ผู้รับเหมาก่อสร้าง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ผู้รับเหมาก่อสร้าง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 22 Jan 2026 02:17:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย https://thestandard.co/scb-eic-construction-safety-overhaul/ Thu, 22 Jan 2026 02:17:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1167973 SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย

เครนถล่ม…เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้างภาคก่อสร้าง จะแก้ไข หรื […]

The post SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย

เครนถล่ม…เขย่าปัญหาเชิงโครงสร้างภาคก่อสร้าง จะแก้ไข หรือจะปล่อยซ้ำรอยเดิม?

 

เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกัน กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง เหตุการณ์เครนก่อสร้างถล่มติดต่อกันในเดือนมกราคม 2026 ได้แก่ 1) เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ถล่มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษหมายเลข 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี และ 2) เครนก่อสร้างโครงการทางยกระดับ ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว (มอเตอร์เวย์ M82) ถล่มทับรถยนต์ อีกทั้ง เหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพังถล่มจากแผ่นดินไหวเมื่อปี 2025 รวมถึงถนนที่ก่อสร้างแล้ว และอยู่ระหว่างก่อสร้างทรุดตัวในหลายพื้นที่ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของการก่อสร้างโครงการภาครัฐในวงกว้าง

 

การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งการยกระดับกลไกการกำกับดูแลผู้รับเหมาก่อสร้าง และการนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ จะช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับการก่อสร้าง

 

  • การยกระดับกลไกการกำกับดูแลผู้รับเหมาก่อสร้าง ในระยะสั้น ต้องเร่งดำเนินมาตรการสมุดพกผู้รับเหมา (การหักคะแนนสะสมในกรณีที่ผู้รับเหมาก่อสร้างกระทำผิด) และกระบวนการจัดจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างจำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากขึ้นในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเข้าประมูล การก่อสร้าง จนถึงตรวจรับงาน รวมถึงการบังคับใช้บทลงโทษผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีปัญหาในการก่อสร้างหรือการส่งมอบงาน ตั้งแต่การปรับเงิน ตัดสิทธิในการเข้าประมูลงาน ปรับลดระดับชั้น ไปจนถึงเพิกถอนรายชื่อ
  • ในระยะยาว ต้องยกระดับภาคก่อสร้างทั้ง Supply chain ผ่านการจัดตั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และพัฒนาภาคก่อสร้าง ทั้งนี้ภาครัฐอาจศึกษาแนวทางการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลและยกระดับภาคก่อสร้าง จากตัวอย่างของมาเลเซีย ซึ่งมี Construction Industry Development Board (CIDB) ที่มีบทบาทให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะสำหรับภาครัฐ รวมถึงกำกับดูแล กำหนดมาตรฐาน และยกระดับคุณภาพของผู้รับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงการวิจัยและพัฒนา เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ภาคก่อสร้างมีความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ
  • การนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาใช้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น เช่น อุปกรณ์และเครื่องจักรอัตโนมัติที่ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานที่อันตรายทดแทนการใช้แรงงานคน อุปกรณ์ Sensor เพื่อแจ้งเตือนเมื่ออุปกรณ์และเครื่องจักรมีการทำงานผิดปกติ หรือแจ้งเตือนเมื่อถึงระยะเวลาการซ่อมแซมและบำรุงรักษา ทั้งนี้ภาครัฐมีบทบาทเร่งให้เกิดการใช้เทคโนโลยีก่อสร้าง ผ่านการกำหนดมาตรฐานการใช้เทคโนโลยีก่อสร้างในการประมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีก่อสร้าง การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และการสนับสนุนเงินทุนสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างที่ลงทุนนำเทคโนโลยี และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องมาใช้

 

ผู้รับเหมาก่อสร้างควรเร่งยกระดับคุณภาพ และระมัดระวังการใช้กลยุทธ์เข้าประมูลแบบแข่งขันด้านราคาที่ต่ำเกินไป ผู้รับเหมาก่อสร้างควรเร่งยกระดับคุณภาพ ด้วยการเลือกพันธมิตรและผู้รับเหมาช่วงที่มีความน่าเชื่อถือ ยกระดับขั้นตอนการก่อสร้างให้มีความปลอดภัย ใช้วัสดุก่อสร้างและเครื่องจักรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน รวมถึงส่งมอบงานได้ตรงเวลาและคุณภาพ อีกทั้ง การนำเทคโนโลยีมาใช้ จะช่วยเพิ่ม Productivity ทั้งนี้การเข้าประมูลโครงการก่อสร้างยังต้องระมัดระวังการใช้กลยุทธ์แบบแข่งขันด้านราคาที่ต่ำเกินไป เพื่อป้องกันสถานการณ์ที่ผู้รับเหมาก่อสร้างถูกบีบให้รักษาอัตรากำไร ด้วยการลดต้นทุนผ่านการลดคุณภาพงานก่อสร้าง

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์: https://www.scbeic.com/th/detail/product/construction-210126?utm_source=Influencer&utm_medium=Influencer

The post SCB EIC จี้สังคายนามาตรฐานก่อสร้างไทย หลังวิกฤตเครนถล่มซ้ำซากเขย่าความเชื่อมั่นโครงการรัฐ แนะเร่งใช้ ‘สมุดพกผู้รับเหมา’ และดึงเทคโนโลยี Sensor คุมเข้มความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดชื่อ 10 ผู้รับเหมา M82 ‘เอกชัย-บ้านแพ้ว’ 1.8 หมื่นล้าน ส่องสัญญาส่วนที่ 7 จุดเกิดเหตุเครนถล่มสะพานท่าจีน https://thestandard.co/m82-ekkachai-ban-phaeo-contractors/ Thu, 15 Jan 2026 04:20:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1165489 เปิดชื่อ 10 ผู้รับเหมา M82 ‘เอกชัย-บ้านแพ้ว’ 1.8 หมื่นล้าน ส่องสัญญาส่วนที่ 7 จุดเกิดเหตุเครนถล่ม สะพานท่าจีน

วันนี้ (14 มกราคม) จากเหตุการณ์เครนก่อสร้างของโครงการทา […]

The post เปิดชื่อ 10 ผู้รับเหมา M82 ‘เอกชัย-บ้านแพ้ว’ 1.8 หมื่นล้าน ส่องสัญญาส่วนที่ 7 จุดเกิดเหตุเครนถล่มสะพานท่าจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดชื่อ 10 ผู้รับเหมา M82 ‘เอกชัย-บ้านแพ้ว’ 1.8 หมื่นล้าน ส่องสัญญาส่วนที่ 7 จุดเกิดเหตุเครนถล่ม สะพานท่าจีน

วันนี้ (14 มกราคม) จากเหตุการณ์เครนก่อสร้างของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง M82 พังถล่มบริเวณหน้าโรงแรมปารีส ก่อนขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

 

THE STANDARD พาไปรู้จักผู้รับจ้างในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) ช่วง เอกชัย-บ้านแพ้ว ซึ่งแบ่งการดำเนินการเป็น 10 ตอน มีระยะทางรวม 16.4 กม. วงเงินก่อสร้าง 18,759 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 1,080 วัน และมีแผนเปิดให้บริการในปี 2568 ดังนี้

 

10 ผู้รับเหมา M82 เอกชัย-บ้านแพ้ว

 

  • ตอน 1 ระยะทาง 2.17 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง บริษัท อุดมศักดิ์เชียงใหม่ จำกัด มูลค่างาน 1,757 ล้านบาท
  • ตอน 2 ระยะทาง 2.19 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า กรุงธน-ไทย มูลค่างาน 1,861 ล้านบาท
  • ตอน 3 ระยะทาง 1.06 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า วีเอ็น มูลค่างาน 1,910 ล้านบาท
  • ตอน 4 ระยะทาง 1.26 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด มูลค่างาน 1,876 ล้านบาท
  • ตอน 5 ระยะทาง 1.66 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง บริษัท บางแสนมหานคร จำกัด มูลค่างาน 1,903 ล้านบาท
  • ตอน 6 ระยะทาง 1.10 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า ยูเอ็น-เอเอสไอ มูลค่างาน 1,865 ล้านบาท
  • ตอน 7 ระยะทาง 1.43 กิโลเมตร พร้อมสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน มูลค่างาน 1,868 ล้านบาท ผู้รับจ้าง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
  • ตอน 8 ระยะทาง 2.15 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า ซีซีเอสพี-เดอะซีอีซี มูลค่างาน 1,910 ล้านบาท
  • ตอน 9 ระยะทาง 2.14 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า ซีเอ็มซี-ทีบีทีซี มูลค่างาน 1,859 ล้านบาท
  • ตอน 10 ระยะทาง 1.13 กิโลเมตร ผู้รับจ้าง กิจการร่วมค้า เอส.เค. มูลค่างาน 1,946 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าช่วงที่เกิดอุบัติเหตุเป็นการก่อสร้าง ตอน 7 ของโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82

