ผู้ประกอบการ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ผู้ประกอบการ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 03 Oct 2026 03:23:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 เอาตัวให้รอดก่อน ยอดขายค่อยว่ากัน เสียงผู้ประกอบการจาก SME ถึงโรงงานใหญ่ ในวันที่น้ำท่วมลามทั้งซัพพลายเชน https://thestandard.co/flood-business-survival-supply-chain/ Sat, 03 Oct 2026 03:23:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1263562 ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน

น้ำท่วมรอบนี้แสดงให้เห็นว่า ความเสียหายไม่ได้วัดกันแค่ […]

The post เอาตัวให้รอดก่อน ยอดขายค่อยว่ากัน เสียงผู้ประกอบการจาก SME ถึงโรงงานใหญ่ ในวันที่น้ำท่วมลามทั้งซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน

น้ำท่วมรอบนี้แสดงให้เห็นว่า ความเสียหายไม่ได้วัดกันแค่ ‘ระดับน้ำ’ แต่วัดจาก ‘จำนวนวัน’ ที่ธุรกิจต้องหยุดชะงัก

 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าน้ำท่วมเพียง 5 วัน สร้างความเสียหายแล้ว 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) คาดผลกระทบไว้ที่ 7,000-17,000 ล้านบาท หากสถานการณ์จบภายใน 3-7 วัน ยิ่งน้ำค้างนาน ตัวเลขก็ยิ่งขยับสูงขึ้น

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยศูนย์บริหารสถานการณ์วิกฤติ (CMC) รายงาน ณ 1 ต.ค. 2569 พบพื้นที่ได้รับผลกระทบ 40 จังหวัด มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ 1,315 ราย แบ่งเป็นโรงงาน 77 ราย เอสเอ็มอี 1,179 ราย เหมืองแร่ 2 ราย และวิสาหกิจชุมชน 57 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 22.79 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ความเสียหายไม่ได้มีเฉพาะโรงงาน มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพฯ 312 ราย

 

นิคมอุตสาหกรรม มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 5 แห่ง โดยนิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีโรงงานได้รับผลกระทบ 150 โรง หยุดการผลิต 34 โรง

 

ความน่าห่วงของรอบนี้คือผลกระทบไปตกอยู่ที่การจับจ่าย, การท่องเที่ยว, ร้านอาหาร, บริการ และโลจิสติกส์ สำหรับร้านอาหารและ SME ที่อยู่ได้ด้วยเงินสดรายวัน การขาดรายได้เพียง 1-3 วันก็ทำให้สภาพคล่องสะดุดได้ เพราะค่าเช่า ค่าแรง และค่าวัตถุดิบยังต้องจ่ายตามปกติ

 

หลายรายจึงต้องพักเรื่องยอดขายไว้ก่อน เพื่อดูแลตัวเองและลูกน้องให้ปลอดภัย และยังต้องลุ้นกับมวลน้ำเหนือระลอกที่ 2 ส่วนกลุ่มที่เจ็บตัวโดยตรงคือแรงงานรายวันและไรเดอร์ ซึ่งวันไหนออกไปทำงานไม่ได้ ก็เท่ากับไม่มีรายได้ในวันนั้น

 

โดยข้อมูลกับ LINE MAN ที่เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า น้ำท่วมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่งผลกระทบให้มีไรเดอร์และคนขับไม่สามารถรับงานได้ราว 40-50% ของพื้นที่

 

ผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ธุรกิจเล็ก ที่นิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีโรงงานได้รับผลกระทบ 150 โรง และต้องหยุดผลิต 34 โรง ค่ายรถยักษ์ใหญ่ก็เริ่มหยุดสายการผลิตตามกัน เพราะแรงงานเดินทางไม่ได้ วัตถุดิบส่งไม่ถึง และซัพพลายเออร์ส่งชิ้นส่วนไม่ทัน ความเสียหายจึงลามเป็นทอดๆ ทั้งซัพพลายเชน

 

เสียงที่สะท้อนตรงกันจึงไม่ได้ถามแค่ว่า ‘จะเยียวยาอย่างไร’ แต่ถามด้วยว่า ‘ทำไมเรายังเตือนภัยไม่ทัน’ ทั้งที่ผ่านบทเรียนน้ำท่วมมานับสิบปี

 

THE STANDARD WEALTH รวบรวมเสียงจากผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และนักเศรษฐศาสตร์ ว่ากำลังเผชิญอะไร และอยากเห็นรัฐทำอะไร ‘ตอนนี้’

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 1

 

“ตอนนี้มองข้ามเรื่องยอดขาย เอาชีวิตตัวเองให้รอดและลูกน้องให้ปลอดภัย ไม่ป่วย ไม่เจ็บก่อน พรุ่งนี้น้ำลดค่อยว่ากันใหม่ ส่วนการเยียวยาก็หวังว่าทั้งรัฐและเอกชนจะเข้ามาช่วยซัพพอร์ต เพราะก่อนน้ำท่วมเศรษฐกิจก็สาหัสมากพอแล้ว”

กษิดิศ แสงสิงแก้ว เจ้าของร้าน Chubbie Chuu ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 2

 

“ผู้ประกอบการรายย่อยเป็นกลุ่มที่ต้องพึ่งพารายได้และกระแสเงินสดรายวัน เมื่อขาดรายได้ติดกันเพียง 1-3 วัน ก็กระทบต่อการหมุนเวียนเงินทุน เพราะยังมีค่าใช้จ่ายประจำที่ต้องชำระ ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าเช่า และค่าสาธารณูปโภค”

 

ฐนิวรรษ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 3

 

“ผู้ประกอบการยังคงติดตามสถานการณ์มวลน้ำเหนือใกล้ชิด หลังมีการแจ้งเตือนถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมระลอกที่ 2 ในช่วงต้นเดือน จึงยังไม่สามารถวางใจได้ และจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม”

 

พันธ์ทิพย์ ดีเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบทเทอร์บีมฟู้ด จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 4

 

“ผลกระทบอาจยืดเยื้อนานหลายเดือน ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยเร็ว โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้น 1–2 เดือน เพื่อวางแผนบริหารธุรกิจและประเมินทิศทางการฟื้นตัวได้”

 

สุภมาส คงวิวัฒนากุล เจ้าของร้านอาหารกล่องแสนสุข และประธานกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและคาเฟ่ จังหวัดชลบุรี ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 5

 

“อยากให้ภาครัฐปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยและการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการแจ้งเตือนควรมีความรวดเร็ว แม่นยำ และสอดคล้องกับสถานการณ์จริง เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเตรียมรับมือได้ทันท่วงที”

