Wisesight Research วิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียผ่านบ […]
The post Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม appeared first on THE STANDARD.
]]>
Wisesight Research วิเคราะห์บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียผ่านบริการ Topic Analysis ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพื่อสำรวจว่าผู้บริโภคแต่ละ Generation กำลังพูดถึงอะไรและให้คุณค่ากับเรื่องใด พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังขยับจากความชอบตามวัย ไปสู่การแสดงออกผ่านตัวตนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ, การทำงาน, การเงิน, ความสัมพันธ์ และการใช้ชีวิต
ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่า Generation ในวันนี้สะท้อนความแตกต่างด้านวิธีคิดและความคาดหวัง มากกว่าจะเป็นเรื่องช่วงอายุ เพราะคนต่างวัยอาจมี Mindset หรือ Pain Point ร่วมกัน ขณะที่คนอายุใกล้กันกลับมีมุมมองต่อชีวิตต่างกัน
Wisesight Research พบว่า Gen Z มีพฤติกรรมหยิบสิ่งดั้งเดิมมาตีความใหม่ให้เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนบนโลกออนไลน์ เช่น กระแส Retro-Health ทั้งการชวนกันไปเต้นแอโรบิคหน้าสวนลุม และการนำกิจกรรมไทยดั้งเดิมอย่างการพับดอกบัวมาทำเป็นคอนเทนต์วิดีโอสั้น
ขณะเดียวกัน Gen Z ยังให้ความสำคัญกับ Healthy Workplace ทั้ง Work-life Balance, สุขภาพจิต และวัฒนธรรมองค์กร มากกว่ารายได้เพียงอย่างเดียว สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้มองหาแบรนด์ที่เข้าใจวิธีใช้ชีวิตและคุณค่าที่พวกเขาให้ความสำคัญ
ฝั่ง Gen Y เริ่มโฟกัสกับการจัดระเบียบชีวิต บทสนทนาเต็มไปด้วยการวางแผนอนาคต ทั้งการเงิน, บ้าน, การลงทุน และคุณภาพชีวิตระยะยาว หัวข้อที่ถูกพูดถึงมากคือ Experiential Travel หรือการท่องเที่ยวเพื่อเก็บประสบการณ์หลังทำงานหนักมาหลายปี
นอกจากนี้ Gen Y ยังแชร์ประสบการณ์เลี้ยงลูก Gen Alpha มากขึ้น โดยให้น้ำหนักกับการพัฒนา EQ ควบคู่ทักษะวิชาการ สะท้อนว่าคนกลุ่มนี้มองหาความมั่นคงทั้งด้านการเงินและอารมณ์ไปพร้อมกัน
ส่วน Gen X อยู่ในจุดกึ่งกลางระหว่างโลกดั้งเดิมและดิจิทัล บทสนทนาสะท้อนทั้งความภูมิใจในรากวัฒนธรรมและความพยายามเชื่อมต่อกับโลกใหม่ ทั้งการสนับสนุนแบรนด์ไทย, การพูดถึง Soft Power และการทดลองทำวิดีโอสั้นหรือใช้คำแสลง อีกหัวข้อที่สำคัญคือ Mentorship & Management โดยเฉพาะการบริหารทีม Gen Z และการทำงานร่วมกันระหว่างคนต่างวัย
อินไซต์สำคัญที่ Wisesight Research พบคือปรากฏการณ์ ‘Generational Style Swap’ หรือการสลับสไตล์ข้ามรุ่น โดยคนรุ่นใหม่เริ่มหันกลับไปหา Nostalgia ผ่านกล้องฟิล์ม, กล้อง CCD และแผ่นเสียง เพื่อมองหาความรู้สึกแบบ Authentic ที่ต่างจากโลกดิจิทัลที่สมบูรณ์แบบเกินไป
ในทางกลับกัน คนรุ่นก่อนเริ่มเปิดรับวัฒนธรรมของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ทั้งการแต่งตัวแบบ Streetwear, การใช้คำแสลง และการทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าอายุเริ่มมีผลต่อรสนิยมน้อยลง ขณะที่ตัวตนกลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคอยากสื่อสารมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแบรนด์อาจแบ่งกลุ่มผู้บริโภคด้วย Demographic เพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป
แม้แต่ละ Generation จะคิดต่างกัน แต่ Wisesight Research พบว่าผู้บริโภคทุกวัยยังพูดถึง 5 เรื่องร่วมกัน ได้แก่ สุขภาพกายและใจ, การเงินและความมั่นคง, งานและความหมายของชีวิต, ครอบครัวและความสัมพันธ์ และความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่ต่างกันคือมุมมองที่แต่ละวัยใช้ตีความ โดย Gen Z มองสุขภาพผ่านมิติ Mental Health และ Self-healing, Gen Y ให้ความสำคัญกับ Work-life Balance และความมั่นคงระยะยาว ขณะที่ Gen X โฟกัสสุขภาพระยะยาว, การเกษียณ และบทบาทดูแลครอบครัว แม้พูดเรื่องเดียวกันแต่ความหมายเบื้องหลังต่างกัน
Wisesight Research มองว่าการสื่อสารที่ได้ผลในวันนี้ คือการเข้าใจว่าผู้บริโภคแต่ละ Generation เผชิญแรงกดดันอะไรและมองหาความมั่นคงแบบไหน มากกว่าการพูดให้ตรงวัยเพียงอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคยุคนี้เลือกแบรนด์จากมากกว่าราคาหรือโปรโมชัน สิ่งที่แบรนด์ต้องแข่งขันจึงเป็นความสามารถในการเข้าไปอยู่ในบริบทชีวิตของผู้คนแต่ละวัยให้ได้จริง
ภาพ : Mongta Studio / Shutterstock
The post Wisesight เผยเทรนด์ ‘Generational Style Swap’ คนรุ่นใหม่หันหากล้องฟิล์ม คนรุ่นก่อนใส่ Streetwear สะท้อนอายุไม่ใช่ตัวกำหนดรสนิยม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในวันที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ทำไม Merced […]
The post ชมคลิป: เจาะกลยุทธ์ Mercedes-Benz ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก เมื่อ EV คืออนาคต แต่ PHEV อาจเป็นคำตอบของวันนี้ | Exclusive Interview EP.81 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในวันที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่รถยนต์ไฟฟ้า 100% ทำไม Mercedes-Benz ยังให้ความสำคัญกับ PHEV?
Exclusive Interview EP. นี้ วิทย์ สิทธิเวคิน ชวน มร. คริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด มาเจาะลึกกลยุทธ์ของแบรนด์ Mercedes-Benz ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน
ความไม่พร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งหลายคนมองว่า EV เป็นอนาคต ในขณะที่ PHEV กำลังกลายเป็นคำตอบที่ใช้งานได้จริงในวันนี้ Mercedes-Benz มองเกมนี้อย่างไร และเหตุใดเทคโนโลยีไฮบริดแบบเสียบปลั๊กจึงยังมีบทบาทสำคัญในตลาดโลก
The post ชมคลิป: เจาะกลยุทธ์ Mercedes-Benz ฝ่าวิกฤตพลังงานโลก เมื่อ EV คืออนาคต แต่ PHEV อาจเป็นคำตอบของวันนี้ | Exclusive Interview EP.81 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน พร้อมยังมี เทคโนโลยี AI ที […]
The post โลกไม่เหมือนเดิม! นักเศรษฐศาสตร์เตือนธุรกิจไทยคิดใหม่ รับมือผู้บริโภคเริ่ม ‘ย่อขนาดความสุข’ เหลือขอแค่อยู่รอดก็พอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน พร้อมยังมี เทคโนโลยี AI ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว เป็นตัวแปรให้ภาคธุรกิจ และ นักการตลาดต้องเผชิญโจทย์ใหม่ที่ไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จแบบเดิมได้อีกต่อไป
ภายในงาน Focal: Flip 2026 – The New Growth Architecture นักเศรษฐศาสตร์ นักการตลาด และ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีระดับโลก ต่างสะท้อนภาพตรงกันว่า ‘ความผันผวน’ ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกไปแล้ว ขณะที่ผู้บริโภคไทยเองก็กำลังปรับการใช้ชีวิตและเสพสื่อใหม่ เพื่อรับมือกับอนาคตที่คาดเดาได้ยากมากขึ้นทุกวัน
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เริ่มกล่าวในงานว่า โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนใหญ่ ที่ทำให้ภาคธุรกิจและผู้คนไม่สามารถใช้วิธีคิดหรือแนวทางเดิมในการดำเนินชีวิตได้อีกต่อไป พร้อมชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นเปรียบเสมือนสึนามิที่เคลื่อนตัวช้า ซึ่งกำลังกระทบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจและสังคมโลก
พร้อมสรุปออกมาเป็นหลักการ ‘4D’ ที่ทุกองค์กรจำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมรับมือ
1. โครงสร้างประชากรเปลี่ยน โลกธุรกิจต้องคิดใหม่
ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่สุดของไทยคือ วิกฤตประชากร โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่ผ่านจุดสูงสุดมาตั้งแต่ปี 2015 สวนทางกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง โดยผู้หญิงไทย 1 คนมีลูกเฉลี่ยเพียง 1.1-1.2 คนเท่านั้น ส่งผลให้ฐานผู้บริโภควัยเด็กและวัยรุ่นหดตัวลงเรื่อยๆ ในทางกลับกัน แต่จำนวนผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นเริ่มค่อยๆ ส่งผลโดยตรงต่อทั้งกำลังแรงงาน การบริโภค และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทย จากในอดีตเคยเติบโตระดับ 5-7% ต่อปี มีแนวโน้มจะเติบโตได้เพียง 2-3% หรืออาจต่ำกว่านั้นในอนาคต และธุรกิจจะไม่สามารถหวังพึ่งจำนวนคนเพื่อสร้างการเติบโตได้ แต่จำเป็นต้องหันมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
2. โลกแบ่งขั้ว ความผันผวนกลายเป็นเรื่องปกติ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก โลกเกิดความขัดแย้งทั้งด้านการค้า การเงิน และเทคโนโลยี โดยมีต้นตอมาจากการแข่งขันระหว่างจีนและ สหรัฐฯ ที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจโลกครั้งใหญ่ ขณะที่แนวคิด America First และการละเมิดกติกาสากลจะยิ่งทำให้โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในอีกหลายปีข้างหน้า
ผลกระทบที่เริ่มเห็นชัดคือ ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และการขาดแคลนทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นพลังงานฟอสซิล, ก๊าซธรรมชาติ, ปุ๋ย หรือวัตถุดิบอุตสาหกรรม ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพทั่วโลก จึงขอเตือนว่า ภาคธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายต้องเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เพราะโลกจะไม่ย้อนกลับไปเหมือนเดิมอีก
3. โลกเข้าสู่ยุควิกฤตสภาพภูมิอากาศ
สำหรับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ดร.พิพัฒน์ มองว่า โลกได้เดินผ่านจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้แล้ว เพราะอุณหภูมิโลกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้น และจะนำมาสู่ปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน มลพิษ รวมถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร
แม้บางประเทศยังคงสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิล แต่ในระยะยาว ผู้บริโภคและภาคธุรกิจจะให้ความสำคัญกับการประหยัดพลังงานและความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ของแบรนด์อีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันในอนาคต
4. เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว แต่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไวกว่า
ดร.พิพัฒน์ ชี้ว่า โลกกำลังอยู่ในยุคที่เทคโนโลยีถูกยอมรับเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยกตัวอย่าง ในอดีตโทรศัพท์ใช้เวลาถึง 70 ปีกว่าจะมีผู้ใช้งาน 100 ล้านคน อินเทอร์เน็ต ใช้เวลา 7-8 ปี แต่ ChatGPT ใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเวลาการเสพสื่อของผู้คนย้ายออกจากสื่อดั้งเดิมอย่างโทรทัศน์ ไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลและหน้าจอรูปแบบใหม่ ธุรกิจจึงต้องเข้าใจว่า ลูกค้าใช้เวลาอยู่ที่ไหน และปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนตลอดเวลา
ดร.พิพัฒน์ สรุปว่า ในระยะสั้น ไทยกำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่อ่อนแรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ระยะยาว โครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ทั้งภาคธุรกิจและแรงงานจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะใหม่ พร้อมปรับโมเดลการทำงานและการแข่งขัน เพราะความผันผวน ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกไปแล้ว
ด้าน แพน จรุงธนาภิบาล Director – Marketing, WPP Media (Thailand) เปิดเผยผลการศึกษา FOCAL 2026 ซึ่งศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคไทยผ่านวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 2,400 คนทั่วประเทศ และมีการลงพื้นที่ใช้ชีวิตร่วมกับผู้บริโภคใน 22 จังหวัด พบว่า ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ผู้บริโภคไทยเผชิญทั้งภัยธรรมชาติ สงคราม และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จนทำให้ผู้คนสูญเสียความมั่นใจในการควบคุมชีวิต ขณะที่ข่าวสารต่างๆ เต็มไปด้วยอารมณ์มากกว่าข้อเท็จจริง
ทำให้ผู้คนเริ่ม ‘ลดขนาดความคาดหวังในชีวิต’ จากเดิมที่เคยอยากมีบ้าน รถ หรือเปลี่ยนงานใหม่ กลายเป็นเพียงต้องการให้ครอบครัวมีกิน มีสุขภาพดี และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสงบ
ขณะเดียวกัน นิยามของความสำเร็จ ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยคนจำนวนมากมองว่า ความสำเร็จในวันนี้คือการไม่เป็นภาระให้ตัวเองและครอบครัว ทั้งด้านสุขภาพและการเงิน ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการเตรียมพร้อมรับมืออนาคตมากขึ้น
