พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ-พ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 07 Jul 2026 05:10:22 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผบ.ทบ. และคณะ ตรวจความคืบหน้าบูรณะปฏิสังขรณ์ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง https://thestandard.co/army-chief-inspects-royal-chariots-queen-mother/ Tue, 07 Jul 2026 05:10:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1227613 พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ตรวจราชรถและราชยานที่กำลังบูรณะภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

วันนี้ (7 กรกฎาคม) พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการ […]

The post ผบ.ทบ. และคณะ ตรวจความคืบหน้าบูรณะปฏิสังขรณ์ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ตรวจราชรถและราชยานที่กำลังบูรณะภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

วันนี้ (7 กรกฎาคม) พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานการตรวจติดตามความคืบหน้าการบูรณะปฏิสังขรณ์ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่บริเวณ อาคารโรงราชรถ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พร้อมรับฟังการบรรยายและเดินชม ราชรถและราชยาน

ดูภาพข่าว 

ได้แก่ พระมหาพิชัยราชรถ พระที่นั่งราเชนทรยาน เกรินบันไดนาค เวชยันตรราชรถ พระยานมาศสามลำคานซึ่งมีหน้าที่อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ ราชรถน้อย และเครื่องประกอบในพระราชพิธีฯ

 

พล.ต. ภาณุ ป้านทอง ผู้บัญชาการศูนย์อุตสาหการสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของกรมสรรพาวุธทหารบกว่า กรมสรรพาวุธทหารบก ซึ่งมีความรับผิดชอบในการซ่อมบำรุงราชรถ และราชยานต่างๆ รวมทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน ได้แก่ พระมหาพิชัยราชรถ, เวชยันตรราชรถ, ราชรถน้อยอีก 3 องค์, เกรินบันไดนาค 2 องค์, ฐานรองพระโกศ และพระยานมาศสามลำคาน 2 องค์ ซึ่งความพร้อมของพระมหาพิชัยราชรถขณะนี้ ในส่วนงานของกรมสรรพาวุธทหารบก เกือบครบถ้วน 100% แล้ว ส่วนเวชยันตรราชรถ ก็ได้ดำเนินการเกือบแล้วเสร็จทั้งหมดเช่นกัน

 

พร้อมกันนี้กองทัพบก ยังได้ดำเนินการซักซ้อมฉุดชักราชรถควบคู่กันไปด้วย ทั้งในพื้นที่ของกรมสรรพาวุธทหารบก และนอกพื้นที่คือ สนามบินเล็กของกองทัพอากาศ

 

พล.ต. ภาณุ ยืนยันว่า ราชรถที่ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ ได้มีการตรวจสอบความแข็งแรง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยมีการใช้เทคโนโลยี Megnetic Yoke หรือ การใช้สนามแม่เหล็ก เพื่อตรวจสอบความแข็งแรงบนชิ้นงานโลหะ และมีผู้ชำนาญการเข้ามาดำเนินการตรวจสอบโครงสร้างที่เป็นเหล็ก และได้รับความร่วมมือจากคณาจารย์ต่างๆ เป็นอย่างดีทุกครั้ง ซึ่งจะการสำรวจไม่พบความบกพร่อง และภาพรวมในขณะนี้ จึงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และครบถ้วน

 

พล.ต. ภาณุ ยังย้ำว่า กรมสรรพาวุธทหารบก ได้ดำเนินการเสริมสร้างความแข็งแรงในส่วนที่เป็นเหล็กและไม้ ตลอดการใช้งานราชรถทุกองค์เสมอมา มีการตรวจสอบความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ และในอนาคตก็จะมีการปรับปรุงให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอายุการใช้งานของราชรถทุกองค์มีมาอย่างยาวนาน คาดว่าคงไม่จำเป็นต้องปรับปรุงเยอะ เนื่องจากมีการดำเนินการอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งยังระดับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศิลปากร โดยเฉพาะสำนักงานช่างสิบหมู่ ที่มีการดำเนินการตลอด จึงทำให้ให้เชื่อมั่นว่า การดำเนินพระราชพิธีที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของราชรถต่างๆ จะมีความพร้อมแน่นอน 100% โดยการบูรณะคาดว่าจะเสร็จสิ้นในเดือนตุลาคม และจะมีการซักซ้อมเตรียมความพร้อมจำนวน 6 ครั้ง แบ่งเป็นซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง และซ้อมย่อยอีก 4 ครั้ง ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมนี้

 

 

พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ตรวจราชรถและราชยานที่กำลังบูรณะภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 1พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ตรวจราชรถและราชยานที่กำลังบูรณะภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 2พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ตรวจราชรถและราชยานที่กำลังบูรณะภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร 3

The post ผบ.ทบ. และคณะ ตรวจความคืบหน้าบูรณะปฏิสังขรณ์ ราชรถ ราชยาน ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระพันปีหลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ https://thestandard.co/prakhon-chai-sculptures-returned-usa/ Tue, 06 Jan 2026 10:36:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1161943 รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ

วันนี้ (6 มกราคม) ที่ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑ […]

The post รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ

วันนี้ (6 มกราคม) ที่ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีรับมอบและแถลงข่าวการส่งคืนโบราณวัตถุ ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก (Asian Art Museum, San Francisco) ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

ซาบีดา กล่าวว่า การได้รับมอบโบราณวัตถุชุดนี้กลับคืนมาถือเป็นวาระที่มีความสำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์ชาติ เนื่องจากเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ประเมินค่ามิได้ หลักฐานเหล่านี้บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองของชุมชนโบราณในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยืนยันการมีอยู่ของเมืองศรีจนาศะ ซึ่งมีศูนย์กลางบริเวณลุ่มแม่น้ำมูลและที่ราบสูงโคราช อีกทั้งยังสะท้อนถึงศรัทธาในพุทธศาสนาและภูมิปัญญาโลหกรรมขั้นสูงของบรรพบุรุษไทย

 

“ความสำเร็จในครั้งนี้ เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งมาตั้งแต่ปี 2561 ระหว่างคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุฯ กรมศิลปากร กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา (HSI) รัฐบาลไทยขอขอบคุณพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ที่ให้ความร่วมมือส่งคืนมรดกสำคัญนี้ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการติดตามโบราณวัตถุชิ้นอื่นๆ กลับคืนสู่แผ่นดินไทยต่อไปในอนาคต” รมว.วัฒนธรรม กล่าว

 

ทางด้าน พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยถึงเบื้องหลังการทวงคืนว่า กรมศิลปากรได้สืบค้นข้อมูลจนพบหลักฐานแน่ชัดว่าโบราณวัตถุดังกล่าวถูกลักลอบนำออกจากราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และได้ส่งหลักฐานผ่านกระทรวงการต่างประเทศไปยังสหรัฐฯ จนกระทั่งทางพิพิธภัณฑ์ฯ ได้ตรวจสอบและยอมรับข้อเท็จจริง จึงดำเนินการถอดถอนโบราณวัตถุออกจากบัญชีทะเบียนและส่งคืนให้ประเทศไทย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการต่อต้านการค้าโบราณวัตถุผิดกฎหมาย

 

สำหรับโบราณวัตถุที่ได้รับคืนมีจำนวน 4 รายการ ประกอบด้วย พระโพธิสัตว์ 3 องค์ และพระพุทธรูป 1 องค์ โดยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 กรมศิลปากรได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เดินทางไปรับมอบและขนส่งกลับถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา

 

จากการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญและภัณฑารักษ์ ยืนยันว่าประติมากรรมทั้ง 4 รายการ เป็นศิลปะสมัยลพบุรี อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 หรือ ประมาณ 1,200 ปีมาแล้ว โดยมีองค์ประกอบโลหะและรูปแบบศิลปกรรมสอดคล้องกับกลุ่มประติมากรรมที่เคยขุดพบในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่กลับมาเติมเต็มเรื่องราวของแผ่นดินไทยอีกครั้ง

 

รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ 1รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ 2รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ 3รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ 4รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ 5

The post รมว.วธ. รับมอบ 4 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย อายุกว่า 1,200 ปี คืนสู่มาตุภูมิ หลังทวงคืนสำเร็จจากสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ https://thestandard.co/royal-chariot-palanquin-restoration/ Thu, 06 Nov 2025 08:07:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1140318 ปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) เมื่อเวลา 08.00 น.สมเด็จพระกนิษฐาธ […]

The post ปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) เมื่อเวลา 08.00 น.สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีบวงสรวง เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

โดยมี ท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เฝ้า ฯ รับเสด็จ

 

ในการนี้ เสด็จฯ เข้าภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ทรงวางพวงมาลัยถวายสักการะพระพุทธสิหิงค์ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธสิหิงค์ จากนั้นเสด็จฯ ไปยังมณฑลพิธี ด้านหน้าโรงราชรถ ทรงจุดเทียนทอง เทียนเงิน ธูป และปักธูปหางที่เครื่องบวงสรวง ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ อ่านโองการบวงสรวงเทพยดา และอัญเชิญดวงพระวิญญาณพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า ทอดพระเนตรการแสดงรำบวงสรวง 1 ชุด บรรเลงเพลงสาธุการ โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เสด็จ ฯ ไปยังมณฑลพิธี ทรงสุหร่ายที่เครื่องมือช่าง ทรงโปรยข้าวตอก ดอกไม้ที่โต๊ะเครื่องบวงสรวง ทรงคล้องมาลัยที่พระมหาพิชัยราชรถ พระยานมาศสามลำคาน จำนวน 2 องค์ พระเวชยันตราชรถและราชรถน้อย จำนวน 3 องค์ ตามลำดับ และทอดพระเนตรพระราชรถ พระยานมาศ แล้วจึงเสด็จ ฯ กลับ

 

พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีบวงสรวงเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศ และเครื่องประกอบในพระราชพิธีฯ ซึ่งดำเนินการตามแบบโบราณราชประเพณีที่สืบทอดมา เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องดำเนินการได้อย่างราบรื่น ในการนี้ ได้มีรับสั่งด้วยพระเมตตา ให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างดี รับสั่งเรื่องกระจกเกรียบ และวัสดุที่จะนำมาใช้ให้ทุกอย่างให้ดำเนินการอย่างเรียบร้อย

 

หลังจากนี้ กรมศิลปากรจะปิดการเข้าชมโรงราชรถ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน เพื่อเริ่มดำเนินการบูรณะโดยประสานการทำงานกับกรมสรรพาวุธทหารบก และกรมอู่ทหารเรือ ในการศึกษาตรวจสอบสภาพโครงสร้างของราชรถ ระบบกลไก การเคลื่อนที่และการชักลาก ให้ความมั่นคงแข็งแรง รวมถึงการจัดสร้างนั่งร้านเพื่อบูรณะราชรถ กลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ดำเนินการทำความสะอาดราชรถ สำนักช่างสิบหมู่ ดำเนินการซ่อมแซมกระจก และการลงรักปิดทองและงานช่างฝีมือต่างๆ เน้นถึงมีความสวยงาม สมพระเกียรติ ดำเนินการ ตามจารีตประเพณีโบราณถือเป็นการซ่อมและบูรณะครั้งใหญ่ คาดว่าจะเสร็จราวเดือน กันยายน ไม่เกินเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นเวลาใกล้เคียงกับการก่อสร้างพระเมรุมาศแล้วเสร็จ

 

พนมบุตร กล่าวต่อว่า จากนี้ กรมศิลปากร กรมสรรพาวุธทหารบก และกรมอู่ทหารเรือ จะดำเนินงานบูรณะราชรถ 5 องค์ ประกอบด้วย พระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตราชรถ และราชรถน้อย 3 องค์ เกรินบันไดนาค 2 เกริน พระยานมาศสามลำคาน 2 องค์ พระที่นั่งราเชนทรยาน และพระวอสีวิกากาญจน์ โดยกรมศิลปากรจะดำเนินงานบูรณะ ซ่อมแซม และอนุรักษ์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ งานตกแต่ง และงานประดับส่วนต่างๆ ที่เป็นงานประณีตศิลปกรรม กรมสรรพาวุธทหารบก และกรมอู่ทหารเรือ จะดำเนินการศึกษา ตรวจสอบสภาพโครงสร้างของราชรถ ระบบกลไก การเคลื่อนที่ และการชักลาก ให้มีความมั่นคงแข็งแรง ทั้งนี้ เพื่อให้งดงามและสมพระเกียรติ

 

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ตนได้มอบหมายบุคลากรให้ดำเนินการในพระราชพิธี ประกอบด้วย สำนักสถาปัตยกรรม ทำหน้าที่ออกแบบพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบ โดยได้จัดทำร่างแบบในเบื้องต้นนำเสนอแล้วเสร็จด้วยองค์ประกอบ 3 ด้านหลัก คือ 1.มีความถูกต้องตามแบบแผนโบราณราชประเพณี 2 .มีความงดงามสมพระเกียรติเพื่อถวายพระเกียรติสูงสุด และ 3. การจัดทำรายละเอียดของการออกแบบของลวดลายสื่อถึงพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณผ่านลวดลายของ ซุ้มคูหาต่างๆ ให้มีความงดงาม และอ่อนหวาน สมพระเกียรติของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหญิง

 

ตลอดจนนำเสนอพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและพันธุ์ไม้ที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ออกแบบผ่านเป็นลวดลายต่างๆ สำนักช่างสิบหมู่ทำงานร่วมกับสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติดำเนินการบูรณะราชรถ การจัดสร้างเครื่องสังเค็ด และเครื่องประกอบต่างๆ ในพระราชพิธี สำนักการสังคีต จัดแสดงในงานพระราชพิธีสำคัญ

 

ปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 1
ปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 2
ปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 3
ปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ 4

The post ปฏิสังขรณ์ราชรถ พระยานมาศและเครื่องประกอบ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดฉาก Bangkok Art Biennale 2024 ภายใต้แนวคิด ‘รักษา กายา’ ชวนชม 200 งานศิลปะ 11 แลนด์มาร์กทั่วกรุง https://thestandard.co/bangkok-art-biennale-2024/ Sat, 26 Oct 2024 02:38:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1000311

วันนี้ (25 ตุลาคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD พาผู้อ่า […]

The post เปิดฉาก Bangkok Art Biennale 2024 ภายใต้แนวคิด ‘รักษา กายา’ ชวนชม 200 งานศิลปะ 11 แลนด์มาร์กทั่วกรุง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 ตุลาคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD พาผู้อ่านและผู้ติดตามร่วมสัมผัสเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ‘Bangkok Art Biennale 2024’ เปิดฉากความอลังการอีกครั้งภายใต้แนวคิดใหม่ ‘รักษา กายา’ (Nurture Gaia) ที่มุ่งเน้นที่จะถ่ายทอดความหมายที่แตกต่างของธรรมชาติ การเลี้ยงดู ความเป็นผู้หญิง และการครุ่นคิดเกี่ยวกับนิเวศวิทยา การเมือง หรืออำนาจเหนือธรรมชาติต่างๆ ผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยจากทั่วโลกด้วยสื่อศิลปะที่หลากหลาย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัจจุบัน กระตุ้นให้ฉุกคิด รวมทั้งมองหาวิธีใหม่ในการจัดการกับประเด็นปัญหาของอนาคตด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

Bangkok Art Biennale 2024 จัดแสดงศิลปะร่วมสมัยกว่า 200 ผลงาน และจัดแสดงศิลปะตามสถานที่สำคัญใจกลางกรุงเทพมหานครจำนวน 11 แห่ง ประกอบด้วย

 

  1. วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร 
  2. วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
  3. วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร
  4. วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
  5. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
  6. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า)
  7. หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)
  8. มิวเซียมสยาม
  9. วัน แบงค็อก
  10. ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
  11. ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนที่สนใจร่วมชมศิลปะ สามารถชมได้ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2567 – 25 กุมภาพันธ์ 2568 

 

Ravinder Reddy ผลงาน The Head/Devi ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

Abraham Poincheval ผลงาน Walk on Clouds ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

ดอกบัวที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

Gimhongsok ผลงาน Solitude of Silences ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

Choi Jeong Hwa ผลงาน Golden Girl (Sketch) ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

Agnes Arellano ผลงาน Kali ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า)

 

Chiara Camoni ผลงาน Sisters (Flame and Foam) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

ผลงานศิลปะที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

 

ผลงานศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

ผลงานศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

Choi Jeong Hwa ผลงาน Breathing Flower ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

Aleksandar Timotic ผลงาน Are you hungry? ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

ผลงานศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

Moe Satt ผลงาน Body Inside T-shirt ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

George Bolster ผลงาน The Impermanence of Protection: Big Bend National Park ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

Aideen Barry ผลงาน ᖃᐅᔨᒪᔭᐅᔪᓐᓃᖅᑐᑦ / SEACHMALLTACT / OBLIVION ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า)

 

Pokchat Worasub ผลงาน We Saw the Giant Snake Coming Closer to the Forest ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า)

 

Ravinder Reddy ผลงาน Parvati ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

ผลงานศิลปะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

Nakrob Moonmanas ผลงานสีทันดรสันดาป (Fish, Fire, Fallout) ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

 

Bounpaul Phothyzan ผลงาน Story from Plateau ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

ผลงานศิลปะที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

Adel Abdessemed ผลงาน Telle mère tel fils ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

ELMGREEN & DRAGSET ผลงาน Still Life ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

Priyageetha Dia ผลงาน Spectre System ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

Jessica Segall ผลงาน (un)common intimacy ที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

 

Bagus Pandega & Kei Imazu ผลงาน Mapping the Land Body Stories of its Past ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)

 

Lello Esposito ผลงาน Good Like Gaia ที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

The post เปิดฉาก Bangkok Art Biennale 2024 ภายใต้แนวคิด ‘รักษา กายา’ ชวนชม 200 งานศิลปะ 11 แลนด์มาร์กทั่วกรุง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดกรุพิศวง ไขปริศนาที่มาโบราณวัตถุ ไปกับกิจกรรม NIGHT AT THE MUSEUM วาระครบรอบ 150 ปี พิพิธภัณฑ์ไทย https://thestandard.co/night-at-the-museum-2024/ Thu, 19 Sep 2024 13:48:26 +0000 https://thestandard.co/?p=985646

วันนี้ (19 กันยายน) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ช่า […]

The post เปิดกรุพิศวง ไขปริศนาที่มาโบราณวัตถุ ไปกับกิจกรรม NIGHT AT THE MUSEUM วาระครบรอบ 150 ปี พิพิธภัณฑ์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 กันยายน) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ช่างภาพข่าว THE STANDARD เก็บภาพบรรยากาศกิจกรรมชมพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน ‘NIGHT AT THE MUSEUM’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 150 ปี พิพิธภัณฑ์ไทย สยามซิวิไลซ์ A PASSAGE TO WISDOM ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-22 กันยายน 2567 เวลา 08.30-20.00 น. 

 

กิจกรรมนำชมพิพิธภัณฑ์ในหัวข้อ ‘เปิดกรุพิศวง: ปริศนาที่มาโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ Cabinets of Curiosities’ รอบเวลา 18.00 น. จะจัดเพียงวันละ 1 รอบ ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ ณ จุดลงทะเบียนศาลาลงสรง (อาคารหมายเลข 13) ตั้งแต่เวลา 17.00 น. ของแต่ละวัน ไม่รับลงทะเบียนล่วงหน้า

 

กิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ มีดังนี้

 

  • วันที่ 19-21 กันยายน 2567 ชมนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย 2567 และบูธกิจกรรมต่างๆ จากพิพิธภัณฑ์เครือข่าย ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
  • วันที่ 18-22 กันยายน 2567 กิจกรรม เช่น ร้านมุม หัด-ทำ-มือ โดยศิลปินและนักศึกษา เวิร์กช็อป DIY Curio Box, กิจกรรมตามลายแทงกรุพิศวง และกาชาปอง NMB Cabinets of Curiosities
  • วันที่ 19-22 กันยายน 2567 กิจกรรมเสวนาทางวิชาการ Museum Talk บอกเล่าเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ผ่านคน ของ และพื้นที่ ภายใต้โครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ประจำปี 2567

 

ทั้งนี้ กรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ประจำปี 2567 วาระครบรอบ 150 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งมิวเซียม ณ หอคองคอเดีย และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2417

 

 

The post เปิดกรุพิศวง ไขปริศนาที่มาโบราณวัตถุ ไปกับกิจกรรม NIGHT AT THE MUSEUM วาระครบรอบ 150 ปี พิพิธภัณฑ์ไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมที่ประทับ ‘พระปิ่นเกล้า’ วังหน้าในรัชกาลที่ 4 ยุคที่สยามมี ‘The Second King’ https://thestandard.co/front-palace-and-the-second-king/ Wed, 27 Dec 2023 10:05:29 +0000 https://thestandard.co/?p=881637

‘วังหน้า’ มีความหมายสำคัญ เป็นถ้อยคำที่เรียกทั้งตำแหน่ง […]

The post ชมที่ประทับ ‘พระปิ่นเกล้า’ วังหน้าในรัชกาลที่ 4 ยุคที่สยามมี ‘The Second King’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘วังหน้า’ มีความหมายสำคัญ เป็นถ้อยคำที่เรียกทั้งตำแหน่งบุคคลและตำแหน่งของสถานที่

 

โดยตำแหน่งบุคคลของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือ วังหน้าพระยาเสือ) วังหน้าพระองค์แรกในรัชกาลที่ 1 คือพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล

 

ตำแหน่งวังหน้า เป็นตำแหน่งรัชทายาทอยู่คู่กับวังหลวง ตั้งแต่สร้างเมืองสมัยต้นรัตนโกสินทร์มาถึง 5 รัชกาล รวมทั้งหมดมี 6 พระองค์ 

 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสิ้นวังหน้าองค์สุดท้าย ได้มีการยกเลิกตำแหน่งวังหน้า แล้วแทนที่ด้วยตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมาร เป็นตำแหน่งรัชทายาทตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มาถึงปัจจุบัน

 

ส่วนตำแหน่งของสถานที่วังหน้า ปัจจุบันถูกแบ่งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นอกจากนั้นยังรวมถึงพื้นที่บางส่วนของสนามหลวง อนุสาวรีย์ทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 รวมทั้งโรงละครแห่งชาติ สำนักการสังคีต สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ที่สามารถมองเห็นจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าด้วย

 

สำหรับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากจะเก็บรักษาโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่บ่งบอกประวัติศาสตร์ของชาติแล้ว สถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ยังเป็นโบราณสถาน ประกอบด้วยอาคารพระที่นั่งเก่าแก่ สะท้อนบทบาทสำคัญทางการทหารของพระมหาอุปราชในยุคสร้างเมือง

 

ทั้งนี้ ภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2566 กรมศิลปากร โดยสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในยามค่ำคืน (Night at the Museum) ภายในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ให้ประชาชนสามารถเข้าชมได้ถึงเวลา 20.00 น. โดยผู้เข้าชมจะได้เห็นพิพิธภัณฑ์ยามค่ำในภาพที่สวยงามแปลกตา แตกต่างจากตอนกลางวัน โดยพิพิธภัณฑ์อนุญาตให้ประชาชนสามารถถ่ายภาพได้เฉพาะภาพนิ่ง ไม่อนุญาตให้บันทึกเป็นคลิปวิดีโอ

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในยามค่ำคืน

ภาพ: หน้าพิพิธภัณฑ์ ยามค่ำ

 

THE STANDARD สัมภาษณ์ ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เพื่อทำความเข้าใจประวัติศาสตร์วังหน้า ทั้งตำแหน่งบุคคลและตำแหน่งสถานที่ รวมถึงโบราณวัตถุที่เก็บรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของประเทศในช่วงสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมา 

 

ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ภาพ: ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เก็บรักษาโบราณวัตถุตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยทวารวดี ลพบุรี ศรีวิชัย จัดแสดงที่ ‘อาคารมหาสุรสิงหนาท’ โดยโบราณวัตถุในสมัยหลังจากนั้นคือ ล้านนา สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี  รัตนโกสินทร์ จะเก็บรักษาใน ‘อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์’ จัดแสดงโบราณวัตถุรวมถึงช่วงที่มีความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยมีเครื่องราชบรรณาการที่อังกฤษถวายในหลวงรัชกาลที่ 4 เช่น รถไฟจำลอง และลูกโลกจำลอง 

 

ขณะที่สมัยเดียวกันนั้น ยังมีอีกหนึ่งในอาคารโบราณสถานสำคัญคือ ที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอนุชาธิราช (น้องชาย) ของในหลวงรัชกาลที่ 4 โดยทั้ง 2 พระองค์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเรื่องความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก

 

ด้านนอก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

ภาพ: ด้านนอกพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

 

ที่ประทับพระปิ่นเกล้า วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 

 

ยุทธนาวรากรพาชมพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ โดยเล่าว่าตำหนักนี้สร้างในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวดำรงตำแหน่งวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยเป็นสมัยเดียวที่สยามมี The Second King คือมีพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์ ซึ่งก่อนหน้านั้นจะมีอีกสมัยที่มีพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์ คือสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

 

ขณะที่ในสมัยรัตนโกสินทร์มีวังหน้าทั้งหมด 6 พระองค์ใน 5 รัชกาล เมื่อวังหน้าพระองค์แรกสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 1 ได้ตั้งวังหน้าอีกพระองค์ ก็คือในหลวงรัชกาลที่ 2 ในเวลาต่อมา หากนับแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา ในแต่ละรัชสมัยจะมีวังหน้าเพียง 1 พระองค์ กระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีวังหน้าองค์สุดท้ายและยกเลิกตำแหน่งนี้ถึงปัจจุบัน

 

สำหรับพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 4 เคยเสด็จมาเยี่ยม ‘พระปิ่นเกล้า’ บนตำหนักแห่งนี้พร้อมกับในหลวงรัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ นอกจากนั้น เซอร์จอห์น เบาว์ริง ก็เคยเข้าเฝ้าพระปิ่นเกล้าที่ตำหนักหลังนี้ด้วย

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ตามธรรมเนียมโบราณ เจ้านายจะประทับชั้นบนตำหนัก โดยจะไม่เสด็จและไม่ประทับใต้ถุนชั้นล่างอาคาร เจ้านายจะเสด็จขึ้นทางบันไดด้านหน้าซึ่งอยู่นอกตัวอาคาร เนื่องจากตามธรรมเนียมโบราณถือว่าการเดินลอดใต้ถุนเป็นเรื่องอัปมงคล 

 

ดังนั้น ทางที่เป็นทางเสด็จจริงๆ จะมีเพียงด้านนอกอย่างเดียว คือบันไดด้านนอกที่เราเห็นอยู่หน้าตำหนักในปัจจุบัน ตำหนักนี้หันหน้าไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นทิศตะวันตก แตกต่างจากอาคารพระที่นั่งที่สร้างก่อนหน้านั้นจะหันไปทางทิศตะวันออก

 

ภาพ: ห้องทรงพระอักษร มีเตาผิงจำลองด้านล่าง

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ บนชั้น 2 จะมีทั้งหมด 5 ห้อง โดยห้องทางด้านทิศเหนือ มีห้องทรงพระอักษรหรือห้องสมุด พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สร้างแบบตึกฝรั่ง ที่อกไก่หลังคาพระที่นั่งเหนือห้องสมุดเคยมีปล่องไฟจำลอง แต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว มีหลักฐานจากภาพถ่ายเก่า และสิ่งที่ยืนยันจนถึงปัจจุบันคือ เตาผิงจำลองอยู่ตรงผนังด้านล่างของหน้าต่างห้องด้านทิศเหนือสุด เนื่องจากเป็นด้านที่ลมหนาวมา จึงเป็นห้องที่เย็นที่สุดในฤดูหนาว

 

ภาพ: ห้องรับแขกมีภาพจอร์จ วอชิงตัน 

 

ถัดเข้ามาเป็นห้องรับแขก ห้องนี้จะมีภาพเขียนประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่ง พ.ศ. 2332-2340 (ค.ศ. 1789-1797) ซึ่งภาพนี้ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียร์ซ ถวายพระปิ่นเกล้า สะท้อนความสัมพันธ์ไทย-อเมริกา โดยคนที่ถวายเป็นคนยุคสมัยหลังประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตันแล้ว เมื่อครั้งมีการทำสนธิสัญญาสยาม-อเมริกา พ.ศ. 2399 

 

พระปิ่นเกล้าท่านทรงโปรดจอร์จ วอชิงตัน จึงนำมาตั้งพระนามพระราชโอรสองค์โต ซึ่งต่อมาก็คือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าในรัชกาลที่ 5 สำหรับห้องรับแขกห้องนี้เป็นห้องที่พระปิ่นเกล้าสวรรคต เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408 (ค.ศ. 1865)

 

ภาพ: ห้องเสวย

 

ห้องตรงกลางตำหนักชั้นบนคือห้องเสวย เป็นห้องที่เซอร์จอห์น เบาว์ริง เคยมาเข้าเฝ้าพระปิ่นเกล้าที่ห้องนี้ แล้วเขียนบันทึกว่า ห้องนี้ใช้ ‘พัดชัก’ เป็นผ้าขนาดใหญ่มาก โบกเพื่อให้ลมเข้าทั้งห้อง ดังนั้นโคมระย้า (Chandelier) ที่เราเห็นในปัจจุบัน เดิมไม่ได้อยู่ห้องนี้ และจากหลักฐานภาพเก่า โคมระย้านี้เคยอยู่ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยมาก่อน

 

ภาพ: ห้องเสวย

 

ภาพ: ห้องแต่งพระองค์

 

ส่วนห้องริมสุดด้านทิศใต้ เป็นห้องแต่งพระองค์ รวมถึงบนตำหนักนี้ก็มีห้องสรงน้ำ (อาบน้ำ) และห้องน้ำเดิมอยู่ด้วยด้านนอกฝั่งทิศใต้ของอาคาร

 

ถัดเข้ามาจึงเป็นห้องบรรทม และเนื่องจากฤดูร้อนลมจะมาจากทางทิศใต้ ห้องแต่งพระองค์จะเป็นห้องที่เย็นสบายที่สุด พระองค์ท่านเคยโปรดให้ตั้งเตียงเล็กที่ห้องแต่งพระองค์เป็นห้องบรรทมด้วย 

 

ภาพ: ห้องบรรทม 

 

ส่วนด้านหน้าของชั้น 2 มีบริเวณที่เชื่อว่าเป็นจุดให้ทหารยืนยามเป็นมุขด้านหน้า

 

ภาพ: มุขด้านหน้า

 

พระปิ่นเกล้าปรับผังวังหน้าครั้งใหญ่

 

‘วสันตพิมาน วายุสถานอมเรศ พรหมเมศธาดา อิศราวินิจฉัย พุทไธสวรรย์ รังสรรค์จุฬาโลก ศิวโมกขพิมาน’ คือชื่อของพระที่นั่งที่สร้างก่อนสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งทั้งหมดจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ที่ประทับพระปิ่นเกล้า สร้างโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก คือหันหน้าไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วหันหลังไปทิศตะวันออก แตกต่างจากพระที่นั่งอื่นๆ ที่สร้างยุคก่อนหน้านั้นจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกทั้งหมด ซึ่งก็คือสนามหลวงในปัจจุบัน 

 

รวมถึงตำหนักต่างๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยพระปิ่นเกล้าทั้งหมดจะหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเช่นกัน พระองค์ท่านได้เปลี่ยนผังของวัง และเปลี่ยนตำแหน่งทางเสด็จ จากเดิมหน้าวังจะหันไปทางทิศตะวันออก กลายเป็นหน้าวังหันไปทางทิศตะวันตกคือแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยของพระปิ่นเกล้า

 

พระปิ่นเกล้าโปรดให้ทำถนนใหม่ จากด้านหน้าพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ตรงไปทางริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อออกนอกวังด้วย ปัจจุบันเส้นทางถนนเส้นนี้คือที่ตั้งของอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ที่แสดงโบราณวัตถุสมัยรัตนโกสินทร์

 

ภาพ: พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า เมื่อพระปิ่นเกล้าได้รับบวรราชาภิเษกเป็นวังหน้าแล้ว ก่อนที่จะมีการสร้างพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระองค์ต้องประทับในพระที่นั่งวสันตพิมานก่อน ในระหว่างสร้างที่ประทับอื่นๆ เพื่อจะเป็นที่ประทับใหม่ 

 

โดยพระราชมณเฑียรหรือหมู่พระวิมาน ประกอบด้วย พระที่นั่งวสันตพิมาน พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา ซึ่งเอกสารส่วนใหญ่จะบอกว่า ที่ประทับหลักของกรมพระราชวังบวรคือพระที่นั่งวสันตพิมาน อยู่ทางด้านทิศใต้ เนื่องจากลมมาจากทิศใต้ ห้องนั้นจึงเป็นห้องที่เย็นสบายมากกว่าพระที่นั่งอื่น

 

เดิมจุดที่เป็นพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับพระปิ่นเกล้า ตำแหน่งตรงนี้เคยเป็นเก๋งจีนมาก่อน หลังจากพระปิ่นเกล้าประทับเก๋งจีนไประยะหนึ่งก็ประชวรบ่อย กระทั่งซินแสจีนมาดูแล้วบอกว่า เก๋งจีนสร้างผิดฮวงจุ้ย พระปิ่นเกล้าจึงโปรดให้ย้ายออกไปที่นอกวัง ไปไว้แถวๆ ถนนเจ้าฟ้า พอสมัยรัชกาลที่ 5 เก๋งจีนถูกย้ายไปพระราชวังดุสิต เพื่อเป็นที่ประทับเจ้านายวังหน้า

 

ส่วนเก๋งจีนที่เห็นในปัจจุบัน ด้านหลังอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ เป็นคนละหลังกับเก๋งจีนที่ประทับของพระปิ่นเกล้า โดยเก๋งจีนที่เราเห็นนี้ (เก๋งนุกิจราชบริหาร) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เช่นกัน แต่ถือว่าเป็นริมรั้วกำแพงของอีกโซนหนึ่ง เดิมตรงนั้นจะมีพระที่นั่งอีกหลังคือพระที่นั่งสาโรชรัตนประพาส

 

ทั้งนี้ สันนิษฐานกันว่า การที่ซินแสจีนสามารถมาดูสถานที่ในวัง แสดงว่าสมัยนั้นซินแสมีบทบาทค่อนข้างเยอะ น่าจะสัมพันธ์กับเจ้าคุณจอมมารดาเอม พระสนมเอก ผู้มีเชื้อสายจีนเป็นธิดาของเจ้าสัวจีนโดยตรงด้วย 

 

ภาพ: ชั้นล่างพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

 

ชั้นล่างของพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

 

ยุทธนาวรากรเล่าว่า ส่วนการจัดแสดงพื้นที่ชั้นล่างของพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ แม้จะเป็นพื้นที่ที่พระองค์ไม่ได้ประทับ แต่ได้จัดแสดงโบราณวัตถุ ที่สะท้อนพระราชกรณียกิจของพระปิ่นเกล้าซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งทางด้านดนตรี ด้านศิลปวัฒนธรรม โดยโถงชั้นล่างแสดงเครื่องเป่าแคน เป็นความนิยมวัฒนธรรมลาว ท่านสามารถแอ่วลาว หรือร้องหมอลำได้ด้วย 

 

นอกจากนี้ มีหลักฐานว่าพระองค์ท่านโปรดงานเครื่องดนตรีปี่พาทย์ โดยระนาดจากเดิมมีเพียงไม้ ท่านมีดำริให้นำงานโลหะมาใช้ในงานวงดนตรีปี่พาทย์ จึงเกิดระนาดเอกเหล็กในช่วงถัดมา และมีหลักฐานว่าพระองค์ท่านโปรดเรื่องกลไกนาฬิกา ว่ากันว่าท่านซ่อมนาฬิกาได้ด้วย

 

ศิลปะไทย จีน ตะวันตก ในวังหน้าสมัยพระปิ่นเกล้า

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ศิลปะในวังหน้าสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแบบไทยจะเป็นหมู่พระวิมานที่มีแต่เดิม ส่วนอิศเรศราชานุสรณ์คือแบบฝรั่ง และส่วนจีนคือพระที่นั่งบวรบริวัติที่เป็นเก๋งจีน แต่ปัจจุบันถูกรื้อไปแล้ว พอจะมีภาพถ่ายเก่าให้เห็นอยู่บ้าง

 

หมู่พระวิมาน ใกล้พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ 

 

หากอยู่บนพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ แล้วมองมาทางซ้ายจะเห็นหมู่พระวิมาน เป็นพระที่นั่งที่สร้างในสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 1 โดยผืนล่างคือ พระที่นั่งบูรพาภิมุข ผืนสูงคือ พระที่นั่งพรหมเมศธาดา 

 

อย่างไรก็ตาม ในวังหน้ามีอาคารอื่นๆ อีกหลายหลังในสมัยรัชกาลที่ 1 แต่ไม่ได้อยู่ในแผนที่ที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เราจึงเห็นเพียงแต่ผังตั้งแต่ พ.ศ. 2430 เป็นต้นมา

 

ฝังอาถรรพ์ พิธีที่มีทุกยุคสมัย 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า หน้าบันของพระที่นั่งต่างๆ ที่มีรูปเทวดา จะมียันต์แปะไว้อยู่ เข้าใจว่าเป็นการแก้ฮวงจุ้ย สะท้อนว่าน่าจะมีความเชื่ออะไรที่เปลี่ยนไปตามแต่ละสมัยพอสมควร แต่ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตามธรรมเนียมเดิมการที่วังหน้าแต่ละพระองค์จะมาครองวังก็จะมีพิธีการหลายๆ อย่าง หนึ่งในนั้นคือ ‘ฝังอาถรรพ์’ เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งในการล้างสิ่งไม่ดีในพื้นที่ทั้งหมดก่อน แล้วฝังของใหม่ เป็นการกำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์เพื่อขจัดสิ่งไม่ดีออก ล้างสิ่งเก่าแล้วกำหนดสิ่งใหม่เข้าไปแทน พิธีลักษณะนี้ไม่ได้มีแต่เพียงในภาคกลาง เพราะในภาคอีสานก็มีการฝังสิ่งต่างๆ เพื่อป้องกันสิ่งไม่ดีเข้ามาเช่นกัน

 

พิธีที่มีจุดประสงค์แบบนี้เชื่อว่ามีทุกยุคสมัย แต่ช่วงที่มีเอกสารบันทึกคือสมัยพระปิ่นเกล้า ก่อนที่พระองค์ท่านจะมาครองวังหน้า มีการบันทึกว่าให้มีพิธีฝังอาถรรพ์ตอนไหน แล้วเสด็จมาเมื่อไร เป็นเอกสารจากตำนานวังหน้า โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นเอกสารที่ใช้จนถึงทุกวันนี้ 

 

ย้อนชมอาคารที่สร้างในสมัยวังหน้าพระองค์แรกในรัชกาลที่ 1 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวถึงโบราณสถานที่สร้างขึ้นตั้งแต่วังหน้าพระองค์แรกในสมัยรัชกาลที่ 1 ว่าปัจจุบันพระที่นั่งยังได้รับการดูแลรักษาหลายจุด โดยโบราณสถานสำคัญ เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ เป็นพระที่นั่งที่เห็นได้ชัดเมื่อเดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์แล้วมองไปทางขวา 

 

นอกจากนั้นยังมีอาคารเก่าแก่ซึ่งสร้างในสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 1 ปัจจุบันอยู่กลางพิพิธภัณฑ์ คือพระราชมณเฑียรหรือหมู่พระวิมาน ประกอบด้วย 

 

