พรรคประชาชน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พรรคประชาชน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 16 Apr 2026 12:09:17 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปกรณ์วุฒิดักคอ ป.ป.ช. ทิ้งหลักการปูทางศักดิ์สยามพ้นผิดคดีซุกหุ้น ส่อทำลายความหวังปราบโกง https://thestandard.co/pakornwut-nacc-saksayam-stock-case/ Thu, 16 Apr 2026 12:09:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1198423 ภาพนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กำลังให้สัมภาษณ์ประเด็นเกี่ยวกับคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ท่ามกลางกระแสข่าวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจร […]

The post ปกรณ์วุฒิดักคอ ป.ป.ช. ทิ้งหลักการปูทางศักดิ์สยามพ้นผิดคดีซุกหุ้น ส่อทำลายความหวังปราบโกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กำลังให้สัมภาษณ์ประเด็นเกี่ยวกับคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ท่ามกลางกระแสข่าวที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ ‘ยกคำร้อง’ ในคดีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งถูกร้องฐานจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น

 

โดย สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ยอมรับว่า ต่อกรณีดังกล่าว จะมีคำชี้แจงและเหตุผลของมติ ป.ป.ช. ออกมาในรูปแบบเอกสาร

 

อย่างไรก็ตาม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานการทำงานของ ป.ป.ช. โดยเตือนสติสังคมให้จับตาว่า การทำหน้าที่ขององค์กรอิสระในครั้งนี้ อาจเป็นการโยนทิ้งทุกหลักการเพื่อปูทางให้ใครบางคนกลับมาผงาดในตำแหน่งรัฐมนตรีได้อีกครั้งหรือไม่

 

สำหรับปกรณ์วุฒิเคยมีบทบาทเป็นเสมือน ‘สารตั้งต้น’ ในคดีของศักดิ์สยาม โดยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อ 19 กรกฎาคม 2565 เขาเป็นผู้อภิปรายหลักพร้อมเปิดหลักฐานกล่าวหาศักดิ์สยามว่า มีพฤติกรรมซุกหุ้นและใช้ ‘นอมินี’ หรือตัวแทนอำพรางใน หจก. บุรีเจริญฯ แม้ศักดิ์สยามจะยังได้รับเสียงไว้วางใจ แต่ สส. พรรคก้าวไกลในขณะนั้น พร้อม สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งหมด 54 คน ได้รวมรายชื่อกันยื่นหลักฐานในการอภิปรายเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

 

ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้นายศักดิ์สยามหยุดปฏิบัติหน้าที่ในเดือนมีนาคม 2566 เพื่อรับคำร้องไว้พิจารณา และในวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติ 7 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง

 

ล่าสุดวันนี้ (16 เมษายน) ปกรณ์วุฒิหยิบยกประเด็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตที่ผูกพันทุกองค์กรนั้น โดยระบุว่า ตามหลักการแล้วจะผูกพันเฉพาะ ‘ผลของคำวินิจฉัย’ เท่านั้น ส่วนเนื้อหาคำอรรถาธิบายหลายสิบหน้าที่นำมาสู่ผลคำพิพากษามิได้มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อองค์กรอื่น

 

ปกรณ์วุฒิชี้ว่า ในชั้นการพิจารณาของ ป.ป.ช. กรณีการจงใจปกปิดทรัพย์สิน ซึ่งก็คือการถือครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ของศักดิ์สยาม ชิดชอบ ป.ป.ช. จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มต้นพิจารณาใหม่ทั้งหมด โดยอิงจากพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่

 

ปกรณ์วุฒิยังชวนพิจารณาถึงความผิดปกติของธุรกรรมดังกล่าวใน 2 ประเด็นหลัก

 

ประการแรกคือ มูลค่าในการซื้อขายหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีรายได้มหาศาลและมีศักยภาพในการทำกำไรสูงจากการรับงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง แต่กลับมีการทำธุรกรรมขายหุ้นในสัดส่วนเกือบทั้งหมดของบริษัทในราคาจดทะเบียน ซึ่งในมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์ทางธุรกิจย่อมทราบดีว่าการกระทำเช่นนี้ไม่มีความสมเหตุสมผลแม้แต่น้อย

 

ประการที่สอง ซึ่งถือเป็นหลักฐานมัดตัวที่สำคัญ คือเส้นทางการเงินที่นำมาใช้ซื้อหุ้น หากย้อนกลับไปดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็มในหน้าที่ 36-39 จะพบเอกสารหลักฐานที่ระบุชัดเจนว่า เงินจำนวนเกือบ 120 ล้านบาท ที่ผู้ถือหุ้นคนใหม่กล่าวอ้างว่าเป็นทุนทรัพย์ส่วนตัวนั้น แท้จริงแล้วมีต้นทางเส้นทางเงินไหลมาจากเครือข่ายของศักดิ์สยามเอง ทั้งจากบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด, จากตัว หจก.บุรีเจริญฯ และแม้กระทั่งเงินที่มาจากบัญชีของนายศักดิ์สยามโดยตรง

 

ปกรณ์วุฒิเน้นย้ำว่า ป.ป.ช. ไม่จำเป็นต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เพียงแค่ ป.ป.ช. ทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานทางการเงินที่ได้รับจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสถาบันการเงินต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ก็ย่อมต้องเห็นความจริงที่ประจักษ์ชัดว่า ธุรกรรมเหล่านี้เข้าข่ายการจงใจใช้ ‘นอมินี’ เพื่อปกปิดความเป็นเจ้าของที่แท้จริงและเจตนาซุกซ่อนทรัพย์สินหรือไม่

 

ปกรณ์วุฒิระบุว่า จะรออ่านเอกสารฉบับเต็มที่ ป.ป.ช. เตรียมจะชี้แจงเหตุผล พร้อมแสดงความกังวลว่า ป.ป.ช. จะยกคำร้องเพียงเพราะแค่ ‘เชื่อ’ ที่ผู้ถูกร้องบอกว่า เพิ่งรู้ว่าตนยังคงถือหุ้น หจก. นี้ หลังมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้

 

“เราคงต้องตั้งคำถามดังๆ กับ ป.ป.ช. ที่ปัจจุบันถูกเลือกมาโดย สว. ชุดนี้ ที่มีคดีถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘สว.สีน้ำเงิน’ อยู่ถึง 4 จาก 9 คน ว่าใช้มาตรฐานเดียวกันกับ ‘ทุกคำร้อง’ ที่เข้าสู่ ป.ป.ช. หรือไม่

 

“และคงต้องตั้งคำถามดังๆ ว่าหากทั้งหมดนี้ เป็นการโยนทิ้งทุกหลักการ เพื่อเพียงเป็นการปูทางให้ใครบางคน กลับมาเป็นรัฐมนตรีได้อีกครั้ง เราจะยังหวังกับการปราบทุจริตอย่างจริงจัง กับองค์กรอิสระที่ชื่อว่า ป.ป.ช. ได้อยู่หรือไม่” ปกรณ์วุฒิทิ้งท้าย

The post ปกรณ์วุฒิดักคอ ป.ป.ช. ทิ้งหลักการปูทางศักดิ์สยามพ้นผิดคดีซุกหุ้น ส่อทำลายความหวังปราบโกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาฯ ป.ป.ช. เผย ศาลฎีกานัดประชุมคำร้องคดี 44 สส. วันที่ 24 เม.ย. นี้ ใกล้กับวันประชุมใหญ่พรรคประชาชน https://thestandard.co/supreme-court-44-mps-case/ Thu, 16 Apr 2026 05:24:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1198317 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงวันที่ 24 เม.ย. ศาลฎีกานัดประชุมพิจารณาคำร้องคดี 44 สส.

ความคืบหน้าของคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่ได้ร่วมเข้า […]

The post เลขาฯ ป.ป.ช. เผย ศาลฎีกานัดประชุมคำร้องคดี 44 สส. วันที่ 24 เม.ย. นี้ ใกล้กับวันประชุมใหญ่พรรคประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงวันที่ 24 เม.ย. ศาลฎีกานัดประชุมพิจารณาคำร้องคดี 44 สส.

ความคืบหน้าของคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่ได้ร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ภายหลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมและส่งคำร้องหลายหมื่นแผ่นไปยังศาลฎีกาแล้วเมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา

 

ขั้นตอนต่อไปคือเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้ในทางธุรการแล้ว ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะต้องมีการคัดเลือกองค์คณะขึ้นมาเพื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าว จากนั้นจึงจะมีคำสั่งว่าประทับรับฟ้องหรือไม่ และหากศาลประทับรับฟ้อง ก็อาจมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. เป็นการชั่วคราว จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ซึ่งปัจจุบันจากทั้งหมด 44 คน มี 10 คน ที่ปฏิบัติหน้าที่ สส. อยู่ในสภาฯ ชุดนี้

 

ล่าสุดวันนี้ (16 เมษายน) สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับการประสานจากศาลฎีกาว่า จะมีการนัดประชุมเพื่อพิจารณารับคำร้องคดีในวันที่ 24 เมษายนที่จะถึงนี้

 

ส่วนคาดว่าศาลจะมีคำสั่งในวันดังกล่าวเลยหรือไม่นั้น สุรพงษ์ระบุว่า “เดี๋ยวท่าน (ศาล) จะสั่งเอง”

 

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดสอดคล้องกับการประเมินของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็น 1 ใน 44 ผู้ถูกร้องว่า ความชัดเจนในกระบวนการของศาลน่าจะปรากฏขึ้นหลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว

 

โดยพรรคประชาชนเองก็กำลังเข้าสู่ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคใหม่ ทั้งตำแหน่งสำคัญๆ อย่าง หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ฯลฯ เพื่อรองรับหากเกิด ‘อุบัติเหตุทางการเมือง’ ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวกรรมการบริหารพรรคในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้เช่นกัน

 

สำหรับ 10 สส. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วย สส. แบบบัญชีรายชื่อ 8 คน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ณัฐวุฒิ บัวประทุม และ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส่วนอีก 2 คน เป็น สส. กทม. คือ ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

 

หากมี ‘อุบัติเหตุทางการเมือง’ เกิดขึ้นในอนาคต อาจต้องมีการเลื่อน สส. แบบบัญชีรายชื่อ ทั้ง 8 คน ที่อยู่ในลำดับถัดไปของพรรคขึ้นมาทำหน้าที่แทน ขณะที่ สส. กทม. อีก 2 คน จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่

The post เลขาฯ ป.ป.ช. เผย ศาลฎีกานัดประชุมคำร้องคดี 44 สส. วันที่ 24 เม.ย. นี้ ใกล้กับวันประชุมใหญ่พรรคประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญาไม่เห็นด้วย ‘คนละครึ่งพลัส’ ชี้ไม่ใช่เวลาจะมากระตุ้นเศรษฐกิจ จี้รัฐอัดงบดูแลค่าครองชีพ รับมือวิกฤตหลังสงกรานต์ https://thestandard.co/sirikanya-rejects-khonlakhrueang-cost-living/ Wed, 15 Apr 2026 02:57:06 +0000 https://thestandard.co/sirikanya-rejects-khonlakhrueang-cost-living/ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลดูแลค่าครองชีพ

วันนี้ (14 เมษายน) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประช […]

The post ศิริกัญญาไม่เห็นด้วย ‘คนละครึ่งพลัส’ ชี้ไม่ใช่เวลาจะมากระตุ้นเศรษฐกิจ จี้รัฐอัดงบดูแลค่าครองชีพ รับมือวิกฤตหลังสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ พร้อมเรียกร้องรัฐบาลดูแลค่าครองชีพ

วันนี้ (14 เมษายน) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ โดยมองว่าไม่เหมาะกับบริบทเศรษฐกิจในปัจจุบัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาโฟกัสการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนเป็นลำดับแรก

 

ศิริกัญญาให้ความเห็นว่า มาตรการช่วยเหลือที่เพิ่งผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ทันต่อแรงกดดันจากราคาพลังงานและราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

 

แม้จะมีมาตรการดูแลภาคขนส่ง เช่น การช่วยเหลือต้นทุนน้ำมันสำหรับผู้ประกอบการขนส่งและผู้ให้บริการรับจ้าง แต่เธอมองว่านี่เป็นเพียงการประคองสถานการณ์ระยะสั้น

 

ขณะที่ภาพรวมการจัดสรรงบประมาณยังไม่สะท้อนความเร่งด่วนของปัญหา โดยงบที่ใช้ดูแลค่าครองชีพจริงมีสัดส่วนค่อนข้างจำกัด

 

สำหรับแนวคิด ‘คนละครึ่งพลัส’ ศิริกัญญาระบุว่า มาตรการลักษณะนี้เหมาะกับช่วงที่ต้องการกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ในเวลาที่รายได้ของประชาชนตึงตัว การให้ประชาชนต้องร่วมจ่ายเพิ่มอาจไม่เกิดผลตามที่คาด

 

“สถานการณ์ตอนนี้คนจำนวนมากแทบไม่เหลือกำลังซื้อ การออกแบบนโยบายจึงควรลดภาระ ไม่ใช่เพิ่มเงื่อนไขให้ต้องจ่ายร่วม” เธอกล่าว

 

เธอยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการที่เข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้กว้างขึ้น ทั้งครอบครัวที่มีบุตรในช่วงเปิดภาคเรียน เกษตรกร และชาวประมงที่ต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มวงเงินช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

 

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อข้อจำกัดด้านงบประมาณของภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลให้การออกมาตรการเพิ่มเติมทำได้ล่าช้า เนื่องจากต้องรอขั้นตอนการปรับโอนงบประมาณที่ใช้เวลา

 