ด้านพฤติกรรมการใช้เงิน ผู้บริโภครู้สึกว่าแม้รายได้จะใกล้เคียงเดิม แต่ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาคุณภาพชีวิต ส่งผลให้เกิดความแตกต่างชัดเจนระหว่างกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจกับกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อสูง อีกทั้งผู้บริโภคจำนวนมากใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่เปรียบเทียบราคา เลือกซื้อสินค้าจากช่องทาง Official ไปจนถึงป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพออนไลน์
อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจจะตึงตัว แต่ผู้คนยังต้องการความสุขเล็กๆ เพื่อเยียวยาตัวเอง เช่น การซื้อของลดราคา หรือการเปลี่ยนจากกาแฟพรีเมียมมาเป็นกาแฟซอง แต่ยังคงสร้างบรรยากาศให้รู้สึกพิเศษเหมือนเดิม
และรายงานยังชี้ว่า คนไทยเริ่มใช้ AI ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งในการค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบสินค้า หรือช่วยตัดสินใจซื้อ โดยหลายคนใช้งานแชตบอตหรือ AI โดยไม่รู้ตัว แต่ผู้บริโภคกลับเริ่มไม่เชื่อความสมบูรณ์แบบของโฆษณาเหมือนในอดีต เพราะมองว่าเนื้อหาที่ดูเพอร์เฟกต์เกินไปอาจไม่จริงใจ สิ่งที่ผู้คนต้องการกลับเป็นความดิบและความเป็นมนุษย์ เช่น รีวิวที่ไม่ผ่านการแต่งภาพ การไลฟ์สดที่พูดผิดพูดถูก หรือคอนเทนต์ที่ดูเป็นธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน ผู้คนยังเริ่มกลับไปหาประสบการณ์ออฟไลน์มากขึ้น ทั้งการเดินห้าง ตลาดนัด งานมหรสพ หรือร้านค้าท้องถิ่น เพื่อสัมผัสประสบการณ์จริงที่โลกออนไลน์ไม่สามารถทดแทนได้ โดยในงานวิจัยเสนอว่า แบรนด์ยุคใหม่ไม่ควรแบ่งผู้บริโภคเพียงตามกลุ่มอายุ แต่ต้องเข้าใจบริบทชีวิตและความกังวลที่แตกต่างกันของแต่ละคน
นอกจากนี้ แบรนด์ที่ใช้ AI ในการสื่อสารยังต้องทำให้เทคโนโลยี มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด พร้อมสร้าง Empathy และหาวิธีเข้าไปอยู่ในจังหวะชีวิตของผู้บริโภคอย่างเหมาะสม เพราะในยุคนี้ แบรนด์คือคนนอกที่ต้องค่อยๆ สร้างความไว้วางใจ
ด้าน ชลาลัย นาควิไล ตัวแทนจาก WPP Media (Thailand) นำเสนอผลวิจัยภายใต้หัวข้อ How Human Design โดยศึกษาพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อครอบคลุม 200 หมวดสินค้า จาก 47 ประเทศทั่วโลก ผลวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อแบรนด์หนึ่งแบรนด์ใด มีอยู่ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ Brand Priming, Audience Receptivity และ Touch Point Influence
หนึ่งในข้อมูลสำคัญคือ ผู้บริโภคถึง 84% มักเลือกซื้อแบรนด์ที่มีภาพจำอยู่ในใจอยู่แล้ว ก่อนออกไปชอปปิงจริง นั่นหมายความว่า หากแบรนด์ไม่สามารถสร้างการรับรู้ระยะยาวได้ โอกาสที่จะเปลี่ยนใจผู้บริโภคในช่วงตัดสินใจซื้อจะเหลือน้อยมาก
อีกด้านหนึ่ง งานวิจัยยังพบว่า การสื่อสารที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ สำคัญกว่าการเข้าถึงคนจำนวนมากเพียงอย่างเดียว โดยการเลือกช่องทางสื่อที่สามารถสร้างอิทธิพลได้จริง จะช่วยเพิ่มโอกาสการตัดสินใจซื้อได้มากกว่าการวัดผลด้วย Reach เพียงอย่างเดียวถึง 2 เท่า
ด้าน พานารินี ทิมา ตัวแทนจาก Google Thailand กล่าวถึงพฤติกรรมการค้นหาของผู้บริโภคในยุค AI ว่า คนไทยเริ่มค้นหาด้วยคำที่ยาวและละเอียดมากขึ้น โดยคำค้นหาที่มีความยาวเกิน 10 คำ เติบโตถึง 60% เมื่อเทียบรายปี แม้ผู้คนจะเริ่มใช้งาน LLM และ AI Chatbot มากขึ้น แต่ 94% ของผู้ใช้งานเหล่านั้นยังคงใช้ Google Search เป็นเครื่องมือหลัก โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้าและการทำธุรกรรมจริง
ขณะเดียวกัน รูปแบบการค้นหาก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทั้งการค้นหาด้วยเสียง การใช้รูปภาพผ่าน Google Lens การฮัมเพลงเพื่อค้นหา รวมถึงฟีเจอร์ Search Live ที่ใช้ AI อย่าง Gemini อยู่เบื้องหลัง
Google ยังย้ำว่า AI สามารถเข้าใจเจตนาของผู้บริโภคได้ลึกขึ้น ตั้งแต่การเห็นสินค้าแล้วอยากซื้อทันที การค้นหาแบบเจาะจง ไปจนถึงการขอให้ AI ช่วยจัดการงานต่างๆ เช่น การจองตั๋วหรือค้นหาดีลที่ดีที่สุด
นอกจากนี้ ภาคค้าปลีกยังพบว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเป็นแบบไร้รอยต่อระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ โดยลูกค้าจำนวนมากจะมาตัดสินใจที่หน้าเชลฟ์สินค้า ผ่านการหยิบมือถือขึ้นมาอ่านรีวิวหรือเปรียบเทียบราคาที่จุดขายจริง
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ หลัก E-E-A-T ซึ่งประกอบด้วย Experience, Expertise, Authoritativeness และ Trustworthiness ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญของการทำคอนเทนต์ในยุค AI เพราะระบบ AI จะให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มีประสบการณ์จริง มีผู้เชี่ยวชาญรับรอง มีความน่าเชื่อถือ และมีความโปร่งใสต่อผู้บริโภค
ท้ายที่สุด ผู้บริหารจาก Google มองว่า AI จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความต้องการของผู้บริโภคกับแบรนด์ โดยช่วยทำความเข้าใจความต้องการตั้งแต่จุดเริ่มต้น ก่อนที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อจริง ซึ่งจะกลายเป็นโอกาสสำคัญของแบรนด์ในการเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็วและแม่นยำขึ้นในอนาคต
ภาพ: Bakhtiar Zein / Shutterstock
The post โลกไม่เหมือนเดิม! นักเศรษฐศาสตร์เตือนธุรกิจไทยคิดใหม่ รับมือผู้บริโภคเริ่ม ‘ย่อขนาดความสุข’ เหลือขอแค่อยู่รอดก็พอ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนกำลังเร่งใ […]
The post เมื่อผู้บริโภค ‘คิดก่อนซื้อ’ มากขึ้น CMMU เผยคนไทย 90% หันใช้ AI เปรียบเทียบสินค้า รีวิวจริงครองความน่าเชื่อถือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนกำลังเร่งให้ผู้บริโภคไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าอย่างชัดเจน
วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดผลวิจัย ‘THAI SMARTSUMER 2026 เมื่อผู้บริโภคฉลาดขึ้น เกมธุรกิจต้องเปลี่ยน’ ที่ระบุว่า ผู้บริโภคไทยกว่า 90% หันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจซื้อ แทนการรับสารจากแบรนด์โดยตรง โดยรีวิวจากผู้ใช้จริงและประสบการณ์ตรงกลายเป็นปัจจัยชี้ขาด
ผลวิจัยชี้ว่าผู้บริโภคได้เปลี่ยนผ่านจากการตัดสินใจเชิงอารมณ์ (Emotional-driven) สู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและข้อมูล โดยเฉพาะการใช้ AI เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และเปรียบเทียบก่อนซื้อ สะท้อนการก้าวเข้าสู่ยุค ‘Smartsumer’ หรือผู้บริโภคที่คิด, วิเคราะห์ และเลือกอย่างมีเหตุผลมากขึ้น
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่จำกัดเฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่เกิดขึ้นในผู้บริโภคทุกช่วงวัย ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y ไปจนถึง Gen Z สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในภาพรวม
งานวิจัยฉบับนี้ใช้วิธี Mixed Method ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถามกับผู้บริโภค 4 เจเนอเรชัน ครอบคลุม 5 หมวดสินค้า ได้แก่ Technology & Gadgets, Beauty & Personal Care, Fashion Apparel & Accessories, Home & Appliances และ FMCG & Daily Essentials
ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคไทย 90-97% ทุกช่วงวัยมีความพิถีพิถันในการซื้อสินค้า สะท้อนเป็น 5 มิติพฤติกรรม คือ Search & Compare, Maximize Value, Authentic Demand, Risk Reduction และ Timing & Patience
โดย Gen X ให้ความสำคัญกับ 5 มิตินี้สูงสุด ส่วน Gen Z แม้ให้น้ำหนักโดยรวมน้อยที่สุด แต่กลับโดดเด่นในมิติ Timing & Patience โดย 62% ของ Gen Z มีพฤติกรรมรอจังหวะราคาลดและโปรโมชันก่อนตัดสินใจซื้อ
ขณะที่ผู้บริโภคไทย 71% ใช้ AI ช่วยหาข้อมูลสินค้า สรุปรีวิว ตรวจสอบร้านค้า เปรียบเทียบราคา และคาดการณ์ราคา โดย Gen Z นำที่ 99% และ Gen Y ที่ 96%
ฝั่งความอ่อนไหวต่อราคา ผู้บริโภคเริ่มถูกกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อเมื่อราคาลดลง 11-20% และทนการขึ้นราคาได้ในช่วง 21-30% ยกเว้นหมวด FMCG ที่ทนการขึ้นราคาได้เพียง 11-20% เมื่อราคาเกินจุดรับได้ พฤติกรรมหลักที่ตามมาคือรอโปรโมชัน, หาข้อมูลเพิ่ม และเปลี่ยนแบรนด์ทันที
เมื่อแยกพฤติกรรมรายหมวดสินค้า หมวดที่ AI เข้ามามีบทบาทสูงสุดคือ Technology & Gadgets โดยผู้บริโภค 90% เชื่อถือ AI เป็นเครื่องมือค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูล ส่วนใหญ่มีรอบการซื้อทุก 6-12 เดือน (75.5%) และใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์ (60.3%)
ในหมวด Beauty & Personal Care ผู้บริโภค 72-86% ให้ความสำคัญกับคุณภาพและผลลัพธ์จริง โดยกว่า 30% ใช้ AI 2 ระบบควบคู่กัน ทั้ง ChatGPT และ Google Gemini เพื่อวิเคราะห์ส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ สะท้อนการเปลี่ยนจาก Brand Image-driven สู่ Ingredient-conscious และ AI-assisted Analysis
ส่วนหมวด Fashion Apparel & Accessories ยังเป็นหมวดที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจาก ‘ความอยากได้’ เป็นหลัก แต่หันมาใช้ AI เป็นแหล่งข้อมูลแซงหน้าโซเชียลอย่าง TikTok ขณะที่ Official Store มีบทบาทน้อยที่สุดในทุกหมวดที่ 68.5% ส่งผลให้แบรนด์ต้องเร่งพัฒนากลยุทธ์แบบหลายช่องทางอย่างไร้รอยต่อ
หมวด Home & Appliances เป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจนานที่สุด โดย 85.5% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ และ 90-97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึก ใช้เวลาเฉลี่ย 1-4 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่เน้นความทนทานและคุ้มค่าระยะยาว
ที่น่าสนใจในหมวดนี้ YouTube กลายเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลอันดับ 1 สะท้อนว่าคอนเทนต์ Video Review และการสาธิตการใช้สินค้ามีอิทธิพลสูงสุด สินค้ายอดนิยมในหมวดนี้ได้แก่ เครื่องดูดฝุ่นและหุ่นยนต์ดูดฝุ่น
ส่วนหมวด FMCG & Daily Essentials เป็นกลุ่มที่ซื้อผ่านออนไลน์สูงสุด พฤติกรรมเปลี่ยนสู่ Smart Choice ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาและโปรโมชันก่อนตัดสินใจ ทำให้เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคาสูงที่สุด หากแบรนด์ปรับราคาขึ้น 11-20% ผู้บริโภคพร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันที
น่าสนใจว่ากลุ่ม Baby Boomer พิถีพิถันในหมวดนี้มากที่สุดที่ 96% สะท้อนการเปลี่ยนจากการซื้อแบบเคยชินสู่การซื้อแบบไตร่ตรอง
ผลวิจัยเชิงคุณภาพยังพบว่าผู้บริโภคปรับพฤติกรรมตามระดับราคาอย่างชัดเจน
สินค้าราคาต่ำกว่า 1,000 บาทใช้อารมณ์ตัดสินใจ เช่น FMCG, อาหาร และเครื่องสำอางราคาถูก, ระดับ 1,000-10,000 บาทเริ่มเปรียบเทียบคุณภาพและดูรีวิว เช่น แกดเจ็ต, รองเท้า และเสื้อผ้า
ระดับเกิน 10,000 บาทใช้เวลาค้นหาข้อมูล 1-3 เดือนจากหลายแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สมาร์ทโฟน, โน้ตบุ๊ก และเครื่องใช้ไฟฟ้า, ส่วนระดับเกิน 100,000 บาท ผู้บริโภคใช้เวลาไตร่ตรองนานหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น ยานยนต์และเฟอร์นิเจอร์
อีกประเด็นสำคัญคือ ‘ลำดับชั้นความไว้วางใจ’ (Trust Hierarchy) ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คำแนะนำจากเพื่อนและรีวิวผู้ใช้จริงกลายเป็นแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือสูงสุด ขณะที่โฆษณาจากแบรนด์มีอิทธิพลลดลง
โดย Gen Z ใช้ TikTok และแพลตฟอร์ม E-commerce แทน Search Engine แบบเดิม พฤติกรรม Showrooming หรือทดลองสินค้าหน้าร้านก่อนซื้อออนไลน์ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคใช้หน้าร้านเป็นพื้นที่ทดลองสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อออนไลน์ สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของร้านค้าสู่การเป็นศูนย์กลางประสบการณ์มากกว่าจุดขายสินค้า
ผลวิจัยยังเสนอ 7 แนวทางที่แบรนด์และร้านค้าปลีกต้องปรับตัว เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
ทั้งนี้ Pain Point สำคัญของผู้บริโภคในยุคที่มีข้อมูลจำนวนมาก คือการขาดเครื่องมือช่วยตัดสินใจที่เชื่อถือได้ ขณะที่ความกังวลเรื่องสินค้าปลอมและความน่าเชื่อถือของร้านค้ายังคงเป็นอุปสรรคหลักของการซื้อออนไลน์
The post เมื่อผู้บริโภค ‘คิดก่อนซื้อ’ มากขึ้น CMMU เผยคนไทย 90% หันใช้ AI เปรียบเทียบสินค้า รีวิวจริงครองความน่าเชื่อถือ appeared first on THE STANDARD.
