พะเยาว์ อัคฮาด Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พะเยาว์-อัคฮาด/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 09 Dec 2022 05:06:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นัดอ่านฎีกาครั้งที่ 6 คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อดีตอธิบดี DSI กับพวกแจ้งข้อหาฆ่าคนตาย อภิสิทธิ์-สุเทพสลายม็อบ นปช. ปี 53 แต่ไร้แวว ‘ธาริต’ มาศาล https://thestandard.co/former-dsi-with-abhisit-suthep-case/ Fri, 09 Dec 2022 05:04:47 +0000 https://thestandard.co/?p=721773

วันนี้ (9 ธันวาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านค […]

The post นัดอ่านฎีกาครั้งที่ 6 คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อดีตอธิบดี DSI กับพวกแจ้งข้อหาฆ่าคนตาย อภิสิทธิ์-สุเทพสลายม็อบ นปช. ปี 53 แต่ไร้แวว ‘ธาริต’ มาศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (9 ธันวาคม) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ศาลฎีกา ครั้งที่ 6 คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หมายเลขดำ อ.310/2556 ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ อดีตหัวหน้าชุดสอบสวน คดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุรุนแรงทางการเมือง ปี 2553, พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ และ ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล ในฐานะพนักงานสอบสวน ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการ โดยมีเจตนากลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 วรรคสอง 

 

จากกรณีเมื่อระหว่างเดือนกรกฎาคม 2554 – 13 ธันวาคม 2555 จำเลยทั้งสี่ ในฐานะพนักงานสอบสวน DSI ได้ตั้งข้อหากับโจทก์ทั้งสอง สั่งฆ่าประชาชน และอื่นๆ ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ให้ต้องรับโทษทางอาญา จากการที่ ศอฉ. ออกคำสั่งให้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ที่ชุมนุมขับไล่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี 

 

สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสี่ โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยทั้งสี่กระทำผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 3 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา จำเลยทั้งสี่ยื่นฎีกา และยื่นคำร้องอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่ในคดี ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ โดยก่อนหน้านี้ศาลเลื่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกามาหลายครั้ง เนื่องจากธาริตขอเลื่อนโดยอ้างเหตุป่วย

 

นอกจากนี้ในครั้งที่แล้ว พะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตที่วัดปทุมวนาราม ได้ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในฐานะผู้เสียหายในคดีด้วย ซึ่งก็มีรายงานว่าหลังจากนั้นมีญาติผู้เสียชีวิตหลายรายได้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาอีกเช่นกัน

 

โดยในช่วงเช้าวันนี้มีเพียงจำเลยที่ 2-4 เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษา เดินเลี่ยงสื่อมวลชนเดินขึ้นไปยังห้องพิจารณาคดี น.พ.เหวง โตจิราการ และ ธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มาให้กำลังใจและติดตามสถานการณ์ รวมทั้ง สวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของฝ่ายโจทก์ ยังไม่พบว่าธาริตเดินทางมายังศาลแต่อย่างใด

 

ด้านสวัสดิ์กล่าวว่า วันนี้ครบ 1 ปีที่เลื่อนฟังคำพิพากษาแล้ว ไม่ทราบว่าวันนี้ธาริตจะมาฟังคำพิพากษาหรือไม่ และยังต้องรอศาลอาญาพิจารณาว่าศาลฎีกาจะพิจารณาให้ญาติผู้ตายยื่นสำนวนเพิ่มได้หรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

 

The post นัดอ่านฎีกาครั้งที่ 6 คดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ อดีตอธิบดี DSI กับพวกแจ้งข้อหาฆ่าคนตาย อภิสิทธิ์-สุเทพสลายม็อบ นปช. ปี 53 แต่ไร้แวว ‘ธาริต’ มาศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มไทยไม่ทนจี้ประชาธิปัตย์ถอนตัวพรรคร่วมฯ จตุพร-แทนคุณ ปะทะคารม ปมพรรคตระบัดสัตย์สนับสนุนประยุทธ์ https://thestandard.co/thai-mai-ton-democrats-withdraw-coalition-party/ Mon, 24 May 2021 05:47:55 +0000 https://thestandard.co/?p=492241 ไทยไม่ทน

วันนี้ (24 พฤษภาคม) กลุ่มไทยไม่ทน ‘คณะสามัคคีประชาชนเพื […]

The post กลุ่มไทยไม่ทนจี้ประชาธิปัตย์ถอนตัวพรรคร่วมฯ จตุพร-แทนคุณ ปะทะคารม ปมพรรคตระบัดสัตย์สนับสนุนประยุทธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยไม่ทน

วันนี้ (24 พฤษภาคม) กลุ่มไทยไม่ทน ‘คณะสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย’ นำโดย อดุลย์ เขียวบริบูรณ์, จตุพร พรหมพันธุ์, วีระ สมความคิด, เมธา มาสขาว, ไทกร พลสุวรรณ, พะเยาว์ อัคฮาด และ ส.อ. ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือหมู่อาร์ม เดินทางมายื่นหนังสือถึง จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขอให้ถอนตัวจากรัฐบาล โดยมี แทนคุณ จิตต์อิสระ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เดินทางมารับหนังสือดังกล่าวแทน 

 

อดุลย์กล่าวว่า ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล เพราะอยู่ต่อไปก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องแสดงออกให้เห็นว่าจะเป็นที่พึ่งของประชาชน หรือสุดท้ายแล้วจะเป็นอีกพรรคหนึ่งที่หาผลประโยชน์ส่วนตัวจากประชาชน 

 

สำหรับรายละเอียดหนังสือที่ยื่นในวันนี้ระบุว่า “สืบเนื่องจากสถานการณ์บ้านเมือง ภายใต้การบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สืบทอดอำนาจมาถึง 7 ปี แม้จะอ้างว่าในช่วง 2 ปีหลังเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่วิญญูชนย่อมรู้ดีว่านับแต่รัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 พล.อ. ประยุทธ์และเครือข่ายก็วางโรดแมปเพื่อสืบทอดอำนาจนับแต่นั้นเป็นต้นมา จนสามารถสถาปนาระบอบประยุทธ์ที่สร้างความทุกข์ยากแสนสาหัสให้กับผู้คนในประเทศ ความเลวร้ายของระบอบประยุทธ์ไม่สามารถสาธยายได้หมด”

 

และลงท้ายด้วยประโยค “จึงขอให้พรรคประชาธิปัตย์ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อเปิดทางเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันหาผู้นำประเทศคนใหม่ตามวิถีทางประชาธิปไตยต่อไป ขอพรรคประชาธิปัตย์ก้าวมาอยู่เคียงข้างประชาชน หยุดความชั่วร้ายสามานย์ของระบอบประยุทธ์”

 

ด้านจตุพรกล่าวว่า ภายหลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ได้ตัดสินใจเข้าร่วมกับภาครัฐบาลด้วยเหตุผลว่าจะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตามที่กล่าวอ้าง หากพรรคประชาธิปัตย์มั่นคงในจุดยืนวิกฤตการณ์ชาติจะไม่เกิดขึ้นอย่างทุกวันนี้ 

 

อย่างไรก็ตามในระหว่างการสัมภาษณ์ แทนคุณและจตุพรได้โต้ตอบกันในประเด็นที่จตุพรกล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์มีการปรับเปลี่ยนแผนดำเนินงานก่อนและหลังเลือกตั้งเสมือนการตระบัดสัตย์ ที่ตอนแรกกล่าวว่าจะไม่ร่วมกับ พล.อ. ประยุทธ์ แต่สุดท้ายก็เข้าร่วม โดยแทนคุณกล่าวว่าหัวหน้าพรรคคนก่อนหน้าคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับผิดชอบด้วยการลาออกไปแล้ว อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีการตระบัดสัตย์ต่อประชาชน เพียงแต่ปรับบริบทการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ ก่อนที่อดุลย์จะเจรจาและแยกย้ายกันกลับไป

 

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post กลุ่มไทยไม่ทนจี้ประชาธิปัตย์ถอนตัวพรรคร่วมฯ จตุพร-แทนคุณ ปะทะคารม ปมพรรคตระบัดสัตย์สนับสนุนประยุทธ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนอยากเลือกตั้งผนึกกำลังประชาชน เดินขบวนค้านเลื่อนเลือกตั้งที่แยกราชประสงค์ https://thestandard.co/thai-activists-protest-as-election-faces-possible-delay-at-ratchaprasong-intersection/ https://thestandard.co/thai-activists-protest-as-election-faces-possible-delay-at-ratchaprasong-intersection/#respond Wed, 09 Jan 2019 03:43:40 +0000 https://thestandard.co/?p=176935

ที่สกายวอล์ก แยกราชประสงค์ นักกิจกรรมคนอยากเลือกตั้ง นำ […]

The post คนอยากเลือกตั้งผนึกกำลังประชาชน เดินขบวนค้านเลื่อนเลือกตั้งที่แยกราชประสงค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ที่สกายวอล์ก แยกราชประสงค์ นักกิจกรรมคนอยากเลือกตั้ง นำโดย นายอานนท์ นำภา, นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว, นางพะเยาว์ อัคฮาด, นางสาวณัฏฐา มหัทธนา, นายเอกชัย หงส์กังวาน, นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ พร้อมด้วยประชาชนที่หนาแน่นเต็มพื้นที่สกายวอล์กยาวไปถึงหน้าโรงพยาบาลตำรวจ ร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรัฐบาลประกาศความชัดเจนในวันเลือกตั้ง และขอให้วันเลือกตั้ง เกิดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ 

 

 

สำหรับบรรยากาศของประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้เริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น. มีการรวมตัวของประชาชนเพื่อตั้งขบวนที่หน้าร้านแมคโดนัลด์ พร้อมด้วยการตีกลองเป็นจังหวะพาเหรดเดินขบวนขึ้นมาบนสกายวอล์กสลับกับเสียงตะโกนว่า “ไม่เลื่อนเลือกตั้ง” โดยมีการชูป้ายระบุข้อความไม่เลื่อนเลือกตั้ง, เลือกตั้งวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 และมีประชาชนบางส่วนแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการชู 3 นิ้วขับไล่เผด็จการ

 

 

แต่ขณะที่ขบวนเดินขึ้นมาบนสกายวอล์กแล้ว ในระหว่างที่มีการตีกลองร้องตะโกนไม่เลื่อนเลือกตั้งอยู่นั้น ปรากฏว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น โดยมีชายวัยกลางคนเดินมาคนเดียวและเข้าป่วนกลุ่มนักกิจกรรมคนอยากเลือกตั้ง พร้อมกับตะโกนว่า “เบื่อเลือกตั้ง” จนหวิดวางมวยกัน ทำให้เจ้าหน้าที่สันติบาลและตำรวจต้องนำตัวชายคนดังกล่าวออกไปจากพื้นที่โดยเร็ว 

 

จากนั้นบรรยากาศเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขบวนได้เดินไปทางฝั่งบีทีเอสสถานีสยามมาหยุดหน้าโรงพยาบาลตำรวจ เพื่อลงจากสกายวอล์กมาทางเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วเดินย้อนกลับมาทางแยกราชประสงค์ เลี้ยวซ้ายมาขึ้นสะพานลอยเพื่อเดินกลับไปยังฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อปักหลักอ่านแถลงการณ์บริเวณป้ายแยกราชประสงค์ ฝั่งตรงข้ามศาลท้าวมหาพรหม 

 

 

ตลอดเส้นทางมีการตีกลองพร้อมตะโกนไม่เลื่อนเลือกตั้ง เพื่อแสดงออกว่าพวกเราออกเดินแล้ว อยากเชิญชวนพี่น้องมาร่วมเดินไปสู่วันเลือกตั้งด้วยกัน ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดจากเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ 

 

โดยในจุดนี้ นายเอกราช อุดมอำนวย อาชีพพ่อค้า วัย 35 ปี ได้โกนหัวประท้วงการเลื่อนการเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เตรียมโกนหัวประท้วงและประกาศอดข้าวจนกว่าจะมีการประกาศวันเลือกตั้ง แต่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปก่อนหน้านี้ 

 

 

จากนั้นเวลา 19.00 น. แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอ่านแถลงการณ์ในการจัดกิจกรรมวันนี้ เรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ชี้แจงความคลุมเครือดังกล่าวว่าขณะนี้กระบวนการอยู่ในขั้นตอนใด รวมถึงหยุดแทรกแซงการจัดการเลือกตั้งที่เป็นหน้าที่ของ กกต. โดยให้ กกต. ได้มีอิสระในการจัดการเลือกตั้งไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ และสุดท้ายเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. และ กกต. บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพเต็มศักยภาพของแต่ละหน่วยงาน

The post คนอยากเลือกตั้งผนึกกำลังประชาชน เดินขบวนค้านเลื่อนเลือกตั้งที่แยกราชประสงค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-activists-protest-as-election-faces-possible-delay-at-ratchaprasong-intersection/feed/ 0
แม่น้องเกด พยาบาลอาสา เข้าพบอัยการทวงถามความคืบหน้าคดี 6 ศพวัดปทุมฯ https://thestandard.co/kamonkeds-mom-ask-for-proceeding-six-people-killed-in-the-wat-pathum/ https://thestandard.co/kamonkeds-mom-ask-for-proceeding-six-people-killed-in-the-wat-pathum/#respond Tue, 04 Dec 2018 08:58:21 +0000 https://thestandard.co/?p=159049

วันนี้ (4 ธ.ค.) เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ […]

