พงษ์เดช วานิชกิตติกูล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/พงษ์เดช-วานิชกิตติกูล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 05 Jul 2021 13:31:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ศาลยุติธรรมยื่นหนังสือถึงอุปทูตสหรัฐฯ ขอข้อมูลคดีโตโยต้า และเข้าสังเกตการณ์การไต่สวนที่สหรัฐฯ https://thestandard.co/toyota-case-080664/ Tue, 08 Jun 2021 09:57:22 +0000 https://thestandard.co/?p=497763 คดีโตโยต้า

วันนี้ (8 มิถุนายน) เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา พงษ์เดช วานิ […]

The post ศาลยุติธรรมยื่นหนังสือถึงอุปทูตสหรัฐฯ ขอข้อมูลคดีโตโยต้า และเข้าสังเกตการณ์การไต่สวนที่สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คดีโตโยต้า

วันนี้ (8 มิถุนายน) เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินการต่อข้อกล่าวหากรณีคดีภาษีอากรที่เป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีคดีภาษี บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) ได้เดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อ ไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

 

ภายหลังการยื่นหนังสือ สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า พงษ์เดชได้ยื่นหนังสือต่อไมเคิล เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับคดีภาษี บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TMT) และขอให้ช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในสหรัฐฯ ให้สำนักงานศาลยุติธรรมส่งผู้แทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการไต่สวนของคณะลูกขุนใหญ่ หรือการพิจารณาของศาลเกี่ยวกับคดีนี้ในสหรัฐฯ

 

สำหรับการยื่นหนังสือนี้เป็นการดำเนินการของคณะทำงานตรวจสอบและติดตามฯ ที่พงษ์เดชเป็นประธาน เพื่อแสวงหาข้อมูลที่เกี่ยวกับคดีภาษีอากรที่ปรากฏเป็นข่าว ให้ความกระจ่างเกิดขึ้นแก่สังคมโดยเร็ว 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล   

The post ศาลยุติธรรมยื่นหนังสือถึงอุปทูตสหรัฐฯ ขอข้อมูลคดีโตโยต้า และเข้าสังเกตการณ์การไต่สวนที่สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปประเด็นศาลยุติธรรมแถลงปมสินบนโตโยต้า ภาพลักษณ์ vs. แรงศรัทธา ที่ถูกตั้งคำถาม https://thestandard.co/summary-of-the-issue-the-court-justice-bribe-toyota/ Fri, 04 Jun 2021 07:26:59 +0000 https://thestandard.co/?p=496376 สินบนโตโยต้า

วันนี้ (4 มิถุนายน) พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนั […]

The post สรุปประเด็นศาลยุติธรรมแถลงปมสินบนโตโยต้า ภาพลักษณ์ vs. แรงศรัทธา ที่ถูกตั้งคำถาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สินบนโตโยต้า
  • วันนี้ (4 มิถุนายน) พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนกรณีคดีภาษีของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ณ ห้องประชุมสำนักงานศาลยุติธรรม ชั้น 12 อาคารศาลอาญา

 

  • พงษ์เดชระบุว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาให้เกียรติมาพบกันในวันนี้ จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวการสอบสวนเกี่ยวกับคดีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้าในประเทศสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งมีการกล่าวอ้างถึงชื่อข้าราชการและอดีตข้าราชการตุลาการผู้ใหญ่ว่าอาจมีส่วนพัวพันธ์กับเรื่องนี้ด้วยนั้น 

 

  • คดีที่มีการอ้างถึงเป็นคดีที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐที่จัดเก็บภาษีเป็นจำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษา มีคำขอให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของหน่วยงานที่จัดเก็บภาษี ฟ้องคดีแรกวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้แยกฟ้อง โจทก์จึงยื่นฟ้องคดีเข้ามาใหม่อีก 9 คดี ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 และวันที่ 10 มิถุนายน 2559 

 

  • มีการสืบพยานต่อสู้คดีกันเป็นระยะเวลาปีเศษ ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำพิพากษาทุกคดีในวันที่ 29 กันยายน 2560 พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เป็นผลให้โจทก์ไม่มีความรับผิดทางภาษีอากร

 

  • จำเลยได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับคดีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 และต่อมาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวันที่ 10 มิถุนายน 2562 เป็นผลให้โจทก์ต้องรับผิดชำระภาษีอากรตามการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของหน่วยงานรัฐ โจทก์จึงยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2562 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาและรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณา โดยศาลภาษีอากรกลางได้อ่านคำสั่งคดีขออนุญาตฎีกาไปเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564

 

