พรพจน์ เพ็ญพาส Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พรพจน์-เพ็ญพาส/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 13 Nov 2025 00:33:55 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 โปรดเกล้าฯ​ แต่งตั้งข้าราชการ มท. ​45 ราย​ ‘นฤชา​’ นั่ง​ อธิบดีกรมการปกครอง​ ‘พรพจน์’​ หวนคืนอธิบดีที่ดิน​ ด้าน ‘ธีรุตม์’ คุม​ สถ. https://thestandard.co/moi-officials-appointment-13-nov/ Thu, 13 Nov 2025 00:33:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1142667 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการ มท. 45 ราย ‘นฤชา’ นั่ง อธิบดีกรมการปกครอง ‘พรพจน์’ หวนคืน อธิบดีที่ดิน ด้าน ‘ธีรุตม์’ คุม สถ.

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่​ป […]

The post โปรดเกล้าฯ​ แต่งตั้งข้าราชการ มท. ​45 ราย​ ‘นฤชา​’ นั่ง​ อธิบดีกรมการปกครอง​ ‘พรพจน์’​ หวนคืนอธิบดีที่ดิน​ ด้าน ‘ธีรุตม์’ คุม​ สถ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการ มท. 45 ราย ‘นฤชา’ นั่ง อธิบดีกรมการปกครอง ‘พรพจน์’ หวนคืน อธิบดีที่ดิน ด้าน ‘ธีรุตม์’ คุม สถ.

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่​ประกาศคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ​ ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย พ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 45 ราย

 

สำหรับตำแหน่งที่น่าสนใจ ประกอบด้วย

 

  • ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง
  • โชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง
  • ภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง
  • นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการปกครอง​
  • สยาม ศิริมงคล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน​
  • พรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน​
  • ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  • ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น​
  • ว่าที่ พ.ต. อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม
  • ณรงค์ เทพเสนา พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี
  • ชำนาญ ชื่นตา พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • ทศพล เผื่อนอุดม พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • ศักระ กปิลกาญจน์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • ร.ต.ท. ภพชนก ชลานุเคราะห์ พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี
  • นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมการปกครอง และแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
  • สุรศักดิ์ อักษรกุล พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู
  • เชษฐา โมสิกรัตน์ พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี
  • รัฐพล นราดิศร พ้นจากตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่

The post โปรดเกล้าฯ​ แต่งตั้งข้าราชการ มท. ​45 ราย​ ‘นฤชา​’ นั่ง​ อธิบดีกรมการปกครอง​ ‘พรพจน์’​ หวนคืนอธิบดีที่ดิน​ ด้าน ‘ธีรุตม์’ คุม​ สถ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เผยคืนความเป็นธรรมข้าราชการมหาดไทย ตั้ง ‘พรพจน์’ คัมแบ็กอธิบดีกรมที่ดิน ‘นฤชา’ ผงาดอธิบดีกรมปกครอง ‘นิรัตน์’ ย้ายนั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต https://thestandard.co/pm-moh-appointments-prapoj-naruet-nirat/ Tue, 14 Oct 2025 06:47:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1130205 นายกฯ เผยคืนความเป็นธรรมข้าราชการมหาดไทย ตั้ง ‘พรพจน์’ คัมแบ็กอธิบดีกรมที่ดิน นฤชา’ ผงาดอธิบดีกรมปกครอง นิรัตน์’ ย้ายนั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

วันนี้ (14 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา การประชุมคณะรัฐมนตรี […]

The post นายกฯ เผยคืนความเป็นธรรมข้าราชการมหาดไทย ตั้ง ‘พรพจน์’ คัมแบ็กอธิบดีกรมที่ดิน ‘นฤชา’ ผงาดอธิบดีกรมปกครอง ‘นิรัตน์’ ย้ายนั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เผยคืนความเป็นธรรมข้าราชการมหาดไทย ตั้ง ‘พรพจน์’ คัมแบ็กอธิบดีกรมที่ดิน นฤชา’ ผงาดอธิบดีกรมปกครอง นิรัตน์’ ย้ายนั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต

วันนี้ (14 ตุลาคม) ที่อาคารรัฐสภา การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน มีการพิจารณาบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงกระทรวงมหาดไทย จำนวน 45 ตำแหน่ง

 

ทั้งนี้ ครม. มีมติเห็นชอบให้ นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ขณะที่ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต

 

ด้าน พรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน ส่วน ขจรเกียรติ รักพานิชมณี พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น

 

ธีพัฒน์ คัชมาตย์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ส่วนเชษฐา โมสิกรัตน์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี

 

ส่วน ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขณะที่ ร.ต.ท. ภพชนก ชลานุเคราะห์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ด้าน ว่าที่ พ.ต. อดิศักดิ์ น้อยสุวรรณ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม

 

นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี จากกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย เป็นเกมเอาคืนทางการเมืองหรือไม่ว่า “ไม่มีครับ”

 

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้าราชการระดับสูงที่ได้ถูกย้ายออกไป และได้ย้ายกลับนั่งที่เดิมในสมัยของอนุทินนั้น อนุทินกล่าวว่า “อ้อ ครับ”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการโยกย้ายเพื่อคืนความเป็นธรรมใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า “ครับๆ ใช่” พร้อมกล่าวต่อว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นคนย้าย ตนบรรจุเข้าตามที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำเสนอเข้ามา

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ปรึกษานายกรัฐมนตรีหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า “ไม่ได้ปรึกษา ก็ดูตามข้อกฎหมาย ผมแต่งตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยได้คนเดียว”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตอนที่ย้ายข้าราชการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้เสนอใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบต้องไปถามพรรคเพื่อไทย

The post นายกฯ เผยคืนความเป็นธรรมข้าราชการมหาดไทย ตั้ง ‘พรพจน์’ คัมแบ็กอธิบดีกรมที่ดิน ‘นฤชา’ ผงาดอธิบดีกรมปกครอง ‘นิรัตน์’ ย้ายนั่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ครม. โยกย้ายข้าราชการระดับสูง ‘พรพจน์’ นั่งอธิบดีปกครอง เด้งนิรัตน์ เข้ากรุผู้ตรวจ ผู้ว่าฯบุรีรัมย์นั่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น https://thestandard.co/cabinet-high-level-reshuffle-14-oct/ Tue, 14 Oct 2025 00:31:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1130005 จับตา ครม. โยกย้ายข้าราชการระดับสูง ‘พรพจน์’ นั่ง อธิบดีปกครอง เด้ง นิรัตน์ เข้ากรุผู้ตรวจ ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ นั่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

วันนี้ (14 ตุลาคม) ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี […]

The post จับตา ครม. โยกย้ายข้าราชการระดับสูง ‘พรพจน์’ นั่งอธิบดีปกครอง เด้งนิรัตน์ เข้ากรุผู้ตรวจ ผู้ว่าฯบุรีรัมย์นั่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา ครม. โยกย้ายข้าราชการระดับสูง ‘พรพจน์’ นั่ง อธิบดีปกครอง เด้ง นิรัตน์ เข้ากรุผู้ตรวจ ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ นั่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

วันนี้ (14 ตุลาคม) ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานนั้น กระทรวงมหาดไทย จะมีการเสนอบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เป็นวาระก่อนเพื่อทราบด้วย เพื่อให้การบริหารงานราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อภารกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

 

ทั้งนี้ รายชื่อที่เสนอเข้าที่ประชุม ครม. ครอบคลุมตำแหน่งสำคัญในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการระดับอธิบดีขึ้นด้วย มีรายชื่อดังนี้

 

  1. นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  2. เชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย
  3. จุมพฎ วรรณฉัตรสิริ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  4. นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  5. พรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นอธิบดีกรมปการปกครอง
  6. สุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  7. สยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
  8. ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน
  9. ปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
  10. ศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ
  11. อนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์
  12. ณรงค์ เทพเสนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี
  13. ชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  14. ปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม
  15. ชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์
  16. รัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
  17. ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  18. โชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย
  19. ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

The post จับตา ครม. โยกย้ายข้าราชการระดับสูง ‘พรพจน์’ นั่งอธิบดีปกครอง เด้งนิรัตน์ เข้ากรุผู้ตรวจ ผู้ว่าฯบุรีรัมย์นั่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ‘ขจรเกียรติ’ นั่งอธิบดีที่ดิน ‘เชษฐา’ คุมกรม ปภ. https://thestandard.co/royal-decree-appoints-6-new-interior-officials/ Sat, 23 Aug 2025 02:41:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1110273

วันนี้ (23 สิงหาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ปร […]

The post โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ‘ขจรเกียรติ’ นั่งอธิบดีที่ดิน ‘เชษฐา’ คุมกรม ปภ. appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (23 สิงหาคม) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทยระดับสูงจำนวน 6 ราย ให้พ้นจากตำแหน่งเดิมและไปดำรงตำแหน่งใหม่ มีผลตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป

 

  • ขจรเกียรติ รักพานิชมณี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน

 

  • เชษฐา โมสิกรัตน์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

 

  • พรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง

 

  • สันติ รังษิรุจิ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา

 

  • ไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

 

  • ภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง

 

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวลงนามโดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2568

The post โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 6 บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ‘ขจรเกียรติ’ นั่งอธิบดีที่ดิน ‘เชษฐา’ คุมกรม ปภ. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ไฟเขียวตั้ง ‘ขจรเกียรติ ผู้ว่าฯฉะเชิงเทรา’ นั่งอธิบดีกรมที่ดิน ‘เชษฐา’ คุม ปภ. พร้อมโยก ‘ภาสกร’ นั่งผู้ว่าฯ ระยอง https://thestandard.co/cabinet-reshuffle-land-ddpm/ Tue, 05 Aug 2025 08:16:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1103823 ขจรเกียรติ รักพานิชมณี ได้รับแต่งตั้งจาก ครม. เป็นอธิบดีกรมที่ดินแทน พรพจน์ เพ็ญพาส

วันนี้ (5 สิงหาคม) ​จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนาย […]

The post ครม. ไฟเขียวตั้ง ‘ขจรเกียรติ ผู้ว่าฯฉะเชิงเทรา’ นั่งอธิบดีกรมที่ดิน ‘เชษฐา’ คุม ปภ. พร้อมโยก ‘ภาสกร’ นั่งผู้ว่าฯ ระยอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขจรเกียรติ รักพานิชมณี ได้รับแต่งตั้งจาก ครม. เป็นอธิบดีกรมที่ดินแทน พรพจน์ เพ็ญพาส

วันนี้ (5 สิงหาคม) ​จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง รวม 6 ตำแหน่ง เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน และทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ประกอบด้วย

 

  • พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย 
  • เชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 
  • ขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอธิบดีกรมที่ดิน 
  • ภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง 
  • ไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี 
  • สันติ รังษิรุจิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา 

 

ขณะเดียวกัน ที่ประชุม ครม. ยังเห็นชอบให้ บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

The post ครม. ไฟเขียวตั้ง ‘ขจรเกียรติ ผู้ว่าฯฉะเชิงเทรา’ นั่งอธิบดีกรมที่ดิน ‘เชษฐา’ คุม ปภ. พร้อมโยก ‘ภาสกร’ นั่งผู้ว่าฯ ระยอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมแถลง ‘เขากระโดง’ เป็นที่ดินรัฐ เตรียมเพิกถอน 5,083 ไร่ พรุ่งนี้ เผย ‘พรพจน์’ ยื่นย้ายจากอธิบดีกรมที่ดินแล้ว ยันไม่ใช่เกมการเมือง https://thestandard.co/khao-kradong-land-revoked/ Fri, 01 Aug 2025 10:40:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1102708 เขากระโดง

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย ภูมิธรรม เวชยชัย ร […]

The post ภูมิธรรมแถลง ‘เขากระโดง’ เป็นที่ดินรัฐ เตรียมเพิกถอน 5,083 ไร่ พรุ่งนี้ เผย ‘พรพจน์’ ยื่นย้ายจากอธิบดีกรมที่ดินแล้ว ยันไม่ใช่เกมการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เขากระโดง

วันนี้ (1 สิงหาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้กำกับดูแลกรมที่ดิน แถลงถึงความคืบหน้าผลการตรวจสอบอธิบดีกรมที่ดิน กรณีไม่เพิกถอนโฉนดที่ดิน 995 ฉบับ รวมทั้งสิ้น 5,083 ไร่ ที่บริเวณเขากระโดง​ ตำบลอิสาณ และตำบลเสม็ด​ อำเภอเมืองบุรีรัมย์​ จังหวัดบุรีรัมย์​

 

ภูมิธรรมกล่าว​ว่า​ เรื่องที่ดินเขากระโดง​ มีข้อค้างคา​ ข้อขัดแย้ง​ หรือพิจารณาที่แตกต่างกันมาตลอด และตนได้รับการร้องเรียนจากประชาชน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้ยื่นหนังสือมา ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่า​ เขากระโดงเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อศาลมีคำสั่งแต่เหตุใดจึงไม่มีการจัดการให้เหมาะสม และถูกต้องเป็นไปตามคำสั่งของศาล โดยได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมีเดชอิศม์​ ในฐานะกำกับดูแลกรมที่ดิน​เป็นผู้รับผิดชอบ​ เพื่อไต่สวนเรื่องต่างๆ​ 

 

เดชอิศม์ กล่าวว่า ที่ดินกว่า 5,083 ไร่อยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา และคำพิพากษาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว ทางการรถไฟฯได้ทำหนังสือถึงกรมที่ดิน เพื่อให้ทำการเพิกถอนโฉนดที่ดิน แต่ในขณะนั้นกรมที่ดินเพิกเฉย ไม่ทำตามศาลฎีกา การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ทำการฟ้องกรมที่ดินกับศาลปกครองกลาง เพื่อให้กรมที่ดินเพิกถอนตามคำสั่งศาลฎีกา 

 

แต่ปรากฏว่าศาลปกครองกลางได้พิพากษาว่า ให้เพิกถอนโฉนดตามคำพิพากษาของศาลฎีกา ส่วนไหนที่ไม่มีปัญหาเรื่องขอบเขตให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่มีการแย้งเข้ามา เรื่องขอบเขตที่ดินข้างนอก เมื่อมีปัญหาเช่นนี้ 

 