พระที่นั่งวสันตพิมาน

พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ 

พระที่นั่งพรหมเมศธาดา

พระที่นั่งบูรพาภิมุข

พระที่นั่งทักษิณาภิมุข

พระที่นั่งอุตราภิมุข

พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข

พระที่นั่งภิมุขมณเฑียร 

พระที่นั่งปฤษฎางคภิมุข

มุขเด็จด้านตะวันออก

มุขเด็จด้านตะวันตก 

 

ต่อมาวังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 3 สร้างท้องพระโรงด้านหน้าหมู่พระวิมาน ชื่อพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย จะมีส่วนที่เรียกว่า ‘มุขกระสัน’ ซึ่งเดิมก็คือมุขเด็จด้านตะวันออก เป็นส่วนเชื่อมพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยกับหมู่พระวิมาน

 

ภาพ: พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย

 

หากเราเดินชมมาทางด้านหลังของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ก็จะพบพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เมื่อเดินเข้าไปชมในตัวอาคารก็จะสามารถเดินเข้าไปยังพระที่นั่งต่างๆ ในหมู่พระวิมานได้

 

สำหรับพระที่นั่งหลังใหญ่ที่จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อเดินเข้ามาในพิพิธภัณฑ์แล้วมองไปด้านซ้าย คือพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน อาคารปัจจุบันที่เราเห็นเป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นในสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 3 โดยรื้อพระที่นั่งหลังเก่าแล้วสร้างพระที่นั่งหลังนี้ มีการขยายให้ใหญ่ขึ้น แต่สร้างในตำแหน่งที่ตั้งเดิมของพระที่นั่งที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยวังหน้าพระองค์แรกในรัชกาลที่ 1 

 

พื้นที่วังหน้าฝ่ายใน (ผู้หญิง) คือที่ตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า การใช้พื้นที่ของวังจะแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบด้วย พระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน

 

พระราชฐานชั้นนอก จะเป็นที่ทำการของข้าราชการผู้ชาย เป็นที่ตั้งโรงทหารต่างๆ เช่น โรงช้าง โรงม้า โรงปืน ลานกว้างที่ฝึกทหารกำลังรบฝ่ายวังหน้า 

 

พระราชฐานชั้นกลาง เป็นพระที่นั่งท้องพระโรง โถงที่ขุนนางเข้าเฝ้า 

 

พระราชฐานชั้นใน เป็นเขตที่อยู่ของเจ้านายสตรี ข้าราชบริพารผู้หญิง ข้าราชสำนักผู้หญิง รวมถึงเด็กผู้ชายที่ยังไม่โกนจุกก็สามารถเข้าไปได้ และหากมีผู้ชายที่ไม่ใช่เด็กจะเข้าไปเขตฝ่ายใน เช่น แพทย์หลวง พราหมณ์ ต้องมีพนักงานโขลนกำกับไปด้วยจนกว่าจะเสร็จกิจ 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวต่อไปว่า ส่วนที่เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในปัจจุบัน เคยเป็นพื้นที่ชั้นใน (ผู้หญิง-ฝ่ายใน) ของวังหน้า โดยชั้นกลางกับชั้นในของวังจะมีความคาบเกี่ยวกัน เช่น ข้างๆ พระที่นั่งศิวโมกขพิมานฝั่งหน้าหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน บริเวณนั้นก็ถือเป็นพื้นที่ฝ่ายในแล้ว แม้พระที่นั่งศิวโมกขพิมานจะนับว่าเป็นเขตชั้นกลาง 

 

ทางเสด็จจากพระที่นั่งศิวโมกขพิมานไปแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมจะมี ‘ฉนวน’ ตามธรรมเนียมเดิมจะมีฉนวนคือทางเดินที่มีผนัง 2 ข้าง เพื่อป้องกันอันตรายให้ตัวเจ้านาย จากพระที่นั่งศิวโมกขพิมานไปถึงแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นตำหนักน้ำ โดยตำแหน่งตำหนักน้ำของวังหน้ารัชกาลที่ 1 ที่ใช้เสด็จเข้าออกทางน้ำ เป็นตำแหน่งเดียวกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน เป็นท่าน้ำใช้เสด็จขึ้นลงสมัยวังหน้ารัชกาล 1 เรียกว่าตำหนักแพ พระตำหนักน้ำ

 

ต่อมาสมัยพระปิ่นเกล้า วังหน้ารัชกาลที่ 4 พระองค์ย้ายตำหนักน้ำขึ้นไปอยู่ทางทิศเหนือ เป็นทางเสด็จเข้าออกฝั่งแม่น้ำอยู่ในตำแหน่งทางตรงเข้าไปยังหน้าพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ โดยตำหนักน้ำ ตำแหน่งปัจจุบันจะตรงกับบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำระหว่างอาคารวิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษา กับอาคารธรรมศาสตร์ 60 ปี (อาคารอเนกประสงค์ 2) บริเวณนั้นเป็นพระตำหนักน้ำของพระปิ่นเกล้า วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 

 

ทำไมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จึงไม่มีที่ดินติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา

 

ยุทธนาวรากรตอบคำถามถึงเหตุที่พิพิธภัณฑ์ไม่ได้พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาว่า แต่เดิมพิพิธภัณฑ์เริ่มจากการได้รับพระราชทานพื้นที่จากในหลวงรัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ. 2430 พระองค์ท่านพระราชทานอาคาร 3 หลังให้เป็นหอเป็นพิพิธภัณฑ์ ประกอบด้วย พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เป็น 2 อาคารใหญ่สุดด้านหน้า และอีก 1 อาคารคือ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ที่เป็นท้องพระโรงเดิม 

 

ส่วนในหมู่พระวิมานซึ่งอยู่ถัดมาด้านหลังยังไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ เพราะยังมีเจ้านายฝ่ายในประทับอยู่จนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 

 

ในตอนแรกเริ่ม แม้มีหอพิพิธภัณฑ์ 3 หลัง แต่ที่จัดแสดงจริงๆ มี 2 หลังคือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ กับพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ส่วนพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย น่าจะเป็นคลังมากกว่าเป็นห้องจัดแสดงในช่วงแรก ดังนั้นเฉพาะอาคาร 3 หลังนี้ที่อยู่ในความดูแลของพิพิธภัณฑ์นับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 

 

สำหรับพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ อดีตที่ประทับของพระปิ่นเกล้า วังหน้าในรัชกาลที่ 4 เมื่อมาถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็ยังไม่ได้เป็นพื้นที่พิพิธภัณฑ์ในขณะนั้น เพราะยังเป็นเขตที่ประทับของเจ้านายฝ่ายใน โดยมีพระธิดาประทับอยู่

 

เมื่อตำแหน่งวังหน้าที่เป็นบุคคลถูกยกเลิก จึงเหลือแต่เพียงตำแหน่งของสถานที่ที่เคยเป็นวังหน้า ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านายฝ่ายใน (ผู้หญิง) ประทับในพระราชมณเฑียรหรือหมู่พระวิมานได้ ซึ่งก็คือพื้นที่วังหน้าชั้นกลาง ปัจจุบันคือกลุ่มอาคารตรงกลางของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

 

ส่วนกำแพงวัง (แนวตึกโดมในปัจจุบัน) ถัดไปคือถนนรอบพระนครชั้นในกำแพง และกำแพงเมือง (ที่ริมน้ำในธรรมศาสตร์ปัจจุบัน) เดิมก็เป็นพื้นที่ด้านหลังของหมู่พระวิมานอยู่แล้ว แม้แต่แนวตึกโดมก็ไม่ใช่พระราชฐานชั้นกลางหรือชั้นในของวัง แต่เป็นกำแพงวัง เนื่องจากวังไม่ใช่สถานที่เปิดที่จะเห็นวิวแม่น้ำได้ เช่นเดียวกันกับวังหลวงก็จะไม่เห็นวิวแม่น้ำ มีกำแพงวังและกำแพงเมืองกั้น 2 ชั้นเช่นกัน

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า นับแต่มีการแบ่งพื้นที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา การใช้งานแต่ละช่วงเวลามีการทยอยปรับเปลี่ยนการใช้งานแตกต่างกันไป โดยมีทหารเข้ามาดูแลบางช่วง ดังนั้นสาเหตุที่พื้นที่พิพิธภัณฑ์ไม่ได้ที่ดินติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็เพราะว่าเขตพระราชฐานชั้นกลางและชั้นในของวังหน้า ไม่ได้ติดริมแม่น้ำตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ปัจจุบันพื้นที่ติดริมแม่น้ำจึงเป็นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีส่วนพื้นที่ที่เป็นของพิพิธภัณฑ์ 

 

รัชกาลที่ 5 โปรดให้แบ่งพื้นที่วังหน้าฝ่ายในให้เป็นพื้นที่ทหาร ก่อนจะเป็นธรรมศาสตร์

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำแหน่งวังหน้ามีจนถึง พ.ศ. 2428 วังหน้าพระองค์สุดท้ายคือ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เมื่อทิวงคต สิ้นวังหน้าองค์สุดท้ายแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงยกเลิกตำแหน่งวังหน้า และเปลี่ยนเป็นตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารซึ่งมีมาถึงปัจจุบัน 

 

ส่วนเหตุที่ใช้คำว่า ‘ทิวงคต’ สำหรับวังหน้าพระองค์สุดท้าย ไม่ได้ใช้คำว่าสวรรคตอย่างวังหน้าพระองค์ก่อนหน้า เนื่องจากมิได้เป็นพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์วังหลวง จึงมีพระราชอิสริยยศไม่เท่ากับวังหน้าพระองค์ก่อนๆ 

 

ในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดให้แบ่งพื้นที่ฝ่ายใน (ผู้หญิง) เดิม รวมถึงแนวกำแพงวังแนวกำแพงเมืองเดิม ทั้งหมดแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนหนึ่งอยู่ริมน้ำ ปัจจุบันคือบริเวณตึกโดม รวมถึงบริเวณหน้าคณะรัฐศาสตร์ 

 

อีกตอนหนึ่งปัจจุบันคือบริเวณสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และคณะต่างๆ ที่ตั้งอยู่รอบๆ สนามฟุตบอลในปัจจุบัน

 

ดังนั้น หากย้อนไปสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 1 พื้นที่ที่เจ้านาย ข้าราชบริพาร ข้าราชสำนัก ที่เป็นผู้หญิงในวังหน้าเคยอาศัยอยู่ ปัจจุบันก็คือสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะต่างๆ รอบสนามฟุตบอล แต่หากพ้นตึกโดมไปแล้วก็เป็นนอกวัง เพราะตึกโดมสร้างบนแนวเดิมของกำแพงวัง ถัดออกไปจะเป็นถนน และถัดออกไปจะเป็นกำแพงเมือง จากนั้นจึงเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำ ซึ่งจัดว่าอยู่นอกกำแพงเมือง สมัยนั้นเป็นที่ตั้งของโรงเรือและบ้านคน 

 

อย่างไรก็ตาม ที่ริมน้ำจะมีอีกส่วนที่เป็นของวังคือ อุโมงค์ เป็นคำเรียกทางเดินซึ่งทำด้วยปูน มีหลังคาคลุม เป็นทางเดินจากฝ่ายในไปถึงแม่น้ำ ผู้หญิงชาววัง ข้าราชสำนักผู้หญิงจะเดินไปเข้าห้องน้ำ ‘สรีสำราญ’ ริมแม่น้ำ แต่ไม่รวมถึงผู้หญิงที่เป็นเจ้านาย เพราะห้องน้ำ (ห้องลงพระบังคน) ของเจ้านายผู้หญิงจะใช้พื้นที่ในตำหนักไม่ต้องเดินไปอุโมงค์ เช่นเดียวกับเจ้านายผู้ชายก็จะมีห้องสรงน้ำ (อาบน้ำ) และห้องน้ำ (ห้องลงพระบังคน) ในตำหนักเช่นกัน

 

สำหรับอุโมงค์ของฝ่ายในวังหน้า จะอยู่ริมน้ำไปทางทิศใต้แต่ไม่ถึงท่าพระจันทร์ การไปอุโมงค์ไม่ได้รวมถึงการไปอาบน้ำ เพราะหากอาบน้ำคาดว่าน่าจะใช้พื้นที่ในวัง เนื่องจากในวังจะมีการขุดร่องน้ำให้เป็นทางน้ำเข้ามา เป็นระบบชลประทานของวังใช้ในการอุปโภค จึงเชื่อว่าผู้หญิงชาววังอาบน้ำข้างในวัง เว้นแต่เพียงการใช้สุขาจึงจะเดินไปที่อุโมงค์ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวถึงท่าพระจันทร์ว่า เป็นท่าน้ำแต่โบราณ ส่วนท่าน้ำที่ปัจจุบันหายไปคือท่าช้างวังหน้า ซึ่งตามแผนที่จะอยู่แถวๆ ถนนพระอาทิตย์ในปัจจุบัน ถัดจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแต่ไม่ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เดิมที่ตรงนั้นมีตำแหน่งที่ช้างของวังหน้าต้องลงอาบน้ำ ซึ่งยังคงเห็นได้จากแผนที่

 

ภาพ: แผนที่ระบุถึงศาลเจ้า

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า จุดที่เป็นศาลสิงห์โตทองหน้าคณะรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน เดิมตำแหน่งในผังก็คือศาลเจ้าที่มีมาแต่เดิม ในแผนที่ที่ทำขึ้นสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุเป็นศาลเจ้าอยู่ก่อนเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว แต่ในศาลเจ้าจะมีรูปเคารพอะไรอีกบ้างเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรืออาจมีสิงโตแต่แรกอยู่แล้วก็เป็นไปได้

 

อย่างไรก็ตาม พื้นที่บริเวณนี้มีคนอยู่อาศัยตั้งแต่โบราณ จึงต้องมีศาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะจุดที่เป็นปากคลองมักจะเป็นย่านสำคัญที่คนสัญจรเยอะ ฉะนั้น นอกจากมีวัดสำคัญในแต่ละย่านแล้ว ศาลเจ้าเองก็ต้องมี เนื่องจากเป็นจุดตัดสัญจรก็จะมีอุบัติเหตุบ่อยๆ 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวถึงทางสามแพร่งจากคลองบางกอกน้อยว่า ทางสามแพร่งที่เล็งตรงมาทางศาลสิงห์โตทองหน้าคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นการเล็งมาแนวเดียวกันถึงหมู่พระวิมาน จุดนี้ต้องทำความเข้าใจว่า ในสมัยก่อนจากริมน้ำไปถึงวัง จะไม่ใช่พื้นที่โล่ง แต่มีกำแพงเมือง ถนน และกำแพงวัง(แนวตึกโดมปัจจุบัน) ส่วนที่เป็นที่ดินริมน้ำและศาลเจ้าซึ่งอยู่ตำแหน่งเดียวกับศาลสิงห์โตทองปัจจุบัน ก็เป็นพื้นที่ที่อยู่นอกกำแพงวังและนอกกำแพงเมือง

 

ภาพ: แผนที่ พ.ศ. 2461

 

การปรับพื้นที่วังหน้า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า เมื่อยกเลิกตำแหน่งวังหน้า ตามเอกสารตำนานวังหน้าระบุว่า ที่ริมน้ำด้านตะวันตกมีการรื้อสถานที่ของเดิม แล้วสร้างโรงทหารราบ 11 ต่อมาเป็น ร พัน 4 (ตึกโดมในปัจจุบัน)

 

ส่วนข้างในพระราชวังบวรสถานมงคลมีคนอยู่ลดลง เจ้านายเหลือจำนวนน้อยองค์ ตำหนักข้างในร้างว่างเปล่า จึงโปรดให้กันตำหนักด้านใต้ออก จัดให้เป็นคลังแสงสรรพาวุธ (สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์และคณะที่ตั้งรอบๆ)

 

ทำประตูขึ้นใหม่ตรงมุมถนนพระจันทร์ แล้วรื้อเขื่อนเพชรเดิม ก่อเป็นกำแพงใบเสมาเหมือนกำแพงเดิมต่อไปด้านตะวันออก จนจรดรั้วเหล็กพิพิธภัณฑ์ 

 

หมายความว่าในช่วงรัชกาลที่ 5 เมื่อยกเลิกตำแหน่งวังหน้าแล้ว ก็เริ่มมีการทุบกำแพงวังชั้นนอก ปัจจุบันคือสนามหลวง และมีการขยายถนนหน้าพระธาตุ ตัดถนนจากหน้าวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร ต่อเนื่องกันมายาวแล้วสร้างแนวรั้วหน้าพิพิธภัณฑ์

 

รัชกาลที่ 6 โปรดให้เจ้านายฝ่ายในวังหน้าย้ายไปประทับในวังหลวง 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 6 เจ้านายวังหน้าเหลือน้อยลงเพราะสิ้นพระชนม์เป็นส่วนใหญ่ ในหลวงรัชกาลที่ 6 จึงเชิญเจ้านายวังหน้าฝ่ายในที่ยังประทับอยู่ในพระราชมณเฑียรหรือหมู่พระวิมาน ไปประทับที่วังหลวงพร้อมกับอัญเชิญพระอัฐิต่างๆ ไปด้วย 

 

ขณะเดียวกันได้มอบให้ทหารดูแลพื้นที่หมู่พระวิมานและวังหน้าฝ่ายใน (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปัจจุบัน) ถึงช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นความต่อเนื่องจากที่ก่อนหน้านั้นคือตั้งแต่ พ.ศ. 2436 ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการซ่อมพระตำหนักใหญ่น้อยในวังหน้าเป็นที่เก็บอาวุธ

 

รัชกาลที่ 7 พระราชทานพระราชมณเฑียรให้พิพิธภัณฑ์ดูแลทั้งหมด

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ต่อมา พ.ศ. 2469 สมัยในหลวงรัชกาลที่ 7 พระองค์ได้พระราชทานพระราชมณเฑียรหรือหมู่พระวิมานในวังหน้า ให้พิพิธภัณฑ์ดูแลทั้งหมด รวมถึงพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ หรือก็คือขอบเขตของพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน แต่หากย้อนไปต้นเค้าของความเป็นพิพิธภัณฑ์ในสยามได้เริ่มมีมาก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเกิดจากวัตถุสะสมของในหลวงรัชกาลที่ 4 เป็นของสะสมส่วนพระองค์ อยู่ในวังหลวงหรือพระบรมมหาราชวัง ยังไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ในความหมายที่เปิดให้สาธารณชนเข้าชม 

 

จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่เปิดให้ประชาชนเข้าชม แต่ตอนแรกเปิดที่หอคองคอเดีย (ศาลาสหทัยสมาคมในปัจจุบัน) ในวังหลวง เมื่อยกเลิกตำแหน่งวังหน้าแล้ว จึงย้ายมาวังหน้า เริ่มจากอาคารพระที่นั่ง 3 หลัง และมีการปรับเปลี่ยนแต่ละรัชสมัย กระทั่งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในปัจจุบัน

 

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ใน พ.ศ. 2477 มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย ได้ใช้พื้นที่แปลงแรกในการตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง คือแปลงที่เป็นตึกโดมและริมน้ำ จากเดิมเคยเป็นพื้นที่ทหารตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาได้นำอาคารตึกของทหารมาแปลงเป็นตึกโดม

 

ภาพ: แผนที่ที่ดินแปลงแรกของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

หลังจากนั้นใน พ.ศ. 2479 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซื้อที่ดินแปลงที่ 2 ซึ่งก็คือด้านหลังตึกโดม มาถึงหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน โดยมีพระราชบัญญัติการโอนกรรมสิทธิ์ และมีแผนที่แนบพระราชบัญญัติด้วย

 

ภาพ: แผนที่ที่ดินแปลงที่ 2 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ที่ตั้งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เดิมเป็นอีกหนึ่งตำหนักสำคัญ

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ที่ตั้งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หากย้อนไปในสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 1 จากแผนที่ที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จะเห็นว่าเป็นพระที่นั่งที่มีน้ำล้อมรอบ ชื่อพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ ต่อมาในสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 3 เปลี่ยนชื่อเป็นพระที่นั่งรังสรรค์จุฬาโลก โดยบริเวณนี้ยังมีสระน้ำอย่างเดิมและมีเก๋งจีนด้วย 

 

ในสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 1 เคยมีเหตุการณ์กบฏ 2 คนเข้ามาในวังหน้า แล้วมีการฆ่ากันตายบริเวณนี้ (คณะนิติศาสตร์ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ระหว่างโปรดให้ก่อสร้างปราสาท หมายถึงอาคารที่มีเครื่องยอด แสดงถึงความมีฐานานุศักดิ์สูง มีการซ้อนชั้น

 

เมื่อเกิดเหตุการณ์กบฏจึงเป็นเหตุให้วังหน้ารัชกาลที่ 1 ยุติการสร้างปราสาท โดยมีพระดำรัสหลังเหตุการณ์กบฏเข้ามาในวังว่า การสร้างปราสาทอาจสูงกว่าฐานานุศักดิ์ของพระองค์ จึงโปรดให้นำส่วนยอดปราสาทที่สร้างแล้วไปถวายวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร 

 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อแบ่งเขตให้ทหารดูแล ตำแหน่งที่เคยเป็นพระที่นั่งรังสรรค์จุฬาโลกจึงจัดอยู่ในเขตของคลังแสง ก่อนจะมาเป็นคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปัจจุบัน

 

ขณะเดียวกัน จากแผนที่สมัยรัชกาลที่ 5 ตำหนักของเจ้าฟ้าพิกุลทองก็อยู่บริเวณสนามฟุตบอลหน้าคณะนิติศาสตร์ หรือหน้าพระที่นั่งรังสรรค์จุฬาโลกเช่นกัน โดยตำหนักของเจ้าฟ้าพิกุลทองเป็นส่วนหนึ่งของเขตฝ่ายใน

 

ปราสาทที่มีเครื่องยอด บ่งบอกฐานานุศักดิ์ ชั้นยศ

 

ยุทธนาวรากรกล่าวด้วยว่า สำหรับศิลปะในแต่ละรัชสมัยจะมีความแตกต่างกัน ศิลปะในวังหน้ากับวังหลวงก็แตกต่างกันตามชั้นยศ สามารถดูได้จากตัวศิลปกรรม นอกจากจะบอกยุคสมัยแล้ว ยังสามารถบอกได้ด้วยว่าเป็นของวังหน้าหรือของวังหลวง ตามฐานานุศักดิ์ ชั้นยศ

 

สำหรับปราสาทที่เคยมีในวังหน้า เคยมีปราสาทเพียงหลังเดียวคือพระที่นั่งคชกรรมประเวศ เป็นอาคารปราสาทที่มีเครื่องยอด ปรากฏในภาพถ่ายที่เราเห็นในปัจจุบัน 

 

ปราสาทนี้ไม่ได้สร้างโดยพระปิ่นเกล้า วังหน้าในสมัยนั้น เนื่องจากผู้ที่สร้างปราสาทได้ต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ดังนั้น ผู้โปรดให้สร้างพระที่นั่งคชกรรมประเวศที่ตั้งอยู่หน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์คือในหลวงรัชกาลที่ 4 

 

สำหรับพระที่นั่งคชกรรมประเวศ ต่อมาชำรุดทรุดโทรมเนื่องจากเป็นไม้ ส่วนตำแหน่งที่เป็นฐานเดิมยังอยู่ที่หน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ขอบฐานล่างยังเป็นของเดิม แต่ปรับขนาดและสัดส่วนให้เล็กลง โดยสร้างบนขอบเดิมและตำแหน่งเดิม

 

สมัยในหลวงรัชกาลที่ 5 โปรดให้รักษาพระที่นั่งคชกรรมประเวศเอาไว้ แต่เนื่องจากเป็นไม้จึงมีอายุของตัวปราสาทที่จะสามารถอยู่ได้ สุดท้ายมีความจำเป็นต้องรื้อลงในราวปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 6 

 

วังหน้า 6 พระองค์ใน 5 รัชกาล

 

ยุทธนาวรากรกล่าวถึงบุคคลที่เป็นวังหน้า หรือพระมหาอุปราช ในสมัยรัตนโกสินทร์ ว่ามีทั้งหมด 6 พระองค์ใน 5 รัชกาล โดยสมัยรัชกาลที่ 1 วังหน้าพระองค์แรกคือสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้าพระยาเสือ สมเด็จพระอนุชาธิราช (น้องชาย) ในรัชกาลที่ 1 ผู้สร้างวังหน้าแห่งนี้ กระทั่งเป็นพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน

 

เมื่อวังหน้าพระองค์แรกสวรรคต อีก 3 ปีต่อมาในหลวงรัชกาลที่ 1 ได้ตั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร เป็นวังหน้าพระองค์ที่ 2 ซึ่งก็คือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือในหลวงรัชกาลที่ 2 ในเวลาต่อมา ดังนั้น วังหน้า 2 พระองค์ใน 1 รัชสมัย จึงมีรัชสมัยเดียวคือสมัยรัชกาลที่ 1

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 2 คือสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ (เจ้าฟ้ากรมหลวงเสนานุรักษ์) สมเด็จพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 2

 

วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 3 คือสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ) พระปิตุลาในรัชกาลที่ 3

 

วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 คือ ‘พระปิ่นเกล้า’ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ สมเด็จพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ 4 ต่อมาในหลวงรัชกาลที่ 4 โปรดให้เปลี่ยนพระนามจาก ‘กรมพระราชวังบวรสถานมงคล’ เป็นพระนามอย่างพระเจ้าแผ่นดินว่า ‘พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศ มหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว’ ทรงเป็นวังหน้าที่มีพระเกียรติสูงกว่าวังหน้าทุกสมัย และเป็นสมัยที่นับว่าสยามมี ‘The Second King’ 

 

วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 5 คือกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในขณะนั้นในหลวงรัชกาลที่ 5 มีพระชนมพรรษาเพียง 15 พรรษา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ หรือ ช่วง บุนนาค) จึงอัญเชิญกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญขึ้นเป็นวังหน้า

 

ดังนั้น กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเป็นวังหน้าพระองค์เดียวที่ไม่ได้มาจากการแต่งตั้งของพระเจ้าแผ่นดิน แต่มาจากผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต ในหลวงรัชกาลที่ 5 ได้ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า และสถาปนาตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารแทนตำแหน่งวังหน้ามาถึงปัจจุบัน 

 

เมื่อยกเลิกตำแหน่งวังหน้าแล้ว ในรัชสมัยนี้เองที่ในหลวงรัชกาลที่ 5 พระราชทานอาคารพระที่นั่ง 3 หลัง ประกอบด้วย พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เป็นจุดเริ่มต้นให้สถานที่แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์

 

วังหน้ากับตำแหน่งรัชทายาท 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า สำหรับวังหน้าแต่ละรัชสมัย เนื่องจากทางวังหน้าสวรรคตหรือทิวงคตไปก่อนวังหลวง จึงไม่มีปัญหากันระหว่างวังหน้ากับวังหลวงในการตั้งกษัตริย์องค์ใหม่

 

แต่ละรัชสมัยจะมีวังหน้าพระองค์เดียว ยกเว้นในสมัยรัชกาลที่ 1 ที่มีวังหน้าพระองค์ที่ 2 แต่ช่วงเวลาก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 2 จะขึ้นครองราชย์ ขณะดำรงตำแหน่งวังหน้าพระองค์ประทับในพระราชวังเดิม ไม่ได้ประทับที่วังหน้าแห่งนี้ และเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวที่เป็นวังหน้าก่อนขึ้นเป็นกษัตริย์

 

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อวังหน้าสวรรคตแล้ว ก็มีเจ้านายหลายพระองค์ที่หวังว่าตัวเองจะได้รับการแต่งตั้งเป็นวังหน้า แต่ในหลวงรัชกาลที่ 3 ไม่ได้ตั้งใคร และโปรดให้เพิ่มพระอิสริยยศให้เจ้านายทุกพระองค์ขึ้น เช่น เพิ่มจากกรมหมื่นเป็นกรมหลวง เพื่อยุติปัญหาไม่ต้องมีใครคิดว่าจะได้ขึ้นเป็นวังหน้า 

 

เมื่อถามถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับคำสาปแช่งของวังหน้าพระองค์แรกตอนใกล้สวรรคตว่ามีการบันทึกไว้จริงหรือไม่ ยุทธนาวรากรกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวมีในพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 4 เล่าถึงวังหน้าพระองค์แรกในรัชกาลที่ 1 หรือวังหน้าพระยาเสือ ตอนประชวรหนักจวนจะสวรรคต ท่านเสด็จขึ้นเสลี่ยง เสด็จรอบพระที่นั่ง โดยบางคนก็เล่ากันว่าท่านรับสั่งบ่นว่า “ของใหญ่ของโตดีของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าหุ้นอุดหนุนให้แรง กูสร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครที่ไม่ใช่ลูกกู ถ้ามาเปนเจ้าของเข้าครอบครอง ขอผีสางเทวดาจงบันดานอย่าให้มีความศุข”

 

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

ภาพ: พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ตอนค่ำ

 

เมื่อถามถึงการขึ้นครองราชย์ของในหลวงรัชกาลที่ 3-5 แต่ละพระองค์ไม่ได้เป็นวังหน้ามาก่อน 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า เป็นความรับรู้ร่วมกันว่าตำแหน่งวังหน้าคือตำแหน่งรัชทายาท แต่ในทางปฏิบัติอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะรัชทายาทอาจเป็นพระราชโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสีก็ได้ หรือเป็นพระราชโอรสที่เหล่าพระบรมวงศ์และเสนาบดีให้การสนับสนุน

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า วังหน้าตั้งแต่ในอดีตจะคัดเลือกจากบุคคลที่มีความสามารถด้านการทหาร โดยเห็นได้ชัดว่าหลายพระองค์มีบทบาทเดิมด้านการทหารมาก่อนเป็นวังหน้า เริ่มตั้งแต่วังหน้ารัชกาลที่ 1 ทำสงครามมามากมาย วังหน้ารัชกาลที่ 2 เป็นพระอนุชาร่วมพระบิดาพระมารดา วังหน้ารัชกาลที่ 3 ควบคุมกำกับด้านกลาโหมมาก่อน วังหน้ารัชกาลที่ 4 คือพระปิ่นเกล้า พระอนุชาของในหลวงรัชกาลที่ 4 เคยรับราชการกำกับทหารปืนใหญ่มาก่อน ทุกพระองค์มีบทบาทมาแต่เดิม

 

ในหลวงรัชกาลที่ 4 ไม่ได้เป็นวังหน้า แต่มีเหตุการณ์คล้ายมีตำแหน่งวังหน้า

 

ยุทธนาวรากรเล่าว่า เมื่อวังหน้าในรัชกาลที่ 3 สวรรคตแล้ว ในหลวงรัชกาลที่ 3 ไม่ได้ตั้งใครเป็นวังหน้าอีก แต่ได้ทรงอาราธนาในหลวงรัชกาลที่ 4 ซึ่งขณะนั้นยังผนวชอยู่ที่วัดราชาธิวาส ให้เสด็จมาจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยในหลวงรัชกาลที่ 3 โปรดให้จัดขบวนแห่เหมือนอย่างแห่เสด็จพระมหาอุปราช ส่วนวัดบวรนิเวศวิหารเป็นวัดที่วังหน้ารัชกาลที่ 3 สร้างเอาไว้

 

นอกจากนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 3 โปรดให้ในหลวงรัชกาลที่ 4 ขณะเป็นพระภิกษุ สามารถเลือกของในวังหน้าไปไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหารได้ตามพระประสงค์ เช่น พระไตรปิฎก ดังนั้น แม้ขณะนั้นรัชกาลที่ 4 ยังทรงผนวช แต่สถานะเป็นที่รับรู้กันว่าพระองค์ท่านคือรัชทายาท

 

ประกอบกับชื่อวัดบวรนิเวศวิหารกับบวรสถานก็เป็นชื่อที่พ้องๆ กัน โดยบวรสถานมงคลก็คือวังหน้า จึงมีการตีความกันตั้งแต่ตอนนั้นว่าท่านจะได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป 

 

พระปิ่นเกล้า ‘The Second King’ พระองค์เดียวในสมัยรัตนโกสินทร์

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นช่วงที่สถานะวังหน้ามีสถานะพิเศษสูงสุดกว่าช่วงเวลาอื่น พระปิ่นเกล้ารับราชการกำกับทหารปืนใหญ่ตั้งแต่เดิมระหว่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 4 ทรงผนวช ดังนั้น พระปิ่นเกล้าจึงเป็นผู้มีบทบาทด้านการทหารมาก่อน เมื่อพระปิ่นเกล้าเป็นวังหน้า ถือว่าอยู่ในตำแหน่งรัชทายาทแน่นอน เพราะพระปรีชาสามารถพร้อมทุกอย่าง แต่ท่านเสด็จสวรรคตไปก่อน 

 

แม้พระปิ่นเกล้าจะได้รับพระราชทานพระยศเทียบเท่ากับกษัตริย์องค์ที่ 2 แต่ก็ไม่ได้เท่ากับกษัตริย์ทุกอย่าง เช่น เศวตฉัตรของพระองค์ยังเป็นฉัตร 7 ชั้น ไม่ใช่ฉัตร 9 ชั้น ดังนั้น แม้ได้รับการเพิ่มพระยศให้เป็นพิเศษ แต่ยังเป็นรองจากวังหลวง

 

วังหน้าสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นสมัยมีความเปลี่ยนแปลงสูงสุด มีหลักฐานจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

 

เมื่อพระปิ่นเกล้าเสด็จสวรรคต ในหลวงรัชกาลที่ 4 ไม่ได้ตั้งใครเป็นวังหน้า และเป็นที่รับรู้ของต่างชาติว่าในหลวงรัชกาลที่ 5 จะขึ้นเป็นกษัตริย์ เนื่องจากเป็นพระราชโอรสพระองค์โต ซึ่งจะได้รับการสืบราชสมบัติต่อไปอยู่แล้ว 

 

วังหน้าองค์สุดท้ายในสมัยรัชกาลที่ 5 

 

ยุทธนาวรากรเล่าว่า เมื่อรัชกาลที่ 5 ขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ หรือ ช่วง บุนนาค) จึงอัญเชิญกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็นวังหน้า

 

หากลองนึกภาพย้อนไปในสมัยนั้น มีความน่าสนใจอีกประการคือ จะเห็นได้ว่าเจ้านายวังหลวงอายุจะน้อยกว่าเจ้านายวังหน้า เนื่องจากในหลวงรัชกาลที่ 4 ทรงผนวชถึง 27 ปีก่อนขึ้นครองราชย์ แล้วจึงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา ซึ่งประสูติในรัชสมัยของพระองค์

 

ขณะที่กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระราชโอรสของพระปิ่นเกล้า นับว่าประสูติในสมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีอายุมากกว่าพระราชโอรสและพระราชธิดาของรัชกาลที่ 4 ทั้งหมด ยกเว้นเพียง 2 พระองค์ที่ประสูติก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ 4 จะทรงผนวชถึง 27 ปี

 

เมื่อสิ้นกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว วังหน้าพระองค์นี้เป็นพระองค์เดียวที่ใช้คำว่า ทิวงคต ไม่ใช้คำว่า สวรรคต อย่างวังหน้า 5 พระองค์แรก เนื่องจากไม่ได้เป็นพระราชโอรสของพระมหากษัตริย์วังหลวง จึงมีพระราชอิสริยยศไม่เท่ากับวังหน้าพระองค์ก่อนๆ และไม่มีคำว่าสมเด็จพระบวรราชเจ้านำหน้าพระนาม แต่ใช้เพียงคำว่า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ และในยุคสมัยนี้เองที่เกิดเหตุการณ์ที่เรียกกันว่า ‘วิกฤตการณ์วังหน้า’

 

ชมโบราณวัตถุและโบราณสถานในวังหน้า

 

ยุทธนาวรากรพาชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยพาไปชมโบราณวัตถุในสมัยที่สยามมีการปรับเปลี่ยน รับอิทธิพลตะวันตก เช่น รถไฟจำลองและลูกโลกจำลอง เป็นเครื่องราชบรรณาการจากสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรียแห่งอังกฤษ มอบให้ตัวแทนนำมาถวายในหลวงรัชกาลที่ 4 ขณะนี้จัดแสดงอยู่ที่อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ โดยในห้องเดียวกันนี้มีพระโธรนองค์แรกในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วย

 

ภาพ: ลูกโลกและรถไฟจำลองที่อังกฤษถวายในหลวงรัชกาลที่ 4

 

ภาพ: พระโธรนองค์แรกในสมัยรัชกาลที่ 5 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ในสมัยรัชกาลที่ 5 ในหลวงทรงเปลี่ยนธรรมเนียมให้ยืนเข้าเฝ้า จากเดิมหมอบคลานเข้าเฝ้า จึงโปรดให้มีการสร้างพระโธรน โดยพระโธรนองค์แรกนี้สร้างในปี 2416

 

เดินท่องหมู่พระวิมาน พระราชมณเฑียรในสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 1 

 

ยุทธนาวรากรพาชมการจัดแสดงโบราณวัตถุภายในพระราชมณเฑียร หรือหมู่พระวิมานที่สร้างขึ้นในสมัยวังหน้าพระองค์แรกในรัชกาลที่ 1 หรือสมัยวังหน้าพระยาเสือ

 

พระพุทธรูปล้านนาในพระที่นั่งพรหมเมศธาดา

ภาพ: พระพุทธรูปล้านนาในพระที่นั่งพรหมเมศธาดา

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า การปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ครั้งล่าสุดตั้งใจสร้างบรรยากาศให้รู้สึกว่าตัวอาคารแต่ละหลังมีการใช้งานในแบบเดิม อย่างพระที่นั่งพรหมเมศธาดาสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นห้องพระ ไม่ได้ใช้เป็นที่ประทับหรือเป็นห้องบรรทม เพราะอยู่ทางทิศเหนือ ห้องนี้ก็จะเป็นห้องที่ร้อนมากโดยเฉพาะในฤดูร้อน เพราะลมจะมาจากทางทิศใต้ ดังนั้น จึงมีหลักฐานว่าพระที่นั่งองค์นี้ใช้เป็นห้องพระ ปัจจุบันพระที่นั่งพรหมเมศธาดาจัดแสดงเครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา 

 

พระที่นั่งพรหมเมศธาดา

ภาพ: พระที่นั่งพรหมเมศธาดา

 

ภาพ: พระเก้าอี้พับ

 

นอกจากนั้น มีการจัดแสดงพระเก้าอี้พับของวังหน้าในรัชกาลที่ 1 หรือวังหน้าพระยาเสือ ในบริเวณที่เรียกว่ามุขกระสันอยู่ในหมู่พระวิมานด้วย

 

พระที่นั่งพรหมพักตร์ วังหน้าพระยาเสือประทับออกว่าราชการฝ่ายใน

ภาพ: พระที่นั่งพรหมพักตร์ วังหน้าพระยาเสือประทับออกว่าราชการฝ่ายใน ให้สตรีมีบรรดาศักดิ์เข้าเฝ้า เดิมอยู่ที่มุขเด็จด้านทิศตะวันตก 

 

ยุทธนาวรากรบรรยายว่า ในพระที่นั่งวายุสถานอมเรศ ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์จัดแสดงพระที่นั่งพรหมพักตร์ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สันนิษฐานว่า วังหน้าในรัชกาลที่ 1 ประทับเมื่อออกว่าราชการฝ่ายใน คือให้ผู้หญิงมีบรรดาศักดิ์เข้าเฝ้าในงานพิธี ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 พระที่นั่งพรหมพักตร์เป็นที่ตั้งพระอัฐิวังหน้า 3 รัชกาลแรก 

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าเดิมในสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 1 พระที่นั่งพรหมพักตร์ก็น่าจะอยู่ที่มุขเด็จด้านทิศตะวันตก เพราะเป็นที่ประทับเวลาเสด็จออกให้สตรีมีบรรดาศักดิ์เข้าเฝ้าเมื่อออกว่าราชการฝ่ายใน

