พัชร สมะลาภา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พัชร-สมะลาภา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 03 Aug 2023 05:22:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กสิกรไทยแยก ‘กสิกร อินเวสเจอร์’ ออกมาเพื่อนำเสนอบริการทางการเงินที่ครบวงจรแก่ลูกค้ารายย่อย และบรรลุการเติบโตในระยะยาว https://thestandard.co/kbank-kasikorn-investure-kiv/ Thu, 03 Aug 2023 05:22:59 +0000 https://thestandard.co/?p=824942

ธนาคารกสิกรไทยประกาศแยก ‘บริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด […]

The post กสิกรไทยแยก ‘กสิกร อินเวสเจอร์’ ออกมาเพื่อนำเสนอบริการทางการเงินที่ครบวงจรแก่ลูกค้ารายย่อย และบรรลุการเติบโตในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกสิกรไทยประกาศแยก ‘บริษัท กสิกร อินเวสเจอร์ จำกัด’ หรือ เคไอวี (KASIKORN INVESTURE: KIV) เพื่อบรรลุการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว และปรับปรุงบริการทางการเงินแก่ฐานลูกค้ารายย่อย

 

การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์ของธนาคารกสิกรไทยในการปรับปรุงการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนทางธุรกิจโดยรวมและสินเชื่อ โดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ของธนาคาร และความแข็งแกร่งของพันธมิตรทางธุรกิจ

 

พัชร สมะลาภา จะเข้าดำรงตำแหน่ง Group Chairman ของเคไอวี ซึ่งก่อนหน้านี้ได้แจ้งลาออกจากตำแหน่งกรรมการ (มีอำนาจผูกพัน) และกรรมการผู้จัดการของธนาคาร รวมถึงตำแหน่งอื่นๆ ในธนาคาร และบริษัทของธนาคาร หรือที่ธนาคารมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน

 

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทและโครงสร้างของเคไอวีว่า ได้รับการจัดตั้งเป็นบริษัทโฮลดิ้งภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย โดยมีหน้าที่หลักคือการลงทุนในบริษัทอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของธนาคารกสิกรไทยในการเพิ่มศักยภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตและธุรกิจของลูกค้า

 

นอกจากนี้เคไอวียังออกแบบมาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งโดยรวมของธนาคารกสิกรไทยและพันธมิตร โดยเน้นการสร้างรายได้ตามความเสี่ยงแต่อยู่ในขอบเขตต้นทุนที่เหมาะสม เป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่รวมการคำนวณความเสี่ยงเข้ากับการจัดการต้นทุน ซึ่งจะเพิ่มผลกำไรและประสิทธิภาพ

 

ขณะที่พัชรย้ำว่า จุดมุ่งหมายของเคไอวี คือการเพิ่มขีดความสามารถของธนาคารกสิกรไทยในการนำเสนอบริการทางการเงินที่ครบวงจรแก่ลูกค้ารายย่อย ในขณะที่ลดต้นทุนการดำเนินงานและต้นทุนสินเชื่อเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร

 

จุดแข็งที่สำคัญประการหนึ่งของเคไอวีอยู่ที่การมุ่งเน้นในการเป็นพันธมิตรกับบริษัทจากหลากหลายสาขา ความร่วมมือเหล่านี้เมื่อรวมกับทรัพยากรที่มีอยู่ของธนาคาร ซึ่งรวมถึงฐานลูกค้ากว่า 20 ล้านราย แอปพลิเคชัน K PLUS ทรัพยากรทางการเงิน ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานด้านไอที และเครือข่ายสาขาที่กว้างขวาง จะช่วยให้เคไอวีนำเสนอบริการทางการเงินที่ครบวงจรได้

 

ที่สำคัญ โมเดลธุรกิจของเคไอวีช่วยให้เข้าใจลูกค้าที่หลากหลายในเชิงลึก ส่งผลให้สามารถให้บริการทางการเงินที่ครอบคลุม ซึ่งรองรับกลุ่มประชากรต่างๆ ตั้งแต่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและร้านค้าขนาดเล็ก ไปจนถึงลูกค้าที่ไม่มีรายได้ประจำ กลุ่มเหล่านี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย และต้องการการสนับสนุนทางการเงินที่แข็งแกร่งเพื่อรักษาสภาพคล่อง

 

ปัจจุบัน บริษัทที่อยู่ในโครงสร้างของเคไอวีประกอบด้วย 14 บริษัท มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะมีกำไรอยู่ราว 1,000 ล้านบาทด้วยกัน

The post กสิกรไทยแยก ‘กสิกร อินเวสเจอร์’ ออกมาเพื่อนำเสนอบริการทางการเงินที่ครบวงจรแก่ลูกค้ารายย่อย และบรรลุการเติบโตในระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank แจ้ง พัชร สมะลาภา และ กฤษณ์ จิตต์แจ้ง ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ มีผล 1 ส.ค. นี้ https://thestandard.co/kbank-director-resign/ Mon, 31 Jul 2023 07:01:32 +0000 https://thestandard.co/?p=823890 ธนาคารกสิกรไทย

ในวันนี้ (31 กรกฎาคม) ธนาคารกสิกรไทย ได้แจ้งต่อตลาดหลัก […]

The post KBank แจ้ง พัชร สมะลาภา และ กฤษณ์ จิตต์แจ้ง ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ มีผล 1 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารกสิกรไทย

ในวันนี้ (31 กรกฎาคม) ธนาคารกสิกรไทย ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เรื่อง กรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย ลาออก หลังรับทราบการลาออกของ พัชร สมะลาภา และ กฤษณ์ จิตต์แจ้ง จากตำแหน่งกรรมการ (มีอำนาจผูกพัน) และกรรมการผู้จัดการของธนาคาร รวมถึงตำแหน่งอื่นๆ ในธนาคารและบริษัทของธนาคาร หรือที่ธนาคารมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน

 

โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป และทั้ง 2 ราย จะดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2566 ซึ่งธนาคารจะดำเนินกระบวนการสรรหา และแต่งตั้งกรรมการ เพื่อพิจารณาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้าดำรงตำแหน่งแทน รวมทั้งจะแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ทราบต่อไป

 

ทั้งนี้ พัชร สมะลาภา จะเข้าดำรงตำแหน่ง Group Chairman ของ บจก.กสิกร อินเวสเจอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกในกลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคาร (ถือหุ้น 100%) และ กฤษณ์ จิตต์แจ้ง จะเข้าดำรงตำแหน่ง ประธานคณะที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chairman of the Advisory Panel to the Chief Executive Officer) ของธนาคาร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป

The post KBank แจ้ง พัชร สมะลาภา และ กฤษณ์ จิตต์แจ้ง ลาออกจากตำแหน่งกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ มีผล 1 ส.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBANK ผนึก JMT ร่วมทุน 1 หมื่นล้าน จัดตั้ง JK AMC ตั้งเป้าบริหาร NPL แสนล้านบาท ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของประเทศ ภายใน 3 ปี https://thestandard.co/kbank-and-jmt-joint-venture-19-billion-setting-up-jk-amc/ Wed, 29 Jun 2022 06:09:00 +0000 https://thestandard.co/?p=647862 JK AMC

KBANK ผนึก JMT ร่วมทุน 1 หมื่นล้านบาท จัดตั้ง JK AMC เร […]

The post KBANK ผนึก JMT ร่วมทุน 1 หมื่นล้าน จัดตั้ง JK AMC ตั้งเป้าบริหาร NPL แสนล้านบาท ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของประเทศ ภายใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
JK AMC

KBANK ผนึก JMT ร่วมทุน 1 หมื่นล้านบาท จัดตั้ง JK AMC เร่งแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์โควิด ตั้งเป้าขึ้นแท่น AMC เบอร์ 1 ของประเทศ ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 1 แสนล้านบาท ภายใน 3 ปี

 

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้น ทำให้สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือ NPL มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น การร่วมลงทุนกับกลุ่มบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด ขึ้นมา (JK AMC) จึงเป็นอีกทางเลือกในการบริหารหนี้เสียของธนาคารเพิ่มเติมจากการบริหารจัดการเองภายในหรือการเปิดประมูล โดยธนาคารจะเลือกวิธีการบริหารที่มีประสิทธิภาพและให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด 

 

ในส่วนของการขายหนี้เสียให้ JK AMC นอกจากธนาคารจะได้รับเงินจากการขายหนี้แล้ว ธนาคารจะได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรของการบริหารหนี้จาก JK AMC ด้วย ในฐานะผู้ถือหุ้น JK AMC ในสัดส่วน 50% ซึ่งธนาคารลงทุนผ่านบริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด (KVISION)  

 

ทั้งนี้ KBANK มีแผนโอนขายหนี้ NPL ให้ JK AMC จำนวน 5 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2565 ซึ่งการขายหนี้ในครั้งนี้จะส่งผลให้ NPL และการตั้งสำรองในอนาคตของธนาคารลดลง ทำให้ธนาคารมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้

 

“หนี้เสียในส่วนของลูกค้ารายใหญ่ที่มีมูลค่าสูงๆ ธนาคารคงจะเก็บไว้บริหารจัดการเอง แต่ในส่วนของสินเชื่อรายย่อย เช่น บ้าน และสินเชื่อไม่มีหลักประกัน JMT จะมีความชำนาญกว่าในการติดตาม ซึ่งเราก็คาดหวังว่าการร่วมทุนกันใน JK AMC จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการหนี้ในส่วนหนี้ได้” พัชรกล่าว

 

ด้าน ปิยะ พงษ์อัชฌา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท และกรรมการ JMT กล่าวว่า แนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 90% ของ GDP 

 

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวและความเปราะบางของเศรษฐกิจในปัจจุบัน จะยิ่งทำให้สถานการณ์หนี้ด้อยคุณภาพมีโอกาสเพิ่มขึ้น ซึ่งหนทางในการแก้ปัญหาหนึ่งในนั้นต้องขอขอบคุณธนาคารแห่งประเทศไทยที่ริเริ่มนโยบายส่งเสริมการนำกลไกของ AMC มาช่วยประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด ทำให้ KBANK และ JMT ได้หารือกันเพื่อตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยได้บรรลุข้อตกลงเพื่อร่วมกันจัดตั้งบริษัทร่วมลงทุน JK AMC ขึ้นมาได้ โดยกลุ่ม JMT ได้ลงทุนผ่านบริษัทย่อย บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด (JAM) 

 

ทั้งนี้ JK AMC ถือเป็นบริษัทร่วมทุนแห่งแรกในไทยที่ได้รับใบอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ด้วย JMT มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ KBANK มายาวนาน มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในธุรกิจนี้ รวมทั้งยังมีบริษัทในเครือที่จะช่วยให้ JK AMC ดำเนินธุรกิจได้ตามเป้าหมายและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ นอกจากนี้การจัดตั้ง JK AMC ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือผ่านข้อเสนอการชำระหนี้ที่เหมาะสม เมื่อปรับตัวดีขึ้นก็จะสามารถกลับมาขอสินเชื่อในระบบต่อไป

 

“ใบอนุญาตจัดตั้ง JV AMC ของ ธปท. มีอายุ 15 ปี ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นความร่วมมือระยะยาว ทั้งสองฝ่ายจะมีการใช้เครือข่ายและระบบนิเวศทางธุรกิจร่วมกัน โดยคาดว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้เพิ่มการเติบโตของ JMT ในปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 50% หรือโตในลักษณะ J Curve” ปิยะกล่าว

 

สุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMT และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JK AMC กล่าวเพิ่มเติมว่า JK AMC มีเงินทุนเริ่มต้นในการจัดตั้งบริษัทจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ดำเนินธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ซื้อหนี้เสียทั้งที่มีหลักประกัน (Secure) และไม่มีหลักประกัน (Unsecure) จาก KBANK สถาบันการเงิน หรือบริษัทอื่นๆ มาบริหารจัดการ โดยตั้งเป้าหมายก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยมีหนี้ภายใต้การบริหารที่ 1 แสนล้านบาท ภายใน 3 ปี

 

“ปัจจุบัน NPL ในกลุ่มลูกค้าบุคคลของทั้งอุตสาหกรรมอยู่ที่ 2.9% โดยทรงตัวที่ระดับนี้มาประมาณ 2 ไตรมาสติดต่อกัน แต่เราคาดว่าจากไตรมาส 3 เป็นต้นไป ตัวเลขจะเริ่มปรับขึ้น เพราะกลุ่มลูกหนี้ที่อยู่ใน Stage 2 ซึ่งมีอยู่ราว 7% จะไหลมาเป็น Stage 3 หรือ NPL มากขึ้น และภาวะเช่นนี้จะลากยาวไปตั้งไปแต่ครึ่งหลังของปีนี้ไปจนตลอดทั้งปีหน้า” สุทธิรักษ์กล่าว 