ในแง่แนวโน้มเศรษฐกิจ ศิริกัญญาประเมินว่า หลังช่วงสงกรานต์อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น จากปัจจัยภายนอกอย่างความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง และเริ่มกระทบไปยังต้นทุนสินค้าในวงกว้าง

 

ศิริกัญญาสรุปว่า ภาครัฐควรเรียงลำดับความสำคัญใหม่ โดยเร่งบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป

The post ศิริกัญญาไม่เห็นด้วย ‘คนละครึ่งพลัส’ ชี้ไม่ใช่เวลาจะมากระตุ้นเศรษฐกิจ จี้รัฐอัดงบดูแลค่าครองชีพ รับมือวิกฤตหลังสงกรานต์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญา เผย หัวหน้าพรรค ปชน. คนใหม่รอคดี 44 สส. ชี้ทีมกฎหมายขอคัดสำเนา คาดศาลใช้เวลาพิจารณา พร้อมเปิดสเปกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. https://thestandard.co/sirikanya-prachachon-44-mps-bkk-governor/ Tue, 14 Apr 2026 06:11:37 +0000 https://thestandard.co/sirikanya-prachachon-44-mps-bkk-governor/ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (14 เมษายน) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประช […]

The post ศิริกัญญา เผย หัวหน้าพรรค ปชน. คนใหม่รอคดี 44 สส. ชี้ทีมกฎหมายขอคัดสำเนา คาดศาลใช้เวลาพิจารณา พร้อมเปิดสเปกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

วันนี้ (14 เมษายน) ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยว่า การประชุมสามัญพรรคประชาชนจัดขึ้นทุกปีในช่วงเดือนเมษายน ตามที่กฎหมายกำหนด โดยยอมรับว่ามีการปรับตำแหน่งเลขาธิการพรรค เนื่องจากศรายุทธ ใจหลัก ได้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว จึงต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ส่วนตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะรอความชัดเจนจากคดี 44 สส. ว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร

 

ขณะนี้ คดี 44 สส. ทีมกฎหมายอยู่ระหว่างดำเนินการขอคัดสำเนาเอกสารจากศาล เนื่องจากมีจำนวนมาก โดยเฉลี่ย 1 คน มีเอกสารถึง 3 ลัง รวมแล้วนับพันหน้า เพื่อนำมาศึกษาและจัดทำคำคัดค้าน พร้อมยื่นคำร้องขอทุเลาต่อศาล คาดว่ากระบวนการพิจารณาว่าศาลจะประทับรับฟ้องหรือไม่นั้น จะใช้ระยะเวลาพอสมควร เว้นแต่ศาลจะสามารถพิจารณาเอกสารได้รวดเร็ว ซึ่งจากปริมาณเอกสารที่มี คาดว่าไม่น่าจะแล้วเสร็จโดยเร็ว

 

พร้อมกันนี้ ศิริกัญญายังเปิดเผยถึงผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาชนว่า จะมีการเปิดตัวในอนาคต โดยยืนยันว่าขณะนี้มีตัวบุคคลแล้ว พร้อมระบุคุณสมบัติว่า ต้องมีภาวะผู้นำ สามารถฉายภาพอนาคตของกรุงเทพมหานครให้ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน และสอดคล้องกับนโยบายของพรรค เพื่อให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหากมีการเลือกตั้ง โดยบุคคลดังกล่าวเป็นนักการเมืองในพรรคและเป็นที่รู้จัก

The post ศิริกัญญา เผย หัวหน้าพรรค ปชน. คนใหม่รอคดี 44 สส. ชี้ทีมกฎหมายขอคัดสำเนา คาดศาลใช้เวลาพิจารณา พร้อมเปิดสเปกผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญา นำทีม สส.ปชน. รดน้ำผู้สูงอายุ ชี้สังคมสูงวัยน่าห่วง ดันแก้ พ.ร.บ.กทม. เพิ่มอำนาจ-งบดูแลครบวงจร https://thestandard.co/sirikanya-push-bma-elderly-care/ Tue, 14 Apr 2026 05:24:47 +0000 https://thestandard.co/sirikanya-push-bma-elderly-care/ ศิริกัญญา ตันสกุล รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ร่วมกิจกรรมสงกรานต์ พร้อม สส.พรรคประชาชน และเสนอแก้ พ.ร.บ.กทม.

วันนี้ (14 เมษายน) ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่ […]

The post ศิริกัญญา นำทีม สส.ปชน. รดน้ำผู้สูงอายุ ชี้สังคมสูงวัยน่าห่วง ดันแก้ พ.ร.บ.กทม. เพิ่มอำนาจ-งบดูแลครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญา ตันสกุล รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ร่วมกิจกรรมสงกรานต์ พร้อม สส.พรรคประชาชน และเสนอแก้ พ.ร.บ.กทม.

วันนี้ (14 เมษายน) ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล กรุงเทพ ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ในเขตพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกิจกรรม ‘สวัสดีวันสงกรานต์ สุขใจ ผู้สูงวัยสำราญ’ รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุและร่วมกิจกรรมประเพณีสงกรานต์

 

ศิริกัญญาระบุว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากเมืองใหญ่ในหลายประเทศ อีกทั้งเป็นเมืองที่มีบ้านพักคนชราและสถานที่อภิบาลผู้สูงวัยหลายแห่ง ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาทั้งในเรื่องความแออัด ความขาดแคลนงบประมาณ และบุคลากรที่จะมาดูแลรองรับผู้สูงอายุ

 

ปัจจุบัน ปัญหาการดูแลผู้สูงอายุเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ กทม. ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากโครงสร้างการบริหารที่อำนาจหลายส่วนยังขึ้นอยู่กับหน่วยงานส่วนกลาง ขณะที่ กทม. มีอำนาจอย่างจำกัด และนี่เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนเสนอมาตลอดว่าต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.กทม. เพื่อปรับโครงสร้างอำนาจของ กทม. โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเบ็ดเสร็จโดย กทม. เอง

 

ศิริกัญญากล่าวต่อว่า กทม. ยังมีปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องที่แก้ไขได้ไม่สำเร็จ ซึ่ง พ.ร.บ.กทม. จะช่วยให้ กทม. มีอำนาจในการแก้ไขได้มากขึ้น ผ่านการกระจายอำนาจ การถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์ รวมถึงการขยายกรอบอำนาจในการให้บริการสาธารณะในรูปแบบระบบ negative list เพิ่มรายได้ผ่านการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ ๆ การออกพันธบัตร การร่วมทุน และการจัดตั้งนิติบุคคล

 

นอกจากนี้ พ.ร.บ.กทม. ของพรรคประชาชน จะปรับให้โครงสร้างการบริหารของ กทม. เป็นสองชั้น ได้แก่ ชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall) และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่าง ๆ ได้

 

ในส่วนของณัฐชา ระบุว่า ปัญหาด้านสวัสดิการและการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย เป็นปัญหาที่มีความเรื้อรังมานาน และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากสถานการณ์วิกฤติในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย

 

เดิมที กลุ่มเปราะบางเหล่านี้มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว ทั้งในด้านความรวดเร็ว ความทั่วถึง และความเป็นธรรม ส่งผลให้สูญเสียโอกาสในการเข้าถึงสวัสดิการที่พึงได้รับ ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติในปัจจุบัน การช่วยเหลือจากรัฐที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึง ยิ่งทำให้ผลกระทบปรากฏชัดเจนมากยิ่งขึ้น

The post ศิริกัญญา นำทีม สส.ปชน. รดน้ำผู้สูงอายุ ชี้สังคมสูงวัยน่าห่วง ดันแก้ พ.ร.บ.กทม. เพิ่มอำนาจ-งบดูแลครบวงจร appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 สส. ปชน. โต้แม่ทัพภาค 4 ปมลอบสังหาร สส. ชี้คำพูด ‘ไม่ปล่อยให้รอด’ ทำประชาชนหวาดกลัว https://thestandard.co/mps-criticize-general-assassination-remarks/ Tue, 14 Apr 2026 03:34:16 +0000 https://thestandard.co/mps-criticize-general-assassination-remarks/ สส. พรรคประชาชน สองคนกำลังแถลงข่าวโต้วาทะแม่ทัพภาคที่ 4 ปมลอบสังหาร สส.

วันนี้ (13 เมษายน) รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ และก […]

The post 2 สส. ปชน. โต้แม่ทัพภาค 4 ปมลอบสังหาร สส. ชี้คำพูด ‘ไม่ปล่อยให้รอด’ ทำประชาชนหวาดกลัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. พรรคประชาชน สองคนกำลังแถลงข่าวโต้วาทะแม่ทัพภาคที่ 4 ปมลอบสังหาร สส.

วันนี้ (13 เมษายน) รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ และกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ไม่เห็นด้วยกับวาทะของแม่ทัพภาคที่ 4 หลังถูกผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์กรณีเหตุลอบสังหาร กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ ว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวใช่หรือไม่ โดยแม่ทัพภาค 4 ปิดไมค์พร้อมตอบคำถามดังกล่าวว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผมทำ ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”

 

รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า นี่ถือเป็นการแถลงข่าวครั้งแรกของแม่ทัพภาคที่ 4 หรืออีกหมวกหนึ่งคือ ผอ.รมน. ภาค 4 สน. ที่เปิดเผยต่อสื่อมวลชน กรณีเหตุการณ์ลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ จากพรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา

 

รอมฎอนกล่าวว่า โดยปรากฏข้อเท็จจริงของคดีว่ามีส่วนเชื่อมโยงถึงเจ้าหน้าที่และอดีตเจ้าหน้าที่ของ กอ.รมน. และกองทัพหลายคน รวมไปถึงยานพาหนะที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นรถยนต์ของ กอ.รมน. แต่ในระหว่างที่ไล่เรียงเนื้อหาในการแถลงนั้น ท่านขอตอบคำถามผู้สื่อข่าวแบบปิดไมค์ ซึ่งกลายเป็นหัวใจของการแถลงข่าวครั้งนี้ไป โดยท่านพูดว่า “ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ”

 

ฟังด้วยใจเป็นธรรม รูปประโยคนั้นเหมือนจะเป็นการปฏิเสธว่ากองทัพเข้าไปมีส่วนในเหตุสังหาร ซึ่งถ้าพูดตรง ๆ ก็พอจะเข้าใจได้

 

ประโยคนี้ทำให้สาระสำคัญของการแถลงข่าวทั้งหมดแทบจะไม่มีความหมายอะไร ที่จริงแล้วมีความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีลอบยิง สส. กมลศักดิ์ อยู่พอสมควร แต่ต้องบอกว่าคนอยากจะฟังและเห็นการเปิดปากครั้งแรกของผู้นำหน่วย กอ.รมน. มากกว่า ด้วยเหตุนี้ น้ำเสียง ท่วงทำนอง และภาษากายจึงสำคัญมาก การจงใจปิดไมค์เพื่อพูดประโยคสำคัญนี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะอาจสะท้อนจุดยืนและความคิดของผู้นำได้ดีกว่าถ้อยแถลงที่เป็นทางการตอนเปิดไมค์

 

รอมฎอนกล่าวว่า คำพูดที่สะท้อนวิธีคิดเช่นนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า การใช้กำลังที่ไม่ปล่อยให้รอดนั้นใช่วิธีที่ถูกต้องเหมาะสมในการแก้ไข “ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” หรือไม่ แนวทางเช่นนี้ได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชาของท่านหรือไม่ ท่าน ผบ.ทบ. ซึ่งเลือกท่านข้ามภาคจากแนวปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา มานั่งคุมทัพภาคใต้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบในวิธีคิดและวิธีการเช่นนี้ด้วยหรือไม่ และท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน รับรู้และเห็นชอบกับแนวทางเช่นนี้ด้วยหรือไม่

 

ในคำแถลงความคืบหน้ากรณีลอบสังหารผู้แทนราษฎรแล้วมีคำพูดแบบนี้ออกมานั้น สะท้อนความไม่เข้าใจต่อสถานการณ์และความรู้สึกนึกคิดของประชาชนอย่างถึงราก ตนอยากเห็นนายกรัฐมนตรี และ ผบ.ทบ. ในฐานะ ผอ.รมน. และรอง ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง ได้พิจารณาทบทวนการทำหน้าที่และบทบาทของแม่ทัพนรธิปโดยด่วน เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าคำพูดปิดไมค์ในวันนี้ คือคำถามที่ตามมาว่า ตกลงแล้ว กอ.รมน. ภาค 4 สน. ภายใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพ มีปฏิบัติการที่ “ไม่ปล่อยให้รอด” ไปแล้วด้วยหรือไม่ มีไปแล้วกี่กรณี และในอนาคต แนวทางที่เป็นส่วนตัวเช่นนี้ จะกลายเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติด้วยหรือไม่

 

ขณะที่ กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า “ถ้าผมทำ ไม่ปล่อยให้รอด” คือถ้อยคำที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ เมื่อออกมาจากเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในพื้นที่

 

โดยนัยของการสื่อสาร พล.ท. นรธิป อาจต้องการสื่อว่า กอ.รมน. ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารดังกล่าว เพราะหาก กอ.รมน. เป็นผู้สั่งการ สส. กมลศักดิ์ จะไม่รอดจากเหตุการณ์

 

การพูดในท่วงทำนองนี้ ไม่เพียงไม่ช่วยให้ กอ.รมน. พ้นจากการถูกตั้งคำถามจากสังคมได้ เพราะไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงจากข้อมูลที่ปรากฏในรายงานข่าวและการเปิดเผยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น ทั้งในเรื่องรถที่ใช้ก่อเหตุและตัวผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับ กอ.รมน. แต่ยังทำให้สังคมมีความกังขาต่อทั้งตัว พล.ท. นรธิป และ กอ.รมน. มากขึ้น เนื่องจากคำพูดดังกล่าวอาจถูกตีความว่าไม่สอดคล้องกับหลักการเคารพต่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หรืออาจถูกตีความไปได้ว่า กอ.รมน. สามารถทำสิ่งใดก็ได้ ไม่ว่าถูกหรือผิดกฎหมาย ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคง

 

ซึ่งโดยหลักการแล้ว กอ.รมน. ในฐานะหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ การปฏิบัติการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ (rule of law) และตรวจสอบได้ (accountability) อย่างเคร่งครัด รวมถึงหลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) และการผูกพันของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ดังนั้น การสื่อสารของผู้บังคับบัญชาระดับสูงจึงต้องไม่เปิดช่องให้เกิดความเข้าใจว่ารัฐสามารถใช้อำนาจนอกกรอบกฎหมายได้

 

เฉพาะเหตุการณ์การลอบสังหารผู้แทนราษฎร ซึ่งตอกย้ำความรู้สึกไม่ปลอดภัย และบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อรัฐอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อมีคำพูดเช่นนี้จากผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในการดูแลความมั่นคงในพื้นที่ ยิ่งทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความรู้สึกของประชาชนมากยิ่งขึ้น

 

สิ่งที่สังคมคาดหวังจาก กอ.รมน. ในตอนนี้คือ การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความยุติธรรม เพื่อเร่งรัดหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่สนใจว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีตำแหน่งใน กอ.รมน. หรือมีความสัมพันธ์อย่างไร เพื่อแสดงให้เห็นว่าทุกคนเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย และเพื่อลดทอนข้อกังวลของสาธารณะเกี่ยวกับปัญหาการลอยนวลพ้นผิด

 

หากจะตั้งคำถามไปให้ไกลกว่าคดีที่เกิดขึ้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ทัศนคติในลักษณะนี้มีส่วนต่อการที่สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี หรือไม่ แม้จะมีการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างต่อเนื่องและมหาศาล และทัศนคติดังกล่าวก็ห่างไกลจากหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ที่ กอ.รมน. มักอ้างว่าใช้เป็นหลักการสำคัญในการทำงาน

 

สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงปัญหาเฉพาะกรณี แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดของแนวทางการแก้ไขปัญหาในภาพรวม การทบทวนในเชิงโครงสร้างจึงมีความจำเป็น ทั้งในด้านการเสริมกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระจากสายการบังคับบัญชาทางทหาร เช่น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีตัวแทนจากภาคพลเรือน การรายงานความคืบหน้าคดีต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการปรับกระบวนการทำงานให้เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และมุ่งลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ ความโปร่งใส และความไว้วางใจของประชาชนอย่างแท้จริง

The post 2 สส. ปชน. โต้แม่ทัพภาค 4 ปมลอบสังหาร สส. ชี้คำพูด ‘ไม่ปล่อยให้รอด’ ทำประชาชนหวาดกลัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เท้ง ณัฐพงษร่วมงานประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน พบปะประชาชน สะท้อนผลกระทบ PM2.5 หนัก กระทบท่องเที่ยว https://thestandard.co/natthapong-songkran-pm25-tourism/ Mon, 13 Apr 2026 08:56:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1197659 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน

วันนี้ (13 เมษายน) ที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน […]

The post เท้ง ณัฐพงษร่วมงานประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน พบปะประชาชน สะท้อนผลกระทบ PM2.5 หนัก กระทบท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน

วันนี้ (13 เมษายน) ที่จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย กิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนใน จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน โดยในช่วงเช้าได้ร่วมประเพณีสรงน้ำพระเสตังคมณี พระแก้วขาว ที่วังเชียงมั่น อำเภอเมืองเชียงใหม่ ก่อนร่วมประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ที่วัดเมืองกาย อำเภอเมืองเชียงใหม่ และเดินทางต่อไปยัง จังหวัดลำพูน เพื่อร่วมพิธีเปิดขบวนสรงน้ำพระพุทธรูป และงานประเพณีสงกรานต์ในพื้นที่

 

ระหว่างการร่วมกิจกรรม ณัฐพงษ์และคณะได้พูดคุยกับประชาชนในทั้งสองพื้นที่ ซึ่งมีการสะท้อนปัญหาที่ประชาชนในภาคเหนือกำลังเผชิญจากสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยณัฐพงษ์ระบุว่า จากสถานการณ์วิกฤติฝุ่น PM2.5 และไฟป่า เท่าที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน พบว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องเลื่อนแผนการเดินทาง ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก

 

พรรคประชาชนพร้อมผลักดันการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะการผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งที่ผ่านมาได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีว่าจะหยิบยกร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาหรือไม่ โดยมีรายงานว่าอาจยังไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในระยะนี้

 

ณัฐพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเป็นเช่นนั้น พรรคประชาชนพร้อมเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่สภาอีกครั้ง เพื่อให้เกิดการพิจารณา พร้อมยืนยันว่าจะทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับประชาชน และขอให้ทุกคนมีความหวัง มีพลัง และมีความสุขในช่วงเทศกาลสงกรานต์

 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 1ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 2ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 3ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 4ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 5ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 6ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 7ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 8ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน 9

The post เท้ง ณัฐพงษร่วมงานประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน พบปะประชาชน สะท้อนผลกระทบ PM2.5 หนัก กระทบท่องเที่ยว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์-ศุภโชติ ติดตามปมเถ้าลอยปนเปื้อน น่าน จี้รัฐเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างเป็นอิสระ พร้อมเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด-PRTR ด่วน https://thestandard.co/parit-supachote-nan-fly-ash-prtr/ Mon, 13 Apr 2026 08:44:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1197647 พริษฐ์ วัชรสินธุ และ ศุภโชติ ไชยสัจ ลงพื้นที่ติดตามปัญหาเถ้าลอยปนเปื้อนในจังหวัดน่าน

วันนี้ (13 เมษายน) ที่ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พริษฐ์ […]

The post พริษฐ์-ศุภโชติ ติดตามปมเถ้าลอยปนเปื้อน น่าน จี้รัฐเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างเป็นอิสระ พร้อมเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด-PRTR ด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ วัชรสินธุ และ ศุภโชติ ไชยสัจ ลงพื้นที่ติดตามปัญหาเถ้าลอยปนเปื้อนในจังหวัดน่าน

วันนี้ (13 เมษายน) ที่ อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, เชาว์วิชญ์ อินน้อย สส.น่าน เขต 1 พรรคประชาชน และ เจริญ อภิภัทรโกศล สส.น่าน เขต 3 พรรคประชาชน ลงพื้นที่สำรวจปัญหากรณีรถบรรทุกนำเข้าเถ้าลอย (Fly Ash) จากโรงไฟฟ้าหงสาในประเทศลาว พลิกคว่ำเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ส่งผลให้เถ้าลอยปนเปื้อนในพื้นที่ใกล้เคียง ก่อนร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนในหลายอำเภอของจังหวัดน่าน

 

พริษฐ์ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยประชาชนจำนวนมากเพิ่งทราบเป็นครั้งแรกว่ามีการขนส่งเถ้าลอยผ่านเส้นทางดังกล่าว จึงเกิดความกังวลว่าอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งจากการสูดดมฝุ่นมลพิษและการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

 

แม้ภายหลังเกิดเหตุ บริษัทเอกชนผู้รับซื้อเถ้าลอยจะดำเนินการตรวจสอบคุณภาพอากาศและดินในเบื้องต้น และระบุว่าสารปนเปื้อนยังไม่เกินเกณฑ์มาตรฐาน แต่ประชาชนยังคงมีความกังวลต่อเนื่อง และได้รวบรวมข้อมูลเพื่อร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงพรรคประชาชน

 

พรรคประชาชนเห็นว่ามีมาตรการเร่งด่วนที่จำเป็น เพื่อเยียวยาและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมถึงจัดการความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว ดังนี้

 

  • กรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตรวจสอบคุณภาพอากาศ ดิน และน้ำอย่างละเอียด ว่ามีสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายหรือไม่ โดยต้องเป็นการตรวจสอบโดยรัฐหรือหน่วยงานอิสระ ไม่ยึดเพียงผลของบริษัทเอกชนฝ่ายเดียว และควรขยายการตรวจสอบให้ครอบคลุมทั้งพืชผลทางการเกษตร สัตว์น้ำ และสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง
  • หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับปรุงทางโค้งบริเวณจุดเกิดเหตุ เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุ เช่น เพิ่มป้ายเตือน หรือติดตั้งกล้องตรวจจับ เนื่องจากเป็นจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

 

  • คณะรัฐมนตรีและสภาควรเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ทั้งการผลิต การปล่อย และการเคลื่อนย้ายมลพิษ

 

พริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ พรรคประชาชนเคยเสนอเข้าสู่สภา และได้รับการผลักดันจาก สส. หลายฝ่ายแล้วในสภาชุดที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการพิจารณาต่อ โดยต้องดำเนินการภายในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชนจะใช้กลไกสภาอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน รวมถึงชาวน่านที่กำลังเผชิญวิกฤตซ้อน ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 และกรณีเถ้าลอย

 

นอกจากนี้ สส. พรรคประชาชนยังได้ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนในหลายอำเภอทั่วจังหวัดน่าน

The post พริษฐ์-ศุภโชติ ติดตามปมเถ้าลอยปนเปื้อน น่าน จี้รัฐเร่งตรวจสอบการปนเปื้อนอย่างเป็นอิสระ พร้อมเร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด-PRTR ด่วน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เท้ง ณัฐพงษ์ นำทีมพรรคประชาชน ลุยลำปางฉลองสงกรานต์ รับฟังเสียงประชาชนท่ามกลางวิกฤตน้ำมัน https://thestandard.co/natthapong-people-party-lampang-songkran/ Sun, 12 Apr 2026 18:12:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1197568 เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน และทีมงานลงพื้นที่พบปะประชาชนชาวลำปาง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อรับฟังปัญหาจากวิกฤตน้ำมัน

วันนี้ (12 เมษายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคปร […]

The post เท้ง ณัฐพงษ์ นำทีมพรรคประชาชน ลุยลำปางฉลองสงกรานต์ รับฟังเสียงประชาชนท่ามกลางวิกฤตน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน และทีมงานลงพื้นที่พบปะประชาชนชาวลำปาง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อรับฟังปัญหาจากวิกฤตน้ำมัน

วันนี้ (12 เมษายน) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน พร้อมด้วยทีมงานพรรคประชาชน ลงพื้นที่ภาคเหนือเพื่อเยี่ยมเยือนประชาชน พร้อมรับฟังทุกข์สุขจากพี่น้อง ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันในช่วงสงกรานต์

 

ณัฐพงษ์ พร้อมด้วยรองหัวหน้าพรรค รองโฆษกพรรค และทีมงาน เริ่มเดินทางพบปะประชาชนบริเวณด้านหน้าไปรษณีย์ สาขาจังหวัดลำปาง ถนนทิพย์ช้าง สิ้นสุดที่ห้าแยกหอนาฬิกา จังหวัดลำปาง ขณะเดียวกันพี่น้องประชาชนชาวลำปางเข้ามาทักทายต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมโอบกอด ร่วมปะแป้ง และถ่ายรูปตลอดทาง พร้อมสะท้อนความทุกข์ร้อนที่กำลังเผชิญอยู่

 

ประชาชนที่ร่วมเล่นสงกรานต์ให้ความเห็นว่า ปีนี้พี่น้องประชาชนกลับมาเยี่ยมบ้านในช่วงสงกรานต์น้อยลงไปมาก หากเทียบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์เดียวกันในปีก่อนหน้า พ่อค้าแม่ขายในพื้นที่ต่างก็เล่าให้ฟังว่า ประชาชนที่มาร่วมงานเทศกาลสงกรานต์เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด คาดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้เกิดวิกฤตน้ำมัน ส่งผลกระทบให้ประชาชนกลับบ้านร่วมฉลองเทศกาลสงกรานต์ในต่างจังหวัดน้อยลง ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวก็เดินทางมาเที่ยวน้อยลงไปด้วย

 

เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน และทีมงานลงพื้นที่พบปะประชาชนชาวลำปาง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อรับฟังปัญหาจากวิกฤตน้ำมัน 1เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน และทีมงานลงพื้นที่พบปะประชาชนชาวลำปาง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อรับฟังปัญหาจากวิกฤตน้ำมัน 2เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน และทีมงานลงพื้นที่พบปะประชาชนชาวลำปาง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อรับฟังปัญหาจากวิกฤตน้ำมัน 3เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน และทีมงานลงพื้นที่พบปะประชาชนชาวลำปาง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อรับฟังปัญหาจากวิกฤตน้ำมัน 4เท้ง ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน และทีมงานลงพื้นที่พบปะประชาชนชาวลำปาง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อรับฟังปัญหาจากวิกฤตน้ำมัน 5

The post เท้ง ณัฐพงษ์ นำทีมพรรคประชาชน ลุยลำปางฉลองสงกรานต์ รับฟังเสียงประชาชนท่ามกลางวิกฤตน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ไอซ์-ช่อ’ ลงพื้นที่ท่าน้ำนนท์สำรวจเศรษฐกิจสงกรานต์ จี้รัฐหั่นงบปี 70 อุ้มประชาชนฝ่าวิกฤตพลังงาน https://thestandard.co/ice-cho-energy-budget-2027/ Sun, 12 Apr 2026 03:24:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1197316 ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์

วันนี้ (12 เมษายน) รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( […]

The post ‘ไอซ์-ช่อ’ ลงพื้นที่ท่าน้ำนนท์สำรวจเศรษฐกิจสงกรานต์ จี้รัฐหั่นงบปี 70 อุ้มประชาชนฝ่าวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์

