พิเชษฐ สิทธิอำนวย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พิเชษฐ-สิทธิอำนวย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 24 Jun 2026 09:25:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 บล.บัวหลวงคาดยอดเทรด DR ปีนี้ทะลุ 3.3 แสนล้านบาท โต 6 เท่าในสองปี เลี่ยงกังวลภาษีลงทุนต่างประเทศ พบหุ้นสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่ง 59% https://thestandard.co/bualuang-dr-trading-us-stocks-tax/ Wed, 24 Jun 2026 09:25:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1222277 ภาพกราฟิกแสดงยอดเทรด DR ที่คาดว่าจะทะลุ 3 แสนล้านบาท และการปลดกังวลเรื่องภาษีลงทุนนอก

บล.บัวหลวง คาดมูลค่าการซื้อขาย DR ทั้งอุตสาหกรรมในปี 25 […]

The post บล.บัวหลวงคาดยอดเทรด DR ปีนี้ทะลุ 3.3 แสนล้านบาท โต 6 เท่าในสองปี เลี่ยงกังวลภาษีลงทุนต่างประเทศ พบหุ้นสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่ง 59% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงยอดเทรด DR ที่คาดว่าจะทะลุ 3 แสนล้านบาท และการปลดกังวลเรื่องภาษีลงทุนนอก

บล.บัวหลวง คาดมูลค่าการซื้อขาย DR ทั้งอุตสาหกรรมในปี 2569 มีโอกาสแตะระดับ 3.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 6 เท่าจาก 5.4 หมื่นล้านบาทในปี 2567 หลังนักลงทุนไทยหันมาใช้ DR เป็นประตูสู่การลงทุนต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ ที่ขึ้นมาครองส่วนแบ่งมูลค่าซื้อขายถึง 59%

 

 
 

ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) กำลังกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดทุนไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากเครื่องมือที่เปิดทางให้นักลงทุนไทยเข้าถึงหุ้นและกองทุน ETF ต่างประเทศได้ผ่านกระดานหุ้นไทย ซื้อขายเป็นเงินบาทเรียลไทม์เหมือนหุ้นทั่วไป และไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีการลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดที่ดึงดูดนักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก

 

ข้อมูลจาก บล.บัวหลวง ระบุว่า มูลค่าตลาด (Market Capitalization) ของ DR ทั้งระบบขยับขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง จากราว 2.9 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 เพิ่มเป็น 5.4 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 และล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาทในปีนี้

 

ภาพกราฟิกแสดงยอดเทรด DR ที่คาดว่าจะทะลุ 3 แสนล้านบาท และการปลดกังวลเรื่องภาษีลงทุนนอก 1

 

ส่วนมูลค่าการซื้อขายเร่งตัวขึ้นชัดเจนยิ่งกว่า โดยปี 2568 ทำได้ 1.86 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 240% จากปีก่อนหน้า ขณะที่เพียง 5 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่าซื้อขายทำได้แล้ว 1.55 แสนล้านบาท ซึ่งหากยังเติบโตในอัตราใกล้เคียงเดิม คาดว่ามูลค่าการซื้อขายทั้งปีจะอยู่ที่ราว 3.36 แสนล้านบาท หรือเติบโตอีกประมาณ 80% เทียบกับปีก่อน และคิดเป็นการเติบโตเกือบ 6 เท่าจากระดับ 5.4 หมื่นล้านบาทในปี 2567

 

อีกตัวเลขที่สะท้อนภาพการเติบโตคือมูลค่าซื้อขาย DR เฉลี่ยต่อเดือน ที่เพิ่มจาก 4,600 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 15,000 ล้านบาทในปี 2568 และล่าสุด 23,000 ล้านบาทต่อเดือนในปี 2569

 

คนไทยใช้ DR เป็นประตูสู่หุ้นสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่งซื้อขาย 59%

 

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางที่ชัดเจนคือพฤติกรรมการลงทุนของคนไทยที่ทยอยเคลื่อนเข้าสู่หุ้นสหรัฐฯ มากขึ้น หากพิจารณาตามมูลค่าตลาด หุ้นสหรัฐฯ มีสัดส่วน 46% รองลงมาคือหุ้นจีนและฮ่องกงที่ 31% แต่เมื่อดูจากมูลค่าการซื้อขายซึ่งสะท้อนความคึกคักในการเทรดจริง หุ้นสหรัฐฯ ขยับขึ้นมาครองส่วนแบ่งสูงถึง 59% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากช่วง 1 ปีก่อนหน้าที่ยังอยู่ราว 30%

 

ขณะที่ DR ที่อ้างอิง ETF หุ้นเวียดนามยังคงเป็นตลาดหลักของนักลงทุนสายลงทุนแบบ Passive

 

ปัจจุบันตลาด DR ไทยมีผู้ออกรวม 9 ราย และจำนวน DR ทั้งระบบอยู่ที่ 408 ตัว โดย บล.บัวหลวง คาดว่าสิ้นปีนี้จะแตะระดับราว 500 ตัว สำหรับ DR ที่ออกภายใต้ชื่อย่อลงท้ายด้วย 01 (DR01) ของบัวหลวงเอง ปัจจุบันมีอยู่ 49 หลักทรัพย์ มูลค่าตลาดรวมราว 1.7 หมื่นล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่ง 26% ของมูลค่าตลาด DR ทั้งอุตสาหกรรม

 

แผน 3 เฟส ดันลงทุนหุ้นโลกผ่านกระดานไทย

 

บล.บัวหลวง วางแผนพัฒนาธุรกิจ DR ออกเป็น 3 เฟส โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงเฟสที่ 2 ที่เริ่มขยายขอบเขตด้วยการนำหุ้นรายตัวเข้ามามากขึ้น พร้อมเริ่มเห็นมูลค่าการเทรดต่อครั้งสูงขึ้นและการทำ Big Lot เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็เริ่มต้นเข้าสู่เฟสที่ 3 ที่มุ่งแก้โจทย์นักลงทุนส่วนใหญ่ที่ไม่มีเวลาติดตามตลาด ด้วยการทำให้คนสามารถลงทุนเติบโตไปกับหุ้นโลกได้ผ่าน DR

 

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ DR Global Index บริการจัดพอร์ตลงทุน DR แบบอัตโนมัติ ที่บริษัทตั้งเป้าหมาย AUM ระดับ 1,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันที่ทยอยเติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดยจะเดินหน้าเติมสินทรัพย์ให้ครบทั้งหุ้น บอนด์ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อรองรับการจัดพอร์ต รวมถึงอาจเพิ่มตลาดอย่างเกาหลีใต้และไต้หวันเข้ามาในอนาคต ส่วนหุ้นรายตัวจะเน้นเติมหุ้นที่ทำธุรกิจซึ่งหาไม่ได้ในไทย และหุ้นชั้นนำที่คนไทยรู้จักในแต่ละประเทศ

 

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา DR ลำดับแรกคือราคาหุ้นแม่ในตลาดต้นทาง และลำดับถัดมาคือค่าเงิน

 

เปิดทางลงทุนทองคำโลก ผ่าน GOLDM01 เทรดวันแรก 25 มิ.ย. นี้

 

ล่าสุด บล.บัวหลวง เตรียมนำ DR ‘GOLDM01’ ที่อ้างอิง SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM) กองทุน ETF ทองคำชั้นนำจากตลาดสหรัฐฯ ซึ่งลงทุนในทองคำแท่งจริงและเคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาทองคำในตลาดโลก (LBMA Gold Price) เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยเป็นครั้งแรก

 

พิเชษฐกล่าวต่อว่า จุดเด่นสำคัญของ GOLDM01 คือมีค่าบริหารจัดการกองทุนต้นทางเพียง 0.10% ต่อปี ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่ม DR ที่อ้างอิง ETF ทองคำที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยปัจจุบัน อีกทั้งไม่มีการเรียกเก็บค่าบริหารจัดการ DR ในไทยเพิ่มเติม ทำให้นักลงทุนถือครองในระยะยาวได้ด้วยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยนับตั้งแต่จัดตั้งเมื่อ 25 มิถุนายน 2561 กองทุน GLDM มีผลการดำเนินงานรวมราว 259% สะท้อนบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)

 

“ปัจจุบันนักลงทุนให้ความสนใจ DR ที่อ้างอิงกองทุนทองคำเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถลงทุนในทองคำได้โดยไม่ต้องถือครองทองคำจริง ใช้เงินลงทุนไม่สูง มีสภาพคล่อง และช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน” พิเชษฐกล่าว

 

The post บล.บัวหลวงคาดยอดเทรด DR ปีนี้ทะลุ 3.3 แสนล้านบาท โต 6 เท่าในสองปี เลี่ยงกังวลภาษีลงทุนต่างประเทศ พบหุ้นสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่ง 59% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยได้หรือเสีย เมื่อรัฐบาลปลดล็อก เปิดทาง 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนได้ แลก ‘ดีลภาษีสหรัฐฯ’ ด้าน TDRI หนุนเปิดเสรี แต่เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก https://thestandard.co/thailand-unlocks-8-foreign-investment-sectors/ Thu, 14 May 2026 05:45:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1207099 ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน

จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแก้กฎหมา […]

The post ไทยได้หรือเสีย เมื่อรัฐบาลปลดล็อก เปิดทาง 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนได้ แลก ‘ดีลภาษีสหรัฐฯ’ ด้าน TDRI หนุนเปิดเสรี แต่เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน

จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแก้กฎหมายธุรกิจคนต่างด้าว ปลดล็อก 8 ธุรกิจให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตนั้น มีการรายงานข่าวออกมาจากแวดวงภาคธุรกิจว่า เหตุผลสำคัญหนึ่งน่าจะมาจากการที่ทีมไทยแลนด์ซึ่งมีศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีม อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ในประเด็นที่ประเทศไทยกำลังถูกสหรัฐฯ ไต่สวนตามมาตรา 301 ซึ่งสหรัฐฯ มาใช้แทนที่มาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ซึ่งถูกศาลฎีกาตัดสินว่าเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ทั้งนี้ มาตรา 301 ในกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นการใช้เครื่องมือภาษีเพื่อมุ่งตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยขอบเขตของภาษีนี้มีรูปแบบเจาะจงรายประเทศ (Country-specific)

 

สำหรับประเทศที่เสี่ยงถูกเก็บภาษี เนื่องจากมาตรา 301 ไม่ได้กำหนดเพดานหรืออัตราภาษีสูงสุดที่อาจจะจัดเก็บได้ ‘ตายตัว’ ดังนั้นการแก้กฎหมายดังนี้เพื่อเป็นการเปิดทางเป็นส่วนหนึ่งของเงื่อนไขแลกดีลภาษีการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ทำได้ง่ายขึ้น

 

เปิดมติ ครม. แก้กฏหมายปลดล็อก เปิดทาง 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนสะดวกขึ้น

 

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. รวมทั้งอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. ….

