พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พิพัฒน์-เหลืองนฤมิตชัย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 03 Apr 2026 10:06:19 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร https://thestandard.co/petrochemical-shock-plastic-scarcity/ Fri, 03 Apr 2026 10:06:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1194438 ภาพประกอบแสดงชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่า สื่อถึงการขาดแคลนพลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีฉากหลังเป็นภาพสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่าหนึ่งเดือน กำลังก่ […]

The post เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่า สื่อถึงการขาดแคลนพลาสติกและสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีฉากหลังเป็นภาพสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากว่าหนึ่งเดือน กำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ที่ชื่อว่า ‘ปิโตรเคมีช็อก’ พายุลูกนี้กำลังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง และจะรุนแรงยิ่งกว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่พุ่งขึ้นมาแล้วเกือบ 60% ถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สาเหตุที่ทำให้ ‘Second Round Effect’ หรือผลกระทบระลอกที่สอง ดูเหมือนจะรุนแรงกว่าระลอกแรก มาจากสิ่งที่เรียกว่า ‘พลาสติก’ ที่ราคากำลังแพงขึ้นไม่แพ้น้ำมัน และมีความเสี่ยงว่าจะขาดแคลน กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังหลายอุตสาหกรรม จนอาจถึงขั้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างหยุดชะงักได้

 

‘ปิโตรเคมีช็อก’ กำลังสั่นสะเทือนโลก

 

เพื่อให้เข้าใจถึงวิกฤตนี้ เราควรเข้าใจห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) พื้นฐานเสียหน่อย โดย Philip Geurts, chemicals and oil analyst ของ BloombergNEF อธิบายว่า ต้นทางของพลาสติกที่เราใช้กันอยู่ทุกวันเริ่มต้นจากน้ำมันดิบ (Crude oil) ที่ถูกนำมากลั่นจนได้ออกมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstocks) ที่สำคัญคือ แนฟทา (Naphtha) และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) นี่คือวัตถุดิบหลักที่ป้อนเข้าสู่โรงงานที่เรียกว่าแครกเกอร์ (Crackers)

 

จากนั้นแครกเกอร์จะเปลี่ยนวัตถุดิบเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า เคมีภัณฑ์ขั้นต้น ในทางเทคนิคมีเคมีภัณฑ์ขั้นต้นหลักๆ 6 ชนิดที่ออกมาจากกระบวนการนี้ แต่สามตัวที่สำคัญคือ เอทิลีน, โพรพิลีน และพาราไซลีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของพลาสติกส่วนใหญ่ที่เราใช้กัน

 

สารเหล่านี้จะถูกนำไปผ่านกระบวนการโพลิเมอไรซ์เพื่อให้กลายเป็นโพลีเอทิลีน (Polyethylene) โพลีโพรพิลีน (Polypropylene) และโพลีเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) ก่อนจะถูกสับเป็นเม็ดพลาสติกเล็กๆ ที่เรียกว่า “เนอร์เดิลส์” (Nurdles) และนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์พลาสติกต่างๆ

 

วิกฤตปิโตรเคมีช็อกเกิดขึ้นเพราะตะวันออกกลางคือหัวใจสำคัญของห่วงโซ่นี้ ข้อมูลของ Altana บอกว่า มีโรงงานปิโตรเคมีในตะวันออกกลางที่ยังดำเนินกิจการอยู่ถึง 193 แห่ง ซึ่งรองรับอุปทานถึง 22% ของโลก และทั้งหมดต้องพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในการขนส่งสินค้า เฉพาะซาอุดีอาระเบียเพียงประเทศเดียวก็ครองสัดส่วนถึง 75% ของกำลังการผลิตในภูมิภาคนี้

 

หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ โพลีเอทิลีนราว 18 ล้านตัน หรือคิดเป็น 1 ใน 8 ของกำลังการผลิตทั้งหมดทั่วโลกจะหายไปจากตลาด ผลกระทบที่หนักที่สุดจะตกอยู่กับเอเชีย โดยการนำเข้าวัตถุดิบตั้งต้นอย่างแนฟทาและน้ำมันดิบที่ลดลง อาจทำให้การผลิตเอทิลีนและโพลีเอทิลีนในเอเชียลดลงถึง 15-17% ของการผลิตทั่วโลก

 

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายแล้ว เมื่อโรงงานแครกเกอร์ในเอเชียบางแห่งเริ่มหยุดการผลิตและต้องประกาศเหตุสุดวิสัย

 

วัตถุดิบตั้งต้นเหล่านี้เข้าไปเป็นส่วนประกอบในแทบทุกสิ่ง ตั้งแต่ถุงมือแพทย์ ชิ้นส่วนในการผลิตรถยนต์ สิ่งทอ ผงซักฟอก ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม การชะงักงันของปิโตรเคมีในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบปลายน้ำต่อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันที่มีมูลค่าสูงถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

คำถามสำคัญคือ พลาสติกที่หลายคนกำลังกังวลอยู่นี้ เป็นแค่เรื่องของราคาที่แพงขึ้น หรือจะลุกลามไปเป็นการขาดแคลน แต่หนึ่งในผลกระทบสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ ในยุคหลังโควิด ปัจจัยขับเคลื่อนเงินเฟ้อที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงในตอนนั้นคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์

 

Second Round Effect คืออะไร?

 

หลายคนอาจสงสัยว่าในเมื่อต้นทุนพุ่งสูงขึ้นแล้ว ทำไมของใช้บนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ตถึงยังไม่ปรับราคาขึ้นทันทีตั้งแต่ช่วงแรก? คำตอบคือสิ่งที่เรียกว่า ‘Time Lag’ หรือความล่าช้าในวงจรการผลิต

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) อธิบายว่า ก่อนหน้านี้เรากำลังเผชิญกับผลกระทบรอบแรก (First Round Effect) นั่นคือค่าน้ำมันแพงขึ้น

 

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่ากำลังตามมา นั่นคือผลกระทบระลอกที่สอง (Second Round Effect) เพราะน้ำมันไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เป็น “ต้นทุนของปิโตรเคมี” โดยเฉพาะพลาสติกที่แทรกซึมอยู่ในทุกส่วนของการใช้ชีวิต รวมทั้งน้ำมันที่แพงขึ้นไปกระทบกับค่าขนส่งโดยตรง และเนื่องจากค่าขนส่งเป็นต้นทุนแฝงอยู่ในสินค้าทุกชนิด สิ่งนี้จึงเริ่มทำให้ต้นทุนสินค้าแพงขึ้นเรื่อยๆ

 

“คนเริ่มรู้สึกกันแล้วจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น แต่การขึ้นถือว่ายังไม่สุด เพราะกองทุนน้ำมันยังชดเชยอยู่เกือบ 20 บาทต่อลิตร แต่น้ำมันแพงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน เพราะเป็นต้นทุนของหลายอย่าง โดยเฉพาะพลาสติก ทำให้สินค้าจะแพงขึ้นเรื่อยๆ”

 

‘แพงขึ้น’ ไม่น่ากลัวเท่า ‘ขาดแคลน’

 

ดร.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าของแพง ก็คือ ‘ภาวะขาดแคลน’

 

“สินค้าราคาแพงคนยังพอหาซื้อหรือหลีกเลี่ยงการใช้ได้ แต่ถ้าของขาดแคลนจะเป็นเรื่องใหญ่กว่ามาก ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมอาหาร ต่อให้ทำอาหารเสร็จแล้ว แต่ถ้าไม่มีบรรจุภัณฑ์พลาสติกมาใส่ ก็ไม่สามารถนำออกไปขายได้ หรือหากไม่มีพลาสติกสำหรับบรรจุน้ำดื่ม สถานการณ์ก็จะยิ่งน่ากังวล” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

หากความขัดแย้งจบลงเร็ว วิกฤตจะไม่เกิดเพราะทุกคนยังมีสต็อกสินค้า แต่หากสินค้าที่ไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซหายไป 15-20% โดยไม่กลับมา ในระยะแรกตลาดจะดึงสต็อกออกมาใช้ก่อน แต่เมื่อพ้นช่วงไตรมาสที่ 2 ไปแล้ว สถานการณ์จะเริ่มน่ากังวล

 

ในกรณีเลวร้ายที่สุดหากของขาดแคลนจริงๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะต้องหยุดชะงักลงทันที เพราะห่วงโซ่อุปทานนั้นเชื่อมโยงกันไปหมด และจะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องทำในเวลานี้คือการพยายามรักษาอุปทานไว้ให้ได้ เช่น เม็ดพลาสติกและปุ๋ย พร้อมกับ “Hoping for the best, prepare for the worst”

 

Eka Global เผยต้นทุนบรรจุภัณฑ์จ่อพุ่ง 20-40% SME เสี่ยงขาดแคลนของ

 

แหล่งก๊าซธรรมชาติหลักของโลกที่ถูกโจมตีในตะวันออกกลาง ส่งผลสะเทือนถึงอุตสาหกรรมพลาสติกไทยด้วยเช่นกัน ล่าสุด CEO ของบริษัท Eka Global บอกว่าซัพพลายเม็ดพลาสติกโลกตึงตัวหนัก คาดต้องปรับราคาขายส่งผ่านต้นทุนสู่เจ้าของแบรนด์สินค้า 20-40%

 

ชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด (Eka Global) ผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยืดอายุอาหารระดับโลก เปิดเผยกับ THE STANDAR WEALTH ว่าเหตุระเบิดแหล่งก๊าซธรรมชาติ ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเม็ดพลาสติกได้

 

ชัยวัฒน์ประเมินว่า ตั้งแต่สัปดาห์แรกของสงคราม ซัพพลายเม็ดพลาสติกในตลาดโลกหายไปแล้วกว่า 30-50% ส่งผลให้เกิดภาวะซัพพลายตึงตัวอย่างหนัก แม้ปัจจุบันจะยังมีวัตถุดิบหลงเหลืออยู่บ้างแต่ต้องใช้วิธี ‘แบ่งกัน’ ระหว่างผู้ประกอบการ

 

“ในระยะสั้นของยังมีอยู่บ้างแต่น้อย และราคาจะแพงขึ้นมาก กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ SME ที่อาจจะหาของไม่ได้เลย ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ยังพอหาได้แต่ต้องสู้ด้วยราคา”

 

สถานการณ์นี้ไม่ได้กระทบแค่พลาสติกชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ลามไปถึงทุกอุตสาหกรรมที่ใช้แพ็กเกจจิ้ง เพราะโรงงานปิโตรเคมี (กลางน้ำ) ในไทยมีผู้เล่นรายใหญ่เพียง 3-4 รายเท่านั้น เมื่อสารตั้งต้นขาดแคลน บางแพลนต์ต้องหยุดการผลิตหรือลดกำลังการผลิตลงตามรายงานที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ก่อนหน้านี้

 

CEO Eka Global ยืนยันว่าในฐานะผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Cost Pass-through หรือการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องทำ

 

ทั้งนี้ ชัยวัฒน์คาดการณ์ว่า สินค้าประเภทบรรจุภัณฑ์พลาสติกมีแนวโน้มต้องปรับขึ้นราคาเฉลี่ย 20-40% เพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

 

“จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับ ‘สต็อก’ ของแต่ละแบรนด์ หากสงครามลากยาว 3-6 เดือน สินค้าบนชั้นวางอาจเริ่มขาดแคลนในบางสาขาหรือบางแบรนด์” ชัยวัฒน์ กล่าว

 

โดยยกตัวอย่างโครงสร้างราคาสินค้าที่ใช้พลาสติกเยอะ เช่น น้ำดื่ม หากขวดแพงขึ้น 40% ราคาน้ำดื่มอาจต้องขึ้น 10-15% แต่สินค้ามูลค่าสูงอย่างคอสเมติกหรือครีมกระปุกละหลายร้อยบาท อาจจะไม่ได้รับผลกระทบจนต้องปรับราคาตาม

 

ใช้เครือข่ายโรงงาน จีน-อินเดีย พยุงซัพพลาย

 

ท่ามกลางวิกฤต ชัยวัฒน์ระบุว่า Eka Global ยังคงมีความได้เปรียบจากการมีฐานการผลิตกระจายตัวอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะโรงงานใน จีนและอินเดีย ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์วัตถุดิบยังไม่ตึงตัวเท่าประเทศไทย

 

“เรามีการทำ Risk Management โดยอาศัยความเป็นกรุ๊ปในการซอร์สซิงวัตถุดิบจากจีนและอินเดียมาช่วยเสริม ซึ่งที่นั่นหาของได้ง่ายกว่าและราคาถูกกว่าไทย ส่วนหนึ่งอาจเพราะความสัมพันธ์ระดับประเทศระหว่างจีน-อินเดีย กับอิหร่าน ทำให้เขายังนำเข้าของได้อยู่”

 

แม้จะมีสัญญาณการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ CEO Eka Global เชื่อว่าโลกจะไม่กลับไปเหมือนเดิม โดยประเมินว่า หากสงครามสงบวันนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน กว่าโรงงานปิโตรเคมีจะกลับมาเดินเครื่องได้เต็มสูบ

 

“แต่อย่างไรก็จะเป็น New Normal ของราคา มองว่าราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นไปแล้ว มีโอกาสยากมากที่จะปรับลดลงมาเท่าเดิมก่อนสงคราม หรืออาจต้องใช้เวลานานเป็นปี” ชัยวัฒน์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม Eka Global ยังคงเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 10-15% หรือตั้งเป้ายอดขายที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท จากปี 2568 ที่มียอดขาย 1,100 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่านวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ยังเป็นที่ต้องการของตลาดไทยและตลาดโลกตราบเท่าที่ผู้บริโภคยังต้องกินต้องใช้ แม้จะต้องเผชิญกับภาวะค่าไฟและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงานก็ตาม

 

MALEE ปรับแผนรับมือ หลังต้นทุน PET แพงขึ้น

 

จากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น เอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มาลี กรุ๊ป (MALEE) เปิดเผยว่า ผลกระทบและกลยุทธ์การตั้งรับของบริษัทต่อวิกฤตการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ MALEE ต้องปรับแผนการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเดิมทีภูมิภาคตะวันออกกลางคือหนึ่งในเป้าหมายหลักที่บริษัทเตรียมบุกตลาดและได้เริ่มส่งออกสินค้าไปบ้างแล้ว

 

ปัจจัยหลักที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบคือ ‘ต้นทุนวัตถุดิบ’ โดยเฉพาะพลาสติกที่อิงกับราคาน้ำมัน รวมถึงค่าขนส่งที่อาจเพิ่มขึ้นจากราคาดีเซล ซึ่งปัจจุบันราคาตลาดของพลาสติก PET ปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างมาก

 

อย่างไรก็ตาม MALEE มีข้อได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นของบรรจุภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งขวดพลาสติก PET, กล่องกระดาษ (UHT), กระป๋องอะลูมิเนียม และกระป๋องเหล็กทินแคน

 

“สัดส่วนบรรจุภัณฑ์ที่เราใช้มากที่สุดคือกล่องกระดาษ รองลงมาคือกระป๋องอะลูมิเนียม หากพลาสติกเริ่มขาดแคลน เราก็มีทางออกโดยการเพิ่มสัดส่วนไปที่กล่องกระดาษแทน เนื่องจากเรามีเครื่องจักรและโรงงานที่สามารถผลิตได้เอง ทำให้เราบริหารจัดการต้นทุนได้ดีระดับหนึ่ง” เอกรินทร์กล่าว

 

“เป้าหมายสำคัญอันดับแรกของเราตอนนี้คือ ทำยังไงให้ไม่เกิดภาวะของขาด วัตถุดิบต้องเข้ามาที่โรงงานอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้กระทบการขาย ส่วนประเด็นการปรับขึ้นราคาสินค้านั้น เราจับตาดูการแข่งขันอย่างใกล้ชิด แม้ว่าสินค้าบางประเภทในตลาดจะเริ่มประกาศขึ้นราคาแล้ว แต่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของเรายังไม่มีใครปรับขึ้น เราพยายามจัดการต้นทุนภายในให้ดีที่สุดก่อนเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้บริโภค หากไม่จำเป็นจริงๆ จะยังไม่มีการปรับราคา” เอกรินทร์กล่าว

 

สำหรับต้นทุนหลักที่แท้จริงของบริษัทคือค่าวัตถุดิบในการผลิต ซึ่งส่วนใหญ่จัดหาได้จากในประเทศ จึงยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะที่วัตถุดิบทางการเกษตรอย่าง ‘น้ำมะพร้าว’ ปัจจุบันปริมาณผลผลิตในตลาดยังมีสูงจากกระแสการปลูกที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับตลาดจีนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาวัตถุดิบยังอยู่ในจุดที่รับได้

 

พับแผนบุกตะวันออกกลางชั่วคราว เบนเข็มลุย ‘จีน-เกาหลี-อาเซียน’

 

แม้ว่าสงครามจะทำให้แผนการเจาะตลาดตะวันออกกลางต้องสะดุดลง และเริ่มมีค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มอย่าง ‘ค่าประกันภัยสงคราม (War Risk Surcharge)’ สำหรับเส้นทางเดินเรือในพื้นที่เสี่ยง แต่โชคดีที่สัดส่วนรายได้จากภูมิภาคตะวันออกกลางของบริษัทยังไม่ใหญ่มากนัก

 

เพื่ออุดรอยรั่วดังกล่าว MALEE ได้งัดแผนสำรองในช่วงไตรมาสที่ 2 โดยการ ‘เบนเข็ม’ มุ่งเน้นไปที่ตลาดจีน เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และเวียดนามแทน ซึ่งประเทศเหล่านี้ไม่ได้รับผลกระทบจากเส้นทางการเดินเรือ โดยคาดหวังว่าหากสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ตลาดตะวันออกกลางจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3

 

บริษัทยังคงเดินหน้าตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2569-2571 ไว้ที่ เติบโตเฉลี่ยที่ 10-15% ต่อปี จากฐานรายได้ปีที่แล้วที่ 7,800 ล้านบาท และจากการประกาศงดจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 เพราะเป็นการเตรียมเงินสดสำรองสำหรับการลงทุนครั้งใหญ่ โดยแบ่งเป็น

 

  • งบลงทุนด้านเครื่องจักร (CAPEX) ใช้มากกว่า 100-200 ล้านบาทต่อปี เพื่อปรับปรุงระบบหลังบ้านและเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานด้วยระบบ Automation
  • งบการตลาดและวิจัย (OPEX) ในระดับหลายร้อยล้านบาท เพื่อใช้สร้างแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศอย่างดุดัน รวมถึงลงทุนในทีมนักวิจัยและเครื่องมือสำหรับคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ

 

อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ผู้ชนะท่ามกลางไฟสงคราม?

