พรอนงค์ บุษราตระกูล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พรอนงค์-บุษราตระกูล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 26 Oct 2026 12:45:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 บลจ.วรรณ เผย ROH เบี้ยวค่าเช่า ระหว่างรอส่งคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จับตามติประชุมผู้ถือหน่วย GROREIT 28 ต.ค. นี้ https://thestandard.co/groreit-wanam-lawsuit-roh-hotel-sale/ Mon, 26 Oct 2026 12:45:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1272034 พจน์ หะริณสุต ผู้บริหาร บลจ.วรรณ ชี้แจงกรณีข้อพิพาทและการฟ้องร้อง ROH ในกองทรัสต์ GROREIT

จากกรณีที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (บลจ […]

The post บลจ.วรรณ เผย ROH เบี้ยวค่าเช่า ระหว่างรอส่งคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จับตามติประชุมผู้ถือหน่วย GROREIT 28 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พจน์ หะริณสุต ผู้บริหาร บลจ.วรรณ ชี้แจงกรณีข้อพิพาทและการฟ้องร้อง ROH ในกองทรัสต์ GROREIT

จากกรณีที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะทรัสตี ได้ดำเนินการยื่นฟ้อง บริษัท รอยัล ออคิด โฮเต็ล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เนื่องจากครบกำหนดสัญญาเช่าและข้อตกลงซื้อคืนโครงการโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 แต่ทางผู้เช่า (ROH) ไม่ดำเนินการซื้อคืนและไม่ส่งมอบทรัพย์สินตามข้อตกลง

 

 
 

พจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด เปิดเผยว่า แนวทางในการดำเนินการต่อทรัพย์สิน ‘โครงการโรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส’ จะชัดเจนมากขึ้นหลังจากการประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ (GROREIT) ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้

 

สำหรับกรณีที่ บลจ.วรรณ ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์และ MFC ในฐานะทรัสตีของ กองทรัสต์จึงได้แต่งตั้งให้ทนายความยื่นฟ้องดำเนินคดีกับ ROH ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ในข้อหาผิดสัญญาและละเมิดต่อ MFC ในฐานะทรัสตีของกองทรัสต์ ทำให้ MFC ในฐานะทรัสตีของกองทรัสต์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินโครงการ

 

พจน์กล่าวต่อว่า ในความเป็นจริงแล้ว ตั้งแต่ ROH ไม่ดำเนินการเรื่องการซื้อคืนตั้งแต่ 15 กรกฎาคม ก็ถือเป็นการผิดสัญญา หลังจากนั้นกองทรัสต์ได้ยืดระยะเวลาไปอีก 1 เดือน เพื่อดำเนินการส่งมอบพื้นที่ แต่ทาง ROH ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ และยังได้ค้างชำระค่าเช่าอีกด้วย

 

“เมื่อ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ทาง ROH ยังส่งจดหมายยืนยันว่ายังมีสิทธิในการซื้อคืนและมีความตั้งใจจะซื้อคืน และในระหว่างที่ผ่านมา 3 เดือน ยังได้ค้างชำระค่าเช่า ทำให้ต้องฟ้องเรื่องการผิดสัญญาเช่าล่าสุด” พจน์กล่าว

 

ทั้งนี้ พจน์ย้ำว่า หน้าที่หลักตอนนี้คือการดำเนินการเพื่อให้ผู้ถือหน่วย 1,500 คน ได้เงินคืนเร็วที่สุด พร้อมย้ำว่าสินทรัพย์ดังกล่าวคือ โครงการโรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส เป็นสินทรัพย์ที่ดี และที่ผ่านมาก็มีผู้ที่แสดงความสนใจที่จะเข้ามาซื้อต่อนับ 20 ราย

 

จับตาประชุมผู้ถือหน่วย GROREIT 28 ตุลาคมนี้

 

ที่ประชุมคณะกรรมการ บลจ.วรรณ ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 มีมติให้จัดประชุมผู้ถือหน่วยทรัสต์ครั้งที่ 1/2569 ในวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2569 เวลา 14.00 น. ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) เพียงรูปแบบเดียว เพื่อพิจารณาทางเลือกในการขายโครงการโรงแรม รอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส ซึ่งเป็นทรัพย์สินหลักของกองทรัสต์ โรงแรมแห่งนี้เป็นอาคารสูง 28 ชั้น มีห้องพัก 726 ห้อง บนที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาราว 5 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา ย่านเจริญกรุง ซอย 30 และเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2527

 

บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินประเมินมูลค่าตลาดของโรงแรมไว้ที่ 5,212 ล้านบาท โดยใช้วิธีคิดจากรายได้ (Income Approach) ในกรณีที่สัญญาเช่าสิ้นสุดแล้วและกองทรัสต์มีกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ ตัวเลขนี้เป็นฐานเปรียบเทียบของข้อเสนอทั้ง 3 ทางเลือก

 

ทางเลือกแรก (วาระที่ 1) คือการขายคืนให้ ROH ในราคา 4,873 ล้านบาท ภายใน 14 วันนับจากวันที่ได้รับมติ ROH มีหนังสือลงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ยืนยันสิทธิและความพร้อมในการซื้อคืน โดยมีผู้สนับสนุนเงินลงทุน แต่การสนับสนุนนั้นยังขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบสถานะทรัพย์สิน (Due Diligence) และขั้นตอนอนุมัติภายในของผู้สนับสนุน ผู้จัดการกองทรัสต์และทรัสตีเห็นตรงกันว่าสิทธิซื้อคืนของ ROH สิ้นสุดไปแล้ว แต่ยังนำข้อเสนอนี้เข้าที่ประชุม เพื่อให้ผู้ถือหน่วยได้พิจารณาทุกทางเลือก หากอนุมัติ ROH จะต้องชำระทั้งราคาซื้อขายและค่าเสียหายจากการผิดสัญญา เช่น ดอกเบี้ยผิดนัดและค่าที่ปรึกษา ให้ครบภายใน 14 วัน ผู้จัดการกองทรัสต์ประเมินว่าข้อเสนอนี้ “เหมาะสมน้อย” เมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น เพราะราคาต่ำกว่าราคาประเมินและธุรกรรมมีความไม่แน่นอนสูง

 

ทางเลือกที่สอง (วาระที่ 2) คือการขายให้ บริษัท ออร์คิด ฮอสพิแทลลิที จำกัด ในราคา 5,300 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาประเมิน บริษัทนี้จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ประกอบธุรกิจแบบ Holding Company ผู้ถือหุ้น 99.99% และกรรมการคือ สุชาติ เจียรานุสสติ ผู้ก่อตั้งและประธานของ SC Capital Partners บริษัทบริหารการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์และลงทุนทั่วเอเชียแปซิฟิก รวมถึงไทย

 

ตามหนังสือเชิญประชุม ข้อเสนอของออร์คิดฯ มีเงื่อนไขสำคัญดังนี้

 

  • ไม่ทำ Due Diligence และวางเงินมัดจำ 100 ล้านบาท ในวันลงนามสัญญาจะซื้อจะขาย (SPA) ซึ่งกำหนดให้ลงนามอย่างน้อย 14 วันก่อนวันประชุม
  • รับโอนสัญญาบริหารโรงแรมกับกลุ่ม Starwood
  • ตกลงไม่ฟ้องร้องกองทรัสต์ และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี หาก ROH หรือบุคคลอื่นฟ้องจนอาจต้องโอนทรัพย์สินคืนให้ ROH โดยเงื่อนไขนี้มีผล 2 ปีนับจากวันโอนกรรมสิทธิ์

 

ผู้จัดการกองทรัสต์ประเมินว่า หลังหักค่าธรรมเนียมการโอนและภาษีที่แบ่งกันจ่ายคนละครึ่ง กองทรัสต์จะได้เงินสุทธิราว 5,200 ล้านบาท และมองว่าข้อเสนอนี้ “มีความน่าสนใจ” ทั้งในแง่ราคาและความแน่นอนของธุรกรรม

 

ทางเลือกที่สาม (วาระที่ 3) คือการเปิดประมูล โดยมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) ให้ บลจ.วรรณ ดำเนินการ ราคาขั้นต่ำกำหนดไว้ที่ 4,951.40 ล้านบาท หรือส่วนลดไม่เกิน 5% จากราคาประเมิน ผู้เข้าประมูลต้องเป็นนิติบุคคลไทยที่มีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ผู้จัดการกองทรัสต์มองว่าวิธีนี้โปร่งใส แต่มีข้อจำกัดหลายด้าน

 

  • คาดว่าจะใช้เวลาราว 6 เดือน
  • ผู้ประมูลอาจเข้าสำรวจหรือทำ Due Diligence ได้ไม่สะดวก เพราะ ROH ยังไม่ส่งมอบทรัพย์สินคืน
  • ราคาที่ได้อาจสูงหรือต่ำกว่ากรอบ 4,873–5,300 ล้านบาท ที่เคยได้รับเสนอ
  • กองทรัสต์อาจต้องแบกดอกเบี้ยผิดนัดจากเจ้าหนี้นานขึ้น

 

ก.ล.ต. เกาะติดข้อพิพาท GROREIT ย้ำกำชับ ‘บลจ.วรรณ-MFC’ ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย พร้อมเผยความคืบหน้าเคส

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงจุดยืนและบทบาทของ ก.ล.ต. ต่อกรณีนี้ว่า ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) หน้าที่หลักของ ก.ล.ต. คือการ กำกับดูแลให้มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนเพียงพอต่อการตัดสินใจ

 

พร้อมกันนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำชับให้ทั้งผู้จัดการกองทรัสต์ (บลจ.วรรณ) และทรัสตี (MFC) ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและสัญญาอย่างเคร่งครัด ในการดูแลและคุ้มครองประโยชน์ของผู้ลงทุนอย่างเต็มที่

 

สำหรับประเด็นคดีความและข้อพิพาททางกฎหมายนั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า เป็นเรื่องของคู่สัญญาที่มีมุมมองหรือข้อเท็จจริงที่ยังเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งถือเป็นสิทธิในการดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย โดย ก.ล.ต. จะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือแสดงความเห็นในกระบวนการชั้นศาล แต่จะมีหน้าที่ดูแลให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งผู้จัดการกองทรัสต์และทรัสตี ดำเนินการตามภาระหน้าที่ของตนเองอย่างครบถ้วน

 

ส่วนความคืบหน้ากรณีเว็บไซต์ shuffle .com ซึ่งก่อนหน้านี้ จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ได้เคยออกมาชี้แจงไปแล้วนั้น ศ.ดร.พรอนงค์ กล่าวว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง

 

โดยล่าสุด สำนักงาน ก.ล.ต. ได้เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงชี้แจงต่อสื่อมวลชนไปแล้ว ซึ่งขอบเขตหน้าที่หลักของ ก.ล.ต. คือการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับ (Regulated Entities) เช่น แพลตฟอร์มต่างๆ ให้มีหน้าที่ในการรายงานและชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ต่อ ก.ล.ต. อย่างถูกต้องครบถ้วน

 

ศ.ดร.พรอนงค์ ย้ำทิ้งท้ายว่า ก.ล.ต. ปฏิบัติหน้าที่ในการกำกับดูแลตลาดทุนอย่างตรงไปตรงมาตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อรักษาความเรียบร้อยและความเชื่อมั่นในระบบตลาดทุนไทย

The post บลจ.วรรณ เผย ROH เบี้ยวค่าเช่า ระหว่างรอส่งคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จับตามติประชุมผู้ถือหน่วย GROREIT 28 ต.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. จับมือ แบงก์ชาติ ยกระดับคุมเข้ม ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ปิดช่องฟอกเงิน-ขนเงินเลี่ยง FX พร้อมดีเดย์ ‘Travel Rule’ 27 ก.พ.ปีหน้า แกะรอยเส้นทางคริปโตฯ https://thestandard.co/sec-bot-digital-asset-travel-rule/ Sun, 13 Sep 2026 02:25:52 +0000 https://thestandard.co/sec-bot-digital-asset-travel-rule/ ภาพกราฟิกแสดง ก.ล.ต. และแบงก์ชาติ ร่วมมือกันยกระดับคุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อป้องกันการฟอกเงิน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ก.ล.ต. จับมือ แบงก์ชาติ ยกระดับคุมเข้ม ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ปิดช่องฟอกเงิน-ขนเงินเลี่ยง FX พร้อมดีเดย์ ‘Travel Rule’ 27 ก.พ.ปีหน้า แกะรอยเส้นทางคริปโตฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดง ก.ล.ต. และแบงก์ชาติ ร่วมมือกันยกระดับคุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อป้องกันการฟอกเงิน

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึง Stablecoin หลังจากเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาพบปริมาณการซื้อขายสูงผิดปกติ พร้อมเตรียมบังคับใช้หลักเกณฑ์ ‘Travel Rule’ ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามเส้นทางการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลและป้องกันการใช้เป็นช่องทางทำธุรกรรมผิดกฎหมาย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยถึงสถานการณ์การใช้นวัตกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยว่า จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วงต้นปี 2569 พบว่า ปริมาณการซื้อขายหรือวอลุ่มของ USDT ปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50% ของปริมาณการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แซงหน้ามูลค่าการซื้อขาย Bitcoin

 

โดยปกติแล้ว USDT หรือ Stablecoin มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้พักเงินจากการลงทุน หรือใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายเหรียญคริปโตฯ อื่นๆ เช่น Bitcoin แต่จากการสังเกตพฤติกรรมธุรกรรมร่วมกันระหว่าง ก.ล.ต. และ ธปท. พบว่า ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดไม่ได้มาจากวัตถุประสงค์เพื่อการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่มีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการ เลี่ยงการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (FX) การเลี่ยงมาตรการโอนเงิน รวมถึงการฟอกเงิน

 

ทั้งนี้ ในประเทศไทย Stablecoin ยัง ไม่สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน (Means of Payment) ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก ธปท. ภายใต้กฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน ขณะที่ ก.ล.ต. มีบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลในมิติของการลงทุนเป็นหลัก ทำให้ทั้งสองหน่วยงานต้องประสานความร่วมมือเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว

 

ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาและสกัดกั้นการใช้ USDT ในทางที่ผิด ก.ล.ต. และ ธปท. ได้ร่วมกันวางแนวทางการกำกับดูแล USDT และ Stablecoin ผ่านมาตรการสำคัญหลายประการ ดังนี้

 

  • จำกัดวงเงินการโอน USDT (เข้า-ออก) โดยกำหนดเพดานการโอน USDT ทั้งขาเข้าและขาออก ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อวันต่อครั้ง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรการของ ธปท. ในการถอนเงินสดจำนวนมากที่ต้องระบุวัตถุประสงค์และที่มาของเงิน (Source of Funds)
  • การยกระดับการตรวจสอบตัวตน (Onboarding & KYC/CDD/EDD) เพิ่มความเข้มงวดในการทำ รู้จักลูกค้า (KYC), การตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) และการตรวจสอบอย่างเข้มงวด (EDD) โดยหากพบว่าเป็นบัญชีม้าจะทำการปฏิเสธทันที รวมทั้งต้องฝาก-ถอนผ่านบัญชีธนาคารที่ชื่อตรงกันเท่านั้น
  • การจัดกลุ่มความเสี่ยงลูกค้า (Customer Profiling) แบ่งระดับความเสี่ยงของลูกค้าเป็นขนาด S, M, L โดยหากจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง จะมีมาตรการหน่วงเวลาการถอนเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมจำกัดวงเงินถอนต่อวัน
  • กำกับดูแล Liquidity Provider (LP) และ Market Maker (MM) จัดระเบียบคู่ทำธุรกรรมและกำหนดประเภทธุรกรรมที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ทำ เพื่อป้องกันการใช้ liquidity เป็นช่องทางฟอกเงิน

 

ขณะนี้มาตรการดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) ซึ่ง ก.ล.ต. คาดหวังว่าหากมาตรการเหล่านี้มีผลบังคับใช้ จะช่วยลดธุรกรรมเทาหรือธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ลงได้มากกว่า 80% โดยไม่กระทบต่อผู้ลงทุนที่ทำธุรกรรมอย่างถูกต้อง

 

ถอดรหัส ‘Travel Rule’ บังคับใช้ต้นปีหน้า เครื่องมือแกะรอยเส้นทางเหรียญ

 

นอกจากมาตรการกำกับดูแล Stablecoin แล้ว ก.ล.ต. ยังได้เน้นย้ำถึงการนำหลักเกณฑ์ ‘Travel Rule’ มาใช้อย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 เป็นต้นไป

 

Travel Rule คืออะไร และทำงานอย่างไร

 

  • ติดตามเส้นทางเหรียญ (Traceability) โดยต่างจากการโอนเงินผ่านระบบธนาคารที่สามารถติดตามเส้นทางเงินได้ตามปกติ การโอนคริปโตฯ บนบล็อกเชนจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ Travel Rule เข้ามาเสริม เพื่อบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้อง นำส่งและรายงานข้อมูลผู้โอน (ต้นทาง) และผู้รับโอน (ปลายทาง)
  • เหนือกว่าเงินสดด้วย Analytic Tools เนื่องจากธุรกรรมบนบล็อกเชนมีความโปร่งใสเมื่อนำ Travel Rule เข้ามาเชื่อมต่อร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ (Analytic Tools) จะทำให้การแกะรอยเส้นทางเหรียญทำได้ละเอียดและชัดเจนกว่าเงินสด
  • สแกนรายชื่อต้องห้ามและศูนย์แลกเปลี่ยนต่างประเทศ โดยจะมีAnalytic Tools จะช่วยตรวจสอบว่าผู้ประกอบธุรกิจต่างประเทศหรือกระเป๋าเงินต้นทาง-ปลายทาง มีความเสี่ยง ติดรายชื่อ Sanction List, Blacklist หรือปฏิบัติผิดมาตรฐาน FATF หรือไม่
  • ป้องกันบัญชีม้าด้วย 2FA และ Liveness Detection โดยกำหนดให้มีระบบยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Verification) และการตรวจจับใบหน้าจริง (Liveness Detection) เช่น การลืมตาหรืออ้าปาก เพื่อป้องกันการใช้ AI, Deepfake หรือการสวมรอยใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรม

 

ก.ล.ต. มั่นใจว่าการผนึกกำลังร่วมกับ ธปท. และการนำหลักเกณฑ์ Travel Rule มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สามารถตัดวงจรอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

 

ก.ล.ต. เดินหน้าหลายมาตรการยกระดับคุณภาพให้ตลาดทุนไทย

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ พัฒนาการและการเติบโตของเทคโนโลยีทางการเงินการลงทุน รวมถึงมาตรฐานและกติกาสากลในด้านสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว เป็นปัจจัยที่มีผลต่อตลาดการลงทุนไทย ในหลายด้าน ทั้งต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าและความผันผวนของตลาดการลงทุน ความเสี่ยงทางไซเบอร์ และการหลอกลวงลงทุน ขณะเดียวกันเป็นโอกาสเติบโตของกลุ่มเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) และการใช้ดิจิทัลและเทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานการเข้าถึงการลงทุนของประชาชนได้

 

ก.ล.ต. ได้ดำเนินมาตรการสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่มุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่น Resilience แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เกิดความยั่งยืนระยะยาว โดยขับเคลื่อนตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็น “ตลาดการลงทุนไทย” ที่มีคุณภาพ พร้อมรับมือกับปัจจัยต่างๆ โดยมีความคืบหน้าที่สำคัญในแต่ละด้าน ดังนี้

 

ก.ล.ต. ได้ร่วมกับกระทรวงการคลัง สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งถือเป็น โครงสร้างพื้นฐานการออม ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุนระยะยาว และกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ได้หลากหลาย สะดวก และมีแรงจูงใจที่เหมาะสม

 

รวมทั้งเป็นการขยายฐานผู้ลงทุนกลุ่มใหม่ ๆ เพื่อสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น โดยการลงทุนรูปแบบใหม่ TISA คาดว่าจะเริ่มใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ในปีภาษี 2570 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจ และเตรียมทดสอบระบบภายในปีนี้ เพื่อให้พร้อมรองรับการใช้งานในปีหน้า

 

ปรับกระบวนการพิจารณา IPO ให้สั้นลงเหลือ 60-100 วัน

 

ในขณะเดียวกัน ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงกระบวนการขออนุญาตเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรกให้มีความกระชับขึ้น (Streamline IPO process) โดยเน้นแนวทางการเปิดเผยข้อมูล (More disclosure-based) ร่วมกับเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ ทั้งนี้ ก.ล.ต. ตั้งเป้าหมายที่จะลดระยะเวลาในการพิจารณา IPO เหลือ 60-100 วัน จากเดิมที่ใช้ระยะเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 147 วัน คิดเป็นการลดลง 30-60%

 

สำหรับการปรับปรุงกระบวนการดังกล่าว ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้สอบบัญชี เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุน และช่วยดึงดูดกิจการที่มีศักยภาพให้มาระดมทุนในตลาดทุนไทย โดยมีการกำกับดูแลและการคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างเหมาะสม เช่น เรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากล

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลักดันโครงการ BOI to IPO เพื่อดึงดูดธุรกิจกลุ่ม New Economy เข้าสู่ตลาดทุน โดยได้เห็นชอบการปรับปรุงเกณฑ์รับหลักทรัพย์ เงื่อนไขคุณสมบัติของบริษัท New Economy และกำหนดช่องทางพิเศษ (Special Track) เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดึงดูดการเข้ามาลงทุนของกลุ่มธุรกิจ New Economy ในไทย

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้ส่งเสริมผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ ทั้งการระดมทุนรูปแบบใหม่ ๆ โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการออกผลิตภัณฑ์และการทำธุรกรรมในตลาดทุน ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความหลากหลายสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการเงินทุนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้กับผู้ลงทุน รวมทั้งได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสม ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.