 

อ้างอิง:

The post เปิดชื่อ 10 ผู้รับเหมา M82 ‘เอกชัย-บ้านแพ้ว’ 1.8 หมื่นล้าน ส่องสัญญาส่วนที่ 7 จุดเกิดเหตุเครนถล่มสะพานท่าจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้รับเหมาตึก สตง. ถล่ม ร้องกระทรวงยุติธรรม ถูกค้างค่าจ้างกว่า 10 ล้านบาท วอนช่วยเยียวยา https://thestandard.co/contractor-unpaid-sao-building-job/ Wed, 30 Apr 2025 05:57:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1069792

วันนี้ (30 เมษายน) ฐิติพงศ์ โพธิพรหม หรือช่างเบิร์ด หัว […]

The post ผู้รับเหมาตึก สตง. ถล่ม ร้องกระทรวงยุติธรรม ถูกค้างค่าจ้างกว่า 10 ล้านบาท วอนช่วยเยียวยา appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 เมษายน) ฐิติพงศ์ โพธิพรหม หรือช่างเบิร์ด หัวหน้าผู้รับเหมาระบบไฟฟ้าของโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ที่พังถล่ม พร้อมตัวแทนผู้รับเหมารวม 23 ราย เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนและขอคำปรึกษาแนวทางการเยียวยาที่ศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม โดยระบุว่า บริษัท 9PK จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาช่วง (Subcontract) ต่อจากบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงค้างชำระค่าจ้างผู้รับเหมาหลายราย รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

 

ฐิติพงศ์กล่าวว่า ในส่วนของตนเองยังไม่ได้รับค่าจ้างประมาณ 3.8 ล้านบาท แม้ก่อนหน้านี้จะมีการเจรจากับบริษัทที่เกี่ยวข้องถึง 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าหรือแนวทางการจ่ายเงินที่ชัดเจน วันนี้จึงได้นำเอกสารหลักฐานที่บริษัท 9PK จำกัด ลงนามยอมรับสภาพหนี้กว่า 10 ล้านบาท ซึ่งมีผู้รับเหมารวม 23 รายร่วมลงนาม มายื่นต่อกระทรวงยุติธรรมเพื่อขอความช่วยเหลือในการติดตามทวงถาม

 

ฐิติพงศ์กล่าวต่อว่า พวกเราได้รับผลกระทบอย่างมาก ไม่มีเงินจ่ายค่าแรงคนงาน ต้องเอาทรัพย์สินส่วนตัวไปจำนำเพื่อนำเงินมาหมุนจ่าย ทำให้ตอนนี้เดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

 

นอกจากนี้ฐิติพงศ์ยังเปิดเผยว่า มีผู้รับเหมาอีกประมาณ 7-8 ราย ที่บริษัท 9PK จำกัด ปฏิเสธที่จะจ่ายค่าจ้าง มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลว่างานที่ส่งมอบไม่เรียบร้อย

 

ด้าน สมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นผู้รับเรื่อง กล่าวว่า จะนำข้อมูลและเอกสารทั้งหมดที่ได้รับในวันนี้ไปหารือกับ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อพิจารณาหาแนวทางให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้รับเหมาทั้งหมดต่อไป

The post ผู้รับเหมาตึก สตง. ถล่ม ร้องกระทรวงยุติธรรม ถูกค้างค่าจ้างกว่า 10 ล้านบาท วอนช่วยเยียวยา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลากไส้ สตง. เปิดขบวนการปลอมลายเซ็น-คุมงานทิพย์ https://thestandard.co/sao-exposed-fake-sigs-supervision/ Fri, 18 Apr 2025 11:28:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1065807

ทำไมตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มูลค่ากว่า 2 พ […]

The post ลากไส้ สตง. เปิดขบวนการปลอมลายเซ็น-คุมงานทิพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำไมตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มูลค่ากว่า 2 พันล้าน ถึงมีการปลอมลายเซ็นผู้ควบคุมงาน 

 

หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมียนมาที่สร้างความเสียหายให้แก่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้าง จนพังราบลงมาภายในเวลาเพียงแค่ 8 วินาที และยังคงทับร่างผู้สูญหายกว่าหลายชีวิต ตอนนี้เลยเหมือนน้ำลดตอผุด เพราะความไม่โปร่งใสต่างๆ กำลังค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากซากตึกแห่งนี้

 

พิรุธ 3 ข้อ 

 

  1. วัสดุไม่ได้มาตรฐาน

 

  • พิรุธแรกที่ผุดขึ้นมาจากซากตึกถล่ม เห็นได้ชัดที่สุดคือวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอย่าง ‘เหล็ก’ และเมื่อนำไปตรวจสอบก็พบว่าไม่ได้มาตรฐาน  

 

  1. แก้แบบอาคาร 

 

  • พิรุธต่อมาคือ ‘ช่วงเวลา 8 วินาทีสำคัญ’ ที่ตึกถล่ม โดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าต้นตอของการถล่มมาจาก ‘ปล่องลิฟต์’ ที่ถูกแก้ไขจาก 30 ซม. เป็น 25 ซม. และอาจทำให้กระทบโครงสร้างหลัก จนไม่สามารถรับแรงบิดจากการโยกตัวอาคาร และทำให้อาคารถล่มแบบ Pancake Collapse

 

  1. ปลอมลายเซ็น

 

  • พิรุธที่สามเลยโผล่ออกมาว่า ‘ใครที่เป็นคนอนุมัติให้แก้ไขแบบ’ 

 

ควบคุมงานทิพย์? 

 

  • สมเกียรติ ชูแสงสุข วิศวกรผู้มีชื่อเป็นผู้จัดการโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. และมีลายเซ็นเป็นผู้แก้แบบปล่องลิฟต์ออกมาแสดงตัวว่าตัวเขาถูกปลอมลายเซ็นเป็นผู้ควบคุมงานของกิจการร่วมการค้า PKW ในโครงการอาคาร สตง. ตั้งแต่ตึกแห่งนี้เริ่มก่อสร้างมาต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 5 ปี และไม่เคยรู้เรื่องมาก่อนเลย 

 

  • ชัยฤทธิ์ (ขอสงวนนามสกุล) เป็นพนักงานบริษัท ว. และสหายคอนซัลแตนตส์ จำกัด ในตำแหน่งวิศวกร อ้างว่าถูกแอบอ้างเป็นผู้ควบคุมงานตึก สตง. และเคยถูกเกณฑ์ไปถ่ายรูปกับตึก สตง. เพื่อให้ดูว่ามีการควบคุมงานจริง

 

  • อีกชื่อหนึ่งที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังติดตามคือ นายพิมล เจริญยิ่ง วิศวกร อายุ 85 ปี หลังจากที่พบว่า เขาเป็นผู้ลงนามในแบบก่อสร้างอาคาร สตง. ซึ่งเจ้าตัวได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศราว่า จำไม่ได้ 

 

  • นอกจากนี้ ทาง ร.ต.อ. สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดี DSI เปิดเผยว่า จากรายชื่อวิศวกรผู้ควบคุมงานที่ปรากฏในเอกสารของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวม 51 คน ตอนนี้พบผู้ที่ถูกนำชื่อไปแอบอ้างในโครงการ 2 คน เท่ากับว่าซึ่งก็อาจเข้าข่ายควบคุมงานทิพย์ 

 

ทำไมต้องปลอมลายเซ็น? 