  • ขณะนี้คดียังอยู่ระหว่างศาลภาษีอากรกลางดำเนินการให้ฝ่ายจำเลยยื่นคำแก้ฎีกา ซึ่งจำเลยขออนุญาตขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 หากยื่นคำแก้ฎีกาแล้วศาลภาษีอากรกลางจะรวบรวมสำนวนส่งคืนศาลฎีกาเพื่อพิจารณาต่อไป 

 

  • คดีนี้ศาลฎีกาจึงยังไม่ได้พิจารณาพิพากษาคดี เพียงพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกาเท่านั้น ซึ่งการอนุญาตให้ฎีกาเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 249 ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ที่กำหนดให้ศาลฎีกาพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาเมื่อเห็นว่าปัญหาตามฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย 

 

  • คดีนี้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ขัดแย้งกันในสาระสำคัญ ทั้งเกี่ยวพันกับความตกลงระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันกับประเทศไทยและยังเป็นกรณีที่ไม่มีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกามาก่อน ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาได้ โดยพิจารณาเพียงว่าปัญหาที่ยื่นฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาสมควรอนุญาตให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาหรือไม่ ยังไม่ได้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีแต่อย่างใด

 

  • คดีนี้เป็นคดีภาษีอากร ซึ่งเป็นคดีชำนัญพิเศษ ในการพิจารณาพิพากษาจะมีผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษีอากรตลอดทั้งสายตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนกระทั่งถึงศาลฎีกา โดยศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีการวางระบบการทำงานในรูปแบบการประชุมคดีที่เข้มข้นขององค์คณะนับตั้งแต่เริ่มเปิดทำการเป็นต้นมา โดยองค์คณะจะร่วมกันพิจารณาคดี มีผู้ช่วยผู้พิพากษาทำหน้าที่เลขานุการคณะในการทำเอกสารสรุปข้อเท็จจริงประเด็นข้อพิพาทในคดีและข้อกฎหมาย 

 

  • เมื่อประชุมแล้วผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนก็จะยกร่างคำพิพากษาตามมติการประชุม แล้วจึงส่งร่างคำพิพากษานั้นให้ผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือผู้ช่วยเล็ก หลังจากผู้ช่วยเล็กตรวจสำนวนแล้วจะเสนอร่างคำพิพากษาดังกล่าวต่อผู้พิพากษาประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาหรือเรียกว่าผู้ช่วยใหญ่ เพื่อตรวจร่างคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อตรวจแล้วจะเสนอร่างคำพิพากษาดังกล่าวต่อรองประธาน เมื่อเห็นว่าเป็นคดีสำคัญจึงส่งให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือประธานศาลฎีกาแล้วแต่กรณีพิจารณา 

 

  • หากเห็นว่ามีปัญหาข้อกฎหมายสำคัญก็จะสั่งให้นำปัญหานั้นเข้าสู่การพิจารณาโดยที่ประชุมใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยผู้พิพากษาทุกท่านในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ มีประมาณ 70 ท่าน ส่วนศาลฎีกามี 176 ท่าน เมื่อร่างคำพิพากษาผ่านที่ประชุมแล้วจึงจัดทำคำพิพากษาเพื่อส่งให้ศาลชั้นต้นอ่านให้คู่ความฟังต่อไป

 

  • ในส่วนของการพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกานั้น แม้จะเป็นเพียงชั้นขออนุญาตฎีกาก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็กำหนดจำนวนองค์คณะไว้อย่างน้อย 4 คน โดยหนึ่งในนั้นต้องเป็นรองประธานศาลฎีกาด้วย สำหรับคดีภาษีอากรนั้น คำร้องขออนุญาตฎีกาก็จะถูกพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่อยู่ในแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกาเป็นองค์คณะ ภายหลังจากองค์คณะพิจารณาแล้ว ในคดีนี้ได้นำเข้าประชุมแผนกคดีภาษีอากรในศาลฎีกา เพื่อให้ผู้พิพากษาในแผนกทุกคนได้ร่วมกันพิจารณาและลงมติก่อนที่จะมีการส่งมาให้ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา จะเห็นได้ว่าขั้นตอนการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมในแต่ละชั้นศาลนั้นเป็นไปอย่างมีระบบ โปร่งใส มีการปรึกษาคดีและตรวจทานความถูกต้องในทุกขั้นตอน ยากที่จะมีการแทรกแซงหรือกระทำการใดที่จะก่อให้เกิดผลตามที่ใครต้องการได้

 

  • อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมั่นใจในระบบ แต่เมื่อมีการกล่าวอ้างว่าอาจมีการกระทำที่แทรกแซงกระบวนการจนถึงขั้นอาจมีการเสนอให้สินบนขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์และศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมและกระบวนการยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง                  

 

  • สำนักงานศาลยุติธรรมจึงไม่นิ่งนอนใจ นับตั้งแต่มีการรายงานข่าวจึงได้ดำเนินการส่งหนังสือประสานขอข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกรณีดังกล่าวในประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านกระทรวงการต่างประเทศอย่างที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปแล้ว 