 

วิเชียร เจนตระกูลโรจน์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 6

 

“น้ำท่วมครั้งนี้ เบื้องต้น กระทบอุตฯแล้วกว่า 1 พันล้านบาท แต่คงไม่ได้หยุดแค่โรงงาน ถ้าการผลิตและ Supply Chain สะดุด จะกระทบเศรษฐกิจวงกว้าง รัฐต้องเร่งช่วยผู้ประกอบการให้เร็ว พัฒนาระบบ Early Warning เตือนก่อนน้ำมา”

 

พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 7

 

“โตโยต้าหยุดผลิต 4 แห่ง และฮอนด้า หยุดผลิต 5 วันสะท้อนว่าปัญหาเริ่มลามจากโรงงานสู่ Supply Chain แล้ว จุดที่น่าห่วงคือซัพพลายเออร์ หากผลิตหรือส่งชิ้นส่วนไม่ได้ โรงงานประกอบก็หยุดเป็นทอดๆ”

 

สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 8

 

“น้ำท่วมแค่ 5 วัน เสียหาย 2.5 หมื่นล้าน คำถามคือ…10 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรกันบ้าง?”

 

ระบบเตือนภัยต้องเตือนก่อนน้ำมา ไม่ใช่เตือนตอนท่วมไปแล้ว เราต้องมีองค์กรกลาง แยก ‘น้ำ‘ ออกจากการเมือง

 

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH

 

ภาพประกอบข่าวสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและซัพพลายเชน 9

 

“5.53 ล้านล้านบาทผ่าน Air Cargo ไทยกำลังเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank 2026 และช่วง Peak season กำลังมา จะปล่อยให้ ‘คอขวดสุวรรณภูมิ’ กระทบภาพลักษณ์ประเทศไม่ได้”

 

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

 

ภาพปก: ฐานิส สุดโต / THE STANDARD

The post เอาตัวให้รอดก่อน ยอดขายค่อยว่ากัน เสียงผู้ประกอบการจาก SME ถึงโรงงานใหญ่ ในวันที่น้ำท่วมลามทั้งซัพพลายเชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ธนาคารไทยเครดิต’ กางแผนครึ่งหลังปี 69 มุ่งโตสองหลัก ดันพอร์ตสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านปีนี้ ยันไม่หวั่น ‘Virtual Bank’ ชูจุดแข็ง ‘เข้าใจ’ ผู้ประกอบการตัวเล็กเป็นอย่างดี https://thestandard.co/thai-credit-loan-growth-virtual-bank/ Mon, 31 Aug 2026 01:36:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1248614 ภาพ รอยต์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต

ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และหนี้ครั […]

The post ‘ธนาคารไทยเครดิต’ กางแผนครึ่งหลังปี 69 มุ่งโตสองหลัก ดันพอร์ตสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านปีนี้ ยันไม่หวั่น ‘Virtual Bank’ ชูจุดแข็ง ‘เข้าใจ’ ผู้ประกอบการตัวเล็กเป็นอย่างดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ รอยต์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต

ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และหนี้ครัวเรือนกดดันการเติบโต ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT) สถาบันการเงินที่เน้นเจาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (MSME) ยังคงเดินหน้าสร้างผลงานขัดกระแส ด้วยการตั้งเป้าดันพอร์ตสินเชื่อรวมปี 2569 เติบโตสองหลัก (Double Digit) มุ่งสู่ระดับ 2 แสนล้านบาท ควบคู่การรักษาเสถียรภาพพอร์ตหนี้เสีย (NPL) ไม่ให้เกิน 4.5%

 

 
 

รอยต์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า ธนาคารยังคงขับเคลื่อนด้วยยุทธศาสตร์การเติบโตเชิงคุณภาพ (Quality Growth) โดยต่อยอดจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกที่ปล่อยสินเชื่อใหม่ขยายตัวได้ถึง 13.1% (YoY) สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

4 ปัจจัย ดัน ‘ไทยเครดิต’ โตสวนกระแส

 

1. ‘เติบโตอย่างระมัดระวัง’ ไม่ปล่อยสินเชื่อเกินตัว

 

แม้ธนาคารจะมีเป้าหมายดันพอร์ตสินเชื่อพุ่งแตะ 2 แสนล้านบาท แต่รอยต์ย้ำชัดว่า “การเติบโตต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ” ธนาคารจะไม่ฝืนปล่อยสินเชื่อเกินขีดความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เพราะนอกจากจะเป็นการทำร้ายผู้ประกอบการแล้ว ยังสร้างความเสี่ยงต่อระบบธนาคารในระยะยาว โดยตั้งเป้ารักษา NIM ให้อยู่ในกรอบ 7.5 – 8.0%

 

2. โมเดล ‘Hybrid’ รับมือ Virtual Bank

 

ในกระแสการมาถึงของ Virtual Bank ที่เตรียมเข้ามาเจาะกลุ่มลูกค้าฐานราก (Underserved) ธนาคารมองว่าไม่น่าส่งผลกระทบในระยะสั้น ด้วยจุดแข็งของโครงข่าย 500 สาขาทั่วประเทศ ควบคู่กับทีม Relationship Manager (RM) ที่ลงพื้นที่สร้างความสัมพันธ์และเข้าใจบริบทของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบดิจิทัล 100% ไม่สามารถทดแทนได้

 

“หัวใจความสำเร็จสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ ไม่ใช่แค่ออกสินเชื่อให้ไว แต่คือกระบวนการจัดเก็บ (Cash Collection) และการเข้าถึงตัวลูกค้าที่แท้จริง” รอยต์ กล่าว

 

3. บริหารเสี่ยงรัดกุม คุม NPL อยู่ที่ 4.3%

 

ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อ SME ในระบบธนาคารพาณิชย์เผชิญปัญหาหนี้เสียพุ่งสูง แต่ CREDIT ยังรักษาระดับ NPL ไว้ได้ที่ราว 4.3% โดยมีตัวช่วยสำคัญอย่าง บสย. ค้ำประกันพอร์ตสินเชื่อหลักถึง 80% ซึ่งเมื่อคำนวณความเสี่ยงสุทธิแล้ว อัตราความเสียหายจริงถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างมาก

 

4. เดินแผน Digital Transformation 2.0 ดัน ROE แตะ 20%

 

ธนาคารอยู่ระหว่างพัฒนา Core Banking ใหม่บนระบบ Cloud ซึ่งเน้นการพัฒนาแบบ In-house โดยทีมงานภายในเพื่อควบคุมต้นทุนการลงทุน (CAPEX) ไม่ให้สูงเกินจำเป็น ยึดปรัชญา “Slow is Fast” สร้างฐานโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคงก่อนขยายผล เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานระยะยาว และตั้งเป้าผลักดันอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้กลับขึ้นไปแตะระดับ 20%