คำพิพากษาของศาลปกครองมีคำสั่งว่าให้อำนาจอธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด เพื่อทำประมวลกฎหมายมาตรา 61 วรรค 2 ให้กรรมการชุดดังกล่าวฯ มีอำนาจหน้าที่ร่วมกับการรถไฟฯ เพื่อสอบเขตที่ไม่ชัดเจน เพื่อให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากนั้นจะได้เพิกถอนตามคำพิพากษาของศาลฎีกา 

 

แต่ขณะนั้นกรมที่ดิน ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ซึ่งตามที่คณะกรรมการจะทำให้ครบตามคำสั่งศาลฎีกา ที่เป็นขอบเขตที่ละเอียด แต่ปรากฏว่าตามรายงานไม่มีการสอบเขต ทั้งยังมีคำสั่งว่าให้ยุติเรื่อง ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา อธิบดีกรมที่ดินเห็นชอบตามมติของคณะกรรมการชุดนั้น 

 

หลังจากนั้นเป็นที่พูดถึงกันมีประชาชนทั้งประเทศไทยว่า เหตุใดกรมที่ดินไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฎีกา นอกจากไม่ปฏิบัติตามแล้ว ยังปฏิบัติตรงกันข้าม ค้านสายตาชาวไทย และค้านสายตาผู้พิพากษา 

 

เมื่อตนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับโอกาสจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มากำกับดูแลกรมที่ดิน ได้รับหนังสือร้องเรียนเกือบทุกวันว่า จะแก้ปัญหาอย่างไรกับเรื่องเขากระโดง เมื่อเป็นเช่นนี้จึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อตรวจสอบว่าคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินถูกต้องหรือไม่ 

 

ทั้งนี้ ผลสรุปของคณะกรรมการระบุว่าคณะกรรมการชุดนั้นตามมาตรา 61 วรรค 2 ไม่ได้ทำตามกระบวนการที่ครบถ้วน ฉะนั้นคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินเลยไม่ชอบ ตนจึงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ระหว่างกรมที่ดินและการรถไฟมีการสอบเขตแล้วหรือไม่ 

ผลปรากฏว่าในปี 2567 กรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันสอบแนวเขตมาชัดเจนแล้ว  วันนี้สรุปได้ว่าอธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนโฉนดเขากระโดงตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 วรรค 8 ได้เลย 

 

ขณะที่ เชษฐา​ โมสิกรัตน์​ รองปลัดกระทรวง​มหาดไทย​ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ อธิบดีกรมที่ดินฯ กล่าวว่า​ คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 842-876/2560 คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8027/2561 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หมายเลขคดี เลขแดง ที่ 1112/2563 และคำพิพากษาศาลปกครองกลาง​ เลขแดงที่ 548/2566 ศาลที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ​ และเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นที่ดินรถไฟที่มีไว้ใช้ในราชการตามพระราชบัญญัติจัดวางการรถไฟ และทางหลวง​ พ.ศ. 2464 มาตรา 3 (2)​ และได้รับความคุ้มครองมาตรา 6 (1)​ และ(2)​ 

 

ทั้งนี้ มีขอบเขตพื้นที่ตามพระราชกฤษฎีกาและแผนที่แสดงเขตที่ดินเพื่อสร้างทางรถไฟ และเพื่อจัดหาแหล่งวัสดุมาใช้ในการก่อสร้างทางรถไฟและลำเลียงอิฐ​ ซึ่งจัดทำขึ้นเสร็จเรียบร้อย 18 พฤษภาคม 2465 กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน​ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ​ จึงต้องผูกพันและมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล​ เนื่องจากมีหน้าที่และอำนาจในการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของบุคคล​ และการจัดการที่ดินของรัฐ 

 

รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน​ คือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ดังนั้นกรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดิน​ จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล​ โดยการตรวจสอบและเพิกถอนโฉนดที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกให้ในที่ดินของรัฐซึ่งตนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติและแก้ไข คำสั่งทางปกครองตามคำพิพากษาของศาลฎีกาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลอุทธรณ์กลาง​ เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว​

 

จากนั้นภูมิธรรม​ กล่าวย้ำว่า​ จากกรณี​ดังกล่าวได้รับการร้องเรียนเรื่องเขากระโดงและสื่อมวลชนมีการเปิดประเด็นว่าการดำเนินการนั้นโดยชอบหรือไม่​ เนื่องจากขัดกับที่ศาลปกครอง​ ศาลฎีกา​ และศาลอาญา ที่ได้มีการสรุปและตัดสินไปแล้วว่า​ ที่ดินนี้เป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทย  ซึ่งเรื่องการบังคับใช้ซึ่งหากดูแผนที่ที่ได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ จากรัชกาลที่ 5 ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นที่ดินของหลวงและเป็นที่ดินของรัฐโดยแท้ และเมื่อปี 2465 มีการออกพระราชกฤษฎีกา 

 

ขณะนั้นมีชาวบ้านครอบครอง 18 ครอบครัว และการรถไฟแห่งประเทศไทย​ได้ไปซื้อที่ดินมาจากชาวบ้าน ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ในอดีตที่ดินที่มีการครอบครองจากชาวบ้านได้ขายให้การรถไฟ​ ซึ่งถือว่าเป็นที่ดินของการรถไฟโดยชอบทั้งหมด​ เพราะฉะนั้นโดยกระบวนการทางกฎหมายที่ดินต่างๆจะต้องถูกประกาศยกเลิกขีดฆ่าออกจากสารบบเพราะเป็นที่ดินของรัฐ​ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญ หลังจากที่มีการดำเนินการและฟ้องร้องกัน 

 

ภูมิธรรม​ ยังกล่าวอีกว่า​ ใจกลางของที่ดิน​ทำสนามฟุตบอล และสนามรถแข่งรถ​ของที่ดินแปลงนี้​ จึงมิชอบด้วยกฎหมาย​อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุที่ทำให้เอกชนมายึดครองและที่ดินของรัฐ​ แล้วมาอ้างว่าเป็นที่ดินของตัวเอง จากการสืบสวนสอบสวนได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง สรุปออกมาอย่างไรก็ยืนยันว่าเป็นที่ดินของรัฐและศาลได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วชัดเจน

 

อย่างไรก็ตามตามมาตรา 61 (8)​ กรมที่ดินมีอำนาจเพิกถอนได้ทันที​ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป​ เพราะฉะนั้นที่ดินเหล่านี้ตกเป็นของรัฐ​ จึงจะดำเนินการ เพิกถอนที่ดินทั้งหมดตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป​ ส่วนที่ดินชายขอบที่มีปัญหาอยู่บ้าง ที่มีการทับซ้อน จะต้องมีการตรวจสอบหากเป็นเอกชน ก็จะต้องมีการดำเนินการต่อจากนั้นให้เกิดความชัดเจนตามกรอบของที่ดิน 

 

ภูมิธรรมกล่าวอีกว่า พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ได้ยื่นหนังสือขอย้ายออกจากกรมที่ดินแล้วเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อให้การพิจารณาเรื่องต่างๆ เป็นไปอย่างชัดเจน โปร่งใส และไม่เกิดความเกรงใจ เนื่องจากตนเป็นคนกลาง จึงขอยื่นหนังสือดังกล่าว โดยปลัดกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ดำเนินการต่อไป

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การดำเนินการตั้งแต่พรุ่งนี้ ในพื้นที่ตรงกลางที่เป็นของประชาชนมีจำนวนเท่าไร ไกรศรี สว่างศรี ผู้อำนวยการส่วนแผนที่และเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะกรรมการฯ กล่าวว่า พื้นที่ตรงกลางคิดเป็น 90% ของ 800 แปลง ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีประชาชนได้ที่ดินมาโดยสุจริต และมีโฉนด จะต้องเยียวยาอย่างไร ภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม หรือตามกฎหมาย แต่ทั้งหมดเป็นที่ดินของรัฐ ใครที่คิดว่าได้มาตามกระบวนการที่ถูกต้อง ก็จะว่ากันไปตามกฎหมาย มีสิทธิ์เสนอเรื่องขึ้นมาฟ้องร้องก็ได้ ก็ว่ากันตามกระบวนการ แต่ขณะนี้ยืนยันว่าที่ดินนี้เป็นที่ดินของรัฐ ถ้าจะมีการขอเช่าต่อก็ว่าตามกระบวนการ ไม่ว่ากัน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นเกมไล่บี้ เครือข่ายพรรคภูมิใจไทยและบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ต่อเนื่องจากการโยกย้ายอธิบดีกรมการปกครอง และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ใช่การไล่บี้ เพราะสื่อมวลชนทุกสาขาไล่บี้เรื่องนี้กับตนมาโดยตลอด โดยเมื่อตนเข้ามาทำหน้าที่ได้มีประชาชนเข้ามายื่นเรื่องให้ตรวจสอบ พร้อมย้ำว่า ไม่เกี่ยวกับการไล่บี้หรือไม่ไล่บี้ใคร หรือไม่พอใจใครหรือพอใจใคร 

 

แต่เกี่ยวกับที่ศาลฎีกา และศาลปกครองมีคำสั่งที่เป็นที่ยุติแล้ว และที่ผ่านมามีการดำเนินการตามคำสั่งของศาลไม่ครบถ้วน ซึ่งได้มีการมาเคลียร์และดูตรงนี้ทั้งหมด โดยพบว่า สามารถดำเนินการตามกฎหมายมาตรา  61 วรรค 8 ซึ่งสามารถดำเนินการนำที่ดินกลับมาเป็นของรัฐตามที่ประชาชนเฝ้ามองอยู่ ซึ่งว่ากันไปตามกฎหมายซึ่งตรงนี้หากใครมองว่าไม่ชอบอย่างไรก็สามารถเรียกร้องความเป็นธรรมได้ แต่เรามีหน้าที่ทำให้ที่ดินส่วนนี้ กลับมาเป็นที่ดินของรัฐ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และยังมีอีกกฎหมายที่เราต้องรับผิดชอบร้ายแรง

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคนที่จะมาเพิกถอนที่ดินเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ จะเป็นอธิบดีคนใหม่ใช่หรือไม่ และจะใช้แนวทางตามที่กล่าวข้างต้นใช่หรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีท่านไหนก็ต้องดำเนินการ เพราะเป็นคำสั่งศาล ที่ได้มีคำสั่งมายังกรมที่ดิน และอำนาจเพิกถอนเป็นของกรมที่ดิน แต่ถ้าไม่มี ก็เป็นผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ ที่จะต้องบังคับดำเนินการ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าคนที่จะมาเพิกถอนที่ดินเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ จะเป็นอธิบดีคนใหม่ใช่หรือไม่ และจะใช้แนวทางตามที่กล่าวข้างต้นใช่หรือไม่ ภูมิธรรมกล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีท่านไหนก็ต้องดำเนินการ เพราะเป็นคำสั่งศาล ที่ได้มีคำสั่งมายังกรมที่ดิน และอำนาจเพิกถอนเป็นของกรมที่ดิน แต่ถ้าไม่มี ก็เป็นผู้บังคับบัญชาระดับต่างๆ ที่จะต้องบังคับดำเนินการ 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะได้อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เมื่อไร ภูมิธรรมตอบว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนจะเร็วหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการทั้งหมด ที่ตนนั้นดูแลเรื่องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า งบประมาณที่จะต้องนำมาใช้ในการเยียวยานั้น ภูมิธรรมกล่าวว่า ก็ต้องชัดเจนก่อนว่าใครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมายละเมิด

 

เขากระโดง

The post ภูมิธรรมแถลง ‘เขากระโดง’ เป็นที่ดินรัฐ เตรียมเพิกถอน 5,083 ไร่ พรุ่งนี้ เผย ‘พรพจน์’ ยื่นย้ายจากอธิบดีกรมที่ดินแล้ว ยันไม่ใช่เกมการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรมสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ภายใน 7 วัน ต้องแจงให้ชัด เหตุใดไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลฯ https://thestandard.co/phumtham-orders-khao-kradong-land-clarification/ Mon, 14 Jul 2025 03:29:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1096087 ภูมิธรรม เวชยชัย รมว.มหาดไทย สั่งอธิบดีกรมที่ดินแจงภายใน 7 วัน ปมเปลี่ยนคำสั่งศาลกรณีที่ดินเขากระโดง

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย ภูมิธรรม เวชยชัย […]

The post ภูมิธรรมสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ภายใน 7 วัน ต้องแจงให้ชัด เหตุใดไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภูมิธรรม เวชยชัย รมว.มหาดไทย สั่งอธิบดีกรมที่ดินแจงภายใน 7 วัน ปมเปลี่ยนคำสั่งศาลกรณีที่ดินเขากระโดง

วันนี้ (14 กรกฎาคม) ที่กระทรวงมหาดไทย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีปัญหาทับซ้อนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยว่า ตนได้ส่งจดหมายไปตั้งแต่วันพุธ หรือ วันพฤหัสบดีสัปดาห์ที่แล้วให้ พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงภายในเวลา 7 วันว่า เหตุใดจึงเปลี่ยนแปลงคำสั่งของศาลปกครอง และศาลฎีกา หากภายใน 7 วันไม่มีความชัดเจน ตนก็จะเซ็นตั้งคณะกรรมการได้ทันที 

 

ทั้งนี้ ตนให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยพิจารณาดูว่า คณะกรรมการที่จะต้องประกอบด้วยใครบ้าง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคลางแคลงใจ และมีความไม่สบายใจ รวมถึงเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงได้เตรียมการ ที่ต้องการทำให้เรื่องนี้เกิดความชัดเจน ถ้าชัดเจนสังคมก็จะเกิดความสบายใจ ซึ่งต้องไปถามว่า เหตุผลใดจึงไม่ดำเนินการตามคำสั่งของศาลฯ โดยเฉพาะคำตัดสินของศาลปกครอง และศาลฎีกา

 

ส่วนเรื่องนี้จะกระทบต่อตำแหน่งของอธิบดีกรมที่ดินด้วยหรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า  ขึ้นอยู่ที่ปัญหา หากทำสิ่งที่ดีก็ได้ไม่มีผลกระทบ แต่หากไปทำอะไรนอกกรอบ หรือนอกความจำเป็น หรือไปเอื้อประโยชน์ต่อใครก็จะมีผลกระทบแน่นอน 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะถือโอกาสสางคดีที่ดินอัลไพน์ด้วยใช่หรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า จะดำเนินการทุกคดีไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งจะดำเนินการทั้งสองคดี ยืนยันว่าอะไรที่คลางแคลงใจจะเคลียร์ให้หมดทุกประเด็น