]]>
POINTX แอปพลิเคชันรวมและแลกคะแนนสะสมในเครือ SCBX เผยผู้ […]
The post POINTX ในเครือ SCBX เผยลูกค้า 43% ใช้พอยท์แลก Cashback และจ่ายบิลบัตรเครดิต ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
POINTX แอปพลิเคชันรวมและแลกคะแนนสะสมในเครือ SCBX เผยผู้บริโภคใช้พอยท์เพื่อบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น พบลูกค้า 43% นิยมแลก Cashback และชำระบิลบัตรเครดิต
กฤตธี มโนลีหกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พอยท์เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า จากข้อมูลการใช้งานแอปพลิเคชัน POINTX ในไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากปีที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งานหันมาใช้พอยท์เพื่อบริหารค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ทั้งนี้ กว่า 43% ของการใช้พอยท์ถูกนำไปแลก Cashback และชำระบิลบัตรเครดิต รองลงมาคือการแลกสินค้าและ e-Coupon คิดเป็น 29% และถัดมาคือการแลกไมล์สะสมของสายการบิน คิดเป็น 16%
ขณะที่การใช้พอยท์ของผู้ใช้งานของ POINTX เติบโตขึ้น 217% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ของปี 2568 โดยการใช้พอยท์ผ่านช่องทางการสแกน QR Code เติบโตขึ้น 123% และการช้อปออนไลน์ผ่าน Mobile Banking เติบโตขึ้น 113%
“หนึ่งในเทรนด์สำคัญคือการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นการแลกไมล์ หรือส่วนลดในการจองตั๋วเครื่องบิน ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปชัดเจน จากเดิมลูกค้าสะสมคะแนนเพื่อแลกของชิ้นใหญ่ แต่ตอนนี้จะเห็นว่าลูกค้ากว่า 40% นิยมแลกพอยท์ที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันมากขึ้น”
POINTX ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Expedia Group เปิดตัวแพลตฟอร์ม XTravel Powered by Expedia เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาและแลกพอยท์เพื่อชำระค่าตั๋วเครื่องบิน โรงแรม และบริการท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยสามารถเข้าถึงบริการนี้ผ่านแอป POINTX เท่านั้น
“เป้าหมายของ POINTX ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นแอปพลิเคชันสะสมและแลกพอยท์ แต่เรามุ่งสู่ Point Platform ที่เชื่อมต่อระบบสะสมพอยท์ สิทธิประโยชน์ และไลฟ์สไตล์การใช้พอยท์ในชีวิตประจำวันเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับบทบาทของพอยท์ให้มีคุณค่ามากกว่าที่เคย และสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้งาน” กฤตธีกล่าว
The post POINTX ในเครือ SCBX เผยลูกค้า 43% ใช้พอยท์แลก Cashback และจ่ายบิลบัตรเครดิต ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึง G-SHOCK สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือนาฬิกาทนทานสา […]
The post ‘สตรีท’ ยังไม่พอ ต้อง ‘วินเทจ’ ด้วย! G-SHOCK ปรับ Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ ชู Vintage จับ Gen Z พร้อมโชว์ GORO จาก NIGO ที่มีเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อพูดถึง G-SHOCK สิ่งที่หลายคนนึกถึงคือนาฬิกาทนทานสายสตรีทที่อยู่คู่วงการมานานกว่า 40 ปี แต่วันนี้แบรนด์กำลังขยับตัวครั้งสำคัญในไทย ด้วยการพลิกโฉม Flagship Store แห่งใหม่ที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘G-SHOCK Garage’ ที่หยิบบรรยากาศโรงรถมาเป็นแรงบันดาลใจ เน้นดีไซน์ที่ดูแข็งแรงแต่เรียบง่าย
โดยมี เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย CASIO G-SHOCK ในไทย เป็นผู้ดำเนินการ โดยร้านแบ่งโซนสินค้าชัดเจน ทั้งโซน G-SHOCK Premium ที่รวมรุ่นไฮเอนด์อย่าง MR-G และ MT-G, โซน G-SHOCK สำหรับคนรุ่นใหม่, โซน G-SHOCK Women & Baby-G, โซน Timeless & Vintage และโซน Edifice
จุดที่น่าสนใจของสาขานี้คือการนำ ‘GORO’ หนึ่งในสี่คาแรกเตอร์ที่ NIGO ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ระดับโลกออกแบบให้ G-SHOCK โดยได้แรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น DW-5000 และ DW-5600 ซึ่งเป็นรุ่นที่นักสะสมรู้จักกันดี มาจัดแสดงที่ร้าน ซึ่งสาขานี้ถือเป็นเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลกและเป็นแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำคาแรกเตอร์ตัวนี้มาจัดแสดง
สิรินาถ เรืองสุวรรณเดช Head of Casio Watch บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “การนำ GORO มาจัดแสดงที่สาขานี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเพิ่มคุณค่าให้กับแบรนด์ในระดับภูมิภาค”
ปัจจุบัน CASIO G-SHOCK มีจุดขายรวมประมาณ 132 แห่งทั่วประเทศ ฐานลูกค้าอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สัดส่วนชาย 70% หญิง 30% โดยสาขาในเมืองที่มีนักท่องเที่ยวจะมีสัดส่วนลูกค้าต่างชาติเข้ามาด้วย ส่วนสาขาในพื้นที่โลคัลส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยและคนในพื้นที่
เมื่อถามถึงภาพรวมตลาดนาฬิกาในไทย สิรินาถยอมรับว่าการแข่งขันค่อนข้างสูง ประกอบกับตัวแปรอื่นๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว แต่มองว่าด้วยพอร์ตสินค้าที่ครอบคลุมตั้งแต่ราคาหลักพันไปจนถึงหลักแสนบาท ทำให้แบรนด์ยังตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกกลุ่ม
สิ่งที่น่าจับตาคือปีนี้ G-SHOCK โฟกัสตลาดกลุ่ม Vintage อย่างจริงจัง เพราะเทรนด์การแต่งตัวสไตล์ Vintage กลับมาได้รับความนิยมอย่างชัดเจนในกลุ่ม Gen Z ที่นิยม mix & match นาฬิกาเข้ากับสไตล์การแต่งตัว
สิรินาถมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่แบรนด์เข้ามาตอบโจทย์ได้ตรงจุด ควบคู่กับการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงคอลเลกชันพิเศษที่ collab กับแบรนด์ระดับโลก
อีกหนึ่งความท้าทายที่ G-SHOCK ต้องรับมือคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้แบรนด์ต้องขยายช่องทางออนไลน์ควบคู่กับหน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกช่องทาง
ส่วนเรื่องช่วงเวลาที่คนไทยนิยมซื้อนาฬิกานั้น สิรินาถระบุว่าไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัว แต่จะขึ้นอยู่กับช่วงเทศกาลมากกว่า เช่น ปีใหม่และวาเลนไทน์ ที่ลูกค้ามักซื้อเป็นของขวัญ
สำหรับแผนการตลาดปีนี้จะเน้นสร้างความแข็งแรงให้แบรนด์ผ่านแคมเปญ, กิจกรรม และการสื่อสารทั้ง Online และ Offline รวมถึงสร้างกระแสผ่าน KOL และอีเวนต์ในรูปแบบคอมมูนิตี้มากขึ้น
“เป้าหมายของเราคือการทำให้ G-SHOCK เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และตัวตนของผู้สวมใส่ ไม่ใช่เพียงนาฬิกาบนข้อมือ” สิรินาถกล่าว
The post ‘สตรีท’ ยังไม่พอ ต้อง ‘วินเทจ’ ด้วย! G-SHOCK ปรับ Flagship Store เซ็นทรัลเวิลด์ ชู Vintage จับ Gen Z พร้อมโชว์ GORO จาก NIGO ที่มีเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางภาพรวมของตลาดแปรงสีฟันแบบดั้งเดิมในไทยที่นิ่งมา […]
The post ออรัล-บี ชี้โจทย์หินธุรกิจแปรงสีฟันไฟฟ้า ไม่ใช่สงครามราคา แต่คือการทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคา 500 ถึงหลักหมื่นบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางภาพรวมของตลาดแปรงสีฟันแบบดั้งเดิมในไทยที่นิ่งมานานกว่า 8 ปี และแทบไม่เห็นการเติบโตขึ้นเลย สวนทางกับแปรงสีฟันไฟฟ้า กลายเป็นเซกเมนต์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้ในเชิงมูลค่าตลาดจะยังมีสัดส่วนเล็กกว่าแปรงสีฟันแบบดั้งเดิม แต่กลับเติบโตสูงถึง 30% จากแรงหนุนของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพช่องปากมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดทั้งแบรนด์ต่างชาติและแบรนด์จีนเริ่มขยับตัวและเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง
ปวีร์ เตโชโยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดแบรนด์ออรัล-บี กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดแปรงสีฟันแบบดั้งเดิมอยู่ในช่วงอิ่มตัว เนื่องจากสินค้าในตลาดมีความคล้ายคลึงกันสูงและขาดความแตกต่าง ทำให้หลายแบรนด์เริ่มมองหาโอกาสใหม่ผ่านตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้าแทน ทำให้ในปีที่ผ่านมา ตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้าในไทยเติบโตสูงถึง 20% เมื่อเทียบกับปี 2564 ซึ่งถือเป็นสัญญาณสะท้อนถึงดีมานด์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
อีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโต คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มมองหา Health Gadget หรืออุปกรณ์เพื่อสุขภาพที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะในด้านสุขอนามัยช่องปาก ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ความสะอาดพื้นฐานอีกต่อไป แต่ต้องการประสิทธิภาพและนวัตกรรมที่ช่วยดูแลได้ลึกและดีกว่าเดิม
แนวโน้มดังกล่าวยังสอดคล้องกับเทรนด์ระดับโลก ซึ่งพบว่าแปรงสีฟันไฟฟ้าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในยุโรปและเอเชีย และหากมองในเชิงโครงสร้างตลาด ประเทศไทยยังถือว่ามีช่องว่างการเติบโตอีกมาก เพราะปัจจุบันอัตราการเข้าถึงแปรงสีฟันไฟฟ้ามีอยู่แค่ 3% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งยังต่ำกว่าหลายประเทศอย่าง เช่น ออสเตรเลียที่มีสัดส่วน 20-25%, สหรัฐอเมริกา 20-30% รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีที่อยู่ราว 10%
ช่องว่างดังกล่าวจึงกลายเป็นโอกาสสำคัญของธุรกิจ โดยเฉพาะ ออรัล-บี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้เร่งนำเข้าและทำตลาดแปรงสีฟันไฟฟ้าหลากหลายรุ่น เพื่อขยายฐานผู้ใช้งานในประเทศไทยทยอยอย่างจริงจัง
สำหรับกลยุทธ์สำคัญของแบรนด์คือการปรับสินค้าให้เข้ากับผู้บริโภคไทย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ขนแปรงแบบนุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับความนิยมของคนไทยที่แตกต่างจากผู้บริโภคในบางประเทศที่นิยมขนแปรงแข็ง รวมถึงการเลือกโทนสีสินค้า เช่น สีฟ้า ที่ได้รับความนิยมในตลาดไทย พร้อมทั้งวางตำแหน่งสินค้าให้ครอบคลุมทุกระดับราคา ตั้งแต่กลุ่มเริ่มต้นไปจนถึงพรีเมียม
ส่วนในแง่ของความคุ้มค่าในการใช้งาน ปวีร์อธิบายว่า หากเปรียบเทียบโครงสร้างราคาจะเห็นภาพชัดขึ้น โดยแปรงสีฟันธรรมดามีราคาเฉลี่ยประมาณ 50–60 บาทต่อด้าม และทันตแพทย์แนะนำให้เปลี่ยนทุก 3 เดือน คิดเป็นค่าใช้จ่ายราว 200 บาทต่อปี ขณะที่แปรงสีฟันไฟฟ้ามีราคาตั้งแต่ 500 บาท ไปจนถึง 10,000 บาท โดยรุ่นระดับกลางที่ราคาประมาณ 3,000 บาท สามารถใช้งานได้ยาวถึง 5 ปี เฉลี่ยค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 600 บาทต่อปี เมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพในการดูแลช่องปากที่ดีกว่าก็ถือว่าคุ้มค่าในระยะยาว
ด้านกลยุทธ์การตลาดที่ผ่านมา บริษัทมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้และประสบการณ์ใช้งานจริงให้กับผู้บริโภค ผ่านการใช้ KOLs เป็นกระบอกเสียง ควบคู่กับการนำสินค้าเข้าไปให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้จริงในคลินิกทันตกรรมกว่า 1,200 แห่งทั่วประเทศ แม้ว่าคลินิกจะไม่สามารถจำหน่ายสินค้าโดยตรงได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ แต่ใช้วิธีให้ผู้บริโภคสแกน QR Code เพื่อกลับไปสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์แทน
จากกลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลให้ยอดขายแปรงสีฟันไฟฟ้าของแบรนด์เติบโตขึ้นถึง 5 เท่า มียอดจำหน่ายสะสมกว่า 1 ล้านด้าม และเฉพาะในช่วงไตรมาส 3–4 ของปีที่ผ่านมา สามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 32% ทั้งหมดมีผลให้โครงสร้างรายได้ของแบรนด์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเมื่อ 5 ปีก่อนที่รายได้กว่า 90% มาจากแปรงสีฟันแบบดั้งเดิม
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ระหว่างแปรงสีฟันธรรมดาและแปรงสีฟันไฟฟ้าได้ขยับมาเท่ากันแล้ว และในภาพรวม ปัจจุบันรายได้ของแบรนด์แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ได้แก่ แปรงสีฟันธรรมดา แปรงสีฟันไฟฟ้า ยาสีฟัน และน้ำยาบ้วนปาก
สำหรับแผนในระยะ 3 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าผลักดันให้การใช้งานแปรงสีฟันไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 20-25% โดยมุ่งเน้นกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ตั้งแต่ 25,000 บาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นประมาณ 40% ของประชากรทั้งหมด พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายแปรงสีฟันไฟฟ้าของออรัล-บี ให้สูงถึง 80% ของรายได้รวม
แม้ในระยะสั้นจะต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบอย่างพลาสติกที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่บริษัทมองว่าต้นทุนดังกล่าวยังน้อย และยืนยันว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าอย่างน้อยจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน โดยจะใช้แนวทางบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ และติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด แต่หากผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดมีการปรับราคาก่อน ก็จะนำมาพิจารณากันอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ความยากของธุรกิจแปรงสีฟัน ไม่ได้อยู่แค่การแข่งขันด้านแบรนด์หรือราคาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความรู้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะการอธิบายให้เข้าใจว่าเหตุใดจึงควรยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับประสิทธิภาพของแปรงสีฟันไฟฟ้า รวมถึงการลดความกังวลของผู้บริโภคที่ยังมีความเชื่อว่าแปรงสีฟันไฟฟ้าอาจทำร้ายเหงือก ซึ่งยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่แบรนด์ต้องเร่งสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง
The post ออรัล-บี ชี้โจทย์หินธุรกิจแปรงสีฟันไฟฟ้า ไม่ใช่สงครามราคา แต่คือการทำให้ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคา 500 ถึงหลักหมื่นบาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในภาวะที่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเริ่มอิ่มตัว มีผู้เล่ […]
The post แม้ตลาดอาหารญี่ปุ่นอิ่มตัว แต่ยังมีช่องว่างให้สร้างความต่าง เป็นเหตุผลให้ ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ เปิดตัว The Stone ขายอุด้งครั้งแรกในรอบ 17 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในภาวะที่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยเริ่มอิ่มตัว มีผู้เล่นทั้งรายเล็กและรายใหญ่แข่งขันแย่งลูกค้ากันอย่างดุเดือด แต่ทำไม ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ ถึงเลือกเปิดตัวแบรนด์ The Stone ร้านอุด้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยความท้าทายและนับเป็นการย่างกรายเข้ามาในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นครั้งแรก
อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 16-17 ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารของไมเนอร์ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดว่าทำไมถึงยังไม่เข้ามาในตลาดอาหารญี่ปุ่น ตั้งแต่ช่วงที่ตลาดเริ่มต้น และเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปัจจุบันที่ตลาดเข้าสู่ระยะอิ่มตัวแล้ว
ที่ผ่านมาบริษัทได้ศึกษาตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่ามูลค่าตลาดอาหารญี่ปุ่นในไทยสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาท และมีร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 5,700 แห่งทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ร้านอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม, ซูชิและซาชิมิ (ตั้งแต่ระดับพรีเมียมถึงตลาดแมส), สุกี้และชาบู, ร้านอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมที่ขายประสบการณ์ เช่น แฮมเบิร์กสไตล์ญี่ปุ่น และร้านที่เน้นลูกค้านั่งทานคนเดียวหรือเทปปันยากิ
แม้ปัจจุบันตลาดอยู่ในช่วงอิ่มตัว และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ไม่ได้มองหาร้านใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับร้านที่มีความแตกต่างและประสบการณ์มากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคไทยก็มีความรู้และความเข้าใจอาหารญี่ปุ่นมากขึ้นและสามารถเปรียบเทียบแบรนด์ได้ดี ส่งผลให้ร้านที่ไม่มีจุดเด่นชัดเจนจะดึงดูดลูกค้าได้ยาก และบางรายอาจถูกคัดออกจากตลาดไป
ยอมรับว่า ในอดีตไมเนอร์หลีกเลี่ยงการเข้าสู่ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม หรือกลุ่มซูชิและซาชิมิมาตลอด เนื่องจากมีการแข่งขันสูง และหากเข้าไปแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ ก็มีแนวโน้มจะต้องเผชิญสงครามราคา ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัท
ถึงอย่างไรแล้ว แม้ตลาดจะอิ่มตัว แต่ยังมีช่องว่างให้กับแบรนด์ที่คิดต่าง โดยเฉพาะในกลุ่ม Experience-driven Japanese Dining ที่อยู่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้และมีความทันสมัย จึงเป็นจังหวะที่ไมเนอร์เลือกเข้ามาสร้างความแตกต่างให้ตลาด
“จริงๆ แล้วเรารอจังหวะในการเข้ามาสร้างความต่างให้กับผู้บริโภคยุคใหม่มานานแล้ว และจึงเป็นที่มาของการเปิดตัวแบรนด์ The Stone โดยวางตำแหน่งให้อยู่ในกลุ่ม Premium Mass ราคาเริ่มต้น 139 บาท เจาะกลุ่มคนทำงาน Gen Z และคนรุ่นใหม่ ซึ่งมั่นใจว่ายังไม่มีใครจับเซกเมนต์นี้อย่างจริงจัง และเป็นแบรนด์ที่อยากทดลองทำ” อนุพนธ์ย้ำ
สำหรับจุดแข็งของ The Stone คือคอนเซปต์ ‘อุด้งหม้อหินร้อน’ ที่เน้นความเฉพาะทางของเมนู Specialist พร้อมเครื่องเคียงเติมไม่อั้น ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ในร้าน ตั้งแต่ชื่อแบรนด์ ภาชนะ การจัดเสิร์ฟ ไปจนถึงบรรยากาศที่ทันสมัย โดยใช้ประสบการณ์เป็นตัวดึงดูดลูกค้าแทนการแข่งขันด้านราคา
ในระยะแรก The Stone เปิดสาขาทดลองที่เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า โดยเลือกทำเลนี้เพราะมีฐานลูกค้าทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่และครอบครัวกระจุกตัวอยู่มาก ซึ่งแตกต่างจากศูนย์การค้าใจกลางเมือง ซึ่งจะใช้เวลาประเมินผลแบรนด์ใหม่ประมาณ 6 เดือน จากกระแสตอบรับ จำนวนลูกค้า และยอดขาย เพื่อพิจารณาศักยภาพในการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต
เบื้องต้นตั้งเป้ายอดใช้จ่ายเฉลี่ยมากกว่า 300 บาทต่อบิลต่อวัน หรือประมาณ 2 ล้านบาทต่อเดือนต่อสาขา หากสาขาแรกได้รับการตอบรับที่ดี จึงจะพิจารณาขยายสาขาในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยตั้งเป้าเปิดให้ได้ 100 สาขาภายใน 5 ปี
อนุพนธ์กล่าวต่อว่า การเปิดตัวแบรนด์อาหารญี่ปุ่นในปี 2026 ยังถือเป็นการเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของไมเนอร์ฟู้ด ซึ่งปัจจุบันมีทั้งอาหารตะวันตก อาหารเอเชีย อาหารเกาหลี และของหวาน เมื่อมีแบรนด์ญี่ปุ่นเข้ามาก็จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและเตรียมพร้อมสำหรับการเติบโตในปี 2027
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านอาหารยังคงเผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อ 4 ด้านหลักๆ ได้แก่ ต้นทุนขนส่งและเชื้อเพลิง, ราคาผักผลไม้ เนื่องจากอิหร่านเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายใหญ่, ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่อิงราคาน้ำมัน และภาวะเงินเฟ้อที่กระทบต่อการตั้งราคา ซึ่งไมเนอร์พยายามตรึงราคาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขณะเดียวกัน บริษัทยังต้องเสริมความแข็งแกร่งของระบบหลังบ้าน เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแบรนด์ใหม่จากจีนที่เข้ามาในตลาดไทยมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดในระยะยาวก็คือ ระบบซัพพลายเชน, ระบบ POS และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งถือเป็นจุดแข็งหลักของไมเนอร์ ฟู้ด ในการสร้างความได้เปรียบในตลาด
ภาพ: ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ เปิดตัว
The post แม้ตลาดอาหารญี่ปุ่นอิ่มตัว แต่ยังมีช่องว่างให้สร้างความต่าง เป็นเหตุผลให้ ‘ไมเนอร์ ฟู้ด’ เปิดตัว The Stone ขายอุด้งครั้งแรกในรอบ 17 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันมีวิดีโอมากกว่า 23 ล้านชิ้นถูกอัปโหลดบน TikTok จา […]
The post อ่าน Social Signals ให้เป็น คือกุญแจใหม่ของการตลาดยุคครีเอเตอร์ ‘เทลสกอร์’ เปิดตัว Content Score® แปลงข้อมูลคอนเทนต์เป็นกลยุทธ์ ดึง TikTok–แบรนด์ชั้นนำร่วมถอดรหัส Signals บนโซเชียล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทุกวันมีวิดีโอมากกว่า 23 ล้านชิ้นถูกอัปโหลดบน TikTok จากผู้ใช้งานกว่า 1.9 พันล้านคนทั่วโลก ปริมาณคอนเทนต์มหาศาลนี้ทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่ที่สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคผ่านข้อมูลอย่างยอดไลก์ คอมเมนต์ การแชร์ และรูปแบบการรับชมวิดีโอ ซึ่งเรียกรวมกันว่า Social Signals (สัญญาณพฤติกรรมบนโซเชียล) และกำลังกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่นักการตลาดใช้ทำความเข้าใจผู้บริโภคในยุค Creator Economy (เศรษฐกิจครีเอเตอร์) เมื่อคำถามของแบรนด์ไม่ได้อยู่เพียงว่าคอนเทนต์ใดได้ยอดวิวสูงที่สุด แต่คือการตีความว่าคอนเทนต์เหล่านั้นกำลังสะท้อนอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และทิศทางของแคมเปญการตลาด ล่าสุด บริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) ผู้นำด้าน Influencer Marketing แพลตฟอร์มในประเทศไทย ที่เชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับคอนเทนต์ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ผ่านระบบอัตโนมัติ (Automation Platform) ได้เปิดตัว Content Score® เครื่องมือวิเคราะห์คอนเทนต์โซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

การเติบโตของ Creator Economy ทำให้คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างการรับรู้ของแบรนด์ แต่ยังกลายเป็นข้อมูลที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภคโดยตรง สำหรับนักการตลาด ความท้าทายจึงไม่ใช่การเข้าถึงข้อมูลอีกต่อไป แต่คือการตีความ Signals เหล่านั้นให้เข้าใจว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้คอนเทนต์หนึ่งชิ้นสามารถสร้าง Engagement ในขณะที่อีกชิ้นไม่สามารถเชื่อมต่อกับผู้ชมได้
สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันหลายแบรนด์มีคอนเทนต์อยู่จำนวนมาก แต่สิ่งที่ยังขาดคือเครื่องมือที่ช่วยแปลคอนเทนต์เหล่านั้นให้กลายเป็นความหมายทางธุรกิจ Social Signals (สัญญาณพฤติกรรมบนโซเชียล) อย่าง Watch Time (ระยะเวลาการรับชม) หรือ Comments (ความคิดเห็น) จึงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นเสียงสะท้อนของผู้บริโภคที่บอกได้ว่าผู้คนกำลังคิดและรู้สึกอย่างไรกับแบรนด์

Content Score® จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้นักการตลาดสามารถอ่าน Signals เหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ โดยนำข้อมูลจากคอนเทนต์จริงในแคมเปญมาวิเคราะห์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ ภาพ เนื้อหา หรือความคิดเห็นของผู้ชม เพื่อค้นหาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของคอนเทนต์ในแต่ละแคมเปญ
ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักการตลาดมองเห็นโอกาสในการปรับกลยุทธ์ได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การปรับ Key Message (สารหลักของแบรนด์) ให้สอดคล้องกับการตอบรับของผู้บริโภค การวาง Creator Strategy (กลยุทธ์การใช้ครีเอเตอร์) สำหรับแคมเปญถัดไป ไปจนถึงการวิเคราะห์และแนะนำกลุ่มเป้าหมายขยายผ่าน Audience Expansion Matrix (การวิเคราะห์เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมาย) สำหรับการวาง Ad Spend (งบโฆษณา) ในรอบถัดไป”

ภายในงานเปิดตัวยังมีเวทีเสวนาในหัวข้อ From Content to Strategic Action: Turning Social Signals into Business Decisions ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของข้อมูลคอนเทนต์ในกระบวนการตัดสินใจด้านการตลาด โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากทั้งแพลตฟอร์ม เอเจนซี่ และแบรนด์ ได้แก่ สุวิตา จรัญวงศ์ จาก Tellscore, เกวลิน ลาภกิจถาวร จาก TikTok Thailand, บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ CEO, Peeti PR – Marketing & Brand Consultant for Wingstop Thailand และ กุลเกตุ โตทับเที่ยง COO บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตแบรนด์ปุ้มปุ้ย
เกวลิน ลาภกิจถาวร Account Manager, SMB – Ads Solution จาก TikTok Thailand กล่าวว่า
“ในแต่ละวันมีคอนเทนต์จำนวนมหาศาลถูกสร้างขึ้นบน TikTok จากทั้งครีเอเตอร์ แบรนด์ และผู้ใช้งานทั่วไป คอนเทนต์เหล่านี้ไม่เพียงเป็นพื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังสะท้อนพฤติกรรม ความสนใจ และบทสนทนาของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละช่วงเวลา

สำหรับแพลตฟอร์มอย่าง TikTok ที่ครีเอเตอร์และผู้ใช้งานในประเทศไทยนิยมใช้เป็นอันดับต้น ๆ Social Signals ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์ รูปแบบการรับชม การแชร์ หรือการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้เราเห็นว่าเนื้อหาแบบใดกำลังเชื่อมต่อกับผู้ชมได้ หากแบรนด์สามารถนำ Signals เหล่านี้มาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยให้เข้าใจผู้บริโภคได้ลึกขึ้น และสามารถออกแบบคอนเทนต์หรือแคมเปญที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมบนแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลเหล่านี้ยังมีบทบาทสำคัญต่อการทำโฆษณาบน TikTok โดยเฉพาะในรูปแบบที่เน้นการผสานระหว่างคอนเทนต์และโฆษณา แบรนด์สามารถนำอินไซต์จาก Social Signals มาปรับใช้กับการวางแผนโฆษณา เช่น การเลือกครีเอเตอร์ การกำหนดโทนและรูปแบบวิดีโอ ไปจนถึงการทำ A/B Testing เพื่อค้นหาครีเอทีฟที่มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ Ads solutions ของ TikTok ยังสามารถใช้ข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งานเพื่อช่วยในการทำ Targeting และ Optimization ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ทำให้โฆษณาไม่เพียงเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ แต่ยังมีโอกาสสร้าง Engagement และ Conversion ได้สูงขึ้นอีกด้วย
ดังนั้น การผสานการวิเคราะห์ Social Signals เข้ากับกลยุทธ์โฆษณา จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์สามารถใช้ TikTok ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในมิติของการสร้างการรับรู้ (Awareness) การมีส่วนร่วม (Engagement) และการขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Performance)”
การตลาดดิจิทัลกำลังเคลื่อนจากยุคที่องค์กรแข่งขันกันเก็บข้อมูลจำนวนมาก ไปสู่ยุคที่ความสามารถในการตีความข้อมูลและตัดสินใจเชิงกลยุทธ์กลายเป็นปัจจัยสำคัญ คอนเทนต์จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารของแบรนด์อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อมูลเชิงพฤติกรรมที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ ครีเอเตอร์ และผู้บริโภค Content Score® จึงเข้ามาช่วยให้นักการตลาดสามารถวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นจากคอนเทนต์ และมองเห็นโอกาสของกลยุทธ์การตลาดในลำดับถัดไป



ผู้ที่สนใจทดลองใช้ Content Score® สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ Free Trial ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยเปิดให้ทดลองใช้จำนวนจำกัด 100 สิทธิ์แรก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Email: [email protected] หรือ LINE Official: @contentscore และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.contentscore.co



The post อ่าน Social Signals ให้เป็น คือกุญแจใหม่ของการตลาดยุคครีเอเตอร์ ‘เทลสกอร์’ เปิดตัว Content Score® แปลงข้อมูลคอนเทนต์เป็นกลยุทธ์ ดึง TikTok–แบรนด์ชั้นนำร่วมถอดรหัส Signals บนโซเชียล appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดอะมอลล์ กรุ๊ป ประกาศปรับ ‘เดอะมอลล์ รามคำแหง’ สู่ Cul […]
The post ปรับ ‘เดอะมอลล์ รามคำแหง’ สู่ Cultural Hub ภายใต้โครงการ ‘1981 Soul & Sold’ คาดเปิดปี 2569 appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดอะมอลล์ กรุ๊ป ประกาศปรับ ‘เดอะมอลล์ รามคำแหง’ สู่ Cultural Hub แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ภายใต้โครงการ ‘1981 Soul & Sold’ โดยวางแผนให้เป็นพื้นที่รีเทลที่เชื่อมเรื่องราว วัฒนธรรม และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน
หนึ่งในยักษ์ค้าปลีกของไทยระบุว่า การปรับโฉมนี้ได้เลือกใช้โมเดล Project-based Collaboration เปิดรับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวคิดและการคัดสรรผู้เช่า ขณะที่เดอะมอลล์ยังคงเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และบริหารจัดการด้านโครงสร้างอาคาร, ระบบปฏิบัติการ, มาตรฐานการดำเนินงาน รวมถึงการบริหารพื้นที่ร้านอาหารในชั้น G ของโครงการ
“การพัฒนาโครงการครั้งนี้ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค ที่เริ่มมองหาสินค้าและประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์ เรื่องราวและความหมายทางวัฒนธรรม มากกว่าสินค้าที่ผลิตในรูปแบบเดียวกันจำนวนมาก” อัจฉรา อัมพุช รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ระบุ