The post แม่น้องเกด พยาบาลอาสา เข้าพบอัยการทวงถามความคืบหน้าคดี 6 ศพวัดปทุมฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 ธ.ค.) เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามช่วงการสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เข้ายื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าคดีกับอธิบดีอัยการ โดย ธรัมพ์ ชาลีจันทร์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้รับหนังสือ พร้อมเปิดเผยความคืบหน้ากับแม่น้องเกดว่าจนถึงปัจจุบันสำนักงานอัยการยังไม่ได้รับสำนวนคดีนี้จากดีเอสไอ

 

 

ภาพ: ฐิตินันท์ เสมพิพัฒน์

The post แม่น้องเกด พยาบาลอาสา เข้าพบอัยการทวงถามความคืบหน้าคดี 6 ศพวัดปทุมฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kamonkeds-mom-ask-for-proceeding-six-people-killed-in-the-wat-pathum/feed/ 0
รำลึก 8 ปี 99 ชีวิต สลายชุมนุม นปช. 2553 คดีที่ยิ่งเดินหน้าไปยิ่งไกลเท่าเดิม https://thestandard.co/8-years-united-front-for-democracy-against-dictatorship-99-died/ https://thestandard.co/8-years-united-front-for-democracy-against-dictatorship-99-died/#respond Sat, 19 May 2018 10:54:58 +0000 https://thestandard.co/?p=91772

วันนี้ (19 พ.ค.) ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร นางพะเยาว์ […]

The post รำลึก 8 ปี 99 ชีวิต สลายชุมนุม นปช. 2553 คดีที่ยิ่งเดินหน้าไปยิ่งไกลเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (19 พ.ค.) ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของนางสาวกมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด และนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ พ่อของนายสมาพันธ์ ศรีเทพ หรือน้องเฌอ พร้อมด้วยญาติผู้สูญเสีย ได้ทำบุญถวายสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้กลุ่มผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ครบรอบ 8 ปี โดยมี นายอานนท์ นำภา ทนายนักสิทธิมนุษยชน นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย และนายอีโว ซีเบอร์ เอกอัคราชทูตสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เข้าร่วมงาน

 

 

ขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกันที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกับญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต

 

 

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวถึงความคืบหน้าคดีสลายการชุมนุมปี 2553 ว่า หลังยุติการชุมนุม คดีนี้เริ่มที่ ป.ป.ช. แต่ผ่านมา 8 ปี วันนี้ทุกอย่างก็กลับไปเริ่มต้นที่ ป.ป.ช. อยู่เหมือนเดิม เปรียบเสมือนยิ่งเดินยิ่งไกลเท่าเดิม และยิ่งได้รับการเพิกเฉยจากผู้มีอำนาจรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม เรายังศรัทธาในความจริงที่ว่า วันหนึ่งความยุติธรรมจะต้องกลับมาสู่สังคมอีกครั้ง

 

     

The post รำลึก 8 ปี 99 ชีวิต สลายชุมนุม นปช. 2553 คดีที่ยิ่งเดินหน้าไปยิ่งไกลเท่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/8-years-united-front-for-democracy-against-dictatorship-99-died/feed/ 0
การเมืองไทยปี 2017 คือปีแห่ง ‘ความบิดเบี้ยว’? https://thestandard.co/thai-politics-2017-year-of-contortions/ https://thestandard.co/thai-politics-2017-year-of-contortions/#respond Fri, 08 Dec 2017 15:01:58 +0000 https://thestandard.co/?p=54150

THE STANDARD ขอพาย้อนกลับไปทบทวนหาบทเรียนและแง่มุมจากเห […]

The post การเมืองไทยปี 2017 คือปีแห่ง ‘ความบิดเบี้ยว’? appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD ขอพาย้อนกลับไปทบทวนหาบทเรียนและแง่มุมจากเหตุการณ์การเมืองในรอบปี 2017 ซึ่งเรามองว่าคือปีแห่ง ‘ความบิดเบี้ยว’ ของการเมืองไทย

 

 

ยัง ‘เบี้ยว’ ไม่คืนประชาธิปไตย

3 ปีกว่าแล้วที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปัจจุบันสวมหมวกนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยังคงใช้อำนาจการปกครองประเทศผ่านกลไกที่ตนเองและคณะบุคคลเข้าควบคุมอำนาจฝ่ายบริหาร ที่เคยมีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยเป็นผู้นำ พร้อมๆ กับ ‘ขอเวลาอีกไม่นาน’ ที่จะทำตามสัญญา สำหรับข้ออ้างเพื่อเข้ามาแก้วิกฤตความขัดแย้งของคนในประเทศ

 

ตลอดปี 2017 พล.อ. ประยุทธ์ ยังคงให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนด้วยท่าทีขึงขัง หลายครั้งเมื่อถูกสื่อยืนไมค์ถามในประเด็นต่างๆ แน่นอนว่าในบรรดาคำถามทั้งหมดที่ดูจะหงุดหงิดใจมากที่สุดก็คือเมื่อถูกถามว่า ประชาชนคนไทยจะได้เลือกตั้งและคืนอำนาจการกำหนดตัวแทนของพวกเขามาสู่มือของอำนาจอธิปไตยอันเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคนในเวลาใดกันแน่?

 

คสช. เคยประกาศโรดแมปตั้งแต่ห้วงเวลาเริ่มต้นเข้ามาใหม่ๆ ว่า มีแผนระยะที่ 3 คือ ให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ ที่ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกพวก พอใจ หลังจัดทำรัฐธรรมนูฐฉบับถาวรแล้วเสร็จ แต่โรดแมปดังกล่าวก็ยังเป็นโรคเลื่อนมาโดยตลอด

 

หลังก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 พล.อ. ประยุทธ์ เคยเปิดเผยระหว่างเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการว่า มีแผนให้มีการจัดเลือกตั้งปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559

 

ถัดมาไม่กี่เดือนในปีเดียวกัน เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2558 ในการหารือทวิภาคีกับสหประชาชาติ (UN) ที่ UN เป็นกังวลว่าพื้นที่ประชาธิปไตยไทยแคบลงนั้น พล.อ. ประยุทธ์ ก็ประกาศออกมาว่า คาดว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายในกลางปี 2560 โดยบอกว่าจะจัดเลือกตั้งให้ได้ในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2560

 

ข้ามมาที่ปี 2560 เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ ได้เข้าพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาที่ทำเนียบขาว ก็ได้ลั่นวาจาว่า ปีหน้าจะมีการประกาศวันเลือกตั้ง แต่ไม่ทันข้ามวัน พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ กลับไหลลื่นไปว่าจะประกาศปี 2561 ไม่ได้แปลว่าจะมีการจัดเลือกตั้งภายในปี 2561

 

เหตุการณ์ที่กลายเป็นข้ออ้างสำคัญที่นำมาสู่การเลื่อน ‘โรดแมป’ ครั้งใหญ่ของคณะ คสช. ก็คือ รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะกรรมการชุดของ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกคว่ำในสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2558 ซึ่งแต่เดิมบอกว่าจะเลือกตั้งในปี 2560 ทำให้ระยะแห่งการครองอำนาจของรัฐบาล คสช. ในระยะเปลี่ยนผ่านขั้นที่ 2 ตามโรดแมป ก็ยืดยาวจากปี 2557 มาจนถึงปี 2560 หรือเปลี่ยนจาก 1 ปี กลายเป็น 3 ปี และยังไม่มีวี่แววจะ ‘ปลดล็อก’ ทางการเมือง หรือส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะเข้าสู่การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แต่อย่างใด

 

 

คดีพลิก! ยิ่งลักษณ์ ‘เบี้ยว’ ไม่ไปฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว

49 วัน คือ จำนวนตัวเลขที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้หาเสียงนำพาตนเองเข้าสู่การเมือง และได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดที่ ‘นักการเมือง’ หลายคนหมายปอง

 

2 ปี 275 วัน คือช่วงเวลาที่เธอนั่งเก้าอี้นายกฯ และบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แรงเสียดทานทางการเมืองที่ถาโถมอยู่ตลอดเวลาจากมรสุมการเมืองลูกใหญ่ที่ซัดให้เธอต้องตกเก้าอี้ เมื่อถูกถอนจากตำแหน่งในข้อหาย้ายข้าราชการโดยไม่ชอบ ตามมาด้วยการรัฐประหารโดย คสช. เพื่อควบคุมอำนาจการบริหารประเทศจากรัฐบาลของเธอในขณะนั้น

 

2 ปี 4 เดือน คือจำนวนเวลาในการต่อสู้คดีโครงการรับจำนำข้าวที่เธอตกเป็นจำเลยฐานปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ซึ่งสิ้นสุดกระบวนการทั้งหมด และศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 25 สิงหาคม

 

แต่แล้วคดีก็พลิก เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เธอไม่ปรากฏกายให้เห็นที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หลังเคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะเดินทางมาในวันดังกล่าว ความประหลาดใจของสื่อมวลชนระคนกับความรู้สึกของมวลชนที่มาจำนวนมากในวันนั้นไม่ต่างกัน

 

เมื่อเข้าสู่ห้องพิจารณาคดี ผู้พิพากษาซึ่งอยู่บนบัลลังก์อ่านรายงานกระบวนพิจารณาคดีให้ออกหมายจับเธอ โดยไม่เชื่อว่าป่วยเป็น ‘น้ำในหู’ จริง มีพฤติการณ์หลบหนี ให้ออกหมายจับและเลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 27 กันยายน ซึ่งคำพิพากษาให้ผิดตามฟ้อง และจำคุกเธอเป็นเวลา 5 ปี

 

นับแต่การไม่ปรากฏตัวครั้งนั้น ก็ไม่มีข่าวความเคลื่อนไหวจากคนใกล้ชิดหรือทนายความ มีแต่ความสงสัยว่า เธอไปอยู่ที่ไหน มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร หลายคนบอกว่าเธอจะไม่เบี้ยว เพราะเธอยืนยันที่จะต่อสู้อย่างเต็มที่ หรือเธออาจมองว่าชะตากรรมที่เธอได้รับมาจากความบิดเบี้ยวของกระบวนการ แม้วันนี้เธอจะมีชะตากรรมคล้ายคลึงพี่ชาย และย่างเข้าเดือนที่ 4 แล้ว ที่ทุกคนยังหาคำตอบว่า ‘ยิ่งลักษณ์ Where are you?’

 

การเดินบนสนามการเมืองของยิ่งลักษณ์ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ได้รับน่าจะมีทั้งดอกไม้ช่อใหญ่และก้อนหินสารพัดที่หยิบยื่นให้อยู่ตลอดมา

 

 

ยังไม่ ‘ปลดล็อก’ กฎหมาย เปิดพื้นที่การเมืองให้ประชาชน

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองยังไม่สามารถเดินหน้ารวมตัวทำกิจกรรมทางการเมืองได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน และคำสั่ง คสช. ที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองประชุมและดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 และกำหนดให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้

 

ในแง่ของพรรคการเมืองก็ยังเป็นปัญหาเฉพาะ เพราะขีดวงจำกัดอยู่ที่การประชุมพรรค และห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งจนถึงวันนี้ สัญญาณ ‘ปลดล็อก’ ยังคงถูกล็อกคาอยู่แบบเดิม

 

แต่ปัญหาของคำสั่ง คสช. ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน มีผลกระทบที่ขีดเส้นใหญ่ไว้ที่ ‘ประชาชน’ กว่า 3 ปีแล้ว (นับรวมประกาศ คสช. ฉบับที่ 7/2557) ที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองในแง่ของการรวมตัวทำกิจกรรมต่างๆ ยังเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย แม้ในหลายครั้ง พล.อ. ประยุทธ์ จะออกมาพูดว่า ก็เห็นทำกันได้ และ คสช. ก็ไม่เคยไปยุ่ง แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะไม่ถูกตีความว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะสภาพบังคับของคำสั่งยังคงมีอยู่

 

ยกตัวอย่าง กรณีที่ 5 นักวิชาการเชียงใหม่เข้ารับทราบข้อหาชุมนุมทางการเมืองคดี ‘เวทีวิชาการ ไม่ใช่ค่ายทหาร’ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560

 

ไม่นับรวมกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแกล้งฟ้องชาวบ้าน ที่ลุกขึ้นมารวมตัวต่อสู้ในการพิทักษ์สิทธิต่างๆ ของชุมชน การแกล้งฟ้องชาวบ้านเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต และทำให้กฎหมายกลับด้าน กลายเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิต้องตกเป็นจำเลย

 

รวมทั้งยังมีการใช้เครื่องมือกฎหมายอื่นๆ เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน เช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง พ.ร.บ. ความมั่นคงไซเบอร์ กับร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ฝ่ายรัฐพยายามผลักดันมาโดยตลอด

 

 

ขณะที่การรวมตัวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ส่วนที่หดแคบลงไปพร้อมๆ กันก็คือพื้นที่ทางความคิด การวิพากษ์วิจารณ์ ผู้ปกครองหรือการบริหารบ้านเมือง กลายเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงที่จะผิดกฎหมาย และในหลายกรณีก็ถูกควบคุมตัวด้วยคำสั่งดังกล่าว ซึ่งเปิดช่องให้สามารถควบคุมได้ไม่เกิน 7 วัน เพื่อทำการ ‘ปรับทัศนคติ’ และตลอด 3 ปีก็มี หลายต่อหลายคนที่ต้องเผชิญเหตุการณ์นี้ อย่างกรณีล่าสุดก็คือ ‘มาร์ค พิทบูล’ หรือนายณัชพล สุพัฒนะ ที่เจ้าหน้าที่ทหารได้ขอความร่วมมือและเชิญตัวไปยังมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) เนื่องจากการวิจารณ์ผ่านทางเฟซบุ๊ก