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า พระวิมาน 3 หลัง ประกอบด้วย พระที่นั่งวสันตพิมาน พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ และพระที่นั่งพรหมเมศธาดา แต่ละหลังจะคั่นด้วยสวน และมีมุขตามทิศต่างๆ พระที่นั่งวายุสถานอมเรศอยู่ตรงกลาง ห้องนี้อุ่นสุดในฤดูหนาวเพราะมีอาคารอื่นล้อมหมด ลมหนาวพัดมาไม่ถึง

 

บันไดทางขึ้นพระที่นั่งวสันตพิมาน

ภาพ: บันไดทางขึ้นพระที่นั่งวสันตพิมาน

 

ยุทธนาวรากรบรรยายว่า พระที่นั่งวสันตพิมานเป็นห้องบรรทมของวังหน้าพระยาเสือ และที่ประทับส่วนใหญ่จะเป็นวสันตพิมาน (วสันต์ แปลว่าฤดูฝน) ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ทางทิศใต้ เป็นทิศที่ลมพัดเข้ามา เป็นห้องที่วังหน้ารัชกาลที่ 4 และ 5 ทำพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรตั้งแท่นพระบรรทมบนพระที่นั่งนี้

 

พระที่นั่งบูรพาภิมุข

ภาพ: พระที่นั่งบูรพาภิมุข

 

พระที่นั่งบูรพาภิมุข ปัจจุบันเป็นห้องแสดงอาวุธ ห้องนี้เป็นห้องที่วังหน้าพระยาเสือ หรือวังหน้าในรัชกาลที่ 1 เสด็จสวรรคต นอกจากนั้น วังหน้าในรัชกาลที่ 3 ก็เสด็จสวรรคตในพระที่นั่งบูรพาพิมุขห้องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

 

ภาพ: กลองโบราณ 3 ใบ

 

ที่พระที่นั่งบูรพาภิมุขยังจัดแสดงกลองโบราณ 3 ใบ จะเห็นว่าหนังกลองใบล่างสุดฉีกขาดแล้ว แต่ไม่สามารถเปลี่ยนหนังกลองหรือซ่อมแซมได้ เพราะเป็นกลองลงยันต์มาแต่โบราณ

 

ภาพ: เตียบเงิน จัดแสดงในพระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข

 

เตียบเงิน จำหลักลายเทพธิดาในกลีบบัว จัดแสดงในพระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข ในหมู่พระวิมาน

 

เมื่อเดินมาที่มุขหน้าพระที่นั่งพรหมเมศธาดาจะได้ชมบานประตูประดับมุก สร้างในสมัยอยุธยา

 

ภาพ: ยุทธนาวรากร แสงอร่าม ชี้บริเวณที่มีจารึกบนบานประตู

 

ยุทธนาวรากรบรรยายว่า บานประตูนี้เดิมเป็นบานประตูพระอุโบสถวัดบรมพุทธาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างเมื่อปี 2295 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

 

หลังเสียกรุง ประตูบานนี้ยังถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเคยเป็นบานประตูทางเข้าหอพระมณเฑียรธรรมในวัดพระศรีรัตนศาสดารามระหว่างปี 2474-2556 ปัจจุบันได้รับการดูแลรักษาและจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ขอบประตูบานนี้มีจารึกถึงประวัติและรายละเอียดการสร้าง 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวถึงความหมายจากศิลปะบนบานประตูว่า จะเห็นได้ว่าภาพต่างๆ ที่ปรากฏเป็นการเรียงลำดับตามคติไตรภูมิในพุทธศาสนา 

 

ล่างสุดเป็นส่วนกามภูมิ มีภาพยักษ์กุมภัณฑ์ และสัตว์หิมพานต์ 

 

ถัดขึ้นมาเป็นภาพพระนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งวิมานฉิมพลีของครุฑอยู่บนยอดต้นงิ้ว

 

เหนือขึ้นไปเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ หมายถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์บนยอดเขาพระสุเมรุแกนจักรวาล 

 

จากนั้นส่วนรูปภูมิ แสดงภาพพระพรหมทรงหงส์ หมายถึงโสฬสพรหม รูปพรหมจำนวน 16 ชั้น และบนสุดเป็นส่วนอรูปภูมิ มีภาพบุษบกที่มียันต์เฑาะว์ มีนัยถึงอรูปพรหม พรหมที่ไม่มีรูป 

 

ภาพ: ยุทธนาวรากรชี้ส่วนล่างสุด กามภูมิ

 

ภาพ: ยุทธนาวรากรชี้พระนารายณ์ทรงครุฑ

 

ภาพ: ยุทธนาวรากรชี้พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

 

ภาพ: ยุทธนาวรากรชี้พระพรหมทรงหงส์ 

 

บานประตูนี้จึงมีรูปเทพเจ้าต่างๆ ที่เราคุ้นเคยกันคือ พระพรหม พระอินทร์ และพระนารายณ์ แต่บานประตูนี้ไม่มีรูปพระอิศวร

 

ภาพ: บานประตูประดับมุก สร้างในสมัยอยุธยา

 

เมื่อถามว่า พระมหากษัตริย์ไทยมีความเกี่ยวข้องกับเทพองค์ใด ยุทธนาวรากรกล่าวว่า เดิมเราจะคุ้นเคยกับคติเกี่ยวกับพระนารายณ์หรือพระราม จากพระนามของพระมหากษัตริย์ ‘สมเด็จพระรามาธิบดี’ และชื่อเมืองหลวง ‘อโยธยา-อยุธยา’ แต่ในทางกลับกัน เราจะเห็นได้ว่าการใช้นามของพระอิศวร-พระศิวะก็มี อย่างเช่น สมเด็จพระเอกาทศรถ ที่ถูกต้องควรสะกดเป็น ‘พระบาทสมเด็จเอกาทศรุทรอิศวร’ ซึ่งเป็นพระปรมาภิไธยที่จารึกในพระสุพรรณบัฏตั้งแต่รัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ (ปี 2148-2153) จนถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ปี 2310-2325) โดยคำว่า ‘รุทระ’ ตามศัพท์แปลว่า ‘ผู้ร้อง ผู้คำราม’ เป็นนามหนึ่งของพระศิวะด้วย

 

ยุทธนาวรากรกล่าวต่อด้วยว่า พราหมณ์กรุงเทพฯ จะเป็นไศวนิกาย นับถือพระอิศวรเป็นเทพสูงสุด ส่วนหากเป็นพราหมณ์ไวษณพนิกายจะนับถือพระวิษณุ หรือพระนารายณ์ เป็นเทพสูงสุด ดังนั้น หากดูจากเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ในกรุงเทพฯ ปรากฏว่าสถานพระอิศวร (พระศิวะ) เป็นอาคารขนาดใหญ่สุด ส่วนสถานพระนารายณ์ (พระวิษณุ) มีขนาดเล็กกว่า

 

ยุทธนาวรากรกล่าวด้วยว่า ในพิพิธภัณฑ์มีโบราณวัตถุที่แสดงถึงการนับถือเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์จำนวนมาก แต่โดยหลักๆ จะมี 3 องค์ หากพิจารณาจากศาสนาพราหมณ์ มีพระอิศวร (ไศวนิกาย) พระนารายณ์ (ไวษณพนิกาย) และพระพรหม ที่เรียกกันว่า ‘พระตรีมูรติ’ ต่อมาพระพุทธศาสนารวมเอาพระพรหมและพระอินทร์ ซึ่งไม่มีนิกายเฉพาะ มาเป็นบริวาร คนไทยจึงคุ้นเคยกับเทพทุกองค์

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า กษัตริย์ในประเทศภูมิภาคนี้ เช่น ในเขมร กษัตริย์แต่ละองค์ก็เลือกบูชาเทพแตกต่างกัน บางช่วงเปลี่ยนศาสนาจากพราหมณ์เป็นศาสนาพุทธ หลังฟื้นฟูเมืองจากศึกสงคราม เมื่อแพ้สงครามแล้วก็จะไม่นับถือศาสนาเดิมเพราะแพ้แล้ว ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับเวลาไหนจะใช้ขนบใด

 

สำหรับในกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้มีคติใดคติหนึ่งเท่านั้น แต่น่าสังเกตว่ามีการให้ความสำคัญกับพระอินทร์มากเป็นพิเศษ จากชื่อเมือง ‘กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์’ กรุงเทพฯ คือเมืองเทวดา โกสินทร์คือพระอินทร์ และรัตนโกสินทร์คือแก้วของพระอินทร์

 

ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์

ภาพ: ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า งานศิลปะในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ก็จะให้ความสำคัญกับพระอินทร์ค่อนข้างเยอะ รวมถึงฉากลับแล งานช่างสมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งวาดเรื่องรามเกียรติ์ตอนที่แปลงกายเป็นพระอินทร์ และจากงานจิตรกรรมหลายๆ จุดปรากฏรูปพระอินทร์ น่าจะสะท้อนว่ากรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับพระอินทร์เป็นพิเศษตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แล้ว 

 

ดังเห็นว่าท้องพระโรงองค์หนึ่งในวังหน้ามีนามว่า ‘ศิวโมกขพิมาน’ ซึ่งแม้จะทำให้คิดว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับพระอิศวร อย่างไรก็ตาม ‘ศิวโมกข์’ แปลว่า ‘พระนิพพาน’

 

ความคล้องจองของชื่อพระที่นั่ง เสมือนสิ่งที่สร้างมาเป็นชุดเดียวกัน 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวถึงชื่อพระที่นั่งที่สร้างในสมัยวังหน้ารัชกาลที่ 1 เช่น วสันตพิมาน วายุสถานอมเรศ พรหมเมศธาดา บูรพาภิมุข ทักษิณาภิมุข อุตราภิมุข ปัจฉิมาภิมุข ปฤษฎางคภิมุข ภิมุขมณเฑียร จะเห็นได้ว่าเป็นชื่อที่คล้องจองกันและสัมพันธ์กัน เพราะสร้างในสมัยเดียวกัน 

 

ส่วนมุขเด็จด้านตะวันออกเป็นที่ที่ขุนนางผู้ชายเข้าเฝ้า และมุขเด็จด้านตะวันตกเป็นที่ที่ฝ่ายใน (ผู้หญิง) เข้าเฝ้า 

 

ยุทธนาวรากรกล่าวว่า ในสมัยพระปิ่นเกล้า วังหน้าในรัชกาลที่ 4 ก็มีชื่อที่นั่งที่คล้องจองกัน เช่น มังคลาภิเษก เอกอลงกฎ คชกรรมประเวศ อิศเรศราชานุสรณ์ บวรปริวัตร สาโรชรัตนประพาส นุกิจราชบริหาร ซึ่งปัจจุบันพระที่นั่งที่ยังเข้าชมได้คือพระที่นั่งมังคลาภิเษก พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ และเก๋งนุกิจราชบริหาร

 

ส่วนชื่อพระที่นั่งที่สร้างก่อนสมัยพระปิ่นเกล้า วังหน้ารัชกาลที่ 4 เช่น พระที่นั่งวสันตพิมาน, พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ, พระที่นั่งพรหมเมศธาดา, พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย, พระที่นั่งพุทไธสวรรย์, พระที่นั่งรังสรรค์จุฬาโลก, พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ทุกพระที่นั่งที่กล่าวมานี้ยังสามารถเข้าชมได้ ยกเว้นเพียงพระที่นั่งรังสรรค์จุฬาโลก ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นที่ตั้งของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปแล้ว

The post ชมที่ประทับ ‘พระปิ่นเกล้า’ วังหน้าในรัชกาลที่ 4 ยุคที่สยามมี ‘The Second King’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัตถุล้ำค่าผ่านบทสนทนาของสองปราชญ์จากสาส์นสมเด็จ ในนิทรรศการใหม่ของกรมศิลปากร https://thestandard.co/national-museum-bangkok-new-normal-exhibition/ Tue, 26 May 2020 10:53:53 +0000 https://thestandard.co/?p=367001

ในขณะที่โควิด-19 ทำให้พิพิธภัณฑ์ในไทยที่ต่างๆ ต้องปิดลง […]

The post วัตถุล้ำค่าผ่านบทสนทนาของสองปราชญ์จากสาส์นสมเด็จ ในนิทรรศการใหม่ของกรมศิลปากร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในขณะที่โควิด-19 ทำให้พิพิธภัณฑ์ในไทยที่ต่างๆ ต้องปิดลงชั่วคราว แต่ภัณฑารักษ์และนักโบราณคดีของกรมศิลปากรต่างร่วมมือร่วมใจกันทำงานเพื่อเตรียมจัดนิทรรศการสำคัญเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2563 เพื่อเตรียมให้ประชาชนได้เข้าชมกันในช่วงชีวิต ‘New Normal’ (ปกติใหม่) โดยนิทรรศการนี้มีชื่อว่า ‘ศิลปวิทยาการจากสาส์นสมเด็จ’ จัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งกำลังจะเปิดให้เข้าชมเร็วๆ นี้

 

นิทรรศการครั้งนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างไปจากหลายนิทรรศการที่กรมศิลปากรเคยจัดแสดงไปหลายครั้ง นับตั้งแต่วิธีการเล่าเรื่องด้วยการใช้บทสนทนาของสองยอดปราชญ์แห่งสยามเป็นตัวช่วยเล่าเรื่องให้กับวัตถุจัดแสดง เสริมด้วยข้อมูลการค้นคว้าสำคัญทางโบราณคดีล่าสุดจากทั่วประเทศ 

 

ประติมากรรมรูปเหมือนครึ่งตัวของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (ซ้าย) และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ขวา) ซึ่งจัดแสดงในนิทรรศการ

 

สาส์นสมเด็จสำคัญอย่างไรกับชาติ

สาส์นสมเด็จ อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นเคยนักในหมู่ของประชาชนทั่วไป ครั้งแรกที่ผมได้ยินชื่อหนังสือชุดนี้ก็จากการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะในคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม ได้อธิบายที่มาคำศัพท์ช่างโบราณผ่านบทวิเคราะห์ของสองปราชญ์คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระองค์หนึ่งถือเป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย อีกพระองค์ถือว่าเป็นนายช่างใหญ่แห่งสยาม ดังนั้นข้อเขียนที่ปรากฏใน สาส์นสมเด็จ จึงย่อมเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปะ สถาปัตยกรรม งานช่างโบราณ ภาษาศาสตร์ ดนตรี และประเพณีวัฒนธรรมของสยามแต่โบราณ เรียกได้ว่านี่คือขุมทรัพย์ทางปัญญาของคนไทยที่สำคัญระดับชาติที่บันทึกไว้ในช่วงที่ประเทศสยามเข้าสู่รัฐสมัยใหม่ และกระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475

 

สาส์นสมเด็จ บันทึกลายพระหัตถ์ตอบโต้กันของยอดปราชญ์แห่งสยาม

 

ลายพระหัตถ์โต้ตอบกันระหว่างทั้งสองพระองค์นั้นเริ่มต้นจากปี 2457-2486 โดยมีลักษณะเป็นจดหมายที่ทรงเขียนถึงกันเป็นประจำ บางครั้งจึงเรียกว่า ‘จดหมายเวร’ ภายหลังได้รับการจัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2490 ในวารสารศิลปากร ด้วยการสนับสนุนของทายาทของทั้งสองพระองค์ จากนั้นได้รวบรวมพิมพ์เป็นเล่มในหนังสืองานศพจำนวน 55 ภาค ในช่วงปี 2490-2505 กว่าจะมารวมพิมพ์เป็นเล่มชุดใหญ่อีกครั้งก็ตกปี 2505 โดยองค์การค้าคุรุสภาแบ่งออกเป็นทั้งหมด 26 เล่ม มีสารบัญค้นเรื่องอีก 1 เล่ม เพื่อสะดวกต่อการค้นหาความรู้ต่างๆ จากนั้นได้มีการค้นพบลายพระหัตถ์โต้ตอบในช่วงปี 2475 อีก โดยเพิ่มเติมเข้าไปในฉบับพิมพ์ปี 2534 ซึ่งลดจำนวนลงให้เหลือ 10 เล่ม (แต่หนาขึ้น) ปัจจุบันทั้งหมดสามารถหาอ่านออนไลน์ได้จากห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ ห้องสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอื่นๆ  

 

เมื่อมองลงในรายละเอียด จดหมายลายพระหัตถ์ของทั้งสองพระองค์นั้นมีคุณค่าหลายด้านต่อผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ตัวอย่างเช่น ข้อเขียนของพระองค์นั้นช่วยทำให้เราทราบว่าสถาปัตยกรรมใดสร้างขึ้นเมื่อใดกันแน่ ตัวอย่างเช่น บันทึกฉบับหนึ่งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงประทานต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2458 เกี่ยวกับฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ 1 และที่ 2 ความว่า “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีสิ่งที่เปนฝีมือในรัชกาลที่ ๑ คือ ก. พระอุโบสถ รูปทรงเปนอย่างรัชกาลที่ ๑ แต่ลวดลายนั้นประปนกัน เปนอันได้ซ่อมแปลงหลายคราว…” 

 

อุปกรณ์เครื่องเขียนบนโต๊ะทรงงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

 

ในบางฉบับก็สะท้อนถึงการคิดวิเคราะห์ล้มล้างความเชื่อเดิมๆ ตัวอย่างเช่น ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กล่าวว่า “ใครว่าพราหมณ์เรานี้พืชพันธุมาจากพาราณสี อย่าได้ทรงเชื่อเลย ​“สัมภุน์ธเรส์เน์เตร จตุวัก์เตร ตติล เมาสิน์เตร วัก์เตร” ไม่ใช่สันสกฤตเลย” (1 มีนาคม 2459)

 

มีอีกแง่มุมที่อยากให้ชวนมองด้วย กล่าวคือในเมื่อ สาส์นสมเด็จ เป็นลายพระหัตถ์ที่เขียนโต้ตอบกันระหว่างราชวงศ์ชั้นสูงสองพระองค์ที่ต่างได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จึงย่อมมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับคนในราชสำนักที่ได้รับผลกระทบอยู่ด้วย ดังเช่นที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนไว้ว่า “งานศพเจ้าพระยาสุรศักดิ์ (เจิม แสงชูโต) ไม่มีทหารกองเกียรติยศ เขาว่าเจ้าพระยาวรพงศยุคุณหญิงสงวนให้ไปหาพระยาพหล ขอทหาร เขาว่าคุณหญิงสงวนไปหา พระยาพหลว่าธรรมเนียมให้กองเกียรติยศนั้นเลิกแล้ว” (สาส์นสมเด็จ, 12 เมษายน 2476) ความจริงแล้วในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 นั้น เมื่อคราวที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จลี้ภัยไปอยู่ที่ปีนังนั้นได้ทรงเขียนจดหมายถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เช่นเดิม ซึ่งบางฉบับมีเรื่องการเมืองแทรก ผมเชื่อว่าน่าจะมีจดหมายบางฉบับที่ไม่ได้รับการตีพิมพ์หรือถูกเซนเซอร์ไป ซึ่งน่าสนใจต่อการค้นหา

 

นอกจากประเด็นที่กล่าวมา ผมขอนอกเรื่องอีกสักนิดคือในช่วงที่อ่าน สาส์นสมเด็จ ระหว่างเขียนบทความนี้ ผมพบว่านอกจากสิ่งที่เป็นสาระความรู้ในจดหมายแล้ว สาส์นสมเด็จ ยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามของทั้งสองพระองค์ในการนำเอกสารและวรรณกรรมโบราณนับตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาถึงสมัยก่อนหน้าพระองค์มาทำการตีพิมพ์เป็นหนังสือสมัยใหม่ ซึ่งผมว่านี่ถือว่าสำคัญ เพราะจะก่อให้เกิดองค์ความรู้มหาศาลต่อสังคมไทยในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนเอกสารเกี่ยวกับตำราพระราชพิธีราชาภิเษก สังข์ทอง ไชยเชฐ คาวี ไกรทอง เป็นต้น หรือถ้าเราพูดกันอีกแบบหนึ่งก็คือ เอกสารทางประวัติศาสตร์หรือวรรณคดีสำคัญต่างๆ ที่กลายมาเป็นมรดกสำคัญของชาตินั้นก็เป็นผลมาจากกระบวนการคัดเลือกของทั้งสองพระองค์นี้เอง

 

ให้ตัวอักษรช่วยเล่าเรื่องวัตถุ

อย่างที่กล่าวว่านิทรรศการนี้มีความแตกต่างจากนิทรรศการของกรมศิลปากรที่ผ่านมา ดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ผู้คิดและสร้างสรรค์นิทรรศการนี้ขึ้นมาได้เล่าให้ฟังถึงที่มาของนิทรรศการนี้ว่า เดิมทีนิทรรศการของกรมศิลปากรมักจะนำเสนอโบราณวัตถุผ่านกรอบของเนื้อหาทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ แล้วก็มีคำอธิบายประกอบโบราณวัตถุเป็นหลัก แต่นิทรรศการ ‘ศิลปวิทยาการจากสาส์นสมเด็จ’ นี้ได้ใช้เรื่องเล่า (Narrative) จาก สาส์นสมเด็จ มาช่วยเล่าเรื่องให้กับโบราณวัตถุต่างๆ ที่นำมาจัดแสดง ซึ่งหลายชิ้นเป็นสิ่งที่กล่าวถึงใน สาส์นสมเด็จ บางชิ้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการสืบค้นศึกษาต่อของกรมศิลปากรสมัยหลัง ซึ่งกระบวนการนี้เองทำให้วัตถุมีชีวิตมากกว่าที่เคยเป็น

 

ดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย กรมศิลปากร ยืนข้างตู้จัดแสดงประติมากรรมดินเผาที่ค้นพบล่าสุด และที่เคยค้นพบมาแล้วจากการขุดค้นวัดพระงาม

 

ไอเดียที่ดิษพงศ์คิดจนกลายมาเป็นนิทรรศการนี้นั้นสำคัญมากในความคิดของผม เพราะเท่ากับทำให้ผู้ชมนิทรรศการไม่ได้รับความรู้จากตัววัตถุจัดแสดงเท่านั้น หากแต่ยังได้รู้สิ่งที่เรียกว่า ‘ชีวประวัติของวัตถุ’ (Biography of object) คือประวัติของวัตถุที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่วัตถุนั้นได้ถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำวัตถุที่ถูกทิ้งหรือหมดหน้าที่ไปแล้วกลับมาเป็นวัตถุสำคัญของชาติ เป็นต้น อีกประการหนึ่งนับเป็นเรื่องที่คนที่สนใจต่อศิลปวัตถุนั้นยังให้ความสำคัญกันน้อย 

 

วัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งที่ดิษพงศ์กล่าวด้วยคือ สาส์นสมเด็จ เป็นเอกสารประวัติศาสตร์สำคัญ เพราะเป็นขุมทรัพย์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม แต่คนภายนอกยังรู้จักน้อย หรือบางคนอาจไม่รู้จักมาก่อนเลย ดังนั้นจึงต้องการแนะนำให้คนทั่วไปได้รู้จักจากนิทรรศการครั้งนี้ว่าชนชั้นนำสมัยก่อนนั้นมีวิธีการหาความรู้และบันทึกข้อมูลอย่างไร

 

วัตถุประสงค์ประการสุดท้ายคือการอัปเดตและต่อยอดความรู้แต่ครั้งที่สมเด็จทั้งสองได้เคยสนทนากัน ตัวอย่างเช่น เรื่องของพระพิมพ์ดินดิบสมัยศรีวิชัยที่พบในภาคใต้ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงให้ข้อสังเกตไว้ว่าพระพิมพ์ดินดิบนี้มีอัฐิของพระอริยสงฆ์ผสมอยู่ด้วย ซึ่งในนิทรรศการนี้ก็พยายามใช้เทคนิควิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยพิสูจน์ ดังนั้นผู้มาชมนิทรรศการจึงไม่ได้ความรู้เฉพาะในภาคอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นภาคปัจจุบันด้วย ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่านิทรรศการนี้ก็คือบทสนทนา (Dialogue) ระหว่างกรมศิลปากรกับสมเด็จทั้งสองพระองค์อีกทางหนึ่งด้วย ด้วยเหตุนี้แม้สิ่งต่างๆ ในห้องจัดแสดงจะดูนิ่งเฉย แต่ความจริงแล้วกลับเต็มไปด้วยเสียงแห่งการพูดคุย ซึ่งนับเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าอย่างมาก 

 

ธรรมจักรสมัยทวารวดี โบราณวัตถุล้ำค่าที่แสดงถึงร่องรอยพุทธศาสนาที่เก่าแก่ในไทย

 

ไฮไลต์ของนิทรรศการที่ควรชม

นิทรรศการนี้มีสิ่งที่ Beyond (ไกลเกิน) กว่า สาส์นสมเด็จ คือการนำข้อค้นพบและโบราณวัตถุใหม่จากการทำงานโบราณคดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งผมถือว่าเป็นไฮไลต์หรือจุดเด่นของนิทรรศการนี้ ยังไม่นับรวมโบราณวัตถุบางชิ้นที่ปกติแล้วไม่ง่ายเลยที่จะเห็นการจัดแสดงกัน ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจากไชยา, พระพิมพ์ดินดิบสมัยศรีวิชัย, สถูปจำลองจากราชวงศ์ปาละในอินเดีย, จารึกวัดเสมาเมือง (หลักที่ 23) เจ้าปัญหา, จารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหง ฯลฯ จนผมเองก็ลำบากใจที่จะเลือกว่าถ้าหากไปชมนิทรรศการนี้ซึ่งมีทั้งหมดถึง 6 โซน แล้วอะไรที่ควรเป็นไฮไลต์ของงานดี เพราะคงขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะประเมินกัน แต่เอาเป็นว่าผมขอแนะนำสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด 

 

ผมขอพามาที่ห้องด้านในสุดก่อน เริ่มต้นกันที่โซน 4 ความรู้เรื่องเมืองนครปฐมโบราณ นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่คงทราบกันว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ให้ความสนพระทัยกับเมืองนครปฐมอย่างมาก เพราะค้นพบหลักฐานแบบทวารวดีที่ในเวลานั้นเชื่อว่าเชื่อมโยงไปถึงในสมัยที่พระเจ้าอโศกส่งสมณทูตมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ หลักฐานที่ทำให้ในเวลานั้นเชื่อว่าพระเจ้าอโศกส่งสมณทูตมานั้น ได้แก่ ธรรมจักรแกะสลักจากหินที่ค้นพบมากมายในเมืองนครปฐม ดังปรากฏใน สาส์นสมเด็จ ภาค 5 และในหนังสือ ตำนานพุทธเจดีย์สยาม ที่พระองค์ทรงนิพนธ์ด้วย อย่างไรก็ดี ความเชื่อเรื่องพระเจ้าอโศกเคยส่งสมณทูตนี้ ปัจจุบันไม่ได้รับการยอมรับในวงวิชาการแล้ว เพราะไม่ปรากฏในหลักฐานสมัยพระเจ้าอโศก หากแต่ปรากฏในคัมภีร์มหาวงศ์ของลังกา 

 

โบราณวัตถุที่จัดแสดงในห้องนี้ประกอบด้วยธรรมจักรแบบทวารวดีที่ตั้งเด่นตระหง่านท้ายห้อง แต่ที่เป็นไฮไลต์จนห้ามพลาดคือประติมากรรมและจารึกที่ได้จากการขุดค้นล่าสุดที่วัดพระงาม จังหวัดนครปฐม ซึ่งได้พบประติมากรรมทวารบาลดินเผาที่สวยงามเป็นอย่างมาก โดยสะท้อนถึงอิทธิพลของอินเดียในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-14 ที่น่าตื่นเต้นคือการค้นพบจารึกใหม่สมัยทวารวดี จารึกด้วยอักษรปัลลวะ อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 จารึกนี้สำคัญ เพราะปรากฏชื่อ ‘ทวารวดี’ ด้วย ซึ่งเท่ากับยืนยันการมีตัวตนของรัฐทวารวดี ส่วนจารึกเนื้อหาว่าอย่างไรนั้นขอให้ไปชมนิทรรศการนะครับ แม้จะอ่านไม่ออก แต่การได้ชมเส้นสายของตัวอักษรที่เป็นบรรพบุรุษของตัวอักษรไทยก็นับว่าคุ้มค่าแล้วครับ

 

จารึกวัดพระงามสมัยทวารวดี จารึกที่ค้นพบล่าสุด ได้มีการนำมาจัดแสดงในนิทรรศการสาส์นสมเด็จนี้ด้วย

 

เมื่อพูดถึงเรื่องก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ดิษพงศ์ยังได้กล่าวว่านิทรรศการนี้ยังมีอีกมุมหนึ่งที่เล่าเรื่องจุดเริ่มต้นของโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทย โดยปรากฏในข้อเขียนของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเคยเขียนไว้ถึงสั้นๆ เมื่อพระองค์เสด็จไปประทับที่ปีนัง ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน งานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยก็ได้ถือกำเนิดขึ้น (คำถามที่ผมอยากกระตุ้นให้ตั้งคำถามด้วยก็คือ ทำไมในช่วงที่มีการศึกษาโบราณคดีกันช่วงแรกๆ ชนชั้นนำสยามจึงยังไม่สนใจหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์กัน)

 

โบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์นี้จัดแสดงอยู่ในโซน 4 เช่นกัน ซึ่งมีโบราณวัตถุมากมาย เช่น ไหใส่ศพจากทุ่งกุลาร้องไห้ ภาชนะดินเผาจากบ้านเชียง ดินเทศที่ใช้โรยบนตัวศพหรือใช้เขียนสีแดง ซึ่งอย่างหลังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเคยวินิจฉัยไว้ใน สาส์นสมเด็จ เช่นกันว่าเป็นตัวแทนของเลือด อย่างไรก็ดี ที่ผมเห็นว่าเป็นไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดเลย แม้โบราณวัตถุชิ้นนี้อาจจะไม่สวยงามนัก แต่ถือว่ามีความสำคัญระดับชาติและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ เตาถลุงเหล็กรูปทรงกลม ที่ได้จากการขุดค้นล่าสุดที่เมืองลี้ จังหวัดลำพูน โดยนักโบราณคดีจากกรมศิลปากร เตานี้สำคัญอย่างไร สำคัญตรงที่บ่งบอกถึงพัฒนาการทางเทคโนโลยีด้านโลหกรรมขั้นสูงและการผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่เก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ โดยมีอายุถึง 2,300-2,500 ปีมาแล้ว ซึ่งหมายความว่าบริเวณภาคเหนือเคยมีชุมชนเก่าแก่มาแล้วก่อนหน้าสมัยหริภุญไชย ซึ่งมักถือเป็นจุดตั้งต้นของประวัติศาสตร์ล้านนาเสียอีก 

 

ดินเผารูปร่างกลมๆ นี้เป็นเตาถลุงโลหะที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ ขุดได้จากอำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระปรีชาสามารถเป็นอย่างยิ่งด้านงานช่าง ด้วยเหตุนี้จึงทรงออกแบบพระเมรุมาศและประติมากรรมต่างๆ ด้วย ในนิทรรศการจึงมีพระเมรุจำลองและตาลปัตรพัดยศที่พระองค์ทรงออกแบบ ซึ่งนัยสำคัญที่อยากให้ชวนมองคือสิ่งเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์กับอำนาจทางการเมืองทั้งฝ่ายราชสำนักและพระสงฆ์ ซึ่งถือเป็นเสาหลักทางการเมืองของสังคมไทย ทั้งหมดนี้จัดแสดงอยู่ในโซนที่ 6 สองสมเด็จกับงานศิลปกรรม 

 

นอกจากโบราณวัตถุและจารึกแล้ว ที่ผมค่อนข้างตื่นเต้นในนิทรรศการนี้คือมีการนำประติมากรรมต้นแบบพระพักตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ฝีมือของ ศ.ศิลป์ พีระศรี มาจัดแสดงอีกด้วย นิทรรศการในส่วนนี้ทำให้เห็นว่าประติมากรรมและอนุสาวรีย์นั้นสัมพันธ์กับการกำเนิดรัฐชาติสมัยใหม่อย่างไร ซึ่งนอกจากประติมากรรมพระเจ้าตากสินแล้ว ยังมีประติมากรรมต้นแบบอื่นๆ เช่น ประติมากรรมรูปสมเด็จย่า และรัชกาลที่ 6, 8 และ 9 เป็นต้น ที่ปั้นโดยฝีมือของท่านอีกหลายชิ้น ความเชื่อมโยงของการเลือกประติมากรรมต้นแบบเหล่านี้มาจัดแสดงในโซนนี้ก็เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เป็นผู้ที่คัดเลือก ศ.ศิลป์ พีระศรี หรือคอร์ราโด เฟโรชี เข้ามารับราชการ โดยทดสอบด้วยการให้ปั้นรูปของพระองค์ และยังกราบบังคมทูลฯ เชิญให้รัชกาลที่ 6 มาเป็นแบบอีกด้วย 

 

 

นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ข่าวมาด้วยว่าเร็วๆ นี้จะมีการนำกลองมโหระทึกที่เพิ่งค้นพบที่จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งถือเป็นกลองมโหระทึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศมาจัดแสดงด้วย เรียกได้ว่านิทรรศการนี้รวบรวมโบราณวัตถุที่ค้นพบล่าสุด สำคัญที่สุด และเป็นข้อมูลการค้นคว้าทางโบราณคดีล่าสุดจากทั่วประเทศมาให้ชมกัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

ภายในห้องจัดแสดงโซนที่ 4 จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับงานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์, ความรู้เรื่องเมืองนครปฐมโบราณ, โบราณคดีภาคใต้ และเครื่องปั้นดินเผาภาคเหนือ

 

ผมคิดว่านอกจากผู้ไปชมจะได้เพลิดเพลินและตื่นเต้นกับการชมโบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงแล้ว เรายังได้เห็นแนวคิดใหม่ๆ ในการจัดนิทรรศการที่กำลังแสดงถึงบทสนทนา 3 ชั้น ชั้นแรกคือระหว่างสมเด็จทั้งสอง ชั้นที่สองคือระหว่างกรมศิลปากรกับสมเด็จทั้งสอง และชั้นที่สามคือระหว่างผู้ชมนิทรรศการกับสมเด็จทั้งสองกับกรมศิลปากร ผมจึงมองว่าถึงนิทรรศการจะ ‘เงียบ’ แต่กลับเต็มไปด้วย ‘เสียง’ ซึ่งนับเป็นแนวคิดที่น่าสนใจของการจัดนิทรรศการ 

 

สุดท้ายนี้ คำถามสำคัญที่ควรคิดไปพร้อมกันด้วยคือทำไมปราชญ์สองพระองค์นี้จึงต้องเขียนจดหมายโต้ตอบกันไปมา และไม่ใช่การเขียนเล่าเรื่องทั่วไปดังเช่นจดหมายทั่วไปเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์และต้องสืบค้นกันอย่างมาก ดังนั้นเนื้อหาในจดหมายของทั้งสองพระองค์นั้นก็คืองานด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติแบบหนึ่ง โดยเป็นสำนึกที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในรัฐสยามสมัยใหม่ที่ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และวรรณกรรมคือเครื่องบ่งบอกความศิวิไลซ์ของชาติตามค่านิยมของตะวันตก หากเป็นเช่นนั้น จดหมายของทั้งสองพระองค์จึงควรได้รับการวิเคราะห์กันอีกมากเพื่อให้เข้าใจโลกทัศน์ของชนชั้นนำในเวลานั้น 

 

สำหรับนิทรรศการศิลปวิทยาการจากสาส์นสมเด็จ ทางผู้จัดยังไม่ทราบวันที่จะเปิดนิทรรศการที่แน่นอน แต่คาดว่าราวกลางเดือนมิถุนายนนี้ หากสนใจสามารถชมนิทรรศการเบื้องต้นผ่านทางยูทูบได้ที่ https://youtu.be/V7wNRTN7eak หรือติดตามได้ที่ กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts และสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ https://www.finearts.go.th/thailandmuseum

 

ขอขอบคุณ: 

  • ดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร และพุทธพร คุ้มวงษ์ พนักงานรถพิพิธภัณฑ์สัญจร สังกัดกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและนำชมนิทรรศการ
  • อาจารย์ธนโชติ เกียรติณภัทร คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลประวัติการพิมพ์ สาส์นสมเด็จ 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post วัตถุล้ำค่าผ่านบทสนทนาของสองปราชญ์จากสาส์นสมเด็จ ในนิทรรศการใหม่ของกรมศิลปากร appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะคู่สมรสผู้นำอาเซียน-ประเทศคู่เจรจา เยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและวังบางขุนพรหม https://thestandard.co/asean-spouse-visit-the-museum/ Mon, 04 Nov 2019 11:12:02 +0000 https://thestandard.co/?p=300890

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) รองศาสตราจารย์นราพร จันทร์โอชา ภริ […]

The post คณะคู่สมรสผู้นำอาเซียน-ประเทศคู่เจรจา เยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและวังบางขุนพรหม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) รองศาสตราจารย์นราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี นำคณะคู่สมรสผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจา เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และวังบางขุนพรหม ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย 

 

จากนั้น ภริยานายกรัฐมนตรีได้เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันแก่คู่สมรสผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่เจรจาที่ตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม

 

 

The post คณะคู่สมรสผู้นำอาเซียน-ประเทศคู่เจรจา เยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและวังบางขุนพรหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขยายเวลาเข้าชมนิทรรศการพิเศษจิ๋นซีฮ่องเต้ถึง 18.00 น. หลังยอดเข้าชมทะลุเกือบ 2 หมื่นคนใน 1 สัปดาห์ https://thestandard.co/qin-shi-huang-exhibition-opening-times/ Tue, 24 Sep 2019 01:46:20 +0000 https://thestandard.co/?p=289706 นิทรรศการพิเศษจิ๋นซีฮ่องเต้

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่กรมศิลป […]

The post ขยายเวลาเข้าชมนิทรรศการพิเศษจิ๋นซีฮ่องเต้ถึง 18.00 น. หลังยอดเข้าชมทะลุเกือบ 2 หมื่นคนใน 1 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิทรรศการพิเศษจิ๋นซีฮ่องเต้

อนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่กรมศิลปากรเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการพิเศษ จิ๋นซีฮ่องเต้: จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา (Qin Shi Huang: The First Emperor of China and Terracotta Warriors) มาตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2562 ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ปรากฏว่ามีประชาชนให้ความสนใจเข้าชมรวมจำนวน 19,853 คนแล้ว

 

ดังนั้นเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการพิเศษ จิ๋นซีฮ่องเต้: จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น กรมศิลปากรจึงพิจารณาขยายเวลาในการเข้าชมนิทรรศการฯ จากเดิมเวลา 09.00-16.00 น. เป็นเวลา 09.00 น. จนถึงเวลา 18.00 น. โดยจะปิดจำหน่ายบัตรในเวลา 17.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้เปิดให้เข้าชมทุกวันพุธ-อาทิตย์ จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2562 (ปิดวันจันทร์-อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ค่าธรรมเนียมเข้าชม คนไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ขยายเวลาเข้าชมนิทรรศการพิเศษจิ๋นซีฮ่องเต้ถึง 18.00 น. หลังยอดเข้าชมทะลุเกือบ 2 หมื่นคนใน 1 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจ ‘วังหน้า’ ในรูปแบบดิจิทัล Google Arts & Culture ได้แล้ววันนี้ https://thestandard.co/google-arts-culture-wangna/ Tue, 17 Sep 2019 11:27:30 +0000 https://thestandard.co/?p=287922 วังหน้า

บ่ายวันนี้ (17 ก.ย.) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร Go […]

The post สำรวจ ‘วังหน้า’ ในรูปแบบดิจิทัล Google Arts & Culture ได้แล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วังหน้า

