พระมหากษัตริย์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พระมหากษัตริย์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 13 Nov 2025 02:12:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกฯ เผยในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน ถือเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย ตอกย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-จีน 50 ปี https://thestandard.co/first-thai-king-visits-china/ Thu, 13 Nov 2025 02:12:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1142731 นายกฯ เผย ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน ถือเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย ตอกย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-จีน 50 ปี

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 07.40 น. อน […]

The post นายกฯ เผยในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน ถือเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย ตอกย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-จีน 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เผย ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน ถือเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย ตอกย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-จีน 50 ปี

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 07.40 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีเกียรติยศ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 13-17 พฤศจิกายนว่า ทุกครั้งที่องค์พระประมุขของชาติ เสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ รัฐบาลก็จะต้องมีรัฐมนตรีเกียรติยศตามเสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งในครั้งนี้ก็มีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายกรัฐมนตรี และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดตามขบวนเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรี จะมีภารกิจนอกเหนือจากนี้ ที่จะหารือกับจีนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มี เพราะนี่เป็นองค์ประกอบของขบวนเสด็จ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ จะเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีน 50 ปี ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เยือนประเทศจีนในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์ของสยาม ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศจีน ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การทรงจำ เป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ซึ่งในปีนี้ก็ครบรอบ 50 ปี โดยเป็นความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ มีสืบเนื่องกันมาเป็นหลายร้อยปี

The post นายกฯ เผยในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีน ถือเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย ตอกย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้นไทย-จีน 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุรินทร์ยิ้มรับภาพจำประชาธิปัตย์ ต้านแก้ ม.112 กับแก้เศรษฐกิจปากท้อง ย้ำยึดมั่นประชาธิปไตยให้ประชาชนท้องอิ่ม https://thestandard.co/jurin-thai-democrat-112/ Mon, 14 Nov 2022 06:27:48 +0000 https://thestandard.co/?p=708701

วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ที่จังหวัดพังงา จุรินทร์ ลักษณวิศ […]

The post จุรินทร์ยิ้มรับภาพจำประชาธิปัตย์ ต้านแก้ ม.112 กับแก้เศรษฐกิจปากท้อง ย้ำยึดมั่นประชาธิปไตยให้ประชาชนท้องอิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (14 พฤศจิกายน) ที่จังหวัดพังงา จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเป็นประธานในพิธีมอบเช็คชำระหนี้และมอบโฉนดที่ดินของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พร้อมติดตามโครงการประกันรายได้ ที่วัดทุ่งมะพร้าว ถึงผลสำรวจในเรื่องภาพจำของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่จุรินทร์มีภาพจำในเรื่องรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ว่ามันอาจจะสะท้อนว่าจุดยืนและสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำมาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานั้นอยู่ในสายตาของพี่น้องประชาชน และมีเสียงตอบรับกับสิ่งที่เราได้แสดงออกไป เพราะจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าเราสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญให้ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น แต่ต้องไม่แตะหมวด 1 และ 2 

 

ขณะเดียวกันก็ต้องไม่แก้มาตรา 112 เพราะทุกประเทศต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองประมุข และประเทศไทยมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะฉะนั้นก็ต้องมีบทคุ้มครองประมุขของประเทศ ซึ่งก็คือองค์พระมหากษัตริย์เช่นเดียวกัน ไม่มีข้อยกเว้น สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ จุดยืนเหล่านี้ เป็นจุดยืนที่ประชาชนได้รับรู้ 

 

นอกจากนั้นในเรื่องของการแก้เศรษฐกิจปากท้อง พรรคประชาธิปัตย์ก็มีจุดยืน และตนก็มีจุดยืนที่ชัดเจน รวมทั้งการทำงานหนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเน้นการสร้างเงินให้ประชาชนและประเทศ ตั้งแต่การเข้าไปใช้นโยบายประกันรายได้ ซึ่งก็ช่วยให้พืชผลทางการเกษตรดีขึ้นเกือบทุกตัว ขณะเดียวกันถ้าราคาตกต่ำลงมาก็ยังมีการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร รวมทั้งการเข้าไปดูแลเศรษฐกิจฐานรากในเรื่องอื่นๆ ด้วย 

 

นอกจากนั้นในเรื่องการสร้างเงินให้ประเทศ ผลสัมฤทธิ์ที่ปรากฏชัดเจนก็คือ แม้เราจะเผชิญกับภาวะวิกฤตโควิด แต่เราก็สามารถนำการส่งออกฝ่าวิกฤตไปได้ ทำให้การส่งออกของไทยเป็นบวกมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา และปีนี้ก็คาดว่าไม่ต่ำกว่า 9 ล้านล้านบาท ที่จะสร้างเงินให้กับประเทศ แล้วก็โตอาจจะไปถึงเลข 2 หลัก ขณะที่เครื่องยนต์ตัวอื่นๆ ในทางเศรษฐกิจยังขับเคลื่อนไม่ได้ เพราะติดเงื่อนไขต่างๆ แต่การส่งออกกลายเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวเดียวที่ทำให้ GDP ของประเทศเป็นบวกขึ้นมา และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปได้ 

 

“ต้องถือว่าพี่น้องประชาชนได้รับรู้สิ่งที่ผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำมาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ต้องขอขอบคุณกับการติดตามและรับทราบว่าสิ่งที่ผมกับประชาธิปัตย์ต้องการทำให้กับประชาชนและคนไทยทั้งประเทศ รวมทั้งประเทศของเรานั้นเป็นอย่างไรบ้าง จะช่วยให้มีกำลังใจขึ้นเยอะครับ” จุรินทร์กล่าว 

 

ส่วนที่ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดแข็งเหล่านี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้งอย่างไรนั้น จุรินทร์กล่าวว่า เรื่องนั้นยังไม่สามารถที่จะตอบได้ แต่ทั้งหมดที่ทุ่มเททำมาก็เพื่อประชาชน เพื่อประเทศ เพื่อสร้างเงินให้คนไทย สร้างเงินให้กับประเทศไทย ผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรนั้นก็สุดแล้วแต่พี่น้องประชาชน แต่ทิศทางที่ชัดเจนก็คือประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยท้องอิ่ม ที่ต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยที่จะสร้างเงินให้ประชาชนและประเทศได้ ทำให้ประชาชนอิ่มท้องได้

 

“ทุกโพลก็เป็นกระจกเงาให้ทุกพรรคการเมืองในการที่จะนำไปประกอบการพิจารณา ประชาธิปัตย์เองก็ทำโพลด้วย แต่สำคัญที่สุดที่จะตอบคำถาม และแม่นที่สุดก็คือประชาชนตัวจริง ทุกพรรคก็มีทั้งขึ้นและลง และมีหลายโพล ทุกพรรคการเมืองก็มีทั้งโพลที่ดีและโพลที่ไม่ดีเหมือนกัน ไม่มีพรรคไหนที่โพลดีตลอดกาลหรอก เราก็ต้องเชื่อมั่นในตัวของเรา และมั่นใจในประชาชน ประชาชนเป็นคำตอบที่ตรงที่สุด ชัดเจนที่สุด” จุรินทร์กล่าว 

 

ส่วนที่ถามว่า ในสถานการณ์นี้มีผู้เสนอพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม มีความเหมาะสมหรือไม่ จุรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ขอวิจารณ์ แต่กฎหมายนั้นก็ต้องไปดูในหลักการ เหตุผล และรายละเอียดด้วย ตนไม่สามารถที่จะตอบเร็วๆ ได้ในขณะนี้ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร และขอแยกพรรคออกไปว่า ไม่ใช่พรรคนี้เสนอแล้วเห็นด้วย พรรคนั้นเสนอแล้วไม่เห็นด้วย จะต้องไปดูเนื้อหา หลักการ เหตุผล รายละเอียดทั้งหมดประกอบ 

 

“การเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็เคยมีข้อสังเกตและมีประสบการณ์กันมาแล้ว เพราะตอนที่เกิด พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย แล้วทำให้บ้านเมืองเสียหายในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน คนก็ยังกลัวกันอยู่ เพราะเริ่มต้น หลักการไม่มีอะไร แต่สุดท้ายก็ไปบานปลายเอาตอนปลาย จากต้นซอยกลายเป็นสุดซอย นำมาซึ่งคนออกมาต่อต้านเป็นล้านมหาศาลที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ เราได้บทเรียนมาแล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าเป็นอย่างไร ประกอบการพิจารณา แต่ไม่ได้แปลว่าครั้งนี้มันเป็นอย่างนี้ แต่เราเคยมีบทเรียนมาแล้ว เพราะฉะนั้นต้องตระหนัก ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่อย่างนั้นก็ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปก็กลายเป็นบ้องกัญชา อันนี้ต้องระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบ” จุรินทร์กล่าวในที่สุด

The post จุรินทร์ยิ้มรับภาพจำประชาธิปัตย์ ต้านแก้ ม.112 กับแก้เศรษฐกิจปากท้อง ย้ำยึดมั่นประชาธิปไตยให้ประชาชนท้องอิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 อันดับ กษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร https://thestandard.co/top-5-longest-reigning-kings-in-uk-history/ Fri, 03 Jun 2022 11:54:25 +0000 https://thestandard.co/?p=637613 กษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุด

นี่คือ 5 อันดับกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัต […]

The post 5 อันดับ กษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุด

นี่คือ 5 อันดับกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร นับตั้งแต่สมเด็จพระราชินีนาถแอนน์ขึ้นปกครองราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ในปี 1707 จนถึงปัจจุบัน สหราชอาณาจักรมีกษัตริย์ปกครองมาแล้วทั้งหมด 12 พระองค์ 

 

มีเพียง 5 จาก 12 พระองค์เท่านั้น ที่ทรงครองราชย์ยาวนานอย่างน้อย 25 ปี (Silver Jubilee) โดยพิธีเฉลิมฉลองการครองราชย์จัดขึ้นครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร เนื่องในโอกาสครองราชย์ครบ 50 ปี เมื่อปี 1809 ขณะที่ในรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร ก็จัดพิธีเฉลิมฉลองนี้ขึ้นอีก 2 ครั้ง ในโอกาสครองราชย์ครบ 50 ปี และ 60 ปี เมื่อปี 1887 และ 1897 ตามลำดับ

 

ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพ และครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกพระองค์ปัจจุบัน และยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ ด้วยพระชนมพรรษา 96 พรรษา ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี (#PlatinumJubilee) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 โดยจะมีการจัดพิธีเฉลิมฉลองขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายนนี้ทั่วสหราชอาณาจักร รวมถึงบรรดาเครือจักรภพอื่นๆ 

 

กษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุด

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

อ้างอิง:

The post 5 อันดับ กษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหราชอาณาจักร appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 อันดับ กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกพระองค์ปัจจุบัน https://thestandard.co/top-10-longest-reigning-living-monarchs/ Thu, 02 Jun 2022 08:13:30 +0000 https://thestandard.co/?p=637113 กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพ

นี่คือภาพรวม 10 อันดับ กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครอ […]

The post 10 อันดับ กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกพระองค์ปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพ

นี่คือภาพรวม 10 อันดับ กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกพระองค์ปัจจุบัน โดยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี (#PlatinumJubilee) เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งพระองค์ถือเป็นกษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกพระองค์ปัจจุบัน และยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ ด้วยพระชนมพรรษา 96 พรรษา

 

ตามมาด้วยสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไนดารุสซาลาม ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนของไทย ที่พระองค์ทรงครองราชย์มานานถึง 54 ปีแล้ว ขณะที่สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก อันดับที่ 3 ทรงครองราชย์มาแล้วถึงครึ่งศตวรรษหรือ 50 ปี โดยราวครึ่งหนึ่งใน 10 อันดับนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นกษัตริย์ที่ปกครองประเทศแถบตะวันตก โดยเฉพาะในยุโรป 

 

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อครั้นยังทรงมีพระชนม์ชีพ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกพระองค์ก่อนหน้า (70 ปี 126 วัน) ก่อนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2016 ซึ่งขณะนี้สถิติดังกล่าวยุติลงแล้ว นับว่ายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์ทั่วโลกเป็นอันดับที่ 2 ต่อจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่ทรงเคยครองราชย์ยาวนานที่สุดถึง 72 ปี 110 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 1643 – 1 กันยายน 1715

 

โดยในระหว่างนี้ ทางการสหราชอาณาจักรได้ประกาศวันหยุดนักขัตฤกษ์ ระหว่างวันที่ 2-5 มิถุนายนนี้ เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงครองราชย์ครบ 70 ปีในปีนี้ ทั่วทั้งสหราชอาณาจักร รวมถึงบรรดาเครือจักรภพต่างร่วมจัดงานเฉลิมฉลองในครั้งนี้

 


บทความที่เกี่ยวข้อง: 


 

กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพ

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง:

The post 10 อันดับ กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกพระองค์ปัจจุบัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 อันดับ กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก https://thestandard.co/10-list-of-longest-reigning-monarchs/ Mon, 07 Feb 2022 11:36:18 +0000 https://thestandard.co/?p=591411 กษัตริย์ครองราชย์

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงค […]

The post 10 อันดับ กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กษัตริย์ครองราชย์

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยพระองค์ถือเป็นกษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพ และครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกพระองค์ปัจจุบัน และยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ราชวงศ์อังกฤษ ด้วยพระชนมพรรษา 95 พรรษา

 

โดยในแถลงการณ์จากสำนักพระราชวัง สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร มีพระราชประสงค์ให้ คามิลลา ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์ ดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระราชินี เมื่อเจ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์วินด์เซอร์ ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ต่อจากพระองค์ในอนาคต สะท้อนนัยว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของราชวงศ์อังกฤษนี้อาจกำลังจะมาถึงในไม่ช้า 

 

นี่คือ 10 อันดับ 10 กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพ และครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลกในปัจจุบัน

 

กษัตริย์ครองราชย์

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

 

The post 10 อันดับ กษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
28 ธันวาคม 2310 – วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช https://thestandard.co/onthisday28122310-2/ Tue, 28 Dec 2021 02:46:39 +0000 https://thestandard.co/?p=576693 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงปราบดาภิเษกขึ้นทรงราชย์เป็นพ […]

The post 28 ธันวาคม 2310 – วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงปราบดาภิเษกขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในสมัยอาณาจักรธนบุรี 

 

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระองค์คือด้านการศึกสงคราม ทรงรบทัพจับศึกป้องกันเมืองจากพม่าตั้งแต่ยังทรงเป็นข้าราชการในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองให้แก่พม่า ทรงวางแผนกอบกู้เอกราชจากพม่าได้โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือน ซึ่งเริ่มจากการเข้าโจมตียึดเมืองจันทบูร เมืองธนบุรี และค่ายโพธิ์สามต้น กรุงศรีอยุธยา ขับไล่ทหารพม่าออกจากราชอาณาจักรได้ใน พ.ศ. 2310

 

แม้จะทรงครองราชย์เพียง 15 ปี แต่พระองค์ทรงทำสงครามป้องกันภัยเมืองอย่างต่อเนื่องตลอดรัชสมัย ทั้งการปราบกลุ่มก๊กที่แตกแยกเป็นฝั่งเป็นฝ่ายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา การทำสงครามกับพม่าถึง 9 ครั้ง และเขมร 3 ครั้ง ซึ่งทรงได้รับชัยชนะทุกครั้ง นอกจากนี้ในด้านศาสนา พระองค์ทรงรวบรวมพระไตรปิฎก อัญเชิญพระแก้วมรกต และพระบาง (พระพุทธรูป) จากเวียงจันทน์กลับมายังกรุงธนบุรี และด้านวรรณกรรม พระองค์ได้พระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ไว้ถึง 4 ตอนใน พ.ศ.  2313 คือ ตอนพระมงกุฎ, ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานรินทร์จนถึงท้าวมาลีวราชว่าความ, ตอนท้าวมาลีวราชว่าความจนถึงทศกัณฐ์เข้าเมือง และตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด พระลักษมณ์ต้องหอกกบิลพัทจนถึงหนุมานผูกผมทศกัณฐ์กับนางมณโฑ