วันนี้ (12 เมษายน) รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ได้ลงพื้นที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ เพื่อพบปะประชาชนและสำรวจสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

 

จากการเดินสำรวจและพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย พบว่าวิกฤตราคาน้ำมันได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนสินค้าหลายรายการ โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกและน้ำมันพืช ขณะที่พืชผักและผลไม้บางชนิดมีการปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนค่าขนส่ง และอาหารทะเลมีต้นทุนการรับซื้อที่แพงขึ้น อย่างไรก็ตาม มีสินค้าบางรายการที่ราคาตกต่ำ เช่น มะพร้าวและพืชผักนอกฤดูกาลบางชนิด

 

ภาพรวมของตลาดสะท้อนให้เห็นว่า แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกรายการ แต่พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ยังคงต้องตรึงราคาสินค้าไว้เท่าเดิมและยอมแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเอง อาทิ ร้านขายข้าวแกง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้กำลังซื้อหดหาย และผู้ค้าเกรงว่าหากปรับขึ้นราคาจะส่งผลให้ไม่มีลูกค้ามาอุดหนุน

 

พรรณิการ์ ระบุว่า บรรยากาศของตลาดในช่วงเช้าวันอาทิตย์ของเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ไม่ได้มีความคึกคักเท่าที่ควรจะเป็น สภาวะที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนและประชาชนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจภาพรวมหดตัวลง

 

พร้อมกันนี้ ได้สะท้อนข้อกังวลต่อมาตรการของรัฐบาล โดยระบุว่า การเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 100 บาทเป็นเวลา 1 เดือนนั้น เป็นมาตรการที่น้อยเกินไปและไม่สอดคล้องกับความเดือดร้อน รัฐบาลมักเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจสภาวะการคลังของประเทศ แต่รัฐบาลก็ควรทำความเข้าใจสภาวะการคลังของประชาชนด้วยเช่นกัน รัฐบาลควรจัดสรรสวัสดิการระยะสั้นแบบพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง เช่น เกษตรกร ชาวประมง และกลุ่มเปราะบางต่างๆ

 

นอกจากนี้ พรรณิการ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงการปรับราคาสินค้าประเภทพลาสติกจากโรงงานผู้ผลิต ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างผิดปกติทั้งที่ยังไม่มีภาวะขาดแคลน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซ้ำเติมผู้ค้ารายย่อยและประชาชนในระดับรากหญ้า

 

ด้าน รักชนก เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือจำนวนคนเดินตลาดที่ลดลง ประชาชนมีรายได้เท่าเดิมแต่ต้องรับภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยและซื้อเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น สอดคล้องกับภาพรวมของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ ที่พบว่ามีประชาชนจำนวนมากตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางกลับภูมิลำเนาและการท่องเที่ยว เนื่องจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

 

ในตอนท้าย รักชนก ได้เสนอแนะต่อรัฐบาลว่า ในช่วงที่กำลังมีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลควรพิจารณาตัดลดหรือชะลองบประมาณในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น โครงการก่อสร้างถนนหรืออาคารต่างๆ และนำเม็ดเงินดังกล่าวมาจัดทำมาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญและเร่งด่วนที่สุดในสภาวะวิกฤตเช่นนี้

 

ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์ 1ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์ 2ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์ 3ไอซ์ รักชนก และ ช่อ พรรณิการ์ ลงพื้นที่สำรวจเศรษฐกิจที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ช่วงสงกรานต์ 4

The post ‘ไอซ์-ช่อ’ ลงพื้นที่ท่าน้ำนนท์สำรวจเศรษฐกิจสงกรานต์ จี้รัฐหั่นงบปี 70 อุ้มประชาชนฝ่าวิกฤตพลังงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชน สับมาตรการอุ้มพลังงานรัฐบาลไม่ตรงจุด หวั่นงบจำกัดกระทบการช่วยเหลือ ชี้ปมจัดการงบกองทุนประชารัฐผิดพลาด https://thestandard.co/people-party-energy-aid-criticism/ Sat, 11 Apr 2026 11:22:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1197188 แกนนำพรรคประชาชนแถลงข่าววิจารณ์มาตรการอุ้มพลังงานรัฐบาล

วันนี้ (11 เมษายน) ที่ อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนได้แถล […]

The post พรรคประชาชน สับมาตรการอุ้มพลังงานรัฐบาลไม่ตรงจุด หวั่นงบจำกัดกระทบการช่วยเหลือ ชี้ปมจัดการงบกองทุนประชารัฐผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกนนำพรรคประชาชนแถลงข่าววิจารณ์มาตรการอุ้มพลังงานรัฐบาล

วันนี้ (11 เมษายน) ที่ อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนได้แถลงข่าวข้อเสนอแนะและข้อวิจารณ์ต่อมาตรการเยียวยาของรัฐบาล ในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตการณ์ราคาพลังงาน โดยมีแกนนำพรรคเข้าร่วม ได้แก่ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการนโยบายพรรคประชาชน ซึ่งการแถลงข่าวครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้จัดการประชุมนัดพิเศษเพื่อหารือมาตรการดังกล่าว

 

วีระยุทธ ระบุว่า แม้มติคณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือรวม 7,700 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง งบประมาณที่ใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้ามีเพียง 3,000 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่งบประมาณส่วนที่เหลืออีก 4,700 ล้านบาท เป็นการจัดสรรเพื่อชดเชยงบประมาณกองทุนประชารัฐ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ประจำปี 2569 ที่ตั้งไว้ไม่เพียงพอตั้งแต่แรก

 

วีระยุทธยังชี้ให้เห็นว่า มีกลุ่มอาชีพสำคัญหลายกลุ่มที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการนี้ เช่น กลุ่มชาวประมงที่ประสบปัญหาต้นทุนจนไม่สามารถออกเรือได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบให้เกิดภาวะอาหารทะเลขาดแคลน รวมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการต้นน้ำ อาทิ อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อื่นๆ เช่น บรรจุภัณฑ์ สี และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

 

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐด้านการก่อสร้างมากเป็นพิเศษ โดยอนุญาตให้สามารถแก้ไขสัญญา หรือขอคืนเงินประกันได้ พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ ในระดับเดียวกัน

 

ด้านเดชรัต กล่าวถึงผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยระบุว่าต้นทุนหลักกว่าร้อยละ 40-50 คือ ปุ๋ยเคมีและน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยเฉพาะโครงการปุ๋ยธงเขียว ที่ขยายวงเงินช่วยเหลือจาก 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ (จำกัดสิทธิ 5+1 กระสอบ) นั้น ถือเป็นปริมาณที่น้อยมาก อีกทั้งในอดีตมีเกษตรกรเข้าถึงโครงการนี้ได้เพียงร้อยละ 1 ของความต้องการใช้ปุ๋ยทั้งหมด พรรคประชาชนจึงเสนอให้รัฐบาลขยายโครงการให้ครอบคลุมเกษตรกรทุกราย

 

สำหรับปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิง เดชรัตระบุว่ารัฐบาลยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจนสำหรับภาคประมงและภาคการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มผู้ให้บริการเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูการไถเตรียมดินสำหรับข้าวนาปีในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม

 

ในประเด็นความกังวลเรื่องการขาดแคลนปุ๋ยเคมี พรรคประชาชนเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยข้อมูลปริมาณปุ๋ยเคมีที่อยู่ในประเทศ ทั้งที่อยู่ระหว่างการนำเข้า และที่ค้างอยู่ในคลังสินค้าหรือร้านค้าปลีก เพื่อความโปร่งใส รวมถึงควรประกาศราคาควบคุมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนร่วมกันตรวจสอบและป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาความขาดแคลนเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับกรณีน้ำมันเชื้อเพลิง

 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มเปราะบางที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น การสนับสนุนวงเงินฉุกเฉินสำหรับการศึกษาของเด็กนักเรียน หรือวงเงินกู้ฉุกเฉินสำหรับครัวเรือนเปราะบาง

 

ศิริกัญญา ได้ชี้แจงถึงปัญหาการจัดสรรงบประมาณ โดยระบุว่าการที่รัฐบาลต้องนำงบกลาง 4,700 ล้านบาท มาเติมในกองทุนประชารัฐนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดในการบริหารงบประมาณ เนื่องจากโดยปกติกองทุนนี้ต้องใช้งบประมาณราว 50,000 ล้านบาทต่อปี แต่รัฐบาลกลับตั้งงบประมาณปี 2569 ไว้เพียง 30,000 ล้านบาท ส่งผลให้เงินกองทุนขาดแคลน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ แม้แต่รายจ่ายประจำก็ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้มาตรการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างจำกัดและไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

ศิริกัญญากล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในการหาแหล่งเงินทุนสำหรับงบประมาณปี 2569 ที่เหลือ แม้จะมีการระบุว่าจะไม่มีการออก พ.ร.ก. กู้เงิน แต่จะใช้รูปแบบ พ.ร.บ. โอนงบประมาณแทน พรรคประชาชนจึงคาดหวังให้คณะรัฐมนตรีเร่งออกหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า โครงการใดจะถูกตัดหรือโอนงบประมาณ โดยเฉพาะงบประมาณของหน่วยงานราชการที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายก่อนวันที่ 30 เมษายน ตามคำสั่งเร่งรัดของกรมบัญชีกลาง

 

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาหาแหล่งงบประมาณอื่นๆ อย่างเร่งด่วน เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

The post พรรคประชาชน สับมาตรการอุ้มพลังงานรัฐบาลไม่ตรงจุด หวั่นงบจำกัดกระทบการช่วยเหลือ ชี้ปมจัดการงบกองทุนประชารัฐผิดพลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.ศธ. ดึง ‘ครูจวง’ นั่งที่ปรึกษาฯ ชูวิสัยทัศน์ก้าวข้ามขั้วการเมือง มุ่งดึงคนเก่งร่วมพัฒนาการศึกษาชาติ https://thestandard.co/moe-advisor-cross-politics/ Sat, 11 Apr 2026 03:30:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1196966 อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. และ ปารมี ไวจงเจริญ (ครูจวง)

วันนี้ (11 เมษายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่ […]

The post รมช.ศธ. ดึง ‘ครูจวง’ นั่งที่ปรึกษาฯ ชูวิสัยทัศน์ก้าวข้ามขั้วการเมือง มุ่งดึงคนเก่งร่วมพัฒนาการศึกษาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. และ ปารมี ไวจงเจริญ (ครูจวง)

วันนี้ (11 เมษายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีการเชิญ ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน เข้าร่วมงานในกระทรวงศึกษาธิการ

 

โดยระบุว่า ตนและปารมีมีความสนิทสนมและรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมานานกว่า 10 ปี ซึ่งการทาบทามครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทราบว่าปารมีไม่ได้ดำรงตำแหน่ง สส. ในสมัยปัจจุบัน และเตรียมตัวจะกลับไปประกอบวิชาชีพครูตามเดิม

 

อัครนันท์ เน้นย้ำว่า การเชิญปารมีมาร่วมงานมีเป้าหมายหลักเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษาของชาติเป็นสำคัญ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์ตรงสายงานเข้ามาช่วยขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งปารมีถือเป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญและให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการศึกษามาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน อีกทั้งยังมีผลงานการนำเสนอและแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม จึงมั่นใจว่าจะได้บุคลากรที่ปฏิบัติงานได้ตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

สำหรับการวางตัวในตำแหน่งการทำงานนั้น รมช.ศธ. เปิดเผยว่า ได้กำหนดให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมยืนยันว่าการทาบทามครั้งนี้เป็นไปเพื่อการทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มีเงื่อนไขผูกมัดทางการเมือง หรือการชักชวนให้ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

 

นอกจากนี้ อัครนันท์ ยังได้แสดงจุดยืนในการเปิดกว้างรับบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วนในอนาคต โดยไม่นำเงื่อนไขหรืออุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยระบุว่า หากประเทศชาติติดอยู่กับข้อจำกัดเรื่องการสังกัดพรรคการเมือง การพัฒนาประเทศก็จะไม่สามารถก้าวหน้าได้ การมองข้ามเรื่องพรรคสังกัดจะทำให้ภาครัฐสามารถดึงคนเก่งๆ ที่แม้อาจจะไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน มาร่วมกันทำงานเพื่อชาติได้

 

ในตอนท้าย อัครนันท์ ยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อสมาชิกพรรคประชาชนอีกหลายท่าน โดยเปิดเผยว่าในวันนี้มีกำหนดการร่วมรับประทานอาหารกับ กรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน พร้อมทิ้งท้ายถึงแนวคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยว่า หากวันนี้เรามองแต่ว่าผู้ที่มีแนวคิดไม่เหมือนกันจะคบกันไม่ได้ เราก็คงไม่สามารถคบใครได้อีกเลย

The post รมช.ศธ. ดึง ‘ครูจวง’ นั่งที่ปรึกษาฯ ชูวิสัยทัศน์ก้าวข้ามขั้วการเมือง มุ่งดึงคนเก่งร่วมพัฒนาการศึกษาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ แจงถูกปิดประชุมอดพาดพิง นายกฯ บอกไม่ทำการบ้าน จัดคลัสเตอร์เอื้อการเมือง https://thestandard.co/parit-slams-pm-cluster-politics/ Sat, 11 Apr 2026 03:21:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196957 พริษฐ์ วัชรสินธุ กำลังอภิปราย

วานนี้ (10 เมษายน) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และ […]

The post พริษฐ์ แจงถูกปิดประชุมอดพาดพิง นายกฯ บอกไม่ทำการบ้าน จัดคลัสเตอร์เอื้อการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ วัชรสินธุ กำลังอภิปราย