 

ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับคลื่นค่าครองชีพ ภาคธุรกิจในกลุ่มปิโตรเคมีต้นน้ำบางแห่งกลับกลายเป็นผู้ได้รับอานิสงส์จากวิกฤตครั้งนี้ โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่นอกพื้นที่สงครามและไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง

 

หลังจากสงครามปะทุขึ้นมาเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ดัชนีหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (PETRO) ของไทย เป็นกลุ่มที่ราคาพุ่งขึ้นมากที่สุด 17% นำโดยหุ้นอย่าง GGC, PTTGC และ IVL

 

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดข้อจำกัดในการจัดหาแนฟทาและโพรเพน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตของโรงงานโอเลฟินส์ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์

 

ผลกระทบทางตรงจะเกิดกับโรงงานที่ต้องใช้น้ำมันดิบหรือแนฟทาจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เช่น บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่ประกาศตั้งแต่เมื่อ 10 มีนาคมที่ผ่านมาว่า

 

“มีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงานบริษัทระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC ในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์เป็นการชั่วคราว โดย ROC ได้ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ต่อคู่ค้าและลูกค้าตามสิทธิที่กำหนดไว้ในสัญญาที่เกี่ยวข้องแล้ว การหยุดโรงงาน ROC มีผลกระทบต่อต้นทุนโดยประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน”

 

ในทางตรงกันข้าม บริษัทอย่าง บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ที่พึ่งพาก๊าซจากอ่าวไทยถึง 60-70% จะไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนอุปทานแน่นอน ทำให้มีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าโรงงานที่ใช้แนฟทาอย่างชัดเจน

 

ในช่วงไตรมาส 1 โรงกลั่นและปิโตรเคมีหลายแห่งจะมีกำไรมหาศาล เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลน ในขณะที่โรงงานเหล่านี้ยังคงใช้วัตถุดิบต้นทุนต่ำที่สั่งซื้อมาล่วงหน้า ทำให้ส่วนต่างกำไร (Margin) กว้างขึ้น แถมยังมีกำไรจากสต็อกวัตถุดิบอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 2 หรือเดือนเมษายน บริษัทต่างๆ จะต้องเริ่มสั่งซื้อวัตถุดิบในราคาที่แพงขึ้น ซึ่งต้องไปลุ้นกันต่อว่าราคาผลิตภัณฑ์ปลายทางจะยังคงปรับตัวขึ้นสอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดแบบ 100% เต็มคือธุรกิจต้นน้ำอย่าง PTTEP ที่ราคาขายปรับขึ้นในขณะที่ปริมาณผลิตยังเป็นปกติ

 

ด้านสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า หนึ่งในผู้ชนะท่ามกลางวิกฤตนี้เห็นได้ชัดเจนจากหุ้นในกลุ่ม MSCI Asia อย่าง Petronas Chemicals Group ในมาเลเซีย ทะยานขึ้นถึง 102% ภายในเดือนเดียว นักวิเคราะห์มองว่าบริษัทได้เปรียบมหาศาลเนื่องจากใช้วัตถุดิบภายในประเทศที่มั่นคงและไม่หยุดชะงัก ในขณะที่คู่แข่งที่ใช้แนฟทาต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างรุนแรง ซึ่งสถานการณ์นี้อาจผลักดันให้ราคาขายผลิตภัณฑ์พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด หากการปิดช่องแคบยังคงยืดเยื้อ

The post เจาะลึกวิกฤต ‘ปิโตรเคมีช็อก’ ทำไมพลาสติกแพง เสี่ยงขาดแคลน น่ากลัวกว่าน้ำมัน 60 บาท/ลิตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตารัฐบาลงัดไพ่ ‘ลดภาษีน้ำมัน’ แบกภาระพันล้าน แก้ปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน? สัญญาณเตือนถึงเวลา ‘เลิกอุดหนุน’ แบบเหวี่ยงแห https://thestandard.co/government-oil-tax-cut-subsidy/ Thu, 19 Mar 2026 01:34:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1188911 ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน

เสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาล ‘ปรับลด’ ภ […]

The post จับตารัฐบาลงัดไพ่ ‘ลดภาษีน้ำมัน’ แบกภาระพันล้าน แก้ปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน? สัญญาณเตือนถึงเวลา ‘เลิกอุดหนุน’ แบบเหวี่ยงแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน

เสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาล ‘ปรับลด’ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันกำลังดังมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และขีดความสามารถในการอุดหนุนราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีจำกัดจากสถานะของกองทุนฯ ที่ยังติดลบต่อเนื่อง

 

ขณะที่ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า เมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็มอาจเตรียมพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตมาเป็นตัวช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ หากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถึงขีดจำกัด

 

ทั้งนี้ ยังต้องจับตาดูต่อไปว่า กระทรวงการคลังจะออกแบบกลไก ‘การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ รอบนี้อย่างไร ท่ามกลางภาวะที่ฐานะการคลังของประเทศมีความเปราะบางอย่างมาก เห็นได้จากระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ใกล้ถึงระดับเพดานที่ 70% และมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือบางแห่งจัดให้อยู่ระดับเชิงลบ (Negative)

 

เข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซลไทย ‘ภาษี’ ครองสัดส่วนกว่า 30%

 

ตามข้อมูลจากสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สนพ.) พบว่า ราคาน้ำมันดีเซลค้าปลีก 1 ลิตรที่หน้าปั๊ม ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 30.44 บาท ประกอบด้วย 8 ส่วนหลัก ได้แก่

 

1. ราคา ณ โรงกลั่น (ราคาเนื้อน้ำมัน) 39.44 บาท

 

2. ภาษีสรรพสามิต 6.92 บาท

 

3. ภาษีเทศบาล 0.69 บาท

 

4. กองทุนน้ำมันฯ -19.86 บาท

 

5. กองทุนอนุรักษ์ 0.05 บาท

 

(ราคาขายส่ง 27.24 บาท)

 

6. VAT ของราคาขายส่ง 1.91 บาท

 

(ราคาขายส่งรวม VAT 29.15 บาท)

 

7. ค่าการตลาด 1.21 บาท

 

8. VAT ของค่าการตลาด 0.08 บาท

 

(ราคาขายปลีกวันนี้จึงเท่ากับ 30.44 บาท)

 

จากโครงสร้างราคาน้ำมันจะเห็นว่า ภาษีต่างๆ (ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และ VAT) คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 32% ของราคาขายปลีก ขณะที่ภาษีสรรพสามิตอย่างเดียวคิดเป็น 22.73% ของราคาขายปลีก ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569

 

ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน 1

 

ลดภาษีสรรพสามิต ลดราคาหน้าปั๊มลงได้จริงหรือ?

 

ดังนั้น ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) อธิบายว่า การอุดหนุนราคาน้ำมัน ผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตจะช่วยให้ราคาหน้าปั๊มลดลงได้ หากไม่มีการปรับเพิ่มโครงสร้างราคาตัวอื่น เห็นได้จากช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลไทยในยุคนั้นทำมาตรการทั้ง 2 อย่างไปพร้อมๆ ก็ช่วยลดราคาขายปลีกได้

 

‘กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ ใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลวันละเท่าไหร่?

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) อธิบายต่อว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันในระดับที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลของไทยสูงถึงวันละประมาณ 70 ล้านลิตร ยังไม่รวมการชดเชยแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ที่ปัจจุบันรัฐบาลอุดหนุนอีกลิตรละ 8-9 บาท

 

“1 วันเราขายน้ำมันดีเซลประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน ถ้าสมมุติเราชดเชยอยู่ประมาณ 18 บาทต่อลิตร คูณไปก็เท่ากับประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท เฉพาะดีเซลเท่านั้น ไม่นับแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ที่เราชดเชยอีกลิตรละประมาณ 8-9 บาท ดังนั้นภาระของกองทุนน้ำมันฯ ค่อนข้างสูงมาก” ดร.พิพัฒน์

 

การใช้กลไก ‘ภาษีสรรพสามิต’ ทำให้รัฐสูญรายได้เท่าไหร่?

 

ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า การลดภาษีสรรพสามิต 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณเดือนละ 2,800 ล้านบาท สำหรับผลกระทบต่อหนี้สาธารณะขึ้นอยู่กับ ‘ขนาด’ และ ‘ระยะเวลา’ ที่ลด

 

“ในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รัฐเคยลดภาษีตั้งแต่ 3-5 บาทต่อลิตรเป็นเวลากว่า 1 ปี ทำให้สูญเสียรายได้ไปราว 1.5 – 1.7 แสนล้านบาท รัฐบาลจึงต้องรักษาสมดุลให้ดีระหว่างการพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน กับความเสี่ยงที่การดูแลต้นทุนนี้จะทำให้หนี้สาธารณะแตะเพดานเร็วขึ้น” ณัฐพรกล่าว

 

ทั้งนี้ ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ถือเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้หลักของของกระทรวงการคลัง โดยในปีงบประมาณ 2568 ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นรายได้ลำดับที่ 4 รองจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

โดยในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมันฯ ได้ถึง 243,667 ล้านบาท คิดเป็น 7.19% ของรายได้ที่กระทรวงการคลังจัดเก็บได้ทั้งหมดที่ 3,391,126 ล้านบาท

 

ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน 2ภาพประกอบแสดงโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิต และผลกระทบจากการอุดหนุนราคาพลังงาน 3

 

หากรัฐบาลไม่อุดหนุนราคาน้ำมัน เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร?

 

อย่างไรก็ตาม ในอีกแง่มุม ณัฐพรยังอธิบายถึงความเสี่ยง หากรัฐไม่ช่วยอุดหนุนแล้วปล่อยให้ราคาดีเซลลอยตัวตามจริง ซึ่งในบางวันอาจสูงถึงลิตรละเกือบ 50 บาทนั้น จะทำให้เกิดภาวะ Negative Supply Shock ขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งอัตราเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และเศรษฐกิจในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ธุรกิจอาจตั้งรับไม่ทันและล้มลง ซึ่งการไปฟื้นฟูเยียวยาในภายหลังอาจต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่าการพยุงราคาในตอนนี้

 

“ถ้าเกิดช็อกในระยะสั้น ที่มาเร็วและแรงเกินไป ธุรกิจอาจตั้งรับไม่ทัน ธุรกิจก็อาจจะล้มลง โดยหากรัฐปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นขึ้น การฟื้นฟูก็อาจจะใช้ต้นทุนมากกว่าได้” ณัฐพร

 

KResearch เปิดกลุ่มเป้าหมายที่รัฐควรช่วยเหลือเป็นอันดับแรก

 

ดังนั้นณัฐพรจึงกล่าวต่อว่า เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังของไทยที่ลดลงและฐานะการคลังของไทยที่มีความเปราะบางมากขึ้น หากรัฐบาลต้องการจะดำเนินนโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันต่อก็ควรใช้มาตรการแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted) โดยควรต้องกำหนดทั้งวงเงินงบประมาณ ระยะเวลา และกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

 

โดยณัฐพรมองว่า กลุ่มที่ควรได้รับการช่วยเหลือเป็นอันดับต้นๆ คือ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ และโลจิสติกส์ เนื่องจากเป็นต้นทุนพื้นฐานที่กระทบต่อค่าครองชีพ อาหาร และการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในวงกว้าง

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังควรกำหนดให้การอุดหนุนเป็นมาตรการชั่วคราว โดยอาจมีการประเมินสถานการณ์ทุกๆ 1-2 เดือน และกำหนดเงื่อนไข (Trigger) การยกเลิกให้ชัดเจน เช่น หากราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลงก็ให้ยกเลิกมาตรการ

 

รัฐบาลไม่มีอำนาจเต็ม แต่เวลาก็ไม่รอ

 

ณัฐพรกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังพอเป็นเครื่องมือที่ใช้พยุงราคาได้อยู่ แต่หากสถานการณ์เลวร้ายและลากยาวเกินไป ลำพังเพียงกองทุนน้ำมันฯ อย่างเดียวก็อาจจะรับมือไม่อยู่ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มอาจเผชิญกับข้อจำกัดเชิงกฎหมายได้ กระนั้นณัฐพรยังมองว่า การจะรอให้รัฐบาลชุดใหม่จัดตั้งเสร็จสิ้นและมีอำนาจเต็มในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมก็ ‘อาจช้าเกินไป’

 

“สถานะของรัฐบาลปัจจุบันที่ยังไม่มีอำนาจเต็มถูกจำกัดโดยกฎหมายว่า การทำนโยบายจะต้องไม่สร้างภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลชุดต่อไป เว้นแต่จะมีการตีความได้ว่า เป็นเรื่องที่เร่งด่วนและจำเป็น”

 

“ถ้ารอให้รัฐบาลมีอำนาจเต็ม ซึ่งคาดว่าจะเกิดในช่วงปลายเมษายนถึงต้นพฤษภาคมอาจจะไม่ทัน (Too Late) เพราะสถานการณ์ตอนนี้งวดมากแล้ว โดยจุดวิกฤตอาจจะอยู่ในช่วงตอนนี้ถึงเดือนหน้า แล้วสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซก็ค่อนข้างโน้มเอียงไปทางว่า ไม่น่าจะจบเร็ว” ณัฐพรกล่าว

 

KKP ย้ำนอกจากอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม ควรทยอยลอยตัวราคาน้ำมันตามกลไก

 

ดร.พิพัฒน์ ตอกย้ำว่า เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยมีจำกัด ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น จึงมองว่า ไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่เราจะตรึงราคาน้ำมันไม่ให้ขยับเลยได้

 

“การอุดหนุนราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หรือการลดภาษีสรรพสามิต ไม่ได้ต่างกัน เนื่องจากการลดภาษีทำให้รายได้ของรัฐหายไป ทำให้รัฐบาลขาดดุลการคลังเยอะขึ้น สุดท้ายหนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ดี เพราะฉะนั้นการตรึงราคาไม่ให้ส่งผ่านไปยังราคาขายปลีก และไม่ส่งสัญญาณกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการประหยัดพลังงานอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดี” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

พร้อมทั้งยืนยันต่อว่า นโยบายที่อาจจะเหมาะสมกว่าคือ รัฐควรทยอยปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวอย่างสมเหตุสมผลตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น รวมถึงการปรับการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted) เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อนสูงโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการคลังที่สูงเกินไปได้

 

KKP เปิดทางออกด้านความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะสั้น-ยาว

 

นอกเหนือจากการใช้มาตรการอุดหนุนแล้ว ดร.พิพัฒน์ ยังแนะการรับมือกับความมั่นคงทางพลังงานของไทยในระยะสั้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันไทยเผชิญช็อกทั้งด้านราคาและด้านปริมาณ รัฐบาลต้องเร่งกระจายความเสี่ยงในการจัดหาแหล่งพลังงาน เพราะไทยพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเกินกว่าครึ่งหนึ่ง รัฐอาจต้องเจรจานำเข้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น สหรัฐอเมริกา หรือออสเตรเลีย รวมถึงปรับโครงสร้างของโรงกลั่นเพื่อบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์เพื่อป้องกันการกักตุนพลังงาน ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาการขาดแคลนและราคาสูงเลวร้ายลงไปอีก

 

สำหรับการปรับตัวในระยะกลางและระยะยาว ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า วิกฤตนี้ชี้ให้เห็นว่าไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มากเกินไป ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ และปัจจุบันรองรับความต้องการได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ประเทศไทยจึงควรเร่งพัฒนาและให้แรงจูงใจในการลงทุน พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ‘อย่างจริงจัง’ เพราะปัจจุบันไทยมีสัดส่วนพลังงานทดแทนน้อยกว่า 20% ซึ่งยังตามหลังหลายประเทศที่มีสัดส่วนพลังงานทดแทนเกินครึ่งหนึ่งไปแล้ว

The post จับตารัฐบาลงัดไพ่ ‘ลดภาษีน้ำมัน’ แบกภาระพันล้าน แก้ปัญหาน้ำมันแพงแค่ไหน? สัญญาณเตือนถึงเวลา ‘เลิกอุดหนุน’ แบบเหวี่ยงแห appeared first on THE STANDARD.