 

  • เมื่อในเนื้อหาข่าวปรากฏชื่อบุคคลในศาลยุติธรรมขึ้น สำนักงานศาลยุติธรรมจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลโดยที่มีพงษ์เดชเป็นประธานคณะทำงานด้วยตัวเอง 

 

  • คณะทำงานชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ติดตามหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ซึ่งได้ดำเนินการส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศแล้ว ได้แก่ ที่ปรึกษากฎหมายบริษัท โตโยต้า อเมริกา กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงส่งอีเมลติดต่อไปยังนักข่าวที่เขียนรายงานข่าวอันเป็นต้นทางของเรื่องนี้ และจะขอเข้าร่วมสังเกตการณ์การไต่สวนของคณะลูกขุนในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกาด้วย

 

  • ต่อมาวันที่ 31 พฤษภาคม เมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง ‘คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง’ 4 คน ประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นฎีกาและชั้นอุทธรณ์ ซึ่งมีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการฯ และมีผู้พิพากษาชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์เป็นกรรมการ โดยให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) กรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ให้เสร็จโดยเร็ว

 

  • ให้กรรมการชุดนี้เสนอความเห็นว่ากรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หรือไม่มีมูลความผิดทางวินัย หากมีมูลความผิดทางวินัยก็ให้พิจารณาด้วยว่าเป็นความผิดวินัยตามบทมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป และหากสอบสวนพบข้อเท็จจริงมีบุคคลอื่นใดเป็นผู้กระทำผิด หรือพบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากที่ระบุในคำสั่งนี้ ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้ดำเนินการสอบสวนไปด้วยในคราวเดียวกัน

 

  • คณะทำงานติดตามข้อมูลที่มีเลขาธิการศาลยุติธรรมเป็นประธาน จะทำงานสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต้องการให้ความกระจ่างปรากฏต่อสาธารณชนโดยเร็ว และหากพบว่าผู้ใดกระทำความผิดตามกฎหมายก็จะดำเนินการต่อไปอย่างเด็ดขาด

 

  • หากพี่น้องประชาชน สื่อมวลชน หรือหน่วยงานใด มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่จะช่วยให้เรื่องนี้กระจ่างชัด สามารถส่งข้อมูลมายังสำนักงานศาลยุติธรรมได้ตลอดเวลา โดยคณะทำงานติดตามข้อมูลจะดำเนินการทุกวิถีทางให้เร็วที่สุด และสำนักงานศาลยุติธรรมจะเสนอผลความคืบหน้าของการทำงานต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนเป็นระยะ

 

  • พงษ์เดชระบุว่า การพบปะสื่อมวลชนในวันนี้ นอกจากจะยืนยันการตรวจสอบและดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาดและจริงจังแล้ว ขอให้ความมั่นใจกับพี่น้องประชาชนและสังคมว่าหากคดีนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คู่ความจะได้รับความเป็นธรรมทุกอย่างตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน องค์คณะในศาลฎีกาจะพิจารณาคดีอย่างไม่หวั่นไหว 

 

  • ส่วนการให้สินบนตามข่าวหากมีจริงก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการและดำเนินคดีต่อไป

The post สรุปประเด็นศาลยุติธรรมแถลงปมสินบนโตโยต้า ภาพลักษณ์ vs. แรงศรัทธา ที่ถูกตั้งคำถาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลฎีกา ตั้ง 4 ผู้พิพากษาสอบสวนปมโตโยต้า ย้ำศาลพร้อมพิสูจน์ความจริงสร้างความเชื่อมั่นทุกทาง https://thestandard.co/4-the-judge-interrogates-the-toyota-case/ Tue, 01 Jun 2021 05:25:42 +0000 https://thestandard.co/?p=495224 ประธานศาลฎีกา

วานนี้ (31 พฤษภาคม) สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม […]

The post ประธานศาลฎีกา ตั้ง 4 ผู้พิพากษาสอบสวนปมโตโยต้า ย้ำศาลพร้อมพิสูจน์ความจริงสร้างความเชื่อมั่นทุกทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานศาลฎีกา

วานนี้ (31 พฤษภาคม) สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ภายหลังเมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งแต่งตั้ง ‘คณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินการต่อข้อกล่าวหากรณีภาษีอากรที่เป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์’ รวม 10 คน โดยมี พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นประธานคณะทำงาน ซึ่งคณะทำงานชุดนั้นมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการให้ข้อเท็จจริงเป็นที่กระจ่างแก่สังคมและดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อเรื่องที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการสอบสวน กรณีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้าในต่างประเทศที่พาดพิงถึงบุคลากรในศาลยุติธรรม ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าวได้ดำเนินการส่งหนังสือขอข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกประเทศ เช่น หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายในประเทศสหรัฐอเมริกา สำนักงานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