 

จากข้อมูลที่ไอลอว์รวบรวมไว้จนถึงปัจจุบัน (10 กรกฎาคม 2560) พบว่า มีไม่น้อยกว่า 157 ครั้ง ที่เจ้าหน้าที่เข้ามาปิดกั้นหรือแทรกแซงกิจกรรมสาธารณะต่างๆ โดยแต่ละครั้งเจ้าหน้าที่จะใช้มาตรการในระดับต่างๆ กันไป ตั้งแต่การสั่งไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมด้วยช่องทางโทรศัพท์ การเข้ามาที่สถานที่จัดงานเพื่อกดดันให้เจ้าของสถานที่งดจัดกิจกรรม หรืออนุญาตให้จัด แต่ตั้งเงื่อนไขต่างๆ โดยอ้างข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

คำสั่งหรือประกาศเหล่านี้ได้ถูกรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 279 รับรองไว้ โดยวางหลักการให้คําสั่งและการกระทําของ คสช. ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคําสั่ง ให้มีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป การยกเลิก การแก้ไขเพิ่มเติมประกาศหรือคําสั่งดังกล่าว ให้กระทําเป็นพระราชบัญญัติ

 

ดังนั้น ประกาศและคำสั่ง คสช. อย่างน้อย 500 ฉบับ จะยังมีผลบังคับใช้โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญต่อไป โดยไม่ต้องพิจารณาว่า คสช. จะยังอยู่ในอำนาจหรือไม่ เว้นเสียแต่ว่ามีการออกพระราชบัญญัติมาแก้ไขหรือยกเลิกเสียก่อน

 

 

ความยุติธรรมยังถูกตั้งคำถาม

กรณีการเสียชีวิตของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม โดยครอบครัวได้นำศพไปชันสูตรก่อนทำพิธีกรรมทางศาสนา แต่พบว่าอวัยวะภายในและสมองสูญหาย

 

ประเด็นนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เพราะมีหลายเรื่องที่สร้างความคาใจให้กับทั้งครอบครัวผู้เสียชีวิตและสังคม กลายเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญที่ทำให้สังคมวงกว้างหันมาตั้งคำถามและอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับกรณีนี้

 

 

ระบบธรรมเนียมทหาร หรือสิ่งที่เรียกว่าการธำรงวินัยของกองทัพ ได้เดินมาสู่จุดที่ถูกท้าทายทางความคิดและตั้งคำถามจากสังคมอีกครั้งว่า ‘ความยุติธรรม’ ในการใช้ชีวิตและร่างกายเหล่านี้ สุดท้ายแล้วคุณค่าที่แท้จริงของการฝึกความอดทนลักษณะนี้เป็นไปเพื่อสิ่งใดกันแน่ หากว่านัยหนึ่งคือการสละชีพเพื่อชาติ ตามปณิธาน แล้วนัยหนึ่งของเหตุการณ์การเสียชีวิตของบุคคลที่อยู่ในระบบนี้ที่ปรากฏเป็นข่าวในหลายครั้ง เช่น เสียชีวิตจากการฝึก จากการถูกลงโทษอย่างหนัก หรือวิธีการแปลกพิสดารในสายตาคนทั่วไป สิ่งนี้เรียกว่ายุติธรรมต่อชีวิตพวกเขาจริงหรือไม่?

 

กระบวนการแสวงหาความจริงที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการของกองทัพ กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนคาใจถึงการทำหน้าที่ เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในแวดวงลายพรางเอง และทหารก็เป็นผู้แสวงหาคำตอบเอง ขณะที่ผู้นำอย่าง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว. กลาโหม ได้ตอบคำถามสื่ออย่างดุดันว่า “กรณีนี้เด็กเสียชีวิต เพราะไม่สบาย ถ้าให้ตนเลือกตายได้ก็ขอตายในสนามรบ”

 

 

อีกเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยในปีนี้ก็คือ กรณีทายาทตระกูลดัง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทเจ้าของเครื่องดื่มกระทิงแดง ที่ขับรถพุ่งชน ด.ต. วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจสายตรวจ สน.ทองหล่อ จนเสียชีวิต

 

ปมสำคัญคือความล่าช้าในการติดตามตัว ‘บอส’ มาดำเนินคดี กระทั่งล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ 5 ในปีนี้ เป็นเหตุให้บางคดีหมดอายุความ แต่ยังเหลือข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งคดีนี้จะสิ้นสุดอายุความในปี 2570 สุดท้ายบอสก็ไม่มารายงานตัวเพื่อส่งฟ้อง จนนำไปสู่การออกหมายจับและตั้งคำถามต่อการทำหน้าที่ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดว่า เหตุใดผลลัพธ์จึงเป็นเช่นนี้ ถึงขนาดสื่อระดับโลกให้ความสนใจเกาะติดรายงานข่าว

 

ส่งผลต่อคำถามที่ตามมาในการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่รวย จน ในกระบวนการยุติธรรม สังคมออนไลน์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างมากว่า ‘ความบิดเบี้ยว’ มาจากเหตุผลที่สังคมไทยต้องเผชิญต่อวาทกรรมคนรวยรอด คนจนติดคุก และเคสของบอสกลายเป็นข้อเปรียบเทียบชั้นต้น ซึ่งนำไปสู่คำถามคาใจที่ไม่เคยสลัดภาพเหล่านี้ให้หลุดหายไปจากความบิดเบี้ยวที่ต้องยอมรับว่ามีอยู่จริงในสังคมไทย

 

 

กรณี ไผ่ ดาวดิน หรือ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งถูกอัยการจังหวัดขอนแก่นยื่นฟ้อง ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ กรณีแชร์บทความจากบีบีซีไทยไว้บนเฟซบุ๊กส่วนตัว และทหารเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

 

ปรากฏการณ์นี้ถูกตั้งคำถามอย่างยิ่งยวดแบบพื้นฐานว่า ทำไมคนแชร์อีก 3,000 และเจ้าของบทความไม่โดนฟ้อง (ซึ่งไม่เกี่ยวว่าบทความนั้นจะผิดหรือถูกกฎหมายอย่างใดในแง่นี้)

 

ขณะที่เหตุผลที่ทำให้ไผ่ถูกถอนประกันมีการยกขึ้นอ้างว่า การโพสต์เฟซบุ๊กหลังได้รับการปล่อยชั่วคราวเข้าข่ายการเยาะเย้ยอำนาจรัฐ จึงกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่า หากมีผู้ใดรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ภายใต้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญได้หรือไม่?

 

ขณะที่ประเด็นที่ไผ่ไม่ได้รับการประกันตัวตามสิทธิของกฎหมาย แม้จะได้พยายามยื่นประกันหลายครั้ง และเหตุผลก็คือคดีนี้มีอัตราโทษสูง เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับความมั่นคง กระทบกระเทือนความรู้สึกของประชาชน

 

แม้วันนี้ไผ่จะยอมรับสารภาพและถูกตัดสินจำคุกแล้ว แต่ระหว่างทางของคดีก็มีคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมและถูกจับตาจากหลายองค์กรระหว่างประเทศด้วย

 

 

กรณีของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวชื่อดังที่ต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม จากกรณีถูกกล่าวหายักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ ‘คุยคุ้ยข่าว’ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. เป็นเงินกว่า 138 ล้านบาท

พร้อมๆ กับคำถามที่กระตุกหาต่อม ‘จริยธรรม’ ของคนทำงานในวงการนี้ ได้ถูกหยิบยกมาสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การกดดัน และเรียกร้องให้สรยุทธทบทวนบทบาทหน้าจอของตนเอง และในเวลาต่อมาเขาก็ประกาศยุติการทำหน้าที่

 

สรยุทธเดินหน้าต่อสู้ในกระบวนการ ไปพร้อมๆ กับต้องต่อสู้กับฝ่ายที่เรียกว่าตนเองเป็น ‘สื่อน้ำดี’ ที่เรียกร้องหาความรับผิดชอบจากเขา แต่ทว่าในทางกลับกัน ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงความบิดเบี้ยวที่เกิดขึ้นในเคสอื่นๆ ต่อวงการนี้อยู่ไม่น้อย ตั้งแต่กรณีสื่อออนไลน์ขยันลอกข่าวสำนักอื่น ผู้บริหารสื่อมีข่าวฉาวเรื่องความสัมพันธ์

ในที่สุด เดือนสิงหาคมของปีนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุกสรยุทธเป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา กว่าจะได้ไปประกันก็ต้องไปใช้ชีวิตในเรือนจำอยู่หลายวันทีเดียว

 

 

อีกกรณีที่ร้อนแรงส่งท้ายปีก็คือ ภาพยกมือบังแดดของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว. กลาโหม ในวันถ่ายภาพหมู่ของ ครม. ประยุทธ์ 5 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ทว่าโฟกัสของภาพวันนั้นกลับให้ความสนใจอยู่ที่นาฬิกาข้อมือหรู ราคาหลายสิบล้าน และแหวนเพชรวงโตส่องประกายแวววับ ซึ่งเป็นเครื่องประดับติดตัวในวันดังกล่าว

นำมาสู่การตรวจสอบทรัพย์สินของ พล.อ. ประวิตร ที่สื่อมวลชนทุกสำนักรายงานว่า นาฬิกาหรูและแหวนเพชร ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. และ ต่อมาในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประวิตร ก็ยืนยันหนักแน่นว่าจะชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ได้ และไม่หนักใจ เพราะไม่เคยมีเรื่องทุจริต

ปฏิกิริยาต่อมาจึงจับจ้องไปที่ฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งก็คือ ป.ป.ช. เมื่อสื่อได้เผยความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กับ พล.อ. ประวิตร ในฐานะนายและลูกน้องเก่า เมื่อครั้งเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ซึ่งประธาน ป.ป.ช. ได้ให้คำมั่นว่าไม่หนักใจ และหากมีส่วนได้เสียก็ต้องถอนตัว

2 นัยยะ ที่ถูกจับจ้องและเกรงว่าจะบิดเบี้ยวก็คือ รัฐบาลนี้ประกาศให้ความโปร่งใสเป็นวาระสำคัญ และมักตอกย้ำว่าการกำจัดคอร์รัปชันคือเป้าหมายที่ต้องจัดการเด็ดขาด แต่เมื่อคนในรัฐบาลตกเป็นข้อสงสัยเอง จึงต้องเร่งทำความจริงให้กระจ่าง ขณะเดียวกัน กระบวนการตรวจสอบที่หลายฝ่ายกังวลว่าเป็นคนกันเอง จึงเป็นเรื่องที่ต้องคลายปมคาใจนี้ให้ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายด้วย มิเช่นนั้นอาจถูกมองว่า ‘บิดเบี้ยว’ ได้

 

 

กระบวนการปรองดองที่ยังไม่รู้คำตอบ

THE STANDARD เมื่อครั้งเริ่มต้นเปิดตัวสำนักข่าว รายงานชิ้นแรกต่อบริบทการเมืองไทยในปี 2560 ก็คือกระบวนการสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง ที่ฝ่ายรัฐเป็นผู้ริเริ่ม พร้อมๆ กับคำถามที่ว่า เหตุใด ‘ทหาร’ ที่เป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งจึงอาสาเป็นคนกลางในการเดินหน้าทำเรื่องนี้ ฝ่ายที่รู้สึกเช่นนั้นจะไม่ปล่อยมือตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยหรือเปล่า ดูไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย?

 

เมื่อสังเคราะห์ความเห็นหลายฝ่ายในเวลานั้น ทุกฝ่ายมองว่าความเป็นกลางไม่มีอยู่จริงและไม่มีใครเป็นกลาง 100% พล.ท. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ตัวแทนจากรัฐบาลให้เหตุผลว่า ทหารต้องทำหน้าที่เป็นหลักประกันให้กับสังคม จตุพร พรหมพันธุ์ มองว่า ที่ผ่านมาถกเถียงเรื่องกลาง-ไม่กลางมาเยอะแล้ว หน้าที่คือให้ความร่วมมือ ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้ว่า เลยจุดที่จะเถียงกันเรื่องคนกลางแล้ว ต้องมองที่สาระเป็นหลัก แต่แม่น้องเกด ‘พะเยาว์ อัคฮาด’ กลับคิดว่า “กองทัพไม่ควรเข้ามาเป็นคนกลาง”

 

ทำให้ความแตกต่างสำคัญของการปรองดองครั้งนี้เมื่อเทียบกับครั้งที่ผ่านๆ มาก็คือรัฐได้เข้ามาเป็น ‘คนกลาง’ ด้วยตัวเอง ซึ่งต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่พยายามหาคนจากภายนอกมาทำหน้าที่

 

 

ระหว่างทางของกระบวนการ คำถามที่ดูเหมือนบางฝ่ายจะมองว่าดูบิดเบี้ยวเหล่านั้น ก็เดินหน้ามาสู่ครึ่งทางแล้ว ขณะที่หนึ่งในผู้ร่วมในกระบวนการอย่าง จตุพร ประธาน นปช. กำลังรับโทษอยู่ในเรือนจำจากคดีหมิ่นประมาทอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์

 

แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายแสดงความเห็นตรงกันคือ ‘ปรองดอง’ ควรจะเกิดขึ้นเพื่อหาคำตอบและทางออกในการลดความขัดแย้ง ไม่หวนคืนสู่วิกฤตดังที่ผ่านมา แม้ในรายละเอียดของกระบวนการยังไม่เป็นที่ยอมรับต่อบางฝ่าย

 

