จะทยอยรับรู้ในช่วง 21.00 น. โดยสถิติย้อนหลัง 1 ปี สะท้อนว่า เงินบาท (USDTHB) อาจมีกรอบการแกว่งตัวระดับ +/- 1 SD ได้ราวถึง +/-0.20% หลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว 30 นาที 

 

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

 

โดยมองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.30-34.60 บาท/ดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ)

The post บาทอ่อนค่าหนัก! หลังทรัมป์เก็บ Reciprocal Tariff ไทย 36% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาท ‘อ่อนค่า’ หนักทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์ หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า จับตาแนวโน้มบาทเสี่ยงอ่อนค่า-ผันผวนจากความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้า https://thestandard.co/thai-baht-weakens-34-per-dollar/ Mon, 03 Feb 2025 03:09:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1037477

เงินบาท ‘อ่อนค่า’ หนักทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิด […]

The post เงินบาท ‘อ่อนค่า’ หนักทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์ หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า จับตาแนวโน้มบาทเสี่ยงอ่อนค่า-ผันผวนจากความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

เงินบาท ‘อ่อนค่า’ หนักทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 33.67 บาทต่อดอลลาร์ หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเม็กซิโก แคนาดา และจีน หวั่นธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ชะลอลดดอกเบี้ย Krungthai GLOBAL MARKETS เตือน แนวโน้มเงินบาทเสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลง แนะควรเตรียมรับมือความผันผวนจากความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 34.03 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลงหนัก’ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 33.67 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ระดับ 33.50-34.65 บาทต่อดอลลาร์

 

“นับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงหนัก (แกว่งตัวในกรอบ 33.54-34.17 บาทต่อดอลลาร์) โดยในช่วงแรกเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมอยู่ที่ระดับ 2.6% (อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core PCE อยู่ที่ระดับ 2.8%) ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ มากนัก 

 

“ทว่าจุดเปลี่ยนของตลาดการเงินนั้นอยู่ที่การประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าที่อาจหนุนให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ชะลอตัวลงช้าหรือปรับตัวสูงขึ้น จนทำให้ Fed อาจชะลอการลดดอกเบี้ย” พูนกล่าว

 

 

โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ปรับลดโอกาส Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ 50 bps ในปีนี้ เหลือ 60% ส่วนการลดดอกเบี้ยในปีหน้า ผู้เล่นในตลาดก็ปรับลดโอกาสการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง หรือ 25 bps เหลือ 78% จากเดิมที่เคยให้โอกาสสูงเกิน 90% ซึ่งการปรับเปลี่ยนมุมมองดังกล่าวของผู้เล่นในตลาดหนุนให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรง เมื่อเทียบกับบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ท่ามกลางความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรปด้วยเช่นกัน 

 

ฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนี PMI ภาคการผลิต รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนมกราคม โดยในส่วนของอัตราเงินเฟ้อ CPI เราคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย +0.10% จากเดือนก่อนหน้า หรือราว +1.30%YoY ตามอานิสงส์ของการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าในหมวดอาหารสด และฐานราคาสินค้าและบริการที่ต่ำในปีก่อน

 

ทว่าราคาพลังงานที่ปรับตัวลงจากเดือนก่อนหน้าก็มีส่วนกดดันอัตราเงินเฟ้อทั่วไป นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลการดำเนินงานของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

 

เปิดแนวโน้มเงินบาทสัปดาห์นี้

 

สำหรับแนวโน้มเงินบาท หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend Following มองว่า เงินบาทเสี่ยงที่จะกลับมาทยอยอ่อนค่าลง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวต้าน 34.10-34.20 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวก็มีความเป็นไปได้สูง หลังเงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรงตามความกังวลผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ 2.0

 

ทั้งนี้ ต้องจับตาทิศทางราคาทองคำอย่างใกล้ชิดด้วย เนื่องจากหากราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด ก็อาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้

 

“แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่าเงินบาทเสี่ยงกลับมาอ่อนค่าลง โดยเฉพาะหากอ่อนค่าทะลุโซน 34.10-34.20 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ นอกจากนี้ ยังคงต้องจับตาทิศทางเงินหยวนจีน (CNY) ที่ในระยะหลังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทสูงกว่า 70% ส่วนฟันด์โฟลวนักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทย มีแนวโน้มที่จะเห็นแรงขายหุ้นไทยเพิ่มเติม ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาด” พูนกล่าว

 

ในส่วนเงินดอลลาร์ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า แม้ว่าเงินดอลลาร์จะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น หนุนโดยภาวะปิดรับความเสี่ยงและความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ทว่าเงินดอลลาร์ก็อาจพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานออกมาแย่กว่าคาด

 

Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม เช่น Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

The post เงินบาท ‘อ่อนค่า’ หนักทะลุ 34 บาทต่อดอลลาร์ หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้า จับตาแนวโน้มบาทเสี่ยงอ่อนค่า-ผันผวนจากความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิเคราะห์มองว่าบาทอ่อนมาจากดอลลาร์แข็ง-ทองคำลงเป็นหลัก ปมประธานบอร์ดแบงก์ชาติมีน้ำหนักน้อย https://thestandard.co/baht-weakens-due-to-strong-dollar-falling-gold/ Wed, 13 Nov 2024 13:15:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1008277 บาทอ่อน

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าบาทอ่อนค่ามาจากปัจจัยดอลลาร์สหรัฐแข็ง […]

The post นักวิเคราะห์มองว่าบาทอ่อนมาจากดอลลาร์แข็ง-ทองคำลงเป็นหลัก ปมประธานบอร์ดแบงก์ชาติมีน้ำหนักน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อน

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าบาทอ่อนค่ามาจากปัจจัยดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและราคาทองคำลงเป็นหลัก ส่วนประเด็นความอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยมีน้ำหนักน้อย ประเมินธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Fed) และ ธปท. มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยมุมมองว่า ประเด็นความอิสระของ ธปท. อาจมีผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง แต่น้ำหนักส่วนใหญ่มาจากมุมมองของผู้เล่นในตลาด ซึ่งต่างเชื่อว่า Fed จะลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่า Dot Plot พอสมควร จากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมกับราคาทองคำที่ลดลง

 

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการบริษัท

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024: BRAVE NEW WORLD เศรษฐกิจไทย ไล่กวดโลกใหม่ โดยระบุว่า เงินบาทที่อ่อนค่าลงน้ำหนักส่วนใหญ่มาจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า

 

“ถ้าเทียบกับในอดีต ดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่ 106 เงินบาทเคยเคลื่อนไหวอยู่ที่ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่วันนี้เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ยังถือว่าไม่ได้อ่อนเท่าช่วงก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2024: BRAVE NEW WORLD เศรษฐกิจไทย ไล่กวดโลกใหม่ โดยมองว่าการเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐบาทขึ้นอยู่กับดอลลาร์สหรัฐมากกว่าบาท

 

“ช่วงนี้ที่เงินบาทอ่อนค่า เพราะดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ทรัมป์ได้รับชัยชนะ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย Fed และการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ส่วนความอิสระของ ธปท. อาจมีผลให้เงินบาทอ่อนค่าบ้าง แต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

 

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีนี้ ดร.พิพัฒน์ ระบุว่า “เราไม่เชื่อว่าเงินบาทจะแข็งไปเรื่อยๆ เนื่องจากปัจจุบันไทยไม่ได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะ (Current Account Balance) ก่อนหน้านี้ไทยเคยเกินดุล 7-8% แต่วันนี้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดเพียง 1-2% เท่านั้น นอกจากนี้ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯ ดอกเบี้ยก็ยังค่อนข้างกว้าง”

 

แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐฯ

 

ดร.พิพัฒน์ คาดการณ์ว่า Fed มีโอกาสจะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในวันที่ 12-13 ธันวาคม อย่างไรก็ตาม เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ใกล้ระดับ 1% การลดดอกเบี้ยก็จะเริ่มยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะยิ่งทรัมป์ได้รับชัยชนะทำให้สหรัฐฯ มีแนวโน้มขาดดุลการคลังมากขึ้น Fed ยิ่งจะไม่กล้าลดซ้ำลงไปอีก

 

ขณะที่ ดร.กอบศักดิ์ มองว่า Fed น่าจะลงอีก 0.25% ในปีนี้ เนื่องจากต้องรอดูอีกทีว่าเมื่อทรัมป์รับตำแหน่งแล้วจะทำได้เร็วแค่ไหน ส่วนแนวโน้มในปีหน้ามีความไม่แน่นอนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น นโยบายลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลของทรัมป์อาจทำให้เศรษฐกิจโตเร็วขึ้น ทำให้ความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยของ Fed น้อยลง ขณะที่การขึ้นภาษีนำเข้าก็อาจทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นได้