]]>
จบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง แบงก์ชาติหั่นดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำสุดอันดับ 3 ของโลก ส่งผลกระทบต่อผู้กู้เงิน ผู้ฝากเงิน ประชาชน นักลงทุนอย่างไร? https://thestandard.co/thailand-rate-cut-global-lowest-impact/ Thu, 26 Feb 2026 03:27:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1181858 ภาพประกอบข่าวการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ผลกระทบต่อผู้กู้ ผู้ฝาก และตลาดหุ้น

ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมกา […]

The post จบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง แบงก์ชาติหั่นดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำสุดอันดับ 3 ของโลก ส่งผลกระทบต่อผู้กู้เงิน ผู้ฝากเงิน ประชาชน นักลงทุนอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ผลกระทบต่อผู้กู้ ผู้ฝาก และตลาดหุ้น

ในการประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้เหตุผลว่ามาจาก (1) เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง (2) อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น (3) สินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง เงินบาทปรับแข็งค่าขึ้น อีกทั้งสภาพคล่องของ SME และครัวเรือนยังตึงตัว

 

อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ถือว่า ‘เซอร์ไพรส์ตลาด’ และหักปากกาเซียนของนักวิเคราะห์แทบทุกสำนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างมองว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตดีกว่าคาดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 กนง.น่าจะรอดูท่าทีของนโยบายรัฐบาลใหม่ และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นต้น

 

ดอกเบี้ยไทยสู่ยุคต่ำรั้งท้ายอันดับ 3 ของโลก

 

โดยการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ยังทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย (ที่ระดับ 1.00%) ต่ำเป็นอันดับที่ 3 ของโลก จากการรวบรวมข้อมูลกว่า 50 ประเทศ ทั้งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และประเทศพัฒนาแล้ว (DM) โดยมีเพียงประเทศสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้นที่ต่ำกว่าไทย

 

ย้ำดอกเบี้ย 1.00% ต่ำสุด หากไม่นับรวมช่วงวิกฤต

 

ในการแถลงข่าว ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.00% ถือว่า ต่ำที่สุดแล้วหากไม่นับรวมช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่เคยลดลงไปต่ำสุดถึง 0.5%

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้เข้าขั้นวิกฤต ดูจากในอดีตช่วงโควิด ซึ่งในขณะนั้นอัตราการเติบโตของ GDP ไทยติดลบ อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงลงไปถึง 0.5% แต่ตอนนี้ ไม่มีวิกฤตขนาดนั้น เพียงแต่กรรมการมองว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปสู่ระดับ 1.00% สามารถช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ได้ จากการเข้าไปคุยกับผู้ประกอบการ หรือเห็นความเดือดร้อนของธุรกิจและประชาชน

 

ทำไมกนง.เลือกลดดอกเบี้ย ‘ตอนนี้’?

 

ในการแถลงข่าว ดร.ดอนกล่าวว่า คณะกรรมการได้หารือกันเรื่องจังหวะเวลาและยอมรับว่า การลดดอกเบี้ยในตอนที่ตัวเลข GDP เพิ่งขยายตัวสูงเกินคาดนั้นเป็นเรื่องที่สื่อสารกับสาธารณะได้ยาก และทางเลือกที่ง่ายที่สุดคือการปล่อยให้เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้แล้วค่อยไปลดในครั้งหน้า

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือเศรษฐกิจไทย การลดดอกเบี้ยให้เร็วขึ้นจะสามารถช่วยเหลือและประคองเศรษฐกิจได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 เดือน ดังนั้นในเมื่อประเมินทิศทางแล้วว่าอย่างไรก็ต้องลดดอกเบี้ย จึงตัดสินใจลดทันทีในครั้งนี้ในลักษณะของการดึงมาทำก่อน (Front-load)

 

“จริงๆ ง่ายที่สุด สำหรับผม และกรรมการด้วยคือ ปล่อยไปตามตลาดคาด แล้วค่อยไปลดครั้งหน้า แต่ทีนี้เราเห็นความสำคัญว่า เราสามารถช่วยเศรษฐกิจไทยได้เร็วขึ้นอย่างน้อย 2-3 เดือน ก็ยังดี แล้วก็ถ้าจะลดอยู่แล้ว ก็ ลดครั้งนี้เลย คล้าย ๆ กับว่า Front-load ขึ้นมา” ดร.ดอนกล่าว

 

บริบท ‘เศรษฐกิจไทย’ เป็นอย่างไร ทำไมกนง.ถึงต้องลดดอกเบี้ย

 

  • เศรษฐกิจในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึงจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แม้เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 ที่ขยายตัว 2.5%

 

โดยดร.ดอนกล่าวว่า แม้ว่ากนง.รอบนี้จะไม่ใช่รอบปรับประมาณการ แต่ปัจจุบัน กนง.คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวประมาณ 2% บวกลบ อย่างไรก็ตาม อัตราดังกล่าวถือว่า ยังต่ำกว่าอัตราการเติบโตตามศักยภาพ (Potential GDP Growth) ซึ่งอยู่ที่ราว 2.7% ไปอย่างน้อยถึงปี 2570 สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะกลับไปสู่ระดับการเติบโตตามศักยภาพได้

 

  • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ยังอยู่ระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% โดยธปท.ยังคาดว่า อัตราเงินเฟ้อจะทยอยปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายช้ากว่าที่ประเมินไว้ โดยก่อนหน้านี้กนง.คาดว่า จะกลับสู่กรอบเป้าหมายในครึ่งแรกของปี 2570 แต่ปัจจุบันกว่าเงินเฟ้อจะเข้ากรอบน่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2570

 

  • สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง และมีแนวโน้มต่ำ ส่วนหนึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้รายใหม่และลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs ที่มีความเสี่ยงสูงยังปรับเพิ่มขึ้น

 

  • เงินบาทยังแข็งค่า ตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย Fed และปัจจัยเฉพาะของไทย โดยการแข็งค่าของเงินบาทยังซ้ำเติมภาวะการเงินของผู้ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่มีการแข่งขันด้านราคาสูงและอัตรากำไรต่ำ

 

ดอกเบี้ยไทยจบ ‘วงจรขาลง’ แล้ว?

 

ในการแถลงข่าว ดร.ดอน นาครทรรพ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า ระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันที่ 1.00% ‘เพียงพอ’ กับการประเมินเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้ว ถ้าไม่เหตุการณ์อะไรรุนแรงกว่าที่ประมาณการไว้

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนกล่าวต่อว่า แต่หากในอนาคตมีเหตุการณ์รุนแรงอะไรเกิดขึ้นก็ยังมี Policy Space รออยู่ราว 0.50% เมื่อเทียบกับช่วงโควิดที่อัตราดอกเบี้ยของไทยเคยแตะระดับ 0.50%

 

โดยดร.ดอน เปิดเผยว่า Policy Space เป็นหนึ่งในประเด็นที่คณะกรรมการฯ หารือกันว่าควรกันไว้ที่ 0.50% หรือ 0.75% เพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ดอนยืนยันว่า ปัจจุบันกระสุนของไทยไม่ได้เหลือแค่ 0.50% อาจลงไปมากกว่านั้นก็ย่อมได้ ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ

 

โดยหลังจากการแถลงของกนง. นักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ รวมถึงกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ล้วนมองตรงกันว่า “โอกาสที่กนง.จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากจุดนี้อาจมีค่อนข้างจำกัด”

 

ยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ส่งผลอย่างไรต่อผู้กู้เงินและผู้ออมเงิน?

 

  • ผู้กู้รายเก่า (ผู้ที่มีหนี้เดิมอยู่แล้ว): จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง
  • ผู้กู้รายใหม่: จะได้รับประโยชน์เพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น: โดยจะต้องเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตไม่สูงและได้รับการอนุมัติสินเชื่อก้อนใหม่ จึงจะได้ใช้อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ต่ำลง
  • ผู้ออมเงิน: อัตราดอกเบี้ยต่ำส่งผลต่อผลตอบแทนของผู้ออมและพฤติกรรม search-for-yield

 

โดยในการแถลงข่าว ดร.ดอน ระบุว่า กนง.ได้คำนึงถึงผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำว่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ออม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ผู้สูงอายุ’ ที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเงินออมเพื่อการดำรงชีพมากขึ้นตามวัย

 

นอกจากนี้ กนง.ยังจับตาภาวะดอกเบี้ยต่ำที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Search for yield) โดยธปท.ได้เห็นพฤติกรรมที่ประชาชนบางส่วน ย้ายเงินออกจากบัญชีเงินฝากประจำเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น กองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งคณะกรรมการให้ความสำคัญและคอยติดตามความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในมิติของการเก็งกำไรเกินควรและการทำ Search for yield อย่างใกล้ชิด

 

อย่างไรก็ตาม กนง. ประเมินว่าในปัจจุบันระดับของการเคลื่อนย้ายเงินเพื่อแสวงหาผลตอบแทนดังกล่าวยังไม่ได้มีปริมาณมากจนถึงขั้นที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวมของเศรษฐกิจ

 

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ยังกล่าวถึงผลกระทบจากสินเชื่อของสถาบันการเงินไม่ได้เร่งตัวต่อแคมเปญเงินฝากว่า ทำให้ธนาคารต่างๆ ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งระดมเงินฝากเพิ่มเช่นกัน ส่งผลให้แคมเปญเงินฝากดอกเบี้ยพิเศษเพื่อดึงดูดเงินฝากแบบที่เคยมีมาจะลดน้อยลง และอัตราดอกเบี้ยหน้าแคมเปญจะทยอยปรับลดลงมาเช่นกัน

 

ยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ส่งผลอย่างไรต่อ ‘ตลาดหุ้น’: จะดันหุ้นไทยไปได้ถึงไหน? หลังพุ่งทะลุ 1,500 จุด

 

ก่อนหน้าการประชุม กนง. ที่เกิดขึ้นล่าสุด (25 กุมภาพันธ์) ดูเหมือนแวดวงตลาดทุนจะค่อนข้างมั่นใจว่าจะเห็นมติ ‘คงดอกเบี้ยนโยบาย’ ไว้ที่ระดับ 1.25% อย่าง ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ คาดการณ์ว่า “จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับเดิม 1.25% อย่างแน่นอน และประเมินว่าผลกระทบคงจะไม่มีนัยสำคัญมากนัก เนื่องจากเป็นรอบการประชุมที่ไม่ได้มีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจใหม่ออกมาแต่อย่างใด”

 

เมื่อมติ กนง. ออกมาเป็นการลดดอกเบี้ยแบบที่หลายคนไม่ได้คาดคิด ทำให้ดัชนี SET ของตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นทันทีในช่วงสั้น ไปแตะระดับ 1,522.70 จุด ทำสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี 5 เดือน ก่อนจะย่อลงมาปิดตลาดที่ 1,516.01 จุด เพิ่มขึ้น

 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะเป็นแรงหนุนให้กับหุ้นไทยไปต่อได้อีกมากน้อยแค่ไหน หลังจากที่ดัชนีพุ่งขึ้นมาแล้วกว่า 250 จุด หรือ +20% ในเวลาไม่ถึง 2 เดือน

 

ณัฐชาตกล่าวว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ “เซอร์ไพรส์ในเชิง timing (จังหวะเวลา) เดิมทีตลาดคาดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะลดในการประชุมครั้งนี้”

 

“เหตุผลในการลดครั้งนี้ชัดเจนมาก กนง.รู้อยู่แล้วว่าตลาดคาดว่าจะลด จึงลดเลยตอนนี้ ในขณะที่เศรษฐกิจยังคลุมเครือ ถ้าไปลดช่วงที่รัฐบาลใหม่เข้ามาแล้ว เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จะเป็นการขัดกับความรู้สึกเล็กน้อย”

 

นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลอื่นๆ ประกอบด้วย ทั้งเงินเฟ้อ และการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มเปราะบาง

 

อย่างไรก็ตาม หากอิงจากการประเมินด้วยวิธี P/E Model การลดดอกเบี้ยทำให้ระดับเหมาะสมของ SET เพิ่มขึ้นจาก 1,490 จุด เป็น 1,530 จุด แต่จุดสำคัญคือ การส่งสัญญาณที่ชัดเจนมากว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของวัฏจักรรอบนี้

 

“หากนี่คือการลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของวัฏจักรจริง จะทำให้ 1,530 จุด เป็นแนวต้านที่แข็งแกร่งมาก จนกว่าจะเห็นแนวโน้มกำไรของหุ้นไทยถูกปรับขึ้น ถ้าตัวช่วยจากดอกเบี้ยนโยบายจบวันนี้ ทำให้นักลงทุนอาจเริ่มตั้งคำถามว่าจะมีข่าวดีอะไรเหลืออยู่อีก ทำให้การขึ้นต่อจากนี้จะเผชิญกับคนที่พร้อมเทขาย”

 

ส่วนผลกระทบกับหุ้นกลุ่มหลักที่เชื่อมโยงกับดอกเบี้ยนโยบายโดยตรงคือ ธนาคารพาณิชย์และไฟแนนซ์ สำหรับกลุ่มธนาคารอาจถูกกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ที่อาจจะลดลงต่อ สวนทางกับกลุ่มไฟแนนซ์ที่ได้รับผลบวกระยะสั้นจากต้นทุนการเงินที่ลดลง

 

ด้าน สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า “เซอร์ไพรส์ทั้งตลาด ตอนแรกคิดว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน แต่ผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยเชื่อว่าจะจำกัด คิดว่า SET น่าจะพักฐานบริเวณ 1,520 จุด”

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อเนื่องจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ว่าจะไหลเข้าต่อเนื่องหรือไม่ รวมทั้งแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นไทย ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในโมเมนตัมของการฟื้นตัว แต่ยังมีความไม่แน่นอนหลายด้าน

 

ยุค ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ส่งผลอย่างไรต่อ ‘เงินบาท’ และเงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow)

 

กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) มองว่า วัฏจักรการลดอัตราดอกเบี้ยของไทยได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ส่งสัญญาณว่า หากไม่มีเหตุการณ์ที่ผิดไปจากที่ประเมินไว้จนกลายเป็นวิกฤตหรือน่าเป็นห่วงต่อเศรษฐกิจ โอกาสที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกก็แทบจะไม่มีแล้ว

 

ดังนั้นเมื่อทิศทางดอกเบี้ยมีความชัดเจนแล้ว ตลาดจะเปลี่ยนจุดสนใจไปยังปัจจัยอื่นๆ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงแทน เช่น แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ และปัจจัยการเมือง เป็นต้น

 

แม้การลดดอกเบี้ยจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Gap) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ถ่างมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กาญจนามองว่า ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะส่งผลให้เงินบาท โดยประเมินว่ายังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญและอาจจะส่งผลแรงกว่าในระยะนี้ ได้แก่ ทิศทางราคาทองคำ ปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง จังหวะการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รวมถึงความไม่แน่นอนทางนโยบายจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

โดยหลังกนง. ประกาศลดดอกเบี้ย เงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อย โดยปิดตลาดวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ระดับ 31.09 บาทต่อดอลลาร์เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.01 บาทต่อดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตามในเช้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เงินบาทเปิดที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง

 

โจทย์ใหญ่แบงก์ชาติ ทำยังไงให้แบงก์ปล่อยกู้มากขึ้น ส่งผลไปถึงเศรษฐกิจจริง

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า โดยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พื้นฐานแล้ว การลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไม่มากก็น้อย สิ่งสำคัญคือ ธปท.ต้องทำให้มั่นใจว่า การลดดอกเบี้ยจะถูกส่งผ่านไปสู่เศรษฐกิจจริง และไม่มีข้อจำกัดในการส่งผ่าน

 

“สองปีที่ผ่านมา (ดอกเบี้ยเป็นขาลง) การปล่อยกู้ของแบงก์ติดลบ 8 ไตรมาสติดต่อกัน แน่นอนว่าคนที่กู้อยู่ก่อนแล้วได้ประโยชน์จริง แต่การปล่อยกู้ใหม่ยังติดขัด ทำไมลดดอกเบี้ยแล้ว แบงก์ไม่ปล่อยกู้” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

ทั้งนี้ การส่งผ่านนโยบายการเงินมีหลายช่องทาง และช่องทางหนึ่งที่สำคัญคือ ด้านเครดิต หมายความว่า เมื่อลดดอกเบี้ยแล้ว ควรจะเห็นการขยายตัวของสินเชื่อ อีกมิติหนึ่งคือด้านราคา คือการที่ต้นทุนการเงินของทุกคนลดลงตามดอกเบี้ยนโยบาย เช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 0.25% แบงก์จะลดดอกเบี้ย MLR ลง 0.10% – 0.15% เป็นต้น

 

เท่ากับว่าผู้ที่มีเงินกู้อยู่แล้ว เช่น คนที่มีเงินกู้บ้าน หรือเจ้าของธุรกิจ SME ที่มีสินเชื่อธุรกิจ และเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ก็จะได้รับประโยชน์จากภาระดอกเบี้ยที่ลดลง

 

หรือในบางธุรกิจที่มีปัญหาก่อนหน้านี้ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ในฝั่งของธุรกิจที่เป็นผู้พัฒนาโครงการจะมีต้นทุนการเงินสำหรับพัฒนาโครงการลดลง แต่ในฝั่งของผู้ที่ต้องการกู้ซื้อบ้าน จุดนี้จำเป็นจะต้องเห็นมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นให้แบงก์ปล่อยกู้มากขึ้น

 

“ตัวที่ยากกว่าคือ มิติด้านปริมาณ ทำไมสินเชื่อไม่ถูกส่งไปถึงภาคเศรษฐกิจ ทั้งที่จริงๆ ควรจะทำให้คนอยากลงทุนหรืออยากบริโภคมากขึ้น อาจจะเพราะความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงเกินไป แบงก์ชาติต้องหาทางสร้าง incentive ให้แบงก์ปล่อยกู้ แต่เครื่องมือที่จะนำมาใช้ จะต้องเฉพาะเจาะจงไปยังกลุ่มที่ต้องการจริงๆ”

 

สำหรับเครื่องมือที่จะช่วยให้แบงก์ปล่อยกู้มากขึ้น ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า อาจจะเป็นการประกันสินเชื่อบางส่วน ที่เริ่มเห็นมาบ้างแล้ว หรือการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกลุ่ม

 

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยลงมาเหลือ 1% ต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปี เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้ทันที อย่างปัญหาหนี้ครัวเรือน หลักๆ แล้วเกิดจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย ตราบใดที่เศรษฐกิจไม่เติบโต ปัญหาหนี้จะกลับมาอีก สุดท้ายแล้วต้องดูว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้มากน้อยเพียงใด

 

ลดดอกเบี้ยช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้ไทยกลับไปโตเกินศักยภาพได้หรือไม่?