 

ทั้งนี้ ร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขประเภทธุรกิจการค้าภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมืองที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ยกเว้นการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย โดยไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรภายในประเทศไทย ซึ่งเป็นธุรกิจตามบัญชีสาม (13) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาแก้ไขประเภทธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2556

 

โดยยกเว้นให้ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในคลังสินค้าที่ศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากำหนด เป็นธุรกิจที่ได้รับยกเว้นไม่อยู่ใน (13) ของบัญชีสาม ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งคนต่างด้าวประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

 

ขณะที่ร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. …. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้การประกอบกิจการตัวแทนประเภทอื่นตาม (11) (ง) และธุรกิจบริการอื่นตาม (21) ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 8 ธุรกิจ ได้แก่

 

  • ธุรกิจบริการโทรคมนาคม
  • ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน
  • ธุรกิจบริการบริหารจัดการงานด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศ
  • ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน และเครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท
  • ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม
  • ธุรกิจอื่นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
  • ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546

 

ทั้งนี้ กำหนดให้เป็นธุรกิจที่คนต่างด้าวสามารถประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

 

พาณิชย์แจงปมแก้ กม.ต่างด้าว ปลดล็อก 8 ธุรกิจย้ำแค่ ‘ลดความซ้ำซ้อน’ ดึงดูดการลงทุน ไม่ใช่การเปิดเสรี

 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว อนุญาตให้ 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนได้ ยืนยันไม่ใช่การเปิดเสรีแบบไร้การควบคุม แต่เป็นการ ‘ลดความซ้ำซ้อน’ ของขั้นตอน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว หวังยกระดับความน่าสนใจและดึงดูดนักลงทุนศักยภาพสูงเข้าไทย

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” อธิบายถึงที่มาที่ไปของมติ ครม.ดังกล่าวว่า การประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติในไทยนั้นอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีบัญชีแนบท้าย 3 บัญชี โดยกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการต้องทบทวนประเภทธุรกิจเป็นประจำทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ 2 ด้าน คือการส่งเสริมดึงดูดการลงทุน และการกำกับดูแลธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน ล่าสุดได้มีการประเมินและเห็นสมควรให้นำ 8 ธุรกิจออกจากบัญชีแนบท้ายที่ 3 คือกลุ่มธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขัน ซึ่งปกติจะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการฯ

 

ไม่ใช่ปลดล็อกเสรี แต่หั่นขั้นตอนลดความซ้ำซ้อน

 

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ‘ไม่ได้เป็นการเปิดเสรี หรือปลดล็อกใดๆ แต่เป็นเพียงการลดความซ้ำซ้อนและลดขั้นตอนเท่านั้น’

 

สาเหตุเป็นเพราะธุรกิจทั้ง 8 ประเภทนี้ ล้วนมีหน่วยงานภาครัฐเฉพาะด้านเป็นผู้กำกับดูแล และมีกฎหมายเฉพาะรองรับอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น

  • ธุรกิจโทรคมนาคม ต้องขออนุญาตจาก กสทช.
  • ศูนย์บริหารเงิน ต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  • การขุดเจาะปิโตรเลียม ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพลังงาน
  • การให้กู้ยืมเงิน ต้องขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 1

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

 

ที่ผ่านมากระบวนการทำงานมีความซับซ้อน กล่าวคือนักลงทุนต่างชาติจะต้องไปขออนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะทางให้ผ่านก่อน จากนั้นจึงนำใบอนุญาตนั้นมายื่นขอใบประกอบธุรกิจคนต่างด้าวกับกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง ซึ่งเมื่อกระทรวงพาณิชย์เห็นใบอนุญาตจากหน่วยงานตรงแล้ว ก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้นอกจากต้องอนุญาตตาม การแก้กฎหมายในครั้งนี้จึงเป็นการตัดขั้นตอนที่ต้องมาขออนุญาตซ้ำซ้อนกับกระทรวงพาณิชย์ออกไป โดยต่างชาติเพียงแค่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ในขั้นตอนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเท่านั้น

 

ดึงดูดเม็ดเงิน-ยกระดับ Ease of Doing Business

 

เป้าหมายสำคัญของการปรับลดขั้นตอน คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางประเมินของธนาคารโลก (World Bank) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ดีและมีศักยภาพเข้ามาลงทุนในประเทศไทย อันจะนำไปสู่การจ้างงานและการถ่ายทอดเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศในระยะยาว

 

นอกเหนือจาก 8 ธุรกิจดังกล่าวแล้ว ครม. ยังได้พิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาอีก 1 ฉบับ ที่เปิดโอกาสให้ชาวต่างด้าวสามารถเข้ามาทำธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าผ่านศูนย์ซื้อขาย หรือตลาด TFEX ได้

 

พูนพงษ์ ชี้แจงว่า เรื่องนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ตาม พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 โดยจะเป็นการอนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาด ซึ่งครอบคลุมทั้งการซื้อขายกระดาษ (ออเดอร์) และรองรับการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าจริงในคลังสินค้าได้ด้วย การแก้กฎหมายในส่วนนี้ก็ใช้หลักการเดียวกัน คือเพื่อลดความซ้ำซ้อนในขั้นตอนการขออนุญาตนั่นเอง

 

การขยับตัวของกระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการทลายข้อจำกัดที่เป็นคอขวด (Bottleneck) ทางเอกสาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก ท่ามกลางภาวะที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุน (FDI) อย่างดุเดือด

 

‘อนุทิน’ ชี้แจงเป็นการแก้กฎหมายเพื่อลดความซ้ำซ้อน ระบุต่างชาติยังต้องขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาต

 

ขณะที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาชี้แจงในประเด็นดังกล่าวระบุว่า เป็นการลดขั้นตอนตามนโยบายลดความซ้ำซ้อน เช่น หากเป็นคนต่างชาติจะขอประกอบธุรกิจในไทย จะต้องขออนุญาตที่กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องไปขอซ้ำที่กระทรวงพาณิชย์อีก ซึ่งเป็นดำริของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะมันซ้ำซ้อน กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่จดทะเบียนการค้าให้ ส่วนใบอนุญาตจะไปทำธุรกิจต่าง ๆ หน่วยงานที่เป็นเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตก็ไปดำเนินการได้เลย

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 2

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

แต่เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคงแถลงสั้นและสรุปข่าวว่า คนต่างชาติมาประกอบธุรกิจที่เมืองไทยไม่ต้องขอใบอนุญาต อันนี้ไม่ใช่ ต้องขออนุญาต ยืนยันว่าไม่ใช่เลย เพราะต้องไปขอใบอนุญาตจากหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาต โดยไม่ต้องไปขอใบอนุญาตที่กระทรวงพาณิชย์ เราพยายามลดขั้นตอนความซ้ำซ้อน พยายามให้เป็นวันสต็อปเซอร์วิสให้ได้มากที่สุด ตามนโยบายอำนวยความสะดวกตนต้องขออภัยด้วย

 

หนุนเปิดเสรี ‘โทรคมนาคม’ แต่เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก

 

ล่าสุด ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH โดยประเมินว่า มาตรการดังกล่าวมีทั้งข้อดีที่ช่วยกระตุ้นการแข่งขัน แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็จำเป็นต้องมีมาตรการดูแลธุรกิจในประเทศควบคู่ไปด้วย เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีบริบทและผลกระทบที่แตกต่างกัน

 

หนุนหลักการเปิดรับต่างชาติ เพื่อกระตุ้นการแข่งขันในระยะยาว

 

ดร.นณริฏ ให้ความเห็นในเชิงวิชาการว่า โดยหลักการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใด ประโยชน์สูงสุดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อตลาดมีการแข่งขัน การปิดกั้นไม่ให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาแข่งขันเลย ย่อมส่งผลให้การแข่งขันในประเทศลดน้อยลง ดังนั้น ในระยะยาวจึงเป็นเรื่องดีที่เราจะได้เห็นการแข่งขันเกิดขึ้นในทุกๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก

 

อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏ ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืนได้นั้น ‘ต้องมีคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อกัน’ ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจไทยยังคงมีความเสี่ยงและอาจไม่สามารถแข่งขันกับกลุ่มทุนต่างชาติได้

 

สาเหตุหลักเป็นเพราะต่างชาติที่ตัดสินใจเข้ามาลงทุน มักเป็นบริษัทชั้นนำที่เก่งในประเทศของตนเอง และมีความพร้อมอย่างมากทั้งในด้านเทคโนโลยีและสายป่านทางการเงิน ดร.นณริฏ จึงเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องมองข้ามช็อตไปถึงการแข่งขันในระยะยาว ไม่ใช่เปิดเสรีแล้วปล่อยให้เกิดการผูกขาดโดยต่างชาติ เพราะหากเปิดตลาดแล้วธุรกิจไทยต้องล้มหายตายจากไปจนหมด ตลาดก็จะตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ และท้ายที่สุดก็จะไม่เกิดการแข่งขันตามเป้าหมายที่วางไว้