 

ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ส่งเสริม Securities Tokenization เพื่อรองรับการนำหลักทรัพย์มาแปลงให้อยู่ในรูปโทเคน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมในตลาดทุนดิจิทัล เช่น หน่วยลงทุน (tokenized fund) ซึ่งหลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 การส่งเสริมนวัตกรรมเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ พัฒนาการทางเทคโนโลยีร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียในการที่จะรองรับการกำกับดูแลที่เหมาะสม เมื่อกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์มีผลใช้บังคับ

 

ก.ล.ต. ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการจัดการภัยทุจริตทางการเงินในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการใช้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์การโอนเงินระหว่างประเทศ

 

โดยได้ออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น การออกหลักเกณฑ์ Travel Rule ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 และมีแนวคิดในการกำกับดูแลการทำธุรกรรม stablecoin ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่น อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นต้น

 

พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ได้ขับเคลื่อนการเตือนภัยหลอกลงทุนในหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสกัดกั้นช่องทางภัยหลอกลงทุน ได้ภายใน 7 นาที – 48 ชั่วโมง และสามารถปิดกั้นบัญชีที่ได้รับแจ้งครบ 100% ของจำนวนบัญชีที่ได้รับแจ้ง นอกจากนี้ จะมีการขยายผลการดำเนินการ โดยนำเทคโนโลยีมาตรวจจับการหลอกลงทุน และต่อยอดโครงการ Responsible Voices สำหรับ Finfluencer

 

ปัจจุบันผู้ลงทุนได้ตระหนักและให้ความสำคัญกับการเช็กข้อมูลก่อนลงทุนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านสถิติการรับแจ้งภัยหลอกลงทุนของ ก.ล.ต. โดยในช่วงปี 2569 พบการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภัยหลอกลงทุน เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เน้นการทำหน้าที่ป้องกันการหลอกลงทุนก่อนที่จะเกิดความเสียหายกับประชาชนให้มากขึ้น

 

ตั้งเป้าใช้เวลาทำคดีเฉลี่ยลดลงเหลือ 1.5 ปี ลุยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายทั้งกระบวนการ

 

จากที่ ก.ล.ต. ดำเนินการยกระดับประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายสามารถดำเนินการได้อย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวนเคสที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากที่มีอยู่ โดยอายุเคสที่นานสุดลดลงจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี รวมทั้งอายุเคสเฉลี่ยลดลงจาก 2.3 ปี เหลือ 1.5 ปี

 

“ก.ล.ต. ยังร่วมผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่ ก.ล.ต. กำกับดูแล เพื่อให้ทันสมัย เป็นสากล และสามารถสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีกฎหมายที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงรวม 5 ชุด เช่น ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ชุด Trust & Confidence และ ร่าง พ.ร.บ. 4 ฉบับ ชุดยกระดับการกำกับตลาดทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับการระดมทุนทั้งกระบวนการ รวมทั้งการให้พนักงาน ก.ล.ต. สอบสวนร่วมในการทำคดี เฉพาะคดีที่มีผลกระทบสูงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ (high impact) เพิ่มประสิทธิภาพในชั้นก่อนฟ้องคดี ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแล้ว” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อยกระดับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน เช่น การทำหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัท IPO การปรับปรุงหลักเกณฑ์การทำรายการที่มีนัยสำคัญ (MT) และการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) เพื่อยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้ลงทุน รวมทั้งได้เห็นชอบแนวทางทบทวนมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายตามข้อเสนอตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทตลาดปัจจุบัน ลดอุปสรรคในการซื้อขายของผู้ลงทุน และสนับสนุนสภาพคล่องและรักษาความเป็นธรรมของตลาดทุนไทย

The post ก.ล.ต. จับมือ แบงก์ชาติ ยกระดับคุมเข้ม ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ปิดช่องฟอกเงิน-ขนเงินเลี่ยง FX พร้อมดีเดย์ ‘Travel Rule’ 27 ก.พ.ปีหน้า แกะรอยเส้นทางคริปโตฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย https://thestandard.co/supaporn-sec-false-share-report/ Thu, 09 Jul 2026 06:35:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1228715 ภาพกราฟิก ก.ล.ต. ชี้แจงกรณีสุภาพร รายงานซื้อหุ้น 7 รายการเป็นข้อมูลเท็จ

ก.ล.ต. เคลียร์ปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยืนยันราย […]

The post สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก ก.ล.ต. ชี้แจงกรณีสุภาพร รายงานซื้อหุ้น 7 รายการเป็นข้อมูลเท็จ

ก.ล.ต. เคลียร์ปม ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ยืนยันรายงานการได้มาซึ่งหุ้นทั้ง 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ เป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ก่อนถอดข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่ หลังได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียน ด้านตัวผู้รายงานพบว่ามีตัวตนจริง ติดต่อได้ และรับว่าเป็นผู้ยื่นเอง ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย

 

 
 

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากการยื่นแบบ 246-2 ที่อ้างการได้มาซึ่งหุ้น บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) และหลักทรัพย์อื่นรวม 6 แห่ง ซึ่งมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การอ้างถือหุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทไม่เคยออก จนนำไปสู่การตรวจสอบของ ก.ล.ต. โดยมี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำชับให้เร่งหาข้อเท็จจริง ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เร่งประสานการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์เพื่อร่วมพิสูจน์ข้อเท็จจริงคู่ขนานกันไป

 

วันนี้ (9 กรกฎาคม) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) นำโดย พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. พร้อมด้วยรองเลขาธิการ แถลงข่าวชี้แจงความคืบหน้ากรณีการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ในชื่อ ‘สุภาพร พิมพงษ์’ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนในตลาดทุนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าข้อมูลการรายงานทั้ง 7 รายการ ครอบคลุม 6 หลักทรัพย์ ไม่มีความถูกต้องทั้งหมด และได้นำข้อมูลออกจากระบบเผยแพร่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

พรอนงค์กล่าวว่า กรณีดังกล่าวเป็นการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์จำนวน 7 รายการ รวม 6 หลักทรัพย์ ซึ่งผู้รายงานบันทึกเข้ามาในระบบเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน และ 2 กรกฎาคม โดยเป็นการรายงานย้อนหลังที่ระบุช่วงเวลาการได้มาแตกต่างกันตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา

 

ทั้งนี้ เมื่อ ก.ล.ต. พบความผิดปกติ จึงดำเนินการเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการขึ้นสถานะ ‘ข้อมูลเบื้องต้น’ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม ได้ยกระดับเป็น ‘ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง’ เนื่องจากพบความไม่สอดคล้องของข้อมูล กระทั่งวันที่ 8 กรกฎาคม เมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ประกอบกับได้รับการยืนยันจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง จึงนำข้อมูลทั้งหมดออกจากระบบการเผยแพร่

 

เปิด 3 ข้อพิรุธ ชี้ชัดข้อมูลเท็จ ธุรกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจริง

 

สำหรับความไม่ถูกต้องของข้อมูลที่นำไปสู่การถอดรายงานออกจากระบบ เลขาธิการ ก.ล.ต. สรุปสาระสำคัญเป็น 3 ประการ ได้แก่

 

ประการแรก ไม่พบชื่อผู้รายงานเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มา และไม่มีการรายงานการจำหน่ายออก ประการที่สอง ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงานการได้มาไม่มีอยู่จริงในช่วงระยะเวลาที่ระบุในการรายงาน และประการสุดท้าย จำนวนหลักทรัพย์ที่รายงานว่าถือครองไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ การรายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) ที่แสดงจำนวนตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพซึ่งเป็นของบุคคลอื่น

 

ด้านเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เปิดเผยเพิ่มเติมระหว่างตอบคำถามสื่อมวลชนว่า จากการตรวจสอบข้ามกับฐานข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียน พบว่าข้อมูลไม่ตรงกัน จึงเชื่อว่าธุรกรรมการซื้อขายตามที่รายงานทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นจริง

 

“ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญในตลาดทุน แต่ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า” พรอนงค์กล่าวย้ำ พร้อมระบุว่า สิ่งที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกคือการสอบทานและแจ้งเตือนสถานะของข้อมูลในระบบ ซึ่งมาตรการของสำนักงานถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

 

ยืนยัน ‘สุภาพร’ มีตัวตนจริง ติดต่อได้แล้ว เจ้าตัวรับเป็นผู้ยื่นรายงานเอง

 

ประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมากคือตัวตนของผู้รายงาน ซึ่ง ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ระบบ 246-2 กำหนดให้ผู้ที่จะบันทึกข้อมูลต้องลงทะเบียนด้วยข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึก ทั้งชื่อ-นามสกุล วันเกิด เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ไปจนถึงชื่อบิดามารดา โดยระบบจะสอบยันข้อมูลกับฐานของกรมการปกครอง หากข้อมูลไม่ตรงกันระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน และยังต้องผ่านการยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ผ่านหมายเลขโทรศัพท์อีกชั้นหนึ่ง

 

จากกระบวนการดังกล่าว ก.ล.ต. ยืนยันว่าผู้รายงานรายนี้มีตัวตนจริงตามฐานทะเบียนราษฎร และเมื่อพบข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อมูล สำนักงานได้ติดต่อประสานไปยังผู้ยื่นรายงานโดยตรง ซึ่งสามารถติดต่อตัวได้ และเจ้าตัวยืนยันว่าเป็นผู้ยื่นรายงานดังกล่าวเอง ส่วนรายละเอียดการชี้แจงว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รวมถึงมีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่ง ก.ล.ต. ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมาย

 

จ่อบังคับใช้กฎหมาย ยื่นเอกสารเท็จ โทษคุก 1 ปี ปรับ 100,000 บาท

 

ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ความผิดที่มีความเป็นไปได้ในกรณีนี้ คือความผิดฐานยื่นเอกสารหลักฐานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยมีข้อความอันเป็นเท็จ หรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญ ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

 

เอกสาร 9 ก.ค. (3)

 

โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและเปิดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจง หากพบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายใด เมื่อกรณีเป็นที่ยุติแล้วจะเปิดเผยต่อสาธารณะต่อไป เช่นเดียวกับกรณีอื่นๆ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ หากพบความผิดตามกฎหมายอื่นที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. สำนักงานก็สามารถส่งเรื่องต่อไปยังพนักงานสอบสวนได้ แต่ปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นตอนดังกล่าว

 

“ขั้นตอนการดำเนินการตรวจสอบการรายงาน ตอนนี้เราเลือกวิธีสอบทานข้อมูลที่รายงานกับแหล่งที่ 3 จึงไม่ได้ให้เขายื่นไฟล์เอกสารการซื้อขายหุ้นแนบมาในการรายงานแบบ 246-2” นายธวัชชัย กล่าว

 

ส่วนเรื่องการแก้ไขปรับปรุงระบบนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่ได้เป็นผู้ดูแลเรื่องระบบ แต่สำนักงาน ก.ล.ต.ยืนยันข้อมูลที่อยู่ในระบบเราดำเนินการมานานแล้ว ซึ่งการเปิดให้ลงทะเบียนก็ไม่ได้หละหลวมและเชื่อว่าระบบการยืนยันตัวตนเพียงพอ รวมถึงมีมาตรฐานสากล ส่วนกรณีมีคำแนะนำสำนักงาน ก.ล.ต.ก็ยินดีพร้อมรับฟัง แต่ไม่ได้เชื่อว่าระบบมันไม่ดี เพราะเราได้มีการพัฒนาระบบต่อเนื่องอยู่แล้ว

 

โต้ข่าวลือปิดระบบ ยันเป็นระบบรายงานตนเองตามมาตรฐานสากล

 

พรอนงค์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวว่ามีการปิดระบบรายงานว่า “เป็นเรื่องของข่าวลือทั้งสิ้น” โดยระบบการรายงานยังคงเปิดดำเนินการตามปกติ เนื่องจากเป็นระบบของผู้มีหน้าที่รายงานตามกฎหมาย

 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ 246-2 เป็นระบบการรายงานด้วยตนเอง (Self-declare) ตามแนวทางสากลที่หน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกาใช้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายเป็นผู้รายงานและรับผิดชอบความถูกต้องของข้อมูล

 

ส่วนหน้าที่ของหน่วยงานกำกับดูแลคือการสอบทานข้อมูลกับแหล่งที่เป็นอิสระและเชื่อถือได้ เช่น ฐานข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน นายทะเบียนหลักทรัพย์ และผู้รับฝากทรัพย์สิน เนื่องจากข้อมูลตลาดทุนจำเป็นต้องเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างรวดเร็ว การให้สำนักงานรับรองความถูกต้องก่อนเผยแพร่ทุกรายการจะแลกมากับความล่าช้าของข้อมูล จึงต้องสร้างสมดุลระหว่างความรวดเร็วกับการสอบทาน ผ่านกลไกการขึ้นสถานะเตือนผู้ใช้ข้อมูลเป็นลำดับขั้นดังที่ดำเนินการในกรณีนี้

 

The post สรุปปม ‘สุภาพร’ รายงานซื้อหุ้น 7 รายการ ก.ล.ต. ชี้เป็นข้อมูลเท็จ อยู่ระหว่างเปิดให้ชี้แจง ก่อนพิจารณาบังคับใช้กฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก ‘TISA’ บัญชีการออมและลงทุน พร้อมลดหย่อนภาษี โมเดลใหม่สำหรับคนไทย ที่กำลังจะเริ่มใช้งานในปีนี้ https://thestandard.co/tisa-saving-investment-tax-thailand/ Thu, 18 Jun 2026 10:36:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1220225 ภาพอินโฟกราฟิกสรุป 8 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ TISA บัญชีการออมและการลงทุนใหม่สำหรับคนไทย

โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving […]

The post เจาะลึก ‘TISA’ บัญชีการออมและลงทุน พร้อมลดหย่อนภาษี โมเดลใหม่สำหรับคนไทย ที่กำลังจะเริ่มใช้งานในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุป 8 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ TISA บัญชีการออมและการลงทุนใหม่สำหรับคนไทย

โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Saving Account) หรือ TISA อาจกลายเป็นมาตรการใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการลงทุนของไทยในอนาคต หลังกระทรวงการคลังกลับมาเดินหน้าหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เพื่อผลักดันมาตรการสนับสนุนตลาดทุนไทย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

โดยความคืบหน้าล่าสุด วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ว่า โครงการ TISA มีความคืบหน้าแล้วกว่า 70-80% และคาดว่าจะสามารถแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเร็วๆ นี้

 

หากโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผู้ลงทุนอาจสามารถนำเงินออมและการลงทุนหลายประเภทมารวมกันภายใต้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเดียวกัน แทนการแยกซื้อกองทุนแต่ละประเภทเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเหมือนในปัจจุบัน ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการดังกล่าวยังเป็นความพยายามของภาครัฐในการดึงเม็ดเงินออมระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนไทยอีกด้วย

 

THE STANDARD WEALTH ชวนทำความรู้จัก TISA อีกครั้ง ว่าโครงการนี้คืออะไร มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาใด และแตกต่างจากมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนที่เคยมีมาอย่างไร

 

ทั้งนี้ เนื้อหาส่วนใหญ่ในบทความอ้างอิงจากผลการหารือเบื้องต้นของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งรายละเอียดหลายประการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

 

1) บัญชี TISA ลงทุนได้หลายกลุ่มสินทรัพย์

 

โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) เป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาวของคนไทย โดยจูงใจผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

ผู้ที่เข้าร่วมโครงการต้องเปิดบัญชี TISA กับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.)

 

สิ่งที่ทำให้ TISA ต่างไปจากมาตรการลดหย่อนภาษีแบบที่ผ่านๆ มา คือ TISA ถูกออกแบบเพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกลงทุนได้หลากหลายกลุ่มสินทรัพย์ (Asset Class) ตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล เช่น หุ้นไทย กองทุนรวม และตราสารหนี้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเน้นสินทรัพย์ในประเทศเป็นหลัก

 

ต่างจากแบบเดิมที่ต้องเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ผ่านการพิจารณาจากสำนักงาน ก.ล.ต. และกระทรวงการคลัง เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)

 

โดย TISA จะเปิดทางให้ผู้ลงทุนสามารถถือสินทรัพย์หลายประเภทไว้ภายใต้บัญชีเดียว และนำมาคำนวณสิทธิลดหย่อนภาษีภายใต้วงเงินรวมเดียวกัน

 

2) TISA เน้นลงทุนในประเทศเป็นหลัก

 

ในงานแถลงเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ DR (Depositary Receipt) ยังไม่ถูกบรรจุในแพ็กเกจ TISA สำหรับการลงทุนรายตัว (Direct Investment)

 

เนื่องจาก DR มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นต่างประเทศ หากผู้ลงทุนต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ ภาครัฐและ ก.ล.ต. สนับสนุนให้ลงทุนผ่าน กองทุนรวม (เช่น RMF) แทน เพื่อให้มีการบริหารจัดการและการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสมตามนโยบายปัจจุบัน ส่วนการเปิดให้ลงทุนรายตัวใน TISA จะเน้นไปที่หุ้นไทยและสินทรัพย์ในประเทศเป็นหลัก

 

สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Market) เช่น หุ้นนอกตลาด หรือ Private Equity นั้น ไม่อยู่ในขอบเขตการส่งเสริมของบัญชี TISA

 

เพราะ TISA ต้องการเน้นส่งเสริมการลงทุนใน ตลาดทุนในระบบ (Listed Market) เช่น หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ผ่านเกณฑ์ด้าน ESG หรือธรรมาภิบาล, กองทุนรวม และพันธบัตร เพื่อให้มั่นใจเรื่องการกำกับดูแล ความโปร่งใส และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดทุนเป็นหลัก

 

3) เงื่อนไขการเปิดบัญชี TISA

 

สำหรับเงื่อนไขเบื้องต้นของบัญชี TISA ที่อยู่ระหว่างการศึกษา มีรายละเอียดสำคัญดังนี้

 

  • เป็นบุคคลธรรมดา มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
  • เปิดบัญชี TISA กับผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.
  • เปิดบัญชี TISA ได้เพียง 1 บัญชีต่อคน
  • ถอนได้เมื่ออายุ 55 และต้องถือหลักทรัพย์นานอย่างน้อย 5 ปี

 

4) ทำไม TISA ต้องเป็นมาตรการถาวร?

 

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ TISA คือการยกระดับจากมาตรการกระตุ้นตลาดทุนชั่วคราว ไปสู่กลไกส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวแบบถาวร ที่ไม่ต้องรอการต่ออายุมาตรการทุก 5 ปี

 

โดยจากการรายงานข่าวล่าสุด ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ยืนยันแล้วว่า FETCO และกระทรวงการคลัง เห็นตรงกันว่า TISA จะเป็นโครงการลดหย่อนภาษีแบบถาวร

 

โดยดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยให้เหตุผลว่า มาตรการลดหย่อนภาษีในอดีตจำนวนมากถูกออกแบบในลักษณะชั่วคราว ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลงทุนเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี มากกว่าการออมเพื่อเป้าหมายระยะยาว

 

แม้ว่ารัฐจะต้องเสียรายได้ภาษี จากผู้ใช้สิทธิลดหย่อนเป็นมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี แต่แรงจูงใจดังกล่าวไม่ได้สร้างพฤติกรรมการออมระยะยาวตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ และเมื่อครบกำหนดก็มีแรงกดดันให้คอยต่ออายุมาตรการทุกปี เพราะกลัวว่าเม็ดเงินจะไหลออกจากตลาดพร้อมกัน

 

ด้วยเหตุนี้ TISA จึงถูกเสนอให้เป็นกลไกใหม่เพื่อส่งเสริมการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างยั่งยืน และลดความจำเป็นในการออกมาตรการลดหย่อนภาษีเฉพาะกิจในอนาคต

 

5) รอยืนยัน! วงเงินลดหย่อน 800,000 บาท ทำไมต้องตัวเลขนี้?