 

ดร.ดอนกล่าวย้ำว่า ข้อจำกัดที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยมาจาก ‘ปัจจัยเชิงโครงสร้าง’ ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการลดดอกเบี้ยหรือนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว นโยบายการเงินเป็นเพียงนโยบายหนึ่งใน ‘แพ็กเกจ’ (Package) เท่านั้น การจะแก้ปัญหาโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน จำเป็นต้องอาศัยการผสมผสานนโยบายหลายด้านร่วมกัน ทั้งจากธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคเอกชนที่ต้องปรับตัว และมาตรการปฏิรูปจากภาครัฐ

 

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยเป็นเสมือนส่วนสนับสนุนที่ช่วย ‘ซ่อมแซมงบดุล’ (Balance Sheet) ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ช่วยบรรเทาภาระหนี้ และช่วยเอื้อให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัว (Transform) หรือไม่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวเพื่อแข่งขันในระเบียบโลกใหม่ได้

The post จบวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง แบงก์ชาติหั่นดอกเบี้ยลงสู่ระดับต่ำสุดอันดับ 3 ของโลก ส่งผลกระทบต่อผู้กู้เงิน ผู้ฝากเงิน ประชาชน นักลงทุนอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดทางรอด-ต่อลมหายใจ ‘กองทุนประกันสังคม’ อยากอยู่รอดเกิน 25 ปี ต้องปฎิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งเปลี่ยนระบบบำนาญ และแยกฟังก์ชันการลงทุนออกจากระบบราชการ https://thestandard.co/social-security-fund-reform-2/ Fri, 30 Jan 2026 11:53:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1171613 ภาพการเสวนาหาทางออกเพื่อปฏิรูป กองทุนประกันสังคม

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 ประกันสังคมก้าวหน้า จัดงานเสวนา […]

The post เปิดทางรอด-ต่อลมหายใจ ‘กองทุนประกันสังคม’ อยากอยู่รอดเกิน 25 ปี ต้องปฎิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งเปลี่ยนระบบบำนาญ และแยกฟังก์ชันการลงทุนออกจากระบบราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเสวนาหาทางออกเพื่อปฏิรูป กองทุนประกันสังคม

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 ประกันสังคมก้าวหน้า จัดงานเสวนามองอนาคต ลงทุนประกันสังคมหัวข้อ ‘เงินสมทบที่เราจ่ายทุกเดือนกำลัง ‘งอกเงย’ หรือ ‘ถดถอย’?’ เพื่อฟังข้อเสนอแนะและร่วมหาทางออกปรับปรุงแนวทางการบริหารงานและกองทุนของสำนักงานประกันสังคม ให้มีความโปร่งใสเป็นที่พึ่งของผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง

 

ภัณฑิรา เวอร์การา อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม และอดีตกรรมการบริหารการลงทุนกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคาร Goldman Sachs ฉายภาพรวมแนวคิดการบริหารเงินลงทุนกองทุนประกันสังคมว่า ปัจจุบันเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม มีมูลค่าประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท หากย้อนดูผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 33 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีผลตอบแทนต่ำมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 1-2% ต่อปี, และหากดูผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังก่อนมีการเลือกตั้ง คำนวณโดย TDRI จะอยู่ที่ 2.7% ต่อปี และล่าสุดผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 5.3%ในปี 2567

 

ทั้งนี้ตัวเลขอัตราการเติบโตของผลตอบแทน คำนวณตามมาตรฐานบัญชีไทย ซึ่งไม่ได้สะท้อนมูลค่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริง และไม่มีการแจกแจงรายละเอียดปลีกย่อยว่าผลตอบแทนที่ได้มาจากการลงทุนในสินทรัพย์ใด สัดส่วนเท่าไร ผลดำเนินงานเป็นอย่างไร

 

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณากรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) พบว่า ปัจจุบันพอร์ตกองทุนประกันสังคม เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง ในประเทศ เช่น ตราสารหนี้มากถึง 65% และลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง 35% ในขณะที่พอร์ตกองทุนบำนาญต่างประเทศโดยเฉลี่ย ให้สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้เพียง 33% เท่านั้น สะท้อนกลยุทธ์ถึงการลงทุนที่ให้น้ำหนักในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เพื่อความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว

 

ภาพการเสวนาหาทางออกเพื่อปฏิรูป กองทุนประกันสังคม 1

 

แต่ด้วยมูลค่ากองทุนประกันสังคมของไทยที่มีขนาดใหญ่เกินตลาดทุนในประเทศ การลงทุนด้วยความเสี่ยงที่ต่ำเกินไปจะฉุดรั้งการเติบโตของพอร์ตในภาพรวมส่งผลให้กองทุนมีอายุสั้นลง

 

ภัณฑิรา กล่าวว่า แนวทางแก้ไขเบื้องต้น คือ ต้องปรับกรอบนโยบายการลงทุนให้กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์นอกตลาด เช่น private equity, อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานซึ่งให้ผลตอบแทนสูง ในช่วงที่ผ่านมากองทุนบำนาญหลายประเทศได้หันมาให้น้ำหนักการลงทุนมากขึ้น เพื่อพยุงชีพเงินกองทุน ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีแผนรองรับความเสี่ยง ไม่ให้เสี่ยงเกินไป จนกระทบผลตอบแทนในภาพรวม

 

ล่าสุดบอร์ดประกันสังคมมีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนกรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) ขยายกรอบสัดส่วนการลงทุน ระหว่างสินทรัพย์ เสี่ยงสูง (High Risk) และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Low Risk) ให้อยู่ในระดับที่สมดุลกันคือ 50:50 ในช่วงปี 2571-2572 เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กองทุน ก่อนเข้าสู่ช่วงสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

 

ลงทุนความเสี่ยงต่ำเกินจริง ทำกองทุนเสียโอกาสสร้างผลตอบแทน 1.8 แสนล้าน

 

อย่างไรก็ตาม ภัณฑิรา ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงกรอบนโยบาย การลงทุนนั้นไม่เพียงพอที่จะยกระดับผลตอบแทนกองทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หากสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนไม่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนมากพอ เพราะติดระเบียบราชการ สุดท้ายแล้วการบริหารกองทุนก็จะไม่มีประสิทธิภาพไปด้วย

 

โดยเสนอแนวทางแก้ไข ที่เป็นไปได้ 2 รูปแบบ คือ

 

  • นำประกันสังคมออกจากระบบราชการ
  • แก้ความโปร่งใสของระบบราชการ

 

ภาพการเสวนาหาทางออกเพื่อปฏิรูป กองทุนประกันสังคม 2

 

ทั้งนี้ การแก้โครงสร้างระบบราชการให้มีความโปร่งใส เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานเพราะต้องแก้กฎหมาย ในขณะเดียวกันเงินในกองทุนประกันสังคมจะต้องถูกจัดสรรไปเป็นสวัสดิการให้กับผู้ประกันตน 25 ล้านคน จึงมีค่าเสียโอกาสไม่สามารถรอได้ โดยภายใต้กรอบนโยบายการบริหารเงินลงทุนแบบเก่า พบว่า กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสสร้างผลตอบแทนมากถึงวันละ 300 ล้านบาท และในช่วง 20 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อสรุปนโยบายการบริหารเงินลงทุน กองทุนประกันสังคม เสียโอกาสสร้างผลตอบแทนไปแล้ว 180,000 ล้านบาท

 

“ดังนั้น ทางออกที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุด คือ ต้องนำกองทุนประกันสังคมออก จากระบบราชการ ให้มีความเป็นอิสระแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)” ภัณฑิรากล่าว

 

แยกบัญชีบุคคลออกจากกองทุน ทางรอดประกันสังคม

 

ทีมประกันสังคมก้าวหน้า กล่าวว่า กองทุนประกันสังคมมีโครงสร้างระบบบำนาญ แบบกำหนดผลประโยชน์ตายตัว (Defined Benefit: DB) จึงมีโอกาสล่มสลาย ด้วยกลไกของตัวมันเอง โดยเงินกองทุนอาจหมดก่อนที่จะจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ ยามเกษียณ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก

 

อ้างอิงจากข้อมูลล่าสุด พบว่า กองทุนประกันสังคม มีแนวโน้มล่มสลายในอีก 25 ปีข้างหน้า เพราะกลไกกำหนดสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับแบบตายตัว เช่น การรับประกันเงินบำนาญ ทำให้การเติบโตของกองทุนต้องพึ่งพาจำนวนแรงงานที่ยังจ่ายเงินสมทบอยู่ในระบบ เพื่อใช้เงินของแรงงานปัจจุบัน ไปจ่ายให้กับแรงงานที่เกษียณแล้ว

 

คำถามคือจะทำอย่างไรให้กองทุนประกันสังคมอยู่นานขึ้น?

 

ประกันสังคมก้าวหน้า ยกตัวอย่างกองทุนบำนาญเนเธอร์แลนด์ที่ต้องปรับโครงสร้างกองทุนจาก Defined Benefit เป็นแบบผสม (Hybrid) ระหว่าง Defined Benefit กับ Defined Contribution ซึ่งเป็นระบบบำนาญที่แยกบัญชีการลงทุนส่วนบุคคลออกจากบัญชีกองทุนรวม เพื่อให้ความเสี่ยงการลงทุนแต่ละบุคคลไม่กระทบกองทุนในภาพรวม แต่ยังการันตีเงินบำนาญเหมือนเดิม

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมของไทย ยังไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างกองทุนเป็นแบบเนเธอร์แลนด์ได้ เพราะติดระเบียบราชการ

 

“ปัจจุบันเราไม่สามารถทำแบบเนเธอร์แลนด์ได้ เพราะเรายังอยู่ในกรอบ ไม่ต้องพูดถึงเปลี่ยนโครงสร้างกองทุนจาก DB เป็น DC แต่จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ 6% ต่อปี ยังไปไม่ถึง”

 

KKP แนะ Spin-off ฟังก์ชันการลงทุนออกมาบริหารแบบมืออาชีพ

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้ความเห็นในเรื่องทางออกของกองทุนประกันสังคมว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดของกองทุนประกันสังคมในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘ความเชื่อมั่น’ ของผู้ประกันตนที่เริ่มตั้งคำถามว่า เงินสมทบที่จ่ายไปทุกเดือนจะยังคงได้รับคืนอย่างครบถ้วนเมื่อถึงวัยเกษียณหรือไม่

 

ดร.พิพัฒน์ชี้ว่า การบริหารเงินขนาดหลายล้านล้านบาทภายใต้กรอบระบบราชการ อาจไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น พร้อมเสนอแนวคิดให้แยกฟังก์ชันการลงทุนออกมาบริหารแบบมืออาชีพ (Spin-off) เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง เปิดทางให้สามารถดึงผู้เชี่ยวชาญระดับสากลเข้ามาบริหารพอร์ต และใช้ระบบวัดผลแบบ Mark to Market ที่สะท้อนผลกำไรขาดทุนตามความเป็นจริง เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างโปร่งใส

 

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน ดร.พิพัฒน์ระบุว่า โครงสร้างพอร์ตในปัจจุบันที่เน้นความปลอดภัย ส่งผลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่เพียงราว 3% ต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรองรับสังคมสูงวัยในระยะยาว จึงเสนอให้ปรับสัดส่วนการลงทุนครั้งใหญ่ ด้วยการเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้น จากระดับประมาณ 35% ขึ้นไปสู่ 50% หรือมากกว่า พร้อมกระจายการลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น หลังจากแนวทางดังกล่าวเริ่มสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปกองทุนไม่อาจพึ่งพาเพียงผลตอบแทนจากการลงทุน แต่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเชิงระบบควบคู่กันไป แม้จะกระทบความรู้สึกของผู้ประกันตนในระยะสั้น ทั้งการปรับเพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณเงินสมทบซึ่งปัจจุบันถูกตรึงไว้ที่ 15,000 บาท การพิจารณาขยายอายุเกษียณให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยาวขึ้น รวมถึงการขยายฐานผู้ประกันตนไปยังแรงงานนอกระบบ เพื่อเพิ่มความยั่งยืนของกระแสเงินสดในกองทุน

 

ท้ายที่สุด ดร.พิพัฒน์ย้ำว่า ต่อให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีเพียงใด หากขาดธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนก็ยากจะฟื้นกลับมา ประเด็นการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทที่ถูกตั้งคำถาม และความไม่ชัดเจนในการเปิดเผยข้อมูล คือภาพจำที่กองทุนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างจริงจัง

 

“หากไม่เริ่มปฏิรูประบบตั้งแต่วันนี้ ภายในราวปี 2572 อาจเริ่มเห็นสัญญาณปัญหาทางการเงิน และในอีก 20–30 ปีข้างหน้า เงินออมตลอดชีวิตของคนรุ่นใหม่อาจเหลือเพียงตัวเลขในกองทุนที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความมั่นคงหลังเกษียณได้อย่างแท้จริง” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

The post เปิดทางรอด-ต่อลมหายใจ ‘กองทุนประกันสังคม’ อยากอยู่รอดเกิน 25 ปี ต้องปฎิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งเปลี่ยนระบบบำนาญ และแยกฟังก์ชันการลงทุนออกจากระบบราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมไทยถดถอยเร็วสุดในอาเซียน KKP เตือนเร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ ก่อนมูลค่า GDP หดเหลืออันดับ 5 https://thestandard.co/thai-industry-decline-gdp-rank-warning/ Thu, 11 Dec 2025 10:53:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1153635 อุตสาหกรรมไทยถดถอยเร็วสุดในอาเซียน KKP เตือนเร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ ก่อนมูลค่า GDP หดเหลืออันดับ 5

เศรษฐกิจไทยกำลังเจอศึกหนักรอบด้าน ปัญหาเชิงโครงสร้างถือ […]

The post อุตสาหกรรมไทยถดถอยเร็วสุดในอาเซียน KKP เตือนเร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ ก่อนมูลค่า GDP หดเหลืออันดับ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมไทยถดถอยเร็วสุดในอาเซียน KKP เตือนเร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ ก่อนมูลค่า GDP หดเหลืออันดับ 5

เศรษฐกิจไทยกำลังเจอศึกหนักรอบด้าน ปัญหาเชิงโครงสร้างถือเป็นระเบิดเวลา โดยเฉพาะปี 2025 ที่หนี้ครัวเรือนและการท่องเที่ยวที่แผ่วลง เริ่มกดดันกำลังใช้จ่ายของประชาชน ด้านธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ก็ทยอยปิดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสงครามภาษีของทรัมป์ที่ยังยืดเยื้อ กดดันการส่งออก ซึ่งเป็น ‘เดอะแบก’ ของเศรษฐกิจไทยปีนี้

 

การถดถอยของภาคอุตสาหกรรม (Deindustrialization) คือ โจทย์เร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันหาทางรอด เพื่อให้ประเทศแข่งขันในเวทีโลกต่อไปได้ ในวันที่การท่องเที่ยวหมดยุคทอง โมเดลพัฒนาเศรษฐกิจถึงทางตัน ทำอย่างไรไทยจะไม่ตกขบวน

 

เปิดสาเหตุอุตสาหกรรมไทยหดตัวเร็วสุดในอาเซียน

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า

 

เมื่อเปรียบเทียบไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ไทยเป็นประเทศเดียวที่อุตสาหกรรมหดตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากโลกาภิวัฒน์ย้อนกลับ (Deglobalization) การค้าโลกชะลอลง ทำให้มูลค่าเพิ่มจากการค้าชะลอตาม แม้ประเทศเพื่อนบ้านจะเผชิญปัญหาเสี่ยงเดียวกัน แต่ผลกระทบไม่รุนแรงเท่า เพราะเศรษฐกิจไทยเปราะบาง จากการเข้ามาตีตลาดของสินค้าจีน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยนำเข้าสินค้าจากจีนมากกว่าประเทศอื่น และสินค้าที่นำเข้าจากจีน เป็นกลุ่มเดียวกับสินค้าที่ผลิตในประเทศและผลิตเพื่อส่งออก โครงสร้างการผลิตสินค้าไทย จึงมีความเสี่ยงถูกตีตลาดมากกว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงหดตัวเร็วกว่าประเทศอื่นด้วยเช่นกัน โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือปิโตรเคมี ยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม

 

นอกจากนี้ประชากรวัยทำงานที่ลดลง สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอีกหนึ่ง ความเปราะบางที่เร่งให้อุตสาหกรรมไทย หดตัวเร็วขึ้น แม้ภาคการผลิต ทุกประเทศจะหดตัวเร็วกว่าแนวโน้มในอดีต แต่ GDP ยังโตต่อได้ในระดับ 3-4% เพราะมีประชากรวัยทำงาน มาช่วยขับเคลื่อนผลิตภาพให้กับเศรษฐกิจ

 

ประชากรวัยทำงานที่ลดลง นำพามาซึ่งสองปัญหาใหญ่ คือ ตลาดบริโภคลดลง ทำให้การลงทุนทำธุรกิจใหม่ๆ ลดลงตามไปด้วย จะเห็นได้จากการหดตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ รถมือสองราคาตก รถมือหนึ่งขายได้น้อยลง รวมถึงขาดศักยภาพ ในการดึงดูดการลงทุน จากต่างประเทศ เพราะขาดแคลนแรงงาน

 

เมื่อเทียบกับเวียดนามที่ตอนนี้เต็มไปด้วยประชากรวัยทำงานที่มีคุณภาพ การที่ประเทศไทย จะแก้ปัญหาหาแรงงานมาชดเชยให้ได้ทั้งคุณภาพและจำนวนจึง
เป็นเรื่องยาก

 

ปี 2026 เผาจริง ภาคผลิตไทย ไร้ปัจจัยหนุน?

