พระราชพิธีบรมราชาภิเษก Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พระราชพิธีบรมราชาภิเษก/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 02 Jun 2023 01:05:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 2 มิถุนายน 1953 – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ควีนเอลิซาเบธที่ 2 https://thestandard.co/on-this-day-02061953/ Fri, 02 Jun 2023 01:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=798168

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระธิดาองค์โตของสมเด็จ […]

The post 2 มิถุนายน 1953 – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ควีนเอลิซาเบธที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระธิดาองค์โตของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระชนมายุ 27 พรรษา ทรงเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1953 โดยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ ที่มีการถ่ายทอดสดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกไปทั่วโลก ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ BBC

 

พระราชพิธีถูกจัดขึ้นหลังจากการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1952 โดยเป็นไปอย่างยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติ แม้ขณะนั้นสหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในภาวะรัดเข็มขัดงบประมาณช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 

 

ฉลองพระองค์ในพระราชพิธี ได้รับการออกแบบและตัดเย็บโดยประดับด้วยลายพืชพรรณของประเทศในเครือจักรภพ ขณะที่พระมหามงกุฎอิมพีเรียลสเตท (Imperial State Crown) ที่พระองค์สวมใส่ ประกอบไปด้วยเพชร 2,868 เม็ด ไพลิน 17 เม็ด มรกต 11 เม็ด และไข่มุกอีกหลายร้อยเม็ด น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 1.28 กิโลกรัม 

 

ภาพ: Hulton Archive / Getty Images

The post 2 มิถุนายน 1953 – พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ควีนเอลิซาเบธที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Katy Perry ร่วมแสดงที่งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 https://thestandard.co/katy-perry-king-charles-coronation-concert/ Mon, 08 May 2023 05:34:56 +0000 https://thestandard.co/?p=786879

ในคอนเสิร์ตเฉลิมฉลองให้กับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพ […]

The post Katy Perry ร่วมแสดงที่งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในคอนเสิร์ตเฉลิมฉลองให้กับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา การแสดงของหนึ่งในศิลปินที่ได้ขึ้นโชว์ในงานอันทรงเกียรตินี้อย่าง Katy Perry ก็ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยเธอสามารถทำให้เหล่าสมาชิกราชวงศ์รุ่นเล็กแห่งอังกฤษพากันร้องเพลงคลอไปด้วยอย่างสนุกสนาน

 

Katy Perry ขึ้นแสดง ณ พระราชวังวินด์เซอร์ ในชุดกาวน์ฟูฟ่องสีทองสุดอลังการของแบรนด์ Vivienne Westwood ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดของเหล่าเจ้าหญิงดิสนีย์ โดยเธอเริ่มต้นโชว์ด้วยเพลงยอดฮิตของตัวเองอย่าง Roar พร้อมด้วยโชว์ไฟรูปสิงโตบนฟ้าที่สร้างขึ้นจากแสงของโดรน ก่อนที่จะปิดท้ายโชว์ด้วยเพลง Firework ซึ่งแน่นอนว่าการแสดงของเธอก็ยังคงทรงพลังและสร้างความประทับใจให้กับเหล่าผู้ชมและคนดูทางบ้านเช่นเคย อีกทั้งระหว่างที่เธอขึ้นแสดงอยู่นั้น หลานๆ ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 อย่างเจ้าหญิงชาร์ลอตต์และเจ้าชายจอร์จ ก็ได้ร่วมร้องเพลงและโยกตัวไปตามจังหวะเพลงอย่างน่าเอ็นดูด้วยเช่นกัน

 

Katy Perry ที่ได้ร่วมงานในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ขององค์กร British Asian Trust ได้กล่าวบนเวทีกับคนดูกว่า 20,000 คนด้วยว่า “ฉันดีใจมากที่ได้อยู่ตรงนี้กับพวกคุณ ฉันรักคุณมากค่ะ ฉันยินดีที่ได้มาเฉลิมฉลองทั้งสุดสัปดาห์นี้ ฉันได้มีโอกาสพาคุณแม่มาด้วย และเธอก็แฮปปี้มาก เราแค่ได้พักในพระราชวังวินด์เซอร์เท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย” Katy Perry พูดอย่างติดตลก

 

“ขอบคุณที่เชิญฉันมาร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ ฉันอยากมอบเพลงนี้ให้กับพระราชา และงานที่เราได้ทำร่วมกันสำหรับ British Asian Trust และ Children’s Protection Fund นะคะ ขอบคุณมากที่จุดประกายให้กับเด็กมากมายค่ะ” เธอกล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Yui Mok – WPA Pool / Getty Images

อ้างอิง:

The post Katy Perry ร่วมแสดงที่งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศควันหลงส่งท้ายพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 https://thestandard.co/king-charles-coronation-ceremony/ Sun, 07 May 2023 12:25:07 +0000 https://thestandard.co/?p=786636 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ประชาชนจำนวนไม่น้อยในสหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศสมาชิกเค […]

The post บรรยากาศควันหลงส่งท้ายพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ประชาชนจำนวนไม่น้อยในสหราชอาณาจักร รวมถึงประเทศสมาชิกเครือจักรภพต่างร่วมเฉลิมฉลองงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา แห่งสหราชอาณาจักร เมื่อวานที่ผ่านมา (6 พฤษภาคม) 

 

บางประเทศได้ออกดวงตราไปรษณียากร และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก รวมถึงแจกจ่ายอาหารให้กัน เนื่องในโอกาสสำคัญครั้งนี้ ท่ามกลางกระแสการตั้งคำถามและช่องว่างระหว่างประชาชนกับสถาบันและราชวงศ์ที่มีแนวโน้มห่างออกจากกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ 

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ลอนดอน สหราชอาณาจักร 

ภาพ: Marco Bertorello / AFP

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ลอนดอน สหราชอาณาจักร 

ภาพ: Finnbarr Webster / Getty Images

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ลอนดอน สหราชอาณาจักร 

ภาพ: Zoe Norfolk / Getty Images

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ออตตาวา แคนาดา

ภาพ: Dave Chan / AFP

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

มุมไบ อินเดีย

ภาพ: Bhushan Koyande / Hindustan Times via Getty Images

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

วานูอาตู 

ภาพ: Ben Bohane / AFP

The post บรรยากาศควันหลงส่งท้ายพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โมเมนต์ชวนอมยิ้ม พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก https://thestandard.co/wales-princes-and-queen-son-and-daughter/ Sun, 07 May 2023 11:58:40 +0000 https://thestandard.co/?p=786571 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เก็บตกภาพโมเมนต์ชวนอมยิ้มของเจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอ […]

The post โมเมนต์ชวนอมยิ้ม พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เก็บตกภาพโมเมนต์ชวนอมยิ้มของเจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์แห่งเวลส์ พระโอรสและพระธิดาในเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษ และแคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ที่เกิดขึ้นในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา 

 

ในพระราชพิธีครั้งนี้ เจ้าชายจอร์จแห่งเวลส์ได้รับหน้าที่สำคัญให้เป็นหนึ่งในผู้เชิญฉลองพระองค์คลุม หรือ ‘Page of Honour’ ให้กับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ผู้ซึ่งเป็นพระอัยกา หรือปู่ของพระองค์อีกด้วย โดยการเข้าร่วมพระราชพิธีของพระโอรสและพระธิดาทั้ง 3 พระองค์ สะท้อนให้เห็นถึงความต่อเนื่องและพลวัตที่จะเกิดขึ้น และดำเนินต่อไปภายในราชวงศ์อังกฤษ 

 

โดยเจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์แห่งเวลส์ ล้วนอยู่ในลำดับรัชทายาทสายตรงต่อจากเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ไม่แน่ว่าอาจมีเจ้าชายหรือเจ้าหญิงพระองค์ใดพระองค์หนึ่งใน 3 พระองค์นี้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษในอนาคต

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ภาพ: Samir Hussein / WireImage

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ภาพ: Ben Birchall / Pool / AFP

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ภาพ: Yui Mok / Pool / AFP

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ภาพ:  Yui Mok – WPA Pool / Getty Images

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ภาพ: Andy Stenning / Pool / AFP

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ภาพ: Richard Heathcote / Pool / AFP

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ภาพ: Jane Barlow / Pool / AFP

The post โมเมนต์ชวนอมยิ้ม พระโอรส-พระธิดาในเจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ประมวลภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 – พระราชินีคามิลลา https://thestandard.co/king-charles-coronation-photos/ Sun, 07 May 2023 02:30:26 +0000 https://thestandard.co/?p=786227

ประมวลภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพ […]

The post ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ประมวลภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 – พระราชินีคามิลลา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประมวลภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาแห่งสหราชอาณาจักร ตั้งแต่เสด็จฯ โดยรถม้าพระที่นั่ง ‘Diamond Jubilee State Coach’ ออกจากพระราชวังบักกิงแฮม มุ่งหน้าสู่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ สถานที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 

 

โดยมีอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีเป็นผู้นำประกอบพระราชพิธีในครั้งนี้ (6 พฤษภาคม) ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญ เช่น การกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ การเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ตลอดจนการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ และขึ้นประทับบนพระราชบัลลังก์ เพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษโดยสมบูรณ์แล้ว ก่อนที่จะสถาปนาพระราชินีคามิลลาเป็นพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกัน

 

หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ขึ้นรถม้าพระที่นั่งทองคำ ‘Gold State Coach’ ร่วมขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พร้อมด้วยเหล่าทัพต่างๆ จากสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ มุ่งหน้าสู่พระราชวังบักกิงแฮมและเสด็จออกสีหบัญชร เพื่อปะพบพสกนิกรในฐานะประมุของค์ใหม่ของประเทศ 

 

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปีที่ประชาชนในสหราชอาณาจักรได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในช่วงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกกษัตริย์และพระราชินีพระองค์ใหม่ของพวกเขาอีกด้วย

 


 

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาแห่งสหราชอาณาจักร หลังประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์และราชินีองค์ใหม่โดยสมบูรณ์

 

ภาพ: Oli Scarff / AFP

 


 

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ขณะเสด็จฯ โดยรถม้าพระที่นั่ง ‘Diamond Jubilee State Coach’ ออกจากพระราชวังบักกิงแฮม 

 

ภาพ: Loic Venance / AFP

 


 

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ขณะเสด็จฯ โดยรถม้าพระที่นั่งมุ่งหน้าสู่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ สถานที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก  

 

ภาพ: Oli Scarff / AFP

 


 

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา เสด็จฯ ถึงโถงกลางมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เพื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยมีอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีเป็นผู้นำประกอบพระราชพิธี

 

ภาพ: Jonathan Brady / Pool /AFP

 


 

 

เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ พร้อมด้วยแคเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ รวมถึงเจ้าหญิงชาร์ลอตต์แห่งเวลส์และเจ้าชายหลุยส์แห่งเวลส์ ขณะเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 

 

ภาพ:  Phil Noble / Pool / AFP

 


 

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ประกอบพิธีเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ (Anointing) ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสำคัญที่ธำรงความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในบรรดาขั้นตอนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทั้งหมด 

 

โดยเชื่อว่าจะเป็นช่วงเวลาที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ของสหราชอาณาจักรจะได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุด 

 

ขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนเดียวที่สาธารณชนและผู้เข้าร่วมงานจะไม่ได้รับชมหรือถ่ายทอดออกอากาศ ซึ่งจะมีฉากกั้นบังการมองเห็น

 

ภาพ: Yui Mok / AFP

 


 