 

 

ออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ ‘แก้หนี้-ซ่อมสภาพคล่อง’ รายย่อย

 

รอยต์ กล่าวเพิ่มว่า เพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่ยังได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไทยเครดิตได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คัดสรรมาเพื่อแก้ปัญหาตรงจุด ประกอบด้วย

 

  • SME กล้าช่วย / SME กล้าสู้: สินเชื่อเพื่อการปรับโครงสร้างและเพิ่มสภาพคล่องสำหรับ SME ที่มีหลักประกัน แม้จะมีประวัติชะลอการชำระหนี้ในเครดิตบูโรจากช่วงวิกฤต โดยปรับ LTV ไว้ที่ประมาณ 50%
  • Micro Max: ขยายวงเงินสินเชื่อรองรับกลุ่มผู้ค้าส่งและค้าปลีกทั่วประเทศ
  • Consumer Loan & Home for Cash: สินเชื่อรวมหนี้ (Debt Consolidation) ช่วยลูกหนี้ปลดล็อกภาระดอกเบี้ยสูงจากบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล (25-28%) มารวมไว้ที่ไทยเครดิต เพื่อลดดอกเบี้ยเหลือต่ำกว่า 10% และขยายเวลากู้สูงสุดถึง 10 ปี เพื่อลดค่างวดรายเดือนให้ลูกหนี้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

 

สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2569 (1H26) ธนาคารสามารถบรรลุเป้าหมายตามแผนงานในทุกมิติ

 

  • พอร์ตสินเชื่อที่เติบโตถึง 13.1% YoY สอดรับกับเป้าหมายการเติบโตระดับเลขสองหลัก (Double Digit)
  • อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 16.1% (อยู่ในกรอบเป้าหมาย 16.0-20.0%)
  • การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพโดยควบคุมอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio: CIR) อยู่ที่ 43.2%
  • รักษาเสถียรภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ให้อยู่ในระดับต่ำเพียง 4.3% (ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่ำกว่า 4.5%) สะท้อนการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และมีคุณภาพ

The post ‘ธนาคารไทยเครดิต’ กางแผนครึ่งหลังปี 69 มุ่งโตสองหลัก ดันพอร์ตสินเชื่อแตะ 2 แสนล้านปีนี้ ยันไม่หวั่น ‘Virtual Bank’ ชูจุดแข็ง ‘เข้าใจ’ ผู้ประกอบการตัวเล็กเป็นอย่างดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Webull Thailand จับมือ Gaysorn Village เชื่อมโลกการลงทุนกับพรีเมียมไลฟ์สไตล์ ต่อยอดคอมมูนิตี้ลูกค้า Webull Prime https://thestandard.co/webull-gaysorn-village-prime-lifestyle/ Tue, 11 Aug 2026 03:05:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1238872

ในยุคที่ทุกคนสามารถเข้าถึงตลาดทุนทั่วโลกได้แค่ปลายนิ้ว […]

The post Webull Thailand จับมือ Gaysorn Village เชื่อมโลกการลงทุนกับพรีเมียมไลฟ์สไตล์ ต่อยอดคอมมูนิตี้ลูกค้า Webull Prime appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในยุคที่ทุกคนสามารถเข้าถึงตลาดทุนทั่วโลกได้แค่ปลายนิ้ว ‘การลงทุน’ จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างการเติบโตให้เงินทำงานแทนเรา เพื่อสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว แต่ ‘ความมั่งคั่ง’ ในชีวิตไม่ได้วัดกันแค่ตัวเงิน แต่เงินเป็นเพียงเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้ชีวิต สามารถสร้างคุณค่าในมิติอื่นๆ ได้

 

ล่าสุด Webull Thailand แพลตฟอร์มการลงทุนชั้นนำระดับโลก ร่วมมือกับ Gaysorn Village ศูนย์การค้าระดับลักชัวรีใจกลางกรุงเทพฯ เชื่อมโยงประสบการณ์การลงทุนเข้ากับสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด “Invest Like a Prime. Live Like a Legend.” โดยลูกค้า Webull Prime จะสามารถเข้าถึงเครื่องมือการลงทุนที่หลากหลายและข้อมูลเชิงลึกก่อนใคร พร้อมกับสิทธิพิเศษเพื่อเข้าถึงบริการและ กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก Gaysorn ซึ่งจะช่วยต่อยอด Community แลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความสัมพันธ์ และการพัฒนาคอมมูนิตี้ระหว่างนักลงทุนและนักธุรกิจ

 

จุดเริ่มต้นความร่วมมือ Webull Thailand และ Gaysorn Village

 

ชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Webull Thailand กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งนี้มาจากการค้นพบว่า พฤติกรรมนักลงทุนระดับบนในประเทศไทย มีความกระตือรือร้นในการลงทุน และเปิดรับเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ สะท้อนจากความถี่ในการทำธุรกรรม และมูลค่าการซื้อขายต่อธุรกรรมที่สูงกว่านักลงทุนในหลายๆ ประเทศ

 

ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนไทยหันไปลงทุนตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ จีน และฮ่องกง เพื่อเน้นสร้างผลตอบแทนจากการเติบโต อย่างไรก็ตามนักลงทุนกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ผลตอบแทนอีกต่อไป แต่ยังต้องการพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ เพื่อต่อยอดความมั่งคั่งในมิติอื่นของชีวิต

 

ด้วยเหตุนี้ Webull จึงร่วมมือกับ Gaysorn Village เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ที่นอกเหนือจากการลงทุนให้กับลูกค้า Webull Prime

 

ลูกค้าที่มีสินทรัพย์สุทธิในบัญชี Webull ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับการอัปเกรดเป็นสมาชิก Webull Prime พร้อมเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน บริการดูแลสำหรับลูกค้ากลุ่ม Prime และกิจกรรมที่ได้รับการคัดสรร

 

กลุ่มลูกค้า Webull Prime ประกอบด้วยนักลงทุน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้บริหารที่มีประสบการณ์ รวมถึงผู้ที่ให้ความสนใจในการบริหารพอร์ตและติดตามโอกาสการลงทุนด้วยตนเอง

 

 

ก้าวข้ามกรอบการบริหารความมั่งคั่ง เมื่อคุณค่าของชีวิตไม่ได้มีเพียงผลตอบแทน

 

