พีระศักดิ์ บุญมีโชติ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พีระศักดิ์-บุญมีโชติ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 18 May 2026 03:55:11 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 TFM ปี 73 ตั้งเป้ารายได้แตะ 1 หมื่นล้าน จ่อร่วมทุน Avanti ทุ่ม 500 ล้านบาท ตั้งโรงงานเอกวาดอร์-ยันรับมือต้นทุนปลาป่นพุ่ง 40% ได้ https://thestandard.co/tfm-revenue-avanti-ecuador-factory/ Mon, 18 May 2026 03:55:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1208370 ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ประก […]

The post TFM ปี 73 ตั้งเป้ารายได้แตะ 1 หมื่นล้าน จ่อร่วมทุน Avanti ทุ่ม 500 ล้านบาท ตั้งโรงงานเอกวาดอร์-ยันรับมือต้นทุนปลาป่นพุ่ง 40% ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์

บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ประกาศแผนยุทธศาสตร์และเป้าหมายธุรกิจ ก้าวสู่การเติบโตระดับโลก (Global) ด้วยเป้าหมายทำรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 พร้อมจัดสรรงบลงทุนรุกคืบตั้งโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในประเทศเอกวาดอร์ร่วมกับพาร์ตเนอร์ มุ่งขยายสัดส่วนรายได้ต่างประเทศเพิ่มเป็น 50% ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบและภูมิรัฐศาสตร์ โดยยืนยันไม่ปรับขึ้นราคาอาหารกุ้งเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย

 

 
 

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยถึงแผน และแถลงถึงทิศทางธุรกิจไปในช่วงระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2569-2573 จะมุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระดับโลก ด้วยปัจจัยเรื่องคุณภาพ การบริการ และความยั่งยืน

 

สำหรับเป้าหมายสำคัญของ TFM คือการผลักดันรายได้ให้ถึง 10,000 ล้านบาทภายในปี 2573 จากปีที่ผ่านมาที่ทำยอดขายปิดไปได้ราว 6,035 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าการเติบโตแบบออร์แกนิกอยู่ที่ปีละ 8-10% ซึ่งการเติบโตตามธรรมชาตินี้จะยังมีช่องว่างรายได้ (Shortfall) ที่ต้องการเติมเต็มอีกราว 1,500-2,000 ล้านบาท

 

โดยบริษัทมีแผนการจะขยายการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ในอนาคต สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50% เท่ากับสัดส่วนรายได้จากในประเทศจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากในประเทศที่มีสัดส่วน 87% ของรายได้รวม

 

ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์ 1

โครงสร้างรายได้ของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM

 

สำหรับกลยุทธ์หลักในการดำเนินงาน แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่

 

  • Win in Thailand ด้วยการมุ่งเน้นเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในประเทศไทยให้แตะระดับ 25% จากเดิม 16-17% โดยมองเห็นโอกาสเติบโตจากการทำตลาดอาหารกุ้ง และการรุกตลาดปลาน้ำจืดเพิ่มเติม
  • ขยายฐานในอินโดนีเซีย โดย TFM ตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 3 ของตลาดอาหารสัตว์น้ำในอินโดนีเซียภายในปี 2573 จากปัจจุบันที่อยู่ในอันดับที่ 6
  • มุ่งสู่ความยั่งยืน (Sustainability) โดย TFM เป็นเจ้าแรกๆ ที่ชูจุดขายผลิตภัณฑ์รักษ์โลก เช่น กุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งถือเป็น Selling Point สำคัญที่ทำให้กุ้งไทยสามารถไปแข่งขันด้านมูลค่าบนเวทีโลกได้

 

แผนลงทุน และบิ๊กดีลร่วมทุน Avanti รุกตั้งโรงงานใน ‘เอกวาดอร์’

 

ด้าน ปิยนุช มริตตนะพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยถึงแผนงานในปีนี้ว่า บริษัทมีการเตรียมงบลงทุน (CAPEX) รวมประมาณ 680 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมไปถึงการปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ การพัฒนาระบบ BI (Business Intelligence) และการลงทุนครั้งใหญ่ใน ประเทศเอกวาดอร์ ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณสำหรับปีนี้ราว 400-500 ล้านบาท ในการเตรียมซื้อที่ดิน การออกแบบ และที่ปรึกษาต่างๆ

 

