พชร อนันตศิลป์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พชร-อนันตศิลป์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 20 Aug 2025 06:06:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สบน. ประกาศ TokenX – Xspring – Kubix คว้าสิทธิออกและเสนอขาย G-Token https://thestandard.co/g-token-financial-inclusion/ Wed, 20 Aug 2025 06:06:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1109283 g-token-financial-inclusion

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประกาศผลคัดเลือก 3 บริ […]

The post สบน. ประกาศ TokenX – Xspring – Kubix คว้าสิทธิออกและเสนอขาย G-Token appeared first on THE STANDARD.

]]>
g-token-financial-inclusion

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประกาศผลคัดเลือก 3 บริษัทผู้ให้บริการ ICO Portal สำหรับการออกและเสนอขาย G-Token ประกอบด้วย TokenX, Xspring และ Kubix

 

พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน. ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัลของกระทรวงการคลัง (ICO Portal) สำหรับการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลของกระทรวงการคลัง (G-Token) ในปีงบประมาณ 2568-2569

 

ผลการคัดเลือกมีจำนวน 3 บริษัทได้แก่  

  • บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (TokenX) 
  • บริษัท เอ็กซ์สปริง ดิจิทัล จำกัด (Xspring) 
  • บริษัท คิวบิกซ์ ดิจิทัล แอสเสท จำกัด (Kubix)

 

“ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่แสดงความสนใจเข้าร่วมการคัดเลือกในครั้งนี้ และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ที่ได้รับคัดเลือกในการออกและเสนอขาย G-Token ครั้งนี้และครั้งต่อไป เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต” พชรกล่าว

 

สำหรับ ICO (Initial Coin Offering) คือ การระดมทุนโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เปิดโอกาสให้บริษัทที่ต้องการเงินทุนเสนอขายโทเคนให้แก่ผู้ลงทุนทั่วโลก โดยนักลงทุนสามารถใช้คริปโทเคอร์เรนซีแลกกับโทเคนที่บริษัทออกมาเพื่อระดมทุน

 

ในส่วนของ G-Token ถือเป็นเครื่องมือระดมทุนรูปแบบใหม่ของรัฐบาลไทย ที่มุ่งหวังเป็นทางเลือกการลงทุนที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ส่งเสริมการออมของประชาชน และขยายโอกาสทางการเงินอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม (Financial Inclusion)  

 

รายละเอียดของผู้ให้บริการที่ได้รับคัดเลือกมีดังนี้

 

  • TokenX บริษัทในเครือ SCBX ให้บริการ ICO Portal และโซลูชันด้าน Tokenization แบบครบวงจร
  • Xspring ผู้ให้บริการ ICO Portal พร้อมบริการที่ปรึกษาด้านการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนดิจิทัล และยังดำเนินธุรกิจนายหน้าซื้อขายและผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล
  • Kubix บริษัทในเครือกสิกรไทย ภายใต้ KBTG ให้บริการ ICO Portal ครอบคลุมการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัล

The post สบน. ประกาศ TokenX – Xspring – Kubix คว้าสิทธิออกและเสนอขาย G-Token appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลังเตรียมขาย ‘พันธบัตรออมทรัพย์’ ล็อตสุดท้ายของปี! ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.49% ต่อปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท https://thestandard.co/final-savings-bond-sale-2025-thailand/ Wed, 23 Jul 2025 02:04:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1098618 ประชาชนสนใจซื้อพันธบัตรออมทรัพย์กระทรวงการคลังผ่านแอปเป๋าตัง

กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ล็อตสุด […]

The post กระทรวงการคลังเตรียมขาย ‘พันธบัตรออมทรัพย์’ ล็อตสุดท้ายของปี! ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.49% ต่อปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนสนใจซื้อพันธบัตรออมทรัพย์กระทรวงการคลังผ่านแอปเป๋าตัง

กระทรวงการคลังเตรียมเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ล็อตสุดท้ายของปีงบประมาณนี้ วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 5,000 ล้านบาท เริ่มจำหน่ายผ่านแอป ‘เป๋าตัง’ วันที่ 30 กรกฎาคมนี้ วงเงินซื้อขั้นต่ำ 100 บาท อีก 15,000 ล้านบาท จำหน่ายผ่าน 6 ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 4 – 6 สิงหาคม อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.49% ต่อปี

 

พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แจ้งว่า สบน. จะเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 2 วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท โดยเป็นการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นอายุ 10 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได ดังนี้

 

  • ปีที่ 1 – 3 ผลตอบแทน 1.70% ต่อปี
  • ปีที่ 4 – 7 ผลตอบแทน 2.40% ต่อปี
  • ปีที่ 8 – 10 ผลตอบแทน 3.40% ต่อปี

(รวมแล้วเฉลี่ย 2.49% ต่อปี)

 

ซึ่งจะแบ่งการจำหน่ายเป็น 2 รูปแบบคือ 

 

รูปแบบที่ 1: จำหน่ายผ่านวอลเล็ต สบม. (สะสมบอนด์มั่งคั่ง) บนแอป ‘เป๋าตัง’ วงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มจำหน่ายวันที่ 30 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2568 โดยใช้วิธีการจัดสรรแบบ First-Come, First-Served (มาก่อนได้รับสิทธิ์ก่อน) ซึ่งจำกัดอายุผู้ซื้อไว้สำหรับบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งมีวงเงินซื้อขั้นต่ำ-ขั้นสูงต่อราย ดังนี้ 

 

  • วงเงินซื้อขั้นต่ำ 100 บาท (100 หน่วย) – 20,000,000 บาท (20,000,000 หน่วย)
  • วงเงินซื้อขั้นสูงต่อครั้ง ไม่เกิน 5,000,000 บาท (5,000,000 หน่วย)
  • ซื้อเพิ่มเป็นจำนวนเท่าของ 100 บาท และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้าซื้อ

 

รูปแบบที่ 2: จำหน่ายผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่าย 6 ราย วงเงิน 15,000 ล้านบาท ซึ่งเริ่มจองซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 4 – 6 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. – 15.00 น. (ไม่รับชำระด้วยเช็คในวันที่ 6 สิงหาคม 2568) โดยเปิดขายให้บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

 

ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ได้แก่ 

 

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 
  • ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) 

 

ซึ่งใช้วิธีการจัดสรรแบบ ‘Small Lot First’ หรือ ทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย โดยทวีคูณรอบละ 1,000 บาท แบบสุ่ม ดังนั้น ลำดับในการจองซื้อก่อน-หลัง จึงไม่มีผลต่อการจัดสรร 

 

และในกรณีที่วงเงินพันธบัตรที่จะจัดสรรในรอบสุดท้ายไม่เพียงพอที่จะจัดสรรให้ผู้ซื้อทุกราย ระบบคอมพิวเตอร์จะจัดสรรพันธบัตรในรอบสุดท้ายด้วยวิธีการสุ่ม (Random) จนครบวงเงินจำหน่าย ทั้งนี้ ผู้จองซื้อจะทราบผลการจัดสรรพันธบัตรและได้รับเงินคืน กรณีที่ไม่ได้รับจัดสรรพันธบัตร หรือได้รับจัดสรรไม่ครบตามวงเงินจองซื้อ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568 

 

มีวงเงินซื้อขั้นต่ำ-ขั้นสูงต่อราย ดังนี้ 

  • จองซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท (1 หน่วย) – ไม่จำกัดวงเงินซื้อขั้นสูง
  • หน่วยละ 1,000 บาท ซื้อเพิ่มเป็นจำนวนเท่าของ 1,000 บาท และไม่จำกัดจำนวนครั้งที่เข้าซื้อ

 

 

พชร ยังระบุอีกว่า ในปีนี้ ตราสารหนี้ไทยยังคงได้รับความนิยมจากสถาบันการเงิน และนักลงทุนต่างชาติราว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ สังเกตได้จากเม็ดเงินที่ไหลเข้ามามากกว่าปีก่อน 

 

โดยปัจจัยหนุนตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ได้แก่ วัฏจักรดอกเบี้ยขาลง ทำให้ผลตอบแทนของตราสารหนี้จึงดึงดูดนักลงทุนสถาบันมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ภาครัฐสามารถกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำได้

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องความกังวลต่อหนี้สาธารณะในสหรัฐฯ ประกอบกับเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เม็ดเงินจากต่างประเทศไหลมายังไทยมากขึ้นเช่นกัน

 

ทั้งนี้ สบน. ยังเตรียมเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของงบประมาณปัจจุบัน ด้วยวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท

 

The post กระทรวงการคลังเตรียมขาย ‘พันธบัตรออมทรัพย์’ ล็อตสุดท้ายของปี! ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.49% ต่อปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน. คาด G-Token ออกเร็วสุดปลายสิงหาคมนี้ ดอกเบี้ยอาจสูงกว่าพันธบัตรออมทรัพย์เล็กน้อย ยันไม่เป็น ‘Mean of Payment’ https://thestandard.co/g-token-thailand-launch-august/ Wed, 23 Jul 2025 01:24:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1098662 พชร อนันตศิลป์ แถลงข่าวแผนการออก G-Token รัฐบาล คาดเปิดตัวปลายสิงหาคม พร้อมระบุไม่ใช้ชำระสินค้าและบริการ

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง คาด G-T […]

The post สบน. คาด G-Token ออกเร็วสุดปลายสิงหาคมนี้ ดอกเบี้ยอาจสูงกว่าพันธบัตรออมทรัพย์เล็กน้อย ยันไม่เป็น ‘Mean of Payment’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พชร อนันตศิลป์ แถลงข่าวแผนการออก G-Token รัฐบาล คาดเปิดตัวปลายสิงหาคม พร้อมระบุไม่ใช้ชำระสินค้าและบริการ

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง คาด G-Token ออกเร็วสุดปลายสิงหาคม วงเงิน 5,000 ล้านบาท มีอายุไม่เกิน 3 ปี คาดว่าจะกำหนดให้สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรออมทรัพย์เล็กน้อย ยันไม่เป็น ‘Means of Payment’ ชี้กำลังเตรียมระบบ ICO Portal คาดใช้เวลา 30-45 วัน

 

พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการ สบน. เผยความคืบหน้าเกี่ยวกับแผนการออกโทเคนดิจิทัลของรัฐบาล (Government Token) หรือ G-Token คาดว่าเร็วสุดจะสามารถเปิดจำหน่ายปลายเดือนสิงหาคมนี้ ภายใต้วงเงิน 5,000 ล้านบาท อายุไม่เกิน 3 ปี

 

ปัจจุบัน G-Token กำลังอยู่ในขั้นตอนจัดทำรายละเอียดร่วมกับ​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​​ผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) โดยคาดใช้เวลา 30 – 45 วัน ในการเตรียมระบบให้เรียบร้อย

 

หลังจากนั้น จะจำหน่ายผ่านหลายช่องทาง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ 16 แห่ง และ ICO Portal อีก 5-6 แห่ง

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของ G-Token แต่คาดว่าจะอาศัยราคาตลาดเป็น Benchmark ซึ่งพชรคาดว่าจะกำหนดให้สูงกว่าผลตอบแทนพันธบัตรออมทรัพย์เล็กน้อย

 

ทั้งนี้ พชรยืนยันว่า G-Token ไม่สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการชำระสินค้าและบริการ (Mean of Payment) ได้ รวมถึงไม่ใช่เงินใหม่ แต่จะเป็น ‘สัญลักษณ์‘ ว่ารัฐบาลได้กู้เงินจากผู้ถือ G-Token และเครื่องมือทางเลือกในการลงทุนความเสี่ยงต่ำสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ ซึ่งจะมีผลพลอยได้เป็นการเสริมพื้นฐานทางเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับภาคประชาชนอีกด้วย

The post สบน. คาด G-Token ออกเร็วสุดปลายสิงหาคมนี้ ดอกเบี้ยอาจสูงกว่าพันธบัตรออมทรัพย์เล็กน้อย ยันไม่เป็น ‘Mean of Payment’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) https://thestandard.co/sp-global-maintains-thai-sovereign-rating/ Mon, 02 Jun 2025 11:49:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1081437

S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถื […]

The post S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) appeared first on THE STANDARD.