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการแบ่งงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ภูมิธรรม ระบุว่า วันนี้จะเจอรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คน หากพูดคุยกันจบ ก็จะแบ่งงานกันแล้วเสร็จ แต่คร่าว ๆ ก็ดูกันล่วงหน้าแล้วว่า ใครจะกำกับ ดูแลกรม อะไรบ้าง โดยดูที่ความเหมาะสม และความสามารถ ซึ่งตนเป็นคนที่ไม่ค่อยหวงงาน ขณะที่กรมที่ดินตนจะไม่ดูแลเอง 

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะมอบหมายให้เดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลกรมที่ดินเองใช่หรือไม่ ภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ขอพูดคุยกันก่อน

The post ภูมิธรรมสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ภายใน 7 วัน ต้องแจงให้ชัด เหตุใดไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิบดีกรมที่ดินยืนยัน ที่ดินสนามกอล์ฟปากช่องของอนุทินออกเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย ยังไม่ถึงขั้นเพิกถอน https://thestandard.co/land-department-confirms-anutin-golf-course-legal/ Mon, 17 Feb 2025 08:42:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1042825 อธิบดีกรมที่ดินแถลงกรณีที่ดินสนามกอล์ฟปากช่องของอนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ที่หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่ จังห […]

The post อธิบดีกรมที่ดินยืนยัน ที่ดินสนามกอล์ฟปากช่องของอนุทินออกเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย ยังไม่ถึงขั้นเพิกถอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิบดีกรมที่ดินแถลงกรณีที่ดินสนามกอล์ฟปากช่องของอนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์) ที่หอประชุมเทศบาลนครหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการออกเอกสารที่ดิน น.ค.3 ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคองว่า ข้อมูลจริงๆ อยู่ที่ผู้จัดนิคม ในส่วนที่กรมที่ดินเกี่ยวข้องด้วย พื้นที่ที่กรมที่ดินได้ออกโฉนดไปมีทั้งหมด 4,500 แปลง เป็นพื้นที่กว่า 25,000 ไร่ รวมถึงออก น.ส.3 ก. ประมาณ 217 แปลง 2,600 กว่าไร่ รวมทั้งหมดประมาณ 4,700 แปลงที่มีการออกเอกสารสิทธิ์ตามอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดิน ถ้าคิดเป็นพื้นที่ทั้งหมดก็ไม่ถึง 30,000 ไร่ ประมาณ 28,000 ไร่

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ดินในพื้นที่สนามกอล์ฟปากช่อง และพื้นที่แข่งรถของ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย คาบเกี่ยวกับพื้นที่ ส.ป.ก. กี่ไร่ และออกโฉนดแล้วกี่ไร่ พรพจน์ยืนยันว่า เอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยกรมที่ดิน ทั้งโฉนดและ น.ส.3 ก. ดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น เป็นโฉนดและเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

 

ในส่วนของสนามกอล์ฟและสนามแข่งรถเป็นพื้นที่ของการนิคมที่มีการจัดนิคม เอกสารสิทธิ์ที่ออกนั้นออกมาโดยพื้นฐานของ น.ค.3 ที่นิคมดำเนินการจัด ซึ่งหลักเกณฑ์พิจารณาในการออกเอกสารสิทธิ์ ถ้ามี น.ค.3 มา กรมที่ดินจะถือว่ามีการรับรองจากภาครัฐ ซึ่งมีแนวทางในการดำเนินการอยู่ โดยจะต้องสอบถามไปยังผู้จัดนิคมว่ามีการใช้ประโยชน์เช่นเดิมหรือไม่ ยินยอมให้ออกโฉนดได้หรือไม่ ถ้ามีหลักฐานยืนยันมา กรมที่ดินก็ยืนยันตามกฎหมายในการออกเอกสารสิทธิ์ ดังนั้นยืนยันว่าที่ดิน 4,500 แปลงที่เป็นโฉนดที่ดิน กับ 217 แปลงที่เป็น น.ส.3 ก. กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิ์ตามแนวทางในการดำเนินการระหว่างกรมที่ดินและผู้จัดตั้งนิคมอย่างถูกต้อง

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่อาจถูกมองว่าเป็นการฟอกขาวที่ดินให้เอกชน พรพจน์กล่าวว่า ต้องไปดูที่มาของการจัดตั้งนิคม โดยพื้นที่ที่เป็นปัญหาอยู่ในเขตที่มีการขยาย ซึ่งทำถูกต้องตามกฎหมายตามที่นิคมดำเนินการ เพียงแต่มีพื้นที่คาบเกี่ยวกับ ส.ป.ก. ซึ่งมีความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อปี 2548 ว่า ถ้ามีการจัดนิคมเข้าไปในพื้นที่ ส.ป.ก. ไม่สามารถปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรมได้ ดังนั้นมีความจำเป็นที่ ส.ป.ก. จะยกที่ให้การจัดตั้งนิคมตามวัตถุประสงค์ พร้อมยืนยันว่า ในการจัดพื้นที่ซ้ำซ้อน กรมที่ดินไม่ได้ลอยตัว เพียงแต่กรมที่ดินไม่ได้เกี่ยว เพราะในพื้นที่ซ้ำซ้อนเป็นพื้นที่นิคมกับ ส.ป.ก. จึงต้องเคลียร์ตรงนี้ และกรมที่ดินเป็นปลายทางในการออกเอกสารสิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการระบุว่า หาก ส.ป.ก. มาทวงพื้นที่คืนจะทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่าง ส.ป.ก. กับกรมที่ดินด้วย พรพจน์กล่าวว่า จะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ขั้นแรกคือ ต้องบอกว่าทำไมถึงมีการจัดนิคม ให้ประชาชนผู้ยากไร้มีสิทธิทำกินในที่ดินของนิคม ถ้าบอกว่า น.ค.3 ที่มาจากนิคมไม่ถูกต้อง ก็ต้องไล่มาถึงกรมที่ดินในการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ซึ่งมีหลายกรณีที่ น.ค.3 ไม่ถูกต้อง กรมที่ดินก็ทำตามขั้นตอน จึงต้องพิสูจน์ทราบว่าก่อนว่า น.ค.3 ที่มายื่นถูกต้องหรือไม่

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ดินที่ถูกเพิกถอน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบเยียวยาเอกชน พรพจน์กล่าวว่า ถ้ามีการเพิกถอนถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ประชาชนก็จะต้องอุทธรณ์ผู้ออกคำสั่ง นั่นคือฟ้องกรมที่ดิน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ดินสนามกอล์ฟปากช่องของอนุทิน มองว่าไปถึงขั้นเพิกถอนหรือไม่ พรพจน์กล่าวว่า ยัง ต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ก่อนว่า น.ค.3 ที่เป็นพื้นฐานของการออกเอกสารสิทธิ์ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีรายละเอียดพอสมควร และไม่ได้เพิ่งเกิดปัญหา ประชาชนหลายพันครัวเรือนมีปัญหาเรื่องพวกนี้อยู่ หากความเชื่อมั่นในโฉนดที่ออกมา มีการถามไปที่ผู้จัดตั้งนิคมว่าจะมีแนวทางชัดเจนอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีการหารือกันว่าจริงๆ ต้องไปที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่เป็นผู้จัดวางนโยบาย เพื่อดูภาพรวมของการจัดที่ดิน ซึ่งถ้ามาจริงๆ จะส่งผลกระทบเยอะต่อประชาชน

 

เมื่อถามว่า ในฐานะข้าราชการหนักใจหรือไม่ เพราะดูเหมือนต้องรับจบ ทั้งปัญหาที่ดินอัลไพน์ เขากระโดง และสนามกอล์ฟปากช่อง พรพจน์ยืนยันว่า ทุกอย่างทำตามพื้นฐานของกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อนไปก็พร้อมรับ แต่ตอนนี้ขอยืนยันว่า แนวทางในการออกเอกสารสิทธิ์ในแต่ละยุคแต่ละสมัยมีระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่เหมือนกัน แต่กรมที่ดินดำเนินการถูกต้องตามที่ต้องทำตามวิสัยที่ข้าราชการที่ดีพึงกระทำ

 

พรพจน์ยังกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ต้องไปดูต้นเรื่องที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. เพราะมีประวัติศาสตร์อยู่ ผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ คือประชาชนในการทำธุรกรรมในพื้นที่บริเวณนี้ ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่เคยหารือในกรมที่ดิน เพราะผู้เกี่ยวข้องจริงๆ คือผู้จัดตั้งนิคม ถ้าถามกรมที่ดินอย่างเดียวหรือกระทรวงมหาดไทยอาจไม่ครบถ้วน เพราะเกี่ยวพันหลายหน่วยงาน

 

ก่อนจะย้ำถึงระเบียบการออกโฉนดว่า ถ้ามี น.ค.3 กรมที่ดินออกโฉนดได้อย่างเดียว เพียงแต่เพื่อความชอบธรรมก็มีแนวทางปฏิบัติ ให้สอบถามไปยังผู้จัดนิคมก่อน หากได้รับการยืนยัน กรมที่ดินก็ออกโฉนดให้ ไม่สามารถปฏิเสธประชาชนได้ เพียงแต่หลังโฉนดไม่ได้มีการสลักว่าต้องทำประโยชน์อย่างไร แต่มีพื้นฐานว่าเปลี่ยนมาจาก น.ค.3 แค่นั้นเอง ซึ่งอาจเป็นหน้าที่ของกรมที่ดินที่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตนได้แถลงเกี่ยวกับการทำงานของกรมที่ดินไปแล้ว

The post อธิบดีกรมที่ดินยืนยัน ที่ดินสนามกอล์ฟปากช่องของอนุทินออกเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย ยังไม่ถึงขั้นเพิกถอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปากคำ ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ อธิบดีกรมที่ดิน กับมหากาพย์ที่ดินเขากระโดง https://thestandard.co/land-department-khao-kradong/ Wed, 15 Jan 2025 12:06:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1030886 land-department-khao-kradong

THE STANDARD ประมวลคำตอบจาก ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ อธิบดีกรมท […]

The post ปากคำ ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ อธิบดีกรมที่ดิน กับมหากาพย์ที่ดินเขากระโดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
land-department-khao-kradong

THE STANDARD ประมวลคำตอบจาก ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ อธิบดีกรมที่ดิน ต่อมหากาพย์ที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ ที่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บริเวณแยกเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 995 ฉบับ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 2494/2564 

 

หลังถูกมองเป็นเรื่องการเมืองของ 2 หน่วยงานในกระทรวงเกรดเอของรัฐบาลแพทองธาร คือ กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ในการดูแลของพรรคเพื่อไทย

 

อ่านคำตอบฉบับเต็มได้ที่ https://thestandard.co/pornpoth-penpas-interview/

 

ปากคำ ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ อธิบดีกรมที่ดิน กับมหากาพย์ที่ดินเขากระโดง

 กรมที่ดินเป็นใคร เหตุใดจึงไม่ทำตามคำพิพากษาศาลตัดสิน

พรพจน์ เพ็ญพาส

แม้จะไม่มีที่ดิน 200 กว่าไร่ (ของตระกูลชิดชอบ)

“ไม่มีใครเคยสั่งผมเลย ท่านก็บอกผมว่าให้ทำตามระเบียบ”

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ปากคำ ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ อธิบดีกรมที่ดิน กับมหากาพย์ที่ดินเขากระโดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อธิบดีกรม​ที่ดิน​ยืนยัน ยังไม่ถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอัลไพน์คืนธรณีสงฆ์ ชี้เป็นอำนาจรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะนี้ยังไม่ได้เซ็น https://thestandard.co/alpine-land-revocation-timeline/ Wed, 15 Jan 2025 03:06:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1030606 ที่ดินอัลไพน์

วันนี้ (15 มกราคม) พรพจน์​ เพ็ญพาส​ อธิบดีกรม​ที่ดิน​ ช […]

The post อธิบดีกรม​ที่ดิน​ยืนยัน ยังไม่ถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอัลไพน์คืนธรณีสงฆ์ ชี้เป็นอำนาจรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะนี้ยังไม่ได้เซ็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่ดินอัลไพน์

วันนี้ (15 มกราคม) พรพจน์​ เพ็ญพาส​ อธิบดีกรม​ที่ดิน​ ชี้แจงถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่า​ เมื่อวันที่​ 3 กันยายน 2567 ก่อนที่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งดำเนินการเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์กลับเป็นที่ธรณีสงฆ์ของวัดธรรมิการามวรวิหาร เพื่อเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

 

พรพจน์ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับการลงนาม โดยเรื่องที่ดินอัลไพน์เป็นอำนาจของรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (ตามกลุ่มภารกิจ) ฉะนั้นต้องดูว่าใครเป็นผู้ที่มีอำนาจเซ็น แต่อาจเป็นไปได้ที่ชาดาในตอนนั้น ซึ่งเป็นรัฐมนตรีที่กำกับดูแล ก็อาจมอบนโยบายเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่าอำนาจการเซ็นที่มีผลทางกฎหมายเป็นอำนาจของ ชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่กำกับดูแลในปัจจุบัน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ขณะนี้เซ็นเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอัลไพน์แล้วหรือไม่ พรพจน์ย้ำว่า “อำนาจอยู่ที่รองปลัด และขณะนี้ยังไม่ได้เซ็น”

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าชาดายังไม่ได้เซ็นเพิกถอนกรรมสิทธิ์​ที่ดินอัลไพน์​ก่อนพ้นตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดินกล่าวว่า “การเซ็นมอบนโยบายในการกำกับอาจจะจริง เพราะผมไม่ได้เห็น เพียงแต่เป็นเรื่องอำนาจในการเซ็นที่จะมีผลทางกฎหมาย เคสนี้ต้องเป็นอำนาจของรองปลัดกระทรวงมหาดไทย”

 

พรพจน์​ยังยืนยันอีกว่า ขณะนี้กรมที่ดินยังไม่ได้รับเอกสารการเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวจากกระทรวงมหาดไทย ขณะเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังไม่ได้มีข้อสั่งการอะไรลงมาเช่นกัน

The post อธิบดีกรม​ที่ดิน​ยืนยัน ยังไม่ถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอัลไพน์คืนธรณีสงฆ์ ชี้เป็นอำนาจรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะนี้ยังไม่ได้เซ็น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดใจ ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ อธิบดีกรมที่ดิน ทำตามกฎหมาย ไม่แลกชีวิตข้าราชการ เกมการเมืองเขากระโดง https://thestandard.co/pornpoth-penpas-interview/ Tue, 14 Jan 2025 14:08:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1030505 pornpoth-penpas-interview