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 3

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

ด้วยเหตุนี้ การปลดล็อกทั้ง 8 ธุรกิจจึงต้องพิจารณาในรายละเอียดเชิงลึกว่า สถานการณ์ปัจจุบันของแต่ละอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร และจุดที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน ดร.นณริฏ ได้ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน 2 กลุ่ม ได้แก่

 

  • อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ควรเปิดรับการแข่งขัน เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันกลับมีผู้เล่นหลักเหลือเพียง 2 ราย ซึ่งเริ่มสะท้อนภาพของการขาดการแข่งขัน ดังนั้น หากเปิดให้ต่างชาติสามารถเข้ามาแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคมได้ ก็จะช่วยให้เกิดภาพการแข่งขันในระยะยาวที่ดีขึ้น
  • อุตสาหกรรมภาคการเงิน อาจต้องสงวนสิทธิ์ไว้ก่อน ซึ่งในทางกลับกัน ธุรกิจที่เกี่ยวกับตลาดการเงิน เป็นธุรกิจที่อาศัยเงินทุนสูง ‘ยิ่งหนายิ่งได้เปรียบ’ หากต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนการเงินระดับโลกจากประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีต้นทุนการบริหารจัดการและเทคโนโลยีที่เข้มแข็งมาก ธุรกิจไทยต่อให้เก่งแค่ไหนก็อาจจะสู้ในเรื่องของสเกล (Scale) ไม่ได้ ดังนั้น การปิดกั้นหรือปกป้องธุรกิจภาคการเงินเอาไว้ก่อน อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนต่างชาติ

 

ดร.นณริฏ ได้กล่าวย้ำจุดยืนว่า ท้ายที่สุดแล้ว ปลายทางของนโยบายนี้ เราต้องการเห็นการแข่งขันที่ยั่งยืน

 

“อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการแข่งขันได้และเป็นการแข่งขันที่ยั่งยืน ไม่ใช่ว่าแข่งขันในระยะสั้น พอเข้ามาเสร็จปุ๊บ ธุรกิจไทยหายตายจากไป เหลือแค่ต่างด้าวมาครองตลาด อันนี้เราก็ไม่อยากเห็นครับ” ดร.นณริฏ ระบุทิ้งท้าย

 

‘สฤณี’ มองช่วยลดความซ้ำซ้อน หนุนอันดับ Ease of Doing Business แต่แนะสังคมจับตา ‘หน่วยงานกำกับดูแล’

 

สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth โดยมองว่ามติดังกล่าวเป็นผลดีในการลดความซ้ำซ้อนของข้อกฎหมาย แต่ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญที่สังคมต้องหันมาจับตาตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะด้านให้มากขึ้น

 

สฤณี ระบุว่า ในตอนแรกข่าวที่ออกมาอาจทำให้หลายคนสับสนว่าต่างชาติไม่ต้องขออนุญาตใดๆ เลย แต่แท้จริงแล้วเป็นการยกเว้นเฉพาะในส่วนของการขออนุญาตตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เท่านั้น ซึ่งโดยรวมถือเป็นเรื่องที่ดีและช่วยขจัดความซ้ำซ้อน เนื่องจาก 8 ธุรกิจที่ได้รับการยกเว้น ล้วนเป็นธุรกิจที่มีความซับซ้อนและมีหน่วยงานกำกับดูแลเฉพาะคอยควบคุมอย่างชัดเจนอยู่แล้ว เช่น ธุรกิจโทรคมนาคมกำกับโดย กสทช., ธุรกิจหลักทรัพย์กำกับโดย ก.ล.ต. หรือศูนย์บริหารเงินที่กำกับโดย ธปท. การปลดล็อกนี้จะช่วยให้ชาวต่างชาติไม่ต้องวุ่นวายกับการขอใบอนุญาตซ้ำซ้อนจากหลายหน่วยงาน และให้ไปขออนุญาตที่หน่วยงานกำกับดูแลโดยตรงเพียงแห่งเดียว

 

ในเชิงผลประโยชน์ของประเทศ การลดความซ้ำซ้อนนี้จะส่งผลดีโดยตรงต่อการประเมินอันดับ Ease of Doing Business (ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ) ของไทยให้ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุน รวมถึงอาจส่งผลดีต่อเนื่องไปยังการยื่นสมัครเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เนื่องจากความสะดวกในการประกอบธุรกิจถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์พิจารณาที่สำคัญ

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 4

สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน นักแปล และนักวิจัยด้านธุรกิจที่ยั่งยืนและการเงินที่ยั่งยืน

 

กฎหมายต่างด้าวคือ ‘ล็อกชั้นที่ 2’ ที่อาจไม่จำเป็น

 

สำหรับข้อกังวลในสังคมถึงความเสี่ยงต่างๆ สฤณี อธิบายว่า คำตอบของเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ ความมั่นใจในประสิทธิภาพการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเราไม่ไว้ใจหน่วยงานอย่าง ธปท., กสทช. หรือ ก.ล.ต. สังคมก็อาจจะกังวลและคาดหวังให้ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เป็นเหมือน ‘ล็อกชั้นที่ 2’ ที่ช่วยบันทึกข้อมูลและตรวจสอบเอาผิดกรณีการตั้งนอมินีเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม การคงล็อกชั้นที่ 2 ไว้กลับสร้างความยุ่งยากซ้ำซ้อนให้กับผู้ที่เข้ามาทำธุรกิจ ในมุมมองส่วนตัวของสฤณี มองว่าการยกเว้นไม่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้เป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว และหากสังคมมีความกังวลเรื่องการควบคุมดูแล ก็ควรเปลี่ยนเป้าหมายไปเรียกร้องประสิทธิภาพจากหน่วยงานเฉพาะด้านเหล่านั้นโดยตรงจะดีกว่า

 

ข้อสังเกต ‘ธุรกิจที่ 8’ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อาจไร้คนคุม

 

สฤณี ได้ตั้งข้อสังเกตถึงธุรกิจลำดับที่ 8 ที่ได้รับการยกเว้น ซึ่งระบุถึงธุรกิจการเป็นตัวแทน ผู้ค้า หรือผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า “ที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546” โดยมองว่าถ้อยคำดังกล่าวสร้างความสับสน เพราะหากเป้าหมายคือการอำนวยความสะดวก ก็ควรระบุแค่ธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าให้ไปขึ้นตรงกับ ก.ล.ต. ก็น่าจะเพียงพอ การเขียนพ่วงท้ายว่าตัวแปรอ้างอิงไม่อยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะ (เช่น อาจเป็นสินค้าเกษตรหรืออื่นๆ) ทำให้เกิดคำถามว่าท้ายที่สุดแล้ว ใครจะเป็นผู้กำกับดูแลธุรกิจกลุ่มนี้ และรัฐจะสามารถกำกับได้จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวล

 

ปัญหา ‘นอมินี’ และการแข่งขันที่อาจไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

 

ประเด็นเรื่องการใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee) หรือฟอกเงินนั้น ถือเป็นความเสี่ยงที่มีในทุกธุรกิจอยู่แล้ว ไม่ได้จำกัดแค่ 8 ธุรกิจนี้ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามยกระดับการตรวจจับนอมินี รวมถึงเอาผิดนักบัญชีที่เป็นตัวกลาง โดยเริ่มนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยตรวจจับมากขึ้น ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดี

 

ส่วนในแง่การส่งเสริมการแข่งขัน สฤณีประเมินว่า การปลดล็อกครั้งนี้ อาจไม่ได้มีนัยสำคัญในการเพิ่มการแข่งขันหรือล้มการผูกขาดมากนัก ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจโทรคมนาคม แม้จะปลดล็อกฝั่งกฎหมายต่างด้าว แต่ตราบใดที่ กสทช. ยังเป็นหน่วยงานกำกับดูแล การจะมีผู้ให้บริการรายใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กสทช. อยู่ดี ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการแก้ไขกฎหมายนี้

 

การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่สังคมควรหันมาติดตาม และ ‘จับตา’ หน่วยงานกำกับดูแลแต่ละแห่ง ว่าสามารถทำหน้าที่ควบคุมดูแลการประกอบกิจการ ทั้งของชาวต่างชาติและคนไทย ได้อย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

 

นักกฎหมายตั้งข้อสังเกต ทำไมประกาศกะทันหัน ห่วงกระทบธุรกิจคนไทย

 

ด้านแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ประเมินภาพ รวมว่ามีหลายเรื่องในการปลดล็อกครั้งนี้ที่เป็นสิ่งที่แวดวงนักกฎหมายรอคอยกันมานานและสมควรจะทำอยู่แล้ว เช่น การอนุญาตให้บริษัทต่างชาติสามารถค้ำประกันหนี้ของบริษัทย่อยในประเทศไทยได้ ซึ่งในมุมมองของนักกฎหมายมองว่าสิ่งนี้ไม่ใช่การประกอบธุรกิจ จึงไม่ควรต้องเสียเวลาไปขออนุญาตตั้งแต่แรก

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือการเปิดกว้างใน ‘ธุรกิจบริการ’ บางประเภทที่อาจจะกว้างเกินไปและไม่มีความจำเป็นต้องเปิดให้ต่างชาติเข้ามาทำแบบไร้เงื่อนไข เพราะหัวใจสำคัญของการควบคุมธุรกิจเหล่านี้คือการปกป้องธุรกิจของคนไทยที่อาจจะยังไม่มีความสามารถในการแข่งขันหรือต้องการเงินทุน หากจำเป็นต้องเปิด ควรมีเงื่อนไขกำกับ เช่น อนุญาตเฉพาะการให้บริการระหว่างบริษัทในเครือของต่างชาติด้วยกันเองเท่านั้น เพราะการเปิดโดยไม่มีเงื่อนไขเลยอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคนไทยได้จริง