 

หนึ่งในแนวคิดที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือการปรับโครงสร้างสิทธิลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการลงทุนใหม่ โดยกำหนดวงเงินรวมสูงสุด 800,000 บาท ซึ่งจะเป็นการลดหย่อนถาวร แทนการออกมาตรการเฉพาะกิจเป็นรายช่วงเวลา

 

ปัจจุบัน ผู้เสียภาษีสามารถใช้สิทธิลดหย่อนด้านการออมและการลงทุนได้รวมสูงสุด 800,000 บาท โดยมาจากวงเงินกลุ่มประกัน การออม การลงทุน 500,000 บาท และ ThaiESG อีก 300,000 บาท

 

อย่างไรก็ตาม กองทุน Thai ESG จะมีการลดวงเงินลดหย่อนลงจาก 300,000 บาท เหลือเพียง 100,000 บาท ในการยื่นภาษีประจำปี 2570-2575 เมื่อวงเงิน ThaiESG ทยอยลดลง เพดานลดหย่อนรวมจะลดลงตามไปด้วย

 

แนวคิดของ TISA จึงเป็นการ ‘ตรึง’ วงเงินรวม 800,000 บาทไว้ในรูปแบบถาวร เพื่อลดความจำเป็นในการออกหรือต่ออายุมาตรการเฉพาะกิจอย่าง ThaiESG ในอนาคต

 

6) ปรับเกณฑ์ลดหย่อน เน้นความเป็นธรรม

 

รัฐบาลมีแผนปรับเกณฑ์ลดหย่อนเพื่อเพิ่มความเป็นธรรมให้แก่ผู้มีรายได้น้อย ผ่านตัวคูณที่มีการหารือเบื้องต้น ดังนี้

 

  • ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.3 เท่า
  • ขณะที่ผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิในอัตรา 0.7 เท่าของเงินลงทุน

 

นอกจากนี้ ยังให้แต้มต่อสำหรับผู้ซื้อกองทุน Thai ESG ให้สามารถหักลดหย่อนได้ 1.2 เท่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังย้ำว่า ตัวเลขตัวคูณดังกล่าวยังเป็นเพียงตัวเลขจำลองเบื้องต้น และยังไม่ได้ข้อสรุป

 

ส่วนฐานรายได้ 1.5 ล้านบาทต่อปี ถูกเลือกมาใช้ในการจำลองผลกระทบ เนื่องจากครอบคลุมผู้ยื่นแบบภาษีประมาณ 96% ของประเทศ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงสมมติฐานจากงานวิจัย และยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย

 

7) ใช้เงินออมเป็นหลักประกันกู้เงินได้

 

หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญอีกประการ คือ การเปิดทางให้สามารถนำสินทรัพย์ในบัญชี TISA ไปเป็นหลักประกันเงินกู้ (Pledge) กับสถาบันการเงินบางประเภทได้ในอนาคต

 

โดยพรอนงค์ระบุว่า จะคล้ายโมเดลของสิงคโปร์และมาเลเซียที่ใช้กองทุนเกษียณเป็นหลักประกัน แต่ยังมีเงื่อนไขที่ต้องกำหนด เช่น สัดส่วนที่จำนำได้ 25% ของพอร์ต ตลอดจนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการลงทุน และความปลอดภัยของผู้ลงทุนรายย่อย

 

แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ออกจากพอร์ตทั้งหมดเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน

 

8) มาตรการอื่นๆ หนุนการระดมทุน

 

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีแนวคิดออกมาตรการจูงใจให้คนเข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น ด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีจ่ายเงินปันผลหรือดอกเบี้ย วงเงิน 200,000 บาทแรก ให้กับผู้ที่ถือหน่วยลงทุนเกิน 5 ปีอีกด้วย

 

กระทรวงการคลังยังมีแนวคิดยกเลิกเงื่อนไขที่กำหนดให้การใช้สิทธิลดหย่อนต้องไม่เกิน 30% ของเงินได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถออมและลงทุนได้มากขึ้น

 

พร้อมกันนั้น กระทรวงการคลังยังร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อปลดล็อกให้รับ ‘เงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน’ ได้ 30% อีกด้วย

 

แม้รายละเอียดหลายประการยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ TISA ถือเป็นความพยายามครั้งใหญ่ของภาครัฐในการปรับโครงสร้างสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากระบบกองทุนเฉพาะกิจ ไปสู่บัญชีการออมและการลงทุนแบบถาวรที่เปิดกว้างต่อสินทรัพย์หลากหลายประเภทมากขึ้น โดยมีเป้าหมายทั้งการส่งเสริมการออมระยะยาวของประชาชน และเพิ่มแหล่งเงินทุนให้แก่ตลาดทุนไทยในระยะยาว

The post เจาะลึก ‘TISA’ บัญชีการออมและลงทุน พร้อมลดหย่อนภาษี โมเดลใหม่สำหรับคนไทย ที่กำลังจะเริ่มใช้งานในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันโครงการ TISA หนุนคนไทยมีเงินใช้ ‘หลังเกษียณ’ ถกรัฐบาลเพิ่มวงเงินออม แยกจากลงทุนลดหย่อนภาษี https://thestandard.co/sec-tisa-retirement-savings/ Thu, 21 May 2026 13:03:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1209816 ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดโครงการ TISA ของ ก.ล.ต.

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรั […]

The post ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันโครงการ TISA หนุนคนไทยมีเงินใช้ ‘หลังเกษียณ’ ถกรัฐบาลเพิ่มวงเงินออม แยกจากลงทุนลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแนวคิดโครงการ TISA ของ ก.ล.ต.

วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดแนวคิด ‘โครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account: TISA)’ เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการออมและการลงทุนระยะยาว ของคนไทยทุกคน ภายใต้โครงสร้างบัญชีเดียวที่เข้าใจง่าย ยืดหยุ่น และเชื่อมโยงทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายไว้ด้วยกัน ช่วยให้คนไทยบริหารเงินระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ เห็นภาพรวมการลงทุนของตนเองชัดเจนขึ้น

 

เพื่อความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน (Financial well-being) ของประชาชน และเพิ่มโอกาสสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

โครงการ TISA ถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงิน ของคนไทย จากการออมในลักษณะพักเงิน ไปสู่การลงทุนระยะยาวอย่างมีเป้าหมาย โดยผู้ลงทุนจะได้รับคำแนะนำหรือบริการจัดการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ในการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยโครงสร้างบัญชีเดียวของ TISA จะช่วยให้ประชาชนเห็นภาพรวมของพอร์ตการลงทุนชัดเจนขึ้น สามารถวางแผนการเงินได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

โดย TISA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างวินัยการออมและการลงทุน ให้มีการออมการลงทุนสะสมเงินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับชีวิตหลังเกษียณ

 

นอกจากนี้ เพื่อให้โครงการ TISA เป็นไปเพื่อคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง รัฐก็อยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มเติมวงเงินสนับสนุนการออมการลงทุน แยกจากวงเงินการลงทุนที่นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบบการลงทุนเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นวงเงินการลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนจากเงินปันผลหรือดอกเบี้ยอย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วยให้แก่ประชาชนทุกคน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยออมและลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย หรือผู้ปกครองจะใช้สำหรับการวางแผนการลงทุนให้แก่บุตรก็สามารถทำได้ ถึงแม้จะเงินที่เริ่มลงทุนในช่วงต้นอาจจะน้อย แต่หากเริ่มลงทุนเร็ว ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และได้รับคำแนะนำในการจัดสรรพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมก็ช่วยให้คนไทยสะสมความมั่งคั่งเพื่อความมั่นคงในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

 

ในมิติของระบบเศรษฐกิจ TISA จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระดมทุน หรือการลงทุนภายในประเทศ โดยเปลี่ยนเงินออมของประชาชนให้เป็นเงินลงทุน ระยะยาวที่สามารถสนับสนุนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจจริง ส่งเสริมการลงทุนในกิจการที่มุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน อาทิ บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Corporate Value Up (CVUP) หรือ JUMP+ ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญหรือเด่นในเรื่องธรรมาภิบาลที่ดีที่มีแผนพัฒนาธุรกิจอย่างชัดเจน ให้ผู้ลงทุนติดตามได้ หรือส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ภาครัฐ ต้องการสนับสนุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

 

ขณะเดียวกัน TISA ในฐานะแพลตฟอร์มการลงทุนระยะยาว จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบธุรกิจด้านการเงินพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ เครื่องมือวางแผนการเงิน และระบบให้คำแนะนำที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนมากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายทางการเงิน ในระยะยาวอย่างเป็นระบบ

 

ช่วยลดพฤติกรรมการลงทุนตามกระแสหรือแรงจูงใจระยะสั้น โดยผู้ประกอบธุรกิจมุ่งแข่งขันกันบนพื้นฐานของความเหมาะสมของคำแนะนำ คุณภาพการให้บริการ เกิดการแข่งขันการให้บริการที่ดีขึ้น ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม ทำให้เกิดระบบนิเวศการลงทุนที่เอื้อต่อผู้ลงทุนมากขึ้น

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า แนวคิดโครงการ TISA เป็นก้าวสำคัญในการปรับเปลี่ยน landscape ของการออมและการลงทุนของประเทศ จากระบบที่มีหลายผลิตภัณฑ์และหลายเงื่อนไข ไปสู่โครงสร้างที่เรียบง่าย ชัดเจน และเชื่อมโยงกันมากขึ้น ภายใต้บัญชีเดียวที่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้ทุกกลุ่มและครอบคลุมทุกช่วงชีวิต

 

โดย TISA จะช่วยให้คนไทยบริหารเงินออมและการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถปรับพอร์ตให้เหมาะกับเป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ที่น่าเชื่อถือภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต.

 

ก.ล.ต. เชื่อว่า TISA จะช่วยยกระดับคุณภาพของการออมการลงทุน ให้เป็นการออมการลงทุนที่มีเป้าหมาย มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างความมั่นคงทางการเงินได้ในระยะยาว ทั้งในระดับบุคคลและครอบครัว เพื่อความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน (Financial well-being) ของประชาชน อันเป็นการเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแรงของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด และอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดข้อเสนอเชิงนโยบายและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอต่อกระทรวงการคลัง โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนการผลักดันแนวคิด TISA ให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและส่วนรวม

The post ก.ล.ต. เดินหน้าผลักดันโครงการ TISA หนุนคนไทยมีเงินใช้ ‘หลังเกษียณ’ ถกรัฐบาลเพิ่มวงเงินออม แยกจากลงทุนลดหย่อนภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว https://thestandard.co/sec-cib-stop-grey-capital-crypto/ Thu, 16 Apr 2026 06:02:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1198332 ก.ล.ต. และสอบสวนกลางร่วมมือเชื่อมข้อมูล เพื่อทลายทุนเทาและอายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. และสอบสวนกลางร่วมมือเชื่อมข้อมูล เพื่อทลายทุนเทาและอายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้านบาท

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มุ่งประสานการทำงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการกระทำความผิดอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นและยับยั้งช่องทางของทุนเทาในทุกมิติ

 

ตามที่การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ และทุกหน่วยงานมุ่งปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงินเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน โดยบูรณาการกระบวนการสืบสวนสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายผลไปยังทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด

 

การประสานความร่วมมือหลายหน่วยงานในการเชื่อมโยงข้อมูลและติดตามเส้นทางการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญในการสกัดกั้นและยับยั้งการโยกย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เข้าข่ายเป็นความผิดมูลฐานในหลายกฎหมาย ก.ล.ต. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกัน นำไปสู่การดำเนินการกับทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สิน รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการแถลงความคืบหน้าของคดีเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 โดย ก.ล.ต. และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสกัดกั้นทุนเทาและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อันเป็นการปกป้องและดูแลประชาชน

 

พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมุ่งเน้นการสืบสวนสอบสวนคดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการเงินที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะคดีที่มีการนำทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดเข้าสู่ตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล จึงได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การสืบสวนขยายผลเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุม จนนำไปสู่การประสานงานกับหน่วยงานอื่น เช่น ปปง. ซึ่งสามารถยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในลักษณะนี้กับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีเอกภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ก.ล.ต. มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้การตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีเอกภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะข้อมูลในส่วนของ ก.ล.ต. สามารถนำไปใช้ดำเนินการภายใต้ความผิดหลายกฎหมาย ขณะเดียวกันข้อมูลหรือการกระทำความผิดในกฎหมายอื่นๆ เช่น ความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ก็สามารถนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้เช่นกัน ทั้งในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และบริษัทจดทะเบียน

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. พร้อมดำเนินการในทุกมิติเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 มาตรการสกัดกั้นทุนเทาของ ก.ล.ต. เพื่อให้มั่นใจว่า สามารถสกัดกั้นและยับยั้งช่องทางของทุนเทาหรืออาชญากรรมทางการเงิน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสให้ตลาดทุนไทยในระยะยาว

 

The post ‘ก.ล.ต. – สอบสวนกลาง’ ยกระดับผนึกข้อมูลเชิงรุก สกัดช่องโหว่ทุนเทาฟอกเงินผ่าน ‘หุ้น-คริปโต’ โชว์ผลงานอายัดทรัพย์แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท ลั่นใช้ Data บูรณาการข้ามหน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายให้จบในที่เดียว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล https://thestandard.co/sec-travel-rule-digital-assets-money-laundering/ Tue, 10 Mar 2026 11:50:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1186312 ภาพประกอบ ก.ล.ต. เตรียมประกาศใช้เกณฑ์ Travel Rule เพื่อตรวจสอบการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ ก.ล.ต. เตรียมประกาศใช้เกณฑ์ Travel Rule เพื่อตรวจสอบการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการกำหนดหลักเกณฑ์การรับส่งข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล (Travel Rule) โดยมุ่งให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลประกอบการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงินที่เพียงพอ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสนับสนุนการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ตามที่ ก.ล.ต. ได้บูรณาการกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและยับยั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งในประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย เมื่อเดือนมกราคม 2569 ได้มีมติให้ ก.ล.ต. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจฯ ในระหว่างที่ ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

 

ภายหลังจากประสานงานกับ ปปง. แล้ว ก.ล.ต. เห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์ระบบบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ให้มีข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรม เพื่อสนับสนุนการติดตามตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีหลักการที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้

 

(1) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องกำหนดนโยบายหรือขั้นตอนการปฏิบัติเกี่ยวกับการรับและส่งข้อมูลการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อลูกค้า รวมทั้งมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลของลูกค้าและคู่ธุรกรรมของลูกค้า เพื่อนำมาตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง และเก็บข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรมอย่างน้อย 5 ปี

 

(2) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผู้ส่งคำสั่งโอน (Ordering Digital Asset Operator) ต้องส่งข้อมูลธุรกรรม ข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอน พร้อมกับคำสั่งโอนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่รับคำสั่งโอน (Beneficiary Digital Asset Operator)

 

(3) ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการโอนหรือรับโอน DA ตามที่กำหนด

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามเอาคืนทรัพย์สิน ตลอดจนเป็นการป้องกันมิให้มีการใช้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงินผิดกฎหมาย สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นหนึ่งในการดำเนินการที่สำคัญของ ก.ล.ต. ซึ่งมุ่งเน้นในเชิงป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย ผ่านการยกระดับการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต.”

 

ก.ล.ต. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการข้างต้น โดยได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวบน

 

1. เว็บไซต์ ก.ล.ต. : https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=1144

 

2. ระบบกลางทางกฎหมาย : https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NjY0M0RHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

 

ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: [email protected] [email protected] และ [email protected] จนถึงวันที่ 25 มีนาคม 2569

The post ก.ล.ต. เตรียมคลอดเกณฑ์ Travel Rule ใช้ตรวจสอบฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ทุนเทา’ รุกตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น-นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโต คาดเห็นความชัดเจนใน Q1/69 นี้ https://thestandard.co/sec-thailand-strategic-plan-2026-anti-money-laundering/ Tue, 20 Jan 2026 08:51:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1167197 ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้

สำนักงาน ก.ล.ต. ย้ำจุดยืน ‘ยอมรับไม่ได้’ กับปัญหาทุนเทา […]

The post ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ทุนเทา’ รุกตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น-นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโต คาดเห็นความชัดเจนใน Q1/69 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้

สำนักงาน ก.ล.ต. ย้ำจุดยืน ‘ยอมรับไม่ได้’ กับปัญหาทุนเทาในตลาดทุนไทย กางแผนจัดการรอบด้านทั้งบริษัทจดทะเบียนและตัวกลาง พร้อมปิดช่องโหว่สินทรัพย์ดิจิทัล เตรียมประกาศใช้กฎเกณฑ์ Travel Rule ตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโต

 

ท่ามกลางกระแสความกังวลของนักลงทุนต่อปัญหาความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ‘ทุนสีเทา’ ที่เข้ามาใช้ช่องทางตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลในการฟอกเงิน

 

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ถึงแนวทางการยกระดับการจัดการปัญหาดังกล่าว โดยระบุชัดเจนว่า ก.ล.ต. มีจุดยืนที่ยอมรับไม่ได้กับการกระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะรูปแบบใด

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายว่า ปัญหาทุนเทานั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายฟอกเงิน (ปปง.) หรือเรื่องนอมินีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ แต่เมื่อเข้ามาสู่ตลาดทุน ก.ล.ต. ได้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อจัดการกับปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

 

1. ฝั่งผู้ระดมทุน เจาะลึกโครงสร้างผู้ถือหุ้นและนอมินี

 

ในส่วนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ก.ล.ต. กำลังดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะกรณีที่มีความซับซ้อน หรือมีลักษณะเป็นลำดับขั้นที่อาจเข้าข่ายการเป็นนอมินี ซึ่งในบางกรณีต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก

 

ศ. ดร.พรอนงค์ ยืนยันว่า ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังทำงานในเชิงรุกร่วมกับหลายหน่วยงาน แต่สาเหตุที่ไม่ค่อยมีการให้ข่าว เนื่องจากต้องการให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนก่อน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริต

 

2. ฝั่งตัวกลาง ขันน็อตโบรกเกอร์ เข้มงวด KYC/CDD

 

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจตัวกลาง (Intermediaries) เช่น โบรกเกอร์และดีลเลอร์ ก.ล.ต. เน้นย้ำหน้าที่ในการคัดกรองลูกค้า (Screening) ผ่านกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (CDD) อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามกฎหมายฟอกเงิน หากพบว่าผู้ประกอบธุรกิจรายใดละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ ก.ล.ต. จะมีการลงโทษตามกฎหมาย

 

ปิดช่องโหว่ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ เตรียมใช้ Travel Rule

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) เป็นช่องทางของทุนเทา ซึ่งเลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่ายังมีช่องว่างอยู่จริง จึงได้มีการขับเคลื่อนผ่านคณะกรรมการที่มีดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะทำงาน Connecting the Dots เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินของธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้

 

ก.ล.ต. เตรียมนำเครื่องมือที่เรียกว่า Travel Rule มาบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการฟอกเงิน โดย ก.ล.ต. ได้ทำข้อตกลงร่วมกับ ปปง. เพื่อนำเกณฑ์นี้มาใช้ก่อนที่กฎหมายหลักของ ปปง. จะปรับปรุงเสร็จสิ้น

 

Travel Rule คืออะไร และจะถูกนำมาใช้อย่างไร

 

ศ. ดร.พรอนงค์ อธิบายว่า โดยปกติในมาตรฐานสากล Travel Rule เป็นเกณฑ์ที่อยู่ภายใต้กฎหมายฟอกเงิน (AML) ซึ่งในประเทศไทยหน่วยงานหลักที่ดูแลคือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ ก.ล.ต. จึงไม่รอให้กระบวนการแก้กฎหมายหลักของ ปปง. เสร็จสิ้น แต่ได้ทำ ‘ข้อตกลงร่วม’ เพื่อนำเกณฑ์ Travel Rule มาบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ก่อน

 

โดยสาระสำคัญของมาตรการนี้คือ

 

  • การระบุตัวตน ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะต้องสามารถระบุและส่งต่อข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลไปพร้อมกับการทำธุรกรรมได้
  • การตรวจสอบย้อนกลับ เมื่อนำ Travel Rule มาใช้ จะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ทันทีหากมีเหตุอันควรสงสัย ซึ่งต่างจากเดิมที่เป็นช่องว่างในการตรวจสอบ

 

“เราจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 1 ปีนี้ โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะนำ Travel Rule มาใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลก่อน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้หากมีข้อสงสัย และทาง ปปง. จะรับลูกไปดำเนินการในส่วนของกฎหมายต่อไป” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

ไทม์ไลน์เริ่มบังคับใช้ไตรมาส 1 ปีนี้

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันกรอบเวลาที่ชัดเจนว่า ความชัดเจนเรื่องการบังคับใช้ Travel Rule จะเกิดขึ้นภายในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดย ก.ล.ต. จะเป็นผู้นำร่องบังคับใช้กฎเกณฑ์นี้ก่อน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้ทันที จากนั้นทาง ปปง. จะรับช่วงต่อในการดำเนินการปรับปรุงกฎหมายในส่วนของตนเองต่อไป

 

“สำนักงาน ก.ล.ต. ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาทุนเทาได้ หากมีหลักฐานการกระทำผิดที่ชัดเจน เราพร้อมดำเนินการทันที ควบคู่ไปกับการปิดช่องว่าง (Gap) ในอนาคตเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

จัดระเบียบ ‘Finfluencer’ เส้นแบ่งระหว่าง ‘ให้ข้อมูล’ กับ ‘ชี้เป้า’

 

ด้าน จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวในงานแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569-2571 ระบุว่า ก.ล.ต. ได้ประกาศแนวทางการควบคุมดูแล Finfluencer ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการหลอกลวงและการแนะนำที่ผิดกฎหมาย โดยแบ่งเกณฑ์ดังนี้

 

1. การให้ข้อมูลข้อเท็จจริง (Fact) สามารถทำได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต

 

2. การแนะนำหลักทรัพย์เฉพาะเจาะจง หากมีการฟันธงหรือแนะนำให้ซื้อขายหลักทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่ง ผู้ให้ข้อมูลต้องมีใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน (Investment Advisor – IA)

 

3. การชี้ช่องเพื่อรับผลตอบแทน หากมีการแนะนำลูกค้าไปเปิดพอร์ตหรือซื้อขายเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ต้องดำเนินการในลักษณะตัวแทน หรือ Introducing Broker Agent (IBA)

 

มาตรการนี้ออกมาเพื่อสร้างความชัดเจนให้กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และสร้างเกราะป้องกันให้กับนักลงทุนจากการรับคำแนะนำที่ไม่มีคุณภาพหรือเข้าข่ายการหลอกลงทุน

 

ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้ 1

จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. เตรียมเปิดทางเลือกใหม่ในการลงทุนเพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลก ดังนี้

 

  • Carbon Credit สนับสนุนให้เกิดการซื้อขายทั้งในรูปแบบ Tokenized Carbon Credit และตลาดล่วงหน้า (Futures) รวมถึงร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อพิจารณากลไกการซื้อขายในตลาด Spot
  • Crypto ETF อยู่ระหว่างออกเกณฑ์สนับสนุนให้ บลจ. และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลร่วมมือกันออกกองทุน ETF เพื่อให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงเข้าถึงคริปโตฯ ได้ผ่านกลไกที่มีการจัดการดูแลความปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษาเหรียญเอง
  • Crypto Futures เสนอให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินค้าอ้างอิงภายใต้ พ.ร.บ. สัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้มีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ครบวงจร

 

คาด TISA มีความชัดเจนภายในปีนี้

 

ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าวในงานแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569-2571 Thai Individual Saving Account หรือ TISA ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบในหลักเกณฑ์ตรงกันแล้ว โดยอยู่ระหว่างรอให้รัฐบาลใหม่เข้ามาพิจารณาอนุมัติ ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายในปีนี้

 

นอกจากนี้ สำหรับความคืบหน้าของการออก Crypto ETF ปัจจุบันได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. เรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้ก็มีทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แสดงความสนใจในการจัดตั้ง และเข้ามาพูดคุยกับทาง ก.ล.ต. แล้ว

 

ไม่จำกัดเพดาน HFT แต่ยอมรับว่า ‘ไม่สบายใจ’

 

ต่อข้อซักถามถึงความกังวลเรื่องการเติบโตของ High-Frequency Trading (HFT) ในตลาดหุ้นไทยที่ปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 50% และความจำเป็นในการจำกัดการเติบโตไม่ให้สูงถึง 80-90% เหมือนต่างประเทศนั้น

 

ศ. ดร.พรอนงค์ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า ‘ไม่สบายใจ’ ต่อสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากโครงสร้างนักลงทุนของไทยประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก คือ นักลงทุนในประเทศ นักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งต้องบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายบริบทของประเทศไทยว่า เศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ รวมถึงปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน ส่งผลให้เม็ดเงินออมและการลงทุนที่จะไหลเข้าสู่ตลาดทุนอาจได้รับผลกระทบ ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยใช้เทคโนโลยีอย่าง Program Trading หรือ HFT เข้ามาช่วย

 

ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้ 2

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.

 

“เราไม่ได้บอกว่าจะแคป หรือจำกัดเพดานตัวเลข แต่เรากำลังชวนผู้ร่วมตลาดพิจารณาหาจุดที่เหมาะสม แม้ตัวเลข HFT ที่สูงขึ้นจะเป็นเรื่องปกติในต่างประเทศ แต่ในบริบทของไทยเป็นสิ่งที่เราต้องติดตาม” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

ก.ล.ต. ยืนยันว่าการออกมาตรการต่างๆ จะต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูล (Evidence-based) ซึ่งขณะนี้มีการทำวิจัยร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อทบทวนมาตรการว่าจุดไหน ‘ตึงไป’ หรือ ‘หย่อนไป’ โดยปัจจุบันมีเกณฑ์คัดกรองหุ้น (Eligible Securities) สำหรับ HFT และการลงทะเบียนเพื่อระบุตัวตนผู้ใช้งานอยู่แล้ว แต่ในอนาคตคีย์เวิร์ดสำคัญคือการทบทวน เพื่อยกระดับการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน โดยได้มีการหารือทำความเข้าใจกับผู้ประกอบธุรกิจต่างประเทศเพื่อลดความกังวลและสร้างความเข้าใจถึงความจำเป็นในการออกมาตรการของไทยด้วย

 

คุม FinFluencer เน้น Clarity-Empower ไม่ใช่การคุมเข้มแบบเหวี่ยงแห

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการกำกับดูแลกลุ่ม Influencer ด้านการเงิน ซึ่ง ศ. ดร.พรอนงค์ ชี้แจงว่า เป้าหมายไม่ใช่การเข้าไปกำกับดูแลอย่างเข้มงวดจนทำอะไรไม่ได้ แต่หัวใจสำคัญคือการสร้าง ‘ความชัดเจน’ (Clarity) ในบทบาทหน้าที่

 

ก.ล.ต. ต้องการแบ่งแยกให้ชัดเจนระหว่างกลุ่มต่างๆ ได้แก่

 

1. Investment Analyst (IA) นักวิเคราะห์การลงทุน

 

2. Independent Investment Advisor (IBA) ที่ปรึกษาการลงทุนอิสระ

 

3. Influencer ผู้มีอิทธิพลบนสื่อโซเชียล

 

“เราอยากบอก FinFluencer ว่าอะไรทำได้ อะไรไม่ควรทำ คงไม่ใช่ลักษณะการไปกำกับดูแล FinFluencer อย่างเข้มงวด แต่เน้น Empower ให้เขารู้ว่าตรงไหนทำได้” ศ. ดร. พรอนงค์ กล่าว

 

ประเด็นสำคัญคือ หากกิจกรรมใดเข้าข่ายเป็นการ ‘แนะนำการลงทุน’ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องได้รับใบอนุญาต ก็ควรต้องมีมาตรฐานและการกำกับดูแลเช่นเดียวกับผู้แนะนำการลงทุนในระบบ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม และคุ้มครองผู้ลงทุน แต่หากไม่ได้ทำกิจกรรมในลักษณะดังกล่าว Influencer ก็สามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้เริ่มโครงการ Responsible Voices ซึ่งเชิญ Influencer เข้ามาร่วม Workshop เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันว่าขอบเขตไหนคือการให้ข้อมูลทั่วไป และขอบเขตไหนเริ่มเข้าข่ายการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ เพื่อสร้าง Community ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง

 

ส่วนสุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่าการเพิ่มเสน่ห์ตลาดหุ้นไทยนั้น สำนักงาน ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการ ลด ละ เลิก กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความล่าช้า โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงกระบวนการ IPO ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น ผ่านการลดกระบวนการใช้ดุลพินิจและปรับกฎเกณฑ์ให้กระชับเวลา

 

ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ ทุนเทา ’ รุกตรวจสอบ โครงสร้างผู้ถือหุ้น - นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบ เส้นทางเงิน คริปโต คาดเห็นความชัดเจน ใน Q1 / 69 นี้ 3

สุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

 

ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้ความเชื่อมั่นหายไป พร้อมมีการเจรจากับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในการมุ่งเป้าธุรกิจที่ดีเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ รวมถึงเจรจากับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อผลักดันให้มีบริษัทในต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดทุนไทย

 

ยกเครื่องกระบวนการตรวจสอบเพิ่มทีมสอบสวนเป็น 14 คน

 

ด้านธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต. สำหรับปีนี้คาดว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายจะรวดเร็วมากขึ้น เนื่องจาก ก.ล.ต. มีทรัพยากรหรือเจ้าหน้าที่ด้านการสอบสวนที่เพิ่มขึ้นเป็น 14 คน จากเดิมที่มีอยู่ 4 คน และมีการปรับโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น

 

สำหรับสถิติในช่วงปี 2566-2569 ที่ผ่านมา พบว่าการบังคับใช้กฎหมายมีระยะเวลาที่ลดลงต่อเนื่อง โดยเริ่มจากปี 66 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 7.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.3 ปี, ปี 2567 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 2.1 ปี, ปี 2568 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 4.8 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.6 ปี และ 1 ม.ค. 2569 มีระยะเวลาดำเนินการนานสุด 3.9 ปี และอายุเฉลี่ยแต่ละกรณีประมาณ 1.3 ปี

 

 

ภาพ: สถิติการบังคับใช้กฎหมายของ สำนักงาน ก.ล.ต. ปี 2566-2568

สถิติการบังคับใช้กฎหมายของ สำนักงาน ก.ล.ต. ปี 2566-2568

 

ธวัชชัยกล่าวต่อถึงทิศทางการดำเนินงานเพื่อยกระดับการตรวจสอบการกระทำความผิดในตลาดทุน โดยยอมรับว่าที่ผ่านมา ก.ล.ต. เผชิญกับความคาดหวังเรื่องความรวดเร็วในการดำเนินคดี ซึ่งปัจจุบันทางสำนักงานฯ ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างและเพิ่มทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาคอขวดดังกล่าว โดยเน้นไปที่ 2 ประเด็นหลัก คือ การบริหารจัดการกำลังคน และ การแก้ไขกฎหมาย

 

ผนึกกำลัง ‘นักกฎหมาย-ผู้เชี่ยวชาญตลาดทุน’ เพิ่มทีมสอบสวนเป็น 14 คน

 

ธวัชชัยระบุว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญที่ทำให้ ก.ล.ต. เริ่มจัดการคดีได้รวดเร็วขึ้นในช่วงหลัง เกิดจากการได้รับจัดสรรทรัพยากรบุคคลเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของทีมสอบสวน จากเดิมที่มีเจ้าหน้าที่เพียง 4 คน ปัจจุบันได้ทยอยรับเพิ่มขึ้นเป็น 14 คน

 

กลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มคนครั้งนี้ คือการดึงตัวบุคลากรที่มีประสบการณ์เป็นพนักงานสอบสวนเข้ามาร่วมทีม เพื่อนำมาผสมผสานการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เดิมที่มีจุดแข็งเรื่องความเข้าใจในระบบตลาดทุน

 

“คนของ ก.ล.ต. มีจุดแข็งเรื่องการตรวจสอบเคสในตลาดทุน ส่วนคนที่รับเข้ามาใหม่มีประสบการณ์ด้านการสอบสวน เมื่อนำ 2 ส่วนนี้มาผสมผสานกัน จะช่วยปิดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้กันและกัน” ธวัชชัยกล่าว

 

พร้อมย้ำว่าแม้กฎหมายเพิ่มอำนาจสอบสวนให้กับ ก.ล.ต. จะยังไม่ออกมา แต่โครงสร้างทีมใหม่นี้ก็เป็นประโยชน์ทันที เพราะช่วยสนับสนุนการทำงานให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เกาะติดการแก้กฎหมาย ดัน ก.ล.ต. เป็น ‘พนักงานสอบสวนร่วม’

 

ในประเด็นเรื่องข้อกฎหมาย รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ชี้แจงถึงความคืบหน้าในการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้พนักงาน ก.ล.ต. มีอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนร่วม ซึ่งจะช่วยลดรอยต่อในการส่งต่อคดีไปยังหน่วยงานอื่นและทำให้กระบวนการกระชับขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สถานะปัจจุบันของร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ผ่านการพิจารณาออกมาบังคับใช้ โดยประเด็นที่ต้องจับตาต่อไปคือรูปแบบของกฎหมายว่าจะออกมาในลักษณะใด ระหว่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ซึ่งเน้นความเร่งด่วน หรือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ

 

ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

ธวัชชัย พิทยโสภณ รองเลขาธิการ ก.ล.ต.

 

“เดิมที ก.ล.ต. ผลักดันในรูปแบบ พ.ร.ก. เพราะมองว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่น แต่สุดท้ายจะออกมาในรูปแบบใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เตรียมร่างกฎหมายไว้พร้อมแล้ว” ธวัชชัยระบุ

 

ธวัชชัยย้ำว่า การขอแก้ไขกฎหมายนี้ไม่ได้ทำเพราะหน่วยงานต้องการมีอำนาจล้นฟ้า แต่ทำเพื่อให้การทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะดีขึ้น หากกฎหมายผ่านสภาฯ นั่นแปลว่าสังคมเล็งเห็นว่า ก.ล.ต. ควรได้รับเครื่องมือนี้เพื่อความยุติธรรม

 

เป้าหมาย ลดระยะเวลาคดีค้างท่อ แต่ไม่ทิ้ง ‘ความถูกต้อง’

 

จากการปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าว ก.ล.ต. เริ่มเห็นสัญญาณบวก โดยเคสที่ค้างท่อนานที่สุดในขณะนี้มีอายุประมาณ 3.9 ปี และคาดว่าแนวโน้มอายุความของคดีจะลดลงเรื่อยๆ หากรักษาความเร็วในการทำงานระดับนี้ไว้ได้

 

อย่างไรก็ตาม รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ทิ้งท้ายว่า แม้ความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ แต่กระบวนการที่ถูกต้อง สำคัญที่สุด ก.ล.ต. จะไม่เร่งปิดคดีเพียงเพื่อทำตัวเลข หากพบพยานหลักฐานใหม่ที่ขยายผลไปยังผู้กระทำผิดรายอื่นได้ ก็จำเป็นต้องเดินหน้าตรวจสอบต่อให้ครบถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อส่งเรื่องออกไปแล้วจะมีน้ำหนักเพียงพอและเป็นธรรมที่สุด

 

เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 69 – 71

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ประกาศแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” มุ่งเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้

 

สำหรับในปี 2569 นี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งมั่นสานต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้

 

1. ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence)

 

2. ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology) มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมระบบนิเวศ (ecosystem) ให้พร้อมรองรับการพัฒนา Tokenization และสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (crypto as an asset class) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนของผู้ลงทุนในวงกว้าง เช่น การจัดทำหลักเกณฑ์รองรับ crypto ETF และศึกษาการออก crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์

 

3. ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) โดยส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีความโดดเด่นในภูมิภาคด้าน ESG และนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เช่น การเปิดเผยข้อมูลและการลงทุนอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน International Sustainability Standards Board (ISSB) พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่รองรับ green finance และ transition finance รวมทั้งการซื้อขาย carbon credit ในตลาดทุน

 

4. ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) โดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี ส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่าน “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” เพิ่มประสิทธิภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ยกระดับการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ และป้องกันการหลอกลงทุน โดยยกระดับไปสู่การเป็น “preventive anti-scam for all” ต่อเนื่องจากปี 2568 เพื่อลดความสูญเสีย เพิ่มการรู้เท่าทัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

 

5. เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ก.ล.ต. (Organization Transformation) เช่น ยกระดับการกำกับดูแลด้วยการใช้ Supervisory Technology (SupTech) และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง

The post ก.ล.ต. ประกาศสงครามกับ ‘ทุนเทา’ รุกตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น-นอมินี จ่อบังคับใช้ Travel Rule ตรวจสอบเส้นทางเงินคริปโต คาดเห็นความชัดเจนใน Q1/69 นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออกหุ้นกู้อีกต่อไป https://thestandard.co/sec-bond-sale-rules-ban-risk/ Fri, 28 Nov 2025 09:28:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1149143 ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป

ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการปรับเกณฑ์การออกและเสนอ ‘หุ้นกู้’ ม […]

The post ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออกหุ้นกู้อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป

ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการปรับเกณฑ์การออกและเสนอ ‘หุ้นกู้’ มีเป้าหมายหลักคือการสร้างความชัดเจนและโปร่งใสในการใช้เงินที่ระดมทุนได้จากหุ้นกู้ โดยกำหนดมาตรการลงโทษ หากฝ่าฝืน อาจถูกลงโทษ สั่งแบนหรือสั่งไม่ให้ออกหุ้นกู้ในอนาคต

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการกำกับหุ้นกู้ เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุน โดยเลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยมีขนาดใหญ่และมีความแข็งแกร่ง แต่สิ่งที่ ก.ล.ต. ไม่ต้องการเห็นคือ การใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ (Use of Proceed)

 

ทั้งนี้เพื่อแก้ไขประเด็นดังกล่าว ก.ล.ต. เตรียมปรับปรุงเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างความชัดเจนและโปร่งใสในการใช้เงินที่ระดมทุนได้จากหุ้นกู้ โดยมีประเด็น ดังนี้

 

  • ความชัดเจนในการใช้เงิน แม้ปัจจุบันผู้ออกหุ้นกู้จะต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้เงินอยู่แล้ว แต่เกณฑ์ใหม่จะกำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
  • การจัดการเมื่อเปลี่ยนแผน หากผู้ออกต้องการเปลี่ยนวัตถุประสงค์การใช้เงินเนื่องจากความไม่แน่นอนทางธุรกิจ จะต้องกลับไป ขออนุมัติหรือขอสัตยาบัน หรือการรับรองย้อนหลัง จากผู้ถือหุ้นกู้ภายใต้ข้อกำหนดสิทธิ์
  • มาตรการลงโทษ หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนด จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืน และอาจถูกลงโทษทางวินัย (Discipline) เช่น การถูกแบนหรือสั่งไม่ให้ออกหุ้นกู้ในอนาคต

 

สำหรับเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินนี้ได้ผ่านการพิจารณาของบอร์ดแล้ว และคาดว่าอาจจะเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ภายในเดือนหน้า โดยการบังคับใช้อย่างเป็นทางการอาจอยู่ช่วง ปลายไตรมาส 1 ปีหน้า

 

“ก.ล.ต. ยังเตรียมจัดตั้ง Task Force ชุดที่ 2 หลังปีใหม่ เพื่อมุ่งเน้นการยกระดับตลาดตราสารหนี้โดยเฉพาะ รวมถึงการส่งเสริมความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เช่น การจัดทำเกณฑ์ Transition Finance หรือ Transition Bond) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือทางการเงินสำหรับบริษัทที่ต้องการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน และเชื่อว่าจะมาช่วยตอบโจทย์การลงทุนในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงและต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก” ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์กล่าว

 

เร่งรัดกระบวนการ IPO ดัน ‘More Disclosure Less Merit’

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. กำลังดำเนินการเพื่อปรับปรุงเกณฑ์การระดมทุนเกี่ยวกับการออกและการออกและเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชน (IPO) ให้รวดเร็วขึ้น (Streamline) และลดภาระแก่บริษัท โดยเฉพาะการปรับลดบทบาทการกำกับในรูปแบบ Merit-based ในบางประเด็นที่มีกลไกออื่นมาทดแทน เช่นประเด็นการจัดโครงสร้างภายในของบริษัทซึ่งคาดว่าจะเกณฑ์เกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่เสร็จออกมาได้ภายในปี 2569

 

แนวคิดหลัก คือ ‘More Disclosure, Less Merit’ ภายใต้การคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสม โดยมีหลักคิด ดังนี้

 