บ่ายวันนี้ (17 ก.ย.) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร Google Arts & Culture ร่วมกับกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้การสนับสนุนจากท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เปิดตัวนิทรรศการ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ ในรูปแบบดิจิทัล 

 

นิทรรศการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ ‘วังหน้า’ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดชั้นข้อมูลต่างๆ ของประวัติศาสตร์ที่เคยพบมาก่อน โดยได้รวบรวมคอลเล็กชันพิเศษต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้คนทั่วโลกได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยที่อยู่เบื้องหลังอนุสรณ์สถานอันเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ

 

ท่านผู้ญิงสิริกิตยาในฐานะผู้อำนวยการโครงการศึกษาสันนิษฐานรูปแบบพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า

 

“Google Arts & Culture เป็นแพลตฟอร์มที่จะแบ่งเป็นอนุรักษ์และเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทยออกสู่สายตาชาวโลก เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอเรื่องราวของวังหน้าผ่าน Google Arts & Culture ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สำรวจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การเรียนรู้และชื่นชมอนุสรณ์สถานอันล้ำค่าของไทยในหลากหลายมิติ”

 

สำหรับนิทรรศการนี้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 ตอน รวบรวมผลงานสร้างสรรค์จำนวน 138 รายการ พร้อมด้วยภาพ Street View สำหรับการสำรวจวังหน้า ในมุมมองต่างๆ จำนวน 4 ภาพ ซึ่งมีไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ

 

  • จิตรกรรมฝาผนัง ที่มีความซับซ้อนที่สร้างสรรค์โดยนักพฤกษศาสตร์ ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติภายในกรอบภาพเดียวกัน

 

  • ตำราพิชัยสงคราม ให้ความรู้เกี่ยวกับพระนามของพระมหากษัตริย์และขนบการตั้งพระนาม

 

  • นิทรรศการผัสสะแห่งสิ่งที่จับต้องไม่ได้ของ ‘อินซิทู’ โดยหนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการนี้คือผลงานเพลง Ghosts of Wang Na ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ตุล ไวฑูรเกียรติ นักร้องนำวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า และ Marmosets นักดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ โดยศิลปินทั้งสองได้ดัดแปลงเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สอดร้อยกับเครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทยอย่างระนาดเข้ากับกลองและดนตรีอิเล็กทรอนิกส์

 

  • การแสดงขับร้องประสานเสียง โดยคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูในแบบ 360 องศา ซึ่งเป็นการแสดงที่ได้รับการปรับแต่งสำหรับการแสดงในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยโดยเฉพาะ

 

ผู้สนใจสามารถชมนิทรรศการ ‘วังหน้านฤมิต ในมิติแห่งกาลเวลา’ ในรูปแบบดิจิทัลได้บนเว็บไซต์ Google Arts & Culture หรือในแอปพลิเคชันทั้งบนระบบ iOS และ Android

 

วังหน้า

วังหน้า

วังหน้า

วังหน้า

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post สำรวจ ‘วังหน้า’ ในรูปแบบดิจิทัล Google Arts & Culture ได้แล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิทธิพลของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ต่อการสร้างกองทัพทหารดินเผาจิ๋นซีฮ่องเต้ https://thestandard.co/alexander-effect-qin-shi-huang-terracotta-army/ Wed, 11 Sep 2019 08:41:27 +0000 https://thestandard.co/?p=286371

ในช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน   ม […]

The post อิทธิพลของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ต่อการสร้างกองทัพทหารดินเผาจิ๋นซีฮ่องเต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน

 

มีข่าวหนึ่งในแวดวงวิชาการโบราณคดีที่ฮือฮาใหญ่โตมากคือ ข้อเสนอว่า กองทัพทหารดินเผาในสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้นั้นอาจได้อิทธิพลการสร้างมาจากอารยธรรมกรีก และมีบางกระแสถึงขั้นระบุว่า ช่างกรีกอาจเป็นผู้ปั้นและสอนช่างท้องถิ่นเลยด้วยซ้ำ แต่เอาเข้าจริงแล้ว มันเป็นตามข่าวอย่างนั้นหรือไม่

 

เมื่อหลายปีก่อน ทีมวิจัยทั้งชาวจีนและยุโรปได้ร่วมกันค้นคว้าเกี่ยวกับกองทัพทหารดินเผา ต่อมาในปี 2016 ทางทีมวิจัยได้เผยผลการวิเคราะห์บางส่วน และให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างๆ ลี เซียวเจิน นักโบราณคดีอาวุโสประจำพิพิธภัณฑ์จักรพรรดิจิ๋นซี ได้ให้ความเห็นว่า

 

“ตอนนี้พวกเราคิดว่า กองทัพทหารดินเผา นักกายกรรม และประติมากรรมสำริดต่างๆ และงานศิลปกรรมต่างๆ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากประติมากรรมและศิลปะกรีก” (จาก The Guardian 12 ตุลาคม 2016) 

 

ข้อเสนอดังกล่าวนี้ได้รับการตีความอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นเมื่อ ลี เซียวเจิน ได้เผยถึงผลการศึกษาไมโตคอนเดรียล ดีเอ็นเอ (ดีเอ็นเอที่ถ่ายทอดผ่านแม่) ของโครงกระดูกที่ขุดพบที่ซินเจียง ซึ่งพบว่า มีเชื้อสายของชาวยุโรป โดยมีอายุร่วมสมัยกับยุคสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ 

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากคำสัมภาษณ์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไปตามสื่อต่างๆ สิ่งที่ตามมาคือ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในจีนเป็นอย่างมาก 

 

ไม่กี่วันให้หลัง ทำให้ ลี เซียวเจิน ต้องออกมาแก้ข่าวในหนังสือพิมพ์ซินหัวว่า สิ่งที่บีบีซีก็ดี และสื่อต่างๆ นำไปเผยแพร่นั้น เป็นการตัดข้อความบางส่วนของเธอออกไปจากบริบทหรือเนื้อความทั้งหมด เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เธอพูดคือ

 

“ดิฉันคิดว่า ทหารดินเผาอาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมตะวันตก และพวกมันทำขึ้นโดยชาวจีน ทางบีบีซีตีความเกินเลยไปจากข้อสังเกตที่ดิฉันพูดเกี่ยวกับแรงบันดาลใจจากตะวันตก และละทิ้งประเด็นหลักที่กล่าวถึงในระหว่างการให้สัมภาษณ์” (อ่านเพิ่มเติมได้ใน China Dairy 18 ตุลาคม 2016)

 

ลีกล่าวต่อไปว่า ด้วยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมของท้องถิ่น ไม่ว่าจะดิน ช่างและประเพณีการฝังศพ ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อการสร้างกองทัพทหารดินเผา 

 

สรุปสั้นๆ ก็คือ ลีไม่ได้ระบุว่า การสร้างตุ๊กตาดินเผานี้ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากกรีก แต่มีความเป็นไปได้ที่แนวคิดการสร้างตุ๊กตาดินเผานั้นจะได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก

 

ทว่า มีเรื่องน่าคิดคือ เราไม่รู้ว่าการที่ลีออกมาแก้ข่าวดังกล่าวนั้น อาจเป็นผลจากแรงกดดันในสังคมจีนหรือไม่ เพราะปัญหาชาตินิยมในจีนนั้นนับว่ารุนแรงเอาการทีเดียว และกองทัพทหารดินเผาสุสานของจิ๋นซีนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับชาวจีนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกความยิ่งใหญ่ของชาวจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว 

 

อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ลูคัส นิกเกล หนึ่งในทีมวิจัย เดิมทีสอนที่ SOAS (ซึ่งน่าเสียดายที่ผมไม่ทันเรียนด้วย) ก่อนที่จะย้ายไปเป็นประธานสาขาประวัติศาสตร์ศิลปะแห่งมหาวิทยาลัยเวียนนาในปัจจุบัน ได้ให้ความเห็นไว้ในบทความเรื่อง The First Emperor and Sculpture in China ตีพิมพ์ในวารสาร School of Oriental and African Studies ปี 2013 ว่า การปั้นทหารดินเผาพวกนี้คงได้รับอิทธิพลมาจากกรีกในสมัยเฮลเลนิสติก และเป็นไปได้สูงที่จะมีการนำเข้าช่างชาวกรีกมาช่วยสอน เนื่องจากเหตุผลหลักๆ 2 ประการ คือ 

 

ประการแรก เดิมทีจีนไม่มีขนบในการสร้างตุ๊กตาดินเผาที่มีรูปกายเป็นมนุษย์แบบเสมือนจริง หรือมีลักษณะเป็นกายภาพแบบเสมือนจริงมาก่อน ตัวอย่างเช่น ประติมากรรมในสุสานที่ทำจากดินเผา พบในสุสานทางใต้ของซีอาน มีอายุราวศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ก็มีลักษณะไม่เหมือนจริง 

 

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

ตุ๊กตาดินเผาในสุสานก่อนหน้าสมัยจักรพรรดิจิ๋นซี (Nickel 2013:Fig.3)

 

ประการที่สอง การปั้นตุ๊กตา โดยเฉพาะในกลุ่มของนักกายกรรมหรือนักเต้นรำ ซึ่งขุดค้นพบในหลุม K9901 นั้น เป็นตุ๊กตาที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะแสดงถึงความเข้าใจในความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy) ไม่ว่าจะเป็นกระดูก กล้ามเนื้อ และอื่นๆ ที่แสดงออกมาบนผิวหนังของประติมากรรม ทำให้เกิดความรู้สึกเสมือนจริง ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับประติมากรรมของกรีก

 

ลักษณะดังกล่าวนี้จึงสะท้อนแนวคิดสัจนิยม (Realism) และธรรมชาตินิยม (Naturalism) ซึ่งถือเป็นแนวคิดในการสร้างประติมากรรมสมัยเฮลเลนิสติกที่ส่งอิทธิพลไปยังหลายๆ ที่ในยุโรป แอฟริกา และเอเชีย (ไม่เว้นแม้แต่การสร้างพระพุทธรูปแบบคันธาระ) 

 

ประติมากรรมดินเผารูปนักกายกรรม

ประติมากรรมดินเผารูปนักกายกรรม (Nickel 2013:Fig.11, 12)

 

ประการที่สาม การลงสีรูปร่างหน้าตาของประติมากรรมอย่างเสมือนจริงนี้ ถ้าพิจารณากันในแง่ของประวัติศาสตร์ศิลปะแล้ว ก็จะพบว่า มีการทำในศิลปะกรีกสมัยเฮลเลนิสติกมาก่อน 

 

ดังนั้น ดร.ลูคัส จึงสรุปตามข่าวว่า “ข้าพเจ้าจินตนาการว่า ช่างชาวกรีกอาจจะมายังสุสาน และฝึกหัดให้ช่างท้องถิ่น” (จาก The Guardian 12 ตุลาคม 2016)

 

ดังนั้น จะสังเกตได้ว่า สาเหตุที่นักวิชาการอย่างลี ยังคงไม่ตัดประเด็นเรื่องอิทธิพลตะวันตกไปนั้น เพราะถ้าหากย้อนกลับไปในประเพณีการฝังศพก่อนจักรพรรดิจิ๋นซีนั้น จะไม่มีการทำตุ๊กตาดินเผาและสำริดเป็นรูปคนหรือสัตว์เสมือนจริง แต่จะทำเป็นรูปคล้ายคนหรือสัตว์แบบเทพปกรณัม หรือเซ่นสังเวยด้วยคนหรือสัตว์จริงๆ ดังเช่น ในสุสานจิ๋นซีเองก็ได้ขุดพบโครงกระดูกม้าที่คาดว่าถูกฆ่าเพื่อเซ่นสังเวย 

 

คราวนี้อิทธิพลของกรีกนั้นเข้ามายังนครซีอานได้อย่างไรนั้น

 

ในบทความเรื่อง Alexander in China? Questions for Chinese Archaeology โดย ริชาร์ด เอ็ม. บาร์นฮาร์ต ได้ให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ว่า การสร้างกองทัพทหารดินเผาเหล่านี้คงได้ความรู้ด้านเทคนิค การออกแบบ และการผลิตมาจากภายนอกวัฒนธรรมของจีน โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมาจากพวกกรีก โดยเฉพาะจากการยกทัพเข้ามาของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยังเอเชียจนถึงอินเดียเมื่อ 326 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ในขณะที่จิ๋นซีฮ่องเต้ครองราชย์หลังกว่าคือ เมื่อ 247-221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ส่งผลทำให้อิทธิพลกรีกขยับเข้ามาใกล้จีนมากที่สุด โดยกรีกได้สร้างบักเตรียขึ้น และกลายเป็นศูนย์กลางทางด้านศิลปะ 

 

โดยในเวลานั้น พวกเยวี่ยจือเป็นพวกที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่างพรมแดนของราชวงศ์ฉินและกองทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ส่งผลทำให้เกิดการติดต่อกันระหว่างจีนกับกรีกขึ้น การแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการสร้างประติมากรรมคงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ และไม่เพียงเท่านั้น ความนิยมในศิลปกรรมของพวกชนเผ่าเร่ร่อนอย่างเยวี่ยจือและซงหนูก็เข้ามายังราชวงศ์ฉินด้วย ดังเห็นได้จากความนิยมในประติมากรรมหรือเครื่องประดับรูปสัตว์ที่ต่อสู้กัน

 

สอดคล้องกับจดหมายเหตุจีนของ ซือหม่า เฉียน ที่ระบุว่า ธรรมเนียมประเพณีของราชวงศ์ฉินได้ผสมเข้ากับพวกอนารยชนชาวหรง และตีความเห็นดังกล่าวนี้สอดคล้องกับ ดร.ลูคัส ที่มองว่า อิทธิพลของกรีกที่บักเตรีย (ปัจจุบันอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างปากีสถาน อัฟกานิสถาน ทาจิกิสถาน และอุซเบกิสถาน) และซ็อกเดีย (ตั้งอยู่เหนือบักเตรียขึ้นไป)

 

พื้นที่ดังกล่าวนี้เป็นที่อยู่ของพวกชาวกรีกหรือมีเชื้อสายกรีก โดยมีการสร้างเมืองและประติมากรรมแบบกรีกขึ้น ที่สำคัญเช่น เมืองไอ-โคโนอุม ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนของจีนมาก มีประติมากรรมหลายชิ้นที่ทำจากดินเผา และทำเป็นรูปเหมือนคนจริง

 

พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

ศีรษะของประติมากรรมที่พบที่เมืองไอ-โคโนอุม ทำจากดินเผา อายุระหว่าง 250-150 ปีก่อนคริสต์ศักราช ความสูง 21 เซนติเมตร ถ่ายภาพโดย เธียร์รี โอลลิเวอร์ (Nikel 2013:Fig.17)

 

ส่วนการติดต่อระหว่างจีนกับกรีกนั้นเป็นผลมาจากการค้า เพราะในรัชสมัยของจิ๋นซีมีความต้องการสินค้าจากโลกตะวันตกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากกรีก เพราะนครซีอานยังเป็นศูนย์กลางการค้าบนเส้นทางการค้าสายไหม (จีนเรียก ซือ โฉว จือ ลู่) ทำให้อิทธิพลของตะวันตกนั้นสามารถหลั่งไหลเข้ามาได้ง่ายอยู่แล้ว สินค้าพวกนี้จะขนผ่านทางเทือกเขาฟาเมียรส์แล้วข้ามไปยังจีน กลุ่มคนที่ทำหน้าที่ขนสินค้าพวกนี้จะเป็นกลุ่มชนเร่ร่อน โดยเฉพาะพวกปาเถียน เป็นต้น 

 

ดังนั้น อาจสรุปได้ว่า การศึกษากองทัพทหารดินเผาและประเพณีการทำสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ที่ผ่านมา ที่ทำให้ไม่เข้าใจถึงแนวคิดในการสร้างกองทัพทหารดินเผาที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนจริงๆ นั้น ก็เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะของจีนขาดการเชื่อมโยงเข้ากับพัฒนาการของศิลปะโลกนั่นเอง และเป็นไปได้ด้วยเช่นกัน ที่แนวคิดในการสร้างจักรวรรดิของพระองค์อาจได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกด้วย 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post อิทธิพลของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ต่อการสร้างกองทัพทหารดินเผาจิ๋นซีฮ่องเต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครั้งแรกในไทยกับการเปิดโลกหลังความตายและความลับกองทหารดินเผาแห่ง ‘จิ๋นซีฮ่องเต้’ https://thestandard.co/qin-shi-huang-exhibition/ Tue, 10 Sep 2019 09:02:08 +0000 https://thestandard.co/?p=286048 นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

บอกเลยว่านี่เป็นอีกนิทรรศการที่คนไทยหลายคนรอคอย สำหรับ […]

The post ครั้งแรกในไทยกับการเปิดโลกหลังความตายและความลับกองทหารดินเผาแห่ง ‘จิ๋นซีฮ่องเต้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

บอกเลยว่านี่เป็นอีกนิทรรศการที่คนไทยหลายคนรอคอย สำหรับ ‘จิ๋นซีฮ่องเต้: จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา’ นิทรรศการพิเศษที่กำลังจะเกิดขึ้น ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในวันที่ 15  กันยายน ถึง 15 ธันวาคม 2562 ไฮไลต์ของนิทรรศการคือการจัดแสดงโบราณวัตถุล้ำค่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ส่งตรงจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีและพิพิธภัณฑ์ในมณฑลส่านซีมายังประเทศไทยเป็นครั้งแรก หลังจากที่เคยมีการเจรจาเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน 

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

 

กองทัพทหารดินเผาและพลธนูที่เชื่อกันว่าสร้างมาจากบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริง ชุดเกราะหินที่ร้อยด้วยแผ่นหินเล็กๆ มากกว่า 400  ชิ้น รถม้าสำริด ประตูเมือง เครื่องประดับทองและหยกของแท้ที่ถูกฝังไปพร้อมกับสุสาน เหล่านี้คือสิ่งที่จะพบเจอได้ในงานนิทรรศการ ซึ่งได้รวบรวมโบราณวัตถุทั้งหมด 133 รายการ จาก 14 พิพิธภัณฑ์ในมณฑลส่านซี ครอบคลุมตั้งแต่ราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการรวมอาณาจักรเป็นแผ่นดินจีน ราชวงศ์ฉินสมัยจักรพรรดิจิ๋นซีผู้เสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่มีพระชนมพรรษา 13 พรรษา ต่อด้วยความรุ่งโรจน์ของราชวงศ์ฮั่น โดยทุ่มทุนในการดำเนินงานเบื้องต้นไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท เพื่อให้คนไทยได้ชมมรดกชิ้นสำคัญของโลก

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

ภาพความยิ่งใหญ่จากนิทรรศการที่จัดแสดงในเมืองซีอาน ประเทศจีน ปี 2014

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

หุ่นทหารดินเผาที่พิพิธภัณฑ์สุสานจิ๋นซีในประเทศจีน  

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

ผลงานส่วนหนึ่งที่นำมาจัดแสดงในไทย 

 

“ทั่วโลกรู้จักความยิ่งใหญ่ของจักรพรรดิจิ๋นซีว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอเล็กซานเดอร์มหาราช พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิตั้งแต่มีพระชนมพรรษา 13 พรรษา แต่สามารถรวบรวมอาณาจักรและแคว้นเล็กๆ ให้เป็นหนึ่งเดียว ความสำคัญของพระองค์ไม่ใช่เพียงจักรพรรดิพระองค์แรกของจีน แต่ยังสามารถคุมเส้นทางการค้า เชื่อมซีกโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ทำให้วัฒนธรรมสองซีกโลกมาเจอกัน ทั้งยังทรงริเริ่มการสร้างกำแพงเมืองจีน และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือความคิดเรื่องโลกหลังความตายของพระองค์ที่ไม่ได้ต้องการเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เพียงในโลกมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีแนวคิดถึงความเป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในโลกหลังความตาย พระองค์จึงทรงสร้างเมืองที่ไม่ใช่แค่สุสานเล็กๆ ตามความเชื่อเดิม สุสานของพระองค์ใช้แรงงานในการก่อสร้างกว่า 7 แสนคน นครเสียนหยางที่ทรงปกครองในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นอย่างไร โลกหลังความตายของพระองค์ก็ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างเช่นกองทหารดินเผาที่ตอนนี้เพิ่งค้นพบเพียง 8,000 ชิ้น แต่ทางจีนเชื่อว่าต้องมีนับแสนเหมือนกองทหารจริงๆ ของพระองค์ ซึ่งปัจจุบันก็ยังขุดค้นได้เพียง 3 แหล่ง อีกทั้งสุสานขององค์จักรพรรดิเองก็ยังไม่สามารถขุดค้นพบได้ง่ายๆ”

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

ผลงานส่วนหนึ่งที่นำมาจัดแสดงในไทย

 

นิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กล่าวถึงความน่าสนใจของนิทรรศการ ซึ่งไม่เพียงแต่ชิ้นโบราณวัตถุอันเป็นมรดกโลกหรือทหารดินเผาที่นำมาจัดแสดงเท่านั้น เพราะแม้แต่วัตถุโบราณชิ้นเล็กๆ ก็เป็นที่มาของความเชื่อและเทคโนโลยีที่ยังคงสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยทั้งหมดจะถูกจัดแสดงอยู่ใน 4 ห้องนิทรรศการ เริ่มจาก 2,700 ปีก่อนในยุคราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานให้เห็นถึงแคว้นเล็กๆ ที่ต่างก็ปกครองตนเอง ก่อนจะถูกรวมเป็นชาติจีนโดยกษัตริย์ที่มีพระชนมพรรษา 13 พรรษาแห่งแคว้นฉินนาม ‘จิ๋นซีฮ่องเต้’

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

นิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

วัตถุโบราณชิ้นเล็กๆ เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการ

 

ในห้องนิทรรศการถัดมาเป็นเรื่องราวความเกรียงไกรของจิ๋นซีฮ่องเต้ หลังจากสถาปนาเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของแผ่นดินจีน โดยในห้องนี้จะได้เห็นถึงเทคโนโลยี ความเชื่อต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสมัยจักรพรรดิจิ๋นซี ต่อด้วยไฮไลต์คือห้องสุสานจิ๋นซีที่จัดแสดงเหล่าทหารม้าดินเผาทั้งนั่งและยืนของจริง ที่เชื่อกันว่าทหารเหล่านี้สร้างจากต้นแบบของทหารที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ในบรรดาโบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดง มีเพียงรถม้าสำริดเพียงชิ้นเดียวเท่านั้นที่เป็นชิ้นจำลอง เหตุก็ด้วยรถม้าของจริงทำมาจากสำริด มีความบอบบางมากหากต้องเจอกับสภาพอากาศ และความชื้นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

รถม้าจำลองทำจากโลหะแทนที่สำริด

 

“เนื่องด้วยโลหะมีความอ่อนไหวกับอุณหภูมิเป็นอย่างมาก รถม้าสำริดของจริงซึ่งเป็นงานมาสเตอร์พีซจึงไม่เคยได้เดินทางออกนอกประเทศ ส่วนทหารม้าดินเผาที่เดินทางไปแสดงทั่วโลกนั้นเป็นโบราณวัตถุชุดที่จีนเขาเตรียมไว้สำหรับการนำออกไปจัดแสดงอยู่แล้ว ทางการจีนเขาจะมีด้วยกัน 3 ชุดคือ A, B, C แตกต่างกันออกไปตามมาสเตอร์พีซที่จัดแสดง ทั้งหมดเป็นโบราณวัตถุชุดที่ขุดค้นพบได้ในช่วงแรกๆ ของการเปิดสุสาน เป็นทหารดินเผาที่ผ่านการอนุรักษ์ ซ่อมแซม ศึกษามาแล้ว และมีความแข็งแรงต่อการเคลื่อนย้าย 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

ม้าดินเผาที่นำมาจัดแสดงในไทย

 

“สำหรับชุดที่นำมาแสดงในเมืองไทยนั้นเป็นชุด B ซึ่งไม่ได้มาได้ง่ายๆ แต่ทางจีนต้องมาดูความพร้อมของสถานที่อยู่หลายครั้ง หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าสถานที่จัดแสดงมีความปลอดภัย มีสภาพที่เหมาะสม จึงเริ่มรวบรวมโบราณวัตถุจาก 14 พิพิธภัณฑ์ทั่วมณฑลมาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ส่านซี ในขั้นตอนนี้ใช้เวลาทั้งหมด 1 เดือนเต็ม จากนั้นเป็นการเดินทางด้วยรถขนส่งมายังสนามบินเซี่ยงไฮ้ และมาเปลี่ยนเครื่องที่สิงคโปร์จึงจะเดินทางมาถึงไทย งบประมาณที่ใช้เฉพาะในการขนส่งไม่ต่ำกว่า 14 ล้านบาท”

 

(คลิกอ่าน ดูเบื้องหลังจิ๋นซีฮ่องเต้มาไทย กองทัพทหารดินเผาบุกแผ่นดินสยามครั้งแรก)

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

ภาพระหว่างการขนย้าย

 

สำหรับห้องสุดท้ายนั้นจัดแสดงการสืบสานความรุ่งโรจน์สู่ราชวงศ์ฮั่น ยุคทองของศิลปวัฒนธรรมจีนโบราณ และการผสมผสานวัฒนธรรมบนเส้นทางสายแพรไหม โดยทั้งหมดเป็นดั่งมรดกตกทอดสำคัญที่ถูกปูทางมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นแผ่นดินจีนในสมัยจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ‘จิ๋นซีฮ่องเต้’

 

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

นิทรรศการจิ๋นซีฮ่องเต้

 

ภาพ: ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม, ศรัณยู นกแก้ว, กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ครั้งแรกในไทยกับการเปิดโลกหลังความตายและความลับกองทหารดินเผาแห่ง ‘จิ๋นซีฮ่องเต้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดูเบื้องหลังจิ๋นซีฮ่องเต้มาไทย กองทัพทหารดินเผาบุกแผ่นดินสยามครั้งแรก https://thestandard.co/national-museum-bangkok-special-exhibition/ Sat, 07 Sep 2019 09:16:18 +0000 https://thestandard.co/?p=285287 สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี

ชิ้นงานการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ภูมิปัญญาของชาวจีน ซึ่งปั […]

The post ดูเบื้องหลังจิ๋นซีฮ่องเต้มาไทย กองทัพทหารดินเผาบุกแผ่นดินสยามครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี

ชิ้นงานการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ภูมิปัญญาของชาวจีน ซึ่งปัจจุบันในโลกนี้ไม่มีใครทำได้แม้แต่ชาวจีนเอง ตุ๊กตาทหารเหล่านี้วิจิตรพิสดาร แต่ละชิ้นมีท่าทางกิริยาไม่เหมือนกัน ตุ๊กตาแต่ละตัวเหมือนมีชีวิต มีอายุกว่า 2,000 ปี นี่คือประติมากรรมอันดับต้นๆ ของโลกที่กำลังมาจัดแสดงที่ไทย

 

ในนิทรรศการ ‘จิ๋นซี ฮ่องเต้: จักรพรรดิองค์แรกของแผ่นดินจีนกับกองทัพทหารดินเผา’ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดแสดงโบราณวัตถุจากสุสานจิ๋นซีในประเทศไทย โดยกรมศิลปากรได้มีการประสานขอยืมโบราณวัตถุจากสุสานจักรพรรดิจิ๋นซีเพื่อมาจัดแสดงในประเทศไทยที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มาตั้งแต่ปี 2559 ด้วยความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายไทยโดยรัฐบาลและภาคเอกชน และหน่วยงานหลักในสาธารณรัฐประชาชนจีนคือสำนักงานมรดกทางวัฒนธรรมมณฑลส่านซี สำนักงานแลกเปลี่ยนวัตถุโบราณ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี และพิพิธภัณฑ์สุสานจิ๋นซี

 

สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี

 

สำหรับโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่จะนำมาจัดแสดงประกอบด้วย หุ่นทหารดินเผา 4 ตัว รถม้าจำลอง 1 ชุด และโบราณวัตถุอันเป็นสิ่งของเครื่องใช้มีค่าสำหรับจักรพรรดิในสุสาน รวมทั้งสิ้นจำนวน 86 รายการ 133 ชิ้น

 

THE STANDARD ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าชมนิทรรศการพิเศษนี้ ซึ่งจะมาจัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ 15 กันยายน ถึง 15 ธันวาคม 2562 

 

 สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี สุสานจักรพรรดิจิ๋นซี

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ดูเบื้องหลังจิ๋นซีฮ่องเต้มาไทย กองทัพทหารดินเผาบุกแผ่นดินสยามครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่สุดมรดกศิลป์แห่งสยามที่ซ่อนไว้ใน 12 ห้องใหม่ ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร’ https://thestandard.co/bangkok-national-museum-2/ Sun, 07 Apr 2019 04:07:07 +0000 https://thestandard.co/?p=232666 Bangkok National Museum

236 ปี ในฐานะพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า และ 131 ป […]

The post ที่สุดมรดกศิลป์แห่งสยามที่ซ่อนไว้ใน 12 ห้องใหม่ ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bangkok National Museum

236 ปี ในฐานะพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า และ 131 ปี ในฐานะพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพัฒนาจากมิวเซียมหลวงมาเป็น ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร’ ส่งผลให้มีโบราณวัตถุและมรดกของชาติกว่า 30,000 ชิ้น ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในคลังของพิพิธภัณฑ์

 

ที่ผ่านมาสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ถูกจัดแสดงอย่างแออัด ทั้งยังไม่ได้มีการจัดแสง อุณหภูมิ หมวดหมู่ หรือเรื่องราวให้โดดเด่น ร้อยเรียงกันอย่างดีเยี่ยมมากนัก จนทำให้การเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าที่ควรจะเป็น กระทั่งเมื่อเดือนมกราคมปีที่ผ่านมา ได้มีการปรับปรุงห้องจัดแสดงทั้งหมดในอาคารหมู่พระวิมาน ซึ่งถือเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่และครั้งประวัติศาสตร์ พร้อมกับการเปิดตัวห้องจัดแสดงใหม่เอี่ยม 4 ห้อง ได้แก่ ห้องนาฏดุริยางค์ (พระที่นั่งทักษิณาภิมุข) ห้องศัสตราวุธ (พระที่นั่งบูรพาภิมุข) ห้องโลหศิลป์ (พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข) และห้องอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์ (พระที่นั่งอุตราภิมุข)

 

มาในปีนี้ ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร’ ได้เปิดห้องจัดแสดงใหม่เพิ่มขึ้นอีก 8 ห้อง แบ่งเป็นในอาคารหมู่พระวิมาน 6 ห้อง และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งอยู่ติดกันอีก 2 ห้อง รวมแล้วเป็น 12 ห้องใหม่เอี่ยมในรอบ 131 ปี จัดเต็มทั้งระบบทัชสกรีน อินเตอร์แอ็กทีฟ แอปพลิเคชัน อีกทั้งยังเปิดมุมใหม่ให้สามารถมองเห็นโบราณวัตถุชิ้นเดิมแบบ 360 องศา มุ่งเน้นเรื่องราวของศิลปะช่างหลวงเชื่อมระหว่างปลายอยุธยามายังรัตนโกสินทร์ สำหรับใครที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าแต่ละห้องมีไฮไลต์อะไรที่โดดเด่น เราขอคัดเลือกที่สุดมรดกศิลป์ชิ้นเอกประจำ 12 ห้องจัดแสดงใหม่ มาเรียกน้ำย่อยกัน

 

Bangkok National Museum

 

ธรรมาสน์กลมและบานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์ฯ, ห้องเครื่องไม้แกะสลัก (มุขเด็จ)

ห้องเครื่องไม้แกะสลัก เปรียบดั่งมาสเตอร์พีซที่ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด เพราะแค่ยืนอยู่หน้าประตูห้องก็สามารถเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมาสน์กลมสร้างจากไม้ สูงเทียมเพดาน

 

ปัจจุบันธรรมาสน์ทรงกลมแบบนี้เหลือเพียงไม่กี่หลังในเมืองไทย ส่วนหลังนี้สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย จากนั้นรัชกาลที่ 7 ทรงรับถวายมาจากวัดค้างคาว จังหวัดนนทบุรี ซึ่งนอกจากงานแกะไม้ที่ละเอียดแล้ว ก็ยังมีงานประดับกระจกและงานจักสานแบบช่างมอญเสริมลงไป ส่วนด้านหลังธรรมาสน์ก็เป็นอีกชิ้นไฮไลต์ ได้แก่ บานประตูพระวิหารวัดสุทัศน์ฯ ซึ่งถูกไฟไหม้ดำไปครึ่งซีก บานประตูนี้แกะสลักจากไม้ขนาดใหญ่แผ่นเดียว เซาะเป็นร่องลึกลงไปให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆ และพรรณไม้เกี่ยวกวัดราวกับของจริง ที่สำคัญคือ รัชกาลที่ 2 ทรงร่วมกับช่างหลวงแกะสลักประตูบานนี้ด้วยพระองค์เอง

 

Bangkok National Museum

 

สัปคับงาช้าง, ห้องเครื่องสัปคับ (พระที่นั่งปฤษฎางคภิมุข)

ในห้องนี้เต็มไปด้วยเครื่องสัปคับ หรือที่นั่งบนหลังช้าง แยกออกเป็นพระที่นั่งและกูบ ซึ่งมีดีไซน์ที่ต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน เช่น พระที่นั่งบนหลังช้างสำหรับออกรบ กูบฝ่ายในที่ออกแบบโค้งเป็นเหมือนเทริดครอบศีรษะ แต่ชิ้นที่พิเศษคือ พระที่นั่งบนหลังช้างสร้างจากงาช้างสีขาวทั้งหมด ฝีมือช่างล้านนา จำหลักรูปสัตว์มงคล และพรรณไม้ซึ่งมีเป็นดอกเล็กๆ ละเอียดมาก

 

Bangkok National Museum

 

เครื่องถ้วยพระอภัยมณี, ห้องเครื่องถ้วยในราชสำนัก (พระที่นั่งวสันตพิมานชั้นล่าง)

บริเวณชั้นล่างหรือใต้ถุนของพระที่นั่งวสันตพิมานจัดแสดงเครื่องถ้วยในราชสำนัก ไล่เรียงช่วงเวลาจากอยุธยาที่สั่งเครื่องถ้วยชามเบญจรงค์จากจีน มาจนถึงรัตนโกสินทร์ที่ราชสำนักมีการคิดค้นลายเทพพนม คชสีห์ ครุฑ ส่งไปให้ทางจีนวาดเป็นลายเฉพาะของราชสำนักไทย แต่ที่แปลกที่สุดและหลงเหลือเพียง 5 ชิ้น คือ เครื่องถ้วยศิลปะสกุลช่างวังหน้าที่นิยมเขียนลายวรรณคดีไทยลงไป และที่เห็นคือ เครื่องถ้วยลายพระอภัยมณีที่ยังใช้โครงสร้างอักษรไทยแบบเก่าประทับว่า ‘พระอไภย’

 

Bangkok National Museum

 

พระแท่นในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, ห้องแสดงเครื่องที่ประทับวังหน้า (พระที่นั่งวสันตพิมานชั้นบน)

แม้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จะเป็นพื้นที่ของวังหน้าเดิม ทว่า แต่ก่อนนั้นแทบจะไม่มีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของวังหน้ามากเท่าที่ควร ในการปรับโฉมใหม่ครั้งนี้จึงมีการจัดห้องเพื่อแสดงเครื่องที่ประทับวังหน้าโดยเฉพาะ อยู่บริเวณชั้นบนของพระที่นั่งวสันตพิมานที่ต้องเดินผ่านบันไดแคบๆ ขึ้นไป ห้องนี้เดิมทีใช้เป็นที่ประทับในฤดูฝนของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล และสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยประทับที่พระที่นั่งแห่งนี้เช่นกัน ดังนั้นไฮไลต์ของห้องนี้จึงเป็นพระแท่นบรรทม ซึ่งสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเคยประทับในขณะทรงพระเยาว์

 

Bangkok National Museum

Bangkok National Museum

 

ฉลองพระองค์ครุยกรองทอง, ห้องอิสริยพัสตราภูษาภัณฑ์ (พระที่นั่งอุตราภิมุข)

ใครอยากเห็นผ้าลายอย่างผ้าเขียนทอง ผ้าสมปักผืนจริงที่ตกทอดมาจากปลายสมัยอยุธยาให้ตรงมาห้องนี้ ซึ่งทุกชิ้นถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์ และยังคงเห็นรายละเอียดความงดงามของการทอผ้าและพิมพ์ลาย ที่พิเศษของห้องนี้คือ ฉลองพระองค์ครุยในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และฉลองพระองค์ครุยกรองทองถักทอจากเส้นทองของจริงที่หาชมได้ยากเต็มที

 

Bangkok National Museum

 

เครื่องมุกโบราณ, ห้องศิลปะเครื่องมุก (พระที่นั่งพรหมเมศธาดา ชั้นล่าง)

ห้องนี้ละลานตาด้วยแสงประกายจากเครื่องมุกที่เรียงไทม์ไลน์จากเครื่องมุกโบราณสู่งานมุกในปัจจุบัน ที่สุดของงานช่างมุกในไทย และถือได้ว่าเป็นงานชิ้นครูที่ช่างรุ่นปัจจุบันก็ทำไม่ได้ละเอียดเท่า คือ เครื่องมุกโบราณในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต

 

Bangkok National Museum

Bangkok National Museum

 

พัดยศของสมเด็จครู, ห้องเครื่องใช้ในพุทธศาสนา (พระที่นั่งพรหมเมศธาดา ชั้นบน)

สำหรับศิลปินและช่างศิลป์ไทยแต่โบราณนั้นถือว่าการทำงานรับใช้พระพุทธศาสนา คือที่สุดของงานศิลป์ที่ช่างจะบรรจงลงแรงอย่างสุดฝีมือ และในห้องเครื่องใช้ในพุทธศาสนาที่เต็มไปด้วยตาลปัตร พัดยศ และพักรองนั้นจึงเปรียบได้กับที่สุดของงานศิลปะไทย ที่รวมงานช่างหลากหลายแขนงเข้าด้วยกัน ทั้งงานปัก แกะสลัก ฝังมุก งานไม้ และงานจิตรกรรม พิเศษกับการจัดแสดงงานออกแบบพัดยศของสมเด็จครู หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ถือได้ว่าเป็นศิลปินไทยโมเดิร์นในยุคนั้น ผู้เปลี่ยนธรรมเนียมของการทำพัดยศที่ไม่ได้มีแต่ลวดลายไทย ทว่า ยังสะท้อนตัวตน บุคลิกของผู้สร้างถวาย และเรื่องราวต่างๆ ลงไปอีกด้วย

 

Bangkok National Museum

Bangkok National Museum

 

หุ่นหลวง, ห้องเครื่องมหรสพและการละเล่น (พระที่นั่งทักษิณาภิมุข)

ห้องนี้นำเสนอเรื่องของนาฏศิลป์ชั้นสูงในราชสำนัก ครบทั้งเครื่องดนตรี หัวโขน หุ่นวังหน้า หนังใหญ่ชุดพระนครไหว หนังกลางวัน หุ่นกระบอก และที่หาชมแทบจะไม่ได้แล้วคือ หุ่นหลวงที่ได้รับการซ่อมแซมโดย อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต งานชิ้นเอกต้องยกให้กับหุ่นหลวงพระยารักน้อย พระยารักใหญ่ ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นงานฝีพระหัตถ์ในรัชกาลที่ 2

 

Bangkok National Museum

 

แพลงสรงจำลอง, ห้องเครื่องโลหะศิลป์ (พระที่นั่งปัจฉิมาภิมุข)