มหากาพย์ที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ ที่มีหนังสือแสดงสิทธิ […]

The post เปิดใจ ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ อธิบดีกรมที่ดิน ทำตามกฎหมาย ไม่แลกชีวิตข้าราชการ เกมการเมืองเขากระโดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
pornpoth-penpas-interview

มหากาพย์ที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ ที่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ออกทับที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) บริเวณแยกเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 995 ฉบับ ตามคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในคดีหมายเลขดำที่ 2494/2564 กลายเป็นเผือกร้อนทางเมืองของ 2 หน่วยงานในกระทรวงเกรดเอของรัฐบาลแพทองธาร คือ ‘กรมที่ดิน’ กระทรวงมหาดไทย ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กระทรวงคมนาคม ซึ่งอยู่ในการดูแลของพรรคเพื่อไทย

 

เมื่อคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นเจ้ากระทรวง มีมติเอกฉันท์ไม่เพิกถอนเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินที่ทับซ้อนดังกล่าว พร้อมส่งคณะมหาดไทยลงพื้นที่สำรวจสถานที่จริง และชี้ว่า รฟท. ก้าวล่วงสิทธิของประชาชน

 

จากนั้น รฟท. กระทรวงคมนาคม ภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทย ที่มี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นเจ้ากระทรวง ส่งหนังสืออุทธรณ์คำสั่งไม่เพิกถอนของกรมที่ดิน โดยยืนยันว่าการดำเนินการของ รฟท. เพื่อทวงคืนที่ดินบริเวณเขากระโดงนั้น เป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ใช่เป็นการก้าวล่วงสิทธิของประชาชนแต่อย่างใด

 

กระนั้น…คอการเมืองทราบดีว่าการโต้ไปมาของทั้ง 2 หน่วยงานเป็นเสมือนละครฉากใหญ่ที่ต้องการวัดพลัง-ต่อรองคานอำนาจการเมืองของ 2 พรรคการเมือง และขณะนี้อยู่ระหว่างรอคำตัดสินของคำสั่งศาลปกครอง ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าศึกครั้งนี้จะจบอย่างไร

 

พรพจน์ เพ็ญพาส

 

THE STANDARD สนทนาพิเศษครั้งสำคัญกับ พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน เปิดใจตอบทุกคำถาม แจกแจงรายละเอียดทุกประเด็น และทางออกที่ดีที่สุดสำหรับมหากาพย์ที่ดินเขากระโดง

 

ที่มาที่ไป มหากาพย์ที่ดินเขากระโดง

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: ที่ดินเขากระโดงมีความเป็นมาอย่างยาวนาน หากตัดที่มาปัจจุบันศาลยุติธรรม 3 ศาลตัดสินไปแล้ว ประกอบด้วยศาลฎีกา 2 ศาล และศาลอุทธรณ์ภาค 3 อีก 1 ศาล 

 

ในชั้นศาลฎีกาคดีนี้เป็นเรื่องของประชาชนที่มีเอกสาร ส.ค.1 (ใบแจ้งการครอบครองที่ดิน เป็นหลักฐานว่าผู้ครอบครองเป็นผู้แจ้งว่าตนครอบครองที่ดินอยู่) ไปยื่นขอออกโฉนดที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ แล้ว รฟท. คัดค้านไม่ให้ออกโฉนด

 

จนประชาชนฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมว่า ทำไม รฟท. ถึงคัดค้านการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนด ศาลฎีกาตัดสินว่า สิทธิของประชาชนสู้สิทธิของ รฟท. ไม่ได้ ทำให้สิทธินั้นเป็นสิทธิของ รฟท.

 

ศาลพิพากษาว่าให้กรมที่ดินเพิกถอนสิทธิของประชาชน คือการถอน ส.ค.1 ที่ประชาชนถือครองอยู่ และไต่สวนในส่วนที่ประชาชนดำเนินการไปแล้ว ซึ่งการตัดสินนั้นเป็นคู่กรณีกันระหว่างประชาชน คดีแรกมีประชาชนกับ รฟท. 35 ราย

 

คดีที่ 2 เป็นเรื่องของการเพิกถอนเอกสารสิทธิ ‘น.ส. 3 ก.’ ศาลพิพากษาว่าสิทธิของ รฟท. ดีกว่าสิทธิของประชาชน จากนั้น รฟท. ก็ส่งเรื่องมาให้กรมที่ดิน เราก็ดำเนินการตามกฎหมาย หากศาลมีคำสั่งอย่างไร กรมที่ดินก็ดำเนินการตามที่ศาลสั่ง

 

หมายเหตุ: น.ส. 3 ก. เป็นหนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ว่าได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว แต่เพียงสิทธิครอบครองไม่มีกรรมสิทธิ์ โดยหนังสือเป็นแบบธรรมดา มีการรังวัด และจัดทำแผนที่ของที่ดิน น.ส. 3 จะมีตราครุฑสีดำ อนาคตสามารถออกเป็นโฉนดได้ และสามารถซื้อขาย จำนองได้ แต่ต้องมีประกาศจากทางราชการล่วงหน้า 30 วัน จึงจะสามารถจดทะเบียนซื้อขายได้

 

ส่วนคดีที่ 3 เป็นคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 3 รฟท. ฟ้องประชาชน ซึ่งเป็นช่วง กม.8 ของการทางรถไฟที่แยกจากสถานีบุรีรัมย์ไปที่เขากระโดง โดยศาลพิพากษาว่าเป็นที่ดินของ รฟท. ให้มีการเพิกถอนเอกสารสิทธิบางส่วน รวมถึงเอกสารสิทธิ น.ส. 3 ก. ด้วย 

 

เมื่อเรื่องมาถึงกรมที่ดินเราก็ดำเนินการตามมาตรา 61 วรรค 8 ในการทำตามคำสั่งศาล ซึ่งคำพิพากษานั้นเป็นหน้าที่ของศาลยุติธรรม เป็นคดีแพ่งที่ผูกพันคู่กรณี 2 ฝ่าย ไม่ว่าเป็นโจทก์หรือจำเลย โดยที่กรมที่ดินไม่มีส่วนร่วมในการเข้าไปคัดค้านหรือให้ข้อมูลเพื่อพิจารณา แต่ศาลมีคำสั่งมาว่ากรมที่ดินต้องทำตามกฎหมายที่กรมที่ดินถือครองอยู่

 

ส่วนประเด็นคำพิพากษาตามที่มีการปรากฏตามข่าวว่า ‘เหตุใดกรมที่ดินถึงไม่ทำตามคำพิพากษา’ นั้น อธิบดีกรมที่ดินชี้แจงว่า การดำเนินการของศาลเป็นการดำเนินการของคู่กรณี ไม่ว่าจะโจทก์หรือจำเลย ใครแพ้ ใครชนะ เป็นความผูกพันระหว่างคู่กรณี แต่อาจมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ที่พูดถึงสิ่งที่พิสูจน์ในศาลอาจจะนำมาสู่การพิจารณาผลข้างเคียงอื่นได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคู่กรณีต้องเป็นผู้ดำเนินการ 

 

เช่น การที่บอกว่าสิทธิของที่ดินของ รฟท.ดีกว่านั้น รฟท. ควรจะต้องไปเอาคำสั่งศาลนี้ไปอ้างเพื่อไปดำเนินการกับประชาชนที่อาจจะมีเอกสารสิทธิ หรืออาจจะมีโฉนด หรือมีเอกสาร น.ส.3 ก. ต่อไป

 

แต่กลายเป็นว่าเป็นเรื่องของกรมที่ดินที่จะต้องดำเนินการ ซึ่งกรมที่ดินมีแนวทาง มีข้อระเบียบกฎหมายในการดำเนินการการเพิกถอนเอกสารสิทธิ หากพบว่าเป็นกรณีที่ออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบ หรือออกไปโดยคลาดเคลื่อน เป็นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็มีแนวทางในการดำเนินการอยู่แล้ว ทำให้กรณีเขากระโดง กรมที่ดินได้ดำเนินการและมีผลลัพธ์ออกมาในลักษณะเช่นนี้

 

พรพจน์ เพ็ญพาส

 

กรมที่ดินเป็นใคร เหตุใดจึงไม่ทำตามคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสิน

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: คำพิพากษาสั่งเฉพาะคู่กรณี คือ ‘โจทก์กับจำเลย’ ที่ผ่านมาคำพิพากษาทั้งศาลฎีกาหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นอย่างไร กรมที่ดินก็ดำเนินการตามคำสั่งศาลทั้งหมด 

 

ตัวอย่างเช่น ที่ดินของ 35 ราย ประมาณ 200 ไร่ ที่เป็น ส.ค.1 ก็มีการเพิกถอนที่ดินในส่วนนั้นไป ไม่ได้หมายรวมถึงที่ดินอีก 5,083 ไร่ที่จะต้องถูกเพิกถอนด้วย กรมที่ดินไม่สามารถทำได้ ตามหลักการของการออกเอกสารสิทธิให้กับประชาชนนั้น ไม่ว่าจะเป็นตัวโฉนด หรือ น.ส. 3 ก. กรมที่ดินต้องพิสูจน์ทราบเป็นแปลง

 

หากกรมที่ดินไปออกโฉนด หรือเปลี่ยนเอกสารสิทธิจาก น.ส. 3 ก. เป็นโฉนด ต้องไปรังวัดแนวเขต ซึ่งต้องมีคนข้างเคียงที่ชี้แนวเขต และมาพิสูจน์ว่าไม่รุกล้ำที่ของผู้อื่น

 

ทำให้ที่มาของโฉนดที่กรมที่ดินออกให้ในแต่ละแปลงนั้นมีที่มาที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่สามารถเหมารวมทั้งหมดได้ และต้องพิสูจน์ทราบ พิสูจน์สิทธิ์เป็นแปลง

 

เช่นเดียวกับคำสั่งของศาลปกครอง รฟท. ไปฟ้องศาลปกครอง ซึ่งประเด็นหลักคือขอให้ศาลสั่งให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แล้วให้มีการดำเนินการในการเพิกถอนโฉนดที่อยู่ในแปลงในพื้นที่พิพาทเขากระโดงทั้ง 5,083 ไร่ และต้องชดเชยค่าเสียหายการดำเนินการที่ไปรุกล้ำพื้นที่ของ รฟท.

 

แต่ผลสรุปศาลปกครองกลางมีคำตัดสินว่า ให้กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ภายใน 15 วัน และการที่จะให้ข้อสังเกตว่า คณะกรรมการฯ ที่ตั้งขึ้นมาไปร่วมกับ รฟท. ในการพิสูจน์แนวเขตตามแผนที่ที่กล่าวอ้างในศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 3 

 

ส่วนการเพิกถอนนั้นศาลไม่อาจก้าวล่วงที่จะไปเพิกถอนในพื้นที่อื่นๆ โดยให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 พิจารณาจากข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้อยู่ที่ดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดินจะพิจารณาตามที่คณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 พิจารณา

 

ตามที่มีการเผยแพร่ในข่าวบางครั้งนั้นพูดไม่หมด พูดแค่บางท่อน ถามว่าฝั่ง รฟท. บอกให้เพิกถอนหรือไม่ ก็ขอให้ศาลปกครองกลางสั่ง แต่ศาลปกครองกลางบอกให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แล้วข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายเป็นประการใดก็ให้อยู่ที่ดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดินพิจารณาโดยไม่ได้สั่งให้เพิกถอน ซึ่งรายละเอียดอยู่ในคำแถลงของศาลปกครองกลางอย่างชัดเจน แต่ยังมีการตั้งคำถามว่า เหตุใดกรมที่ดินจึงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

 

องค์ประกอบของคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 เป็นอย่างไร และใช้หลักฐานใดในการพิจารณาจนเป็นมติเป็นเอกฉันท์ เห็นสมควรไม่เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน รฟท. บริเวณแยกเขากระโดง

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: องค์ประกอบในการจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 ตามประมวลกฎหมายที่ดินนั้น คณะกรรมการต้องมีไม่น้อยกว่า 2 คน คือผู้ปกครองพื้นที่ ไม่ว่าเป็นนายกเทศมนตรีในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ในพื้นที่ดังกล่าวนั้นอยู่ใน 2 ตำบล คือ ตำบลอิสาณ กับตำบลเสม็ด ในเทศบาลนครบุรีรัมย์ 

 

ดังนั้นประกอบด้วย นายกเทศมนตรีตำบลอิสาณ และนายกเทศมนตรีตำบลเสม็ด ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ นอกจากนี้ยังมีกฎกระทรวงรองรับอีกว่า ที่ระบุว่ามีไม่น้อยกว่า 2 คนนั้น ควรจะต้องมีองค์ประกอบอีก คือ 

 

  1. ประธานคณะกรรมการฯ ต้องเป็นคนที่อธิบดีกรมที่ดินเป็นแต่งตั้ง เช่น ผู้ตรวจราชการของกรมที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดในพื้นที่ที่เกิดเหตุนั้นๆ
  2. นายอำเภอ เจ้าของพื้นที่
  3. ผู้บริหารท้องถิ่น เจ้าของพื้นที่
  4. ส่วนราชการที่อาจจะเกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควร
  5. เจ้าหน้าที่ของกรมพื้นดิน ที่เป็นฝ่ายเลขานุการ

 

อธิบดีกรมที่ดินชี้แจงถึงกรณีที่ระบุว่า กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการไม่ครบองค์ประกอบ โดยมีแค่ 4 คนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขอยืนยันว่าชอบด้วยกฎหมาย มีการตั้งศูนย์ราชการตามที่เห็นสมควร ในกรณีที่มีพิพาทนั้น มีแค่ศูนย์ราชการเดียวที่เกี่ยวข้องคือ รฟท.