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประทับบนพระราชบัลลังก์ราชาภิเษก พร้อมสวมมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด รวมถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ (Crown Jewels) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพโดยสมบูรณ์แล้ว

 

ภาพ: Aaron Chown / Pool / AFP

 


 

 

พระราชินีคามิลลาได้รับการสถาปนาเป็นพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ

 

ภาพ: Richard  Pohle / Pool / AFP

 


 

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร หลังเสร็จสิ้นขั้นตอนสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายในโถงกลางมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ก่อนเสด็จฯ กลับพระราชวังบักกิงแฮม

 

ภาพ: Ben Stansall / Pool / AFP

 


 

 

เจ้าชายแฮร์รี ดยุกแห่งซัสเซ็กซ์ ขณะกำลังเข้าร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับเป็นครั้งแรกที่พระองค์ได้ทรงพบกับสมาชิกระดับสูงของราชวงศ์อังกฤษ หลังเปิดตัวหนังสืออัตชีวประวัติ จนเกิดกระแสดราม่าตามมาอย่างมากเมื่อหลายเดือนก่อน

 

ภาพ: Ben Stansall / Pool / AFP

 


 

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ขณะเสด็จฯ โดยรถม้าพระที่นั่งทองคำ ‘Gold State Coach’ ร่วมขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พร้อมด้วยเหล่าทัพต่างๆ จากสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ มุ่งหน้าสู่พระราชวังบักกิงแฮม 

 

ภาพ: Marco Bertorello / AFP

 


 

 

กลุ่มต่อต้านราชวงศ์อังกฤษชูป้ายแสดงจุดยืน #NotMyKing สนับสนุนให้สหราชอาณาจักรปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐที่ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้ง ขณะที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา เสด็จฯ กลับพระราชวังบักกิงแฮม

 

ภาพ: Violeta Santos Moura / Pool / AFP

 


 

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงโบกพระหัตถ์ส่งท้าย หลังเสด็จออกสีหบัญชร เพื่อรับชมการแสดงของกองทัพอากาศและพบปะพสกนิกร เป็นอันเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้

 

ภาพ: Oli Scarff / AFP

 

The post ช่วงเวลาประวัติศาสตร์ ประมวลภาพพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 – พระราชินีคามิลลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวง-พระราชินี เสด็จร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 https://thestandard.co/king-queen-attended-king-charles-coronation/ Sun, 07 May 2023 02:07:38 +0000 https://thestandard.co/?p=786216

วันนี้ (6 พฤษภาคม) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็ […]

The post ในหลวง-พระราชินี เสด็จร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 พฤษภาคม) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และ สมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

 

ภาพ: Jeff Spicer / Getty Images

The post ในหลวง-พระราชินี เสด็จร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลภาพการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา https://thestandard.co/king-charles-3-coronation-ceremony-2/ Sat, 06 May 2023 12:53:09 +0000 https://thestandard.co/?p=786195 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

  พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาแห่งสหราช […]

The post ประมวลภาพการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาแห่งสหราชอาณาจักร เสด็จฯ ถึงโถงกลางมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ สถานที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยมีเจ้าชายจอร์จแห่งเวลส์ รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชบัลลังก์อังกฤษ และพระราชนัดดาในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเป็นหนึ่งในผู้อัญเชิญฉลองพระองค์คลุม หรือ Page of Honour ในพระราชพิธีครั้งนี้ (6 พฤษภาคม 2023)

 

ภาพ: The Royal Family 

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยสมาชิกราชวงศ์ต่างประเทศ เสด็จฯ ถึงโถงกลางมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ สถานที่ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาแห่งสหราชอาณาจักร (6 พฤษภาคม 2023)

 

ภาพ: Aaron Chown / POOL / AFP 

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ประกอบพิธีเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ (Anointing) ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสำคัญที่ธำรงความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในบรรดาขั้นตอนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทั้งหมด โดยเชื่อว่าจะเป็นช่วงเวลาที่กษัตริย์พระองค์ใหม่ของสหราชอาณาจักรจะได้ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุด 

 

โดยขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนเดียวที่สาธารณชนและผู้เข้าร่วมงานจะไม่ได้รับชมหรือถ่ายทอดออกอากาศ ซึ่งจะมีฉากกั้นบังการมองเห็น ขณะที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ได้ทรงถอดฉลองพระองค์คลุม Robe of State และประทับบนบัลลังก์ราชาภิเษก หลังจากนั้นอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีจะเทน้ำมันราชาภิเษกออกจากภาชนะทองคำรูปนกอินทรีลงบนช้อนราชาภิเษก ก่อนที่จะเจิมน้ำมันดังกล่าวบริเวณพระนลาฏ (หน้าผาก), พระอุระ (อก) และพระหัตถ์ (มือ) ทั้งสองข้างของพระองค์

 

ภาพ: The Royal Family 

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

 

พระราชินีคามิลลาได้รับการสถาปนาเป็นพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์ หลังอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีได้สวมมงกุฎพระราชินีแมรีให้กับพระราชินีคามิลลาในวันนี้ (6 พฤษภาคม 2023) 

 

โดยสำนักพระราชวังอังกฤษระบุว่า นับเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้มีการทำมงกุฎขึ้นมาใหม่ แต่นำมงกุฎที่เคยผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วมาใช้ใหม่อีกครั้ง 

 

ภาพ: The Royal Family 

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ โถงกลางมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน วันนี้ (6 พฤษภาคม) โดยพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์แล้ว พร้อมด้วยพระราชินีคามิลลา ก็ทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์เช่นเดียวกัน

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ประทับบนพระราชบัลลังก์ราชาภิเษก พร้อมสวมมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด รวมถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ (Crown Jewels) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพอย่างเป็นทางการ

 

โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร นับเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 7 ของราชวงศ์อังกฤษที่ได้สวมมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดในช่วง 360 ปีที่ผ่านมา 

 

ภาพ: The Royal Family 

The post ประมวลภาพการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: บรรยากาศเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ที่ 3 เริ่มแล้ว | THE STANDARD https://thestandard.co/king-charles-3-coronation-ceremony/ Sat, 06 May 2023 12:47:45 +0000 https://thestandard.co/?p=786191

บรรยากาศเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ที่ 3 […]

The post ชมคลิป: บรรยากาศเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ที่ 3 เริ่มแล้ว | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

บรรยากาศเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ที่ 3 เริ่มแล้ว

The post ชมคลิป: บรรยากาศเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกคิงชาร์ลส์ที่ 3 เริ่มแล้ว | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kate Middleton ใส่ชุดของ Alexander McQueen ร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 https://thestandard.co/kate-middleton-wear-alexander-mcqueen-at-king-charles-3-coronation-ceremony/ Sat, 06 May 2023 12:23:55 +0000 https://thestandard.co/?p=786167 Kate Middleton

Kate Middleton เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ได้ปรากฏตัวในงานพระราช […]

The post Kate Middleton ใส่ชุดของ Alexander McQueen ร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kate Middleton

Kate Middleton เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ได้ปรากฏตัวในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ในชุดของแบรนด์ Alexander McQueen และเครื่องประดับของคนสำคัญในราชวงศ์

 

เริ่มที่ชุดในช่วงพระราชพิธีจากแบรนด์ Alexander McQueen ผลงานการออกแบบของ Sarah Burton ในเดรสสีขาวงาช้างแบบมีผ้าคลุม ปักรายละเอียดของดอกไม้ ได้แก่ กุหลาบ ธิสเซิล แดฟโฟดิล และใบโคลเวอร์ ที่สื่อถึงประเทศทั้งสี่ในสหราชอาณาจักร ทั้งอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ

 

ส่วนเครื่องประดับมีทั้งเครื่องประดับศีรษะใบไม้สีเงินของการร่วมงานระหว่างช่างทำหมวก Jess Collett และ Alexander McQueen รวมไปถึงต่างหูเพชรประดับไข่มุกของเจ้าหญิงไดอานา และสร้อยเพชร Festoon ที่สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 สั่งให้ออกแบบและทำขึ้นเพื่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในปี 1950

 

Sarah Burton ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ชาวอังกฤษที่อยู่กับแบรนด์ Alexander McQueen มาอย่างยาวนาน เป็นอีกคนหนึ่งที่ Kate Middleton เลือกให้ออกแบบชุดในโอกาสสำคัญ ตั้งแต่ชุดแต่งงานแห่งทศวรรษเมื่อปี 2011 ที่จัดขึ้นที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ เช่นเดียวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งนี้ รวมไปถึงพรมแดงสำคัญอย่างงาน BAFTA ของวงการภาพยนตร์ฝั่งอังกฤษ

 

ภาพ: Dan Charity – WPA Pool / Getty Images

อ้างอิง:

The post Kate Middleton ใส่ชุดของ Alexander McQueen ร่วมงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษโดยสมบูรณ์ https://thestandard.co/king-charles-3-finished-coronation-ceremony/ Sat, 06 May 2023 12:10:35 +0000 https://thestandard.co/?p=786155 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ โถงก […]

The post พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษโดยสมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ โถงกลางมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน วันนี้ (6 พฤษภาคม) โดยพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์แล้ว พร้อมด้วยพระราชินีคามิลลา ก็ทรงได้รับการสถาปนาเป็นพระราชินีแห่งสหราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์เช่นเดียวกัน

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ประทับบนพระราชบัลลังก์ราชาภิเษก พร้อมสวมมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด รวมถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ (Crown Jewels) ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนี้ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่า พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพอย่างเป็นทางการ

 

โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร นับเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ 7 ของราชวงศ์อังกฤษที่ได้สวมมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดในช่วง 360 ปีที่ผ่านมา 

 

ภาพ: The Royal Family 

The post พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์อังกฤษโดยสมบูรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศในสหราชอาณาจักร ก่อนเริ่มพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 https://thestandard.co/united-kingdom-before-king-charles-iii-coronation-ceremony/ Sat, 06 May 2023 08:22:08 +0000 https://thestandard.co/?p=786059 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของสหราชอาณาจักรตรึงกำลังเตรีย […]

The post บรรยากาศในสหราชอาณาจักร ก่อนเริ่มพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของสหราชอาณาจักรตรึงกำลังเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มทยอยจับจองพื้นที่ตลอดสองฝั่งทางระหว่างพระราชวังบักกิงแฮมถึงมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร ก่อนหน้าที่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาแห่งสหราชอาณาจักร จะเริ่มขึ้นภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ (6 พฤษภาคม) 

 

นับเป็นหนึ่งในอีเวนต์สำคัญที่ได้รับการจับตามองอย่างมากในปีนี้ โดยคาดว่าจะมีสมาชิกราชวงศ์ต่างประเทศกว่า 20 ราชวงศ์ รวมถึงผู้นำและผู้แทนประเทศจาก 203 ประเทศทั่วโลก เดินทางเข้าร่วมพระราชพิธีในครั้งนี้ 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ภาพ: Charles McQuillan / Getty Images

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ภาพ: Dan Mullan / Getty Images

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ภาพ: Sebastien Bozon / Pool / AFP

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ภาพ: Rasid Necati Aslim / Anadolu Agency via Getty Images

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

ภาพ: Ian Forsyth / Getty Images

The post บรรยากาศในสหราชอาณาจักร ก่อนเริ่มพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมชาวเมืองลิเวอร์พูลจึงเตรียมโห่ใส่เพลงชาติ ‘God Save the King’ ในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก https://thestandard.co/why-do-scousers-boo-god-save-the-king/ Sat, 06 May 2023 07:09:21 +0000 https://thestandard.co/?p=786006

เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทำ […]

The post ทำไมชาวเมืองลิเวอร์พูลจึงเตรียมโห่ใส่เพลงชาติ ‘God Save the King’ ในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เนื่องในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทำให้พรีเมียร์ลีกได้ส่ง ‘คำร้องขอ’ ไปยังสโมสรฟุตบอลทุกแห่งเพื่อให้เปิดเพลงชาติอังกฤษ God Save the King ขึ้นในช่วงก่อนที่จะเริ่มการแข่งขัน

 

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นปัญหาทันทีเมื่อหนึ่งในสโมสรที่มีโปรแกรมการแข่งขันในบ้าน (Home Game) คือสโมสรลิเวอร์พูล สโมสรฟุตบอลในเมืองเดียวที่จะไม่ยอมร้องเพลงชาติอังกฤษเป็นอันขาด

 

ทำไมชาวเมืองลิเวอร์พูล หรือที่เรียกกันว่าชาว ‘สเกาเซอร์’ (Scouser) จึงมีปัญหากับเพลงนี้ และปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหนกันแน่?