วานนี้ (10 เมษายน) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น แต่กลับถูก โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมขณะนั้น ปิดประชุมไปก่อนได้ใช้สิทธิ์พาดพิง ว่า การใช้สิทธิ์พาดพิงในที่ประชุมสภา แต่ประธานสภาไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ เพราะสิทธิ์การประท้วงสามารถยกมือได้ตลอดตามข้อบังคับ ตนเองให้เกียรตินายกรัฐมนตรี ไม่อยากขัดจังหวะ จึงขอใช้สิทธิ์พาดพิงในตอนท้าย และได้มีการยื่นแจ้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ไปแล้ว เพื่อให้แจ้งกับประธานสภาต่อไป

 

พริษฐ์ ระบุว่า มี 2 ประเด็นที่ถูกพาดพิงให้เกิดความเสียหาย ประเด็นแรกคือที่บอกว่าตนเองไม่ทำการบ้าน ทั้งที่เรื่องนั้น ไม่รู้หรือว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถูกมอบหมายให้อยู่ภายใต้คลัสเตอร์ของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องคลัสเตอร์สังคมและสวัสดิการ

 

พริษฐ์ กล่าวว่า ตนเองรู้ และตนเองอภิปรายแบบนั้น นั่นคือประเด็น ที่จะบอกว่า หากรัฐบาลจะแบ่งคลัสเตอร์โดยยึดภารกิจของประเทศ เรื่องนี้จึงควรอยู่ภายใต้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบ แต่เพราะนายกฯ มอบให้ ยศชนัน สะท้อนว่า การแบ่งคลัสเตอร์ไม่ได้คิดถึงโจทย์ของประเทศ แต่คิดถึงโจทย์ทางการเมือง กลับเอาไปอยู่ใต้สังคมสวัสดิการ เพียงเพราะ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาจากพรรคเพื่อไทย

 

“คนที่ไม่ได้ทำการบ้านไม่ใช่ผม แต่ถ้านายกฯ ฟังแล้ว ไม่รู้ว่าตั้งใจฟังหรือเปล่า หรือฟังแล้วไม่เข้าใจ เลยยิ่งยืนยันว่า มีการมอบหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ภายใต้คลัสเตอร์ของยศชนัน ย้ำว่า คนที่ไม่ได้ทำการบ้านไม่ใช่ผม ไม่รู้ว่าเพราะท่านนายกฯ ไม่ได้เข้ามารับฟังในห้องประชุมหรือไม่” พริษฐ์ กล่าว

 

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า ท่านไม่พร้อมจะออกมาแสดงความเห็นเรื่องว่า ยินดีให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สั่งฟ้อง กรณีการโกงเลือก สว. พร้อมบอกว่า คงไม่มีใครยินดี ความจริงแล้วมี ก็คือตนเอง ที่ถูก กกต. กล่าวหา ยินดีหากจะดำเนินการ พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการยุติธรรมทุกประการ คิดว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด พร้อมเข้าสู่กระบวนการทุกรูปแบบ นี่ยิ่งตอกย้ำคำพูดที่นายกรัฐมนตรีทิ้งไว้อย่างสวยหรูว่า พร้อมจะรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย ยิ่งถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง

 

ส่วนรู้สึกว่า ประสบความสำเร็จเรื่องการตรวจสอบนโยบายมากน้อยแค่ไหนนั้น การตรวจสอบนโยบายเดินหน้าต่อแน่นอน ไม่ได้หยุดแค่วันนี้ แต่สิ่งที่น่าผิดหวังคือ ในคำชี้แจงของนายกรัฐมนตรี ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพูดถึงสรรพคุณของตนเอง มากกว่าตอบข้อสงสัยที่ประชาชนมีเกี่ยวกับนโยบายบางอย่าง ที่อยู่ในเอกสารรายละเอียด หรือหายไปจากคำแถลง ทั้งแผนระยะสั้น ระยะยาว ที่นายกรัฐมนตรีแทบจะไม่ได้พูดถึงเลย รวมถึงนโยบายที่มีปัญหา และความชัดเจนของแนวทางการรับมือวิกฤติพลังงาน

 

ส่วนกรณีจะติดตามรัฐบาลเสมือนดั่งเงา แปลว่ามีแนวคิดที่จะตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ของพรรคประชาชนขึ้นมาหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า จะใช้ทุกรูปแบบในการตรวจสอบ ทั้งกลไกทางสภา และการตรวจสอบจากประชาชนนอกสภาด้วย แต่รายละเอียดขอให้พรรคได้ตกผลึกก่อนสื่อสาร

 

สำหรับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญการตรวจสอบการเลือกตั้งนั้น พรรคประชาชนได้ยื่นญัตติไปแล้ว เพื่อให้มีการบรรจุเป็นวาระ เพื่อตรวจสอบข้อพิรุธเกี่ยวกับการเลือกตั้ง รวมถึงการจัดทำข้อเสนอเพื่อปรับปรุงให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์และเป็นธรรม รวมถึง พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. คิดว่าน่าจะเป็นพื้นที่ที่ดี ที่พรรคการเมืองทุกพรรค และนักวิชาการ จะได้ใช้ข้อมูลที่ผ่านมาให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย และมองถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็นไปโดยบริสุทธิ์ ยุติธรรม และโปร่งใสจริง และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกพรรค

 

ส่วนจะมีการตั้งกรรมาธิการนี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับที่ประชุม ซึ่งหากฟังจากคำพูดของนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่ ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดเลย แต่สิ่งที่อยากได้คือ จุดยืนของท่านคืออะไร

 

ส่วนถ้าตั้งได้ ก็ต้องดูว่าขอบเขตการศึกษาเป็นเช่นไร ต้องมีองค์ประกอบการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย้อนหลัง จะต้องมีการจัดทำข้อเสนอเพื่อปรับปรุงกติกา ให้สื่อมวลชนหรือประชาชนสามารถสังเกตการณ์ได้อย่างรัดกุมมากขึ้น รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลใบขีดคะแนนให้รวดเร็ว โปร่งใส และครอบคลุม เพื่อวิเคราะห์ต่อได้

 

“แม้การเลือกตั้งที่ผ่านมา จะผ่านไปแล้ว แต่เราไม่อยากให้เหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำ กรรมาธิการชุดนี้จึงมีความสำคัญ ประกอบไปด้วยตัวแทนทุกพรรค และภาคส่วนต่าง ๆ นอกสภา จึงหวังว่าจะสามารถหาฉันทามติร่วมกัน”

The post พริษฐ์ แจงถูกปิดประชุมอดพาดพิง นายกฯ บอกไม่ทำการบ้าน จัดคลัสเตอร์เอื้อการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์เปรียบรัฐบาลภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งแบบ ‘บังเอิญ พลัส’ ขอนายกฯ หนุนตั้ง กมธ. ให้ทุกพรรคตรวจสอบการเลือกตั้งให้สิ้นสงสัย https://thestandard.co/parit-urges-election-probe/ Sat, 11 Apr 2026 03:06:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1196945 พริษฐ์ วัชรสินธุ กำลังอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุก […]

The post พริษฐ์เปรียบรัฐบาลภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งแบบ ‘บังเอิญ พลัส’ ขอนายกฯ หนุนตั้ง กมธ. ให้ทุกพรรคตรวจสอบการเลือกตั้งให้สิ้นสงสัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พริษฐ์ วัชรสินธุ กำลังอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนสุดท้ายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา เป็นวันที่ 2 เขาสรุปภาพรวมการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า รัฐบาลใหม่นี้ ไม่ได้ใหม่ขนาดนั้น นายกรัฐมนตรีคนเดิม พรีเซนเตอร์ชุดเดิม แต่จากผลงานที่ผ่านมาโดยเฉพาะวิกฤตพลังงานช่วงรักษาการ รวมถึงการแถลงนโยบาย

 

“รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นรัฐบาลมืออาชีพ แต่เหมือนผู้รับเหมาที่เตรียมขึ้นบัญชีดำ เพราะหากดูหลักเกณฑ์การขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ จะพบว่ามีอย่างน้อย 5 พฤติกรรมที่คล้ายกับที่รัฐบาลชุดนี้กำลังทำกับประชาชน” พริษฐ์กล่าว

 

พริษฐ์ไล่เลียง 5 พฤติกรรมของรัฐบาล ประกอบด้วย

 

1. การเบี้ยวสัญญา ที่ผ่านมาช่วงหาเสียงใช้วิธี ‘พูดแล้วทำ’ โดยการไม่พูดอะไรเลย นอกจากโอ้อวดตนว่ารักชาติ นโยบายที่ส่งให้ กกต. ก็น้อยกว่าพรรคประชาชนหรือพรรคเพื่อไทยถึง 7 เท่า เช่น เรื่องการลดค่าไฟ 3 บาท ที่ไม่ได้ลดทุกครัวเรือน หรือการแก้รัฐธรรมนูญ ที่แม้จะมีการออกเสียงประชามติ กลับไม่ปรากฏเรื่องนี้ในคำแถลงนโยบาย

 

2. การส่งงานล่าช้า ในคำแถลงนโยบายได้ย้ำถึง 3 ครั้งว่าโลกเรามีความไม่แน่นอนสูง ไม่รู้จะเป็นข้ออ้างหรือเปล่าที่ทำให้รัฐบาลต้องเบี้ยวสัญญา ข้ออ้างนี้จะฟังขึ้นก็ต่อเมื่อเราเห็นว่านายกฯ ตอบสนองต่อประชาชนอย่างรวดเร็ว แทนที่จะเป็นการทำงานแบบ สั่งวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน แต่นายกฯ มักจะปล่อยให้ประเทศเสียหายตั้งนานโดยไม่สั่งการเสียที

 

“สิ่งที่ผมให้อภัยท่านนานยกฯ ไม่ได้มากที่สุด เพราะเมื่อปัญหาเกิดกับประชาชน ท่านมักจะเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้า แต่เมื่อใดที่ปัญหาเกิดขึ้นกับตัวท่านยเอง ท่านจะแก้ปัญหาอย่างว่องไว เช่นวันที่ขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 6 บาท ผมเชือว่าวันนั้นท่านตั้งใจให้สภาปิดประชุมก่อน เลิกพูดเรื่องพลังงานก่อน แล้วจึงตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 6 บาทรวดเดียว จะกลับมาพูดก็ไม่ได้อีก เพราะประธานไม่ได้นัดประชุมสภาฯ แต่การปกป้องประชาชน ท่านไม่วางแผนอะไรเลย ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่างๆ จากวันนั้นผ่านมา 2 สัปดาห์ ยังไม่มีเงินสักบาทส่งถึงพี่น้องประชาชน” พริษฐ์กล่าว

 

3. การลดสเปค ท่านนายกฯ ชอบการห้อยท้ายทุกนโยบายด้วยคำว่า ‘พลัส’ แต่เครื่องหมายที่เหมาะกับรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เครื่องหมายบวก แต่คือเครื่องหมายดอกจันท์ เพราะนโยบายมักจะห่างจากความคาดหวังของประชาชน ต้องมีหมายเหตุกำกับไว้เสมอ เช่น ราคามะพร้าว 7-10 บาทต่อลูก แต่ข้อมูลตามเว็บไซต์ของหน่วยงานต่างๆ อยู่ที่ 3-5 บาทต่อลูก ล้งกลางที่รัฐบาลบอกว่าจะจัดทำ ก็ลดสเกลมาเป็นล้งชุมชน

 

4. การโยนงาน นายกฯ มักโยนงานสำคัญๆ ให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทน เสมือนพ่อค้าคนกลางที่พร้อมลอยตัวเหนือความรับผิดชอบ รอหักหัวคิด เรื่องชายแดนโยนให้กองทัพ เรื่องฝุ่นโยนให้ผู้ว่า เรื่องวิกฤตพลังงานก็โยนให้หน่วยงาน จะรอดูว่านายกฯ จะโยนให้รัฐมนตรีท่านใดมาตอบกระทู้แทน

 

อีกทั้งดูเหมือนว่านายกฯ กำลังจะโยนงานเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์ทั้งหมดให้พรรคร่วมรัฐบาล การแบ่งกระทรวงกันทำเป็นเรื่องปกติ แต่การพัฒนาทุนมนุษย์ที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคต เป็นวาระที่นายกฯ จะสั่งการให้คนอื่นทำแทนทั้งหมดไม่ได้ เพราะถ้านายกฯ เห็นภาพไม่ตรงกับพรรคร่วม อนาคตลูกหลานเราก็ไม่ดีขึ้น

 

5. ข้อครหาเรื่องการทุจริต นายกฯ ออกมาพูดว่าอับอายกับคะแนนความโปร่งใสของประเทศเราที่ตกต่ำ ท่านจะยึดแค่เพียงคำพูดในเอกสารคำแถลงนโยบาย ก็ถือว่าใช้ได้ แต่คำพูดจะขาดความน่าเชื่อถือ หากนายกฯ ยังกระทำการสุ่มเสี่ยงพัวพันกับการทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง อย่างการที่ผู้รับเหมามีส่วนได้ส่วนเสียกับบริษัทที่คุมงานก่อสร้าง แต่นายกฯ ก็ยังเลือกตั้ง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปกำกับดูแลหน่วยงานด้านวิกฤตพลังงาน ทั้งที่รู้ว่าพิพัฒน์ถือครองธุรกิจน้ำมัน

 

การทุจริตอีกประเภทคือผู้รับเหมาได้งานมาโดยไม่สุจริต ทั้งการจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือฮั้วประมูล ต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาฯ มากที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ก็มีคำถามเรื่องการเลือกตั้งมากที่สุดครั้งหนึ่งเช่นกัน เช่น สว. 150 คนที่อยู่ในสำนวนเดียวกันกับพรรคของนายกฯ โดยคณะไต่สวนของ กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมถึงการเลือกตั้งที่พรรคของท่านชนะเป็นครั้งแรก ก็บังเอิญเป็นการเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดซึ่งสืบย้อนไปได้ว่าใครเลือกใคร และบังเอิญมีข้าราชการมหาดไทยในพื้นที่ถูกโยกย้ายมากที่สุดครั้งหนึ่ง