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าผ่านบริการและสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนและไลฟ์สไตล์ รวมถึงกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้สมาชิกของ Webull Prime และ Gaysorn Legend ได้พบปะแลกเปลี่ยนและสร้างเครือข่ายร่วมกัน

 

กิจกรรมอาจครอบคลุมการพูดคุยด้านการลงทุน กิจกรรมกอล์ฟ การล่องเรือ Private Yacht กิจกรรมด้านอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนกิจกรรม Networking ในรูปแบบต่างๆ  ตามกำหนดการ และเงื่อนไขของแต่ละกิจกรรม

 

“เรื่องการลงทุนไม่จำเป็นต้องน่าเบื่อ เราไม่ได้มองว่าการลงทุนจะต้องเป็นการนั่งดูหน้าจออยู่ในห้องเพียงลำพัง นักลงทุนก็เหมือนคนทั่วไปที่ต้องการพบปะ พูดคุย และแลกเปลี่ยนมุมมอง ไม่ว่าจะกับ RM นักวิเคราะห์ หรือเพื่อนนักลงทุนด้วยกัน” ชลเดช กล่าว

 

เพิ่มมูลค่าชีวิตด้วยสิทธิประโยชน์จาก Gaysorn Legend 

 

ชาญ ศรีวิกรม์ ประธานกลุ่มเกษร พร็อพเพอร์ตี้ ประธานกรรมการบริหาร เกษรวิลเลจ กล่าวว่า มนุษย์เรามีสิ่งที่เรียกว่า ‘Life Currency’ หรือคุณค่าในการใช้ชีวิตที่นอกเหนือ ไปจากเรื่องของจำนวนเงินเพียงอย่างเดียว 

 

โดยเงินเป็นเพียงเครื่องมือในการนำไปสร้างความหมายและผลกระทบเชิงบวกให้กับโลก ชีวิตจึงเหมือนการขี่จักรยาน 2 ขา ที่ต้องขับเคลื่อนด้วยการลงทุนเพื่อเป้าหมายชีวิต และการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปพร้อมกัน โดย Webull จะให้เครื่องมือในการบริหารความมั่งคั่ง ส่วน Gaysorn Village จะมอบประสบการณ์ และเครือข่ายสังคมที่ช่วยยกระดับ Life Currency

 

สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนสำหรับลูกค้า Webull Prime

  • ส่วนลดค่าคอมมิชชัน 50% สำหรับการซื้อขายหุ้นต่างประเทศและ ETFs (ยกเว้นหุ้นไทย)
  • ลูกค้าที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ หรือ Ultra High Net Worth
    สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนเพิ่มเติม เช่น Leveraged & Inverse ETFs และ Digital Asset ETFs เช่น กองทุน Bitcoin ETF ตามระดับคุณสมบัติและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท โดยกลุ่ม UHNW(E) สามารถซื้อขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้ครบทุกประเภทตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
  • รับการดูแลและให้คำปรึกษาด้านการลงทุนอย่างใกล้ชิดจาก Relationship Manager

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน​

 

 

นอกเหนือจากสิทธิประโยชน์จาก Webull ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ สมาชิก Webull Prime จะได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าสมาชิก The Gaysorn Legend ระดับ Gold และ Platinum ได้แก่ สิทธิ์เข้าใช้บริการ Gaysorn Legend Lounge ณ Gaysorn Centre และ The Urban Lounge ณ Gaysorn Tower ตามระดับสมาชิก สิทธิ์ที่จอดรถ สิทธิ์ประโยชน์ในเดือนเกิด ไลฟ์สไตล์รีวอร์ดและข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จากแบรนด์สินค้าที่ร่วมรายการ 

 

 

พร้อมสิทธิ์เข้าร่วม The Legend Experience ซึ่งเป็นคอลเล็กชันกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ Alpha Investment Club, Private Yacht Experience, Webull Golf Academy & Clinics, Curated Wine Tastings, High-Performance Driving Experience, Fine Dining Journeys และ Private Networking Gatherings 


กิจกรรมเหล่านี้ได้รับการออกแบบเพื่อเปิดพื้นที่ให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และต่อยอดแนวคิดหรือแรงบันดาลใจร่วมกัน โดยเชื่อมโยงโลกของการลงทุนเข้ากับประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์อย่างเป็นธรรมชาติ

 

ความร่วมมือระหว่าง Webull Thailand และ Gaysorn Village จึงไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แต่ยังสะท้อนถึงนิยามใหม่ของการบริหารความมั่งคั่ง ซึ่งครอบคลุมทั้งการเติบโตของสินทรัพย์ คุณภาพของเวลา ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ที่อาจต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ในอนาคต

The post Webull Thailand จับมือ Gaysorn Village เชื่อมโลกการลงทุนกับพรีเมียมไลฟ์สไตล์ ต่อยอดคอมมูนิตี้ลูกค้า Webull Prime appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว.35094) กับ K WEALTH กสิกรไทย บทเรียนเรื่องความไว้ใจ จากห้องผ่าตัดสู่พอร์ตการลงทุน [เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย] https://thestandard.co/thananchai-asdamongkol-k-wealth-trust/ Sat, 25 Jul 2026 04:00:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1234553 นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ

ในห้องผ่าตัด นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว. 35094)  คือแ […]

The post นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว.35094) กับ K WEALTH กสิกรไทย บทเรียนเรื่องความไว้ใจ จากห้องผ่าตัดสู่พอร์ตการลงทุน [เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย] appeared first on THE STANDARD.

]]>
นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ

ในห้องผ่าตัด นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว. 35094)  คือแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง แต่เมื่อถอดเสื้อกาวน์ออก เขาคือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบางมดเอสเธติค และหัวหน้าครอบครัวที่กำลังเผชิญคำถามเดียวกับผู้ประกอบการและนักธุรกิจอีกหลายคน จะบริหารความมั่งคั่งอย่างไรให้เติบโตอย่างมั่นคง และส่งต่อไปถึงรุ่นลูกได้อย่างยั่งยืน

 

THE STANDARD WEALTH ชวนถอดรหัสปรัชญา Trusted Advisor ที่คุณหมอยึดถือมาตลอดเส้นทางการทำงาน เพื่อค้นหาว่าเหตุใด “ความไว้วางใจ” จึงเป็นรากฐานของทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การดูแลคนไข้ การบริหารองค์กร ไปจนถึงการเลือกพาร์ตเนอร์ด้านการเงินอย่าง K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย

 

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ 1

 

เพราะ “ความไว้วางใจ” คือสินทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุด

 