 

Scouse not English

 

ย้อนกลับไปในเกมเอฟเอ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เมื่อเดือนสิงหาคมปีกลาย ซึ่งสโมสรลิเวอร์พูลในฐานะแชมป์เอฟเอคัพ มีโปรแกรมพบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก ในช่วงก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันได้มีการเปิดเพลงชาติ God Save the Queen ตามธรรมเนียม

 

ทันใดนั้นก็มีเสียงโห่ดังขึ้นในระหว่างเพลง โดยเสียงนั้นมาจากแฟนบอลฝั่ง ‘สีแดง’

 

เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามในหมู่แฟนบอลบางส่วน โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น บางส่วนมองว่าแฟนลิเวอร์พูลนั้นไม่ให้เกียรติต่อเพลงชาติของตัวเอง

 

แต่เรื่องนี้สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลในความหมายถึงชาวเมืองลิเวอร์พูลที่เรียกว่าสเกาเซอร์ที่พูดภาษาสเกาส์ (Scouse) ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ (English) นั้น เพลงชาติอังกฤษไม่ใช่เพลงชาติของพวกเขา

           

ที่มาที่ไปของเรื่องนี้มีหลากหลาย แต่หลักใหญ่ใจความคือการที่ชาวสเกาส์ไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษ พวกเขาเป็น ‘คนอื่น’​ บนแผ่นดินนี้

 

สาเหตุของความรู้สึกนี้ต้องย้อนกลับไปไกลเกือบ 200 ปีเลยทีเดียว

 

170 ปีแห่งความเจ็บปวด

 

ตามประวัติศาสตร์แล้ว จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างชาวเมืองลิเวอร์พูลกับ ‘ส่วนกลาง’ นั้นมีมาตั้งแต่ช่วง ‘ทุพภิกขภัยมันฝรั่ง’ (Potato Famine) โศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นบนโลกมนุษย์

 

เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่ประเทศไอร์แลนด์ในระหว่างปี 1845-1852 โดยในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้นไอร์แลนด์มีอาหารหลักคือมันฝรั่ง ซึ่งมาจากการที่มีคนนำมันฝรั่งสายพันธุ์หนึ่งเข้ามาปลูก และกลายเป็นผลผลิตหลัก เป็นอาหารหลักของชาวไอริช (จนได้รับชื่อสายพันธุ์ว่า Irish Lumper)

 

แต่ในช่วงปี 1845 ได้เกิดโรคระบาดของพืชขึ้น และความเลวร้ายเกิดขึ้นเพราะคนไอริชปลูกมันฝรั่งอยู่สายพันธุ์เดียว ทำให้ผลผลิตล้มเหลวเกือบทั้งหมด ชาวไอร์แลนด์ขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงถึงขั้นมีคนอดตาย 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

 

เพื่อหนีความอดอยากทำให้ชาวไอริชจำนวนมากอพยพย้ายข้ามฝั่งมาอยู่ในเมืองลิเวอร์พูล เมืองแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยผู้อพยพชาวไอริช และสายตาของชาวอังกฤษที่มองเมืองแห่งนี้ก็เปลี่ยนไป มีการตั้งสมญาว่าเป็นเมือง ‘Tory Town’ สื่อมวลชนร่วมตอกย้ำภาพว่าลิเวอร์พูลกลายเป็นเมืองหลวงของไอร์แลนด์

 

แม้แต่คำว่าสเกาเซอร์ที่เรียกชาวเมือง แท้จริงก็เป็นคำดูถูกที่ใช้เรียกชาวไอริชที่ยากจน

 

อย่างไรก็ดี ชาวไอริชที่อพยพมาอยู่ที่ลิเวอร์พูลนั้นแม้จะมีชีวิตที่ยากลำบากแต่ก็ยังยืนหยัดได้ รักษาสายสัมพันธ์กับคนในบ้านเกิดเพื่อรักษา ‘ตัวตน’ ดั้งเดิมของพวกเขาไว้

 

โดยที่ตลอดมาพวกเขาแทบไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไรเลยจากทางการ ชาวสเกาเซอร์รู้สึกมาตลอดว่าพวกเขาไม่เคยได้รับการดูดำดูดีอะไร ไม่เคยมีการสนับสนุนใดๆ ให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

พวกเขาไม่ได้พูดอะไรมากนัก

 

แต่ทดไว้ในใจ

 

ยุคมืดของหญิงเหล็ก

 

จุดเปลี่ยนทางความรู้สึกที่ทำให้ชาวสเกาเซอร์ไม่เอาด้วยกับส่วนกลางอังกฤษอีกต่อไปเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980

 

ช่วงเวลาที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นโมงยามของความมืดมิดในเมืองลิเวอร์พูล

 

การเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกครั้งใหญ่เกิดขึ้นในยุคที่พรรคอนุรักษนิยมเป็นรัฐบาล โดยมี มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘หญิงเหล็ก’ (The Iron Lady) เป็นผู้นำ

 

ในช่วงเวลานั้นลำพังชีวิตของชาวเมืองลิเวอร์พูลก็ประสบปัญหาหนักมากพออยู่แล้ว จากความตกต่ำของอุตสาหกรรมการต่อเรือที่เคยเป็นหัวใจหล่อเลี้ยงชาวเมือง แต่รัฐบาลอังกฤษของแทตเชอร์ก็ซ้ำเติมทุกอย่างให้เลวร้ายมากขึ้นไปอีกด้วยการตัดความช่วยเหลือในหลายด้าน หลังจากที่รัฐบาลอังกฤษชุดก่อนๆ ได้พยายามประคองให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตแต่ไม่มีอะไรที่ดีขึ้น

 

รัฐบาลของแทตเชอร์ทำตั้งแต่การหยุดอัดฉีดเงิน ออกกฎหมายลดอำนาจสหภาพแรงงาน และประกาศลดภาษีเพื่อเอื้อต่อนายทุน ไปจนถึงการตัดโครงสร้างพื้นฐานของรัฐที่ไม่ทำกำไรให้เป็นของเอกชนเสีย และมันนำไปสู่การล่มสลายของเมืองเมื่อธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถไปต่อได้

 

ผลคือชาวเมืองตกงานเป็นจำนวนมาก ชาวเมืองถูกตัดความช่วยเหลือจากรัฐที่ลดรัฐสวัสดิการ ผู้คนอดอยาก ลิเวอร์พูล (ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองตอนเหนือที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังมีแมนเชสเตอร์ด้วย)​ กลายเป็นเมืองเสื่อมโทรมที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

 

ความโกรธแค้นนั้นนำไปสู่การประท้วงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเหตุการณ์อันน่าเศร้าที่ท็อกซ์เทธ (Toxteth) ที่มีการจลาจลยาวนานถึง 9 วัน มีการจับกุมผู้ประท้วงมากถึง 500 คน มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ 1 นาย

 

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว หญิงเหล็กของชาวอังกฤษมีคำสั่งลอยแพเมืองลิเวอร์พูลทันที ท่ามกลางการคัดค้านของคณะรัฐมนตรีบางส่วน แต่ก็ไม่สามารถขัดได้

 

เมืองแห่งนี้จึงกลายเป็นเมืองที่ตายทั้งเป็น

 

ผู้คนบางส่วนไม่สามารถอยู่ในเมืองแห่งนี้ได้ไหวก็ต้องอพยพย้ายถิ่นที่อยู่ไป ซึ่งก็เป็นไปตามแผนที่แทตเชอร์ต้องการ

 

จะไม่ทนอีกต่อไป

 

แต่ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับชาวเมืองลิเวอร์พูลยังไม่หมดแค่นี้

 

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่ชาวเมืองจะไม่มีวันให้อภัยอย่างเด็ดขาดคือ เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่สนามฮิลส์โบโรห์ ในเกมเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศระหว่างลิเวอร์พูลกับน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งเกิดการ ‘เหยียบกันตาย’​ จนทำให้มีแฟนบอลลิเวอร์พูลเสียชีวิตรวมกันถึงปัจจุบัน 97 คน

 

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในสนามกีฬา

 

แต่สิ่งที่ชาวเมืองลิเวอร์พูลผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักได้รับคือการเหยียบซ้ำและย่ำยีน้ำใจจากทุกฝ่าย

 

ทั้งจากสื่อแท็บลอยด์อย่าง The Sun หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ได้ย่ำยีหัวใจของพวกเขาด้วยการป้ายสีแฟนลิเวอร์พูลด้วยการกล่าวหาทั้ง ‘ขโมยกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียชีวิต’ ‘ปัสสาวะรดศพของตำรวจ’ และ ‘เปลื้องผ้าศพผู้เสียชีวิต’

 

นั่นทำให้ The Sun ไม่มีที่ยืนในเมืองลิเวอร์พูลอีกต่อไป

 

และฝ่ายนักการเมืองที่มีการกล่าวหาว่าต้นเหตุของโศกนาฏกรรมเกิดจากแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ดื่มจนมึนเมา และมีแฟนบอลที่ไม่มีตั๋วพยายามหาทางอัดกันเข้าไปในสนามจนทำให้เกิดเหตุสลดดังกล่าว

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ชาวสเกาเซอร์รู้สึกว่าพวกเขาถูก ‘หักหลัง’ จากทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล สื่อ ไปจนถึงมาตุภูมิที่พวกเขาเกิดขึ้นมา

 

มันมากกว่าความรู้สึกของคำว่าเป็น ‘คนอื่น’

 

‘Scouse not English’ จึงไม่ได้เป็นแค่วาทกรรมคำประดิษฐ์เท่ๆ แต่เป็นความรู้สึกจากใจของพวกเขาจริงๆ ว่ารัฐบาลหรือสถาบันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเมืองแห่งนี้

 

ดังนั้นกับสิ่งที่สะท้อนความเป็นอังกฤษมากที่สุดอย่างเพลงชาติ จะ God Save the Queen หรือ God Save the King ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรกับพวกเขาอีกต่อไป

 

นี่คือเหตุผลที่ทำให้หากเปิดเพลงชาติอังกฤษในเมืองลิเวอร์พูล เสียงโห่จะดังขึ้นทุกครั้ง

 

เพราะในความรู้สึกของพวกเขา นี่ไม่ใช่เป็นการไม่ให้เกียรติต่อเพลงชาติ แต่เป็นเพราะการมาเปิดเพลงชาติอังกฤษในเมืองที่ไม่ได้รับการปฏิบัติว่าเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษ (แม้ว่าหลังจากเหตุโศกนาฏกรรมก็มีการช่วยเหลือเมืองจนเริ่มกลับมาเป็นเมืองที่ดีอีกครั้ง) นี่ต่างหากคือการที่ไม่ให้เกียรติพวกเขา