ฉะนั้นความพยายามในการจะสร้างความสามัคคีกลมเกลียวที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นเพียงเรื่องหลักการหรือไม่ เพราะในนิยามความหมายและเงื่อนไขของหลายกลุ่มยังคงตั้งเอาไว้ในฐานที่มั่นของตัวเอง แล้วจะหาตรงกลางของทางออกอย่างไร ที่จะเป็นที่ยอมรับ

 

 

แล้วในที่สุดสิ่งที่ถูกเรียกว่า สัญญาประชาคม ก็ถูกเข็นออกมามีจำนวน 10 ข้อ ซึ่ง พล.ท. คงชีพ อธิบายว่า มาจากการเปิดกว้างรับฟังเสียงสะท้อนของประชาชน และกำหนดเป็นความตกลงของการอยู่ร่วมกัน เพื่อมิให้เกิดเงื่อนไขสุ่มเสี่ยงต่อความขัดแย้งที่ขยายไปสู่ความรุนแรงในอนาคต

 

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพียงแค่พิธีกรรมที่ไม่ได้หวังรับฟังความคิดเห็นที่แท้จริง หรือไม่ก็ฝ่ายการเมืองที่ไม่มีทางเลือกอื่น หากต้องการเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง และตนเองไม่ต้องตกเป็นฝ่ายขัดขวางกระบวนการนี้ก็จำเป็นต้องเลือกและยอมรับ

 

รูปธรรมในวันนี้คือการเดินหน้านำสัญญาประชาคมไปสู่การรับรู้ของประชาชน ซึ่งมีมาสคอตอย่าง ‘น้องเกี่ยวก้อย’ เป็นตัวชูโรง แต่ไม่ใช่รูปธรรมที่เป็นคำตอบชัดเจนนักว่าท้ายที่สุดจะสามารถปรองดองได้แบบไหน

 

หรือว่าสิ่งที่เรียกว่าปรองดองคือความพยายามจะจับคนจากทุกกลุ่มมาร่วมแบบมัดมือชก เหมือนที่แม่น้องเกดรู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นการบังคับให้ปรองดอง”

 

 

ปีแห่งคนรุ่นใหม่ หัวใจว้าวุ่น

‘คนรุ่นใหม่’ เป็นกลุ่มคนที่พูดถึงกันอยู่ตลอดเวลา ปี 2017 ดูจะหนักหน่วงมากที่สุด ตั้งแต่การออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองของนิสิต นักศึกษา ปัญญาชนคนรุ่นลูกรุ่นหลานที่ออกมายืนสู้กับอุดมการณ์ของพวกเขา และพบกับชะตากรรมที่ดูไม่แตกต่างกัน เพราะหลายคนมีคดีความติดตัวและยังต้องเผชิญต่อสภาพการถูกสอดส่องที่ดูไม่ใช่วิธีการปกติในยามมีสิทธิเสรีภาพแบบประชาธิปไตย

 

อนาคตของประเทศมักถูกผู้ใหญ่พูดถึงว่า ต้องฝากไว้ที่คนรุ่นใหม่ วาทกรรมฮิตตลอดกาล คือ เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า แต่วิธีปฏิบัติหรือโอกาสของเด็กวันนี้ที่ผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อพวกเขา ต้องพิจารณาอย่าถี่ถ้วนว่าได้ส่งต่ออนาคตแบบไหนให้

 

ฉับพลันที่แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จากผู้ใหญ่ถูกประกาศเป็นวาระสำคัญของชาติ ซึ่งวางกรอบครอบคลุมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2579 ภายใต้วิสัยทัศน์ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มีเป้าหมายให้อีก 20 ปีข้างหน้า ไทยต้องหลุดพ้นจากประเทศติดกับดักรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีย้ำว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ”

 

เสียงวิจารณ์ต่อ ‘ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี’ ก็ดังอื้ออึงไปทั่วทั้งจากนักวิชาการและภาคประชาชน ซึ่งสรุปโดยรวมทุกคนเห็นไปในทางเดียวกันว่า การกำหนดยุทธศาสตร์โดยคนรุ่นนี้ให้กับคนรุ่นหลังไปกว่า 20 ปี จะถูกต้องเหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในปัจจุบันหรือไม่

 

และเสียงไถ่ถามก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นความหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจจากผู้ใหญ่ เป็นความฝันของคนแก่ที่อยากเห็นประเทศไทยในอนาคต หรือเป็นเพียงเครื่องมือสืบทอดอำนาจคอยควบคุมจำกัดบทบาทของรัฐบาลในอนาคต

 

 

คนการเมืองที่คลุกคลีอยู่กับแวดวงนี้มาหลายสิบปีอย่าง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็มองว่า “ไม่ใช่ยุคสมัยที่จะไปคิดให้กับคนในอนาคต เราคือคนของความสำเร็จในอดีต แต่ความสำเร็จในอนาคตมันคือคนรุ่นใหม่ เราไม่ใช่คนของอนาคต แต่เรากำลังเอาคนในอดีตมาคิดให้กับคนในอนาคต แค่เทคโนโลยีเราก็ไม่รู้จักแล้ว และนี่จะเป็นสิ่งที่จะทำให้ประเทศเจริญยาก เป็นห่วงจริงๆ ไม่เห็นด้วยโดยไม่มีอคติเลย”

 

แม้ พล.อ. ประยุทธ์ จะเคยพูดว่า การปฏิรูปประเทศจำเป็นที่จะต้องฟังคนรุ่นใหม่ “เราต้องฟังคนรุ่นใหม่ด้วย โดยช่องทางการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นนั้น จะต้องเปิดกว้างและทั่วถึงทั้งกลไกปกติของภาครัฐ ช่องทางการสื่อสารต่างๆ” แล้วรูปธรรมสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่?

 

พล.ท. คงชีพ เคยให้สัมภาษณ์และมองว่า คนรุ่นใหม่เป็นเหมือนผ้าขาว วันนี้เขาจะต้องไม่ถูกครอบงำทางความคิด เขาต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง

 

อนาคตที่วางไว้ 20 ปี เพื่อส่งมอบให้คนรุ่นใหม่ ได้สร้างความว้าวุ่นให้กับพวกเขาแล้ว แต่ถึงอย่างไร ‘อนาคต’ ก็หนีไม่พ้นคนกลุ่มนี้อยู่ดี จึงเป็นเรื่องของ ‘อนาคต’ อีกเหมือนกันว่ามันจะเดินไปได้ไกลหรือหยุดสะดุดที่ระหว่างทางหรือไม่

 

สุดท้ายแล้ว แม้จะดูเหมือน ‘การเมือง’ มีแต่ความบิดเบี้ยวในปีที่ผ่านมา แต่เราทุกคนจะเป็นผู้ตอบคำถามนี้ด้วยตัวเองอีกครั้งว่า เรามองสภาพสังคมในปี 2560 ที่ตัวเองใช้ชีวิตในมิติการเมืองอย่างไร

 

หากยังมีความหวังหรืออยากลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งเพื่อแก้ไขและทำให้ดีขึ้น ‘ความหวัง’ จะยังมีอยู่ในสังคมนี้เสมอ

 

มันไม่เคยถูกทำให้หายไปสำหรับคนที่มีความเชื่อมั่นและศรัทธา

 

อ้างอิง:

The post การเมืองไทยปี 2017 คือปีแห่ง ‘ความบิดเบี้ยว’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-politics-2017-year-of-contortions/feed/ 0
SPECIAL REPORT – ปรองดอง เป็นไปได้หรือแค่ฝัน? https://thestandard.co/video-news-special-report-reconciliation/ https://thestandard.co/video-news-special-report-reconciliation/#respond Tue, 06 Jun 2017 15:08:26 +0000 https://thestandard.co/?p=4144

ขวบปีที่ 3 ของการเข้าควบคุมอำนาจและบริหารบ้านเมืองโดยรั […]

The post SPECIAL REPORT – ปรองดอง เป็นไปได้หรือแค่ฝัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ขวบปีที่ 3 ของการเข้าควบคุมอำนาจและบริหารบ้านเมืองโดยรัฐบาลคสช. กระบวนการปรองดอง เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง โดย ‘รัฐ’ เข้ามาเป็นคนกลาง นำทุกฝ่ายเข้าร่วมถกหาทางออกเพื่อลดความขัดแย้ง แต่ยังมีคำถามคาใจเกิดขึ้นมากมายต่อกระบวนการนี้ สุดท้ายปลายทาง ‘ปรองดอง’ จะเกิดขึ้นได้จริงหรือเป็นเพียงแค่ความฝัน ติดตามทัศนะของแต่ละฝ่ายได้จากวิดิโอนี้

The post SPECIAL REPORT – ปรองดอง เป็นไปได้หรือแค่ฝัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/video-news-special-report-reconciliation/feed/ 0
ปรองดองในมือทหารจะสลายความขัดแย้งยาวนานนับสิบปีได้จริงหรือ? https://thestandard.co/news-politics-reconciliation-series/ https://thestandard.co/news-politics-reconciliation-series/#respond Sun, 04 Jun 2017 19:23:16 +0000 http://thestandard.co:8000/?p=2922

     นับเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ประเทศไท […]

The post ปรองดองในมือทหารจะสลายความขัดแย้งยาวนานนับสิบปีได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

     นับเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ซึ่งประกาศให้การปรองดองเป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่จำเป็นต้องเข้ามาจัดการ แต่ในความเป็นจริงแล้วภารกิจปรองดองเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในขวบปีที่ 3 ของรัฐบาล คสช. นี้เอง

     ท่ามกลางการจับตามองจากหลายฝ่ายว่าการปรองดองครั้งนี้จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เมื่อต่างฝ่ายต่างขัดแย้งกันอย่างรุนแรง และดูไม่มีทีท่าว่าจะหันหน้ามาคุยกันได้ในการปรองดองหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา

     แต่เมื่อรัฐบาลเดินหน้าเรื่องนี้ด้วยการเรียกทุกสี ทุกพรรค และทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันเข้ามาเสนอแนะความคิดเห็น ความหวังที่จะได้เห็นการปรองดองจึงเริ่มมีแสงสว่าง

     ถึงอย่างนั้นเส้นทางต่อจากนี้ยังทอดยาวอีกไกล ทิศทางต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรชี้วัดได้จากกระบวนการ และสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา

     THE STANDARD ได้รวบรวมความคิดเห็นของทุกฝั่งทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในรอบสิบปีที่ผ่านมา เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการปรองดองครั้งนี้

 

Photo: Manjunath Kiran, AFP/Profile

 

คนกลาง ‘ลายพราง’ ทางออกหรือต้นตอของปัญหา?

     ความแตกต่างสำคัญของการปรองดองครั้งนี้เมื่อเทียบกับครั้งที่ผ่านๆ มาก็คือ รัฐได้เข้ามาเป็น ‘คนกลาง’ ด้วยตัวเอง ซึ่งต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่พยายามหาคนจากภายนอกมาทำหน้าที่

     โดยรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มีคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ทำหน้าที่ดำเนินการเรื่องนี้ พร้อมคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ประกอบด้วย

     คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ. ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานอนุกรรมการฯ

     คณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ. สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธานอนุกรรมการฯ

     คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานอนุกรรมการฯ

     และ คณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี พล.ต. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เป็นประธานอนุกรรมการฯ

     หากดูตามรายชื่อของคณะกรรมการเหล่านี้แล้ว สังเกตได้ไม่ยากว่า คนกลางของเรื่องนี้ล้วนมีตำแหน่งในกองทัพแทบทั้งสิ้น

     ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าทหารเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง แต่ พล.ต. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ฯ กลับให้เหตุผลที่ทหารต้องทำเรื่องนี้ว่า

     “ถ้าถามว่าทหารเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งไหม ผมถามว่า ณ เวลานี้กลไกความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมามีอะไรบ้างที่กระทบ เพราะตอนนี้มันอ่อนแอไปหมดนะครับ … โครงสร้างเหล่านี้อ่อนแอหมด ผมถามท่านว่าคิดว่ามีอะไรที่จะเป็นที่พึ่งพิงได้และเป็นหลักประกัน ท่านหวังพึ่งใครในขณะนี้ที่จะทำหน้าที่เป็นเสาค้ำบ้านท่านไม่ให้พังลงมา ท่านพอเห็นไหมว่ามันยังพอเหลืออะไรบ้าง

     “อย่าดึงให้สถาบันหลักไปเป็นคู่ขัดแย้งเลย เราทำหน้าที่เป็นหลักประกันสังคมชาติเคียงข้างกับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นก็ใช้ดุลยพินิจและลองคิดดู วันนี้ทหารเข้ามาเป็นสถาบันสถาบันหนึ่ง ใครไป ใครมา ใครจะแปรเปลี่ยนไป ทหารก็ยังเป็นสถาบัน เราก็ยังมีอุดมการณ์ในการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อประเทศชาติ โดยไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของใคร เราอยู่เคียงข้างประชาชนมาตลอด”

     ด้านจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. คู่ขัดแย้งโดยตรงกับกองทัพกล่าวถึงเหตุผลที่ยินยอมเข้าร่วมกระบวนการปรองดองครั้งนี้แม้จะมีทหารทำหน้าที่เป็นคนกลางว่า คนกลางไม่มีอยู่จริงตั้งแต่ต้น และที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามคัดเลือกคนกลางมาทำหน้าที่สร้างความปรองดอง แต่ท้ายที่สุดเมื่อข้อเสนอของคนกลางตกไปอยู่กับผู้มีอำนาจในขณะนั้นซึ่งไม่มีความเป็นกลาง ข้อเสนอเหล่านั้นก็ถูกเก็บใส่ลิ้นชักอยู่ดี