 

สำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ดร.พิพัฒน์ มองว่ามีการสื่อสารที่ค่อนข้างระมัดระวังมากจากการย้ำว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ผ่านมาเป็นเพียงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่านั้น (Recalibrate) จะไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Easing Cycle)

 

อย่างไรก็ดี ดร.พิพัฒน์ มองว่ายังมีเหตุผลให้ กนง. ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยอยู่ ตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวไม่ค่อยดี มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใส่เข้ามาแล้วยังไม่รู้สึก อัตราการขยายตัวของสินเชื่อในระบบธนาคารไทยพาณิชย์ต่ำ และหนี้เสียสูงขึ้น

 

ดร.พิพัฒน์ มองอีกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยยังลงได้อีก 2 ครั้ง พร้อมประเมินว่าปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นกลาง (Neutral Rate) อยู่ที่ 1.75% ทั้งนี้ กนง. จะประชุมอีกครั้งในวันที่ 18 ธันวาคมนี้

 

“ถ้าย้อนกลับไปช่วงปี 2015-2019 ก่อนโรคโควิด เงินเฟ้อไทยอยู่ที่ราว 0.7% ขณะที่อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 3.5% ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.5% เท่านั้น แต่วันนี้เงินเฟ้อเท่าเดิมแต่อัตราการเติบโตเศรษฐกิจต่ำลง หมายความว่านโยบายการเงินปัจจุบันเข้มกว่าเดิมเยอะ แม้จะเข้าใจ ธปท. ว่าห่วงเสถียรภาพทางการเงินและหนี้ครัวเรือน แต่การเก็บดอกเบี้ยไว้สูงอาจไม่ช่วยหนี้ครัวเรือนได้ขนาดนั้น” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

 

ขณะที่ ดร.กอบศักดิ์ มองว่า กนง. ยังลดดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ พร้อมระบุว่า “ไม่มีใครรู้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางของไทยอยู่ตรงไหน สามารถอยู่ได้ตั้งแต่ 2-2.5% เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน”

The post นักวิเคราะห์มองว่าบาทอ่อนมาจากดอลลาร์แข็ง-ทองคำลงเป็นหลัก ปมประธานบอร์ดแบงก์ชาติมีน้ำหนักน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผลทำไมเงินบาทผันผวนสูง เหวี่ยงหนักกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค https://thestandard.co/wealth-in-depth-baht-high-volatility/ Wed, 09 Oct 2024 10:16:10 +0000 https://thestandard.co/?p=993876

หลังจากเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่ […]

The post เปิดเหตุผลทำไมเงินบาทผันผวนสูง เหวี่ยงหนักกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้เงินบาทก็เริ่มพลิกกลับมาอยู่ในทิศอ่อนค่าอีกครั้ง สวิงมากกว่าหลายสกุลเงินในภูมิภาค ด้านนักวิเคราะห์ระบุว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะหลังยุคโควิดที่ทำให้เศรษฐกิจโลกและการดำเนินนโยบายการเงินมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

 

วันนี้ (9 ตุลาคม) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาบรรดาสกุลเงินเอเชียประสบกับความผันผวนมากขึ้นเหมือนกันหมด เนื่องจากการปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อย่างไรก็ตาม เงินบาทไทยถือว่าผันผวนมากกว่าเพื่อน เนื่องจากมีความสัมพันธ์ (Correlation) กับราคาทองคำ ‘ค่อนข้างสูง’

 

“ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว เมื่อเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลางขึ้นมา เงินบาทจึงดูผันผวนมากผิดปกติเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และผันผวนสูงกว่าเพื่อนบ้านเล็กน้อย” พูนกล่าว

 

สำหรับบางสกุลเงินเอเชียก็มีปัจจัยความผันผวนเฉพาะเช่นกัน เช่น วอนเกาหลีใต้และดอลลาร์ไต้หวัน ที่เผชิญกับความผันผวนจากราคาหุ้นเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) กล่าวคือ หากช่วงใดหุ้นกลุ่มนี้เคลื่อนไหวสวิงก็จะทำให้วอนเกาหลีใต้และดอลลาร์ไต้หวันผันผวนสูงขึ้นเช่นกัน

 

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระดับราว 34.37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเคยอ่อนค่าไปแตะระดับราว 37.25 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน ก่อนจะพลิกแข็งค่าไปแตะระดับราว 32 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

 

เช้าวันนี้ค่าเงินบาทก็เริ่มกลับสู่เส้นทางการอ่อนค่าอีกครั้ง โดยเปิดที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์ ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์เป็นปัจจัยหลัก หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนพฤศจิกายน ท่ามกลางแรงกดดันบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย หลังล่าสุดผู้เล่นในตลาดเริ่มผิดหวังต่อรายละเอียดใหม่ๆ ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีนที่ทำให้เงินหยวน (CNY) อ่อนค่าลง

 

บาท ‘ผันผวน’ ขึ้นอย่างมากหลังยุคโควิด

 

พูนอธิบายอีกว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเงินบาทมีความผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากการระบาดของโควิด ที่ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกผิดแผกไปจากตำรา จนทำให้ตลาดเกิดภาวะปรับเปลี่ยนมุมมองไปมาเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นอกจากนี้ช่วงหลังโควิดยังเกิดสงครามในหลายพื้นที่ ทำให้เงินเฟ้อมีความผันผวน

 

“เมื่อมีความเสี่ยงด้านสงครามหรือภูมิรัฐศาสตร์ก็ทำให้ราคาทองคำมีความผันผวนตามไปด้วย โดยปัจจัยเหล่านี้ทุกสกุลเงินเจอกันหมด แต่ไทยอาจจะผันผวนเยอะกว่าประเทศอื่นเนื่องจากมีความสัมพันธ์กับทองคำสูง ขณะที่ประเทศอื่นเคลื่อนไหวกับธีมดอกเบี้ย Fed เป็นหลัก” พูนกล่าว

 

พูนอธิบายว่า การสังเกตความผันผวนสามารถดูได้จากกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1 สัปดาห์ ซึ่งโดยเฉลี่ยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต่อสัปดาห์อยู่ที่ราว 40 สตางค์เท่านั้น แต่ช่วงหลังโควิดเริ่มขยับมาอยู่ที่ 60-70 สตางค์โดยเฉลี่ย

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือนที่ผ่านมา กรอบความผันผวนเงินบาทต่อสัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 80 สตางค์ นับว่าสูงกว่าช่วงก่อนโควิดเท่าตัว

 

นอกจากนี้ยังสามารถดูได้จากอัตราความผันผวน (Rate of Volatility) โดยค่าเฉลี่ยดังกล่าวของเงินบาทตั้งแต่ปี 2010 ผันผวนราว 5% ซึ่งนับเป็นระดับที่มองได้ว่าผันผวนไม่สูง จนช่วงหนึ่งมีคนมองว่าบาทเป็นสกุลเงิน Safe Haven ของเอเชียด้วยซ้ำ

 

อย่างไรก็ตาม “หลังช่วงโควิดจนถึงปัจจุบัน ความผันผวนของเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 7% และในปีนี้อัตราความผันผวนของเงินบาทอยู่ที่ 7.3% (YTD) แต่ค่าความผันผวนในเร็วๆ นี้อยู่ที่ราว 10% ด้วยซ้ำ” พูนกล่าว

 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยรวบรวมข้อมูลความผันผวนของค่าเงินในเอเชีย (จนถึงวันที่ 26 กันยายน) พบว่าเงินบาทมีความผันผวนสูงเป็นอันดับที่ 2 เมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ดังนี้

 

  • เยนญี่ปุ่น (USD/JPY) 9.6%
  • บาทไทย (USD/THB) 7.5%
  • วอนเกาหลีใต้ (USD/KRW) 7.1%
  • ริงกิตมาเลเซีย (USD/MYR) 5.9%
  • รูเปียห์อินโดนีเซีย (USD/IDR) 5.6%
  • ดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index) 5.2%
  • เปโซฟิลิปปินส์ (USD/PHP) 4.8%
  • ดอลลาร์ไต้หวัน (USD/TWD) 3.9%
  • ดอลลาร์สิงคโปร์ (USD/SGD) 3.8%
  • หยวนจีน (USD/CNY) 2.6%
  • ดองเวียดนาม (USD/VND) 2.4%
  • รูปีอินเดีย (USD/INR) 1.5%

 