The post 28 ธันวาคม 2310 – วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสวนาบทบาทตุลาการ: การธำรงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืน https://thestandard.co/judicial-role-conversation-about-maintaining-sustainable-democrat-with-king-in-the-head/ Thu, 20 May 2021 07:44:27 +0000 https://thestandard.co/?p=491191 เสวนาบทบาทตุลาการ: การธำรงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยา […]

The post เสวนาบทบาทตุลาการ: การธำรงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสวนาบทบาทตุลาการ: การธำรงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืน

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานเสวนาสาธารณะ ‘บทบาทตุลาการกับการธำรงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืน’ มีผู้เข้าร่วมเสวนาดังนี้ 

 

  • ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และอาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
  • ดำเนินรายการโดย รองศาสตราจารย์อานนท์ มาเม้า อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ทั้งนี้งานเสวนามีปาฐกถานำในหัวข้อ ‘How to Save Thailand’s Constitutional Democracy’ โดย ศาสตราจารย์ทอม กินส์เบิร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบและกฎหมายรัฐธรรมนูญของเอเชีย และเป็นผู้เขียนหนังสือ ‘How to Save a Constitutional Democracy’

 

 

การดำรงอยู่ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั่วโลก

ศาสตราจารย์ทอม กินส์เบิร์ก กล่าวว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น เป็นระบบการปกครองที่มีมาอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันมี 43 ประเทศทั่วโลกปกครองด้วยระบอบนี้ และมี 8 ประเทศเท่านั้นที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ 

 

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญมีส่วนในการกำหนดบทบาทประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ เหล่านี้อย่างมาก ในอดีตของหลายประเทศ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ถูกจำกัดอำนาจโดยรัฐธรรมนูญ แต่มีการต่อรองทางอำนาจระหว่างตัวสถาบันและรัฐสภามาโดยตลอด บางกรณีมีบทบาทในการกำหนดนายกรัฐมนตรีหรือกระทั่งคนในรัฐบาลก็เป็นเชื้อพระวงศ์

 

จะพบว่าเมื่อเวลาผ่านไป อำนาจในการควบคุมประชาชนก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับอำนาจทางการเงินของสถาบันกษัตริย์ ยิ่งเมื่อระบบเศรษฐกิจเริ่มซับซ้อนมากขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 สถาบันกษัตริย์ต้องต่อรองกับประชาชนเพื่อนำเงินไปทำสงคราม หรือเพื่อให้มีส่วนในการบริหารรัฐบาล สถาบันกษัตริย์จึงต้องต่อรองกับรัฐบาลและชนชั้นนำ สิ่งนี้ทำให้ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์อย่างเต็มตัวมาโดยตลอดเปลี่ยนเป็นปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในที่สุด

 

“หากมองไปยังยุโรป หลายราชวงศ์ต้องยอมทำตามข้อเรียกร้องของสภา เพราะหากต่อต้านอาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ หลายประเทศในยุโรปที่ยังมีราชวงศ์อยู่จึงเกิดจากการที่ราชวงศ์ยอมรับเงื่อนไขของสภา เพราะหากไม่ยอมรับ ประเทศก็จะกลายเป็นปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐแทน” 

 

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องเปลี่ยนเป็นระบอบสาธารณรัฐนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากเมื่อประชาชนลุกฮือขึ้นต่อต้าน เนื่องจากสถาบันกษัตริย์ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้อง บางครั้งสถาบันกษัตริย์อาจจะร่วมมือกับกองทัพเพื่อปราบประชาชนแต่ก็เป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะหลายครั้งนำมาซึ่งการที่กองทัพเป็นผู้ล้มล้างสถาบัน เช่น ในกัมพูชาปี 1907 หรืออีกกรณีหนึ่งที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต้องหายไป ก็คือการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในลาวปี 1975” ศาสตราจารย์ทอม กล่าว

 

ศาสตราจารย์ทอม กล่าวอีกว่า การที่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นจะอยู่รอด ก็เมื่อสถาบันกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และจะไม่อาจหวนกลับไปปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้อีกเด็ดขาด มีหลายประเทศที่พยายามกลับไปเป็นเช่นนั้น เช่น ประเทศเนปาล มีช่วงสั้นๆ ที่ราชวงศ์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแต่เมื่อปี 1960 เกิดเหตุที่กษัตริย์ล้มล้างรัฐธรรมนูญและทวงคืนพระราชอำนาจกลับไป ซึ่งกินเวลาไปอีกสามทศวรรษ ก่อนจะถูกเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 1990 จนกษัตริย์ต้องยอมจำนนกลับมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและอยู่รอดมาได้ อย่างไรก็ตาม ปี 2000 ที่สถาบันทำลายตัวเองลงด้วยการที่องค์รัชทายาทสังหารกันเอง เกิดการพยายามเปลี่ยนกลับไปปกครองประเทศด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งนำไปสู่โศกนาฏกรรมจนราชวงศ์และระบอบกษัตริย์เนปาลก็ถูกยกเลิกไปในท้ายที่สุด

 

“จะเห็นได้ว่าเมื่อพยายามเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นจบไม่ดีนัก ดังนั้นทางรอดเดียวคือ สถาบันกษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีการรักษารัฐธรรมนูญด้านหนึ่ง รักษาสถาบันกษัตริย์อีกด้านหนึ่ง เมื่อไปด้วยกันได้จะไปได้ดีมากๆ แต่หากให้น้ำหนักสถาบันกษัตริย์มากกว่า แปลว่าคุณกำลังปฏิเสธประชาธิปไตย” ศาสตราจารย์ทอม กล่าว

 

สถาบันกษัตริย์มีบทบาทต่อประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ในแง่ที่ว่า สถาบันนั้นช่วยปกป้องประชาชนจากการเมืองแบบประชานิยมบางประเภท เช่น เมื่อมีคนที่เสนอตัวว่าจะแก้ปัญหาให้ทุกอย่างในประเทศ ตนเป็นคนเดียวที่เป็นผู้แทนได้ ยกตัวอย่างคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีลักษณะไม่ไว้ใจสถาบันต่างๆ ของรัฐ และหลายกรณี นักประชานิยมเช่นนี้ได้ล้มล้างประชาธิปไตยลง เห็นได้จากในประเทศฮังการีที่นักประชานิยมฝ่ายขวาเข้าควบคุมระบบการเมืองทั้งหมด ดังนั้นสถาบันกษัตริย์จึงมีบทบาทในการป้องกันนักประชานิยมเหล่านี้ ด้วยการเป็นศูนย์รวมจิตใจจนไม่เหลือพื้นที่ให้นักประชานิยมได้มีบทบาทในการสื่อสารหรือเป็นศูนย์รวมของประชาชนโดยตรง 

 

นอกจากนี้กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้น เมื่อจำเป็นก็สามารถพูดบางอย่างทางการเมืองแล้วประชาชนจะเชื่อฟังหรือเพื่อระงับความรุนแรง ทั้งนี้สถาบันจะอยู่รอดได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่มีต่อประชาชนด้วย เพราะสถาบันกษัตริย์ที่ไม่เป็นที่รักของประชาชนนั้นอาจไปไม่รอดในท้ายที่สุด

 