 

ล่าสุด เมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา ได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง ‘คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง’ 4 คน ประกอบด้วยผู้พิพากษาชั้นฎีกาและชั้นอุทธรณ์ ซึ่งมีผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการฯ และมีผู้พิพากษาชั้นศาลฎีกาและชั้นศาลอุทธรณ์เป็นกรรมการ โดยให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้น กรณีข้าราชการตุลาการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย พ.ศ. 2544 ออกตามความในมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฯ ให้เสร็จโดยเร็ว

 

ทั้งนี้ให้เสนอความเห็นว่ากรณีมีมูลเป็นความผิดวินัยร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง หรือไม่มีมูลความผิดทางวินัย หากมีมูลความผิดทางวินัยก็ให้พิจารณาด้วยว่าเป็นความผิดวินัยตามบทมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป และหากสอบสวนพบข้อเท็จจริงมีบุคคลอื่นใดเป็นผู้กระทำผิด หรือพบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมจากที่ระบุในคำสั่งนี้ ก็ให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงชุดนี้ดำเนินการสอบสวนไปด้วยในคราวเดียวกัน

 

สุริยัณห์กล่าวย้ำว่า ศาลยุติธรรมจะแสวงหาทุกข้อเท็จจริงและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยจะทำทุกทางพิสูจน์ให้ความจริงปรากฏอย่างชัดเจนโดยเร็วที่สุด หากพบว่าคนของศาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจะดำเนินการโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นใคร ระดับใด แต่หากไม่เป็นความจริงก็จะเป็นการกอบกู้ชื่อเสียงของทุกท่านกลับคืนมา ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดจะทำให้ประชาชนยังคงความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถาบันศาลยุติธรรมต่อไป

 

“ระบบการตรวจสอบของศาลยุติธรรมมีความเข้มแข็งและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดมา หากผู้พิพากษาคนใดมีพฤติการณ์ทุจริต เกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์จะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาดเสมอ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้” สุริยัณห์กล่าว



พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

The post ประธานศาลฎีกา ตั้ง 4 ผู้พิพากษาสอบสวนปมโตโยต้า ย้ำศาลพร้อมพิสูจน์ความจริงสร้างความเชื่อมั่นทุกทาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลยุติธรรมตั้งคณะทำงานสอบและติดตามคดีภาษีโตโยต้า ชี้เป็นเรื่องด่วน ดำเนินการให้ปรากฏความชัดเจน https://thestandard.co/justice-court-examination-and-monitoring-toyota-tax-cases/ Sat, 29 May 2021 05:14:25 +0000 https://thestandard.co/?p=494100 สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

วันนี้ (29 พฤษภาคม) สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม […]

The post ศาลยุติธรรมตั้งคณะทำงานสอบและติดตามคดีภาษีโตโยต้า ชี้เป็นเรื่องด่วน ดำเนินการให้ปรากฏความชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม

วันนี้ (29 พฤษภาคม) สุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จากกรณีได้มีการเผยแพร่ข่าวติดตามการสอบสวนในต่างประเทศเกี่ยวกับคดีภาษีของบริษัทในเครือโตโยต้าผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ ซึ่งปรากฏข้อมูลหลากหลายด้าน และที่มีการพาดพิงถึงบุคลากรในศาลยุติธรรม ซึ่งอาจสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและความเสียหาย กระทบทั้งต่อตัวบุคลากรและองค์กรศาลยุติธรรมนั้น 

 

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (28 พฤษภาคม) สำนักงานศาลยุติธรรม ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินการต่อข้อกล่าวหากรณีคดีภาษีอากรที่เป็นข่าวในสื่อสังคมออนไลน์รวม 10 คน โดยมี พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นประธานคณะทำงาน 

 

ทั้งนี้คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวให้คณะทำงานชุดนี้มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการต่อเรื่องดังกล่าวให้ปรากฏความชัดเจนและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและดำเนินการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยกรณีนี้ให้ถือเป็นเรื่องด่วน

The post ศาลยุติธรรมตั้งคณะทำงานสอบและติดตามคดีภาษีโตโยต้า ชี้เป็นเรื่องด่วน ดำเนินการให้ปรากฏความชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลแจง การร้องขอปล่อยชั่วคราวคดีอาญา ทำตามหลักสากล คำนึงสิทธิจำเลย ใช้ดุลพินิจตามกรอบกฎหมาย https://thestandard.co/court-explain-temporary-bailing-request/ Fri, 23 Apr 2021 05:09:00 +0000 https://thestandard.co/?p=479039 ศาลแจง การร้องขอปล่อยชั่วคราวคดีอาญา ทำตามหลักสากล คำนึงสิทธิจำเลย ใช้ดุลพินิจตามกรอบกฎหมาย