]]>

S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) พร้อมประเมินภาคท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่การลงทุนภาครัฐจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทย

 

พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (2 มิถุนายน) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) รายงานการวิเคราะห์อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย โดยคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) 
ที่มีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

 

  • S&P คาดว่าในปี 2568 และ 2569 เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 2.3 และ 2.6 ตามลำดับ เนื่องจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก (External Risks) โดยเฉพาะความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐอเมริกา อีกทั้งอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) คาดว่าในช่วงปี 2568-2571 จะเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 2.8 ขณะที่รายได้ต่อหัว (Income per Capita) ในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นจาก 7,500 ดอลลาร์สหรัฐเป็น 8,100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

 

  • ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 26 จากปี 2566 ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2568 การเติบโตจะชะลอลงประมาณร้อยละ 1.9 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย S&P คาดว่ามาตรการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวที่ภาครัฐกำลังดำเนินการอยู่ อาทิ การขยายเวลาการให้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา จะยังคงช่วยสนับสนุนจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยให้แข็งแกร่งในช่วงไตรมาสถัดไป

 

  • S&P มองว่ารัฐบาลไทยจะยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โดยคาดว่าการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnerships: PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และการลงทุนในโครงการเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะต่อไป

 

  • หนี้ภาครัฐบาลสุทธิต่ออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (Net General Government Debt to GDP) คาดว่า ในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.3 อันเป็นผลมาจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ประกอบกับรัฐบาลอาจมีการนำเงินจากโครงการ Digital Wallet วงเงินประมาณ 157,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการสนับสนุนโครงการลงทุนอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ส่งออกและภาคธุรกิจจากความไม่แน่นอนของการค้าโลก

 

  • ประเทศไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด โดยคาดว่า ตั้งแต่ปี 2568 – 2571 ดุลบัญชีเดินสะพัดจะยังคงเกินดุลเฉลี่ยร้อยละ 1.6 อีกทั้งประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) รายได้ต่อหัว (Income per capita) และแนวโน้มของการเข้าสู่สมดุลทางการคลัง นอกจากนี้ S&P ยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ

The post S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน. เผย นักลงทุนสนใจ ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ ล้นหลาม ดึงดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.7% ต่อปี https://thestandard.co/high-demand-slb-2-7-percent/ Wed, 27 Nov 2024 07:40:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1013429

สบน. ประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน […]

The post สบน. เผย นักลงทุนสนใจ ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ ล้นหลาม ดึงดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.7% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

สบน. ประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) เผยยอดการเสนอซื้อเกินเป้าหมายกว่า 2.76 เท่า ทำให้รัฐบาลสามารถออกบอนด์ดังกล่าวในอัตราดอกเบี้ยที่ 2.7% ต่อปี นับว่ามีต้นทุนต่ำกว่าบอนด์อายุใกล้เคียงกันในตลาด

 

พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การสำรวจความต้องการลงทุน (Book Build) ในพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักลงทุน

 

โดยนักลงทุนเสนอวงเงินซื้อพันธบัตรรวมทั้งสิ้น 55,285 ล้านบาท คิดเป็น 2.76 เท่าของวงเงินการออก 20,000 ล้านบาทที่ประกาศไว้ และทำให้ สบน. สามารถออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนได้ในวงเงิน 30,000 ล้านบาท ที่อัตราดอกเบี้ย 2.7% ต่อปี นับว่ามีต้นทุนต่ำกว่าบอนด์อายุใกล้เคียงกันในตลาดที่มีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ราว 2.74%

 

โดยมีนักลงทุนหลากหลายกลุ่มเข้าร่วมแสดงความสนใจ เช่น กลุ่มบริษัทประกันชีวิต, กลุ่มกองทุน, กลุ่มสถาบันการเงิน, กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์, กลุ่มบริษัทจัดการสินทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ

 

การออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนในครั้งนี้ทำให้รัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลประเทศแรกในเอเชีย และรัฐบาลที่ 3 ของโลก ที่ประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนต่อจากรัฐบาลประเทศชิลีและอุรุกวัย

 

ในลำดับถัดไป สบน. จะดำเนินการรายงานผลการดำเนินงานและตรวจสอบความคืบหน้าของเป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงานและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน รวมถึงจะดำเนินการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนให้เป็น Benchmark Bond รุ่นอายุ 15 ปี เพื่อเป็นพื้นฐานในการกำหนดราคาและเพิ่มสภาพคล่องของพันธบัตรในตลาดรอง อันจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

 

สบน. ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืนจะเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับภาครัฐและภาคเอกชนในการร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้นานาประเทศถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาว

 

ทั้งนี้ สบน. จะดำเนินการทางด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนของรัฐบาลไทย โดยในช่วงปลายปีนี้ สบน. มีแผนที่จะดำเนินการออก Sustainability Loan เพื่อระดมทุนในการสนับสนุนโครงการขนส่งพลังงานสะอาด และจะดำเนินหน้าที่ในการสนับสนุนการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ด้านความยั่งยืนของไทยให้เติบโตยิ่งขึ้นไป

 

ภาพ: JittiNarksompong / Shutterstock

The post สบน. เผย นักลงทุนสนใจ ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ ล้นหลาม ดึงดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.7% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สบน. มอง การลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ลงครึ่งหนึ่งไม่กระทบหนี้สาธารณะ https://thestandard.co/fidf-fee-reduction-public-debt-impact/ Wed, 27 Nov 2024 07:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1013394

ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการค […]

The post สบน. มอง การลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ลงครึ่งหนึ่งไม่กระทบหนี้สาธารณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ชี้ แม้การลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ลงครึ่งหนึ่งจะสร้างภาระดอกเบี้ยเพิ่ม 100-500 ล้านบาทต่อปี แต่ไม่ถือว่าเพิ่มภาระงบประมาณให้รัฐบาล เหตุธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้รับภาระจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยเอง

 

วันนี้ (27 พฤศจิกายน) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการ สบน. กล่าวถึงกรณีการลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ทั้งระบบเหลือ 0.23% เพื่อเป็นหนึ่งในแหล่งเงินทุนสำหรับ ‘มาตรการแก้หนี้ครัวเรือน’ ที่สมาคมธนาคารไทย กระทรวงการคลัง และ ธปท. เตรียมออกมาเร็วๆ นี้ โดยระบุว่า การลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ลงครึ่งหนึ่งทุก 1 ปี จะสร้างภาระดอกเบี้ยปีละ 100-500 ล้านบาท และจะทำให้ระยะเวลาปิดจบหนี้กองทุน FIDF ยืดออกไปครึ่งปี

 

โดยปัจจุบัน สบน. คาดว่า หนี้กองทุน FIDF จะชำระครบหมดภายในปี 2575 ดังนั้นหากมีการลดเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF ทั้งระบบเหลือ 0.23% เป็นเวลา 3 ปี ก็จะทำให้การปิดหนี้กองทุนดังกล่าวยืดออกไปราว 1 ปีครึ่ง

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของ สบน. ระบุว่า ปัจจุบันหนี้กองทุน FIDF เหลืออยู่ที่ 552,627 ล้านบาท

 

พชรยืนยันอีกว่า แม้ปัจจุบันสถานะและยอดคงค้างของหนี้กองทุน FIDF แสดงอยู่ในบัญชีหนี้สาธารณะ แต่ ธปท. เป็นผู้จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่ใช่ภาระงบประมาณของรัฐบาล และกระทบหนี้สาธารณะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

พร้อมทั้งมองว่า ธปท. คงมีการประเมินแล้วว่าแนวทางดังกล่าวคุ้มค่าถึงตัดสินใจทำ ถ้าทำแล้วไม่คุ้มคงไม่ทำ โดยลูกหนี้และสถาบันการเงินเองก็จะได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้

The post สบน. มอง การลดเงินนำส่งกองทุน FIDF ลงครึ่งหนึ่งไม่กระทบหนี้สาธารณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลไทยออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ เป็นประเทศที่ 3 ของโลก วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท https://thestandard.co/sustainability-linked-bond-3rd-country-in-the-world/ Mon, 04 Nov 2024 11:45:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1004219 บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน

รัฐบาลไทยประกาศออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ หรือ Sust […]

The post รัฐบาลไทยออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ เป็นประเทศที่ 3 ของโลก วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน

รัฐบาลไทยประกาศออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ หรือ Sustainability-Linked Bond เป็นประเทศที่ 3 ของโลก วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท ต่อจากชิลีและอุรุกวัย ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน. ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond หรือ SLB) ครั้งแรกของรัฐบาลไทย อายุ 15 ปี วงเงิน 1.3 แสนล้านบาททั้งปีงบประมาณ แบ่งเป็นรอบละ 2-3 หมื่นล้านบาท โดยจะออกรอบแรกในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 

 

ขณะที่ จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ โฆษกสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า รัฐบาลไทยถือเป็นประเทศที่ 3 ของโลกที่ออก Sustainability-Linked Bond ต่อจากชิลีและอุรุกวัย

 

สำหรับอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) พชรคาดว่าจะไม่ต่างจากพันธบัตรระยะยาวที่มีอายุใกล้เคียงกัน โดย สบน. จะดำเนินการสำรวจความต้องการซื้อตราสารหนี้ (Book Building) หรือจัดเสนออัตราดอกเบี้ยโดยนักลงทุนในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567

 