 

เจษฎา ก้อนแก้ว ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษากฎหมายก่อสร้าง เล็ทอิทบีลอ ผู้ดูแลเพจช่างกฎหมายมันส์ เปิดเผยกับทีมข่าว THE STANDARD ว่า เมื่อเจาะรายละเอียดงบประมาณโครงการก่อสร้าง ตึก สตง. แห่งใหม่นี้ จะเห็นว่าวงเงินจ้างผู้ควบคุมงาน หรือก็คือกิจการร่วมค้า PKW อยู่ที่ประมาณ 74 ล้านบาท ดูเผิน ๆ อาจเหมือนเยอะ ตั้งเกือบหนึ่งร้อยล้านบาท แต่ราคานี้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

 

เนื่องจากราคาแนะนำของสภาวิศวกรอยู่ที่ 7% ของงบประมาณทั้งหมด ดังนั้น 7% ของ 2 พันล้าน ก็เท่ากับว่า วงเงินจ้างผู้ควบคุมงานควรจะอยู่ที่ประมาณ 140 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นระเบียบของราชการเพดานจะอยู่ที่ 5% แต่อย่างไรก็ตาม วงเงินจ้างผู้ควบคุมงานก็อยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาทอยู่ดี 

 

ในวงเงินนี้ก็ต้องแบ่งไปจ้างวิศวกรเป็นผู้ควบคุมงานในแต่ละส่วน โดยจะแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกัน

 

  1. ภาคีวิศวกร 
  • เด็กจบใหม่ในสาขาวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง จากสถาบันที่สภาวิศวกรรับรอง
  • ขอบเขตงาน: เช่น ออกแบบและคำนวณอาคารที่มีความสูงไม่เกิน 4 ชั้น,โครงสร้างของอาคารแต่ละชั้นที่มีความสูงไม่เกิน 5 เมตร หรือต้องไม่เข้าข่ายเป็นอาคารสาธารณะ
  • มีจำนวนประมาณ 70,000 คน 
  • ค่าเซ็นตรวจ 5,000 บาท ต่อ 1 งาน 

 

  1. สามัญวิศวกร
  • ระดับกลาง สำหรับผู้มีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 3 ปี
  • ต้องผ่านการเป็นภาคีวิศวกรมาก่อน และมีผลงานที่แสดงความสามารถในการรับผิดชอบงานวิศวกรรม
  • ขอบเขตงาน: สามารถรับผิดชอบโครงการขนาดกลางถึงใหญ่ได้
  • มีจำนวนประมาณ 10,000 คน 
  • ค่าเซ็นตรวจ 50,000 บาท ต่อ 1 งาน 

 

  1. วุฒิวิศวกร
  • ระดับสูงสุด สำหรับผู้มีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 5 ปีหลังจากเป็นสามัญวิศวกร 
  • ขอบเขตงาน: สามารถรับผิดชอบโครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนได้ ให้คำปรึกษา และรับรองความปลอดภัยได้ 
  • มีจำนวนประมาณ 2,000 คน 
  • ค่าเซ็นตรวจ 500,000 บาท ต่อ 1 งาน 

 

ซึ่งถ้าเป็นตึกขนาดใหญ่ระดับ 2 พันล้านแบบตึก สตง. จะต้องใช้ภาคีวิศวกรประมาณ 30-40 คน แบ่งตามแต่ละแผนกไป สามัญวิศวกรก็จะเป็นหัวหน้าในแต่ละแผนก และจะต้องมีวุฒิวิศวกรอย่างต่ำ 3 คน

 

เจษฎาชี้ว่า ด้วยงบเท่านี้อาจไม่เพียงพอในการจ้างวุฒิวิศวกร และที่สำคัญคือ ‘ไม่มีใครเซ็นงานที่ไม่ได้ตรวจเอง’ ไม่มีใครยอมแลกความเสี่ยงบัตรวิชาชีพกับเงินสิบล้าน เพราะใบอนุญาตสามารถหาเงินปีหนึ่งได้มากกว่านั้นมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ลงเอยด้วยการปลอมลายเซ็นและคุมงานทิพย์ เนื่องจากไม่สามารถหาคนมาเซ็นได้ 

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกในวงการรับเหมาก่อสร้าง

 

เจษฎาอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ในวงการก่อสร้างหรือรับเหมาก่อสร้าง การปลอมลายเซ็นจะพบได้บ่อยมากในภาคเอกชนเมื่อ 3-4 ปีก่อน เนื่องจากหลักการขออนุญาตก่อสร้าง ถ้าหากว่าเกินกว่า 150 ตารางเมตร จะต้องมีสถาปนิกหรือวิศวกร และจะต้องมีการแนบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งจุดนี้ผู้รับเหมาบางรายก็จะใช้วิธีลักไก่ นำบัตรไปปลอมไปใช้ในงานอื่นๆ เลยกลายเป็นปัญหาที่วิศวกรและสถาปนิกต้องพบเจอกันจำนวนมาก 

 

ทางสภาวิศวกรกับสภาสถาปนิกเลยออกกฎว่าการขออนุญาตก่อสร้าง นอกจากใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แล้วจะต้องมีใบรับรองจากสภาฯ ด้วย ซึ่งจะออกให้เป็นงานต่องาน ขบวนการนี้ในเอกชนจึงลดลงไป แต่กลับกลายมาเฟื่องฟูในหน่วยงานราชการแทน 

 

ช่องโหว่กฎหมาย 

 

เจษฎาเปิดเผยว่า ปัจจัยหลักๆ มาจาก พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ที่กำหนดให้หน่วยงานราชการไม่ต้องขอใบอนุญาตก่อสร้าง เท่ากับว่าไม่ต้องมีใบรับรองเพื่อป้องกันการปลอมแปลง ดังนั้นการปลอมลายเซ็นจึงสามารถเกิดขึ้นได้ไม่ยาก และความเป็นไปได้ที่จะถูกปลอมลายเซ็นถึง 50 คนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร 

 

ใครต้องรับผิดชอบ

 

ส่วนคนที่ต้องรับผิดชอบต้องไล่ไปตั้งแต่กิจการร่วมการค้า PKW ที่เป็นผู้ควบคุมงาน กรรมการในฝั่ง สตง. และผู้รับเหมา

The post ลากไส้ สตง. เปิดขบวนการปลอมลายเซ็น-คุมงานทิพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มผู้รับเหมาเจรจาหาทางแก้ไข ปมถูกเบี้ยวค่าแรงก่อสร้างตึก สตง. ด้านตัวแทนบริษัทแจงค้างเงินจริง https://thestandard.co/contractors-unpaid-wages-stong/ Sun, 06 Apr 2025 08:01:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1061262 contractors-unpaid-wages-stong

วันนี้ (6 เมษายน) ตัวแทนบริษัท 9PK จำกัด, ตัวแทนกิจการร […]

The post กลุ่มผู้รับเหมาเจรจาหาทางแก้ไข ปมถูกเบี้ยวค่าแรงก่อสร้างตึก สตง. ด้านตัวแทนบริษัทแจงค้างเงินจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
contractors-unpaid-wages-stong

วันนี้ (6 เมษายน) ตัวแทนบริษัท 9PK จำกัด, ตัวแทนกิจการร่วมค้าบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (ไอทีดี) และตัวแทนผู้รับเหมาช่วงที่ถูกเบี้ยวค่าแรงการก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ได้มีการหารือกันในช่วงเช้าที่ผ่านมาหลังจากกรณีคลิปเหตุการณ์ที่ผู้รับเหมา บุกประท้วงทวงเงินผู้รับสัมปทานจีน ในเรื่องค่าแรงนอกเหนือจากการรับเหมา ก่อนจะเกิดเหตุตึก สตง. ถล่ม

 