เดอะมอลล์ รามคำแหง เปิดดำเนินการครั้งแรก พ.ศ. 2526 เป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของกลุ่มเดอะมอลล์เป็นต้นแบบ One-Stop Shopping Center ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ มีบทบาทสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของย่านรามคำแหง มีคาแรกเตอร์ชัดเจน เป็นห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าที่มี Entertainment Attraction หลายอย่างดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาใช้บริการ
โครงการ 1981 Soul & Sold เป็นส่วนหนึ่งของการกระจายพอร์ตธุรกิจ (portfolio diversification) เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจาก Transaction-based Retail ไปสู่ Experience & Community-driven Engagement เป็นการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (asset value enhancement) ผ่านโมเดลที่สร้าง Traffic คุณภาพสูง และสร้างความแตกต่างเชิงแบรนด์ในระยะยาว
โดยปัจจุบัน ตลาด Resale, Vintage และ Cultural Commerce มีแนวโน้มเติบโตในระดับสากล สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับ Story, Sustainability และ Identity โดยโครงการนั้นได้มีการเชิญ ชีวา ลาภิณตั้งสุทธิ ผู้เชี่ยวชาญในตลาด Retro และ Resale เข้ามาร่วมทำหน้าที่ Retail Curator ของโครงการ
ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการพัฒนาและคัดสรรผู้ประกอบการ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2569
The post ปรับ ‘เดอะมอลล์ รามคำแหง’ สู่ Cultural Hub ภายใต้โครงการ ‘1981 Soul & Sold’ คาดเปิดปี 2569 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง […]
The post สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง และหนี้ครัวเรือนรัดตัว แต่เชื่อไหมว่าวงการ F&B ไทยไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด แค่ ‘พฤติกรรม’ การเลือกกินของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
The Secret Sauce ขอสรุป 16 เทรนด์และอินไซต์สำคัญจากรายงานของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Grab และ LINE MAN Wongnai มาให้ผู้ประกอบการวางแผนสู้ต่อในปี 2026 นี้
16 อินไซต์ต้องรู้ เพื่อชัยชนะในสมรภูมิเดลิเวอรี 2026
จากงานประกาศรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2025 ทาง Grab ประเทศไทย ได้กล่าวถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ดังนี้
1. คอนเทนต์นำทางความหิว: การสั่งอาหารในยุคนี้ไม่ได้เริ่มจากเสียงท้องร้อง แต่เริ่มจากภาพบนหน้าจอโดยเฉพาะ TikTok ที่กลายเป็นเครื่องมือค้นหาร้านใหม่ของยุค เพราะสายตาของผู้บริโภคถูกจับจองด้วยอัลกอริทึม การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด
2. รสชาติแห่งความเชื่อมั่น: ผู้คนยอมจ่ายให้กับมาตรฐานที่ไว้ใจได้ เพราะในวันที่เงินในกระเป๋าจำกัด ลูกค้าไม่ต้องการเสี่ยงกับมื้ออาหารที่ไม่ได้คุณภาพ ความสม่ำเสมอจึงเป็นสกุลเงินใหม่ที่ใช้ซื้อใจลูกค้าได้ยั่งยืนที่สุด
3. การค้นหาที่จำเพาะเจาะจง: ยุคการเสิร์ชคำกว้างๆ จบลงแล้ว ลูกค้าหันไปเสิร์ช ‘ชื่อเมนูเฉพาะทาง’ หรือ ‘ชื่อแบรนด์’ ที่โด่งดังบนโซเชียลแทน ร้านที่สร้าง ‘เมนูเรือธง’ ได้แข็งแรง จะถูกค้นหาพบก่อนใครในมหาสมุทรเดลิเวอรี
4. รีวิวคือพนักงานปิดการขายที่เก่งที่สุด: ร้านที่มีรีวิวดีและจำนวนมากส่งผลต่อยอดบิลที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรีวิวคือหลักฐานความจริงใจที่ทรงพลังกว่าคำโฆษณา ช่วยลดกำแพงความลังเลใจก่อนกดสั่งได้ดีเยี่ยม
5. มื้อเช้าและมื้อดึกคือขุมทรัพย์ใหม่: ในขณะที่มื้อเที่ยงและเย็นแข่งขันกันดุเดือด แต่มื้อเช้าและมื้อค่ำคือดาวรุ่งที่ร้านค้ายังเปิดให้บริการไม่เพียงพอต่อความต้องการ การจับจองพื้นที่ในเวลาที่คู่แข่งน้อยคือกลยุทธ์การสร้างน่านน้ำใหม่ในแอปเดลิเวอรี
6. อาหารคือเครื่องมือสะท้อนตัวตน Gen Z: สำหรับคนรุ่นใหม่ อาหารต้องบอกตัวตนได้ หากแบรนด์ของคุณมีเรื่องเล่าและ Packaging ที่สวยงาม คุณจะได้พื้นที่สื่อฟรีบนโซเชียลของลูกค้าและสร้างการซื้อซ้ำได้ดีกว่า
7. Structural Reset เน้นความคล่องตัว: การลงทุนหน้าร้านขนาดใหญ่ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป การใช้เดลิเวอรี่ทดลองตลาดก่อนลงทุนจริงช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและทำให้ธุรกิจปรับตัวได้ไวขึ้นในระบบใหม่
8. หรูหราในราคาที่เอื้อมถึง: เมนูคลาสสิกที่ Branding ดี คุณภาพสูง แต่ราคาเข้าถึงง่ายจะครองใจคนยุครัดเข็มขัด เพราะแม้เศรษฐกิจจะฝืดเคือง แต่ลึกๆ แล้วทุกคนยังต้องการให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อพิเศษเล็กๆ
9. Fast Fashion Food จับกระแสให้ไว: เมนูที่เป็นไวรัลบนโลกโซเชียลสามารถเข้าถึงคนทุกวัยได้รวดเร็วและสร้างยอดขายถล่มทลายในเวลาอันสั้น ช่วยให้แบรนด์ดูไม่ล้าหลังและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ทันที
10. Merchant AI ที่ปรึกษาส่วนตัวในร้าน: การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ยอดขายและพฤติกรรมลูกค้ากำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ การรู้สาเหตุที่ยอดขายขึ้นหรือลงช่วยให้คุณแก้ปัญหาได้ถูกจุดและวางแผนโปรโมชันได้แม่นยำกว่าที่เคย
11. ไรเดอร์คือฟันเฟืองสำคัญ: ความสำเร็จไม่ได้จบที่ก้นครัว แต่จบที่มือลูกค้า ไรเดอร์คือจุดสัมผัสเดียวของผู้บริโภคในโลกออนไลน์ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพาร์ทเนอร์และไรเดอร์จึงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของร้านโดยตรง
และจากรายงาน LINE MAN Wongnai Restaurant WrapUp ได้กล่าวถึงสถิติยอดนิยมและการเติบโตเชิงพื้นที่ของร้านอาหารในปีที่ผ่านมา
12. ต่างจังหวัด สมรภูมิที่ยังเติบโต: จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่มีอัตราการเติบโตของยอดขายต่อร้านแซงหน้ากรุงเทพฯ ไปแล้ว การกระจายตัวของกำลังซื้อคือโอกาสใหม่ที่ยังไม่ถูกจับจองจนแน่นเกินไป
13. มัทฉะ คือทองคำสีเขียว: มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มที่มียอดสั่งเติบโตสูงสุดทะลุ 300% แซงหน้ากาแฟหลายประเภท เพราะมัทฉะไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่ยินดีเปย์แบบไม่ยั้ง
14. ส้มตำปูปลาร้า แชมป์ตลอดกาล: ยังคงเป็นเมนูยอดนิยมอันดับ 1 ที่ถูกสั่งผ่านเดลิเวอรีมากที่สุดกว่า 8 ล้านจาน สะท้อนว่ารสชาติที่คุ้นเคยและความแซ่บคือ Comfort Food ของคนไทยที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่มีใครโค่นลงได้
15. ร้านเล็กโตได้ด้วยพลังสนับสนุน: โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยให้ร้านขนาดเล็กที่มีรายได้ต่ำมียอดขายพุ่งขึ้นได้ถึง 5.9 เท่า แพลตฟอร์มและมาตรการสนับสนุนช่วยเพิ่มการมองเห็นให้ร้านเล็กในชุมชนมีตัวตนเท่าเทียมแบรนด์ใหญ่
16. พลังของบริการรับเองที่ร้าน (Self Pick-up): บริการรับเองเติบโตสูงที่สุดในทุกบริการย่อย สะท้อนว่าลูกค้าต้องการความสะดวกของเทคโนโลยีแต่ยังคงต้องการความคุ้มค่าและได้เห็นหน้าร้านจริง
ปี 2026 คือปีแห่งความท้าทายที่ร้านอาหารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลลัพธ์ที่เท่าเดิม แต่ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอสำหรับร้านที่กล้า ‘Disrupt’ ตัวเอง เข้าหาเทคโนโลยี และให้ความสำคัญกับความไว้วางใจของลูกค้า
The post สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดค้าปลีก ประกอบกับพฤติก […]
The post CRC ไขพฤติกรรมผู้บริโภค นิยมใช้จ่ายวันศุกร์ เพราะ อารมณ์พร้อม–เวลาเอื้อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดค้าปลีก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไปอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคา เป็นหลัก สู่การมองหาความคุ้มค่า ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากขึ้น ส่งผลให้ เซ็นทรัล รีเทล หรือ CRC เดินหน้ายกระดับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ มาสเตอร์การ์ด อย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนความสำเร็จชัดเจนตลอดระยะเวลา 5 ปีหลังเปิดตัวแคมเปญสู่ตลาด โดยสามารถกระตุ้นรายได้ของ CRC เติบโตขึ้น 15% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 1,500 ล้านบาท ขณะที่รายได้ของมาสเตอร์การ์ดก็เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปีเช่นกัน
โบนิต้า ปุย แยง วู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การสร้างแบรนด์และการสื่อสาร CRC กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมจะตัดสินใจซื้อจากราคามาเป็นการเลือกจากความคุ้มค่า ประสบการณ์ และคุณค่าที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น
เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว CRC จึงขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดระยะยาว มุ่งสร้างความผูกพันกับลูกค้าผ่านการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และไลฟ์สไตล์จากหลากหลายหน่วยธุรกิจในเครืออย่างเป็นระบบ ซึ่งนำไปสู่ความร่วมมือกับมาสเตอร์การ์ด ภายใต้แคมเปญ ‘Friday ต้องเปย์ด้วยมาสเตอร์การ์ด’ ที่ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564
แคมเปญดังกล่าวสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้ต่อเนื่อง โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือ Gen Y รองลงมาคือ Gen X และ Baby Boomer ตามลำดับ ขณะที่สัดส่วนลูกค้าเพศหญิงมีมากกว่า 50% ซึ่งถือเป็นกลุ่มสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน
ขณะเดียวกัน ยอดใช้จ่ายต่อบิลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหมวดสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต แฟชั่น โฮม อุปกรณ์ก่อสร้าง อุปกรณ์กีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า และบิวตี้
โบนิต้า ย้ำว่า อีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จของแคมเปญมาจากการนำข้อมูล (Data-Driven Success) มาใช้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ ผ่านการวิเคราะห์ฐานสมาชิก The 1 กว่า 23 ล้านรายในประเทศไทย ทำให้สามารถมองเห็นอินไซต์เชิงลึก โดยเฉพาะวันศุกร์ซึ่งมีการใช้จ่ายสูงกว่าวันอื่นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกให้รางวัลตัวเอง และใช้เวลาในศูนย์การค้ามากขึ้น รวมถึงยังมีการใช้จ่ายกระจายไปหลากหลายหมวดสินค้า
สำหรับปีนี้ CRC ตั้งเป้ายอดขายจากแคมเปญเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 3-5% โดยคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีไม่ต่างจากปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งแคมเปญได้รับความร่วมมือจากธุรกิจในเครือ โดย 3 อันดับแรกของร้านในเครือที่มีการใช้คูปองจากแคมเปญสูงสุด ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ท็อปส์ และ โก โฮลเซลล์
The post CRC ไขพฤติกรรมผู้บริโภค นิยมใช้จ่ายวันศุกร์ เพราะ อารมณ์พร้อม–เวลาเอื้อ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดือนกุมภาพันธ์มักถูกขนานนามว่าเป็นเดือนแห่งความรัก ช่ว […]
The post วาเลนไทน์ไม่หวานอีกต่อไป ผลสำรวจชี้ เงินเฟ้อบีบกำลังซื้อชาวญี่ปุ่น เลิกธรรมเนียมให้ช็อกโกแลตมารยาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
เดือนกุมภาพันธ์มักถูกขนานนามว่าเป็นเดือนแห่งความรัก ช่วงเวลาที่บรรยากาศหวานชื่นถูกส่งต่อผ่านของขวัญและช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ แต่ในปีนี้ความหวานอาจจืดลง เมื่อแรงกดดันจากค่าครองชีพและเงินเฟ้อเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค
สะท้อนจากผลสำรวจล่าสุดจากบริษัทวิจัยตลาดในประเทศญี่ปุ่นสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของธรรมเนียมวันแห่งความรักอย่างมีนัยสำคัญ พบว่าผู้หญิงชาวญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะมอบช็อกโกแลตในวันวาเลนไทน์ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยมีสาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่พุ่งสูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในกระเป๋า
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงทุกช่วงวัย ตั้งแต่ 15-79 ปี จำนวน 2,500 คน พบว่ากว่า 42.8% ระบุว่าไม่มีแผนจะมอบช็อกโกแลตในปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ขยับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 4% นับเป็นสัญญาณการชะลอตัวที่น่าจับตา เนื่องจากตามธรรมเนียมดั้งเดิมของญี่ปุ่น วาเลนไทน์คือช่วงเวลาสำคัญที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายมอบช็อกโกแลตให้แก่ทั้งคู่รัก ครอบครัว และเพื่อนสนิท
เมื่อเจาะลึกรายกลุ่มพบว่าพฤติกรรมการมอบช็อกโกแลตลดลงในทุกมิติ โดยเฉพาะช็อกโกแลตครอบครัว ที่ลดลงเหลือเพียง 38.7% ตามมาด้วยการให้กลุ่มเพื่อนที่เหลือเพียง 11.2% และที่น่าสนใจที่สุดคือ ช็อกโกแลตที่ให้ตามมารยาท ที่มอบให้เพื่อนร่วมงานชาย ลดลงเหลือเพียง 7.9% เท่านั้น
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงวัยทำงานกว่า 85.4% จากกลุ่มตัวอย่าง 787 คน แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการร่วมธรรมเนียมการให้ตามมารยาทนี้อีกต่อไป ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจมาในปี 2022
ขณะที่การมอบให้ผู้อื่นลดลง แต่สัดส่วนผู้หญิงที่ซื้อช็อกโกแลตให้ตนเองกลับยังทรงตัวอยู่ที่ 21.3% อย่างไรก็ตาม แม้งบประมาณเฉลี่ยต่อคนจะเพิ่มขึ้น 8.1% มาอยู่ที่ 4,943 เยน (ราว 982 บาท) แต่จำนวนผู้ที่ต้องการซื้อช็อกโกแลตระดับพรีเมียม กลับลดน้อยลง สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อกำลังบีบให้ผู้บริโภคต้องประหยัดและเลือกสินค้าที่คุ้มค่ามากกว่าพรีเมียม
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Teikoku Databank Ltd. ยังระบุเพิ่มเติมว่า ราคาช็อกโกแลตเฉลี่ยต่อหนึ่งชิ้นพุ่งสูงขึ้นถึง 436 เยน (87 บาท) หรือเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน และหากมองย้อนไปถึงปี 2022 ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 355 เยน จะเห็นว่าราคามีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยหลักมาจากราคาวัตถุดิบโกโก้ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ผสมโรงกับการอ่อนค่าของเงินเยน ที่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบพุ่งกระฉูด จนทำให้วันวาเลนไทน์ที่เคยหอมหวาน กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเริ่มแบกรับไม่ไหว
ภาพ: Md Nahid Hasan Visuals / Shutterstock
อ้างอิง:
The post วาเลนไทน์ไม่หวานอีกต่อไป ผลสำรวจชี้ เงินเฟ้อบีบกำลังซื้อชาวญี่ปุ่น เลิกธรรมเนียมให้ช็อกโกแลตมารยาท appeared first on THE STANDARD.