พูนกล่าวอีกว่า แม้การที่ค่าเงินอ่อนหรือแข็งค่าจะมีผู้ที่เสียและได้ประโยชน์เสมอ อย่างไรก็ตาม ภาวะค่าเงินผันผวนสูงเป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็พยายามจะควบคุมอยู่

 

“ถ้าผู้ประกอบการรู้ว่ามองไปข้างหน้าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้น ผู้ประกอบการก็จะเปลี่ยน Position ทันและทยอยปิดความเสี่ยงได้ทัน แต่หากค่าเงินแข็งหรืออ่อนค่าเร็วเกินไป ผู้ประกอบการก็อาจจะปรับตัวไม่ทันจนส่งผลกระทบต่อมาร์จิ้นได้ โดยหากรายใดบริหารต้นทุนไม่ดี ยอดขายตก ก็อาจมีความเสี่ยงถึงขั้นผิดนัดชำระหนี้ได้” พูนกล่าว

 

พร้อมทั้งระบุอีกว่า “สิ่งที่แบงก์ชาติพูดมาโดยตลอดคือจะไม่เข้ามาแทรกแซงเพื่อให้ค่าเงินไปอยู่ที่ระดับใดระดับหนึ่ง แต่มี Agenda คือการคุมความผันผวน เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน”

 

ผู้ประกอบการควรปรับตัวอย่างไร

 

พูนยังแนะนำว่าผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือ เช่น Options หรือสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

 

“เรามองว่าผู้ประกอบการต้องพยายามปิดความเสี่ยงด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น Forward ให้ครอบคลุมต้นทุนราว 50-60% โดยยังสามารถเปิดความเสี่ยงไว้ได้ หากประเมินว่าค่าเงินอาจจะแข็งหรืออ่อนลง ต้องเปิดความเสี่ยงแบบใช้กลยุทธ์เสริม เช่น Options”

 

ทั้งนี้ Forward คือการทำสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้ากับธนาคาร โดยกำหนดค่าเงินแบบคงที่เอาไว้ ขณะที่ Options คือการทำสัญญาโดยสามารถเลือกได้ว่าเมื่อถึงเวลากำหนดชำระเงินจะเลือกจ่ายที่อัตราการแลกเปลี่ยนคงที่หรืออัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น ซึ่งจะเสียแค่ค่าธรรมเนียมการทำสัญญาเท่านั้น

The post เปิดเหตุผลทำไมเงินบาทผันผวนสูง เหวี่ยงหนักกว่าสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาเงินบาท ก็อาจ ‘แข็งค่า’ ทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ https://thestandard.co/thai-baht-34-baht-per-dollar-test/ Wed, 21 Aug 2024 03:16:20 +0000 https://thestandard.co/?p=973370

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ในระยะสั้นเงินบาทก็ […]

The post จับตาเงินบาท ก็อาจ ‘แข็งค่า’ ทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ในระยะสั้นเงินบาทก็อาจแข็งค่าทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ ตามโมเมนตัมการแข็งค่าที่ยังคงมีกำลังอยู่ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม 

 

วันนี้ (21 สิงหาคม) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 34.15 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย’ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 34.19 บาทต่อดอลลาร์ โดยมองกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.00-34.25 บาทต่อดอลลาร์

 

โดยแม้ว่าเงินบาทจะได้แรงหนุนจากการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ทว่าเงินบาทก็มีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามโฟลวธุรกรรมซื้อทองคำ และอาจมีโฟลวธุรกรรมซื้อน้ำมันดิบ หลังราคาทองคำและราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงตามรายงานข่าวว่า ทางการอิสราเอลยอมรับข้อเสนอการทำข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาแล้ว ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

 

เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ตามการปรับตัวลดลงของ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ ซึ่งมีส่วนช่วยหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) แข็งค่าขึ้นจากโซน 146.50 เยนต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 145 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 101.3 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 101.3-101.9 จุด) อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ก็เริ่มเจอโซนแนวรับและอาจแกว่งตัว Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของประธาน Fed 

 

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าในช่วงแรกราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม) จะทยอยปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ตามการปรับตัวลดลงของเงินดอลลาร์และ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ ทว่าราคาทองคำก็พลิกกลับมาปรับตัวลดลงราว -30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามแรงขายต่อเนื่องของผู้เล่นในตลาด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มคลี่คลายลง หากอิสราเอลและฮามาสสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ 

 

ทั้งนี้ ราคาทองคำมีจังหวะรีบาวด์ขึ้นเข้าใกล้โซน 2,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หนุนโดยแนวโน้มเงินดอลลาร์และ Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ ที่ยังคงปรับตัวลดลง  

 

สำหรับวันนี้ ไฮไลต์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย โดยเราประเมินว่า กนง. อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 6-1 หรือ 5-2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.50% ตามเดิม ทว่าควรจับตาอย่างใกล้ชิดว่า กนง. จะมีการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทยอย่างไรจากพัฒนาการของสถานการณ์การเมืองไทยในช่วงนี้ รวมถึงจากรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ซึ่งได้ประกาศไปในช่วงต้นสัปดาห์ 

 

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ เรามองว่าผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการปรับปรุงข้อมูลการจ้างงานเบื้องต้น (Preliminary Annual Payrolls Benchmark Revision) ซึ่งอาจสะท้อนว่า ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Non-Farm Payrolls) ในช่วงที่ผ่านมานั้นอาจน้อยกว่าที่ได้รับรายงานก่อนหน้า สอดคล้องกับยอดการจ้างงานในส่วนของ Household Survey (ที่ใช้คำนวณอัตราการว่างงาน) นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานการประชุม Fed ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) ซึ่งจะเปิดเผยในช่วงเช้าตรู่ของวันพฤหัสบดี เวลาราว 01.00 น. ตามเวลาประเทศไทย  

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทเรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทนั้นยังมีกำลังอยู่มากกว่าที่เราประเมินไว้พอสมควร ดังจะเห็นได้จากการที่เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง หลุดโซนแนวรับที่ประเมินไว้ ซึ่งเรามองว่า การแข็งค่าขึ้นดังกล่าวของเงินบาทได้รับอานิสงส์จากทั้งการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ฟันด์โฟลวนักลงทุนต่างชาติ และโฟลวธุรกรรมขายทำกำไรทองคำ (หลังราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่) แต่เรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทก็ยังมีความเสี่ยงกลับมาอ่อนค่าได้บ้าง หลังการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องดังกล่าวของเงินบาทได้รับรู้ปัจจัยหนุนฝั่งแข็งค่าไปมากแล้ว ซึ่งปัจจัยดังกล่าว อย่างเช่น แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้ออกมาแย่กว่าคาด สะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวลงหนัก หรือบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ย้ำว่า Fed อาจไม่ได้จำเป็นต้องเร่งลดดอกเบี้ย 

 

นอกจากนี้สถานการณ์การเมืองไทยก็อาจจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง จนกว่าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่จะเสร็จสิ้น 

 

ทั้งนี้ ในระยะสั้นเงินบาทก็อาจแข็งค่าทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ตามโมเมนตัมการแข็งค่าที่ยังคงมีกำลังอยู่ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม 

 

โดยในวันนี้เรามองว่า แม้ กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% ตามคาด แต่หาก กนง. ยังคงมุมมองเดิมต่อแนวโน้มการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย และไม่ได้ส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการลดดอกเบี้ยนโยบาย ก็อาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทได้ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า กนง. อาจทยอยลดดอกเบี้ยลงได้อย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้ Bond Yield ไทย ทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งเราก็เห็นแรงซื้อจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในช่วงดังกล่าวเช่นกัน

 

ดังนั้นหาก กนง. ย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ ทยอยขายทำกำไรสถานะการลงทุนบอนด์ออกไปบ้าง อย่างไรก็ตามเรามองว่า แม้เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้บ้าง แต่ก็อาจติดโซนแนวต้านแรกแถว 34.20 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวต้านสำคัญในช่วง 34.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งก็อาจจะยังไม่เห็นได้ในเร็ววันนี้ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม  

 

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนไปตามการเปลี่ยนแปลงไปมาของปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินบาท อย่างเช่น มุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed หรือการปรับสถานะ JPY Carry Trade / Short JPY ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือ เช่น Options หรือสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

The post จับตาเงินบาท ก็อาจ ‘แข็งค่า’ ทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 34.00 บาทต่อดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทเปิดแข็งค่า แตะ 36.72 บาทต่อดอลลาร์ ผู้เล่นในตลาดรอลุ้นผล กนง.-จับตาคดียุบพรรคก้าวไกล https://thestandard.co/thai-baht-strengthened-at-36-72-baht-per-dollar/ Wed, 12 Jun 2024 01:55:44 +0000 https://thestandard.co/?p=944175