 

เพลงชาติที่แอนฟิลด์

 

คำร้องขอความร่วมมือจากพรีเมียร์ลีกที่ส่งถึงสโมสรทุกแห่งให้เปิดเพลง God Save the King ก่อนเกมจะเริ่มในสุดสัปดาห์นี้จึงกลายเป็นประเด็นใหญ่พอสมควรที่ไม่ได้จำกัดแค่ในวงการกีฬา แต่ขยายออกมาถึงความรู้สึกของชาวเมือง

 

ตามแถลงการณ์ของสโมสรลิเวอร์พูล พวกเขาบอกชัดว่า “พรีเมียร์ลีกแจ้งสโมสรที่เป็นทีมเจ้าบ้านทุกแห่งให้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในสุดสัปดาห์นี้

 

“ก่อนเริ่มการแข่งขันเพื่อเป็นการร่วมฉลองพิธีพระบรมราชาภิเษก ขอให้นักฟุตบอลและผู้ตัดสินยืนรวมกันเป็นวงกลมกลางสนามในระหว่างที่เพลงชาติบรรเลงขึ้น”

 

อย่างไรก็ดี สโมสรลิเวอร์พูลซึ่งรู้ดีถึงความรู้สึกของแฟนฟุตบอลตัวเองได้แสดงจุดยืนอย่างอ้อมๆ ของพวกเขาว่า “เป็นสิทธิในการเลือกของคนที่อยู่ในแอนฟิลด์ว่าจะทำอย่างไรต่อวาระโอกาสนี้ และเรารู้ดีว่าแฟนบอลของพวกเรามีมุมมองที่เข้มแข็งต่อเรื่องนี้อย่างไร”

 

และมุมมองกับจุดยืนของสเกาเซอร์ก็ชัดเจนไม่เคยเปลี่ยน

 

ย้อนกลับไปในเกมพรีเมียร์ลีกนัดกลางสัปดาห์ ซึ่งลิเวอร์พูลเฉือนเอาชนะฟูแลมได้ 1-0 แฟนบอล The Kop ได้ร้องเพลงในสนามว่า “you can stick your coronation up your a***”

 

จริงอยู่ที่พวกเขาส่วนใหญ่ให้เกียรติต่อการสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ด้วยการสงบนิ่งไว้อาลัยก่อนเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เมื่อเดือนกันยายนปีกลาย แต่ครั้งนี้กับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป

 

ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะต้องยินดีหรือยินร้ายกับพระราชพิธีครั้งนี้ มาเปิดเพลงที่พวกเขาไม่ได้อยากฟังก็อย่าคาดหวังจะได้เสียงเฮ

 

และสำหรับชาวสเกาเซอร์แล้ว เพลงชาติหรือ Anthem ที่แอนฟิลด์มีเพลงเดียว

 

You’ll Never Walk Alone เวอร์ชันของ Gerry and the Pacemakers

 

ภาพ: Getty Images

อ้างอิง:

The post ทำไมชาวเมืองลิเวอร์พูลจึงเตรียมโห่ใส่เพลงชาติ ‘God Save the King’ ในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กับคำถามสำคัญต่อสถาบันกษัตริย์อังกฤษ https://thestandard.co/king-charles-coronation-and-important-questions/ Sat, 06 May 2023 05:00:44 +0000 https://thestandard.co/?p=785668

ข่าวสำคัญที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ คือพระร […]

The post พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กับคำถามสำคัญต่อสถาบันกษัตริย์อังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ข่าวสำคัญที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ คือพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งอังกฤษ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2023 โดยครั้งล่าสุดที่มีการจัดพิธีดังกล่าวในอังกฤษนั้นต้องย้อนกลับไปในปี 1953 อันเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ดังนั้นกว่า 70 ปี หรือหนึ่งชั่วอายุคนที่ไม่มีการจัดพิธีดังกล่าว ทำให้พิธีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกัน ด้วยมุมมองต่อสถาบันกษัตริย์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมของพิธีการต่างๆ ในพิธีดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของสถาบันกษัตริย์ที่มีต่อประชาชน รวมไปถึงความเหมาะสมของการใช้งบประมาณของรัฐในการจัดพิธี ตลอดจนกระแสการต่อต้านสถาบันกษัตริย์ที่เพิ่มมากขึ้น

 

‘พิธีเพื่อการเป็นกษัตริย์ที่สมบูรณ์’

 

สำหรับประเทศที่ปกครองในระบอบกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอังกฤษ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกถือเป็นพิธีที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับกษัตริย์ เพื่อการดำรงสถานะเป็นกษัตริย์อย่างแท้จริง ทั้งในทางธรรมเนียมประเพณีและตามความเชื่อทางศาสนา กล่าวคือ แม้ว่าจะมีสถานะเป็นกษัตริย์แล้วตั้งแต่วินาทีแรกที่กษัตริย์องค์ก่อนสวรรคต ตามหลักความต่อเนื่องของสถาบันกษัตริย์ที่เรียกว่า ‘The King is Dead, Long Live The King’ แต่หากยังไม่มีการประกอบพิธีราชาภิเษกโดยการสวมมงกุฎและประทับบนพระราชบัลลังก์แล้ว ย่อมไม่อาจถือได้ว่ากษัตริย์ผู้นั้นมีสิทธิธรรมในการครองราชย์หรือเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์

 

มีผู้เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นเทียบได้กับพิธีอภิเษกสมรส ซึ่งมีพิธีการขั้นตอนส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน หากแต่แตกต่างกันเพียงว่า การอภิเษกสมรสเป็นการแต่งงานกับบุคคลผู้เป็นคู่สมรส แต่ราชาภิเษกนั้นเป็นการแต่งงานกับประเทศชาติ โดยจะมีการสวมแหวนราชาภิเษก (Coronation Ring) ที่มีอีกชื่อว่า แหวนสำหรับแต่งงานกับประเทศอังกฤษ (The Wedding Ring of England) ให้แก่กษัตริย์ อันแสดงออกซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประเทศชาติ

 

โดยทั่วไปแล้ว การจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะมีขึ้นภายหลังพิธีพระบรมศพของกษัตริย์พระองค์ก่อน เพื่อเว้นช่วงเวลาสำหรับการไว้ทุกข์และตระเตรียมการต่างๆ ซึ่งพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์อังกฤษนั้นยังคงยึดแบบแผนธรรมเนียมการปฏิบัติที่สืบทอดมาเป็นเวลากว่า 900 ปีเป็นหลัก และได้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางขั้นตอนให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ในแต่ละสมัย

 

หากมองย้อนไปในอดีต นับแต่สมัยพระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิตในปี 1066 กษัตริย์อังกฤษเกือบทุกพระองค์ล้วนแล้วแต่ได้ประกอบพิธีราชาภิเษก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะจัดขึ้นที่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เว้นแต่เพียงกษัตริย์ 2 พระองค์ที่ไม่ได้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 ยุวกษัตริย์ (1483) ซึ่งหายสาบสูญไปในหอคอยแห่งลอนดอน (The Princes in the Tower) หลังจากขึ้นครองราชย์ได้เพียง 2 เดือนเศษ และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 ผู้เลือกความรักมาก่อนราชบัลลังก์ (1936) โดยทรงสละราชสมบัติก่อนจะได้ประกอบพิธีราชาภิเษก

 

‘การเปลี่ยนผ่านของสถานะกษัตริย์โดยพิธีราชาภิเษก’

 

สาระสำคัญของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นอยู่ที่ขั้นตอนพิธีการต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งจะเปลี่ยนผ่านสถานะของกษัตริย์ผู้ทรงประกอบพิธีให้เป็นกษัตริย์ที่มีสิทธิธรรมโดยสมบูรณ์

 

สำหรับรายละเอียดโดยสรุปของพิธีราชาภิเษกในครั้งนี้ จะเริ่มต้นขึ้นโดยขบวนเสด็จพระราชดำเนิน (The Procession) จากพระราชวังบักกิงแฮมเข้าสู่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ เมื่อทรงเข้ามายังสถานที่ประกอบพิธีแล้ว อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ผู้นำสูงสุดของศาสนจักรอังกฤษ จะกล่าวรับรองสถานะกษัตริย์ของพระองค์ (The Recognition)

 

จากนั้นจะเป็นการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณว่า กษัตริย์จะทรงปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมและศาสนจักร (The Coronation Oath) อันเป็นถ้อยคำที่กำหนดไว้โดยพระราชบัญญัติคำสัตย์ปฏิญาณในพิธีราชาภิเษก (Coronation Oath Act 1688) อันแสดงให้เห็นถึงบทบาทและภาระหน้าที่สำคัญของการเป็นกษัตริย์อังกฤษ

 

เมื่อกล่าวคำปฏิญาณแล้ว จะเข้าสู่พิธีการที่สำคัญที่สุดของการราชาภิเษก คือ การเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ (The Anointing) โดยชั่ววินาทีที่น้ำมันศักดิ์สิทธิ์นั้นสัมผัสกับองค์กษัตริย์ถือเป็นช่วงเวลาที่กษัตริย์นั้นได้สัมผัสกับพระผู้เป็นเจ้าโดยตรง อันเป็นการเปลี่ยนสถานะของกษัตริย์ผู้นั้นให้ผูกพันและเป็นส่วนหนึ่งกับพระผู้เป็นเจ้า จากนั้นจะเป็นการสวมพระมหามงกุฎ และการเสด็จขึ้นประทับบนราชบัลลังก์ที่มีชื่อว่าSt Edward’s Chair’ เพื่อแสดงถึงสถานะการเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์

 

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับ St Edward’s Chair คือ แท่นราชบัลลังก์นี้สร้างขึ้นโดยบัญชาของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ในปี 1296 ภายหลังจากที่พระองค์สามารถยึดครองสกอตแลนด์ได้สำเร็จ โดยทรงให้นำศิลาแห่งโชคชะตา (Stone of Destiny) สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสัญลักษณ์สำคัญสำหรับพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์สกอตแลนด์มาตั้งไว้ใต้ฐานแท่นราชบัลลังก์ดังกล่าว เพื่อแสดงถึงอำนาจของกษัตริย์อังกฤษเหนือดินแดนสกอตแลนด์ ซึ่งแท่นราชบัลลังก์นี้ได้ใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์อังกฤษมานับแต่นั้น ส่วนศิลาแห่งโชคชะตานั้น เนื่องจากกรณีการลักลอบนำออกไปจากนครลอนดอนในปี 1950 และข้อเรียกร้องของสกอตแลนด์ที่ต้องการนำสิ่งสำคัญดังกล่าวกลับคืน ทำให้ในปี 1996 มีการตกลงให้คืนศิลาแห่งโชคชะตากลับไปยังปราสาทเอดินบะระ อันเป็นศูนย์กลางของสกอตแลนด์ และจะนำกลับมาที่กรุงลอนดอนเฉพาะแต่ในพิธีราชาภิเษกเท่านั้น

 

นอกจากขั้นตอนพิธีการดังกล่าวแล้ว ยังปรากฏการใช้เครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่นๆ ประกอบเป็นส่วนหนึ่งของพิธี ไม่ว่าจะเป็นพระมหามงกุฎ คทา รวมถึงลูกโลกขนาดเล็ก อันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายถึงพระราชอำนาจและพระราชภาระขององค์กษัตริย์ ซึ่งขั้นตอนการปฏิบัติหลายอย่างนั้นคล้ายกันกับธรรมเนียมของสถาบันกษัตริย์ในวัฒนธรรมตะวันออก