 

จับตา ‘โทรคมนาคม’ ปลดล็อกสายฟ้าแลบ มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่

 

ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ‘ธุรกิจโทรคมนาคม’ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ถูกปกป้องมาอย่างยาวนานและมีความเป็นชาตินิยมสูงมาก ในอดีตกลุ่มทุนใหญ่ในไทยก็มีท่าทีปกป้องธุรกิจนี้อย่างหนักและไม่ยอมให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้ง่ายๆ

 

การที่รัฐบาลประกาศปลดล็อกแบบไม่มีเงื่อนไขอย่างกะทันหัน โดยไม่มีการหารือล่วงหน้า (Sounding) ทำให้เกิดความประหลาดใจและตั้งข้อสงสัยถึงแรงกดดันเบื้องหลัง ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสันนิษฐานว่า การปลดล็อกครั้งนี้อาจมีปัจจัยหลายประการ ได้แก่

 

  • อาจเกิดจากแรงกดดัน (Pressure) จากสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพยุโรป (EU)
  • อาจเป็นการเตรียมการเพื่อรองรับธุรกรรม (Transaction) สำคัญบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น
  • อาจเป็นการตีความกฎหมายเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ Data Center
  • อาจเป็นความตั้งใจบริสุทธิ์ของรัฐบาลที่อยากเปิดกว้างทางธุรกิจจริงๆ

 

หอการค้าไทยหนุนรัฐปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างชาติ ชี้ช่วยทลายผูกขาด

 

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า เห็นด้วยกับมติของ ครม. ในครั้งนี้ เนื่องจากทิศทางดังกล่าวเป็นไปตามกรอบสากลของการค้าเสรีที่ประชาคมโลกส่วนใหญ่ให้การยอมรับ ซึ่งการเปิดกว้างในส่วนนี้จะส่งผลดีอย่างยิ่งต่อประเทศไทย โดยเฉพาะการทำให้การเจรจาข้อตกลงต่างๆ ในเวทีโลก รวมถึงความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศมหาอำนาจและกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป สามารถดำเนินการพูดคุยเจรจาได้ง่ายและราบรื่นมากยิ่งขึ้น

 

เมื่อถามถึงข้อกังวลของสังคมที่ว่า การเปิดทางให้กลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนใน 8 ธุรกิจดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและผู้ประกอบการไทยหรือไม่ ดร.พจน์ ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้ประกอบการในประเทศ

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 5

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

ดร.พจน์ กล่าวต่อว่า การปลดล็อกให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ จะเป็นผลดีที่ช่วยลดการผูกขาดของตลาดในประเทศ และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ ดร.พจน์ ยังให้มุมมองเพิ่มเติมในตอนท้ายด้วยว่า แท้จริงแล้วเงื่อนไขการเปิดกว้างในธุรกิจเหล่านี้ เป็นข้อเสนอที่กลุ่มนักลงทุนและต่างชาติได้ร้องขอมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงดึงเรื่องหรือกั๊กนโยบายนี้ไว้มาโดยตลอด การตัดสินใจของภาครัฐในครั้งนี้จึงถือเป็นการปลดล็อกที่สอดรับกับบริบทของเวทีการค้าโลก

 

ASCO ระบุปัจจุบันธุรกิจหลักทรัพย์ในไทยเปิดกว้างให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว ไม่ได้มีการปิดกั้น

 

ส่วนพิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTHต่อประเด็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ระบุว่า เบื้องต้นตนยังไม่เห็นรายละเอียดเชิงลึกของมติ ครม. ที่ออกมาล่าสุด

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงและธรรมชาติของธุรกิจหลักทรัพย์ในปัจจุบัน จะพบว่าประเทศไทยมีการเปิดกว้างให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว โดยไม่ได้มีการปิดกั้นแต่อย่างใด

 

ภาพแสดงค้อนของตุลาการวางอยู่บนกองเงิน 6

พิเชษฐ สิทธิอำนวย นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO)

 

“จริงๆ แล้วธุรกิจโบรกเกอร์ มันสามารถเปิดโดยให้ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของในสัดส่วน 100% ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังคงต้องไปดำเนินการขอใบอนุญาต (License) ตามปกติ เหมือนกับที่โบรกเกอร์ไทยต้องขอใบอนุญาตเช่นกัน” พิเชษฐกล่าว

 

ภาพ: Ton Ponchai, alexkich / Shutterstock

The post ไทยได้หรือเสีย เมื่อรัฐบาลปลดล็อก เปิดทาง 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุนได้ แลก ‘ดีลภาษีสหรัฐฯ’ ด้าน TDRI หนุนเปิดเสรี แต่เตือนระวังทุนต่างชาติผูกขาด ธุรกิจไทยอาจล้มหายตายจาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่ปรึกษาการเงินมอง ‘MRDIYT’ เป็นหุ้นเติบโต แม้เปิดเทรดวันแรกต่ำจอง 18% ชี้โอกาสรายย่อยซื้อต้นทุนถูก https://thestandard.co/mrdiyit-growth-stock-buy-cheap/ Wed, 05 Nov 2025 06:04:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1139898 ที่ปรึกษาการเงิน มอง ‘MRDIYT’ เป็นหุ้นเติบโต แม้เปิดเทรดวันแรกต่ำจอง 18% ชี้โอกาสรายย่อยซื้อต้นทุนถูก

หุ้น MRDIYT หรือ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ป […]

The post ที่ปรึกษาการเงินมอง ‘MRDIYT’ เป็นหุ้นเติบโต แม้เปิดเทรดวันแรกต่ำจอง 18% ชี้โอกาสรายย่อยซื้อต้นทุนถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่ปรึกษาการเงิน มอง ‘MRDIYT’ เป็นหุ้นเติบโต แม้เปิดเทรดวันแรกต่ำจอง 18% ชี้โอกาสรายย่อยซื้อต้นทุนถูก

หุ้น MRDIYT หรือ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วไป ที่มีสาขามากที่สุดในไทย

ครอบคลุม 77 จังหวัด เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรก (5 พฤศจิกายน)

 

เปิดการซื้อขายที่ 7.05 บาท ต่ำกว่าราคาจองซื้อ -18% จากราคา IPO ที่ 8.60 บาท
ล่าสุดเวลา 12.00 น. ราคาหุ้นปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 8.45 บาท ลดช่วงของการติดลบมาเหลือ -1.74% จากราคา IPO ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.1 พันล้านบาท

 

ปัจจุบัน MRDIYT ประกอบธุรกิจค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ทั่วไป ภายใต้แบรนด์ “MR. D.I.Y.” ที่มีสาขามากที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในประเทศไทย เริ่มดำเนินธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันมีร้านค้า 1,027 สาขา ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้ครบทุกสิ่งในทุกวัน ด้วยราคาถูกคุ้มเสมอตามพันธกิจ “Always Low Prices” ด้วยการจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเอง และสินค้าของบุคคลภายนอก บริษัทมีสินค้าหลากหลายกว่า 16,000 รายการ ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ เครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์แต่งบ้าน อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และเครื่องมือช่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา ของเล่น และสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ

 

มั่นใจเป็นหุ้นเติบโต รายใหญ่-VI แห่ซื้อ

 

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) กล่าวถึงประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นต่อหุ้น MRDIYT โดยมองว่า การนำหุ้น MRDIYT เข้าเทรดในช่วงตลาดผันผวน นักลงทุนต้องศึกษาการเติบโตของธุรกิจ และประเมินความเสี่ยง อย่างไรก็ตามเชื่อมั่นว่าหุ้น MRDIYT จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และเป็นหุ้นเติบโต (Growth Stock) เพราะนำธุรกิจเข้าเทรดในช่วงที่ยังไม่ถึงจุดพีค มีแผนการเติบโตที่ชัดเจน และผลประกอบการที่เติบโตมากกว่า 20% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ราคาหุ้นซื้อขายในตลาดวันแรก ที่ต่ำกว่าราคาเสนอขาย IPO เป็นโอกาสของนักลงทุนรายย่อย ในการซื้อหุ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ทั้งนี้คาดว่าจะมีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนคุณค่า (VI) ทำให้ราคาปรับดีขึ้น

 

จ่อสร้างคลังสินค้า 160 ไร่ รับการขยายสาขา

 

สำหรับแผนการเติบโตหลังขายหุ้น IPO แอนดี้ ชิน กวานกุ้ย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MRDIYT เปิดเผยว่า วางแผนขยายสาขาระยะสั้น 3 ปี รวม 1,500 สาขา ส่วนในระยะกลางเตรียมซื้อที่ 160 ไร่ เพื่อสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติ โดยจะดำเนินการสร้างเป็นระยะ เริ่มดำเนินการได้ในปี 2571 และดำเนินการแบบเต็มรูปแบบในปี 2573

 

ปัจจุบันธุรกิจยังไม่มีคู่แข่งทางตรง แม้จะมีหลายเจ้าที่ขายสินค้าราคาใกล้เคียงกัน แต่ในเรื่องของความหลากหลายสินค้า MR.DIY มีมากกว่า 16,000 รายการ ซึ่งยังไม่มีใครทำได้ ทำให้มั่นใจธุรกิจยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก

 

ทั้งนี้ MRDIYT มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 3,008 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก จำนวนไม่เกิน 655 ล้านหุ้น โดยเสนอขายให้แก่บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้มีอุปการคุณของบริษัท และพนักงานของบริษัท ผู้ลงทุนในประเทศ และผู้ลงทุนต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 20-29 ตุลาคม 2568 ในราคาเสนอขายสุดท้ายหุ้นละ 8.60 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 5,633 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 51,747 ล้านบาท