 

ลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ย้อนกลับไปปี 2024 อุตสาหกรรมยานยนต์มีการหดตัวมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมติดลบ เนื่องจากมีน้ำหนักต่อ GDP มากที่สุด ต่อมาปี 2025 อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มฟื้นตัว จากการให้เงินสนับสนุนของรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปสู่ EV

 

อย่างไรก็ตามปัจจุบันเริ่มเห็นการหดตัวในหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน ไม่จำกัดแค่ยานยนต์
อุตสาหกรรมที่ยังเติบโตมีน้อยลง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ที่ปีนี้ยังโตได้ดี จากการเร่งส่งออก (Frontloading) เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการภาษีต่างตอบโต้ (Reciprocal Tarriff) ของทรัมป์ ซึ่งเป็นปัจจัยน่ากังวลที่ต้องติดตามต่อในปีหน้า ว่าหากไม่มีการเร่งส่งออกแล้ว ภาคการผลิตของไทยจะหดตัวรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่

 

ทั้งนี้ในปี 2026 คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะโตชะลอลงเฉลี่ย 1.6-1.8% เนื่องจากฐานสูงในปีนี้
และต้องเผชิญกับภาวะ ‘บุญเก่าอ่อนแรง บุญใหม่ยังไม่มา’ โดยไตรมาส 1/2026 คาดว่าจะโตที่ 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โมเมนตัมค่อนข้างอ่อนแรง ช่วงครึ่งปีหลัง ถึงจะเห็นสัญญาณการฟื้นตัว และคาดหวังว่าจะกลับมาโตที่ระดับศักยภาพ 2% ได้ในปี 2027

 

ไทยหันพึ่งท่องเที่ยว แก้เกมอุตสาหกรรมโตช้า

 

ในอดีตการเติบโตของเศรษฐกิจโลกรวมทั้งไทยอาศัยช่วงการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก โดยภาคอุตสาหกรรมมักเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีการเติบโตเร็วกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น เนื่องจากปัจจุบันสำคัญคือเป็นสินค้าที่สามารถค้าขายระหว่างประเทศได้ (Tradable) จึงเกิดการแข่งขันกัน และลักษณะธุรกิจ มักได้ประโยชน์จากการประหยัดต้นทุน เมื่อผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้น (Economies of Scale)

 

ภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นความหวังของประเทศกำลังพัฒนาในการเพิ่มรายได้ต่อหัวให้สูงทันกับ ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ปัจจุบันกระบวนการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมของประเทศกำลังพัฒนา เกิดขึ้นเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วในอดีต หรือเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศเหล่านี้ ยังมีระดับรายได้ปานกลาง เป็นเหตุผลให้ประเทศกำลังพัฒนาเริ่มเติบโตช้าลง และมีรายได้ที่ห่างจากประเทศพัฒนาแล้วมากขึ้น

 

เมื่อย้อนกลับมาดูที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนผ่านจากภาคการผลิตมาสู่ภาคบริการมากขึ้น จากการขยายตัวของการท่องเที่ยว โดยภาคบริการมีบทบาทสำคัญทดแทนภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากมิติแรงส่งต่อการเติบโตของ GDP (Contribution to growth) ในช่วงปี 2011 – 2019 ซึ่งภาคบริการมีแรงส่ง 3.2ppt มากกว่าภาคการผลิตที่ 0.5ppt

 

เช่นเดียวกับขนาดเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนของภาคบริการต่อขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากประมาณ 55% ในปี 2011 เป็น 62% ในปัจจุบัน และในมิติของตลาดแรงงาน ช่วงที่ผ่านมาแรงงานสามารถย้ายไปยังภาคบริการได้ โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว ที่อาศัยกระแสนักท่องเที่ยวจีนที่ขยายตัวขึ้นเร็ว ในช่วงหลังปี 2012 เป็นต้นมา แม้ว่ามูลค่าเพิ่มและผลิตภาพของแรงงานในภาคท่องเที่ยวอาจไม่สูงมากนัก แต่ยังสูงกว่าภาคเกษตรและชดเชยการหดตัวของภาคอุตสาหกรรมได้บ้างในช่วงที่ผ่านมา

 

3 เหตุผล ไทยไม่พร้อมเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจ

 

อย่างไรก็ตาม KKP ประเมินว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ไทยยังไม่พร้อมในการทิ้งภาคอุตสาหกรรมและหันไปพึ่งพาภาคบริการในทันที ด้วย 3 เหตุผล

 

  • ภาคบริการที่ไทยพึ่งพาแทนภาคอุตสาหกรรมเป็นบริการมูลค่าเพิ่มต่ำ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ซึ่งโดยปกติมักมีระดับรายได้ต่อหัวเฉลี่ยที่ต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม และเป็นภาคบริการที่ให้บริการเฉพาะในประเทศและไม่สามารถส่งออกหรือขยายกิจการให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้แบบการส่งออกสินค้า ส่วนใหญ่การบริการในไทยยังเป็นแบบเก่าต่างจากบริการในประเทศพัฒนาแล้ว

 

  • ภาคบริการมีผลิตภาพที่ต่ำกว่าภาคการผลิต เนื่องจากภาคบริการส่วนใหญ่เป็น Non-tradable goods และไม่มีแรงกดดันในการแข่งขันจากต่างประเทศ ทำให้ความจำเป็นในการพัฒนาผลิตภาพมีไม่มาก

 

  • ไทยขาดแรงงานทักษะสูงที่พร้อมต่อการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ภาคบริการมูลค่าเพิ่มสูง แม้ว่าภาคบริการหลายกลุ่มในสมัยใหม่จะมีลักษณะที่สามารถเติบโตและส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ตัวอย่างเช่น การให้บริการทางการเงิน การให้บริการด้านคำแนะนำทางกฎหมาย แต่ประเทศไทยไม่มีความพร้อมจากทั้งแรงงานทักษะสูงที่อยุ่ในระดับต่ำและความสามารถในการดึงดูดแรงงานทักษะสูงที่ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

 

บทสรุป คือ การปล่อยให้ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดหายไป นั้น ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด โดยในทางปฏิบัติภาครัฐ ควรพิจารณาสาเหตุของการชะลอตัว ของภาคอุตสาหกรรม ผ่านการศึกษาเชิงลึก เพื่อแยกกลุ่มว่าอุตสาหกรรมใดไม่สามารถแข่งขันได้ หรืออุตสาหกรรมใดที่ยังมีศักยภาพในการแข่งขัน และมีนโยบายส่งเสริม ให้ภาคอุตสาหกรรมมีการปรับตัวและพัฒนานวัตกรรมอย่างเหมาะสมในระยะยาว รวมทั้งตั้งเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนทางตรงในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างแท้จริง

 

โดยเฉพาะพัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูงและบริการมูลค่าเพิ่มสูงที่เป็นตัวนำการเติบโตได้ เช่น ธุรกิจ IT Outsourcing / Software engineering ในอินเดีย ธุรกิจ Finance / Tech services ในสิงคโปร์ ธุรกิจ IT Export ใน Ireland โดยต้องทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าไทย มีโอกาสสร้างความสามารถ การแข่งขันในด้านใด

 

ดร.พิพัฒน์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมูลค่า GDP ไทยขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค หากไม่ทำอะไรเลยกับปัญหาเชิงโครงสร้าง มีโอกาสที่จะตกไปอยู่อันดับ 5 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คล้ายกับฟิลิปปินส์ที่เศรษฐกิจทรุดจนถูกขนานนามว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย

The post อุตสาหกรรมไทยถดถอยเร็วสุดในอาเซียน KKP เตือนเร่งยกเครื่องเศรษฐกิจ ก่อนมูลค่า GDP หดเหลืออันดับ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชาติ เร่งพิสูจน์ ‘เงินไม่รู้ที่มา’ ทะลักเข้าไทย ‘ดร.พิพัฒน์’ เตือนหากไม่เข้าใจมากพอ เสี่ยงทำนโยบายผิดพลาด https://thestandard.co/bot-investigate-mysterious-money-thailand/ Fri, 19 Sep 2025 09:32:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1120780 ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงชี้แจงกรณีเงินไม่รู้ที่มาในดุลการชำระเงิน พร้อมยืนยันร่วมมือ ปปง. พิสูจน์หาที่มา

‘แบงก์ชาติ’ แจงความคลาดเคลื่อนสุทธิในดุลการชำระเงิน เกิ […]

The post แบงก์ชาติ เร่งพิสูจน์ ‘เงินไม่รู้ที่มา’ ทะลักเข้าไทย ‘ดร.พิพัฒน์’ เตือนหากไม่เข้าใจมากพอ เสี่ยงทำนโยบายผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงชี้แจงกรณีเงินไม่รู้ที่มาในดุลการชำระเงิน พร้อมยืนยันร่วมมือ ปปง. พิสูจน์หาที่มา

‘แบงก์ชาติ’ แจงความคลาดเคลื่อนสุทธิในดุลการชำระเงิน เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ข้อมูลช้า ไปถึงเงินเทา เร่งประสาน ปปง. พิสูจน์แหล่งที่มา แต่ย้ำไม่ใช่ปัจจัยซ้ำเติมบาทแข็ง ยันตัวเลขไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางเอเชีย ด้าน ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ปม ‘เงินลึกลับ’ สะท้อนไทยเข้าใจเงินไหลเข้า–ออกไม่ชัด ห่วงอาจนำไปสู่การทำนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาด

 

วันนี้ (19 กันยายน) ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอบกรณีที่มีเงินไหลเข้าประเทศที่ไม่รู้ที่ไปที่มา หรือความคลาดเคลื่อนสุทธิในดุลการชำระเงิน (Net Errors and Omissions: NEO) ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า NEO ไม่ได้เป็นปัจจัยที่กดดันค่าเงินบาทเพิ่มเติม เนื่องจากทุกการไหลเข้าออกของเงินในบัญชีดุลการชำระเงิน (Balance of Payment: BOP) กดดันเงินบาทไปหมดแล้ว

 

“ที่มีคนกังวลว่า Net Errors and Omissions จะส่งแรงกดดันค่าเงินบาทเพิ่มเติม ไม่ใช่อยู่แล้ว เพราะว่าทุกกระแสเงิน (Flow) ที่เข้ามาในดุลการชำระเงินได้ กดดันค่าเงินบาทตั้งแต่แรกในทุกเม็ดอยู่แล้ว” ชญาวดีกล่าว

 

โฆษก ธปท. ยอมรับว่า Net Errors and Omissions อาจเป็นเงินสีเทา หรือมาจากการฟอกเงินได้ เหตุเป็นส่วนที่ ธปท. หาไม่เจอ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธปท. ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างใกล้ชิด เพื่อพิสูจน์หาที่มาที่ไป

 

“อย่างที่ท่านผู้ว่าฯ ธปท. บอกเรื่องทองคำ กรณีที่ส่งออกไปกัมพูชา ธปท. ก็เห็นแค่ข้อมูลส่งออก ในที่สุดแล้วเราก็ขอความร่วมมือในการตรวจสอบไปทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดย ปปง. ก็คงต้องดำเนินการต่อ และหาว่า เทาหรือไม่เทา” ชญาวดี กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ชญาวดีกล่าวว่า เมื่อ ธปท. มีข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาเรื่อยๆ ธปท. ก็จะปรับปรุงตัวเลขได้ (Revised) ทำให้ตัวเลข Net Errors and Omissions แต่ละปีทยอยลดลงโฆษก ธปท. ยืนยันอีกว่า ค่าเฉลี่ย Net Errors and Omissions ของไทย ‘ต่ำกว่า’ ค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศเอเชียรายได้ปานกลาง ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.4-1.5% ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศ ในช่วง 10 ปีย้อนหลัง (ระหว่างปี 2014-2023) พร้อมย้ำว่า ประเทศอื่นๆ ก็มี NEO สูงและเผชิญปัญหาเดียวกับไทย

 

เปิดสาเหตุ-ตัวอย่างของ NEO

 

ชญาวดี อธิบายต่อว่า ความคลาดเคลื่อนสุทธิในดุลการชำระเงิน (NEO) เกิดขึ้นได้ในหลายกรณี เนื่องจาก Balance of Payment เป็นการทำสถิติจากการสำรวจข้อมูล (Survey Base) ตัวอย่างเช่น ความช้าของข้อมูล เช่น ในฝั่งเงินไหลออกจากการที่บริษัทต่างชาติในประเทศไทยส่งกำไรกลับประเทศ ธปท. จะไม่เห็นข้อมูลเลย แต่ประมาณการได้ เนื่องจากจะรู้ว่าช่วงไหนใครจะส่งเงินกลับ ก่อนที่จะเห็นตัวเลขจริง ซึ่งบางบริษัทต้องรอ 1-2 ไตรมาส หรือบางบริษัทต้องรอ 1 ปีก่อนจะเห็นรายงานจริง

 

อีกตัวอย่างคือ ข้อมูลนักท่องเที่ยวเข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลในไทย ธปท. ก็พยายามไปที่โรงพยาบาลหลายๆ แห่ง แต่ถามว่า ธปท. ไปได้ทุกโรงพยาบาลได้หรือไม่ คำตอบคือ ‘ไม่ได้’ เพราะฉะนั้น ธปท. จึงต้องประมาณจากข้อมูลที่มี

 

อีกกรณีที่ชาวต่างชาติแต่งงานกับคู่ชีวิตคนไทย นำเงินเข้าประเทศไทย แต่ให้คู่ชีวิตเป็นคนซื้อคอนโดหรือบ้าน ข้อมูลนี้ก็ไม่ลงและจะหายไป เนื่องจาก Balance of Payment คือธุรกรรมระหว่างผู้ที่อยู่อาศัยในประเทศ (Resident) กับชาวต่างชาติ (Non Resident)

 

นอกจากนี้ การระบาดของโควิด ซึ่งนำไปสู่การซื้อขายออนไลน์ในรูปแบบไม่ผ่านแพลตฟอร์ม โดยการค้าขายที่ซับซ้อนมากขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิด Net Errors and Omissions

 

โดยโฆษก ธปท. ยังทิ้งท้ายว่า ธปท. มีแผนที่จะปรับปรุงการเก็บข้อมูลให้ดีขึ้นต่อไป

 

‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ปม ‘เงินลึกลับ’ สะท้อนไทยเข้าใจเงินไหลเข้า–ออกไม่ชัด

 

ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่าน Facebook โดยตั้งข้อสังเกตว่า Net Errors and Omissions หรือ ‘เงินลึกลับในบัญชีดุลการชำระเงิน’ ของไทย ที่มีลักษณะ Large, Persistent, และ One Sided ซึ่ง ผิดวิสัยของ error ของตัวเลขสถิติที่ดี

 

ดร พิพัฒน์ ระบุว่า “NEO อาจจะไม่ได้แปลว่าเรามีเงินลึกลับเข้ามา แต่มันกำลังตั้งคำถามว่า เราเข้าใจสถานการณ์เงินเข้าเงินออกจากประเทศเราดีแค่ไหน และถ้าเราจะออกนโยบายมาแก้ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า เราควรจะแก้ตรงไหนดี ที่จะแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่จับที่ปลายเหตุ และไปสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาอีก”

 

ดร. พิพัฒน์ อธิบายต่อว่า โดยหลักแล้ว NEO เป็นเรื่องธรรมดาของสถิติ เพราะไม่มีทางเก็บข้อมูลได้เป๊ะทุกดอลลาร์ ปกติมันควรจะเป็นแค่ ‘เศษข้าวติดหม้อ’ ที่ไม่ต้องสนใจมาก แต่ error ที่ดีควรจะเล็ก มาชั่วครู่ชั่วคราวและหายไป และควรจะ error ได้ทั้งสองฝั่ง แต่ของไทยกลับผิดปกติ เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

  • NEO ใหญ่ ถึงไตรมาสละ 3–4 พันล้านดอลลาร์
  • NEO ต่อเนื่อง เราเห็น error ใหญ่ๆ แบบนี้มาสองปีแล้ว
  • NEO เอียงข้างเดียว เป็นบวกติดๆ กันมาหลายไตรมาสแล้ว โดยเฉพาะหลังโควิด จนบางไตรมาส NEO ใหญ่กว่า Current Account ด้วยซ้ำ นักเศรษฐศาสตร์เลยอดเกาหัวไม่ได้ว่า เราควรเลิกวิเคราะห์ Current Account แล้วหันไปวิเคราะห์ error กันแทนดีกว่าไหม.