ตัวแทนของบริษัท 9PK จำกัด ยอมรับว่า ค้างค่าแรงผู้รับเหมาช่วงจริง เพราะ สตง.ต้องรอตรวจงานและแก้ไขสัญญาบางส่วน ก่อนจะจ่ายเงินงวดที่ 23 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย โดยมีการตกลงกับทางผู้รับเหมาช่วงที่เสียหาย และบริษัทไชน่าเรลเวย์ฯ ลงนามกันไว้ว่าจะจ่ายเงินค่าจ้าง 7 ล้านบาทให้กับผู้รับเหมาช่วงแต่ละเจ้า หลังจากได้รับเงินจาก สตง. งวดดังกล่าว ประมาณ 70 กว่าล้านบาท ซึ่งน่าจะประมาณปลายเดือนมีนาคมหรือต้นเดือนเมษายน แต่ตึกถล่มลงมาเสียก่อน

 

บริษัท 9PK และบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ต่างก็เป็นผู้สูญเสีย ต้องเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งตนเองวางแผนไว้ว่าหลังดำเนินเรื่องผู้ประสบภัยครบเรียบร้อยแล้ว ก็จะดำเนินการเคลียร์เรื่องเงินให้กับผู้รับเหมาช่วง บริษัทตนเองยอมรับสภาพนี้สามารถทำหนังสือยืนยันเป็นเอกสารได้หมด แต่วันนี้คงยังไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้ผู้รับเหมาช่วงได้  จะทยอยจ่ายหรืออย่างไรก็ค่อยตกลงกัน

 

ทั้งนี้ ยืนยันว่าบริษัท 9PK รับผิดชอบอยู่แล้ว และหากการก่อสร้างตึก สตง. ยังมีต่อไป บริษัท 9PK มีสัญญากับทางบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ อยู่แล้ว ก็ต้องทำให้เสร็จ และมีเงินเหลืออยู่ เพราะบริษัทตนเองรับงานมามูลค่า 500 ล้านบาท แต่ทางบริษัทเบิกเงินออกมาเพียง 100 ล้านบาทเท่านั้น ยังเหลืออีกตั้ง 400 ล้านบาท

 

ส่วนที่ฝั่งผู้รับเหมากล่าวว่า มีการค้างชำระมาตั้งแต่งวด 17-18 แล้วนั้น ก็ยอมรับว่าค้างจ่ายจริง เพราะบริษัทตนเองถูกให้ทำงานเพิ่มไปจากเดิมหลายส่วน และยังไม่ได้เบิกเงินกับบริษัทไชน่าเรลเวย์ ทำให้จ่ายเงินผู้รับเหมาช่วงล่าช้า แต่บริษัทก็พยายามทยอยจ่ายมาตลอด และตนต้องแบกรับภาระอยู่เช่นกัน

 

ขณะที่ตัวแทนบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ที่เป็นชาวจีน ก็ชี้แจงผ่านล่ามว่า ยืนยันว่า ไม่ได้ค้างชำระเงินให้กับบริษัท 9PK ส่วนที่ต้องส่งเบิกเพิ่มเติมนั้น ทางเราก็ได้เร่งให้บริษัท 9PK ส่งเอกสารที่จะเบิกมาให้ตรวจสอบทั้งหมด รวมถึงจะมีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ของผู้รับเหมาช่วง เพื่อรวบรวมสัญญาที่บริษัท 9PK ทำกับผู้รับเหมาช่วงแต่ละเจ้าว่ามีการค้างชำระอยู่เท่าใดด้วย

 

ทางบริษัท ไชน่าเรลเวย์ฯ ได้นัดผู้บริหารของบริษัท 9PK เพื่อหาทางเยียวยาในวันที่ 9 เมษายนนี้ จากนั้นจึงให้คำตอบกับผู้รับเหมาช่วง เพราะบริษัทไชน่าเรลเวย์ ไม่ได้มีสัญญาโดยตรงกับผู้รับเหมาช่วง เหมือนบริษัท 9PK หากทางบริษัทไชน่าเรลเวย์จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้วยการต้องจ่ายตรงให้ผู้รับเหมาช่วง ก็อาจต้องเซ็นสัญญาใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาสักระยะ

 

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามตัวแทนบริษัท ไชน่าเรลเวย์ฯ ว่าได้รับเงินจาก สตง. งวดล่าสุดเมื่อไร ทางตัวแทนปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลในส่วนนี้ และผู้สื่อข่าวยังพยายามสอบถามตัวแทนบริษัท 9PK ว่าได้รับเงินจากบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ งวดสุดท้ายเมื่อใด ทางบริษัทแจ้งว่า เมื่อช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา

 

ถูกเบี้ยวค่าแรงก่อสร้างตึก สตง. ถูกเบี้ยวค่าแรงก่อสร้างตึก สตง. ถูกเบี้ยวค่าแรงก่อสร้างตึก สตง. ถูกเบี้ยวค่าแรงก่อสร้างตึก สตง. ถูกเบี้ยวค่าแรงก่อสร้างตึก สตง.

The post กลุ่มผู้รับเหมาเจรจาหาทางแก้ไข ปมถูกเบี้ยวค่าแรงก่อสร้างตึก สตง. ด้านตัวแทนบริษัทแจงค้างเงินจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. ประชาชนตั้งข้อสังเกตโครงการภาครัฐหลายจังหวัดมีปัญหา ผู้รับเหมาทิ้งงาน ชื่อเดียวกับบริษัทจีนสร้างอาคาร สตง. https://thestandard.co/contractor-issues-thailand/ Wed, 02 Apr 2025 09:17:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1059766 contractor-issues-thailand

วันนี้ (2 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา สส. พรรคประชาชน นำโดย […]

The post สส. ประชาชนตั้งข้อสังเกตโครงการภาครัฐหลายจังหวัดมีปัญหา ผู้รับเหมาทิ้งงาน ชื่อเดียวกับบริษัทจีนสร้างอาคาร สตง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
contractor-issues-thailand

วันนี้ (2 เมษายน) ที่อาคารรัฐสภา สส. พรรคประชาชน นำโดย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. กทม. พร้อมด้วย ยกัณตภณ ดวงอัมพร สส. กทม., ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สส. ภูเก็ต, เฉลิมพงศ์ แสงดี สส. ภูเก็ต และ วีรนันท์ ฮวดศรี สส. ขอนแก่น พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าว กรณีมีหลายโครงการรัฐที่ทำร่วมกับบริษัทจีน หรือ ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ซึ่งเป็นผู้สร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบปัญหาจากการก่อสร้างอาคารพักอาศัย เช่น โครงการจ้างเหมาก่อสร้างอาคารพักอาศัย 32 ชั้น 635 หน่วย, โครงการพักอาศัยฟื้นฟู ดินแดง ระยะที่ 2 มีเอกสารสัญญาจ้าง 807 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการของการเคหะแห่งชาติ และยังมีกิจการร่วมค้ากับที่มีบริษัทที่มีปัญหาร่วมอยู่ด้วย แม้ว่าบางโครงการจะอาจจะเปลี่ยนผู้รับเหมามาเป็นผู้รับเหมาของไทย หรือผู้รับเหมาบริษัทอื่นแล้ว 

 

อย่างไรก็ตาม เพราะการเริ่มต้นก่อสร้างที่มีปัญหาอย่างต่อเนื่องนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องของการใช้งานแรงงาน การจ้างเหมาแรงงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง รวมไปถึงเรื่องของคุณภาพของวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง จึงตั้งข้อสังเกตว่า งานโครงสร้างทั้งหมดที่ผ่านไปแล้วนั้นจะสามารถการันตีคุณภาพได้หรือไม่ หรือจะสามารถเข้าไปตรวจสอบคุณภาพได้หรือไม่ 

 

“เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นสัญญาณไม่ชอบมาพากลของบริษัทจีนที่เข้ามารับงานในโครงการของรัฐหลายๆ แห่ง และอาจจะไปไม่ถึงวันส่งมอบงาน เนื่องจากบางโครงการดำเนินงานไปครึ่งทางแล้วก็ทิ้งงาน ทำให้บริษัทไทยที่มารับช่วงต่อไปต่อไม่ได้ เกิดภาวะเจ๊ง ทิ้งงาน สุดท้ายคนที่รับผิดชอบโดยตรงก็คือพี่น้องประชาชนที่จะต้องรับโครงการนั้นไปอยู่อาศัย” ณัฐชากล่าว 

 