วันนี้ (23 เมษายน) พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนัก […]

The post ศาลแจง การร้องขอปล่อยชั่วคราวคดีอาญา ทำตามหลักสากล คำนึงสิทธิจำเลย ใช้ดุลพินิจตามกรอบกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลแจง การร้องขอปล่อยชั่วคราวคดีอาญา ทำตามหลักสากล คำนึงสิทธิจำเลย ใช้ดุลพินิจตามกรอบกฎหมาย

วันนี้ (23 เมษายน) พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งคำถามต่อการพิจารณา และมีคำสั่งของศาลยุติธรรมในการร้องขอปล่อยชั่วคราวในคดีอาญาในคดีบางคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมว่า ศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับสิทธิในการปล่อยชั่วคราวของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาตลอดมาว่าเป็นสิทธิประการหนึ่งของผู้ต้องหาในคดีอาญา ท่านประธานศาลฎีกาเองก็ให้นโยบายที่เน้นย้ำถึงการลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน แต่การพิจารณาและมีคำสั่งศาลจำเป็นต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนด ประกอบกับพฤติการณ์และความจำเป็นในแต่ละคดีซึ่งย่อมมีความแตกต่างกัน

 

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 ได้กำหนดให้ศาลอาจสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว หากปรากฏกรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายประการอื่น หรือการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนหรือการดำเนินคดี โดยเมื่อเจ้าพนักงานหรือศาลจะไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ก็ต้องระบุเหตุผลโดยอ้างอิงไปยังเหตุตามกฎหมายด้วย กรณีที่เกรงว่าจำเลยหรือผู้ต้องหาอาจก่ออันตรายประการอื่นนั้น กฎหมายมุ่งป้องกันมิให้จำเลยหรือผู้ต้องหาไปกระทำซ้ำในสิ่งที่ถูกฟ้องร้องหรือถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิดหรือกระทำความผิดอย่างอื่น หากจำเลยหรือผู้ต้องหาคนใดมีพฤติการณ์หรือแนวโน้มที่จะกระทำเช่นนั้น และไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะป้องกันได้ ศาลย่อมไม่อาจปล่อยชั่วคราวได้ การที่กฎหมายกำหนดในลักษณะดังกล่าว เพื่อให้ศาลชั่งน้ำหนักระหว่างสิทธิของจำเลยกับความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของผู้เสียหาย ชุมชน และสังคม ที่ต้องพิจารณาประกอบนอกเหนือจากสิทธิของจำเลย

 

หลักการกฎหมายและแนวปฏิบัติที่ใช้ในประเทศไทยในปัจจุบันสอดคล้องกับหลักการสากล ที่การพิจารณาและมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวเป็นกรณีที่ศาลต้องพิจารณาตามพฤติการณ์แต่ละคดีภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 เองก็ได้กำหนดไว้ด้วยว่า อาจมีการควบคุมผู้ต้องหาหรือจำเลยระหว่างพิจารณาได้ เพียงแต่ไม่พึงใช้มาตรการดังกล่าวเป็นการทั่วไปเท่านั้น

 

“ในบางประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ได้กำหนดไว้ใน Criminal Justice and Public Order Act 1994 และ The Bail Act 1976 กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวได้ เว้นแต่ในบางกรณีกฎหมายห้ามมิให้ศาลมีคำสั่งให้ปล่อยชั่วคราวในความผิดบางประเภท และศาลอาจไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยอาจไม่กลับมามอบตัวต่อศาลหากได้รับการปล่อยตัวไป หรืออาจกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งอีกในระหว่างการปล่อยชั่วคราว ประเทศออสเตรเลียก็มีบทบัญญัติทำนองเดียวกัน” พงษ์เดชกล่าว

 

พงษ์เดชกล่าวต่อไปว่า ในการควบคุมตัวระหว่างการพิจารณา แม้จะทำให้จำเลยหรือผู้ต้องหาถูกจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง แต่หาได้ทำให้ถึงขนาดขาดความสามารถในการต่อสู้คดีอย่างมีนัยสำคัญ เพราะตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ฯ จำเลยหรือผู้ต้องหามีสิทธิปรึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดีแก่ทนายความของตนได้อย่างเต็มที่ และอาจปรึกษาเป็นการลับก็ได้หากมีความจำเป็น ในการดำเนินคดี การสืบพยาน และซักถามพยานในกระบวนพิจารณาตามปกติ ทนายความซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีความรู้โดยเฉพาะทางกฎหมายสามารถช่วยเหลือ และเป็นตัวแทนของจำเลยหรือผู้ต้องหาได้อยู่แล้ว หากมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ทนายความ ทนายความย่อมดำเนินการต่างๆ ที่จำเป็น เพื่อตระเตรียมคดีในการว่าต่างแก้ต่างให้แก่จำเลยได้ เช่นเดียวกับแนวปฏิบัติในคดีทั่วๆ ไปอีกเป็นจำนวนมาก