 

ข้อครหาที่ว่า กรมที่ดินตั้งคณะกรรมการไม่ครบองค์ประกอบ เพราะไม่ได้ตั้ง รฟท. เข้าไปใช่หรือไม่

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: “ใช่ครับ” พร้อมให้เหตุผลว่า หากมีการตั้งคู่ขัดแย้งไป อาจทำให้คณะกรรมการฯ ในการวินิจฉัยมีความไม่เป็นกลาง เมื่อผลการตัดสินออกมาอาจทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีข้อขัดแย้งมาเป็นประเด็นที่ทำให้ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่าคำตัดสินคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯ ที่มาจากข้อเท็จจริงหรือหลักฐาน ไม่ว่าผลจะออกมาบวกหรือลบ นั่นถือเป็นการทำตามคำสั่งทางปกครองแล้ว หากในคณะกรรมการมีคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียมาร่วมพิจารณาด้วย จะทำให้คำสั่งทางปกครองอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินคนก่อนจึงตั้งคณะกรรมการฯ แค่ 4 คน

 

ส่วนองค์ประกอบของคณะกรรมการฯ ครบหรือไม่นั้น อธิบดีกรมที่ดินกล่าวว่า ต้องกลับมาพิจารณาจากรากของประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งระบุว่าต้องไม่น้อยกว่า 2 คน และกรมที่ดินขยายกฎกระทรวงเพิ่มเติมเพื่อให้ประกอบกันครบถ้วนในเรื่องของการดำเนินการ ที่ต้องมีประธานและมีฝ่ายเลขา ดังนั้นจึงขอยืนยันว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินนั้นครบถ้วนและถูกต้อง

 

ถ้าให้พูดตามความเป็นจริง ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย เราพิจารณาผลว่าเมื่อคำวินิจฉัยของคณะกรรมการออกมาเป็นคำสั่งของศาลปกครอง ซึ่งอาจมีผลต่อ 

Stakeholder หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องนั้นอาจจะไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ เมื่อเกิดความไม่ชอบขึ้นอาจนำมาซึ่งการฟ้องร้อง เราจึงตัดปัญหาเลยว่าน่าจะเพียงแล้วสำหรับการดำเนินการในการที่จะวินิจฉัย

 

พรพจน์ เพ็ญพาส

 

นอกเหนือจากการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินตามที่ศาลปกครองกลางสั่งแล้วนั้น ในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากกฎหมายต่างๆ กรมที่ดินมีการตั้งคณะกรรมการเพิ่มอีก 2 สองชุดคือ ชุดแรกเป็นกรรมการเทคนิค ทำงานเกี่ยวกับแผนที่ ระวาง โฉนด

 

กรมที่ดินมีการสำรวจแล้วใน 2 ประเด็นคือ ระยะทางของทางรถไฟ ที่ระบุว่าความยาว 8 กิโลเมตร หรือ 6.2 กิโลเมตร จากทางแยกสถานีรถไฟบุรีรัมย์ถึงจุดสิ้นสุดทางรถไฟ เมื่อเจ้าหน้าที่มีการออกไปพิสูจน์ทราบจากการดูแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศแต่ละชั้นปี 1734 ว่าจุดสิ้นสุดทางรถไฟในภาพถ่ายของกรมแผนที่ทหารอยู่ส่วนไหน

 

ตนเองลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อพิสูจน์และพบว่า จุดสิ้นสุดของ รฟท. นั้นอยู่ที่ประมาณ 6-6.2 กิโลเมตร โดยไม่ถึง 8 กิโลเมตร หากมีการลงพื้นที่จริงจะพบว่าจุดสิ้นสุดนั้นไม่ถึง 8 กิโลเมตร เนื่องจากมีบ้านเรือนของประชาชน มีบ่อหิน ซึ่งไม่น่าจะเป็นทางรถไฟตามข้อเท็จจริงของสภาพปัจจุบัน

 

ส่วนคณะกรรมการชุดที่สองคือ กรรมการด้านประโยชน์ศาสตร์ ทำงานด้านการสืบค้นหลักฐานต่างๆ ที่เคยออกเป็นพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)​ การกำหนดแนวเขตของทางรถไฟ หรือเรื่องของการซื้อที่ดินตั้งแต่ปี 2462-2464

 

ถ้าพูดกันจริงๆ เราในที่นี้ไม่มีใครเกิดทัน ก็ต้องไปแสวงหาข้อเท็จจริง ไปที่จดหมายเหตุ หอสมุดแห่งชาติ ห้องสมุดจังหวัดอุบลราชธานี ที่จะพอมีความมูลเก่าๆ และนำมาการเทียบเคียงกันว่าการดำเนินการของ รฟท. ในสมัยก่อนไม่ใช่แค่เส้นทางสายอีสานใต้เท่านั้น แต่รวมถึงเส้นทางอื่นว่ามีแนวทางการปฏิบัติอย่างไร

 

ได้ข้อสรุปว่าการดำเนินการนั้นจะต้องมีการออก 2 พ.ร.ฎ. คือการกำหนดเขตแนวทางของเส้นทางรถไฟ และกำหนดในเรื่องของการจัดซื้อที่ดิน ซึ่งทั้ง 2 พ.ร.ฎ. นั้นจะมีแผนที่แนบท้ายที่เป็นตัวกำหนด ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องของการรอมสิทธิ์ ประชาชนต้องมีกันขอบเขตที่ชัดเจนเพื่อออกเป็นกฎหมายได้

 

เมื่อมีการพิจารณาแล้วเห็นว่า ขอบเขตของทางรถไฟจาก Center Line มาจนถึงเขต Line Offway นั้นควรที่จะต้องกำหนดว่าควรอยู่ที่เท่าไร เมื่อสืบค้นจากประวัติศาสตร์และพิจารณาจากเส้นทางรถไฟอื่นๆ สูงที่สุดไม่เกิน 50 เมตรจากกึ่งกลางของทางรถไฟ ที่มีการพูดว่าการเกิดเป็นแผนที่เขตทาง 1 กิโลเมตร จึงเห็นข้อเท็จจริงนั้นมีความแตกต่างและไม่สามารถยืนยันได้ หากจะยืนยันได้ต้องมีแผนที่แนบท้ายกฤษฎีกาการก่อตั้งสร้างทางรถไฟเส้นทางเขากระโดง

 

พรพจน์ เพ็ญพาส

 

คณะกรรมการฯ รวบรวมข้อเท็จจริงเองหรือว่าเปิดโอกาสให้คู่กรณี ทั้ง รฟท. และประชาชนนำข้อมูลหลักฐานมา และพบว่าทนายความประจำตระกูลชิดชอบขอโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายเอาหลักฐานมายื่นชนกันให้คณะกรรมการพิจารณาใช่หรือไม่

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: ตามหลักการเป็นเช่นนั้น เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 เป็นคำสั่งของศาลปกครองที่จะมีผลกระทบกับประชาชนหรือคนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ กรมที่ดินจึงต้องเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายใช้สิทธิ แสดงสิทธิ และเสนอสิทธิที่มี

 

หลักของการออกโฉนดหรือหนังสือเอกสารสิทธิที่ดิน โดยกรมที่ดินนั้นประกอบด้วยไปด้วย 2 ข้อ คือ ‘ครอบครอง’ และ ‘ทำประโยชน์’ หากสามารถแสดงสิทธิทั้ง 2 ข้อ และมีเอกสารหลักฐานทางราชการที่ชัดเจน ก็สามารถไปนำสู่สิทธิของการดำเนินการได้ 

 

ฝั่ง รฟท. มีเอกสารใดมายืนยันความเป็นเจ้าของที่ดิน

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: เป็นเอกสารที่มีข้อสังเกตที่ศาลปกครองกลางพูดถึงเรื่องของการที่จะให้ไปรังวัดร่วมกันระหว่าง รฟท. กับกรมที่ดิน ซึ่งในคำสั่งศาลปกครองกลางบอกว่า ให้คณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 ร่วมด้วยในเรื่องสำรวจหาแนวเขตที่ชัดเจนของพื้นที่พิพาท

 

แต่คณะกรรมการฯ บอกว่าไม่สามารถร่วมได้ เพราะว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง และมีผลต่อการที่ออกข้อวินิจฉัยบางสิ่งบางอย่างที่อาจจะมีผลกระทบกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งอาจจะทำให้คำสั่งของศาลปกครองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

 

เพื่อให้กรมที่ดินปฏิบัติตามศาลปกครอง คณะกรรมการฯ ก็แจ้งมาที่กรมที่ดิน ให้กรมที่ดินแจ้งไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ให้ดำเนินการในการที่ร่วมกับ รฟท. ทำตามข้อสังเกตของศาลปกครองกลาง ซึ่งมีการดำเนินการเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

ในรายงานข่าวระบุว่า ไม่ได้มีการดำเนินการระหว่างสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์กับ รฟท.

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: มีหนังสือโต้ตอบชัดเจนว่าเราไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ เพราะว่า รฟท. ต้องมาชี้สิทธิของตัวเอง แล้วก็มีหนังสือขอให้ รฟท. ส่งผู้ที่มีอำนาจในการชี้แนวเขตที่ที่คิดว่าเป็นของ รฟท. โดยส่งมา 2 ชุด พร้อมตำรวจ ขณะที่ฝั่งกรมที่ดินมีการส่งชุดรังวัดของเราเข้าไปประกอบจำนวน 2 ชุด แล้วก็ดำเนินการ

 

เราทำตามที่ รฟท. ชี้แนวเขต ถ้าดูจากรูปของการออกรังวัดนั้นน่าจะสันนิษฐานได้ว่า เป็นแผนที่ที่ถูกใช้เป็นหลักฐานที่อยู่ในศาลฎีกา 2 ศาล และศาลอุทธรณ์ภาค 3 ด้วย โดย รฟท. เอาหลักฐานเดียวกับที่สู้ในศาลมาชี้แนวเขต คือแผนที่ที่มีการจัดทำขึ้นตามมติที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจนเมื่อปี 2539

 

พรพจน์ เพ็ญพาส

 

เหตุใดการแถลงต่อสาธารณชนของ รฟท. กับกรมที่ดิน เหมือนหนังที่ฉายคนละม้วน รฟท. ยึดคำสั่งศาลปกครอง ส่วนกรมที่ดินระบุว่าต้องมีแผนที่แนบท้าย

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: ตามข้อกฎหมายที่ระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแผนที่ของ รฟท. หรือไม่นั้น ในยุคสมัยนั้นต้องมีกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินของเส้นทางที่จะสร้างรถไฟ และ พ.ร.ฎ.กำหนดการที่ซื้อที่ดิน โดยกรมที่ดินไม่เห็นแผนที่แนบท้ายใน พ.ร.ฎ.กำหนดเส้นทางจากแยกเขากระโดงเลย

 

แต่แผนที่ รฟท. ที่นำมาชี้นั้น เมื่อมีการพิสูจน์แล้วปรากฏว่า เป็นแผนที่ของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจนเมื่อปี 2539 ที่มีการร้องขอความเป็นธรรมเรื่องการครอบครองที่ดิน ซึ่งมีหนังสือยืนยันจากจังหวัดบุรีรัมย์ว่า การจัดตั้งคณะกรรมการ 1 ชุดในการกำหนดตำแหน่งของพื้นที่พิพาทว่า พื้นที่ใด เป็นพื้นที่ที่กลุ่มสมัชชาคนจนร้องขอ

 

จึงกลายเป็นแผนที่ที่คาดว่าเป็นตัวเดียวกับที่ รฟท. ยื่นอยู่ในทั้ง 3 ศาลยุติธรรม ดังนั้นจึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นแผนที่ที่มาจากแนบท้าย พ.ร.ฎ. เพราะไม่มีแผนที่แนบท้ายใน พ.ร.ฎ.

 

ตอนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์และ รฟท. ทำรังวัดร่วมกันนั้น เราให้สิทธิ รฟท. ชี้ว่าพื้นที่ตรงไหนเป็นพื้นที่ของ รฟท. แต่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ก็มีใบไต่สวนว่า การชี้จุดของ รฟท. ใช้หลักฐานเอกสารทางกฎหมายใด ซึ่ง รฟท. ใช้แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามมติที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ (กบร.) จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มสมัชชาคนจนเมื่อปี 2539 เป็นตัวอ้าง

 

ถ้าพูดจริงๆ ที่มาก็เป็นหลักฐานทางกฎหมายที่มีน้ำหนักไม่เพียงพอ ในการที่จะบอกว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นที่ครอบครองของหน่วยงาน เมื่อเทียบกับชาวบ้านที่มีเอกสารสิทธิโฉนด เอกสาร น.ส. 3 ก. เอกสารสิทธิที่ถูกต้องซึ่งชอบด้วยกฎหมาย เป็นเอกสารที่ออกโดยราชการ

 

พื้นที่ทั้ง 5,083 ไร่นั้น เมื่อเดินหน้าชี้แนวเขต ตามที่ รฟท. ร่วมกับกรมที่ดิน โดยสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ทำแล้วนั้นเหลือประมาณ 4,400 กว่าไร่ ปรากฏว่าในพื้นที่นั้นมีโฉนด มีหลักฐานเอกสารสิทธิของประชาชนอยู่ประมาณ 955 ฉบับ ถ้าพูดจริงๆ มีอยู่กว่า 271 ฉบับเป็นโฉนด ซึ่งการออกโฉนดนั้นต้องมีการชี้แนบเขตโดย รฟท. ด้วย และมีใบยินยอมว่าเป็นแนวเขตถูกต้อง และสามารถออกโฉนดได้ในพื้นที่ข้อพิพาท

 

ทั้งนี้ หากไม่มีการชี้แนวเขตกรมที่ดินก็มีการติดประกาศตามระเบียบการออกโฉนด เราต้องติดประกาศอยู่ 30 วัน เมื่อติดประกาศแล้วหากไม่มีคนคัดค้าน ถือว่ามีการวางแนวเขตเรียบร้อยแล้ว จึงออกเอกสารสิทธิไป ดังนั้นเอกสารสิทธิของประชาชนในพื้นที่ทั้งสองตำบลนั้นเป็นเอกสารสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินการตามระเบียบของประมวลกฎหมายที่ดิน

 

ในวันนี้หากกรมทางหลวงจะตัดถนนยังต้องขอ รฟท. เหมือนราชการต่างก็ยอมรับว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของ รฟท.

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: ตอนที่ตนเองลงไปพื้นที่พร้อมกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไปพบปะประชาชนเมื่อวันที่ 20 ธันวาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าส่วนราชการที่อยู่ในบริเวณนั้น 12 ส่วนราชการ โดยเฉพาะกองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดบุรีรัมย์ก็ไม่ได้ยอมรับว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นที่ดินของ รฟท.