  • ลดภาระโครงสร้างที่ซับซ้อน จะลดการตรวจสอบเชิงลึกในเรื่องโครงสร้างบริษัทที่ซับซ้อน เช่น การจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (COI) ระหว่างบริษัทลูกและบริษัทแม่ โดยจะให้ความสำคัญกับการ เปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ที่ชัดเจนแทน
  • การโอนถ่ายความรับผิดชอบ การปรับเกณฑ์นี้จะทำให้ระยะเวลาในการพิจารณาโครงสร้างสั้นลง และเป็นการ เพิ่มอำนาจ และความรับผิดชอบไปยังบอร์ดบริษัทและผู้ทำหน้าที่ Gatekeeper เช่น FA และผู้สอบบัญชี (Auditor) มากขึ้น

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. มุ่งเน้นการสนับสนุนการระดมทุนของบริษัทในกลุ่มเศรษฐกิจเป้าหมาย (Target Growth Economy) เช่น EV หรือพลังงานสะอาด และกำลังพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำเกณ์ IPO เพื่อรองรับกลุ่มธุรกิจที่เป็นTarget Growth Economy ของ BOI ซึ่งเป็นแนวคิด One-Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI สามารถเข้าถึงตลาดทุนได้ง่ายขึ้น

 

ทั้งนี้คาดว่า Direction ของการปรับเกณฑ์ IPO สำหรับ BOI จะเริ่มเห็นชัดเจนภายในไตรมาส 1 ปีหน้า ส่วนการบังคับใช้เกณฑ์จริง คาดว่าจะเสร็จออกมาภายในปีหน้า

 

สำหรับบริษัทขนาดเล็กและ Startups ที่มีคุณภาพ ก.ล.ต. ยังคงส่งเสริมการระดมทุนผ่าน Crowdfunding Portal และการปรับปรุงแพลตฟอร์มอื่น ๆ เช่น LiveX

 

ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป 1

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

 

สร้างความเชื่อมั่น บังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็ว-การยกระดับ CG

 

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจกับสถานการณ์ที่เกิดกรณีการกระทำผิดในตลาดทุน แต่เน้นย้ำว่า ความเชื่อมั่น (Trust and Confidence) สร้างได้ยากมาก และยืนยันว่า ก.ล.ต. ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับผู้กระทำผิด

 

สำหรับในกรณีที่มีการกระทำผิด เช่น กรณี บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป JKN ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ใช้มาตรการทางกฎหมายทั้ง ทางแพ่ง และ ทางอาญา

 

โดยมาตรการทางแพ่ง มีระยะเวลาดำเนินการที่สั้นกว่า และส่วนใหญ่มุ่งไปที่การปรับและมาตรการแซงก์ชัน เช่น การจำกัดการเป็นกรรมการ

 

ในส่วนการลงโทษทางอาญากรณีทุจริต ก.ล.ต. จะทำการกล่าวโทษ จากนั้นจะเป็นกระบวนการของตำรวจ อัยการ และศาล ตามลำดับ

 

ผลักดัน TISA คาดเห็นรูปธรรมใน 2 เดือน

 

ประเด็นสำคัญที่ ก.ล.ต. กำลังผลักดันอย่างหนักคือ บัญชีออมทรัพย์เพื่อการลงทุนระยะยาว หรือ Thai Individual Saving Account (TISA) ซึ่งอยู่ในแผนของสำนักงานมาแล้ว 2 ปี และเพิ่งถูกนำมาอยู่ใน Task Force ร่วมกับภาคเอกชนเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา

 

โดยความคืบหน้าขณะนี้ ก.ล.ต. ได้หารือและมีความสอดคล้องกับกระทรวงการคลังแล้ว โดยคาดหวังว่าจะได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentive) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับโครงการลงทุนระยะยาวในประเทศไทย

 

เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว (Q เลขาธิการ ก.ล.ต. จึงเชื่อว่า ภายใน 2 เดือนข้างหน้า จะได้เห็นความชัดเจนในกรอบของ TISA อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทั้งหมดขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลัง

 

โดยวัตถุประสงค์ของISA มีเป้าหมายเพื่อสร้างการออมระยะยาว และส่งเสริมความอยู่ดีมีสุขของคนไทย (Wellness of people)

 

ตลท.จับ ก.ล.ต. เน้นการ ‘Disclosure-Based’ ลดเวลาทำ IPO

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงทิศทางการทำงานล่าสุดว่า ตลท. ได้รับฟีดแบคและเห็นความเคลื่อนไหวในตลาดโลก ซึ่งส่งผลให้เกิดความต้องการให้กระบวนการ IPO เร็วขึ้น โดย ตลท. ทราบดีว่าตลาดในภูมิภาคหลายแห่งมีการ เข้ามาเชิญชวนและชักชวนบริษัทในประเทศไทย ให้ไปจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่ ตลท. ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดคือ ความเร็วของขั้นตอน และ ความยากง่าย ในการเข้าสู่ตลาด

 

อัสสเดช ยกกรณีศึกษาของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมะพร้าว ซึ่งตัดสินใจไปจดทะเบียนในฮ่องกง โดยระบุว่า บริษัทดังกล่าวมีรายได้หลักกว่า 90% มาจากประเทศจีน ซึ่งการไปจดทะเบียนในฮ่องกงอาจสมเหตุสมผล

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ตลท. ต้องเรียนรู้และสังเกตจากกรณีดังกล่าวคือ ความเร็วในขั้นตอนการเข้าตลาด ของเคสนี้ ซึ่ง ตลท. ต้องนำมาวิเคราะห์ว่ามีส่วนใดที่สามารถปรับปรุงได้ เพื่อ ไม่ให้เสียโอกาสของตลาดไทย ขณะนี้ทีมงานกำลังพูดคุยกับหลายบริษัทที่อาจมีความคิดอยากจะออกไปจดทะเบียนนอกประเทศ

 

เป้าหมายลดระยะเวลาขั้นตอน IPO โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง

 

อัสสเดชยืนยันว่า เป้าหมายที่ชัดเจนที่สุดคือ ลดระยะเวลา ในกระบวนการ IPO แต่สิ่งนี้ต้องมาพร้อมกับการควบคุมไม่ให้ มีความเสี่ยงต่อผู้ลงทุนมากขึ้น ซึ่งเป็นสองเป้าหมายที่ต้องสร้างสมดุล

 

ตลท. ให้ความสำคัญกับการมีบริษัทที่มี คุณภาพ เข้ามาจดทะเบียน และไม่ต้องการให้บริษัทที่คุณภาพไม่ดีเข้ามาเป็น ภัยต่อนักลงทุน การกำหนดเป้าหมายเวลาที่แน่นอนในตอนนี้จึงเป็นเรื่องที่ พูดได้ยาก เพราะกระบวนการที่เหมาะสมต้องขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละธุรกิจ

 

หากเป็นธุรกิจที่ซับซ้อน จริงๆ ก็จำเป็นต้องใช้เวลาที่เหมาะสม เพื่อให้แน่ใจว่านักลงทุนมี ข้อูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ ในทางกลับกัน หากเป็นธุรกิจที่มีการเปิดเผยข้อมูลดี และที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ทำงานถูกต้อง กระบวนการก็จะง่ายขึ้น
การปรับสู่ ‘Disclosure-Based’ และบทบาทของตัวกลาง

 

ตลท. กำลังทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อปรับแนวทางการกำกับดูแลไปสู่รูปแบบที่ เรียกว่า Disclosure-Based มากขึ้น ซึ่งเป็นการพัฒนาตามปกติของตลาดทั่วโลก

 

หัวใจสำคัญของการปรับเปลี่ยนครั้งนี้คือการ ให้ความรับผิดชอบอยู่กับตัวกลาง มากขึ้น ทั้งในส่วนของปรึกษาทางการเงิน (FA), นักกฎหมาย, และผู้สอบบัญชี (Auditor) มีหน้าที่รวบรวมและสื่อสาร ข้อมูลที่เพียงพอ ให้แก่นักลงทุน

 

อย่างไรก็ดีประเด็นที่ ตลท. ไม่ต้องการให้เกิดขึ้นคือ การมีข้อมูลที่ผู้ประกอบการทราบแต่ไม่เปิดเผย

 

ส่วนการที่สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องดำเนินการเองทุกอย่าง อาจถูกมองว่าเป็นการ ทำซ้ำซ้อน แต่หากตัวกลางทำงานไม่เหมาะสม ก็จะเกิดอันตรายได้
นอกจากนี้ ตลท. ยังกำลังพิจารณาการดึง เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ในขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้สามารถหาความสมดุลระหว่างความเร็วและความเสี่ยงได้

 

ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป 2

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

 

พิจารณาแก้เกณฑ์เฉพาะกลุ่ม BOI-Market Cap

 

ในส่วนของเกณฑ์การจดทะเบียน ตลท. กำลังดูความเป็นไปได้ในการ แก้ไขเกณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มที่มาลงทุนผ่าน BOI (Board of Investment)
อัสสเดชอธิบายว่า บริษัทที่มาลงทุนผ่าน BOI มักจะเข้ามาสร้างโรงงานหรือกำลังการผลิต ซึ่งอาจไม่ได้มีกำไรทันที แต่เกณฑ์ปัจจุบันกำหนดให้บริษัทต้องมี กำไรอย่างน้อย 3 ปี ก่อนจดทะเบียน ดังนั้น หากบริษัทเหล่านี้มีธุรกิจแม่ที่แข็งแกร่ง ตลท. กำลังดูว่าจะสามารถ เปลี่ยนแปลงเกณฑ์ เพื่อให้พวกเขาเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น โดยที่ยังไม่ต้องมีกำไรตามเกณฑ์ปัจจุบันได้หรือไม่

 

นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนเกณฑ์ Market Cap ที่เดิมเน้นไปที่กลุ่ม Infrastructure และ Target Industry ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ประกาศใช้มาแล้ว 3 ปี แต่ ยังไม่เคยมีใครใช้เลย ตลท. ต้องกลับไปดูว่า เกณฑ์นี้ไม่ถูกใช้เพราะตลาดไม่มีธุรกิจที่เข้าเกณฑ์ หรือเพราะเกณฑ์ที่กำหนดไว้ยังไม่เหมาะสมหรือไม่ถูกจุด
การปรับปรุงเกณฑ์ทั้งหมดต้องผ่านการพูดคุยและวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อให้ สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ที่จะเข้ามาจดทะเบียนด้วย

 

ก.ล.ต-ตลท. จับมือ OECD ประชุม OECD-Asia Roundtable on Corporate Governance 2025

 

ทั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้ร่วมกันจัดงานประชุม OECD-Asia Roundtable on Corporate Governance 2025 ซึ่งเป็นเวทีระดับภูมิภาคระหว่างประเทศในเอเชียและ OECD เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายด้านบรรษัทภิบาล การระดมทุนและความยั่งยืนของภาคธุรกิจ

 

โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จาก 23 ประเทศ ประกอบไปด้วย ผู้บริหารระดับสูงและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีในการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืนขององค์กร

 

ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘ หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออก หุ้นกู้อีกต่อไป 3

บรรยากาศงาน “OECD-Asia Roundtable on Corporate Governance 2025”

 

ทั้งนี้ ภายในงานมีการเปิดตัว รายงานการศึกษาทบทวนตลาดทุนไทย (OECD Capital Market Review of Thailand 2025) บทวิเคราะห์เชิงลึกซึ่งมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการเสริมสร้างระบบนิเวศตลาดทุนไทยในแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะสำคัญโดยสังเขป ได้แก่

 

1. ยกระดับด้านบรรษัทภิบาลและความโปร่งใส (Enhancing Corporate Governance and Transparency) ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนร่วมในตลาดทุนมีบทบาทความรับผิดชอบมากขึ้น ปรับปรุงคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG Code) และแนวปฏิบัติที่ดีในการเปิดเผยข้อมูล และเสริมสร้างความเป็นอิสระของคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งพัฒนาการกำกับดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวโยงกันและการคุ้มครองผู้ถือหุ้นรายย่อย

 

2. ส่งเสริมการเข้าถึงและสภาพคล่องในตลาดทุน (Boosting Stock Market Access and Liquidity) เสนอให้มีการปรับขั้นตอนการอนุมัติ IPO ให้กระชับขึ้น อำนวยความสะดวกในการเสนอขายหุ้นในตลาดรอง (secondary offerings) และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)
ผ่านตลาดหลักทรัพย์ mai และ LiVEx รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัยตลาดทุน

 

3. สนับสนุนการระดมทุนระยะยาวอย่างยั่งยืน (Long-Term and Sustainable Financing) ส่งเสริมการระดมทุนด้วยตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งรวมถึงตราสารเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน พร้อมทั้งปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณาคุณสมบัติผู้ลงทุนเพื่อเพิ่มความคุ้มครองผู้ลงทุน และสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

 

4. ยกระดับการระดมทุนของภาคเอกชน (Mobilizing Private Capital Markets) ส่งเสริมการลงทุนผ่านธุรกิจจัดการร่วมลงทุน (venture capital) และกิจการเงินร่วมลงทุน (private equity: PE) ปรับปรุงโครงสร้างกองทุนและการเสนอขายหลักทรัพย์แก่กรรมการหรือพนักงานบริษัทจดทะเบียน (ESOP) ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสนับสนุนธุรกิจใหม่

 

5. การขยายฐานนักลงทุนและเสริมสร้างเงินออมภาคครัวเรือน (Deepening the Investor Base and Strengthening Household Savings) OECD เสนอแนะให้มีการออกแบบโครงการออมเงินโดยขยายความคุ้มครองของเงินบำนาญ เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ลงทุนสถาบันในตลาดทุน และส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการเงินแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

The post ก.ล.ต. เร่งเครื่องปรับเกณฑ์คุมเข้มขาย ‘หุ้นกู้’ ยกระดับคุมวัตถุประสงค์ใช้เงิน หากฝ่าฝืนทำผิดเสี่ยงโดนสั่งห้ามออกหุ้นกู้อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขา ก.ล.ต. เผยกฎหมายควบคุมและลงโทษสำนักสอบบัญชีใกล้ผ่าน จากเดิมที่กำกับเฉพาะผู้สอบบัญชี https://thestandard.co/sec-new-audit-firm-oversight/ Wed, 27 Aug 2025 07:26:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1111988

เลขาธิการ ก.ล.ต. เผยกฎหมายเพิ่มอำนาจกำกับดูและลงโทษสำนั […]

The post เลขา ก.ล.ต. เผยกฎหมายควบคุมและลงโทษสำนักสอบบัญชีใกล้ผ่าน จากเดิมที่กำกับเฉพาะผู้สอบบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เลขาธิการ ก.ล.ต. เผยกฎหมายเพิ่มอำนาจกำกับดูและลงโทษสำนักสอบบัญชีโดยตรง ใกล้ผ่านเป็นกฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์

 

ภายในงาน Thailand Focus 2025 ภายใต้ธีม Beyond the Challenges ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า การแก้ไข พ.ร.บ. หลักทรัพย์ ซึ่งประกอบด้วยกฎหมาย 4 ฉบับ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อดำเนินการขั้นสุดท้าย ก่อนจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อผ่านเป็นกฎหมาย

 

ส่วนหนึ่งของการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การให้อำนาจและกำกับดูแลสำนักสอบบัญชี จากปัจจุบัน ก.ล.ต. สามารถกำกับดูแลได้เฉพาะผู้สอบบัญชีที่เป็นรายบุคคลเท่านั้น แต่การแก้ไขที่เสนอนี้จะทำให้ ก.ล.ต. สามารถกำหนดให้สำนักสอบบัญชีต้องมาขออนุญาต และอนุญาตให้มีการกำกับดูแลและลงโทษสำนักสอบบัญชีได้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดการกำกับดูแลที่เข้มข้นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

 

“ปัจจุบันผู้ที่มาขออนุญาตคือผู้สอบบัญชี เพียงแต่กำหนดว่าผู้สอบบัญชีที่จะขออนุญาตได้ต้องมาจากสำนักสอบบัญชีที่มีระบบงานตามที่ ก.ล.ต. กำหนด” ดร.พรอนงค์กล่าว

 

แนวคิดในการกำกับดูแลสำนักสอบบัญชีนี้มีที่มาจากคดีความและปัญหาในตลาดทุนที่เกิดขึ้น และมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลที่ดีขึ้นในตลาดทุน ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิบัติในศูนย์กลางทางการเงินชั้นนำของโลก กฎระเบียบนี้จะใช้กับสำนักสอบบัญชีที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนโดยเฉพาะ

 

ปลดล็อกโบรกเกอร์ปล่อยมาร์จิ้นซื้อขายหุ้น IPO ที่ระดมทุนเกิน 10,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมเงิน (margin loan) เพื่อซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์และการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งครอบคลุมการปรับหลักเกณฑ์ margin loan สำหรับหุ้น IPO

 

ดร.พรอนงค์กล่าวว่า นโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความผันผวนและการเก็งกำไรที่มากเกินไปในหุ้น IPO เนื่องจากราคาหุ้นมักไม่เสถียรเนื่องจากไม่มีประวัติการซื้อขายมาก่อน

 

“การให้มาร์จิ้นสำหรับ IPO ถือเป็นการเพิ่มอำนาจซื้อแก่นักลงทุนที่อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอ”

 

เป้าหมายคือการทำให้ราคา IPO มีเสถียรภาพก่อนที่จะสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันสำหรับการซื้อขายด้วยมาร์จิ้นได้อย่างแพร่หลาย โดยปกติ หุ้น IPO ที่ใช้เป็นหลักประกันสำหรับการให้สินเชื่อด้วยมาร์จิ้นจะถูกกำหนดให้มี haircut 100% หมายความว่าไม่สามารถกู้ยืมเงินได้เลย

 

อย่างไรก็ตาม หุ้น IPO ขนาดใหญ่ เช่น มูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านบาท อาจได้รับการยกเว้น สามารถใช้เป็นหลักประกันได้ แต่ต้องมีการจำกัดการรับความเสี่ยง (limit exposure) และระดับ haircut ที่เฉพาะเจาะจง รายละเอียดเฉพาะเจาะจงนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ

 

ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์จะต้องมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง สำหรับการให้มาร์จิ้น โดยเน้นการบริหารจัดการการกระจุกตัวและการกระจายความเสี่ยง โดยไม่ต้องกำหนดขีดจำกัดที่ตายตัว เน้นย้ำคือการป้องกันไม่ให้โบรกเกอร์หรือลูกค้าเกิดหนี้สินที่มากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การบังคับขายและภาวะตลาดที่ไม่เสถียร

 

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในตลาดรายวันโดยทำให้การให้สินเชื่อด้วยมาร์จิ้นไม่สะดวกเท่าเดิม แต่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนเพื่อเสถียรภาพของตลาดในระยะยาว

The post เลขา ก.ล.ต. เผยกฎหมายควบคุมและลงโทษสำนักสอบบัญชีใกล้ผ่าน จากเดิมที่กำกับเฉพาะผู้สอบบัญชี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. พรรคประชาชน ยื่นหนังสือ ก.ล.ต. ขอให้ตรวจสอบ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ข้อมูลเท็จ ชง สปส. ให้ซื้อ – ผู้ประเมินให้ราคา ตึก SKYY9 สูงเกินจริง ด้านเลขา ก.ล.ต. ยืนยัน มีการตรวจสอบเคสนี้มาตั้งแต่ต้น คาดมีผลสรุปในเร็วๆ นี้ https://thestandard.co/wealth-in-depth-people-party-mfc/ Thu, 07 Aug 2025 12:27:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1104991

วันนี้ (7 ส.ค.) เวลา 9.00 น. รักชนก ศรีนอก สส. กทม. พรร […]

The post สส. พรรคประชาชน ยื่นหนังสือ ก.ล.ต. ขอให้ตรวจสอบ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ข้อมูลเท็จ ชง สปส. ให้ซื้อ – ผู้ประเมินให้ราคา ตึก SKYY9 สูงเกินจริง ด้านเลขา ก.ล.ต. ยืนยัน มีการตรวจสอบเคสนี้มาตั้งแต่ต้น คาดมีผลสรุปในเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 ส.ค.) เวลา 9.00 น. รักชนก ศรีนอก สส. กทม. พรรคประชาชน พร้อมด้วย สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน ได้ยื่นหนังสือ ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบบริษัทผู้ประเมินราคาตึก SKYY9 กรณีที่ประเมินราคาไม่มีธรรมาภิบาล

 

โดยเป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ในช่วงที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 มูลค่า 3,000 ล้านบาท ในราคา 7,000 ล้านบาท โดยมี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

 

สำหรับคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้จัดทำรายงานผลตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้ออาคาร SKYY9 เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีข้อสรุปผลการศึกษาและวิเคราะห์ราคาอาคาร SKYY9 เห็นว่า มูลค่าตลาดของอาคาร SKYY9 ในขณะที่ซื้อขายควรมีค่าในช่วงประมาณ 3,428-3,863 ล้านบาท