วันนี้ (12 มิถุนายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงิ […]

The post เงินบาทเปิดแข็งค่า แตะ 36.72 บาทต่อดอลลาร์ ผู้เล่นในตลาดรอลุ้นผล กนง.-จับตาคดียุบพรรคก้าวไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (12 มิถุนายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 36.72 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย’ จากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 36.75 บาทต่อดอลลาร์

 

“นับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในช่วง 36.68-36.78 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวที่ไร้ทิศทางชัดเจนของเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างก็รอลุ้นปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ และผลการประชุม Fed (ไฮไลต์สำคัญคือ Dot Plot ใหม่)” พูนกล่าว

 

โดยวันนี้ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะทยอยรับรู้ในช่วง 14.00 น. ซึ่ง Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.50% ด้วยมติไม่เป็นเอกฉันท์ 5-2 ทว่าผู้เล่นในตลาดจะให้ความสนใจต่อมุมมองของ กนง. ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ (จะมีการปรับเปลี่ยนคาดการณ์เศรษฐกิจเพิ่มเติมหรือไม่) และการส่งสัญญาณต่อแนวโน้มนโยบายการเงิน 

 

นอกเหนือจากปัจจัยดังกล่าว ประเด็นการเมืองในประเทศไทยอย่าง การพิจารณาคดียุบพรรคก้าวไกลก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ผู้เล่นในตลาดต่างจับตามองเช่นกัน  

 

เปิดแนวโน้มของค่าเงินบาท

 

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแกว่งตัว Sideways แถวระดับ 36.60-36.80 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนตลาดทยอยรับรู้ปัจจัยสำคัญในวันนี้

 

อย่างไรก็ดี ควรระวังความผันผวนของเงินบาทในช่วงตลาดทยอยรับรู้ปัจจัยเสี่ยงการเมืองในประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของบรรดานักลงทุนต่างชาติต่อการลงทุนในสินทรัพย์ไทยได้ และในช่วงที่ตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม กนง.

 

โดยหาก กนง. มีการส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ย หรือ ‘เซอร์ไพรส์’ ตลาดด้วยการลดดอกเบี้ยลง (เรามองว่าโอกาสเกิดน้อยมาก) ก็อาจกดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงได้ไม่ยาก

 

ประเมินกรอบเงินบาทอยู่ที่ 36.50-37.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ไปจนถึงผลการประชุม FOMC

 

ฝั่งดอลลาร์ ตลาดจับตาตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ-Fed

 

ขณะที่เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เนื่องจากผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างก็รอลุ้นทั้งอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ และผลการประชุม Fed นอกจากนี้เรายังคงเห็นแรงขายทำกำไรสถานะ Long USD (มองเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ก่อนที่จะรับรู้ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้ดังกล่าว ทำให้โดยรวมดัชนีค่าเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวใกล้ระดับ 105.3 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 105.2-105.5 จุด) 

 

สำหรับวันนี้ไฮไลต์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคม (ทยอยรับรู้ในช่วงเวลา 19.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งผู้เล่นในตลาดต่างคาดหวังว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มชะลอลงมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของโมเมนตัมรายเดือน (%MoM)

 

นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุม FOMC ของ Fed (ทยอยรับรู้ในช่วงเวลา 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสบดี ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งเราคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 5.25-5.50%

 

ทว่ามีโอกาสที่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ย หรือ Dot Plot ใหม่ จะสะท้อนว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้ และ 3-4 ครั้งในปี 2025 รวมถึงปี 2026 ส่วนอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว (Longer Run) ก็อาจขยับสูงขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.75% ได้

 

“โดยหากรายงานข้อมูลดังกล่าวและ Dot Plot ล่าสุดของ Fed ทำให้ตลาดมั่นใจได้ว่า Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้ เรามองว่าเงินบาทก็มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นและอาจทดสอบโซนแนวรับ 36.50-36.60 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ตามการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ที่อาจมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำเช่นกัน (ลุ้นว่าราคาทองคำจะสามารถปรับตัวขึ้นทดสอบโซนแนวต้าน 2,380-2,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้หรือไม่)” พูนกล่าว 

 

เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีโอกาสเคลื่อนไหวผันผวนไปตามการเปลี่ยนแปลงไปมาของปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินบาท อย่างมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือ เช่น Options หรือสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

The post เงินบาทเปิดแข็งค่า แตะ 36.72 บาทต่อดอลลาร์ ผู้เล่นในตลาดรอลุ้นผล กนง.-จับตาคดียุบพรรคก้าวไกล appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทแข็งพรวด! เปิด 36.29 บาทต่อดอลลาร์ หลัง CPI สหรัฐฯ ชะลอ เพิ่มโอกาส Fed ลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/thai-baht-strengthens-us-cpi-slows-fed-rate-cut-likely/ Thu, 16 May 2024 02:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=934054

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 36.29 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็ง […]

The post บาทแข็งพรวด! เปิด 36.29 บาทต่อดอลลาร์ หลัง CPI สหรัฐฯ ชะลอ เพิ่มโอกาส Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 36.29 บาทต่อดอลลาร์ ‘แข็งค่าขึ้นมาก’ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 36.55 บาทต่อดอลลาร์ ด้าน Krungthai GLOBAL MARKETS มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.10-36.35 บาทต่อดอลลาร์

 

วันนี้ (16 พฤษภาคม) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง (แกว่งตัวในช่วง 36.26-36.59 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ หลังรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในเดือนเมษายนชะลอลงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อีกทั้งยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนเมษายนก็ออกมาทรงตัวแย่กว่าที่ตลาดประเมินไว้ว่าจะขยายตัวกว่า +0.4%m/m ทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มดอกเบี้ย Fed มากขึ้น และปรับเพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งในปีนี้

 

นอกจากนี้ เงินบาทยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำกว่า +30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างทยอยขายทำกำไรทองคำและโฟลวธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงคืนที่ผ่านมา

 

สำหรับวันนี้ แม้ว่ารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอาจมีไม่มากนัก ทว่าผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed หลังตลาดได้รับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีกล่าสุดไปแล้ว ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นว่าบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed จะมีการปรับเปลี่ยนโทนการสื่อสารให้มีความ Hawkish น้อยลงมาหรือไม่ หรือยังคงย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ยตามเดิม

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจทำให้เงินบาทเริ่มแกว่งตัว Sideways แถวโซน 36.20-36.30 บาทต่อดอลลาร์ได้ (การแข็งค่าของเงินบาทก็เป็นไปตามที่เราประเมินไว้ หลังเงินบาทแข็งค่าหลุดเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน)

 

นอกจากนี้ เรามองว่าบรรดาผู้นำเข้าก็อาจทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์เพิ่มเติม หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นพอสมควรในช่วงนี้ อีกทั้งโฟลวธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติก็ยังมีอยู่บ้าง ซึ่งอาจพอช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาทได้ จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งนี้ หากเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องก็อาจยังติดโซนแนวรับหลักถัดไปแถว 36.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่หากเงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงบ้าง เราคาดว่าบรรดาผู้ส่งออกอาจกลับมาทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติม หรือผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ก็อาจต้องมีการปรับสถานะกันบ้าง ทำให้เงินบาทก็อาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซน 36.50 บาทต่อดอลลาร์ ที่กลายมาเป็นโซนแนวต้านสำคัญในช่วงนี้ไปได้ (แนวต้านแรกระยะสั้นจะอยู่แถว 36.35 บาทต่อดอลลาร์)

 

“เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเคลื่อนไหวผันผวนสูง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงไปมาของปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางค่าเงินบาท ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือ เช่น Options หรือสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน”

The post บาทแข็งพรวด! เปิด 36.29 บาทต่อดอลลาร์ หลัง CPI สหรัฐฯ ชะลอ เพิ่มโอกาส Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อนค่าเฉียด 37 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางการแข็งค่าของดอลลาร์-ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง https://thestandard.co/baht-depreciation-37-per-usd/ Mon, 22 Apr 2024 02:41:09 +0000 https://thestandard.co/?p=925237 บาท

วันนี้ (22 เมษายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินต […]

The post บาทอ่อนค่าเฉียด 37 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางการแข็งค่าของดอลลาร์-ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาท

วันนี้ (22 เมษายน) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงิน บาท เปิดเช้านี้ที่ระดับ 36.90 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 36.86 บาทต่อดอลลาร์ พร้อมมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้อยู่ที่ระดับ 36.50-37.25 บาทต่อดอลลาร์