พชรกล่าวต่ออีกว่า จาก Roadshow วันนี้พบว่ามีสถาบันการเงินที่เป็นบริษัทประกันชีวิตและสหกรณ์ให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากดอกเบี้ยอยู่ในแนวโน้มขาลง ทำให้พันธบัตรลักษณะนี้มีความน่าสนใจในระยะยาวอย่างมาก นอกจากนี้ สบน. ยังเตรียมไป Roadshow ที่ฮ่องกงและสิงคโปร์ด้วยในสัปดาห์หน้า

 

สำหรับความน่าสนใจของ SLB ของรัฐบาลไทยคือ การกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) และเป้าหมายการดำเนินงาน (SPTs) ไว้ โดยหากรัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ก็จะมีการจ่ายดอกเบี้ยพิเศษเพิ่มเติม

 

สำหรับตัวชี้วัด (KPIs) และเป้าหมายการดำเนินงาน (SPTs) มี 2 ประการ ดังนี้

 

  1. ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ไม่รวมการใช้ประโยชน์จากที่ดินและป่าไม้) ลง 30% จากค่า Business As Usual (BAU) หรือไม่เกิน 388,500 ktCO2e ในปี 2573 

 

  1. เพิ่มปริมาณการจดทะเบียนใหม่ของรถที่ปลดปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicles: ZEVs) ประเภทรถยนต์นั่งและรถกระบะ (Passenger Car and Pickup Trucks) ไม่ต่ำกว่า 440,000 คันในปี 2573

 

โดยในกรณีที่แต่ละตัวชี้วัดไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ พันธบัตรจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.025% หรือในกรณีที่สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ พันธบัตรจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยลง 0.025% กล่าวคือมีอัตราปรับขึ้นและปรับลดสูงสุด (Maximum) อยู่ที่ 0.5% อัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon Rate) จากทั้งสองตัวชี้วัด

 

พชรยืนยันว่า “เพื่อให้คุณสมบัติของพันธบัตรดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานสากล สบน. ได้จัดทำกรอบการระดมทุนส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond Financing Framework) ที่สอดคล้องตามมาตรฐานที่กำหนดโดย International Capital Market Association (ICMA) และ ASEAN Capital Markets Forum (ACMF) โดยได้รับการตรวจสอบและรับรองจาก DNV ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ให้ความเห็นอิสระระดับสากล (Second Party Opinion) ซึ่งจะเป็นการยืนยันถึงความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกรอบการดำเนินงานของ สบน.”

The post รัฐบาลไทยออก ‘บอนด์ส่งเสริมความยั่งยืน’ เป็นประเทศที่ 3 ของโลก วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เตรียมตัวให้ทัน! กระทรวงการคลังขายพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งหน้า 19-21 สิงหาคมนี้ วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ผ่าน 6 ธนาคาร https://thestandard.co/ministry-of-finance-sells-savings-bonds/ Tue, 13 Aug 2024 08:05:39 +0000 https://thestandard.co/?p=970437

กระทรวงการคลังขอขอบคุณประชาชนที่ให้การตอบรับพันธบัตรออม […]

The post เตรียมตัวให้ทัน! กระทรวงการคลังขายพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งหน้า 19-21 สิงหาคมนี้ วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ผ่าน 6 ธนาคาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระทรวงการคลังขอขอบคุณประชาชนที่ให้การตอบรับพันธบัตรออมทรัพย์ที่ขายบนวอลเล็ต สบม. แอปเป๋าตัง วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ที่ขายหมดอย่างรวดเร็ว หลังเปิดขายในวันนี้เป็นวันแรก เตือนรอบต่อไปเปิดขาย 19-21 สิงหาคม 2567 อีก 2.5 หมื่นล้านบาท ผ่าน 6 ธนาคารตัวแทนจำหน่าย

 

วันนี้ (13 สิงหาคม) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ขอแจ้งว่า กระทรวงการคลังได้จำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 2 บนวอลเล็ต สบม. วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นการจัดสรรแบบ First Come, First Served (มาก่อนได้รับสิทธิก่อน) และจำกัดวงเงินซื้อไม่เกินรายละ 50 ล้านบาท

 

กระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ขอขอบคุณประชาชนทุกท่านที่ให้ความสนใจลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์บนวอลเล็ต สบม. ในครั้งนี้ 

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์อีกครั้ง วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง ได้แก่

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  4. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  5. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  6. ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)

 

โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้

 

  • การจำหน่ายให้แก่ประชาชน จะเริ่มจองซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 19-21 สิงหาคม 2567 วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท 2 รุ่นอายุ ได้แก่ รุ่นอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.00 ต่อปี และรุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.40 ต่อปี และไม่จำกัดวงเงินจองซื้อ โดยประชาชนสามารถมาจองซื้อได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ของวันที่ 19 สิงหาคม 2567 จนถึงเวลา 15.00 น. ของวันที่ 21 สิงหาคม 2567 และ สบน. จะจัดสรรแบบ Small Lot First ในวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ซึ่งผู้จองซื้อทุกท่านจะได้รับจัดสรรพันธบัตรออมทรัพย์อย่างทั่วถึง โดยขอให้จองซื้อภายในช่วงเวลาดังกล่าว

 

  • การจำหน่ายให้แก่นิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไรที่กระทรวงการคลังกำหนด จะเริ่มซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 26-27 สิงหาคม 2567 วงเงิน 5 พันล้านบาท รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.00 ต่อปี และไม่จำกัดวงเงินซื้อ โดย สบน. จะจัดสรรแบบ First Come, First Served 

 

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 2 สามารถสอบถามเงื่อนไขและวิธีการจัดจำหน่ายได้ที่ธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง หรือติดตามข่าวสารได้ที่ช่องทาง Facebook สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

The post เตรียมตัวให้ทัน! กระทรวงการคลังขายพันธบัตรออมทรัพย์ครั้งหน้า 19-21 สิงหาคมนี้ วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ผ่าน 6 ธนาคาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ชุดใหม่! วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เริ่มหน่วยละ 100 บาท อายุ 5-10 ปี ดอกเบี้ยสูงสุด 3.4% เริ่มขาย 13 สิงหาคมนี้ https://thestandard.co/ministry-of-finance-new-savings-bonds/ Tue, 30 Jul 2024 10:13:51 +0000 https://thestandard.co/?p=964991

วันนี้ (30 กรกฎาคม) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบ […]

The post คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ชุดใหม่! วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เริ่มหน่วยละ 100 บาท อายุ 5-10 ปี ดอกเบี้ยสูงสุด 3.4% เริ่มขาย 13 สิงหาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 กรกฎาคม) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แจ้งว่า สบน. จะเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลังในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 2 วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

 

  • การจำหน่ายให้กับประชาชน วงเงิน 35,000 ล้านบาท ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ วอลเล็ต สบม. (สะสมบอนด์มั่งคั่ง) บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง วงเงิน 10,000 ล้านบาท และช่องทางต่างๆ ของธนาคารตัวแทนจำหน่าย วงเงิน 25,000 ล้านบาท และ
  • การจำหน่ายให้กับนิติบุคคลไม่แสวงหากำไรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดช่องทางการจำหน่ายดังนี้

 

เปิดจำหน่ายผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ ‘เป๋าตัง-ธนาคาร’

 

1. การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง

พันธบัตรออมทรัพย์บนวอลเล็ต สบม. ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 2 วงเงิน 10,000 ล้านบาท

  • รุ่นอายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทนคงที่ 3% ต่อปี
  • รุ่นอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนคงที่ 3.40% ต่อปี

 

โดยจะเริ่มจำหน่ายวันที่ 13-30 สิงหาคม 2567 (เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป)

 

สำหรับผู้มีสิทธิ์ซื้อต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป

 

สำหรับวงเงินขั้นต่ำอยู่ที่ 100 บาท สูงสุด 50 ล้านบาท (หน่วยละ 100 บาท) โดยวิธีการจัดสรรจะอยู่ในรูปแบบ First-Come, First-Served หรือมาก่อนได้รับสิทธิ์ก่อน

 

2. การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 ราย แบ่งเป็น 2 ช่วง

  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)

 

ช่วงที่ 1 จองซื้อได้วันที่ 19-21 สิงหาคม 2567

วงเงิน 25,000 ล้านบาท สำหรับบุคคลธรรมดาที่ถือสัญชาติไทย หรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย

  • รุ่นอายุ 5 ปี ให้ผลตอบแทนคงที่ 3% ต่อปี
  • รุ่นอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนคงที่ 3.40% ต่อปี

 

สำหรับวงเงินขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 บาท และไม่จำกัดวงเงินขั้นสูง (หน่วยละ 1,000 บาท) โดยมีช่องทางการจำหน่ายผ่าน Internet Banking, Mobile Banking และเคาน์เตอร์ของธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง

 

ส่วนวิธีการจัดสรรอยู่ในรูปแบบ Small Lot First (การทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย)

 

ช่วงที่ 2  จำหน่ายวันที่ 26-27 สิงหาคม 2567

วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับสภากาชาดไทย มูลนิธิ สมาคม สหกรณ์ วัด สถานศึกษาของรัฐ โรงพยาบาลของรัฐ นิติบุคคลอาคารชุด นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และนิติบุคคลอื่นที่จัดตั้งตามกฎหมายไทย และไม่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร

 

โดยจะเปิดขายเพียงรุ่นอายุ 10 ปี ผลตอบแทน 3.00% ต่อปี (จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน)

 

ส่วนวงเงินขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 บาท และไม่จำกัดวงเงินขั้นสูง (หน่วยละ 1,000 บาท) สำหรับช่องทางการจำหน่าย ได้แก่ เคาน์เตอร์ของธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง

 

ขณะที่วิธีการจัดสรรเป็นแบบ First-Come, First-Served

 

 

ทั้งนี้ การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ให้กับประชาชนในช่วงที่ 1 (วันที่ 19-21 สิงหาคม 2567) จะใช้วิธีการจัดสรรพันธบัตรแบบ Small Lot First (การทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย) โดยทวีคูณรอบละ 1,000 บาท ซึ่งลำดับในการจองซื้อก่อน-หลัง ไม่มีผลต่อการจัดสรร และในกรณีที่วงเงินพันธบัตรที่จะจัดสรรในรอบสุดท้ายไม่เพียงพอที่จะจัดสรรให้ผู้ซื้อทุกราย ระบบคอมพิวเตอร์จะจัดสรรพันธบัตรในรอบสุดท้ายด้วยวิธีการสุ่ม (Random) จนครบวงเงินจำหน่าย

 

โดยผู้จองซื้อจะทราบผลการจัดสรรพันธบัตรและได้รับเงินคืนกรณีที่ไม่ได้รับจัดสรรพันธบัตร หรือได้รับจัดสรรไม่ครบตามวงเงินจองซื้อ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2567

 

ทั้งนี้ วงเงินที่จำหน่ายบนวอลเล็ต สบม. และผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่ายจะแยกจากกัน โดยผู้ลงทุนสามารถลงทุนได้ทั้ง 2 ช่องทาง โดยประชาชนที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือชี้ชวนและเอกสารสรุปเงื่อนไขการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ หรือสอบถามได้กับธนาคารตัวแทนจำหน่ายทั้ง 6 แห่ง