 

สุทธิรักษ์กล่าวว่า ศักยภาพทางธุรกิจของ JK ที่จะส่งเสริมให้ไปถึงเป้าหมายทางธุรกิจได้คือ 

 

  1. ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารหนี้ของ JMT และ JMT ยังมีบริษัทในกลุ่มที่จะช่วยให้ JK AMC มีต้นทุนที่แข่งขันได้ 

 

  1. การใช้ช่องทางต่างๆ ของธนาคารช่วยประชาสัมพันธ์ทรัพย์ NPA ไปสู่ลูกค้าที่สนใจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ซื้อทรัพย์ NPA ทั่วประเทศ 

 

  1. โอกาสเพิ่มมูลค่าธุรกิจอื่นๆ ให้ครบวงจร เช่น การรับปรับปรุงบ้านให้กับผู้ซื้อทรัพย์ด้อยคุณภาพ และราคาที่สมเหตุสมผล การช่วยเหลือลูกค้าที่มีประวัติเครดิตที่ดี เป็นต้น 

 

โดย JK AMC ถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการและเริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post KBANK ผนึก JMT ร่วมทุน 1 หมื่นล้าน จัดตั้ง JK AMC ตั้งเป้าบริหาร NPL แสนล้านบาท ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ของประเทศ ภายใน 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ไม่ต้องใช้หลักประกัน ช่วยร้านอาหารและร้านค้ารายย่อย วงเงินรวม 3,500 ล้านบาท https://thestandard.co/kasikorn-low-interest-loan-program-no-need-guarantee/ Fri, 16 Jul 2021 03:12:12 +0000 https://thestandard.co/?p=513290 กสิกรไทย

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จ […]

The post กสิกรไทย เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ไม่ต้องใช้หลักประกัน ช่วยร้านอาหารและร้านค้ารายย่อย วงเงินรวม 3,500 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของโควิดในประเทศไทยที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ต้องมีการยกระดับมาตรการควบคุมการระบาดเข้มงวดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุด 10 จังหวัดตามมาตรการป้องกันควบคุมโรค

 

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับร้านค้ารายย่อย ธนาคารกสิกรไทยได้ออกโครงการพิเศษ ‘เงินกู้สู้ไปด้วยกัน’ อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี พักชำระเงินต้น 3 เดือน วงเงินกู้สูงสุด 300,000 บาท ไม่ต้องมีหลักประกัน ฟรีค่าธรรมเนียมทุกประเภท ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี โดยใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียวก็กู้ได้ เพียงเดินบัญชีกับธนาคาร เพื่อช่วยให้ร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยมีเงินทุนในการทำธุรกิจ มีความหวังและกำลังใจในการดำเนินธุรกิจต่อไปได้

 

ขณะเดียวกันธนาคารยังสนับสนุนให้ร้านค้าเพิ่มช่องทางการขายได้บน K+ market ในแอปพลิเคชัน K PLUS ของธนาคาร รวมถึงการทำกิจกรรมช่วยโปรโมตร้านผ่านสื่อต่างๆ ของธนาคารและร่วมมือกับเพจออนไลน์ชื่อดัง เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายสร้างรายได้ให้แก่ร้านค้าให้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นได้อีกทางหนึ่ง 

 

พัชรกล่าวว่า นอกจากโครงการพิเศษดังกล่าวแล้ว ธนาคารยังขานรับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยในการให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ลูกค้า SMEs และลูกค้ารายย่อยที่ต้องปิดกิจการตามมาตรการของทางการ ด้วยการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ระยะเวลา 2 เดือน โดยเริ่มการพักชำระตั้งแต่งวดการชำระหนี้เดือนกรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้าของธนาคาร 


พัชรกล่าวอีกว่า ธนาคารคาดหวังว่าการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงิน รวมถึงการเพิ่มสภาพคล่องจากการออกโครงการพิเศษเพื่อช่วยร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยในครั้งนี้ จะสามารถช่วยร้านค้ารายย่อยให้เข้าถึงเงินกู้ได้ 35,000 ราย โดยเตรียมวงเงินสินเชื่อไว้ 3,500 ล้านบาท 

 

สำหรับร้านอาหารและร้านค้ารายย่อยที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ‘เงินกู้สู้ไปด้วยกัน’ สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 สิงหาคม 2564 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่ www.kasikornbank.com และสำหรับลูกค้า SMEs ที่ต้องการเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ สามารถติดต่อได้ที่ผู้ดูแลความสัมพันธ์ลูกค้า หรือ K-BIZ Contact Center 0 2888 8822 และลูกค้ารายย่อยติดต่อได้ที่ K-Contact Center 0 2888 8888 หรือช่องทางไลน์ KBank Live ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2564

The post กสิกรไทย เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 3% ไม่ต้องใช้หลักประกัน ช่วยร้านอาหารและร้านค้ารายย่อย วงเงินรวม 3,500 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยใช้โมบายแบงกิ้งที่ 1 ของโลก K PLUS ตั้งเป้าธุรกรรมปี 64 พุ่ง 24,600 ล้านรายการ https://thestandard.co/k-plus-become-number-one-thai-users/ Thu, 11 Feb 2021 08:23:05 +0000 https://thestandard.co/?p=453246 คนไทยใช้โมบายแบงกิ้งที่ 1 ของโลก K PLUS ตั้งเป้าธุรกรรมปี 64 พุ่ง 24,600 ล้านรายการ

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ใ […]

The post คนไทยใช้โมบายแบงกิ้งที่ 1 ของโลก K PLUS ตั้งเป้าธุรกรรมปี 64 พุ่ง 24,600 ล้านรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนไทยใช้โมบายแบงกิ้งที่ 1 ของโลก K PLUS ตั้งเป้าธุรกรรมปี 64 พุ่ง 24,600 ล้านรายการ

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในปี 2563 คนไทยทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก คิดเป็น 68.1% ต่อเดือน ซื้อสินค้าอีคอมเมิร์ซผ่านสมาร์ทโฟนเป็นอันดับ 2 ของโลก คิดเป็น 74% และมีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก เฉลี่ย 5 ชั่วโมง 7 นาทีต่อวัน (ข้อมูลจาก We Are Social และ Hootsuite)  

 

ทั้งนี้ แอปพลิเคชัน K PLUS ของธนาคาร ที่ตั้งเป้าเป็น ‘Digital Lifestyle Ecosystem’ ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจอื่นๆ เพื่อเป็นช่องทางให้ลูกค้าทำธุรกรรมในชีวิตประจำวัน โดยปี 2563 มีผู้ใช้งานรวม 14.4 ล้านราย มีจำนวนธุรกรรมรวมทุกประเภท 14,500 ล้านรายการ เติบโต 71% ซึ่งเฉลี่ยแล้วมีลูกค้าใช้งาน K PLUS วันละ 5 ล้านรายต่อวัน 

 

โดยมีฟีเจอร์ที่เติบโตสูง ได้แก่ 1. K+ market มีการใช้งานเพิ่มขึ้น 150% 2. ฟีเจอร์ Wealth PLUS ซึ่งจะจัดพอร์ตกองทุนรวมให้อัตโนมัติ มีการใช้งานเพิ่มขึ้น 220% จากที่เปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2563 3. ฟีเจอร์โอนเงินไปต่างประเทศ ในเดือนธันวาคม 2563 มีการใช้งานเพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4. การใช้ K PLUS QR Code มีจำนวนรายการเพิ่มขึ้น 125% จากปีก่อน 

 

อย่างไรก็ตาม ปี 2564 นี้ ทางธนาคารตั้งเป้าหมายมีผู้ใช้งาน K PLUS รวม 17.5 ล้านราย และมีจำนวนธุรกรรมทั้งหมดผ่าน K PLUS มากกว่า 24,600 ล้านรายการ

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post คนไทยใช้โมบายแบงกิ้งที่ 1 ของโลก K PLUS ตั้งเป้าธุรกรรมปี 64 พุ่ง 24,600 ล้านรายการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทยเพิ่มบริการกู้เงินออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ค้าบน Shopee https://thestandard.co/kbank-shopee-loans-online/ Wed, 02 Oct 2019 06:23:51 +0000 https://thestandard.co/?p=292127 MADHUB

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จ […]

The post กสิกรไทยเพิ่มบริการกู้เงินออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ค้าบน Shopee appeared first on THE STANDARD.

]]>
MADHUB

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า จากเป้าหมายของธนาคารที่ต้องการเป็นผู้นำดิจิทัลแบงก์กิ้งที่มีโซลูชันการเงินครบวงจรให้ลูกค้า กลยุทธ์หนึ่งคือการเพิ่มพันธมิตรในหลายอุตสาหกรรม 

 

ล่าสุดเปิดตัวศูนย์รวมโซลูชัน MADHUB และร่วมมือเป็นพันธมิตรกับ Shopee โดยจะออกโซลูชันทางการเงินที่ตอบสนองผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ รวมถึงกลุ่มผู้ซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มนี้

 

เทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ Shopee กล่าวว่า ครั้งนี้ประกาศความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยเป็นพันธมิตรหลักรายสำคัญ (Hero Partner) และเป็นเจ้าแรกที่เข้ามาให้ ‘บริการเงินกู้ธุรกิจออนไลน์’ เพื่อร้านค้าบนแพลตฟอร์มขอ Shopee รวมถึงเพิ่มโปรโมชันส่วนลด และ Shopee Coinsให้ ‘ผู้ซื้อ’ เมื่อใช้บัตรเครดิตกสิกรไทยจ่ายค่าสินค้า

 

ทั้งนี้บริการเงินกู้ธุรกิจออนไลน์ (MADFUND) ให้แก่ ร้านค้าบนแพลตฟอร์ม Shopee จุดเด่นคือ สมัครผ่านแอปพลิเคชัน K PLUS ไม่ต้องยื่นเอกสารเพื่อขอกู้ ไม่ต้องมีหลักประกัน มีวงเงินอนุมัติสูงสุด 6 แสนบาท

 

โดยข้อมูลทางกสิกรไทยจะคัดกรองผู้ขอกู้จากข้อมูลรายได้ และพฤติกรรมการค้าขายอื่นๆ มาประกอบกัน คาดว่าจะทำให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post กสิกรไทยเพิ่มบริการกู้เงินออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ค้าบน Shopee appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีของธนาคารอัจฉริยะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่แบงก์ แต่เป็นทุกองค์ประกอบของชีวิตดิจิทัลเพื่อคุณ [Advertorial] https://thestandard.co/kbank-cognitive-bank/ https://thestandard.co/kbank-cognitive-bank/#respond Thu, 14 Feb 2019 05:30:18 +0000 https://thestandard.co/?p=191348

ธนาคารกสิกรไทย สถาบันการเงินระดับแถวหน้าของประเทศไทยคิด […]

The post ปีของธนาคารอัจฉริยะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่แบงก์ แต่เป็นทุกองค์ประกอบของชีวิตดิจิทัลเพื่อคุณ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกสิกรไทย สถาบันการเงินระดับแถวหน้าของประเทศไทยคิดใหญ่อยู่เสมอ ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการแข่งขันรุนแรงและเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหรรมการเงินภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กสิกรไทยยังสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอยู่เสมอ โดยเฉพาะการใช้เทคโลยีใหม่เข้ามาต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ

 

และกสิกรไทยมองธุรกิจไกลถึงระดับภูมิภาค

 

ที่งาน A Year of i: KBank Vision 2019 งานแถลงใหญ่ประจำปีของธนาคาร ผู้บริหารระดับสูง 5 คน ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่จะยกระดับแบรนด์กสิกรไทยไปสู่สถาบันการเงินแนวหน้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ธนาคารอัจฉริยะ (Cognitive Bank) ในความหมายของกสิกรไทยคืออะไร ติดตามได้จากบทความพิเศษนี้

 

 

คิดใหญ่ มองไกลระดับภูมิภาค ตั้งเป้าธนาคารแนวหน้าของอาเซียน

 

ภายในงานใช้รูปแบบของ ‘5i’ เพื่อสะท้อนแนวคิดรวบยอดของก้าวแต่ละก้าวที่ธนาคารกสิกรไทยจะเดินจากนี้ต่อไปได้แก่ Incorporate ปรากฏการณ์ความร่วมมือ , Ignite จุดประกายโอกาส ก้าวข้ามพรมแดน, Integrate รวมพลังเพื่อเติบโต, Insight รู้จัก เพื่อรู้ใจ และ Innovate เทคโนโลยีเพื่อธุรกิจและชีวิตที่ดีกว่า  