 

นอกจากนี้ หากผู้ขอปล่อยชั่วคราวไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่อนุญาตของศาล ก็สามารถอุทธรณ์ไปยังศาลที่สูงกว่าได้ หรือสามารถยื่นขอปล่อยชั่วคราวใหม่ได้ โดยมิได้จำกัดจำนวนครั้งของการยื่นคำร้อง ซึ่งทางปฏิบัติก็มีกรณีที่หากมีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงจากเดิม แล้วศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว แม้จะเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตก่อนหน้านั้นก็ตาม เพราะการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นการใช้ดุลพินิจในกรอบของกฎหมาย ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อศาลจากในคำร้องหรือทางไต่สวน ดังนั้นการใช้ดุลพินิจในแต่ละคดี แม้จะเป็นข้อหาเดียวกันก็อาจจะแตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ปรากฏในแต่ละคดีและแต่ละช่วงเวลาว่า ปรากฏเหตุอันควรไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวตามกฎหมายหรือไม่

 

“ในปี 2563 ที่ผ่านมา จำเลยหรือผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวรวม 237,875 คดี ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวถึง 217,904 คดี หรือคิดเป็นร้อยละ 91.26 ย่อมแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาและมีคำสั่งของศาลยุติธรรมได้ตระหนักและให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยเสมอมา และไม่ได้เป็นการพิจารณาและมีคำสั่งไปในทางใดทางหนึ่งด้วยเหตุอื่นใดนอกเหนือจากเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด” พงษ์เดชกล่าว

 

พงษ์เดชยังกล่าวอีกว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีความต่างๆ ศาลยุติธรรมทุกศาลย่อมพิจารณา ให้ความสำคัญ และรับฟังเหตุผลและข้อต่อสู้ของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้น หากจำเลยหรือผู้ต้องหามีข้อต่อสู้หรือเหตุผลที่จะอธิบายหรือชี้แจงเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหา หนทางที่ดีที่สุดคือการตระเตรียมเหตุผล ตลอดจนข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ใช้สนับสนุนร่วมกับทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายให้มีความครบถ้วนตามที่ต้องการ จึงจะทำให้ศาลสามารถนำเหตุผลและข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณาได้

 

ประการสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ศาลยุติธรรมดำเนินการเสมอมาที่จะทำให้กระบวนพิจารณาทุกๆ คดีดำเนินไปได้ด้วยความรวดเร็วภายในเวลาอันสมควร หนทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย จึงน่าจะเป็นการที่ทุกฝ่ายร่วมมือตามบทบาทหน้าที่ของตนในการทำให้การดำเนินคดีดำเนินไปตามครรลองและกระบวนการที่ควรจะเป็นตามกฎหมาย เพื่อสุดท้ายแล้วศาลจะได้มีโอกาสพิจารณาพยานหลักฐาน เหตุผล และข้อต่อสู้ของทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ครบถ้วน และพิพากษาคดีได้อย่างเป็นธรรม

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ศาลแจง การร้องขอปล่อยชั่วคราวคดีอาญา ทำตามหลักสากล คำนึงสิทธิจำเลย ใช้ดุลพินิจตามกรอบกฎหมาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลยุติธรรมยืนยัน ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่อิสระ ปราศจากการแทรกแซง พร้อมรับการตรวจสอบจากสังคม https://thestandard.co/court-of-justice-confirmed-judge-working-without-intervene/ Thu, 11 Feb 2021 09:07:34 +0000 https://thestandard.co/?p=453291 ศาลยุติธรรมยืนยัน ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่อิสระ ปราศจากการแทรกแซง พร้อมรับการตรวจสอบจากสังคม

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการส […]

The post ศาลยุติธรรมยืนยัน ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่อิสระ ปราศจากการแทรกแซง พร้อมรับการตรวจสอบจากสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลยุติธรรมยืนยัน ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่อิสระ ปราศจากการแทรกแซง พร้อมรับการตรวจสอบจากสังคม

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์) พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวพาดพิงและวิพากษ์วิจารณ์ถึงการพิจารณาและพิพากษาคดีผู้พิพากษาและศาลยุติธรรมว่า ในฐานะที่สำนักงานศาลยุติธรรมเป็นหน่วยงานธุรการที่สนับสนุนการอำนวยความยุติธรรมของศาลให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขอเรียนว่าศาลได้ทราบการปราศรัยและการเผยแพร่ข้อความที่พาดพิงศาลแล้วจากที่มีการเผยแพร่ตามสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เบื้องต้นได้รวบรวมข้อเท็จจริงจากข่าวที่ปรากฏตามสื่อนั้นไว้แล้ว โดยในส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรนั้น สํานักงานศาลยุติธรรมจะได้ตรวจสอบและดำเนินการต่อไป