 

“หากท่านต้องการให้ประชาชนเชื่อว่า ความบังเอิญพลัสเหล่านี้ เป็นความบังเอิญจริง ท่านต้องยืนยัน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือ ท่านต้องสนับสนุนให้สภาฯ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญให้ทุกพรรคการเมืองร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนสิ้นข้อสงสัย ไม่ให้ใครกล่าวหาได้ ว่ามี สส. ที่เข้ามาเพราะโกงเลือกตั้ง และท่านต้องยืนยันให้ กกต. มีมติสั่งฟ้องท่านและพรรคพวก ตามมติของคณะไต่ส่วนกรณีโกงเลือก สว. เพื่อให้ท่านได้พิสูจน์ในชั้นศาลว่า ครม. ของท่าน ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนที่ปล้นอำนาจมาจากประชาชน” พริษฐ์กล่าว

 

พริษฐ์ทิ้งท้ายว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ตนเองหวังว่า 5 พฤติกรรมดังกล่าว จะเป็นอาการชั่วคราว เพื่อพิสูจน์ว่าพวกตนประเมินท่านผิดไป ตนเองและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะทำตัวเป็นดังเงา ติดตามท่านทุกฝีก้าว เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน หากรัฐบาลท่านเดินหน้าด้วยความทุจริตใดๆ ก็ตาม พวกเราสภาแห่งนี้ ก็ต้องเรียกท่านมาขึ้นบัญชีดำเช่นกัน

The post พริษฐ์เปรียบรัฐบาลภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งแบบ ‘บังเอิญ พลัส’ ขอนายกฯ หนุนตั้ง กมธ. ให้ทุกพรรคตรวจสอบการเลือกตั้งให้สิ้นสงสัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แถลงนโยบายวันที่ 2 เข้มข้น ฝ่ายค้านขุดประเด็นสแกมเมอร์-ฝุ่นพิษภาคเหนือ-กักตุนน้ำมัน ถล่มรัฐบาล https://thestandard.co/parliament-policy-debate-opposition/ Fri, 10 Apr 2026 10:49:43 +0000 https://thestandard.co/parliament-policy-debate-opposition/ ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง

ชั่วโมงที่ 23 ของการอภิปรายนโยบายรัฐบาล เข้าสูช่วงโค้งส […]

The post แถลงนโยบายวันที่ 2 เข้มข้น ฝ่ายค้านขุดประเด็นสแกมเมอร์-ฝุ่นพิษภาคเหนือ-กักตุนน้ำมัน ถล่มรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง

ชั่วโมงที่ 23 ของการอภิปรายนโยบายรัฐบาล เข้าสูช่วงโค้งสุดท้ายของการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ที่สมาชิกทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ สว. กว่า 100 ชีวิต สลับสับเปลี่ยนกันลุกขึ้นอภิปรายสะท้อนปัญหา ความคิดเห็นและข้อเสนอต่อนโยบายของรัฐบาล

 

สำหรับการอภิปรายวันที่ 2 เนื้อหาเริ่มพุ่งเป้าไปที่ประเด็นปัญหาเฉพาะเจาะจง ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พยายามฉายภาพความข้องเกี่ยวของคนในรัฐบาลกับขบวนการสแกมเมอร์ พร้อมโยงมาถึงวิกฤตการกักตุนน้ำมัน

 

ตามด้วยสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือซึ่งถูกหยิบยกมาอภิปรายอีกครั้ง โดย ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน ที่วิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลอย่างหนัก โดยเปรียบเทียบว่า นายกรัฐมนตรีที่ทำงานไม่เป็นถือเป็นภัยของชาติ และตั้งคำถามกับความเหมาะสมของ สุชาติ ชมกลิ่น ที่ได้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

ขณะเดียวกัน แม้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะยังไม่เคยกล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมเลยตั้งแต่วันแรก แต่บรรดารัฐมนตรีก็ได้ทยอยเข้ามาชี้แจงประเด็นต่างๆ ตลอดวัน ตั้งแต่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม (อว.)

 

ตามด้วย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, นิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะชี้แจงในเวลาประมาณ 18.30 น. ตามด้วยรัฐมนตรีอีกหลายคน เช่น เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ สุชาติ ชมกลิ่น เป็นต้น

 

ทั้งนี้ การอภิปรายจะดำเนินไปจนกว่าจะครบเวลา 32 ชั่วโมง 30 นาที ตามที่ได้รับการจัดสรรไว้ และคาดว่ากรอบเวลาจะอยู่ที่เวลา 23.00 น.

 

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 1ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 2ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 3ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 4ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 5ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 6ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 7ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 8ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 9ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 10ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 11ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 12ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 13ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 14ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 15ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 16ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 17ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 18ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 19ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลวันที่สอง 20

The post แถลงนโยบายวันที่ 2 เข้มข้น ฝ่ายค้านขุดประเด็นสแกมเมอร์-ฝุ่นพิษภาคเหนือ-กักตุนน้ำมัน ถล่มรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยะชี้แจงปมซื้อเครื่องบินเจ็ทต่อจากภรรยา เบน สมิธ ก่อนมีคดี ยืนยันโปร่งใส-ชำระผ่านธนาคารไทย ไม่เกี่ยวข้องเครือข่ายทุนเทา https://thestandard.co/suriya-ben-smith-jet-clarification/ Fri, 10 Apr 2026 10:32:26 +0000 https://thestandard.co/suriya-ben-smith-jet-clarification/ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ชี้แจงประเด็นการซื้อขายเครื่องบินเจ็ท

วันนี้ (10 เมษายน) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่ากา […]

The post สุริยะชี้แจงปมซื้อเครื่องบินเจ็ทต่อจากภรรยา เบน สมิธ ก่อนมีคดี ยืนยันโปร่งใส-ชำระผ่านธนาคารไทย ไม่เกี่ยวข้องเครือข่ายทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ชี้แจงประเด็นการซื้อขายเครื่องบินเจ็ท

วันนี้ (10 เมษายน) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลุกขึ้นชี้แจงในการประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย ถึงกรณีที่ กรณ์ จาติกวณิช ได้มีการอภิปรายพาดพิง เรื่อง การซื้อขายเครื่องบินเจ็ท ทั้งหมด 3 ประเด็น คือ 1. มีการชำระจริงหรือไม่ 2. เงินที่ใช้ชำระเงินมาจากไหน และ 3. เมื่อชำระแล้วเงินนั้นไปที่ไหน

 

สุริยะกล่าวว่า เรื่องการซื้อขายเครื่องบินเจ็ท จาก ภรรยาของ เบน สมิธ ตนได้เคยชี้แจงผ่านสื่อมวลชน และผ่านสังคม ก่อนหน้านี้แล้ว ให้ทราบถึงข้อเท็จจริงและความโปร่งใส กรณีนี้แล้ว แต่ในเมื่อวันนี้โดนถามอีก ก็ขอมาชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง

 

ตนได้ซื้อเครื่องบิน ร่วมกับครอบครัว โดยเครื่องบินเจ็ทดังกล่าวมีมูลค่า 862 ล้านบาทเศษ ซึ่งตนมีสัดส่วนถือครอง จำนวน 30 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะเป็นของญาติพี่น้อง โดยชำระเงินและผ่านกระบวนการจดแจ้งเครื่องบินเสร็จสิ้น เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2567 ซึ่งในขณะนั้น ยังไม่ได้มีการกล่าวหา เบน สมิธ ว่ามีการยุ่งเกี่ยวกับเครือข่ายทุนสีเทา

 

ขณะเดียวกัน รังสิมัน โรม สส.พรรคประชาชน ได้นำเรื่อง เบนสมิธ มาพูดในสภาแห่งนี้ครั้งแรกในเดือน กันยายน ปี 2568 นับเป็นเวลาหลังจากการซื้อขายเสร็จสิ้น ถึง 1 ปีเต็ม ซึ่งหากตนทราบว่า เบน สมิธ มีพฤติกรรมดังกล่าวธุรกรรมการซื้อขายเครื่องบินกับ เบน สมิธ จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม สุริยะ ยังได้ชี้แจงถึงข้อกล่าวหาของกรณ์ โดยยืนยันว่า การซื้อขายมีการซื้อขายจริง มีการชำระเงินผ่าน ผ่านธนาคารกรุงเทพ ในสาขาประเทศไทยทั้งหมด ไม่ได้ผ่านธนาคาร BIC กัมพูชา ของ ยิม เลียก คู่หูของ เบน สมิธ แต่อย่างใด ส่วนเงินที่ใช้ชำระค่าเครื่องบินเจ็ทดังกล่าว เป็นเงินส่วนตัวและของครอบครัว ซึ่งในส่วนของตนได้ชี้แจงบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อโอนเงินไปแล้วผู้ขายจะโอนไปที่ไหนต่อ ตนก็ไม่สามารถทราบได้

The post สุริยะชี้แจงปมซื้อเครื่องบินเจ็ทต่อจากภรรยา เบน สมิธ ก่อนมีคดี ยืนยันโปร่งใส-ชำระผ่านธนาคารไทย ไม่เกี่ยวข้องเครือข่ายทุนเทา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัทรพงษ์ชี้ อนุทินไม่ขาดอำนาจ แต่ ‘ขลาด’ กลัวการตัดสินใจแก้ปัญหา ทิ้งคนเหนือจมฝุ่นพิษ จวกเงินซื้อเสียงยังจ่ายเยอะกว่าค่าดับไฟป่า https://thestandard.co/phataraphong-slams-anutin-pm25-pollution/ Fri, 10 Apr 2026 08:15:54 +0000 https://thestandard.co/phataraphong-slams-anutin-pm25-pollution/ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน กำลังอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับปัญหาฝุ่น PM 2.5

ปัญหาเรื่องสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนื […]

The post ภัทรพงษ์ชี้ อนุทินไม่ขาดอำนาจ แต่ ‘ขลาด’ กลัวการตัดสินใจแก้ปัญหา ทิ้งคนเหนือจมฝุ่นพิษ จวกเงินซื้อเสียงยังจ่ายเยอะกว่าค่าดับไฟป่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.พรรคประชาชน กำลังอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับปัญหาฝุ่น PM 2.5

ปัญหาเรื่องสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือถูกหยิบยกมาอภิปรายในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาอีกครั้ง ในวาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภาวันที่ 2 ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ของรัฐบาลอย่างรุนแรง รวมถึงพุ่งเป้าไปที่ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

ตำหนิ ‘สุชาติ’ เพิกเฉย จนวิกฤตฝุ่นพิษรุนแรงขึ้น

 

ภัทรพงศ์เริ่มต้นด้วยการย้อนความหลังถึงการแถลงนโยบายเมื่อปี 2568 ที่เคยเตือนให้รัฐบาลเตรียมรับมือวิกฤตมลพิษ แต่รัฐบาลกลับละเลยจนกลายเป็นมลพิษเสียเอง หนำซ้ำ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยังแต่งตั้ง สุชาติ ชมกลิ่น เข้ามาดูแลปัญหาต่อ ซึ่งภัทรพงศ์มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เขาเปิดเผยว่าเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ได้เตือนสุชาติแล้วว่างบประมาณปี 2569 ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการไฟป่า และขอให้เร่งอัดฉีดงบกลางให้ท้องถิ่นภายในเดือนตุลาคม แต่สุชาติกลับเพิกเฉย จนกระทั่งวิกฤตฝุ่นพิษในภาคเหนือรุนแรงขึ้น สุชาติกลับอ้างว่าไม่สามารถแก้ปัญหาไฟป่าได้เพราะไม่มีเงินงบกลาง

 

“ลืมไปหรือเปล่าว่าคุณคือรัฐมนตรี นี่คือหน้าที่ของคุณ… ตอนนี้พวกเราชาวเหนือต้องเจอฝุ่นพิษอย่างหนักและไม่มีเงินมาช่วยพวกเราเลย นี่คือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น ขาดไปจากคำแถลงนโยบายเล่มนี้” ภัทรพงศ์กล่าว

 

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การประกาศเขตควบคุมมลพิษที่ล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีเพียง 4 จาก 9 จังหวัดที่ประกาศเขตควบคุมมลพิษ ทั้งที่ค่าฝุ่นพุ่งเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่ที่ทำแผนของบกลางตั้งแต่พฤศจิกายน 2568 แต่ไม่ได้รับงบประมาณแม้แต่บาทเดียว ทำให้การประกาศเขตควบคุมมลพิษกลายเป็นเพียงกระดาษ A4 ที่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้

 

ภัทรพงศ์ยังวิจารณ์ข้ออ้างของสุชาติที่ไม่ยอมประกาศเขตภัยพิบัติเพราะกลัวกระทบการท่องเที่ยว โดยตั้งคำถามกลับว่าหากค่าฝุ่นทะลุ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะไม่กระทบการท่องเที่ยวหรืออย่างไร และวิจารณ์การสื่อสารของกระทรวงฯ ที่ระบุว่าฝุ่นปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว 45% ว่าเป็นการสื่อสารที่หลุดโลก เพราะในความเป็นจริงคนเชียงใหม่เลือดกำเดาไหลกันทั้งเมืองแล้ว

 

โต้ ‘ศุภจี’ คนเหนือไม่ได้รวยพอจะย้ายบ้านหนีฝุ่น 365 วัน**

 