 

 

เริ่มจาก i แรกคือ Incorporate ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยให้ความเห็นว่าเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของธุรกิจปรับเปลี่ยนรวดเร็ว โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี ปริมาณธุรกรรมออนไลน์ขยายตัวต่อเนื่อง และประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่สูงถึง 82% ในจำนวนนี้ทำธุรกรรมบนมือถือหรือโมบายแบงกิ้ง 74% และคนไทย 48.5 % ซื้อสินค้าออนไลน์

 

 

โครงการพร้อมเพย์ที่มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 46.5 ล้านบัญชี เกิดธุรกรรม 4.5 ล้านรายการต่อวัน มีร้านค้าใช้งานคิวอาร์โค้ดจำนวน 3 ล้านราย ขณะนี้ระบบกลางที่จัดการโดย ITMX สามารถรองรับธุรกรรมข้ามธนาคารได้ 1,000 รายการต่อวินาทีและกลุ่มธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่างเพิ่มความสามารถของระบบในการรองรับธุรกรรมเป็น 2 เท่าภายในปี 2562 นี้ ขณะที่จำนวนบัตรเดบิตที่ออกในระบบมีถึง 59 ล้านใบ จากนี้จะพบกับบริการทางเงินรูปแบบใหม่เพิ่มเติม ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ

 

1. การให้บริการคิวอาร์โค้ดมาตรฐานไทยในประเทศ CLMV+3 ซึ่งช่วยให้ผู้ชำระเงินสามารถใช้โมบายแอปพลิเคชันชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดในต่างประเทศได้ และยังมีบริการที่ร้านค้าสแกนคิวอาร์โค้ดของลูกค้าผู้ชำระเงิน (B Scan C) ที่จะช่วยให้การชำระเงินสะดวกมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะเริ่มต้นที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นแห่งแรก ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ นอกจากนั้นต้องดูความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของแต่ละประเทศ ซึ่งต้องเป็นการเชื่อมต่อของทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง เนื่องจากธุรกรรมลักษณะดังกล่าวเปรียบเสมือนการใช้บัตรเดบิต จึงน่าจะแตกต่างจากการใช้บัตรเครดิต ซึ่งค่าธรรมเนียมและรายละเอียดจะแตกต่างกันออกไปขึ้นกับการตกลงระหว่างกัน

2. โครงการ Thailand Blockchain Community Initiative ที่จะเริ่มให้บริการหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee) โดยมีสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างประเทศ 22 ธนาคาร กลุ่มภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจ 7 กลุ่มเข้าร่วม คาดว่าจะมียอดธุรกรรมดังกล่าวประมาณ 40,000 รายการในปีนี้ และเชื่อว่าจะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมโครงการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้จะนำเทคโนโลยีบล็อกเชนต่อยอดสู่บริการรับรองเอกสารทางการศึกษา (E-Transcript) ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจ เพิ่มความสะดวกให้กับนิสิต นักศึกษาที่จบการศึกษารวมทั้งบุคคลที่ต้องการหาตำแหน่งงานและองค์กรที่กำลังเปิดรับบุคลากรด้วย

3. โครงการ National Digital ID (NDID) โดยลูกค้าสามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ ช่วยให้เปิดบัญชีผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องไปแสดงตนที่สาขาอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีการขอสินเชื่อและการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ทางออนไลน์ รวมทั้งโครงการเอทีเอ็มสีขาว (White-Label ATMs) ที่จะช่วยให้ธนาคารบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น และยกระดับธนาคารไทยสู่ระดับแนวหน้าของอาเซียน ซึ่งผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือลูกค้าของธนาคารทุกคน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะช่วยเร่งการปรับตัวเข้าสู่บริการในยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง สนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

สอดคล้องกับแนวทางสำคัญของ i ตัวที่สองคือ Ignite ซึ่ง พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ชูประเด็นการปรับมุมมอง ความคิดของภาคธุรกิจและกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อความอยู่รอดในยุคที่เรียกว่า ‘เศรษฐกิจผสานมิติ (Augmented Economy)’ หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์อย่างกลมกลืน ทุกธุรกิจต้องใช้ทักษะความชำนาญที่มีบวกกับการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด

 

 

ธนาคารจึงผลักดันแนวคิดสำคัญ 3 ด้านได้แก่ 1. Beyond Frontier ซึ่งเป็นการขยายธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพสูง เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง คาดว่าภายในปี 2573 กลุ่ม CCLMVI นี้จะมีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) รวมกันถึง 28.64 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใหญ่กว่าเศรษฐกิจไทยถึง 41 เท่า และจะมีประชากรรวมมากกว่าไทยถึง 28 เท่า 2. Beyond Banking มองโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น และวางเป้าหมายที่จะอยู่ในทุกๆ ช่องทางที่ลูกค้าใช้ชีวิต และ 3. Beyond Competition คือมองหาโอกาสร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ ทั้งฟินเทค สตาร์ทอัพ ทั้งในต่างกลุ่มอุตสาหกรรมหรือในต่างประเทศ เพื่อยกระดับการให้บริการของธนาคาร

 

สิ่งที่น่าจับตาในตอนนี้คือ ‘KVision’ บริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหาเทคโนโลยีและลงทุนในฟินเทคหรือสตาร์ทอัพ ด้วยเงินลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท ขณะนี้ได้จัดตั้ง Innovation Lab ขึ้นใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อิสราเอล จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อเฟ้นหานวัตกรรม พันธมิตรทางธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญกลุ่มใหม่ๆ เพื่อนำมาสนับสนุนการพัฒนาบริการของธนาคารในกลุ่ม CCLMVI เพื่อช่วยต่อยอดธุรกิจให้ลูกค้าไทยเข้าสู่ตลาดใหม่ที่ไร้พรมแดน

 

จากนี้ธนาคารจะให้บริการทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงการค้าระหว่างลูกค้ากับคู่ค้า (Cross-Border Value Chain Solution) โดยจะเริ่มให้บริการในสปป.ลาวและกัมพูชาก่อน โดยการนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยให้การชำระค่าสินค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายเกิดความคล่องตัวยิ่งขึ้น สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญคือการสร้างแพลตฟอร์มการชำระเงินแห่งภูมิภาค (Single Regional Payment Platform) เพื่อสร้างความสะดวกสบายและเข้าถึงผู้บริโภครายย่อยในภูมิภาคผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร ปัจจุบันธนาคารได้เริ่มแผนการดังกล่าวจากโครงการ ‘QR KBank’ แอปฯ กระเป๋าเงินออนไลน์สำหรับชาวเวียงจันทน์ในสปป.ลาว ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้โดยไม่ใช้เงินสด ซึ่งนำร่องให้บริการที่ตลาดหนองจันเป็นพื้นที่แรก

 

 

พิพิธตั้งเป้าว่าจะมีธุรกรรมผ่าน ‘QR KBank’ ประมาณ 2 ล้านรายการ มูลค่ากว่า 3.6 หมื่นล้านกีบหรือประมาณ 115 ล้านบาทภายในปี 2562 นี้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแพลตฟอร์มการชำระเงินแห่งภูมิภาค ช่วยให้ธนาคารเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใช้จ่ายด้วยระบบดิจิทัล (Digital Spender) ในสปป.ลาว พร้อมตั้งเป้าหมายขยายการให้บริการและเชื่อมต่อแพลตฟอร์มเข้าด้วยกันทั่ว CCLMVI ในอนาคต โดยธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตรายได้จากธุรกิจในต่างประเทศกว่า 8 เท่าภายใน 3 ปีข้างหน้า  

 

ไม่เพียงแต่ภาพใหญ่ในเวทีภูมิภาคของกสิกรไทยเท่านั้น กลยุทธ์ธุรกิจและการปรับทุกองค์ประกอบขององค์กรก็คือหัวใจที่สำคัญไม่แพ้กันด้วย

 

จับมือพันธมิตร ปรับองค์กรให้รู้ใจ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย

 

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ผู้นำเสนอ i ตัวที่สามนั่นคือ Integrate โดยให้ข้อมูลว่าธนาคารได้จับมือกับพันธมิตรแพลตฟอร์มเพื่อขยายฐานลูกค้าเพื่อเข้าถึงทุกความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ พร้อมรองรับลูกค้าทั้งบนแพลตฟอร์มของธนาคารเองผ่าน K PLUS และเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอื่นทั้งโซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชันแชต การช้อปปิ้ง ตลอดจนการเดินทาง โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดการสร้างรายได้จากการให้สินเชื่อลูกค้าบุคคลจากปัจจุบัน 7% เป็น 16%  ซึ่งจำนวนผู้กู้ยืมในตลาดนี้มีถึง 31.3 ล้านราย เชื่อว่าการผนึกพันธมิตรแพลตฟอร์มชั้นนำจะช่วยให้สามารถเรียนรู้และทำความเข้าใจลูกค้าเพื่อสร้างรายได้ใหม่ชดเชยการลดลงของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยได้

 

 

พัชรเชื่อว่าธนาคารกสิกรไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินปี 2562 ที่วางไว้ ด้วยอัตราการเติบโตของเงินให้สินเชื่อรวม 5-7% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจบริษัทเติบโต 3-5% สินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโต 2-4% และสินเชื่อลูกค้ารายย่อยเติบโต 9-12% ขณะที่อัตราส่วนผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ 3.3-3.5% อัตราการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย -5% ถึง -7% และอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม 3.3-3.7%  

 

จะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมากสิกรไทยอยู่ในพื้นที่ข่าวเสมอ โดยเฉพาะการเกิดดีลธุรกิจใหม่ๆ กับผู้เล่นทั้งในและนอกอุตสาหกรรม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและต่อยอดไปสู่การเข้าถึงลูกค้าในทุกมิติ

 

 

อีกส่วนงานสำคัญที่เป็นความหวังในการเปลี่ยนกสิกรไทยเป็นธนาคารอัจฉริยะก็คือ i ตัวที่ 4 Innovate ซึ่ง เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) ประกาศพา KBTG สู่องค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2565 โดยเริ่มจากงบลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากร ในปีนี้กว่า 5 พันล้านบาท เพื่อให้ KBTG เป็นศูนย์กลางสำคัญของผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของภูมิภาคดังเช่นแบรนด์ไอทียักษ์ใหญ่ระดับยูนิคอร์นของอาเซียนเป็นในขณะนี้

 

 

KBTG จะยังเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันธนาคารกสิกรไทยสู่เป้าหมายการเป็นผู้ให้บริการที่รู้ใจลูกค้าด้วยช่องทางดิจิทัลที่ล้ำสมัย โดยการนำเสนอแนวคิดแห่งนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า Augmented Intelligence (AI) เพื่อขับเคลื่อนองค์กร ซึ่งเป็นการผสานพลังของปัญญาประดิษฐ์กับความสามารถของบุคลากรที่สั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจและความต้องการของลูกค้าอย่างลึกซึ้งเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ในอนาคต สำหรับแนวคิดธนาคารอัจฉริยะ (Cognitive Banking) นั้นจะส่งมอบคุณค่าสำคัญ 3 ด้านให้แก่ลูกค้านั่นคือ บริการที่ฉลาด รู้ใจ (Highly Intelligence) บริการที่ปรับรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้า (Highly Adaptive) และเข้าใจ รู้ใจ ลูกค้าแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง (Highly Personalized)

 

นอกจากนี้เรืองโรจน์ยังเน้นย้ำวิสัยทัศน์ ‘นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้แก่ทุกคน’ (Inclusive Innovation) ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุนเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการของธนาคารได้ และประยุกต์ใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มความสามารถในการให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าที่กว้างขวางขึ้น  ที่สำคัญคือธนาคารจะทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆ มากขึ้น ผ่านนวัตกรรมแห่งความร่วมมือ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. Open Banking API ที่ช่วยต่อเชื่อมบริการของธนาคารให้แก่พันธมิตรโดยสะดวกและปลอดภัย 2. K PLUS Business Platform จากการเป็นธนาคารบนโทรศัพท์มือถือไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่พันธมิตรสามารถนำไปต่อยอดสร้างบริการแบบดิจิทัล  และ 3. Innovation Sandbox คือพื้นที่รองรับการทดสอบทางนวัตกรรมใหม่ๆ ของพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ

 

 