ปิยนุช ระบุเพิ่มเติมว่า การลงทุนในเอกวาดอร์ถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ โดย TFM จะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในการจับมือร่วมทุน (Joint Venture) กับกลุ่ม Avanti พาร์ตเนอร์รายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย และมีพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นร่วมด้วย ซึ่งกระบวนการก่อสร้างคาดว่าจะใช้เวลาราว 2 ปีครึ่งและแล้วเสร็จภายในปี 2571 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมในอนาคตเพิ่มขึ้นอีก 80% จากปัจจุบัน

 

ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์ 2

ปิยนุช มริตตนะพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM

 

ในขณะที่ พีระศักดิ์ ได้เสริมถึงเหตุผลที่เลือกเอกวาดอร์ว่า ปัจจุบันเอกวาดอร์เป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยปริมาณผลิตถึง 1.5 ล้านตันต่อปี และเติบโตปีละ 10-15% โดย TFM จะนำเอาจุดแข็งด้านการสนับสนุนทางเทคนิค (Technical Support) เข้าไปช่วย ควบคู่กับการเรียนรู้เทคโนโลยีแบบ Automation การใช้คนน้อย และการบริหารจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพจากเอกวาดอร์ เพื่อนำกลับมาพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศไทยด้วย

 

รับมือวิกฤตต้นทุนปลาป่นพุ่ง 30-40% ยืนยัน ‘ไม่ลดคุณภาพ-ไม่ขึ้นราคา’

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันธุรกิจในขณะนี้ คือ ‘ต้นทุนปลาป่น’ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีที่แล้ว รวมกว่า 30-40% จนเกือบแตะจุดสูงสุดของปี 2566 ซึ่งปัจจุบันมีราคาปรับขึ้นมาใกล้เคียงระดับ 50 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากภาวะขาดแคลนทั่วโลก

 

อย่างไรก็ตาม ปิยนุช อธิบายว่า TFM มีการบริหารความเสี่ยงด้วยการล็อกราคาวัตถุดิบอื่นล่วงหน้า เช่น ถั่วเหลืองและข้าวสาลี ไว้แล้ว 3-6 เดือน ซึ่งราคาวัตถุดิบเหล่านี้อยู่ในระดับต่ำกว่าและไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น จึงเข้ามาช่วยชดเชยต้นทุนปลาป่นที่สูงขึ้นได้

 

ขณะที่พีระศักดิ์ ย้ำชัดเจนว่า TFM จะดำเนินนโยบาย ‘ไม่ปรับขึ้นราคาอาหารกุ้ง และ ไม่ลดสูตรโปรตีน’ เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมเกษตรกรไทยในช่วงที่ราคากุ้งผันผวน โดยบริษัทจะหันไปใช้กลยุทธ์รักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้น (GP) ที่ 18-20% ผ่านการเพิ่มปริมาณขาย เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมทั้งควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ให้อยู่ในระดับ 8.8% ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตภายในโรงงาน

 
ผู้บริหาร TFM แถลงแผนธุรกิจปี 2573 ตั้งเป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท และลงทุนในเอกวาดอร์ 3

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM

 

แผนรับมือความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง-ภูมิรัฐศาสตร์

 

สำหรับความเสี่ยงด้านปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง และความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนนั้น พีระศักดิ์ยอมรับว่าได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะปัจจัยราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น

 

นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลางยังส่งผลกระทบให้แผนการบุกเบิกขยายตลาดใหม่เข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางของ TFM ในปีนี้ต้องหยุดชะงักและเสียเปรียบในการทำตลาด บริษัทจึงปรับแผนกลับมาโฟกัสที่ตลาดเอเชียใต้แทน ส่วนทางด้านวัตถุดิบอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีภาวะ Oversupply ในตลาดและสามารถเจรจาต่อรองได้

 

ผู้บริหาร TFM ทิ้งท้ายว่า แม้ปัจจัยภายนอกทั้งด้านโรคระบาด สภาพภูมิอากาศ และราคากุ้งโลกที่ถูกลงจะยังคงเป็นความเสี่ยงหลักของอุตสาหกรรม แต่ TFM ยังคงมุ่งเน้นเป็นฟันเฟืองสำคัญในการใช้ดาต้า และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผสานเข้ากับการทำตลาดกุ้งที่มีคุณลักษณะเฉพาะอย่างกุ้งคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างแต้มต่อและยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของไทยให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป

 