สำหรับคุณหมอ หน้าที่ของเขาไม่ได้เริ่มที่การจับมีดผ่าตัด แต่เริ่มต้นด้วยการจับเข่าคุย ชวนคิด และตั้งคำถาม เพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง

 

“สิ่งสำคัญของการทำศัลยกรรม คือ การออกแบบผลลัพธ์ที่เหมาะสมและช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้ชีวิตให้กับคนไข้ เพราะแต่ละคนมีร่างกาย ไลฟ์สไตล์ และความคาดหวังที่แตกต่างกัน จึงต้องเริ่มจากการรับฟัง แนะนำทางเลือกอย่างตรงไปตรงมา 

 

คุณหมอพร้อมสวมบทบาทเป็น “Trusted Advisor” หรือที่ปรึกษาของคนไข้ นั่นเพราะคุณหมอเชื่อว่าความไว้วางใจเกิดจากความจริงใจที่กล้าจะบอกความจริง เพื่อผลลัพธ์และความปลอดภัยของคนไข้ในระยะยาว

 

ที่น่าสนใจก็คือ สินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดในห้องตรวจของคุณหมอ กลับไม่ใช่เครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย ทว่าคือ “ความไว้วางใจ” ที่ต้องใช้เวลาสร้างขึ้นนานนับปี และปรัชญานี้เองที่เป็น DNA สำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลบางมดเอสเธติคดำเนินกิจการส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นมาตลอด 38 ปี

 

เมื่อคุณหมอก้าวออกนอกห้องผ่าตัดมาสวมหมวกหัวหน้าครอบครัวและนักบริหาร DNA เรื่อง “ความไว้วางใจ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เขาให้คุณค่ามากที่สุดนี้เอง ได้กลายมาเป็นเกณฑ์สำคัญที่สุดในการเลือก K WEALTH จากธนาคารกสิกรไทย มาทำหน้าที่เป็น Trusted Partner หรือเพื่อนคู่คิดทางการเงินให้กับคุณหมอและครอบครัว

 

เมื่อโจทย์ชีวิตเปลี่ยนผ่าน: จาก High Risk สู่ High Trust

 

ในฐานะแพทย์ มองว่า เมื่อเวลาและกำลังของคนมีขีดจำกัด เงินที่หามาได้จึงควรถูกออกแบบให้ “เติบโตและต่อยอดได้” ในระยะยาวอย่างยั่งยืน และส่งต่อไปยังรุ่นลูกได้

 

“สมัยวัยรุ่น เราอาจมองหาโอกาสที่ตื่นเต้น มองเรื่อง High Risk, High Return เป็นเรื่องปกติ แต่พอเริ่มมีลูก มีครอบครัว เป้าหมายก็เปลี่ยนไป จากการสร้างผลตอบแทนสูงสุด มาเป็นการสร้างความมั่นคงให้คนข้างหลัง”

 

เมื่อเป้าหมายของชีวิตเปลี่ยน สิ่งที่คุณหมอมองหาจึงไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด หากคือสถาบันการเงินและผู้เชี่ยวชาญที่ไว้วางใจได้มากที่สุด

 

และสำหรับคุณหมอ เรื่องนี้ไม่ต่างจากการรักษาคนไข้ที่ซับซ้อน ซึ่งไม่อาจอาศัยแพทย์เพียงคนเดียว แต่ต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และระบบสนับสนุนที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ทุกการตัดสินใจแม่นยำและปลอดภัย

 

“ด้าน Wealth Management ไม่ใช่แค่การบริหาร แต่คือ “เข้าใจและเชื่อใจ ผมเลือกลงทุนกับสถาบันการเงินที่ผมเชื่อถือและไว้วางใจ มีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำอย่างจริงใจ มีเทคโนโลยีช่วยเรื่องการลงทุน เพราะทั้งเรื่องสุขภาพและเรื่องเงิน เราต่างต้องการมืออาชีพที่ไว้ใจได้”

 

ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน คือการส่งต่อคุณค่าจากรุ่นสู่รุ่น

 

“หน้าที่ของคนเป็นพ่อคือการส่งต่อทั้งทรัพย์สิน คุณค่า และองค์ความรู้ให้ลูกสามารถรับไม้ต่อได้อย่างมั่นใจ”

 

นี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้คุณหมอ เลือกใช้บริการพาร์ตเนอร์ทางการเงินอย่าง K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งไม่ได้เริ่มต้นจากการเสนอผลิตภัณฑ์ แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจชีวิต เป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

 

“ผมมี RM มืออาชีพที่เชี่ยวชาญของเคแบงก์ไพรเวท แบงกิ้ง และทีมกลยุทธ์ของ K WEALTH คอยดูแล เริ่มจากการทำความเข้าใจตัวตนของผมก่อนว่าชอบแบบไหน รับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด แล้วจึงช่วยออกแบบแนวทางที่เหมาะกับผม รวมถึงแนะนำมุมมองเรื่องการส่งต่อสู่รุ่นลูกจาก Lombard Odier มาช่วยวางแผนในระยะยาวให้ด้วย” 

 

ตลอดการสนทนา มีสองคำที่คุณหมอพูดถึงอยู่เสมอ คือ “ความเข้าใจ” และ “ความเชื่อใจ”

 

ในมุมมองของเขา บทบาทของ Trusted Partner ไม่ต่างจากทีมแพทย์เบื้องหลัง เพราะต้องกลั่นกรองข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และกล้าพูดความจริงว่าสินทรัพย์ใดเหมาะหรือไม่เหมาะกับเป้าหมายของเจ้าของเงิน เพื่อให้พอร์ตเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว

 

นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล ผู้บริหารโรงพยาบาลบางมดเอสเธติค ร่วมกับ K WEALTH แนะนำการบริหารการลงทุนจากบทเรียนความไว้วางใจ 2

 

ผลตอบแทนที่มีค่าที่สุด คือเวลา

 

สำหรับคุณหมอ ผลลัพธ์ที่มีค่าที่สุดของการมี Trusted Partner คือการได้ “เวลา” กลับคืนมา

 

“เมื่อมี RM และทีม K WEALTH ผมก็ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอเพราะกังวลกับพอร์ต ทำให้ผมได้เวลากลับไปทำในสิ่งที่สำคัญกว่า ทั้งการดูแลคนไข้ การบริหารองค์กร การใช้เวลากับครอบครัว การออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพ บ้าง ก็ทำให้ชีวิตค่อนข้างลงตัว ซึ่งเอกสิทธิ์ด้านสุขภาพของเดอะวิสดอมไพรเวทแบงค์กิ้งกสิกรไทย ก็มาช่วยเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผมได้พอดี”