เครื่องกะไหล่ทอง งานคร่ำ งานถมเงิน งานถมทอง งานถมปัด และเครื่องบังกะลอ มีให้ได้ชมครบในห้องนี้ แต่มาสเตอร์พีซจริงๆ ต้องยกให้กับแพลงสรงจำลองของมกุฎราชกุมารองค์แรกของประเทศไทย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งสร้างจำลองแพลงสรงของจริงด้วยเครื่องโลหะได้ละเอียด อ่อนช้อยเหมือนกันทุกประการ

 

Bangkok National Museum

 

ตำราพิชัยสงคราม ครุฑวายุหเบญจเสนา, เครื่องศัสตราวุธโบราณ (พระที่นั่งบูรพาภิมุข)

ห้องนี้เต็มไปด้วยศิลปะงานช่างหลวงประเภทเครื่องศัสตราวุธ หรืออาวุธที่ประณีตไม่แพ้งานเครื่องเรือน เครื่องใช้ นอกจากเสื้อยันต์ของจริงที่ทหารไทยโบราณใช้ออกรบแล้ว สิ่งที่จะได้เห็นอย่างละเอียดคือ ตำราพิชัยสงคราม ครุฑวายุหเบญจเสนา ซึ่งมีทั้งเล่มของจริง และแบบอินเตอร์แอ็กทีฟที่ให้เปิดอ่านกันหน้าต่อหน้า พร้อมการจำลองการจัดทัพตามตำราพิชัยสงครามเล่มนี้

 

Bangkok National Museum

Bangkok National Museum

 

ตู้พระธรรม, ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปะแห่งกรุงศรีอยุธยา

ข้ามไปที่อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์กันบ้าง กับห้องประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปะแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งคัดเลือกเฉพาะงานมาสเตอร์พีซของกรุงศรีอยุธยาที่สั่งสมประสบการณ์งานช่างมาถึง 417 ปี มาจัดแสดง โดยโบราณวัตถุที่มีมากในห้องนี้คือ ตู้พระธรรม แต่ละใบล้วนสร้างด้วยเทคนิคและลวดลายที่แตกต่างกัน ใครไม่เคยเห็นฝรั่งต่างชาติเฝ้าตู้พระธรรม สามารถมาดูได้ในห้องนี้

 

Bangkok National Museum

Bangkok National Museum

 

พระเก้าอี้พับในรัชกาลที่ 1, ห้องประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปะแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ทราบหรือไม่ว่าทุเรียนฝั่งธนฯ นั้นโด่งดังมาก่อนทุเรียนเมืองนนท์เสียอีก แถมเราเพิ่งได้รู้ว่า เก้าอี้พับแบบเก้าอี้สนามในปัจจุบันคือรูปทรงเดียวกับพระเก้าอี้ที่รัชกาลที่ 1 ทรงใช้ในยามศึกสงคราม ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์เก็บรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์มาก ไม่นับรวมตราเวียง วัง คลัง นา ที่เพิ่งจะได้เห็นของจริงกันในห้องนี้เช่นกัน

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ที่สุดมรดกศิลป์แห่งสยามที่ซ่อนไว้ใน 12 ห้องใหม่ ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักศึกษารุมขอถ่ายภาพ ลุงตู่ ระหว่างเป็นประธานรับมอบโบราณวัตถุบ้านเชียง ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ https://thestandard.co/ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia/ https://thestandard.co/ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia/#respond Fri, 22 Feb 2019 07:15:21 +0000 https://thestandard.co/?p=205057 ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia

    วันนี้ (22 ก.พ.) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ […]

The post นักศึกษารุมขอถ่ายภาพ ลุงตู่ ระหว่างเป็นประธานรับมอบโบราณวัตถุบ้านเชียง ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia

 

ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia

 

วันนี้ (22 ก.พ.) ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีรับมอบบัญชีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จาก นายธรรมฤทธิ์ จิรา ผู้ครอบครองโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุวัฒนธรรมบ้านเชียง จำนวน 104 รายการ เพื่อเป็นสมบัติของชาติในความดูแลของกรมศิลปากรต่อไป โดยมี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร และผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรมเข้าร่วมในพิธี

 

ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia

ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia

 

สำหรับพิธีรับมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ตระหนักถึงความสำคัญของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และมรดกอันล้ำค่าของชาติ จึงมีนโยบายในการติดตามหรือขอคืนโบราณวัตถุของไทยที่อยู่ในต่างประเทศให้กลับมาเป็นสมบัติของชาติ โดยบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคส่วนต่างๆ และในช่วงที่ผ่านมาได้รับคืนโบราณวัตถุของไทยจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลีย จำนวน 8 ครั้ง รวม 751 รายการ

 

ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia

 

และเมื่อเดือนธันวาคม 2561 กระทรวงวัฒนธรรมได้รับการติดต่อจาก นายธรรมฤทธิ์ จิรา ว่ามีความประสงค์จะส่งมอบโบราณวัตถุยุคก่อนประวัติศาสตร์วัฒนธรรมบ้านเชียง อายุราว 1,800-5,000 ปี จำนวน 104 รายการไว้เพื่อเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนแสดงเจตจำนงจะมอบโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าจำนวนมากให้กับราชการ ประกอบด้วย เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้สำริด เครื่องประดับทำด้วยหิน แก้ว และเปลือกหอย บางชิ้นได้รับการซ่อมแซมต่อเติมให้มีสภาพสมบูรณ์ และมีวัตถุจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นศิลปวัตถุทำขึ้นเลียนแบบโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์

 

ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมโบราณวัตถุวัฒนธรรมบ้านเชียงและนิทรรศการโบราณวัตถุของไทย และเยี่ยมชมราชรถ ราชยาน และพระยานมาศ พร้อมกับชมห้องจัดแสดงประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยก่อนเดินทางกลับ มีนักเรียนและนักศึกษาที่เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ในวันนี้เข้ามาขอถ่ายภาพด้วยเป็นจำนวนมาก

 

ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia

 

ภาพ: สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post นักศึกษารุมขอถ่ายภาพ ลุงตู่ ระหว่างเป็นประธานรับมอบโบราณวัตถุบ้านเชียง ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ancient-artefacts-returned-from-the-us-australia/feed/ 0
THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2561 https://thestandard.co/calendar-1-7-december-2561/ https://thestandard.co/calendar-1-7-december-2561/#respond Thu, 29 Nov 2018 11:34:18 +0000 https://thestandard.co/?p=156170

เพลิดเพลินกับบรรยากาศช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปีด้วยกิจกร […]

The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เพลิดเพลินกับบรรยากาศช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปีด้วยกิจกรรมดีๆ ให้สนุกกันไปจนถึงปลายปี ทั้งนิทรรศการศิลปะ งานกินดื่ม การแสดงดนตรี และนี่คือกิจกรรมน่าสนประจำวันที่ 1-7 ธันวาคมนี้ที่ไม่ควรพลาด!

 

 

A Happy Meal

What: ชวนเพื่อนๆ ไปอิ่มหนำช่วงเทศกาลสไตล์อาหารอิตาเลียนเข้าใจง่ายที่ร้านของเจมี โอลิเวอร์ ซึ่งหัวหน้าพ่อครัวเสกความสุขช่วงเทศกาลใส่ในจานอาหาร เสิร์ฟออกมาเป็นเมนูอย่าง Salmon Bruschetta ที่หอมจากการรมควันเนื้อปลา หรือจะ Retro Prawn Cocktail เมนูค็อกเทลกุ้งที่ยังติดตลาดไม่เลิกมาตั้งแต่ยุค 90s ตลอดจนสตูว์เนื้อ Osso Bucco Alla Milanese, Mushroom & Truffle Ravioli ราวิโอลีเห็ดป่าและทรัฟเฟิลกับชีสรีคอตตา ตลอดจน Festive Roast Chicken ไก่อบแบบอังกฤษที่อร่อยมากๆ ให้บรรยากาศคริสต์มาสแบบอังกฤษ และขนมหวานที่มีให้เลือกได้แก่ Christmas Pudding, Festive Dark Chocolate Tart และไอศกรีมทรงเครื่องสุดอลังการอย่าง Festive Sundae

When: 15 พฤศจิกายน 2561 ถึง 2 มกราคม 2562

Where: Jamie’s Italian ชั้น G สยามดิสคัฟเวอรี่ กรุงเทพฯ

Why: ไก่อบอร่อยล้ำ และใครยังไม่เคยหม่ำขนมหวานช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองแบบอังกฤษต้องไปลอง เพราะเราบอกเลยว่าไม่มีผิดหวัง และอาหาร 3 คอร์สขนาดใหญ่ สนนราคาคนละ 1,250 บาท คู่กับชาหรือกาแฟ ถือว่าคุ้มสุดๆ

How: โทร. 0 2255 5222 หรือ www.jamiesitalian.co.th

Stop: BTS สถานีสยาม หรือสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

 

 

Bangkok That Was

What: ย้อนรอยเรื่องราวของกรุงเทพฯ กับนิทรรศการ ‘Bangkok That Was’ (อดีตบางกอก) โดยฝีมือของ ฟาบริซิโอ ลา ตอร์เรส ช่างภาพชาวอิตาลีที่มาพำนักในกรุงเทพฯ ช่วงปี พ.ศ. 2499-2504 แสดงถึงความเป็นอยู่และการสัญจรไปมาของชาวกรุง ณ ขณะนั้น และนิทรรศการยังจัดแสดงหนังสือสูจิบัตร 148 หน้า ที่ตีพิมพ์ภาพถ่ายของชายยุโรปผู้นี้ในเอเชียเป็นครั้งแรกเอาไว้ด้วย

When: 28 พฤศจิกายน 2561 ถึง 20 มกราคม 2562

Where: พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และ Serindia Gallery ณ O.P. Garden ซอยเจริญกรุง 36 กรุงเทพฯ

Why: งานของเขายังสะท้อมมุมมองผ่านเลนส์ในฐานะชายชาวยุโรปผู้ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 มาไม่นานอีกด้วย

How: www.thaitch.org/event/fabrizio-la-torre-bangkok-that-was

 

 

World Stamp Exhibition

What: ไปรษณีย์ไทยจับมือกับสมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดแสดงงาน ‘แสดงตราไปรษณียากรโลก พ.ศ. 2561’ (Thailand 2018 World Stamp Exhibition) ภายใต้แนวคิด ‘ท่องเที่ยววิถีไทย ในยุคดิจิทัล 4.0’

When: 28 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม 2561 เวลา 10.00-20.00 น.

Where: รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ

Why: นี่เป็นการจัดแสดงแสตมป์และสิ่งสะสมหายากจากทั่วทุกมุมโลก และในงานยังมีคอลเล็กชันแสตมป์ ไปรษณียบัตรส่วนพระองค์ในสมเด็จพระเทพฯ กว่า 200 รายการ จดหมาย 3 แผ่นดินที่หาชมได้ยาก รวมถึงผลงานแสตมป์ของนักสะสมกว่า 2,600 เฟรม มูลค่านับหลายพันล้านบาทด้วย

How: โทร. 1545 หรือเว็บไซต์ www.thailandpost.co.th

Stop: BTS สถานีสยาม

 

 

Cheers to Beers!

What: หลังจากรวบรวมเบียร์และไซเดอร์หลากหลายสไตล์ไว้มากกว่า 80 แท็ป ภายในงานเดียว ‘Thailand Brew Fest’ กลับมาเป็นครั้งที่ 3 ในธีม Hunt Beer, Save Animals เชิญชวนเพื่อนๆ มาร่วมสนุกตามล่าหาเบียร์ที่ใช่ไปกับบรรยากาศการแสดงดนตรีโดยวง Flure (30 พ.ย.) และ Mr.Team (1 ธ.ค.) ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจากเบียร์ทุกแก้วสมทบทุนมูลนิธิเพื่อนสัตว์ป่า (WFFT)

When: 30 พฤศจิกายน ถึง 1 ธันวาคม 2561

Where: A Square สุขุมวิท 26 กรุงเทพฯ

Why: คอน้ำพรายฟองอย่าได้พลาด เพราะมีเครื่องดื่มให้ลิ้มลองจากทั้งไทย, แคนาดา, เบลเยียม, ญี่ปุ่น, เยอรมนี, เกาหลี, ลาว, โปแลนด์, สกอตแลนด์, สิงคโปร์, สวีเดน, สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร!

How: www.facebook.com/events/163406324612985

Stop: BTS สถานีพร้อมพงษ์

 

 

Stylish Market

What: สายช้อปขอเชิญมาทอดน่องดูสิ่งที่น่าสนใจกันได้ที่วีกเอนด์มาร์เก็ต ที่เน้นทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องของสไตล์ ทั้งมิกซ์แอนด์แมตช์ไอเท็ม ใส่ศิลปะลงบนเสื้อผ้า กระเป๋า หมวก ต่างหู รองเท้า ฯลฯ ที่จะแต่งเติมให้การแต่งตัวของคุณสนุกขึ้น ดึงความเป็นตัวคุณออกมา สื่อสารผ่านแฟชั่นในแบบฉบับที่ชอบ งานนี้ยังมีการจัดสนทนาเรื่อง Stylish Talk ในหัวข้อ ‘Fashion on Media’ โดยสไตล์ไดเรกเตอร์จาก Vogue Thailand และ จิงจิง ยู นางแบบไทยที่ไปทำงานอยู่ในเกาหลีใต้ รวมถึงเวิร์กช็อปทำลิปสติก เพนต์เล็บ เรียนการแต่งตัว ฯลฯ

When: 1-2 ธันวาคม 2561 เวลา 12.00-20.00 น.

Where: YELO House ซอยเกษมสันต์ 1 เชิงสะพานหัวช้าง ฝั่งหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กรุงเทพฯ

Why: อากาศเป็นใจแบบนี้ หาเวลาออกไปช้อปปิ้งกันบ้าง

How: www.facebook.com/events/560093427795112

Stop: BTS สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ หรือสถานีราชเทวี

 

 

The Weeknd Asia Tour Live In Bangkok

What: หลังรอมานานหลายปี ก็ถึงเวลาของ The Weeknd หรือ อาเบล เทสเฟย์ ขวัญใจแฟนเพลงทั่วโลก (และ เบลลา ฮาดิด) ที่จะมาระเบิดความมันกับคอนเสิร์ตครั้งแรกในกรุงเทพฯ พร้อมเพลงฮิตอย่าง Starboy, I Feel It Coming, The Hills, Can’t Feel My Face และ Pray For Me ซึ่งถือได้ว่าเป็นคอนเสิร์ตปิดท้ายปลายปีของศิลปินระดับโลกที่มากันอย่างไม่ขาดสายในปีนี้

When: 2 ธันวาคม 2561 เวลา 20.00 น.

Where: อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี นนทบุรี

Why: นี่คือคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งแรกในเอเชียและกรุงเทพฯ ของศิลปินชาวแคนาดาที่ชนะรางวัล Grammy มาแล้ว 3 ครั้ง

How: ซื้อบัตรได้ที่ www.thaiticketmajor.com/concert/the-weeknd-asia-tour-live-in-bangkok-2018-th.html

Stop: BTS สถานีหมอชิต ต่อ Shuttle Bus ของอิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือรถตู้โดยสารประจำทาง

 

 

Beach Fest Is Back

What: เทศกาลศิลปะและดนตรีริมชายหาด ‘So Beach Fest’ กลับมาอีกครั้งท่ามกลางอากาศเย็นๆ และสายลมแสนสบาย ซึ่งครั้งนี้มีมินิคอนเสิร์ตอะคูสติกในบรรยากาศชิลๆ รับอากาศเย็นๆ ส่งท้ายปลายปี กับศิลปินชั้นแนวหน้าของเมืองไทย อาทิ เปอติ๊ด-ญาดา โกเมศ (เปอติ๊ด The Voice) รวมถึงศิลปินนักเอ็นเตอร์เทนอย่าง เบน ชลาทิศ และ มาเรียม B5 พร้อมดนตรีสดจากวง The Zebras และเหล่าดีเจที่มาชวนคุณขยับ

When: 7-9 ธันวาคม 2561

Where: SO Sofitel Hua Hin อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

Why: ทะเลหน้าหนาวเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ และการได้นั่งจิบเครื่องดื่มรับลมเย็นๆ แบบ 25 องศาจะดีแค่ไหนกัน

How: บัตรเข้างาน 1 วัน 600 บาท และ 1,500 บาทสำหรับ 3 วัน สำรองบัตรได้ที่ www.ticketmelon.com/so/sobeachfest2018

Stop: สถานีรถไฟหัวหิน

 

 

Art Rotation

What: Art Rotation ซีรีส์ผลงานศิลปะของ สุวรรณี สารคณา ศิลปินระดับรางวัลที่ถ่ายทอดเรื่องราวของการนอนหลับผ่านภาพเขียนถึงอิริยาบถของคนและสัตว์ขณะนิทรา

When: วันนี้ถึง 9 มกราคม 2562 เปิดให้ชมเวลา 11.00-20.00 น.

Where: 137 Pillars Suites & Residences Bangkok ซอยสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ

Why: อยากให้มาชมงานศิลปะที่แฝงด้วยความอ่อนช้อยและละเอียดลออของศิลปินหญิงเก่งคนหนึ่งของไทย งานนี้หากใครสนใจหิ้วกลับบ้านก็สามารถร่วมประมูลด้วยได้ และรายได้ส่วนหนึ่งนั้นจะนำไปสมทบทุนให้มูลนิธิชัยพัฒนาต่อไปด้วย

How: โทร. 0 2079 7000

Stop: BTS สถานีพร้อมพงษ์

 

 

Aperol Spritz Pop Up Bar

What: ก่อนที่ลมหนาวเฮือกแรกและเฮือกสุดท้ายจะหนีจากกรุงเทพฯ ไป เราขอแนะนำให้รู้จักกับ ‘Aperol Spritz Pop Up Bar’ ป๊อปอัพบาร์สีส้มสดใส เสิร์ฟหลากหลายเมนูจาก Aperol Spritz แน่นอนว่าเป็นเครื่องดื่มเติมความสดชื่นจากอิตาลี ดังนั้น เชฟมาร์โค กัมมาราตา ชาวอิตาเลียน จึงขอนำอาหารอิตาเลียนอย่าง แซนด์วิชแซลมอน ทอร์ทิลลา คาลามารี เบอร์เกอร์เนื้อแองกัส มาร่วมแจมท่ามกลางบรรยากาศเอาต์ดอร์ด้านหน้าโรงแรม

When: ทุกวัน เวลา 17.00-00.00 น.

Where: ละติจูด 13 โรงแรม Le Meridien กรุงเทพฯ

Why: ลมหนาวมาไวไปไว ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ออกไปชิลตอนนี้

How: สำรองที่นั่ง โทร. 0 2232 8888

Stop: BTS สถานีศาลาแดง

 

 

Beauty and Ugliness: Aesthetic of Marsi

What: นิทรรศการในรอบ 5 ปีของ หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร ศิลปินหญิงคนแรกๆ ของไทย และเป็นเพียงไม่กี่คนในหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะไทยในอดีตที่กล้าออกมามองความงามของศิลปะผ่านความน่าเกลียดและความตาย นอกจากจิตรกรรมฝีพระหัตถ์สีน้ำมันร่วม 40 ชิ้นแล้ว นิทรรศการครั้งนี้ยังจัดแสดงไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ศิลปะของโลก รวมทั้งกระดาษไขร่างแบบที่ท่านหญิงใช้ และสิ่งรอบตัวของท่านหญิงที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน

When: วันนี้ถึง 23 ธันวาคม 2561 เวลา 09.00-18.30 น. (ปิดวันจันทร์และอังคาร)

Where: ห้องนิทรรศการ 5-8 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ

Why: แม้หม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร จะจัดแสดงงานบ่อยครั้งในต่างประเทศ ทว่าสำหรับเมืองไทย นี่เป็นเพียงครั้งที่ 3 และแม้งานจะผ่านเวลามาเนิ่นนาน แต่เนื้อหาเรื่องความตายยังคงเป็นสัจธรรมที่แสนคลาสสิก มากไปกว่านั้น แบรนด์ Flynow III ยังร่วมจัดทำคอลเล็กชันพิเศษเฉพาะนิทรรศการครั้งนี้ด้วย

How: www.facebook.com/TheNationalGalleryThailand

Stop: ท่าเรือพระอาทิตย์ หรือวังหลัง

 

 

Pipit Banglamphu Street Art

What: ชวนไปชมนิทรรศการศิลปะ Pipit Banglamphu Street Art โครงการภายใต้ความร่วมมือของสำนักทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดิน กรมธนารักษ์, พิพิธบางลำพู, Socialgiver, ATM Spray, 3C Project และประชาคมบางลำพู ที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมชุมชนบางลำพู ย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยสีสันและเรื่องเล่า โดยมีศิลปินนักวาดภาพรุ่นใหม่ 10 คนมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราววิถีชีวิตความเป็นอยู่ ภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรมของชุมชนบางลำพู ด้วยการใช้ศิลปะสตรีทอาร์ต ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน (Community Based Tourism) และเป็นกิจกรรม CSR ในการปรับสภาพภูมิทัศน์ชุมชนโดยรอบให้สวยงามและน่าสนใจด้วยงานศิลปะอีกด้วย

When: วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2561

Where: พิพิธบางลำพู ถนนพระสุเมรุ พระนคร กรุงเทพฯ

Why: บางลำพูมีอะไรมากกว่านักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กอีกเยอะ เชื่อเราสิ!

How: ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการร่วมกิจกรรม

www.facebook.com/events/283621572461237

Stop: BTS สถานีพญาไท สถานีราชเทวี หรือท่าเรือพระอาทิตย์

 

 

Enter the World of Polka Dots

What: พาตัวเองจมหายไปในโลกลายจุดกับนิทรรศการของเจ้าแม่ Polka Dots ยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusama) ที่เทศกาลศิลปะนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2018 ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ประจำปีทั่วกรุง ใครอยากชมงาน ‘I Carry on Living with the Pumpkins’ (Red Pumpkins and Silver Pumpkins) ฟักทองสีแดงลายจุดดำ และฟักทองสีเงินผิวโมเสก ขออย่าได้พลาด

When: วันนี้ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2562

Where: แฟชั่น แกลเลอรี 3 ชั้น 1 สยามพารากอน กรุงเทพฯ

Why: นี่เป็นการจัดงานของป้ายาโยอิครั้งที่ 2 ในประเทศไทย หลังจากครั้งแรกเมื่อเกือบทศวรรษที่ผ่านมา และครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าแน่นอน

How: www.bkkartbiennale.com

Stop: BTS สถานีสยาม

 

 

Flower Power

What: ชมสารพันเรื่องดอกๆ ฝีมือ อังกิ ปูร์บันโดโน ศิลปินชาวอินโดนีเซียที่จัดแสดงผลงาน Flower Power ภาพพลังแห่งดอกไม้ที่เบ่งบานสะพรั่งเต็มพื้นที่ของเซ็นทรัลเวิลด์

When: วันนี้ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2561

Where: Groove Gallery Walk โซน Groove เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

Why: อังกิเป็นศิลปินที่มีวิธีนำเสนอที่ยอกย้อนและหยอกล้อกับสังคมอยู่เป็นนิจ เช่นนิทรรศการ Noodles ของเขาในปี 2553 ที่นำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจำนวนหนึ่งมาสแกน และตั้งชื่อภาพว่า Superman is Dead โดยมีจุดประสงค์เพื่อชวนให้คนนึกถึงอันตรายของสารที่อยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่อคนที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือหอบหืด แม้แต่คนที่เป็นมังสวิรัติ หรือแม้แต่ซูเปอร์ฮีโร่หากบริโภคมากเกินไป

How: www.centralworld.co.th/articles/the-worlds-iconic-masterpiece-of-art-at-centralworld

Stop: BTS สถานีชิดลม หรือสถานีสยาม

 

 

Interactive Masterpiece

What: ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ร่วมกับพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติไทเป จัดแสดงงานศิลปะของจีนโบราณระดับมาสเตอร์พีซที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดนิทรรศการ Up the River During Qingming – National Palace Museum Multimedia Art Exhibtion ผ่านการใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียเป็นครั้งแรกในประเทศไทย นำเสนอ Autumn Colors on the Qiao and Hua Mountains ภาพวาดที่แสดงให้เห็นวิวเทือกเขาในเมืองจี่หนาน มณฑลซานตง นำเสนอภาพผ่านสื่อเสมือนจริง รวมถึง Marvels in the Sea การแสดงสื่อเคลื่อนไหวแบบอินเตอร์แอ็กทีฟมัลติมีเดีย ที่ผู้ชมจะดูเหล่าปลาดึกดำบรรพ์ว่ายผ่านไปมาได้ และยังสามารถโต้ตอบกับสัตว์ลึกลับเหล่านี้ได้ด้วยการใช้ก้านตกปลาพิเศษอีกด้วย

When: วันนี้ถึง 12 กุมภาพันธ์ 2562

Where: ห้อง RCB Galleria ชั้น 2 Contemporary Art Space ศูนย์การค้าริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก กรุงเทพฯ

Why: เป็นงานที่เหมาะกับทุกคนในบ้าน แถมไฮไลต์ของงานคือเปิดให้ได้ชมความอลังการของผลงานมาสเตอร์พีซระดับโลก Up the River During Qingming ภาพวาดโบราณที่บันทึกประวัติศาสตร์สำคัญของแผ่นดินจีน หนึ่งในภาพล้ำค่าที่สุดของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติไทเปที่จัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยนี่สิ

How: www.rivercitybangkok.com

Stop: BTS สถานีสะพานตากสิน แล้วต่อเรือของริเวอร์ ซิตี้

 

 

Yes, Plastic! Things to Rethink: เมื่อพลาสติกต้องคิดใหม่

What: นิทรรศการ Yes, Plastic! Things to Rethink: เมื่อพลาสติกต้องคิดใหม่ จัดขึ้นเพื่อนำเสนอศักยภาพของวัสดุและความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งตั้งคำถามการใช้งานทั้งในแง่คุณสมบัติ ผลกระทบ การออกแบบ และการอยู่ร่วมกันกับพลาสติกในอนาคต

When: วันนี้จนถึง 17 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 10.30-21.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Where: ห้องแกลเลอรี ชั้น 1 อาคารส่วนหลัง TCDC กรุงเทพฯ

Why: ค้นหาเรื่องราวพลิกโฉมอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อมวลชน และร่วมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์กับพลาสติกที่อยู่ร่วมกันมาแล้วราว 150 ปีกันไหมล่ะ

How:  โทร. 0 2105 7400

Stop: BTS สถานีสะพานตากสิน หรือเรือด่วนเจ้าพระยา ท่าสี่พระยา

 

 

Edge of the Wonderland

What: เทศกาลศิลปะไม่ได้ทำให้กรุงเทพฯ คึกคักเพียงเท่านั้น เพราะล่าสุดกระทรวงวัฒนธรรมได้นำศิลปะไปกระตุ้นเศรษฐกิจกันที่จังหวัดกระบี่ กับงานเทศกาลศิลปะ Thailand Biennale ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่จังหวัดกระบี่ ภายใต้ธีม Edge of the Wonderland และจะจัดทุกๆ 2 ปีไปยังภูมิภาคต่างๆ ของไทย โดยที่กระบี่นั้นกระจายไปยังสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะแก่งต่างๆ เช่น อ่าวนาง เขาขนาบน้ำ เกาะปอดะ แม้แต่กลางน้ำ ป่าชายเลน หรือในตัวเมือง ก็มีงานศิลปะจากหลากหลายศิลปินทั่วโลกติดตั้งไว้เช่นกัน

When: วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2562

Where: ทั่วจังหวัดกระบี่

Why: มีไม่กี่ครั้งที่จะได้เห็นงานศิลปะจัดแสดงอยู่ร่วมกับธรรมชาติและจัดกลางแจ้ง กลางทะเลเช่นนี้

How: thailandbiennale.org

Stop: ตีตั๋วเครื่องบินด่วนๆ ปลายทางจังหวัดกระบี่

 

 

ผ้าบาติกในพระปิยมหาราช: สายสัมพันธ์สยามและชวา

What: นิทรรศการผ้าที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ เยือนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย โดยทั้ง 3 ครั้งที่เสด็จฯ เยือน พระองค์ได้ทรงนำผ้าบาติกจากภูมิภาคต่างๆ กลับมายังเมืองไทยด้วย จากผ้าบาติกทั้งหมด 300 ผืน ทางภัณฑารักษ์ได้คัดสรรมาจัดแสดง 37 ผืน มีทั้งผ้าเฉพาะราชสำนักและผ้าของประชาชนทั่วไปที่มีอายุย้อนไปกว่า 150 ปี

When: วันนี้ถึงปลายเดือนพฤษภาคม 2564 เปิดทุกวัน เวลา 09.00-16.30 น. (ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น.)

Where: ห้องจัดแสดง 3-4 พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ถนนหน้าพระลาน กรุงเทพฯ

Why: นี่เป็นครั้งแรกในไทยที่มีการศึกษาเจาะลึกเกี่ยวกับผ้าบาติก ซึ่งใช้เวลารวบรวมข้อมูลนานกว่า 4 ปี โดยผู้ชมจะได้ชมผ้าจากเกาะชวาครบทุกภูมิภาค ซึ่งไม่ได้มีแต่ผ้าลายพื้นเมือง แต่ความน่าตื่นเต้นคือผ้าบาติกที่เกาะชวานั้นมีการผสมผสานลวดลายทั้งจีนและตะวันตกลงไป

How: บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ราคา 80 บาท นักเรียนหรือนักศึกษา (โปรดแสดงบัตรประจำตัว) และเด็กอายุ 12-18 ปี ราคา 50 บาท เด็กอายุต่ำว่า 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย (แต่งกายสุภาพ)

Stop: ท่าเรือท่าช้าง

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post THE STANDARD Calendar: กิน ดื่ม เที่ยว กิจกรรมน่าทำระหว่างวันที่ 1-7 ธันวาคม 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/calendar-1-7-december-2561/feed/ 0
ผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเล่าย้อนเรื่องประวัติศาสตร์ในอดีต https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-11/ https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-11/#respond Fri, 22 Jun 2018 11:54:49 +0000 https://thestandard.co/?p=100160

เมื่อคุณเดินเข้าสู่นิทรรศการที่ว่าด้วยเรื่องพระราชวังโบ […]

The post ผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเล่าย้อนเรื่องประวัติศาสตร์ในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อคุณเดินเข้าสู่นิทรรศการที่ว่าด้วยเรื่องพระราชวังโบราณ คุณคงคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพเก่าที่เล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ หรืออาจเห็นแบบจำลองของอาคารหรือโบราณสถานที่เคยตระหง่านเป็นจุดเด่นของพื้นที่นั้นๆ

 

แต่การนำเสนอนิทรรศการสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดผู้คนยุคปัจจุบันที่พยายามก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหัวข้อที่ว่าด้วยเรื่องอดีตกาล ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ที่เห็นผ่านตากันมาครั้งแล้วครั้งเล่า

 

วังน่านิมิต เปิดให้เข้าชมตั้งแต่สัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และใครที่แวะเวียนไปที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมา อาจสะดุดตากับการจัดสรรพื้นที่ห้องสตูดิโอชั้น 4 ในแบบที่เราอาจไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนักในการนำเสนอนิทรรศการในเมืองไทย

 

นอกจากการจัดพื้นที่เป็นสัดส่วนอย่างมีนัยสำคัญ จุดที่เป็นแผนที่แบบ Interact Map ที่นำผังของวังหน้าในอดีตสมัยรัชกาลที่ 5 ซ้อนทับกับผังเกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน สร้างการมีส่วนร่วมโดยตรง อีกทั้งภาพขยายของพระที่นั่งคชกรรมประเวศและพลับพลาสูง ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ได้ลึกซึ้งกว่าแค่อ่านจากตัวอักษรและดูภาพเก่า ทั้งหมดนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนิทรรศการที่เน้นเรื่องการสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยีในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า)

 

Interactive Map สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมเพียงแค่ขยับมือ

Photo: ธัญรดา เลิศวิไลรัตน์

 

บทความตอนที่ผ่านมาๆ THE STANDARD พาผู้อ่านย้อนอดีต เพื่อทำความเข้าใจเรื่องวังหน้าแบบปูพื้นตั้งแต่ต้นกำเนิดของตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสมัยอยุธยา มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ผ่านเนื้อหาที่ว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ จนเข้าสู่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับนิทรรศการโดยตรง เราจะปิดท้ายซีรีส์ ‘วังน่านิมิต’ ด้วยการพูดคุยกับ เกียรติยศ พานิชปรีชา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิท สตูดิโอ จำกัด ที่รับหน้าที่ผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการสำคัญที่ว่าด้วยบทสำคัญแห่งหน้าประวัติศาสตร์ไทย

 

เกียรติยศ พานิชปรีชา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิท สตูดิโอ จำกัด

Photo : สลัก แก้วเชื้อ

 

อยากให้จำกัดความให้คนทั่วไปเข้าใจว่าสิ่งที่บิท สตูดิโอทำคืออะไรบ้าง

มีเวอร์ชันสั้นกับยาวครับ (หัวเราะ) เวอร์ชันสั้นก็คือ คนทั่วไปก็จะบอกว่าเราทำ Interactive Media เราเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ ถ้าเป็นเวอร์ชันยาวก็คือ จริงๆ แล้ว ความตั้งใจของบริษัทคือ เราต้องการจะรวมกลุ่มคนจากหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเมอร์ คนทำอิเล็กทรอนิกส์ คนทำแมคคานิกส์ คนเรียนทางศิลปะ นักออกแบบ มารวมกลุ่มกัน ซึ่งจริงๆ คำจำกัดความที่ต่างประเทศเขาใช้คือคำว่า Creative Technologist หมายถึงเอาคนสายสร้างสรรค์กับคนสายเทคนิคมาอยู่ด้วยกัน เพื่อทำงานเทคโนโลยีอะไรบางอย่างที่สร้างสรรค์

 

ส่วนมากงานของเราจะเก่งทางด้านงานวิจัย ด้านเทคนิค งานเทคโนโลยีด้านงานระบบ งานอะไรที่มันลึกๆ หน่อย แต่เราเอามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับอุตสาหกรรมใหม่ๆ หรืองานอีเวนต์ครับ

 

คือผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและศิลปะใช่ไหม

ใช่ครับ จริงๆ บริษัทเปิดมาปีที่ 6 แล้ว ตั้งแต่ช่วงแรกๆ เรามีความตั้งใจที่จะรวมกลุ่มคนไทยเก่งๆ เพื่อออกมาสร้าง นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ และสร้างออกมาเป็นสวนสนุก interactive อันนี้คือเป้าหมายของเราในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา แล้วสวนสนุก interactive ก็กำลังจะเปิดช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ที่เอ็มควอเทียร์ ข้างในก็เหมือนเราเอาเทคโนโลยีต่างๆ ใส่เข้าไปให้คนเข้ามาสร้างสรรค์อะไรบางอย่างผ่านเทคโนโลยีได้อย่างงานต่างประเทศ เราก็มีทำให้ที่ซิลลิคอน แวลลีย์ ที่แอตเลนตา นิวยอร์ก โดยเราทำควบคู่กับเพนตาแกรม ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบระดับโลกบริษัทหนึ่งที่มีสาขาหลายประเทศ แต่ที่เราทำงานด้วยคือ อยู่ที่สหรัฐอเมริกา เราก็จะดูแลส่วนที่เป็นเทคนิคต่างๆ ให้เขา เขียนโปรแกรม สร้างศิลปะ หรือ Generative Art ของพวกนี้มันจะขายได้ที่เมืองนอก เมืองไทยจะขายไม่ค่อยได้เท่าไร

 

แสดงว่าความสามารถของคนไทยในเรื่องนี้ก็เป็นที่ยอมรับในตลาดสากล

ใช่ครับ เป็นที่ยอมรับ คือแต่ก่อนผมทำงานอยู่ที่อเมริกา อังกฤษ ตอนก่อนไปเราก็จะมีความเชื่อว่า จริงๆ แล้วเราอาจจะสู้ฝั่งโน้นไม่ได้ แต่พอเราไปอยู่ในพื้นที่นั้นจริงๆ คือ เราเก่งกว่าเยอะเลย (หัวเราะ) ผมคิดว่า บางทีคนเก่งๆ ไม่ค่อยอยู่รวมตัวกันในไทย ผมก็เลยอยากจะรวมคนเก่งจากหลายสาขามาเพื่อนำเสนอแนวคิดและส่งเทคโนโลยีออกไปทางฝั่งโน้น เพราะคนไทยดังเรื่องความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่ดังเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งจริงๆ แล้วเราเก่งเทคโนโลยีด้วย คนอื่นอาจจะไม่รู้

 

Photo : สลัก แก้วเชื้อ

 

ลองเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่าไปทำอะไรบ้างที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ

ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ครับ เรียนด้านซอฟต์แวร์มา ตอนเรียนอยู่ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่จุฬาฯ ผมมีความสนใจมากๆ และชอบอะไรที่เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับจักรกลหรือคอมพิวเตอร์ ตอนนั้นก็เลยทำงานวิจัยเกี่ยวกับด้าน Speech Recognition การเรียนรู้เสียงและคำภาษาไทย เหมือน Siri ครับ แต่ว่าตัวนี้สมัยก่อนมันยังไม่มี ก็ทำกับอาจารย์ เสียงคือหนึ่งในปฏิสัมพันธ์ ส่วนอื่นๆ ก็จะมี สัมผัส มีภาพ ซึ่งพวกนี้ต้องใช้งานกับเซ็นเซอร์อะไรบางอย่างที่จะได้รับข้อมูลเข้าไปแล้วก็เอาไปใช้ ตอนไปเรียนต่อก็เลยโฟกัสด้านนี้พร้อมกับสนใจคอมพิวเตอร์กราฟิกด้วย เพราะชอบเรื่องดีไซน์ สุดท้ายพอเรียนจบก็เลยไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา ทำงานด้านวิชวลเอฟเฟกต์ ทำซีจีหนังครับ

 

ซีจีที่เราดูทุกวันนี้ ทีมข้างในมันจะมีสองทีมใหญ่ๆ คือทีมทำแอนิเมชันและทำกราฟิก กับทีมที่เขียนโปรแกรมเพื่อช่วยแก้ปัญหา ผมก็เข้าไปอยู่ในทีมที่เขียนโปรแกรมช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ ก็จะทำพวกหนังต่างๆ อย่างตอนที่ย้ายจากอเมริกาไปอยู่อังกฤษก็ได้ทำหนังเรื่อง Gravity เป็นโปรเจกต์ใหญ่มากๆ อันหนึ่งที่เราได้ไปช่วยทำคือ ในวงการวิชวลเอฟเฟกต์เอง จริงๆ แล้วพื้นฐานความรู้ที่ใช้มันค่อนข้างเหมือนกับตอนที่นำมาใช้ กล่าวคือ เอาพื้นฐานความรู้มาประยุกต์ใช้กับหลายๆ วงการได้ ตอนอยู่ที่อังกฤษเลยมีความคิดว่า ด้วยความรู้ที่เรามี น่าจะกลับมาทำอะไรบางอย่าง เพื่อส่งไปฝั่งโน้นได้

 

เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในชีวิตประจำวันของคนมากมาย งานนิทรรศการก็ไม่มีข้อยกเว้น