     “ที่เป็นกลางมาล้วนแต่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ที่เราเคยเห็นบางคณะฯ เป็นกลางมา 364 วัน แต่มาเสียเอาวันสุดท้ายคือวันที่ 365 ที่ผ่านมาเราผ่านพิธีกรรมเรื่องความเป็นกลาง ไม่กลางมาเยอะแล้ว แต่ครั้งนี้เหมือนเปิดไฮโลแทง ต่างฝ่ายต่างเห็น ต่างคนต่างทำหน้าที่ หน้าที่ของเราคือให้ความร่วมมือ ไม่เป็นอุปสรรค ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจรับผิดชอบในเรื่องนี้”

     เช่นเดียวกับ ดร. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ที่แม้จะมองว่ากองทัพมีส่วนในความขัดแย้งแน่นอน แต่กลับชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมาการปรองดองไม่มี ‘ความเป็นกลางที่สมบูรณ์’ อยู่แล้ว

     ส่วน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มองว่า ขณะนี้เลยจุดที่จะมาถกเถียงกันเรื่องคนกลางแล้ว “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนแล้ว มันต้องไปที่สาระ เพราะว่าต่อให้คนเริ่มต้น ใครยอมรับก็แล้วแต่ ถ้าสาระมันไปไม่ได้ มันก็ไปไม่ได้”

     ต่างจาก ภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่ตั้งคำถามกับกระบวนการสร้างความปรองดองในครั้งนี้ว่า แม้ทหารที่เป็นผู้รับผิดชอบในคณะต่างๆ จะไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ทุกคนต่างอยู่ในสถาบันที่มีส่วนเกี่ยวพันกับเรื่องนี้โดยตรง

     “ก็อาจจะมีปัญหาว่าแล้วความมั่นใจจะมีมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อทหารเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และจะเป็นส่วนในการแก้ปัญหาได้หรือเปล่า”

     พะเยาว์ อัคฮาด แม่ของนางสาวกมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา 1 ใน 6 ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองที่วัดปทุมวนารามเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 ในฐานะตัวแทนของผู้สูญเสีย ประกาศอย่างชัดเจนว่า “กองทัพไม่ควรเข้ามาเป็นคนกลาง” และควรปล่อยให้ ‘รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง’ เป็นผู้ดูแลและทำกระบวนการนี้ต่อ เพราะอย่างน้อยก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน พร้อมให้เหตุผลว่า

     “ดิฉันก็เข้าใจเช่นกันว่าไม่มีใครเป็นกลางเต็มร้อยหรอก แต่อย่างน้อยๆ ให้มันเกิน 50 เปอร์เซ็นต์บ้างก็ยังดี ไม่ใช่มาทั้งหมดแบบนี้ เป็นคู่ขัดแย้งแล้วมาอ้างว่าจะเป็นกลาง แล้วคุณกล้าปฏิเสธหรือเปล่าว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียทางการเมือง”

     ถึงจะยังไม่มีคำตอบที่ตรงกันว่าเหมาะสมแค่ไหนที่รัฐบาลทหารจะทำหน้าที่สร้างความปรองดอง แต่เมื่อรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อ ความเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางคงสะท้อนผ่านกระบวนการและผลลัพธ์ต่อจากนี้อย่างแน่นอน

 

Photo: PORNCHAI KITTIWONGSAKUL, AFP/Profile

 

‘นิรโทษกรรม’ คำต้องห้ามในการปรองดอง

     แรกเริ่มเดิมทีการนิรโทษกรรมนับเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความปรองดองของหลายๆ ประเทศที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ทั้งในฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในแอฟริกาใต้

     แต่ความพยายามสร้างความปรองดองในครั้งที่ผ่านมาในประเทศไทย นิรโทษกรรมกลับกลายเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งที่รุนแรงและบานปลาย จนกลายเป็นการเปิดทางให้ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ

     การปรองดองครั้งนี้จึงแตกต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าจะเก็บประเด็นนี้ไว้ในลิ้นชัก และจะไม่มีการพูดถึงในกระบวนการสร้างความปรองดองครั้งนี้

     “วันนี้รัฐบาลเพียงนำสิ่งเหล่านี้มาขับเคลื่อนต่อ อะไรที่ยังเห็นต่างกันอยู่ สมมติว่ามีอยู่ 100 เห็นต่างกันอยู่ 30 เราเอาไอ้ 30 มาเขย่านิดหน่อยก็อาจจะไปได้อีก 20 เหลืออีก 10 ที่ไปไม่ได้เพราะอะไร คุณอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องของการนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษ หรือถ้าจะเข้ามาบริหารประเทศตามกลไกประชาธิปไตยก็ค่อยว่ากันต่อ แต่ 90 ที่มีอยู่ก็ต้องขับเคลื่อนต่อไปเพื่อประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุขในอนาคต” พล.ต. คงชีพ ประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ฯ ระบุไว้อย่างชัดเจนเมื่อให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว THE STANDARD

     ขณะที่ ดร. เอนก ชี้แจงถึงเหตุผลในการพักเรื่องนิรโทษกรรมว่า “การปรองดองที่ผ่านมามักจะต้องมีเรื่องนิรโทษกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เพราะว่าทั้งสองฝ่ายต้องการนิรโทษกรรม แต่ตอนนี้ฝ่ายเขียวเป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นเรื่องนิรโทษกรรมเขาไม่ได้ต้องการเท่าไรหรอก เพราะเขาไม่มีความจำเป็น”

     ขณะที่ความจำเป็นของผู้ได้รับผลกระทบก็ดูจะลดน้อยลงทุกที เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ต่างฝ่ายต่างเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ดูจะมีบทลงโทษสำหรับทุกฝ่ายแทบไม่ต่างกัน

     “ไปคุยกับหลายคนเขาก็บอกว่าหมดความหวังกับเรื่องนิรโทษกรรมแล้ว เขาขอเข้าสู่กระบวนการปกติ ไม่ต้องสู้คดีอะไรแล้ว ยอมๆ ไป ตอนนี้เหลืออีกไม่กี่เดือนก็จะพ้นโทษแล้ว หรือว่าบางคนก็พักโทษแล้ว เพราะฉะนั้นเสียงบ่นจึงลดลง”

     ด้านอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยคัดค้านการนิรโทษกรรมประชาชนทั่วไป แต่ไม่เห็นด้วยถ้าจะมีการนิรโทษกรรมในคดีคอร์รัปชัน ส่วนในกระบวนการปรองดองครั้งนี้ส่วนตัวรู้สึกสบายใจที่ไม่มีเรื่องนิรโทษกรรมมาเกี่ยวข้อง เพราะมองว่านิรโทษกรรมคือสิ่งที่สร้างปัญหาในการปรองดองครั้งที่ผ่านมา

     “ผมไม่เคยเรียกร้องนิรโทษกรรมเลย ทั้งๆ ที่ผมก็มีคดีเรื่องฆ่าคนอยู่ โทษถึงประหารชีวิต ผมก็บอกว่าต้องว่าไปตามกระบวนการของกฎหมาย มันต้องเป็นแบบนั้น”

     ฟากแกนนำ นปช. เปิดเผยว่า การปรองดองครั้งนี้มี 2 คำที่ห้ามพูดถึงคือ ‘การอภัยโทษ’ และ ‘การนิรโทษกรรม’ ที่ผ่านมาเคยเสนอให้นิรโทษกรรมแก่ประชาชนทุกกลุ่ม และไม่ควรให้แกนนำทุกฝ่ายได้รับการนิรโทษกรรม แต่เมื่อรัฐบาลจะเก็บเรื่องนี้ใส่ลิ้นชักตนเองก็มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเข้ามาอยู่ในวงพูดคุย เพราะเป็นเรื่องของพระราชอำนาจ แต่เน้นย้ำให้แก้ปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ทุกฝ่ายต้องเสมอภาคกัน

     ส่วนภูมิธรรม ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยที่ครั้งหนึ่งเคยขับเคลื่อนเรื่องนิรโทษกรรมให้กับทุกสี ทุกฝ่ายระบุว่า เมื่อมีประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง การนิรโทษกรรมอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งที่นำมาใช้ในการจัดการกับความขัดแย้ง แต่ในเมื่อสังคมทั้งสังคมยังตีความคำนี้ขัดแย้งกันอยู่ และยังไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้ตรงกัน การพูดถึงเรื่องนิรโทษกรรมจึงอาจจะยังไม่จำเป็น แต่ในอนาคตเมื่อค้นหาสาเหตุของความขัดแย้งเรียบร้อยแล้ว อาจจะต้องมีกระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบต่อไป

     สุดท้าย พะเยาว์ในฐานะประชาชนผู้ต้องสูญเสียลูกสาวในเหตุการณ์ทางการเมืองย้ำชัดว่า “ในเมื่อคนที่กระทำยังไม่เคยสำนึกความผิดของตนเองเลย แล้วจะให้ดิฉันให้อภัย ดิฉันไม่ยอมหรอก ต่อให้แผ่นดินจะกลบหน้า ดิฉันก็ไม่ให้อภัย”

 

Photo: STR, AFP/Profile

 

ทำไมต้องปรองดอง?

     นอกจากความเบื่อหน่ายในความขัดแย้งที่กินระยะเวลานานนับทศวรรษแล้ว ทุกฝ่ายล้วนเห็นตรงกันว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงรอบด้านที่กำลังเกิดขึ้นกับทั่วโลก ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีเวลาให้กับความขัดแย้งอีกต่อไปแล้ว

     ดร. เอนก เน้นถึงความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องเดินหน้าสู่ความปรองดองว่า “ถ้าพูดถึงความจำเป็นของเศรษฐกิจเวลานี้ เราจะมีการเมืองแบบเดิมไม่ได้ ผมว่าเราเห็นมาตลอดว่าเศรษฐกิจมันกำหนดทุกอย่าง ตอนนี้เศรษฐกิจเราเป็นเศรษฐกิจท่องเที่ยว เศรษฐกิจท่องเที่ยวมันอยู่ได้ด้วยความสงบ สันติ ด้วยความเอื้อเฟื้อ ด้วยไมตรีจิต แล้วเราเอาอะไรมาโชว์กันล่ะ เราเอาความขัดแย้งมาโชว์กันเหรอ… เพราะฉะนั้นด้วยความเชื่อที่ว่าเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนไทย สำหรับสังคมไทย ผมก็มีเหตุผลที่จะทำให้พวกเราสบายใจขึ้นอีกนิดหนึ่งว่า ด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ มันไม่สามารถที่จะมีการเมืองแบบนี้ได้แล้ว”

     เช่นเดียวกับอภิสิทธิ์ที่มองว่าหากยังไม่สามารถจัดการกับความขัดแย้งได้ “มันก็คือความสูญเสียโอกาสของคนไทยทุกคน”

     ด้านจตุพรมองว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาเกิดจากการที่แต่ละองค์กรไม่ได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ถ้ากลับมาตั้งหลักในเรื่องเหล่านี้ใหม่ ประเทศก็จะเดินหน้าต่อไปได้

     “ผมคิดว่าแต่ละคนเดือดร้อนทั้งนั้น การออกมาต่อสู้ รางวัลที่ได้รับก็คือคุก ตาราง และชีวิต เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น มันยากลำบากกันทุกฝ่าย ถ้าอะไรที่ทำให้บ้านเมืองเดินไปได้อย่างเป็นปกติสุข ทุกฝ่ายก็ต้องทบทวนปฏิรูปองค์กรตัวเอง หรือกระทั่งประชาชนด้วย”

     ส่วน พล.ต. คงชีพมองว่า วันนี้ประชาชนทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินต่อไปข้างหน้าให้ได้ เพราะคนที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ก็คือประชาชนทุกคน

     เมื่อทุกฝ่ายมองตรงกันว่าความปรองดองครั้งนี้คือเรื่องจำเป็น นี่อาจเป็นจุดร่วมเดียวที่ทำให้การปรองดองเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น แต่จุดร่วมนี้จะมีพลังมากน้อยแค่ไหนเมื่อยังมีคำถามข้อใหญ่ว่า

แล้วประชาชนยืนอยู่ตรงไหนในการปรองดองครั้งนี้?

 

ประชาชนอยู่ตรงไหน?