 

ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ ต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 23.09 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด (ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2567 ถึงไตรมาส 2 ของปี 2568) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (Fully Diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้นเท่ากับ 0.36 บาท

 

หลัง IPO บริษัทมีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ 1.กลุ่ม Mr. Tan Yu Yeh และ Mr. Tan Yu Wei ถือหุ้น 34.23% 2.บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. จำกัด ถือหุ้น 25.09% และ 3.กลุ่มนายจอมพงษ์และนางสาวฐิตานันท์ ถือหุ้น 18.99%

 

โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิตามงบการเงิน รวมหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนดไว้ โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เพื่อประโยชน์ของกิจการและผู้ถือหุ้นเป็นหลัก

The post ที่ปรึกษาการเงินมอง ‘MRDIYT’ เป็นหุ้นเติบโต แม้เปิดเทรดวันแรกต่ำจอง 18% ชี้โอกาสรายย่อยซื้อต้นทุนถูก appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิ๊กตลาดทุนชง 3 แนวทาง ช่วยฟื้นวิกฤตศรัทธาหุ้นไทย เสนอให้มีสิทธิลดหย่อนลงทุนตรงในหุ้น นำเงื่อนไข LTF ปรับใช้ใน ThaiESG แนะภาครัฐตั้งหน่วยงานสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุน https://thestandard.co/wealth-in-depth-thai-stocks-confidence/ Thu, 13 Feb 2025 06:51:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1041313

เริ่มต้นปี 2568 ถึงช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ Bloomberg ราย […]

The post บิ๊กตลาดทุนชง 3 แนวทาง ช่วยฟื้นวิกฤตศรัทธาหุ้นไทย เสนอให้มีสิทธิลดหย่อนลงทุนตรงในหุ้น นำเงื่อนไข LTF ปรับใช้ใน ThaiESG แนะภาครัฐตั้งหน่วยงานสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เริ่มต้นปี 2568 ถึงช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ Bloomberg รายงานเปรียบเทียบข้อมูลผลตอบแทนหุ้นทั่วโลก 92 ดัชนี พบว่าหุ้นไทยดิ่งแรงที่สุดในโลก เป็นเหตุให้ รมว.คลัง ต้องออกมาพูดถึงแนวคิดในการนำ LTF กลับมาพิจารณาปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง ขณะที่คนในตลาดทุนเสนอ 3 แนวทาง เพื่อกู้วิกฤตศรัทธาหุ้นไทย

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO), นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตศรัทธา และมีความเห็นว่าหัวใจสำคัญในการแก้ควรมีนโยบายที่สร้างเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ ที่จะเข้ามาในตลาดหุ้น เนื่องจากปัจจุบันมีกองทุน ThaiESG ที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ 3 แสนบาท แต่มองว่าสามารถตอบโจทย์ในการสนับสนุนตลาดหุ้นไทยได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเงื่อนไขของกองทุน ThaiESG นั้นสามารถกำหนดนโยบายการลงทุน โดยอนุญาตให้สามารถเลือกลงทุนในหุ้นไทยหรือตราสารหนี้ได้

 

“ช่วงเริ่มต้นที่มีการกำหนดเงื่อนไขกองทุนไทย ThaiESG ตอนนั้น FETCO เคยเสนอว่าต้องการให้ ThaiESG เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นอย่างเดียว แต่ภาครัฐมีความเห็นว่าจะเป็นการลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล จึงต้องการให้ไปพิจารณานโยบายการลงทุนกันเอาเองรูปแบบของ ThaiESG จึงออกมาเป็นเงื่อนไขที่ใช้ในปัจจุบัน”

 

อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ที่ออกมาหลังจากเริ่มใช้กองทุน ThaiESG มองว่าพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้ผลในการประคองราคาหุ้น สะท้อนจากภาพของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีแรงขายของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่ทยอยครบกำหนดอายุในปีนี้ ซึ่งจะขายหุ้นไทยออกมากดดันตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติม ดังนั้นจึงควรสร้างเม็ดเงินลงทุนใหม่ที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย

 

ไพบูลย์เสนอ 3 แนวทาง ฟื้นวิกฤตศรัทธาตลาดหุ้นไทย

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร

ไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการ FETCO, นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้

 

ไพบูลย์มีความเห็นส่วนตัวกับข้อเสนอแนะแนวทางต่อกระทรวงการคลัง เพื่อนำมาประคองหุ้นไทย รวมทั้งแก้วิกฤตศรัทธาที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทย ดังนี้

 

1. ปรับเงื่อนไขของกองทุน ThaiESG โดยเพิ่มวงเงินใหม่ในการลดหย่อนภาษีกับกองทุน ThaiESG อีกเป็นวงเงิน 5 แสนบาทต่อราย จากเดิมที่ให้สิทธิลดหย่อน 3-5 แสนบาทต่อราย แต่ต้องกำหนดเงื่อนไขใหม่เฉพาะในการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเท่านั้น หรือเป็นการนำเงื่อนไขที่คล้ายกับของกองทุน LTF เดิมกลับมาใช้อีกครั้ง โดยแนวทางนี้สามารถดำเนินการได้ง่ายและรวดเร็วกว่าการจัดตั้งกองทุนรูปแบบใหม่ขึ้นมา

 

2. ให้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนทางภาษีสำหรับนักลงทุนบุคคลที่ลงทุนทางตรงในตลาดหุ้น เช่น การให้กำหนดให้วงเงินลดหย่อนสำหรับนักลงทุนที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นวงเงิน 5 แสนบาท ที่มีการเปิดบัญชีใหม่กับบริษัทหลักทรัพย์ สามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดดังกล่าว แต่อาจกำหนดเงื่อนไขระยะเวลาในการถือครองเงินที่ใช้ในการลงทุนไว้ หรือห้ามนำเงินออกจากบัญชีในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้

 

“วันนี้คิดว่าต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว เพราะหากรอเศรษฐกิจฟื้นอย่างเดียวคงไม่พอแล้ว วันนี้ต้องทำอะไรให้หยุดการขายในตลาดหุ้นไทยให้ได้ก่อน เพื่อให้นักลงทุนมาตั้งสติก่อน เพราะทั้ง 2 วิธีจะเป็นการสร้างเม็ดเงินลงทุนใหม่ หรือให้คนรับรู้ว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้ามา”

 

3. มีความจำเป็นที่รัฐบาลต้องสื่อสารข้อมูลกับฝั่งตลาดทุนเพิ่มมากขึ้นถึงผลงานหรือนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ โดยภาครัฐควรมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่คล้ายกับหน่วยงานลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เพื่อสื่อสารและประชาสัมพันธ์กับนักลงทุนสถาบัน รวมถึงนักวิเคราะห์ เพื่อช่วยในการทำบทวิเคราะห์เผยแพร่ข้อมูลของรัฐบาลให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับข้อมูล

 

FETCO เตรียมนัดถกหาแนวทางพยุงตลาดหุ้น

 

ด้านพิเชษฐ สิทธิอำนวย รองประธานกรรมการ FETCO, นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) และกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ในวันอังคารหน้า (18 กุมภาพันธ์) FETCO จะมีการนัดสมาชิกประจำเดือนกุมภาพันธ์ โดยหนึ่งในวาระสำคัญที่จะนำมาหารือร่วมกันในที่ประชุมของสมาชิก คือ การหาแนวทางหรือมาตรการในการพยุงหรือกระตุ้นตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

 

พิเชษฐ สิทธิอำนวย

พิเชษฐ สิทธิอำนวย รองประธานกรรมการ FETCO, นายกสมาคม ASCO และกรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง

 

“ประเด็นการนำกองทุน LTF กลับมาใช้จะเป็นหนึ่งในแนวทางที่ยกมาหารือร่วมกันในที่ประชุม ร่วมกับแนวทางอื่นๆ เพื่อนำมาใช้กระตุ้นการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งหากที่ประชุมมีข้อสรุปร่วมกันก็จะนำเสนอต่อกระทรวงการคลังให้พิจารณาต่อไป” พิเชษฐกล่าว

 

AIMC รอความชัดเจนจาก รมว.คลัง หวังมีข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า

 

ขณะที่ ชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) และกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า ปัจจุบัน FETCO รวมถึง AIMC อยู่ระหว่างรอความชัดเจนของแนวทางเหมาะสมที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงเงื่อนไขกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ตามที่ พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้ข่าวล่าสุด

 

ชวินดา หาญรัตนกูล

ชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคม AIMC และกรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย

 

โดย AIMC พร้อมจะให้ข้อเสนอแนะที่จะเป็นประโยชน์และสร้างความมั่นใจต่อการลงทุนในตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปรูปแบบหรือแนวทางที่ชัดเจนออกมาภายในสัปดาห์นี้หรือภายในไม่เกินสัปดาห์หน้า

 

ชวินดายังให้ข้อมูลต่อว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึงปัจจุบัน LTF ขายหุ้นไทยออกมาแล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนที่เหลือคงค้างอยู่ในกองทุน LTF อยู่ที่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท

The post บิ๊กตลาดทุนชง 3 แนวทาง ช่วยฟื้นวิกฤตศรัทธาหุ้นไทย เสนอให้มีสิทธิลดหย่อนลงทุนตรงในหุ้น นำเงื่อนไข LTF ปรับใช้ใน ThaiESG แนะภาครัฐตั้งหน่วยงานสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดประวัติ ‘พิชัย ชุณหวชิร’ ที่ปรึกษา ‘เศรษฐา’ ประธานบอร์ด ตลท. คนใหม่ อีกเสียงที่ร่วมเคาะผู้จัดการ SET คนใหม่ https://thestandard.co/profiles-pichai-and-pichet-set-thailand/ Wed, 07 Feb 2024 07:03:17 +0000 https://thestandard.co/?p=897089