จริงๆ ก่อนที่จะมีการนำเทคโนโลยีมาผสมผสาน ผมว่าคนจะเห็นเป็นลักษณะของที่ตั้งโชว์นิ่งๆ อย่างตอนเด็ก ผมไปพิพิธภัณฑ์ ก็จะดูว่าอันนี้คือไหจากยุคสมัยนี้ ก็จะมีกระดาษเขียนอยู่ข้างล่าง เราก็ไปยืนอ่าน แล้วก็พยายามจะมองว่า อันนี้ที่จับมันมีดีไซน์เป็นแบบนี้เพราะอะไร เราก็ต้องมอง แล้วก็มองขึ้นมาด้านบน ทำความเข้าใจกับตัวหนังสือ ทีนี้พอเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา อย่างพวก AR ถ้าอยากจะแก้ปัญหาอันเมื่อกี้ที่เราต้องมาดูของจริง มาอ่านรายละเอียดในกระดาษ คือถ้ามันมีลักษณะที่เราหยิบอะไรขึ้นมาส่องแล้วมันบอกเลยว่า สมัยก่อนตรงนี้เขาดีไซน์มาแบบนี้เพราะอะไร แล้วสมมติมันมีอะไรแตกหัก อันนี้ก็จะเสริมเข้าไปว่า ก่อนหน้านี้มันมีแบบนี้ด้วย คือมันจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาเสริม เพิ่มเติมทำให้เป็นภาพเห็นได้ชัดขึ้น ทำให้ประสบการณ์ในการรับข้อมูลมันง่ายมากขึ้นและเข้าใจมากขึ้นครับ ผมว่านี่คือความต่างของสมัยก่อนกับปัจจุบัน

 

มันสร้างภาพจำได้เร็วใช่ไหม

ครับ เหมือนจริงๆ คนมีปฏิสัมพันธ์หรือ interaction กับข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น

 

ย้อนกลับไปตอนที่คุณเล่าว่าด้วยความที่เรามีประสบการณ์ทั้งที่อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ก็เลยอยากจะรวมกลุ่มคนเก่งๆ ทำงานด้านนี้ เพื่อส่งออกไอเดียไปขายที่เมืองนอกบ้าง มีบริษัทที่ทำแบบนี้อยู่ก่อนหน้านี้หรือเปล่า

ในประเทศไทย จริงๆ ถ้าส่งออกลักษณะแบบนี้ ผมไม่เคยเห็นนะครับ ผมคิดว่า อย่างน้อยเราน่าจะเป็นเจ้าแรกที่นำเทคโนโลยีเชิงลึกมาใช้ร่วมกับศิลปะและการออกแบบ เช่น เราใช้ Machine Learning หรือ Computer Vision นำมาประยุกต์ใช้ อย่าง Machine Learning ผมยังไม่เคยเห็นใครใช้เลย นอกจากเรา อย่างตัวนี้ถ้าคนนึกถึง ก็จะนึกถึงการเอาไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลต่างๆในองค์กร ซึ่งจะเป็นเรื่องอะไรหนักๆ แต่จริงๆ แล้วเราเอามาประยุกต์ใช้ในวงการนี้ได้ค่อนข้างเนียน ทำให้จริงๆ คนอาจไม่รู้ว่าเราใช้ Machine Leaning

 

ถ้าจะเปรียบเทียบเรื่องการเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ในพิพิธภัณฑ์ การจัดนิทรรศการ ระหว่างเมืองไทยกับเมืองนอกแตกต่างกันอย่างไร

จริงๆ ต้องยอมรับว่า ที่เมืองนอกเขาทำมาก่อนเรา โดยที่เมืองนอกเอง อย่างเทคโนโลยี AR ผมก็เคยไปทดลองใช้ก็รู้สึกว่ามันไปค่อนข้างไกลมาก หรือบางพิพิธภัณฑ์เองเขาก็ใช้ Machine Learning มาช่วยในการค้นหาวัตถุ หรือข้อมูลต่างๆที่ผู้ชมสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเขามายืนแล้วทำหน้าลักษณะหนึ่ง แล้วตัวซอฟต์แวร์ก็ตรวจจับใบหน้าว่า เขาทำหน้าแบบไหน เช่น ทำหน้าอ้าปาก มันก็แสดงให้เห็นเลยว่า ในพิพิธภัณฑ์นี้มีรูปอะไรที่เหมือนกับรูปอ้าปากบ้าง เช่น รูประบายสีบนกำแพงของพีระมิด เขาก็จะแมตช์แล้วก็บอกว่า ของที่ลักษณะคล้ายๆ แบบนี้อยู่ที่นี่ หรือให้คนทำท่าทางว่า ท่าลักษณะแบบนี้มันแมตช์กับอะไร ให้วาดเลยก็ได้ เช่น เราสนใจแต่ไม่รู้หรอกว่ามันเรียกว่าอะไร เราสนใจของที่ลักษณะรูปร่างประมาณนี้ แล้วก็ลองวาดดู เขาก็จะแมตช์หาให้ก็ได้ ทำให้มี interaction ระหว่างตัวนิทรรศการกับตัวคนดู

 

แล้วอย่างวงการในเมืองไทยล่ะ

ในเมืองไทยนี่ผมว่ามันค่อนข้างก้าวกระโดดมากๆ เลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือถ้าสิบปีที่แล้วกับสิบปีนี้เรากลับมาดู ผมว่าถ้าเป็นกราฟของเราจะเป็นลักษณะของ เอกซ์โพเนนเชียล คือเหมือนมาค่อนข้างเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อย่างตอนผมกลับมาใหม่ก็ไปชมนิทรรศรัตนโกสินทร์ หรือพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆ ผมว่าใช้เทคโนโลยีได้ค่อนข้างน่าสนใจ

 

มีข้อด้อยอะไรบ้างที่เรายังล้าหลังประเทศอื่น

จริงๆ ด้วยความเข้าใจหรือการพัฒนาเทคโนโลยี ผมว่าไม่ด้อยไปกว่ากันนะครับ เพียงแต่เรื่องงบประมาณในการจัดทำค่อนข้างมีจำกัดทั้งจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งผมคิดว่า ผู้จัดอาจจะยังไม่คุ้นเคย หรือยังไม่มีประสบการณ์ในการนำเทคโนโลยีพวกนี้มาใช้ จะคุ้นเคยกับแบบเดิมๆ เช่น แต่ก่อนเราอาจจะมีกระดาษเขียน แต่เดี๋ยวนี้เรามีพวกเซ็นเซอร์ อะไรพวกนี้ งบประมาณในการทำของหนึ่งชิ้นก็จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่างกัน

 

มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงอยู่ใช่ไหม เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆในการจัดนิทรรศการ

ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับความเหมาะสม จริงๆ ผมว่าเทคโนโลยีไม่ได้แพง เพียงแต่ว่าเราควรจะเลือกอันที่เหมาะสมกับเวลาและงบประมาณมากกว่า

 

บิท สตูดิโอมาลงเอยและร่วมมือกับโครงการวังน่านิมิตได้อย่างไร

เราทำงานในลักษณะนี้มาสักพักหนึ่งแล้ว และพอดีกับที่มีโอกาสคุยกับคุณใหม่ (คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้อำนวยการโครงการนิทรรศการวังน่านิมิต) ว่าจริงๆ แล้วเทคโนโลยีเหล่านี้เราสามารถนำมาปรับใช้ เพื่อให้คนเข้าถึงข้อมูลยากๆ ได้ อย่างข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ ผมว่ามันมีความท้าทายว่า เราต้องเข้าใจประวัติศาสตร์ของเรา เหมือนเราเรียนประวัติศาสตร์ ข้อมูลมันก็เยอะแยะ เราจะย่อยข้อมูลที่เข้าใจยากเพื่อนำเสนอให้เข้าใจง่ายอย่างไร บทบาทของเราคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ผสมผสานกับข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ เพื่อให้การเข้าถึงและเข้าใจข้อมูลง่ายขึ้น น่าสนใจมากขึ้น และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวได้มีปฏิสัมพันธ์กับส่วนต่างๆ ซึ่งผมว่าบางทีเราไม่ได้ใช้เทคโนโลยีบางอย่าง การที่จะเข้าใจถึงข้อมูลอาจจะยาก เช่น สนามหลวงในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกัน แล้วเราจะเทียบอย่างไรให้อยู่ในพื้นที่เดียวกันโดยให้เห็นว่า แต่ก่อนมันเป็นพื้นที่ของวังหน้านะ ตรงนี้เทียบอดีตกับปัจจุบันมันแตกต่างกันอย่างไร

 

พระที่นั่งคชกรรมประเวศ

Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-26

 

พระที่นั่งคชกรรมประเวศ

 

คงต้องพูดคุยกันหลายรอบ ไปฟังบรีฟ ไปศึกษาข้อมูล ก่อนที่จะออกมาเป็นภาพ สื่อข้อมูลให้ทางทีมงานเข้าใจว่าสิ่งที่เราทำคืออะไร และจะออกมาในรูปแบบไหน

ใช่ครับ

 

มีขั้นตอนหรืออุปสรรคอะไรบ้างระหว่างการทำงาน เข้าใจว่าอันแรกเลยคือ ทีมที่เน้นทำกราฟิก หรือทำอะไรต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยี ต้องเข้ามาศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์

ใช่ครับ ผมว่าอันนี้เป็นพาร์ตที่ยากที่สุดสำหรับเรา ต้องยอมรับว่า เราไม่เก่งประวัติศาสตร์ (หัวเราะ) อาจจะเรียนตอนเด็กๆ แต่ไม่สามารถจำได้ ก็มาย้อนไล่ตั้งแต่ในอดีตจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แล้วก็นั่งไล่อ่านกันว่า “เฮ้ย จริงๆ แล้วประวัติศาสตร์เราเป็นอย่างไร (หัวเราะ)” เสร็จแล้วค่อยมาดูว่า ทำไมถึงมีวังหน้า? แล้วมีทำไม? ตั้งอยู่อย่างไร? ซึ่งก็ต้องขอบคุณทางคุณใหม่และกรมศิลปากรที่ให้ข้อมูล พร้อมกับทางพี่โจ (จิตติ เกษมกิจวัฒนา – ภัณฑารักษ์นิทรรศการวังน่านิมิต) ด้วย

 

ภาพจำลองพลับพลาสูง

 

เป็นทะเลข้อมูล

(หัวเราะ) ใช่ครับ ถ้าไม่มีพี่โจ เราจะค่อนข้างหลงทะเลมาก พี่โจเขาจะบอกว่า ต้องโฟกัสตรงนี้ เอาตรงนี้มาเล่า ทีนี้จะเล่าด้วยลักษณะไหนก็ขึ้นอยู่กับทางเรา การศึกษาประวัติศาสตร์ของพาร์ตเรานี่ยากมาก

 

เป็นเรื่องยากนะที่ต้องศึกษาเรื่องที่เราไม่คุ้น

ใช่ครับ ชื่อก็ยากครับ (หัวเราะ) ต้องจำชื่อแต่ละคน

 

ทีมงานก็ต้องไปทัวร์วังหน้าหลายรอบเลย

ใช่ครับ จริงๆ อย่างหนึ่งที่หลงใหลกันคือ เรารู้สึกว่า “จริงๆ แล้วในอดีตเราเจ๋งมากเลย” แล้วเราเห็นรูปจากฝรั่งนะครับ รูปที่อยู่ในคลังที่เขาส่งมาให้ดู “โอ้โห สมัยก่อนนี้เจริญมาก”

 

ทำให้ได้รู้ว่าทุกพื้นที่ในจุดที่เขาเรียกว่าเมืองเก่า มันมีเรื่องราวเยอะแยะ

ใช่ครับ มีเรื่องราว ทำให้ตอนไปสถานที่จริงเรามีความรู้สึกที่ต่างออกไป

 

จอฉายแผนที่วังหน้าในระหว่างการติดตั้งนิทรรศการ

 

แล้วไฮไลต์ของนิทรรศการคืออะไร ในส่วนที่บิท สตูดิโอรับผิดชอบ

จริงๆ ก็อยากให้ทุกคนชมทั้งหมด ทั้งหมด 3 ชิ้นงานด้วยกัน แต่อันที่เราคิดว่าเป็นไฮไลต์ที่สุดคือ อันแรก ที่เราทำเป็นลักษณะของแพลตฟอร์มนะครับ แพลตฟอร์มก็คือ เป็นเหมือนโต๊ะเตี้ยที่เราฉายภาพลงมา เพื่อให้คนเห็นว่าในปัจจุบันภาพรวมแผนที่ที่ปัจจุบันคนเข้าใจมีลักษณะอย่างไร แล้วย้อนไปอดีตตรงวังหน้านี้เป็นอย่างไร เขาสามารถเข้าไปชมสถาปัตยกรรมต่างๆ ของวังหน้าได้

 

โดยที่ใช้แค่มือขยับไปมา แล้วก็มีเซ็นเซอร์ เพื่อให้เข้าไปอยู่ในมุมนั้นๆ สามารถรู้ข้อมูลต่างๆ ของวังหน้าได้ ผมว่าอันนี้จะเป็นไฮไลต์

 

โปรเจกเตอร์ฉายข้อมูลพระที่นั่งคชกรรมประเวศ

 

แล้วอีกสองส่วนล่ะ

อีกสองส่วนก็จะมีลักษณะที่เกี่ยวกับประวัติของพระที่นั่งคชกรรมประเวศครับ เราจะทำเป็นลักษณะของกำแพงที่มีภาพปรากฏอยู่ ซึ่งเมื่อเราสัมผัสที่กำแพงนั้นก็จะมีข้อมูลต่างๆ ขึ้นมา เช่น คำอธิบายถึงส่วนยอดของพระที่นั่งคชกรรมประเวศที่หายไป เมื่อเราสัมผัสที่กำแพงก็จะได้เห็นว่า แต่ก่อนมียอดด้านบนที่เป็นลักษณะนี้ ก่อนที่จะเสียหาย แล้วเสียหายไปเมื่อไร? ผู้ชมก็จะเข้าใจข้อมูลได้จากสิ่งที่เรานำเสนอ

 

จอฉายลักษณะของพลับพลาสูงซ้อนกับพื้นที่บริเวณสนามหลวงเป็นฉากหลัง

 

แล้วก็อันที่สามจะเป็นลักษณะของพลับพลาสูง เราเล่าข้อมูลรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมของพลับพลาสูง โดยใช้เทคโนโลยีของจอที่มองทะลุได้นะครับ เห็นภาพพลับพลาสูงว่ามีหน้าตาอย่างไร โดยจะมีกราฟิกอยู่ทางด้านบน เพื่อโอเวอร์เลย์ แล้วอธิบายในแต่ละจุด

 

คนที่ไปดูจะได้เห็นสิ่งก่อสร้างที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

ใช่ครับ

 

ใช้ระยะเวลาในการสร้างแบบเหล่านี้นานไหม

ก็ประมาณสามเดือนได้ครับ ทีมของบิท สตูดิโอก็ต้องคุยกับทีมทั้งทางคุณใหม่ คุณโจ แล้วก็ทีมกรมศิลปากรหลายเดือนครับ

 

ในความคิดของคุณและทีมงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้กับการจัดแสดงในนิทรรศการสำคัญอย่างไร

จริงๆ แล้วสิ่งที่จำเป็นคือ เราต้องนำเสนอข้อมูล ถ่ายทอดทุกอย่างให้กับผู้ชมได้ ให้เขาเข้าใจแล้วก็อยากจะติดตาม อาจจะไม่จำเป็นต้องสนุก แต่เป้าหมายของเราคือ ให้เขาเข้าใจ

 

Interactive Map สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมเพียงแค่ขยับมือ

Photo: ปฏิพล รัชตอาภา

 

ถ้ามีการใช้เทคโนโลยีผสมผสานเข้ามา ก็มีประโยชน์ช่วยให้เข้าใจ เรียนรู้ สร้างภาพจำได้ง่ายขึ้นใชไหม

ถูกต้องครับ จริงๆ แล้วเป้าหมายของการใช้เทคโนโลยีคือ ต้องการให้คนสามารถเข้าใจของที่ยาก เรื่องที่ยาก เนื้อหาที่ยาก ย่อยให้มันง่าย เป็นสเตปให้คนสามารถติดตามได้ ให้เขาเป็นคนควบคุมเนื้อหาหรือข้อมูลที่เขาอยากจะได้

 

ภาคแรกจัดแสดงที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จนถึงวันที่ 27 มิถุนายนนี้  แล้วพอย้ายไปที่พื้นที่วังหน้าในเดือนธันวาคม จะมีอะไรแตกต่างกันไหม

จริงๆ อุปกรณ์เหมือนเดิม แต่ด้วยตัวพื้นที่ทำให้คนได้อยู่ในพื้นที่นั้น แล้วได้เห็นของจริง พื้นที่จริง ซึ่งผมว่า จะยิ่งอินมากขึ้น ยิ่งเข้าใจมากขึ้นว่า เรากำลังยืนอยู่ในจุดประวัติศาสตร์ แล้วก็มีของที่อธิบายจุดประวัติศาสตร์เหล่านั้นด้วยว่าตรงนี้มีลักษณะอย่างไร

 

ที่ผ่านมา ทุกวันนี้พวก VR, CR, AR และพวกสแกนเนอร์ ทุกอย่างเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ขึ้นเยอะ เวลาที่ไปจัดแสดง เราเอาเทคโนโลยีพวกนี้ไปใช้ เสียงตอบรับที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งคนดูและลูกค้าของบิท สตูดิโอ

เอาคนดูก่อนนะครับ ถ้าเวลาเขาเห็นของใหม่ มีอะไรใหม่ แน่นอนว่ามีฟีดแบ็กที่ดี เพราะมันสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เขาไม่เคยใช้มาก่อน ก็จะได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากคนชมงานอยู่แล้ว ส่วนทางลูกค้าเองก็แฮปปี้กับวิธีการใหม่ๆ เพราะก่อนที่เรายังไม่นำเทคโนโลยีเข้ามา การจัดอีเวนต์มันจะค่อนข้างเหมือนกันหมด เช่น งานแสดงรถ แต่ก่อนโชว์รถ โชว์พริตตี้ หลังๆ ก็จะลดลง และนำเทคโนโลยีเข้ามาเสียบแทน เพื่อให้คนสนใจของลักษณะนี้ หรือรถพวกนี้มากขึ้น

 

อย่างเมื่อปีที่แล้ว เราเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาให้กับฮอนด้า เขามีงานมอเตอร์โชว์ โดยต้องการจะโชว์รถซีอาร์วีรุ่นใหม่ แต่เขาไม่มีรถ ยังมาไม่ถึง ไม่มีในโชว์รูม สิ่งที่เราช่วยแก้ปัญหาคือ เราก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมคนต้องไปดูรถที่โชว์รูมล่ะ ทำไมคนไม่สามารถดูรถได้ทุกที่ เราก็ใช้เทคโนโลยีทำเป็นลักษณะของ AR มาใช้ ให้คนสามารถส่องปุ๊ปแล้วมีรถโผล่ขึ้นมา

 

นอกจากแก้ปัญหาแล้ว ยังช่วยให้เขาขายของได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย เวลาเราดูรถก็อยากจะเทียบกับรถที่เรามีว่าใหญ่กว่าเดิม เล็กกว่าเดิม หลังคาสูงกว่าเดิมไหม ช่วงนี้น้ำท่วมรถจะยกสูงไหม เราก็ทำเป็นลักษณะ AR ที่นำไปส่องรถตัวเอง แล้วก็มีรถซีอาร์วีทับรถเราอยู่ เพื่อให้ดูว่า รถเขาสูงกว่า กว้างกว่า ข้างหลังเก็บของได้เยอะกว่า สำหรับลูกค้า นอกจากแก้ปัญหาแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการขายให้เขาด้วย

 

Photo: สลัก แก้วเชื้อ

 

มีตัวอย่างอื่นๆ ที่คุณรู้สึกว่าได้ใช้เทคโนโลยี เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าอีกหรือไม่

เมื่อปีที่แล้วเราทำให้กับทาง SCB เขาต้องการเล่าเรื่องของ Machine Learning ที่นี้การจะทำให้ลูกค้าของ SCB ซึ่งเป็นคนทั่วไปเข้าใจเรื่องแมชชีนด้วยวิธีง่ายๆ มันเป็นเรื่องยาก เขาก็เลยอยากจะใช้เรื่องราวบางอย่างที่คนเข้าใจง่ายๆ

 

สิ่งที่เราทำให้เขาคือ การดูโหวงเฮ้ง เราทำซอฟต์แวร์ขึ้นมา เพื่อให้คนมายืนมาดูโหวงเฮ้งของตัวเอง แล้วก็ออกมาว่าได้คะแนนเท่าไร คนนี้โอบอ้อมอารี คนนี้ลักษณะโหวงเฮ้งเป็นอย่างไร ใช้ Machine Learning ให้คนเข้าใจมากขึ้น

 

เหมือนเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ ทำให้เรื่องไกลตัวกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ถ้าจะถามว่าลักษณะงานที่เราทำ มีตลาดโตพอที่จะรองรับได้อีกไหม หรือมีลู่ทางอะไรเพิ่มเติม

ผมคิดว่าโตได้อีกค่อนข้างเยอะ เราอาจเป็นคลื่นลูกแรกๆ ซึ่งเริ่มมาทำงานทางด้านนี้ อาจเป็นแรงบันดาลใจกับน้องรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งจบออกมา น้องๆ ที่ผมเจอส่วนใหญ่ทำงานน่าสนใจมากมาย ลูกค้าก็ตอบรับดีและมองว่า มันเหมือนยุคสมัยที่เปลี่ยนจากหนังสือพิมพ์เป็นโทรทัศน์ ก็เลยเกิดตลาดขึ้นใหญ่มาก จริงๆ แล้วทุกที่ต้องการเทคโนโลยี เพื่อมาทำประสบการณ์ต่างๆ พวกนี้ดีขึ้น

 

แต่สำหรับโครงการวังน่านิมิต นอกจากเราจะนำเทคโนโลยีมาผสานกับการจัดแสดงนิทรรศการ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องของอดีตมากขึ้น ทีมงานบิท สตูดิโอเองก็เหมือนได้กลับมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์บทสำคัญของชาติอีกครั้งหนึ่ง

โห อย่างหนักเลยครับ (หัวเราะ) นั่งอ่านและย่อยข้อมูลกันนานเลยครับ ยากเลย แต่เราได้เรียนรู้เยอะ ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีที่เรานำเสนอ ทำให้คนดูสามารถเข้าใจภาพเทียบปัจจุบันกับอดีต ระหว่างไทม์ไลน์ของอดีตกับปัจจุบันว่ามีอะไรที่แตกต่างออกไปบ้าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในบริเวณวังหน้าบ้าง เป็นประสบการณ์รื้อฟื้นอดีตด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อการใช้งานในปัจจุบันที่น่าสนใจครับ

The post ผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อเล่าย้อนเรื่องประวัติศาสตร์ในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-11/feed/ 0
คุยกับภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ เล่าประวัติศาสตร์ด้วยการนำอดีตมาสู่ปัจจุบัน https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-10/ https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-10/#respond Mon, 18 Jun 2018 11:21:06 +0000 https://thestandard.co/?p=98851

หลังเตรียมงานกันมานานร่วมปี นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ก็ไ […]

The post คุยกับภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ เล่าประวัติศาสตร์ด้วยการนำอดีตมาสู่ปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังเตรียมงานกันมานานร่วมปี นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ ก็ได้ฤกษ์เปิดให้เข้าเยี่ยมชมแล้ว ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 

ประวัติศาสตร์บางช่วงตอนของพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ที่ประทับของพระมหาอุปราช หรือกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตำแหน่งทรงอำนาจทางการเมือง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้น พร้อมการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. ​2325 และสิ้นสุดลงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใน พ.ศ. 2428 ได้รับการถ่ายทอดในมุมแห่งการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 5 ในรูปแบบที่การเล่าเรื่องด้วยภาพ โดยใช้เทคโนโลยีสื่อความหมาย รับบทนำมากกว่าตัวอักษรและวัตถุจัดแสดง

 

THE STANDARD สนทนากับ โจ-จิตติ เกษมกิจวัฒนา ภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบ นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ พร้อมด้วย กิ๊ฟ-กิตติธร เกษมกิจวัฒนา น้องสาว ที่พ่วงตำแหน่งผู้ช่วยภัณฑารักษ์ของนิทรรศการนี้ ถึงแนวคิดการออกแบบนิทรรศการประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทอดในเชิงนามธรรม การกระตุ้นให้เรียนรู้อดีตจากสิ่งที่ไม่ปรากฏแล้วในปัจจุบัน (Reading the Intangibles) และความท้าทายที่ภัณฑารักษ์ต้องพบเจอระหว่างการทำงาน

 

จิตติย้อนความว่า เดิมโครงการนี้เป็นโครงการศึกษาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และสื่อความหมายด้วยเทคโนโลยี ภายใต้การดำเนินงานของกรมศิลปากร โดย คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน เป็นผู้อำนวยการโครงการ มีคณะทำงานพัฒนาด้านเนื้อหาจนมาถึงขั้นตอนที่ต้องการจะเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีต่อสาธารณชน จึงได้ติดต่อจิตติและกิตติธร ซึ่งในเวลานั้นเป็นภัณฑารักษ์ของมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี มาร่วมออกแบบนิทรรศการใหม่นี้

 

“คุณใหม่ไปที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวันแล้วเห็นนิทรรศการที่ผมทำ คุณใหม่ก็เลยสนใจ และติดต่อขอความร่วมมือให้มาช่วยดู นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเข้ามามีส่วนร่วมในงานนี้ครับ” จิตติเล่าถึงที่มา

 

จิตติและกิตติธร ภัณฑารักษ์นิทรรศการวังน่านิมิต

Photo: วรรษมน ไตรยศักดา  

 

โดยความคุ้นชินของคนทั่วไปเมื่อพูดถึงนิทรรศการที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มักจะคิดถึงการให้ข้อมูลผ่านตัวอักษร ตลอดจนการนำวัตถุโบราณมาจัดแสดง ซึ่งวังน่านิมิตมอบประสบการณ์ที่ต่างออกไป จิตติเผยว่า “ผมและกิ๊ฟดูข้อมูลความถูกต้อง และกิ๊ฟก็ดูเกี่ยวกับเรื่องทิศทางงานกำกับศิลป์ด้วย ไม่อยากให้เป็นนิทรรศการที่เต็มไปด้วยข้อมูลมากจนเกินไป เราอยากทำให้มัน abstract คุณใหม่เองก็รู้สึกว่ามันมีเรื่องของ intangibles คือเรื่องของที่จับต้องไม่ได้อยู่ตรงนั้น ซึ่งในที่นี้หมายถึงอาคารหลายๆ หลังที่หายไปแล้ว ก็ต้องคิดว่า เราจะทำความเข้าใจกับวังหน้าอย่างไร เพราะฉะนั้นหนึ่งในสิ่งที่โครงการนี้พยายามจะทำคือ reconstruct หรือสร้างใหม่โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยแสดงผลให้เห็นภาพรวมขึ้นมา สร้างรูปให้คนเห็นว่า เมื่อก่อนวังหน้าเป็นอย่างไร และมีอีกส่วนหนึ่งคือ อะไรที่มันซ่อนอยู่ในงานสถาปัตยกรรมที่จะบอกเรื่องราวเกี่ยวกับวังหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อ คติ ประเพณี”

 

กระบวนการสืบค้นข้อมูลเป็นไปโดยละเอียด

Photo: วรรษมน ไตรยศักดา

 

อาคารที่ไม่ปรากฏแล้วในปัจจุบัน แต่ยังคงความนัยทางประวัติศาสตร์

วังหน้าในสมัยรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงสิ่งปลูกสร้างและการใช้พื้นที่ ซึ่งเป็นไปโดยสัมพันธ์กับคติความเชื่อในหลายแง่มุม โดยเฉพาะอาคารต่างๆ ในวังหน้า ที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมตามฐานานุศักดิ์ของผู้ครองวัง ตราบกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้พระอนุชาธิราชครองวังหน้า โดยเฉลิมพระเกียรติยศให้เสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว หลายสิ่งในวังหน้าที่ไม่เคยปรากฏกลับมีขึ้น

 

“พระที่นั่งคชกรรมประเวศเป็นเครื่องหมายของกษัตริย์ เพราะมียอดปราสาท ซึ่งในวังหน้าไม่เคยมีมาก่อน แต่เกิดมีขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เท่านั้น เพราะฟังก์ชันอยู่ตรงนั้น พอพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เสด็จสวรรคต ก็ไม่มีการซ่อมแซม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า จนสุดท้ายจึงถูกรื้อถอนออกไป ดังนั้นผมจึงอยากจะเอาเรื่องพวกนี้มาพูดผ่านนิทรรศการ โดยที่ไม่ใช่การไปบอกว่ารื้อเพราะอะไร แต่จะเสนอ visual หรือภาพบรรยากาศให้เห็นว่า มันเกิดมาด้วยเหตุผลและไปด้วยเหตุผล มีการเปลี่ยนแปลง มีความไม่คงทนถาวร ซึ่งการทำงานตรงนี้จะต้องสะท้อนความเชื่อ คติ หรือสิ่งที่มองไม่เห็นออกมาด้วย จึงต้องอาศัยกิ๊ฟและทีมงานของ Means Design Studio ทำงานร่วมกัน โดยพยายามใส่ภาษาที่ร่วมสมัย ให้เป็นกราฟิก เป็นภาษาภาพ เล่าเรื่องราวในอีกมิติหนึ่ง”

 

งานกำกับศิลป์ทั้งหมดของนิทรรศการวังน่านิมิต เป็นผลงานของกิตติธรและ Means Design Studio

ส่วน Bit Studio รับหน้าที่พัฒนาโปรแกรมสื่อโต้ตอบในนิทรรศการ

 

ฟื้นอดีตด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

“คุณใหม่สนใจเรื่องการใช้เทคโนโลยีในพิพิธภัณฑ์ ณ ปัจจุบัน การเข้าถึงคนรุ่นใหม่ ทำอย่างไรให้พวกเขามีส่วนร่วมกับนิทรรศการ ตรงนี้ถือเป็นจุดมุ่งหมายของโครงการอยู่แล้ว และคุณใหม่ได้ทาบทาม Bit Studio ให้มารับหน้าที่พัฒนาด้านโปรแกรมสื่อโต้ตอบในนิทรรศการ” ภัณฑารักษ์หนุ่มกล่าว และขยายความเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน การนำเทคโนโลยีมาใช้สื่อความหมายในนิทรรศการที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จุดเด่นที่ทำให้นิทรรศการวังน่านิมิตแตกต่างออกไปคือ การนำเสนอองค์ความรู้ผ่านภาษาภาพ ซึ่งผู้ชมที่เดินเข้าสู่ห้องนิทรรศการ หลังจากผ่านส่วนแรกที่จัดแสดงข้อมูลเกี่ยวกับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) พอสังเขปแล้ว ก็จะเข้าสู่ส่วนเทคโนโลยีที่น่าตื่นตานั้นทันที

 

Interactive Map สร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านการสั่งงานด้วยมือ

Photo: ธัญรดา เลิศวิไลรัตน์

 

แผนผังเดิมของวังหน้าในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับการบันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซ้อนทับกับภาพถ่ายทางอากาศของเกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน เป็น Interactive Map ที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมโดยตรง ผ่านการสั่งงานด้วยมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอใดๆ เป็นกลวิธีเพื่อนำเสนอเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ สะท้อนว่าประวัติศาสตร์เป็นความรู้ที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่งและจบเพียงการท่องจำ  

 

กิตติธรเสริมถึงประเด็นการจัดนิทรรศการวังน่านิมิตที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หรือ BACC ว่า เป็นสถานที่ที่คนรุ่นใหม่เข้ามาใช้พื้นที่มาก ซึ่งอาจช่วยดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาชมงานและเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์ได้มากขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีเองก็มีส่วน แต่ควรใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อตัวนิทรรศการและการเรียนรู้ มากกว่าจะเน้นที่ความหวือหวาของเทคโนโลยีนั้นๆ

  

“การที่เราเอาเทคโนโลยีมาเป็นส่วนช่วย เราต้องหาจุดร่วมกันว่าจะไม่เป็นการใช้เทคโนโลยีมากเกินไป คือต้องเอามาใช้เพื่อช่วยในการออกแบบ จริงๆ ในประเทศเรา พอมีเทคโนโลยีออกใหม่ ทุกคนก็จะไปคลั่งไคล้ในความใหม่ เหมือนความน่าตื่นเต้น เป็นคล้ายกับผิวคลื่นน้ำที่มาแล้วเราก็ใช้มัน แต่กิ๊ฟคิดว่า เราต้องหาจุดที่เหมาะสมว่าเทคโนโลยีนี้มันให้ประโยชน์ต่อ Object นั้น หรือการเล่าเรื่องนั้นๆ อย่างไร”

 

จิตติเสริมว่า “สุดท้ายแล้วเทคโนโลยีก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนสนุกกับองค์ความรู้ ความยากคือ เราเป็นนายของเทคโนโลยีได้ไหม ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวบอกเล่าเรื่องนามธรรมได้ไหม ในส่วนของกิ๊ฟก็ยากในเรื่องการกำกับศิลป์ ก็ต้องให้กราฟิกดีไซเนอร์ของ Means Design Studio ไปวังหน้ากับเรา เพื่อไปศึกษาสถาปัตยกรรม ไปดูสีรวมทั้งองค์ประกอบทั้งหมดของวังหน้า เช่น การสแกนสีภาพจิตรกรรมในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เราอยากให้คนที่รับหน้าที่ตรงนี้เข้าใจบริบท และมีองค์ความรู้ไว้ต่อยอด เช่น ทางกรมศิลป์ฯ สร้าง 3D Modeling เป็นผนังสีให้เราแล้ว แต่สุดท้ายเราเลือกที่จะถอดสีพวกนั้นออกให้เหลือแต่โครงสถาปัตยกรรม เพราะอยากให้คนเห็นถึงตัวสถาปัตยกรรมจริงๆ ให้ทุกอย่างเป็นเส้น เป็นโครงเหมือน Air Structure เพื่อที่จะให้คนเข้าใจโครงสร้างได้ดีกว่า และเป็นการนำเสนอในแง่นามธรรมด้วย ซึ่งเป็นลักษณะที่นิทรรศการในบ้านเราอาจไม่ได้ทำแบบนี้มากนัก”

 

โลโก้นิทรรศการออกแบบจากผังของอาคาร 3 หลังของวังหน้า

Photo: ปฏิพล รัชตอาภา

 

สืบค้นประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตาม กว่านิทรรศการจะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง ได้ชุดความคิดแน่ชัด และพร้อมสำหรับนำเสนอผ่านเทคโนโลยี จะต้องผ่านกระบวนการสืบค้นประวัติศาสตร์โดยละเอียด ซึ่งการจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นเนื้อหานิทรรศการต่อไม่ใช่เรื่องง่าย

 

“สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยตรัสไว้ว่า ทุกอย่างในแต่ละช่วงประวัติศาสตร์มันไม่ใช่ความถูกต้องที่สุด แต่มันเกิดจากองค์ประกอบ บริบททุกอย่างที่มีอยู่ในเวลานั้น แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 10 20 หรือ 30 ปี ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากว่าอาจพบหลักฐานเพิ่มเติม ความรู้ก็มีการเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง

 

“ข้อมูลของวังหน้าที่กรมศิลปากรทำไว้อิงกับแผนที่และผังที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นผังวังหน้าตอนปลายรัชกาลที่ 4 ต่อรัชกาลที่ 5  ดังนั้นข้อมูลหลายอย่างที่ใช้ในนิทรรศการนี้ คือข้อมูลที่เกิดขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่เก่าสุดที่สามารถหาได้ เช่น ภาพถ่ายที่สะท้อนเทคโนโลยีสมัยนั้น ซึ่งทำให้เราเข้าใจอดีตได้มากขึ้น และสามารถใช้อ้างอิงได้มากขึ้น เช่น พระที่นั่งศิวโมกขพิมานที่เป็นห้องนิทรรศการของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ตอนนี้เป็นอาคารปูนทั้งหมด แต่ในบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบอกไว้ว่า เมื่อก่อนเป็นไม้ สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ซึ่งในตอนนี้เรามองภาพไม่ออกแล้ว เพราะเปลี่ยนเป็นปูนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ทีนี้ถ้าเราอยากรู้ว่าพระที่นั่งศิวโมกขพิมานสมัยที่เป็นไม้จริงๆ เป็นอย่างไร ก็น่าคิดเหมือนกัน แต่ ณ ปัจจุบันนี้ข้อมูลยังไปไม่ถึง สำหรับผมในฐานะภัณฑารักษ์มองว่า ถ้าข้อมูลการบันทึกโบราณคดีไปไม่ถึง เราอาจต้องใช้จินตนาการหรือเปล่า อย่างเช่นเรามีบันทึกว่าเป็นแบบไหน มีแปลนอยู่ แต่ไม่มีว่ารูปลักษณ์จริงๆ เป็นอย่างไร เราอาจต้องให้ศิลปินเป็นคนทำงาน จินตนาการออกมาเป็นภาพ ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ก็สามารถเติมช่องว่างได้บ้าง”

 

การสืบค้นข้อมูลของภัณฑารักษ์ทำอย่างละเอียดเป็นขั้นตอน

Photo: วรรษมน ไตรยศักดา

 

จัดการข้อมูลด้วยสายตาภัณฑารักษ์

“เวลาผมทำงาน ผมจะตั้งคำถามก่อน แม้ว่ามีข้อมูล มีหลักฐานอยู่ แต่เราก็ต้องตั้งสมมติฐานและตรวจสอบมัน ดังนั้นเราต้องคิดว่าทุกอย่างคือปัญหา ไม่ใช่บทสรุป ต้องกลับไปตั้งคำถามกับข้อมูลที่ได้รับมาว่าจริงไหม มีอะไรมาอ้างอิง ซึ่งผมถือว่าเป็นหลักการทำงานของผมอยู่แล้ว อย่างโครงการนี้ผมก็ขอค้นข้อมูลเพิ่ม ใช้วิธีการทำงานของเราคือ ตรวจสอบทุกจุด โดยหลังจากได้บทสรุปจะทำออกมาเป็นนิทรรศการ เราก็ต้องเข้าไปคุยกับฝ่ายต่างๆ ของกรมศิลปากรว่า รับรองข้อมูลนี้ไหม สามารถเผยแพร่ได้หรือเปล่า ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ถ้ามีข้อมูลที่ออกมาจากเฟซบุ๊กเราจะเชื่อเลยหรือเปล่า ผมคนหนึ่งล่ะที่จะไม่เชื่อ (หัวเราะ) อาจเพราะเป็นนิสัยด้วยว่า ต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับที่มา ซึ่งมันค่อนข้างสำคัญในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นในห้องนิทรรศการเราจึงจัดส่วนหนึ่งเป็นห้องข้อมูลหรือ Reading Room ด้วย”

 

จิตติเริ่มกระบวนการทำงานด้วยการตั้งคำถามเสมอ

Photo: วรรษมน ไตรยศักดา

 

ซึ่งในประเด็นนี้ ทั้งจิตติและกิตติธรเห็นคล้ายกันว่า แม้จะมีเทคโนโลยีที่นำเสนอประวัติศาสตร์ผ่านการเคลื่อนไหวของมือโดยไม่ต้องสัมผัสหน้าจอจริง แต่กระบวนการเรียนรู้แบบจับต้องได้ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญ

 

“เพราะจริงๆ แล้วทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการเข้าไปค้นข้อมูล เราอยากให้เห็นถึงความสำคัญในขั้นตอนนี้ การเข้าไปค้นข้อมูลในห้องสมุดที่หอจดหมายเหตุสำคัญอย่างไร สุดท้ายแล้ว นิทรรศการไม่ใช่มีเพียงเทคโนโลยี แต่มันมีสิ่งที่จับต้องได้ ซึ่งสะท้อนถึงขั้นตอนหรือกระบวนการต่างๆ ที่ผ่านมาทั้งหมด”

 

ห้องข้อมูล

Photo: ปฏิพล รัชตอาภา

 