     แน่นอนว่าการปรองดองไม่ได้เป็นเรื่องของคนเพียงไม่กี่คน หรือแม้แต่คู่ขัดแย้งไม่กี่ฝ่าย เพราะเจ้าของประเทศตัวจริงคือ ‘ประชาชน’ ที่ทุกฝ่ายล้วนอ้างถึงว่าผลประโยชน์ของกระบวนการนี้จะต้องตกที่พวกเขามากที่สุด แต่การมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตัวเองร่วมกัน ยังมีข้อสงสัยว่าได้เปิดพื้นที่ให้แค่ไหน

     พล.ต. คงชีพ ยืนยันว่ากระบวนการปรองดองที่ผ่านมาได้เปิดกว้างรับฟังเสียงของประชาชนจากทุกฝ่ายแล้ว โดยเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชน และนักวิชาการที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

     ย้อนแย้งกับเสียงสะท้อนจากตัวแทนของประชาชนผู้สูญเสียอย่างแม่น้องเกดที่มองว่าการปรองดองครั้งนี้ ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

     “เขาไม่ปรองดองกับพวกเราหรอก เขามองข้ามไปเลย บางกลุ่มมองเหมือนประชาชนไม่ได้อยู่ในสายตาด้วยซ้ำ มองเห็นเป็นหัวหลักหัวตอของพวกนักการเมือง ของกลุ่มนายทุน ประชาชนทั้งประเทศมีมากกว่ากลุ่มคนเหล่านั้นนะ ประชาชนเขาก็มีสิทธิมีเสียง คุณต้องกล้าเปิดใจฟังเสียงของพวกเขา กล้าเปิดเวทีจริงๆ ที่จะให้ประชาชนทุกภาคส่วนมานั่งคุยกัน

     “ขอย้ำว่าคุณต้องมองไปที่ประชาชน การที่คุณกล่าวอ้างว่าเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ใครเขาก็อยากให้เดินหน้าทั้งนั้น แล้วคุณพร้อมหรือเปล่าล่ะที่จะเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนี้และประชาชน ถ้ายังมองไม่เห็นประชาชน ก็ขออย่าขัดขวางประชาชนที่จะร่วมเดินหน้าในวิธีการของเขาเท่านั้นเอง”

     เวทีรับฟังความคิดเห็นที่รัฐบาลกล่าวอ้างจะเปิดกว้างจริง หรือเป็นเพียงพิธีกรรมที่ ‘แสดง’ ให้เห็นว่ารัฐบาลรับฟัง ทั้งที่ความจริงมีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยกำลังตกอยู่ในบรรยากาศที่การแสดงความคิดเห็นถูก ‘ปิดตาย’ ชั่วคราว

     ด้านภูมิธรรมบอกว่า ขณะนี้การปรองดองกำลังเริ่มต้น ก็ไม่แน่ใจว่าพิธีการจะเป็นเพียงแค่พิธีกรรมหรือไม่ แต่สุดท้ายสังคมต้องเดินหน้าต่อไป

     “ในความเป็นจริงไม่ว่าคุณจะเจตนาอย่างไร คุณจะอยากอยู่ในอำนาจต่อไปหรือไม่ หรือจะทำยังไงก็ตาม โลกมันไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคุณกับโลกก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ชีวิตประชาชนก็ไม่ได้ยืนอยู่กับที่ ก็ต้องดิ้นรนกับความเดือดร้อนที่ประสบ ถ้าคุณไม่จัดการไปให้มันถูกทิศทางของสังคมที่ควรจะเป็น คนในสังคม  สถาบันในสังคมก็ต้องออกมาเรียกร้องทิศทางที่ควรจะเป็น ให้สังคมร่วมกันตัดสินปัญหา

     “เพราะฉะนั้นวันนี้ไม่มีคำตอบสำเร็จหรอก ทำดี บวกก็เยอะ ทำไม่ได้ ลบก็มาก ปัญหาอยู่ที่ความเป็นจริงที่สังคมไทยต้องเผชิญ ไม่ว่าจะบวกหรือลบ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย มันกระทบกับชีวิตเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในประเทศนี้ ในสังคมนี้

     “เพราะฉะนั้นถึงที่สุดคำตอบอยู่ที่ประชาชน”

 

Photo: CHRISTOPHE ARCHAMBAULT, AFP/Profile

 

เป็นไปได้หรือแค่ฝัน?

     กระบวนการสร้างความปรองดองโดย ‘คนกลาง’ ที่ทุกคนก็รู้ว่าไม่กลาง แบบที่ จตุพรได้อธิบาย จนถึงวันนี้อยู่ในสเต็ปของการรวบรวมความคิดเห็นเพื่อส่งต่อให้กับ คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มี ผบ.ทบ. นั่งเป็นประธาน และน่าจะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นร่างสัญญาประชาคม หรือ MOU ภายในกลางเดือนมิถุนายนนี้

     ขณะที่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มต่างๆ พล.ต. คงชีพ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์​ฯ ยืนยันว่ามีความครบถ้วน และไม่ทิ้งข้อเสนอต่างๆ ที่คณะกรรมการในรัฐบาลเลือกตั้งได้ศึกษามาก่อนหน้านี้

     มีคำถามมากมายเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการสร้างความปรองดองจากรัฐบาล ซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับ คสช. อันมีกองทัพเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานต่างๆ รวมถึงการสร้างความปรองดองในครั้งนี้ด้วยว่า ปลายทางบทสรุปจะเป็นอย่างไร ข้อเสนอหรือจุดร่วมที่จะสามารถทำให้ทุกฝ่ายเดินหน้าไปสู่เป้าหมายจะมีหน้าตาแบบไหน จะสามารถการันตีได้จริงหรือไม่ว่าบ้านเมืองจะไม่เวียนวนกลับมาสู่จุดเดิมอีก

     อีกหนึ่งคำถามคาใจถึงสถานะความเป็น ‘กลาง’​ จากบางกลุ่มก็ยังวนเวียนอยู่ในสารบบ แม้หลายกลุ่มจะเหมือนไม่แคร์ถึงความเป็นกลาง เพราะไม่มีใครเป็นกลางได้ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ดูเหมือนความแคลงใจประเด็นนี้จาก พะเยาว์ อัคฮาด จะมีมากที่สุด ด้วย “ทหารไม่ใช่คนกลางที่จะมาทำเรื่องนี้ เพราะคุณคือคู่ขัดแย้งโดยตรง”

     อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกฝ่ายแสดงความเห็นตรงกันคือ ‘ปรองดอง’ ​ควรจะเกิดขึ้น เพื่อหาคำตอบและทางออกในการลดความขัดแย้ง ไม่หวนคืนสู่วิกฤตดังที่ผ่านมา แม้ในรายละเอียดของกระบวนการยังไม่เป็นที่ยอมรับต่อบางฝ่าย

     กระบวนการปรองดองครั้งนี้จะออกมาเป็นรูปธรรมแบบไหน ยังไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ชัดนัก แต่ทุกฝ่ายล้วนมีโมเดลที่เป็นภาพในใจตามเหตุผลและความเชื่อ ที่นำตนเองเดินเข้าสู่เวทีนี้ พร้อมกับมีบทเรียนในใจที่หลายคนเห็นตรงกันว่า ‘ปรองดอง’ มักเป็นคำที่ถูกใช้เมื่อต้องการคั่นหรือกลบเรื่องอื่นเอาไว้ข้างหน้า

     พะเยาว์ย้ำชัดอีกว่า “นี่ไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นการบังคับให้ปรองดอง”

 

     ใครจะตอบความจริงนี้ได้ คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าท้ายที่สุดจะเป็นไปได้จริง หรือป็นแค่ความฝันที่อยากเห็น อยากมี แต่เมื่อถูกปลุกให้ตื่นก็ต้องเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงที่อาจซ้ำรอยเดิมก็เป็นได้

The post ปรองดองในมือทหารจะสลายความขัดแย้งยาวนานนับสิบปีได้จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-politics-reconciliation-series/feed/ 0
ถ้าจะปรองดอง ‘ทหารต้องไม่ใช่คนกลาง’ จากใจพะเยาว์ อัคฮาด แม่ผู้สูญเสียลูกสาวในเหตุการณ์พฤษภา 53 https://thestandard.co/news-politics-reconciliation-series-kamonked-victim-of-19-may-2010/ https://thestandard.co/news-politics-reconciliation-series-kamonked-victim-of-19-may-2010/#respond Sun, 04 Jun 2017 19:13:42 +0000 http://thestandard.co:8000/?p=935

     เป็นเวลากว่า 7 ปีเต็มที่ผู้หญิงคนหน […]

The post ถ้าจะปรองดอง ‘ทหารต้องไม่ใช่คนกลาง’ จากใจพะเยาว์ อัคฮาด แม่ผู้สูญเสียลูกสาวในเหตุการณ์พฤษภา 53 appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เป็นเวลากว่า 7 ปีเต็มที่ผู้หญิงคนหนึ่งยังคงปรากฏตัวในสถานที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเรียกร้อง ‘ความยุติธรรม’ ในฐานะของ ‘แม่’ ที่ต้องสูญเสียลูกสาว

     พะเยาว์ อัคฮแม่ของนางสาวกมนเกด อัคฮาด (เกด) พยาบาลอาสา 1 ใน 6 ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่ชุมนุมทางการเมืองที่วัดปทุมวนาราม เมื่อเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม พ.ศ. 2553 เป็นอีกผู้หนึ่งที่เฝ้ามองสถานการณ์บ้านเมืองมาตลอด รวมทั้งออกมาเคลื่อนไหวอยู่หลายครั้งเพื่อให้กระบวนการตามหาความจริงได้เดินไปจนสุดทาง

     ท่ามกลางการตามหาความจริงของพะเยาว์ รัฐบาล คสช. ได้พยายามสร้างความ ‘ปรองดอง’ ด้วยการเปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมเสนอไอเดียที่จะนำไปสู่จุดร่วม เพื่อเดินออกจากความขัดแย้งให้ได้

     ในฐานะตัวแทนของผู้สูญเสียซึ่งมีปฏิกิริยาที่ชัดเจนว่าไม่อาจยอมรับต่อกระบวนการปรองดองในครั้งนี้เพราะ ‘ทหาร’ เข้ามาเป็นคนกลาง ทั้งที่จริงๆ เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง

     นอกจากประเด็นข้างต้น ยังมีอะไรเป็นสิ่งที่คาใจหรือยังตกหล่นในทรรศนะของ ‘ประชาชนผู้สูญเสีย’ คนนี้หรือไม่

     วันที่ THE STANDARD พูดคุยกับพะเยาว์ถึงภาพการปรองดองในครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ให้เกียรติติดตามการสัมภาษณ์อยู่ห่างๆ และบรรทัดต่อจากนี้ไปคือแก่นแกน จากปากคำของพะเยาว์ในบรรยากาศที่เรียกว่า ‘กำลังจะปรองดอง’

นี่มันไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นการบังคับให้ปรองดอง

 

ในฐานะของผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง คุณมองกระบวนการปรองดองในมือ คสช. อย่างไร

     อันดับแรกคือการสูญเสียเป็นของประชาชนที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหนในหน้าประวัติศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยไม่เคยนำเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มาเรียนรู้ มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนเดิมทุกอย่าง จะ 10 ปี  20 ปีก็หมุนวนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป

     เมื่อมีคนล้มตาย พอการเมืองสงบลงก็จะมาเริ่มพูดเรื่องการปรองดองทุกครั้งไป ซึ่งดิฉันมองว่าเขาก็พูดไปอย่างนั้นเอง แต่หลักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ ประเทศไทยจะมีการปรองดองหรือมีไว้แค่คั่นหน้ากระดาษเฉยๆ หากจะปรองดองจริงๆ บริบทของการปรองดองคืออะไร ไม่เห็นพูดเลยว่าหนึ่ง สอง สาม สี่ คุณต้องบอกนโยบายที่จะปรองดองให้ชัดเจน รัฐบาลจะปรองดองอย่างไร ปรองดองกับใคร ระหว่างพวกคุณ นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ หรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้อง  


หมายความว่ากลุ่มที่เข้าไปคุยอยู่ตอนนี้ยังไม่ใช่ภาพการปรองดองที่แท้จริง?

     ยังไม่ใช่ หากมองภาพตอนนี้ กลุ่มที่เขาเรียกเข้าไปมันไม่ใช่นิยามที่จะปรองดองจริงๆ เลย แต่ละคนก็เข้าไปตามข้อเสนอที่เขาให้มา แต่ฝ่ายรัฐบาลเขามีหมุดไว้แล้วว่าจะเอาแบบนี้ แล้วค่อยมาถามว่าคุณจะปรองดองไหม นี่มันไม่ใช่การปรองดอง แต่เป็นการบังคับให้ปรองดอง

 

แล้ว ‘การปรองดอง’ ควรจะเป็นแบบไหน ช่วยอธิบายให้เราฟังหน่อย

     เคยเสนอไปแล้วนะ แต่รัฐไม่เคยมอง ไม่เคยฟัง เขาพยายามจะเลี่ยงบาลีไปหาช่องที่ตนเองถนัด พูดง่ายๆ คือทหารใช้วิธีการของตนเองแล้วเรียกว่า ‘ปรองดอง’ บอกเลยว่าแบบนี้ไม่สำเร็จนะ เพราะกระบวนการปรองดองจริงๆ ต้องมี

     หนึ่ง มองไปที่กระบวนการยุติธรรมก่อน คุณลองนึกไปถึงเหตุการณ์ในปี 2553 จนถึงตอนนี้กระบวนการยุติธรรมยังไม่ขยับไปไหนเลย เมื่อกระบวนการยุติธรรมไม่ขับเคลื่อนก็เหมือนตายซ้ำสองหลังการตายจากความสูญเสียในครั้งแรก

     สอง มองความสูญเสีย เพราะประชาชนเป็นเหยื่อของการเมืองมาตลอด กระบวนการปรองดองต้องมองทุกฝ่าย ทุกสี ทุกฝั่ง จะเป็นฝ่ายไหนก็แล้วแต่ ที่ผ่านมาเขาเอาประชาชนเป็นด่านหน้าหมด ฉะนั้นผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชนล้วนๆ แต่การปรองดองนี้กลับมองข้ามหัวประชาชนทั้งหมดแล้วไปคุยกันเอง

 

ผู้สูญเสียคือกลุ่มที่ตกหล่นในกระบวนการปรองดองครั้งนี้?