]]>
พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง […]
The post ดาราหลบไป ยุคนี้ต้อง ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ยุคทอง ‘Micro-Nano’ อินฟลูฯ โต 50% แบรนด์เทงบจ้างเพราะ ‘ขายได้จริง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความน่าเชื่อถือไม่ได้ผูกติดอยู่กับคนมีชื่อเสียงระดับประเทศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อำนาจการตัดสินใจซื้อกลับไปอยู่ที่กลุ่มคนตัวเล็กอย่าง ‘Micro Influencer’ และ ‘Nano Influencer’ ที่ทำหน้าที่เสมือนเพื่อนมาบอกต่อสินค้าด้วยความจริงใจ
ข้อมูลที่น่าสนใจจาก ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ระบุว่ามูลค่าตลาด Social, KOL และสื่อ Publisher ในไทยขณะนี้มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญเกิดจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันไปสู่การชอปปิ้งออนไลน์มากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา ส่งผลให้โครงสร้างงบประมาณการตลาดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขการเติบโตของการเลือกใช้งานอินฟลูเอนเซอร์กลุ่มตัวเล็กที่พุ่งสูงขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สาเหตุสำคัญมาจากความสามารถในการ ‘ทริกเกอร์’ หรือกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายกว่า เพราะกลุ่มนี้รีวิวด้วยความรู้สึกเหมือนเพื่อนคุยกัน เน้นการป้ายยาที่ดูเป็นธรรมชาติ ซึ่งต่างจากดาราเบอร์ใหญ่ที่ผู้บริโภคอาจแค่รับรู้แต่ไม่ตัดสินใจซื้อทันที
งบประมาณการตลาดจึงถูกจัดสรรมาสู่ช่องทางนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนงบสำหรับ Influencer จะขยับขึ้นไปแตะระดับ 35-40% ในปีนี้ ปัจจัยหลักมาจากการที่แบรนด์ต้องการตัวเลขที่วัดผลความคุ้มค่าหรือ Return on Investment ได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะโมเดลการติดตะกร้าสินค้าที่ทำให้รู้ยอดขายที่เกิดขึ้นจริง แตกต่างจากการลงสื่อทีวีหรือสื่ออื่นที่วัดผลลัพธ์ด้านยอดขายได้ยาก
แพลตฟอร์มที่เป็นผู้นำในการกวาดงบประมาณคงหนีไม่พ้น TikTok ซึ่งครองส่วนแบ่งไปกว่า 50% ของงบประมาณทั้งหมด เนื่องจากระบบเอื้อให้เกิดการปิดการขายได้ทันทีและวัดผลได้ชัดเจน พฤติกรรมของผู้ใช้งานในแพลตฟอร์มนี้มักเกิดการซื้อแบบฉับพลันหรือ Impulse Purchase ได้ง่าย เพียงแค่เห็นคลิปวนซ้ำไปมาก็สามารถกระตุ้นให้เกิดความต้องการสินค้าได้โดยที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน
ขณะที่ YouTube กลับมีบทบาทที่แตกต่างออกไป โดยเหมาะกับสินค้าที่ต้องการความรู้ความเข้าใจสูง หรือ ‘High Involvement’ เช่น รถยนต์ หรือการพาชมโรงงานเพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การใช้งบในช่องทาง YouTuber ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มอื่น หากใช้งบเท่ากันอาจจ้างอินฟลูเอนเซอร์ใน TikTok ได้จำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว ทำให้แบรนด์ต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างละเอียด
โจทย์ใหญ่จึงตกอยู่ที่กลุ่มคนดังหรือ Macro Influencer ที่ต้องเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ธนดล ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มนี้ต้องปรับรูปแบบการนำเสนอเนื้อหาไม่ให้ดูเป็นการยัดเยียดขายของหรือ ‘Hard Sell’ จนเกินงาม แต่ต้องเน้นการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่กลมกลืนไปกับไลฟ์สไตล์ หรือสอดแทรกไอเดียที่น่าสนใจเพื่อให้คนดูรู้สึกเนียนไปกับสินค้า
แม้กลุ่มเบอร์ใหญ่จะไม่ได้สร้างยอดขายได้ถล่มทลายเท่ากลุ่มตัวเล็ก แต่ยังมีความจำเป็นในมิติของการสร้าง Brand Awareness และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้า แบรนด์ยังคงต้องพึ่งพาคุณภาพการผลิตและความเป็นมืออาชีพของคนกลุ่มนี้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในวงกว้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่ม Nano Influencer อาจยังทำได้ไม่ดีเท่า
กลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด แทนที่จะทุ่มเงินจ้างคนดังเพียงคนเดียว แบรนด์หันมาใช้วิธีกระจายงบไปยังกลุ่มคนตัวเล็กหลายคน หากคนไหนทำผลงานได้ดีจึงค่อยต่อยอดปั้นให้เติบโตขึ้น วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายกว่าเดิม
ธนดล ทิ้งท้ายถึงทิศทางตลาดว่า “ตอนนี้ยังเป็นช่วงขาขึ้น เพราะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังคงขับเคลื่อนด้วยพลังของ KOL เป็นหลัก ทำให้ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดนี้จะยังไม่ถูกดิสรัปต์” แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดขึ้นตามจำนวนผู้เล่นในตลาดที่มีกว่า 2 แสนราย รวมถึงเทรนด์ที่แบรนด์เริ่มหันมาไลฟ์ขายของด้วยตัวเอง ซึ่งอาจกระทบกลุ่ม Macro Influencer มากที่สุด
ภาพ : WHYFRAME / Shutterstock
The post ดาราหลบไป ยุคนี้ต้อง ‘เพื่อนป้ายยาเพื่อน’ ยุคทอง ‘Micro-Nano’ อินฟลูฯ โต 50% แบรนด์เทงบจ้างเพราะ ‘ขายได้จริง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดีแคทลอน ประเทศไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคใน […]
The post ดีแคทลอน เผยยอดขาย ‘วิ่ง-เดินป่า’ โต 20% รับเทรนด์ Gen Z-Y ชอบกีฬากลางแจ้ง ล่าสุดปักหมุดสาขาที่ 28 เดอะมอลล์ บางกะปิ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ดีแคทลอน ประเทศไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงปลายปี 2568 โดยพบว่ากิจกรรมและกีฬากลางแจ้งกลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มคนเจเนอเรชัน Z และ Y ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลบวกโดยตรงต่อผลการดำเนินงาน
ที่น่าสนใจคือยอดขายในหมวดสินค้าที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมกลางแจ้งมีการเติบโตสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเฉพาะ สินค้าประเภทวิ่ง มียอดขายเติบโตมากกว่า 20% และ สินค้ากลุ่มเดินป่าและแคมป์ปิ้ง มียอดขายเติบโตมากกว่า 10%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของคนไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและการใช้เวลาเชื่อมโยงกับธรรมชาติมากขึ้น
จากการเก็บข้อมูลของดีแคทลอน พบว่านิยามของการดูแลสุขภาพในกลุ่มคนรุ่นใหม่ของไทยได้ขยายขอบเขตไปไกลกว่าเดิม จากในอดีตที่การออกกำลังกายมุ่งเน้นเพียงผลลัพธ์ด้านความแข็งแรงของร่างกาย ปัจจุบันได้รวมเอาการดูแล ‘สุขภาพใจ’ และ ‘การใช้เวลาร่วมกับผู้อื่น’ เข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ
เทรนด์เวลเนสยุคใหม่ นี้ ไม่ได้มุ่งเน้นผลลัพธ์ทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับการเข้าสังคม การสร้างประสบการณ์ใหม่ และการสร้างความสัมพันธ์ผ่านกลุ่มคนที่มีความชอบคล้ายคลึงกัน จนเกิดเป็นคอมมูนิตี้และวัฒนธรรมย่อย (Sub-culture) ที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการสำรวจของกรมพลศึกษาในปี 2567 ที่พบว่า อัตราการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 40.4% ในปี 2565 เป็น 44.4% ในปี 2567
ประกอบกับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียและกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดกระแสความนิยมในกิจกรรมอย่าง Running Club, คลาสโยคะในสวนสาธารณะ ไปจนถึงกลุ่มเดินป่าตั้งแคมป์ ส่งผลให้กิจกรรมกลางแจ้งกลายเป็นกิจกรรมทางสังคมที่ผู้คนใช้เชื่อมต่อกัน
ดีเรน เชตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแคทลอน ประเทศไทย กล่าวว่า ยอดการเติบโตของสินค้าหมวดกิจกรรมกลางแจ้งของบริษัท สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของคนไทยกับธรรมชาติ และการใส่ใจดูแลตัวเองของคนในยุคปัจจุบัน
เพื่อตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าว ล่าสุดได้เปิดตัวสาขาที่ 28 ณ เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ซึ่งถือเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก
การเลือกทำเลบางกะปิถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เนื่องจากเป็นย่านที่มีศักยภาพสูง รายล้อมด้วยชุมชน มหาวิทยาลัย และอยู่ใกล้กับสนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยดีแคทลอนตั้งเป้าให้สาขานี้เป็น Urban Active Zone หรือพื้นที่กิจกรรมของคนเมืองแห่งใหม่ โดยมีพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตร
นอกจากนี้ ดีแคทลอนยังมีแผนร่วมมือกับเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ และกลุ่มคนออกกำลังกายในพื้นที่ เพื่อวางแผนจัดกิจกรรมกีฬาตลอดทั้งปี อาทิ Running Club และเวิร์คช็อปแคมป์ปิ้ง เพื่อสร้างให้ย่านบางกะปิกลายเป็น Active Lifestyle Community
ดีเรนกล่าวปิดท้ายว่า ดีแคทลอนมองว่ากีฬาเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์และความสุขในชีวิตประจำวัน การเปิดสาขาบางกะปิจึงเป็นก้าวสำคัญในการนำกีฬาเข้าไปใกล้ชิดกับชีวิตผู้คน และทำให้ทุกคนรู้สึกว่ากีฬาเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้จริง
The post ดีแคทลอน เผยยอดขาย ‘วิ่ง-เดินป่า’ โต 20% รับเทรนด์ Gen Z-Y ชอบกีฬากลางแจ้ง ล่าสุดปักหมุดสาขาที่ 28 เดอะมอลล์ บางกะปิ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ […]
The post VML ถอดรหัส ‘Consumer Paradox’ ความย้อนแย้งในใจผู้บริโภคไทย เมื่อความอยากสวนทางกับกำลังจ่าย และความจริงใจต้องมาพร้อมความว้าว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ กระแสโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการมาถึงของเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI ได้ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ในหมู่ผู้บริโภคไทย นั่นคือ ‘Consumer Paradox Mindsets’ หรือความคิดและพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกันในตัวเอง
VML Thailand ได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงลึกเพื่อถอดรหัสพฤติกรรมดังกล่าว โดยนำผลสำรวจจากงานวิจัยระดับโลกอย่าง The Future 100 และ Future Shopper มาร่วมวิเคราะห์ เพื่อไขสู่โอกาสทางการตลาดใหม่ๆ
ผลการวิจัยได้เผยให้เห็นถึง 4 มิติสำคัญของความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นในใจผู้บริโภคไทย โดยมิติแรกคือ The Spending Paradox หรือความขัดแย้งระหว่าง ‘ความอยากจ่าย’ กับ ‘กำลังในการจ่าย’ แม้จะมีแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่ผู้บริโภคโดยเฉพาะ Gen Z กลับมีความต้องการใช้จ่ายในสินค้าหลายหมวดหมู่มากกว่าคนรุ่นอื่น ทำให้กว่า 70% ต้องมองหาแบรนด์ทางเลือกที่ราคาถูกกว่า
ในขณะเดียวกัน กลุ่ม Gen X ถึง Baby Boomer ที่มีกำลังซื้อสูงกว่ากลับเน้นประหยัด แต่ก็พร้อมจ่ายให้กับสินค้าด้านสุขภาพและประสบการณ์การช้อปปิ้งที่น่าสนใจ
มิติที่สองคือ The Relationship Paradox หรือความขัดแย้งระหว่าง ‘การอยากเชื่อมต่อ’ กับ ‘อยากหยุดเชื่อมต่อ’ แม้คนไทยกว่า 90% จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเชื่อมต่อกับโซเชียลมีเดียตลอดเวลา แต่ผู้บริโภคเกือบ 80% กำลังพิจารณาเรื่องการควบคุมปริมาณข้อมูล
และ 71% เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าจากเทคโนโลยี ทำให้กว่า 38% หันไปให้ความสนใจกับกิจกรรมในโลกจริงมากขึ้นเพื่อสุขภาพจิตที่ดี แม้จะยังมองว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตก็ตาม
มิติที่สามคือ The Belief Paradox หรือความขัดแย้งระหว่าง ‘ความต้องการความจริงใจ’ กับ ‘ความโหยหาความว้าว’ ในยุคที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องข่าวปลอมสูงถึง 80% ทำให้พวกเขาเรียกร้องหาแบรนด์ที่จริงใจ (64%) และน่าเชื่อถือ (70%) เป็นอันดับแรก แต่ในขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นใน AI กลับสูงขึ้นเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสวนทางกับความเชื่อมั่นในอินฟลูเอนเซอร์ที่ลดลง