ทุกสถาบันในสังคมต้องทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย อันเป็นหนทางเดียวในการจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ สิ่งสำคัญคือผู้พิพากษาจะต้องค้ำจุนสิทธิและเสรีภาพของรัฐธรรมนูญไว้ให้ได้ เราไม่อาจมีประชาธิปไตยโดยปราศจากนิติธรรม และไม่สามารถเลือกตั้งได้อย่างอิสระโดยปราศจากเสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงสิทธิในการแสดงความเห็นและชุมนุมอย่างสงบ สิ่งเหล่านี้เป็นแก่นของประชาธิปไตยที่ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอดมาได้หลายร้อยปี ถือเป็นสูตรสำเร็จในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะคุณไม่อาจให้คนกลุ่มเล็กๆ เป็นผู้กุมคำตอบของทุกคำถามได้” ศาสตราจารย์ทอม ปิดท้าย

 

 

สถาบันพระมหากษัตริย์ คือผู้ได้รับผลกระทบจากสถาบันตุลาการโดยตรง

ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ กล่าวว่า ในอดีตสังคมไทยมีขนาดเล็กมาก เราจึงเคยได้ยินเรื่องของการปกครองภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พ่อขุนรามคำแหงเป็นพระมหากษัตริย์ และว่าความให้ชาวบ้านที่มาร้องทุกข์ตีฆ้องได้ทุกคน แต่เมื่อสังคมขยายใหญ่ขึ้น จึงต้องมีคนช่วยทำหน้าที่นี้ โดยที่อำนาจที่แท้จริงยังอยู่ที่พระเจ้าแผ่นดิน เช่น ในรัชกาลที่ 4 สมัยที่ตำแหน่งราชครูว่างลง ก็เปิดโอกาสให้คนทั้งหลายสามารถเสนอชื่อคนที่เป็นมหาราชครูคนใหม่ได้ จึงนับว่าเป็นแนวโน้มการเข้ามามีส่วนร่วมของชาวบ้านที่น่าสนใจ แต่เวลานั้นอำนาจตุลาการยังไม่แยกมาจากอำนาจบริหารในกระทรวง ทบวง กรม จนเมื่อ 150 ปีที่แล้ว ซึ่งสยามกำลังพัฒนาและเป็นยุคปฏิรูป จึงเกิดการแยกอำนาจบริหารกับตุลาการออกจากกัน มีโรงเรียนกฎหมายใหม่ๆ เกิดขึ้น และเริ่มมีการก่อตัวขึ้นของระบบอำนาจตุลาการ แต่สงวนอำนาจไว้ให้พระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น จนกระทั่งปี 2475 ที่รูปแบบการปกครองเปลี่ยนไปจนถึงปัจจุบัน

 

ประเด็นที่ต้องสร้างความเข้าใจคือ ศาลทั้งหลายพิพากษาในอรรถคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้แล้วในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ศาลมีหน้าที่พิพากษาไปตามสิ่งที่เห็นว่าเป็นความยุติธรรม ผู้พิพากษาต้องคิดว่าท่านทั้งหลายทำหน้าที่อันทรงเกียรติ ทำงานในพระปรมาภิไธย สิ่งที่ท่านตัดสินจึงต้องมีเหตุผลและปราศจากอคติ หากไม่ได้ทำดังนั้นก็จะมีความเสียหายเกิดขึ้นเยอะมาก เช่น ระบบความศรัทธาต่อความยุติธรรมในประเทศและยังความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย หากคนไม่เชื่อในสถาบันตุลาการก็ไม่เชื่อในสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์จึงได้รับผลกระทบจากสถาบันตุลาการโดยตรง 

 

โดยเฉพาะคดีที่มีความขัดแย้งทางการเมือง หากศาลทำหน้าที่ตามกฎหมายด้วยความปราศจากอคติ สิ่งเหล่านั้นจะทำให้เกิดความยั่งยืนสถาพรต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากไม่เป็นดังนั้นก็จะยังผลตรงข้าม ทำให้บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย เพราะประชาชนไม่อาจพึ่งศาลได้ 

 

ดังนั้นจึงต้องหาทางทำให้ศาลพิสูจน์ตนเองต่อสาธารณชนให้ได้ และหากเราให้ความเป็นธรรมต่อข้อเท็จจริง คงไม่ปฏิเสธว่าเวลานี้ศาลถูกตั้งข้อสงสัยและจับตาอย่างหนัก

 

ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลนั้นต้องแสดงผลที่ชัดเจน เมื่อใดก็ตามที่คำพิพากษาคลุมเครือ ความระแวงสงสัยก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่ประชาคมกฎหมายสนใจคือเหตุผลที่ผู้พิพากษายกมาแสดงนั้นสามารถหักล้างได้ด้วยเหตุผลอื่นๆ ซึ่งดีกว่าได้หรือไม่ ดังนั้นจึงต้องแสดงเหตุผลให้ชัดแจ้ง

 

ด้านความโปร่งใสของระบบ ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง เสริมว่า ต้องมีระบบการทำงานที่โปร่งใสและอธิบายได้ อย่าโมโหเมื่อถูกตั้งคำถาม นอกจากนี้ขอฝากไว้ว่า มีแนวโน้มว่าฝ่ายบริหารอาจจะมีลักษณะเป็นอำนาจนิยมได้ ศาลจึงควรทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสง่างาม หากประชาชนพึ่งศาลไม่ได้แล้วจะพึ่งใคร ระบบทั้งระบบจะเสียหายและเป็นอันตรายไปด้วย ขอให้ผู้พิพากษาตระหนักถึงหน้าที่และประคองตนโดยปราศจากคติ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยั่งยืนต่อไปได้

 

 

หน้าที่ของผู้พิพากษาคือทำให้สังคมเชื่อว่าผู้พิพากษาบริสุทธิ์ยุติธรรมจริงๆ

อาจารย์สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กล่าวว่า “ที่ผ่านมาศาลยุติธรรมเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนโดยทั่วไป ต่อมาความเคารพก็ดูจะถอยลงตามความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การจะเป็นผู้พิพากษานั้นต้องได้รับการอบรมจิตวิญญาณของการเป็นผู้พิพากษาให้เป็นที่เชื่อถือศรัทธาเรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม หน้าที่ของผู้พิพากษาคือทำให้สังคมเชื่อว่าผู้พิพากษาบริสุทธิ์ยุติธรรมจริงๆ หากผู้พิพากษาเจอเพื่อนในศาลไม่ว่าจะเป็นใคร แม้แต่ทนายความก็ห้ามพูดคุยและทักทายแม้จะไม่มีเจตนาใดๆ ก็ตามที ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการระแวงจากอีกฝ่าย” อาจารย์สมลักษณ์ กล่าว

 

การพิพากษาต้องมีเหตุมีผลทุกครั้งว่าทำไมฝ่ายใดจึงเป็นฝ่ายถูกต้อง และอีกฝ่ายจะต้องเสียประโยชน์เนื่องจากฝ่าฝืนกฎหมายบทไหนมากกว่าบทไหน การตีความกฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งและจะเกิดขึ้นก็เมื่อมีความสงสัยในถ้อยคำของกฎหมาย จึงต้องตีความตามเจตนารมณ์ให้เป็นประโยชน์และถูกต้องแก่คนส่วนใหญ่ หากพิพากษาคดีใดไปแล้วสังคมไม่เห็นด้วยในเชิงวิชาการหรือเหตุผลอื่นๆ ก็ต้องกลับมาคิดว่าตีความเพี้ยนไปหรือเปล่า อย่าเพิ่งไปโกรธสังคมว่าสังคมนั้นเป็นอริของตน

 