The post TFM ปี 73 ตั้งเป้ารายได้แตะ 1 หมื่นล้าน จ่อร่วมทุน Avanti ทุ่ม 500 ล้านบาท ตั้งโรงงานเอกวาดอร์-ยันรับมือต้นทุนปลาป่นพุ่ง 40% ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TFM หันรุกตลาดต่างประเทศ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ กระจายความเสี่ยงธุรกิจในประเทศ พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมแตะ 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 https://thestandard.co/tfm-goes-global-strategy-2573/ Tue, 25 Mar 2025 10:37:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1056442

TFM ตั้งเป้าหมายจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 18-2 […]

The post TFM หันรุกตลาดต่างประเทศ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ กระจายความเสี่ยงธุรกิจในประเทศ พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมแตะ 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>

TFM ตั้งเป้าหมายจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ระดับ 18-20% โดยมีการเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งเตรียมจะใช้งบลงทุนในระหว่างปี 2568-2573 ไว้ที่ 300-500 ล้านบาทต่อปี

 

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายภายในปี  2573 จะมีรายได้รวมแตะ 10,000 ล้านบาทหรือคิดเป็นการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 11% พร้อมตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ไว้ที่ระดับ 18-20% โดยมีการเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Segment) โดยเฉพาะอาหารกุ้งและอาหารปลา ที่เป็นผู้นำตลาดอยู่แล้ว รวมถึงขยายสู่อาหารปลาน้ำจืดอื่นๆ โดยปัจจุบันสินค้าที่วางจำหน่ายของบริษัทฯ มีจำนวนประมาณ 275 รายการ (SKU)

 

ส่วนแผนธุรกิจในปี 2568 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 8-10% จากการเติบโตทั้งในและต่างประเทศ จากในปี 2567 ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 5,365 ล้านบาท เติบโต 5.6% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 18.7% และกำไรสุทธิโตขึ้นจากปีก่อน 5 เท่าตัวคิดเป็นกำไรที่ 535 ล้านบาท

 

กระจายความเสี่ยง ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ

 

บริษัทฯ มีแผนในช่วง 2568-2573 จะขยายรุกตลาดในต่างประเทศมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยงของธุรกิจจากในประเทศและเป็นการสร้างโอกาสการเติบโตที่เพิ่มขึ้นซึ่งในปี 2573 ตั้งเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งในอินโดนีเซียจะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 18%, ส่วนตลาดต่างประเทศอื่นๆ จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 11% ขณะที่ประเทศไทยจะมีสัดส่วนลดลงอยู่ที่ประมาณ 71%

 

ขณะที่โครงสร้างของราคาขายสินค้าในตลาดต่างประเทศถือเป็นราคาที่สูงกว่าราคาขายในประเทศไทย ส่งผลให้บริษัทจะยังสามารถรักษา GPM อยู่ที่ 18-20% ได้ตามเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ตั้งไว้

 

ทั้งนี้พอร์ตรายได้ปัจจุบันของบริษัทมาจากธุรกิจในประเทศไทยประมาณ 84%, อินโดนีเซียสัดส่วน 12%, ปากีสถานสัดส่วน 1% และประเทศอื่นๆ อีก 3%

 

โดยตลาดต่างประเทศ นับเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญของบริษัทฯ ในอนาคตและช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตรายได้ จากจุดเริ่มต้นด้วยการส่งออกสินค้าประเทศศรีลังกา และต่อยอดสู่ประเทศที่มีอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเติบโต ได้แก่ อินเดีย,อินโดนีเซีย, แอฟริกาใต้, กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง และเริ่มส่งออกสินค้าไปรัฐฮาวาย ของสหรัฐฯ

 

โดยกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจในตลาดประเทศจะเน้นการร่วมมือกับคู่ค้าพันธมิตรในต่างประเทศที่มีฐานะที่แข็งแกร่งเพื่อลดความเสี่ยงให้บริษัทฯ เพื่อรุกตลาดใหม่ๆ และขยายตลาดเดิม พร้อมสร้างฐานลูกค้าและโอกาสทางธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นในตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ

 

พีระศักดิ์ บุญมีโชติ

ภาพ: พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน)

 

“เราไม่ได้กังวลประเด็นกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะเราส่งออกสหรัฐฯ ไม่มาก ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากสหรัฐฯ ก็ค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ คือ บราซิลกับอาร์เจนตินา ขณะที่วัตถุดิบหลักที่เราใช้ คือ BY-PRODUCT ของปลาทูน่า จึงไม่มีผลกระทบกับบริษัทฯ”