มากกว่าเทคโลยี คือเรื่องของคนที่ใช้เทคโนโลยี เมื่อมีสิ่งใหม่เข้ามาในธุรกิจ การเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกถือเป็นโจทย์สำคัญ จำเป็นอย่างยิ่งที่บุคลากรในองค์กรจะต้องปรับตัวและกลายเป็นผู้ที่ทำงานในโลกดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข เรื่องนี้ ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย อธิบาย i ตัวที่ 5 คือ Insight ได้ดีทีเดียว เธอมองว่าเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าสอดผสานกันมากยิ่งขึ้น การใช้ชีวิตของลูกค้ามีหลากหลายมิติและมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับเครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ความต้องการเชิงลึกหรือ Insight เพื่อให้เข้าใจและรู้ใจลูกค้ามากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่สะดวกไร้รอยต่อ ทุกที่ ทุกเวลา (Frictionless, Anywhere, Anytime) จากนี้จะมีบริการที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้นเช่น เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Face Recognition) สำหรับการเปิดบัญชีธนาคารหรือการใช้เสียงเพื่อยืนยันตัวตนสำหรับการจ่ายเงินหรือการถอนเงิน โดยไม่ต้องใช้บัตรหรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

 

 

จากนี้ธนาคารกสิกรไทยจะสามารถขยายการบริการสู่ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น ช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบของธนาคารและกลุ่มลูกค้าที่มีการเดินบัญชีผ่านธนาคารน้อยหรือไม่มีหลักฐานแสดงรายได้ที่สม่ำเสมอ เนื่องจากรูปแบบอาชีพของผู้คนในปัจจุบันค่อนข้างหลากหลาย ไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์เงินเดือนอย่างเดียว ยังมีผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและผู้ที่ทำอาชีพอิสระที่มีศักยภาพอีกมากที่ควรจะได้รับการสนับสนุนจากธนาคาร

       

จากนี้กสิกรไทยจะเป็นธนาคารที่ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้าด้วยฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ (Data-Driven Bank) อย่างเต็มตัว เชื่อว่าจะทำให้ธนาคารลดต้นทุนการดำเนินงาน ขยายบริการเพื่อรองรับลูกค้าได้รวดเร็วและกว้างมากยิ่งขึ้น สิ่งที่ธนาคารให้ความสำคัญสูงสุดคือข้อมูลที่ใช้ในการวิเคราะห์จะไม่สามารถระบุตัวตนของลูกค้าได้ และธนาคารจะไม่แชร์ข้อมูลลูกค้าของโดยเด็ดขาดหากปราศจากการให้ความยินยอมของลูกค้า

 

ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายที่ท้าทายของปี 2562 เรื่องการปล่อยสินเชื่อแบบ Data-Driven Lending เป็นวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายการนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจเพื่อนำไปสู่การสร้างรายได้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมดของธนาคาร

 

 

ขณะนี้ธนาคารกสิกรไทยได้สร้างความพร้อมสำคัญใน 4 ด้าน ได้แก่

1. ด้านข้อมูล ธนาคารมีข้อมูลพร้อมให้ทุกฝ่ายงานในองค์กรสามารถนำไปวิเคราะห์ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

2. ด้านเทคโนโลยี เพื่อเตรียมพร้อมในการรองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

3. ด้านบุคลากร ธนาคารได้พัฒนาศักยภาพด้านการวิเคราะห์ข้อมูลให้กับพนักงาน โดยปัจจุบันได้พัฒนาบุคลากรด้านการวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจหรือ Business Analytics ไปแล้วกว่า 500 คน และ Machine Learning Analytics จำนวน 284 คน

4. ด้านวัฒนธรรมองค์กรแห่งการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผสานความฉลาดของคนเข้ากับเทคโนโลยี (Augmented Intelligence) เพื่อไปสู่การเป็นธนาคารอัจฉริยะ (Cognitive Banking) ธนาคารได้ปรับโครงสร้างเพื่อมุ่งเน้นใน 3 ด้าน ได้แก่ กลุ่มงานด้านการขายและบริการ ที่มุ่งตอบโจทย์ลูกค้าแบบรายบุคคล (Segment of One) กลุ่มงานยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นด้านการนำข้อมูลมาสร้างประโยชน์ให้แก่ธนาคาร และกลุ่มงานด้านผลิตภัณฑ์ที่มุ่งนำเสนอนวัตกรรมบริการที่ตอบโจทย์ตรงใจ

 

 

ถือเป็นการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นอีกครั้งของธนาคารกสิกรไทยที่ไม่เพียงรุกตลาดต่างประเทศอย่างมั่นใจ แต่ยังเป็นการรุกเข้าไปในหัวใจของผู้บริโภคทุกคนที่จะได้รับการตอบสนองความต้องการอย่างรู้ใจ แบบที่ไม่มีใครทำได้มาก่อนด้วยเทคโนโลยีและเครือข่ายของพันธมิตรที่พร้อมสร้างโลกใหม่ของอุตสาหกรรมการเงินไปด้วยกัน

 

เมื่อเข้าใจก็รู้ใจ เมื่อรู้ใจก็ชนะใจในที่สุด

 

สามารถรับชม vision ของผู้บริหารแต่ละท่านได้จากคลิปนี้

 

 

สามารถชมบรรยากาศภายในงานได้จากคลิปวีดีโอนี้

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

  • ธนาคารกสิกรไทย

The post ปีของธนาคารอัจฉริยะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่แบงก์ แต่เป็นทุกองค์ประกอบของชีวิตดิจิทัลเพื่อคุณ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kbank-cognitive-bank/feed/ 0
กสิกรไทยฝันใหญ่ ตั้งเป้าธุรกิจต่างแดนโต 8 เท่าใน 3 ปี ผนึกกำลัง Data Driven สู่การเป็นธนาคารอัจฉริยะ https://thestandard.co/a-year-of-i-kbank-vision-2019/ https://thestandard.co/a-year-of-i-kbank-vision-2019/#respond Mon, 28 Jan 2019 11:44:12 +0000 https://thestandard.co/?p=187722

ธนาคารกสิกรไทยจัดงานใหญ่ประจำปี ‘A Year of I : KBank Vi […]

The post กสิกรไทยฝันใหญ่ ตั้งเป้าธุรกิจต่างแดนโต 8 เท่าใน 3 ปี ผนึกกำลัง Data Driven สู่การเป็นธนาคารอัจฉริยะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกสิกรไทยจัดงานใหญ่ประจำปี ‘A Year of I : KBank Vision 2019’ เปิดเวทีให้ 5 ผู้บริหาร ประกอบด้วย 4 กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ปรีดี ดาวฉาย, ขัตติยา อินทรวิชัย, พิพิธ เอนกนิธิ, พัชร สมะลาภา และประธานกสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เรืองโรจน์ พูนผล แสดงวิสัยทัศน์ พร้อมประกาศตัวเป็นธนาคารอัจฉริยะของประเทศไทย

 

 

แผนสำคัญนับจากนี้คือ การขยายการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดบน K PLUS ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งการใช้งานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ประเทศไทยด้วย คาดว่าจะเริ่มต้นได้ที่ประเทศญี่ปุ่นในไตรมาส 3 ของปี 2562 นี้ ขณะเดียวกัน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนจะเกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น คาดว่าจะมียอดธุรกรรมจากบริการหนังสือค้ำประกันถึง 4 หมื่นรายการในปีนี้ รวมทั้งการเปิดบัญชีข้ามธนาคารทุกที่ ทุกเวลา และโครงการเอทีเอ็มสีขาวที่รองรับทุกสถาบันการเงินด้วย

 

สิ่งที่ไม่เหนือความคาดหมายคือ การประกาศรุกการให้สินเชื่อดิจิทัล (Data Driven Lending) ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งเป้าสินเชื่อที่ 3 หมื่นล้านบาท เป้าหมายสำคัญของกสิกรไทยคือ การนำข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ จนสร้างรายได้ให้มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด และเมื่อพิจารณาภาพรวมของธุรกิจสินเชื่อทุกประเภท คาดว่าจะเติบโต 5-7% แบ่งเป็นการเติบโตของสินเชื่อลูกค้าขนาดใหญ่ 3-5% สินเชื่อลูกค้า SMEs เติบโต 2-4% สินเชื่อรายย่อยเติบโต 9-12% ขณะที่อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ในกรอบ 3.3-3.7%

 

 

ยักษ์ใหญ่ของวงการธนาคารเล็งโอกาสในการรุกธุรกิจในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ซึ่งคาดว่าจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทย 41 เท่า และจำนวนประชากรมากกว่าประเทศไทย 28 เท่าในอีก 11 ปีข้างหน้า หรือ พ.ศ. 2573 ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ ขณะนี้มีทีม KVision เกิดขึ้น เพื่อแสวงหาเทคโนโลยีและการลงทุนใหม่ๆ ในฟินเทค ด้วยวงเงินลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท นอกจากนี้ยังมี Innovation Lab ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อิสราเอล จีน อินโดนีเซีย และเวียดนามด้วย เป้าหมายใหญ่ที่กสิกรไทยวางไว้คือ การสร้างแพลตฟอร์มการชำระเงินแห่งภูมิภาคที่เข้าถึงผู้บริโภครายย่อยในแต่ละประเทศกลุ่มเป้าหมาย โดยตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจในต่างประเทศเติบโตขึ้น 8 เท่าภายใน 3 ปีนับจากนี้

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

  • ธนาคารกสิกรไทย

The post กสิกรไทยฝันใหญ่ ตั้งเป้าธุรกิจต่างแดนโต 8 เท่าใน 3 ปี ผนึกกำลัง Data Driven สู่การเป็นธนาคารอัจฉริยะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/a-year-of-i-kbank-vision-2019/feed/ 0
LINE จับมือกสิกรตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด สร้างประสบการณ์ Social Banking เตรียมปล่อยสินเชื่อทำธุรกรรมผ่านไลน์ https://thestandard.co/line-social-banking/ https://thestandard.co/line-social-banking/#respond Wed, 12 Dec 2018 06:24:48 +0000 https://thestandard.co/?p=163693

ไลน์ (LINE) และธนาคารกสิกรไทย ประกาศจัดตั้งบริษัท กสิกร […]

The post LINE จับมือกสิกรตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด สร้างประสบการณ์ Social Banking เตรียมปล่อยสินเชื่อทำธุรกรรมผ่านไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไลน์ (LINE) และธนาคารกสิกรไทย ประกาศจัดตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด ร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนแปลงประสบการณ์บริการทางการเงินให้กับผู้ใช้ในประเทศไทยในรูปแบบ Social Banking พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ และบริการใหม่ๆ ครึ่งหลังปี 2562 ตั้งเป้าเป็น 1 ใน 5 บริษัทชั้นนำให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลภายใน 5 ปี

 

วันนี้ (พุธ 12 ธ.ค.) ไลน์ (ลงทุนผ่านบริษัท ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชีย) และธนาคารกสิกรไทย (ลงทุนผ่านบริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด หรือ เควิชั่น) ได้ประกาศความร่วมมือจัดตั้งบริษัทใหม่ ‘บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด’ ในรูปแบบ Joint Venture หวังสร้างประสบการณ์การเงินรูปแบบใหม่ Social Banking ทำธุรกรรมได้ทันทีผ่านไลน์ รวมถึงปล่อยสินเชื่อขนาดย่อม (30,000-50,000 บาท) ให้กลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการทำธุรกรรมธนาคาร (Unbanked) แชตเพื่อยืมเงินได้

 

ความร่วมมือในครั้งนี้สืบเนื่องจากกลยุทธ์ใหม่ของบริษัท ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชียโดยไลน์ คอร์เปอเรชัน ที่มุ่งมั่นจะร่วมงานกับ 4 ธนาคารในเอเชียรวมประเทศไทย เพื่อให้บริการทางการเงินบนแพลตฟอร์มไลน์ นำธุรกรรมทางการเงินไปฝังในชีวิตผู้ประจำวันของผู้บริโภค และสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ร่วมกันระหว่างภาคธนาคาร และแชตแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะการให้บริการสินเชื่อกู้ยืมเงิน

 

อริยะ พนมยงค์ กรรมการไลน์ ประเทศไทย เผยว่าปัจจุบันไลน์มีผู้ใช้งานในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 44 ล้านคน มากที่สุดเป็นลำดับ 2 ของไลน์ ณ ปัจจุบัน และยังถือเป็นศูนย์รวมบริการทุกรูปแบบ ซึ่งบริการทางการเงินนับเป็นอีกหนึ่งในทิศทางที่ไลน์จะจริงจังมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสของกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าถึงภาคบริการของธนาคารได้

 

“จุดประสงค์ของกสิกร ไลน์ จำกัด คือการขยายขอบเขตการให้บริการของ Digital Banking ไปสู่ Social Banking Experience เพื่อสร้างบริการรูปแบบใหม่ที่เอาลูกค้าเป็นตัวตั้ง นำธุรกรรมทางการเงินไปฝังในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