 

ต่อมาปลัดกระทรวงมหาดไทยทำหนังสือด่วนที่สุดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม เพื่อรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เรียน รองนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในขณะนั้น ให้รับทราบ

 

จากนั้นอนุทินเขียนคำสั่งด้วยลายมือแจ้งให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อทราบและให้ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการต่อรองนายกรัฐมนตรี (อนุทิน) ทุกขั้นตอน และให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด โดยคำนึงถึงและรักษาประโยชน์ของราชการเป็นสำคัญ

 

ต่อมา อลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา นำเอกสารแถลงถึงข้อสังเกตต่อรายงานผลการศึกษาและวิเคราะห์ราคาอาคารสำนักงาน SKYY9 ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ลงทุนซื้อในราคา 7,000 ล้านบาท

 

โดยรัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสำนักงานประกันสังคม ที่ลงทุนซื้ออาคารฯ โดยเป็นอาคารสูง 36 ชั้น พื้นที่ 93,000 ตารางเมตร พื้นที่อาคารให้เช่า 39,000 ตารางเมตร พื้นที่ร้านค้าปลีกให้เช่า 9,400 ตารางเมตร และส่วนกลาง 46,600 ตารางเมตร โดยบริษัท เอ็ดมันด์ ไท แอนด์ คัมพานี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซีพีเอ็ม แคปปิทัล จำกัด เป็นผู้ประเมินราคาอาคารฯ

 

แต่เมื่อคณะกรรมการฯ ไปขอข้อมูลจากทั้งสองบริษัท กลับไม่ส่งให้ และไม่ยอมให้เข้าไปตรวจสอบภายในอาคารฯ ทำให้ต้องศึกษาในเชิงปัจจัยสภาพแวดล้อมและข้อมูลข้างเคียงทั้งหมดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งราคาประเมินของ 2 บริษัท สูงกว่าตลาด โดยไม่ใช้เกณฑ์การประเมินเหมือนกรมที่ดิน คือ นำข้อมูลที่ดินข้างเคียงมาใช้ประกอบ คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่าราคาอาคารฯ ที่แท้จริงอยู่ที่ 3,428-3,863 ล้านบาท

 

ล่าสุดวันนี้ (7 ส.ค.) สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุ การยื่นหนังสือในครั้งต่อสำนัก ก.ล.ต. นี้มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประเด็น คือ

 

1. ขอตรวจสอบ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) ในฐานะ Trust Manager ของกองทุนที่เข้าซื้อตึก Skyy9 สส. สหัสวัตตั้งข้อสังเกตว่า MFC มีบทบาทสำคัญตั้งแต่ต้น ทั้งเป็นผู้เสนอขายตึก Skyy9 ให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) หาผู้ประเมินราคาทรัพย์สิน และยังเป็นผู้บริหารกองทุนเอง

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าข้อมูลที่ใช้ในการนำเสนอต่อ สปส. ระบุว่าตึกมีใบรับรองอาคารสีเขียว (TREES) ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าของตึก แต่ต่อมาในชั้นกรรมาธิการตรวจสอบกลับพบว่าใบรับรองดังกล่าว ‘ไม่มีอยู่จริง’ ซึ่งถือเป็นการนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จ

 

2. ขอตรวจสอบบริษัทประเมินราคา 3 แห่ง สส. สหัสวัตชี้ว่า บริษัทเหล่านี้ประเมินราคาสูงเกินจริง โดยอ้างอิงข้อมูลจากสมาคมผู้ประเมินราคา ซึ่งตนและ สส. รักชนก ต้องการให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบกระบวนการทำงานของผู้ประเมินทั้ง 3 บริษัทนี้อย่างละเอียด

 

สส. สหัสวัต ยังกล่าวถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการยื่นเรื่องครั้งนี้ว่า หากมีการตรวจสอบแล้วผลการสอบออกมาแล้วพบว่ามีการเข้าซื้อตึกในมูลค่าที่สูงเกินจริง บริษัทเหล่านี้ต้องมีส่วนรับผิดชอบ และหากมีความผิดถึงขั้นต้องเพิกถอนใบอนุญาต ก็ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์

 

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลกองทุน เข้ามาพิจารณาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต พร้อมระบุว่าจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญพบว่า ก.ล.ต. แทบไม่เคยเพิกถอนใบอนุญาตหรือตรวจสอบบริษัทลงทุนอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาและดำเนินการต่อไปอย่างจริงจัง

 

สหัสวัต คุ้มคง

ภาพ: สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี พรรคประชาชน

 

“หากผลการสอบออกมาแล้วพบว่ามีการเข้าซื้อตึกในมูลค่าสูงเกินจริง ผมก็คิดว่าบริษัทเหล่านี้ต้องมีส่วนรับผิดชอบ โดยคาดหวังให้ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการกำกับดูแล ทั้งฝั่ง บลจ. รวมทั้งผู้ประเมินราคา ต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง ถ้าการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดจริง สำนักงาน ก.ล.ต. ก็ควรมีบทลงโทษต้องเพิกถอนใบอนุญาตด้วยเพื่อเป็นตัวอย่างและป้องปรามไม่มีการทำผิดอีกในอนาคต”

 

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำถึงบทบาทของ ก.ล.ต. ในฐานะผู้กำกับดูแลว่าควรเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการลงทุนของภาครัฐให้เข้มข้นยิ่งขึ้น และควรพิจารณามาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาดหากพบความผิด เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการกำกับดูแลตลาดทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของเงินทุนในระบบประกันสังคม

 

ก.ล.ต. แจงเคส SKYY9 ยันตรวจสอบมาแต่ต้น ไม่ได้เพิ่งดำเนินการ คาดมีความชัดเจนเร็วๆ นี้

 

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีการตรวจสอบอาคาร SKYY9 ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเริ่มทำตามที่มีผู้เข้ามาแจ้งข้อมูลในวันนี้

 

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล

ภาพ: ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงาน ก.ล.ต.

 

“เราดำเนินการมาอยู่แล้ว กรณีของ SKYY9 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจมาตั้งแต่แรก และหน่วยงานก็มีการตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการตรวจสอบ” ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ศ. ดร.พรอนงค์ ยังได้กล่าวถึงการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับประเด็นที่สำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ในระหว่างการดำเนินการปกติแล้ว ก.ล.ต. จะไม่ค่อยให้ข่าวในประเด็นที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบก่อนที่ยังไม่เสร็จสิ้น และมักจะออกแถลงการณ์หลังจากกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นจนมีผลการสรุปการตรวจสอบมา

 

ซึ่งในกรณีของอาคาร SKYY9 นี้ มีแนวโน้มว่าจะมีการสื่อสารให้ทราบอีกครั้งเมื่อกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ก.ล.ต. ต้องดำเนินการตามหน้าที่

 

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ ก.ล.ต. ในการตรวจสอบและกำกับดูแลว่า สำนักงาน ก.ล.ต. มีหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่าหากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบต่อไป

The post สส. พรรคประชาชน ยื่นหนังสือ ก.ล.ต. ขอให้ตรวจสอบ บลจ.เอ็มเอฟซี ให้ข้อมูลเท็จ ชง สปส. ให้ซื้อ – ผู้ประเมินให้ราคา ตึก SKYY9 สูงเกินจริง ด้านเลขา ก.ล.ต. ยืนยัน มีการตรวจสอบเคสนี้มาตั้งแต่ต้น คาดมีผลสรุปในเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อ? หลังทรัมป์เคาะภาษีตอบโต้ 19% สินค้าสวมสิทธิ์อีก 40% https://thestandard.co/thailand-gdp-forecast-update/ Sun, 03 Aug 2025 23:00:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1103194 thailand-gdp-forecast-update

หัวข้อในเนื้อหานี้ ‘กสิกรไทย-ทิสโก้’ ปรับประมาณการ GDP […]

The post เศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อ? หลังทรัมป์เคาะภาษีตอบโต้ 19% สินค้าสวมสิทธิ์อีก 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-gdp-forecast-update

หัวข้อในเนื้อหานี้


 

สหรัฐฯ ประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากคู่ค้าเกือบทั้งหมดของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 7 สิงหาคม โดยกำหนดภาษีตอบโต้ ‘ไทย’ ที่อัตรา 19% และกำหนดอัตราภาษีสินค้าผ่านทาง (Transshipment) ในอัตรา 40% นับว่าเป็นผลดีต่อไทยในระยะสั้น เห็นได้จากศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจต่างๆ พากันปรับขึ้นประมาณการ GDP ในปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ข้อตกลงนี้อาจยังเป็นความท้าทายของภาคการผลิตของไทยอยู่ เนื่องจากตามข้อตกลงไทยจำเป็นต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มจนดุลการค้าไทยและสหรัฐฯ เข้าสู่สมดุลในที่สุด นอกจากนี้ อัตราภาษีตอบโต้ที่ 19% ซึ่งเพิ่มจากระดับเดิมเกือบ 10 เท่า ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการจะปรับตัวไม่ทัน

 

‘กสิกรไทย-ทิสโก้’ ปรับประมาณการ GDP ไทยปีนี้ทันที

 

วันที่ 1 สิงหาคม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ได้ประกาศปรับขึ้น GDP ไทยปี 2025 ทันที จาก 1.4% มาสู่ระดับ 1.5% เนื่องจากมองว่า อัตราภาษี Reciprocal tariff ที่ดีขึ้นและแข่งขันได้ ปรับมุมมองการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ดีขึ้นกว่าเดิม โดยคาดว่า ส่งออกครึ่งปีหลังจะ -7.4% YoY เท่านั้น จากประมาณก่อนหน้านี้คาดว่าจะ -10% YoY

 

อย่างไรก็ดี KResearch ยังเตือนว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญปัจจัยกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณที่อาจต่ำกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้

 

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2568 คาดว่าจะลดลงจากประมาณการเดิมมาอยู่ที่ราว 32.2 ล้านคน ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปี จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ยังคงไม่กลับมา

 

ส่งออกไทย

 

ขณะที่ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ก็ปรับขึ้นประมาณการ GDP ไทยปี 2568 จาก 1.6% เป็น 1.9% และปี 2569 จาก 1.4% เป็น 1.6% หลังข่าวไทยปิดดีลภาษีทรัมป์ที่อัตรา 19% ต่ำกว่าระดับเดิมที่อาจสูงถึง 36%

 

โดยเมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) ยังเตือนว่า ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อาทิ สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชา และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิดต่อไป

 

SCB EIC เตรียมปรับเพิ่มประมาณการ GDP

 

ด้านดร ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า SCB EIC เตรียมปรับประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้สูงขึ้น จากปัจจัย 3 ประการ ได้แก่

  1. มูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีเติบโตสูงถึง 15% มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีการเร่งส่งสินค้าล่วงหน้า (Front Loading) ก่อนที่ภาษีมีผลบังคับใช้
  2. สหรัฐฯ เลื่อนเส้นตายภาษีออกไป มาเป็นวันที่ 7 สิงหาคม แทน ทำให้ไทยมีเวลาเว้นภาษีนานขึ้น
  3. ไทยถูกเรียกเก็บอัตราภาษี 19% ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะแต่เดิมแล้ว SCB EIC ประเมินไว้ว่า ไทยจะได้รับภาษีในอัตรา 23% โดยพิจารณาจากการนำ Universal Tariff 10% มารวมกับ Reciprocal Tariff 36% แล้วนำมาหารครึ่ง

 

‘บุรินทร์’ คาดไทยอาจรอด Technical Recession

 

ขณะที่ บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยในรายการ Morning Wealth ว่า ความเสี่ยงที่ไทยอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) ในครึ่งหลังของปีนี้มีน้อยลง

 

โดยประเมินว่า การเติบโตของ GDP ไทย QoQ ในไตรมาสที่ 3 – 4 ของปี 2025 อาจขยายตัวราว 0% หรือ บวกลบ ไปจากระดับนี้เล็กน้อย หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) ใหม่ต่อไทย ในอัตราที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 36% มาอยู่ที่ 19% ใกล้เคียงกับภูมิภาคอาเซียน

 

“โดยรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังคงแย่ลง แต่คงไม่แย่เท่าที่คาดไว้ก่อนหน้า ตอนนี้คงเหลือความหวังไว้ที่การท่องเที่ยวแล้วว่า จะสามารถฉุด GDP ไทยขึ้นมาได้หรือไม่” บุรินทร์ กล่าว

 

อัตราภาษีที่ 19% ‘ถือว่ายังสูง’ เพิ่มจากเดิมเกือบ 10 เท่า

 

เมธัส รัตนซ้อน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า อัตราภาษีที่ 19% ถือว่ายังสูงกว่าระดับเดิมที่ไทยเคยเสียภาษีเฉลี่ยเพียง 2% และเพิ่มขึ้นเป็น 10% หลังสหรัฐฯ ผ่อนผันการจัดเก็บภาษีตอบโต้ ออกไป ดังนั้น อัตราภาษีที่ 19% ถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมาเกือบ 10 เท่าจากเดิมที่ผู้ประกอบการไทยแทบไม่เสียภาษีเลย ซึ่งหมายความว่าผู้ประกอบการไทยจะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น และอาจกระทบต่อยอดการส่งออกในระยะถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ขณะที่ ดร. ฐิติมา ชี้ว่าเมื่อไทยมีอัตราภาษีใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งและประเทศเพื่อนบ้าน ความกังวลเกี่ยวกับความได้เปรียบ-เสียเปรียบ ของอัตราภาษีที่ต่างกันในแต่ละประเทศจึงหมดไป อย่างไรก็ตาม ดร. ฐิติมา ชี้ว่า อัตราภาษี 19% ก็ยังเป็นอัตราที่สูงกว่าเดิมที่ไม่เคยมีการเรียกเก็บ สิ่งที่ไทยควรโฟกัสต่อจากนี้คือการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุนสินค้าเพื่อรับมือกับอัตราภาษีที่สูงขึ้น หรือแม้แต่การกระจายตลาดหาโอกาสใหม่ ๆ

 

ภาษี Transshipment 40% ตัวเปลี่ยนเกมภาคการผลิตไทย

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ประเมินอีกว่า อัตราภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) ที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บในอัตรา 40% คาดว่าจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าเพื่อ Re-export ไปยังตลาดสหรัฐฯ ผ่านไทยซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำนั้นมีแนวโน้มชะลอลง

 

ดังนั้น หากเกิดการบังคับใช้มาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local content) อย่างจริงจังที่อาจช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการผลิตไทยได้

 

นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าฯ ของไทยเทียบกับภูมิภาคที่ไม่แตกต่างกัน ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี การไหลเข้ามาของสินค้านำเข้าจากจีนเพื่อบริโภคในประเทศคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ภาคการผลิตในปีนี้คาดว่าจะยังหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

 

การเปิดตลาด (Market Access) เพิ่มให้สหรัฐฯ อาจไม่กระทบมาก

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) ภายใต้ข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ไทยต้องยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ราว 90% ของสินค้าทั้งหมด รวมถึงลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีลงนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ อาจไม่ทำให้สินค้าสหรัฐฯ ไหลบ่าเข้ามาในไทยมากอย่างที่กังวล เนื่องจาก

 

  • สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มีอัตราภาษี Most Favoured Nation Treatment (MFN) เป็น 0% อยู่แต่เดิม
  • สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ไทยไม่สามารถผลิตได้ หรือผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ เช่น เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์บางรายการที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง อีกทั้งขึ้นอยู่กับความสามารถทางการแข่งขันด้านต้นทุนของสินค้าสหรัฐฯ ในแต่ละอุตสาหกรรม สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ หลายรายการอาจมีต้นทุนสูงกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ หรือสินค้านำเข้าจากตลาดอื่นโดยเฉพาะตลาดที่ไทยมี FTA อยู่แต่เดิม
  • อย่างไรก็ตาม หากไทยต้องเพิ่มโควต้านำเข้าสินค้าพลังงานและเกษตรจากสหรัฐฯ อาทิ สินค้าเกษตรอย่างถั่วเหลือง ข้าวโพด รวมถึงเนื้อสัตว์ คาดว่าจะกระทบเกษตรกรรายย่อย และในบางกรณีจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตอุตสาหกรรมอาหารเพิ่มขึ้น และอาจจะส่งผ่านมายังเงินเฟ้อในระยะถัดไป ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความชัดเจนของการเปิดตลาดสินค้าเกษตรในรายละเอียด รวมถึงมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ

 

บุรินทร์กล่าวว่า การเปิดตลาด (Market Access) ให้สหรัฐฯ มากขึ้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ของไทยมากนัก ยกเว้นในกรณีที่สินค้าของสหรัฐฯ เข้ามาดิสรัปต์ตลาด

 

อย่างไรก็ตาม “หลายสินค้าเราก็เปิดตลาดให้ทั้งญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และจีนอยู่แล้ว ดังนั้นผลกระทบด้านการนำเข้าอาจไม่ได้มาก การเปิดตลาดกับสหรัฐฯ จึงเป็นการดิสรัปต์สินค้าจากประเทศอื่นมากกว่า” บุรินทร์กล่าว

 

‘ศิริกัญญา’ แนะรัฐเปิดเงื่อนไข-รายละเอียดข้อตกลงโดยเร็ว

 

ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งรัดเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงโดยเร็ว

 

โดยชี้ว่า “เงื่อนไขต่างๆ จำเป็นต้องมีการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องการตกลง การลงทุน การค้าต่างๆ ที่อาจเกิดผลกระทบอย่างมหาศาล ในระบบเศรษฐกิจจำเป็นที่จะต้องให้มีการรับฟังความเห็น อย่างมากที่สุดก็ต้องผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ”

 

“สินค้า 0% ส่วนตัวคิดว่า ทางรัฐบาลคงจะระมัดระวังอย่างที่สุด เพื่อให้เกิดผลกระทบกับคนในประเทศน้อยที่สุด แต่เรายังไม่ทราบอยู่ดีว่า 90% ของสินค้าทั้งหมดที่ไปเปิด 0% มีอะไรบ้าง เช่น ปลานิล จริงๆ ก็มีชื่อว่า ทิลาเพีย ไม่ได้มีแค่ปลานิลอย่างเดียว อาจจะรวมถึงปลาทับทิมหรือปลาอื่นๆ ในวงศ์นั้นด้วย ซึ่งต้องมาตรวจสอบรายละเอียดกันอีกครั้ง หากเป็นพิกัดศุลกากรของทิลาเพียนี้ จะมีสินค้าตัวไหนที่กระทบกับปลาภายในประเทศบ้าง” ศิริกัญญากล่าว

 

ฟันธง. กนง. รอบสุดท้าย ผู้ว่าฯ เศรษฐพุฒิ คงดอกเบี้ยทิ้งทวน

 

บุรินทร์คาดว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ธปท. น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม เนื่องจากจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนปัจจุบัน ท่ามกลางท่าที (Stance) ของธนาคารแห่งประเทศไทยยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

 

อย่างไรก็ตาม หลังจาก วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง บุรินทร์คาดว่า จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือของปีนี้ เนื่องจาก ผู้ว่าการคนใหม่น่าจะให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากขึ้น เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน และกำลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ

 

“ท่าทีของแบงก์ชาติน่าจะเปลี่ยนจาก ‘Wait and see’ ไปเป็นการลดดอกเบี้ยเป็นซีรีส์มากขึ้น จนกว่าจะเริ่มเห็นผล” บุรินทร์กล่าวทิ้งท้าย

 

ขณะที่ TISCO ESU ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.75% ในการประชุมวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นี้ เนื่องจากพื้นที่ในการดำเนินนโยบายมีจำกัด หลังจากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยไปแล้วรวม 0.75% ในช่วงที่ผ่านมา และอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ค่อนข้างสอดคล้องกับสมมุติฐานของธปท.