 

ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์จำนวน 4 โรงงานทั่วโลก แบ่งเป็นในประเทศไทยจำนวน 2 โรงงาน, ในอินโดนีเซียจำนวน 1 โรงงาน และปากีสถานอีกจำนวน 1 โรงงาน อีกทั้งมีประเทศคู่ค้าทั่วโลกจำนวน 13 ประเทศ

 

“บริษัทฯ มีการใช้วัตถุดิบในการผลิตสินค้ากลุ่มอาหารสัตว์ที่มาจาก BY-PRODUCT ของปลาทูน่าของบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU สัดส่วนประมาณ 30-40% ของที่ใช้ทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดแข็งที่มีความแตกต่างจากคู่แข่ง ถือเป็นบริษัทฯ เดียวที่มีทรัพยากรนี้

 

ดังนั้น จึงมีคาแรกเตอร์ของสินค้าอาหารสัตว์ที่แตกต่างจากคู่แข่งด้วย ส่วนการซื้อวัตถุดิบมีการ Synergy ของทั้งกลุ่มทำให้สามารถได้ทั้งวอลุ่มกับแวลูที่มีต้นทุนที่ถูกลง อีกทั้งจะเลือกขายสินค้าเฉพาะที่ทำกำไร และตัดสินค้าที่ไม่ทำกำไรออกจากพอร์ต”

 

แผน ปี 68-73 ทุ่ม 300-500 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักร เพิ่มกำลังผลิต

 

สำหรับแผนลงทุนระหว่างปี 2568-2573 ตั้งลงทุนไว้ประมาณ 300-500 ล้านบาทต่อปี เพื่อใช้ซื้อเครื่องจักร รวมปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงงาน เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตซึ่งปัจจุบันบริษัทฯ มีการใช้เพียงสัดส่วนประมาณ 60% ของกำลังการผลิตรวมทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อเป็นปัจจัยสนับสนุนให้รายได้เป็นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

นอกจากนี้ สำหรับตลาดในประเทศ TFM จะรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มอาหารกุ้ง อาหารปลากะพง และอาหารกบ โดยจะมุ่งขยายตลาดในพื้นที่ที่ยังมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด ด้วยการรักษาคุณภาพสินค้าให้เป็นที่ยอมรับ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเกษตรกร ผ่านบริการและองค์ความรู้เชิงวิชาการ

 

ขณะเดียวกันได้เตรียมขยายสู่ตลาดอาหารปลาน้ำจืดที่มีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และตั้งเป้าหมายก้าวเป็นผู้นำตลาดอาหารปลาน้ำจืดในอนาคต

 

นอกจากนี้ ยังเน้นสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจอาหารสัตว์น้ำในประเทศไทย ล่าสุด ได้เปิดตัว 3 แบรนด์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ แบรนด์ขุนศึก เป็นอาหารปลานิลที่โดดเด่นในเรื่องช่วยให้ปลาโตเร็วและมีรูปร่างตรงตามความต้องการของตลาด, แบรนด์กบทอง เป็นอาหารสำหรับกบขนาดใหญ่ ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรที่เลี้ยงกบเชิงพาณิชย์ และแบรนด์โปรฟีดปลากดคัง เป็นอาหารปลากดคัง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคตะวันออกของประเทศไทย

 

แตกพาร์หุ้น TFM เหลือ 1 บาท ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง

 

พีระศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่บริษัทฯ ก่อนหน้าที่ได้มีการแตกพาร์หุ้น TFM จาก 2 บาทต่อหุ้น เหลือ 1 บาทต่อหุ้น เนื่องจากก่อนหน้านี้หุ้นของ TFM มีวอลุ่มสภาพคล่องการซื้อขายที่ต่ำมาก ดังนั้นเชื่อว่าการแตกพาร์ ประกอบกับแผนกลยุทธ์การสร้างการเติบโตของบริษัทฯ ในอนาคต จะสามารถช่วยเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น TFM ให้ดีขึ้น ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) ปัจจุบันอยู่ที่ 31.70% มองว่าเป็นระดับที่มีความเหมาะสม

 

ปัจจุบัน TFM มี บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 1 ด้วยสัดส่วน 51%

The post TFM หันรุกตลาดต่างประเทศ หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ กระจายความเสี่ยงธุรกิจในประเทศ พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมแตะ 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>