 

ทั้งนี้ 12 ส่วนราชการได้มาร่วมดีเบต เป็นอีกข้อเท็จจริงที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ เพราะว่ายังไม่มีความชัดเจน และยังไม่ฟันธงว่าที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ของใคร การที่จะออกคำสั่งตามคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 ได้นั้นเป็นคำสั่งทางปกครอง ต้องใช้คำว่าปราศจากข้อสงสัยโดยสิ้นเชิง มีแค่ 1% ก็ไม่ได้

 

“ถ้าจะมีแค่เปอร์เซ็นต์เดียว

แล้วออกคำสั่งปกครองไปเพิกถอน

ชาวบ้านฟ้องเราตาย”

 

อธิบดีกรมที่ดินกล่าวต่อว่า ถ้าพูดตรงๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์การพิสูจน์สิทธิทราบในที่ดินนี้ว่าเป็นที่ดินของใคร หากพูดถึงศักดิ์และสิทธินั้นที่ประชาชนถืออยู่ ที่มีทั้งโฉนด เอกสาร น.ส. 3 ก. ประชาชนมีศักดิ์และสิทธิที่ดีกว่า เพราะเป็นเอกสารของทางราชการ

 

ด้วยคำว่าไม่เป็นกลางถูกมองเป็นเรื่องทางการเมือง รัฐมนตรีที่ดูแลกำกับกระทรวงมหาดไทยก็เป็นพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยเฉพาะเขากระโดง เป็นที่ตั้งของสนามแข่งรถ สนามฟุตบอล ทำให้กรมที่ดินถูกมองว่ามีความเกรงใจและเอื้อประโยชน์ทางการเมือง ให้ออกมาเป็นคำวินิจฉัยไม่เพิกถอนด้วยมติเอกฉันท์หรือไม่

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: ความที่เป็นข้าราชการนั้นต้องทำตามข้อระเบียบกฎหมายอยู่แล้ว ไม่อาจจะทำตามอำเภอใจหรือเอาใจใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะต้องรับผิดชอบการกระทำนั้นๆ การทำงานของราชการนั้น ถ้าไม่มีข้อระเบียบกฎหมายรองรับนั้นถือว่าทำผิดระเบียบ การที่บอกว่าเป็นดุลพินิจของอธิบดีนั้น อิงบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ยึดหลักกฎหมายที่ถูกต้อง

 

อนุทิน ชาญวีรกุล

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

 

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเคยถามผมว่า ถ้าไม่เกี่ยวกับการเมืองคุณจะทำเช่นนี้หรือไม่ ผมก็ยืนยันว่าเพื่อประโยชน์ของประชาชน หน้าที่ของกรมที่ดินคือการคุ้มครองสิทธิในที่ดินของประชาชนอย่างมีธรรมาภิบาล ถ้าเราทำอะไรที่ไม่มีธรรมาภิบาล มันไม่น่าจะได้ผลตามที่กรมที่ดินดำเนินการ

 

แม้จะไม่มีที่ดิน 200 กว่าไร่ (ของตระกูลชิดชอบ) กรมที่ดินก็ยังยืนยันตามเดิม คือยืนยันตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขออนุญาตพูดจากใจ แม้วันนี้จะเป็นพรรคการเมืองอื่นที่คุมกระทรวงมหาดไทย แนวทางในการทำงานของกรมที่ดินก็ต้องอิงข้อระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

ไม่มีแรงกดดันทางการเมืองใช่หรือไม่

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: “ไม่มีใครเคยสั่งผมเลย พูดกันเป็นการส่วนตัว ท่านก็บอกผมว่าให้ทำตามระเบียบ และมีหนังสือสั่งการใหม่ครบ 30 วันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรีสั่งผ่านท่านปลัดมาถึงกรมที่ดิน ขอให้กรมที่ดินทำตามระเบียบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และรายงานกลับไปให้กระทรวงทราบด้วย”

 

ขณะนี้ รฟท. อุทธรณ์คำสั่งใช่หรือไม่

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: กรมที่ดินแจ้ง รฟท. ว่าขอยุติเรื่อง แต่การยุติเรื่องในครั้งนี้มีรีมาร์กต่อว่า หาก รฟท. มีข้อเท็จจริงหรือมีหลักฐานทางกฎหมายที่ดีกว่า ก็สามารถที่จะพิสูจน์สิทธิของตนเองได้ผ่านกระบวนการของศาลยุติธรรม ไม่ใช่การยุติเรื่องให้จบไปเลย 

 

“ผมมั่นใจว่าระบบกระบวนการยุติธรรมของเมืองไทยผ่านระบบศาลนั้น

จะให้ความยุติธรรมกับประชาชนคนไทยทุกคน”

 

พรพจน์ เพ็ญพาส

 

เอกสารสิทธิ 900 กว่าฉบับข้างต้น การได้มาของประชาชนได้มาต่างกรรมต่างวาระกัน หมายความว่าที่ดินแปลงหนึ่งมีกระบวนการว่า การจะออกโฉนดต้องประกาศ 15 วัน และมีคนข้างเคียงมาชี้แนวเขต ดังนั้นพื้นที่แต่ละแปลงนั้นมีที่มาที่แตกต่างกันออกไป การที่จะไปเพิกถอนนั้นต้องเพิกถอนรายแปลง

 

หากมีความจำเป็นที่จะต้องฟ้องรายแปลงหลายร้อยแปลง กรมที่ดินก็ตั้งคณะกรรมการมาตรา 61 จำนวนหลายร้อยคณะในการพิจารณาเรื่องนี้เช่นกัน เพราะว่าข้อเท็จจริงของแต่ละแปลงนั้นมีความแตกต่างกัน

 

เช่น แปลงที่ 1 คนชี้เขตเป็นนาย ก. ส่วนแปลง 2 คนชี้เขตอาจจะเป็นนาย ค. ซึ่งแตกต่างกัน ดังนั้นตามระเบียบหากต้องพิจารณารายแปลงก็ควรพิจารณารายแปลง หากดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมน่าจะเป็นวิธีในการดำเนินการเรื่องนี้ที่ถูกต้อง

 

โดยปกติคนจะฟ้องรายแปลง ไม่ใช่มาฟ้องศาลปกครองแล้วเหมารวมเช่น 3 คดีที่ผ่านมา ไม่สามารถใช้ข้อเท็จจริงมาเหมารวมได้เนื่องจากเป็นเรื่องของคู่กรณี เรื่องทางแพ่ง

 

ข้อพิพาทเรื่องที่ดินระหว่างรัฐและประชาชนเกิดขึ้นเยอะในประเทศไทย ในกรณีเขากระโดงคำตอบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: เรื่องที่ดินของหลวงนั้นทุกหน่วยงานที่มีกฎหมายรองรับในที่ดินของตัวเอง เช่น กรมป่าไม้, กรมอุทยานฯ, ส.ป.ก. และกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จะมีกฎหมายและมีแผนที่แนบท้ายในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ตัวเองดูแลอยู่

 

เจ้าของหน่วยงานเหล่านี้ต้องเป็นผู้ที่ระวังป้องกันไม่ให้ประชาชนมาบุกรุกหรือรุกล้ำ แต่บางครั้งยังมีเรื่องของเอกสารสิทธิปรากฏอยู่ แต่หลักการคือต้องครอบครองและทำประโยชน์ หากครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนที่จะมี พ.ร.ฎ. หรือ พ.ร.บ. ก็ต้องมีการพิสูจน์ทราบจากภาพถ่ายในแต่ละชั้นปีว่าเข้ามาก่อนการประกาศเขตของรัฐ จะมีแนวทางในการทำการอยู่

 

แต่ในส่วนพื้นที่สาธารณะ หลายคนอาจจะเข้าใจว่ากรมที่ดินดูแลอยู่ เพราะกรมที่ดินคือผู้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) หากพิจารณาตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 การดูแลพื้นที่สาธารณะเป็นอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น คือ นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น จะเป็นผู้ดูแลที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถใช้ร่วมกัน หรือพื้นที่ใช้ประโยชน์อื่นๆ

 

ดังนั้นคำถามว่า ถ้ามีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นอีก ก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานหรือเจ้าของพื้นที่ที่จะต้องป้องกันและระวังการบุกรุกของพี่น้องประชาชน ไม่ให้ทำกินในพื้นที่ที่ตัวเองเป็นผู้รับผิดชอบอยู่

 

เหตุใด รฟท. ปล่อยระยะเวลาให้เกิดกรณีถึง 900 กว่าโฉนด และทิ้งเวลากว่า 100 ปี กรมที่ดินมีภาพถ่ายทางอากาศหรือไม่

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: ถ้าย้อนภาพถ่ายทางอากาศในปี 2464 ของกรมแผนที่ทหาร เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวก็มีชุมชน แต่ยังไม่มีการพิสูจน์ทราบว่ามีแนวทางรถไฟสิ้นสุดอยู่ที่ 6.6 กิโลเมตร หรือ 6.2 กิโลเมตร แต่เรื่องของการทำประโยชน์อื่นๆ นั้นยังมองไม่เห็น

 

สิ่งที่จะพิสูจน์ทราบได้จริงๆ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดวางการรถไฟแลทางหลวง พระพุทธศักราช 2464 ซึ่งบอกว่าการจะทำเส้นทางรถไฟนั้นต้องมี พ.ร.ฎ.กำหนดเส้นทาง และ พ.ร.ฎ.การซื้อที่ดิน ซึ่งล้วนต้องมีแผนที่แนบท้าย ซึ่งขาดหลักฐานในส่วนนี้ไป ทำให้เราไม่มั่นใจในการที่จะออกแนวทางว่าที่ดินดังกล่าวนี้เป็นของใครกันแน่ เพราะสิทธิในที่ดินยังไม่เกิดความชัดเจน

 

แล้วเหตุใดกรมที่ดินจึงไม่เอื้อให้หน่วยงานภาครัฐด้วยกัน ก็เพราะกรมที่ดินทำไม่ได้ เพียงแต่ว่าหลักฐานเอกสารข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมา ศักดิ์และสิทธิของประชาชนที่มีหลักฐานค่อนข้างดีกว่า จนทำให้ไม่สามารถฟันธงและพิสูจน์ทราบได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของใครกันแน่ ดังนั้นควรที่จะต้องใช้กระบวนการของศาลยุติธรรมในการดำเนินการ

 

กรณีเขากระโดง กรมที่ดินถูกใช้เป็นเกมการเมืองของ 2 พรรคใหญ่หรือไม่

 

พรพจน์ เพ็ญพาส: สิ่งที่กรมที่ดินยืนยันในการทำงานคือ เราทำงานตามข้อเท็จจริง และทำตามข้อระเบียบกฎหมาย ผมบอกทีมงานเสมอว่าสิ่งหนึ่งที่เราสู้ไม่ได้คือสื่อและสังคม สิ่งที่เราทำนั้นอาจจะเกิดผลกระทบทางการเมืองหรือพรรคการเมือง แต่พื้นฐานนั้นเราครองสิทธิของประชาชนอย่างมีธรรมาภิบาล เจตนาที่แท้จริงนั้นเราทำเพื่อทุกคน หากได้รับประโยชน์ก็ได้รับคำชื่นชม ถ้าไม่ได้รับประโยชน์ก็จะโจมตี ตรงนี้เราห้ามไม่ได้

 

ส่วนการทำงานของคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา 61 นั้นเราไปก้าวล่วงไม่ได้ เพราะมีดุลพินิจของเขา ทีมงานก็ต้องพิจารณาเสนอต่อไป และต้องสู้กับความจริงว่าเราต้านทานกระแสสังคมไม่ได้ เราต้องเข้มแข็ง ยืนยันว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากเราทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเราก็ต้องโดนวินัยข้าราชการตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ถามว่ากรมที่ดินมีประเด็นการเมืองหรือไม่ จะบอกว่าไม่เกรง (ใจ) ก็คงไม่ได้ แต่เพียงเราสามารถตอบทุกคนได้ว่าเราทำตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

ถ้าพูดตรงๆ ตามวินัยข้าราชการ ข้าราชการทุกคนทราบดี มีตัวอย่างให้เห็น ถ้าเราไม่ทำตามข้อระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น เราก็โดนมาตรา 151 (ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ) มาตรา 157 (ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด)

 

พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ทิ้งท้ายการสนทนากับ THE STANDARD ด้วยการยืนยันว่า ตนเองเป็นข้าราชการมาทั้งชีวิต ไม่ยอมติดคุก และไม่แลกชีวิตข้าราชการเพื่อเกมการเมือง 

 

พรพจน์ เพ็ญพาส

The post เปิดใจ ‘พรพจน์ เพ็ญพาส’ อธิบดีกรมที่ดิน ทำตามกฎหมาย ไม่แลกชีวิตข้าราชการ เกมการเมืองเขากระโดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาดไทยยกคณะกรมที่ดินตรวจสอบปมพิพาทเขากระโดง ทรงศักดิ์ชี้ รฟท. ก้าวล่วงสิทธิประชาชน https://thestandard.co/interior-investigates-khao-kradong-dispute/ Fri, 20 Dec 2024 07:31:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1021877 interior-investigates-khao-kradong-dispute

วันนี้ (20 ธันวาคม) ที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดบุร […]

The post มหาดไทยยกคณะกรมที่ดินตรวจสอบปมพิพาทเขากระโดง ทรงศักดิ์ชี้ รฟท. ก้าวล่วงสิทธิประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
interior-investigates-khao-kradong-dispute

วันนี้ (20 ธันวาคม) ที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ 1 ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน และ สนอง เทพอักษรณรงค์ สส. บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีประชาชนที่ได้รับผลกระทบกว่า 400 คนเข้าร่วม

 

ทรงศักดิ์​กล่าวว่า วันนี้พยายามนำข้อเท็จจริงมาสะท้อนปัญหาให้เห็นถึงข้อพิพาทเรื่องที่ดินเขากระโดง​ ซึ่งเป็นประเด็นไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เมื่อก่อนไม่ค่อยมีคนให้ความสนใจ ที่ต้องพูดเช่นนี้เพราะตนเป็นคนบุรีรัมย์เหมือนกัน เป็นคนบุรีรัมย์ที่เกิดมาก็เห็นเขากระโดงแล้ว แต่มีคนเข้าใจกันคลาดเคลื่อนมากมายว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือไม่ จนเป็นประเด็นปัญหาทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน

 

ทรงศักดิ์​กล่าวอีกว่า จากการรับฟังประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ 5,000 ไร่ รวมไปถึงศูนย์ราชการและวัดที่อยู่ในพื้นที่ หากฟังทั้งหมดตนเข้าใจว่า เหมือน รฟท. จะไปก้าวล่วงสิทธิของประชาชน​ ซึ่งตนเชื่อว่าที่ดินของ รฟท. มีกฎหมายเฉพาะ​ จึงไม่น่าจะเป็นที่ดินของ รฟท. 