ขณะที่ฐิติกันต์ระบุว่า นอกจากโครงการในกรุงเทพฯ แล้ว ยังมีเคหะชุมชนป่าครองชีพ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นทาวน์โฮม 354 ห้อง มูลค่า 343 ล้าน บาท ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัทจากจีนเข้ามาก่อสร้างโครงการหมู่บ้านขายให้กับคนไทย แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบพบว่าตู้ไฟไม่ได้คุณภาพ สายไฟยี่ห้อจากประเทศจีนไม่มีเครื่องหมายรับประกันมาตรฐาน รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประชาชนร้องเรียนมาว่าส่งมอบบ้านไป 3-6 เดือนไฟก็ดับทั้งหมด หรือแม้กระทั่งท่อน้ำประปาที่ประชาชนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ล้วนแล้วแต่มีปัญหาด้านคุณภาพ

 

“สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือในรากฐานที่ประชาชนมองไม่เห็น ประชาชนต้องรอวันเกิดเหตุ จึงอยากเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงผู้ว่าการเคหะแห่งชาติออกมารับประกันและเปิดเผยข้อมูลว่า ที่ผ่านมาโครงการก่อสร้างทั้งหมดของการเคหะแห่งชาติ ณ วันนี้จ้างบริษัทจีนกี่แห่ง และคุณภาพใน TOR ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุอุปกรณ์และเหล็กโครงสร้างต่างๆ มีระบุมาตรฐานไว้หรือไม่” 

 

ฐิติกันต์กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่ากระบวนการนอมินีที่ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะตรวจสอบไปถึงหรือไม่ ว่าตั้งแต่โรงแรมของคนจีน ที่มีผู้รับเหมาเป็นคนจีน สุดท้ายคนไทยได้อะไร ซึ่งในจังหวัดภูเก็ตมีการจับกุมแรงงานคนจีนอยู่เป็นระยะ จึงไม่แน่ใจว่ามาจากบริษัทดังกล่าวด้วยหรือไม่ และในส่วนของการเคหะอำเภอถลาง จากการตรวจสอบเก็บข้อมูลบริษัทจีนดังกล่าวจะใช้กิจการร่วมค้าในการประมูลงานรัฐ เมื่อทำงานเสร็จแล้วก็จะเปลี่ยนชื่อบริษัทไปเรื่อยๆ เพื่อให้ยากแก่การตรวจสอบ ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีตรวจสอบกระบวนการดังกล่าว ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้ลามไปทั่วทั้งประเทศแล้ว

 

ส่วนวีรนันท์ตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทจากจีนบริษัทนี้ ที่มีการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง 2 ช่วงคือกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา และนครราชสีมาถึงหนองคาย บริษัทนี้ได้รับสัมปทานจากรัฐ หรือกระทรวงคมนาคมกี่ช่วงกี่ตอน หรือรับทั้งหมด ขอให้ทางภาครัฐออกมาเปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ ซึ่งถ้าเป็นจริงเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะสังคมกำลังตั้งคำถามว่า มาตรฐานของการรับเป็นคู่สัญญากับภาครัฐอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ TOR ที่กำหนดขึ้นได้มาตรฐานหรือไม่อย่างไร รวมถึงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย ที่มีคู่สัญญาเป็นบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 ด้วยว่า มีการก่อสร้างในช่วงใดของเส้นทางบ้าง

The post สส. ประชาชนตั้งข้อสังเกตโครงการภาครัฐหลายจังหวัดมีปัญหา ผู้รับเหมาทิ้งงาน ชื่อเดียวกับบริษัทจีนสร้างอาคาร สตง. appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์ลุยสอบนอมินีบริษัทจีน หลังพบเชื่อมโยง 13 บริษัท ยืนยันใช้ทุกอำนาจที่มีเอาผิดได้ ด้านทวีชี้ ส่อเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษฮั้วประมูล https://thestandard.co/commerce-investigates-chinese-nominee/ Tue, 01 Apr 2025 04:29:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1059081

วันนี้ (1 เมษายน) นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ […]

The post พาณิชย์ลุยสอบนอมินีบริษัทจีน หลังพบเชื่อมโยง 13 บริษัท ยืนยันใช้ทุกอำนาจที่มีเอาผิดได้ ด้านทวีชี้ ส่อเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษฮั้วประมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (1 เมษายน) นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้า การตรวจสอบบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ที่เกิดเหตุถล่ม ภายหลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทพบว่า ตั้งอยู่ภายในตึกแถวซึ่งมีอยู่ 4 บริษัท ในที่เดียวแต่ถูกปิดทั้งหมด ว่า ขณะนี้ได้ให้กรรมการชุดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงพาณิชย์, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และกรมสรรพากร ตรวจสอบภายใต้กฎหมายและอำนาจที่มีอยู่อย่างเต็มที่ โดยให้เวลาในการดำเนินการ 7 วัน

 

ทั้งนี้ เบื้องต้นพบว่าบริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับบริษัทอื่นๆ อีก 13 บริษัท ส่วนมีการรับก่อสร้างโครงการใดบ้างเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้ได้ข้อสรุปและรายละเอียดก่อน ซึ่งก็จะมีการตรวจสอบทั้งหมดว่าบริษัทเหล่านี้มีการรับงานในโครงการไหนบ้าง มีโครงการไหนบ้างแล้วเสร็จไปแล้ว และที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 

 

ส่วนที่มีการปิดบริษัทนั้น ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ นภินทรยืนยันว่า มีวิธีการอื่นที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งมีวิธีการทางกฎหมายที่สามารถไปตรวจสอบได้โดยไม่ต้องไปพบตัว ซึ่งจะสามารถสรุปได้ว่าบริษัทดังกล่าวเป็นนอมินีหรือไม่ 

 

ส่วนคนไทยที่มีชื่อถือหุ้นในบริษัทนี้ยังไม่สรุปว่าเป็นนอมินีหรือไม่ ต้องรอข้อเท็จจริง โดยในวันนี้จะมีการประชุมติดตามเรื่องดังกล่าว โดยยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้เนื่องจากเกี่ยวพันกับรูปคดี ทั้งนี้หากพบว่ามีความผิดจะจะดำเนินการทุกข้อหาตามกฎหมายที่มีอยู่

 

ส่วนการสุ่มตรวจบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว และบริษัทที่เข้าข่ายมีคนไทยเป็นนอมินีนั้น นภินทรกล่าวว่า ก็พยายามทำงานอย่างเต็มที่ แต่บริษัทจีนในไทยมีจำนวนมากถึง 20,000 บริษัท ซึ่งตอนนี้ได้มีการพูดคุยกับกรมที่ดินเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ถือครองว่ามีบริษัทใดบ้าง ยังไม่ทราบว่าผู้ถือครองเหล่านั้นจะมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทในภายหลังหรือไม่ โดยในอนาคตจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งจะใช้อำนาจทุกอย่างของคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการสืบสวนสอบ ไม่ให้นอมินีสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย

 

ทวีชี้ บริษัทรับเหมาจีนส่อเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษฮั้วประมูล

 

ด้าน พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเหตุตึกถล่มจากแผ่นดินไหว ว่า การเยียวยาจะเกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่มีการกระทำผิดทางอาญาเกิดขึ้น ซึ่งหากมีการร้องทุกข์กล่าวโทษประมาททำให้เสียชีวิต ถือเป็นฐานความผิดทางอาญา เข้าข่ายข้อกฎหมาย 

 

แต่ในการช่วยเหลือเยียวยาของเหตุภัยพิบัติ มีกระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการพิจารณา ซึ่งรัฐบาลมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าว เหมือนโศกนาฏกรรมก็ต้องดูแลช่วยเหลือเต็มที่ ดังนั้นต้องเยียวยาทางด้านจิตใจและที่เป็นตัวเงินซึ่งเหตุภัยพิบัติสามารถทำได้เลยไม่ต้องรอให้คดีสิ้นสุด นอกจากนี้ รัฐบาลอาจจะมีมติคณะรัฐมนตรีในการช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติม 

 

สำหรับของกระทรวงยุติธรรม มีอยู่ 3 ประเด็นที่จะเข้าข่ายความผิด 

 