 

‘พระราชพิธีบรมราชาภิเษกกับการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยของกษัตริย์อังกฤษ’

 

ด้วยเหตุที่พิธีราชาภิเษกเป็นประเพณีปฏิบัติที่มีความเก่าแก่และสืบทอดมาอย่างยาวนานกว่า 900 ปี ธรรมเนียมปฏิบัติหลายอย่างจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป โดยที่น่าสนใจมี 2 เรื่อง คือ การถ่ายทอดพิธีผ่านสัญญาณทางโทรทัศน์ และการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพิธีโดยการกล่าวแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ จากเดิมที่เฉพาะขุนนางเท่านั้นที่จะเป็นผู้กล่าว

 

สำหรับการถ่ายทอดพิธีราชาภิเษกทางโทรทัศน์นั้นมีขึ้นครั้งแรกในพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อปี 1953 หรือพิธีในครั้งก่อน ทำให้ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่มีการถ่ายทอดสดพิธีดังกล่าว และด้วยระยะห่างของเวลาจากครั้งก่อน การถ่ายทอดในครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ผู้คนทั่วโลกซึ่งมีอายุต่ำกว่า 70 ปี หรือเรียกได้ว่าเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโลกจะได้รับชมภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นได้ นอกเหนือจากการเห็นภาพและชมวิดีโอพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในอดีต

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งที่มีการเสนอแนวคิดให้ถ่ายทอดสัญญาณการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในปี 1953 นั้น ข้อเสนอดังกล่าวกลับไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก ด้วยมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งมีแนวคิดอนุรักษนิยม ได้แสดงความเห็นอย่างรุนแรงว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้นเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ ข้อเสนอที่จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ดังเช่นกล้องโทรทัศน์เข้าไปถ่ายทอดสัญญาณจากภายในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์นั้นถือเป็นแนวคิดที่น่าหวาดวิตกเป็นอย่างมาก และเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทำให้พิธีการอันศักดิ์สิทธิ์และสำคัญยิ่งทั้งในทางโลกและทางความเชื่อนี้กลายเป็นเหมือนการแสดงละครฉากหนึ่งเท่านั้น

 

สุดท้ายแล้ว ด้วยแรงสนับสนุนจากเจ้าชายฟิลลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระสวามี ซึ่งเห็นว่าการถ่ายทอดพิธีทางโทรทัศน์นั้นจะเป็นการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและช่วยสร้างความนิยมให้แก่สถาบันกษัตริย์ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 จึงทรงยืนยันให้มีการถ่ายทอดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทางโทรทัศน์ โดยจะมีการถ่ายทอดตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นพิธีการ เว้นแต่เพียงในขั้นตอนของการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะหยุดการถ่ายทอดสัญญาณ เนื่องจากถือว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์ระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับองค์กษัตริย์เท่านั้น

 

หากผู้อ่านได้รับชมซีรีส์ The Crown Season 1 EP.5 ‘Smoke and Mirrors’ ซึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีนาถผู้ล่วงลับ นอกจากจะได้เห็นภาพความเป็นมาและความเป็นไปของพิธีแล้ว นัยหนึ่งที่ปรากฏคือ แม้ว่าจะพยายามให้พิธีนี้ทันสมัยและเข้าถึงได้มากเพียงใด แต่สถานะความเป็นกษัตริย์อันสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์นั้นยังคงต้องสงวนไว้ เพื่อให้มีความแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป

 

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากคำตอบของดยุกแห่งวินด์เซอร์ อดีตพระราชาผู้ไร้มงกุฎที่ได้กล่าวตอบคำถามที่ว่าเหตุใดจึงไม่มีการถ่ายทอดช่วงพิธีเจิมน้ำมัน ด้วยคำตอบที่ว่า “เพราะเราเป็นแค่เพียงมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น จึงไม่มีสิทธิ์ได้รับชม” (Because we are mortals.) ซึ่งเน้นย้ำความแตกต่างและเสริมภาพความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่องค์กษัตริย์

 

ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงสำหรับพิธีราชาภิเษกในปี 2023 เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย แต่กลับนำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง คือ การเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในพิธีราชาภิเษก โดยร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณพร้อมกันว่าจะจงรักภักดีต่อกษัตริย์พระองค์ใหม่และรัชทายาทของพระองค์ (The Homage of People)

 

การกล่าวคำปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อกษัตริย์เป็นธรรมเนียมที่มีมาแต่เดิม ภายหลังจากที่กษัตริย์อังกฤษกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณในการทำหน้าที่ประมุขของประเทศแล้ว เพื่อตอบแทนคำกล่าวของกษัตริย์ บรรดาขุนนางผู้มีตำแหน่งต่างๆ ซึ่งเข้าร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะเป็นผู้แทนของประชาชนในแต่ละท้องถิ่นกล่าวคำปฏิญาณแด่องค์กษัตริย์ (The Homage of Peers)

 

โดยในพระราชพิธีราชาภิเษกครั้งนี้ อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี ผู้นำสูงสุดทางศาสนาของอังกฤษ ได้นำเสนอความเปลี่ยนแปลงใหม่นี้ เพื่อแสดงถึงการปรับพิธีบรมราชาภิเษกให้เข้ากับยุคสมัยและสะท้อนถึงความสำคัญของประชาชนที่มีต่อการธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ โดยทุกคนทั้งที่อยู่ในพิธีและที่รับชมจากทั่วทุกมุมโลกจะได้ร่วมกล่าวคำปฏิญาณพร้อมกัน เพื่อแสดงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนในพิธีราชาภิเษก ซึ่งผู้สนับสนุนส่วนหนึ่งมองว่า พิธีนี้ไม่ใช่เพียงหมุดหมายแห่งอดีต หากแต่เป็นการร่วมเฉลิมฉลองกับสถาบันกษัตริย์ในฐานะที่เป็นตัวแทนของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ และอยู่เหนือพ้นจากความขัดแย้งทั้งปวง อีกทั้งการให้ประชาชนมีส่วนร่วมก็แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีส่วนสำคัญต่อการคงอยู่ของสถาบันกษัตริย์

 

อย่างไรก็ตาม การณ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม เมื่อประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า ด้วยแนวคิดเกี่ยวกับสถานะและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน ควรจะเป็นพระเจ้าชาร์ลส์ต่างหากที่ต้องเป็นผู้ปฏิญาณว่าจะภักดีต่อประชาชน และไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่จะต้องแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ เนื่องจากประชาชนทุกคนเป็นพลเมืองที่มีฐานะเท่าเทียมกัน หาใช่ผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ไม่

 

แม้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะออกมายืนยันแล้วว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่การร้องขอหรือบังคับให้ต้องกระทำ หากแต่เป็นการเชิญชวนให้ผู้ที่สมัครใจจะกล่าวคำปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อกษัตริย์ชาร์ลส์ภายหลังจากที่พระองค์ปฏิญาณตนว่าจะอุทิศพระวรกายเพื่อรับใช้ประเทศชาติ แต่กระแสคัดค้านเหล่านี้ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเป็นไปในทางลบและถูกวิจารณ์มากยิ่งขึ้น

 

‘เสียงคัดค้านและคำวิจารณ์ที่ดังขึ้น’

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์อังกฤษอีกครั้งในรอบ 70 ปี ได้นำมาซึ่งคำถามสำคัญที่เกี่ยวพันถึงสถาบันกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปแบบและความมุ่งหมายของพิธีการต่างๆ ว่าการจัดพิธีตามธรรมเนียมประเพณีเดิมนั้นยังคงมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวคิดหรือค่านิยมในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด ตลอดจนคุณค่าของการธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์นั้นมีอยู่อย่างไร

 

โดยพิธีราชาภิเษกในครงนี้ได้นำมาซึ่งข้อวิจารณ์ที่สำคัญใน 2 ประเด็น คือ ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อจัดงานดังกล่าว และความจำเป็นในการมีอยู่ของสถาบันกษัตริย์

 

สำหรับประเด็นแรกนั้น ด้วยเหตุที่รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทั้งหมดจากเงินงบประมาณของแผ่นดิน ซึ่งสันนิษฐานว่าจะมีการใช้เงินราว 50-100 ล้านปอนด์ (จำนวนที่แน่นอนจะปรากฏภายหลังการจัดพิธีแล้วเสร็จ) จึงมีการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าที่รัฐบาลจะใช้เงินงบประมาณจำนวนมากเพื่อการจัดพิธีดังกล่าว ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจและภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น รวมถึงประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในภาวะยากลำบากภายหลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการกำหนดวันหยุดทำการ (Bank’s Holiday) เพิ่มเติมในวันที่ 8 พฤษภาคม 2023 เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสดังกล่าวนั้น ส่งผลเสียต่อการประกอบธุรกิจและทำให้เศรษฐกิจต้องหยุดชะงักโดยไม่จำเป็น

 

แม้จะมีการแถลงยืนยันว่าการใช้เงินงบประมาณดังกล่าวจะเกิดประโยชน์และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการท่องเที่ยวและนันทนาการ โดยเฉพาะร้านอาหารและโรงแรม และรัฐบาลได้ใช้จ่ายเงินดังกล่าวโดยคำนึงถึงความเหมาะสมเป็นสำคัญ รวมถึงนักธุรกิจและประชาชนบางส่วนยังมองว่าการใช้เงินงบประมาณดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายในลักษณะ ‘เงินต่อเงิน’ (Takes Money to Make Money) แต่จากผลการสำรวจโดย The YouGov พบว่า ประชาชนที่ตอบแบบสำรวจกว่าร้อยละ 51 เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรนำเงินงบประมาณมาใช้สนับสนุนการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก อีกทั้งมีผู้กล่าวด้วยว่าในขณะที่ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากและต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน เหตุใดรัฐบาลจึงเห็นสมควรให้ใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อจัดพิธี รวมถึงสถาบันกษัตริย์ซึ่งมีความมั่งคั่งและมีรายได้ของตนเอง ควรใช้เงินของตนเองในการจัดพิธี

 

ประเด็นดังกล่าวจึงยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วงระยะเวลาภายหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วจึงจะเป็นที่แน่ชัดว่าพิธีอันสำคัญนี้จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจหรือไม่ อย่างไร

 

นอกจากประเด็นทางเศรษฐกิจแล้ว กลุ่ม Republic ซึ่งเป็นองค์กรที่เรียกร้องให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์อังกฤษ และให้มีประมุขของประเทศมาจากการเลือกตั้ง ยังได้ใช้โอกาสการจัดพระราชพิธีฯ นี้ในการรณรงค์แคมเปญ #NotMyKing โดยการนัดชุมนุมประท้วงในวันที่ 6 พฤษภาคม อันเป็นวันจัดพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งในกรุงลอนดอนและเมืองต่างๆ ทั่วอังกฤษ เพื่อแสดงให้สังคมโลกเห็นถึงกระแสการต่อต้านระบอบกษัตริย์อังกฤษ

 