 

“ก่อนหน้านี้มีหลายคนถามผมเสมอว่าไลน์จะเข้ามา Disrupt ธนาคารหรือเปล่า วันนี้เราตอบได้แล้วว่าเราไม่ได้มา Disrupt แบงก์ แต่เป็นการจับมือร่วมกันกับธนาคารเลย ไม่ใช่แค่ความร่วมมือในแบบพาร์ตเนอร์ชิปเท่านั้น เพราะมันคือการ Joint Venture ที่เปรียบได้เหมือนกับการแต่งงานในระยะยาวระหว่างธนาคารกสิกรไทยและไลน์เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการกู้ยืมสินเชื่อส่วนบุคคลได้”

 

อริยะ กล่าวเสริมว่าแม้การกู้เงินอาจจะไม่ใช่สิ่งแรกที่คนนึกถึงเวลาตื่นนอน แต่ไม่ว่าเมื่อไรที่คนต้องการซื้อสินค้าแล้วมีเงินไม่เพียงพอ บริการกู้ยืมเงินก็จะเป็นสิ่งแรกๆ ที่พวกเขานึกถึง ดังนั้นจากฐานผู้ใช้ ณ ปัจจุบันที่ 44 ล้านคนบนแพลตฟอร์ม กสิกร ไลน์ จำกัด ก็จะช่วยให้ผู้ใช้เหล่านี้สามารถเข้าถึงช่องทางการกู้เงินได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินเข้าธนาคารอีกต่อไป แต่ภาคผู้ให้บริการต้องวิ่งเข้าหาผู้ใช้แทน

 

ด้าน พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เผยว่าการร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับธนาคารกสิกร ทั้งในเรื่องความเร็วที่คงสู้บริษัทด้านไอทีไม่ได้ หรือแม้แต่ด้านต้นทุน ฉะนั้นการตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อให้บริการทางการเงินกึ่งไอทีได้ด้วยความรวดเร็วก็ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจมากๆ และยังให้โอกาสผู้ใช้ได้เข้าถึงการทำธุรกรรมบนธนาคารได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

 

“คนไทยใช้งานไลน์เยอะมาก เราอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศไลน์ ใครที่ใช้ไลน์ก็จะนึกถึง Social Banking ของเรา เมื่อคุยหรือแชตกันบนไลน์ก็สามารถทำธุรกรรมได้ทันที เป็นการรวมบริการทางการเงินกับแชตแอปพลิเคชันเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ก็ยังเป็นการสร้างโอกาสในตลาดบริการให้กู้ยืมเงินระหว่างบุคคล ที่วันนี้ขนาดของตลาดทั้งประเทศอยู่ที่ 5 แสนล้าน ส่วนขนาดตลาดของเราอยู่ที่ 2 หมื่นล้านเท่านั้น

 

“โอกาสเติบโตทางธุรกิจมีมากพอสมควร ถ้าเราสามารถตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ให้ไม่มองการเงินเป็นเรื่องยากได้ ทำให้ความกลัวในการใช้งานของพวกเขาหายไปก็จะทำให้บริษัทนี้สามารถเข้าไปถึงกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มดังกล่าวได้ โดยเงินที่ทุกๆ ท่านจ่ายมาให้เราน่าจะสามารถเติบโตกว่าปัจจุบันได้มากถึง 6 เท่า”

 

เมื่อถามถึงโปรดักส์ที่จะเกิดขึ้นภายใต้บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยบอกว่าจะเริ่มจากการปล่อยสินเชื่อผ่านไลน์ในจำนวนเงินก้อนเล็กๆ แค่ 30,000-50,000 ก็สามารถกู้ได้ โดยน่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงกลางปี 2562 ซึ่งระบบใหม่ที่จะร่วมสร้างด้วยกันจะต้องเชื่อมต่อทั้งไลน์ และกสิกรไทยให้เข้าหากันได้ และจะแยกบัญชีธนาคารของกสิกร ไลน์ เป็นอีกหนึ่งบัญชีใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีเดิมของธนาคารกสิกรไทย

 

ยองอึนคิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ไลน์ ไฟแนนเชียล เอเชีย เผยว่าไลน์ กสิกรจะให้บริทางการเงินและบริการกู้ยืมที่ปลอดภัย และสะดวกสบายบนแพลตฟอร์มไลน์เพื่อให้เข้าถึงง่าย โดยมุ่งมั่นจะเป็นผู้ให้บริการกู้ยืมเงินชั้นนำภายใน 5 ปีต่อจากนี้ พร้อมย้ำว่าไลน์ได้เลือกพาร์ตเนอร์ด้านธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศไทยแล้ว และก็คงไม่มีความร่วมมือในลักษณะนี้เกิดขึ้นกับธนาคารเจ้าอื่นๆ ในประเทศไทยอีก

 

ในด้านการเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผลการให้กู้ยืมเงิน ไลน์ย้ำว่าโดยปกติแพลตฟอร์มของตนไม่เคยเก็บข้อมูลสนทนาของผู้ใช้งานแอปฯ อยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับกสิกร ไลน์ ในครั้งนี้ที่จะไม่นำข้อมูลแชตมาใช้เด็ดขาด โดยพัชรเสริมว่าพฤติกรรมของผู้ใช้ที่จะนำมาอนุมัติการปล่อยสินเชื่อต้องวิเคราะห์จากหลายๆ รูปแบบ ไม่ใช่แค่ข้อมูลการทำธุรกรรมเหมือนในอดีตอีกต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post LINE จับมือกสิกรตั้งบริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด สร้างประสบการณ์ Social Banking เตรียมปล่อยสินเชื่อทำธุรกรรมผ่านไลน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/line-social-banking/feed/ 0
กสิกรไทยทุ่ม 1,600 ล้าน ลงทุนใน Grab ผนึกกำลังสร้างระบบนิเวศบนแพลตฟอร์ม เตรียมปล่อยสินเชื่อคนขับ https://thestandard.co/grabpay-by-kbank/ https://thestandard.co/grabpay-by-kbank/#respond Fri, 09 Nov 2018 04:35:07 +0000 https://thestandard.co/?p=144384

ธนาคารกสิกรไทย ประกาศจับมือกับ Grab ประเทศไทย เดินหน้าส […]

The post กสิกรไทยทุ่ม 1,600 ล้าน ลงทุนใน Grab ผนึกกำลังสร้างระบบนิเวศบนแพลตฟอร์ม เตรียมปล่อยสินเชื่อคนขับ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกสิกรไทย ประกาศจับมือกับ Grab ประเทศไทย เดินหน้าสร้างระบบนิเวศบนแพลตฟอร์มให้ครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการผู้ใช้งานด้านความสะดวกสบาย เตรียมปล่อยสินเชื่อให้คนขับ Grab โดยกสิกรไทยจะลงทุนใน Grab ผ่านบริษัท บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC) ด้วยเม็ดเงินที่สูงกว่า 1,600 ล้านบาท และถือเป็นการลงทุนครั้งแรกกับบริษัทต่างชาติ

 

8 พฤศจิกายน ธนาคารกสิกรไทย และ Grab ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการในการผลักดันให้เกิด Digital Lifestyle Ecosystem ดึงความสามารถของกสิกรไทยในฐานะผู้นำด้าน Digital Banking และ Grab ในฐานะหัวหาดผู้ให้บริการร่วมเดินทางมาผสมผสานกันให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ เชื่อมโยงผู้ใช้งาน และลูกค้าเข้าด้วยกันระหว่างสองแพลตฟอร์ม

 

หลักๆ แล้วความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่างกสิกรไทยและ Grab จะประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่

  1. เปิดตัวกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ‘GrabPay by KBank’ โมบายล์ วอลเล็ตในปีหน้า เพื่อใช้ในการชำระค่าโดยสาร พร้อมบริการทางการเงินของกสิกรไทย เพื่อความสะดวกในการใช้งานสำหรับผู้บริโภค
  2. พัฒนาให้แอปพลิเคชัน K PLUS และ Grab ให้ใช้งานร่วมกันได้ ทำให้ลูกค้าใช้บริการของทั้งกสิกรไทยและ Grab ได้ครบวงจร
  3. นำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับลูกค้าในวงจรการให้บริการของธนาคารกสิกรไทยและ Grab เช่น เสนอสินเชื่อกสิกรไทยให้ผู้ขับรถ Grab สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น, เสนอบริการ ‘Grab for Business’ ให้ลูกค้า SME ของธนาคารกสิกรไทยช่วยบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการเดินทางของบริษัท เป็นต้น

 

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เชื่อว่า ทั้ง Grab และกสิกรไทยต่างก็มีเป้าหมายเดียวคือ นำนวัตกรรมมาช่วยยกระดับประเทศไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดย GrabPay by KBank จะช่วยให้คนไทยเข้าถึงระบบการชำระเงินที่สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ด้าน พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ทิศทางธุรกิจในระดับภูมิภาคของธนาคารกสิกรไทยคือ มุ่งขยายธุรกิจไปยังตลาดกลุ่มประเทศอาเซียน +3 ซึ่งเป็นตลาดที่มีโอกาสนำศักยภาพดิจิทัล เทคโนโลยี มาใช้ผ่านช่องทางดิจิทัลและบริการต่างๆ บนสมาร์ทโฟน โดยธนาคารได้วางกลยุทธ์ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในแต่ละธุรกิจ ด้วยคอนเซปต์ ‘Better Together’ ผสานจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเพื่อร่วมกันนำเสนอบริการที่ดีที่สุดให้กับการใช้ชีวิตของลูกค้าในทุกวัน”



ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สำคัญและน่าจับตาเป็นอย่างมาก เพราะ Grab เองก็หวังจะให้บริการทางการเงินมาโดยตลอดอยู่แล้วผ่าน ‘Grab Financial’ เพื่อให้บริการกู้ยืมเงินและสินเชื่อต่างๆ จูงใจคนขับมาอยู่บนแพลตฟอร์มของตน โดยเฉพาะในอนาคตอันใกล้นี้ที่อาจจะต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อแข่งกับผู้ให้บริการร่วมเดินทางอีกเจ้าจากอินโดนีเซีย ที่จะเข้ามาตีตลาดในไทยเต็มตัว ขณะที่กสิกรไทยเองก็จะได้ประโยชน์จากการทำงานร่วมกับ Grab ไปพร้อมๆ กัน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post กสิกรไทยทุ่ม 1,600 ล้าน ลงทุนใน Grab ผนึกกำลังสร้างระบบนิเวศบนแพลตฟอร์ม เตรียมปล่อยสินเชื่อคนขับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/grabpay-by-kbank/feed/ 0
กสิกรก้าวสู่ความเป็นผู้นำกระแสอีคอมเมิร์ซ เอาใจกลุ่มธุรกิจการค้าออนไลน์ งัดยุทธศาสตร์ ‘เปลี่ยนให้รู้ใจ Online Seller’ [Advertorial] https://thestandard.co/k-onlineshop-space/ https://thestandard.co/k-onlineshop-space/#respond Fri, 26 Oct 2018 05:10:50 +0000 https://thestandard.co/?p=136658

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในชีวิตประ […]

The post กสิกรก้าวสู่ความเป็นผู้นำกระแสอีคอมเมิร์ซ เอาใจกลุ่มธุรกิจการค้าออนไลน์ งัดยุทธศาสตร์ ‘เปลี่ยนให้รู้ใจ Online Seller’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในชีวิตประจำวัน ทำให้การพัฒนาด้านต่างๆ มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ไม่นานมานี้เราได้เห็นการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของกลุ่มธนาคารภายในประเทศกับการมุ่งสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวด้วยรูปแบบที่เรียกว่า สังคมไร้เงินสด เพียงมีโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องเราก็ทั้งโอน และจ่ายเงินกันได้ง่ายสบายมาก

 

มาวันนี้วงการธุรกิจยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง หนึ่งในธนาคารรายใหญ่อย่าง กสิกรไทย ก็เสริมกลยุทธ์ข้ามไปอีกขั้นด้วยการตอบโจทย์กลุ่มผู้ค้าขายออนไลน์ ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

 

 

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) กล่าวว่า หากวัดจากสถิติข้อมูลการซื้อขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซปี 2560 จะมีมูลค่ากว่า 2,812,592 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของการขายสินค้าให้กับลูกค้าที่เป็นผู้บริโภค (B2C) ราว 812,613 ล้านบาท และในปี 2561 มีการคาดการณ์ถึงการเติบโตราว 17% มูลค่าซื้อขายเพิ่มเป็น 949,122 ล้านบาท แบ่งเป็นการซื้อขายผ่านออนไลน์สูงถึง 40% ซื้อขายผ่านบริการแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์หรืออี-มาร์เก็ตเพลส 35% และการซื้อขายผ่านออนไลน์ของโมเดิร์นเทรดอีก 25%