 

ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ต่อการอำนวยความยุติธรรมด้านคดี ขอเรียนว่าผู้พิพากษาทุกท่านต่างปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอิสระ ปราศจากอคติ ใช้ดุลพินิจเพื่อออกคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีต่างๆ โดยชอบตามกรอบแห่งกฎหมาย ปราศจากการแทรกแซงทั้งภายในและภายนอกองค์กร 

 

สำหรับขั้นตอนการขอปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาก็จะดำเนินการไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นอกจากนั้นผู้พิพากษายังอยู่ในกรอบจริยธรรมและการดำรงตนตามประมวลจริยธรรมของผู้พิพากษา ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม การใช้ดุลพินิจของผู้พิพากษาในทุกเรื่องต้องมีเหตุผลตามหลักกฎหมายที่สามารถอธิบายให้กับคู่ความทุกฝ่ายได้ชัดเจน และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาก็จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนคดีของคู่ความทุกฝ่าย โดยเมื่อศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้ว หากคู่ความไม่เห็นด้วยก็สามารถยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งเป็นการตรวจสอบการทำงานภายในตามหลักสากล

 

ดังนั้นกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวต่างๆ ในช่วงนี้ ขอให้ทุกฝ่ายต่างเข้าใจถึงหลักการทำงานของผู้พิพากษาและศาล ไม่ควรดึงศาลเข้าไปเกี่ยวข้องในประเด็นข้อขัดแย้งไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง หรือไม่ควรผลักให้ศาลไปเป็นคู่กรณีกับคู่ความเสียเอง การตั้งคำถามหรือข้อสงสัยจากการใช้อารมณ์หรือความรู้สึกโดยปราศจากข้อเท็จจริงย่อมบั่นทอนและทำลายความน่าเชื่อถือศรัทธาของศาลไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสื่อออนไลน์มักใช้ถ้อยคำที่เกินเลย ไม่เหมาะสม และหยาบคาย อันเป็นการทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้พิพากษา หากปรากฏว่ามีกรณีที่ข้อมูลบิดเบือนคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง และก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรหรือบุคคลใด ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบในทางกฎหมาย

 

ผู้พิพากษาและศาลยุติธรรมยอมรับการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตจากประชาชนและสังคมด้วยความอดทนอดกลั้นและมีวุฒิภาวะ ผู้พิพากษาและศาลจะไม่ออกมาตอบและอธิบายโดยไม่จำเป็น เพราะเข้าใจว่าอาจทำให้มีลักษณะเป็นการตอบโต้และก่อให้เกิดข้อโต้แย้งกันจนศาลกลายเป็นคู่ความเสียเอง หากเกิดสภาพการณ์ดังกล่าว สังคมย่อมวุ่นวายและปราศจากความสงบ

 

จึงอยากเรียนยืนยันให้ประชาชนและสังคมทั่วไปได้เข้าใจอย่างชัดแจ้งตรงกันว่า ศาลและผู้พิพากษาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสำนึกรับผิดชอบต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม เสมอภาค และเป็นธรรมตลอดมา และยังคงปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไป ไม่ว่าสถานการณ์สิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดก็ตาม ความเป็นกลางในหลักกฎหมายยังคงมีอยู่เสมอ

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post ศาลยุติธรรมยืนยัน ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่อิสระ ปราศจากการแทรกแซง พร้อมรับการตรวจสอบจากสังคม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลยุติธรรมเปิดให้ยื่นประกันออนไลน์ คุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา-จำเลย แม้ได้รับผลกระทบช่วงโควิด-19 ระบาด https://thestandard.co/court-of-justice-allows-online-insurance-submission/ Wed, 06 Jan 2021 09:17:42 +0000 https://thestandard.co/?p=439899 ศาลยุติธรรมเปิดให้ยื่นประกันออนไลน์ คุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา-จำเลย แม้ได้รับผลกระทบช่วงโควิด-19 ระบาด

​วันนี้ (6 มกราคม) พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนัก […]

The post ศาลยุติธรรมเปิดให้ยื่นประกันออนไลน์ คุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา-จำเลย แม้ได้รับผลกระทบช่วงโควิด-19 ระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลยุติธรรมเปิดให้ยื่นประกันออนไลน์ คุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา-จำเลย แม้ได้รับผลกระทบช่วงโควิด-19 ระบาด