 

หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดการเงินผันผวนหนักและอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มดอกเบี้ย Fed และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

 

“บาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อเนื่องทดสอบระดับ 37.00 บาทต่อดอลลาร์ และระดับ 37.25 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนค่าสุดของเงินบาทในปี 2023 ที่ผ่านมาได้” พูนกล่าว

 

สำหรับสัปดาห์นี้ Krungthai GLOBAL MARKETS แนะว่า การประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา นอกจากนี้ควรรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและการบริการของสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น

 

Krungthai GLOBAL MARKETS ยังคงมองว่าโฟลวธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติที่จะสูงราว 1.6 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์นี้ อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงได้

 

นอกจากนี้ควรรอติดตามการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในงานสัมมนา Monetary Policy Forum โดยต้องรอจับตาว่า ธปท. จะมีการส่งสัญญาณถึงโอกาสในการทยอยลดดอกเบี้ยตั้งแต่การประชุมเดือนมิถุนายนอย่างที่ผู้เล่นในตลาดบางส่วนคาดหวังหรือไม่

 

เปิดแนวโน้มของค่าเงินบาท

 

Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่าโมเมนตัมฝั่งอ่อนค่ายังมีอยู่ โดยต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์และแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนี้โฟลวจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) ก็สามารถกดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าลงได้ ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางราคาทองคำและราคาพลังงาน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่พร้อมจะกลับมาร้อนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

 

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่าเงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นได้หากตลาดยังคงปิดรับความเสี่ยง (Risk Off) หรือรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ส่วนอัตราเงินเฟ้อ PCE ก็ไม่ได้ชะลอลงตามคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลแนวโน้มดอกเบี้ย Fed มากขึ้น (ล่าสุดผู้เล่นในตลาดมอง Fed อาจลดดอกเบี้ยไม่ถึง 2 ครั้งในปีนี้)

 

“เราคงคำแนะนำว่าผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม เช่น Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward”

The post บาทอ่อนค่าเฉียด 37 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางการแข็งค่าของดอลลาร์-ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าหนัก ทรุดแตะ 40 บาท ต่างชาติเทขาย หวั่น กนง. ลุยลดดอกเบี้ยปีนี้ 4 ครั้ง-ดันเงินเฟ้อพุ่ง https://thestandard.co/thai-baht-at-risk-of-severe-depreciation/ Tue, 02 Apr 2024 10:35:06 +0000 https://thestandard.co/?p=918495

การเคลื่อนไหวเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในรอบประมาณ 5 เดือน ตั […]

The post จับตาเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าหนัก ทรุดแตะ 40 บาท ต่างชาติเทขาย หวั่น กนง. ลุยลดดอกเบี้ยปีนี้ 4 ครั้ง-ดันเงินเฟ้อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเคลื่อนไหวเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในรอบประมาณ 5 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2566 โดยค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้วันนี้ (2 เมษายน) อยู่ที่ระดับ 36.6 บาทต่อดอลลาร์ ปรับตัวอ่อนค่าจากช่วงปิดตลาดเย็นวานนี้ (1 เมษายน) ที่ระดับ 36.4 บาทต่อดอลลาร์

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย หรือ CIMBT ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่าแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างหนักและอ่อนมากกว่าสกุลเงินในภูมิภาคมาจากผลกระทบของปัจจัยกดดันทั้งจากในประเทศและนอกประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าเร็วหลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) 10 ปี ขยับเพิ่มขึ้น ตอบรับที่สหรัฐฯ รายงานตัวเลขดัชนีภาคการผลิตเดือนมีนาคม 2566

 

โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) รายงานตัวเลขออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด โดยดัชนีภาคการผลิตเดือนมีนาคมของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอยู่ที่ระดับ 50.3 จากในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ระดับ 47.8 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 48.1 สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มมีความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC)ของธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายนนี้ จากระดับอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 5.25-5.50%

 

สำหรับปัจจัยกดดันในประเทศ การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 10 เมษายนนี้ ตลาดคาดว่าเริ่มเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งนี้ ปัจจุบันเป็นช่วง Silent Period ก่อนการประชุม กนง. ส่งผลให้ ธปท. ไม่สามารถให้ข้อมูลเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินได้

 

การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทย้อนหลัง 6 เดือน

 

อย่างไรก็ดี ในการให้ข้อมูลสื่อสารของ ธปท. ต่อสาธารณะในการประชุม กนง. ครั้งแรกของปี 2567 ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ธปท. ได้สื่อสารข้อมูลแก่สาธารณะโดยให้น้ำหนักถึงเหตุผลความจำเป็นในการคงดอกเบี้ย

 

จับตาเงินบาทเสี่ยงอ่อนแตะ 40 บาท

 

“ต้องจับตาแนวโน้มค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดว่าเป็นการอ่อนค่าชั่วคราวหรือจะอ่อนค่าลงไปแบบต่อเนื่อง โดยเงินบาทวันนี้อ่อนค่าลงมาแรงกว่าสกุลเงินประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเริ่มมีการคาดการณ์ว่าการประชุม กนง. ในวันที่ 10 เมษายนนี้ มีโอกาสมากขึ้นที่จะลดดอกเบี้ยลงจากปัจจุบันที่ระดับ 2.50% เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะการสื่อสารของ ธปท. ก็ยังไม่ชัดเจน ถ้าลดจริงในวันที่ 10 เมษายนนี้ จะเป็นการลดดอกเบี้ยก่อน Fed ซึ่งยังประเมินไม่ได้ว่าจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติอย่างไร เพราะอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายทิ้งสินทรัพย์ที่เป็นเงินบาทก่อนที่จะมีการลดดอกเบี้ยจริง”

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย

 

CIMB คาดการณ์ว่า กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยจำนวน 2 ครั้งในปีนี้ โดยลดครั้งละ 0.25% โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะลดลงจาก 2.50% เป็น 2% ภายในสิ้นปี จากศักยภาพทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าที่คาดการณ์ไว้ การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นในรอบการประชุมในเดือนเมษายนนี้ ดังนั้นคาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าถึง 37 บาทต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปี 2567

 

อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทช่วงสิ้นปี 2567 มีความเสี่ยงที่จะเห็นการอ่อนค่าหนักลงไปแตะ 40 บาทต่อดอลลาร์ได้ หาก กนง. มีการลดดอกเบี้ยมากกว่าที่คาดไว้เป็นจำนวน 3-4 ครั้งภายในปี 2567 เพื่อทำให้เงินบาทอ่อนค่า หวังเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการท่องเที่ยวและส่งออกของไทย

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติให้ลดลง ส่งผลให้มีกระแสเงินลงทุน (Fund Flow) ไหลออกจากประเทศไทยมากขึ้น โดยโยกไปลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์แทน เพราะความเชื่อมั่นหรือน่าสนใจต่อเงินบาทนั้นลดลง และแม้เงินบาทจะอ่อนค่าลงจะเป็นผลดีต่อภาคการท่องเที่ยว และทำให้ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ก็ไม่สามารถทดแทน Fund Flow ที่ไหลออกจากไทยอย่างหนักได้

 

“ผมมองเงินบาทปลายปีนี้จะอยู่ที่ 37 บาท แต่กังวลว่ามีโอกาสจะอ่อนไปทะลุ 37 บาทไปแตะ 40 บาทได้ ยังมีความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะอ่อนค่าแรงต่อเนื่องหาก กนง. ลดดอกเบี้ย 3-4 ครั้งในปีนี้ ซึ่งการลดดอกเบี้ยไม่ใช่การกระตุ้น แต่เป็นการประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดไปมากกว่านี้ ดังนั้นหากจะทำให้เศรษฐกิจมีการขับเคลื่อนใหม่คงต้องอาศัยเงินบาทที่อ่อนค่าเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งเครื่องยนต์ท่องเที่ยวกับส่งออกให้ดีขึ้น”

 

บาทอ่อนหนัก เสี่ยงดันเงินเฟ้อพุ่ง

 

ดร.อมรเทพ กล่าวต่อว่า แม้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะดีกับภาคการส่งออกและท่องเที่ยว แต่อีกด้านก็มีผลกระทบเชิงลบที่ต้องติดตามและบริหารจัดการ ซึ่งก็คือความเสี่ยงเงินเฟ้อของไทยมีโอกาสทยอยเร่งตัวสูงขึ้นได้ เพราะไทยจะมีต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า รวมถึงราคาน้ำมันที่นำเข้ามาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นจะทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงมาตรการในการดูแลแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจากผลกระทบที่จะตามมาดังกล่าว