     ไม่ว่ากลุ่มไหน สีอะไร ก็เป็นประชาชนผู้สูญเสียเช่นกัน ดิฉันจึงมองข้ามเรื่องนี้ไปเลย คนที่สูญเสีย คนที่บาดเจ็บ เขาไม่มีสีในตัวหรอก แต่เขาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเมืองโดยตรง เพราะฉะนั้นเขาควรมีส่วนในการปรองดองเป็นกลุ่มแรก คุณต้องมองไปที่เขาด้วย

     คนที่สูญเสียก็เช่นกัน พวกเขาต่างได้รับผลกระทบจากตรงนั้น เราสามารถคุยกันได้เลย ไม่มีคำว่าสีหรือคำว่าโกรธแค้นกันหรอก เพราะต่างคนต่างได้รับข้อมูลมาคนละด้าน พอมานั่งคุยกันแล้วทุกคนก็เข้าใจการเมืองมากขึ้น เข้าใจว่าเราคือเหยื่อทางการเมือง ตรงนี้แหละที่เขาควรจะได้รับกัน  

 

แล้วทำไมกระบวนการปรองดองครั้งนี้จึงตกหล่นตรงนี้

     ดิฉันบอกได้เลยว่าสไตล์ของ ‘ทหาร’ คืออยากได้อะไรเขาจะสั่งแบบนั้น แล้วตัวของฝ่ายปฏิบัติการก็ปฏิบัติตามนั้น มันเป็นแค่วาทกรรมที่จะสร้างการปรองดอง แต่ก็ยังมีการไล่จับประชาชนอยู่ ดิฉันขอถามว่ามันย้อนแย้งกันไหม คำพูดของหัวหน้ากับการปฏิบัติของลูกน้องมันสวนทางกันมาก

 

ถ้าไม่เริ่มคุยกัน แล้วจุดเริ่มต้นที่จะลดความขัดแย้งจะเป็นไปได้อย่างไร

     ดิฉันกำลังมองว่าการปรองดองที่คุยกันอยู่เป็นสิ่งที่มาหลอกเพื่อลอยลำเฉยๆ จริงๆ แล้วเขาต้องการจะทำอะไรบางอย่าง เลยยกประเด็นการปรองดองมากลบข้างหน้าไว้ก่อน แบบนี้ไม่จำเป็นต้องใช้คำว่าปรองดองหรอก ธรรมชาติของพวกเขาถูกฝึกให้ทำตามหน้าที่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นดิฉันเลยมองข้ามว่ามันไม่จริง

ทหารไม่ใช่คนกลางที่จะมาทำเรื่องนี้ เพราะคุณคือคู่ขัดแย้งโดยตรง

 

หมายความว่ากลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองจะไม่ปรองดองกับประชาชน?
​     ใช่ เขาไม่ปรองดองกับพวกเราหรอก เขามองข้ามไปเลย บางกลุ่มมองเหมือนประชาชนไม่ได้อยู่ในสายตาด้วยซ้ำ มองเห็นเป็นแค่หัวหลักหัวตอของพวกนักการเมืองของกลุ่มนายทุน ประชาชนทั้งประเทศมีมากกว่ากลุ่มคนเหล่านั้นนะ ประชาชนเขาก็มีสิทธิมีเสียง คุณต้องกล้าเปิดใจฟังเสียงของพวกเขา กล้าเปิดเวทีจริงๆ ที่จะให้ประชาชนทุกภาคส่วนมานั่งคุยกัน

     ที่บอกว่าจัดแล้วทุกจังหวัด แต่ให้ทหารจัด ดิฉันเคยเสนอไปแล้ว เดินทางไปถึงกระทรวงกลาโหม ยื่นหนังสือไปว่าเห็นด้วยกับคำว่า ‘ปรองดอง’ แต่ดิฉันขอคัดค้านหนึ่งข้อคือ ไม่เห็นด้วยที่จะให้ทหารมาจัดการปรองดอง ควรให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำเรื่องนี้ ทหารไม่ใช่คนกลางที่จะมาทำเรื่องนี้ เพราะคุณคือคู่ขัดแย้งโดยตรง คุณไม่เหมาะ เขาก็อาจจะบอกว่าไม่มีคนที่เป็นกลางอย่างสมบูรณ์หรอก ดิฉันก็เข้าใจเช่นกันว่าไม่มีใครเป็นกลางเต็มร้อยหรอก แต่อย่างน้อยๆ ให้มันเกิน 50 เปอร์เซ็นต์บ้างก็ยังดี ไม่ใช่มาทั้งหมดแบบนี้ เป็นคู่ขัดแย้งแล้วมาอ้างว่าจะเป็นกลาง แล้วคุณกล้าปฏิเสธหรือเปล่าว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสียทางการเมือง


ยังมีอยู่เหรอ คนที่เป็นคนกลางและไว้ใจได้

     คนที่ทำได้มีจริง เพราะเขาจะมองผลประโยชน์ของประชาชนมาก่อน ถ้าเป็นคนกลางแบบตอนนี้ ประชาชนเขาก็ไม่เอากันแล้ว เพราะการปรองดองมันมองไปแต่กลุ่มเป้าหมายหลักคือ นักการเมืองและนายทุนทั้งหลายในแต่ละพรรค ซึ่งเขามองข้ามประชาชนไป

 

ที่อ้างว่า ‘มองข้ามประชาชน’ แล้วคุณวางบทบาทของตัวเองไว้ตรงไหนในการปรองดองครั้งนี้

     ถึงแม้เขามองข้ามเรา แต่เราก็จะเป็นหอกข้างแคร่ต่อไป ดิฉันจะคอยอยู่ทิ่มตำคุณ แม้ว่ารัฐบาลชุดไหนเข้ามา ดิฉันก็จะเป็นหอกข้างแคร่เพื่อทวงถามความยุติธรรมต่อไป กระบวนการยุติธรรมต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง การนิรโทษกรรมที่ดิฉันเสนอก็เพื่อต้องการให้เกิดผลกับประชาชนทุกกลุ่ม ส่วนแกนนำหรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย คุณแขวนไว้เลย ให้เขาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก่อนที่จะมานั่งพูดคุยกัน

     แกนนำบางคน บางกลุ่ม พยายามบอกเราให้ลืมและให้อภัย ดิฉันขอถามย้อนกลับไปว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะลืมและให้อภัยได้ไหม ในเมื่อคนที่กระทำยังไม่เคยสำนึกความผิดของตนเองเลย แล้วจะให้ดิฉันให้อภัย ดิฉันไม่ยอมหรอก ต่อให้แผ่นดินจะกลบหน้า ดิฉันก็ไม่อภัย แต่ถ้าเป็นชายชาติทหารจริง ไม่ว่าใคร เดินเข้ามาสิ เข้ามาขอโทษได้ เข้ามาพูดได้ สำนึกผิดได้ คนเราทำผิดได้ แต่ต้องมีจิตสำนึกและกล้ารับความผิดของตนเอง ไม่ใช่มาบอกว่าไม่ผิดๆ แล้วดิฉันก็บอกได้เลยว่าหลายเหตุการณ์ไม่ได้ผิดที่เจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว มันผิดด้วยกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องเรียกมาคุยกันทั้งหมด ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ปี 2553 คุณต้องมีจิตสำนึกและมาขอโทษ

 

คุณมอง ‘นิรโทษกรรม’ ที่ถูกเก็บใส่ลิ้นชักและเป็นเงื่อนไขที่ห้ามพูดถึงในการปรองดองครั้งนี้อย่างไร

     สิ่งไหนที่เขาบอกว่า “ไม่” นั่นคือสิ่งที่ดิฉันจะทำ อย่าไปเชื่อเขาเลยที่ว่าเป้าหมายหลักคือช่วยทั้งหมด ขนาดการปรองดองยังเชิญแต่ ‘แกนนำ’ ทั้งนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่เคยถูกเชิญเลย คนบางกลุ่มจัดงานก็ยังจัดไม่ได้ ทำบุญก็ยังทำไม่ได้ คิดดูแล้วกัน คุณอยากทำอะไรก็ทำไปเลย ถ้าคุณมองประชาชนบางกลุ่มว่าไม่มีคุณค่า ดิฉันก็จะเป็นหอกข้างแคร่ของคุณอยู่ตลอดเวลา

 

หากไม่มีการนิรโทษกรรม ชนวนความขัดแย้งจะปะทุขึ้นมาอีกหรือไม่

     แต่ละฝ่ายแตกแยกมา 10 กว่าปีแล้ว ที่ผ่านมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็พยายามทำเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ก็ไม่สามารถจับทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย มาคุยกันได้จริง ลึกๆ ดิฉันมองว่า ไม่ว่าระดับแกนนำหรือมวลชนก็อยากได้เรื่องนิรโทษกรรมด้วยกันทั้งนั้น

     ปีที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เขาไปเชิญต่างประเทศเข้ามา คุณไปเชิญเขามาทำไม แต่ละประเทศมีปัญหาไม่เหมือนกัน เอาแค่ประเทศไทยนี้ก่อน จับมานั่งถามกันเลยว่าจริงๆ แล้วปัญหาของคุณคืออะไร กล้าหรือเปล่าที่จะเอาความจริงมาเปิดเผยกัน เอาประชาชนที่ได้รับผลกระทบมานั่งคุยกัน แล้วจะรู้เลยว่าประชาชนมีความคิดอย่างไร มีความรู้สึกอย่างไร เราสามารถที่จะเข้าใจกันได้ แล้วเมื่อนั้นจะไม่โกรธกันเลย คุณต้องหาความหมายของ ‘การปรองดอง’ จากแต่ละฝั่ง แต่ละฝ่ายให้ได้ เพราะสุดท้ายพวกเขา (ประชาชน) คือเหยื่อ ที่ดิฉันรู้เพราะเราคุยกัน จะเป็นฝั่งไหน สีไหนก็แล้วแต่ ถ้าใครไม่ได้สูญเสียก็ไม่รู้หรอก

 

ถ้าความขัดแย้งเกิดขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร

     วันข้างหน้าถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แกนนำบนเวทีที่สร้างวาทกรรมต่างๆ จะต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่มาลงที่ประชาชน ประชาชนไม่สมควรตาย แล้วก็ไม่ควรมีใครตายทั้งนั้น เขาไม่ได้ประโยชน์อะไร เขาไม่ได้หวังอะไรเลย เขาแค่รักและชอบในอุดมการณ์เดียวกัน แต่ทำไมเขาต้องมาเจ็บ มาตาย มาได้รับผลกระทบตรงนี้ วันหนึ่ง คุณก็บอกว่าเยียวยาให้จบๆ กันไป มันจะจบได้อย่างไร ในเมื่อแกนนำและกลุ่มก้อนทางการเมืองยังมีบทบาทอยู่ แล้วในที่สุดความขัดแย้งก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม  

​     การปรองดองบางส่วนก็ต้องไปสู้ในกระบวนการยุติธรรมก่อน เพราะแกนนำเป็นตัวการสำคัญ เป็นตัวปลุกระดมให้ผู้อื่นเข้าร่วมจนนำประชาชนบางส่วนไปสู่เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นมา

     สุดท้ายประชาชนก็ติดคุก ติดตาราง แล้วแกนนำติดแล้วหรือยัง ดิฉันขอถาม ประชาชนติดคุกจนออกมาไม่รู้เท่าไรแล้ว แต่แกนนำติดไม่กี่คนก็ออกมาโวยวายแล้ว ประชาชนบางคนติดคุกจนบ้านแตกสาแหรกขาด ครอบครัวกระจัดกระจาย เขาทุกข์มากกว่าแกนนำหลายๆ ฝ่าย เพราะเขาไม่มีเงิน และเขามาด้วยใจกัน ดิฉันอยู่กับประชาชนเหล่านี้ ดิฉันเห็นว่าเขาลำบาก เพราะประชาชนเขารัก เชื่อ และศรัทธาพวกแกนนำ แต่ชะตากรรมที่พวกเขาได้รับก็เป็นอย่างที่เล่ามา

ในเมื่อคนที่กระทำยังไม่เคยสำนึกความผิดของตนเองเลย แล้วจะให้ดิฉันให้อภัย ดิฉันไม่ยอมหรอก ต่อให้แผ่นดินจะกลบหน้า ดิฉันก็ไม่อภัย

 

ถ้าวันนี้ทหารและกองทัพมาชวน ‘แม่น้องเกด’ เข้าร่วมการปรองดอง คุณจะไปไหม

     ​ไม่ไปค่ะ แต่ดิฉันเสนอแนะไปแล้ว กองทัพไม่ควรเข้ามาเป็นคนกลาง เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีการเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ก็ขยับมาตลอด แม้แต่การวางแนวทางก็ยังขยับไปมา คุณควรจะแค่วางแนวทางไว้ แล้วให้ ‘รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง’ เป็นผู้ดูแลและทำกระบวนการนี้ต่อ เพราะอย่างน้อยรัฐบาลก็มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นคนที่เหมาะสมพอที่จะมาแก้ไขปัญหาทั้งประเทศที่มันคาราคาซังอย่างที่เห็นอยู่ ถึงแม้จะไม่เป็นกลางทั้งหมด แต่อย่างน้อยเขาก็ทำตรงนี้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวัง และประชาชนก็เป็นคนเลือกเขาเข้ามา

 

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะสามารถสร้างการปรองดองได้จริงหรือ เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่สำเร็จ

     กระบวนการสร้างการปรองดองไม่เคยสำเร็จมาก่อน แต่ก็ต้องมานั่งพิจารณาปรึกษากันว่าติดขัดตรงไหน มีปัญหาอะไร แล้วแก้ไขปัญหาตรงนั้นให้ดีที่สุดบนฐานความคิดว่าประชาชนต้องได้รับประโยชน์มากที่สุด คุณต้องเอาตรงนั้นมาพิจารณา ต้องเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ ไม่ใช่ทำกันเองแล้วลักไก่กันออกสัญญาประชาคม แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่มาจากทหารก็ถนัดเหลือเกินเรื่องลักไก่ ตีสาม ตีสี่ ถนัดกันมาก

 