​วันนี้ (6 มกราคม) พงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ และหลายพื้นที่ได้ถูกกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด มีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อลดการเดินทางของประชาชน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนในการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว และกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ต้องได้รับการพิจารณาคำขอประกันโดยเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับ เมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา มีนโยบายสร้างดุลยภาพแห่งสิทธิ ลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นในทุกขั้นตอน ยกระดับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของจำเลยในการต่อสู้คดีในศาล ลดขั้นตอนและภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี สำนักงาน

 

ศาลยุติธรรมตระหนักถึงสุขภาพความปลอดภัยและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้มีประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง การขอปล่อยชั่วคราวทางสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดให้บริการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวและคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวได้ผ่านทางระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service: CIOS) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาในการขอประกันโดยไม่ต้องเดินทางมาศาล และสามารถยื่นคำขอประกันทางออนไลน์ ตลอดจนสามารถทราบคำสั่งและดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องได้ทางออนไลน์ตลอดเวลาได้

 

โดยผู้ต้องหา จำเลย หรือผู้ร้องขอประกันที่ประสงค์จะยื่นคำขอประกันทางออนไลน์ สามารถเข้าใช้บริการได้แล้ววันนี้ โดยลงทะเบียนเป็นผู้ใช้ระบบ CIOS เพื่อพิสูจน์ตัวตนได้ที่เว็บไซต์ https://cios.coj.go.th หรือลงทะเบียนได้ที่ศาลชั้นต้นทั่วประเทศทุกวันทำการ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เมื่อลงทะเบียนใช้งานระบบ CIOS สำเร็จแล้ว สามารถเข้าใช้ระบบเพื่อยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวและคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวได้ทันที และสามารถเข้าใช้งานระบบได้ตลอดเวลาที่ระบบเปิดใช้งาน โดยกรอกข้อมูลและอัปโหลดคำร้องและเอกสารตามวิธีการที่ระบบกำหนด เมื่อผู้ร้องขอประกันยื่นคำร้องถูกต้องตามขั้นตอนที่กำหนดแล้ว ระบบจะส่ง SMS ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ร้องขอประกันตามที่ได้ลงทะเบียนไว้ เพื่อเป็นการยืนยันว่าระบบได้รับคำร้องไว้ดำเนินการแล้ว และผู้ร้องขอประกันสามารถตรวจสอบความคืบหน้าของการดำเนินการและคำสั่งศาลได้เองทางระบบ CIOS และเมื่อศาลมีคำสั่งประการใด จะส่ง SMS แจ้งไปยังผู้ใช้ระบบเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบคำสั่งศาลในระบบต่อไป

 

ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวและต้องทำสัญญาประกัน ถ้าผู้ร้องขอประกันเป็นผู้ใช้ระบบที่ลงทะเบียนเข้าใช้ระบบโดยมีการยืนยันตัวตนต่อศาลแล้ว เจ้าหน้าที่จะนัดหมายผู้ร้องขอประกันเพื่อทำสัญญาประกันด้วยวิธีให้ผู้ประกันจัดทำสัญญาประกันเป็นเอกสารในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แล้วอัปโหลดเข้าสู่ระบบ หรือลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกันในสัญญาประกันที่เป็นเอกสารในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในระบบ โดยไม่ต้องเดินทางมาศาล แต่หากผู้ร้องขอประกันเป็นผู้ใช้ระบบที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนต่อศาล เจ้าหน้าที่จะนัดหมายผู้ร้องขอประกันมายืนยันตัวตนและทำสัญญาประกันที่ศาลในวันที่ศาลมีคำสั่ง แล้วดำเนินการตามคำสั่งศาลต่อไป ทั้งนี้กรณีที่ต้องวางหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวด้วย ถ้าหลักประกันเป็นเงินสด ผู้ประกันอาจวางเงินต่อศาลโดยชำระผ่านเคาน์เตอร์หรือตู้ ATM ของธนาคาร อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งของธนาคาร แล้วอัปโหลดไฟล์หลักฐานการวางเงินเข้าสู่ระบบ แต่หากหลักประกันไม่ใช่เงินสด เจ้าหน้าที่จะนัดหมายผู้กันมาดำเนินการที่ศาลโดยเร็ว

 

พงษ์เดชกล่าวเพิ่มเติมว่า การยื่นคำขอประกันทางออนไลน์เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งถือเป็นภารกิจหลักของศาลยุติธรรม และถึงแม้ในช่วงนี้จะมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกระลอก แต่ศาลยุติธรรมยังคงคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพและการบริการประชาชนด้วยความสะดวกและรวดเร็วเช่นเดิม

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ศาลยุติธรรมเปิดให้ยื่นประกันออนไลน์ คุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา-จำเลย แม้ได้รับผลกระทบช่วงโควิด-19 ระบาด appeared first on THE STANDARD.

]]>