 

อย่างไรก็ตาม เมธัส ยังประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงอีกในช่วงปลายปี ไปอยู่ที่ 1.25% ในปีนี้ โดยอาจเกิดขึ้นในการประชุม 2 ครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมและเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ วิทัย รัตนากร จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

 

กระนั้น ดร. ฐิติมา มองว่า มีโอกาสที่กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 13 สิงหาคมนี้ ก่อนจะลดอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ “คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่า จะมีมติลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ 1.25%” ดร. ฐิติมากล่าว

 

มองสหรัฐฯ ประกาศภาษีนำเข้า 19% เป็นข่าวดีกับตลาดทุนไทย

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า การที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าในสินค้านำเข้าจากที่ 19% ที่อัตรา ถือเป็นข่าวดีสำหรับตลาดทุนไทย เนื่องจากเป็นการสร้างความชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องการมากที่สุด และอัตราภาษีดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบคู่แข่งในภูมิภาค

 

ทั้งนี้มีความเห็นว่า ผลกระทบทางตรงต่อบริษัทจดทะเบียนของไทยมีไม่มากนัก เนื่องจากตัวเลขการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงคิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่ถึง 2% ของรายได้ทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามรายละเอียดของผลกระทบทางอ้อมเพิ่มเติมในอนาคต

 

ส่วนโครงการ โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน หรือ (JUMP+) ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในตลาดหลักทรัพย์ อัสสเดช คงสิริ เชื่อว่าการประกาศอัตราภาษีของสหรัฐฯ จะไม่ส่งผลกระทบต่อโครงการมากนัก เพราะบริษัทที่แสดงความสนใจมีจำนวนมาก และรายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรง

 

เมื่อสื่อข่าวถาม พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีเรียกนัดหมายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าไปหารือเพื่อประเมินผลกระทบภาษีสหรัฐฯ ที่ประเทศถูกเรียกจัดเก็บหรือ อัสสเดช ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการนัดหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่คาดว่ามีโอกาสที่มีการหารือร่วมกันในอนาคต

 

ก.ล.ต. ชี้หุ้นไทยผันผวนลดลง หลังภาษีทรัมป์ชัดเจน

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า หลังจากไทยบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ในเรื่องของภาษีนำเข้า เชื่อว่าความแน่นอนและความผันผวนในตลาดหุ้นไทยจะลดลง

 

“ในตลาดทุนเมื่อมีความไม่แน่นอนจะมีความผันผวนและความเสี่ยงสูงขึ้น เป็นปัจจัยกดดันและน่ากังวลสำหรับการตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะกับนักลงทุนรายย่อย สถาบัน หรือต่างชาติ” พรอนงค์กล่าว

 

ทั้งนี้ การบรรลุข้อตกลงด้วยอัตราภาษี 19% เชื่อว่าเป็นตัวเลขที่อยู่ในการคาดการณ์ของหลายฝ่าย และหากมองเทียบกับประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคที่มีโครงสร้างการส่งออกสินค้าและบริการใกล้เคียงกัน ถือว่าเป็นข้อตกลงที่เราไม่ได้เสียเปรียบ

 

พรอนงค์กล่าวต่อว่า แน่นอนว่าบางกลุ่มอุตสาหกรรมย่อมได้รับผลกระทบมากกว่า ต้องอาศัยการปรับตัวและสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ

 

ในฝั่งของตลาดทุนหลังจากนี้ต้องดึงจุดแข็งด้านอื่นๆ ขึ้นมา เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี ในมุมของนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ เชื่อว่าการปลดล็อกเรื่องภาษีจะช่วยให้ความกังวลคลี่คลายไปได้

 

“หากดูกระแสเงินทุนต่างชาติช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นบวกราว 1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้ performance ของตลาดดีขึ้นกว่า 10%”

 

ภาพ: esfera / Shutterstock

The post เศรษฐกิจ – ตลาดหุ้นไทย จะเป็นอย่างไรต่อ? หลังทรัมป์เคาะภาษีตอบโต้ 19% สินค้าสวมสิทธิ์อีก 40% appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เรียกหน่วยงานตลาดทุน – DSI ร่วมถกสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย พร้อมสั่งเร่งรัดทำคดีให้คืบหน้าโดยเร็ว https://thestandard.co/pm-meeting-capital-market-dsi-stock-exchange-problems/ Mon, 17 Mar 2025 13:12:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1053263 นายกรัฐมนตรี ตลาดหุ้นไทย: แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับเลขาธิการ ก.ล.ต. ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ และอธิบดี DSI เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดหุ้นและคดีทางการเงิน

วันนี้ (17 มีนาคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข […]

The post นายกฯ เรียกหน่วยงานตลาดทุน – DSI ร่วมถกสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย พร้อมสั่งเร่งรัดทำคดีให้คืบหน้าโดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี ตลาดหุ้นไทย: แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประชุมร่วมกับเลขาธิการ ก.ล.ต. ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ และอธิบดี DSI เพื่อติดตามสถานการณ์ตลาดหุ้นและคดีทางการเงิน

วันนี้ (17 มีนาคม) แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า อีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลติดตามและให้ความสำคัญมาโดยตลอด คือเรื่องตลาดหุ้นไทย โดยวันนี้เชิญ พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต., อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ และ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI เข้ามาพูดคุยติดตามเรื่องสถานการณ์ในตลาดหุ้น และคดีทางการเงินที่เป็นปัญหา

 

โดยเน้นย้ำ 4 เรื่องสำคัญ 

 

  1. กำชับและติดตามคดีที่มีผลกระทบต่อผู้คนเป็นจำนวนมากและกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเร่งรัดติดตามให้คดีมีความคืบหน้าโดยเร็ว

 

  1. แก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันการกระทำผิดในตลาดหุ้น โดยปรับปรุงกฎเกณฑ์ ยกระดับไม่ให้มีการกระทำแบบนี้เกิดขึ้นอีก เช่น ปรับปรุงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์

 

  1. กำชับถึงข้อกำหนดที่จะจัดการเรื่อง Free Float ลงโทษบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ทำผิดหลักเกณฑ์ได้โดยการให้ออกจากตลาด

 

  1. เน้นย้ำให้มีการใช้กฎหมายครบทุกมิติ เพื่อฟื้นความมั่นใจอย่างเร่งด่วนและเป็นธรรม

 

เรื่องนี้ถือเป็นภารกิจของรัฐบาลในการสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่น (Trust and Confidence) ในด้านการใช้กฎหมายเพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ เชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย ให้ตลาดหุ้นไทยแข่งขันได้ในเวทีสากล

 

 

บรรยากาศการร่วมหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี ร่วมกับเลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต., กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ และอธิบดี DSI เพื่อติดตามเรื่องสถานการณ์ในตลาดหุ้น และคดีทางการเงินที่เป็นปัญหา

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ติดตามความคืบหน้าคดีที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อคนจำนวนมาก เช่น บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น หรือ STARK รวมทั้งติดตามมาตรการในการสร้างความน่าสนใจให้กับตลาดหุ้น และกำชับให้มีการดำเนินการอย่างเคร่งครัดกับบริษัทจดทะเบียนที่ปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น การกระจายการถือหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free Float) 

 

ด้าน พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบว่า ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. มีการปรับกระบวนการทำงานภายในให้กระชับและรวดเร็วขึ้น ซึ่งเห็นผลเป็นรูปธรรมว่ามีการดำเนินการที่รวดเร็วขึ้น เช่น ตั้งแต่ต้นปี 2568 บังคับใช้กฎหมายจำนวน 15 กรณี โดยมีผู้กระทำผิดประมาณ 40 ราย สำหรับระยะเวลาในการดำเนินการโดยเฉลี่ยสั้นลง และบางกรณีใช้เวลาน้อยกว่า 1 ปี 

 

นอกจากนี้ ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการดำเนินมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายในตลาดหุ้นให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส รวมทั้ง ก.ล.ต. ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงหลักเกณฑ์การรายงานข้อมูลของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนกรณีนำหุ้นไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในธุรกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายหลักทรัพย์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นตลาดทุนไทยให้เข้มแข็ง

The post นายกฯ เรียกหน่วยงานตลาดทุน – DSI ร่วมถกสถานการณ์ตลาดหุ้นไทย พร้อมสั่งเร่งรัดทำคดีให้คืบหน้าโดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘คลัง’ ศึกษาลุยออก Stablecoin ใหม่ ใช้ซื้อสินค้าได้ | Morning Wealth 31 ม.ค. 2568 https://thestandard.co/morning-wealth-31012025/ Fri, 31 Jan 2025 01:23:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1036487 Stablecoin

กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาออก Stablecoin ใหม่ 1 หมื […]

The post ชมคลิป: ‘คลัง’ ศึกษาลุยออก Stablecoin ใหม่ ใช้ซื้อสินค้าได้ | Morning Wealth 31 ม.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stablecoin
  • กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษาออก Stablecoin ใหม่ 1 หมื่นล้านบาท โดยมี Asset Backed พร้อมตั้งแพลตฟอร์มเทรดใหม่ เฟสต่อไปเตรียมเปิดให้ Stablecoin ใช้ซื้อสินค้าได้ด้วย รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • เปิดแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. พูดคุยกับ ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต.
  • ทองคำพุ่งทะยาน: เตรียมกลยุทธ์รับมือลงทุนยุคราคาขาขึ้นอย่างไร พูดคุยกับ ปิยะภัทร์ ภัทรภูวดล, FRM Director, ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ. ไทยพาณิชย์ (SCBAM)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘คลัง’ ศึกษาลุยออก Stablecoin ใหม่ ใช้ซื้อสินค้าได้ | Morning Wealth 31 ม.ค. 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. ใกล้ออกเกณฑ์สั่งผู้บริหาร-ผู้ถือหุ้นใหญ่ บจ. รายงานจำนำหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย อาจเริ่มเปิดข้อมูลเดือนละครั้ง https://thestandard.co/sec-share-pledge-reporting-rules/ Wed, 08 Jan 2025 09:46:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1028268 ก.ล.ต.

จากกระแสข่าวที่ว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.อาร์เอส (RS) […]

The post ก.ล.ต. ใกล้ออกเกณฑ์สั่งผู้บริหาร-ผู้ถือหุ้นใหญ่ บจ. รายงานจำนำหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย อาจเริ่มเปิดข้อมูลเดือนละครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต.

จากกระแสข่าวที่ว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.อาร์เอส (RS) และ บมจ.อาร์เอสเอ็กซ์วายแซด (RSXYZ) อย่าง เฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ซึ่งถือหุ้น RS สัดส่วน 22.32% หรือ 487 ล้านหุ้น และถือหุ้นใน RSXYZ สัดส่วน 16.35% หรือ 257 ล้านหุ้น ถูกบังคับขายหุ้น (Forced Sell) เนื่องจากการจำนำหุ้นนอกตลาด จนทำให้ราคาหุ้นของทั้งสองบริษัทร่วงลงเกือบ 30% แตะระดับต่ำสุดของวันนี้ (Floor) 

 

ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สำหรับความคืบหน้าของ ก.ล.ต. ในการออกแนวทางกับเกณฑ์ในการสั่งให้ผู้บริหารผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทจดทะเบียน (บจ.) มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมที่นำหุ้นไปค้ำประกันเงินกู้หรือธุรกรรมจำนำหุ้นนั้น ปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการเพื่อออกเกณฑ์ที่เข้ามาใช้ดูแล ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

 

โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาศึกษารายละเอียด และข้อสรุปของเกณฑ์ที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ จากนั้นจึงจะมีการนำเสนอต่อคณะกรรมการสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อขอความเห็นชอบ โดยขั้นตอนลำดับต่อไปจะมีการเปิดรับฟังความเห็น (Hearing) เพื่อเตรียมออกใช้เป็นกฎเกณฑ์ในลำดับต่อไป

 

ทั้งนี้ หลักการของเกณฑ์ที่เกี่ยวกับธุรกรรมจำนำหุ้นจะเน้นการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญในการทำธุรกรรมจำนำหุ้น เพื่อให้นักลงทุนทั่วไปมีข้อมูลสามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจลงทุน และพิจารณาประกอบสภาพการซื้อขาย

 

“ไทม์ไลน์การทำงานของ ก.ล.ต. ในการออกเกณฑ์เกี่ยวกับธุรกรรมจำนำหุ้นของผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บจ. คาดว่าน่าจะประกาศออกมาใช้ได้หลังช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ไปแล้ว เพราะมีหลายขั้นตอนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการ เช่น เปิดรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงจะมีข้อโต้แย้งที่อาจต้องนำมาปรับปรุง”

 

ด้าน รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม หัวหน้ากลุ่มงานกฎหมายและวินัย และหัวหน้ากลุ่มงานเลขานุการองค์กรและกำกับองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าการจำนำหุ้นที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวเป็นสิทธิของผู้บริหารที่สามารถทำได้ แต่เมื่อเป็นผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนที่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้วกระทบต่อผู้ลงทุนในวงกว้าง ซึ่งเป็นปัญหาที่เรามองเห็นอยู่และกำลังพิจารณาว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

 

“การเปิดเผยข้อมูลเรื่องการจำนำหุ้นเป็นสิ่งที่กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะเปิดเผยในเชิงสถิติได้แค่ไหน ในเบื้องต้นอาจจะเป็นรายเดือนเหมือนกับข้อมูล Margin Loan ที่เปิดเผยอยู่แล้ว เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุน” 

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2567 เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาแนวทาง รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการออกเกณฑ์เกี่ยวกับธุรกรรมจำนำหุ้น ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงต้นปี 2568 

 

ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีความชัดเจนว่าจะใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องในมาตราใดของ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อบังคับให้ผู้ที่มีการทำธุรกรรมจำนำหุ้นต้องเปิดข้อมูลกับประชาชนทั่วไปเพื่อให้ทราบข้อมูลหุ้นของ บจ. ที่ถูกนำไปทำธุรกรรมจำนำหุ้นว่ามีจำนวนมากหรือน้อยอย่างไร

The post ก.ล.ต. ใกล้ออกเกณฑ์สั่งผู้บริหาร-ผู้ถือหุ้นใหญ่ บจ. รายงานจำนำหุ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผย อาจเริ่มเปิดข้อมูลเดือนละครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ASIFMA เตือน คุมเข้ม Program Trading และ Short Selling เสี่ยงฉุดสภาพคล่อง ก.ล.ต. แจง เพื่อการเติบโตยั่งยืน https://thestandard.co/asifma-warns-trading-restrictions-sec-response/ Thu, 29 Aug 2024 06:45:59 +0000 https://thestandard.co/?p=976962 ASIFMA

จากงาน Thailand Focus 2024 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่า […]

The post ASIFMA เตือน คุมเข้ม Program Trading และ Short Selling เสี่ยงฉุดสภาพคล่อง ก.ล.ต. แจง เพื่อการเติบโตยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ASIFMA

จากงาน Thailand Focus 2024 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด Adapting to a Changing World หนึ่งในเวทีเสวนาที่น่าสนใจคือ ‘ตลาดทุนไทยปรับ-รับโลกเปลี่ยน’ โดยมีผู้ร่วมเสวนา 3 ท่าน ได้แก่ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ Lyndon Chao, Managing Director, Head of Equities & Post Trade, Asia Securities Industry & Financial Markets Association (ASIFMA)

 

ช่วงหนึ่งของการเสวนาว่าด้วยเรื่องความสำคัญของสภาพคล่องในตลาด Chao กล่าวถึงความสำคัญของผู้สร้างสภาพคล่อง (Market Maker), Program Trading และการทำธุรกรรมขายชอร์ต (Short Selling) โดยมองว่าผู้กำกับดูแลไม่ควรมีการกีดกันสิ่งเหล่านี้จากตลาด เพราะจะทำให้สภาพคล่องลดลง จึงขอให้ ก.ล.ต. พิจารณานโยบายการกำกับดูแลอย่างรอบคอบ และพร้อมเข้ามาช่วยให้คำปรึกษา เนื่องจากที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้มีการออกกฎเกณฑ์ใหม่จำนวนมาก

 

ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าวว่า “ก.ล.ต. เข้าใจถึงความสำคัญดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่ในฐานะของผู้กำกับดูแล ก.ล.ต. มีความจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างสภาพคล่องและการซื้อขายอย่างเป็นธรรม เนื่องจากตลาดมีผู้เล่นที่หลากหลาย ทั้งรายใหญ่และรายย่อย ทั้งในประเทศและนานาชาติ การออกกฎเกณฑ์ต่างๆ จึงมีความมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของศักยภาพตลาดอย่างยั่งยืน มากกว่าการเติบโตเพียงแค่ในระยะสั้น”

 

การออกกฎเกณฑ์ของ ก.ล.ต. มุ่งเน้นไปที่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในช่วงแรกสภาพคล่องอาจจะหายไปบ้าง แต่ก็มีมาตรการอื่นๆ เข้ามาเสริม เช่น การทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังเพื่อออกขายหน่วยลงทุนของกองทุนรวมวายุภักษ์ โดยกระทรวงการคลังคาดว่าจะเพิ่มเม็ดเงินใหม่เข้ามาในตลาดถึง 1-1.5 แสนล้านบาท ในเดือนกันยายนนี้ และยังมีแผน Value-Up Program ที่จะช่วยเสริมสร้างมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียนอีกด้วย

 

“สภาพคล่องต้องหายไปบ้าง เพราะว่ามาตรการบางอันต้องแลกกับสภาพคล่องที่อาจจะเพิ่มความผันผวน และ (สภาพคล่อง) ที่ไม่ได้อยู่กับเรานานๆ เราก็ยอมแลก” ศ. ดร.พรอนงค์

 

ในหัวข้อของการกำกับดูแลหลักทรัพย์ ศ. ดร.พรอนงค์ ชู 2 มาตรการ ช่วยดึงความเชื่อมั่นตลาดในปีนี้ และอีก 3 มาตรการ เพื่อเป็นรากฐานสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในปีหน้า

 

เนื่องจากในปีนี้มีเหตุการณ์มากมายที่ทำให้ความเชื่อมั่นในตลาดลดลง เช่น กรณีทุจริตของผู้บริหาร บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) และการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) ส่งผลให้ ก.ล.ต. ออกมาตรการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา โดยชู 2 มาตรการหลักดังนี้

 

  1. นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยร่วมมือกับ ตลท. ในการแบ่งปันข้อมูล และจะเป็นเสมือนแนวหน้าในการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อป้องกันการทุจริต และให้อำนาจแก่นักลงทุนรายย่อยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของบริษัทในตลาดได้

 

  1. การสร้างความยุติธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ มุ่งเน้นไปที่การลดปริมาณการซื้อขายที่ผิดปกติด้วยการบังคับใช้ Minimum Resting Time การลดธุรกรรมการขายชอร์ตด้วยการบังคับใช้ Uptick Rule และป้องกันการรับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องด้วยการตั้งระบบ Auto Pause เพื่อให้นักลงทุนได้ตั้งสติก่อนตัดสินใจ

 

สำหรับมาตรการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของ ตลท. มี 3 มาตรการ ได้แก่

 

  1. Value-Up Program: โปรแกรมสร้างมูลค่าให้แก่บริษัทจดทะเบียน
  2. Easy Onboarding: การเข้าร่วมที่ง่ายขึ้นของนักลงทุนหน้าใหม่
  3. Asset Tokenization: การส่งเสริมสินทรัพย์ดิจิทัล

 

เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างยั่งยืนและมั่นคง ก.ล.ต. ได้นำเอา Value-Up Program มาใช้ในการเพิ่มมูลค่าอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทจดทะเบียน ผ่านกองทุน ThaiESG ซึ่งมีการลงทุนในกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมและมีธรรมาภิบาลในการดำเนินงานอย่างชัดเจน

 

การเพิ่มสภาพคล่องอย่างยั่งยืนให้กับตลาด ก.ล.ต. ได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในหัวข้อ Easy Onboarding เพื่อให้นักลงทุนรายใหม่สามารถเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น (Market Accessibility) ลดจำนวนการทำธุรกรรมหลังบ้าน แต่ยังคงมาตรฐานการทำแบบสอบถามข้อมูลของนักลงทุน (KYC) ไว้

 

เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับตลาด ก.ล.ต. จึงส่งเสริมให้มีการระดมทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างการทำ ICO (Initial Coin Offering) หรือการเสนอขายดิจิทัลโทเคนตลาดแรก

 

ศ. ดร.พรอนงค์ กล่าวเสริมว่า ก.ล.ต. มีความมุ่งมั่นที่จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาในตลาดหุ้นไทย โดยจะไม่เพียงแค่ลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังรวมถึงการให้รางวัลแก่บริษัทที่ปฏิบัติถูกต้องตามเกณฑ์เป็นอย่างดี

 

โดยจะให้พื้นที่แสดงวิสัยทัศน์ ชี้แจง และรายงานความคืบหน้าของแผนการดำเนินงาน สำหรับบริษัทที่ผ่านโครงการ Value-Up Program และอยากให้มั่นใจว่าตลาดจะเติบโตอย่างยั่งยืน

The post ASIFMA เตือน คุมเข้ม Program Trading และ Short Selling เสี่ยงฉุดสภาพคล่อง ก.ล.ต. แจง เพื่อการเติบโตยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เผย ภายในปีนี้เล็งออกเกณฑ์สั่งให้ผู้บริหารผู้ถือหุ้นใหญ่ บจ. รายงานข้อมูลธุรกรรมที่นำหุ้นไปค้ำประกันเงินกู้นอกตลาด https://thestandard.co/sec-thailand-new-reporting-rules-2024/ Wed, 28 Aug 2024 09:43:13 +0000 https://thestandard.co/?p=976558 ก.ล.ต.