 

ซึ่งในส่วนของการชำระเงิน วิธีการโอนเงินผ่านธนาคารนั้นได้รับความนิยมสูงสูด รองลงมาคือการชำระด้วยบัตรเครดิต ซึ่งบัญชีของธนาคารกสิกรไทยเป็นอันดับหนึ่งที่ลูกค้าเลือกใช้ในการโอนเงินชำระค่าสินค้า ปัจจุบันกสิกรไทยมีลูกค้าที่คาดว่าประกอบธุรกิจออนไลน์ถึง 300,000 ราย ทำให้เห็นได้ว่าธุรกิจออนไลน์นั้นเติบโตขึ้นมาก ปัญหาของผู้ค้าก็มากตามมาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น เจ้าของธุรกิจไม่มีความรู้ในการทำตลาดออนไลน์ ข้อจำกัดของการบริหารจัดการ ขาดเงินหมุนเวียน การตอบแชตลูกค้าจากหลายช่องทางไม่ทัน เป็นต้น

 

 

จากปัญหาดังกล่าว ธนาคารกสิกรไทยจึงจัด 5 ตัวช่วยจัดการธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อช่วยให้การค้าออนไลน์ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ดังนี้

 

ตอบโจทย์การขายออนไลน์ให้ง่ายขึ้นด้วย K PLUS shop แอปพลิเคชันสำหรับร้านค้าสมัยใหม่ให้รับเงินง่ายขึ้น เหมาะกับการทำธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ ที่ในปัจจุบันจะเห็นว่าผู้ค้าออนไลน์มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มหลักอย่าง SMEs ที่มีหน้าร้านเป็นของตัวเอง และกลุ่มนักศึกษา พนักงานออฟฟิศ เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มที่เป็นแม่ค้าออนไลน์จำนวนมากพอสมควร ซึ่งไม่ว่าจะพ่อค้าแม่ค้าหน้าใหม่หรือหน้าเก่า เพียงแค่ใช้ K PLUS shop แอปฯ เดียวก็สามารถจัดการร้านค้าของตนได้เลย ไม่ว่าจะเป็น การเปรียบเทียบราคาค่าขนส่ง ติดตามสถานะและชำระค่าขนส่งสินค้า รายงานยอดขาย และยังสามารถจบการขายออนไลน์ง่ายๆ ด้วย บิลแมวเขียวส่ง QR เรียกเก็บเงินผ่านทางโซเชียล และแม่ค้าออนไลน์ที่ขายผ่าน Facebook Shop ยังมีบริการ Pay with K+ บริการชำระเงินที่ช่วยให้ปิดการขายบนเฟซบุ๊กได้ง่ายขึ้น

 

 

หมุนเวียนธุรกิจได้สะดวกคล่องตัวขึ้นจากบริการสินเชื่อ SMEs บน K PLUS กสิกรไทยส่งต่อสินเชื่อให้ลูกค้าแบบปราศจากหลักประกัน ไม่ต้องยื่นเอกสารใดๆ เพียงแค่ 1 นาทีก็ได้รับวงเงินสูงสุดถึง 1 ล้านบาท และยังมีบริการสินเชื่อระยะสั้น ระยะยาว สำหรับธุรกิจออนไลน์โดยเฉพาะ ที่ตั้งเป้าสินเชื่อไว้ถึง 2,000 ล้านบาท

 

เพิ่มช่องทางการขายผ่าน K PLUS Market ที่มีฐานลูกค้ามากถึง 9.4 ล้านราย และช่วยพัฒนาทักษะการขายบน e-Marketplace Platform อื่นๆ เพื่อให้ทำธุรกิจประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

 

 

เปิด K ONLINESHOP SPACE (KOS) ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ฝั่งอิเซตัน ให้เป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับการทำธุรกิจประเภทออนไลน์ เปิดพื้นที่ให้ได้ร่วมพูดคุยกับพาร์ตเนอร์และผู้เชี่ยวชาญแบบตัวต่อตัว ที่จะเข้ามาสลับหมุนเวียนให้คำปรึกษาแก้ไขปัญหาต่างๆ กับกลุ่มลูกค้าที่ทำธุรกิจค้าขายออนไลน์ โดยในแต่ละเดือนจะมีการสัมมนาและเวิร์กช็อปจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญธุรกิจด้านนี้โดยตรง เพื่อช่วยเพิ่มเติมเสริมทักษะด้านออนไลน์ให้แข็งแกร่ง

 

 

K DIGIBIZ เว็บไซต์น้องใหม่จากกสิกรที่กำลังจะเปิดทำการต้นเดือนพฤศจิกายน 2561 เพื่อใช้เป็นฐานรองรับให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มแม่ค้าออนไลน์ ด้วยเครื่องมือจัดการการขาย เก็บ-แพ็ก-ส่ง ขนส่งสินค้า รับจ่ายเงินและจัดการบัญชี ส่งเสริมการทำธุรกิจให้เป็นระบบระเบียบและช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถเข้าไปใช้บริการได้ที่ digibiz.kasikornbank.com  

 

 

 

ทั้งหมดนี้คือตัวช่วยที่กสิกรไทยนำเสนอขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจการค้าออนไลน์โดยเฉพาะ นอกจากนี้ พัชร สมะลาภา ยังเผยนโยบายด้านการบริหารจัดการสาขาของธนาคาร ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการปรับรูปแบบสาขา และการเปิดเพิ่มสาขารูปแบบใหม่ โดยจะมีรูปแบบสาขาของธนาคารแบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่

  1. สาขาแบบเดิมที่ให้ลูกค้าทำธุรกรรมทางการเงินได้ตามปกติ
  2. สาขาในรูปแบบ K PARK ที่รองรับรูปแบบไลฟ์สไตล์ต่างๆ ของลูกค้าได้มากขึ้น
  3. สาขาในรูปแบบ K-Lobby เป็นสาขาในรูปแบบดิจิทัล ให้ลูกค้าทำธุรกรรมได้อย่างสะดวก
  4. สาขาในรูปแบบ K ONLINESHOP SPACE 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post กสิกรก้าวสู่ความเป็นผู้นำกระแสอีคอมเมิร์ซ เอาใจกลุ่มธุรกิจการค้าออนไลน์ งัดยุทธศาสตร์ ‘เปลี่ยนให้รู้ใจ Online Seller’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/k-onlineshop-space/feed/ 0
เกมฟรีค่าธรรมเนียม ศึกแลกหมัดชิงลูกค้าครั้งใหญ่ของไทยพาณิชย์และกสิกรไทย https://thestandard.co/fee-free-banking-strategy/ https://thestandard.co/fee-free-banking-strategy/#respond Wed, 28 Mar 2018 11:21:17 +0000 https://thestandard.co/?p=80521

“มาช้ายังดีกว่าไม่มา” เป็นท่อนหนึ่งของเพลงที่ติดหูคนวัย […]

The post เกมฟรีค่าธรรมเนียม ศึกแลกหมัดชิงลูกค้าครั้งใหญ่ของไทยพาณิชย์และกสิกรไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

“มาช้ายังดีกว่าไม่มา” เป็นท่อนหนึ่งของเพลงที่ติดหูคนวัยมิลเลนเนียลส์ที่สื่อความหมายได้ดีทีเดียว ถึงเรื่องบางเรื่องถึงทำช้าหน่อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำ เหมือนกับการเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมที่ถือเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากใจหรือ ‘Pain Point’ ของผู้บริโภคมานาน วันนี้บรรดาธนาคารพาณิชย์ (จำต้อง) แก้ไขปัญหานี้แล้ว เราอาจนึกขอบคุณ Digital Disruption ที่บังคับให้อุตสาหกรรมบริการทางการเงินต้องปรับตัว ก่อนที่จะไม่มีโอกาสให้เปลี่ยน

 

แบงก์ที่มีฐานลูกค้ามหาศาลและแข่งขันกันในทุกมิติอย่างธนาคารไทยพาณิชย์และธนาคารกสิกรไทย ช่วงชิงการรับรู้เรื่องบริการฟรีค่าธรรมเนียมในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างดุเดือด เป็นเกมที่ต่างรู้ดีว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำจะหายไป เพียงแต่ว่าใครจะทิ้งไพ่ก่อนเท่านั้น

 

และนี่คือเกมการตลาดที่ต้องลุ้นกันชนิดชั่วโมงต่อชั่วโมง

 

กสิกรเล่นเกมชิงพื้นที่สื่อ ไทยพาณิชย์ดึง ‘เบลล่า มานี’ เรียกกระแส   

 

วันที่ 26 มีนาคม 2561

 

ธนาคารไทยพาณิชย์ชิงปล่อยภาพทุ่งลาเวนเดอร์พร้อมข้อความ “ฟรีทุกค่าธรรมเนียม โอน จ่าย เติม กด” ระบุโอนเงินข้ามเขตข้ามธนาคาร จ่ายบิลสินค้าและบริการเติมเงินมือถือและกดเงินไม่ใช่บัตรทั่วไทยฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม ระบุ 2 ช่องทางสำคัญคือ Easy Net สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Online Banking และ Easy App สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ Mobile Banking ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในภารกิจ ‘ตีลังกากลับหัว’ ของธนาคาร ที่จะรุกตลาดรายย่อยผ่านแพลตฟอร์มอย่างเต็มรูปแบบ

 

 

ตลอดทั้งวัน สื่อออนไลน์เริ่มนำเสนอประเด็นนี้ในวงกว้างและเริ่มก่อตัวเตรียมเป็น Talk of the Town จนเมื่อคู่แข่งอย่างธนาคารกสิกรไทยแก้เกมในอีกไม่ถึง 24 ชั่วโมงต่อมา

 

วันที่ 27 มีนาคม 2561

 

ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งราษฎร์บูรณะเปิดตัวแคมเปญ ‘ฟรีค่าธรรมเนียม’ โดยใช้ภาพของแม่ทัพใหญ่การตลาด ‘พัชร สมะลาภา’ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทยเรียกความมั่นใจ

 

 

พัชร กล่าวว่าธนาคารกสิกรไทยยังคงเป็นผู้นำทางด้าน Mobile Banking และ Internet Banking ประกาศทำธุรกรรมฟรีค่าธรรมเนียมให้กับลูกค้ารายย่อยและลูกค้า SMEs ที่ใช้บริการดิจิทัล 4 ช่องทาง ได้แก่ K PLUS, K PLUS SME, K-Cyber และ K-Cyber for SME โดยไม่คิดค่าธรรมเนียมการโอนข้ามเขต โอนต่างธนาคาร จ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ และเติมเงินมือถือ เริ่มต้นวันที่ 28 มีนาคม จนถึงสิ้นปี 2561 และแบงก์กสิกรไทยตั้งเป้าเพิ่มปริมาณธุรกรรมเพิ่มขึ้นเป็น 6 พันล้านรายการภายในกลางปีนี้ ซึ่งรวมทั้ง Financial Transaction และ Non-Financial Transaction

 

ปัจจุบันผู้ใช้งาน K PLUS ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญจำนวน 8.1 ล้านราย ขณะที่ผู้ใช้งาน K-Cyber Banking จำนวน 1.7 ล้านราย ซึ่งยังถือเป็นแบงก์ที่มีฐานลูกค้าที่ใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มากที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่สื่อได้รับวันที่ 27 มีนาคม ยังมีข้อความระบุเป็นหมายเหตุว่า “ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งล่วงหน้า”

 

วันที่ 28 มีนาคม 2561

 

“อันนี้ไม่ใช่แคมเปญนะครับ เป็นการยกเลิกค่าธรรมเนียมออกไปเลย” ธนา เธียรอัจฉริยะ กล่าว

 

10.30 น. ธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer และ ธนา โพธิกำจร ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสาย Digital Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ ขึ้นเวทีแถลงความสำเร็จของ SCB Easy App หลังจากที่เปิดตัวเมื่อกลางปี 2560 ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ใช้งานกว่า 6.5 ล้านราย เติบโตถึง 40% และธุรกรรมที่ไม่เกี่ยวกับเงินสด (Non-Cash Transaction) ทั้งหมดของธนาคารไทยพาณิชย์ 80% ทำบนระบบออนไลน์ทั้ง Easy Net และ Easy App ขณะที่เหลือธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม 11% และผ่านสาขา 9% เท่านั้น

 