ยิ่งลงลึกยิ่งเปิดโลก ยิ่งย้อนกลับยิ่งรู้จักปัจจุบัน

แน่นอนว่า วังน่านิมิตย่อมไม่ใช่งานนิทรรศการประวัติศาสตร์ชิ้นแรกๆ ของสองพี่น้องภัณฑารักษ์ จิตติและกิตติธร หากย้อนกลับไปราวกลางปี 2560 ทั้งคู่เคยมีผลงานนิทรรศการ 100 ปี สยามกับสงครามโลก ซึ่งจัดแสดงที่หอวชิราวุธานุสรณ์มาแล้ว แม้จะเป็นเรื่องราวต่างวาระและช่วงเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดร่วมในชิ้นงานเสมอคือ ประวัติศาสตร์

 

“ผมสนใจเรื่องราวของเมืองไทยในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 มาก เพราะถือว่าเป็น renaissance ของทุกอย่าง แต่เราไม่เคยได้ศึกษาเรื่องวังหน้า เพราะที่ผ่านมาจะมุ่งเน้นเป็นเรื่องๆ ไป แต่พอได้มาทำโครงการนี้ โลกทัศน์ของเราขยายออกไปด้วยความรู้เรื่องฐานานุศักดิ์และสถาปัตยกรรม ซึ่งหลายๆ คนก็อาจจะยังไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร (ฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมคือ เครื่องกำหนดรูปแบบของสิ่งปลูกสร้างที่เป็นไปตามศักดิ์ของผู้ครอบครอง – THE STANDARD) และการตีความจนกลายมาเป็นสถาปัตยกรรม รวมถึงหน้าที่ของวังหน้าแท้จริงแล้วคืออะไร ผมคิดว่ามันน่าสนใจครับ”

 

กิตติธร ภัณฑารักษ์ผู้ช่วย รับหน้าที่ด้านกำกับศิลป์ด้วย

Photo: วรรษมน ไตรยศักดา

 

กิตติธรเสริมว่า “เราค้นไปเรื่อยๆ จนได้เจอเรื่ององค์ประกอบและความเชื่อต่างๆ ที่นำมารวมกันจนทำให้เกิดเป็นสถาปัตยกรรม หรือเหตุผลที่ต้องสร้างสิ่งนั้นๆ ในพื้นที่นี้ และที่ทำให้เรารู้สึกตกใจก็คือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ สมัยก่อนเคยมีสิ่งนี้อยู่ตรงนี้ แต่ปัจจุบันกลับไม่มีอยู่แล้ว และมันยังคงถูกเปลี่ยนไปตามหน้าที่และตามกาลเวลา”

 

อีกประเด็นสำคัญที่ภัณฑารักษ์หนุ่มให้ความสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารขึ้นมาแทน

 

“คาดว่าเหตุผลที่ทรงตัดสินใจยกเลิกระบบวังหน้าก็เป็นการพัฒนาปรับรูปแบบการปกครองแบบหนึ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้มีการปรับพื้นที่ของเกาะรัตนโกสินทร์ทั้งหมด เป็นประเด็นที่ถูกมองในหลายมุม อย่างฝ่ายอนุรักษ์ก็จะบอกว่า ไม่ควรรื้อ ซึ่งเราต้องพยายามทำความเข้าใจว่า ถ้าไม่รื้อจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจะทรงใช้พื้นที่ตรงนั้นทำอะไร และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ รัชกาลที่ 5 ทรงย้ายพิพิธภัณฑ์หลวงจากวังหลวงมาอยู่ที่วังหน้า ทำให้ประชาชนเข้าไปง่ายขึ้น ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จากที่เมื่อก่อนเป็น Royal Museum ซึ่งไม่ได้เปิดสู่สาธารณะมากนัก ทุกอย่างมีเหตุผลบอกได้ว่าทำไมจึงเปลี่ยนแปลงไป”

 

ผังเมืองและตำแหน่งสิ่งปลูกสร้างต่างๆ สัมพันธ์กับคติความเชื่อโบราณ

Photo: วรรษมน ไตรยศักดา

 

วังน่านิมิต เรียนประวัติศาสตร์ด้วยการยกอดีตมาสู่ปัจจุบัน  

“หน้าที่ของวังหน้าคือ หน้าที่ปกป้องเมืองครับ แต่เมื่อโลกหมุนเวียนเปลี่ยนไป ข้าศึกของคนไทยก็ไม่ใช่พม่า แต่เปลี่ยนเป็นฝรั่ง เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 4 วังหน้าในสมัยนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านก็ทรงมีหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่การตั้งทัพหน้าเพื่อออกไปรบเหมือนในสมัยวังหน้าของรัชกาลที่ 1 แต่เป็นการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เป็นการป้องกันคนละยุทธวิธีกับในอดีตที่ผ่านมา

 

“การเรียนรู้เรื่องวังหน้าสำหรับผม ทำให้ย้อนคิดสงสัยว่า สมัยก่อนพื้นที่บริเวณสนามหลวงเป็นอะไร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ที่เห็นว่าเล็กๆ นั้น เมื่อก่อนเป็นวังหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คือฝ่ายในของวังหน้านะ นิทรรศการนี้ทำให้เราเห็นถึงขอบเขตสถาปัตยกรรม และหากวันหนึ่งคุณมีโอกาสกลับไปยังพื้นที่ตรงนั้น คุณก็จะเห็นถึงความต่อเนื่องในเรื่องประวัติศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมของเมือง ทุกอย่างมีที่มาที่ไป สุดท้ายเราก็จะได้รู้ว่า จริงๆ แล้วมันก็มีอะไรซ่อนอยู่

 

“ในนิทรรศการนี้จะทำให้เห็นว่า เราจะไม่วิ่งกลับไปหาอดีต แต่จะเรียนรู้จากอดีต ใจความหลักของงานคือ เราไม่ต้องการย้อนอดีต แต่อยากให้อดีตกลับมาอยู่ในบริบทปัจจุบัน เช่น ชื่อนิทรรศการวังน่านิมิต ก็สะกดแบบโบราณ ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งก็ค้นคว้าจากหนังสือ ตำนานวังน่า พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ รูปแบบตัวอักษรก็มีที่มาจากลายมือของหมอบรัดเลย์ ระยะห่างระหว่างช่วงเสาของห้องข้อมูลก็เป็นระยะจริงระหว่างช่วงเสาในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย รายละเอียดเหล่านี้จะแทรกไว้หมดเลยครับ เราเอาสิ่งที่คนมองข้ามมาทำให้คนได้มองชัดขึ้น และสามารถต่อยอดจากการศึกษาเรื่องพวกนี้ได้”

 

ตัวอักษรในนิทรรศการมีที่มาจากลายมือหมอบรัดเลย์ ผู้แปลหนังสือ ครรภ์ทรักษา

Photo: ปฏิพล รัชตอาภา

 

ภัณฑารักษ์หล่อเลี้ยงอดีตให้มีชีวิตด้วยการจัดการองค์ความรู้

“การเก็บรักษาอดีตอาจไม่ใช่การรื้อหรือบูรณะทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิม เพราะทุกอย่างมีเหตุผลในการเปลี่ยนแปลง ต้องอย่าลืมว่า เรามองสิ่งก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ถ้านับถึงตอนนี้คือ เกือบ 200 ปี เราคิดว่า ทำไมมันหายไป ทำไมไม่เก็บไว้ แต่ถ้าเราลองมองย้อนกลับไปถึงตอนที่รื้อคือ ในสมัยรัชกาลที่ 5 สิ่งก่อสร้างนั้นอายุยังไม่ถึงร้อยปีนะ ดังนั้นงานของภัณฑารักษ์คือ การเอาองค์ความรู้ตรงนี้มามองในมุมที่กว้างขึ้นจากหลายๆ มุมมอง ที่เราได้เห็นจากมุมมองของนักอนุรักษ์ มุมมองของนักโบราณคดี อันนี้คือความสนุก

 

“คำว่าภัณฑารักษ์ โดยรากศัพท์แปลแบบฝรั่งในศตวรรษที่ 19 หมายถึงคนเฝ้าของ คนดูแลของ ซึ่งต่างจากคำว่าภัณฑารักษ์ที่ใช้ในบริบทร่วมสมัย บางคนก็บอกว่าอยากใช้คำว่า curator มากกว่า เพราะคำว่า curate มันกว้างไกลกว่าคำว่า ภัณฑ์+รักษ์ มาก แต่สำหรับผมคิดว่า ได้ทั้งนั้น ในบริบทไทยเราใช้คำว่าภัณฑารักษ์ แต่เราให้คำจำกัดความ ขยายความ และเปลี่ยนบริบทมันใหม่ เลยทำให้สามารถใช้คำเดิมได้   

 

“ภัณฑารักษ์ในปัจจุบันคือ ต้องวางแผนหลายอย่าง ต้องสร้างพื้นที่ที่จะส่งผ่านองค์ความรู้ และหาวิธีที่จะกระตุ้นผู้ชมให้มีส่วนร่วมกับประเด็นในนิทรรศการที่เรานำเสนอ เช่น เรื่องสถาปัตยกรรมต่างๆ ของวังหน้า บางคนอาจมองในแง่ประวัติศาสตร์ สิ่งก่อสร้าง มีหลายแง่มุมให้เราได้เลือกสรร

 

“สุดท้ายจริงๆ คนที่จะเป็นภัณฑารักษ์ต้องมีประสบการณ์ และ passion คือต้องค้นคว้า เรียนรู้ และมีระบบในการจัดการความคิด มีระบบในการสื่อสาร เพื่อใช้สร้างนิทรรศการได้ สำหรับผม ภัณฑารักษ์ไม่เคยได้ทำงานบนแคนวาสสีขาวที่หมายถึงการออกแบบนิทรรศการได้อย่างมีอิสระทุกมิติ แต่มันจะมาด้วยข้อแม้และส่วนประกอบต่างๆ ให้เราคิดว่า จะบริหารจัดการงานบนข้อแม้และเงื่อนไขที่กำกับอยู่อย่างไรครับ”

The post คุยกับภัณฑารักษ์ผู้ออกแบบนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ เล่าประวัติศาสตร์ด้วยการนำอดีตมาสู่ปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-10/feed/ 0
วังน่านิมิต: เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในนิทรรศการ สู่การรื้อฟื้นอาคารในวันวานให้หวนคืน https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-9/ https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-9/#respond Wed, 13 Jun 2018 08:27:37 +0000 https://thestandard.co/?p=97417

นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ จัดโดยกรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิ […]

The post วังน่านิมิต: เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในนิทรรศการ สู่การรื้อฟื้นอาคารในวันวานให้หวนคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

นิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ จัดโดยกรมศิลปากร ร่วมกับมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยคุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน รับหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงการนิทรรศการนี้ เปิดให้ผู้สนใจประวัติศาสตร์ไทยเข้าเยี่ยมชมกันแล้วตั้งแต่วันที่ 10-27 มิถุนายนนี้ ที่ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

 

วังน่านิมิตนำเสนอประวัติศาสตร์ของพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช ผู้เปรียบเสมือนมือขวาของพระเจ้าแผ่นดิน โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนาตำแหน่งนี้ขึ้นพร้อมกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อ พ.ศ. 2325 และสิ้นสุดลงในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2428

 

ปัจจุบันพื้นที่ที่เคยเป็นวังหน้าได้กลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, โรงละครแห่งชาติ, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และพื้นที่บางส่วนด้านทิศเหนือของสนามหลวง โดยอาคารที่ยังคงเหลือในปัจจุบัน ได้แก่ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน, พระที่นั่งพุทไธสวรรย์, หมู่พระวิมาน และพระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ รวมถึงพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

   

ความพิเศษของนิทรรศการประวัติศาสตร์ในครั้งนี้คือ ผู้ชมจะไม่ได้เห็นข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เล่าถึงประวัติศาสตร์ของวังหน้าเลย หากเมื่อเดินเข้ามาจะพบเพียงป้ายนิทรรศการที่บอกว่าวังหน้าคืออะไร และไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์วังหน้าที่เน้นตั้งแต่ช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง จากนั้นพื้นที่บริเวณอื่นของนิทรรศการจะเป็นที่ตั้งของจอแผนที่วังหน้าขนาดใหญ่ โปรเจกเตอร์ทัชสกรีน โมเดล จอฉายภาพยนตร์สั้น ที่เล่าถึงอาคารสิ่งก่อสร้างของวังหน้าที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และจบด้วยห้อง Reading Room หรือห้องข้อมูลที่จัดแสดงหนังสือและภาพถ่าย ให้ผู้ชมเลือกไปค้นหาต่อด้วยตนเอง   

 

สำหรับผู้ที่ไม่เคยชมนิทรรศการที่เล่าถึงสถาปัตยกรรมไทยที่แม้แต่ตัวอาคารก็ไม่มีให้เห็นอยู่แล้วในปัจจุบัน อาจจะจินตนาการไม่ออก หรือสงสัยว่าต้องเริ่มทำความเข้าใจจากอะไรก่อน THE STANDARD รวบรวมเรื่องราวน่ารู้ของนิทรรศการวังน่านิมิตมาฝากในบทความนี้  

 

คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้จัดการโครงการนิทรรศการวังน่านิมิต

 

เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบันด้วยสิ่งปลูกสร้างในอดีต

แนวคิดของนิทรรศการวังน่านิมิตคือ ‘Reading the Intangibles’ รื้อฟื้นประวัติศาสตร์ ความทรงจำ ของสิ่งที่จับต้องไม่ได้หรือหายไปแล้ว ผ่านการอ่านประวัติศาสตร์บนพื้นที่ในปัจจุบัน

 

เนื่องจากประวัติศาสตร์เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง คำว่า integration หรือ inbetween จึงเป็นคำสำคัญที่ภัณฑารักษ์และทีมงานยึดเป็นหลักว่า จะทำอย่างไรถึงจะนำสิ่งของที่จับต้องไม่ได้หรือไม่มีอยู่แล้วให้คนรู้สึกหรือเข้าถึงได้อีกครั้ง การนำเสนอของนิทรรศการนี้จึงแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสาร หนังสือ ภาพถ่าย การสำรวจพื้นที่ มาตีความและแปลงค่าใหม่เป็นภาษาภาพ (Visual Language) เพื่ออธิบายเรื่องราวของสิ่งก่อสร้างที่ไม่มีอยู่แล้ว รวมถึงนำเสนอข้อมูลที่ตีความแล้วผ่านองค์ประกอบต่างๆ ในนิทรรศการ เช่น สีหลัก โลโก้ และแบบตัวอักษร

 

ส่วนที่ 2 คือการนำสื่อสมัยใหม่และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการนำเสนอ เพื่อทำให้คนปัจจุบันเข้าถึงและเรียนรู้อดีตได้ง่ายขึ้น เช่น การแสดงแผนที่ของวังหน้าซึ่งเป็น Interactive Map ที่ผู้ชมสามารถขยับแผนที่ไปมาได้ด้วยโปรแกรมการสั่งงานด้วยมือ รวมถึงแบบจำลองของสิ่งก่อสร้างที่ทำขึ้นในลักษณะสามมิติ ให้ผู้ชมเห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจน   

 

“โครงการวังหน้าเคยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโบราณคดีมาก่อน เมื่อนำมาทำเป็นนิทรรศการจึงต้องหาวิธีที่จะทำให้คนเข้าถึงหรือเข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีหรือสื่อร่วมสมัยให้คนเห็นว่า อดีตกับปัจจุบันไปด้วยกัน เป็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความรู้สึกของคนต่อสิ่งที่ไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน คนที่ไม่เคยรู้ว่ามีวังหน้ามาก่อนเลย อาจจะเข้าใจว่ามันคือพิพิธภัณฑ์ แต่จริงๆ แล้วเรื่องราวของวังหน้ามีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนกว่านั้น และอยากให้คนหันกลับมาตั้งคำถามกับมัน” คุณใหม่-สิริกิติยา เจนเซน ผู้จัดการโครงการนิทรรศการวังน่านิมิตกล่าว

 

Interactive Map แสดงผังวังหน้าสมัยปลายรัชกาลที่ 4 วางทับซ้อนกับแผนที่เกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน

 

Interactive Map

หนึ่งในไฮไลต์ของนิทรรศการวังน่านิมิตคือ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเป็นสื่อนำเสนอ สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมโดยตรงผ่าน Interactive Map เทคโนโลยีการสั่งงานด้วยมือ โดยแสดงผังวังหน้าในสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ต่อเนื่องถึงสมัยรัชกาลที่ 5 วางซ้อนทับกับแผนที่เกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน เพื่อให้เห็นอาณาเขตเดิมของวังหน้า ตำแหน่งของพระที่นั่งต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นที่ประวัติศาสตร์นี้  

 

เมื่อผู้ชมเลื่อนมือผ่านตัวรับสัญญาณ จะกลายเป็นเคอร์เซอร์บนหน้าจอแผนที่ให้กดเลือกดูข้อมูลพระที่นั่ง 3 หลัง คือ พลับพลาสูง พระที่นั่งคชกรรมประเวศ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เมื่อเลือกแล้วหน้าจอจะเปลี่ยนจากแผนที่เป็นการฉายโครงสร้างพระที่นั่ง ผู้ชมสามารถหมุนพระที่นั่งเพื่อศึกษาลักษณะและองค์ประกอบของภูมิสถาปัตยกรรมทั้งด้านหน้าและด้านหลังโดยรอบได้เพียงแค่ขยับมือ  

 

Interactive Map เป็นประโยชน์ต่อนักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียนสถาปัตยกรรม ผังเมือง เพราะทำให้เรียนรู้รูปแบบสิ่งก่อสร้างสมัยโบราณได้ละเอียดมากขึ้นกว่าจากที่เห็นแต่เพียงในภาพถ่าย

 

Interactive Map แสดงที่ตั้งของพลับพลาสูง สิ่งก่อสร้างที่ไม่อยู่แล้วในปัจจุบัน

 

พระที่นั่งคชกรรมประเวศ และพลับพลาสูง อาคารสำคัญในประวัติศาสตร์ที่หายไป

อาคารสิ่งปลูกสร้างในวังหน้ามีหน้าที่พิเศษอย่างหนึ่งคือ เป็นเครื่องแสดงฐานานุศักดิ์ของผู้ครอบครอง ซึ่งนิทรรศการวังน่านิมิตได้เลือกนำเสนออาคารในช่วงเวลาประวัติศาสตร์สมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงครองวังหน้า นั่นคือ พระที่นั่งคชกรรมประเวศ และพลับพลาสูง ซึ่งไม่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ถึงรูปแบบและหน้าที่ของอาคารทั้งสอง ซึ่งเคยมีความสำคัญต่อยุคสมัยในช่วงเวลาหนึ่ง

 

โปรเจกเตอร์ทัชสกรีนนำเสนอข้อมูลพระที่นั่งคชกรรมประเวศ ผู้ชมต้องสัมผัสข้อมูลบนหน้าจอ เพื่อให้ภาพปรากฏขึ้น

 

พระที่นั่งคชกรรมประเวศเป็นอาคารที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในวังหน้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 เป็นอาคารที่มีเครื่องยอดทรงปราสาทองค์เดียวเท่านั้นในวังหน้า ด้วยเป็นลักษณะเฉพาะของฐานานุศักดิ์ทางสถาปัตยกรรมเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน และจะสร้างขึ้นได้เฉพาะในพระบรมมหาราชวัง หรือวังหลวงเท่านั้น

 

ตราบกระทั่งพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต อาคารประกอบพระเกียรติยศหลังนี้ก็หมดหน้าที่ และเนื่องด้วยเป็นอาคารที่สร้างจากเครื่องไม้ จึงผุพังเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาจนมิอาจซ่อมแซมได้ ปัจจุบันคงเหลือแต่เพียงส่วนของเกยขึ้นช้างตั้งอยู่ด้านหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ที่บ่งบอกร่องรอยถึงการมีอยู่ของอาคารหลังนี้เท่านั้น

 

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ผู้ชมจะได้เห็นพระที่นั่งคชกรรมประเวศทั้งในลักษณะโครงสร้างของอาคารบนจอ Interactive Map และจอโปรเจกเตอร์ทัชสกรีน ซึ่งมีการเปรียบเทียบลักษณะพระที่นั่งคชกรรมประเวศ กับพระที่นั่งอาภรณ์พิมุขปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ว่ามีความคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันมากเพียงใด  

 

โมเดลของพลับพลาสูงทำขึ้นเป็นสีขาวทั้งหลัง เพื่อสื่อถึง ‘ภาพนิมิต’ ในจินตนาการของคน

จอฉายภาพยนตร์สั้นแสดงรูปถ่าย โครงสร้างของพลับพลาสูง และพื้นที่วังหน้าปัจจุบัน

 

พลับพลาสูงเป็นอีกหนึ่งอาคารที่เหลือเพียงรูปถ่ายหายากให้เห็น และมีอยู่เพียงรูปเดียว ซึ่งเพิ่งมีการค้นพบเมื่อ 2-3 ปีก่อนหน้านี้ และได้ขอซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมาเผยแพร่ในงานนิทรรศการครั้งนี้

 

พลับพลาสูงเป็นอีกหนึ่งอาคารที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอาคารนี้มีหน้าที่เป็นสถานที่ชมการซ้อมรบ การฝึกทหาร หรือการฝึกกีฬา ของพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งอยู่บริเวณกำแพงวังฝั่งตะวันออก หรือบริเวณท้องสนามหลวงในปัจจุบัน ภายหลังได้มีการรื้อถอนออกไป เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกตำแหน่งวังหน้า และมีการปรับรื้อภูมิทัศน์บริเวณท้องสนามหลวงและถนนพระนคร

 

ในนิทรรศการวังน่านิมิต ทีมงานได้รังสรรค์พลับพลาสูงให้เป็นมากกว่าแค่การมองจากภาพถ่าย เพราะผู้ชมจะได้เห็นทั้งสถาปัตยกรรมของพลับพลาสูงบน Interactive Map และโมเดลของพลับพลาสูงแบบ 360 องศา โดยตำแหน่งการวางโมเดลพลับพลาสูงสัมพันธ์กับจอภาพยนตร์สั้นที่ฉายภูมิทัศน์ของวังหน้าในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนถึงตำแหน่งของพลับพลาสูงในอดีตซึ่งตั้งอยู่ห่างจากวังหน้า เมื่อผู้ชมยืนอยู่หน้าโมเดลเพื่อดูโครงสร้างของตัวอาคารแล้ว พอมองเข้ามายังภาพยนตร์สั้น ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกถึงระยะตำแหน่งของพลับพลาสูงกับวังหน้าที่ปรากฏอยู่บนจอได้

 

การใช้คำว่า วังน่า ปรากฏในหนังสือ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 13

 

วังน่า หรือวังหน้า

มีหลายคนสงสัยถึงคำว่าวังน่า หรือวังหน้า ว่าสะกดอย่างไรกันแน่ คำตอบคือสะกดถูกต้องทั้ง 2 คำ โดยวังน่า คือการสะกดแบบเก่า ส่วนวังหน้า คือการสะกดตามสมัยนิยม

 

สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ภัณฑารักษ์ได้เลือกใช้คำว่า ‘วังน่า’ ตามการสะกดแบบเก่า เพื่อให้สอดคล้องกับการนำเสนอเรื่องราวในอดีต รวมถึงข้อมูลส่วนหนึ่งก็มาจากการค้นคว้าหนังสือของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งมีชื่อเรื่องว่า ตำนานวังน่า  

 

นอกจากนี้ คำว่าวังน่านิมิต ชื่อนิทรรศการเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า วัง-น่า-นิมิต ซึ่งใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่าวังน่ามาก่อนเลย ก็จะอ่านในลักษณะแยกทีละคำ ก็จะได้ความหมายเพิ่มเติมว่า วังที่น่าคิดฝัน หรือน่าจินตนาการถึง

 

คำว่านิมิต ที่นำมาต่อท้ายนี้ ภัณฑารักษ์ได้แนวคิดมาจากตอนวางโครงนิทรรศการ ซึ่งมีการนำแผนที่วังหน้ามาจัดแสดง ในหนังสือภาษาอังกฤษสมัยเก่าที่เกี่ยวข้องกับวังหรือปราสาทจะเรียกว่า Architecture Ensemble (ปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้คำว่า plan) ในมุมมองของภัณฑารักษ์แล้ว ตัวคำมีความเป็นกวี (poetic) จึงนำคำนี้มาคิดเป็นคำในภาษาไทยต่อ โดยเอาใจความสำคัญที่ต้องการสื่อสารกับผู้ชมเป็นหลัก คือการจินตนาการถึงสิ่งก่อสร้างที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีอยู่แล้ว

 

แบบตัวอักษรมาจากลายมือของหมอบรัดเลย์ในหนังสือ ครรภ์ทรักษา

 

แบบตัวอักษร

ตัวอักษรชื่อนิทรรศการ ‘วังน่านิมิต’ มองดูคล้ายลายมือของคนไทยในยุคก่อน ซึ่งเห็นได้ตามหนังสือเก่า แท้จริงแล้วมีที่มาจากป้ายบอกชื่ออาคารพระที่นั่งในวังหน้า ที่ทำขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  

 

ประกอบกับทีมงานนิทรรศการได้ไปพบแบบอักษรนี้ในเว็บไซต์ตัวอักษรชื่อว่า ‘ครรภ์ทรักษา’ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากลายมือของหมอบรัดเลย์ในหนังสือ ครรภ์ทรักษา หนังสือแปลเกี่ยวกับการดูแลครรภ์ จึงได้นำแบบตัวอักษรมาใช้ในนิทรรศการครั้งนี้

 

การเทียบสีแดงชาดจากพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และ Pantone

 

สีแดงชาด

คาแรกเตอร์สีหลักที่ใช้ในนิทรรศการนี้คือ สีแดงชาด โดยภัณฑารักษ์ และ Means  Design Studio ได้ลงพื้นที่วังหน้า เพื่อทำการเก็บข้อมูลเรื่องสีและเส้นสายสถาปัตยกรรมต่างๆ เพื่อแปลงข้อมูลออกมาให้เป็น Visual Language หรือทำกราฟิก พบว่า สีชาดเป็นสีที่โดดเด่นที่สุดของพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ จึงนำสีมาเทียบกับผงชาดที่ซื้อจากร้านขายยา แล้วมาเทียบกับ Pantone จนได้เป็นเบอร์สีของ Pantone ที่นำมาใช้ในงานกราฟิกของนิทรรศการ

 

โลโก้ที่ออกแบบจากอาคาร 3 หลังของวังหน้า

 

โลโก้

Means Design Studio ได้ออกแบบโลโก้ของนิทรรศการ โดยมีที่มาจากแบบแปลนของอาคาร 3 หลังในวังหน้า คือ พระที่นั่งคชกรรมประเวศ พลับพลาสูง และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย สื่อถึงการเชื่อมโยงระหว่างอดีตและปัจจุบัน ด้วยการใช้เส้นประแสดงถึงอาคารที่ไม่มีในปัจจุบันแล้ว และใช้เส้นทึบแสดงถึงอาคารที่ยังคงอยู่ โดยส่วนที่มีทั้งเส้นประและเส้นทึบคือ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัยที่บางส่วนยังคงมีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ และบางส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

 

เส้นทางศึกษาวังหน้า

หลังนิทรรศการวังน่านิมิตที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครสิ้นสุดลง ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์วังหน้าจะยังคงสามารถเรียนรู้และสัมผัสเรื่องราวของวังหน้าได้อีกครั้งในบรรยากาศพื้นที่จริง เนื่องจากนิทรรศการวังน่านิมิตจะย้ายกลับไปจัดแสดงที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติฯ ในเดือนธันวาคม แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น หากใครสนใจอยากค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับนิทรรศการวังน่านิมิต ตลอดจนประวัติศาสตร์แง่มุมต่างๆ ของพระราชวังบวรสถานมงคล ก็สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ wangnaproject.space ส่วนในระหว่างนี้สามารถอ่านชุดบทความเผยแพร่ประวัติศาสตร์วังหน้าอย่างละเอียดได้ที่นี่

The post วังน่านิมิต: เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในนิทรรศการ สู่การรื้อฟื้นอาคารในวันวานให้หวนคืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-9/feed/ 0
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ: บันทึกและรื้อฟื้นอดีต ‘วังหน้า’ เพื่อเล่าขานประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าน่าจดจำ https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-8/ https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-8/#respond Tue, 12 Jun 2018 06:27:17 +0000 https://thestandard.co/?p=97021

อดีต…ความทรงจำ…ประวัติศาสตร์ สามคำสำคัญที่ล […]

The post หอจดหมายเหตุแห่งชาติ: บันทึกและรื้อฟื้นอดีต ‘วังหน้า’ เพื่อเล่าขานประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าน่าจดจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

อดีต…ความทรงจำ…ประวัติศาสตร์ สามคำสำคัญที่ล้วนบ่งบอกถึงสิ่งที่ล่วงผ่านไปแล้ว แต่มีนัยบางอย่างที่ทำให้เราไม่อาจเพิกเฉยหรือลืมเลือนไปได้ง่ายๆ

 

และเพื่อย้ำเตือนไม่ให้เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งจะกลายเป็นอดีตในอนาคต สูญหายไปกับรอยต่อแห่งกาลเวลา เราจึงมักจะมีวิธีการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ในซอกมุมแห่งความทรงจำ เพื่อรอคอยให้กลับไปรื้อฟื้นเมื่อถึงเวลาที่ต้องการ

 

ในระดับปัจเจกบุคคล บันทึกและภาพถ่ายคือ หนทางเก็บเรื่องราวดีๆ ในชีวิตไว้เล่าขาน จากไดอารีส่วนตัวที่เจ้าของหวงแหน มาสู่ยุคปัจจุบันที่คนหลากรุ่นหันไปพึ่งโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องช่วยจำแบบเปิดโล่งให้คนอื่นได้อ่านเนื้อหาและเห็นภาพ (ถ้ามี) ไปพร้อมๆ กัน

 

ในระดับประเทศ เรามีสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติทำหน้าที่สำคัญในการบันทึกและเก็บรักษาเอกสารลายลักษณ์และภาพต่างๆ ที่ล้วนแล้วแต่คู่ควรแห่งการเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า

 

ภาพเก่าเล่าประวัติศาสตร์: มรดกความทรงจำแห่งโลก

 

พระบรมวงศานุวงศ์รุ่นเล็กถ่ายภาพหมู่ร่วมกันข้างเรือนต้น พระราชวังดุสิต

ประมาณ พ.ศ. 2447

Photo: www.thaiglassnegative.com

 

ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ฉลองวาระสำคัญที่องค์การ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ประกาศขึ้นทะเบียนฟิล์มกระจกและภาพต้นฉบับชุดหอพระสมุดวชิรญาณ เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ประจำปี 2560 ด้วยการจัดนิทรรศการ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า

 

ส่วนหนึ่งของเอกสารภาพที่ได้รับการขึ้นทะเบียน

Photo: สำนักหอจดหมายเหตุ

 

นอกจากจะเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกตามที่ยูเนสโกยกย่อง ส่วนหนึ่งของฟิล์มกระจกและต้นฉบับภาพถ่ายชุดหอพระสมุดวชิรญาณซึ่งเก็บรักษาไว้ที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาตินี้เอง ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ทีมงานจากกรมศิลปากรและผู้เกี่ยวข้องใช้ในการรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งใน พ.ศ. นี้ผ่านโครงการนิทรรศการวังน่านิมิต

 

“โดยปกติแล้วหอจดหมายเหตุแห่งชาติมีหน้าที่ในการจัดเก็บรักษาเอกสารจดหมายเหตุ ซึ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อมูลชั้นต้น เพราะฉะนั้นความสำคัญของโครงการวังน่านิมิตคือ ทางหอจดหมายเหตุมีภาพและเอกสารที่เก็บรักษาไว้เกี่ยวกับวังหน้า โดยชุดสำคัญคือ ชุดเอกสารกรมราชเลขาธิการในรัชกาลที่ 5 ซึ่งในเอกสารก็มีรายละเอียดเกี่ยวกับวังหน้า อีกส่วนก็จะเป็นภาพฟิล์มกระจกค่ะ เป็นชุดหอพระสมุดวชิรญาณ ก็จะมีภาพที่เกี่ยวกับวังหน้า

 

“นอกจากนี้แล้วก็จะมีเอกสารชุดอื่นๆ เช่น เอกสารชุดของกองโบราณคดี ชุดนี้ก็จะเป็นรายละเอียดในเรื่องของการซ่อมสร้าง ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวกับวังหน้าค่ะ” นันทกา พลชัย ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กล่าวถึงชุดเอกสารสำคัญๆ ที่ทีมนักจดหมายเหตุสืบค้น เพื่อนำมาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

นันทกา พลชัย ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 

“อีกชุดที่น่าสนใจคือ ภาพถ่ายทางอากาศของวิลเลียม ฮันต์ โดยถ่ายในช่วง พ.ศ. 2485 ซึ่งเขาถ่ายเกี่ยวกับประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่เขาจะถ่ายโดยละเอียด เพราะฉะนั้นก็จะเห็นเลยว่าอาคารเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อเอามาประกอบกับเอกสารหรือภาพถ่าย เราก็จะเห็นรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงว่า วังหน้ามีพัฒนาการอย่างไรจาก พ.ศ. 2485 เป็นต้นมา

 

“และก็ยังมีชุดเอกสารอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติเอง โดยเป็นชุดที่เข้าไปบันทึกเหตุการณ์และรวบรวมภาพ โดยทั้งหมดนี้ก็จะเป็นชุดที่ถูกเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติค่ะ” ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติกล่าวเสริม

 

ภาพถ่ายทางอากาศ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โดยวิลเลียม ฮันต์

Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ.WH2/41 กล่อง 1

 

การบันทึกเรื่องราวสำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศตามที่นันทกาเอ่ยข้างต้น ถือเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556

 

“หอจดหมายเหตุมีหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การบันทึกเหตุการณ์สำคัญของชาติ อย่างเช่นปีที่แล้วก็เป็นงานพระบรมศพ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติเข้าไปบันทึกเหตุการณ์ แต่เวลาไปบันทึกเหตุการณ์ก็จะมีการศึกษาข้อมูล ภูมิหลังของเหตุการณ์ที่จะบันทึก กำหนดการ รายละเอียด ใครเป็นบุคคลสำคัญ เพราะการถ่ายภาพเหตุการณ์ ต้องถ่ายทุกสเตป เหมือนเป็นการบันทึกด้วยวิธีการจดค่ะ ในขณะเดียวกันพอเสร็จแล้วเจ้าหน้าที่จะมาเรียบเรียง ภาพกับเอกสาร จะเป็นเหตุการณ์ที่บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ” ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติอธิบาย

 

ขณะเดียวกัน เพื่อให้ข้อมูลที่บันทึกและเก็บไว้เป็นสมบัติทางประวัติศาสตร์ของชาติในอนาคตมีความถูกต้องและไร้ข้อผิดพลาด ทีมงานหอจดหมายเหตุจะต้องอาศัยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่องเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาก่อนจะจัดเก็บเอกสารลายลักษณ์ และภาพไว้ในระบบสืบค้นเพื่อการใช้งานต่อไป

 

“จะมีคนช่วยตรวจสอบ ตรวจสอบทั้งการใช้ภาษาและเหตุการณ์ว่าถูกต้องเรียบร้อยไหม เหมือนอย่างงานพระบรมศพ ถ้าพูดถึงการก่อสร้างพระเมรุมาศ คนที่จะตรวจให้เราคือ สำนักสถาปัตยกรรม หากเป็นเรื่องของพระราชพิธี สำนักพระราชวังก็จะเป็นคนตรวจสอบ เพื่อความถูกต้องของข้อมูล

 

“เพราะการบันทึกเหตุการณ์ หรือแม้กระทั่งเอกสารจดหมายเหตุของสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติคือข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุด เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า เอกสารหรือข้อมูลตรงนี้ เวลาเอาไปเผยแพร่ก็เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ค่ะ” ผอ. นันทกาเผย

 

ผู้อำนวยการสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติในพื้นที่ให้บริการชั้น 1

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของจำนวนบุคลากรในหน่วยงาน การบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ของชาติทันทีที่เกิดขึ้น อย่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน

 

“เจ้าหน้าที่จริงๆ แล้วมีไม่มากเลย โดยทุกกลุ่มก็จะมีนักจดหมายเหตุ 4 คน และมี ผอ. กลุ่ม รวมเป็น 5 คน มีลูกจ้างด้วย รวมแล้วก็จะมีประมาณ 12 คน ส่วนกลางมีกลุ่มบันทึกเหตุการณ์ แต่ในขณะเดียวกัน งานตรงนี้เป็นความรับผิดชอบของหอจดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่คลอง 5 ปทุมธานี เพราะฉะนั้นสองส่วนก็รวมกัน ช่วยกันทำงาน แต่ก็ไม่เพียงพอ (หัวเราะ) ซึ่งทางเราก็จะมีวิธีคือ ผู้สนับสนุนหอจดหมายเหตุคือ ในส่วนของการจดบันทึกเหตุการณ์ แน่นอนว่าต้องเป็นนักจดหมายเหตุที่จะเป็นคนจดบันทึกเหตุการณ์ แต่ในส่วนของการถ่ายภาพ เรามีทีมช่วยเป็นร้อยคนเลยค่ะ แต่ก็ไม่ง่ายนะคะ เพราะต้องถ่ายภาพที่เป็นจดหมายเหตุ

 

“แต่เราก็จะดูว่าแต่ละคนมีความเชี่ยวชาญอย่างไร แล้วเขาก็จะเป็นทีม ซึ่งเขามีงานของเขาอยู่แล้วนะคะ แต่ว่าเราจะสื่อสารทางกลุ่มไลน์ค่ะ เราจะบอกว่า วันนี้มีกิจกรรมตรงนี้ มีใครอาสาจะไปถ่ายภาพให้ไหม ขณะเดียวกันเราก็ต้องอบรมเขาว่า วิธีการถ่ายภาพแบบจดหมายเหตุนั้นถ่ายอย่างไร โดยต้องถ่ายในภาพรวมให้เห็นเหตุการณ์ในภาพรวม แต่ก็ต้องถ่ายเจาะให้เห็นทุกขั้นตอนของงาน และก็ต้องเก็บรายละเอียด บริบท บรรยากาศต่างๆ รอบตัวด้วย”

 

งานบันทึกเหตุการณ์ในปัจจุบันเพื่อที่อีก 10-20 ปี คนจะได้มาค้นเอกสารจดหมายเหตุ อย่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้จำนวนภาพเป็นหมื่นๆ แสนๆ ภาพ คำถามสำคัญคือ เจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุมีขั้นตอนวิธีการคัดเลือกอย่างไร เพื่อจะเก็บเข้ามาอยู่ในคลัง

 

“นั่นเป็นขั้นตอนของการประเมินในครั้งต่อไปค่ะ แต่ตอนแรกเราเก็บหมด เรามีวิธีการเก็บ โดยเก็บที่ส่วนบุคคลคือ ภายใต้บุคคลเราจะเก็บตามงาน ว่างานอะไร วันที่เท่าไร เพราะฉะนั้นภาพหนึ่งภาพถ้าหากนำมาใช้ จะต้องทราบว่า ใครเป็นผู้ถ่ายภาพ เป็นเหตุการณ์วันอะไร และต้องเก็บเอกสารประกอบตรงนั้นว่า งานตรงนี้มีรายละเอียดของงานอย่างไร เพราะงานที่เป็นภารกิจยากลำบากของหอจดหมายเหตุแห่งชาติก็คือ การทำคำอธิบายภาพ

 

“อย่างชุดฟิล์มกระจกของหอพระสมุดวชิรญาณซึ่งเป็นภาพที่ส่วนใหญ่โครงการวังน่านิมิตนำไปใช้ สิ่งที่ยากมากคือ ภาพฟิล์มกระจกหอพระสมุดวชิรญาณจำนวน 35,427 ภาพ บัญชีมีค่ะ แต่รายละเอียดไม่ครบ และเยอะมากที่ไม่มีคำอธิบายภาพ เพราะฉะนั้นการอ่านภาพก็จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านที่เก่งทางด้านงานอาคาร ด้านบุคคล ด้านเหตุการณ์ โดยเชิญท่านมาช่วยอ่านภาพ