“หรือการออกคำสั่งละเมิดอำนาจศาล ตามจริงคำสั่งนี้มีขึ้นเพื่อความเรียบร้อยของคนที่มาศาล ไม่เช่นนั้นก็อาจเกิดการทำร้ายร่างกายกันในศาลได้ การละเมิดอำนาจศาลจึงมีขึ้นเพื่อความเรียบร้อยและการรวบตึงในการพิจารณาคดี ผู้พิพากษาบ้าอำนาจหรือจิตไม่ปกติมักใช้คำสั่งนี้ร่ำไป ผู้พิพากษาไม่ควรเอาอำนาจในการกล่าวหาใครว่าละเมิดศาลมาใช้ ข้อสำคัญของผู้พิพากษาที่ต้องยืนยันก็คือ เรื่องความบริสุทธิ์ยุติธรรม” อาจารย์สมลักษณ์ กล่าว

 

ผู้พิพากษาที่จะสั่งและทำอะไรก็ต้องดูกฎหมายเสียก่อน อย่าสั่งตามจิต และต้องอธิบายตอบคำถามโดยอย่าโกรธใดๆ

 

อาจารย์สมลักษณ์กล่าวอีกว่า มาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์และกล่าวหากันวุ่นวายเวลานี้ สมัยตนเป็นผู้พิพากษานั้นไม่ค่อยปรากฏการกล่าวหาด้วยมาตรานี้ โดยมีอยู่ครั้งเดียวเท่านั้น ยืนยันว่าศาลต้องเปลี่ยนความคิดว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับมาตรา 112 นั้นต้องเอาให้หนัก เพราะอย่าลืมคดีอากง (อำพล ตั้งนพกุล) ที่ถูกฟ้องด้วยคดีมาตรา 112 จนถูกขังและล้มป่วยจนเสียชีวิตในเรือนจำ เป็นอีกกรณีหนึ่งที่ฝังใจตนมาโดยตลอด 

 

“ดังนั้นมาตรา112 จึงเป็นมาตราถูกนำมาใช้กล่าวหากันจนเปรอะเปื้อนไปหมด ไม่ใช่เป็นการธำรงรักษาระบอบประชาธิปไตยแต่เป็นการดึงสถาบันกษัตริย์มาเกี่ยวกับการเมือง อย่าทำเลย ท่านอย่าทำเลย บ้านเมืองเปลี่ยนแล้ว อย่าไปใช้ความคิดแบบเดิมว่าต้องลงโทษให้หนักเพราะสังคมจะยอมรับไม่ได้” อาจารย์สมลักษณ์ กล่าว และขยายความถึงมาตรา 113 ว่า 

 

เป็นมาตราที่ระบุไว้ดังนี้ว่า ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ, ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือแบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต 

 

อยากถามว่าศาลจะทำหน้าที่ธำรงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างไร หากบุคคลหรือคณะบุคคลที่ปฏิวัติสำเร็จแล้วออกกฎหมายหรือออกคำสั่ง โดยให้ถือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ได้เลย เพราะตามกฎหมาย หากบุคคลหรือคณะบุคคลทำไม่สำเร็จจะถูกประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต เราจึงไม่อาจตอบคำถามนี้ได้เว้นแต่จะเขียนมาตราเพิ่มขึ้นมา เช่น มาตรา 113/1 ว่าหากทำสำเร็จ ว่าคำสั่งของผู้นั้นถือเป็นกฎหมายได้ ซึ่งข้อนี้ไม่มี ดังนั้นหากศาลรับรองอำนาจของบุคคลหรือคณะบุคคลที่ทำการรัฐประหารให้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เท่ากับว่าศาลไม่ได้รับใช้ประชาชน และเพิกเฉยต่อการรักษาประชาธิปไตยทั้งยังส่งเสริมให้มีการรัฐประหารเป็นวงจรอุบาทว์

 

 

หลักการ The King Can Do No Wrong กับศาล

ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กล่าวว่า อยากให้สังเกตว่ามาตรา 2 ที่ระบุไว้ว่า ‘ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’ นั้นเกิดขึ้นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2492 โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการเขียนถึงเรื่องนี้เอาไว้ จะเห็นว่ามีการแยกออกเป็นสองส่วนคือ

 

ระบอบการปกครองกับประมุข ต่อมาในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ก็นำประโยคทั้งสองมาต่อกันโดยไม่มีคำเชื่อม เอาเว้นวรรคออกเท่านั้น และต่อมาในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534 ซึ่งร่างโดย มีชัย ฤชุพันธุ์ เติมคำเชื่อมจนกลายเป็น ‘ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข’ ก่อนที่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 จะถูกปรับเปลี่ยนและแก้ไขอีกครั้งเป็น ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ โดยการเชื่อมประโยคเข้าด้วยกันนี้ทำให้เกิดปัญหาบางประการขึ้นมา เพราะเมื่อแยกสองประโยคคนยังเข้าใจว่าเป็นสองเรื่อง ว่าเป็นเรื่องระบอบการปกครองกับเรื่องของประมุข แต่เมื่อจับสองประโยคมาติดกันหลังการยึดอำนาจ ประโยคหลังก็ค่อยๆ มีสถานะขึ้นมาแซงประโยคแรกในที่สุด

 

“ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขคือ พระราชอำนาจของกษัตริย์ตามหลักการแล้วอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ อยากชวนตั้งข้อสังเกตว่า การปฏิวัติรัฐประหารไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แต่มีมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ส่วนใหญ่มาจากการปราบดาภิเษก การรัฐประหารจึงเป็นเรื่องที่มีมายาวนาน แต่ความแตกต่างคือเมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน แล้วพระมหากษัตริย์ขึ้นไปอยู่เหนือการเมืองและอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ การยึดอำนาจหลัง 2475 จึงเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาล ไม่ได้แตะต้องไปถึงสถาบันกษัตริย์อีกต่อไป จะขัดแย้งประการใดก็เป็นการยึดอำนาจนายกรัฐมนตรีและไม่สะเทือนถึงสถาบันกษัตริย์” ดร.ปริญญา กล่าว

 

สิ่งที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยต่างจากระบอบราชาธิปไตยก็คือ สภามาจากปวงชน เป็นผู้แทนปวงชน ร่างพระราชบัญญัติและร่างฉบับประกอบรัฐธรรมนูญจะตราเป็นกฎหมายต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากรัฐสภา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้จัดทำกฎหมาย แต่เป็นผู้โปรดเกล้าฯ เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีที่มาจากเสียงข้างมากที่สภาผู้แทนเลือก แล้วให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้โปรดเกล้าฯ ส่วนศาลนั้นก็ทรงโปรดเกล้าฯ ตุลาการโดยไม่ได้เป็นผู้คัดเลือกเอง แต่ผ่านคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม มีกรรมการศาลเพื่อสรรหาแล้วทูลเกล้าฯ เรียกว่าเป็นหลักการ The King Can Do No Wrong มาตราสำคัญคือมาตรา 182 ว่าด้วยบทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ ต้องมีรัฐมนตรีลงนาม พระมหากษัตริย์จึงใช้อำนาจได้ก็เมื่อมีผู้ทูลเกล้าฯ แล้วจึงโปรดเกล้าฯ ได้ ทรงเป็นประมุขอยู่เหนือการเมืองขึ้นไป โดยมีผู้แทนจากปวงชนเป็นผู้ดำเนินการในแต่ละเรื่องแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ

 

“ประชาธิปไตยคือการปกครองตนเอง ทะเลาะกันให้จบแล้วขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่ใช่นำความขัดแย้งไปให้พระองค์ทรงชี้ ซึ่งพระองค์ทำไม่ได้เพราะอยู่เหนือการเมือง” ดร.ปริญญา กล่าว

 

ในอำนาจทั้งสามที่แบ่งแยกกันตามหลักการปกครองของประชาธิปไตย มีเพียงอำนาจศาลเท่านั้นมีมีการระบุว่าดำเนินการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ การจะออกกฎหมายมาบังคับใช้ได้นั้นก็ต้องผ่านการลงพระปรมาภิไธยเสียก่อน 

 

แต่ผู้พิพากษาบางกลุ่มเชื่อว่าตนได้รับการปกป้องจากหลักการ The King Can Do No Wrong ซึ่งไม่ใช่เลย หากคำตัดสินของศาลทำให้ประชาชนสงสัยขึ้นมา ศาลต้องรับผิดชอบ เพราะจะกระทบไปถึงพระองค์ 