ปัจจุบันมีธุรกรรมเกิดขึ้นบน SCB Easy กว่า 150 ล้านครั้งต่อเดือน โดยรายการที่ทำมากที่สุดคือ โอนเงิน เติมเงิน และจ่ายบิล สิ่งที่น่าจับตาคือขณะนี้มีลูกค้าที่ใช้บริการกู้ยืมผ่านระบบ SCB Easy แล้วกว่า 7.5 หมื่นราย ซึ่งธนาคารให้ข้อมูลว่าสามารถยื่นสมัครและรับเงินจบกระบวนการใน 5 นาทีเท่านั้น

 

แบงก์ไทยพาณิชย์จึงประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมบริการที่เคยเป็นภาระของผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้ารายย่อยคือ โอนเงินข้ามเขต โอนเงินข้ามธนาคาร จ่ายบิลสินค้าและบริการ รวมถึงกดเงินสดจากตู้โดยไม่ใช้บัตร ซึ่งธนามองว่า บัตรเอทีเอ็มที่เก็บเงินค่าธรรมเนียมรายปีก็ถือเป็นอีกภาระหนึ่งของลูกค้าด้วย

 

นอกจากนี้ยังจับกระแสแม่การะเกดจากละครดัง บุพเพสันนิวาส โดยดึง ‘เบลล่า-ราณี’ ดาราสาวที่กำลังฮอตมาเป็นพรีเซนเตอร์แคมเปญใหม่ ใช้ลูกเล่นของ ‘มานี’ ซึ่งเป็นตัวละครในแบบเรียนที่คนเจนวายคุ้นเคยมาใช้สื่อสารการตลาดในมุมของความเป็นเพื่อน เข้าใจง่าย และคอยนำเสนอแต่สิ่งดีๆ งบประมาณสำหรับกิจกรรมทางการตลาดนี้ประมาณ 40 ล้านบาท โดยมีกระแสข่าวว่าไทยพาณิชย์ทุ่มทุนจ่ายค่าตัวให้นางเอกสาวถึง 8 ล้านบาท ซึ่งยังไม่มีการยืนยันข้อมูลนี้

 

หลังแถลงข่าวจบ ยังมีกิจกรรมพากองทัพมานีและทีมไทยพาณิชย์โปรโมตการยกเลิกค่าธรรมเนียมของ SCB Easy โดยใช้รถบัส 8 คันและรถตู้ 10 คันขนทีมนับร้อยชีวิตลงพื้นที่สำคัญอย่าง ดิ เอ็มควอเทียร์, สยามสแควร์, เดอะพาลาเดียม ประตูน้ำ และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 

ถือเป็นการเปิดเกมรุกที่เล่นใหญ่และลงทุนที่ไทยพาณิชย์หมายมั่นปั้นมือจะรุกฆาตตลาดรายย่อยให้ได้

 

จนเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้

 

16.00 น. ธนาคารกสิกรไทยประกาศ ‘ยกเลิกค่าธรรมเนียม’ ของแคมเปญที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า

 

ธนาคารกสิกรไทย สนับสนุนลดการใช้เงินสดทั่วไทย ประกาศยกเลิก ‘ค่าธรรมเนียม’ สำหรับลูกค้ารายย่อยและลูกค้าผู้ประกอบการที่ใช้บริการช่องทางดิจิทัล 4 ช่องทาง ได้แก่ K PLUS, K PLUS SME, K-Cyber, K-Cyber for SME ฟรีค่าธรรมเนียมบริการยอดนิยมที่ลูกค้าใช้บริการมากที่สุด ได้แก่ โอนข้ามเขต/ข้ามธนาคาร จ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ เติมเงิน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

 

นั่นคือกสิกรไทยทิ้งไพ่อีกใบชนกับไทยพาณิชย์ ไม่ใช่แค่แคมเปญ แต่เป็นการยกเลิกค่าธรรมเนียมออกไปเช่นเดียวกัน โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 28 มีนาคม ตามกำหนดเดิม มีข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่า นี่เป็นการตัดสินใจแบบทันท่วงทีของ ‘นายใหญ่’ คนสำคัญ เพื่อปรับเกมและรักษาความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

 

 

ไม่ถึง 72 ชั่วโมง นับจากอรุณรุ่งของวันจันทร์ที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่และรวดเร็วกับวงการธนาคารไทย ซึ่งชิงไหวชิงพริบและแข่งขันกันรุนแรงที่สุด ธนาคารกสิกรไทยประกาศให้ K Plus เป็น Lifestyle Platform ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ยก SCB Easy เป็น Lifestyle Banking ค่อนข้างชัดเจนว่าเกมธุรกิจของวงการนี้จะเข้มข้นขึ้นอีกอย่างแน่อน

 

ล่าสุดกระทั่งธนาคารกรุงไทยก็เพิ่งประกาศไม่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขต หรือโอนต่างธนาคารแบบทันที จ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ บริการเติมเงิน ผ่าน KTB netbank จนถึงสิ้นปีนี้ตามมาด้วย จึงต้องจับตาว่าธนาคารอื่นๆ จะกระโดดลงมาเล่นเกม ‘ฟรีค่าธรรมเนียม’ นี้อีกกี่ราย

 

ธนา ให้ความเห็นว่า Mobile Banking ถือเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่ยังเป็นพื้นที่ของคนไทย นอกนั้นล้วนเป็นแพลตฟอร์มของต่างประเทศที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั้งสิ้น จึงถือเป็นหลักยึดที่จะต้องสร้างให้แข็งแกร่ง โดยวันข้างหน้าเชื่อว่าจะมีผู้นำในแพลตฟอร์มนี้เพียงสองราย และฐานลูกค้าไม่ต่างกันนัก

 

สิ่งที่ธนาคารกังวลใจไม่ใช่การแข่งกับธนาคารด้วยกัน แต่เป็นการุกคืบของกลุ่ม Non-Bank ที่มีแพลตฟอร์มใหญ่ ทันสมัยและแข็งแรง ที่จะเข้ามาช่วงชิงพื้นที่การให้บริการทางการเงิน

 

แล้วธนาคารไหนควรจะชนะ? ธนา ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน เพียงแต่บอกว่านี่เป็นชัยชนะของลูกค้าที่จะได้ทำธุรกรรมโดยไม่มีค่าธรรมเนียมจุกจิกอีกต่อไป

 

ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีหมัดเด็ดทางการตลาดอะไรออกมาอีก รู้แต่ตอนนี้ Game On! ไปแล้ว

 

และในเมื่อเกมยังไม่จบ ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปอะไรทั้งนั้น

 

อ้างอิง:

The post เกมฟรีค่าธรรมเนียม ศึกแลกหมัดชิงลูกค้าครั้งใหญ่ของไทยพาณิชย์และกสิกรไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fee-free-banking-strategy/feed/ 0
กว่าจะเป็นธุรกรรม 3 พันล้านครั้งของธนาคารกสิกรไทย https://thestandard.co/kbank-success-financial-transactions/ https://thestandard.co/kbank-success-financial-transactions/#respond Fri, 16 Feb 2018 04:35:14 +0000 https://thestandard.co/?p=70772

Digital Disruption ยังคงมีพลังที่แข็งแกร่ง เปลี่ยนฉากหน […]

The post กว่าจะเป็นธุรกรรม 3 พันล้านครั้งของธนาคารกสิกรไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Digital Disruption ยังคงมีพลังที่แข็งแกร่ง เปลี่ยนฉากหน้าการแข่งขันทางธุรกิจไปโดยสิ้นเชิง และการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

 

ภาคการเงินการธนาคารคืออุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวอย่างหนัก ทุกแบรนด์ต่างพยายามปรับเปลี่ยน หรือบางแห่งก็ยกเครื่องใหม่เพื่อลุยสนามโลกดิจิทัลแบบสุดกำลัง ช่วงชิงพื้นที่ในหัวใจของลูกค้าผ่าน Customer Experience ที่ใครๆ ต่างก็พูดถึง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นที่หนึ่งได้

 

สำนักข่าว THE STANDARD ตั้งข้อสังเกตถึงตัวเลขยอดธุรกรรมกว่า 3 พันล้านครั้งที่ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทยประกาศไปอย่างฮึกเหิมเมื่อเร็วๆ นี้ และสงสัยว่ายักษ์ใหญ่การเงินแห่งราษฎร์บูรณะกำลังคิดอะไรอยู่

 

เมื่ออนาคตไม่ได้อยู่ที่เคาน์เตอร์ธนาคารอีกต่อไป

Mobile Banking เคยเป็นเพียงสีสันในการทำการตลาดเมื่อเริ่มต้นในประเทศไทย ท่ามกลางผู้บริโภคที่ยังเชื่อมั่นการทำธุรกรรมที่สาขาและคลางแคลงใจกับความปลอดภัยของระบบ เพราะเรื่องเงินไม่เข้าใครออกใคร ถ้าผิดพลาดอะไรไปก็ต้องใช้เวลาแก้ไขหลายวัน แต่ความคิดนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังแล้ว เมื่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนทั่วโลก และสามารถทำธุรกรรมได้ง่ายดายชั่วพริบตา

 

และประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน

 

เมื่อพิจารณาข้อมูลธุรกรรมการชำระเงินผ่านบริการ Mobile Banking ของธนาคารแห่งประเทศไทยก็พบตัวเลขที่น่าสนใจทีเดียว เพราะอัตราการเติบโตทั้งจำนวนผู้ใช้งาน ปริมาณธุรกรรม และมูลค่าธุรกรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นับจากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2553

 

 

แรกเริ่มมีผู้ใช้บริการ Mobile Banking ในไทยไม่กี่แสนราย ปริมาณธุรกรรมการชำระเงินยังไม่มากนัก แต่ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในอัตราก้าวกระโดด จนเมื่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต 3G เริ่มใช้งานในประเทศไทยช่วงกลางปี 2556 เปลี่ยนแนวรบของบริการรายย่อยสู่ศึกดิจิทัล จำนวนผู้ใช้งานก็พุ่งทะลุ 1 ล้านราย ปริมาณธุรกรรมเพิ่มเป็นกว่า 57 ล้านรายการ มูลค่าการทำธุรกรรมเพิ่มเป็นกว่า 7.5 แสนล้านบาท

 

ปี 2557 ยอดผู้ใช้งานเพิ่มจาก 1 ล้านรายเป็นกว่า 6 ล้านราย หรือกว่า 4 เท่าตัวในเวลาเพียง 1 ปี ปริมาณธุรกรรมการชำระเงินทะลุกว่า 100 ล้านรายการ และมูลค่าธุรกรรมแตะเกิน 1 ล้านล้านบาทเป็นครั้งแรก ถือเป็นปีที่เขียนประวัติศาสตร์ใหม่และตอกย้ำบรรดาธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายว่าอนาคตของภาคการเงินไม่ใช่หน้าเคาน์เตอร์ที่สาขาธนาคารอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นที่จอทัชสกรีนบนสมาร์ทโฟนของบรรดาลูกค้าต่างหาก

 

หากขีดเส้นที่ปี 2556 เป็นต้นมา การเติบโตของ Mobile Banking สวนทางชัดเจนกับจำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่าธนาคารแทบจะไม่ขยายสาขาเลยในปี 2558 หรือเพิ่มเพียง 0.81% เท่านั้น ปี 2559 จำนวนสาขาธนาคารหดตัวลง โดยติดลบเป็นครั้งแรกที่ 0.64% และปี 2560 ธนาคารทั้งระบบปิดสาขาถึง 230 แห่ง หรือติดลบ 3.28%

 

 

โดยเฉลี่ย ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost-to-Income Ratio) ของธนาคารพาณิชย์อยู่ที่กว่า 40% และพบว่าเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับพนักงานและสาขาธนาคารในระดับที่สูง จึงไม่น่าแปลกที่ตอนนี้ทุกแบรนด์ตั้งเป้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรเสียใหม่ให้ตอบโจทย์กับโลกที่เปลี่ยนไป ในช่วงไม่กี่ปีจากนี้ หลายธนาคารกำลังประกาศลดต้นทุนส่วนนี้ลงให้ได้ถึง 20-30% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกันทั้งอุตสาหกรรม

 

เป็นยุคที่เห็นการเปลี่ยนผ่าน (Transformation) เกิดขึ้นในทุกมิติ การแข่งขันในตลาดบริการทางการเงินของลูกค้ารายย่อยจะดุเดือดมากยิ่งขึ้น และ Mobile Banking คือแพลตฟอร์มอันทรงพลังที่บรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างผลักดันเพื่อชิงไหวชิงพริบในเกมที่ไม่มีวันถอยได้อีกต่อไป

 

กสิกรไทยยังครองใจผู้ใช้งาน Mobile Banking

“เราคือ Mobile Banking อันดับ 1 ที่มีธุรกรรมถึง 3 พันล้านครั้งต่อปี”