คณะกรรมการ (บอร์ด) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ม […]

The post เปิดประวัติ ‘พิชัย ชุณหวชิร’ ที่ปรึกษา ‘เศรษฐา’ ประธานบอร์ด ตลท. คนใหม่ อีกเสียงที่ร่วมเคาะผู้จัดการ SET คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

คณะกรรมการ (บอร์ด) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีมติเลือก พิชัย ชุณหวชิร เป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 18 

 

โดยในการประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ วานนี้ (6 กุมภาพันธ์) ได้มีมติเลือก พิชัย ชุณหวชิร ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 18 แทน ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 

 

พร้อมทั้งบอร์ดได้มีมติเลือก พิเชษฐ สิทธิอำนวย ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่ออีกวาระหนึ่ง โดยทั้งพิชัยและพิเชษฐจะมีวาระดำรงตำแหน่ง 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567  

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

เปิดประวัติการศึกษา ‘พิชัย ชุณหวชิร’ 

 

 

  • ปริญญาตรี บัญชีบัณฑิต (การบัญชี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
  • ปริญญาโท บริหารธุรกิจ Master of Business Administration, Indiana University of Pennsylvania, USA 
  • ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
  • ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารการเงิน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 
  • ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม

 

เปิดประวัติการทำงานเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง เช่น

  • กรรมการ ธนาคารแห่งประเทศไทย 
  • นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ 
  • กรรมการ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP
  • กรรมการคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจ
  • กรรมการคณะกรรมการติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI

 

สำหรับ พิชัย ชุณหวชิร เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2492 อายุ 75 ปี ปัจจุบัน พิชัยยังดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรธุรกิจ เช่น 

  • ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP
  • ประธานกรรมการ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ BBGI

 

อีกทั้งเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา พิชัย ชุณหวชิร ได้รับการแต่งตั้งจาก เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และนั่งเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 

 

นอกจากนี้ในช่วงปี 2557 พิชัย ชุณหวชิร ถือเป็นหนึ่งพยานคนสำคัญในคดีปล่อยปละละเลยการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่ง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ยื่นเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้เรียกพิชัยเข้ามาให้ปากคำในคดีนี้

 

โดยยิ่งลักษณ์ชี้แจงเหตุผลในหนังสือยื่นคำร้องถึงการขอเสนอชื่อ พิชัย ชุณหวชิร เป็นมาพยานในตอนนั้นว่า พิชัย เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ คุณวุฒิ เป็นที่ยอมรับของผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านบัญชี และเป็นพยานบุคคลภายนอก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตนเองด้วย

 

เปิดประวัติ รองประธานบอร์ด ตลท. ‘พิเชษฐ สิทธิอำนวย’

 

 

  • ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
  • ปริญญาโท บริหารธุรกิจ University of Texas at Austin สหรัฐอเมริกา 

 

ขณะที่มีประสบการณ์ทำงานในภาคตลาดทุนมาอย่างยาวนาน โดยเคยดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มาแล้วก่อนหน้านี้ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง

 

นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งสำคัญในภาคตลาดทุนอย่าง รองประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย  

 

คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชุดปัจจุบัน มีจำนวน 11 คน ประกอบด้วยรายชื่อดังนี้ 

 

  • พิชัย ชุณหวชิร เป็นประธานกรรมการ 
  • พิเชษฐ สิทธิอำนวย เป็นรองประธานกรรมการ 

 

ส่วนกรรมการอีก 9 คน ได้แก่ 

  • กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ 
  • กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
  • คมกฤช เกียรติดุริยกุล 
  • ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่ 
  • ธิติ ตันติกุลานันท์ 
  • รวินทร์ บุญญานุสาสน์ 
  • ศุภโชค ศุภบัณฑิต
  • โสภาวดี เลิศมนัสชัย 
  • ภากร ปีตธวัชชัย ปัจจุบันเป็นกรรมการและผู้จัดการ

 

โดยคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้ง 11 รายดังกล่าวนี้จะเข้ามาเป็นผู้คัดเลือกสรรหา ‘กรรมการและผู้จัดการ’ คนใหม่เป็นคนที่ 14 แทน ภากร ปีตธวัชชัย ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอยู่ในวาระที่ 2 ซึ่งกำลังจะเกษียณอายุการทำงานในเดือนกันยายน 2567 นี้

The post เปิดประวัติ ‘พิชัย ชุณหวชิร’ ที่ปรึกษา ‘เศรษฐา’ ประธานบอร์ด ตลท. คนใหม่ อีกเสียงที่ร่วมเคาะผู้จัดการ SET คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอสซีจี เดคคอร์ เคาะราคา IPO สุดท้ายที่ 11.50 บาท เปิดขายนักลงทุนสถาบัน-รายย่อยวันที่ 8 ธ.ค. และ 12-13 ธ.ค. นี้ https://thestandard.co/scgd-ipo/ Wed, 06 Dec 2023 11:15:27 +0000 https://thestandard.co/?p=874106 เอสซีจี เดคคอร์

บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD เคาะราคาขายสุดท้าย IPO หุ […]

The post เอสซีจี เดคคอร์ เคาะราคา IPO สุดท้ายที่ 11.50 บาท เปิดขายนักลงทุนสถาบัน-รายย่อยวันที่ 8 ธ.ค. และ 12-13 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอสซีจี เดคคอร์

บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD เคาะราคาขายสุดท้าย IPO หุ้นละ 11.50 บาท เป็นช่วงราคาบนสุดของช่วงราคา IPO ที่ 11.20-11.50 บาท หลังสำรวจดีมานด์นักลงทุนสถาบัน คาดเข้าเทรดวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในเดือนธันวาคมนี้ 

 

นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวจากการขยายตัวของเมืองและการเพิ่มขึ้นของรายได้ชนชั้นกลาง คาดว่ามูลค่าตลาดรวมวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ในปี 2565-2569 จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.80 แสนล้านบาท เป็น 2.50 แสนล้านบาท โดยความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องการสินค้าระดับพรีเมียม สินค้าที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกลุ่ม Smart Products มากยิ่งขึ้น จะเป็นโอกาสของบริษัทที่จะขยายตลาดในภูมิภาคนี้ 

 

ปัจจุบันบริษัทถือเป็นผู้นำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน โดยมีโรงงานผลิตกระเบื้องปูพื้นและบุผนังในประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย กำลังการผลิตรวม 187.2 ล้านตารางเมตรต่อปี ติดท็อป 5 ของโลก มีโรงงานผลิตสุขภัณฑ์ในประเทศไทย กำลังการผลิต 2.3 ล้านชิ้นต่อปี และโรงงานผลิตก๊อกน้ำในประเทศไทย กำลังการผลิต 1.7 ล้านชิ้นต่อปี และมีส่วนแบ่งการตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ รวมถึงส่วนแบ่งตลาดสุขภัณฑ์เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย 

 

“บริษัทวางแผนขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก โดยเห็นโอกาสขยายตลาดสุขภัณฑ์จากประเทศไทยสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ดีคือการที่ปัจจุบันบริษัทฯ ทำการขยายเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายสุขภัณฑ์ในเวียดนาม โดยต่อยอดจากร้านผู้แทนจำหน่ายกระเบื้อง และจะใช้ ‘COTTO’ เป็นแบรนด์เรือธงเจาะกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม ขณะเดียวกันจะขยายตลาดผลิตภัณฑ์กระเบื้องไวนิล SPC วัสดุตกแต่งพื้นผิวทางเลือกใหม่ในตลาดอาเซียน ล่าสุดได้เดินหน้าแผนลงทุนติดตั้งสายการผลิตใหม่ที่โรงงานหินกอง สระบุรี กำลังการผลิต 1.8 ล้านตารางเมตรต่อปี 

 

“รวมถึงเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ เช่น เตรียมลงทุนโครงการขยายกำลังการผลิตกระเบื้องพอร์ซเลนรวม 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปี ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศเวียดนาม และอยู่ระหว่างศึกษาแผนลงทุนโรงงานกระเบื้องในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศเวียดนาม โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาได้เริ่มเดินเครื่องจักรสายการผลิตใหม่กระเบื้องเซมิ-เกลซ พอร์ซเลน และกระเบื้องขนาดใหญ่อีก 1.38 ล้านตารางเมตรต่อปี ที่โรงงาน Dai Loc ในประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นสินค้าระดับกลางถึงพรีเมียมที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี” นำพลกล่าว  

 

ด้าน พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า ความคืบหน้าการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) หลังจากสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้นจากนักลงทุนสถาบัน ถือว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างดี และมีผู้แสดงความต้องการจองซื้อมากกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ จึงกำหนดราคาเสนอขายสุดท้าย IPO ที่ 11.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายสุดท้าย และจะเปิดให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยจองซื้อหุ้น IPO ในวันที่ 8 ธันวาคม และ 12-13 ธันวาคม 2566 ที่ราคาเสนอขายสุดท้าย IPO การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงการเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ COTTO เพื่อแลกหุ้นและเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป มีจำนวนไม่เกิน 439.10 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 26.61% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ซึ่งจะเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงินและศักยภาพการขยายธุรกิจ

 

โดย SCGD จะนำไปขยายธุรกิจทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ชำระเงินกู้ การควบรวมกิจการในอนาคต เป็นเงินทุนหมุนเวียนและปรับโครงสร้างเงินทุน ทั้งนี้ ภายหลังการปรับโครงสร้างและเสนอขาย IPO เป็นที่เรียบร้อย SCGD จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีผลให้ผู้ถือหุ้น COTTO ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์กลายเป็นผู้ถือหุ้นของ SCGD