The post คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ชุดใหม่! วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท เริ่มหน่วยละ 100 บาท อายุ 5-10 ปี ดอกเบี้ยสูงสุด 3.4% เริ่มขาย 13 สิงหาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลังออก ‘บอนด์สกุลเงินต่างประเทศ’ ไม่ทันปีนี้ จับตาอัตราแลกเปลี่ยน-ทิศทางดอกเบี้ย Fed https://thestandard.co/foreign-currency-bonds-not-in-time-this-year/ Thu, 09 May 2024 12:52:45 +0000 https://thestandard.co/?p=931665

วันนี้ (9 พฤษภาคม) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบร […]

The post คลังออก ‘บอนด์สกุลเงินต่างประเทศ’ ไม่ทันปีนี้ จับตาอัตราแลกเปลี่ยน-ทิศทางดอกเบี้ย Fed appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (9 พฤษภาคม) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน. เตรียมเสนอหลักการออกพันธบัตรสกุลเงินตราต่างประเทศ (Foreign Currency Bond) ต่อกระทรวงการคลังแล้ว โดยวงเงินที่ศึกษาอยู่ที่ประมาณ 500-1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะที่ จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ กล่าวว่า พันธบัตรดังกล่าวไม่น่าออกทันในปีนี้ แต่ยังย้ำว่าข้อดีของการออกพันธบัตรสกุลต่างประเทศคือทำให้มีเครื่องมือในการกู้เงินที่หลากหลายมากขึ้น (Diversify Instrument) ช่วยลดการแย่งเงินทุนในประเทศของภาคเอกชน (Crowding Out Effect) เป็นตัวช่วยหากเกิดปัญหาสภาพคล่องในประเทศก็ยังมีทางเลือกในการกู้ต่างประเทศได้ นอกจากนี้ยังเป็นอัตราอ้างอิง (Benchmark) ให้กับภาคเอกชนที่ต้องการออกไปกู้ต่างประเทศด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดคือความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ ซึ่ง สบน. ต้องศึกษาเรื่องนี้ให้รอบคอบ

 

“จากการสำรวจพบว่านักลงทุนต่างชาติสนใจเรื่องพันธบัตรสกุลต่างประเทศของเรามาก เพราะเรื่องปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ตอนนี้การลงทุนในภูมิภาคของเราเป็นที่สนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ทุกคนที่เข้ามาก็พูดตรงกันหมด เราก็มองว่าทำแล้วออกไปอย่างสง่าผ่าเผยในตอนนี้ดีกว่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยทำ” พชรกล่าว

 

“ตอนนี้เรามีข้อมูลบ้างแล้ว ก็อยู่ระหว่างเสนอทางกระทรวงให้เห็นชอบในหลักการ แต่ในปีนี้คาดว่าจะยังไม่มีการออกพันธบัตรดังกล่าว โดยเบื้องต้นคาดว่าออกจะอยู่ประมาณ 500-1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศ, World Bank หรือ Asian Development Bank (ADB) ก็บอกว่าไซส์ควรอยู่ที่ 500-1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”

 

พชรเปิดเผยอีกว่า แม้แต่ประเทศที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจก็ยังสนใจหรือได้ออกบอนด์สกุลเงินต่างประเทศ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ที่ได้ออกบอนด์เงินสกุลต่างประเทศราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อออกแล้วก็ทำให้มีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศทันที ดังนั้นจึงเชื่อว่าการออกพันธบัตรครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศ โดยเฉพาะเรื่องของอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating)

The post คลังออก ‘บอนด์สกุลเงินต่างประเทศ’ ไม่ทันปีนี้ จับตาอัตราแลกเปลี่ยน-ทิศทางดอกเบี้ย Fed appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ ดอกเบี้ยสูงสุด 3.40% ต่อปี ผ่านเป๋าตัง-ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ตั้งแต่ 6-19 มีนาคมนี้ https://thestandard.co/mof-selling-savings-bonds/ Thu, 22 Feb 2024 08:33:35 +0000 https://thestandard.co/?p=903035 กระทรวงการคลัง

วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักง […]

The post กระทรวงการคลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ ดอกเบี้ยสูงสุด 3.40% ต่อปี ผ่านเป๋าตัง-ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ตั้งแต่ 6-19 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการคลัง

วันนี้ (22 กุมภาพันธ์) พชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แจ้งว่า สบน. จะเปิดจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครั้งที่ 1 วงเงินรวม 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

 

  1. การจำหน่ายให้กับประชาชน วงเงิน 35,000 ล้านบาท ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ วอลเล็ต สบม. (สะสมบอนด์มั่งคั่ง) บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง วงเงิน 10,000 ล้านบาท และช่องทางต่างๆ ของธนาคารตัวแทนจำหน่าย วงเงิน 25,000 ล้านบาท
  2. การจำหน่ายให้กับนิติบุคคลไม่แสวงหากำไรตามที่กระทรวงการคลังกำหนด วงเงิน 5,000 ล้านบาท

 

(หมายเหตุ: ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อลงทะเบียน ยืนยันตัวตน และเติมเงินเข้าวอลเล็ต สบม. 
ผ่าน Mobile Banking หรือผูกบัญชีธนาคารกรุงไทย รวมถึงเติมเงินด้วย Wallet ID ที่เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา)

 

สำหรับรายละเอียดช่องทางการจำหน่ายมีดังนี้

 

  1. การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง 

 

 

  1. การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ผ่านธนาคารตัวแทนจำหน่าย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

 

การจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ให้กับประชาชนในช่วงที่ 1 (วันที่ 11-13 มีนาคม 2567) จะใช้วิธีการจัดสรรพันธบัตรแบบ Small Lot First (ทยอยจัดสรรพันธบัตรเป็นรอบๆ เวียนจนครบผู้ซื้อทุกราย) โดยทวีคูณรอบละ 1,000 บาท ซึ่งลำดับในการจองซื้อก่อน-หลัง ไม่มีผลต่อการจัดสรร 

 

ในกรณีที่วงเงินพันธบัตรที่จะจัดสรรในรอบสุดท้ายไม่เพียงพอที่จะจัดสรรให้ผู้ซื้อทุกราย ระบบคอมพิวเตอร์จะจัดสรรพันธบัตรในรอบสุดท้ายด้วยวิธีการสุ่ม (Random) จนครบวงเงินจำหน่าย

 

ทั้งนี้ ผู้จองซื้อจะทราบผลการจัดสรรพันธบัตรและได้รับเงินคืน กรณีที่ไม่ได้รับจัดสรรพันธบัตร หรือได้รับจัดสรรไม่ครบตามวงเงินจองซื้อ ในวันที่ 14 มีนาคม 2567 (รายละเอียดและเงื่อนไขการจำหน่ายเป็นไปตามเอกสารการจำหน่ายพันธบัตรออมทรัพย์ของกระทรวงการคลัง)

The post กระทรวงการคลังเปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ ดอกเบี้ยสูงสุด 3.40% ต่อปี ผ่านเป๋าตัง-ธนาคารตัวแทนจำหน่าย ตั้งแต่ 6-19 มีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดรายชื่อ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘ชุดใหม่’ หลัง ครม. อนุมัติการโยกย้ายครั้งใหญ่! https://thestandard.co/mof-new-executives-info/ Tue, 03 Oct 2023 12:40:36 +0000 https://thestandard.co/?p=850175

เปิดรายชื่อผู้บริหารกระทรวงการคลังชุดใหม่ หลังวันนี้ (3 […]

The post เปิดรายชื่อ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘ชุดใหม่’ หลัง ครม. อนุมัติการโยกย้ายครั้งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>

เปิดรายชื่อผู้บริหารกระทรวงการคลังชุดใหม่ หลังวันนี้ (3 ตุลาคม) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้โอน/ย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญในสังกัดกระทรวงการคลัง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 13 ราย ดังนี้

 

 

  1. ​โอน กุลยา ตันติเตมิท ตำแหน่งอธิบดี (ผู้บริหารสูง) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง

  1. โอน แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง

  1. โอน พชร อนันตศิลป์ อธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง

  1. โอน ธีรัชย์ อัตนวานิช รองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งอธิบดี (นักบริหารสูง) กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง

  1. ย้าย ชาญวิทย์ นาคบุรี ผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน เกียรติณรงค์ วงศ์น้อย ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง (นักวิชาการคลังทรงคุณวุฒิ) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ปิ่นสาย สุรัสวดี ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกรรมทางการเงินการธนาคาร) (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน อัครุตม์ สนธยานนท์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหารสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ธิบดี วัฒนกุล ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ (นักบริหารสูง) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง

  1. โอน ขนิษฐา สหเมธาพัฒน์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (นักวิชาการคอมพิวเตอร์ทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน วุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ธีรลักษ์ แสงสนิท ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ (เศรษฐกรทรงคุณวุฒิ) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

  1. โอน ศุกร์ศิริ บุญญเศรษฐ์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง (ผู้ตรวจราชการกระทรวงสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการคลัง

 

​ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เปิดรายชื่อ ผู้บริหารกระทรวงการคลัง ‘ชุดใหม่’ หลัง ครม. อนุมัติการโยกย้ายครั้งใหญ่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีระพันธุ์ถกกรมศุลกากรศึกษาต้นทุนนำเข้าน้ำมัน เร่งหาวิธีปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เตรียมแจงแนวทางพยุงหนี้ กฟผ. ส่วนลดราคาเบนซินเร็วๆ นี้ https://thestandard.co/peeraphan-discusses-with-the-customs-department/ Tue, 19 Sep 2023 10:53:14 +0000 https://thestandard.co/?p=843514 พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

พีระพันธุ์หารืออธิบดีกรมศุลกากร ขอข้อมูลต้นทุนการนำเข้า […]

The post พีระพันธุ์ถกกรมศุลกากรศึกษาต้นทุนนำเข้าน้ำมัน เร่งหาวิธีปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เตรียมแจงแนวทางพยุงหนี้ กฟผ. ส่วนลดราคาเบนซินเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

พีระพันธุ์หารืออธิบดีกรมศุลกากร ขอข้อมูลต้นทุนการนำเข้าน้ำมันที่แท้จริง เพื่อปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้ประชาชนใช้ราคาที่เหมาะสม และควบคุมบริษัทน้ำมันไม่ค้ากำไรสูงเกินไป ชี้แนวทางลดค่าไฟมีหน่วยงานดูแลการใช้หนี้ให้กับ กฟผ. โดยไม่ให้กระทบกับประชาชนอยู่แล้ว ส่วนลดราคาน้ำมันเบนซินขอเวลาไม่นานจะได้ข้อสรุป ย้ำหวังปรับปรุงโครงสร้างพลังงานทั้งหมดเพื่อความยั่งยืน

 

รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (19 กันยายน) พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการหารือกับพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปว่า ได้มาขอพบอธิบดีกรมศุลกากรเพื่อสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลการนำเข้าน้ำมันจากผู้ค้าน้ำมันในต่างประเทศของผู้ประกอบการในประเทศไทย 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

โดยต้องการทราบรายละเอียดทั้งต้นทุนราคา แหล่งที่มา รวมถึงรายละเอียดอื่นๆ ของน้ำมันที่ถูกนำเข้ามาเพื่อขายในประเทศไทย เพื่อนำไปใช้ประกอบในการพิจารณาหาแนวทางปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศไทยให้เหมาะสมและเป็นธรรม บริษัทผู้ประกอบการไม่มีกำไรสูงเกินไป จนสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน จากการพูดคุยในวันนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากอธิบดีกรมศุลกากร โดยรับปากจะดำเนินการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันย้อนหลังให้นำกลับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

 

พีระพันธุ์กล่าวต่อว่า เนื่องจากพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต และเป็นต้นทุนในการทำมาหากินของประชาชน ดังนั้นจึงต้องหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรจะให้ประชาชนสามารถซื้อน้ำมันได้ในราคาที่เป็นธรรม โดยบริษัทค้าน้ำมันจะต้องไม่ค้ากำไรที่สูงเกินไป แต่ควรดำเนินธุรกิจอย่างพอเหมาะพอดี และในการทำงานมีความจำเป็นต้องทราบข้อมูลรายละเอียดและหาความกระจ่าง โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างราคา ถ้าหากทำถูกต้องอยู่แล้วก็ดำเนินการต่อไป แต่หากพบว่าผิดก็ต้องรีบหาทางแก้ไข เพราะหากกระทำผิดจนทำให้ราคาน้ำมันแพงและเป็นการค้ากำไรเกินควรก็เหมือนกับการปล้นประชาชน

 

ชี้เศรษฐามอบหมายนโยบายการจัดหาพลังงาน

 

ทั้งนี้ เรื่องของนโยบายการจัดหาพลังงานในราคาที่เหมาะสมให้กับประชาชนเป็นเรื่องที่ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบให้ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานดำเนินการ เป็นนโยบายที่ตรงกับนโยบายด้านพลังงานของพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็ได้ลดราคาน้ำมันให้กับประชาชนไปแล้วส่วนหนึ่ง เพราะเป็นความเดือดร้อนเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องเร่งคลายความเดือดร้อนให้กับประชาชน

 

“การเดินทางมาหารือกับอธิบดีกรมศุลกากรครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นในการหาความจริงเกี่ยวกับต้นทุนพลังงาน หลังจากนี้จะได้ดำเนินการเช่นเดียวกันนี้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น กรมสรรพสามิต ที่ดูแลเรื่องภาษีน้ำมัน เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการร่วมกัน เนื่องจากที่ผ่านมาตนเห็นว่าแต่ละกระทรวงหรือหน่วยงานทำงานแบบต่างคนต่างทำ จึงอยากให้มีการทำงานประสานกันให้มากกว่านี้ โดยมีเป้าหมายที่ประชาชนเป็นหลัก”

 

แจงเปิดนำเข้าน้ำมันเสรี

 

พีระพันธุ์กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายการเปิดนำเข้าน้ำมันเสรีที่ได้มีการพูดถึงกันนั้น ในความหมายคือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถจัดหาน้ำมันได้ในราคาถูกกว่าในประเทศมาเพื่อใช้ในกิจการของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลาง อาจจะเป็นกลุ่มขนส่ง กลุ่มแท็กซี่ ที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันในกิจการของตนเอง หากได้ใช้น้ำมันในราคาถูกกว่าการซื้อจากคนกลางก็จะทำให้สามารถลดต้นทุนลงได้ โดยการเปิดโอกาสดังกล่าวรัฐจะต้องอำนวยความสะดวกไม่ให้เกิดอุปสรรคในการนำเข้าเสรี เพราะตามที่ตนได้พูดไปแล้วคือ พลังงานเป็นเรื่องของชีวิตมนุษย์ ดังนั้นจึงไม่ควรมีการผูกขาด จึงจะต้องกลับไปดูกฎหมายต่างๆ ของกระทรวงพลังงานว่าเป็นอย่างไร หากมีกฎหมายห้ามไว้ก็ต้องแก้ เพื่อให้สามารถนำเข้าได้อย่างเสรี

 

มีหน่วยงานดูแลหนี้ กฟผ. เพื่อลดค่าไฟอยู่แล้ว

 

กรณีการลดราคาค่าไฟอาจจะต้องเกี่ยวข้องกับการยืดหนี้ กฟผ. ออกไป พีระพันธุ์เผยว่า ในส่วนนี้เป็นการดำเนินการตามระยะเวลาที่เป็นขั้นตอน จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีวิธีดำเนินการใช้หนี้ให้กับ กฟผ. โดยไม่ให้กระทบกับประชาชนอยู่แล้ว ตอนนี้ตนกำลังศึกษากฎหมายต่างๆ อย่างละเอียดว่าจะทำได้แค่ไหน เพราะตั้งเป้าว่าจะปรับปรุงโครงสร้างพลังงานทั้งหมด ให้เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

 

สำหรับแนวทางการศึกษาลดราคาเบนซินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มนั้น มุ่งเน้นดูแลกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากน้ำมันแพง มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานศึกษาว่ากลุ่มไหนควรได้รับการช่วยเหลือ ได้รับผลกระทบในช่วงนี้อย่างไรบ้าง อีกไม่นานคงได้ข้อสรุป

The post พีระพันธุ์ถกกรมศุลกากรศึกษาต้นทุนนำเข้าน้ำมัน เร่งหาวิธีปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เตรียมแจงแนวทางพยุงหนี้ กฟผ. ส่วนลดราคาเบนซินเร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมศุลฯ ออกนโยบายใหม่อำนวยความสะดวกรับเปิดประเทศ ไม่ค้นตัวนักท่องเที่ยวใช้ของแบรนด์เนม https://thestandard.co/thai-customs-new-policy-060266/ Mon, 06 Feb 2023 01:58:33 +0000 https://thestandard.co/?p=746356

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ รองอธิบดีกรม […]

The post กรมศุลฯ ออกนโยบายใหม่อำนวยความสะดวกรับเปิดประเทศ ไม่ค้นตัวนักท่องเที่ยวใช้ของแบรนด์เนม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์) พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ รองอธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมศุลกากรได้ออกนโยบายอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวรับการเปิดประเทศ โดยจะไม่ค้นตัวนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศ แม้ว่าจะมีของติดตัวมาที่มีมูลค่าสูงก็ตาม

 

นโยบายการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศเป็นนโยบายของ พชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร ที่ต้องการอำนวยความสะดวก ไม่สร้างภาระให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย ดังนั้นเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะไม่มีการค้นตัวนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย

 

แม้ว่านักท่องเที่ยวรายนั้นจะสะพายกระเป๋าหรูราคาแพงมูลค่าหลายแสนบาท หรือสวมนาฬิกาหรูที่มูลค่าสูงหลายล้านบาทก็ตาม หากเป็นการสวมใส่เพื่อใช้เป็นส่วนตัว ไม่ได้นำเข้าเพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ เช่น ไม่ได้ใส่กล่องมา เป็นต้น

 

ทั้งนี้ การที่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรจะดำเนินการขอค้นตัวนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศ คือกรณีที่มีข้อมูลทางลับซึ่งแจ้งให้ทราบว่ามีการลักลอบนำเข้า หรือกรณีที่มีการแสดงอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นของติดตัว เช่น สวมนาฬิกาหลายเรือนบนข้อมือ เป็นต้น

 

สำหรับระเบียบปฏิบัติของกรมศุลกากรในเรื่องการนำของติดตัวเข้ามาทางท่าอากาศยานนั้น ในกรณีผู้โดยสารเดินเข้าช่องไม่มีสิ่งของต้องสำแดงหรือช่องเขียว หมายถึงผู้โดยสารที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งไม่มีของต้องชำระภาษีอากร ไม่มีของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดเข้ามาพร้อมกับตน ให้เดินผ่านช่องตรวจเขียวหรือช่องไม่มีของต้องสำแดง

 

ของที่ได้รับการยกเว้นอากร เช่น ของใช้ส่วนตัวที่มีปริมาณพอสมควรสำหรับใช้ส่วนตัวและมีมูลค่ารวมทั้งหมดไม่เกิน 2 หมื่นบาท ซึ่งมิใช่ของต้องห้าม ต้องกำกัด หรือเสบียงอาหาร บุหรี่ไม่เกิน 200 มวน หรือยาสูบไม่เกิน 250 กรัม หรือน้ำหนักรวมทั้งหมดทุกประเภทไม่เกิน 250 กรัม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปริมาตรไม่เกิน 1 ลิตร และหากนำบุหรี่ ยาสูบ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เข้ามาเกินกว่าปริมาณที่กำหนด โปรดหย่อนใส่กล่องที่กรมศุลกากรจัดไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดี

 

อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรเน้นอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร โดยระบบบริหารความเสี่ยงที่นำมาใช้ในการคัดเลือกตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารกรณีการตรวจสัมภาระผู้โดยสารขาเข้า ณ ช่องมีสิ่งของต้องสำแดงหรือช่องแดง กรณีที่ 1 เป็นของติดตัวผู้โดยสาร ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นเชิงการค้าและมีมูลค่าไม่เกิน 2 แสนบาท เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะคำนวณค่าภาษีอากรปากระวาง ส่วนกรณีที่ 2 เป็นของต้องห้ามและ/หรือต้องกำกัดที่ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำเข้าจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

ภาพ: Shutterstock

The post กรมศุลฯ ออกนโยบายใหม่อำนวยความสะดวกรับเปิดประเทศ ไม่ค้นตัวนักท่องเที่ยวใช้ของแบรนด์เนม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพสามิตยืนยัน ไม่ปรับลดภาษีสรรพสามิตลงร้อยละ 50 ชี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม https://thestandard.co/excise-confirmed-will-not-decrease-excise-tax/ Fri, 29 May 2020 01:11:30 +0000 https://thestandard.co/?p=367827

วานนี้ (28 พฤษภาคม) พชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เ […]

The post สรรพสามิตยืนยัน ไม่ปรับลดภาษีสรรพสามิตลงร้อยละ 50 ชี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (28 พฤษภาคม) พชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงกรณีที่ก่อนหน้านี้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ได้ยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือกรมสรรพสามิต โดยเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตลง 50% โครงการนำรถเก่าแลกรถใหม่ โดยให้ภาครัฐสนับสนุนชดเชยราคารถเก่ามูลค่าถึง 1 แสนบาทต่อคัน ขณะที่สมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่าหากข้อเสนอของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ภายในประเทศเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ได้มีการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว 

 