 

สำหรับกรณีที่ในวันที่ 10 เมษายนนี้ จะมีการนัดประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และแถลงรายละเอียดแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ในการดำเนินโครงการนั้น หากแหล่งที่มาของเงินใช้จากงบประมาณหรืองบกลางของรัฐบาล รวมถึงไม่กู้เงินมากเกินไปจนกระทบกรอบวินัยการเงินการคลัง ก็จะยังไม่น่ากังวลและยังไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

 

อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลใช้วิธีการเร่งกู้เงินก่อหนี้จำนวนมากเพื่อนำมาใช้ทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจนกระทบกรอบวินัยการเงินการคลัง ก็อาจจะกระทบต่อเครดิตเรตติ้งของประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยกรณีนี้อาจมีผลกระทบกดดันค่าเงินบาทเพิ่มเติมให้มีแนวอ่อนค่าลงอีกได้

 

หวั่น Fed ชะลอลดดอกเบี้ย

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวันนี้เปิดที่ระดับ 36.60 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงหนักจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 36.43 บาทต่อดอลลาร์ มาจากการพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วและแรงของเงินดอลลาร์ พร้อมกับการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ หลังรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตในเดือนมีนาคมออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดยังคงกังวลว่า Fed อาจชะลอการลดดอกเบี้ยหรืออาจลดดอกเบี้ยน้อยกว่า 3 ครั้งในปีนี้

 

นอกจากนี้เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากโฟลวธุรกรรมทองคำ หลังราคาทองคำปรับตัวลดลงตามการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทเริ่มชะลอลงบ้างในช่วงโซนแนวต้าน 36.60 บาทต่อดอลลาร์ จากแรงขายเงินดอลลาร์ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน และการรีบาวด์ขึ้นกว่า 20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ของราคาทองคำ ซึ่งทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนขายทำกำไรการรีบาวด์ของราคาทองคำบ้าง

 

อีกทั้งในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมปีนี้ จะเป็นฤดูกาลที่นักลงทุนต่างชาติรับเงินปันผลจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นเงินประมาณ 7 หมื่นล้านบาท หากมีการนำเงินออกก็จะเป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินบาท รวมถึงความกังวลว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยในปีนี้จำนวน 2 ครั้ง ก็มีความเสี่ยงที่เงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์ได้

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

 

สำหรับฝั่งตลาดตราสารหนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 4.30% หลังผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยน้อยกว่าคาด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใส สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ให้ระวังความผันผวนของบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ที่อาจปรับตัวขึ้นได้ จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด

 

อย่างไรก็ดี มุมมองระยะยาวของเราต่อแนวโน้มบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เราคงประเมินว่าบอนด์ระยะยาวอย่างบอนด์ยีลด์ 10 ปีของสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะในจังหวะที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงกว่าที่ระดับ 4.20%

 

จับตาข้อมูล Job Openings

 

สำหรับคืนวันนี้ (2 เมษายน) ตามเวลาประเทศไทย มีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือรายงานข้อมูลเศรษฐกิจฝั่งสหรัฐฯ เกี่ยวกับยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะช่วยสะท้อนภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้

 

นอกจากนี้ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ Fed ที่มีมุมมองเชิง Hawkish, Dovish และ Neutral ต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed ทำให้ตลาดการเงินอาจเคลื่อนไหวผันผวนไปตามมุมมองที่ต่างกัน

 

อย่างไรก็ดี มองว่าหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ Fed ไม่ได้ทำให้ตลาดเชื่อว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่า 3 ครั้ง ก็จะยังไม่กดดันให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่าไปมาก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่อาจต้องการรอจับตารายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้

 

คาดประชุม กนง. 10 เม.ย. นี้ มีมติคงดอกเบี้ย

 

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ คาดว่าการประชุม กนง. ในวันที่ 10 เมษายนนี้ จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.5% ตามเดิม แต่มีแนวโน้มที่จะมีมติเสียงคัดค้านเพิ่มขึ้นจากเดิม 5:2 ครั้งก่อน เป็น 4:3 ครั้งนี้ โดย บล.ทิสโก้ คาดว่า กนง. มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายราว 0.50% ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

 

อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้

 

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันตลาดเริ่มประเมินโอกาสที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยได้เร็วมีความเป็นไปได้มากขึ้น หลังจากที่ธนาคารกลางสำคัญของโลกส่งสัญญาณเชิงบวกต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยในปีนี้

The post จับตาเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าหนัก ทรุดแตะ 40 บาท ต่างชาติเทขาย หวั่น กนง. ลุยลดดอกเบี้ยปีนี้ 4 ครั้ง-ดันเงินเฟ้อพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อนค่าทะลุ 36 บาท หนักสุดในรอบ 3 เดือน หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกินคาด https://thestandard.co/th-baht-depreciated-past-36-baht-per-dollar/ Wed, 14 Feb 2024 03:52:34 +0000 https://thestandard.co/?p=899520 เงินบาทอ่อนค่า

เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์แล้ว! เหตุดอลลาร์แข็ […]

The post บาทอ่อนค่าทะลุ 36 บาท หนักสุดในรอบ 3 เดือน หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกินคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทอ่อนค่า

เงินบาทอ่อนค่าทะลุ 36 บาทต่อดอลลาร์แล้ว! เหตุดอลลาร์แข็งค่า หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกินคาด ดันตลาดหันเดิมพัน Fed หั่นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ช้ากว่าที่เคยมองไว้

 

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai Global Markets ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 36.10 บาทต่อดอลลาร์ ‘อ่อนค่าลงหนัก’ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 35.71 บาทต่อดอลลาร์ นับเป็นการอ่อนค่าหนักสุดในรอบ 3 เดือน หรือตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน

 

โดยเงินบาทอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ทะลุระดับ 4.20% หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด จนทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจเริ่มลดดอกเบี้ยได้ในการประชุมเดือนมิถุนายน ซึ่งช้ากว่าที่ตลาดเคยมองไว้ในการประชุมเดือนพฤษภาคม

 

นอกจากนี้ เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการปรับตัวลงแรงของราคาทองคำสู่โซนแนวรับสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจทยอยเข้าซื้อทองคำในจังหวะปรับฐานหนัก

 

Krungthai Global Markets มองกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.95-36.15 บาทต่อดอลลาร์

 

เงินบาทเสี่ยงที่จะผันผวนอ่อนค่าต่อได้

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท การอ่อนค่าของเงินบาททะลุโซนแนวต้านสำคัญแถว 36 บาทต่อดอลลาร์ ได้ปิดฉากเทรนด์การแข็งค่าตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อนหน้าไปได้ ทำให้ในระยะสั้นเรามีมุมมองว่า เงินบาทเสี่ยงที่จะผันผวนอ่อนค่าต่อได้ จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามา เช่น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลงกว่าคาด ทำให้ตลาดกลับมาเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยของ Fed ยังเกิดในเดือนพฤษภาคมได้ หรือรายงานข้อมูลเศรษฐกิจของไทยออกมาดีกว่าคาด ลดโอกาสการลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย

 

ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้เงินบาทอ่อนค่าต่อเข้าใกล้โซน 36.15 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งหากโมเมนตัมการอ่อนค่ายังคงไม่อ่อนแรงลง เราคาดว่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าต่อทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 36.50 บาทต่อดอลลาร์ได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง เรามองว่าระดับการอ่อนค่าดังกล่าวถือว่าเงินบาทได้อ่อนค่าลงจนถูกมาก (Undervalued) ในเชิง Valuation และเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอย Sell on Rally USDTHB หรือเริ่มสะสมสถานะ Long THB (มองเงินบาทแข็งค่าขึ้นได้)

 

Krungthai Global Markets เน้นย้ำว่า ในช่วงนี้ความผันผวนของเงินบาทนั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา (มองจากกรอบเงินบาทรายสัปดาห์) อย่างเห็นได้ชัด ทำให้เราคงคำแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

The post บาทอ่อนค่าทะลุ 36 บาท หนักสุดในรอบ 3 เดือน หลังเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงเกินคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อนค่าเฉียด 36 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดเดิมพันแบงก์ชาติอาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ https://thestandard.co/baht-weakens-to-near-36-per-dollar/ Mon, 12 Feb 2024 03:32:47 +0000 https://thestandard.co/?p=898658

บาทอ่อนค่าเฉียด 36 บาทต่อดอลลาร์แล้ว! หลังสัปดาห์ที่ผ่า […]