ภัทรพงศ์ยังได้ตอบโต้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ชี้แจงเมื่อคืนวานนี้ (9 เมษายน) ว่าไม่ได้คาดหวังให้มีคนมาเที่ยวภาคเหนือตลอด 365 วัน

 

ภัทรพงศ์ชี้ว่า มุมมองนี้สะท้อนความไม่เข้าใจความทุกข์ของคนในพื้นที่ เพราะปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่การท่องเที่ยว แต่กระทบกับชีวิตประจำวันของคนเหนือโดยตรง

 

“พวกเราไม่ได้มีเงินรวยเหมือนพวกท่านที่จะย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน ย้ายครอบครัวหนีฝุ่นได้ พวกเราอยู่ที่นั่น 365 วัน ถ้ารัฐบาลลงมาอยู่ข้างประชาชน รัฐบาลจะไม่กล้าพูดแบบนี้”

 

ซัดรัฐบาลจ่ายค่าดับไฟป่า 240 บาท แต่ซื้อเสียงจ่ายเป็นพัน

 

ภัทรพงศ์ยังยกประเด็นค่าตอบแทนชุดดับไฟป่าเพียง 240 บาทต่อคนต่อวัน ซึ่งเขาเคยอภิปรายมาแล้วถึง 3 รัฐบาลแต่ยังไม่มีการปรับปรุง

 

“เวลาซื้อเสียงยังต้องจ่าย 500 บาท 1,000 บาท 2,000 บาทต่อคน จ้างคนไปกากบาทเพื่อให้ได้อำนาจ เรื่องต่ำๆ ยังทำกันได้ การจ้างคนที่เสี่ยงชีวิตไปดับไฟป่าเพียงแค่นี้ทำไม่ได้”

 

เขาย้ำว่าการขาดงบประมาณและอำนาจของท้องถิ่น ทำให้การบัญชาการล้มเหลว เกิดเหตุไฟล้อมทีมดับไฟของกรมอุทยานฯ ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าไปถึง 4 ราย พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต

 

“ขอถามอนุทินตรงๆ ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไร ปีนี้หรือปีหน้า เพราะถ้าตั้งนายสุชาติคงชาติหน้าแน่นอน”

 

แฉช่องโหว่นำเข้าข้าวโพดเผา-ปล่อยคนไทยกินสารพิษ

 

สำหรับการจัดการมลพิษทางน้ำและอากาศข้ามแดน ภัทรพงศ์วิจารณ์มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของรัฐบาลว่ามีช่องโหว่ โดยปล่อยให้ผู้นำเข้าออกแบบวิธีการรับรองตนเองได้ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานได้อย่างแท้จริงว่าข้าวโพดเหล่านั้นมาจากกระบวนการเผาหรือไม่ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์กลับอ้างว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อรอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งนายภัทรพงศ์มองว่าเป็นการผลักภาระ เพราะมีแนวโน้มว่ารัฐบาลอาจไม่สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว

 

นอกจากนี้ การทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านยังส่งผลให้น้ำและอาหารในไทยปนเปื้อนสารพิษอย่างหนัก ทั้งข้าวปนเปื้อนสารหนู ปลาปนเปื้อนปรอท และผักปนเปื้อนแคดเมียม ซึ่งกระทบต่อคนทั้งประเทศ แต่รัฐบาลกลับไม่ขยับตัวแก้ไขใดๆ

 

วิจารณ์ ‘อนุทิน’ ขลาดกลัวไม่กล้าแก้ปัญหา

 

ภัทรพงศ์ทวงถามความชัดเจนเรื่องร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่เคยผ่านสภาฯ อย่างเป็นเอกฉันท์และทุกพรรคเคยรับปากในช่วงหาเสียง แต่หลังเลือกตั้งกลับไม่มีตัวแทนรัฐบาลคนใดยืนยันสนับสนุน โดยอ้างเหตุผลว่าการเก็บค่าธรรมเนียมผู้ก่อมลพิษจะเพิ่มต้นทุนและกระทบขีดความสามารถการแข่งขัน ซึ่งขัดแย้งกับคำแถลงนโยบายที่รัฐบาลประกาศจะพาไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ซึ่งมีหลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย’ เป็นแกนหลัก

 

ภัทรพงศ์ตั้งคำถามว่านี่คือการโกหกประชาชนหรือไม่ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเลิกหลบเลี่ยง และออกมายืนยันจุดยืนต่อกฎหมายฉบับนี้ให้ชัดเจน

 

“สิ่งที่เห็นชัดเจนคือวันนี้คุณอนุทินไม่ได้ขาดอำนาจ แต่คุณขลาด คุณกลัวที่ต้องตัดสินใจสิ่งสำคัญที่ส่งผลกระทบกับชีวิตประชาชน คุณหนีปัญหาและผลักความรับผิดชอบให้คนอื่นทุกครั้งทุกภัยพิบัติ มีใครเคยเห็นคนที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล มานั่งหัวโต๊ะบัญชาการเป็นผู้นำอย่างเด็ดขาดแล้วพาประเทศพ้นวิกฤติบ้าง นี่คือต้นเหตุที่ทำให้ประเทศเจอกับภัย 5 ด้าน ได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยสังคม ภัยสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง และภัยจากรัฐบาลอนุทินที่ทำงานไม่เป็น” ภัทรพงษ์กล่าว

The post ภัทรพงษ์ชี้ อนุทินไม่ขาดอำนาจ แต่ ‘ขลาด’ กลัวการตัดสินใจแก้ปัญหา ทิ้งคนเหนือจมฝุ่นพิษ จวกเงินซื้อเสียงยังจ่ายเยอะกว่าค่าดับไฟป่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์อภิปรายเดือด กล่าวหารัฐบาลโยงเครือข่ายกักตุนน้ำมัน ถอนทุนบนน้ำตาประชาชน https://thestandard.co/rangsiman-rome-government-oil-corruption/ Fri, 10 Apr 2026 03:48:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1196599 รังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน อภิปรายในสภาฯ กรณีเครือข่ายกักตุนน้ำมันและทุนสีเทา

ต่อเนื่องสู่วันที่ 2 ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวาระ […]

The post รังสิมันต์อภิปรายเดือด กล่าวหารัฐบาลโยงเครือข่ายกักตุนน้ำมัน ถอนทุนบนน้ำตาประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน อภิปรายในสภาฯ กรณีเครือข่ายกักตุนน้ำมันและทุนสีเทา

ต่อเนื่องสู่วันที่ 2 ของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา คนแรกในพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ลุกขึ้นอภิปรายคือ รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โปงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่โยงใยกับกลุ่มทุนสีเทา ทั้งขบวนการสแกมเมอร์และการกักตุนน้ำมันเถื่อน พร้อมแฉความเชื่อมโยงระดับลึกซึ้งระหว่างเครือข่าย ‘เสี่ยตือ’ กับคนในรัฐบาล

 

 
 

รังสิมันต์เปรียบเทียบการกระทำของรัฐบาลว่าไม่ต่างจาก ‘พระยาพลเทพ’ ที่หักหลังคนในชาติ เปิดประตูเมืองต้อนรับศัตรูให้เข้ามายึดครองประเทศ เมื่อครั้งสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

 

รังสิมันต์เริ่มต้นการอภิปรายโดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาสแกมเมอร์เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ การที่ ปปง. ยึดอายัดทรัพย์กว่า 2 หมื่นล้านบาทของเครือข่าย เบน สมิธ และ ยิม เลียก เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความร้ายแรงของเครือข่ายฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับทุนสีเทาในกัมพูชา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากเครือข่ายนี้มีอิทธิพลจนสามารถเข้าครอบครองบริษัทน้ำมันรายใหญ่อย่างบางจากได้ จะส่งผลกระทบต่อวิกฤตพลังงานในปัจจุบันอย่างไร

 

รังสิมันต์ยังวิจารณ์การให้ข้อมูลของ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เคยอ้างว่าสถานการณ์สแกมเมอร์ดีขึ้น โดยชี้ว่าเป็นการหยิบสถิติเพียงเดือนเดียวมาบิดเบือน ความจริงแล้วตัวเลขการแจ้งความยังสูงถึงกว่า 3 หมื่นคดีต่อเดือน ความเสียหายเฉลี่ย 1,600-1,700 ล้านบาท และในเดือนมีนาคม 2569 พุ่งสูงถึง 2,200 ล้านบาท รวมไตรมาสแรกมีความเสียหายทะลุ 5,000 ล้านบาท โดยกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนจากผู้สูงอายุมาเป็นคนวัย 21-30 ปีที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี

 

ชี้รัฐบาลอุ้มประเสริฐ ได้กลับมาเป็นรัฐมนตรี แม้ถูกรัฐบาลดำเนินคดี

 

รังสิมันต์ยกกรณี ‘ฮุยวัน เพย์’ แพลตฟอร์มการเงินที่เชื่อมโยงกับ ‘ฮุน โต’ ลูกพี่ลูกน้องของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา มาเป็นตัวชี้วัดความล้มเหลวของรัฐบาล โดยระบุว่าตำรวจสอบสวนกลางมีข้อมูลแพลตฟอร์มนี้ซึ่งมีเงินหมุนเวียนสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท เกือบเท่างบประมาณแผ่นดินไทย และใช้ในการฟอกเงินทั้งสแกมเมอร์และยาเสพติด แต่ปฏิบัติการ SKYFALL กลับจับได้เพียงระดับปฏิบัติการและยึดเงินได้เพียง 46 ล้านบาท

 

ขณะที่ตัวการใหญ่และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับ เบน สมิธ กลับไม่ถูกขยายผล ไม่มีการขอออกหมายแดงเพื่อตามล่าตัวในระดับสากล ปล่อยให้อาชญากรใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในต่างประเทศ แตกต่างจากกรณีของประเทศจีนที่สามารถนำตัว หลี่ เซียง เจ้าของฮุยวัน เพย์ ไปดำเนินคดีได้

 

รังสิมันต์เปิดเผยความเชื่อมโยงที่น่าตกใจว่า ในยุคที่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี มีการลงนาม MOU กับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับเบน สมิธ เพื่อพัฒนาศูนย์ธุรกิจดิจิทัล โครงการนี้ถูกอ้างว่าเป็นสารตั้งต้นให้เครือข่ายของ เบน สมิธ เก็บข้อมูลม่านตาคนไทยไปกว่า 1.2 ล้านคน ผิด พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างร้ายแรง และยังมีเนื้อหาตกลงนำ ‘ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที’ ซึ่งอาจเป็นสแกมเมอร์ระดับหัวกะทิ 500 คน เข้ามาพำนักในไทยอย่างถูกกฎหมาย

 

แม้ไชยชนกจะสั่งยกเลิก MOU และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. แต่ประเสริฐกลับได้รับรางวัลชดเชยจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

 

รังสิมันต์ตั้งคำถามถึงมาตรฐานจริยธรรมและการปราบปรามคอร์รัปชันของรัฐบาล โดยเปรียบเทียบกับกรณีของ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่หลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งที่คดียังอยู่ในชั้น DSI แต่ประเสริฐซึ่งถูกดำเนินคดีโดยรัฐบาลเองกลับยังได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรี

 

เปิดโปงเครือข่ายเอี่ยวกักตุนน้ำมัน เป็นลูกหนี้คนในรัฐบาล

 

รังสิมันต์ได้เปิดโปงเครือข่ายของ ‘เสี่ยตือ’ ซึ่งมีคอนเนกชันกว้างขวาง ทั้งเปิดคาสิโนชายแดน เป็นฐานที่ตั้งแก๊งสแกมเมอร์ และพัวพันกับธุรกิจน้ำมันเถื่อน รังสิมันต์ระบุว่าการจับกุมโกดังเก็บน้ำมันเถื่อนที่จังหวัดอ่างทองเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พบน้ำมันหลายแสนลิตร ซึ่งบริษัทและผู้ถือหุ้นล้วนเป็นคนในครอบครัวเสี่ยตือ แต่ผ่านมา 3 สัปดาห์ รัฐบาลกลับไม่มีการขยายผลหรือดำเนินคดีกับตัวการใหญ่ ซ้ำยังกล่าวหาว่าประชาชนทั่วไปคือ ‘ไอ้โม่ง’ กักตุนน้ำมัน

 

รังสิมันต์ชี้ว่า บริษัทในเครือข่ายเสี่ยตือมีสถานะเป็นลูกหนี้ของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มูลค่าเกินกว่า 100 ล้านบาท ผ่านสัญญาเงินกู้ 2 ฉบับ ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนพฤศจิกายน 2568 คนในครอบครัวเสี่ยตือยังได้บริจาคเงิน 1 ล้านบาทให้พรรคภูมิใจไทย ความบังเอิญเหล่านี้ทำให้รังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่รัฐบาลไม่กล้าปราบปรามเครือข่ายน้ำมันเถื่อน เพราะ ‘ไอ้โม่ง’ ตัวจริงแฝงอยู่ในรัฐบาลใช่หรือไม่ เป็นการถอนทุนการเมืองของนายทุนพรรคใช่หรือไม่

 

นอกจากนี้ รังสิมันต์ยังขุดประเด็นที่นายไชยชนกเคยแฉว่ามีคนพยายามติดสินบน 40 ล้านบาทต่อเดือนเพื่อแลกกับการไม่ปราบเว็บพนันและสแกมเมอร์ โดยระบุว่าบุคคลที่ไปติดสินบนคือลูกชายของเสี่ยตือ ซึ่งเคยมีประวัติถูกจับคดีเว็บพนัน และยังเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ปล่อยกู้ให้พิพัฒน์ แต่จนถึงปัจจุบันกลับยังไม่มีใครถูกจับกุมจากกรณีสินบนดังกล่าว

 

เปรียบเป็น ‘พระยาพลเทพ’ สวมหน้ากากคนรักชาติ

 