 

“วันนี้ถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ที่กรมที่ดิน ผู้ว่าราชการจังหวัด และส่วนราชการ เชิญประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาพบกัน หลายคนก็แสดงเอกสารสิทธิ์ที่เป็นโฉนด ซึ่งบางคนเห็นได้ว่าโฉนดเก่ามากจนแทบขาด” 

 

ทรงศักดิ์กล่าวว่า ตนในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้กำกับดูแลกรมที่ดิน จึงเน้นย้ำกับอธิบดีอยู่เสมอว่า ข้อพิพาทที่เป็นการลิดรอนสิทธิแบบนี้จะต้องมีหลักฐานที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพราะกระทบต่อประชาชนอย่างน้อย 5,000 ไร่ 900 แปลง 

 

เจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน ชี้แจงประชาชนกว่า 400 คนที่ได้รับผลกระทบว่า เหตุผลที่กรมที่ดินมาวันนี้เพราะยังมีข้อเท็จจริงที่ยังไม่ตรงกับความเป็นจริงในพื้นที่ จึงมีนโยบายนำเรื่องนี้มาชี้แจงให้ประชาชนทราบ  ซึ่งภารกิจของกรมที่ดินคือการออกเอกสารสิทธิ์ให้กับประชาชนในพื้นที่เขากระโดง มี 2 ตำบล คือ เสม็ดและอิสาณ ซึ่งออกไปแล้ว 995 แปลง 

 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าเราไม่ได้ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว มีหน่วยงานอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ รวมถึงสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และในเขากระโดงก็มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ รฟท. ซึ่งเข้ามาเป็นคู่ความกับกรมที่ดินในปัจจุบัน

 

เจนกิจกล่าวว่า เราตรวจสอบแล้วพบว่ามีการระวางชี้แนวเขตที่ รฟท. รับรองว่าไม่ใช่ที่ดินของ รฟท. ซึ่งตรวจสอบจากข้อมูลในสารบบ 2 ตำบล 271 แปลง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ยังไม่เคยปรากฏในข่าว ยืนยันว่ากระบวนการนั้นมีการตรวจสอบครบถ้วนตามกฎหมายที่ดินจนปี 2539 มีข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับ รฟท. จึงเป็นที่มาของการจัดทำแผนที่ปี 2539 ที่แก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน จึงนำแผนที่ฉบับนี้ไปใช้ต่อสู้ในคดีของประชาชน จึงเป็นที่มาของคำพิพากษาทั้ง 3 คดี  

 

ขณะเดียวกัน 3 คดีนี้กรมที่ดินไม่เคยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย มีแต่ประชาชนที่เข้าต่อสู้โดยลำพัง ดังนั้น รฟท. จึงใช้ 3 คดีนี้มาฟ้องกรมที่ดิน เพื่อให้อธิบดีกรมที่ดินใช้อำนาจเพิกถอน ในประเด็นนี้ศาลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นข้อเท็จจริงแต่ละเรื่องไป ศาลไม่อาจก้าวล่วงได้ จึงมีคำสั่งของศาลปกครองกลางให้กรมที่ดินแต่งตั้งกรรมการสอบสวน และดำเนินการครบถ้วนแล้ว  

 

ขณะที่ สมบัติ​ ลาอ่อน​ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด​บุรีรัมย์ ชี้แจงว่า​ ที่ดินดังกล่าวมีข้อพิพาทมาเป็นระยะเวลานาน​ ซึ่งกรมที่ดินพยายามพิจารณาตามพยานหลักฐาน ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนที่ศาลมีคำพิพากษา มีอยู่ 3 คำพิพากษา​ ทั้ง​ รฟท. ฟ้องไล่ราษฎร​ และราษฎร​ฟ้องกรมที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินทำตามคำพิพากษาอย่างครบถ้วน โดยเป็นการพิพาทระหว่าง​ประชาชน​ 35 คนกับ รฟท.

 

ส่วนคำพิพากษาศาลปกครองกลางเป็นกรณีสำคัญ รฟท. อาศัยข้อเท็จจริงจากศาลคดีนั้นมาให้กรมที่ดิน​ตั้งคณะกรรมการตามมาตรา ​61 ที่วินิจฉัย​ พร้อมระบุว่า ไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมที่ดิน​ที่จะใช้อำนาจเพิกถอนหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 เพื่อพิจารณาและดำเนินการ ซึ่งจะพิจารณาตามพยานหลักฐานประกอบคำพิพากษาที่มาจากการพิจารณาจากทุกภาคส่วน 

 

ขณะเดียวกัน​ กรณีที่ รฟท. กล่าวอ้างไม่มีความชัดเจนเพียงพอที่จะเอามาใช้เพิกถอนโฉนดที่ดินของประชาชนได้ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้คณะกรรมการตามมาตรา 61 เสนอให้ยุติการดำเนินการ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนตามที่ประชาชนต่อสู้ 

 

ส่วนปัจจุบันการดำเนินการ รฟท. อยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน​ ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ เพราะฉะนั้นขณะนี้กรมที่ดินอยู่ระหว่างการรอผลพิจารณาการอุทธรณ์​ ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาและจะดำเนินต่อไปคงต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเพียงพอ จึงจะสามารถดำเนินการในส่วนของกลุ่มที่ดินได้

 

ขณะที่ สนอง เทพอักษรณรงค์ กล่าวถึงกรณีข้อพิพาทเขากระโดงว่า ส่วนตัวตนเชื่อว่าไม่มีพี่น้องชาวบุรีรัมย์คนใดคิดจะโกงที่ดินของราชการ เพราะตนเป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ เห็นความเจริญของพื้นที่มาโดยตลอด และตนมีโอกาสได้เข้าร่วมประชุมที่บ้านศิลาทอง โดยให้พี่น้องที่ถือครองที่ดินนำโฉนดที่ตนถือครองมาแสดง ซึ่งทำให้เห็นว่าโฉนดที่ดินที่พี่น้องถือครองอยู่เป็นเอกสิทธิ์ตามกฎหมายที่ออกโดยกรมที่ดิน และโฉนดของพี่น้องบางคนถือครองมาตั้งแต่ในสมัยปู่ย่า ตายาย 

 

สนองกล่าวต่อว่า เรื่องที่ดินเขากระโดงสำคัญคือเรื่องการเมือง ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง สมัยก่อนก็มักจะมีนักการเมืองนำเรื่องเขากระโดงมาหาเรื่อง และมาโจมตีผู้ที่ครอบครองที่ดิน โดยเฉพาะ เนวิน ชิดชอบ และเมื่อการเลือกตั้งเสร็จทุกอย่างก็เงียบ และขอยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ว่า ประชาชนที่อยู่อาศัยได้รับโฉนดและเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนที่ดิน 35 แปลงที่ศาลมีคำสั่ง กรมที่ดินก็ทำตามคำสั่งของศาลไปแล้ว แต่อีก 7,000 แปลงที่เกิดขึ้นมาใหม่ ไปเกี่ยวข้องอะไรด้วย

 

ส่วนที่คณะกรรมาธิการการทหาร นำโดย วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการการทหาร กล่าวว่า มทบ.26 เลี่ยงการก่อสร้างในที่ดินบริเวณเขากระโดง โดยระบุว่าเป็นการเลื่อนหลักกิโลเพื่อช่วยเหลือคนบางคนให้ครอบครองที่ดิน ว่าค่ายทหารไม่ได้อยู่ที่กิโลเมตรที่ 7-8 แต่อยู่ที่กิโลเมตรที่ 4 แต่เมื่อหน่วยงานทหารมาชี้แจงข้อเท็จจริง ทำให้วิโรจน์เงียบไป เพราะไม่ใช่สิ่งที่วิโรจน์มากล่าวอ้าง

 

สนองกล่าวย้ำว่า พวกเราทั้งหมดไม่เคยบุกรุกที่หลวง ที่ รฟท. แต่เป็นที่ดินที่เรามี น.ส.3 มีเอกสารสิทธิ์ที่เราครอบครอง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคนบุรีรัมย์เคารพกฎกติกาและทำตามกฎหมายทุกประการ

The post มหาดไทยยกคณะกรมที่ดินตรวจสอบปมพิพาทเขากระโดง ทรงศักดิ์ชี้ รฟท. ก้าวล่วงสิทธิประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาดไทยเร่งสปีดปราบมาเฟีย ปิดฉากมหากาพย์ทวงที่ดิน 5 หมื่นล้าน คืนหาดเลพังให้ภูเก็ต https://thestandard.co/interior-ministry-crackdown-on-mafia/ Mon, 13 May 2024 02:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=932503

‘เกาะภูเก็ต’ ไข่มุกอันดามัน แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสี […]

The post มหาดไทยเร่งสปีดปราบมาเฟีย ปิดฉากมหากาพย์ทวงที่ดิน 5 หมื่นล้าน คืนหาดเลพังให้ภูเก็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘เกาะภูเก็ต’ ไข่มุกอันดามัน แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก

 

ในช่วงที่ผ่านมาปรากฏรายงานข่าวต่อเนื่องว่า ภูเก็ตเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้มีอิทธิพลทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มักมีลักษณะเป็นการข่มเหงและรังแกประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้มีอิทธิพลชาวต่างชาติ

 

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามและรับฟังรายงานผลการปฏิบัติงาน พบว่า ปัจจุบันมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตราว 1.4 ล้านคน เป็นสัญชาติรัสเซียมากที่สุด พบผู้กระทำผิดที่เป็นชาวต่างชาติและมีการดำเนินคดีเพิกถอนการอยู่ต่อตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 จนถึงปัจจุบัน จำนวน 98 ราย

 

นายกรัฐมนตรีออกปากสั่งด้วยตนเองว่า “รัฐบาลลงทุนที่ภูเก็ตเป็นแสนล้าน แต่ถ้ามีการกระทำที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้น เช่น กรณีนักท่องเที่ยวที่เข้ามาทำมาหากินอย่างไม่ถูกต้อง ที่ลงทุนจะพังพินาศได้ ขอให้ช่วยกันดูให้ดี เพราะเราลงทุนไปสูง ไม่อยากให้น้ำผึ้งหยดเดียวเป็นปัญหาให้เรื่องที่เราทำเสียหาย”

 

ทำให้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเจ้ากระทรวงที่กำกับดูแลปัญหาการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ลงพื้นที่มามอบนโยบาย รวมถึงร่วมปล่อยแถวการสนธิกำลังฝ่ายตำรวจ ทหาร และพลเรือน พร้อมขบวนรถในการปฏิบัติภารกิจจัดระเบียบสังคมในพื้นที่

 

อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ร่วมปล่อยแถวกำลังฝ่ายตำรวจ ทหาร และพลเรือน

พร้อมขบวนรถในการปฏิบัติภารกิจจัดระเบียบสังคมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต 

 

อนุทินชูนโยบายการจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล เป็นนโยบายที่รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยที่ประชาชนจะต้องรู้สึกอุ่นใจและมั่นใจว่าจะพึ่งพาเราได้ 

 

“วันนี้มีเรื่องของผู้มีอิทธิพล มาเฟีย สิ่งที่ผมรับไม่ได้เลยคือ การที่มีคนต่างชาติมาคุกคามพี่น้องร่วมชาติเรา ตรงนี้ถ้าใครรับได้ ผมว่าไม่สมควรเป็นข้าราชการ เราต้องรักษาเกียรติยศเกียรติภูมิของประชาชนเราด้วย ประเทศไทยแม้จะเป็นสยามเมืองยิ้มให้การต้อนรับทุกคน แต่เขาก็ต้องเคารพกฎหมายของเรา” อนุทินกล่าว

 

ในวันเดียวกัน เขาได้แถลงผลการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตว่า พบการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การประกอบธุรกิจโรงแรมที่ไม่ได้มีใบอนุญาตทั้งสิ้น 21 แห่ง และยังพบอีกว่า ในหลายแห่งเป็นลักษณะของนอมินีที่มีนายทุนเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะถูกติดตามดำเนินคดีต่อไป

 

“ไม่ได้ต้องการที่จะปิดโอกาสใคร แต่ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายที่ถูกกำหนดไว้ หากเราไม่ทำงานอย่างเต็มที่ อาจจะเกิดกรณีแบบทัวร์ศูนย์เหรียญ คือต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจ แต่ประเทศไทยกลับไม่ได้อะไรเลย” อนุทินกล่าว

 

อีกทั้งยังพบว่า มีการเลี่ยงภาษีและใช้บัญชีปลอมด้วย เราจะดำเนินการไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น โดยจะเริ่มนำร่องในภูเก็ตเป็นจังหวัดแรก และหลังจากนั้นจะขยายผลไปจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆ ต่อไป เพื่อให้เราได้ดำเนินการ ดำเนินคดี หรือปราบปรามผู้ที่กระทำผิดกฎหมายในระดับประเทศต่อไป 

 

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า มีชาวต่างชาติทำธุรกิจที่เข้าข่ายการฟอกเงิน มีการเปิดหน้าร้านเป็นที่แลกเงิน แต่ในความเป็นจริงแอบขายเหรียญคริปโตเคอร์เรนซีด้วย

 

ดังนั้นจึงต้องช่วยกันปราบปราม และเราจะดำเนินการอย่างเต็มที่ให้บุคคลที่กระทำความผิดตามกฎหมายไม่สามารถดำเนินการได้ต่อไป

 

คืนหาดเลพังสู่ประชาชนทุกคน

 

การลงพื้นที่ของอนุทินในครั้งนี้ อีกภารกิจที่สำคัญของเขาในฐานะ มท.1 คือ การเป็นประธานในพิธีคืนชายหาดเลพัง หนึ่งในหาดที่มีความสงบและสวยงาม มีความยาว 2 กิโลเมตร บริเวณตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ที่มีมูลค่าปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท คืนสู่คนภูเก็ต

 

กว่า ‘หาดเลพัง’ จะกลับมาเป็นที่ดินของหลวง เป็นพื้นที่ที่ทุกคนในผืนแผ่นดินสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้นั้น พื้นที่แห่งนี้ได้ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านการฟ้องร้องทางกฎหมายระหว่างรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอกชนที่อ้างสิทธิครอบครองที่ดินมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ 

 

แต่สุดท้ายศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อปี 2560 ให้จังหวัดภูเก็ตชนะคดี และเข้ารื้อถอนทั้งสิ้น 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ปี 2561, ครั้งที่ 2 ปี 2564 และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 เป็นการปิดตำนานทวงคืนหาดเลพังได้สำเร็จ

 

อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังดูประกาศของกรมที่ดิน

ที่ระบุให้หาดเลพังเป็นพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

 