The post บาทอ่อนค่าเฉียด 36 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดเดิมพันแบงก์ชาติอาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

บาทอ่อนค่าเฉียด 36 บาทต่อดอลลาร์แล้ว! หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดเดิมพันแบงก์ชาติอาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ นักวิเคราะห์เตือน หากบาททะลุแนวต้าน 36 บาท อาจปิดฉากเทรนด์การแข็งค่าตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อนหน้า

 

วันนี้ (12 กุมภาพันธ์) พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 35.90 บาทต่อดอลลาร์ นับว่าทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า พร้อมมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ระดับ 35.45-36.15 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.80-36.00 บาทต่อดอลลาร์

 

“สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทผันผวนอ่อนค่าลง ท่ามกลางมุมมองของตลาดที่เชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจลดดอกเบี้ยได้ราว 2 ครั้งในปีนี้ ส่วนเงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใส” พูนระบุ

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ใกล้ระดับ 35.90 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 35.83-35.97 บาทต่อดอลลาร์) เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี เงินบาทก็เผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของราคาทองคำ (โฟลวธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว) หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงเชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะไม่รีบลดดอกเบี้ย

 

สำหรับในสัปดาห์นี้ พูนแนะนำให้ควรจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI รวมถึงยอดค้าปลีกของสหรัฐฯ และอังกฤษ และติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed อย่างใกล้ชิด

 

ทะลุแนวต้าน 36 บาท อาจปิดฉากเทรนด์การแข็งค่าก่อนหน้านี้

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่าโมเมนตัมฝั่งอ่อนค่ายังคงอยู่ โดยต้องจับตาแนวต้านเชิงจิตวิทยา 36.00 บาทต่อดอลลาร์ เพราะการอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะปิดฉากเทรนด์การแข็งค่าตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ควรจับตาทิศทางราคาทองคำ รวมถึงฟันด์โฟลวนักลงทุนต่างชาติที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินบาทได้พอสมควรในช่วงนี้

 

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้นเรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ทำให้ผู้เล่นในตลาดยิ่งเชื่อว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยได้น้อยกว่าที่ตลาดประเมินไว้ นอกจากนี้หากตลาดประเมินว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้เร็วกว่า Fed ก็อาจกดดันเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) และหนุนการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้

 

Krungthai GLOBAL MARKETS  คงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม เช่น Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

The post บาทอ่อนค่าเฉียด 36 บาทต่อดอลลาร์ หลังตลาดเดิมพันแบงก์ชาติอาจลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทอ่อนค่าแรงทะลุระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง หลังตลาดกังวลเสถียรภาพการคลังของไทยจากมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต https://thestandard.co/baht-depreciate-36-baht-per-usd/ Mon, 13 Nov 2023 03:07:03 +0000 https://thestandard.co/?p=864936 เงินบาทอ่อนค่า

ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ระดับ 36.10 […]

The post เงินบาทอ่อนค่าแรงทะลุระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง หลังตลาดกังวลเสถียรภาพการคลังของไทยจากมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทอ่อนค่า

ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ระดับ 36.10 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงหนักจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ 35.89 บาทต่อดอลลาร์ กดดันโดยจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ รวมถึงโฟลวธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะปรับฐาน หลังราคาทองคำปรับตัวลดลงหนัก นอกจากนี้ เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากความกังวลเสถียรภาพการคลังของไทย ซึ่งได้สะท้อนผ่านแรงขายหุ้นและบอนด์โดยนักลงทุนต่างชาติในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มดอกเบี้ย Fed และความกังวลเสถียรภาพการคลังของไทย ทำให้ในสัปดาห์นี้ยังต้องระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน พร้อมติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลักและลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน

 

ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินไทยอาจผันผวนไปตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต โดยหากพิจารณาจากแรงขายหุ้นและบอนด์ รวมถึงการอ่อนค่าลงของเงินบาทล่าสุด อาจประเมินได้ว่าผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อความเสี่ยงเสถียรภาพการคลังของไทยมากขึ้น

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ มองว่าปัจจัยกดดันฝั่งอ่อนค่ายังคงมีอยู่ หลังตลาดกลับมากังวลทั้งประเด็นแนวโน้มดอกเบี้ย Fed และความเสี่ยงเสถียรภาพการคลังของไทย นอกจากนี้ ทั้งสองปัจจัยดังกล่าวยังส่งผลให้ฟันด์โฟลวนักลงทุนต่างชาติมีทิศทางไม่แน่นอน อนึ่ง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนออกมาดีกว่าคาด ก็อาจช่วยให้ทั้งเงินหยวนและสกุลเงินเอเชียแข็งค่าขึ้นหรือชะลอการอ่อนค่าได้ ทั้งนี้ ประเมินว่าการอ่อนค่าของเงินบาทอาจจำกัดอยู่ในโซน 36.25-36.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่ผู้เล่นในตลาดอาจรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์

 

ในส่วนเงินดอลลาร์ มองว่าเงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ย Fed โดยเฉพาะในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด หรือเร่งตัวขึ้นสวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด และสะท้อนภาพการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจมากขึ้น ก็อาจกดดันให้เงินดอลลาร์พร้อมกับบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง

 

พูนระบุว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังอยู่ในช่วงเผชิญความผันผวนสูง จากทั้งความไม่แน่นอนของทิศทางนโยบายการเงิน ความกังวลต่อเสถียรภาพการคลังของไทยที่กลับมาอีกครั้ง รวมถึงความกังวลต่อทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจจีนและสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ธนาคารแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และนอกเหนือจากการใช้เครื่องมือดังกล่าว การเลือกทำธุรกรรมในสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency) ก็เป็นอีกแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ประกอบการควรเปรียบเทียบต้นทุนในการทำธุรกรรมและแผนการป้องกันความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

The post เงินบาทอ่อนค่าแรงทะลุระดับ 36 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง หลังตลาดกังวลเสถียรภาพการคลังของไทยจากมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อนค่าหลุดระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์ในรอบ 11 เดือน หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 4.70% กรุงไทยคาดอาจไปต่อได้ถึง 37.50 https://thestandard.co/baht-depreciated-37-baht-per-dollar/ Tue, 03 Oct 2023 02:15:34 +0000 https://thestandard.co/?p=849734 กองเหรียญ 1 บาท

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (3 ตุลาคม) ที่ระดับ 37.07 บาทต่อด […]

The post บาทอ่อนค่าหลุดระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์ในรอบ 11 เดือน หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 4.70% กรุงไทยคาดอาจไปต่อได้ถึง 37.50 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กองเหรียญ 1 บาท

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ (3 ตุลาคม) ที่ระดับ 37.07 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 36.96 บาทต่อดอลลาร์ โดยถือเป็นการอ่อนค่าทะลุระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 11 เดือน

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงหลังเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ต่างปรับตัวขึ้น ตามรายงานดัชนี ISM PMI สหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ Fed ที่ยังคงสนับสนุนการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อ จนกว่าจะมั่นใจว่าคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ซึ่งภาพดังกล่าวยังได้ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลงต่อเนื่อง และโฟลวธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง

 

ความกังวลแนวโน้ม Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน (Higher for Longer) และบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ทะลุระดับ 4.70% ทำให้ผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ส่วนในฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX 600 พลิกกลับมาลดลงกว่า -1.03% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นานของบรรดาธนาคารกลางหลัก ที่หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปีต่างปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความกังวลต่อแนวโน้มการชะลอตัวลงต่อเนื่องของเศรษฐกิจยูโรโซน 

 

ในฝั่งตลาดค่าเงิน สกุลเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากความกังวลต่อแนวโน้ม Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 107 จุดได้สำเร็จ (กรอบ 106.4-107.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การปรับตัวขึ้นของทั้งบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนธันวาคม) ปรับตัวลงต่อเนื่องสู่ระดับ 1,840 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

ไฮไลต์สำคัญที่ตลาดจะจับตาวันนี้จะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่างยอดตำแหน่งงานที่เปิดรับ (Job Openings) ซึ่งอาจสะท้อนภาวะการจ้างงานในสหรัฐฯ ได้ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า ยอดตำแหน่งงานที่เปิดรับอาจทรงตัวที่ระดับ 8.83 ล้านตำแหน่ง ส่วนในฝั่งเอเชีย ตลาดจะรอจับตาผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ซึ่งผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า RBA อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.10% หลังกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงมากขึ้น

 

สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาทประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทกลับไม่ได้ชะลอลงตามที่ประเมินไว้ก่อนหน้า กดดันโดยโฟลวธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัวหลังราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ซึ่งภาพดังกล่าวก็เกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ต่างปรับตัวขึ้น ทำให้ในวันนี้เงินบาทยังมีความเสี่ยงผันผวนอ่อนค่าต่อได้ หลังจากที่ได้อ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 36.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เงินบาทอ่อนค่าต่อทดสอบโซน 37.15-37.25 บาทต่อดอลลาร์ 

 

อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมุมมองเดิมว่า จุดอ่อนค่าสุดของเงินบาทที่เป็นไปได้ใหม่ หากอ้างอิงการประเมิน Valuation ของเงินบาทจากดัชนีเงินบาท REER จะอยู่ที่ประมาณ 37.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลวในช่วงระหว่างวัน เนื่องจากแรงขายสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอลงบ้าง และมีโอกาสที่อาจจะเห็นการทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยได้บ้าง หลังดัชนี SET ก็ปรับตัวลงมาใกล้โซนแนวรับสำคัญ 

 

ทั้งนี้ ควรระมัดระวังความผันผวนของเงินบาทในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงเวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เพราะหากยอดตำแหน่งงานที่เปิดรับปรับตัวลดลงต่อเนื่อง หรือออกมาแย่กว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อของ Fed หรือแนวโน้ม Fed คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงได้นาน ในทางกลับกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาดจะยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ราคาทองคำปรับตัวลงต่อได้ ส่งผลให้เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อไปในช่วงนี้

The post บาทอ่อนค่าหลุดระดับ 37 บาทต่อดอลลาร์ในรอบ 11 เดือน หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปีสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 4.70% กรุงไทยคาดอาจไปต่อได้ถึง 37.50 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงไทยคาดเงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้านใหม่ที่ 36.30 บาทต่อดอลลาร์ จับตาต่างชาติเทขายบอนด์ไทย-ผลประชุม Fed คืนนี้ https://thestandard.co/krungthai-expect-thai-baht-depreciates/ Wed, 20 Sep 2023 03:44:25 +0000 https://thestandard.co/?p=843719 เงินบาทอ่อนค่า

เงินบาทเปิดอ่อนค่าแตะระดับ 36.07 บาทต่อดอลลาร์ จับตาต่า […]

The post กรุงไทยคาดเงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้านใหม่ที่ 36.30 บาทต่อดอลลาร์ จับตาต่างชาติเทขายบอนด์ไทย-ผลประชุม Fed คืนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินบาทอ่อนค่า

เงินบาทเปิดอ่อนค่าแตะระดับ 36.07 บาทต่อดอลลาร์ จับตาต่างชาติเทขายบอนด์ไทย และผลการประชุม Fed โดยกรุงไทยประเมินแนวต้านใหม่ที่ 36.30 บาทต่อดอลลาร์

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้ (20 กันยายน) เปิดที่ระดับ 36.07 บาทต่อดอลลาร์ ยังคงอ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 35.95 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับการอ่อนค่าที่เหนือความคาดหมายของตลาดไปมาก และอ่อนค่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชียด้วยกัน

 

ทั้งนี้ การอ่อนค่าที่รวดเร็วของเงินบาทสะท้อนว่าสาเหตุอาจเกิดจากปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากแรงขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะบอนด์ หลังนักลงทุนต่างชาติต่างไม่มั่นใจต่อแนวโน้มปริมาณการออกบอนด์ของรัฐบาล นอกจากนี้แรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้ส่งออกได้ชะลอลงไปมาก เนื่องจากผู้ส่งออกส่วนใหญ่อาจทยอยขายเงินดอลลาร์ไปพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้า ทำให้การอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 35.85 บาทต่อดอลลาร์ เปิดทางให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ไม่ยาก

 

พูนระบุว่า การอ่อนค่าของเงินบาทที่มากกว่าคาดนั้นได้เปิดโอกาสให้เงินบาทสามารถอ่อนค่าต่อทดสอบโซนแนวต้านถัดไปแถว 36.30 บาทต่อดอลลาร์ได้เช่นกัน ซึ่งต้องจับตาทิศทางฟันด์โฟลวนักลงทุนต่างชาติว่าจะเดินหน้าเทขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนบอนด์ หลังบอนด์ยีลด์ฝั่งสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี มองว่าเงินบาทอาจไม่ได้อ่อนค่าต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้เล่นส่วนใหญ่ต่างรอลุ้นผลการประชุม FOMC ในช่วงเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้

 

โดยธนาคารประเมินว่าเงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง หาก Dot Plot ใหม่ชี้ว่า Fed มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่ออีก 1 ครั้งในปีนี้ และ Fed อาจไม่ได้ลดดอกเบี้ยลงเกินกว่า -1% ในปีหน้า ตามที่เคยประเมินไว้ใน Dot Plot เดือนมิถุนายน ซึ่งภาพดังกล่าวอาจหนุนให้เงินบาททยอยอ่อนค่าทดสอบโซน 36.30 บาทต่อดอลลาร์ได้

 

ส่วนในกรณีที่ Dot Plot ใหม่ไม่ได้ชี้ว่า Fed พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ หรือสะท้อนว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยลงราว -1% (หรือมากกว่านั้น) ในปีหน้า คาดว่าเงินดอลลาร์อาจย่อตัวลงบ้าง หนุนให้เงินบาทมีโอกาสกลับมาแข็งค่าหลุดระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ได้เช่นกัน

 

สำหรับกรอบค่าเงินบาทในวันนี้คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 36.00-36.15 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC และประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 35.80-36.30 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC

The post กรุงไทยคาดเงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้านใหม่ที่ 36.30 บาทต่อดอลลาร์ จับตาต่างชาติเทขายบอนด์ไทย-ผลประชุม Fed คืนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์เงินหยวน-เยน ทรุดอ่อนค่าหนัก กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-30082023-3/ Wed, 30 Aug 2023 07:44:33 +0000 https://thestandard.co/?p=835545

วิเคราะห์ค่าเงินหยวนและค่าเงินเยนทรุดตัวอ่อนค่าหนักจะกร […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เงินหยวน-เยน ทรุดอ่อนค่าหนัก กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์ค่าเงินหยวนและค่าเงินเยนทรุดตัวอ่อนค่าหนักจะกระทบเศรษฐกิจไทยและมิติการลงทุนแค่ไหน พูดคุยกับ พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เงินหยวน-เยน ทรุดอ่อนค่าหนัก กระทบเศรษฐกิจไทยแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อทั่วไปสหรัฐฯ เดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 3.2% ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ ดัชนี Dow Jones พุ่งขึ้นตอบรับทันทีเกือบ 200 จุด https://thestandard.co/us-headline-inflation-rises-in-july/ Thu, 10 Aug 2023 13:23:27 +0000 https://thestandard.co/?p=828032 เงินเฟ้อ สหรัฐ

สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐอเมริกาเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภ […]

The post เงินเฟ้อทั่วไปสหรัฐฯ เดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 3.2% ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ ดัชนี Dow Jones พุ่งขึ้นตอบรับทันทีเกือบ 200 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินเฟ้อ สหรัฐ

สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐอเมริกาเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกรกฎาคมปรับเพิ่มขึ้น 3.2% ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 3.3% สะท้อนสัญญาณว่าผลกระทบของเงินเฟ้อต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มอ่อนตัวลงในระดับหนึ่งแล้ว

 

โดยดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อนหน้า ตามคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่สำรวจโดย Dow Jones ที่ประเมินว่าเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนมิถุนายน

 

ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนก่อน และ 4.7% ในรอบ 12 เดือน เทียบกับประมาณการที่ 0.2% และ 4.8% ตามลำดับ

 

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นตอบรับรายงานตัวเลขเงินเฟ้อนี้ทันที โดย Dow Jones Industrial Average futures เพิ่มขึ้นเกือบ 200 จุด

 

พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นตามแรงหนุนของราคาพลังงาน อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าอัตราเงินเฟ้อ CPI ยังมีแนวโน้มชะลอลง และอาจทรงตัวใกล้ระดับ 3.0%-3.5% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ 

 

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ก็มีแนวโน้มชะลอลงตามภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจยังคงมองว่า Fed จะยังไม่สามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องได้ในการประชุมเดือนกันยายน (จาก CME FedWatch Tool ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยต่อในปีนี้ราว 30%)

 

อ้างอิง:

The post เงินเฟ้อทั่วไปสหรัฐฯ เดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 3.2% ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ ดัชนี Dow Jones พุ่งขึ้นตอบรับทันทีเกือบ 200 จุด appeared first on THE STANDARD.

]]>