ยิ่งไปกว่านั้น เพียงแค่ความน่าเชื่อถืออาจไม่เพียงพอ เพราะผู้บริโภคกว่า 73% ยังคงต้องการแบรนด์ที่สามารถสร้างความบันเทิงและประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นเพื่อเป็น Top of Mind ในใจพวกเขา
และมิติสุดท้ายคือ The Health & Wellness Paradox หรือความขัดแย้งระหว่าง ‘ความกลัวแก่’ กับ ‘ความสุขในวัยเกษียณ’ สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ที่กลัวความแก่ชรามากที่สุดกลับเป็นคนรุ่นใหม่ Gen Z ที่มองว่าการลงทุนดูแลรูปลักษณ์เป็นสิ่งสำคัญ
ในทางกลับกัน กลุ่ม Baby Boomer กลับกลัวความแก่น้อยที่สุด โดย 90% เชื่อว่า ‘อายุเป็นเพียงตัวเลข’ และกว่า 50% คิดว่าชีวิตสามารถเริ่มต้นใหม่ได้หลังอายุ 60 ปี
ปรัตถจริยา ชลายนเดชะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร VML Thailand ชี้ว่า ปรากฏการณ์ความย้อนแย้งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจ โดยปัญหาใหญ่ในปัจจุบันไม่ใช่การขาด Awareness แต่เป็นการขาด ‘Effective Push-through’ ที่จะเปลี่ยนจากความสนใจไปสู่การซื้อจริง ซึ่งมีอัตราการ Drop-off จาก Consideration สู่ Purchase สูงถึง 50-75% ในทุกอุตสาหกรรม ทำให้แบรนด์สูญเสียโอกาสทางรายได้มหาศาลถึง 35-55% จากรอยรั่วเหล่านี้
สถานการณ์ยิ่งท้าทายขึ้นเมื่อต้นทุนสื่อโฆษณาแพงขึ้น 2.5-3.5 เท่า แต่กลับเพิ่ม Conversion ได้เพียง 5-10% เท่านั้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง 8-12% แต่ความคาดหวังต่อคุณภาพกลับสูงขึ้น 15-20% นอกจากนี้ Cost per acquisition ยังสูงขึ้นถึง 25-45% และลูกค้ากว่า 68% ก็พร้อมจะเปลี่ยนแบรนด์ทันทีหากเจอประสบการณ์หรือข้อเสนอที่ดีกว่า
ในภาวะที่ผู้บริโภคมีความอดทนน้อยลงและความภักดีต่อแบรนด์เปราะบางอย่างยิ่ง แบรนด์ที่จะสามารถเอาชนะในตลาดที่ท้าทายนี้ได้ คือแบรนด์ที่เข้าใจและสามารถปลดล็อกความย้อนแย้งในใจของผู้บริโภค เพื่อเปลี่ยนรอยรั่วทางการตลาดให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และขับเคลื่อนผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง
ภาพ: Eva Pruchova / Shutterstock
The post VML ถอดรหัส ‘Consumer Paradox’ ความย้อนแย้งในใจผู้บริโภคไทย เมื่อความอยากสวนทางกับกำลังจ่าย และความจริงใจต้องมาพร้อมความว้าว appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังคงอยู่ในภาวะ ‘เปราะบาง’ แม้ […]
The post ‘3 เซฟ’ ทางรอดแบรนด์ยุคเศรษฐกิจบีบคั้น Save Money-Save Earth-Safe Health กลยุทธ์รับพฤติกรรมผู้บริโภคปี 2568 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 ยังคงอยู่ในภาวะ ‘เปราะบาง’ แม้จะมีสัญญาณฟื้นตัวจากภาคท่องเที่ยวที่คาดว่าจะทะลุ 40 ล้านคน และการลงทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ก็มีปัจจัยบีบคั้นรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สินค้าจีนทะลักตลาด มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ กระทบการค้าระหว่างประเทศ ราคาสินค้าพุ่ง ค่าครองชีพสูงลิ่ว และกำลังซื้อที่ถดถอย
แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ ผศ.ดร.สุเทพ นิ่มสาย หัวหน้าสาขาการจัดการและกลยุทธ์ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ชี้ว่า มีเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจ ซึ่งเรียกว่า ‘3 เซฟ’ ได้แก่ Save Money, Save Earth และ Safe Health & Mental Health ที่กำลังสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจในทุกแวดวง
ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคยุค 2568 ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่เพียงแค่มองหาสินค้าถูกที่สุด แต่ต้องการความคุ้มค่าในระยะยาว มีการคิดและวางแผนการเงินก่อนควักกระเป๋า เปรียบเทียบราคา ตรวจสอบโปรโมชั่น และหาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจซื้อ
ธุรกิจที่กำลังได้ลมใต้ปีกจากเทรนด์นี้คือ ธุรกิจค้าปลีกสินค้าราคาประหยัด ธุรกิจที่เน้นขายปริมาณมากราคาต่อหน่วยต่ำ แพลตฟอร์ม e-Commerce ที่มีโปรโมชันจัดเต็ม ตลาดสินค้ามือสอง และธุรกิจให้เช่าสินค้า ขณะที่แบรนด์พรีเมียมต้องสร้างมูลค่าเพิ่มที่ชัดเจนมากขึ้น
ผศ.ดร.สุเทพ แนะว่า เมื่อผู้บริโภคฉลาดซื้อ ธุรกิจต้องฉลาดขาย โดยมีแนวทางสำคัญคือ
ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกรวมถึงคนไทยตื่นตัวและหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยไม่ได้เลือกซื้อสินค้าแค่คุณภาพและราคาเท่านั้น แต่เลือกสนับสนุนแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ธุรกิจที่มีนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนชัดเจนจะได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่ธุรกิจ Fast Fashion อุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง หรือธุรกิจที่ไม่มีนโยบายลดคาร์บอนฟุตพรินต์ จะถูกกดดันด้านภาพลักษณ์และแย่งส่วนแบ่งในตลาด
ผศ.ดร.สุเทพ เน้นย้ำว่า ธุรกิจที่อยากโตต้อง ‘Go Green’ อย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่สร้างภาพลักษณ์แบบ Greenwashing แต่ต้องมีแนวทางที่เป็นรูปธรรม
ขณะที่เทรนด์รักสุขภาพยังมาแรงแต่เน้นการ ‘ป้องกัน’ มากกว่าการรักษา โดยผู้บริโภคให้ความสนใจดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Wellbeing) ทั้งร่างกายและจิตใจ
ธุรกิจที่ได้ประโยชน์โดยตรงคือ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม ฟิตเนส เทคโนโลยีด้านสุขภาพ บริการ Health & Wellness รวมถึงแพลตฟอร์มเพื่อสุขภาพกายและใจ เช่น MyFitnessPal, Doctor A to Z, Headspace, Ooca และอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ เช่น Apple Watch, Fitbit ขณะที่ธุรกิจที่ส่งผลลบต่อสุขภาพจะเผชิญความท้าทายมากขึ้น
พชรณัชช์ เอกวุฒิ ผู้จัดการศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และศิษย์เก่าสาขาการจัดการธุรกิจสุขภาพ (HBM) CMMU แนะนำว่า ธุรกิจยุคใหม่ต้อง ‘ดีต่อกาย ดีต่อใจ’ เพื่อเอาใจสาย Healthy โดยมีแนวทางสำคัญ
ผศ.ดร.สุเทพ สรุปว่า แม้เศรษฐกิจจะผันผวน แต่ผู้บริโภคยังพร้อมจับจ่ายในสิ่งที่ ‘คุ้มค่า’ และมี ‘คุณค่า’ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Save Money ที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวทางการเงิน Save Earth ที่ช่วยเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น หรือ Safe Health & Mental Health ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ธุรกิจที่ตอบโจทย์เหล่านี้ได้จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะวิกฤตแค่ไหน
ภาพ: Yellow_man / Shutterstock
The post ‘3 เซฟ’ ทางรอดแบรนด์ยุคเศรษฐกิจบีบคั้น Save Money-Save Earth-Safe Health กลยุทธ์รับพฤติกรรมผู้บริโภคปี 2568 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในโลกของการค้าปลีกที่แข่งขันสูง การสร้างความแตกต่างเป็น […]
The post แกะสูตรแคมเปญสติกเกอร์ ‘ท็อปส์’ เมื่อลูกค้าเลือกส่วนลดได้เอง และทำไมจึงเป็นกระสุนการตลาดที่คู่แข่งทำตามได้ยาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในโลกของการค้าปลีกที่แข่งขันสูง การสร้างความแตกต่างเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต่างให้ความสำคัญ แต่น้อยรายที่จะสามารถสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจนกลายเป็นจุดแข็งทางการตลาดได้ยาวนาน
‘ท็อปส์’ นับเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการค้าปลีกที่สามารถสร้าง ‘ลายเซ็น’ ทางการตลาดได้สำเร็จผ่านแคมเปญสติกเกอร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ปี และล่าสุดกับการเปิดตัวแคมเปญ ‘Discover Fun Fest ง่ายๆ เพียงแปะอะไรก็ลด’ ที่ตั้งใจนำมาปลุกกระแสการช้อปปิ้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้
จากการศึกษาของ McKinsey & Company พบว่า แบรนด์ที่นำเสนอประสบการณ์ลูกค้าแบบเฉพาะตัวมีอัตราการเติบโตสูงกว่าคู่แข่งราว 2 เท่า ข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่าการสร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่เพียงช่วยในด้านการสร้างแบรนด์ แต่ยังส่งผลต่อผลยอดขายโดยตรงอีกด้วย
แนวคิดการให้ลูกค้าเป็นผู้เลือกส่วนลดด้วยตนเองของท็อปส์ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะมีการนำพฤติกรรมของผู้บริโภคมาปรับใช้กับลูกเล่นทางการตลาดแล้วเห็นผลในแง่ของของขายได้จริงๆ
จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ท็อปส์พบว่าการนำเสนอโปรโมชันหรือส่วนลดในสินค้าที่ลูกค้าไม่ได้สนใจ ต่อให้ส่วนลดมากเพียงใด ก็ไม่สามารถดึงดูดความสนใจหรือสร้างการมีส่วนร่วมได้ ในทางตรงกันข้าม หากมอบส่วนลดในสินค้าที่ลูกค้าต้องการ จะสามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีกว่า
สิ่งที่ทำให้แคมเปญสติกเกอร์ของท็อปส์แตกต่างและยากที่คู่แข่งในกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตจะเลียนแบบได้ คือการทำให้ลูกค้าเลือกส่วนลดได้เอง ซึ่งตรงข้ามกับโปรโมชันทั่วไปที่ร้านค้ามักเป็นผู้กำหนดว่าสินค้าใดลดราคา ซึ่งมักเป็นสินค้าที่ต้องการระบายสต็อก
แต่ท็อปส์กลับให้ลูกค้าได้ประหยัดในสิ่งที่ต้องการซื้อจริงๆ สร้างความพึงพอใจที่ตรงใจกว่า หากคู่แข่งต้องการทำตาม ตัวแบรนด์ค้าปลีกเองจะต้องยอมเสียการควบคุมกำไรและการบริหารสินค้าคงคลัง
จากข้อมูลผลปีที่ผ่านมาพบว่า แคมเปญสติกเกอร์ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยสามารถกระตุ้นยอดซื้อของผู้เข้าร่วมแคมเปญเพิ่มสูงขึ้นถึง 35.3% เพิ่มความถี่ในการซื้อสินค้ามากขึ้น 17.1% และเพิ่มมูลค่าการซื้อต่อตะกร้าสูงขึ้น 15.4% นอกจากนี้ ยังดึงดูดลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 9%
ขณะที่การเลือกจังหวะในการใช้แคมเปญก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างในปีนี้เลือกที่จะใช้ในช่วงสงกรานต์ ซึ่ง ททท. คาดว่า มีเม็ดเงินสะพัดรวม 2.6 หมื่นล้านบาทหรือเติบโตขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย 4.76 แสนคน เพิ่มขึ้น 3% และการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น 7%
การเติบโตด้านการท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์นี้เอง ส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกและบริการได้รับอานิสงส์จากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งการเลือกซื้อสินค้าเพื่อเตรียมฉลองเทศกาล การใช้จ่ายในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ รวมทั้งพฤติกรรมการซื้อสินค้าจากกลุ่มผู้เดินทางกลับภูมิลำเนาทั่วประเทศ
ซึ่งการใช้ช่วงสงกรานต์ก็สอดคล้องกับการวิจัยจาก Deloitte Insights ที่ระบุว่าแบรนด์ที่สามารถผูกโยงกลยุทธ์การตลาดกับช่วงเวลาสำคัญทางวัฒนธรรมได้อย่างแนบเนียน จะสามารถสร้างการเติบโตของยอดขายได้สูงกว่าคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกันถึง 25% เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภคได้ลึกซึ้งกว่า
นอกจากนี้ การพัฒนาต่อยอดจากแคมเปญเดิมเป็นจุดแข็งของท็อปส์ เพราะมีผลสำรวจจาก Ipsos พบว่า แบรนด์ที่สามารถสร้างความต่อเนื่องในแคมเปญการตลาด มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าการเปลี่ยนแคมเปญใหม่ทั้งหมดถึง 60%
โดยแคมเปญ Discover Fun Fest ง่ายๆ เพียงแปะอะไรก็ลด ยังคงนำเสนอแนวคิดให้ลูกค้าเลือกส่วนลดเอง แต่เพิ่มความหลากหลายโดยร่วมมือกับพันธมิตรมากถึง 93 แบรนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว และแบ่งช่วงเวลาการใช้สติกเกอร์เป็น 2 รอบ เพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ โดยมีระยะเวลาแคมเปญถึง 30 เมษายนนี้