 

เพราะสำหรับคุณหมอ ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ใช่เพียงตัวเลขในพอร์ต แต่คืออิสระในการใช้เวลากับสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต พร้อมความมั่นใจว่าอนาคตของครอบครัวกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง 

 

ติดตามบทวิเคราะห์และความรู้การลงทุนจาก K WEALTH ที่  https://www.kasikornbank.com/k_4fMeTmE 

 

*ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย

The post นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล (ว.35094) กับ K WEALTH กสิกรไทย บทเรียนเรื่องความไว้ใจ จากห้องผ่าตัดสู่พอร์ตการลงทุน [เนื้อหาสนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สสว. รุกหนัก มุ่งยกระดับสู่การเป็น “The Growth Connector” เชื่อมทุกโอกาส ปลดล็อกทุกข้อจำกัดให้ SME ไทยโตไกลแรงเร็ว https://thestandard.co/osmeb-growth-connector-boosts-smes/ Tue, 14 Jul 2026 08:15:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1230514 สสว

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ภาพจำของผู้ประกอบการที่มีต […]

The post สสว. รุกหนัก มุ่งยกระดับสู่การเป็น “The Growth Connector” เชื่อมทุกโอกาส ปลดล็อกทุกข้อจำกัดให้ SME ไทยโตไกลแรงเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สสว

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ภาพจำของผู้ประกอบการที่มีต่อหน่วยงานภาครัฐ มักอยู่ที่การเป็น “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ผ่านโครงการสนับสนุน เงินอุดหนุน หรือมาตรการส่งเสริมเป็นครั้งคราว

 

แต่ในวันที่การทำธุรกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น การเติบโตของ SME ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินทุนเพียงอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยองค์ความรู้ การเข้าถึงตลาด เครือข่ายพันธมิตร ข้อมูล และกติกาที่เอื้อต่อการแข่งขัน

 

นี่คือเหตุผลที่ทำให้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รีแบรนด์องค์กรในปี 2569 พร้อมนิยามบทบาทใหม่ในฐานะ “The Growth Connector” หรือศูนย์กลางที่เชื่อมทุกโอกาสและปลดล็อกทุกข้อจำกัดของผู้ประกอบการไทย

 

สสว sme

 

เมื่อโจทย์ของ SME ไม่ใช่ “ขาดทุน” แต่คือ “ขาดการเชื่อมต่อ”

 

จากมุมมองของ สสว. ความท้าทายของ SME ไทยในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่คือการเชื่อมต่อทรัพยากรที่จำเป็นต่อการเติบโตให้ทำงานร่วมกันเป็นระบบ

 

บทบาทของ “The Growth Connector” จึงไม่ใช่การเข้าไปแก้ปัญหาแทนผู้ประกอบการ แต่คือการทำหน้าที่เชื่อมโยงเงินทุน องค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ สิทธิประโยชน์ โอกาสทางการตลาด และความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เกิดเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ SME ไทยมีความหลากหลาย ทั้งขนาด ประเภทธุรกิจ และปัญหาที่แตกต่างกัน การสนับสนุนจึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกับทุกธุรกิจได้ แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจบริบทของแต่ละกิจการ เพื่อออกแบบการสนับสนุนที่ตรงกับความต้องการจริง

 

ภาพ สสว. มุ่งเป็น The Growth Connector เชื่อมโอกาสให้ SME ไทยเติบโต 2

 

“5 กุญแจ” กับประสบการณ์ที่ต่อยอดได้จริง

 

แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาต่อยอดเป็นงาน “สสว. UNLOCK ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย” ซึ่งเลือกสื่อสารบทบาทขององค์กรผ่านประสบการณ์ มากกว่าการนำเสนอข้อมูลเชิงนโยบาย

 

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้ทำความรู้จักกับ “กุญแจ 5 ดอก” ซึ่งสะท้อน 5 บทบาทและหน้าที่ของ สสว. ในการขับเคลื่อน SME ได้แก่ แหล่งเงินทุน ความรู้และคำปรึกษา ข้อมูลและสิทธิประโยชน์ โอกาสทางการตลาด และนโยบายที่สร้างสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการแข่งขัน ผ่านนิทรรศการ The Unlocking Journey จึงถูกออกแบบให้ผู้ประกอบการได้สำรวจศักยภาพของธุรกิจตนเอง พร้อมค้นหาว่า “กุญแจ” ด้านใดคือสิ่งที่ควรเติมเต็มมากที่สุด

 

นอกจากนี้ยังมีการสร้างพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้ประกอบการ ผ่านเวที The Unlock Stage ที่เชิญเจ้าของธุรกิจจากหลากหลายอุตสาหกรรม มาร่วมแบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์จริง ควบคู่ไปกับโชว์เคสของผู้ประกอบการที่เติบโตจากการสนับสนุนของ สสว. ทำให้ผู้เข้าร่วมงานไม่ได้เพียงรับแรงบันดาลใจ แต่ยังได้เห็นเส้นทางการเติบโตที่เกิดขึ้นจริง และสามารถต่อยอดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในอนาคต

 

เดินหน้าปลดล็อกโอกาสสู่ 4 ภูมิภาค

 

หลังจากเปิดตัวที่กรุงเทพฯ สสว. จะเดินหน้าจัดงาน “สสว. UNLOCK ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย” ต่อใน 4 ภูมิภาค เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคได้เข้าถึงโอกาสในการพัฒนาธุรกิจอย่างทั่วถึง 

  1. เซ็นทรัล เชียงใหม่ : 1–2 สิงหาคม 2569
  2. เซ็นทรัล หาดใหญ่ : 14–16 สิงหาคม 2569
  3. เซ็นทรัล ชลบุรี : 21–23 สิงหาคม 2569
  4. เซ็นทรัล ขอนแก่น : 28–30 สิงหาคม 2569

 

ผู้ประกอบการที่กำลังมองหาทางออกใหม่ในการขยายธุรกิจ หรือผู้ที่กำลังเริ่มต้นเส้นทางผู้ประกอบการ สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://sme.go.th/ หรือเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/officeofsmes

 

#ปลดล็อกsmeโตได้ไกลไปได้จริง #สสว #OSMEP #smethailand

The post สสว. รุกหนัก มุ่งยกระดับสู่การเป็น “The Growth Connector” เชื่อมทุกโอกาส ปลดล็อกทุกข้อจำกัดให้ SME ไทยโตไกลแรงเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก Morning Pages เคล็ดลับยามเช้าของคนทำงานสร้างสรรค์ https://thestandard.co/life/morning-pages-creative-wellness/ Mon, 06 Jul 2026 02:12:46 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226956 ภาพประกอบแสดงคนกำลังเขียนบันทึกในสมุดด้วยปากกาในตอนเช้า