 

หลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คือทั้งสามอำนาจต้องรับผิดชอบไม่ใช่ให้พระมหากษัตริย์รับผิดแทน ศาลต้องออกหน้าไม่ใช่หลบอยู่หลังสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเสื่อมเสียกระทบไปถึงสถาบัน ดังเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ จึงเกิดการร้องเรียนว่านายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ไม่ครบ ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องเพราะการถวายสัตย์เป็นการกระทำทางการเมือง มีความสัมพันธ์เฉพาะกับทางสถาบัน ซึ่งตนเรียนว่าเหตุผลนี้ฟังไม่ได้และทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา เพราะทำให้คนเข้าใจไปกว่าการอ่านถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบนั้นเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับสถาบัน ทำให้ผู้คนเชื่อว่า พล.อ. ประยุทธ์ เป็นคนของพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ พล.อ. ประยุทธ์ ยังอยู่ตรงนี้ได้ แทนที่การเมืองจะจบที่นายกรัฐมนตรี ก็กลายเป็นกระทบไปถึงสถาบัน

The post เสวนาบทบาทตุลาการ: การธำรงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหประชาชาติกังวลไทยใช้ ม.112 กับเยาวชนอายุ 16 ปี เรียกร้องปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปตามครรลองสากล https://thestandard.co/un-concerned-that-thailand-has-used-m-112-with-kid/ Fri, 18 Dec 2020 12:06:13 +0000 https://thestandard.co/?p=433171 สหประชาชาติกังวลไทยใช้ ม.112 กับเยาวชนอายุ 16 ปี เรียกร้องปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปตามครรลองสากล

ราวินา ชามดาสนี โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่ง […]

The post สหประชาชาติกังวลไทยใช้ ม.112 กับเยาวชนอายุ 16 ปี เรียกร้องปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปตามครรลองสากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหประชาชาติกังวลไทยใช้ ม.112 กับเยาวชนอายุ 16 ปี เรียกร้องปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปตามครรลองสากล

ราวินา ชามดาสนี โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือ UNOHCHR แถลงการณ์แสดงความกังวลต่อกรณีที่ทางการไทยตั้งข้อหาผู้ชุมนุมอย่างน้อย 35 คนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงผู้ชุมนุมที่เป็นนักเรียนวัยเพียง 16 ปี ด้วยมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญาไทย

 

“ความผิดตามกฎหมายนี้ซึ่งว่าด้วยการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์หรือสมาชิกในราชวงศ์ มีโทษจำคุกระหว่าง 3-15 ปี” ชามดาสนีกล่าวในแถลงการณ์ที่ออกทั้งรูปแบบหนังสือลายลักษณ์อักษรและวิดีโอ

 

“เรามีความกังวลใจอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีผู้ชุมนุมอายุ 16 ปี ที่เมื่อวานนี้ตำรวจได้ควบคุมตัวขึ้นศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อร้องขอให้มีการกุมขัง ซึ่งภายหลังศาลฯ ปฏิเสธคำร้องและให้ประกันตัวอย่างมีเงื่อนไข”

 

โฆษก UNOHCHR ย้ำว่า ได้แสดงความกังวลและเรียกร้องรัฐบาลไทยมาหลายครั้งแล้ว ให้บังคับใช้มาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญาตามครรลองสากล “เราจึงรู้สึกผิดหวังอย่างมากที่หลังไม่มีการใช้กฎหมายนี้มานาน 2 ปี วันนี้เรากลับเห็นผู้ถูกตั้งข้อหาด้วยมาตรา 112 เป็นจำนวนมาก และน่าตื่นตระหนกที่มีการใช้กฎหมายนี้กับผู้เยาว์

 

“เรายังคงเป็นห่วงต่อข้อหาทางอาญาร้ายแรงอื่นๆ ที่ทางการไทยฟ้องร้องต่อผู้ชุมนุมที่ออกมาชุมนุมอย่างสงบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงข้อหาการปลุกระดม และข้อหาภายใต้พระราชบัญญัติอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งทางการไทยได้ตั้งข้อหากับผู้เยาว์ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เช่นเดียวกับผู้ชุมนุมอย่างสันติคนอื่นๆ” 

 

ดังนั้นสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย “หยุดการตั้งข้อกล่าวหาที่มีโทษทางอาญาเหล่านี้กับประชาชนที่ออกมาแสดงสิทธิเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสันติ

 

“ประชาชนควรสามารถแสดงออกถึงสิทธิเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวกับการตอบโต้ทางกฎหมายจากภาครัฐ ซึ่งคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติตรวจสอบพบว่าการควบคุมตัวบุคคลที่ออกมาแสดงถึงเสรีภาพการแสดงออก หรือสิทธิมนุษยชนต่างๆ ถือเป็นการจับกุมและคุมขังโดยพลการ” 

 

UNOHCHR ยังเรียกร้องรัฐบาลไทยให้ปรับแก้ไขมาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา เพื่อให้เป็นไปตามกรอบมาตราที่ 19 ว่าด้วยเสรีภาพทางการแสดงออกของตราสารระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post สหประชาชาติกังวลไทยใช้ ม.112 กับเยาวชนอายุ 16 ปี เรียกร้องปรับแก้กฎหมายให้เป็นไปตามครรลองสากล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: จับตาม็อบ 25 พ.ย. และ สสร. กับทนายบิลลี่ I THE STANDARD Daily 24 พฤศจิกายน 2563 https://thestandard.co/thestandarddaily241163/ Tue, 24 Nov 2020 12:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=424880

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563   […]

The post ชมคลิป: จับตาม็อบ 25 พ.ย. และ สสร. กับทนายบิลลี่ I THE STANDARD Daily 24 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563  เวลา 19.00 น.
 
  • จับตาม็อบ 25 พฤศจิกายน กับเส้นทางแก้รัฐธรรมนูญ กับทนายบิลลี่ ส.ส. พรรคก้าวไกล
  • เมื่อคณะราษฎรประกาศเตรียมตัวเดินทางไปชุมนุมที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ทุกคนต่างจับจ้องที่การชุมนุมครั้งสำคัญในวันที่ 25 พฤศจิกายนเป็นตาเดียว
  • สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรยากาศทางการเมืองทั้งร้อนระอุและอึมครึม เมื่อทุกความเคลื่อนไหวที่ปรากฏในช่วงนี้ ต่างถูกคาดการณ์ว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น
  • ในเวลาที่การเมืองบนถนนขยับ การเมืองตามระบบก็ถึงคิวว่ากันต่อ กับประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ เมื่อวันนี้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญมีประชุมนัดแรกพร้อมมีมติเลือก ‘วิรัช รัตนเศรษฐ’ จากพลังประชารัฐ นั่งเป็นประธาน และกำลังหารือกำหนดกรอบระยะเวลาในเวลานี้ และเตรียมตั้งอนุกรรมาธิการ เพื่อกำหนดว่า สสร. จะได้มาอย่างไร พร้อมย้ำว่าเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับบรรยากาศในการประชุม
  • THE STANDARD Daily สัมภาษณ์ ทนายบิลลี่-จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส. พรรคก้าวไกล หนึ่งในกรรมาธิการร่างธรรมนูญ ชวนคุยถึงบรรยากาศความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นทั้งบนถนนและในสภา
 

สามารถติดตาม THE STANDARD Daily ได้เป็นประจำทุกวันจันทร์-พฤหัส เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ที่ Facebook Live และ Youtube Live ของ thestandardth