“เราเชื่อมั่นว่าแคมเปญนี้ไม่เพียงแต่จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย แต่ยังเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงไฮซีซัน พร้อมตอกย้ำการเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ของท็อปส์” จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าว พร้อมเสริมว่า “ท็อปส์คาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มทราฟฟิกร้านค้าและผลักดันยอดขายให้เติบโตมากกว่า 20%”
สถิติของท็อปส์เองก็ยืนยันว่าช่วงสงกรานต์เป็นช่วงที่มีการใช้จ่ายสูง โดยปีที่ผ่านมามูลค่าต่อตะกร้าของลูกค้าสมาชิก The 1 เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ยอดขายในต่างจังหวัดเติบโตกว่า 8.3% เมื่อเทียบกับช่วงปกติ
โดย 3 ภูมิภาค ที่มียอดคนใช้จ่ายเติบโตสูงสุด ได้แก่ ภาคเหนือโต 20.4% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือโต 14.7% ภาคกลางและภาคตะวันตกโต 9.3% ซึ่งภูมิภาคเหล่านี้ เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
ข้อมูลยังพบด้วยว่า กลุ่มลูกค้าพบ Gen Y และ Gen X ครองสัดส่วนจำนวนนักช้อปมากที่สุดในช่วงเทศกาลถึง 40.2% และ 35% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มชาวต่างชาติที่เป็นลูกค้าสมาชิก มีสัดส่วนยอดใช้จ่ายต่อตะกร้าสูงกว่าคนไทยถึง 2 เท่า
ดังนั้นการนำแคมเปญที่มีเอกลักษณ์มาใช้ในช่วงนี้จึงเป็นการตอบสนองต่อแนวโน้มพฤติกรรมการบริโภคตามฤดูกาล และสอดคล้องกับการศึกษาของ Harvard Business Review ที่พบว่า การสร้างประสบการณ์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ คือหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในระยะยาว โดยแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนจะมีโอกาสสร้างความภักดีจากลูกค้าได้สูงกว่า
ท้ายที่สุดแคมเปญสติกเกอร์จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือกระตุ้นยอดขายระยะสั้น แต่ยังเป็นการสร้างความแตกต่างในระยะยาว ในตลาดค้าปลีกที่มีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการต่างต้องหาวิธีสร้างเอกลักษณ์ให้กับแบรนด์ การที่ท็อปส์ยังคงใช้และพัฒนาแนวคิดแคมเปญสติกเกอร์มาอย่างต่อเนื่อง จึงช่วยให้ผู้บริโภคจดจำและแยกแยะความแตกต่างได้ง่ายขึ้นในตลาดที่มีทางเลือกมากมาย
อ้างอิง:
The post แกะสูตรแคมเปญสติกเกอร์ ‘ท็อปส์’ เมื่อลูกค้าเลือกส่วนลดได้เอง และทำไมจึงเป็นกระสุนการตลาดที่คู่แข่งทำตามได้ยาก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในญี่ปุ่น กลายเป็นจุดหมายปลายทาง […]
The post ร้านสะดวกซื้อหรือขุมทรัพย์? 7-Eleven ญี่ปุ่น เจาะลึกพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เปิด ‘เมนู(ไม่)ลับ’ ยอดฮิต ที่ใครๆ ก็ต้องลอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในญี่ปุ่น กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมาก ที่ต่างก็มุ่งหน้าไปเพื่อเลือกซื้อสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่ขนมขบเคี้ยวที่ไม่เหมือนใคร ไปจนถึงสินค้าขายดีที่ไม่น่าจะเป็นไปได้
ความนิยมนี้เองที่เผยให้เห็นเบาะแสที่ซ่อนอยู่สำหรับโอกาสทางธุรกิจ ตามที่ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการของ Seven-Eleven Japan บริษัทในเครือ Seven & i Holdings กล่าวไว้
แม้ว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้จะแวะร้านสะดวกซื้ออื่นๆ เพื่อซื้อของใช้จำเป็นเฉพาะหน้า แต่พวกเขาก็ยังคงเลือก 7-Eleven สำหรับบริการต่างๆ เช่น แลกเงินตราต่างประเทศ และถอนเงินจากตู้ ATM เนื่องจากเครือข่ายร้านสะดวกซื้อแห่งนี้เป็นที่รู้จักในระดับสากลมากกว่า
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวขาเข้ายังนิยมซื้อของที่ 7-Eleven นอกเมืองใหญ่อย่างโตเกียว โอซาก้า และเกียวโตมากขึ้น โดยหลายคนเดินทางไปตามรอยอนิเมะยังสถานที่ต่างๆ ที่ปรากฏในภาพยนตร์การ์ตูน และแวะร้านสะดวกซื้อใกล้เคียง ซึ่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการได้ยกตัวอย่างจังหวัดกิฟุ อิชิกาวะ และวาคายามะ
จากกระแสนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวในร้าน 7-Eleven ทั่วญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าในปี 2024 และในบางสาขายอดขายพุ่งสูงขึ้นถึง 10 เท่า’ หรือมากกว่านั้นเลยทีเดียว แล้วนักท่องเที่ยวเหล่านี้ซื้ออะไรกันบ้าง?
โอนิกิริไส้ทูน่ามายองเนส ซึ่งเป็นสินค้าเฮาส์แบรนด์ของ 7-Eleven กลายเป็นสินค้ายอดนิยมอันดับที่ 1 ในหมู่นักท่องเที่ยวขาเข้าทั้งหมดในเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่แซนด์วิชไข่ เฮาส์แบรนด์ของ 7-Eleven เช่นกัน ครองอันดับที่ 3
และโอนิกิริอีกรสชาติอย่างไส้แซลมอนก็ตามมาในอันดับที่ 5 ส่วนน้ำดื่มบรรจุขวดและไอศกรีมได้รับความนิยมในอันดับที่ 2 และ 4 ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาข้อมูลการขายอย่างใกล้ชิดจะเห็นได้ว่าความชอบนั้นแตกต่างกันไปตามแหล่งที่มาของนักท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ สินค้าอันดับ 1 คือขนมหวานแช่แข็งสไตล์เครมบรูเลจาก Ohayo Dairy Products โดยมีแซนด์วิชไข่อยู่ในอันดับที่ 2
ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีนแห่กันไปซื้อพุดดิ้งนม Jersey ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จาก Ohayo Dairy Products เช่นกัน ส่วนแซนด์วิชไข่กลายเป็นสินค้าขายดีอันดับที่ 1 ในหมู่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยโอนิกิริไส้ทูน่ามายองเนสและน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มลูกค้าจากทั้ง 3 ประเทศ เพราะเป็นสิ่งที่มอบความรู้สึก ‘ปลอดภัยที่จะดื่มได้ทุกเมื่อที่ต้องการขณะท่องเที่ยว’ ตามคำกล่าวของแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม
ความแตกต่างในความชอบเหล่านี้มีเหตุผลเบื้องหลังที่น่าสนใจ นมญี่ปุ่นเป็นที่นิยมในประเทศจีน ซึ่งเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่นำเสนอพุดดิ้งนมก็ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ชม และนมจาก Meiji Holdings ยังติดท็อป 5 สินค้าที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมซื้ออีกด้วย
ส่วนแซนด์วิชไข่ก็มีฐานแฟนคลับที่แข็งแกร่ง เนื่องจากแซนด์วิชญี่ปุ่นมีจุดเด่นที่ขนมปังนุ่มชุ่มชื้นและไข่ฟูนุ่มกว่าแซนด์วิชในสหรัฐฯ และที่อื่นๆ
ในบรรดาสินค้ายอดฮิตที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก นักท่องเที่ยวชาวจีนชื่นชอบกัมมีเคลือบช็อกโกแลตสอดไส้น้ำองุ่นไชน์มัสแคตเป็นพิเศษ เนื่องจากขนมที่ใช้องุ่นพันธุ์นี้ไม่ค่อยมีขายในประเทศบ้านเกิด
วาซาบิเพสต์ก็เป็นสินค้าขายดีในกลุ่มลูกค้าจากเกาหลีใต้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเครื่องปรุงรสชนิดนี้มักจะขายในรูปแบบผงในเกาหลีใต้ และสินค้าอื่นๆ ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ได้แก่ กล้องฟิล์มใช้แล้วทิ้งจาก Fujifilm, กรรไกรตัดเล็บ และดังโงะเสียบไม้
ข้อมูลจากรัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า ในปี 2024 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นเกือบ 36.9 ล้านคน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด เป็นประวัติการณ์ โดยมียอดใช้จ่ายรวมกันประมาณ 8.14 ล้านล้านเยน (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งก็เป็นสถิติสูงสุดเช่นเดียวกัน
ภาพ: AlmostViralDesign / Shutterstock
อ้างอิง:
The post ร้านสะดวกซื้อหรือขุมทรัพย์? 7-Eleven ญี่ปุ่น เจาะลึกพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เปิด ‘เมนู(ไม่)ลับ’ ยอดฮิต ที่ใครๆ ก็ต้องลอง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้ […]
The post เบียร์ยังคงครองบัลลังก์ความนิยมในตลาดแอลกอฮอล์ไทย แต่ ‘สิงห์-ช้าง’ กำลังสะเทือน เพราะคราฟต์เบียร์มาแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ Kantar Worldpanel เผยข้อมูลล่าสุดที่แสดงให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการเติบโตของผู้ผลิตรายย่อยที่เข้ามาท้าชนแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่างสิงห์และช้าง ในตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลตั้งแต่ปี 2566
เบียร์ยังคงครองบัลลังก์ความนิยมด้วยส่วนแบ่งตลาดถึง 70% มีครัวเรือนไทยกว่า 8.2 ล้านครัวเรือนที่ซื้อเบียร์มาดื่มที่บ้าน สร้างยอดซื้อทะลุ 9 หมื่นล้านครั้งต่อปี แม้จำนวนผู้ซื้อจะลดลง แต่ปริมาณการบริโภคทั้งในและนอกบ้านกลับเพิ่มขึ้น ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคที่ยังคงดื่มเบียร์มีปริมาณการบริโภคต่อครั้งที่สูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองคือการถดถอยของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศ อย่างสิงห์, ช้าง, ไฮเนเก้น และบัดไวเซอร์ ที่เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับแบรนด์ท้องถิ่นหรือคราฟต์เบียร์ ที่เข้ามาสร้างสีสันใหม่ในตลาด
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการผงาดขึ้นของ RTD หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มผู้หญิงถึง 70% และกลุ่มคนรุ่นใหม่วัย 20 ปี โดยครองส่วนแบ่ง 40% ของยอดขาย
ชีวานนท์ ปิยะพิทักษ์สกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส Kantar Worldpanel ประเทศไทยและมาเลเซีย เผยว่า “ความท้าทายในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันระหว่างแบรนด์ใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเข้ามาของผู้ผลิตรายเล็กที่สร้างทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค”
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมผู้บริโภคไทยกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่ชาวตะวันตกให้ความสำคัญกับสุขภาพอย่างมาก จนมองว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งไม่ดี และหันไปนิยมเครื่องดื่ม 0% แอลกอฮอล์แทน แต่ในไทยกลับไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากคนไทยนิยมปรับแต่งรสชาติด้วยการผสมโซดาหรือน้ำอัดลมมากกว่าการเลือกดื่มเพื่อสุขภาพ
ในส่วนของตลาดสุราเริ่มเห็นการเติบโตที่น่าสนใจในบางประเภท โดยเฉพาะบรั่นดีและโซจูที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น แม้ภาพรวมตลาดจะหดตัว แต่แบรนด์อย่างรีเจนซี่ก็ยังสามารถดึงดูดผู้ซื้อใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม วิสกี้กลับกลายเป็นหมวดที่เติบโตช้าที่สุดในตลาดแอลกอฮอล์ แม้จะเป็นเครื่องดื่มที่มีภาพลักษณ์หรูหรา
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าจับตามองเกี่ยวกับผลกระทบของการทำให้กัญชาถูกกฎหมายต่อการบริโภคแอลกอฮอล์ รวมถึงรูปแบบการดื่มที่บ้านว่ายังคงเกิดขึ้นส่วนใหญ่ในวันศุกร์และเสาร์เช่นเดิมหรือไม่ รวมถึงโอกาสในการดื่มที่แตกต่างกันของเครื่องดื่มแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นการฉลองเทศกาล การดื่มหลังเลิกงาน หรือการดื่มเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จ
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจับตามองคือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวให้ทันกับเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสมรภูมิเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่กำลังร้อนระอุนี้
เพราะเมื่อกฎเกณฑ์เปลี่ยน เกมการแข่งขันย่อมต้องเปลี่ยนตาม และผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอดในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้
ภาพ: Tirachard Kumtanom / Shutterstock
The post เบียร์ยังคงครองบัลลังก์ความนิยมในตลาดแอลกอฮอล์ไทย แต่ ‘สิงห์-ช้าง’ กำลังสะเทือน เพราะคราฟต์เบียร์มาแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>