ประเด็นสำคัญที่กลุ่ม Republic นำเสนอ คือ ในขณะที่คุณค่าหลักของสังคมอังกฤษคือการมุ่งเน้นค่านิยมประชาธิปไตย อันนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความเท่าเทียมกันในสังคม แต่การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์นั้นกลับมีลักษณะที่ตรงกันข้ามกับค่านิยมดังกล่าวทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการมีอภิสิทธิ์หรือสภาวะยกเว้นเหนือกฎหมายบางประการ สถานะการเป็นชนชั้นสูง ตลอดจนการใช้จ่ายเงินงบประมาณของประชาชนที่ควรจะนำมาใช้จ่ายเพื่อกิจการสาธารณะ กลับต้องนำมาใช้เพื่อเป็นค่าเดินทาง ค่าที่พักอันหรูหรา และการดำเนินชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยของสถาบันกษัตริย์

 

เรื่องดังกล่าวจึงนำมาซึ่งการแสดงความเห็นคัดค้านและทำให้ภาพลักษณ์ของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกซึ่งใกล้จะเข้ามาถึงเป็นไปในทางลบมากยิ่งขึ้น โดยการสำรวจความคิดเห็นของชาวอังกฤษพบว่า กว่าร้อยละ 60 ของผู้ตอบนั้นระบุว่าไม่ให้ความสำคัญหรือให้ความสนใจพิธีราชาภิเษกดังกล่าว

 

‘เมื่อการยอมรับจากประชาชนย่อมสำคัญยิ่งกว่าพิธีการ’

 

แม้ว่าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะมีความสำคัญในทางธรรมเนียมประเพณีเพื่อการเป็นกษัตริย์อย่างสมบูรณ์ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้พระเจ้าชาร์ลส์มีฐานะกษัตริย์แห่งอังกฤษอย่างแท้จริง คือการปฏิบัติหน้าที่ประมุขของประเทศเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากประชาชนชาวอังกฤษ

 

ดังที่ทราบกันว่า กระแสความนิยมของพระเจ้าชาร์ลส์นั้นมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระราชมารดาผู้ล่วงลับ ซึ่งทรงวางพระองค์อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองใดๆ และทรงเป็นศูนย์รวมใจให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ ต่างจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ภาพลักษณ์ของพระองค์มักจะเป็นไปในทางลบ อันเป็นผลจากเรื่องอื้อฉาวในชีวิตสมรสของพระองค์ และบทบาทที่พระองค์มักแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็นของพระองค์เองต่อสาธารณชนอยู่เสมอ

 

แม้ว่าพระเจ้าชาร์ลส์จะทรงให้ความสำคัญกับการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์อังกฤษเมื่อ 7 เดือนก่อน เพื่อเปลี่ยนแปลงสถาบันกษัตริย์จากค่านิยมแบบดั้งเดิมให้สอดคล้องต่อเนื่องกับค่านิยมของสมัยใหม่ แต่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การปรับตัวของสถาบันกษัตริย์อาจจะยังช้าไปสำหรับความเปลี่ยนแปลงของคนในสังคม เมื่อพิจารณาจากผลสำรวจความนิยมในสถาบันกษัตริย์ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าผู้ตอบแบบสำรวจกว่าร้อยละ 60 จะยังคงสนับสนุนให้มีระบบกษัตริย์ต่อไป แต่หากเทียบกับความนิยมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ถือว่าลดลงจากเดิมที่มีเกินกว่าร้อยละ 70 ในขณะที่กว่าร้อยละ 25 ต้องการให้เปลี่ยนแปลงเป็นระบอบสาธารณรัฐและมีประมุขของประเทศมาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะความเห็นส่วนใหญ่จากกลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี ซึ่งเห็นว่าควรยกเลิกระบอบกษัตริย์

 

ดังนั้นสิ่งที่พระเจ้าชาร์ลส์ต้องทรงปฏิบัตินอกเหนือจากการประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกแล้ว คือการใคร่ครวญหาคำตอบสำหรับคำถามสำคัญอันเป็นบทพูดของ เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จากซีรีส์ The Crown Season 1 EP.5 ที่เขาได้ถามสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก่อนพิธีราชาภิเษกในปี 1953 ซึ่งยังคงใช้ได้ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ว่า “กษัตริย์ดำรงอยู่เพื่อสิ่งใด? พระราชวงศ์ดำรงอยู่เพื่อสิ่งใด? สถาบันกษัตริย์ควรต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หรือควรดำรงคงเดิมโดยอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลงใดๆ?”

 

“What is the purpose of the Crown? What is the purpose of the monarchy? Does the crown bend to the will of the people to be audited and accountable? Or should it remain above temporal matters?”

 

โดยหน้าที่ดังกล่าวนั้นหาได้เป็นเพียงภาระหน้าที่ของพระเจ้าชาร์ลส์เท่านั้น หากแต่เจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ รวมตลอดถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในราชวงศ์ ต่างมีภาระรับผิดชอบร่วมกันในการนำพาสถาบันกษัตริย์อังกฤษที่มีอายุยาวนานกว่าหนึ่งพันปีให้ดำรงคงอยู่สืบต่อไปท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคม

 

ดังนั้นแล้วจะเห็นได้ว่า นอกจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์และธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติที่ยาวนานของสถาบันกษัตริย์อังกฤษแล้ว พิธีสำคัญยิ่งที่ไม่ได้จัดขึ้นมานานกว่า 70 ปีนี้ยังนำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับการดำรงอยู่และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในยุคสมัยใหม่ อันเป็นความท้าทายที่พระเจ้าชาร์ลส์ในฐานะประมุขแห่งราชวงศ์อังกฤษจะต้องเผชิญในรัชสมัยของพระองค์

 

ภาพ: Dan Kitwood / POOL / AFP

อ้างอิง:

The post พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กับคำถามสำคัญต่อสถาบันกษัตริย์อังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานเลี้ยงรับรองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ณ พระราชวังบักกิงแฮม https://thestandard.co/king-queen-attended-reception-coronation-king-charles/ Sat, 06 May 2023 03:15:35 +0000 https://thestandard.co/?p=785901

เมื่อวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แ […]

The post ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานเลี้ยงรับรองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ณ พระราชวังบักกิงแฮม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมงานพระราชทานเลี้ยงรับรองพระประมุข ประมุข และผู้แทนของประเทศต่างๆ ตามคำทูลเชิญของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ณ พระราชวังบักกิงแฮม กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

 

จากนั้นในวันนี้ (6 พฤษภาคม) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะทรงร่วมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และ สมเด็จพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร

 

 

ภาพ: กรมประชาสัมพันธ์ และ Buckingham Palace

อ้างอิง:

The post ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมงานเลี้ยงรับรองพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ณ พระราชวังบักกิงแฮม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครื่องประกอบที่น่าสนใจในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 https://thestandard.co/king-charles-coronation-royal-collections/ Sat, 06 May 2023 02:47:07 +0000 https://thestandard.co/?p=785883

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชิ […]

The post เครื่องประกอบที่น่าสนใจในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาแห่งสหราชอาณาจักร เตรียมจะมีขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2023 โดยทางสำนักพระราชวังสหราชอาณาจักรประกาศว่า พระราชพิธีในครั้งนี้จะสะท้อนถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน เพื่อนำไปสู่อนาคต ในขณะเดียวกันจะธำรงไว้ซึ่งธรรมเนียมและพระราชพิธีดั้งเดิม ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ที่คนทั่วโลกเฝ้ารอชม

 

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจคือ บรรดาเครื่องประกอบต่างๆ ที่จะถูกนำมาใช้ในพระราชพิธี ซึ่งนอกเหนือจากความวิจิตรตระการตาและมูลค่าทางตัวเงินอย่างมหาศาลแล้ว สิ่งสำคัญอันมิอาจประเมินค่าได้คือ ประวัติศาสตร์อันยาวนาน ตลอดจนความหมายเชิงสัญลักษณ์อันลึกซึ้งที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์แสนงดงามเหล่านั้น

 

วันนี้ THE STANDARD ขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับเครื่องประกอบพระราชพิธีที่สำคัญ เพื่อเป็นการปูพื้นความรู้ก่อนที่จะได้เป็นสักขีพยานในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งราชวงศ์อังกฤษ

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

อ้างอิง:

The post เครื่องประกอบที่น่าสนใจในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดพระราชประวัติพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งสหราชอาณาจักร https://thestandard.co/biography-of-king-charles-iii/ Sat, 06 May 2023 02:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=785698

ผู้คนนับล้านทั้งในสหราชอาณาจักรและประเทศเครือจักรภพ ตลอ […]

The post เปิดพระราชประวัติพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งสหราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้คนนับล้านทั้งในสหราชอาณาจักรและประเทศเครือจักรภพ ตลอดจนประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงไทย ต่างเฝ้าติดตามชมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ณ กรุงลอนดอน โดยถือเป็นเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ และเป็นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์อังกฤษครั้งแรกในรอบ 70 ปี

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชมารดาคือ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2022 โดยตลอดระยะเวลาที่ดำรงพระยศองค์รัชทายาท พระองค์ทรงมีบทบาทในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่สำคัญทั้งในสหราชอาณาจักรและต่างประเทศ และเป็นผู้อุปถัมภ์องค์กรการกุศลและองค์กรอื่นๆ กว่า 800 แห่ง ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา

 

และนี่คือพระราชประวัติของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งสหราชอาณาจักร

 


 

ชีวิตขณะทรงพระเยาว์และการศึกษา

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 และเจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ ประสูติที่พระราชวังบักกิงแฮม เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 1948 ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระอัยยิกา โดยทรงมีพระอนุชา 2 พระองค์ และพระขนิษฐา 1 พระองค์ ได้แก่ เจ้าชายแอนดรูว์, เจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และเจ้าหญิงแอนน์ 

 

หลังประสูติได้ 1 เดือน เจ้าชายชาร์ลส์ได้รับการตั้งพระนามเต็มว่า ชาร์ลส์ ฟิลิป อาร์เธอร์ จอร์จ โดย ดร.จอฟฟรีย์ ฟิชเชอร์ อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี

 

ในขณะที่พระชนมายุ 3 พรรษา พระองค์ทรงกลายเป็นรัชทายาท ภายหลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 1952 ขณะที่มีพระชนมายุ 25 พรรษา เนื่องจากการสวรรคตของพระเจ้าจอร์จที่ 6 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระราชมารดามีขึ้นเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1953 ขณะที่พระองค์มีพระชนมายุ 4 พรรษา

 

เมื่อพระชนมายุครบ 5 พรรษา ทรงได้รับการดูแลด้านการศึกษาในพระราชวังบักกิงแฮม ก่อนจะเริ่มเข้าเรียนที่โรงเรียน Hill House ทางตะวันตกของกรุงลอนดอน ในปี 1956 โดยพระองค์ยังทรงเป็นรัชทายาทพระองค์แรกของราชวงศ์อังกฤษที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนแทนการเรียนกับครูส่วนพระองค์ และไม่ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษจากผู้ก่อตั้งหรืออาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนแต่อย่างใด

 

เพื่อฝึกฝนให้พระองค์เป็นคนเข้มแข็ง พระราชบิดาทรงส่งเจ้าชายชาร์ลส์เข้าศึกษาต่อในฐานะนักเรียนประจำที่โรงเรียนเก่าของพระองค์ 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียน Cheam ณ เมืองเบิร์กเชียร์ ในปี 1958 และโรงเรียน Gordonstoun ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์ ในปี 1962 ซึ่งต่อมาสื่อหลายสำนักรายงานว่า พระองค์ไม่มีความสุขนักในการศึกษาที่ Gordonstoun เนื่องจากถูกพระสหายร่วมชั้นเรียนกลั่นแกล้ง