อธิบดีกรมสรรพสามิตระบุว่า เบื้องต้นได้หารือร่วมกันโดยมีข้อสรุปว่า ณ เวลานี้เกิดภาวะชะลอตัวในธุรกิจรถยนต์ทั้งรถใหม่และรถเก่าในภาวะโควิด-19 ทำให้กำลังซื้อของประชาชนหยุดชะงักไปชั่วคราวด้วย จึงมองว่าการพิจารณาภาษีสรรพสามิตในช่วงนี้ยังไม่ใช่ระยะเวลาที่เหมาะสม พร้อมมองว่าการปรับลดภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นประโยชน์ที่จะสร้างกำลังซื้อ เนื่องจากสัดส่วนต่อราคาคิดเป็นเงินเพียง 2,000 บาทสำหรับรถในท้องตลาด รวมทั้งยังอาจเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดอีกด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง ส่วนการเสนอโครงการรถเก่าแลกรถใหม่และการขอขยายระยะเวลาการผลิตตามมาตรฐานยูโร 5-6 ไม่ได้พิจารณาในวันนี้ เพราะมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเรื่องดังกล่าวคงต้องใช้เวลาอีกระยะเพื่อหาข้อสรุปต่อไป

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

 


 

ห้ามพลาด! ฟอรัมที่เจาะลึก New Normal ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทย จากวิทยากรระดับประเทศ 40 คน ซื้อบัตรงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM ที่ https://www.eventpop.me/e/8705-economic-forum

 

The post สรรพสามิตยืนยัน ไม่ปรับลดภาษีสรรพสามิตลงร้อยละ 50 ชี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลื่อน! กองสลากฯ เปลี่ยนวันออกรางวัล งวด 1 เม.ย. เป็น 2 พ.ค. 63 https://thestandard.co/government-lottery-postpone-the-reward/ Wed, 25 Mar 2020 06:26:16 +0000 https://thestandard.co/?p=346164

วันนี้ (25 มีนาคม) เวลาประมาณ 12.00 น. ที่ห้องประชุมอเน […]

The post เลื่อน! กองสลากฯ เปลี่ยนวันออกรางวัล งวด 1 เม.ย. เป็น 2 พ.ค. 63 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 มีนาคม) เวลาประมาณ 12.00 น. ที่ห้องประชุมอเนกประสงค์ ชั้น 3 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จังหวัดนนทบุรี 

 

พชร อนันตศิลป์ ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เรื่องการออกรางวัลของสลากงวดวันที่ 1 เมษายน 2563 โดยจะเลื่อนจากเดิมที่ออกรางวัลในวันที่ 1 เมษายน 2563 เป็นวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 เวลา 14.30-16.00 น. สาเหตุเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งการเลื่อนวันออกรางวัลยังต้องรอดูสถานการณ์ในห้วงเวลา ณ ขณะนั้นด้วย หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป จะมีการพิจารณาและแจ้งให้ทราบต่อไป

 

ทั้งนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะไม่มีการจำหน่ายสลากงวดวันที่ 16 เมษายน 2563 และงวดวันที่ 2 พฤษภาคม 2563 ดังนั้น ส่วนของผู้ที่ทำรายการจองสลากวันที่ 16 เมษายน 2563 ที่ได้มีการจองสลากในระบบจองล่วงหน้าเมื่อวันที่ 20-21 มีนาคม 2563 ทางสำนักงานฯ จะโอนเงินคืนให้กับผู้ที่ทำรายการแล้วทั้งหมด โดยจะทำการโอนคืนโดยเร็วที่สุด

 

พชร กล่าวต่อไปว่า ทางกองสลากฯ ต้องมีการทบทวนรูปแบบสลากฯ และการขายที่เป็นการลดความเสี่ยง เช่น การเปลี่ยนจาก ‘ใบ’ เป็นจำหน่ายด้วยเครื่อง เพื่อลดการติดต่อเปลี่ยนมือระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และบุคลากรของสำนักงานสลากฯ โดยคณะกรรมการมอบให้สำนักงานฯ หาวิธีการเพื่อให้กิจการของสำนักงานฯ สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ควรเปลี่ยนมาจำหน่ายด้วยช่องแบบออนไลน์ ทั้งนี้ ต้องไม่กระทบผู้ขายทั้งหมด โดยให้สำนักงานฯ ไปศึกษา เพราะหากไวรัสนี้ยาวนานเกินกว่าเดือนสองเดือนอย่างที่เราคาดการณ์ ก็อาจจะทำให้สำนักงานสลากฯ ไม่สามารถดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ได้

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post เลื่อน! กองสลากฯ เปลี่ยนวันออกรางวัล งวด 1 เม.ย. เป็น 2 พ.ค. 63 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.ส. พลังประชารัฐจี้เปลี่ยนบอร์ดสลากฯ ชี้หวยนักษัตรมอมเมาประชาชน https://thestandard.co/pprp-zodiac-lottery/ Thu, 01 Aug 2019 09:58:11 +0000 https://thestandard.co/?p=275479 สิระ เจนจาคะ

สิระ เจนจาคะ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป […]

The post ส.ส. พลังประชารัฐจี้เปลี่ยนบอร์ดสลากฯ ชี้หวยนักษัตรมอมเมาประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิระ เจนจาคะ

สิระ เจนจาคะ ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำหลักของฝ่ายรัฐบาล ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงกรณีที่มติกองสลากตัดสินใจออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบสลากภาพ 12 นักษัตร ในราคา 50 บาท โดยออกรางวัล 4 หลัก ใช้นักษัตร 12 ราศี ออกรางวัลทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน โดยไม่เกี่ยวข้องกับการออกรางวัลสลากกินแบ่งที่เป็นตัวเลข 6 หลัก ว่า 

 

อยากจะถามไปยัง พชร อนันตศิลป์ ประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่า การออกผลิตภัณฑ์เช่นนี้มุ่งหวังผลที่จะได้รับคืออะไร หากจะบอกว่าสามารถบรรเทาปัญหาสลากเกินราคาและการสกัดการเล่นหวยใต้ดิน ตนคิดว่าไม่เหมาะสม เพราะการดำเนินการเช่นนี้คือการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ทางออกสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถทำได้อีกหลายช่องทาง ในส่วนของหวยใต้ดิน หากมีการล้างบางมาเฟียที่หากินกับหวยใต้ดินอย่างจริงจัง ปัญหาจะจบได้ และปัญหาการขายสลากฯ เกินราคา เป็นหน้าที่ของกองสลากโดยตรงในการควบคุมดูแล

 

“สิ่งที่จะได้กลับมาจากการออกหวยนักษัตร ไม่ได้อะไรเพิ่มนอกเหนือไปจากการมอมเมาประชาชนให้ติดการพนันเพิ่มขึ้นจากช่องทางการเข้าถึงที่หลากหลาย เท่าที่เป็นอยู่ สังคมก็พังจากการพนันมากอยู่แล้ว ผมคิดว่า นายพชรและบอร์ดคณะกรรมการสลากฯ ควรจะพิจารณาตัวเอง หากคิดจะแก้ปัญหาการขายหวยเกินราคาและหวยใต้ดิน โดยการทำให้สังคมเสื่อมโทรมจากการพนันเช่นนี้ การตัดสินใจเปลี่ยนบอร์ดให้ผู้มีความสามารถมากกว่าเข้ามาบริหารน่าจะเหมาะสม”

 

สิระบอกอีกว่า ขอฝากไปยังคณะรัฐมนตรีให้พิจารณาเรื่องดังกล่าวให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจ โดยขอให้ชั่งน้ำหนักให้ดีถึงผลได้และผลเสียที่จะเกิดขึ้นว่าอะไรมากกว่ากัน 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post ส.ส. พลังประชารัฐจี้เปลี่ยนบอร์ดสลากฯ ชี้หวยนักษัตรมอมเมาประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรรพสามิต ลุยรีดภาษีเบียร์แอลกอฮอล์ 0% คิดจากผลกระทบสุขภาพผู้ดื่ม https://thestandard.co/beer-alcohol-tax/ Thu, 09 May 2019 12:44:04 +0000 https://thestandard.co/?p=246377

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสา […]

The post สรรพสามิต ลุยรีดภาษีเบียร์แอลกอฮอล์ 0% คิดจากผลกระทบสุขภาพผู้ดื่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงความคืบหน้าแนวทางการจัดเก็บภาษีเบียร์แอลกอฮอล์ 0% ว่า ในช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ เตรียมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวว่าจะต้องจัดเก็บภาษีหรือไม่ และจะจัดเก็บเท่าใด

 

ซึ่งในส่วนของกรมสรรพสามิต ยืนยันร่วมในหลักการเดิมที่ให้จัดเก็บ เพราะในต่างประเทศมีการใช้ชื่อเรียกและทำการตลาดในกลุ่มเบียร์ เช่นเดียวกับเบียร์ปกติ ซึ่งเป็นช่องทางที่อาจนำไปสู่การให้กลุ่มนักดื่มใหม่เข้ามาบริโภคเบียร์มากขึ้น

 

สำหรับอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเบียร์ในปัจจุบัน จัดเก็บตามสัดส่วนของแอลกอฮอล์ แต่เบียร์ 0% นั้นอาจต้องปรับหลักการเสียภาษีใหม่ที่คำนึงถึงผลกระทบสุขภาพของผู้ดื่ม เบื้องต้นคาดว่าอัตราภาษีจะสูงกว่าภาษีน้ำผลไม้ แต่จะต่ำกว่าภาษีเครื่องดื่มเบียร์ ซึ่งทั้งหมดไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายใหม่ เพราะกฎหมายในปัจจุบันเปิดช่องให้ดำเนินการได้ อย่างไรก็ตามจะต้องสรุปเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post สรรพสามิต ลุยรีดภาษีเบียร์แอลกอฮอล์ 0% คิดจากผลกระทบสุขภาพผู้ดื่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมธนารักษ์จ่ายแลกเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนในหลวง ร.10 เริ่ม 6 เมษายนนี้ https://thestandard.co/treasury-coin-rama-10/ https://thestandard.co/treasury-coin-rama-10/#respond Wed, 28 Mar 2018 03:51:28 +0000 https://thestandard.co/?p=80285

ด้วยกระทรวงการคลังได้รับพระราชทานพระราชานุญาตรูปแบบเหรี […]

The post กรมธนารักษ์จ่ายแลกเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนในหลวง ร.10 เริ่ม 6 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ด้วยกระทรวงการคลังได้รับพระราชทานพระราชานุญาตรูปแบบเหรียญกษาปณ์ ให้จัดทำเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อใช้ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 โดยผลิตเป็นเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรวม 9 ชนิดราคา ประกอบด้วยเหรียญชนิดราคา 10 บาท, 5 บาท, 2 บาท, 1 บาท, 50 สตางค์, 25 สตางค์, 10 สตางค์, 5 สตางค์ และ 1 สตางค์ พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ออกจ่ายแลกในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2561 เป็นต้นไป