The post เอสซีจี เดคคอร์ เคาะราคา IPO สุดท้ายที่ 11.50 บาท เปิดขายนักลงทุนสถาบัน-รายย่อยวันที่ 8 ธ.ค. และ 12-13 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอสซีจี เดคคอร์ เคาะช่วงราคา IPO ที่ 11.20-11.50 บาท เปิดให้ผู้ถือหุ้น SCC-COTTO จอง 29 พ.ย. – 6 ธ.ค. ประชาชนทั่วไปจองซื้อ 8 และ 12-13 ธ.ค. นี้ https://thestandard.co/scgd-ipo-price/ Wed, 22 Nov 2023 09:07:42 +0000 https://thestandard.co/?p=868530 เอสซีจี เดคคอร์

บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ เดินหน้าระดมทุนขาย IPO หวังนำเงินไป […]

The post เอสซีจี เดคคอร์ เคาะช่วงราคา IPO ที่ 11.20-11.50 บาท เปิดให้ผู้ถือหุ้น SCC-COTTO จอง 29 พ.ย. – 6 ธ.ค. ประชาชนทั่วไปจองซื้อ 8 และ 12-13 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอสซีจี เดคคอร์

บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ เดินหน้าระดมทุนขาย IPO หวังนำเงินไปใช้ขยายธุรกิจทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ชำระเงินกู้ ลุยแผนการควบรวมกิจการในอนาคต รวมถึงเป็นเงินทุนหมุนเวียนและปรับโครงสร้างเงินทุน 

 

พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของ บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 เป็นต้นมา SCGD ได้เริ่มทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ COTTO ที่ราคา 2.40 บาทต่อหุ้น พร้อมกับชำระค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ SCGD 

 

โดยที่ช่วงราคาเสนอขาย IPO สุดท้ายที่ 11.20-11.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นสุดท้ายที่ 4.6667-4.7917 หุ้น COTTO ต่อ 1 หุ้น SCGD ซึ่งกรณีที่มีเศษจะปัดลงทั้งหมด โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 6 ธันวาคม 2566  

 

SCGD จะเปิดให้ผู้ถือหุ้นของ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หรือเอสซีจี และผู้ถือหุ้นของ บมจ.เอสซีจี เซรามิกส์ หรือ COTTO ที่ได้รับสิทธิ เริ่มจองซื้อหุ้น IPO ของ SCGD ในวันที่ 29 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2566 ที่ราคา 11.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขาย IPO สุดท้าย จากนั้นในวันที่ 6 ธันวาคม 2566 จะมีการประกาศราคาเสนอขายสุดท้ายให้ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยสามารถจองซื้อได้ในวันที่ 8 และ 12-13 ธันวาคม 2566   

 

ด้าน นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ หรือ SCGD กล่าวว่า SCGD มีความมั่นใจและมีความพร้อมเต็มที่ในการขยายธุรกิจเชิงรุกสู่ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง และมีมูลค่าตลาดรวมวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์สูงถึงประมาณ 5.2 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.80 แสนล้านบาท โดยมีแผนที่จะเติบโตจากการขยายธุรกิจจากประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะธุรกิจสุขภัณฑ์ ซึ่งบริษัทฯ มียอดขายสุขภัณฑ์อันดับหนึ่งในไทยและเป็นสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี รวมถึงต่อยอดธุรกิจตกแต่งพื้นผิวด้วยการขยายตลาดกระเบื้องไวนิล SPC และ LVT ซึ่งเป็นสินค้าทางเลือกใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย  

   

“บริษัทฯ​ ได้ลงทุนสายการผลิตกระเบื้องไวนิล Stone Plastic Composite (SPC) มีกำลังการผลิต 1.8 ล้านตารางเมตรต่อปี ที่โรงงานหินกอง จังหวัดสระบุรี ใช้งบลงทุน 138 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2567 เพื่อเตรียมขยายตลาดทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน 

 

“พร้อมทั้งเตรียมลงทุนขยายกำลังการผลิตกระเบื้องพอร์ซเลนรวม 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปีในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศเวียดนาม โดยเป็นกำลังการผลิตใหม่ 1.65 ล้านตารางเมตรต่อปี และทดแทนกำลังการผลิตเดิมอีก 4.95 ล้านตารางเมตรต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2568  

    

“ในไตรมาส 3/66 บริษัทฯ ได้เริ่มเดินเครื่องจักรสายการผลิตใหม่ที่โรงงาน Dai Loc ในประเทศเวียดนาม มีกำลังการผลิตกระเบื้องเซมิ-เกลซ พอร์ซเลน (Semi- Glazed Porcelain) และกระเบื้องขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 1.38 ล้านตารางเมตรต่อปี นอกจากนี้ยังเตรียมแผนลงทุนโรงงานในพื้นที่ภาคใต้ของเวียดนาม เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดอีกด้วย”     

 

นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีกลยุทธ์หลักที่สำคัญ ได้แก่ ขยายผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวเนื่องให้ครอบคลุมการตกแต่งยิ่งขึ้น โดยร่วมมือกับโรงงานแต่ละประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน รวมถึงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

 

โดยในไตรมาสที่ผ่านมาได้เริ่มโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และโครงการใช้ชีวมวลผลิตลมร้อนในกระบวนการผลิตผงดิน ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานลงได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย 

 

ปัจจุบัน SCGD ทำธุรกิจตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน โดยมียอดขายกระเบื้องเซรามิกอันดับหนึ่งในไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ รวมถึงมียอดขายสุขภัณฑ์อันดับหนึ่งในไทย และมีแบรนด์สินค้าเป็นที่ยอมรับในภูมิภาค โดยมีธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจตกแต่งพื้นผิว (Decor Surfaces) ประกอบด้วย กระเบื้องปูพื้นบุผนัง กระเบื้องไวนิล SPC และกระเบื้องไวนิล LVT (Luxury Vinyl Tile) รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น กาวซีเมนต์และกาวยาแนว เป็นต้น รวมทั้งธุรกิจสุขภัณฑ์ ได้แก่ สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ และอุปกรณ์ห้องน้ำ โดยมีฐานการผลิตในประเทศไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ และมีช่องทางจัดจำหน่ายหลากหลายรูปแบบและครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาค รวมถึงส่งออกสินค้าถึง 57 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, เยเมน, ไต้หวัน, เกาหลี, ญี่ปุ่น และกัมพูชา เป็นต้น  

 

ส่วน สมิทธิ โกสีย์เจริญ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บมจ.เอสซีจี เดคคอร์  กล่าวถึงภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2563-2565 ว่า บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 24,378.6 ล้านบาท, 25,937.4 ล้านบาท และ 30,253.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.4% และ 16.6% จากปีก่อน ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 1,235.9 ล้านบาท, 1,401.9 ล้านบาท และ 1,320.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% และลดลง 5.8% จากปีก่อน ตามลำดับ 

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2566 มีรายได้จากการขาย 21,522 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากธุรกิจตกแต่งพื้นผิว 77% และสุขภัณฑ์ 18% ส่วนที่เหลืออีก 5% มาจากธุรกิจอื่นๆ และมีกำไรสุทธิ 760 ล้านบาท ชะลอตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้ที่ลดลงของธุรกิจตกแต่งพื้นผิวในเวียดนามซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ 

 

อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายในไตรมาส 3/66 เท่ากับ 7,186 ล้านบาท และกำไรสุทธิเท่ากับ 280 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วและตลาดมีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปีหน้า   

    

“SCGD เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ซึ่งรวมถึงการเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของ COTTO เพื่อแลกหุ้นและเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปไม่เกิน 439.10 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 26.61% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ

 

“โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายธุรกิจทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน ชำระเงินกู้ การควบรวมกิจการในอนาคต รวมทั้งเป็นเงินทุนหมุนเวียนและปรับโครงสร้างเงินทุน ภายหลังปรับโครงสร้างและเสนอขาย IPO แล้วเสร็จ SCGD จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีผลให้ผู้ถือหุ้น COTTO ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์กลายเป็นผู้ถือหุ้นของ SCGD ”

The post เอสซีจี เดคคอร์ เคาะช่วงราคา IPO ที่ 11.20-11.50 บาท เปิดให้ผู้ถือหุ้น SCC-COTTO จอง 29 พ.ย. – 6 ธ.ค. ประชาชนทั่วไปจองซื้อ 8 และ 12-13 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Meb’ ผู้นำ E-Book ของไทย ประกาศเข้าตลาดหุ้นในไตรมาส 1 ปีนี้ เตรียมขายหุ้น IPO ไม่เกิน 75.5 ล้านหุ้น https://thestandard.co/meb-enter-stock-market-in-q1/ Tue, 17 Jan 2023 12:40:38 +0000 https://thestandard.co/?p=738582

เมพ คอร์ปอเรชั่น หรือ Meb ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจจำหน่ายหนั […]

The post ‘Meb’ ผู้นำ E-Book ของไทย ประกาศเข้าตลาดหุ้นในไตรมาส 1 ปีนี้ เตรียมขายหุ้น IPO ไม่เกิน 75.5 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมพ คอร์ปอเรชั่น หรือ Meb ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ผ่านแพลตฟอร์ม Meb และ readAwrite ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอ่านวรรณกรรมออนไลน์ระดับแนวหน้าของประเทศไทย เตรียมเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในไตรมาส 1 ปีนี้ โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน  75.5 ล้านหุ้น เงินระดมทุนที่ได้จะใช้สำหรับขยายธุรกิจที่อยู่ในแพลตฟอร์มปัจจุบัน และใช้สำหรับการขยายธุรกิจใหม่ๆ พร้อมกับปรับปรุงพัฒนาแพลตฟอร์ม

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นับหนึ่งไฟลิ่งของ บมจ.เมพ คอร์ปอเรชั่น (Meb) ผู้นำในการประกอบธุรกิจจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) จัดจำหน่ายอุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Reader) และธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มระบบห้องสมุดดิจิทัลสำหรับองค์กร (Hibrary) ของเมืองไทย