  1. การประกอบธุรกิจบุคคลต่างด้าวที่ใช้นอมินี เท่าที่ดูจากงบการเงินที่เผยแพร่กันอยู่ บริษัทดังกล่าว ขาดทุนมาตลอด และไม่มีการเสียภาษี อีกทั้งมีการนำเงินของบริษัทไปให้กรรมการกู้จำนวน 2,000 ล้านบาท แม้อำนาจที่แท้จริงจะให้ต่างชาติ 49% ไทย 51% แต่หากมองในลักษณะมีอำนาจครอบงำจะเห็นในเรื่องของการบริหาร ดังนั้นจึงต้องเข้าไปตรวจสอบว่า เป็นความผิดใน พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจบุคคลต่างด้าว และเข้าข่ายที่จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้าไปดำเนินการหรือไม่

 

  1. หากสินค้าไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม DSI มีอำนาจในการสอบสวน 

 

  1. การจัดซื้อจัดจ้าง ที่เรียกว่าฮั้วประมูล หากเกินกว่า 30 ล้านบาทขึ้นไป กรมสอบสวนคดีพิเศษก็มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ เพราะเบื้องต้นเห็นว่าต่ำกว่าราคากลางเพียง 1% เท่านั้น ปกติการประมูลที่ไม่มีการแข่งขันควรต่ำกว่า 10-15%

 

พ.ต.อ. ทวี กล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรมร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ แม้ว่าเศรษฐกิจของไทยเหมือนจีดีพีจะโต แต่คนไทยไม่ได้ประโยชน์จึงต้องไปดูว่าเราบังคับใช้กฎหมายธุรกิจของคนต่างด้าวให้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ เงินที่จะไปสู่คนต่างด้าวเพียงอย่างเดียว ต้องกลับมาหาคนไทย 51% ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเคสนี้ แต่จะดูธุรกิจทั้งหมดที่คนต่างด้าวดำเนินการ โดยให้สำนักความมั่นคงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปดูเรื่องนอมินีทั้งหมด

The post พาณิชย์ลุยสอบนอมินีบริษัทจีน หลังพบเชื่อมโยง 13 บริษัท ยืนยันใช้ทุกอำนาจที่มีเอาผิดได้ ด้านทวีชี้ ส่อเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษฮั้วประมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยะเสียใจโครงสร้างทางยกระดับถล่ม เตรียมใช้มาตรการสมุดพกผู้รับเหมาก่อน เม.ย. นี้ ด้าน กทพ. เร่งเคลียร์พื้นที่ คาดเสร็จใน 1 สัปดาห์ https://thestandard.co/suriya-regrets-elevated-road-collapse-contractor-blacklist/ Sat, 15 Mar 2025 06:37:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1052464 ทางยกระดับถล่ม

วันนี้ (15 มีนาคม) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่ากา […]

The post สุริยะเสียใจโครงสร้างทางยกระดับถล่ม เตรียมใช้มาตรการสมุดพกผู้รับเหมาก่อน เม.ย. นี้ ด้าน กทพ. เร่งเคลียร์พื้นที่ คาดเสร็จใน 1 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางยกระดับถล่ม

วันนี้ (15 มีนาคม) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุโครงสร้างของทางยกระดับ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3 ดาวคะนอง ถล่มลงมาทับคนงานเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา

 

สุริยะเปิดเผยว่า เหตุการณ์สะพานถล่มเกิดเมื่อตอนตีหนึ่ง ขอแสดงความเสียใจกับพนักงานที่เสียชีวิตในครั้งนี้ ซึ่งได้รับรายงานเบื้องต้นมีผู้เสียชีวิต 5 คน บาดเจ็บ 24 คน เป็นคนงานของบริษัทก่อสร้าง ซึ่งตนได้กำชับผู้ที่เกี่ยวข้องว่า อย่าให้เกิดอุบัติเหตุในลักษณะเช่นนี้ขึ้นเอง แต่ก็เกิดขึ้นมาอีกแล้ว โดยได้มอบหมายให้ สุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ไปหาสาเหตุความผิดพลาด ทั้งจากผู้รับเหมา หรือเหตุสุดวิสัย โดยต่อไปจะต้องมีบทลงโทษบริษัทที่ควบคุมงาน



เตรียมคลอดมาตรการลงโทษไม่เกิน เม.ย. นี้

 

สุริยะระบุอีกว่า จากนั้นจะมีจะต้องเร่งเคลียร์พื้นที่เพื่อให้สามารถสัญจรได้ตามปกติ และต้องทำให้มั่นใจว่าการเคลียร์พื้นที่จะไม่ทำให้เกิดอุบัติเหตุตามมา ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้น บริษัทผู้รับเหมา คือ บริษัท อิตาเลียนไทย และบริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด

 

ส่วนมาตรการลงโทษบริษัทผู้รับเหมา ได้สอบถามไปยังกรมบัญชีกลางแล้ว ภายในไม่เกินสิ้นเดือนเมษายนจะมีความชัดเจน กรณีถ้าเกิดอุบัติเหตุทำให้เสียชีวิต บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างจะต้องหยุดรับงาน ไม่สามารถประมูลงานได้

 

ก่อสร้างพระราม2 ต้องจบสิ้นปี พบสาเหตุเทปูนมากเกิน

 

สุริยะระบุว่า ในการก่อสร้างถนนพระราม 2 กำหนดให้ดำเนินการได้ในช่วงกลางคืน เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางผ่านได้ โดยไม่อยู่ในช่วงการก่อสร้าง ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับประชาชน พร้อมย้ำว่าไทม์ไลน์ในการก่อสร้างถนนพระราม2 จะจบในช่วงก่อนปีใหม่

 

ทั้งนี้บริษัทผู้รับเหมาจะต้องเยียวยาผู้เสียชีวิต รวมถึงการทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็จะมีการเยียวยาเป็นพิเศษ และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าสาเหตุคือการเทปูนลงไปจำนวนมากเกิน และจากการสังเกตเหตุการณ์มักเกิดในช่วงดึกที่เจ้าหน้าที่มีอาการอ่อนล้า ไม่มีสมาธิ ขอให้รอการตรวจสอบที่ชัดเจนก่อน อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะมีการกำหนดให้หยุดการก่อสร้าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

 

เสียชีวิต 5 บาดเจ็บ 30 สูญหาย 2

 

ด้านพล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้แล้ว 4 ราย เหลือ ส่วนอีก 1 ราย อยู่ระหว่างการค้นหา ซึ่งในจำนวนผู้เสียชีวิตสามารถตรวจพิสูจน์และยืนยันได้ว่าเป็นคนไทย 3 ราย คือ วิศวกร, หัวหน้าคุมคนงาน และพนักงานของบริษัทปูน ส่วนอีก 2 ราย เป็นแรงงานชาวต่างชาติ และมีบุคคลสูญหายที่อยู่ระหว่างการค้นหาอีก 2 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บ ได้ช่วยเหลือออกจากพื้นที่แล้ว 30 คน ในจำนวนนี้ถูกนำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง 24 คน และที่เหลืออีก 6 คน พบว่าบาดเจ็บเล็กน้อย

 

ต่อมาเวลา 10.30 น. เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้กู้ร่างผู้เสียชีวิตออกจากใต้ซาก ซึ่งเป็นร่างที่ 5 หลังจากที่ใช้เวลาค้นหาตั้งแต่เกิดเหตุรวมระยะเวลาหลายชั่วโมง โดยจะนำร่างส่งไปยังนิติเวชเพื่อทำการชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้ง

 

เร่งเคลียร์พื้นที่คาดเสร็จใน 1 สัปดาห์ ซ่อมแซม 1 เดือน

 

ด้านผู้ว่าการ กทพ. เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุเมื่อช่วงประมาณตีสาม จึงเดินทางมาจุดเกิดเหตุ พบว่า ได้รับความเสียหายจนทำให้ทางพิเศษเฉลิมมหานคร หรือทางด่วนระดับ 1 บริเวณด่านดาวคะนองขาเข้า และทางด่วนขาออกมุ่งหน้าลงสู่พระราม 2 ไม่สามารถใช้การได้

 