 

 

วันนี้ (28 มี.ค.) ณ กระทรวงการคลัง นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ที่จะนำออกจ่ายแลกในระบบเศรษฐกิจ โดยรูปแบบลักษณะของเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนทั้ง 9 ชนิดราคา กรมธนารักษ์ได้ออกแบบเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่า ด้านหน้าเหรียญทุกชนิดราคา กลางเหรียญมีพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ผินพระพักตร์ทางเบื้องขวา ทรงฉลองพระองค์เต็มยศทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉลองพระองค์ครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์และสายสร้อยจุลจอมเกล้า เบื้องขวามีข้อความว่า ‘มหาวชิราลงกรณ’ เบื้องซ้ายมีข้อความว่า ‘รัชกาลที่ 10’ ด้านหลังเหรียญทุกชนิดราคา กลางเหรียญมีอักษรพระปรมาภิไธย วปร ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องบนมีข้อความว่า ‘ประเทศไทย’ และคำว่า พ.ศ. รวมถึงเลขของปี พ.ศ. ที่จัดทำเหรียญ เบื้องล่างมีข้อความบอกชนิดราคาของเหรียญ

 

สำหรับเหรียญชนิดราคา 5 บาท และ 50 สตางค์ ลวดลายด้านหน้าและด้านหลังของเหรียญวงในเป็นรูปสิบเหลี่ยม

นอกจากนี้ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมธนารักษ์ พร้อมออกใช้และจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประกอบด้วยเหรียญชนิดราคา 10 บาท, 5 บาท, 2 บาท, 1 บาท, 50 สตางค์ และ 25 สตางค์ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2561 เป็นต้นไป เวลา 8.30-15.30 น. ณ หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2618 6340, 0 2273 0899-902 ต่อ 5115 หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักบริหารเงินตรา ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพฯ โทร. 0 2282 4109-10 หน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักบริหารเงินตรา ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โทร. 0 2565 7943-49 และศูนย์บริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ของกรมธนารักษ์ (HUB) 6 แห่ง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น, อุบลราชธานี, เชียงใหม่, นครสวรรค์, สงขลา และสุราษฎร์ธานี

 

ทั้งนี้ เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จะใช้ควบคู่กับเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

 

The post กรมธนารักษ์จ่ายแลกเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนในหลวง ร.10 เริ่ม 6 เมษายนนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/treasury-coin-rama-10/feed/ 0
ลุยจุดสร้าง ‘หอชมเมือง’ ที่ดินติดไอคอนสยาม รัฐยันโปร่งใส ชาวบ้านกลัวกระทบ https://thestandard.co/news-thailand-workfield-bangkok-eye/ https://thestandard.co/news-thailand-workfield-bangkok-eye/#respond Fri, 30 Jun 2017 12:36:33 +0000 https://thestandard.co/?p=11258

     ที่ดินราชพัสดุ เลขทะเบียนที่ กท.327 […]

The post ลุยจุดสร้าง ‘หอชมเมือง’ ที่ดินติดไอคอนสยาม รัฐยันโปร่งใส ชาวบ้านกลัวกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ที่ดินราชพัสดุ เลขทะเบียนที่ กท.3275 ตั้งอยู่ในเขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร หรือบริเวณซอยเจริญนคร 7 มีขนาด 4 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ลักษณะคล้าย ‘ที่ดินตาบอด’ เดิมเป็นที่ตั้งของกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจน้ำ ปัจจุบันย้ายไปอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดสมุทรปราการ จึงไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานานแล้ว

     ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ให้ยกเว้นโครงการพัฒนาที่ดินราชพัสดุ เพื่อก่อสร้าง ‘หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร’ และให้สามารถดำเนินการคัดเลือกเอกชนได้โดยไม่ใช้วิธีประมูลตามประกาศของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ

 

 

     โครงการก่อสร้างนี้มีมูลค่ารวม 4,621.47 ล้านบาท ประกอบด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 4,422.96 ล้านบาท และมูลค่าที่ดินราชพัสดุ 198.51 ล้านบาท

     เกิดคำถามมากมายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ทั้งจากสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวเอง และกระแสในสังคมออนไลน์ ที่ต่างออกมาตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์โครงการนี้ ในหลากหลายประเด็น

     THE STANDARD ลงพื้นที่พร้อมกรมธนารักษ์ในวันนี้ (30 มิถุนายน) เพื่อสำรวจที่ดินราชพัสดุแปลงดังกล่าว รวมทั้งพูดคุยกับประชาชนในชุมชนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับสถานที่ก่อสร้าง

     และต่อไปนี้คือข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่

 

 

สภาพพื้นที่ต้องเข้าทางชุมชน ติดโครงการใหญ่ของเอกชน

     หากมองจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา จะพบพื้นที่สีเขียวที่ปัจจุบันมีสภาพรกร้างว่างเปล่า ซึ่งเมื่อก่อนเคยใช้เป็นที่ตั้งของกองกำกับการ 4 กองบังคับการตำรวจน้ำ แต่ในปัจจุบันย้ายไปอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการแล้ว เป็นพื้นที่ขนาด 4 ไร่ มีชุมชุน ‘มัสยิดสุวรรณภูมิ’ ตั้งขนาบข้าง ส่วนอีกด้านติดกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของเอกชนที่มีชื่อว่า ‘โครงการไอคอนสยาม’ ซึ่งถูกกั้นด้วยลำรางสาธารณะ ประตูระบายน้ำ ‘วัดทองเพลง’ และยังมีอาคารพาณิชย์หลายคูหาซึ่งสร้างขวางด้านหน้าฝั่งชุมชนเอาไว้ จึงลำบากที่จะเดินทางเข้ามา

     ขณะนี้พื้นที่ด้านข้างกำลังมีการก่อสร้างโครงการไอคอนสยาม แต่การจะเข้าไปยังที่ราชพัสดุแปลงนี้ได้ ต้องเดินผ่านชุมชนมัสยิดสุวรรณภูมิ ซึ่งตั้งอยู่ในซอยเจริญนคร 7 ที่เป็นซอยแคบ และ​ต้องจอดรถไว้ปากทาง จากนั้นต้องเดินเท้าเข้าไป และค่อยๆ ลัดเลาะจนมาทะลุยังที่ดินแปลงนี้ หรืออาจต้องใช้บริการทางเรือ ซึ่งริมฝั่งน้ำของที่ดินแปลงนี้มีเรือหางยาว และเรือให้บริการต่างๆ มาจอดพักอยู่จำนวนหลายลำ

 

 

     อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปยังเฟซบุ๊ก ICONSIAM จะเห็นภาพจำลองการใช้พื้นที่ก่อสร้างโครงการไอคอนสยาม ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชยกรรมแบบประสมริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยความร่วมมือของสยามพิวรรธน์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์) ที่มีกำหนดเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ. 2560 ซึ่งพื้นที่ด้านข้างของไอคอนสยาม ก็คือ พื้นที่ที่จะใช้สร้างหอชมเมืองในอีกไม่นานนี้

     เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้ จึงเกิดคำถามตามมาว่า แล้วในอนาคตหากมีการสร้างหอชมเมืองแล้วจะมีการบริหารจัดการอย่างไรในเรื่องพื้นที่สัญจรเข้าออก และจะกระทบกับวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณรอบข้างหรือไม่

 

 

     พชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ ตอบคำถามในเรื่องนี้ว่า พื้นที่นี้ถูกปล่อยรกร้างไว้แล้วไม่มีใครมายื่นเช่า เพราะหากจะต้องเช่าตามระเบียบแล้วจะต้องเช่าหมดทั้งแปลง ไม่สามารถแบ่งเช่าได้ และโครงการก่อสร้างอาคารหอชมเมือง เมื่อมองจากสภาพที่ตั้งแล้ว ในอนาคตหากมีการก่อสร้างแล้วเสร็จและต้องเดินทางเข้ามา นอกจากจะมาทางเรือ ยังมีทางเข้าที่จะต้องต่อเชื่อมมาจากฝั่งโครงการของเอกชน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่รั้วเดียวกันกับพื้นที่ราชพัสดุ แต่จะต้องมีการออกแบบทางเข้ามา เนื่องจากฝั่งที่ติดกับโครงการของเอกชนมีลำรางสาธารณะ คือประตูระบายน้ำกั้นอยู่ ซึ่งจะต้องไปหารือกับทาง กทม. และทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของมูลนิธิหอชมเมืองที่จะต้องเข้ามาบริหารจัดการ โดยเฉพาะพื้นที่ของชุมชนและมัสยิดสุวรรณภูมิที่มีประชาชนอาศัยอยู่ จะต้องหาวิธีพัฒนาและทำให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย

 

 

     ขณะเดียวกันมีรายงานว่า เมื่อโครงการไอคอนสยามสร้างแล้วเสร็จ คาดว่าจะมีบริการรถรับ-ส่งไปยังรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีกรุงธนบุรี และโครงการนี้ก็จะมีการร่วมทุนกับกรุงเทพมหานคร เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรล สายสีทอง เชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟฟ้าเข้ากับศูนย์การค้าอีกด้วย ทำให้การเดินทางมายังหอชมเมืองอาจได้รับอานิสงส์จากโครงการนี้

     แต่ก็ยังมีคำถามคาใจจากหลายส่วนถึงการไม่เปิดประมูลที่ดินแปลงนี้ รวมทั้งงบประมาณที่จะดำเนินโครงการนี้ ตกลงแล้วมาจากงบประมาณภาครัฐด้วยหรือไม่

 

 

โปร่งใสแค่ไหน ทำไมไม่เปิดประมูล เอื้อประโยชน์เอกชน?