อนุทินกล่าวว่า จากนี้ชายหาดเลพัง 172 ไร่นี้ เป็นสมบัติของพี่น้องชาวภูเก็ตทุกคน แต่ด้วยความหละหลวมของกฎระเบียบ ทำให้มีผู้ที่เห็นแก่ตัวพยายามอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของชายหาดแห่งนี้ ซึ่งประชาชนต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมมายาวนานหลายสิบปี ตนจึงขอให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่สุดท้ายของการกระทำลักษณะดังกล่าว 

 

“ขอให้มั่นใจได้ว่า ผู้บริหารกระทรวงมหาดไทยและกรมที่ดินจะอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชน และพร้อมจะปกป้อง พิทักษ์สิทธิ และรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน” อนุทินกล่าว

 

ขณะที่ มาโนช พันธ์ฉลาด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล กล่าวทั้งน้ำตา ขณะร่วมพิธีมอบที่ดินหาดเลพังพื้นที่ 172 ไร่ ให้มาอยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันว่า สำหรับที่ดินแปลงนี้มีการต่อสู้กันมายาวนานกว่า 23 ปีแล้ว 

 

วันนี้เป็นวันที่สร้างความดีใจให้ในพื้นที่เป็นอย่างมาก 23 ปีที่ผ่านมา ประชาชนและส่วนราชการได้พยายามปกป้องและทวงคืนพื้นที่นี้ให้เป็นสมบัติของชาติ ซึ่งตนเองในฐานะตัวแทนชาวบ้านต้องขอขอบคุณทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องที่ทำให้มีวันนี้ วันที่คนทั้งชาติ คนภูเก็ตได้เป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ร่วมกัน

 

มาโนช พันธ์ฉลาด นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล

โผเข้ากอด อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งน้ำตา

 

“ที่ดินแปลงนี้มีมูลค่ามากมายมหาศาล และมีคุณค่าต่อชาวจังหวัดภูเก็ต หลังจากทราบว่ามีการลงนามมอบที่ดินแปลงนี้ให้เป็นสมบัติของทุกคน น้ำตาแห่งความปีติก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ตลอด 23 ปีที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้กับใครไม่รู้ แต่รู้ว่าคนเหล่านั้นมีพลังมากมาย แต่สุดท้ายความร่วมมือของหน่วยงานรัฐและประชาชนก็ประสบความสำเร็จ วันนี้ที่ดินแปลงนี้กลับมาเป็นของส่วนรวม ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้แล้ว” มาโนชกล่าวทั้งน้ำตา 

 

ส่วน พรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่า บริเวณหาดเลพัง หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 6 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต องค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเลแจ้งความประสงค์ต่อนายอำเภอถลาง ขอสงวนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่รกร้างว่างเปล่าเพื่อให้เป็นที่สาธารณประโยชน์สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน 

 

อำเภอได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ปรากฏว่าที่ดินที่ขอสงวนเป็นที่รกร้างว่างเปล่า มีต้นสนทะเลขึ้นตลอดแนว และในระวางรูปถ่ายทางอากาศที่ถ่ายไว้เมื่อปี 2521 ไม่ปรากฏร่องรอยการทำประโยชน์ในที่ดินแต่อย่างใด 

 

อำเภอถลางเห็นว่า การสงวนที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน เพื่อรักษาที่ดินไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ หากปล่อยปละละเลยให้มีการบุกรุกเข้ายึดถือครอบครอง จะเป็นเหตุให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ที่ชายหาดได้

 

ต่อมาปี 2545 จังหวัดภูเก็ตเห็นชอบให้อำเภอถลางดำเนินการสงวนหวงห้ามเพื่อให้พลเมืองใช้ร่วมกัน โดยให้ดำเนินการตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (ปี 2529) ต่อมาอำเภอถลางได้มีประกาศลงวันที่ 16 มิถุนายน 2546 เรื่อง ที่ดินที่จะสงวนหรือหวงห้ามเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ให้ประชาชนทั่วไปทราบทั่วกัน โดยแสดงขอบเขตที่ดินที่จะสงวนเนื้อที่ประมาณ 178 ไร่ 

 

ปรากฏว่ามีผู้คัดค้าน จำนวน 9 ราย ไปใช้สิทธิทางศาล จำนวน 7 ราย และไม่ไปใช้สิทธิทางศาล จำนวน 2 ราย ซึ่งทั้งศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าในปี 2565 องค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เห็นสมควรสงวนหวงห้ามที่ดินบริเวณชายหาดเลพัง หมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 6 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เนื้อที่ 172-3-18 ไร่ 

 

ชาดา ไทยเศรษฐ์ ระหว่างร่วมงานเปิดกิจกรรมคืนชายหาดเลพังให้ชาวภูเก็ต 

 

ขณะที่ ชาดา ไทยเศรษฐ์ กล่าวกับ THE STANDARD ว่า ตนเองรู้สึกตื้นตันใจ ระยะทางของหาดเลพังกว่า 2 กิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่กว่า 100 ไร่นี้ ถูกเอกชนยึดไป และรัฐเองก็ต้องต่อสู้มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ในวันนี้ได้คืนพื้นที่ สามารถทำสำเร็จในยุคนี้ เราก็รู้สึกดีใจที่เราสามารถคืนพื้นที่ทะเลอันสวยงามนี้ให้กับประชาชนได้มาใช้ประโยชน์ และเป็นความภาคภูมิใจของกระทรวงมหาดไทยด้วย

 

“เราภาคภูมิใจที่เราสามารถนำของหลวงกลับมาคืนให้กับประชาชน แผ่นดินตรงนี้กลับมาเป็นของเราทุกคนแล้ว จากนี้หาดเลพังจะเป็นความงดงามของภูเก็ต ไข่มุกอันดามันที่แท้จริงอีกครั้ง และเชื่อว่าจะสามารถเปล่งประกายทางเศรษฐกิจแก่คนไทยอีกมาก” ชาดากล่าว 

 

บรรยากาศยามเย็นที่ชายหาดเลพัง ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต

พบนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาเดินเล่น

 

ย้อนตำนานมหากาพย์ทวงคืนหาดเลพัง 

 

หาดเลพังเกิดข้อพิพาททางกฎหมายขึ้น เมื่อกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และรีสอร์ตเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจังหวัดภูเก็ต ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายอำเภอถลาง องค์การบริหารส่วนตำบลเชิงทะเล กรมที่ดิน หัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตส่วนแยกถลาง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7

 

กรณีที่จำเลยทั้งหมดร่วมกันออกมติเห็นชอบปิดประกาศให้ที่ดินของโจทก์เป็นที่สาธารณประโยชน์ใช้ร่วมกันโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโต้แย้งสิทธิครอบครอง โดยขอให้พิพากษาว่า โจทก์บางรายเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง เพิกถอนประกาศอำเภอถลาง คำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และจำเลยอื่น ให้บังคับจำเลยยุติการสงวนที่ดินของโจทก์ที่ให้ประชาชนใช้เป็นที่สาธารณะ

 

สำหรับคำฟ้องสรุปนั้น ที่ดินพิพาทที่บรรดาโจทก์ครอบครองรวมทั้งหมด 178 ไร่ มีราษฎรเข้าถือครองใช้ประโยชน์มาก่อนปี 2489 และ 2494 ต่อมาโจทก์ซื้อที่ดินมาจากบุคคลอื่น และที่ดินมีการส่งมอบสิทธิครอบครองให้กับโจทก์เข้าทำประโยชน์ และที่ดินในการครอบครองบางส่วนได้รับสิทธิครอบครองมาจากราษฎรที่รับมรดกมาจากบิดาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินบังคับใช้ มีการยื่นขอออกโฉนดตามระเบียบราชการและตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีคณะกรรมการตรวจสอบสรุปว่า ที่ดินไม่ได้เป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ราษฎรใช้ร่วมกัน ไม่อยู่ในเขตป่าสงวนฯ หรือป่าประเภทอื่น

 

พวกจำเลยกลับเห็นชอบนำที่ดินไปเป็นสาธารณประโยชน์ การกระทำของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้พิพากษาว่าที่ดินเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยขัดขวางการออกโฉนดที่ดิน จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยมีพนักงานอัยการมาว่าความ และฟ้องแย้งว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ครอบครองที่ดินโดยสุจริต จึงไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ เพื่อถือครอบครองสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

 

จำเลยได้ปฏิบัติราชการกระทำการตามกฎหมาย จากการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่ปี 2510 ไม่ปรากฏการยึดถือครอบครองทำประโยชน์ ที่ดินพิพาทย่อมกลับมาในครอบครองของรัฐ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะออกโฉนดที่ดิน ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และขอฟ้องแย้งให้โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาท พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินด้วย

 

ในศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหมด และให้โจทก์ที่ 1, 3, 4 และ 5 และบริวารออกจากที่ดินพิพาท พร้อมรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน และให้โจทก์ทั้ง 6 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 60,000 บาท 

 

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ให้โจทก์ที่ 6 พร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้โจทก์ทั้ง 6 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยรวม 15,000 บาท

 

ส่วนศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยประกาศสงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐ รวมเนื้อที่ประมาณ 178 ไร่ เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตามความในประมวลกฎหมายที่ดิน แต่โจทก์อ้างว่าไม่ใช่ที่ดินของรัฐ บางส่วนเป็นที่ดินของโจทก์ทั้ง 6 มีปัญหาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทโจทก์ทั้ง 6 มีสิทธิครอบครองหรือเป็นที่ดินของรัฐตามข้อต่อสู้ของจำเลยหรือไม่

 

ฝ่ายโจทก์ทั้ง 6 อ้างว่า รับโอนที่ดินมาจากผู้ครอบครองที่ดินคนก่อน ซึ่งครอบครองก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ครอบครองที่ดินพิพาทคนก่อนได้สิทธิครอบครองที่ดินมาก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 หรือไม่ เห็นว่าพยานโจทก์หลายปากไม่มีการนำสืบให้เห็นว่าผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท เริ่มครอบครองเมื่อใด และมีการโอนขายเป็นทอดๆ อย่างไร เป็นการนำสืบไม่สมฟ้อง เป็นการกล่าวอ้างเลื่อนลอย

 

ถึงแม้พยานบางปากสืบพอฟังได้ว่า ข้อเท็จจริงมีราษฎรครอบครองที่ดินพิพาทอยู่ก่อน แต่ต้องถือว่ามีเจตนาสละการครอบครองตามบทบัญญัติของกฎหมาย และไม่ปรากฏว่ามีการผ่อนผันให้เฉพาะราย ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่า ราษฎรที่กล่าวอ้างมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แม้จะมีการโอนหลายทอดมาถึงโจทก์

 

ส่วนฝ่ายจำเลยมี รุจิรา ฉิมดี นักวิชาการแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ กรมที่ดิน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำศาลยุติธรรม เบิกความประกอบรายงาน ผลการแปลตีความภาพถ่ายทางอากาศ ปรากฏว่าที่ดินทั้ง 8 แปลง 178 ไร่ บนระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศปี 2510 พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าชายหาด มีน้ำทะเลขึ้นตามลำดับ บางส่วนมีเหมืองแร่ ส่วนในปี 2538 พื้นที่ส่วนใหญ่ถึงมีปรากฏการณ์เพาะปลูกผลไม้ บางส่วนเป็นหมู่บ้านและเส้นทาง

 

แม้โจทก์จะมี พ.อ. ปิยะ จารุกาญจน์ หัวหน้าวิจัยและพัฒนา กรมแผนที่ทหาร มาเบิกความประกอบภาพถ่ายทางอากาศปี 2510 มีบ้านเรือนพักอาศัย แต่เป็นการเอาภาพถ่ายของกรมแผนที่ทหารมาถ่ายขยายเป็นเอกสารเปรียบเทียบตีความ แตกต่างกับวิธีวิเคราะห์ของรุจิราที่อ่านภาพถ่ายทางอากาศด้วยอุปกรณ์มองภาพสามมิติ ใช้ภาพ 2 ภาพ เป็นลักษณะต่อเนื่อง มีส่วนทับซ้อนพันกันมา สร้างระวางแผนที่ อ้างอิงผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ วิธีการอ่านแปลตีความมีความน่าเชื่อถือ ความถูกต้องแม่นยำมากกว่าวิธีการของ พ.อ. ปิยะ

 

ศาลฎีกาจึงมีความเห็นว่า ปัญหาว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ของรัฐหรือไม่นั้น พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้ง 8 แปลงยังเป็นที่ดินของรัฐที่ศาลล่างทั้ง 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้ง 2 นั้นชอบแล้ว 

 

ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ 6 ในข้อกฎหมายฟังขึ้นบางส่วน ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนโจทก์ที่ 6 และโจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 อย่างไรก็ตาม คดีนี้ตามศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชนะคดี และให้โจทก์ที่ 1, 3, 4 และ 5 ย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่

 

ภายหลังจากคดีได้เสร็จสิ้นลงนั้น เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ ศุภชัย คำคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคพื้นที่ 8 เดินทางเข้าร่วมปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่ บริเวณชายหาดเลพัง-ลายัน ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลที่สั่งให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์ร่วมกัน

 

การเข้ารื้อถอนครั้งนั้นดำเนินการด้วยความเรียบร้อยโดยไม่มีผู้ขัดขวาง แต่มีบางรายที่ขอมานำสิ่งของออกไปและขอรื้อเอง โดยเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปได้ ส่วนการรื้อถอนก็ต้องทำไปพร้อมๆ กับการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมีการแจ้งล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

 

อ้างอิง: 

The post มหาดไทยเร่งสปีดปราบมาเฟีย ปิดฉากมหากาพย์ทวงที่ดิน 5 หมื่นล้าน คืนหาดเลพังให้ภูเก็ต appeared first on THE STANDARD.

]]>
แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก https://thestandard.co/holy-water-for-the-royal-coronation/ https://thestandard.co/holy-water-for-the-royal-coronation/#respond Wed, 06 Mar 2019 14:43:45 +0000 https://thestandard.co/?p=216373

นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามป […]

The post แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก appeared first on THE STANDARD.

]]>

นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ลงวันที่ 1 มกราคม 2562 นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ เพื่อช่วยดำเนินการงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

 

โดยได้แต่งตั้งให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานอนุกรรมการฝ่ายจัดทำน้ำอภิเษก โดยมีข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยดังนี้

 

 

ภาพประกอบ: Weerapat L.

The post แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/holy-water-for-the-royal-coronation/feed/ 0