 

เตือนไม่เข้าใจ NEO ความเสี่ยงต่อนโยบายการเงิน

 

ดร. พิพัฒน์ เตือนว่า NEO ของไทยที่กลายเป็น ‘ก้อนหลัก’ ที่บางทีใหญ่กว่าบัญชีจริง สะท้อนว่า เราอาจจะยังเข้าใจเงินไหลเข้าออกประเทศไม่ดีพอก็ได้ และตราบใดที่เราไม่เข้าใจว่า Flows เหล่านี้มีพฤติกรรมอย่างไร เราก็อาจจะตอบไม่ได้ว่ามีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เงินบาทแข็งอีกไหม และอาจจะนำไปสู่นโยบายที่ผิดพลาด และสร้างปัญหาอื่นตามมาได้

 

“เช่น เราเห็น Correlation ระหว่างราคาทองกับบาทสูง ก็อยากจะเก็บภาษีการค้าขายทองคำ แต่ถ้าต้นเหตุบาทแข็งไม่ได้เกิดจากการค้าทองคำ นโยบายแบบนี้ก็อาจจะสร้างความบิดเบือนให้กับตลาดทองคำ โดยไม่ได้แก้ปัญหาบาทแข็งที่ต้นทางก็ได้ ถ้าไปแคะกันดูดีๆ อาจจะเจออะไรที่น่าสนใจ และน่าจัดการมากกว่าเก็บภาษีทองคำก็ได้นะครับ” ดร. พิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ธปท.ยังไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร 

 

นอกจากนี้ โฆษก ธปท. เปิดเผยถึงการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่แข็งค่าว่า ธปท.ยังไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไร โดยเงินบาทแข็งค่ามีปัจจัยหลักมาจากค่าเงินดอลลาร์อ่อน  และการแข็งค่าของเงินบาทยังเป็นไปปัจจัยพื้นฐานสะท้อนจากไทยยังเกิดดุลบัญชีเดินสะพัด และการเมืองในประเทศมีความชัดเจน ถือเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนเงินบาทแข็งค่า  

 

นอกจากนี้หากดูตัวเลขเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้า/ออกยังเป็นปกติ  โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถึงล่าสุด (YTD ถึงวันที่ 17 ก.ย. 68) มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยสุทธิ 1,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่า ตลาดหุ้นไทยมีเม็ดเงินไหลออกสุทธิ 87,000 ล้านบาท (YTD)

 

อย่างไรก็ดี  โฆษกธปท.ยอมรับว่า ช่วงที่เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป ธปท.ได้เข้าไปดูแลเพื่อลดความผันผวนไม่ให้เร็วและแรงเกินไป  เพื่อให้ผู้ประกอบการในประเทศสามารถปรับตัวได้

The post แบงก์ชาติ เร่งพิสูจน์ ‘เงินไม่รู้ที่มา’ ทะลักเข้าไทย ‘ดร.พิพัฒน์’ เตือนหากไม่เข้าใจมากพอ เสี่ยงทำนโยบายผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2025 เสี่ยงเจอ Perfect Storm จาก 3 ปัจจัยกดดัน ‘KKP’ หวั่นสหรัฐฯ เก็บภาษีสูงกว่าเวียดนาม https://thestandard.co/kkp-thai-economy-perfect-storm/ Fri, 04 Jul 2025 05:30:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1092823

เศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร เมื่อ KKP ชี้ 3 ปัจจัยกดดันคร […]

The post เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2025 เสี่ยงเจอ Perfect Storm จาก 3 ปัจจัยกดดัน ‘KKP’ หวั่นสหรัฐฯ เก็บภาษีสูงกว่าเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร เมื่อ KKP ชี้ 3 ปัจจัยกดดันครึ่งปีหลัง ‘สาหัส’ หากปัญหาการเมืองยังฝุ่นตลบ กระทบการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐล่าช้า อาจฉุดให้ GDP ไทยปีนี้เหลือโตแค่ 1.4% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะโต 1.6%

 

บวกกับกรณีทรัมป์ขีดเส้นตายภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่ง ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ว่า ไทยเสี่ยงถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีมากกว่าเวียดนาม 20%

 

ความน่ากังวลจึงไม่ใช่แค่เราโดนเท่าไร แต่คู่แข่งจะโดนเท่าไหร่ มากกว่า เพราะจะส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันรุนแรง

 

ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงานสัมมนา KKP 2025 Mid-Year Review ภายใต้ธีม ‘The Power of Two’ (KKP-Goldman Sachs Asset Management) หัวข้อ ‘โอกาสการลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก’ ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับหลายปัญหา ขณะที่ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปียังคงมีผลงานที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นโลกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นครึ่งปีหลัง ไทยยังคงเผชิญ 3 สัญญาณอันตรายพายุหมุน Perfect Storm สู่ Technical Recession ดังนี้

 

 

1. นักท่องเที่ยวที่หายไป ‘ตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้าไทยน้อยกว่าคาด’ จากช่วงต้นปีที่โตถึง 7-8% ตอนนี้นักท่องเที่ยวจีนหายไปแล้ว 40% ดังนั้น จึงคาดว่าปีนี้นักท่องเที่ยวไทยจะเหลือเพียง 34 ล้านคน จากปีที่แล้ว 35.5 ล้านคน

 

“ไทยจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องจักรอื่นในการกระตุ้นเศรษฐกิจแทนภาคการท่องเที่ยว เพราะขณะนี้ท่องเที่ยวจากเดิมที่คิดว่าเป็นแรงส่งของเศรษฐกิจกลับมาเป็นแรงฉุดแล้ว”

 

2. ความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม ปัจจัยหลักมาจากความไม่แน่นอนของการส่งออก แม้ตัวเลขการส่งออก แม้ไตรมาส 1-2 ส่งออกดีมาก เดือนเมษายน-พฤษภาคมโตถึง 18% แต่ตัวเลขนี้ก็ไม่ได้ทำให้ภาคการผลิตดีขึ้น และการเจรจาการค้ายังเป็นปัจจัยกดดัน

 

3. การปล่อยสินเชื่อของธนาคาร ที่หดตัวมาหลายไตรมาส ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ต้องการสินเชื่อ เช่น รถยนต์ บ้าน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จับตา 3 ปัจจัยกดดัน ‘การเมือง-ภาษีสหรัฐฯ-ตะวันออกกลาง’

 

1. การยุบสภาฯ ก่อนมีร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ซึ่งอาจเห็นการเบิกงบลงทุนล่าช้า และอาจทำให้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ไทยลดลงเหลือไม่ถึง 1%

 

2. การเจรจาภาษีกับทรัมป์ เนื่องจากเวียดนามโดนจัดเก็บภาษี 20% แม้ยื่นข้อเสนอให้สหรัฐฯ เต็มที่ แต่ไทยจะมีความเสี่ยงจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่าเวียดนาม ซึ่งอาจกระทบขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ทั้งการย้ายฐานผลิตและการลงทุน

 

“ตอนนี้สิ่งที่เราต้องจับตา คือ ไม่ใช่เราโดนเท่าไร แต่เพื่อนบ้านจะโดนเท่าไหร่ มากกว่า เพราะจะส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขัน ถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านเช่น จีน เวียดนาม มาเลเซียและเกาหลีใต้ ถ้าเราจ่ายแพงกว่าเขา เราจะไม่กระทบแค่ขีดความสามารถการแข่งขันอย่างเดียว แต่กระทบถึงการลงทุนในประเทศด้วย”

 

3. ราคาน้ำมันที่ยังมีความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ตะวันออกกลาง

 

การเมืองเขย่า GDP ไทย โตต่ำ 1.4%

 

พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ปัญหาการเมืองภายในของไทยกระทบต่อการเจรจาสหรัฐฯ แน่นอนเพราะสหรัฐฯ อาจมองว่า การเมืองไทยขาดเอกภาพ ข้าราชการเกียร์ว่าง และนักลงทุนชะลอ ดังนั้นจากปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดจึงประมาณการว่า GDP ไทยปีนี้จะเติบโตที่ 1.6%

 

“หากกรณีร่างงบประมาณปี 2569 ล่าช้า อาจทำให้จีดีพีไทยปีนี้โตต่ำเหลือแค่ 1.4% ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมถึงผลกระทบจากการเก็บภาษีทรัมป์ที่ไทยกำลังเจรจาในขณะนี้”

 

ห่วงค่าเงินบาท ‘แข็งเกินไป’ หวั่นนักท่องเที่ยวเมินไทย

 

ขณะเดียวกัน มุมมองทิศทางค่าเงินบาท ปัจจุบันค่าเงินบาทไทย ‘แข็งเกินไป’ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม คาดว่า

 

“ปีนี้ จะอยู่ในกรอบ 32-36 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากแข็งค่าเกินไป อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เลือกมาท่องเที่ยวไทย”

 

ทั้งนี้ ในระยะกลาง-ยาว ทิศทางค่าเงินบาทจะอ่อนลงมามากกว่านี้ หากมีปัจจัยบวกจากการท่องเที่ยวที่อาจจะกลับมา และสถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้น

 

ด้านทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานที่ปรึกษาและบริหารการลงทุนลูกค้าบุคคล บล. เกียรตินาคินภัทร จำกัด มองว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้ ยังคงแกว่งตัว โดยประเมินกรอบดัชนีฯไว้ที่ระดับ 1,000-1,230 จุด

 

โดยการลงทุนในช่วงที่เหลือปีนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ทั้งการเจรจาภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อภาพรวมการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล

 

“เราห่วงรัฐบาลสุญญากาศ เสถียรภาพการเมือง อย่างไรก็ตามท่ามกลางปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ หากต้องการลงทุนนั้นทางฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำลงทุนในหุ้นปลอดภัย อาทิ กลุ่มโรงพยาบาล (Healthcare) และกลุ่มสื่อสาร เนื่องจากกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแรงและมีรายได้ที่มั่นคง” ทวีศักดิ์ กล่าว

 

 

‘Goldman Sachs’ ชี้โลกท้าทาย แนะกระจายความเสี่ยงลงทุน AI-ทองแดง

 

ขณะที่ Timothy Moe, Chief Asia Pacific Regional Equity Strategist and Co-Head of Macro Research in Asia, Goldman Sachs Global Investment Research มองว่า สถานการณ์การลงทุนทั่วโลกขณะนี้ เต็มความท้าทายหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) กำแพงภาษีสหรัฐฯ และเศรษฐกิจจีนที่ซบเซา รวมถึงความไม่สงบในตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ท้าทายบรรยากาศการลงทุน

 

Timothy Moe มองว่า “ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ผลตอบแทนการลงทุนจะอยู่ที่หลักหน่วยกลางๆ ไปถึงสูง นับว่าไม่แย่ แต่ก็ไม่มากเท่า 20% แบบที่เคยเจอในช่วงสองปีที่ผ่านมา”

 

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณที่บ่งชี้ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) น่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้น

 

โดยคาดว่าปีนี้จะมีการปรับลดเป็น 3 ครั้ง ในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม และธันวาคม จากการผ่อนคลายของตลาดแรงงาน ทำให้อัตราผลตอบแทนที่จะได้รับ (Bond Yield) จะยังคงสูงต่อไป

 

ขณะที่เงินดอลลาร์จะอ่อนค่าเพิ่มขึ้น เนื่องจากนโยบายลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสหรัฐฯ เปิดทาง

 

Timothy Moe ระบุอีกว่า หุ้นในหมวดที่น่าสนใจของปีนี้จะอยู่ในหมวดปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ้นในหมวดความมั่นคงด้วย

 

แม้ว่าการปรับใช้ (Implementation) เทคโนโลยี AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เป็นหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตได้สูงในระยะยาว

 

ส่วนหุ้นที่เกี่ยวกับบริษัทด้านการป้องกันประเทศได้รับอานิสงส์จากความไม่สงบในหลายพื้นที่ และมีศักยภาพการเติบโตจากแนวโน้มการเพิ่มงบกลาโหมของบรรดาชาติสมาชิก NATO

 

นอกจากนี้ Timothy Moe ยังแนะนำให้ ‘กระจายความเสี่ยง’ ด้วยการลงทุน ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ ให้มากขึ้น

 

“นอกจากทองคำที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ทองแดง ก็เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะในยุคเศรษฐกิจใหม่ ทองแดงมีบทบาทเทียบได้กับน้ำมัน จากแรงหนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)” Timothy Moe กล่าว

 

ภาพ: AscentXmedia/Getty Image

The post เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2025 เสี่ยงเจอ Perfect Storm จาก 3 ปัจจัยกดดัน ‘KKP’ หวั่นสหรัฐฯ เก็บภาษีสูงกว่าเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีทรัมป์ สะเทือน เศรษฐกิจไทย แค่ไหน วิเคราะห์ทางเลือก-ทางรอดของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป? https://thestandard.co/trump-tariffs-impact-thai-economy/ Mon, 07 Apr 2025 11:56:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1061550

จากประเด็นร้อนเขย่าโลกที่สหรัฐฯ ประกาศปรับเพิ่มภาษีศุลก […]

The post ภาษีทรัมป์ สะเทือน เศรษฐกิจไทย แค่ไหน วิเคราะห์ทางเลือก-ทางรอดของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป? appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากประเด็นร้อนเขย่าโลกที่สหรัฐฯ ประกาศปรับเพิ่มภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยที่โดนไป 37% หลายหน่วยงานประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยสูง โดยส่วนใหญ่เห็นพ้องว่าเมื่อดูจากหลายปัจจัยที่รุมเร้าเศรษฐกิจไทย ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว และนโยบายขึ้นภาษีสหรัฐฯ จะกระทบต่อ GDP ไทยสูงถึง 1%

 

THE STANDARD WEALTH รวบรวมมุมมองแต่ละสำนัก

 

โดยพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุม War room หารือร่วมกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ภาคเอกชน โดยมีหอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางรับมือ โดยได้เตรียมนำทีมไปเจรจากับทางสหรัฐฯ ภายใน 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้ผลกระทบที่มีต่อไทยเกิดขึ้นน้อยที่สุด

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าหากไทยไม่ดำเนินการมาตรการทั้งหมดนี้ การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ จะกระทบกับ GDP ไทยไม่น้อยกว่า 1%

 

ขณะที่ TISCO มองว่า ครั้งนี้ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสูงสุดในรอบ 100 ปี และคาดว่าจะกดดัน เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว ฉุด GDP ไทยโตแค่ 1.45%

 

ส่วน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า ประเมินภาษีทรัมป์เสี่ยงฉุด GDP ไทยโตต่ำกว่า 2% เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐฯ สัดส่วนสูง โดยไทยส่งออกสินค้านับเป็น 60% GDP ส่งไปสหรัฐฯ เกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด รวมๆ เกิน 10% ของ GDP ไทย

 

“ถ้าส่งออกไปสหรัฐฯ ติดลบจะกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงก็ก้อนใหญ่ที่ส่งไปสหรัฐฯ ทางอ้อมคือที่ส่งไปประเทศอื่น อย่างจีน เวียดนาม ยุโรปที่จะลำบากมากขึ้นตามกำลังซื้อที่อ่อนแอลง รวมถึงท่องเที่ยวก็น่ากระทบด้วย”

 

ด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResarch) โดยเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ KResarch กล่าวว่า กรณีที่สหรัฐฯ มีการปรับเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าไทยที่ 37% ส่งผลให้มีการทบทวนปรับลดประมาณการของไทยส่งออกของไทย ปี 2568 จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตที่ 2.5% พลิกมาเป็นติดลบ 0.5% เบื้องต้นคาดว่าจะฉุดมูลค่าการส่งออกของไทยราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 4 แสนล้านบาท

 

อย่างไรก็ดียังคงต้องติดตามผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงของอัตราภาษีในระยะข้างหน้าหรือไม่

 

โดยประเมินว่ากลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์, อุปกรณ์ไฟฟ้า, รถยนต์และชิ้นส่วน, เกษตร, และอาหาร เป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวข้างต้นมีการพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่มีสัดส่วนที่สูง

 

ขณะที่ KKP ระบุว่า แผ่นดินไหวและกำแพงภาษีทรัมป์ ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยคาดว่า GDP จะเหลือ 1.1%

 

โดยพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP Research) มองว่า ประเทศไทยถือว่าโดนแผ่นดินไหวถึง 2 ครั้งติด ๆ กัน โดยแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 มองว่าไม่ได้มีผลกระทบรุนแรงต่อประเทศ เพราะความเสียหายมีจำกัด แต่แผ่นดินไหวภาษีทรัมป์เขย่าเศรษฐกิจภาพรวมอย่างมาก ซึ่งคาดว่าภาษีทรัมป์จะฉุด GDP ไทยลดลง 1.1%

 

ขณะที่ ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว และมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทย เพิ่ม 37% นั้น คาดว่าทั้ง 2 กรณี จะสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจไทย 374,851.8 ล้านบาท ฉุดให้ GDP ไทยปีนี้ลดลง 2.02% ส่งผลให้ GDP ไทยทั้งปีนี้อาจขยายตัวปรับลดลงเหลือ 1% ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ที่ 3%

 

เมื่อถามว่า ทำไมสะเทือนเศรษฐกิจไทยมากขนาดนี้ หากดูข้อมูลจาก สสว. จะพบว่า SME ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ สูงถึง 20% มูลค่า 7,634 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีส่วนแบ่งการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ที่ 14%

 

โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกของ SMEs ลำดับที่ 2 รองจากจีน ทรัมป์ขึ้นภาษีไทยสูง 37% กระทบ SMEs 3,700 ราย โดยเฉพาะ 12 กลุ่มสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ รวมถึง ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคาดว่ามูลค่าเสียหายจากการขึ้นภาษีดังกล่าว จะมากถึงราว 8-9 แสนล้านบาท โดยเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ยานยนต์ อาหาร พลาสติก และเคมีภัณฑ์ เนื่องจากอัตราภาษีที่สูงขึ้นทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่ง

 

เบื้องต้น ทางเลือกและทางรอด ไทยได้วาง3 แนวทาง โดยวางกรอบสินค้าเกษตรหลายรายการ ให้มีการนำเข้าจากสหรัฐฯ มากขึ้น เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสินค้าหนัก อาทิ อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องบินรบ โดรน

 

ท้ายที่สุด ไทยต้องเขย่าแผนปรับดุลการค้าให้ดี และภาครัฐต้องเร่งเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ ไม่เช่นนั้นเมื่อดูจากการวิเคราะห์ของแต่ละสำนักแล้ว เศรษฐกิจไทยอาจโตต่ำ 1%

 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

The post ภาษีทรัมป์ สะเทือน เศรษฐกิจไทย แค่ไหน วิเคราะห์ทางเลือก-ทางรอดของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ดร.พิพัฒน์ เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบไทย จับตาไทยจะเอาไปอะไรแลกกับการเจรจา | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow04042025-2/ Fri, 04 Apr 2025 13:55:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1060860 thestandardnow04042025-2

ดร.พิพัฒน์ เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบไทย จับตาไทยจะเอาไปอะไ […]

The post ชมคลิป: ดร.พิพัฒน์ เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบไทย จับตาไทยจะเอาไปอะไรแลกกับการเจรจา | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandardnow04042025-2

ดร.พิพัฒน์ เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบไทย จับตาไทยจะเอาไปอะไรแลกกับการเจรจา

The post ชมคลิป: ดร.พิพัฒน์ เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบไทย จับตาไทยจะเอาไปอะไรแลกกับการเจรจา | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทรัมป์ขึ้นภาษีเขย่าโลก ไทยเจอหนัก 36% เศรษฐกิจไทยเสี่ยงถดถอยหนัก | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow04042025/ Fri, 04 Apr 2025 10:34:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1060743 thestandardnow04042025

ทรัมป์ขึ้นภาษี เขย่าโลก ไทยเจอหนัก 36% เศรษฐกิจไทยเสี่ย […]

The post ชมคลิป: ทรัมป์ขึ้นภาษีเขย่าโลก ไทยเจอหนัก 36% เศรษฐกิจไทยเสี่ยงถดถอยหนัก | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandardnow04042025

ทรัมป์ขึ้นภาษี เขย่าโลก ไทยเจอหนัก 36% เศรษฐกิจไทยเสี่ยงถดถอยหนัก

 

คุยกับแขกรับเชิญ 2 ช่วง

  • ช่วงที่ 1 คุยกับ ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน
  • ช่วงที่ 2 คุยกับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 4 เมษายน 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube และ TikTok ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: ทรัมป์ขึ้นภาษีเขย่าโลก ไทยเจอหนัก 36% เศรษฐกิจไทยเสี่ยงถดถอยหนัก | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดปมค่าเงินบาทตอนนี้แข็งเท่าช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง? น่ากังวลแค่ไหน | Exclusive Interview EP.24 https://thestandard.co/wealth-exclusive-interview-ep-24/ Fri, 14 Mar 2025 09:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1052110

ย้อนกลับไปช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยเคยกำหนดอัตราแล […]

The post ชมคลิป: เปิดปมค่าเงินบาทตอนนี้แข็งเท่าช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง? น่ากังวลแค่ไหน | Exclusive Interview EP.24 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยเคยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนภายใต้ระบบตะกร้าเงินที่ผูกกับค่าเงินสกุลต่างๆ ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมาก (Fixed Exchange Rate) โดยมีการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 24-26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกโจมตีค่าเงินบาทอย่างหนักจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์หลายครั้ง จนทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศลดลงจาก 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท กล่าวคือ เปลี่ยนมาใช้ระบบลอยตัวแบบมีการบริหารจัดการ (Managed Float) แทน

 

ทำให้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1997 ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงอย่างหนัก จาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาแตะระดับต่ำสุดที่ 55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เงินบาทไม่เคยกลับไปแตะระดับ 24-26 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐอีกเลย

 

อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กลับตั้งข้อสังเกตว่า หากมาดูดัชนีค่าเงินบาท (NEER) ซึ่งเป็นการเทียบค่าเงินบาทกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งของไทย พบว่าตอนนี้เงินบาทของไทย ‘แข็งเกือบเท่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง’ แล้ว

 

การแข็งค่าเช่นนี้ถือเป็นเรื่องดีหรือแย่ต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่า นอกจากนี้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เงินบาทยังผันผวนเหวี่ยงหนัก ปัจจัยมาจากอะไร ร่วมหาคำตอบในรายการ Exclusive Interview วันศุกร์ที่ 14 มีนาคม 2568 ผ่าน YouTube: THE STANDARD WEALTH

The post ชมคลิป: เปิดปมค่าเงินบาทตอนนี้แข็งเท่าช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง? น่ากังวลแค่ไหน | Exclusive Interview EP.24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเศรษฐศาสตร์แนะ รัฐอุดหนุนรถไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม แทนลดราคาทั้งระบบเหลือ 20 บาทตลอดสาย https://thestandard.co/targeted-subsidy-20-baht-fare/ Mon, 17 Feb 2025 10:39:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1042910

จากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ในปัจจุบันดำเนินการมาแ […]

The post นักเศรษฐศาสตร์แนะ รัฐอุดหนุนรถไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม แทนลดราคาทั้งระบบเหลือ 20 บาทตลอดสาย appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่ในปัจจุบันดำเนินการมาแล้วกว่า 1 ปี 2 เดือน ในโครงการรถไฟฟ้า 2 เส้นทาง ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ และโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-รังสิต และช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ส่งผลให้มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

 

ล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าจะประกาศใช้ในโครงการรถไฟฟ้าทุกสี ทุกสาย และทุกเส้นทาง ภายในเดือนกันยายน 2568 ภายใต้การขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. ผ่านการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วมที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยคาดว่าจะประกาศราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ในช่วงกลางปี 2568 และเสนอประกาศกฎหมายลำดับรองภายในเดือนกันยายน 2568 

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า คำถามสำคัญสำหรับนโยบายนี้คือ ต้องใช้เงินเท่าไร ใครได้รับประโยชน์ และใครเสียประโยชน์

 

“เรากำลังนำเงินไปอุดหนุน คงต้องตั้งคำถามว่าจะอุดหนุนใครบ้าง เพราะผู้ใช้รถไฟฟ้ามีหลากหลาย ทั้งประชาชนทั่วไปไปจนถึงนักท่องเที่ยว”

 

ดร.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้ใช้บริการ แน่นอนว่าการจ่ายถูกกว่าย่อมดีกว่า แต่การจะได้มามีต้นทุน ซึ่งควรจะตั้งคำถามและตอบให้ชัดว่าทำไมควรต้องทำ 

 

“การอุดหนุนด้วยการลดราคาทั้งระบบไม่ค่อยเห็นด้วย การช่วยเหลือควรช่วยคนที่ต้องการจริงๆ โดยเฉพาะถ้าจะต้องลดราคาจนขาดทุน”

 

การอุดหนุนควรจะเป็นการอุดหนุนไปยังผู้ที่ต้องการจริงๆ และมีวิธีการทดสอบว่าเป็นการอุดหนุนอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยอาจจะมีหลายรูปแบบ เช่น การมีตั๋วแบบรายเดือนที่ให้ส่วนลดสำหรับผู้ที่รายได้ต่ำกว่าเกณฑ์

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องคิดให้ถี่ถ้วนคือ หากเกิดการขาดทุน ซึ่งอาจนำไปสู่ภาระหนี้ระยะยาว จะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร รวมทั้งการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่อาจจะลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่คุณภาพการให้บริการที่แย่ลงได้ 

 

ด้าน ปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคจีไอ กล่าวว่า ในแง่นโยบายส่วนตัวกังวลเกี่ยวกับแนวทางที่จะดำเนินการ ซึ่งต้องติดตามว่ารายละเอียดจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะงบประมาณที่จะนำมาใช้สนับสนุน 

 

“ต้องติดตามว่ารัฐบาลศึกษาเรื่องโครงสร้างต้นทุนดีขนาดไหน เพราะในระยะยาวงบประมาณที่จะนำมาใช้ก็มาจากภาษีประชาชน” 

 

ในมุมเอกชนที่ดำเนินการตามสัมปทานอยู่ในปัจจุบัน เชื่อว่าน่าจะพร้อมที่จะขายคืนสัมปทานให้กับรัฐบาล และอาจเปลี่ยนไปรับจ้างบริหารการเดินรถแทน ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีการดำเนินงานในลักษณะนี้อยู่บ้าง 

 

หากมาตรการนี้เดินหน้าไปตามที่รัฐบาลประกาศไว้ “จะทำให้โมเดลธุรกิจของเอกชนเปลี่ยนไป แต่ก็เป็นข้อดี เพราะหากดูจากการรับจ้างเดินรถบางส่วน มาร์จิ้นค่อนข้างเสถียรและมีรายได้แน่อน ส่วนความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารจะไปตกกับภาครัฐแทน” ปริญทร์กล่าว 

 

ส่วนผลกระทบต่อราคาหุ้น ที่ผ่านมาราคาค่อนข้างสะท้อนประเด็นนี้ไปค่อนข้างมาก และในส่วนของ BTS จะเห็นว่าอายุสัมปทานเหลือค่อนข้างสั้นมากแล้ว ทำให้ผลกระทบหลังจากนี้อาจจะไม่มากนัก

The post นักเศรษฐศาสตร์แนะ รัฐอุดหนุนรถไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม แทนลดราคาทั้งระบบเหลือ 20 บาทตลอดสาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP เผย สินเชื่อแบงก์หดตัวในรอบ 20 ปี ปล่อยกู้ซื้อรถยนต์ส่อแววหดตัวต่อเนื่อง https://thestandard.co/kkp-bank-loan-decline/ Thu, 06 Feb 2025 11:38:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1038922 kkp-bank-loan-decline

จากปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลงในระยะหลัง รวมท […]

The post KKP เผย สินเชื่อแบงก์หดตัวในรอบ 20 ปี ปล่อยกู้ซื้อรถยนต์ส่อแววหดตัวต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
kkp-bank-loan-decline

จากปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอลงในระยะหลัง รวมทั้งหนี้ครัวเรือนในระบบที่สูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น 

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า การปล่อยสินเชื่อทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี ในไตรมาส 3 ปีก่อน และคาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา โดยข้อมูล ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 สะท้อนความกังวลของภาคการเงิน 

 

ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อในระบบหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 ก่อนจะหดตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% ในเดือนพฤศจิกายน โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยที่หดตัวมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม สินเชื่อธุรกิจและ SMEs ยังขยายตัวได้เล็กน้อย ประมาณ 1.6% ในเดือนพฤศจิกายน 2567

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายขาดดุลทางการคลัง เช่น มาตรการแจกเงินซึ่งยังไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยเสี่ยงที่จะทะลุเพดานที่กำหนดไว้ 70% ในอีก 2 ปีข้างหน้า ทำให้การใช้จ่ายทางการคลังมีข้อจำกัดมากขึ้น

 

“ที่ผ่านมาจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายสวัสดิการของภาครัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 19% เป็น 29% ระหว่างปี 2557-2566 ทำให้ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น การลงทุน การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้น้อยลง ขณะที่รายได้ของรัฐบาลก็ลดลงเช่นกัน” 

 

นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยของไทยยังค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยลงอีกได้ในปีนี้ 

 

สินเชื่อรถยนต์ฉุดกำไรร่วง 2 ปีติด

 

หนึ่งในอุตสาหกรรมที่น่าห่วงท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงคืออุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อปี 2567 ยอดผลิตรถยนต์ในไทยอยู่ที่ 1.46 ล้านคัน ลดลง 19.95% จากปีก่อนหน้า โดยเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 4.59 แสนคัน ลดลง 33.09% และส่งออก 1 ล้านคัน ลดลง 12.07% 

 

อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า กำไรของบริษัทหดตัว 2 ปีติดต่อกัน สาเหตุสำคัญมาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่หดตัว ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์

 

“จากภาวะอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ต้องเรียกว่าวิกฤต เนื่องจากราคารถยนต์ที่ตกต่ำ กระทบต่อการเกิด NPL ใหม่ๆ และ Credit Cost ที่สูงขึ้นจากการยึดรถ” อภินันท์กล่าว

 

สำหรับปีนี้คาดว่าการหดตัวของยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์โดยรวมน่าจะยังหดตัวใกล้เคียงกับปีก่อนที่ประมาณ 11% เนื่องจากบริษัทเข้มงวดในการปล่อยมากขึ้น เน้นลูกค้าที่มีความเสี่ยงจะเป็นหนี้เสียน้อย และคัดกรองรุ่นรถ อายุรถ รวมทั้งดีลเลอร์ อย่างเข้มงวดมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สินเชื่อในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้าน ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยซึ่งมาจากธุรกิจอื่นๆ ยังคงเติบโตได้ค่อนข้างดี เช่น ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ยังคงเติบโตดี โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การแนะนำ (AUA) และสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) รวมเกินกว่า 1 ล้านล้านบาท ในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเติบโตเกินกว่า 10% ได้ในปีนี้ 

 

โดยภาพรวม KKP ตั้งเป้าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 4.8-4.9% ส่วน NPL คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4.1-4.3% และต้นทุนเครดิต (Credit Cost) ที่ 2.20-2.40% ขณะที่อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROE) ที่ระดับ 9-10% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 8.4% 

 

แม้รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยของบริษัทจะยังเติบโตได้ดี แต่ก็ยังไม่สามารถจะเข้ามาชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่ชะลอตัวได้ สิ่งสำคัญคือการพยายามบริหารต้นทุนต่างๆ ให้ลดลง 

 

นอกจากนี้ธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินก็ได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดหุ้นไทยที่ชะลอลงเช่นกัน และด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกก็ทำให้ดีลต่างๆ ชะลอออกไป อย่างกรณีการเป็นที่ปรึกษาของการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทก็ไม่ได้มีดีลเหล่านี้ สิ่งสำคัญคือการพยายามกระจายธุรกิจไปยังหลากหลายส่วน รวมทั้งกระจายออกไปต่างประเทศมากขึ้น

The post KKP เผย สินเชื่อแบงก์หดตัวในรอบ 20 ปี ปล่อยกู้ซื้อรถยนต์ส่อแววหดตัวต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดมุมมอง 4 นักเศรษฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทยปี 2568 และผลกระทบจากภาษี ‘ทรัมป์ 2.0’ https://thestandard.co/4-economists-on-thai-economy-2568/ Tue, 04 Feb 2025 02:03:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1037818

4 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2568 โดยคาดว […]

The post เปิดมุมมอง 4 นักเศรษฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทยปี 2568 และผลกระทบจากภาษี ‘ทรัมป์ 2.0’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

4 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2568 โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 3% ในปีนี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบจากนโยบาย ‘ทรัมป์ 2.0’ เตือนผลกระทบภาษีอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภาคส่งออกไทย

 

ในงาน TEA Annual Forum 2025 สัมมนาเศรษฐกิจประจำปี 2568 ในหัวข้อ ‘ทางรอดไทย ในยุคโลกป่วน: Surviving the Year of Geopolitical Uncertainties’ ซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ผลกระทบจากนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อประเทศไทย อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงภาคส่งออกเท่านั้น เห็นได้จากการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าโคลอมเบีย แคนาดา และเม็กซิโก ก็มีจุดประสงค์ชัดเจนคือการจัดการกับปัญหาคนเข้าเมือง

 

ดร.พิพัฒน์ ยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ในวันแรกที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งได้ออก Presidential Memorandum เกี่ยวกับนโยบายทางการค้า ที่ให้ไปตรวจสอบการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practice) ของประเทศอื่นๆ ที่มีต่อสหรัฐฯ ซึ่งประเทศไทยก็เข้าข่ายทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐฯ ด้วย ตัวอย่างเช่น มีสินค้าหลายประเภทที่สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าจากไทย ‘น้อยกว่า’ ที่ไทยเก็บจากสหรัฐฯ เช่น ภาคเกษตรและภาคอาหาร

 

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ไทยยังแบนการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ขณะเข้าร่วม CPTPP โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งอาจนับได้ว่าเป็นการใช้อุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) จึงอาจทำให้ไทยถูกกล่าวหาว่าใช้ Unfair Trade Practice ต่อสหรัฐฯ ได้ ดังนั้นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ใช่แค่ภาคส่งออก แต่เป็นภาคส่วนอื่นๆ ในประเทศด้วย (Domestic Sectors)

 

ด้าน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร CIMB Thai กล่าวเตือนด้วยว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องอยู่แล้ว ดังนั้นจีนต้องหาทางออกว่าจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตได้ตามเป้า 5% และเพื่อจะให้โตได้ตามนี้ จีนจำเป็นต้องเร่งการผลิตสินค้า เพื่อให้คนในประเทศจีนมีรายได้และมีงานทำ ดังนั้นเมื่อจีนมีผลผลิตเหลือก็ย่อมต้องเร่งระบายสินค้าออกไปประเทศคู่ค้าอย่างประเทศไทย เป็นต้น

 

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จึงกล่าวเสริมว่า เหรียญมีสองด้านเสมอ เนื่องจากสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนมากที่สุดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมากลับไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภค แต่เป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์และเครื่องจักรที่ใช้ในโรงงาน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเหรียญมีสองด้าน ได้แก่ ด้านหนึ่งคือสินค้าราคาถูกจากจีน ก็จะมาแข่งกับสินค้าที่ผลิตในไทย ส่วนอีกด้านหนึ่งก็จะมีคนอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วนที่ราคาไม่แพง รวมถึงคุณภาพโอเค ทำให้เป็นการลดต้นทุนไปในตัว

 

ทรัมป์ 2.0 อาจเร่งเงินเฟ้ออีกครั้ง เปลี่ยนทิศทางลดดอกเบี้ย Fed?