หลังจากนี้คงจะต้องระดมเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนมาเคลียร์พื้นที่ให้ได้ เพื่อที่จะหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไรและบรรเทาปัญหาจราจร เพราะประชาชนได้รับผลกระทบ เบื้องต้นจะต้องนำโครงเหล็กที่ถล่มลงมาออกจากพื้นที่ภายใน 1 อาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ถนนขึ้นบริเวณด่านเก็บเงินดาวคะนองให้ได้ก่อน ส่วนการซ่อมแซมทางด่วนขาออกมุ่งหน้าพระราม 2 อาจจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนในการซ่อมแซม

 

พร้อมเยียวยาผู้สูญเสียและได้รับผลกระทบเต็มที่

 

ผู้ว่าการ กทพ. ระบุว่า สำหรับประชาชนที่จะเดินทางจากกรุงเทพไปยังถนนพระราม2 สามารถใช้ทางบริเวณสะพานทศมราชันลงถนนสุขสวัสดิ์ได้ และอยากจะขอโทษประชาชนที่ทำให้ได้รับความเดือดร้อน

 

หลังจากทำการเคลียร์พื้นที่ได้แล้วก็จะมีการตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนความผิดพลาด เพราะมั่นใจว่าในเหตุการณ์ครั้งนี้การดีไซน์ไม่ได้ผิด แต่น่าจะผิดขั้นตอนการก่อสร้าง ซึ่งจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย ยืนยันว่าผู้ที่ได้รับความสูญเสียหรือได้รับผลกระทบจะได้รับการเยียวยาและดูแลอย่างเต็มที่และเป็นธรรม และผู้ที่ประมาทจนทำให้เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้จะต้องได้รับบทลงโทษอย่างสาสม


‘เท้ง’จี้รัฐบาล สอบสวน-หาคนรับผิดชอบ

 

ด้านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ตนไม่อยากเห็นเหตุที่เกิดซ้ำๆ เช่นนี้ รัฐบาลควรเร่งสืบหาข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาจึงจะเป็นทางออกในเรื่องนี้

ณัฐพงษ์ระบุด้วยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว ควรต้องมีคนรับผิดชอบ ที่ผ่านมาเรายังไม่เห็นว่าจะมีใครต้องมารับผิดชอบกับเหตุการณ์ผิดพลาดที่เกิดขึ้น นอกจากการกำกับดูแลแล้ว การสืบหาข้อเท็จจริง หรือดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ประชาชนรับรู้

คาดดินเปลี่ยนสภาพทำแม่แบบหลุดและถล่ม


ต่อมา รศ. สิริวัฒน์ ชัยชนะ อุปนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ พร้อมคาดการณ์สาเหตุเบื้องต้นว่า ตัวโครงเหล็กที่เป็นแม่แบบ Temporary Structure มีปัญหาในการขยับตัว ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของดิน ทำให้การรับน้ำหนักเกิดการเอียง จนตัวแม่แบบหลุดออกมาและถล่ม

 

อย่างไรก็ตามสาเหตุที่แท้จริงจะต้องรอให้เจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยก่อน แล้วเข้าสำรวจโดยละเอียดอีกครั้ง ซึ่งหากตรวจสอบระดับดินแล้วพบว่า อยู่ในสภาพปกติก็ต้องย้อนกลับมาดูที่ตัวโครงสร้างว่าสภาพเสาค้ำยันปกติหรือไม่ บางครั้งมีการผิดพลาดแค่เพียง 1 เซนติเมตร ก็เกิดการเอียงจนถล่มได้

 

ขณะที่บางส่วนมองว่าเกิดจากการเทคอนกรีตหนามากเกินไปนั้น รศ. สิริวัฒน์ระบุว่า ไม่น่าใช่ เพราะเจ้าหน้าที่มีประสบการณ์มาก ต้องรู้อยู่แล้วว่าใช้ปริมาณคอนกรีตเท่าไหร่ ขณะที่เวลาการทำงานไม่น่าจะเกี่ยว เพราะมีการหมุนเวียนในหน้างาน หลังจากนี้ต้องมีการวางแผนโดยฝ่ายรื้อถอนที่มีความชำนาญว่าจะต้องเริ่มต้นจากส่วนไหนก่อน เพราะโครงสร้างมีลักษณะพิงกันและกันอยู่ เพื่อป้องกันการถล่มซ้ำ

 

The post สุริยะเสียใจโครงสร้างทางยกระดับถล่ม เตรียมใช้มาตรการสมุดพกผู้รับเหมาก่อน เม.ย. นี้ ด้าน กทพ. เร่งเคลียร์พื้นที่ คาดเสร็จใน 1 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC คาดปี 2568 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐจ่อขยายตัว 3% ส่วนครึ่งหลังปีนี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว https://thestandard.co/the-value-of-government-construction-will-expand/ Thu, 12 Sep 2024 06:41:07 +0000 https://thestandard.co/?p=982651

ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 การก่อสร้างภาครัฐเผชิญความท […]

The post SCB EIC คาดปี 2568 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐจ่อขยายตัว 3% ส่วนครึ่งหลังปีนี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 การก่อสร้างภาครัฐเผชิญความท้าทายจากความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณประจำปี 2567 อย่างไรก็ดี การประกาศใช้งบประมาณในเดือนพฤษภาคม 2567 ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมเร่งตัว โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 การก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากการเบิกจ่ายงบลงทุนที่เร่งตัวขึ้น สำหรับปี 2568 หากการจัดทำงบประมาณประจำปี 2568 ยังสามารถดำเนินการได้ทันไทม์ไลน์และประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2567 หรือล่าช้าออกไปจากนี้ไม่มากนัก และมีการเร่งเบิกจ่ายได้ทัน จะเป็นปัจจัยหนุนการก่อสร้างภาครัฐในปี 2568 

 

โดย SCB EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 3%YoY นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ มีแผนเตรียมเสนอเปิดประมูลโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านคมนาคม เป็นโอกาสสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ และส่งผลต่อเนื่องให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กในฐานะผู้รับเหมาช่วงมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้นและมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น

 

การก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 1% การก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย เผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการระดับราคาปานกลางลงมา อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการหันมาเปิดโครงการระดับราคาปานกลาง-บนมากขึ้น ซึ่งต้นทุนค่าก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้นตามรูปแบบโครงการ สำหรับอุปทานพื้นที่ค้าปลีกและพื้นที่สำนักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ล้านตารางเมตรในปี 2567 รวมถึงในปี 2568-2570 อุปทานพื้นที่ค้าปลีกและอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยที่ 0-2% และ 2-4% ต่อปี ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาภาวะ Oversupply ของอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่า ที่อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงต่อการก่อสร้างภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

 

ในระยะข้างหน้ายังต้องจับตาข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะเป็นเงื่อนไขในการเข้าประมูลงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่อย่างเข้มงวดมากขึ้น ผู้รับเหมาก่อสร้างกลุ่มที่มีการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดการลดการปล่อย GHG ไปจนถึงรายงานผลการดำเนินการลดการปล่อย GHG จะเป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขันเข้าประมูลงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนได้มากขึ้นในระยะข้างหน้า

 

ภาพรวมอุตสาหกรรม

 

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในไทยมีผู้เล่นที่หลากหลาย ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ซึ่งมีความสามารถในการรับเหมาก่อสร้าง
สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่เป็นโครงการขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน รวมถึงผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ซึ่งมีบทบาทเป็นผู้รับเหมาช่วงจากผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ และมีความสามารถในการรับเหมาก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่เป็นโครงการขนาดกลางและเล็กที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก 

 

โดยสามารถจำแนกผู้รับเหมาก่อสร้างได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 

  1. กลุ่มที่รับงานก่อสร้างโครงการภาครัฐเป็นหลัก เช่น โครงสร้างพื้นฐาน 
  2. กลุ่มที่รับงานก่อสร้างโครงการภาคเอกชนเป็นหลัก เช่น อาคาร ที่อยู่อาศัย โรงงาน 
  3. กลุ่มที่รับงานก่อสร้างอื่นๆ เช่น งานฐานราก งานแปรรูปและประกอบกลุ่มชิ้นงานโครงสร้าง งานตกแต่ง งานวางระบบท่อ ระบบไฟฟ้า และระบบสื่อสาร
  4. กลุ่มที่รับงานที่ปรึกษา บริหาร และควบคุมงานก่อสร้าง