ในระหว่างการอภิปรายได้มี สส. พรรคภูมิใจไทย เช่น ยุพราช บัวอินทร์ และ ร่มธรรม ขำนุรักษ์ ลุกขึ้นประท้วงโดยอ้างว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี โดย มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ที่ปฏิบัติหน้าที่ประธานในการประชุมขณะนั้น วินิจฉัยให้รังสิมันต์อภิปรายต่อไปโดยระมัดระวังถ้อยคำ

 

รังสิมันต์ได้สรุปประเด็นว่า เครือข่ายสแกมเมอร์และน้ำมันเถื่อนได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เพื่อหาเงินผิดกฎหมาย สร้างคอนเนกชันการเมือง สนับสนุนการเลือกตั้ง และเมื่อได้รัฐบาลที่ตนหนุนหลังก็ใช้อำนาจรัฐปกป้องธุรกิจและถอนทุนคืน ถือเป็นวัฏจักรอุบาทว์ที่กัดกินสังคมไทย

 

เขาวิจารณ์อย่างรุนแรงว่า ภายใต้ ‘หน้ากากคนดี คนรักชาติ’ รัฐบาลชุดนี้ได้เทครัวกลุ่มบ้านใหญ่และข้าราชการระดับสูงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากวิกฤตและความทุกข์ยากของประชาชน ปล่อยให้มีการถอนทุนการเมือง

 

“คนดีคนรักชาติแบบไหนที่เปิดประตูเมืองต้อนรับบรรดาทุนเทาให้มายึดชาติ คนดีคนรักชาติแบบไหนที่กำลังปล้นคนไทยด้วยกันเอง เพราะสิ่งที่ท่านทำไม่ต่างอะไรกับพระยาพลเทพที่หักหลังคนในชาติเปิดประตูเมืองให้กับอริราชศัตรู ไม่ว่าเวลาของผมจะเหลือในสภาฯ แห่งนี้เท่าไร แต่ขอให้ท่านได้รู้ว่าผมและพรรคประชาชนจะไม่มีวันยอมแพ้ คนที่ต้องการทำลายชาติ ทำลายหลักนิติธรรม จะไม่มีวันชนะ” รังสิมันต์ทิ้งท้าย

The post รังสิมันต์อภิปรายเดือด กล่าวหารัฐบาลโยงเครือข่ายกักตุนน้ำมัน ถอนทุนบนน้ำตาประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญาเผย งบกลางถูกใช้ 1 ใน 3 จนร่อยหรอเมื่อเผชิญวิกฤต หวั่นข่าวลือรัฐบาลเล็งออก พ.ร.ก. กู้เงิน ข้ามหัวสภา https://thestandard.co/central-budget-borrowing-crisis-parliament/ Thu, 09 Apr 2026 10:41:31 +0000 https://thestandard.co/central-budget-borrowing-crisis-parliament/ ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กำลังอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา

ช่วงเย็นของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายข […]

The post ศิริกัญญาเผย งบกลางถูกใช้ 1 ใน 3 จนร่อยหรอเมื่อเผชิญวิกฤต หวั่นข่าวลือรัฐบาลเล็งออก พ.ร.ก. กู้เงิน ข้ามหัวสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศิริกัญญา ตันสกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กำลังอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา

ช่วงเย็นของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา วาระการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา การอภิปรายนโยบายโดยสมาชิกรัฐสภายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดย ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้อภิปรายนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยหยิบยกประเด็นการร่อยหรอของงบกลางที่อาจลุกลามจนกระทบต่อการจ่ายเงินบำนาญข้าราชการ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงข่าวลือการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาทโดยข้ามขั้นตอนของรัฐสภา

 

ศิริกัญญาเปรียบเทียบการแถลงนโยบายของรัฐบาลซึ่งเสมือนสัญญาประชาคมและเครื่องนำทางประเทศ ว่าเป็นเหมือน GPS แบบเบลอๆ ที่มองใกล้ไม่ชัด มองไกลไม่เห็น โดยนโยบายระยะสั้นและเร่งด่วนถูกเขียนรวมกันจนขาดความชัดเจนเรื่องกรอบเวลา ขณะที่นโยบายระยะยาวก็ไม่สามารถระบุเป้าหมายปลายทางได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้เกิดภาวะ Supply Shock ซึ่งจะอยู่กับไทยไปอีกระยะยาว นำไปสู่การเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง

 

ศิริกัญญายังชี้ว่า รัฐบาลกลับไม่มีความชัดเจนในการเยียวยาประชาชน มีเพียงโครงการคนละครึ่งที่ถูกจัดไปอยู่ในหมวดทักษะดิจิทัล แทนที่จะเป็นหมวดเศรษฐกิจ ส่วนมาตรการช่วยเหลือเรื่องน้ำมันเพิ่งประกาศออกมาเมื่อวานนี้ ทั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาถึง 2 สัปดาห์แล้ว ทำให้เกิดความสงสัยว่าเป็นการสั่งการกะทันหันของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แทนที่จะบรรจุลงในคำแถลงนโยบายเพื่อให้รัฐสภาได้ร่วมถกเถียงและสร้างความอุ่นใจให้ประชาชน

 

งบกลางร่อยหรอ ซ้ำร้ายเผชิญวิกฤต

 

ศิริกัญญาได้ตั้งคำถามถึงโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ที่เตรียมเริ่มในเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ได้รับผลประโยชน์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส ลดลงจาก 13.4 ล้านคน เหลือเพียง 9 ล้านคน โดยตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการคัดกรองรอบใหม่ว่าจะแล้วเสร็จทันกำหนดหรือไม่ เนื่องจากในอดีตกระบวนการนี้สร้างความยากลำบากให้ประชาชนอย่างมาก

 

สำหรับประเด็นความเสี่ยงทางการคลัง ศิริกัญญาย้ำว่า เคยเตือนไว้ตั้งแต่การแถลงนโยบายเมื่อเดือนกันยายน 2568 แล้วว่า การนำงบกลางซึ่งเป็นเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ไปใช้กับโครงการคนละครึ่ง (44,000 ล้านบาท) และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (20,000 ล้านบาท)

 

รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาทในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 ทำให้รัฐบาลใช้เงินสำรองไปถึง 1 ใน 3 ตั้งแต่ช่วงแรกของการบริหาร จนปัจจุบันทราบมาว่างบกลางเหลืออยู่เพียงประมาณ 25,000 ล้านบาท เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นจริง รัฐบาลจึงตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนเงินอย่างหนัก

 

ลือรัฐบาลเล็งออก พ.ร.ก. กู้เงินข้ามหัวสภา กระทบบำนาญข้าราชการ

 

ศิริกัญญายังประเมินว่า เพื่อแก้ปัญหาเงินขาดมือ รัฐบาลมีแผนจะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีหากทำในไตรมาสที่ 3 เพราะงบประมาณถูกเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 60% การดึงงบกลับด้วยเกณฑ์ที่หละหลวม เช่น การห้ามข้าราชการดูงานต่างประเทศแต่ให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วย จะไม่ช่วยให้เหลือเงินโอน ซ้ำร้ายขั้นตอนที่ล่าช้าจะทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณหยุดชะงัก ดึงรั้งไม่ให้เศรษฐกิจเติบโต

 

ทว่าความไม่รวดเร็วของการโอนงบประมาณ ไม่สมควรถูกนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อ ‘ลักไก่’ ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ข้ามหัวสภาผู้แทนราษฎร ศิริกัญญา ระบุถึงข่าวลือที่รัฐบาลเตรียมใช้มติคณะรัฐมนตรีออก พ.ร.ก. โดยใช้อำนาจ ครม. กู้เงินสูงถึง 5 แสนล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตทางการคลังขั้นรุนแรง โดยตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้เป็นไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ประชาชน หรือเพื่ออุดรอยรั่วทางการคลังของรัฐบาลเอง

 

นอกจากนี้ การที่เงินสำรองถูกผลาญไปในช่วง 4 เดือนแรก ได้สร้างปัญหาใหญ่ต่องบรายจ่ายประจำ ศิริกัญญาเปิดเผยว่า ขณะนี้งบสำหรับชำระดอกเบี้ยและบำนาญข้าราชการ ขาดแคลนอยู่ถึง 5.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะเกิดภาวะจ่ายล่าช้าหรือตกเบิกอย่างแน่นอน รวมถึงกองทุนประชารัฐที่ใช้เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปีงบ 2569 ก็ถูกตั้งไว้เพียง 3.5 หมื่นล้านบาท

 

หากไม่ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ก็ขออย่าเก็บเพิ่ม

 

ในด้านวิกฤตพลังงาน ศิริกัญญา ได้วิจารณ์ท่าทีของรัฐบาลที่ยืนกรานไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทั้งที่การลดเพียง 2 บาทก็สามารถช่วยชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้าได้ พร้อมเตือนว่าหากไม่ปรับลด ก็ขอร้องว่าอย่าจัดเก็บเพิ่มได้หรือไม่ และเรียกร้องความชัดเจนเรื่องการเก็บ ‘ภาษีลาภลอย’ จากกลุ่มพลังงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะหนี้เบ่งบานจนเกินรับไหว

 

ในช่วงท้าย รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ทิ้งท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกตถึงการชดใช้หนี้ หากรัฐบาลเดินหน้ากู้เงิน 5 แสนล้านบาทจริง ว่าอาจนำไปสู่การผลักภาระให้ประชาชนผ่านการขูดรีดภาษีรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร การเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือแม้กระทั่งการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอนาคต

The post ศิริกัญญาเผย งบกลางถูกใช้ 1 ใน 3 จนร่อยหรอเมื่อเผชิญวิกฤต หวั่นข่าวลือรัฐบาลเล็งออก พ.ร.ก. กู้เงิน ข้ามหัวสภา appeared first on THE STANDARD.

]]>
9 เมษา นาฬิกาเริ่มเดิน: ชีวิตการเมือง 10 สส. พรรคประชาชน หลัง ป.ป.ช. นำคำร้องคดี 44 สส. ยื่นศาล https://thestandard.co/10-mps-people-party-nacc-court/ Thu, 09 Apr 2026 10:05:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1196375 ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล

สืบเนื่องจากสถานการณ์สำคัญทางการเมืองมาบรรจบในวันเดียวก […]

The post 9 เมษา นาฬิกาเริ่มเดิน: ชีวิตการเมือง 10 สส. พรรคประชาชน หลัง ป.ป.ช. นำคำร้องคดี 44 สส. ยื่นศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล

สืบเนื่องจากสถานการณ์สำคัญทางการเมืองมาบรรจบในวันเดียวกัน 9 เมษายน นอกจากจะเป็นวันแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภา ซึ่งเสมือนเป็นเวทีแรกสำหรับ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านในการตรวจสอบและเสนอแนะต่อรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ

 

ทว่าอีกเหตุการณ์หนึ่งคือเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นำเอกสารคำร้องคดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่ร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวนหลายหมื่นแผ่นส่งยังศาลฎีกาในช่วงเช้าวันนี้ โดยเป็นเสมือนก้าวแรกของการพิจารณาคดีดังกล่าว ซึ่งมีโทษสูงสุดอาจเป็นการตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต

 

อย่างไรก็ตาม ตามกระบวนการแล้ว การยื่นเอกสารคำร้องวันนี้ถือเป็นขั้นตอนทางธุรการเท่านั้น หลังจากนี้ประธานศาลฎีกาจะต้องเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อให้มีการตั้งองค์คณะผู้พิพากษาจำนวน 9 คนโดยเร็ว และมีกรอบเวลาอีก 7 วัน เพื่อพิจารณาว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

ดังนั้น ขั้นตอนที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งให้ สส. ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลในคดี หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด อาจยังต้องใช้เวลา ซึ่งมีโอกาสที่จะพ้นไปจากช่วงเวลาของการแถลงนโยบายระหว่าง 9-10 เมษายน

 

หรือตามที่หัวหน้าพรรคประชาชนได้ประเมินว่า อาจมีความชัดเจนหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงถือว่ายังไม่มีผลกระทบต่อการอภิปรายของ สส. พรรคประชาชน ในการแถลงนโยบาย

 

ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ได้เก็บภาพของ 10 สส. ซึ่งยังคงมีสถานะ สส. สังกัดพรรคประชาชนอยู่ในปัจจุบัน และได้เดินทางมาร่วมประชุมท่ีอาคารรัฐสภาในวันนี้ จากจำนวนทั้งหมด 44 สส. ที่ถูกชี้มูล

 

ในจำนวนนี้ประกอบด้วย สส. แบบบัญชีรายชื่อ 8 คน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค, ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ณัฐวุฒิ บัวประทุม และ ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส่วนอีก 2 คน เป็น สส. กทม. คือ ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

 

หากมี ‘อุบัติเหตุทางการเมือง’ เกิดขึ้นในอนาคต อาจต้องมีการเลื่อน สส. แบบบัญชีรายชื่อ ทั้ง 8 คน ที่อยู่ในลำดับถัดไปของพรรคขึ้นมาทำหน้าที่แทน ขณะที่ สส. กทม. อีก 2 คน จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมในพื้นที่

 

ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 1ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 2ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 3ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 4ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 5ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 6ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 7ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 8ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 9ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 10ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 11ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 12ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 13ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 14ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 15ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 16ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 17ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 18ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 19ภาพกลุ่ม สส. พรรคประชาชน 10 คน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในรัฐสภา หลัง ป.ป.ช. ยื่นคดี 44 สส. ต่อศาล 20

The post 9 เมษา นาฬิกาเริ่มเดิน: ชีวิตการเมือง 10 สส. พรรคประชาชน หลัง ป.ป.ช. นำคำร้องคดี 44 สส. ยื่นศาล appeared first on THE STANDARD.

]]>