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 1966 เจ้าชายชาร์ลส์ทรงใช้เวลา 2 ภาคเรียนในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนที่วิทยาเขตสหศึกษา Timbertop ของ Geelong Church of England Grammar School ในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย โดยเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาศึกษาต่อชั้นปีสุดท้ายที่ Gordonstoun ทรงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองโรงเรียน (School Guardian) ที่มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของเด็กนักเรียนชาย

 

ปี 1967 พระองค์เข้าศึกษาระดับปริญญาที่ Trinity College, มหาวิทยาลัย Cambridge โดยในตอนแรกทรงศึกษาสาขาวิชาโบราณคดีและมานุษยวิทยา ก่อนจะทรงเปลี่ยนไปศึกษาสาขาประวัติศาสตร์ จนได้เป็นรัชทายาทพระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรระดับปริญญา

 

พระอิสริยยศและอาชีพทหาร

 

เจ้าชายชาร์ลส์ทรงได้รับพระราชทานพระอิสริยยศจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ให้เป็นเจ้าชายแห่งเวลส์และเอิร์ลแห่งเชสเตอร์ในปี 1958 ก่อนที่จะมีการจัดพิธีสถาปนาพระอิสริยยศเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1969 ที่ปราสาทแคร์นาร์ฟอน โดยพระองค์มีพระราชดำรัสในพิธีเป็นภาษาเวลส์และภาษาอังกฤษ

 

จากนั้นวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1970 พระองค์ทรงได้รับตำแหน่งในสภาขุนนาง (House of Lords) หรือสภาสูงในรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร

 

ในเดือนมีนาคม 1971 ระหว่างศึกษาชั้นปีที่ 2 ที่มหาวิทยาลัย Cambridge พระองค์ทรงเข้ารับราชการทั้งในกองทัพอากาศและกองทัพเรืออังกฤษ โดยผ่านการฝึกเป็นนักบินและได้รับมอบปีกของกองทัพอากาศ

 

จากนั้นในเดือนกันยายนปีเดียวกัน หลังผ่านการเดินขบวนพาเหรดในพิธีสำเร็จหลักสูตรการฝึกของกองทัพ พระองค์ทรงเริ่มอาชีพทหารเรือตามรอยพระบิดา พระอัยยิกา และพระปัยกา 

 

โดยทรงเข้าเรียนหลักสูตร 6 สัปดาห์ที่ Royal Naval College Dartmouth และได้เข้าประจำการบนเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถี HMS Norfolk ตั้งแต่ปี 1971-1972, เรือฟริเกต HMS Minerva ปี 1972-1973 และเรือฟริเกต HMS Jupiter ในปี 1974 

 

นอกจากนี้เจ้าชายชาร์ลส์ยังทรงผ่านคุณสมบัติเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ในปี 1974 ก่อนเข้าร่วมฝูงบินนาวิกโยธิน 845 ซึ่งปฏิบัติการจากเรือบรรทุกเครื่องบิน HMS Hermes 

 

ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1976 พระองค์ทรงได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการเรือกวาดทุ่นระเบิด HMS Bronington โดยทรงประจำการอยู่ 9 เดือน ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายของการรับราชการในกองทัพเรือ 

 

ชีวิตรักและการอภิเษกสมรส

 

ในวัยหนุ่ม เจ้าชายชาร์ลส์ทรงเป็นหนุ่มโสดที่หญิงสาวหมายปองมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ขณะที่ทรงผูกพันกับหญิงสาวหลายคนด้วยความรัก 

 

หนึ่งในหญิงสาวที่พระองค์ใกล้ชิดและผูกพันด้วยคือ ไดอานา สเปนเซอร์ บุตรสาวของ จอห์น สเปนเซอร์ หรือ เอิร์ล สเปนเซอร์ที่ 8 ขุนนางและอดีตองครักษ์ของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 

 

โดยพระองค์เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเลดี้ไดอานาในวันที่ 29 กรกฎาคม 1981 ก่อนที่จะทรงมีพระโอรส 2 พระองค์ ได้แก่ เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี 

 

ในระหว่างการสมรส เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ และปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายร่วมกันในสหราชอาณาจักร

 

แต่ชีวิตสมรสของทั้งสองพระองค์สิ้นสุดลงในวันที่ 28 สิงหาคม 1996 หลังตัดสินพระทัยที่จะแยกทางกัน โดยเจ้าหญิงไดอานายังคงได้รับการยกย่องให้เป็นสมาชิกราชวงศ์ และยังอาศัยอยู่ที่พระราชวังเคนซิงตัน รวมทั้งปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อการกุศลมากมาย

 

อย่างไรก็ตาม ในการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาจากอุบัติเหตุรถชนในปารีส เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1997 เจ้าชายชาร์ลส์ได้เสด็จไปยังกรุงปารีสพร้อมกับพี่สาวอีก 2 คนของเจ้าหญิงไดอานา เพื่อนำพระศพกลับไปยังกรุงลอนดอน โดยเจ้าชายชาร์ลส์ยืนกรานให้จัดพระราชพิธีพระศพแก่เจ้าหญิงไดอานาอย่างสมพระเกียรติตามธรรมเนียมราชวงศ์อังกฤษ

 

การสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงไดอานาส่งผลให้ราชวงศ์อังกฤษต้องเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ โดยเฉพาะเจ้าชายชาร์ลส์ที่ทรงแสดงความเป็นพระบิดาและเข้าหาประชาชนมากขึ้น ผ่านการเสด็จออกงานการกุศลและปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ 

 

โดยหลังพระราชพิธีพระศพเจ้าหญิงไดอานา เจ้าชายชาร์ลส์ทรงขอให้สื่อมวลชนเคารพความเป็นส่วนตัวของพระโอรสทั้งสอง เพื่อให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตในโรงเรียนตามปกติ และหลายปีหลังจากนั้นพระโอรสทั้งสองทรงมีโอกาสได้เสด็จตามพระบิดาไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในสหราชอาณาจักรและต่างประเทศหลายครั้ง

 

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2005 เจ้าชายชาร์ลส์ทรงประกาศหมั้นกับ คามิลลา พาร์กเกอร์ โบลส์ หญิงสาวที่พระองค์มีความสัมพันธ์ทางใจมาตลอดนับตั้งแต่พบกันครั้งแรกในปี 1970

 

หลังจากนั้นในวันที่ 9 เมษายน 2005 ทั้งสองได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสที่ศาลากลางเมืองวินด์เซอร์ โดยเจ้าชายชาร์ลส์ทรงเป็นสมาชิกพระราชวงศ์พระองค์แรกที่เข้าพิธีสมรสในแบบพลเมืองอังกฤษทั่วไป ซึ่งหลังจากนั้นพาร์กเกอร์ โบลส์ ได้รับการสถาปนาเป็นดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ และขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินี ภายหลังพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 เสด็จขึ้นครองราชย์

 

พระราชกรณียกิจ

 

ตลอดระยะเวลาที่ทรงเป็นองค์รัชทายาท เจ้าชายชาร์ลส์ทรงมีบทบาทในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากมายทั้งส่วนพระองค์และเป็นตัวแทนสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เช่น พระราชกรณียกิจด้านการกุศล, เกษตรกรรม, อุตสาหกรรม, สถาปัตยกรรม, การศึกษา, การแพทย์และการทหาร ตลอดจนงานพิธีการ การแข่งขันกีฬาและกิจกรรมสาธารณะ ทั้งในสหราชอาณาจักรและต่างประเทศ อาทิ พิธีส่งมอบฮ่องกงคืนแก่จีนในปี 1997 ซึ่งพระองค์เสด็จไปในฐานะตัวแทนของพระราชมารดา

 

โดยช่วงระหว่างปี 2002-2022 พบว่า พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมากถึง 10,934 งาน

 

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญในการส่งเสริมบทบาทและสวัสดิการต่างๆ ของกองทัพ ทหารผ่านศึก และครอบครัว ทั้งในสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ และทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ขององค์กรการกุศลและองค์กรต่างๆ มากมายด้วย

 

กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ถือเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์อังกฤษลำดับที่ 40 ที่ได้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์นับตั้งแต่ปี 1066 

 

พสกนิกรทั้งในสหราชอาณาจักรและประเทศในเครือจักรภพ ตลอดจนดินแดนโพ้นทะเลของอังกฤษ ต่างเฝ้ารอชมพระบารมีของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ในการประกอบพระราชพิธี ด้วยการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณและสวมพระมหามงกุฎ ซึ่งถือเป็นการแสดงออกอย่างเป็นทางการถึงพระราชปณิธานอันมุ่งมั่นและแน่วแน่จริงจังต่อพันธกิจหรือบทบาทหน้าที่ของพระองค์ในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน

 

สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งประวัติศาสตร์ในรอบเกือบ 1 ศตวรรษนี้ มีแขกที่ได้รับเชิญจำนวนกว่า 2,200 คน รวมทั้งสมาชิกราชวงศ์และผู้แทนจาก 203 ประเทศ และประมุขแห่งรัฐราว 100 คน

 

ขั้นตอนในพระราชพิธีส่วนใหญ่ยังคงยึดถือตามขนบธรรมเนียมโบราณ ซึ่งยังถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการเริ่มต้นรัชสมัยใหม่ของสหราชอาณาจักรอย่างแท้จริงด้วย

 

ภาพ: Alastair Grant – WPA Pool / Getty Images

อ้างอิง:

The post เปิดพระราชประวัติพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งสหราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจความนิยมพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ชาวอังกฤษมีความคิดเห็นอย่างไร? https://thestandard.co/king-charles-popularity-before-coronation/ Sat, 06 May 2023 01:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=785735

สหราชอาณาจักรกำลังจะผลัดแผ่นดินใหม่อย่างเป็นทางการ เนื่ […]

The post สำรวจความนิยมพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ชาวอังกฤษมีความคิดเห็นอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

สหราชอาณาจักรกำลังจะผลัดแผ่นดินใหม่อย่างเป็นทางการ เนื่องจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเตรียมที่จะเข้าพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคม ตามเวลาประเทศไทย

 

หากย้อนกลับไปฟังพระราชดำรัสแรกของพระองค์ในฐานะประมุขพระองค์ใหม่ของประเทศ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2022 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงได้ให้คำมั่นที่จะสานต่อการรับใช้ประชาชน อันเป็นพระราชกรณียกิจที่สำคัญที่สุดของพระราชมารดาตลอดพระชนม์ชีพ

 

อย่างไรก็ตาม แม้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงตระหนักตั้งแต่วัยเยาว์ว่าวันหนึ่งพระองค์จะทรงต้องรับภาระอันหนักอึ้งในการครองราชสมบัติ เนื่องจากทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น ‘เจ้าชายแห่งเวลส์’ พระรัชทายาทลำดับที่ 1 ผู้ซึ่งจะทรงสืบสันตติวงศ์ของอังกฤษในอนาคตมาตั้งแต่ปี 1969 แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป ความคิดของประชาชนบางกลุ่มก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตาม ทำให้มีการตั้งคำถามถึงสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษกันมากขึ้น และนั่นย่อมเป็นสิ่งที่ท้าทายรัชสมัยของพระองค์อยู่ไม่น้อย

 

THE STANDARD ได้หยิบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนชาวอังกฤษจาก YouGov มาเป็นตัวสะท้อนว่า ในรัชกาลใหม่ของสหราชอาณาจักร ความนิยมของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 รวมถึงสถาบันกษัตริย์อังกฤษในโลกยุคใหม่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

อ้างอิง:

The post สำรวจความนิยมพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ก่อนพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ชาวอังกฤษมีความคิดเห็นอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด’ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ล้ำค่าแห่งราชวงศ์อังกฤษ https://thestandard.co/st-edwards-crown-info/ Sat, 06 May 2023 00:00:28 +0000 https://thestandard.co/?p=785662

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร […]

The post ‘พระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด’ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ล้ำค่าแห่งราชวงศ์อังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งจะมีขึ้นในช่วงเย็นวันเสาร์ที่ 6 พฤษภาคมนี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์สำคัญอันเป็นที่จับตาสำหรับพระราชพิธีนี้คือ ‘พระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด’ แห่งราชวงศ์อังกฤษ

 

แม้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงขึ้นเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ทันทีที่พระมารดาหรือสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2022 แต่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกถือเป็นราชประเพณีโบราณที่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นรัชกาลใหม่อย่างเป็นทางการ โดยในพระราชพิธีสำคัญนี้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะได้ทรงพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ซึ่งตลอดพระชนม์ชีพพระองค์จะมีโอกาสได้ทรงพระมหามงกุฎนี้เพียงครั้งเดียวในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น ก่อนที่พระมหามงกุฎจะถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่หอคอยแห่งลอนดอน เพื่อรอคอยพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไป

 

พระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดซึ่งมีอายุ 362 ปี ถูกรังสรรค์ขึ้นจากทองคำแท้ 22 กะรัต มีความสูงกว่า 30 เซนติเมตร และมีน้ำหนักมากถึง 2.23 กิโลกรัม ประดับประดาด้วยอัญมณีหลายชนิดรวม 444 เม็ด รวมถึงแซฟไฟร์ ทับทิม แอเมทิสต์ โทแพซ และอะความารีนหลากสีสัน

 

ชื่อของพระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดนั้น ได้รับการขนานนามตามชื่อของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดธรรมสักขี โดยเชื่อกันว่ามีการใช้พระมหามงกุฎนี้ในพิธีราชาภิเษกมาจนถึงปี 1220 ก่อนที่จะถูกทำลายไปในช่วงสงครามกลางเมือง ภายหลังจากนั้น พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ทรงโปรดให้มีการสร้างพระมหามงกุฎนี้ขึ้นมาใหม่ในปี 1661 โดยอิงจากโครงสร้างพระมหามงกุฎเดิมเป็นหลัก แต่ได้มีโหมประโคมอัญมณีมีค่าลงไปเพิ่มเติม เพื่อเสริมความหรูหราอลังการยิ่งขึ้น จนมาเป็นเวอร์ชันที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

อ้างอิง:

The post ‘พระมหามงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด’ เครื่องราชกกุธภัณฑ์ล้ำค่าแห่งราชวงศ์อังกฤษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดหมายกำหนดการและขั้นตอนสำคัญ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 https://thestandard.co/schedule-of-uk-coronation-ceremonies/ Fri, 05 May 2023 23:00:04 +0000 https://thestandard.co/?p=785691 กำหนดการ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เปิดหมายกำหนดการและขั้นตอนสำคัญภายในพระราชพิธีบรมราชาภิ […]

The post เปิดหมายกำหนดการและขั้นตอนสำคัญ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กำหนดการ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก

เปิดหมายกำหนดการและขั้นตอนสำคัญภายในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลา ที่จะจัดขึ้น ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ โดยจะมีแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญกว่า 2,200 คน ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกระดับสูงของราชวงศ์อังกฤษ สมาชิกครอบครัวของพระราชินีคามิลลา รวมถึงสมาชิกราชวงศ์ต่างประเทศ ผู้นำประเทศและผู้แทนประเทศจาก 203 ประเทศทั่วโลกเดินทางมาร่วมงานพระราชพิธีในครั้งนี้

 

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และพระราชินีคามิลลาจะเสด็จออกจากพระราชวังบักกิงแฮม มุ่งหน้าสู่มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ โดยรถม้าพระที่นั่ง ที่ประกอบขึ้นเมื่อครั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เมื่อปี 2012 โดยมีอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีเป็นผู้นำประกอบพระราชพิธี

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษกประกอบไปด้วย 6 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่

 

1. การรับรองสถานะความเป็นกษัตริย์ (Recognition) 

ขั้นตอนนี้จะมีการประกาศแนะนำกษัตริย์พระองค์ใหม่ต่อปวงชน โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะเสด็จมายังโถงกลางของมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ข้างบัลลังก์ราชาภิเษก (Coronation Chair) ซึ่งเป็นเครื่องเรือนอายุเก่าแก่ที่สุดในสหราชอาณาจักรที่ยังได้รับการใช้งานอยู่ โดยสร้างขึ้นเมื่อปี 1300 ในรัชสมัยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษ หลังจากนั้นอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีจะประกาศรับรองสถานะความเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ต่อหน้าแท่นบูชาสูง

 

2. การกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ (Oath)

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงถวายสัตย์ปฏิญาณว่า “จะทรงครองราชย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายและพิทักษ์ศาสนจักรของอังกฤษ” ซึ่งข้อความในการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปตลอดหลายยุคหลายสมัย เมื่อครั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระองค์ทรงประกาศว่า “จะทรงครองราชย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายและจะธำรงความยุติธรรมด้วยพระเมตตา รวมทั้งจะทรงธำรงรักษาไว้ซึ่งศาสนจักรของอังกฤษ” 

 

3. การเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ (Anointing)

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงถอดฉลองพระองค์คลุม ‘Robe of State’ และประทับบนบัลลังก์ราชาภิเษก หลังจากนั้นอาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีจะเทน้ำมันราชาภิเษกออกจากภาชนะทองคำรูปนกอินทรีลงบนช้อนราชาภิเษก ก่อนที่จะเจิมน้ำมันดังกล่าวบริเวณพระนลาฏ (หน้าผาก), พระอุระ (อก) และพระหัตถ์ (มือ) ทั้งสองข้างของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 นับเป็นขั้นตอนที่ธำรงความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในหมู่พระราชพิธีบรมราชาภิเษกทั้งหมด โดยขั้นตอนนี้จะเป็นขั้นตอนเดียวที่สาธารณชนและผู้เข้าร่วมงานจะไม่ได้รับชมหรือถ่ายทอดออกอากาศ ซึ่งจะมีฉากกั้นบังการมองเห็น

 

ด้วยความสนพระราชหฤทัยในด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน น้ำมันเจิมศักดิ์สิทธิ์ในพระราชพิธีครั้งนี้จะไม่มีส่วนผสมของน้ำมันที่มาจากสัตว์ ต่างจากเมื่อครั้งประวัติศาสตร์ที่น้ำมันราชาภิเษกมักมีส่วนผสมของน้ำมันจากวาฬและชะมดด้วย

 

4. การถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ (Investiture)

อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรีจะทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ (Crown Jewels) ไม่ว่าจะเป็นพระภูษาคลุมสีทอง คทา ลูกโลกประดับกางเขน พระธำมรงค์ และสวมมงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ดให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

 

5. การประทับบนพระราชบัลลังก์ (Enthronement)

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะเสด็จประทับบนพระราชบัลลังก์ เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพโดยสมบูรณ์

 

6. การรับการถวายความเคารพ (Homage)

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงรับการถวายความเคารพจากเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษ รวมถึงข้าราชบริพารในพระองค์

 

หลังจากนั้นพระราชินีคามิลลาก็จะทรงสวมมงกุฎเช่นเดียวกับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 โดยจะทรงสวมมงกุฎพระราชินีแมรี ทางสำนักพระราชวังเผยว่านับเป็นครั้งแรกที่จะไม่มีการทำมงกุฎขึ้นมาใหม่ แต่จะนำมงกุฎที่เคยผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้วมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดยพระราชินีจะมีขั้นตอนที่น้อยกว่าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ซึ่งในขั้นตอนสำคัญนั้น หากกษัตริย์ของสหราชอาณาจักรเป็นสตรี พระสวามีของพระองค์จะทรงไม่ได้รับการสวมมงกุฎหรือการเจิมน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ 

 

โดยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงเปลี่ยนมาสวมมงกุฎอิมพีเรียลสเตท เมื่อประกอบพระราชพิธีเสร็จสิ้น หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์จะเสด็จขึ้นรถม้าพระที่นั่ง ‘Gold State Coach’ ร่วมกระบวนพยุหยาตราทางสถลมารค พร้อมด้วยเหล่าทัพต่างๆ จากสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพ มุ่งหน้าสู่พระราชวังบักกิงแฮมและเสด็จออกสีหบัญชรในลำดับถัดไป

 

ส่วนวันที่ 7 พฤษภาคม 2023 จะมีการจัดคอนเสิร์ตพิเศษ ณ พระราชวังวินด์เซอร์ รวมถึงกิจกรรมร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ‘The Big Lunch’ และวันที่ 8 พฤษภาคม 2023 ทางการสหราชอาณาจักรประกาศให้เป็นวันหยุดชดเชย เนื่องในวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และหลายหน่วยงานเดินหน้าจัดกิจกรรมอาสาสมัครต่างๆ 

 

เผยแพร่: 6 พฤษภาคม 2023

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง:

  • BBC, The British Embassy Bangkok 

The post เปิดหมายกำหนดการและขั้นตอนสำคัญ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนชมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 ครั้งหลังสุดของกษัตริย์อังกฤษ ก่อนวันที่ 6 พฤษภาคม 2023 https://thestandard.co/the-last-5-coronations-of-british-monarchs/ Fri, 05 May 2023 11:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=785609 พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อังกฤษ

ย้อนชมภาพประวัติศาสตร์ในช่วงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 […]

The post ย้อนชมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 ครั้งหลังสุดของกษัตริย์อังกฤษ ก่อนวันที่ 6 พฤษภาคม 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อังกฤษ

ย้อนชมภาพประวัติศาสตร์ในช่วงงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 ครั้งหลังสุดของกษัตริย์แห่งราชวงศ์อังกฤษ ก่อนงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะจัดขึ้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2023 ซึ่งจะเป็นหมุดหมายสำคัญว่า พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพโดยสมบูรณ์แล้ว

 

28 มิถุนายน 1838: พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (ราชวงศ์ฮันโนเวอร์)

ภาพ: Sir George Hayter / Rischgitz / Getty Images

 

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อังกฤษ

9 สิงหาคม 1902: พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร (ราชวงศ์ซัคเซิน-โคบวร์คและโกทา)

ภาพ: Hulton Archive / Getty Images

 

22 มิถุนายน 1911: พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร (ราชวงศ์วินด์เซอร์)

ภาพ: Hulton Archive / Getty Images

 

หมายเหตุ: กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรพระองค์ต่อไปคือ สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 แห่งสหราชอาณาจักร (ราชวงศ์วินด์เซอร์) ทรงประกาศสละราชย์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 1936 เป็นเหตุให้งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระองค์ที่เคยจะจัดขึ้นในวันที่ 12 พฤษภาคม 1937 ต้องถูกยกเลิกไป

 

12 พฤษภาคม 1937: พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 แห่งสหราชอาณาจักร (ราชวงศ์วินด์เซอร์) 

ภาพ: Hulton Royals Collection

 

2 มิถุนายน 1953: พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร (ราชวงศ์วินด์เซอร์) 

ภาพ: Universal History Archive / Universal Images Group via Getty Images

The post ย้อนชมพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 ครั้งหลังสุดของกษัตริย์อังกฤษ ก่อนวันที่ 6 พฤษภาคม 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>