The post ชมคลิป: จับตาม็อบ 25 พ.ย. และ สสร. กับทนายบิลลี่ I THE STANDARD Daily 24 พฤศจิกายน 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รอยเตอร์สรายงานข่าว รัฐบาลเยอรมนีชี้แจงกรรมาธิการต่างประเทศ เรื่องการประทับของพระมหากษัตริย์ไทยในเยอรมนี https://thestandard.co/german-clarified-foreign-commissioner-presence-of-king-of-thailand/ Thu, 29 Oct 2020 11:07:51 +0000 https://thestandard.co/?p=413985 เยอรมนี ต่างประเทศ เรื่อง การประทับ พระมหากษัตริย์ไทย เยอรมนี

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานคำสัมภาษณ์จากแหล่งข่าวในรัฐสภา […]

The post รอยเตอร์สรายงานข่าว รัฐบาลเยอรมนีชี้แจงกรรมาธิการต่างประเทศ เรื่องการประทับของพระมหากษัตริย์ไทยในเยอรมนี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เยอรมนี ต่างประเทศ เรื่อง การประทับ พระมหากษัตริย์ไทย เยอรมนี

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานคำสัมภาษณ์จากแหล่งข่าวในรัฐสภาเยอรมนี ระบุว่ารัฐบาลเยอรมนีไม่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงละเมิดข้อห้ามในการปฏิบัติภารกิจแห่งรัฐ เช่น การลงนามพระบรมราชโองการและพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ในระหว่างที่ประทับอยู่บนแผ่นดินเยอรมนี

 

โดยท่าทีของรัฐบาลเยอรมนีมีขึ้นหลังการเดินขบวนประท้วงของกลุ่มราษฎรไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 ตุลาคม) เพื่อยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลเยอรมนีตรวจสอบการปฏิบัติภารกิจแห่งรัฐของพระมหากษัตริย์ไทยบนแผ่นดินเยอรมนี

 

ขณะที่ทางการเยอรมนียืนยันว่า จะไม่ยอมรับให้พระมหากษัตริย์ไทยปฏิบัติภารกิจทางการเมืองในเยอรมนี ขณะที่ ไฮโก มาสส์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี กล่าวว่า รัฐบาลเยอรมนียังคงจับตามองพระจริยวัตรของพระมหากษัตริย์ไทยระหว่างประทับอยู่ในเยอรมนีอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ แหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลเยอรมนีได้ชี้แจงกรณีนี้ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของสภาบุนเดสทาก ภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศ ซึ่งทางรัฐบาลเยอรมนีเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ไทยได้รับอนุญาตให้ตัดสินพระทัยได้เป็นครั้งคราว ตราบเท่าที่ไม่ได้ปฏิบัติภารกิจแห่งรัฐบนแผ่นดินเยอรมนีอย่างต่อเนื่อง

 

“รัฐบาลเยอรมนีให้ความเห็นว่า ยังไม่อาจกล่าวได้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยทรงปฏิบัติพระราชกิจอย่างต่อเนื่อง (ในประเทศเยอรมนี)” แหล่งข่าวกล่าว

 

ขณะที่รอยเตอร์สรายงานถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานะของพระมหากษัตริย์ไทย ระหว่างประทับในเยอรมนี ซึ่งทางรัฐบาลเยอรมนีได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศว่า พระองค์ทรงมีวีซ่าที่ได้รับอนุญาตให้ประทับในเยอรมนีได้นานหลายปีในฐานะบุคคลทั่วไป และได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองทางการทูตในฐานะประมุขแห่งรัฐ

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

https://www.reuters.com/article/us-thailand-politics-germany-idUSKBN27D329?fbclid=IwAR3-gHPHwvXlxrOC4JWt_BVSBzfgmcN-JfqdtMECWwVK9ih5Gi_JOtJPIiI

The post รอยเตอร์สรายงานข่าว รัฐบาลเยอรมนีชี้แจงกรรมาธิการต่างประเทศ เรื่องการประทับของพระมหากษัตริย์ไทยในเยอรมนี appeared first on THE STANDARD.

]]>
มวลชน 4 อำเภอในนราธิวาส เดินขบวนแสดงเจตนารมณ์จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ https://thestandard.co/4-groups-of-people-walk-parade-on-king-loyalty/ Wed, 21 Oct 2020 07:50:04 +0000 https://thestandard.co/?p=410726 มวลชน 4 อำเภอในนราธิวาส เดินขบวนแสดงเจตนารมณ์จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

วันนี้ (21 ตุลาคม) มวลชนจากอำเภอสุไหงโก-ลก, อำเภอแว้ง, […]

The post มวลชน 4 อำเภอในนราธิวาส เดินขบวนแสดงเจตนารมณ์จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มวลชน 4 อำเภอในนราธิวาส เดินขบวนแสดงเจตนารมณ์จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

วันนี้ (21 ตุลาคม) มวลชนจากอำเภอสุไหงโก-ลก, อำเภอแว้ง, อำเภอสุคิริน และอำเภอสุไหงปาดี ของจังหวัดนราธิวาส พร้อมใจสวมเสื้อสีเหลืองเดินทางมาร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

 

โดย สัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 2 จังหวัดนราธิวาส พรรคพลังประชารัฐ ร่วมเดินประกาศเจตนารมณ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งแต่บริเวณ 4 แยกแลลันเตาไปถึงบริเวณหน้าด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก 

 

ขณะที่ สกุลศักดิ์ มะดาโอ๊ะ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลปาเสมัส อำเภอสุไหงโก-ลก  ผู้นำมวลชนในครั้งนี้กล่าวว่า การเดินรวมพลังในครั้งนี้เพื่อแสดงเจตนารมณ์ตามความมุ่งหมายประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสที่ต้องการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อปวงชนชาวไทยและพสกนิกรชาวจังหวัดนราธิวาสอย่างหาที่สุดมิได้

 

ด้าน อับดุลเราะมาน หะยียูโซ๊ะ ตัวแทนผู้นำศาสนา ได้กล่าวบนเวทีว่า พสกนิกรไทยทุกเชื้อชาติศาสนาโชคดีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ จึงอยากให้ทุกคนร่วมแสดงออกถึงการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และขอให้ประเทศชาติเกิดความสงบสุข คนไทยรักและสามัคคีปรองดองสมานฉันท์กัน 

 

ขณะที่ รอปา อีซอ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมูโนะ ตัวแทนผู้นำท้องถิ่นกล่าวว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้มีการแสดงออกอย่างไม่เหมาะสมต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงอยากรวมพลังแสดงออกด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย

 

จากนั้นได้มีการร้องเพลงชาติไทย และมีการมอบหนังสือแสดงเจตนารมณ์ต่อ ไพโรจน์ จริตงาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสด้วย

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post มวลชน 4 อำเภอในนราธิวาส เดินขบวนแสดงเจตนารมณ์จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาชีวะปกป้องสถาบัน บุกไทยซัมมิท ไล่ธนาธรพ้นแผ่นดินไทย ท้าแน่จริงออกมานำ อย่าใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือ https://thestandard.co/vocation-students-gathered-in-front-of-thai-summit-blaming-thanathorn/ Thu, 17 Sep 2020 07:40:30 +0000 https://thestandard.co/?p=397676

วันนี้ (17 กันยายน) ศูนย์กลางประสานงานนักศึกษา อาชีวะ ป […]

The post อาชีวะปกป้องสถาบัน บุกไทยซัมมิท ไล่ธนาธรพ้นแผ่นดินไทย ท้าแน่จริงออกมานำ อย่าใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (17 กันยายน) ศูนย์กลางประสานงานนักศึกษา อาชีวะ ประชาชนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ ศอปส. เคลื่อนขบวนชุมนุมจากสมาคมปักษ์ใต้ มายังอาคารไทยซัมมิท ที่ทำการคณะก้าวหน้า พร้อมอ่านแถลงการณ์ไล่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พ้นประเทศไทย เพราะเห็นว่าธนาธรเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะประชาชนปลดแอก ซึ่งวันนี้มาเพื่อเตือนธนาธรว่าให้หยุดพฤติกรรมการจาบจ้วงสถาบันฯ รู้สำนึกคุณแผ่นดิน และหยุดสนับสนุนม็อบปลดแอก พร้อมท้า ถ้าแน่จริงให้ธนาธรออกมานำหน้ากลุ่มนักศึกษา ไม่ใช่ใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือ 