 

โดย Meb เตรียมขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 75.5 ล้านหุ้น และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในไตรมาส 1/66 นี้ ระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจที่อยู่ในแพลตฟอร์มปัจจุบัน และใช้สำหรับการขยายธุรกิจใหม่ๆ พร้อมกับปรับปรุงพัฒนาแพลตฟอร์มและเป็นเงินทุนหมุนเวียน เสริมธุรกิจเติบโตแข็งแกร่ง

 

รวิวร มะหะสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Meb กล่าวว่า การเสนอขายหุ้น IPO นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตในอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายธุรกิจใหม่ๆ การเพิ่มคอนเทนต์ให้มีความหลากหลาย และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน อีกทั้งการระดมทุนในครั้งนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนและประชาชนทั่วไปได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการต่อยอดความสำเร็จของ Meb อีกด้วย

 

ทั้งนี้ Meb ดำเนินธุรกิจจำหน่ายหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ผ่านเว็บไซต์ www.mebmarket.com และ www.readAwrite.com รวมถึงแอปพลิเคชัน Meb และ readAwrite บนระบบปฏิบัติการต่างๆ นอกจากนี้บริษัทยังมีธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ การจัดจำหน่ายอุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Reader) และธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มระบบห้องสมุดดิจิทัลสำหรับองค์กร (Hibrary) ซึ่งดำเนินงานผ่านบริษัทย่อยของบริษัท ได้แก่ บริษัท ไฮเท็คซ์ อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด (Hytexts)

 

ผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในปี 2562-2564 และงวด 9 เดือนของปี 2565 โดยบริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 618.72 ล้านบาท, 1,004.68 ล้านบาท, 1,456.38 ล้านบาท และ 1,263.54 ล้านบาท ตามลำดับ และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 82.09 ล้านบาท, 164.74 ล้านบาท,  275.34 ล้านบาท และ 241.85 ล้านบาท ตามลำดับ

 

“สำหรับวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้สำหรับการขยายธุรกิจที่อยู่ในแพลตฟอร์มปัจจุบัน ประกอบด้วย Meb, readAwrite และ Hytexts โดยการเพิ่มเนื้อหาวรรณกรรมออนไลน์ ทั้งจากการซื้อลิขสิทธิ์วรรณกรรมประเภทนิยายและประเภทอื่นที่ไม่ใช่นิยาย และใช้สำหรับการขยายธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจปัจจุบัน และท้ายสุดใช้ในการปรับปรุงพัฒนาแพลตฟอร์มปัจจุบันให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมั่นคงต่อไป” รวิวรกล่าว

 

ด้าน พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บล.บัวหลวง ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินของ บมจ.เมพ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Meb จะเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ภายในไตรมาส 1 ปีนี้ โดย Meb ได้ยื่นเสนอขายหุ้น IPO รวมจำนวนไม่เกิน 75.50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท หรือคิดเป็น 25.17% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ แบ่งเป็นหุ้น IPO จำนวน 22.50 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 53 ล้านหุ้น โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai ในหมวดธุรกิจบริการ

 

ภายหลังการขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ รวิวร มะหะสิทธิ์ และ กิตติพงษ์ แซ่ลิ้ม ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท จะถือหุ้นรวมกันประมาณ 18.7% และ บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) ผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่เดิม จะถือหุ้นประมาณ 56% ใน Meb


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘Meb’ ผู้นำ E-Book ของไทย ประกาศเข้าตลาดหุ้นในไตรมาส 1 ปีนี้ เตรียมขายหุ้น IPO ไม่เกิน 75.5 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘KCG’ เจ้าของคุกกี้อิมพีเรียลเตรียมเข้าตลาดหุ้น ขาย IPO ไม่เกิน 170 ล้านหุ้น นำเงินเพิ่มศักยภาพคลังสินค้า https://thestandard.co/kcg-prepare-to-enter-stock-market/ Fri, 23 Dec 2022 10:03:59 +0000 https://thestandard.co/?p=728004

‘เคซีจี คอร์ปอเรชั่น’ เจ้าของคุกกี้อิมพีเรียล เตรียมเข้ […]

The post ‘KCG’ เจ้าของคุกกี้อิมพีเรียลเตรียมเข้าตลาดหุ้น ขาย IPO ไม่เกิน 170 ล้านหุ้น นำเงินเพิ่มศักยภาพคลังสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เคซีจี คอร์ปอเรชั่น’ เจ้าของคุกกี้อิมพีเรียล เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เสนอขาย IPO ไม่เกิน 170 ล้านหุ้น หวังระดมทุนเพิ่มศักยภาพคลังสินค้า พร้อมขยายกำลังการผลิต ส่วนที่เหลือจะนำไปชำระหนี้สถาบันการเงิน

 

ตง ธีระนุสรณ์กิจ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.เคซีจี คอร์ปอเรชั่น หรือ KCG กล่าวว่า บริษัทเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเนย-ชีส ภายใต้แบรนด์ อิมพีเรียล และอลาวรี่ มาเป็นระยะเวลา 64 ปี ภายใต้วิสัยทัศน์ การมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการจับมือกับพันธมิตร จัดหาวัตถุดิบจากทั่วโลกเพื่อสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคทั้งไทยและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเป็นผู้นำเข้าสินค้าอาหารสำเร็จรูปและเนยแข็งระดับโลก 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ มีทีมวิจัยและพัฒนาสินค้าให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องซึ่งมีกำลังการผลิตครบวงจร พร้อมกับระบบโลจิสติกส์แบบควบคุมอุณหภูมิที่สามารถกระจายสินค้าครอบคลุมทุกช่องทาง

 

โฟกัสไปที่ช่องทางการขายให้ลูกค้ากลุ่ม Business to Customer หรือ B2C ผ่านร้านค้าปลีกสมัยใหม่และแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงช่องทางการขายให้กลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการ Business to Business หรือ B2B ให้กับผู้ผลิตอาหาร ผู้ประกอบการโรงแรมและภัตตาคาร รวมถึงการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยหากอ้างอิงตามข้อมูลของ Euromonitor บริษัทฯ เป็นผู้นำสำหรับผลิตภัณฑ์เนยและชีส โดยมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 

 

ด้าน พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน KCG กล่าวต่อว่า บริษัทได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2565 

 

โดยปัจจุบัน บมจ.เคซีจี คอร์ปอเรชั่น มีทุนจดทะเบียน 560 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวนไม่เกิน 560 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1.0 บาท โดยเป็นทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 390 ล้านบาท และจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 170 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 30.4 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์นำเงินที่ได้จากการระดมทุน เพิ่มศักยภาพศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าตลอดจนการขยายกำลังการผลิต และส่วนที่เหลือจะนำไปชำระหนี้สถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน 

 

อย่างไรก็ตามปัจจุบัน KCG มีผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ภายใต้แบรนด์ Imperial, Allowrie และ Dairygold ตามด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกอบอาหารและเบเกอรี และผลิตภัณฑ์บิสกิต ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์คุกกี้ ผลิตภัณฑ์แครกเกอร์ และผลิตภัณฑ์เวเฟอร์ ภายใต้แบรนด์ Imperial Rosy และ Violet

The post ‘KCG’ เจ้าของคุกกี้อิมพีเรียลเตรียมเข้าตลาดหุ้น ขาย IPO ไม่เกิน 170 ล้านหุ้น นำเงินเพิ่มศักยภาพคลังสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์ MAKRO ขาย PO หุ้นละ 43.50 บาท นักลงทุนสถาบันมองอย่างไร? https://thestandard.co/morning-wealth-07122021-4/ Tue, 07 Dec 2021 06:57:51 +0000 https://thestandard.co/?p=568550

ความคืบหน้าการเสนอขายหุ้นสามัญของ MAKRO และผลตอบรับของน […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์ MAKRO ขาย PO หุ้นละ 43.50 บาท นักลงทุนสถาบันมองอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ความคืบหน้าการเสนอขายหุ้นสามัญของ MAKRO และผลตอบรับของนักลงทุนเป็นอย่างไร พูดคุยกับ พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.หลักทรัพย์บัวหลวง ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์ MAKRO ขาย PO หุ้นละ 43.50 บาท นักลงทุนสถาบันมองอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์หุ้นไทย แนวรับอยู่ไหน เมื่อโอไมครอนบุกหนักทั่วโลก | Morning Wealth 7 ธ.ค. 2564 https://thestandard.co/morning-wealth-07122021/ Tue, 07 Dec 2021 01:09:15 +0000 https://thestandard.co/?p=568386

วิเคราะห์หุ้นไทย แนวรับอยู่ไหน เมื่อโอไมครอนบุกหนักทั่ว […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์หุ้นไทย แนวรับอยู่ไหน เมื่อโอไมครอนบุกหนักทั่วโลก | Morning Wealth 7 ธ.ค. 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • วิเคราะห์หุ้นไทย แนวรับอยู่ไหน เมื่อโอไมครอนบุกหนักทั่วโลก
  • วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทยรอบสัปดาห์ หลังไทยพบผู้ติดเชื้อโอไมครอนรายแรก ทิศทางจะเป็นอย่างไร พูดคุยกับ ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์
  • ความคืบหน้าการเสนอขายหุ้นสามัญของ MAKRO และผลตอบรับของนักลงทุนเป็นอย่างไร พูดคุยกับ พิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.หลักทรัพย์บัวหลวง ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
  • เกาะติดสถานการณ์ Bitkub ตรวจสอบ 3 เหรียญดัง ‘KUB-JFIN-SIX’ หลังถูกทุบราคาร่วงหนัก รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์หุ้นไทย แนวรับอยู่ไหน เมื่อโอไมครอนบุกหนักทั่วโลก | Morning Wealth 7 ธ.ค. 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>