Morning Pages คือกิจวัตรยามเช้าที่ได้รับความนิยมในหมู่น […]

The post รู้จัก Morning Pages เคล็ดลับยามเช้าของคนทำงานสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงคนกำลังเขียนบันทึกในสมุดด้วยปากกาในตอนเช้า

Morning Pages คือกิจวัตรยามเช้าที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเขียน ศิลปิน ผู้ประกอบการ และคนทำงานสร้างสรรค์ทั่วโลก แนวคิดนี้มาจากหนังสือ The Artist’s Way ของ Julia Cameron ซึ่งเสนอวิธีง่ายๆ คือ เขียนทุกอย่างที่อยู่ในหัวลงบนกระดาษ 3 หน้า ทันทีหลังตื่นนอน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาษา ไวยากรณ์ หรือความสวยงามของเนื้อหา จะเขียนอะไรมั่วๆ ก็ยังได้

 

 

สิ่งสำคัญคือ ไม่มีหัวข้อ ไม่มีเป้าหมาย และไม่มีใครต้องอ่าน คุณสามารถเขียนได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องที่ฝันเมื่อคืน ความกังวลเรื่องงาน ความคิดฟุ้งซ่าน สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ หรือแม้แต่ประโยคว่า “วันนี้ไม่รู้จะเขียนอะไร” ก็ยังถือว่าเป็น Morning Pages ได้เหมือนกัน

 

ทำไมต้องเขียน 3 หน้า?

 

Julia Cameron อธิบายว่า จำนวน 3 หน้าเป็นระยะที่ยาวพอให้เราผ่านช่วงคิดเยอะ ไปสู่ช่วงที่ความคิดเริ่มไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วงแรกเราอาจเขียนแต่เรื่องจุกจิกในชีวิต แต่เมื่อเขียนต่อไป สมองจะเริ่มสงบ และไอเดียหรือความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ลึกๆ จะค่อยๆ ปรากฏออกมา

 

Morning Pages ช่วยอะไร?

 

หลายคนใช้ Morning Pages เป็นการล้างสมองก่อนเริ่มวัน เพราะเมื่อความคิดที่วนเวียนถูกถ่ายออกมาบนกระดาษ สมองก็ไม่ต้องแบกรับข้อมูลเหล่านั้นอีก ทำให้มีพื้นที่สำหรับการคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์มากขึ้น

 

แม้ Morning Pages จะเป็นแนวคิดของ Julia Cameron แต่มีงานวิจัยด้าน Expressive Writing ของ James W. Pennebaker ที่พบว่า การเขียนความคิดและอารมณ์ออกมาอย่างอิสระ สามารถช่วยลดความเครียด จัดระเบียบความคิด เพิ่มการตระหนักรู้ในตนเอง และส่งผลดีต่อสุขภาวะทางจิตในระยะยาว

 

นักจิตวิทยาหลายคนอธิบายว่า การเขียนลักษณะนี้ยังช่วยลดภาระของ Working Memory หรือพื้นที่เก็บข้อมูลชั่วคราวของสมอง เมื่อไม่ต้องคอยจำหรือวนคิดเรื่องเดิมๆ สมองจึงมีทรัพยากรมากขึ้นสำหรับการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ

 

ไม่ใช่ไดอารี และไม่ใช่งานเขียน

 

หลายคนเข้าใจผิดว่า Morning Pages คือการเขียนไดอารี แต่จริงๆ แล้วต่างกัน
ไดอารีมักเป็นการบันทึกเหตุการณ์ในชีวิต ส่วน Morning Pages คือการปล่อยความคิดแบบไม่กรอง ไม่ต้องเรียบเรียง ไม่ต้องเล่าเรื่อง และไม่จำเป็นต้องย้อนกลับมาอ่านอีก จุดประสงค์คือการระบาย ไม่ใช่การเก็บบันทึก

 

วิธีเริ่มสำหรับมือใหม่

 

  • เขียนทันทีหลังตื่นนอน ก่อนเช็กโทรศัพท์หรืออีเมล
  • ใช้กระดาษและปากกา จะช่วยให้จดจ่อมากกว่าการพิมพ์
  • เขียนต่อเนื่องประมาณ 3 หน้า หรือ 15-20 นาที
  • ไม่ย้อนกลับไปแก้ไข ไม่ลบ ไม่ตัดสินตัวเอง
  • เขียนทุกวัน แม้วันนั้นจะรู้สึกว่า “ไม่มีอะไรจะเขียน”

 

ช่วงแรกอาจรู้สึกอึดอัด เพราะสมองยังติดนิสัยการเขียนเพื่อให้คนอื่นอ่าน แต่เมื่อทำต่อเนื่อง หลายคนพบว่าตัวเองเริ่มรู้จักความคิด ความรู้สึก และเสียงภายในของตัวเองมากขึ้น บางเช้า Morning Pages อาจไม่ได้ให้คำตอบของทุกปัญหา แต่การใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเพื่อฟังตัวเอง ก่อนจะฟังเสียงจากโลกภายนอก ก็อาจเป็นหนึ่งในกิจวัตรที่เรียบง่ายที่สุด และทรงพลังที่สุดในการเริ่มต้นวัน

The post รู้จัก Morning Pages เคล็ดลับยามเช้าของคนทำงานสร้างสรรค์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TCEB หนุน “อีสานบานสะพรั่ง” เปิดเวที ISAN MICE EXPO 2026 ดันอีสานสู่ศูนย์กลางไมซ์โลก รับพืชสวนโลกอุดรธานี https://thestandard.co/isan-mice-expo-2026/ Tue, 30 Jun 2026 09:18:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1225181 isan-mice-expo-2026

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) หรือ T […]

The post TCEB หนุน “อีสานบานสะพรั่ง” เปิดเวที ISAN MICE EXPO 2026 ดันอีสานสู่ศูนย์กลางไมซ์โลก รับพืชสวนโลกอุดรธานี appeared first on THE STANDARD.