 

“ภาพที่เกิดใหม่ เรารู้ปัญหาตรงนี้ เราเลยต้องกำหนดว่า คำอธิบายภาพต้องมี ต้องชัดเจนว่า บุคคลที่สำคัญในภาพคือใคร ต้องเขียนไว้เลยค่ะ เพื่อที่เวลาเก็บภาพแสนกว่าภาพ เราต้องมาจัดระบบ จัดหมวดหมู่เครื่องมือช่วยค้นคว้า เพื่อให้บริการการค้นคว้า” ผอ. นันทกาเสริม

 

“บทบาทการบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและการเก็บรักษาข้อมูลของเดิมให้คงอยู่ มีขั้นตอนการทำงานที่มีความยากง่ายต่างกันไป แต่การเก็บรักษาอันเดิมสำคัญกว่าค่ะ ต้นฉบับเป็นงานหัวใจของหอจดหมายเหตุ บางที่ผู้ค้นคว้าค้นเอกสาร ถ้าหากคนเอาไปเขียน มันเหมือนผ่านทัศนคติของคนที่จะเลือกเขียน แต่นี่คือข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นเอกสารจดหมายเหตุ โดยเฉพาะเอกสารราชการเป็นเอกสารที่รัฐบาลได้ดำเนินงานตรงนั้น คิดและตัดสินใจอย่างไร ทั้งหมดล้วนอยู่ในเอกสาร ซึ่งมีความสำคัญในฐานะที่เป็นข้อมูลชั้นต้น” ผอ. นันทกายืนยัน

 

 

การเก็บรักษาเอกสารสำคัญของชาติเช่นนี้ที่ทำให้การสืบค้นข้อมูลต่างๆ เพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวของพระราชวังบวรสถานมงคลผ่านโครงการนิทรรศการวังน่านิมิตเกิดขึ้นได้ และหากมองในแง่ส่วนตัว ผู้อำนวยการของหน่วยงานที่บันทึกและเก็บรักษาคลังข้อมูลประวัติศาสตร์จำนวนมากมีความคุ้นเคยพื้นที่วังหน้าไม่น้อย

 

“ผูกพันค่ะ พื้นที่ตรงนั้นทั้งหมด พี่เรียนประวัติศาสตร์ค่ะ ตอนมาทำโครงการวังหน้า เขาก็บอกว่า ย้อนไปสมัยเป็นวังหน้า เราตั้งคำถามว่า แล้วเป็นวังหน้าตอนไหนล่ะ พ.ศ. ไหน ย้อนกลับไปแค่ไหน เพราะว่าจริงๆ แล้วโรงละครแห่งชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของวังหน้า ทีมงานคุยกันว่า จะคงส่วนหนึ่งของวังหน้าไว้ ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เหมือนกัน

 

“ดังนั้นโครงการวังน่านิมิตเป็นส่วนที่ดีมากคือ สร้างให้เห็นว่า ถ้าสมัยเดิม จริงๆ วังหน้าเป็นแบบนี้นะ เคยมีอาจารย์นักประวัติศาสตร์ชาวต่างประเทศ เขาบอกว่า เวลามาเมืองไทยแล้วเห็นเจดีย์เก่า เขาอยากให้สร้างหรือจำลองสิ่งที่สมบูรณ์ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เขาเป็นชาวต่างชาติ มองไม่เห็น ไม่ทราบ จริงๆ แล้วคนไทยส่วนหนึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันนะคะ นิทรรศการนี้จึงเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยในจุดนี้” ผอ. นันทกาอ้างอิงถึงการนำวิทยาการมาสร้างแบบจำลองของอาคารเก่าที่ผุพังไปตามกาลเวลา ให้กลับมาโลดแล่นในนิทรรศการวังน่านิมิต

 

จดบันทึกและเก็บไว้ให้เป็นมรดกของชาติ

 

สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่เทเวศน์

 

กรพินธุ์ ทวีตา หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อธิบายเพิ่มเติมเรื่องความสำคัญของการเก็บเอกสารที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชาติไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ โดยภาพและเอกสารที่เก่าที่สุดที่มี สามารถย้อนหลังกลับไปไกลสุดคือ สมัยรัตนโกสินทร์ ตอนปลายรัชกาลที่ 4

 

“เช่น ภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปหว้ากอกับผู้สำเร็จราชการอังกฤษ อันนี้เป็นภาพประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 4 รวมทั้งภาพถ่ายที่เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่พระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย และประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในอเมริกา และที่หอจดหมายเหตุของอังกฤษ รวมถึงพระราชวังวินด์เซอร์

 

“สมัยรัชกาลที่ 4 มีการเปลี่ยนแนวความคิด เพราะพระองค์ทรงมีมิตรสหายชาวตะวันตก แนวความคิดที่ว่าการถ่ายรูปจะทำให้อายุสั้นก็หายไป แล้วยิ่งสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดการฉายพระรูป ภาพในสมัยนี้ที่พระองค์ทรงถ่ายเอง เรามีภาพที่ช่างภาพจับภาพพระองค์อีกที ขณะทรงทำหน้าที่เป็นช่างภาพ แล้วพระองค์โปรดให้พระราชโอรส พระราชธิดา และเจ้านายฝ่ายใน เรียนรู้เรื่องกล้อง เพราะฉะนั้นการถ่ายรูปก็เลยแพร่หลาย มีการผลิตภาพมากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5” หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการเล่า

 

แน่นอนว่า เมื่อที่นี่เป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางประวัติศาสตร์ของชาติ ทีมงานเบื้องหลังจึงเป็นกำลังสำคัญเบื้องต้นในการสืบค้นข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการปะติดปะต่อเรื่องราวของวังหน้าให้เป็นรูปเป็นร่าง

 

พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์

Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 41M00108

 

“ในการประชุมแต่ละครั้งจะมีการกำหนดว่า ทีมงานนิทรรศการต้องการภาพอะไร เรารู้ว่า ภาพชุดเก่าที่จะสนับสนุนได้เป็นภาพชุดหอพระสมุดวชิรญาณที่เราเรียกว่า หวญ. แล้วก็จะมีกล่องหนึ่งเลยที่ว่าด้วยหมู่พระที่นั่ง ไม่ว่าพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งคชกรรมประเวศ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เหล่านี้จะอยู่ในชุดเดียวกัน ก็เลยง่ายขึ้นในการค้น

 

“ขณะเดียวกันเราก็มองว่า ภาพในหอจดหมายเหตุบางครั้งคำอธิบายภาพสั้นนิดเดียว บางภาพไม่มีคำอธิบายเลย ในฐานะเจ้าหน้าที่นักจดหมายเหตุ เรารู้ดีว่าการจะสนับสนุนข้อมูลภาพให้มีความสมบูรณ์ มีความกระจ่าง เราต้องกลับไปค้นเอกสารลายลักษณ์  เพราะฉะนั้นการทำงานอาจจะช้าตรงนี้ เราต้องดูว่า แล้วเอกสารลายลักษณ์ชุดไหนที่จะสนับสนุนตรงนี้ ยกตัวอย่างเช่น เราไปเจอเอกสารสมัยรัชกาลที่ 5 ของกระทรวงกลาโหม ที่มีการสถาปนาตำแหน่งมกุฎราชกุมาร ซึ่งแต่เดิมในพื้นที่วังหน้าจะมีส่วนที่เป็นโรงทหาร พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้รื้อออก ตรงนี้เอกสารปรากฏอยู่ว่ามีการรื้อในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะฉะนั้นถ้ามีภาพถ่ายเรื่องนี้ก็นำมาเปรียบเทียบได้

 

“หรือการที่ในสมัยรัชกาลที่ 5 อีกเช่นกัน แต่เป็นกระทรวงโยธาธิการ มีการซ่อมท้องพระโรง พระราชวังเดิม ข้อมูลรายละเอียดมีเท่าที่ปรากฏ หรือเอกสารชุดกระทรวงศึกษาธิการ เราพบว่า มีการขนแผ่นศิลาหน้าพระที่นั่งศิวโมกขพิมานไปปูพื้นในวัดเบญจมบพิตร อันนี้ก็จะเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เป็นความรู้ที่เรามีข้อมูลอ้างอิง หรือเอกสารกระทรวงศึกษาธิการอีกชุดหนึ่งที่เราพบว่า มีการรื้อตึก ทำรั้วเหล็กริมถนนหน้าพระธาตุบางจุด ในภาพเก่าๆ จะยังไม่มีรั้ว แต่ภาพหลังจากนั้นก็จะเห็นว่ามีรั้วตั้งขึ้น อะไรอย่างนี้ หรือการย้ายปืนทองเหลืองไปหน้าพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ การซ่อมสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่ชาติ และช่วงหลังๆ มีการก่อสร้างโรงละครแห่งชาติ เพราะการทำหมู่พระที่นั่งเป็นพิพิธภัณฑสถานเกิดขึ้นสมัยรัชกาลที่ 7 ส่วนการสร้างโรงละครแห่งชาติก็เกิดขึ้นสมัยต่อมา ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงช่วงต้น พ.ศ. 2500 แล้วก็รัชกาลที่ 7 เสด็จฯ มาเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เราดูหมด” กรพินธุ์อธิบายให้เห็นภาพการทำงานสืบค้นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กลายมาเป็นข้อมูลพื้นฐานของนิทรรศการวังน่านิมิต

 

กรพินธุ์ ทวีตา หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

 

“อย่างตอนรัชกาลที่ 7 เสด็จฯ มาเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เราพบเอกสารอยู่ใน สบ2 คำว่า สบ. คือ เอกสารส่วนบุคคลของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งพระองค์ทรงเกี่ยวข้องโดยตรงอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ก็เหมือนกับว่า เราไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์ แต่ด้วยความที่เราคุ้นเคยกับเอกสาร ทำให้เราต้องรู้ภารกิจของหน่วยงาน แล้วเราก็จะเข้าไปค้นได้ สมัยรัชกาลที่ 5 มีกระทรวงโยธาธิการ พอถึงสมัยรัชกาลที่ 6 เปลี่ยนเป็นกระทรวงคมนาคมแล้ว เพราะบทบาทหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลง เราเองก็ต้องรู้ตรงนี้ เพื่อที่จะเข้าใจภาพรวม และเราก็แนะนำผู้ค้นคว้าอย่างนี้ว่า ถ้าภาพไม่สมบูรณ์คุณต้องมาค้นข้อมูล เราถึงได้มีโครงการอ่านภาพขึ้นน่ะค่ะ คือเราเชิญผู้ทรงคุณวุฒิหลายๆ ท่าน รวมทั้งนักประวัติศาสตร์ มาช่วยอ่านภาพ เพื่อทำให้เราเข้าใจชัดเจนขึ้น” กรพินธุ์อ้างถึงการตรวจสอบภาพและข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามที่ผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุเอ่ยถึงข้างต้น

 

“สำหรับคณะทำงานชุดวังน่านิมิต เขากำหนดมาว่า ต้องการลำดับเวลาที่จะนำ ภาพจดหมายเหตุไปเสริมตรงไหนบ้าง ขณะเดียวกันเราต้องไปดูในเอกสารเก่าอื่นๆ ด้วย เพราะกรมพระราชวังบวรสมัยรัตนโกสินทร์มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 แต่เราไม่มีเอกสารแน่นอน ก็ต้องไปค้นที่หอสมุดแห่งชาติ เราทราบตรงนี้ เพราะหอสมุดแห่งชาติมีแผนกเอกสารโบราณที่อยู่ในรูปสมุดไทยดำ ไทยขาว หรืออยู่ในกระดาษข่อย สมุดข่อย เมื่อเรารู้ตรงนี้ปุ๊บ ช่วงหนึ่งเราก็ต้องไปค้นทางโน้น แล้วมาค้นที่เราในช่วงที่เราเรียกว่าเป็นกระดาษฝรั่งแล้ว คือเป็นกระดาษที่ผลิตขึ้นจากโรงพิมพ์ ตรงนี้จะทำให้เราได้รอยต่อที่ทำให้มองเห็นภาพประวัติศาสตร์ได้ตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์มาเลยค่ะ

 

“เท่าที่เคยซักถาม หอสมุดแห่งชาติมีการเก็บเอกสารย้อนไปไกลสุดคือ สมัยปลายอยุธยา แต่จะมีเอกสารมากขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี จะสังเกตว่า เราคนไทยไม่นิยมบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรานิยมพูดหรือเล่ากัน แต่การจดบันทึกของเราไม่เหมือนชาวต่างประเทศหรือฝรั่ง เพราะฉะนั้นในการทำละครที่โด่งดังอย่าง บุพเพสันนิวาส เผอิญดิฉันได้ไปเรียนที่โปรตุเกส และช่วงฉลองความสัมพันธ์ 500 ปี เคยร่วมเดินทางไปกับทีม The Nation Documentary นะคะ ไปทำสารคดีเป็นเวลาหนึ่งเดือนที่โปรตุเกส แล้วตัวเองเป็นนักเรียนเก่าที่ไปเรียนภาษาที่นั่น สิ่งที่เราได้รู้ก็คือ ถ้าออเจ้าได้ไปค้นข้อมูลเนี่ย (หัวเราะ) มันจะมีเอกสารในหอสมุดพระราชวังอาจูดา ซึ่งที่นั่นรัชกาลที่ 5 เสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารค่ำตามคำเชิญของกษัตริย์โปรตุเกส ที่นั่นจะมีเอกสารที่บาทหลวงรายงานการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย มีการบันทึกว่า คนไทยมีอัธยาศัยใจคออย่างไร ปิดกั้นไหม รวมทั้งเรื่องของกรณีสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระเพทราชา กรณีที่เกิดในราชสำนัก ตรงนี้มีบันทึกอยู่ เพราะศาสตราจารย์โปรตุเกสที่ร่วมไปแนะนำ ท่านอ่านให้ฟัง จากเอกสารเป็นลายมือและเป็นภาษาโบราณ นี่คือตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นชัดเจนว่า ถ้าเป็นบาทหลวงก็จะรายงานไปยังสมเด็จพระสันตปาปา ถ้าเป็นพ่อค้าเข้ามาค้าขายก็รายงานไปยังกษัตริย์ เพราะฉะนั้นข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยในสมัยอยุธยา ประเทศหนึ่งที่เราจะไปค้นคว้าได้คือ โปรตุเกส” หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อธิบายให้เห็นภาพกว้างของการรื้อฟื้นประวัติศาสตร์ของชนชาติหนึ่ง ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการบันทึกเรื่องราวผ่านมุมมองของคนต่างด้าว และเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุในอีกประเทศโพ้นทะเล

 

ส่วนหนึ่งของตู้เก็บเอกสารภาพชุดหอพระสมุดวชิรญาณและชุดส่วนบุคคล

 

การบันทึกข้อมูลในอดีตทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีทัศนะจากหลากหลายมุมมอง ภาพรวมของเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะชัดเจนยิ่งขึ้น นี่เป็นสิ่งที่น่าค้นหาสำหรับคนที่หลงใหลในประวัติศาสตร์

 

“มันเป็นความชอบนะคะ ตอนที่เขาให้เลือกว่า จะเรียนเอกอะไรตอนปี 3 (มหาวิทยาลัยศิลปากร) เราก็ ‘เอาประวัติศาสตร์ดีกว่า’ ขณะที่เพื่อนส่วนหนึ่งเลือกเอกภาษาอังกฤษกัน เพราะมองเรื่องอาชีพ เรื่องการใช้งานในอนาคต แต่เราไม่ได้มองเรื่องนั้น เราเลือกสาขาจากสิ่งที่เราชอบ ชอบรู้อะไรที่มันไม่ใช่สมัยเราน่ะค่ะ เราชอบความคิด หาข้อมูลแล้ววิเคราะห์ว่าทำไมเขาคิดอย่างนั้น ทำไมเขามีอย่างนั้น แล้วพอมีโอกาสได้ไปอยู่ในเมืองเก่าๆ ตอนที่ได้ทุนของมูลนิธิในโปรตุเกสไปเรียนภาษา เรายิ่งรู้สึกว่า มีอะไรที่ให้เราได้ไปเห็น ไปเรียนรู้ได้เยอะแยะ ได้อ่านได้เห็นเอกสารที่พาเราย้อนเวลากลับไปได้เยอะเลย” กรพินธุ์เล่าย้อนถึงที่มาของการลงเอยในหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องกับมิติแห่งอดีต

 

กรพินธุ์และส่วนหนึ่งของภาพเก่าอันเป็นมรดกสำคัญของชาติ

 

“ตอนที่เราเริ่มต้นทำงานที่หอจดหมายเหตุด้วยระดับซี 3 ตอนเข้ามาก็ต้องอยู่ในกลุ่มที่ต้องจัดหมวดหมู่ ทำเครื่องมือช่วยค้น ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่ยากมาก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมานั่งอ่านเอกสารบ้าง เราต้องผลิตเครื่องมือช่วยค้น แต่ตัวพี่เองมานั่งเพลินกับกองเอกสาร มีอะไรหลายสิ่งที่พอเรามีโอกาสมานั่งเอกสารก็ทำให้เรานึกย้อนไปได้ อย่างรัชกาลที่ 5 ทรงรับเสด็จทเซอซาเรวิช ซึ่งต่อมาคือ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 โดยโปรดเกล้าฯ​ ให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จฯ ไปสิงคโปร์เพื่อรอรับเสด็จ เพราะท่านส่งพระราชโอรสท่านไปศึกษา มีเอกสารจดหมายเหตุที่ทางทูตไทยรายงานว่า มีอยู่วันหนึ่งที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสและสมเด็จพระราชินีเสด็จฯ ออกมหาสมาคม พระองค์ทรงจูงมือเจ้าฟ้าจักรพงษ์ แสดงออกซึ่งความรักเหมือนโอรสของพระองค์ ทั้งหมดนี้ปรากฏอยู่ในเอกสาร

 

“หรือตอนที่ทเซอซาเรวิช เสด็จฯ มาถึงกรุงเทพฯ มีการจัดต้อนรับที่อยุธยา พอเราอ่านเอกสารว่า มีการแสดง มีจุดไฟอะไร มีการแสดงชกมวย และอะไรต่ออะไร เราก็ได้เห็นว่า มีปรากฏหลักฐานว่าเรือออโรราของรัสเซีย เป็นเรือที่เข้ามาถึงปากน้ำ ปีหนึ่งมีโอกาสไปจัดนิทรรศการ 300 ปี เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พี่รวบรวมเอกสาร รวบรวมอะไรทั้งหมดไปจัดแสดง ปรากฏว่า เรามีโอกาสได้ไปจัดแสดงบนเรือออโรรา ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นเรือที่มาถึงกรุงเทพฯ โอ้โห มันก็เลยเป็นประสบการณ์ที่ได้อะไรเยอะ ถ้าถามว่าทำไมต้องสนใจประวัติศาสตร์ ก็ต้องบอกว่ามาจากความชอบเป็นหลัก

 

“จริงๆ การเรียนประวัติศาสตร์ ไม่ใช่อะไรคร่ำครึนะคะ เป็นการเรียนที่ทำให้เราได้รู้ว่า คนสมัยก่อนคิดอะไร เขาอยู่กันอย่างไร เราได้มองย้อนไปในอดีต” กรพินธุ์สรุปสั้นๆ ถึงสาขาที่ทำให้ตนเองมาอยู่เบื้องหลังการทำงานเก็บข้อมูลเอกสารสำคัญของชาติ และกลายมาเป็นทีมสนับสนุนการจัดนิทรรศการวังน่านิมิตในที่สุด

 

ในฐานะเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร กรพินธุ์มีความคุ้นเคยกับพระราชวังบวรสถานมงคลอยู่ระดับหนึ่ง แต่การมาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการที่กำลังเปิดให้เข้าชมอยู่ในขณะนี้ เธอมองภาพของวังหน้าชัดเจนขึ้น

 

พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน

Photo: พอจดหมายเหตุแห่งชาติ 45M00014

 

“เดิมทีเวลาที่เรามีกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวข้องเราก็ต้องไป พระที่นั่งที่เราจะต้องขึ้นไปเสมอๆ อยู่ก่อนแล้วคือ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เพราะมีกิจกรรมหลายอย่างของกรมศิลปากร รวมทั้งไปกราบไหว้พระพุทธสิหิงค์ในวันปีใหม่ ที่จะมีการเอาพระพุทธรูปสำคัญองค์นี้ให้ประชาชนได้ไปสักการะ เราก็ขึ้นไปและมีความคุ้นเคยตรงนั้น เราไปโรงละครแห่งชาติเวลาที่มีกิจกรรมของกรมศิลปากร แล้วแต่วาระ ก็ทราบแค่ตรงนั้น เวลาที่ไปก็ไม่ได้เดินดูทั้งหมดทั่วบริเวณ

 

“แต่พอเป็นคณะที่ต้องช่วยสนับสนุนเอกสาร มันทำให้เรารู้ว่า แต่ละพระที่นั่งมีที่มาที่ไปอย่างไร และยิ่งปะติดปะต่อตามลำดับเวลา แล้วเราเป็นส่วนหนึ่งที่เอาภาพตรงนี้ไปประกอบเรื่องราว นี่รัชกาลที่ 5 นะ พอมาถึงรัชกาลที่ 6 มีการเปลี่ยนแปลงแล้ว นี่คือสิ่งที่ทำให้เราได้รู้ว่า ภาพแต่ละช็อตแต่ละช่วงที่ถ่ายมันเป็นประวัติศาสตร์ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีอะไรชำรุดก็ต้องมีการสร้างหรือซ่อมขึ้นมาใหม่ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเลย เหมือนสมัยรัชกาลที่ 5 พระที่นั่งคชกรรมประเวศมันทรุดโทรมมาก เพราะสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 พอถึงรัชกาลถัดมา ไม่สามารถซ่อมแซมได้แล้ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น” กรพินธุ์อธิบาย

 

“เมื่อปีที่แล้ว เรามีการจัดพิมพ์หนังสือพระเมรุมาศและพระเมรุตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 โดยเอาภาพเก่ามาจัดแสดง ภาพชุดนี้เป็นภาพชุดหอพระสมุดวชิรญาณ หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้ว่า พระราชวังบวรสถานมงคลนี่เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพของเจ้านายด้วย อย่างสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารองค์แรก หรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ และอีกหลายพระองค์ที่เป็นพระราชโอรส พระราชธิดาของรัชกาลที่ 5 ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงพระศพที่นี่ เพราะฉะนั้นภาพเหล่านี้จะเน้นเฉพาะการจัดงานจริงๆ แต่บางครั้งเราจะได้เห็นบริเวณรอบๆ อาจจะได้อะไรที่โผล่ออกมาบ้าง ที่แสดงให้เห็นเป็นหลักฐานที่ช่วยให้เราปะติดปะต่อภาพใหญ่ให้สมบูรณ์ได้พอสมควร”

 

อย่างที่เอ่ยถึงข้างต้นว่า นอกจากการเก็บรักษาประวัติศาสตร์ของชาติ หอจดหมายเหตุยังมีหน้าที่บันทึกเหตุการณ์สำคัญในปัจจุบัน ที่จะหลายเป็นอดีตอันทรงคุณค่าในอนาคต โดยปัจจุบันประเทศไทยมีพระราชบัญญัติหอจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับงานจดหมายเหตุฉบับแรก

 

“หลักใหญ่ๆ คือ หมวดที่ว่าด้วยอำนาจของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หมวดที่ว่าด้วยเอกสารจดหมายเหตุ จะมีสิ่งที่ระบุไว้ว่า หน่วยงานต้องจัดทำรายการเอกสาร หน่วยงานต้องมีการพิจารณาสำรวจเอกสารทุกสิ้นปีปฏิทิน ดูว่าเอกสารที่อยู่ในหน่วยงานมีความจำเป็นต้องใช้ต่อไป หรือหมดอายุการใช้งาน ถ้าหมดอายุการใช้งาน หน่วยงานก็สามารถส่งมอบให้หอจดหมายเหตุ เพราะฉะนั้นมันทำให้การส่งมอบเอกสารให้หอจดหมายเหตุมีความสม่ำเสมอ และเอกสารที่ส่งมอบจะอยู่ในสภาพดี ไม่ใช่เก็บเอาไว้แล้วรอจน 20-30 ปี พอจะย้ายทีหนึ่ง ย้ายอาคารหรือสถานที่ทำการ เอกสารจะชำรุดไปแล้ว ข้อกำหนดตรงนี้ทำให้มีการบริหารเอกสารของหน่วยงาน

 

“แต่พอมาถึงหอจดหมายเหตุ เราเรียกว่า บริการเอกสารจดหมายเหตุ คนละลักษณะคือ เป็นเอกสารที่ประเมินแล้วว่าสำคัญ ต้องจัดเก็บถาวรตลอดไป สิ่งนี้จะอยู่ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หรืออาจจะอยู่ในหอจดหมายเหตุของหน่วยงานที่มีความประสงค์จะจัดเก็บเอง เพราะฉะนั้นโดยหลักๆ จะแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นการบริหารงานเอกสารที่คุณยังใช้งานอยู่ กับอีกส่วนหนึ่งเป็นเอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งานแล้ว เราประเมินคุณค่า หน่วยงานประเมินมาครั้งแรก ตั้งคณะกรรมการอะไรก็แล้วแต่ตามระเบียบงานสารบัญ มาถึงหอจดหมายเหตุ เราประเมินอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะจัดเก็บอีกที เขาอาจจะส่งมา 100% เราอาจจะเก็บแค่ 5%” กรพินธุ์ชี้แจง

 

บริการค้นภาพด้วยอินทราเน็ต

 

ประเด็นสำคัญในจุดนี้คือ เกณฑ์มาตรฐานที่จะใช้วัดว่าเอกสารส่วนไหนทรงคุณค่าพอที่จะต้องจัดเก็บไว้ในหน่วยงานอย่างหอจดหมายเหตุ

 

หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ อธิบายหลักการพิจารณาจัดเก็บเอกสารดังนี้

 

“เราก็จะมีการพิจารณาว่า คุณค่าของเอกสารนั้นสะท้อนประวัติของหน่วยงาน หรือโครงสร้างของหน่วยงานไหม อันนี้เราจัดเก็บแน่นอน เอกสารที่มีอายุ 20 ปีไปแล้ว ถือว่าเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ หอจดหมายเหตุต้องจัดเก็บแน่นอน เอกสารที่มีคุณค่าทางด้านการเงิน ไม่ใช่เรื่องเงินเดือนธรรมดา เช่น ถ้าเราได้รับเอกสารที่เกี่ยวกับการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ หรือการก่อสร้างเส้นทางคมนาคมสายใดสายหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทั้งนโยบายและการบริหาร มีการทุ่มเทงบประมาณ เราก็จะมองในแง่นั้น อีกด้านหนึ่งคือ ทางด้านกฎหมาย ด้านที่พิจารณาง่ายที่สุดคือ อะไรที่เกี่ยวกับระดับชาติ ยกตัวอย่างเช่น ที่ผ่านมาที่เราต้องขึ้นศาลโลกในเรื่องเขาพระวิหาร และเราก็แพ้เขมร เราในฐานะนักจดหมายเหตุจะรู้ว่า ที่เราแพ้เพราะข้อมูลแน่นอน เขมรได้ข้อมูลสนับสนุนจากฝรั่งเศส ซึ่งเข้ามาครอบครองเขมร แล้วหลังจากนั้นก็เอาเอกสารกลับประเทศตัวเองทั้งหมด และเมื่อเขมรขึ้นศาลโลก เขามีข้อมูลสนับสนุนจากทางนั้น ถ้าเราเรียนประวัติของงานจดหมายเหตุเราจะรู้ว่า ประเทศแรกที่มีการบริหารงานจดหมายเหตุคือ ฝรั่งเศส เนื่องจากหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบสาธารณรัฐ เอกสารที่กองอยู่ในพระราชวังที่เยอะแยะไปหมด ก่อให้เกิดประเด็นเป็นความคิดขึ้นมาว่า จะบริหารจัดการอย่างไร อังกฤษมาทีหลังฝรั่งเศสในเรื่องการบริหารงานจดหมายเหตุ และอเมริกาก็มาทีหลังอีกที

 

“ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง ในปัจจุบันเราจะมีคณะกรรมการที่ปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ตัวดิฉันเองได้มีส่วนร่วมไปหอจดหมายเหตุอังกฤษกับกองเขตแดน กระทรวงการต่างประเทศในการค้นเอกสาร ตอนนั้นเรากำลังค้นเรื่องเขตแดนไทยกับพม่า พอไปถึงเขาบอกว่า “พม่าเขามีหนังสือมา เดี๋ยวพม่าก็จะมาค้น” เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า เจ้าอาณานิคมเนี่ย เอาเอกสารกลับไปเยอะ ถ้าประเทศเราไม่มี เราก็ต้องไปค้นที่เขา เพื่อจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมสมบูรณ์ และเอามาใช้ นี่คือการพิจารณาคุณค่าในด้านกฎหมาย”

 

บทบาทและหน้าที่ของหอจดหมายเหตุที่อธิบายไปก่อนหน้า ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เพื่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และใช้เป็นบทเรียนที่ส่งผลต่อมิติปัจจุบัน

 

“สิ่งสำคัญคือ การเอาไปใช้งาน ปัจจุบันเราได้เรียนรู้ ไม่ว่าคุณจะเอาไปพิมพ์หนังสือ สมุดภาพ หรือจัดนิทรรศการ หรือจัดกิจกรรมต่างๆ คุณได้มาเรียนรู้โดยเอาข้อมูลเหล่านี้ทุกประเภทที่มีอยู่ในหอจดหมายเหตุไปเผยแพร่สู่สาธารณชน” กรพินธุ์เน้นย้ำ

 

ในยุคที่คนไทยหันมาสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์มากขึ้น นับตั้งแต่พระราชพิธีพระบรมศพ งานอุ่นไอรัก ตามด้วยกระแสละครที่นำไปสู่การปลุกกระแสแต่งชุดประจำชาติอยู่พักหนึ่ง อาจจะเป็นเรื่องดีที่ทำให้เราได้ย้อนกลับมาดูตัวตนของเราอย่างจริงจังอีกครั้ง

 

“พี่มองว่า เราเรียนให้รู้ว่าเราคือใคร มาจากไหน รากเหง้าเราเป็นอย่างไร บรรพบุรุษเราเป็นอย่างไร พอเรียนตรงนั้นปุ๊บ นอกจากเราจะรู้ความคิดของคนสมัยก่อนแล้ว รู้ที่มาที่ไป ความเป็นอยู่แล้ว มันยังทำให้มีความรักและภาคภูมิใจในความเป็นไทยมากขึ้น เรารู้ว่าเราคือใคร มาจากไหน และปัจจุบันเราอยู่ตรงนี้ ทำให้เราฉุกคิดมองได้ว่า แล้วอนาคตข้างหน้าล่ะ เราจะเป็นอดีตของอนาคตข้างหน้านะ เรามองว่า สมัยก่อนรัชกาลที่ 5 ทรงเน้นให้มีการเก็บเอกสาร แล้วเราล่ะ เราจะไม่เก็บหรือ เพื่อที่ว่าในอนาคตข้างหน้า เด็กรุ่นใหม่จะย้อนกลับมาดูสมัยของเรา เขาจะศึกษาจากไหน จะเรียนรู้จากไหน นี่คือสิ่งที่พี่มองในฐานะที่ทำงานตรงนี้

 

“เผอิญเมื่อสองปีที่ผ่านมา พี่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำแห่งโลก ซึ่งเป็นคณะที่คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ตั้งขึ้นมา โดยผู้ที่ลงนามก็คือ รัฐมนตรีของกระทรวงศึกษาธิการ สมัยนั้นเราอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการแห่งชาติจะต้องตั้งทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล แต่เราทำงานมาโดยตลอด ขึ้นมรดกความทรงจำแห่งโลกไปหลายชิ้นแล้ว ตั้งแต่ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง เอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ แล้วก็เอกสารส่วนหนึ่งที่หอสมุดแห่งชาติ จารึกวัดโพธิ์ได้ขึ้นทะเบียนระดับโลก เอกสารของเอกชนชิ้นหนึ่งคือ เอกสารสยามสมาคมได้ขึ้นระดับโลก เราจะจัดประชุมสัมมนาตลอด ปีละครั้ง เราได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมศิลปากร เราก็ประสานร่วมมือกับคณะกรรมการแห่งชาติตรงนี้

 

ในการที่จะขึ้นทะเบียน ทีมงานต้องกรอกแบบฟอร์ม และให้ข้อมูลรายละเอียดที่ยูเนสโกจะเอาไปวินิจฉัยพิจารณาว่า เอกสารชิ้นนั้นมีความสำคัญในระดับโลกหรือไม่ เหมาะจะเป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกไหม

 

“ชิ้นเมื่อสองปีที่แล้ว ในฐานะเลขานุการ ก็นำเอาไปเสนอที่ประชุมว่า อยากจะนำเสนอฟิล์มกระจก อาจารย์สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ท่านบอกว่า ให้ไปเขียนโครงการมา พอเราเขียนมาเป็นภาษาไทย ท่านก็มานั่งทำงานที่นี่ แล้วค้นภาพค้นเอกสารเพิ่มเติม จนกระทั่งเราได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ก็เป็นที่มาที่ไปของงานฉลองฟิล์มกระจก ขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำโลก” กรพินธุ์อ้างถึงงานนิทรรศการ ‘เฉลิมฟิล์มกระจก ฉลองมรดกความทรงจำแห่งโลก’ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานประวัติศาสตร์ จนถึงวันที่ 28 กรกฎาคม ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า

 

“ที่ขึ้นพร้อมเราในปี 2560 มีออสเตรเลีย วันที่ 30 ตุลาคม เราระบุวันที่ลงไปเพราะใบประกาศที่ส่งมาถึงประเทศไทย เลขาธิการของยูเนสโกลงนามเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2560 ปีนี้เราก็เลยตัดงานเฉลิมฉลอง เพราะในนั้นมีการระบุว่า ให้จัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ แล้วเราต้องรายงานไปว่า เราทำอะไร นั่นถือว่าเป็นกิจกรรมใหญ่ ตอนนี้เราขยายไปว่า ให้หอจดหมายเหตุสาขาทำในรูปแบบเดียวกัน

 

“เราในฐานะหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เรามีตัวฟิล์มกระจก 40,000 กว่าแผ่น ขณะเดียวกัน เราก็มีภาพต้นฉบับที่เป็นพรินต์ เป็นภาพต้นฉบับในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะสมัยนั้นเมื่อเป็นฟิล์มอยู่ก็ดูภาพไม่ได้ก็ต้องมีการพิมพ์ออกมาเป็นแผ่นๆ ก็ถือว่าเป็นภาพต้นฉบับชุดหอพระสมุดวชิรญาณที่คณะทำงานวังหน้าใช้อยู่นี่ละค่ะ เรามีทั้งตัวฟิล์มและตัวภาพ ตอนที่เรานำเสนอมรดกโลก เราก็ระบุทั้งสองส่วน เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า หลายประเทศเขาก็มีค่ะ มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ อย่างออสเตรเลียขึ้นทะเบียนเพียงชิ้นเดียว ดิฉันไม่ได้อ่านรายละเอียดของเขา แต่ทราบว่า เป็นขนาดใหญ่มาก แล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับซิดนีย์ ก็เป็นอะไรที่มีคุณค่า

 

“อย่างของเรานี่ ฟิล์มกระจก ข้อหนึ่งก็คือ ความสำคัญในระดับโลกจะต้องมีด้วย เราก็มองว่า ภาพชุดนี้ของเรามีพระบรมฉายาลักษณ์ตอนที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนยุโรป เพราะฉะนั้นก็จะมีตัวอย่างภาพที่แสดงถึงความสำคัญของการที่เราไปเป็นส่วนหนึ่งของโลก เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกที่สะท้อนออกมาผ่านทางภาพเหล่านี้ค่ะ เราถึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก” กรพินธุ์ขยายความถึงที่มาที่ไปที่ทำให้ภาพและฟิล์มกระจกของไทยได้ขึ้นทะเบียนจนเกิดนิทรรศการฉลองในขณะนี้

 

ทั้งการนำเสนอเอกสารเก่าเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกความทรงจำแห่งโลก และการประสานงานกับทีมจัดงานนิทรรศการวังน่านิมิต ที่รื้อฟื้นความเป็นมาของพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อมูลพื้นฐานที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบในหอสมุดแห่งชาตินี่เอง

 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 6M00002

 

“บุคคลที่เราต้องให้ความสำคัญ และยกย่องว่าเป็นพระราชบิดาแห่งจดหมายเหตุคือ รัชกาลที่ 5 และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ สำหรับรัชกาลที่ 5 มีข้อมูลที่ทำให้เราทราบว่า พระองค์ทรงระบุว่า เอกสารชุดนี้สำคัญให้เก็บไว้ในอาร์ไคฟ์ ทรงเขียนเป็นภาษาไทยว่า ‘อาไคฟ’ มันเทียบได้กับ ‘archives’ ที่หมายถึงเอกสารจดหมายเหตุ เพราะฉะนั้นเรามองได้ว่า ผู้นำประเทศคือ พระองค์ทรงทราบแล้วว่าอะไรสำคัญ อะไรต้องเก็บ ทำให้เรามีชุดเอกสารสำคัญๆ ที่เป็นสมบัติส่วนพระองค์ทั้งนั้นเลย ที่เรานำมาใช้งานได้ในภายหลัง” หัวหน้ากลุ่มเอกสารจดหมายเหตุและบริการ สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติชี้แจง

 

เอกสารลายลักษณ์ ภาพ และฟิล์มกระจกที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตของสยาม รวมทั้งสะท้อนภาพของวังหน้าที่พร่าเลือนในความทรงจำ จึงกลายเป็นมรดกของชาติที่กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

 

“พี่เลยมองว่า ถ้าเรามีผู้นำที่เข้าใจในการให้ความสำคัญในการเก็บข้อมูล ทุกอย่างเราจึงไปต่อได้” กรพินธุ์ทิ้งท้าย

 

ปัจจุบัน นอกจากสำนักงานหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่กรุงเทพฯ ในรอบรั้วเดียวกับหอสมุดแห่งชาติ ยังมีสำนักงานในระดับภูมิภาคอีก 9 แห่งด้วยกันคือ หอจดหมายเหตุเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ปทุมธานี, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตรัง, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ยะลา, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พะเยา, หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อุบลราชธานี, หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สุพรรณบุรี (ที่สุพรรณบุรียังมีหอจดหมายเหตุ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา)  และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี

 

ทั้งหมดทำหน้าที่เหมือนกันคือ รับมอบเอกสาร ประเมินคุณค่าเอกสาร และจัดหมวดหมู่ จัดทำเครื่องมือช่วยค้นคว้า อนุรักษ์ จัดเก็บรักษา ให้บริการ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และสุดท้ายคือ บันทึกเหตุการณ์สำคัญของชาติ เพื่อให้อดีตที่เปี่ยมด้วยความทรงจำกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นต่อไปในอนาคตมาค้นคว้าหรือรื้อฟื้น เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ‘วังน่านิมิต’ ในวันนี้

 

ถนนหน้าพระลานด้านหน้าของวังหน้า

Photo: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ภ 002 หวญ 41-5(6ใน8)(หน้า)

The post หอจดหมายเหตุแห่งชาติ: บันทึกและรื้อฟื้นอดีต ‘วังหน้า’ เพื่อเล่าขานประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าน่าจดจำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/national-museum-history-of-wangna-palace-8/feed/ 0