มีข้อเสนอแนะหรือวิธีการพูดคุยกันอย่างไรเพื่อลดความขัดแย้ง

​     วิธีอย่างไรก็ได้ที่ไม่ให้ทหารเข้ามาเกี่ยวข้อง จะต้องปล่อยให้แต่ละฝ่ายได้พูดอย่างอิสระ มีคนกลางที่สามารถเชิญแต่ละฝ่ายเข้ามานั่งคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเต็มที่ ไม่ให้เกิดการรับข้อมูลเพียงด้านเดียว ทุกฝ่ายจะได้สร้างความสมดุลร่วมกันได้ ตรงนี้จะทำให้ประชาชนเข้าใจการเมืองมากขึ้น ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อ และประชาชนจะได้เป็นผู้กำหนดด้วยว่ากฎเกณฑ์ทางการเมืองในอนาคตควรจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะได้มีโอกาสเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ และมีช่องทางชี้แนะผู้แทนที่เขาเลือกมาด้วย เพราะเมื่อพวกเขาเลือกคุณมาแล้ว คุณก็ต้องปฏิบัติตามเสียงของประชาชนที่เลือกคุณเข้ามา เพราะสิ่งนี้เป็นความหวังของพวกเขา แต่ขอให้เชื่อเถอะว่าประชาชนต้องการให้มีการปรองดองจริงๆ อย่าบอกว่าไม่มี

 

วันนี้หาก​มองไปที่ผู้นำ แม้ว่าจะมีการพูดถึงเรื่องการสร้างความปรองดอง แต่ในความเป็นจริงเราก็ยังเห็นหลายเรื่องที่สวนทางกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการจับกุมหรือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการประกันตัว

     ถ้าจะปรองดองกันจริงต้องใจกว้าง ประชาชนต้องมีสิทธิพูด แล้วเอาคำพูดของประชาชนมาพิจารณา ประชาชนก็ให้โอกาส คสช. นะ นี่ก็เข้าปีที่ 3 แล้ว หลายเรื่องดิฉันก็เห็นด้วย ไม่ค้าน บางเรื่องที่ประชาชนเขาค้านก็ต้องฟังเขาบ้าง จะได้เป็นประโยชน์ในการบริหารประเทศ 3 ปีที่เข้ามา ทุกคนก็มองว่าเอวังกันเป็นแถวๆ ยังยืนยันว่าไม่มีการปรองดองเลย ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาก็มีแต่ทหารแทบทั้งนั้น ทำไม่ได้หรอก คุณคือผู้ขัดแย้งโดยตรง ที่มาบอกว่าเป็นคนกลาง ขอถามว่ากลางตรงไหน ตอนปี 2553 พวกคุณอยู่ในตำแหน่งอะไร ประชาชนยังตั้งคำถามถึงความสูญเสียที่มีพวกคุณร่วมอยู่ในเหตุการณ์ แล้วกล้าบอกได้อย่างไรว่าคุณเป็นคนกลาง

     ถ้ามองย้อนไปตอนที่ คสช. เข้ามาปีแรกก็เหมือนว่าเขามีความตั้งใจจริง ปีแรกที่เข้ามาก็บอกว่าจะปรองดอง แล้วยังไง ก็อย่างที่เห็นๆ กันอยู่ บางเรื่องเราตัดใจเพื่อประโยชน์ของประเทศ ให้ประเทศเดินหน้าได้ ผลสุดท้ายก็เหมือนหลอกเราไปเรื่อยๆ เพื่อให้เขาอยู่นานขึ้น เหมือนไม่ได้ตั้งใจจะทำเรื่องนี้ เพราะถ้าตั้งใจทำคงไปไกลกว่านี้นานแล้ว อย่างที่ดิฉันบอก ถ้าจะปรองดอง กระบวนการยุติธรรมต้องเท่าเทียมกันก่อน ไม่ใช่อีกฝ่ายติดคุกจำนวนมาก อีกฝ่ายก็เลื่อนกันมาตลอด มาตรฐานที่เท่ากันยังมองไม่เห็นเลย


ถ้าข้อเสนอ ‘ความยุติธรรมต้องมาก่อน’ เกิดขึ้น คุณจะรับได้ไหมในการให้การปรองดองเดินหน้าต่อ

     เขาไม่เชิญเราเข้าไปพูดคุยหรอก แต่สมมติว่าเขาเชิญ ดิฉันก็อยากจะเห็นกระบวนการยุติธรรมจริงๆ เราอยากให้ ‘ความยุติธรรม’ เกิดขึ้นก่อน เราก็เป็นคนไทย  เราก็รักประเทศ ไม่ใช่อยากมาติดกันอยู่ตรงนี้ เราก็จะให้ความร่วมมือ ตรงไหนที่ผ่านไปได้เราก็โอเค แต่กระบวนการยุติธรรมนี้ต้องเปิดเผยนะ ดิฉันคิดว่านี่คือเหตุผลใหญ่ที่เขารับกันไม่ได้ เพราะเหมือนพยายามจะเอาทุกอย่างซุกไว้ใต้พรม

 

คุณไม่มั่นใจอะไรในกระบวนการยุติธรรม

     หลายขั้นตอนที่ทำกันมามีความเป็นธรรมมากน้อยแค่ไหน ที่อีกฝ่ายบอกว่าเป็นธรรม เพราะเขาได้ประโยชน์ เขาก็พูดได้สิ สิบกว่าปีที่เป็นปัญหา ต้องยอมรับอย่างมีเหตุผลนะว่ามันเป็นเพราะองค์กรอิสระเข้ามามีส่วนเหมือนกัน แล้วจะไม่ให้ประชาชนมองแบบนี้ได้อย่างไร ถามว่าองค์กรเหล่านี้ใครตรวจสอบได้ ประชาชนกำลังมองว่าองค์กรอิสระเป็นเครื่องมือทางการเมือง ​จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ปากเสียงประชาชนเริ่มต้นจากเรา ไม่ใช่จากใคร เราสู้ในความเป็นจริงของเรา บางครั้งพวกเดียวกันยังด่าเลย แล้วเราจะพึ่งพาใครได้ ก็ต้องพึ่งพาตนเอง ในเมื่อเราเป็นผู้สูญเสีย มีหลายฝ่ายบอกว่าดิฉันได้รับเงินเยียวยาไปแล้ว 7.5 ล้านบาท ได้แล้วก็เงียบไปสิ ดิฉันเลยคิดว่าไม่พึ่งใครดีกว่า ขอพึ่งตนเอง และจะเรียกหาความยุติธรรมจนกว่าจะได้


ถ้าสมมติว่ากลุ่มที่กำลังทำเรื่องปรองดองอยู่นี้เขาตกลงกันได้และพร้อมที่จะเดินหน้า คุณยังยอมรับได้ไหม

     ดิฉันจะอยู่ตรงนี้ แล้วคอยดูว่ามันจะเดินได้ราบเรียบไหม อย่างที่บอก ดิฉันก็จะเป็นหอกข้างแคร่ของคุณ เพราะดิฉันเชื่อว่าบทสรุปของการปรองดองมันยังไม่จบตอนนี้หรอก จะให้ประชาชนนั่งเงียบอยู่เหรอ ไม่มีทาง ข้างหน้าบอกว่าปรองดอง ข้างหลังทำอะไรก็ไม่รู้ ดิฉันไม่หลงเกม ดูซิว่าพวกคุณจะทำอะไรกัน

     เราต้องถามว่าพวกคุณสำนึกกันแล้วหรือยัง คนเรามีสองด้าน เราก็ไม่ได้บอกว่าเราดีทั้งสองด้าน แต่ถ้าถามเรื่องจิตสำนึก เรื่องคุณธรรมในใจ คุณกล้าออกมายอมรับต่อสาธารณชนไหม ถามว่าเราจะไม่ยอมยกโทษให้เลยหรือ ก็ไม่ใช่ เพราะถึงจะให้ตายตามไป ลูกเราก็คงไม่ฟื้น ดิฉันแค่อยากให้มันเป็นบรรทัดฐานและเป็นบทเรียนเพื่อไม่ให้ใครต้องมาตายแบบนี้อีก

 

ถ้าสมมติเขายอมรับผิดแล้วมาขอโทษ คุณพร้อมที่จะให้อภัยไหม

     ดิฉันบอกแล้วไงว่าพร้อมให้อภัยทุกฝ่าย เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬ มันมีความขัดแย้งแค่สองฝ่ายคือ รัฐ กับประชาชน แต่ปัจจุบันนี้มี 4 ฝ่ายคือ รัฐ กองทัพ นักการเมือง และประชาชน มันไม่ง่ายที่จะมาซุกไว้ใต้พรม ทหารก็ผิด แต่ไม่ได้ผิดแค่ฝ่ายเดียว มันผิดด้วยกันทุกฝ่าย เพราะฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมสำคัญที่สุด และกระบวนการยุติธรรมต้องทำให้ประชาชนยึดมั่นและถือมั่นได้

 

คุณคิดไหมว่าประเทศจะสูญเสียอะไรบ้าง เพราะถ้าไม่หันหน้าคุยกันก็มองไม่เห็นถึงความจริงใจ

     ประเทศต้องเดินไปข้างหน้า แต่พวกคุณไม่จริงใจที่จะทำ แค่เอานักการเมืองมานั่งคุยกันแล้วก็จบ บรรยากาศความกลัวมันก็มี เพราะเขามีคดีความ แต่ดิฉันไม่กลัวคุณ เพราะดิฉันไม่มีคดี ต่อให้มีก็ไม่กลัว ดิฉันเชื่อว่าถ้าต้องการเคลียร์กันจริงๆ เขาต้องเชิญผู้ที่ได้รับผลกระทบเข้าไปคุย ทุกอย่างจะดีจะร้ายอยู่ที่การคุยกัน ไม่ใช่มาคิดกันเอง การปรองดองจะปรองดองกับใคร อย่างที่บอกว่าดิฉันไม่ได้ตกหล่น แต่เขามองข้ามกันไป เขาคิดว่าเขาเคลียร์กันแล้ว ประเทศกำลังจะเดินหน้าต่อ แกนนำ นักการเมือง นายทุนทั้งหลายเขามองประชาชนเป็นแค่รากหญ้าธรรมดา เราตกลงกันแล้วก็โอเค

 

แล้วการปรองดองในประเทศนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่

     ได้ แต่ต้องเปิดเวทีแบบที่ดิฉันบอก แล้วเวทีที่เปิดต้องให้อิสระในการพูดคุย ให้แต่ละฝ่ายเข้ามาคุยกันเลยว่าประชาชนเขารู้สึกอย่างไร ประชาชนเขาไม่ได้โง่นะ ลองไปฟังความรู้สึกเขาสิ ถ้าบอกว่าเปิดเวทีแล้วทหารเป็นคนทำ ใครจะกล้าพูด ลองถ้าพูดผิดหน่อยเดียวเขาก็เดินมาถึงบ้านแล้ว ถามจริงๆ ว่าประชาชนจะกล้าพูดในบรรยากาศแบบนี้เหรอ เขาไม่เคยเปิดให้ประชาชนเข้าไป ขนาดเราจะจัดงานกันเรายังโดนบล็อกเลย แล้วเวทีใหญ่อย่างนั้นเขาจะให้เราเข้าไปมีส่วนร่วมเหรอ ถ้าอยากให้ประเทศเดินหน้าต้องเดินให้ถูกทาง ให้ทุกฝ่ายยอมรับกันได้ คุณเคยมาพูดคุยกับดิฉันไหม คุณยังไม่เคยฟังจากปากดิฉันเลย

     ​7 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนที่เราต้องจ่ายในการมายืนอยู่จุดนี้ ที่เราสู้ทุกวันนี้ ไม่รู้จะโดนอะไรวันไหน เพราะด้วยความที่เราพูดตรง เราไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีผลประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เราเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แล้วคุณจะไม่ให้เราพูดความจริงขึ้นมาได้อย่างไร จะมาซุกอยู่ใต้พรมไม่ได้ ต้องเปิดเผย แล้วถึงเวลาประชาชนเขาจะตัดสินใจเอง เพียงแต่คุณเคยคุยกับเขาแบบจริงใจหรือเปล่า คุยแบบที่เรียกว่ามาจากความรู้สึกของชายชาติทหาร ออกมาจากจิตใต้สำนึก เรื่องพวกนี้ไม่สูญเปล่าหรอก อย่างน้อยคนเขาก็ไม่ลืม ดิฉันจะกระตุ้นด้วยการพูดอยู่ทุกเดือนทุกปีนี่แหละ เพราะเราลืมพวกเขาไม่ได้

     อยากจะบอกว่าเราใจกว้างพอ บอกแล้วไงว่ามันไม่ใช่ความผิดแค่ฝ่ายเดียว หลายคนก็เข้ามาร่วม เราแยกแยะได้ เราให้อภัยได้ ถ้าคนพวกนั้นสำนึก แค่เรามองหน้าเขา ถ้าเขาผิด เขาก็ละอายต่อใจแล้ว

     ขอย้ำว่าคุณต้องมองไปที่ประชาชน การที่คุณกล่าวอ้างว่าเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ใครเขาก็อยากให้เดินหน้าทั้งนั้น แล้วคุณพร้อมหรือเปล่าล่ะที่จะเผชิญหน้ากับผู้หญิงคนนี้และประชาชน ถ้ายังมองไม่เห็นประชาชน ก็ขออย่าขัดขวางประชาชนที่จะร่วมเดินหน้าในวิธีการของเขาเท่านั้นเอง

The post ถ้าจะปรองดอง ‘ทหารต้องไม่ใช่คนกลาง’ จากใจพะเยาว์ อัคฮาด แม่ผู้สูญเสียลูกสาวในเหตุการณ์พฤษภา 53 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-politics-reconciliation-series-kamonked-victim-of-19-may-2010/feed/ 0