 

ทั้งนี้ทางกลุ่มยืนยันว่าในวันที่ 19 กันยายนนี้จะไม่ไปชุมนุมปะทะกับกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมแน่นอน เพราะไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ม็อบชนม็อบ สร้างภาระให้กับเจ้าหน้าที่ เพราะอาจถูกแอบอ้างการสร้างสถานการณ์

 

จากนั้น ศอปส. ได้อ่านแถลงการณ์ขับไล่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกจากประเทศไทย ซึ่งเติบโตบนแผ่นดินไทยกลับผูกใจเจ็บต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่สำนึกว่า สาแหรกต้นตระกูลวันนี้ได้ด้วยพระบารมีของพระมหากษัตริย์ 

 

ธนาธรมีมิจฉาทิฐิมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์คือปัญหาและอุปสรรคต่อการเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่ตนเองบูชา สร้างวาทกรรมกล่าวร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ปรารถนาอำนาจทางการเมือง เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับพระมหากษัตริย์ และใช้ทรัพย์สินที่มีตั้งพรรคการเมือง ชักชวนเพื่อนฝูง เยาวชนนักศึกษา ให้ออกมาต่อต้านสถาบันฯ พร้อมสมคบกับองค์กรต่างชาติ แทรกแซงรากฐานสังคมไทยกระทั่งคิดล้มล้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

 

ทั้งนี้อาจจะเป็นสิทธิ์ของธนาธรที่ไม่อาจห้ามได้ แต่หากไม่เคารพและไม่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ ทั้งที่ตระกูลร่ำรวยมั่งคั่งมาจากแผ่นดินไทยใต้พระบรมโพธิสมภาร ธนาธรจึงไม่สมควรที่จะอยู่บนพื้นแผ่นดินไทย ทางกลุ่มจึงเห็นสมควรต้องขับไล่ธนาธรให้พ้นออกจากแผ่นดินไทยทันที

 

ก่อนที่จะสลับกันปราศรัย ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการจัดกิจกรรม ก่อนเคลื่อนขบวนไปยื่นหนังสือที่หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post อาชีวะปกป้องสถาบัน บุกไทยซัมมิท ไล่ธนาธรพ้นแผ่นดินไทย ท้าแน่จริงออกมานำ อย่าใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉาย บุนนาค ออกสารจากใจประธานเครือเนชั่น แสดงจุดยืนยึดมั่นอุดมการณ์ ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ https://thestandard.co/chai-bunnag-report-from-heart-of-nation-president/ Mon, 24 Aug 2020 06:44:52 +0000 https://thestandard.co/?p=391112 ฉาย บุนนาค ออกสารจากใจประธานเครือเนชั่น แสดงจุดยืนยึดมั่นอุดมการณ์ ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ฉาย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น มัลติม […]

The post ฉาย บุนนาค ออกสารจากใจประธานเครือเนชั่น แสดงจุดยืนยึดมั่นอุดมการณ์ ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฉาย บุนนาค ออกสารจากใจประธานเครือเนชั่น แสดงจุดยืนยึดมั่นอุดมการณ์ ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ฉาย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ออกสารแสดงจุดยืนถึงประชาชน ลูกค้า และพนักงาน ความว่า

 

กราบเรียนพี่น้องประชาชน ลูกค้าผู้มีอุปการคุณ และพนักงานกลุ่มบริษัทในเครือเนชั่นทั้งหลาย

 

เป็นที่แน่ชัดว่าวันนี้ องค์กรสื่อที่มีอายุยาวกว่า 49 ปีอย่าง ‘เครือเนชั่นกรุ๊ป’ กำลังถูกคุกคามอีกครั้งจากกลุ่มคนที่เห็นต่างและไม่หวังดี การคุกคาม กลั่นแกล้ง และให้ร้ายนี้ โดยส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Bully) รวมถึงผ่านการโทรศัพท์ข่มขู่ และเป็นที่น่าสลดใจยิ่ง ที่การคุกคามครั้งนี้ได้ลามไปถึงการระรานลูกค้าและพนักงานในเครือของเรา จนส่งผลต่อธุรกิจและขวัญกำลังใจของพนักงานในเครือเนชั่นกรุ๊ปอย่างปฏิเสธไม่ได้

ในฐานะของประธานบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เนชั่นทีวี ช่อง 22 ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจจากผู้ชม ผู้ติดตาม ลูกค้า และพนักงาน ที่ส่งมาถึงองค์กรอย่างล้นหลาม

 

ปรากฏการณ์คุกคามองค์กรสื่อสารมวลชนและ ‘สถาบันสื่อเครือเนชั่นกรุ๊ป’ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดหากท่านยังจำได้ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2549 สื่อเครือเนชั่นเคยถูกคุกคามจากการใช้ม็อบคาราวานคนจนปิดล้อมตึก รวมถึง การใช้พฤติกรรมกักขังหน่วงเหนี่ยวกลุ่มผู้สื่อข่าวมาแล้ว โดยต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2552 ศาลอาญากรุงเทพได้มีคำพิพากษาจำคุก 6 แนวร่วม นปช. เป็นที่เรียบร้อย

 

แน่นอนว่าทุกครั้งที่พายุฝนโหมกระหน่ำประดังเข้าใส่… เมื่อฟ้าร้องฟ้าผ่าดังอื้ออึง… คงมีหลายต่อหลายคนที่อาจมีความไหวหวั่นบ้าง อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้นำองค์กร ผมยืนยันต่อพี่น้องประชาชนอีกครั้ง 

 

ว่าเรา… พนักงานเครือเนชั่นกรุ๊ป จะยืนหยัดยึดมั่นในอุดมการณ์ เพื่อดูแลปกป้อง ประเทศชาติ ศาสนา รวมถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งจนชีวิตจะหาไม่ และนี่คือปณิธานอันแน่วแน่ของเรา…

 

เราจะฟันฝ่าพายุลูกนี้ด้วย ‘ขันติธรรม’… เรายอม ‘อด’ ในสิ่งที่อยากได้ และเราพร้อม ‘ทน’ ในสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เราไม่กลัวที่จะก้าวผ่านทุกอุปสรรคปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ แต่เราจะไม่ยอมละทิ้งซึ่งอุดมการณ์เพื่อชาติบ้านเมือง

 

คุณค่าของ ‘สื่อเครือเนชั่น’ นี้ไม่ได้อยู่ที่โต๊ะ เก้าอี้… เงินทอง… ผู้บริหาร… ผู้ถือหุ้น… หรือพนักงานคนใดคนหนึ่ง… แต่คือคุณค่าของเนื้อหาข่าวสาร จุดยืนและอุดมการณ์ในการทำหน้าที่เพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

 

ในด้านธุรกิจ ขอพนักงานทุกท่านอย่าได้กังวล แม้เราอาจถูกกระทบไปบ้างจากภัยคุกคามครั้งนี้ แต่ผมในฐานะผู้นำองค์กรและฝ่ายบริหารก็ยังคงมั่นใจที่จะนำพาทุกท่านให้อยู่ได้อย่างมั่นคง มีเกียรติและศักดิ์ศรีในการทำหน้าที่สื่อที่ดีสืบต่อไป

 

สุดท้ายนี้ผมขอฝากบทเพลงพระราชนิพนธ์ ความฝันอันสูงสุด ไว้เป็นกำลังใจกับพี่น้องประชาชนและพนักงานในเครือเนชั่นกรุ๊ปทุกท่าน ไว้ ณ โอกาสนี้

 

น้อมจิตคารวะ

ฉาย บุนนาค

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ฉาย บุนนาค ออกสารจากใจประธานเครือเนชั่น แสดงจุดยืนยึดมั่นอุดมการณ์ ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>