 

ในระยะที่ผ่านมา ผู้รับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะกลุ่มที่รับงานโครงการภาครัฐเป็นหลัก เผชิญความท้าทายจากทั้งความล่าช้าในการประมูลงานใหม่และการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น มูลค่าภาคก่อสร้างในไทยโดยรวมอยู่ที่ราวปีละ 1.4 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้สัดส่วนกว่า 57% เป็นการก่อสร้างภาครัฐ และอีก 43% เป็นการก่อสร้างภาคเอกชน 

 

โดยผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จำนวน 19 ราย มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของมูลค่าภาคก่อสร้างโดยรวม ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดอีกราว 85% กระจายไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็ก ซึ่งก่อให้เกิดกิจกรรมการก่อสร้างที่หลากหลาย อีกทั้งยังก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดไปยังผู้เล่นในซัพพลายเชนของภาคก่อสร้างที่เป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น ธุรกิจผลิตและค้าวัสดุก่อสร้าง ธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน ธุรกิจที่ปรึกษาและกำกับการก่อสร้าง

 

 

ในระยะ 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้รับเหมาก่อสร้างเผชิญความท้าทายในการประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่กลุ่มที่รับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นหลัก โดยเป็นผลมาจากความล่าช้าในการเปิดประมูลงานโครงการก่อสร้างภาครัฐใหม่ๆ รวมถึงราคาวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะเหล็กและปูนซีเมนต์ ไปจนถึงต้นทุนแรงงานปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การปรับขึ้นราคากลางในการเข้าประมูลงานโครงการก่อสร้างภาครัฐยังเป็นไปอย่างจำกัด รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณยังเป็นไปได้อย่างล่าช้า เป็นเหตุให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่กลุ่มที่รับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นหลักเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่อง และส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กที่เป็นผู้รับเหมาช่วง โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ในปี 2566 มีผู้รับเหมาก่อสร้างปิดกิจการจำนวน 2,306 ราย เพิ่มขึ้น 7% อย่างต่อเนื่องจากปี 2565 ที่การปิดกิจการเพิ่มขึ้นถึง 30% จากปีก่อนหน้า ขณะที่การจัดตั้งกิจการใหม่ในปี 2566 หดตัวลง 8% เมื่อเทียบกับปี 2565

 

แนวโน้มอุตสาหกรรม

 

การก่อสร้างภาครัฐปี 2567 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี หลังงบประมาณประจำปี 2567 ประกาศใช้ สำหรับปี 2568 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัว 3% ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 การก่อสร้างภาครัฐเผชิญความท้าทายจากความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณประจำปี 2567 เนื่องจากเป็นปีที่มีการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2567 อยู่ในระดับต่ำกว่าปีปกติมาก อย่างไรก็ดี การประกาศใช้งบประมาณประจำปี 2567 ในเดือนพฤษภาคม 2567 ได้ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมเร่งตัวขึ้น และฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่การจัดทำงบประมาณประจำปีมีความล่าช้าเช่นเดียวกัน โดย SCB EIC คาดว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 การก่อสร้างภาครัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นจากการเบิกจ่ายงบลงทุนที่เร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี ซึ่งเป็นช่วงท้ายของปีงบประมาณ

 

สำหรับปี 2568 หากการจัดทำงบประมาณประจำปี 2568 ยังสามารถดำเนินการได้ทันไทม์ไลน์และประกาศใช้ภายในเดือนกันยายน 2567 หรือล่าช้าออกไปจากนี้ไม่มากนักและมีการเร่งเบิกจ่ายได้ทัน จะเป็นปัจจัยหนุนการก่อสร้างภาครัฐในปี 2568 โดย SCB EIC คาดว่า มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 3%YoY ซึ่งผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการก่อสร้างภาครัฐเป็นหลักมีโอกาสเข้าประมูลโครงการก่อสร้างภายใต้งบประมาณประจำปี 2568 

 

Screenshot

 

นอกจากนี้หน่วยงานต่างๆ มีแผนเตรียมเสนอเปิดประมูลโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านการคมนาคม ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการที่สามารถเปิดประมูลในปี 2567 และ 2568 เช่น รถไฟทางคู่ เฟส 2 ช่วงขอนแก่น-หนองคาย มอเตอร์เวย์สาย 9 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง อาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออก ซึ่งจะทยอยหนุนให้เกิดเม็ดเงินจากโครงการก่อสร้างภาครัฐในปี 2568 เป็นต้นไป นับเป็นโอกาสสำหรับผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ในการเข้าประมูลโครงการ และส่งผลต่อเนื่องให้ผู้รับเหมาก่อสร้างรายกลางและเล็กในฐานะผู้รับเหมาช่วงมีโอกาสในการสร้างรายได้มากขึ้นและมีสภาพคล่องที่ดีขึ้นกว่าปี 2567

 

นอกจากนี้ยังมีโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านการคมนาคมที่กำลังดำเนินการศึกษา และอยู่ระหว่างการขออนุมัติดำเนินโครงการ เช่น รถไฟทางคู่ เฟส 2 ช่วงต่างๆ รถไฟฟ้าสายใหม่และส่วนต่อขยายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งจะทยอยหนุนให้เกิดเม็ดเงินก่อสร้างจากโครงการก่อสร้างภาครัฐในระยะปานกลางอีกด้วย

 

มูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 1% โดยโครงการที่อยู่อาศัยเผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย รวมถึงยังต้องจับตาภาวะ Oversupply ของอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่า ที่อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป การก่อสร้างภาคเอกชนในส่วนของการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยเผชิญแรงกดดันจากการฟื้นตัวช้าของตลาดที่อยู่อาศัย ทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง อุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อ และราคาที่อยู่อาศัยใหม่ที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายต่อการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ โดยเฉพาะโครงการกลุ่มระดับราคาปานกลางลงมา 

 

อย่างไรก็ดี ในระยะที่ผ่านมาผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยหันมาเปิดโครงการกลุ่มระดับราคาปานกลาง-บนมากขึ้น ส่งผลให้มูลค่าโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ปรับตัวสูงขึ้น โดยนอกจากจะมาจากราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว อีกส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นตามรูปแบบโครงการที่อยู่อาศัยที่เป็นกลุ่มระดับราคาปานกลาง-บน ซึ่งจะช่วยหนุนให้เกิดเม็ดเงินสะพัดจากกิจกรรมการก่อสร้างภาคเอกชนที่มาจากการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย แม้จำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่จะลดลงก็ตาม

 

ในส่วนของการก่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขยายโครงการพื้นที่ค้าปลีกและโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในทำเลย่านธุรกิจและย่านท่องเที่ยว รวมถึงพื้นที่สำนักงานให้เช่าเกรด A ส่งผลให้อุปทานพื้นที่ค้าปลีกและอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ล้านตารางเมตรในปี 2567 แตะระดับ 19.1 ล้านตารางเมตร อีกทั้งเมื่อพิจารณาแผนการเปิดโครงการของผู้ประกอบการ
SCB EIC ประเมินว่า ในปี 2568-2570 อุปทานพื้นที่ค้าปลีกและอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่ายังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยที่ 0-2% และ 2-4% ต่อปี ตามลำดับ เป็นปัจจัยหนุนให้เกิดเม็ดเงินจากกิจกรรมการก่อสร้างภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องในระยะปานกลาง อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาภาวะ Oversupply ของอุปทานพื้นที่สำนักงานให้เช่าที่อาจส่งผลให้เกิดการยกเลิกโครงการที่ไม่มีศักยภาพออกไป ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงต่อการก่อสร้างภาคเอกชนในระยะข้างหน้า

The post SCB EIC คาดปี 2568 มูลค่าการก่อสร้างภาครัฐจ่อขยายตัว 3% ส่วนครึ่งหลังปีนี้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>