     นายพชร ยืนยันว่า เหตุผลที่ไม่มีการเปิดประมูล เนื่องจากโครงการมีลักษณะเชิงสังคม ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ ประกอบกับเป็นการดำเนินงานประชารัฐ ตามแนวนโยบายประชารัฐที่เกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนและขั้นตอนของกฎหมายร่วมลงทุน จึงนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโดยไม่ต้องใช้วิธีการประมูล อันจะสามารถสนับสนุนการเผยแพร่ถึงการน้อมนำ ‘ศาสตร์พระราชา’ มาใช้ในการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม

     อีกทั้งจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่มีความโดดเด่นของเอกลักษณ์ไทย และเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งยุคที่จะเป็น New Global Destination ที่จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว และส่งผลเกื้อหนุนต่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และรายได้จากการดำเนินงานหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนกิจการสาธารณกุศล ซึ่งโครงการได้มีเงื่อนไขให้มูลนิธิฯ วางข้อกำหนดให้ชัดเจนว่าจะนำเงินดังกล่าวสนับสนุนโครงการและหน่วยงานต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาความเป็นอยู่ การศึกษา คุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามนโยบายของรัฐบาล ไทยแลนด์ 4.0

 

 

     “และเพื่อให้เกิดความสบายใจต่อทุกฝ่ายถึงความโปร่งใส กรมธนารักษ์ยืนยันกับสื่อมวลชนและฝากไปถึงพี่น้องประชาชนว่า จะดำเนินการตามขั้นตอนของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐอย่างละเอียดเคร่งครัด”

     นายพชรได้ระบุด้วยว่า การดำเนินการก่อสร้างคาดว่าจะใช้เวลาในกระบวนการขั้นตอนพิจารณาต่างๆ ประมาณ 3 เดือน ก็จะมีการสัญญากับทางมูลนิธิ และส่งมอบพื้นที่ให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไป ซึ่งในระหว่างนั้นจะมีการกำกับดูแลตามสัญญาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความโปร่งใสต่อคำถามถึงการเอื้อประโยชน์ เพราะท้ายที่สุดแล้วกรรมสิทธิ์ภายหลังการก่อสร้างจะตกเป็นของรัฐ

     ขณะเดียวกันนายพชรยืนยันอีกว่า เอกชนจะเป็นผู้ลงทุนในการก่อสร้าง ตามมูลค่าที่ได้มีการนำเสนอไปแล้ว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับงบประมาณจากภาครัฐแต่อย่างใด รวมทั้งรายได้จากการดำเนินงานหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสนับสนุนกิจการสาธารณกุศล ไม่มีการปันผลหรือนำกำไรมาแบ่งปันกันแต่อย่างใด

     พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวยืนยันว่างบที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นงบประมาณของมูลนิธิฯ และอีกส่วนก็เป็นการลงขันระหว่างนักธุรกิจภาคเอกชน ไม่มีงบของรัฐแม้แต่บาทเดียว อีกทั้งได้ค่าเช่าที่ด้วย

     ขณะที่ก่อนหน้านี้ในการเปิดตัวโครงการแสงแห่งความภาคภูมิ มูลนิธิหอชมเมือง ได้ระบุเช่นกันว่า เงินทุนในการก่อสร้างโครงการมูลค่า 4,621 ล้านบาท จะไม่ใช่เงินงบประมาณของรัฐบาลแต่อย่างใด โดยจะเป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคเอกชนกว่า 50 สถาบัน ที่มีปณิธานร่วมกัน ทั้งนี้ภายในหอชมเมืองจะไม่มีพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และพื้นที่เพื่อการค้าขาย

 

 

มูลนิธิหอชมเมืองมาจากไหน ใครเป็นใคร

     เมื่อย้อนไปดูที่มาของมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งจดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทย ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา พบว่า สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่อาคารสยามพิวรรธน์ทาวเวอร์ เลขที่ 989 ชั้น 20 ยูนิตบี ถนนพระราม 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร จดทะเบียนก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อก่อสร้างและบริหารวัตถุเพื่อเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร มีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 500,000 บาทถ้วน มีนายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ เป็นประธานกรรมการ และกรรมการอีก 4 คน

     ต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม 2559 ได้มีการยื่นจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร เปลี่ยนสำนักงานของมูลนิธิ และในวันที่ 10 มกราคม 2560 มูลนิธิหอชมเมืองมีการจดทะเบียนแก้ไขวัตถุประสงค์มูลนิธิฯ ข้อ 1 เป็น ก่อสร้างและบริหารหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของกรุงเทพมหานคร

     ประธานกรรมการมูลนิธิฯ จดทะเบียน ประกอบด้วย นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ มีชื่อเป็นซีอีโอของบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือซีพี หรือเครือเจริญโภคภัณฑ์

     ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นนายพนัส สิมะเสถียร ปัจจุบันเป็นกรรมการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ประธานกรรมการบริหารบริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เป็นบริษัทที่พัฒนาโครงการไอคอนสยาม (Icon Siam) ที่อยู่ใกล้ที่ดินแปลงนี้

     ขณะที่การก่อสร้างหอชมเมืองครั้งนี้ มูลนิธิฯ ได้ทำการเปิดตัวโครงการแสงแห่งความภาคภูมิ ซึ่งมาจากความร่วมมือองค์กรและสถาบันเอกชนกว่า 50 องค์กร โดยจะจัดแสดงในภูมิสถานแห่งความดีที่ทุกภาคส่วนร่วมแสดงพลังสร้างสรรค์ในรูปแบบสถาปัตยกรรมหอชมเมือง ที่มีความสูง 459 เมตร ซึ่งรวมกันเป็นเลข ‘9’ หมายถึงความเจริญก้าวหน้า ผ่านการอนุมัติการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2559

     ทั้งนี้การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจในมาจากการจุดเทียนชัยถวายพระพร เป็นภาพลักษณ์ประดุจเทียนชัยแห่งสยาม อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการร่วมแรงร่วมใจของคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน

 

 

เสียงสะท้อนจาก ‘ชุมชนมัสยิดสุวรรณภูมิ’ ใกล้จุดสร้างหอ

     ด้าน ป้าสมสุข สมทรง ประธานชุมชนมัสยิดสุวรรณภูมิ กล่าวถึงชุมชนมัสยิดสุวรรณภูมิว่า มีประวัติความเป็นมากว่าร้อยปี โดยจุดเริ่มต้นของชุมชนเริ่มมาจากชาวมุสลิมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดตราด อพยพมาอยู่รวมกันและยังมีคนพุทธหรือคนไทยเชื้อสายจีนผสมอยู่ด้วย ผู้คนเริ่มต้นจากการประกอบอาชีพเกี่ยวกับน้ำ เช่น ค้าขาย จับปลา ดำน้ำหาของเมื่อเรือสินค้าล่ม นอกจากนี้ที่ตั้งของชุมชนยังอยู่ริมน้ำฝั่งตรงกันข้ามกับกรมศุลกากรเก่าด้วย

     ในปัจจุบันชุมชนมีประชากรกว่า 300 คน 63 ครัวเรือนเป็นชาวมุสลิมประมาณ 90% มีคณะกรรมการชุมชน 7 คนในการปรึกษาหารือ ตัดสินใจในประเด็นต่างๆ และมีมัสยิดเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน

 

 

     ตั้งแต่มีความคิดที่จะริเริ่มโครงการก็มีตัวแทนจากมูลนิธิเข้ามาอธิบาย พูดถึงนโยบายและจุดประสงค์ในการสร้างหอชมเมือง ซึ่งทางชุมชนก็รู้สึกยินดีและเห็นด้วยเพราะนอกจากจะทำให้ชุมชนเป็นที่รู้จักและได้รับประโยชน์ด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงดูแลราษฎรให้อยู่ดีมีสุขมาตลอด

     ส่วนเรื่องที่น่ากังวลคือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศหรือเสียงที่จะกระทบต่อผู้คนในชุมชน ตัวแทนบริษัทที่ได้ก่อสร้างโครงการที่พักอาศัยและศูนย์การค้าไอคอนสยามได้เข้ามาพูดคุยและคอยดูแลปัญหาอยู่เสมอ เช่น พื้นดินในชุมชนทรุดก็มีการซ่อมแซมให้ ปัญหาทางสิ่งแวดล้อมก็มีการติดตั้งเครื่องวัดค่ามลพิษและคอยตรวจสอบ

     แต่ถึงอย่างนั้นในส่วนของการสร้างหอชมเมืองในอนาคต ซึ่งจะขยับเข้ามาใกล้กว่าโครงการไอคอนสยาม ก็ยังมีความกังวลต่อกระบวนการก่อสร้าง ซึ่งอยากฝากให้ผู้ก่อสร้างช่วยดูแลเรื่องเสียงรบกวน และผลกระทบอื่นๆ กับทางชุมชน จึงอยากฝากให้เข้ามาพัฒนาพื้นที่ด้วย

 

 

 

ได้อะไรจากการสร้างหอชมเมือง

     นายพชรเปิดเผยว่า ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า โครงการดังกล่าวจะสามารถสร้างผลตอบแทนทางภาพรวมระบบเศรษฐกิจของประเทศได้กว่าปีละ 46,857 ล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวจะมีเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มจำนวนวันพักในไทยขึ้นเฉลี่ยอีก 1 คืน

     – รัฐจะมีรายได้จากค่าเช่าที่ โดยกรมธนารักษ์จะคิดอัตราปกติคือ ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันทั่วประเทศ สำหรับค่าประเมินที่ดินในปี 2559-2560 นั้น อยู่ที่ 178 ล้านบาทเศษ ส่วนราคาตลาดของที่ดินแปลงนี้อยู่ที่ประมาณ 198 ล้านบาท โดยจะคิดค่าเช่าในอัตรา 40% ของราคาประเมินที่ดิน หรือคิดเป็นค่าเช่าตกปีละ 4 แสนบาท และจะเพิ่มขึ้น 15% ในทุกๆ 5 ปี ขณะที่ในช่วงแรกเริ่มของการก่อสร้าง จะต้องจ่ายชดเชยให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มูลค่า 50 กว่าล้านบาท บริษัทเอกชนได้รับสิทธิ์การเช่าที่ดินและอาคารภายใต้ระยะเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันลงนามในสัญญาเช่า

     – กรรมสิทธิ์ของหอชมเมืองทั้งหมดจะตกเป็นของรัฐนับตั้งแต่วันที่สร้างเสร็จ และรัฐไม่ต้องออกเงินงบประมาณในการก่อสร้าง

     – ได้หอชมเมืองที่เป็นหน้าตาของกรุงเทพมหานคร ซึ่งในต่างจังหวัดก็มีหลายที่ รวมทั้งกำไรที่ได้จากการบริหารจัดการจะต้องเป็นไปเพื่อสาธารณะประโยชน์

     – ใช้เทคโนโลยีและความรู้ขั้นสูงทั้งทางด้านการออกแบบ วิศวกรรมและการบริหารจัดการที่ล้ำสมัย ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการก่อสร้างอาคารสูงด้วยหลักการ Zero Discharge และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยให้นักเรียน นิสิต  นักศึกษาเข้าร่วมเรียนรู้ในขั้นตอนการก่อสร้าง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา

 

 

     หากการก่อสร้างหอชมเมืองนี้แล้วเสร็จ จะกลายเป็นหอคอยที่สูงที่สุดในเมืองไทย โดยมีความสูงที่ 459 เมตร และมีพื้นที่ใช้สอยรวม 22,281 ตารางเมตร ขณะเดียวกันมีความสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก

     ถึงที่สุดยังตอบไม่ได้แบบเป็นรูปธรรมทั้งหมดว่า สิ่งที่จะได้มานั้นจะเป็นไปอย่างที่วาดฝัน วางแผนไว้หรือไม่ และโครงการจะเดินไปอย่างที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ขนาดไหน จึงต้องจับตาทุกย่างก้าวไม่ว่าโครงการใดก็ตาม

The post ลุยจุดสร้าง ‘หอชมเมือง’ ที่ดินติดไอคอนสยาม รัฐยันโปร่งใส ชาวบ้านกลัวกระทบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-thailand-workfield-bangkok-eye/feed/ 0