 

ธนาคารกสิกรไทยเป็นแบงก์ที่เปิดเกมเร็วด้วยการผลักดันแอปพลิเคชันเพื่อให้บริการบนมือถือครั้งแรกในปี 2556 ในชื่อ ‘K-Mobile Banking PLUS’ บริการหลักในตอนนั้นคือการทำธุรกรรมพื้นฐาน เช่น ตรวจสอบยอดเงินในบัญชีและรายการย้อนหลัง โอนเงินโดยใช้เบอร์โทรศัพท์ การสแกนบาร์โค้ดเพื่อจ่ายบิล

 

ต้องยอมรับว่ากสิกรไทยทำการตลาดสำหรับลูกค้ารายย่อยเข้มข้นและต่อเนื่องมาโดยตลอดเพื่อผลักดันให้ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้บริการผ่านมือถือมากขึ้น ตั้งแต่การออกแคมเปญในปี 2553 ชำระเงินผ่านมือถือฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม โดยให้เป็นเงินคืนในรอบบัญชีถัดไปเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งาน (Customer Experience) ให้กับผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์ของยุคสมัยที่ผู้คนใช้ชีวิตการทำงานที่ยุ่งเหยิง กลยุทธ์ด้านความสะดวก (Convenience) จึงแทบจะสำคัญที่สุดในช่วงที่ผ่านมา

 

ปี 2555 K-Mobile Bankig PLUS รุก Digital Experience หนักขึ้นด้วยการให้ลูกค้าเลือกรูปที่ใช้ในแอปฯ ได้เองเพื่อแสดงในการทำธุรกรรม ตอบโจทย์เทรนด์ ปรับแต่งเฉพาะบุคคล (Customization) และที่สำคัญยังสร้างความไว้วางใจในการใช้งานด้วยการเข้ารหัสใช้งาน 3 ขั้นตอน โดยต้องใช้โทรศัพท์มือถือเบอร์เดิมและเครื่องเดิมเท่านั้น หากเปลี่ยนเบอร์หรือเปลี่ยนเครื่องก็ต้องลงทะเบียนใหม่

 

จากนั้นก็ยังมีกิจกรรมทางการตลาดเพื่อดึงดูดการใช้งานที่หวือหวาและเกาะกระแสมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการแจกโทรศัพท์มือถือให้กับผู้โชคดีที่ใช้งาน K-Mobile Banking PLUS แจกแพ็กเกจท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นฟรี หรือกระทั่งนำคอนเทนต์ที่ถูกใจมหาชนอย่าง Brown & Cony, โดราเอมอน หรือคุณทองแดง มาใช้เพื่อสร้างความประทับใจและเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง

 

ปี 2560 ที่ผ่านมา ธนาคารรีแบรนด์แอปครั้งใหญ่ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ‘K PLUS’ กระชับและสื่อสารได้ง่ายขึ้น โดยชูแนวคิด ‘ง่าย ใครๆ ก็ใช้’ และตอกย้ำภาพของแอปฯ ที่มีคนใช้มากที่สุด เพิ่มบริการที่สำคัญคือการซื้อ-ขายกองทุนรวม การดูพอร์ตการเงินทั้งหมด การซื้อประกันเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงการสมัครบัตรเดบิตผ่านแอปฯ โดยมีแม่ทัพคนสำคัญคือ พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งดูแลลูกค้าทั้งระดับบรรษัทขนาดใหญ่ ลูกค้าผู้ประกอบการ (SMEs) และลูกค้าบุคคล

 

พัชระเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว THE STANDARD ว่า “คำว่า Customer Centric เราพูดมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาธนาคารมักจะใช้วิธี Product Centric เรามักคิดว่าทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าดีแล้วนำเสนอออกไป แต่สมัยนี้มันกลับกันแล้ว ลูกค้าจะเลือกสิ่งที่เขาคิดว่าตรงกับจริตของเขา ผู้ให้บริการต้องฟังลูกค้า เอามาแยกแยะ แล้วดูว่าส่วนไหนที่ทำได้ในต้นทุนที่เราควบคุมอยู่”

 

และช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมานี้ ธนาคารกสิกรไทยประกาศยกระดับ K PLUS ขึ้นอีกขั้นเป็น Lifestyle Platform โดยชูตัวเลขสำคัญคือการทำธุรกรรมสูงถึง 3 พันล้านรายการ ซึ่งนับรวมทั้ง Financial และ Non-Financial Transaction มีมูลค่าการทำธุรกรรมที่ 6.3 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก ขณะเดียวกันจำนวนผู้ใช้งาน K PLUS ยังมากที่สุดเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับ Mobile Banking ของทั้งอุตสาหกรรม โดยมีจำนวนถึง 7.5 ล้านราย และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10.8 ล้านรายในสิ้นปีนี้

 

 

โจทย์สำคัญที่ทุกแบรนด์ในทุกธุรกิจต้องการไปให้ถึงคือการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ลงลึกในระดับไลฟ์สไตล์ ธนาคารกสิกรไทยเพิ่ม 4 ฟีเจอร์ใหม่เข้าไปเพื่อหวังครองใจลูกค้า SMEs และรายย่อยแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่

  1. Quick Pay QR Code บริการชำระเงินโดยไม่ต้องล็อกอิน เพียงสแกน QR Code ของร้านค้า
  2. K PLUS Shop รุกอีคอมเมิร์ซเต็มตัว รวมเครือข่ายแบรนด์ดังและผู้ประกอบการรายย่อย สร้างความแตกต่างด้วย Exclusive Channel & Distribution ที่มีเฉพาะที่ K PLUS ที่เดียว
  3. บริการเรียกเก็บเงินผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งทำให้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อทำธุรกรรมง่ายขึ้น  
  4. บริการสินเชื่อบุคคล ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีในการวิเคราะห์ความเสี่ยง อนุมัติสินเชื่อในระยะเวลาอันสั้น ทุกอย่างจบบนมือถือ

 

“ผมว่าเราเริ่มเร็ว โชคดีที่ตอนเริ่มเราบอกว่ามือถือเราทำได้อย่างเดียวคือจ่ายเงิน พอสื่อสารเข้าใจง่ายๆ ทำให้คนสบายใจและติดง่าย คนก็ไม่ค่อยอยากจะเปลี่ยนค่าย โดยเฉพาะถ้าเป็นธุรกรรมที่มีส่วนได้เสียอย่างเรื่องเงิน ดังนั้นการเริ่มก่อนจึงได้เปรียบ” พัชรกล่าวกับ THE STANDARD

 

สีสันทางการตลาดที่น่าสนใจของกสิกรไทยคือการเปิดตัวโฆษณาชิ้นใหม่ ‘K PLUS เธอเธอ’ ที่ได้สุดยอดผู้กำกับสายเลือดใหม่อย่าง เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ มาสร้างสรรค์ผลงาน ล่าสุดยอดวิวในยูทูบทะลุ 6 ล้านวิวแล้วในเวลาเพียงไม่กี่วัน ข้อความสำคัญของโฆษณาที่สร้างเสียงหัวเราะนี้คือ พลัส, ใครๆ ก็ใช้, ใกล้ตัว, แมส, เพิ่มเพื่อน, แอปฯ มหาชน ซึ่งแสดงถึงเป้าหมายในการขยายตลาดรายย่อยด้วยอาวุธที่ชื่อ K PLUS อย่างหนักหน่วง เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม

 

แม้จะเป็นผู้นำ แต่โจทย์จากนี้ไม่ง่ายเลย เพราะบรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างหันมาใช้แนวทางเดียวกันนี้ใน ‘สไตล์’ ที่แตกต่างกันออกไป ถือว่าเป็นจุดวัดใจสำคัญของธนาคารกสิกรไทยในการรักษาแชมป์ให้ได้ต่อเนื่อง และจะหาจังหวะใหม่ๆ ในการ ‘เริ่มก่อน’ จากนี้ต่อไป

 

เพราะผู้เริ่มก่อน (First Mover) นอกจากจะได้เปรียบแล้ว ยังเป็นผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์ด้วย

 

อ้างอิง:

The post กว่าจะเป็นธุรกรรม 3 พันล้านครั้งของธนาคารกสิกรไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kbank-success-financial-transactions/feed/ 0
กสิกรไทย ดัน K PLUS สู่แอปฯ มหาชน ยอดธุรกรรมทะลุ 3 พันล้านครั้ง https://thestandard.co/k-plus-lifestyle-platform/ https://thestandard.co/k-plus-lifestyle-platform/#respond Tue, 13 Feb 2018 11:14:45 +0000 https://thestandard.co/?p=70013

ธนาคารกสิกรไทยชู K PLUS ขึ้นแท่น Lifestyle Platform เพิ […]

The post กสิกรไทย ดัน K PLUS สู่แอปฯ มหาชน ยอดธุรกรรมทะลุ 3 พันล้านครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ธนาคารกสิกรไทยชู K PLUS ขึ้นแท่น Lifestyle Platform เพิ่มลูกเล่นใหม่ ‘Quick Pay-สินเชื่อบุคคล-จ่ายเงินบนโซเชียลมีเดีย-ช้อปสินค้า’ ตั้งเป้าเพิ่มผู้ใช้เป็น 10.8 ล้านรายปีนี้

 

พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวเลขผู้ใช้งาน K PLUS สูงถึง 7.5 ล้านราย มีผู้ใช้งานประจำถึง 80% โดยตั้งเป้าเป็น Life Style Platform แอปฯ มหาชนที่ใครๆ ก็ใช้ ตั้งเป้าขยายผู้ใช้งานเป็น 10.8 ล้านรายในปีนี้ ล่าสุดมียอดการทำธุรกรรมกว่า 3 พันล้านครั้ง และมีมูลค่าธุรกรรมต่อปี 6.3 ล้านล้านบาท และติดอันดับ 5 ของแอปพลิเคชันที่คนไทยใช้บริการมากที่สุด โดยมีลำดับดังนี้ 1. Line 2. Facebook 3. Facebook Messenger 4. Instagram 5. K-Mobile Banking 6. Joox Music และ 7. Lazada

 

พัชรกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญจากนี้คือการสร้างประสบการณ์การบริการที่ไร้รอยต่อให้กับลูกค้า โดยธนาคารทุ่มงบประมาณลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีตลอดจนการวิเคราะห์ข้อมูลบน Big Data เพื่อนำมาปรับกระบวนการทำงานตลอดจนบริหารความเสี่ยงและให้สินเชื่อกับลูกค้าบุคคลและธนกิจ

 

ล่าสุดเพิ่ม 4 ฟังก์ชันใหม่คือ Quick Pay บริการชำระเงินผ่าน QR Code โดยไม่ต้องล็อกอินเข้าระบบ เพียงสแกน QR Code ของร้านค้าใช้บริการ K PLUS SHOP ปัจจุบันมีมูลค่าธุรกรรมถึงกว่า 800 ล้านบาท นอกจากนี้ K PLUS ยังรุกอีคอมเมิร์ซเต็มตัว ซึ่งจะเปิดตัวตลาดออนไลน์ในเดือนมีนาคมนี้ จะมีผู้ประกอบการจากภาคการเกษตรและ SMEs เป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับแบรนด์ดังอื่นๆ โดยตั้งเป้าการขายออนไลน์ถึง 30 ล้านรายการด้วยยอดขาย 600 ล้านบาท

 

K PLUS จะให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลโดยระบบคำนวณอัตราดอกเบี้ยจากความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละรายบนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ระบบนำมาวิเคราะห์ ซึ่งลูกค้าสามารถดำเนินการได้เองจนได้รับเงินสินเชื่อจบในแอปฯ เดียว สิ่งที่น่าจับตาคือ K PLUS SHOP สำหรับบรรดาร้านค้า ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในระบบถึง 8 แสนร้าน เกิดธุรกรรม 1.4 ล้านรายการ และมูลค่าธุรกรรมถึง 1.1 พันล้านบาท โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1 ล้านร้านค้าในปีนี้ ซึ่ง K PLUS มีฟังก์ชันขายและเรียกเก็บเงินผ่านโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook, Instagram หรือ WhatsApp ได้

 

เป็นการเปิดฉากการรุกคืบ Mobile Banking ของธนาคารกสิกรไทยที่น่าจับตาและเชื่อว่าจะทำให้การแข่งขันในตลาดลูกค้ารายย่อยร้อนแรงขึ้นอย่างแน่นอน

The post กสิกรไทย ดัน K PLUS สู่แอปฯ มหาชน ยอดธุรกรรมทะลุ 3 พันล้านครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/k-plus-lifestyle-platform/feed/ 0