ก.ล.ต. อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางออกหลักเกณฑ์กำหนดให้ผู้บริ […]

The post ก.ล.ต. เผย ภายในปีนี้เล็งออกเกณฑ์สั่งให้ผู้บริหารผู้ถือหุ้นใหญ่ บจ. รายงานข้อมูลธุรกรรมที่นำหุ้นไปค้ำประกันเงินกู้นอกตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต.

ก.ล.ต. อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางออกหลักเกณฑ์กำหนดให้ผู้บริหารที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บจ. มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมที่นำหุ้นไปค้ำประกันเงินกู้นอกตลาด อีกทั้งเร็วๆ นี้ เตรียมจับมือตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกแถลงการณ์เตือนความเสี่ยง

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่าปัจจุบัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางในการออกหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดให้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ บจ. มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลธุรกรรมในการนำหุ้นที่ถืออยู่ไปใช้ค้ำประกันเงินกู้ยืมซึ่งเป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นนอกตลาด

 

เนื่องจากธุรกรรมดังกล่าวมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งหากประกาศเป็นหลักเกณฑ์ออกมาแล้วก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามจะถือว่าทำผิดหลักเกณฑ์

 

ทั้งนี้ ด้วยแนวทางการออกหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ก.ล.ต. คาดหวังว่านักลงทุนจะมีข้อมูลที่มากเพียงพอเพื่อใช้ตัดสินใจและใช้ประกอบการพิจารณาการลงทุน

 

“ก.ล.ต. กำลังสำรวจว่าการที่จะได้ข้อมูลซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่นำหุ้นไปก่อหนี้ค้ำประกันเงินกู้นอกตลาดซึ่งเป็นเรื่องของคู่สัญญา เพื่อมาดูว่าข้อมูลเหล่านั้นนำมาเปิดเผยด้วยวิธีการใดได้บ้างโดยไม่ให้เป็นภาระกับผู้ต้องปฏิบัติ เพราะมีสิทธิ์ทำได้ ในขณะเดียวกันต้องทำให้แฟร์กับนักลงทุนหรือคนที่จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการแก้กฎหมาย แต่เป็นกลไกที่สร้างความสมดุลระหว่างการทำหน้าที่และความแฟร์กับทุกๆ คน” พรอนงค์กล่าว

 

ขณะที่ในอีกไม่นานนี้ ก.ล.ต. เตรียมร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ออกแถลงการณ์เพื่อให้ความรู้ว่าการนำหุ้นที่ถืออยู่ไปใช้ค้ำประกันเงินกู้ยืมนอกตลาดหุ้นนั้นเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยง

 

ด้าน กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลท. กล่าวว่า ตลท. อยู่ระหว่างหารือกับ ก.ล.ต. เพื่อหาแนวทางให้มีผู้บริหาร บจ. ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เปิดเผยข้อมูลในกรณีที่นำหุ้นที่ถืออยู่ไปใช้เป็นหลักประกันในการค้ำเงินกู้นอกตลาดเพื่อสร้างความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าแนวทางนี้จะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดหุ้นมากขึ้น เพราะจะทำให้นักลงทุนเห็นข้อมูลดังกล่าวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

The post ก.ล.ต. เผย ภายในปีนี้เล็งออกเกณฑ์สั่งให้ผู้บริหารผู้ถือหุ้นใหญ่ บจ. รายงานข้อมูลธุรกรรมที่นำหุ้นไปค้ำประกันเงินกู้นอกตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ไทยตั้งรับอย่างไร หาก ‘ทรัมป์’ ชนะเลือกตั้งและหวังทุบเศรษฐกิจจีน | Morning Wealth 17 ก.ค. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-17072024/ Wed, 17 Jul 2024 01:37:38 +0000 https://thestandard.co/?p=958864 ทรัมป์

การเติบโตเศรษฐกิจจีนจ่อลดลง ‘ครึ่งหนึ่ง’ หากทรัมป์ชนะเล […]

The post ชมคลิป: ไทยตั้งรับอย่างไร หาก ‘ทรัมป์’ ชนะเลือกตั้งและหวังทุบเศรษฐกิจจีน | Morning Wealth 17 ก.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์
  • การเติบโตเศรษฐกิจจีนจ่อลดลง ‘ครึ่งหนึ่ง’ หากทรัมป์ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ และเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 60% ไทยควรเตรียมตัวอย่างไร
  • ก.ล.ต. เปิดแผนปราบทุจริตในตลาดทุนไทย พูดคุยกับ ศ. ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต.

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ไทยตั้งรับอย่างไร หาก ‘ทรัมป์’ ชนะเลือกตั้งและหวังทุบเศรษฐกิจจีน | Morning Wealth 17 ก.ค. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัยการฟ้อง ‘ชนินทร์’ ผู้ต้องหาคดีโกงหุ้น STARK ฟากศาลสั่งอายัดทรัพย์สินแบบไร้กำหนด https://thestandard.co/chanin-asset-freeze-continues/ Fri, 28 Jun 2024 00:17:13 +0000 https://thestandard.co/?p=951009 ชนินทร์

พนักงานอัยการฟ้อง ‘ชนินทร์ เย็นสุดใจ’ คดี STARK ต่อศาลอ […]

The post อัยการฟ้อง ‘ชนินทร์’ ผู้ต้องหาคดีโกงหุ้น STARK ฟากศาลสั่งอายัดทรัพย์สินแบบไร้กำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชนินทร์

พนักงานอัยการฟ้อง ‘ชนินทร์ เย็นสุดใจ’ คดี STARK ต่อศาลอาญา ส่งผลให้คำสั่งอายัดทรัพย์สินยังคงมีผลต่อไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขอแจ้งว่า ตามที่พนักงานอัยการฟ้อง ชนินทร์ เย็นสุดใจ อดีตกรรมการบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (STARK) ต่อศาลอาญาเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.1931/2567 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ในกรณีที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษบุคคลรวม 10 ราย ต่อ DSI กรณีตกแต่งงบการเงินของ STARK เปิดเผยข้อความอันเป็นเท็จในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และกระทำโดยทุจริตหลอกลวง ส่งผลให้ระยะเวลาในการอายัดทรัพย์สินของชนินทร์ถูกขยายออกไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ตามมาตรา 267 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535

 

โดย พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า กรณีนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับกระบวนการบังคับใช้กฎหมายได้ประสานงานและร่วมมือทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งนำไปสู่การควบคุมตัวและส่งฟ้องชนินทร์ อันเป็นผลทำให้ทรัพย์สินที่ ก.ล.ต. มีคำสั่งอายัดไว้ตามมาตรา 267 ถูกขยายระยะเวลาออกไปจนกว่าศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ก.ล.ต. ขอให้มั่นใจว่า ก.ล.ต. จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดในตลาดทุนอย่างเคร่งครัดทุกกรณี อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนโดยรวม

The post อัยการฟ้อง ‘ชนินทร์’ ผู้ต้องหาคดีโกงหุ้น STARK ฟากศาลสั่งอายัดทรัพย์สินแบบไร้กำหนด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องผลงานสำคัญ 6 เดือน ก.ล.ต. กับการยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย https://thestandard.co/thai-sec-6-month-progress-boosting-market-confidence/ Sat, 11 May 2024 04:02:27 +0000 https://thestandard.co/?p=932288

บอร์ด ก.ล.ต. นับหนึ่ง เริ่มสรรหาบุคคลมารับนั่งเก้าอี้ปร […]

The post ส่องผลงานสำคัญ 6 เดือน ก.ล.ต. กับการยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

บอร์ด ก.ล.ต. นับหนึ่ง เริ่มสรรหาบุคคลมารับนั่งเก้าอี้ประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ แทน ‘พิชัย ชุณหวชิร’ ที่ลาออกไปรับตำแหน่ง รมว.คลัง คาดเคาะชื่อได้ในเดือนกรกฎาคมนี้ 

 

พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีมติให้เริ่มกระบวนการสรรหาคัดเลือกบุคคล และแต่งตั้งอนุกรรมการสรรหาบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการ (บอร์ด) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่ว่างลง แทน พิชัย ชุณหวชิร ซึ่งเป็นโควตาตัวแทนจากฝ่ายของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ลาออกไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรี

 

โดยปัจจุบันสำนักงาน ก.ล.ต. มีโควตาในการแต่งตั้งและสั่งตัวแทนไปนั่งเป็นกรรมการ (บอร์ด) ตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวนรวม 6 คน จากจำนวนทั้งหมดที่มีทั้งสิ้นประมาณ 10 คน

 

สำหรับขั้นตอนกระบวนการสรรหาบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ แทน พิชัย ชุณหวชิร นั้น จะเริ่มต้นจากการให้องค์กรภาคีในภาคตลาดทุนรวม 14 องค์กร รวบรวมนำเสนอรายชื่อบุคคลที่คุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาจำนวนไม่เกิน 14 รายชื่อกลับเข้ามาในเดือนมิถุนายน เพื่อเสนอต่ออนุกรรมการสรรหาฯ เพื่อทำการคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านเข้ารอบ (Shortlisted) จากนั้นจะเสนอต่อบอร์ดของสำนักงาน ก.ล.ต. พิจารณาลงมติเลือกรายชื่อที่เหมาะสมมารับตำแหน่งบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนพิชัยภายในเดือนกรกฎาคมนี้ 

 

“บุคคลที่จะมานั่งเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยปกติจะมาจากบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เป็นตัวแทนที่มาจากโควตาของ ก.ล.ต. ที่ส่งไป หลังจากบอร์ด ก.ล.ต. เคาะเลือกบุคคลที่จะมานั่งเป็นบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ แทนท่านพิชัย ชุณหวชิร แล้ว ในส่วนของตำแหน่งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนใหม่ที่จะมาแทนท่านพิชัยนั้น เป็นอำนาจของบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่จะเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งก็จะอยู่ใน 6 รายชื่อของโควตาที่ ก.ล.ต. ส่งตัวแทนไป” พรอนงค์กล่าว

 

พรอนงค์กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ขยายระยะเวลาเปิดรับสมัครออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 จากกรอบเวลาเดิมที่เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม – 30 เมษายน 2567 มาแทน ภากร ปีตธวัชชัย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนปัจจุบัน ที่จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงกลางเดือนกันยายน 2567 เท่าที่ดูกฎเกณฑ์ ในส่วนนี้ถือเป็นอำนาจการตัดสินใจของบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอการแต่งตั้งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้มาทำหน้าที่ เพราะบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เหลือสามารถดำเนินการได้ทันที

 

สรุปผลงานสำคัญ ก.ล.ต. ช่วง 6 เดือน (ตุลาคม 2566 – เมษายน 2567)

 

ภารกิจยกระดับ Trust & Confidence ในตลาดทุนไทย ด้วยมาตรการ ป้อง – ปราม – ปราบ

 

โครงการผู้ออกหลักทรัพย์เข้มแข็ง

  • ทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อยกระดับคุณภาพของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
  • ส่งเสริมบทบาทความรับผิดชอบให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (Line of Defense) รวมทั้งยกระดับการกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพ (Gatekeeper) เพื่อให้ทำหน้าที่ได้ตามมาตรฐาน เช่น ผู้สอบบัญชี (กำหนดจำนวนผู้สอบบัญชีขั้นต่ำ คาดว่าจะออกประกาศเดือนมิถุนายน 2567) และที่ปรึกษาทางการเงิน (ซักซ้อมแนวปฏิบัติฯ การทำหน้าที่ของ FA)
  • ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบเพื่อแจ้งเตือนความผิดปกติหรือความเสี่ยงในด้านต่างๆ 

 

ยกระดับคุณภาพตราสารหนี้

  • ยกระดับหลักเกณฑ์การอนุญาตให้ออกและเสนอขายตราสารหนี้ให้เข้มงวดมากขึ้น (คาดว่าจะออกประกาศเดือนพฤษภาคม 2567) ปรับปรุงการเปิดเผยข้อมูลสำคัญเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มประเภท Key Financial Ratio ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละอุตสาหกรรม (คาดว่าจะออกประกาศเดือนพฤษภาคม 2567)
  • การยกระดับการทำหน้าที่ของ Gatekeeper ที่เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้ 

 

การสร้างความเป็นธรรมในธุรกรรม SS/PT 

  • แนวทางปรับปรุงการกำกับดูแลธุรกรรม Short Selling

 

เป้าหมาย 1: เพิ่มกลไกสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขาย

 

1.1 เพิ่มคุณภาพหุ้นที่สามารถ Short Selling (Eligible Securities): ตลท. เพิ่มเงื่อนไขของหุ้นกลุ่ม Non-SET100 ที่สามารถขายชอร์ตได้ โดยเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เป็น 7,500 ล้านบาท (จากเดิม 5,000 ล้านบาท) และเกณฑ์สภาพคล่องของหุ้น (Turnover) เฉลี่ย 12 เดือนที่ 2% (จากเดิมไม่กำหนด) โดยอยู่ระหว่างดำเนินการและจะมีผลใช้บังคับไตรมาส 2/67  

1.2 ปรับปรุงเกณฑ์ซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ (Trading Rules) กรณี SS เพื่อจำกัดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ (ตลท. อยู่ระหว่างดำเนินการ)

 

1.2.1 ปรับการใช้ราคาขายชอร์ตที่ต้องสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Uptick Rule) กับทุกหลักทรัพย์ โดยจะมีผลใช้บังคับไตรมาส 2/67  

 

1.2.2 เปิดเผยยอดขายชอร์ตคงค้างรายวัน (Outstanding Short Position) (ตลท. ดำเนินการแล้ว)
 

โดยได้เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นรายวันผ่านเว็บไซต์ SET ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2567

 

เป้าหมาย 2: ป้องปรามการขายชอร์ตที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ (Naked Short Selling)

 

2.1 เพิ่มคุณภาพการทำหน้าที่ตรวจสอบของตัวกลาง 

 

2.1.1 บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ (อยู่ระหว่างจะทำเฮียริ่ง โดยจะมีผลใช้บังคับไตรมาส 3/67)

 

  • ทำความรู้จักระบบงานของลูกค้า (Know Your Process: KYP) กรณีลูกค้าที่เป็น บล. ต่างประเทศ เพื่อให้ลูกค้าทราบ/เข้าใจหลักเกณฑ์ และสื่อสารให้ลูกค้าในชั้นต่อไป และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าตัวกลางมีระบบควบคุมติดตามการปฏิบัติตามเกณฑ์ SS ที่เกี่ยวข้อง
  • มีข้อตกลงกับลูกค้าว่ายินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงยินยอมให้ บล. ไล่เบี้ยค่าปรับกรณีที่ บล. ต้องชำระค่าปรับเนื่องจากลูกค้าไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และ บล. ต้องบังคับตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย
  • มีระบบงานรับส่งคำสั่งที่มีประสิทธิภาพ และกลั่นกรองคำสั่งโดยตรวจสอบเอกสารเพื่อยืนยันว่าลูกค้ามีหลักทรัพย์ตามคำสั่ง
  • มีระบบ Post Trade Monitoring สุ่มตรวจธุรกรรม Short หรือ Long Sell และรายงานให้ Regulator ทราบโดยไม่ชักช้าเมื่อพบเหตุที่น่าสงสัย

 

2.1.2 พัฒนาระบบกลาง ให้ บล. ตรวจสอบหลักทรัพย์ได้ (ตลท. คาดว่าจะเริ่มใช้บังคับไตรมาส 4/67)

 

2.1.3 เพิ่มบทระวางโทษ บล. ให้สูงขึ้น 3 เท่า โดยจะเพิ่มโทษในกรณีที่ บล. ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ SS และ PT ให้สูงขึ้นจากปัจจุบัน 3 เท่า (ตลท. คาดว่าจะเริ่มใช้บังคับไตรมาส 2/67)

 

2.2 แก้กฎหมายเพิ่มความรับผิดตลอดสาย ลงโทษ/บังคับใช้กฎหมายกับผู้ลงทุนที่ไม่ทำตามเกณฑ์ขายชอร์ต และสร้างกลไกที่ทำให้ทราบถึงผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (End-Beneficial Owner) (อยู่ระหว่างดำเนินการ)

 

2.3 เพิ่มการทำหน้าที่ผู้เก็บรักษาทรัพย์สิน (Custodian) ในฐานะ Gatekeeper (TSD) โดยให้ Custodian แจ้งวัตถุประสงค์การโอนเพื่อการสอบยันการทำรายการยืม (คาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในไตรมาส 3/67)

 

  • แนวทางปรับปรุงการกำกับดูแลการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย (Program Trading) และการส่งคำสั่งด้วยความเร็วสูง (High Frequency Trading: HFT)

 

เป้าหมาย: เพิ่มกลไกการสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายโดยรวม

 

  1. ดำเนินการให้สามารถรู้ตัวตนลูกค้าและตรวจสอบได้: ให้ บล. และลูกค้าที่ใช้ HFT และใช้ SET Colocation ต้องขึ้นทะเบียน (Register) เพื่อให้สามารถทราบข้อมูลของผู้ลงทุนในระดับ Sub-Account ของ Omnibus Account (คาดว่าจะเริ่มใช้บังคับไตรมาส 2/67)

 

  1. ทบทวนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม 

 

2.1 เพิ่มลักษณะคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสมให้ครอบคลุมพฤติกรรมการซื้อขายในปัจจุบัน (ดำเนินการแล้ว โดย ตลท. ได้แจ้งให้ บล. สมาชิกและไม่ใช่สมาชิกทราบเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567)

 

2.2 จัดทำระบบกลางคัดกรองคำสั่งไม่เหมาะสม (Central Order Screening) (ตลท. อยู่ระหว่างศึกษา คาดว่าจะเริ่มใช้ต้นปี 2568)

 

2.2 กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำของคำสั่งซื้อขายก่อนที่จะสามารถแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่งนั้นได้ (Order Resting Time) เพื่อป้องกันคำสั่งใส่ถอนถี่เกินไป (Spoofing) (ตลท. อยู่ระหว่างพัฒนาระบบและออกหลักเกณฑ์ คาดว่าจะเริ่มใช้บังคับไตรมาส 4/67)

 

  1. ควบคุมความผันผวนของราคาหลักทรัพย์

 

3.1 เพิ่มเพดานการเคลื่อนไหวของราคาระหว่างวัน (Dynamic Price Band) ที่แคบกว่าเกณฑ์ราคาสูงสุด-ต่ำสุด (Ceiling and Floor) เพื่อป้องกันราคาผันผวนอย่างรวดเร็ว (คาดว่าจะเริ่มใช้บังคับไตรมาส 2-3/67)

 

3.2 เพิ่มมาตรการให้ซื้อขายแบบประมูล (Auction) เพื่อใช้ควบคุมกำกับดูแลหุ้นที่มีความผันผวนหรือเคลื่อนไหวของราคาที่ผิดปกติ (คาดว่าจะเริ่มใช้บังคับไตรมาส 3/67)

 

  1. ผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

 

4.1 ทบทวนเกณฑ์การดำเนินการกับลูกค้าที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม (ตลท. อยู่ระหว่างหารือร่วมกับ ASCO และ สนง. โดยคาดว่าจะดำเนินการภายในไตรมาส 3/67)

 

4.2 ตลท. เปิดเผยรายชื่อลูกค้าที่ส่งคำสั่งไม่เหมาะสมให้ทุก บล. ทราบ เพื่อให้ดำเนินการตามที่กำหนด (คาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในไตรมาส 2/67)

 

การเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย

 

  • ปรับโครงสร้างองค์กร โดยรวมศูนย์งานสายระดมทุนและงานสายบังคับใช้กฎหมาย และสายงานบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติมอีกหนึ่งตำแหน่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมาย (ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566)
  • ผลักดันด้านการบังคับใช้กฎหมาย และประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น DSI และสำนักงานอัยการสูงสุด สำหรับเคสที่อยู่ในความสนใจของประชาชนและมีผลกระทบวงกว้าง เช่น STARK, MORE และ Zipmex
  • ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 – เมษายน 2567 ได้ดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งในกรณีการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในการซื้อขาย ซึ่งผู้กระทำผิดตกลงทำบันทึกการยินยอม 6 คดี ผู้กระทำผิดรวม 20 คน (ค่าปรับทางแพ่ง 32.39 ล้านบาท และชดใช้เงินฯ 18.28 ล้านบาท) และกล่าวโทษ 21 คดี ผู้ถูกกล่าวโทษรวม 72 คน (กรณีการกระทำไม่เป็นธรรม 3 คดี กรณีทุจริต 5 คดี และกรณีอื่นๆ 13 คดี)

The post ส่องผลงานสำคัญ 6 เดือน ก.ล.ต. กับการยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>