 

นอกจากนี้ ดร.กิริฎา ยังเตือนอีกว่า นโยบายหลายประการของทรัมป์ รวมถึงนโยบายนำผู้อพยพผิดกฎหมายออกจากประเทศ (Deportation) ของทรัมป์อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นได้

 

“ปัจจุบันมีการประเมินว่าแรงงานอพยพผิดกฎหมายในสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 8 ล้านคน โดยในยุคทรัมป์ 1.0 มีการส่งแรงงานอพยพผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 1.5 ล้านคน สำหรับสมัยปัจจุบันทรัมป์ตั้งเป้าว่าจะนำแรงงานอพยพผิดกฎหมายออกจากประเทศให้หมด หมายความว่าอาจทำให้สหรัฐฯ เผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ค่าแรงในสหรัฐฯ สูงขึ้น เมื่อค่าแรงขึ้นก็ย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราแลกเปลี่ยน” ดร.กิริฎา กล่าว

 

ดร.พิพัฒน์ เห็นด้วยว่านโยบายต่างๆ ในยุคทรัมป์ 2.0 มีโอกาสทำให้อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงขึ้น จึงเป็นคำถามต่อไปว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจจำเป็นต้องพยายามคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับราว 2% ซึ่งอาจทำให้ Fed ไม่สามารถลดเงินเฟ้อได้ตามที่คาดไว้ในตอนแรก

 

Fed อาจลดดอกเบี้ยน้อยลง แต่ กนง. มีโอกาสลดมากกว่า 1 ครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดร.พิพัฒน์ มองว่า สถานการณ์มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยอาจเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง หรือมากกว่า 1 ครั้ง เนื่องจาก ดร.พิพัฒน์ มองว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ของไทย หรืออัตราดอกเบี้ยที่หักลบกับผลของเงินเฟ้อแล้ว อยู่ในระดับค่อนข้างสูง นอกจากนี้จากการสื่อสารของ ธปท. ก็ระบุชัดเจนว่าปัจจุบันคงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อเก็บกระสุน รับมือกับความไม่แน่นอนต่างๆ รวมถึงความไม่แน่นอนจากประธานาธิบดีทรัมป์

 

สอดคล้องกับ ดร.อมรเทพ ที่เห็นด้วยว่าอาจเห็น ธปท. ลดดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง เนื่องจากเศรษฐกิจมีข่าวร้ายค่อนข้างเยอะ ทั้งจากปัจจัยในประเทศและนอกประเทศ

 

ดร.อมรเทพ ยังมองด้วยว่านโยบายต่างๆ ของทรัมป์เตรียมจะกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษีเงินได้ต่างๆ หรือการขึ้นภาษีนำเข้า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่กดดันบาทให้อ่อนค่าไปถึง 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐภายในปีนี้ก็เป็นไปได้

 

เปิดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยปี 2568

 

ภายในงาน 4 นักเศรษฐศาสตร์ก็ยังเห็นตรงกันด้วยว่าเศรษฐกิจไทยปี 2568 น่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 3% ในปีนี้ โดยมีปัจจัยบวกและความเสี่ยง ดังนี้

 

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้คือภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าน้อย โดย ดร.พชรพจน์ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเยือนไทยปีนี้มีโอกาสแตะ 39 ล้านคนจากระดับ 35.54 ล้านคนในปี 2567 โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ (Man-Made Destination) ตัวอย่างเช่น งานเทศกาล อีเวนต์ ศูนย์การประชุม และโรงแรม ฯลฯ

 

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคาร CIMB Thai มองว่า อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาจากการลงทุน เนื่องจากหนึ่งในข้อดีของสงครามการค้าคือการคาดการณ์ว่าจะมีการย้ายฐาน (Relocation) โดยจะเห็นได้จากในปีที่ผ่านมาเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยที่เพิ่มขึ้น แม้จะยังต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก็ตาม

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่า อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้คือการขยายตัวของการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า รัฐบาลยังใช้นโยบายขาดดุลทางการคลัง โดยการเบิกจ่ายเริ่มเข้าสู่ระดับปกติ หลังจากในปี 2567 เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณ นอกจากนี้ในปี 2568 รัฐบาลอาจใช้มาตรการแจกเงินถึง 2 รอบ 

 

ดร.พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยในปี 2567 ส่งออกไทยขยายตัวถึง 4-5% โดยในปี 2568 ส่งออกไทยก็น่าจะขยายตัว 2-3% แต่สิ่งที่ไทยควรกังวลคือภาวะที่การนำเข้าโตเร็วกว่าการส่งออก โดยจะเห็นว่าในบางอุตสาหกรรม ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมส่งออกรถยนต์ของไทย ก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากการเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปเป็นการนำเข้ามาใช้แทน ภาวะดังกล่าวทำให้การขยายตัวของภาคการส่งออกไทยไม่ส่งผลไปถึงการขยายตัวของ GDP มากเท่าอดีตแล้ว 

The post เปิดมุมมอง 4 นักเศรษฐศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทยปี 2568 และผลกระทบจากภาษี ‘ทรัมป์ 2.0’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์หนี้ครัวเรือนไทย Q2 หดตัว มองเป็นสัญญาณบวกได้หรือยัง? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-02102024-2/ Wed, 02 Oct 2024 05:07:40 +0000 https://thestandard.co/?p=990683

หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2 หดตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปี ถือเป็นส […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์หนี้ครัวเรือนไทย Q2 หดตัว มองเป็นสัญญาณบวกได้หรือยัง? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2 หดตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปี ถือเป็นสัญญาณบวกได้หรือไม่ มีปัจจัยอะไรต้องกังวล? พูดคุยกับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์หนี้ครัวเรือนไทย Q2 หดตัว มองเป็นสัญญาณบวกได้หรือยัง? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เจาะปม ‘หนี้ครัวเรือน’ หดตัวต่ำสุดรอบ 4 ปี แบงก์ผวาให้กู้ | Morning Wealth 2 ต.ค. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-02102024/ Wed, 02 Oct 2024 00:09:23 +0000 https://thestandard.co/?p=990512

เจาะปมหนี้ครัวเรือนไทยหดเหลือ 89.6% ต่อ GDP หลังแบงก์ไม […]

The post ชมคลิป: เจาะปม ‘หนี้ครัวเรือน’ หดตัวต่ำสุดรอบ 4 ปี แบงก์ผวาให้กู้ | Morning Wealth 2 ต.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เจาะปมหนี้ครัวเรือนไทยหดเหลือ 89.6% ต่อ GDP หลังแบงก์ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ – ความสามารถในการกู้ยืมของคนไทยต่ำลง รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

หนี้ครัวเรือนไทยไตรมาส 2 หดตัวต่ำสุดรอบ 4 ปี ถือเป็นสัญญาณบวกได้หรือไม่ มีปัจจัยอะไรต้องกังวล? พูดคุยกับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เจาะปม ‘หนี้ครัวเรือน’ หดตัวต่ำสุดรอบ 4 ปี แบงก์ผวาให้กู้ | Morning Wealth 2 ต.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ชำแหละ 10 นโยบายเร่งด่วน ‘แพทองธาร’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-13092024-2/ Fri, 13 Sep 2024 05:23:12 +0000 https://thestandard.co/?p=983121

ชำแหละ 10 นโยบายเร่งด่วน ‘แพทองธาร’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้แ […]

The post ชมคลิป: ชำแหละ 10 นโยบายเร่งด่วน ‘แพทองธาร’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชำแหละ 10 นโยบายเร่งด่วน ‘แพทองธาร’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน พูดคุยกับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ชำแหละ 10 นโยบายเร่งด่วน ‘แพทองธาร’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ซื้อบ้านในกรุงเทพฯ ยาก! ราคาพุ่ง แต่รายได้คนไทยเพิ่มไม่ทัน | Morning Wealth 13 ก.ย. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-13092024/ Fri, 13 Sep 2024 02:14:06 +0000 https://thestandard.co/?p=983009

เปิดข้อมูล คนไทยต้องใช้เงินเดือน 21 ปี ถึงซื้อบ้าน-คอนโ […]

The post ชมคลิป: ซื้อบ้านในกรุงเทพฯ ยาก! ราคาพุ่ง แต่รายได้คนไทยเพิ่มไม่ทัน | Morning Wealth 13 ก.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • เปิดข้อมูล คนไทยต้องใช้เงินเดือน 21 ปี ถึงซื้อบ้าน-คอนโดในกรุงเทพฯ ได้ เป็นเจ้าของยากกว่าเมืองใหญ่ทั่วเอเชีย เหตุราคาพุ่ง แต่รายได้เพิ่มไม่ทัน รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • ชำแหละ10 นโยบายเร่งด่วน ‘แพทองธาร’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน พูดคุยกับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ซื้อบ้านในกรุงเทพฯ ยาก! ราคาพุ่ง แต่รายได้คนไทยเพิ่มไม่ทัน | Morning Wealth 13 ก.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP เผย 3 อุตสาหกรรมถูกจีนแย่งตลาดหนักสุด ‘ยานยนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี’ แรงงานภาคยานยนต์เสี่ยงตกงานกว่า 7 แสนคน! https://thestandard.co/kkp-3-chinese-invaded-thai-industries/ Mon, 02 Sep 2024 13:22:59 +0000 https://thestandard.co/?p=978637 KKP

การส่งออกเป็นภาคส่วนที่ใหญ่มากของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัด […]

The post KKP เผย 3 อุตสาหกรรมถูกจีนแย่งตลาดหนักสุด ‘ยานยนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี’ แรงงานภาคยานยนต์เสี่ยงตกงานกว่า 7 แสนคน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP

การส่งออกเป็นภาคส่วนที่ใหญ่มากของเศรษฐกิจไทย คิดเป็นสัดส่วนราว 30% ของ GDP และในช่วงที่การส่งออกเติบโตดี สัดส่วนต่อ GDP เคยพุ่งขึ้นไปมากถึง 60% แต่หลังจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ​ และจีนเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2015-2016 ตัวเลขการส่งออกและนำเข้าของไทยเริ่มทรงตัว แต่ยังคงเกินดุลการค้า แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยเริ่มขาดดุลการค้าต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

ไทยขาดดุลการค้าจีนกว่า 1 ล้านล้านบาท

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า จากข้อมูลการส่งออกของไทยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แม้ว่าการส่งออกจะเติบโต 15% แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือไทยกลับขาดดุลการค้ามากขึ้นเป็นเกือบ 2 พันล้านบาท

 

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ไทยขาดดุลการค้ามากขึ้นในระยะหลังเป็นผลจากการเข้ามาตีตลาดของอุตสาหกรรมจีน

 

ตัวเลขการส่งออกสุทธิและนำเข้าสุทธิกับจีนในช่วงก่อนปี 2010 เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน Net Export กับ Import ก่อน 2010 เรากับจีนส่งออกนำเข้าพอๆ กัน แต่หลังจากนั้นไทยเริ่มขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้น จน ณ สิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ย้อนหลังไป 12 เดือน ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1 ล้านล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าสุทธิ 7.47 หมื่นล้านดอลลาร์ และส่งออกสุทธิ 3.42 หมื่นล้านดอลลาร์

 

3 อุตสาหกรรมรับผลกระทบหนักสุด

 

ดร.พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ยานยนต์ ปิโตรเคมี รวมทั้งเหล็กและอะลูมิเนียม ซึ่งเดิมทีจีนเป็นตลาดส่งออกหลักของทั้ง 3 อุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยนำเข้าสินค้าเหล่านี้มากขึ้น

 

อย่างกรณีของยานยนต์ จากเดิมไทยผลิตเกือบ 100% ในประเทศ มีการจ้างงานราว 7-8 แสนคน แต่ระยะหลังเริ่มเห็นสัญญาณลบจากทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบต่อการยอดขายราว 20% ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จีนเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดไปอีกราว 20%

 

“เราเริ่มเห็นผลกระทบจากการที่บริษัทอย่าง Suzuki และ Subaru ปิดโรงงานในไทย รวมทั้งบริษัทขนาดเล็กที่อยู่ใน Supply Chain เดิมถูกกดดันมากขึ้น”​

 

การเปลี่ยนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตส่งผลให้แรงงานกว่า 7 แสนคน เสี่ยงตกงาน ทั้งในกลุ่มของผู้ประกอบยานยนต์ 25 บริษัท จ้างงาน 1 แสนคน ผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 1 มากกว่า 700 บริษัท จ้างงาน 2.5 แสนคน และผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 2 และ Tier 3 จ้างงาน 3.4 แสนคน

 

ขณะที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจในประเทศจีนชะลอตัว จนทำให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน ทำให้ผู้ผลิตชาวจีนต้องส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ รวมทั้งไทยด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าไทยนำเข้าสินค้าจากจีนในราคาที่ต่ำลงแต่ปริมาณมากขึ้น

 

3 สาเหตุที่ไทยขาดดุลการค้าจีนมากขึ้น

 

  1. Rerouting หรือการนำเข้าสินค้าจีนเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ
  2. Relocation หรือการย้ายฐานผลิตมาไทยและส่งออกไปยังสหรัฐฯ​ และประเทศอื่นๆ
  3. Import Competition หรือการเข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยมากขึ้น

 

ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า หลังจากมีกำแพงภาษีเกิดขึ้น ทำให้จีนต้องใช้ไทยเป็นหนึ่งในฐานในการส่งออก จะเห็นว่ามูลค่าสินค้าที่นำเข้าจากจีนและสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ​ เพิ่มขึ้นไปในทิศทางเดียวกัน

 

ขณะเดียวกันหลังจากสงครามการค้าจะเห็นว่าไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ขาดดุลการค้ากับจีนมากขึ้นเช่นกัน

 

“จาก 3 สาเหตุข้างต้น ไทยอาจจะได้ประโยชน์บ้างในส่วนของ Relocation แต่ก็อาจจะไม่ได้มากนัก อย่างกรณีของอุตสาหกรรมยานยนต์หากเทียบกับการย้ายฐานของบริษัทญี่ปุ่นในอดีตที่ใช้ Supply Chain ในไทยเป็นส่วนใหญ่”

 

อีกมุมที่ต้องตั้งคำถามคือสินค้าจีนที่เข้ามาแข่งขันในไทยมากขึ้น เป็นธรรมกับผู้ประกอบการในไทยหรือไม่ ทั้งการพิจารณาเงื่อนไขการทุ่มตลาด รวมทั้งคุณภาพของสินค้าว่าอยู่บนมาตรฐานเดียวกันกับผู้ประกอบการไทยหรือไม่

 

ทางออกของปัญหา

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ดร.พิพัฒน์ มองว่า ไทยควรบังคับใช้ให้บริษัทต่างชาติผลิตสินค้าโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศอย่างน้อย 40% ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมเดิมปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมใหม่

 

แต่ประเด็นที่สำคัญและเป็นสิ่งที่ไทยต้องเร่งพัฒนามากที่สุดคือ การขาดแรงงานที่มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมใหม่ รวมทั้งการผลักดันนโยบายในการดึงแรงงานที่มีทักษะจากต่างชาติเข้ามามากขึ้น

 

“โจทย์ของไทยคือต้องเพิ่ม Productivity ต่อแรงงาน และขายของให้ได้มูลค่าสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยให้อุตสาหกรรมดั้งเดิมสามารถปรับตัว แต่ต้องไม่ใช่การปกป้องอย่างเดียว เพราะเมื่อประเทศพัฒนาไปข้างหน้า อุตสาหกรรมก็ต้องเปลี่ยนไปตามการพัฒนา สิ่งสำคัญคือต้องหาว่าเราเก่งอะไร”

The post KKP เผย 3 อุตสาหกรรมถูกจีนแย่งตลาดหนักสุด ‘ยานยนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี’ แรงงานภาคยานยนต์เสี่ยงตกงานกว่า 7 แสนคน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ประเมินโอกาสเกิด ‘พายุหมุนทางเศรษฐกิจ’ จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-25072024-3/ Thu, 25 Jul 2024 06:00:59 +0000 https://thestandard.co/?p=962655

หลังรัฐบาลประกาศไทม์ไลน์โครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต ชัดเจนขึ […]

The post ชมคลิป: ประเมินโอกาสเกิด ‘พายุหมุนทางเศรษฐกิจ’ จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • หลังรัฐบาลประกาศไทม์ไลน์โครงการ ดิจิทัลวอลเล็ต ชัดเจนขึ้น โอกาสจะเกิด ‘พายุหมุนทางเศรษฐกิจ’ เป็นไปได้แค่ไหน พูดคุยกับ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บล.เกียรตินาคินภัทร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ประเมินโอกาสเกิด ‘พายุหมุนทางเศรษฐกิจ’ จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>