]]>
isan-mice-expo-2026

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) หรือ TCEB เพื่อยกระดับภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไมซ์ (MICE) ระดับนานาชาติ พร้อมใช้ทุนทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคอุดรธานีบนหมากสำคัญของเศรษฐกิจไมซ์

 

TCEB จับมือผู้ประกอบการ นักธุรกิจ นักจัดงาน และ เครือข่ายอุตสาหกรรมไมซ์จากทั่วประเทศ ในงาน ISAN MICE EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “Isan in Bloom: Connecting Culture into Global Opportunities – อีสานบานสะพรั่ง เชื่อมโยงเมือง ต่อยอดธุรกิจด้วยวัฒนธรรม เสน่ห์อีสาน ผลิบานสู่สากล” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้านานาชาติ จังหวัดอุดรธานี

 

พร้อมประกาศความพร้อมการเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2026 (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี

 

นับเป็นเมกะอีเวนต์ที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของภาคอีสานสู่สายตานานาชาติ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งด้านการท่องเที่ยว การลงทุน และการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน (SAWASDEE THAILAND – THAILAND.GO.TH)

 

ด้าน ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สสปน. ขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษและนำเสนอแนวคิด “Isan Game Changer: MICE as a Strategic Engine for Global City Transformation” สะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในฐานะ “เครื่องยนต์ยุทธศาสตร์” ที่เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเมือง สร้างงาน สร้างรายได้ และดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก

 

โลกเปลี่ยน เกมไมซ์ก็ต้องเปลี่ยน

 

ดร.ศุภวรรณ กล่าวถึง “อีสานพลิกเกมไมซ์ เครื่องยนต์ยุทธศาสตร์เมืองสู่เวทีโลก” เพราะ MICE วันนี้ไม่ใช่แค่การจัดงาน แต่เป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจและเมือง โดยชี้ 5 เทรนด์ความยั่งยืนที่กำลังเปลี่ยน MICE

 

  1.  ESG กลายเป็นมาตรฐานของการจัดงาน
  2. วัดผลกระทบได้มากกว่าคาร์บอน
  3. ใช้ Digital และ Hybrid ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  4. ลดของเสีย ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
  5. การสร้างประโยชน์ให้ชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น เศรษฐกิจยุคใหม่มีหลายมิติ

 

พร้อมชู Color Economy โมเดลเศรษฐกิจใหม่เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่

Green, Blue, Silver, Orange และ Pink/Purple Economy กำลังเติบโต ขณะที่ Brown Economy กำลังถูกลดบทบาท สะท้อนว่าเศรษฐกิจในอนาคตต้องสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และนวัตกรรม

 

อีสานกำลังเป็น Game Changer

 

ด้วยทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมไทย ลาว เวียดนาม จีนตอนใต้ และกัมพูชา รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น รถไฟความเร็วสูงและมอเตอร์เวย์ TCEB จึงขับเคลื่อน Isan Strategy ผ่าน 20 จังหวัด 3 เมืองหลัก 1 เป้าหมาย เพื่อยกระดับอีสานสู่เวทีโลก เปลี่ยนเมืองจาก Event Destination สู่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นวัตกรรม และขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

 

ขณะเดียวกัน วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงมุมมองในหัวข้อ “From Udon Expo 2026 to Legacy: Regenerative MICE as Isan’s New Growth” ว่าด้วยการเปลี่ยนเมกะอีเวนต์ให้กลายเป็น “มรดกการพัฒนา” ที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมไมซ์โลกที่กำลังให้ความสำคัญกับ “Regenerative MICE” หรือการจัดงานที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อพื้นที่และชุมชน มากกว่าการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว

 

เมืองไมซ์ที่ทุกคนเข้าถึงได้

 

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจคือ “MICE for All: Building an Inclusive City for World-Class Events” ซึ่งมุ่งผลักดันแนวคิดเมืองที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ (Inclusive City)

 

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิอารยสถาปัตย์เพื่อคนทั้งมวล, นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี และผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ โดยจะร่วมกันนำเสนอแนวทางการออกแบบเมือง สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบรองรับงานระดับโลกที่คำนึงถึงผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนทุกกลุ่ม

 

ประเด็นดังกล่าวกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของเมืองเจ้าภาพงานนานาชาติทั่วโลก และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์ยุคใหม่

 

จาก Hidden Gems สู่อีสานพรีเมียม

 

นอกจากมิติด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาเมืองแล้ว งานยังนำเสนอศักยภาพของอีสานผ่านเวที “From Hidden Gems to Premium MICE Destinations” ภายใต้แนวคิด ISAN Longevity Premium Journeys

 

สมาคมธุรกิจไมซ์และท่องเที่ยวยั่งยืนภาคอีสาน (I-MSTA) จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการบริการ มาร่วมออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับความต้องการของนักเดินทางระดับสากล

 

Business Matching เปิดตลาดใหม่ให้นักธุรกิจอีสาน

 

ภาคบ่ายของงานจะเป็นเวที ISAN Showcase & Buyer Connect ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในภูมิภาคได้เจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อ ผู้จัดงาน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วประเทศ

 

พร้อมกิจกรรม “Expo Move” ที่รวบรวมภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้จัดงานแสดงสินค้าชั้นนำ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการใช้มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2026 เป็นกลไกขับเคลื่อนงานแสดงสินค้า การเกษตร และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องของภาคอีสานสู่ตลาดโลก

The post TCEB หนุน “อีสานบานสะพรั่ง” เปิดเวที ISAN MICE EXPO 2026 ดันอีสานสู่ศูนย์กลางไมซ์โลก รับพืชสวนโลกอุดรธานี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cartier Women’s Initiative ปักหมุดกรุงเทพฯ ฉลอง 20 ปี หนุนผู้ประกอบการหญิงใช้ธุรกิจสร้างผลกระทบ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม https://thestandard.co/cartier-women-initiative-bangkok-impact/ Tue, 16 Jun 2026 11:16:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1219153 ภาพผู้ประกอบการหญิงในงาน Cartier Women’s Initiative ที่กรุงเทพมหานคร

ท่ามกลางความท้าทายที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ ทั้งความเหลื […]

The post Cartier Women’s Initiative ปักหมุดกรุงเทพฯ ฉลอง 20 ปี หนุนผู้ประกอบการหญิงใช้ธุรกิจสร้างผลกระทบ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ประกอบการหญิงในงาน Cartier Women’s Initiative ที่กรุงเทพมหานคร

ท่ามกลางความท้าทายที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ ทั้งความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเปราะบางทางสังคม บทบาทของ ‘ผู้ประกอบการหญิง’ กำลังได้รับการจับตามองมากขึ้นในฐานะพลังสำคัญที่ไม่ได้เพียงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังใช้กลไกธุรกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

 

 

ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดผ่าน Cartier Women’s Initiative (CWI) โครงการระดับโลกที่สนับสนุนผู้ประกอบการหญิง ซึ่งเลือกกรุงเทพมหานครเป็นสถานที่จัดพิธีมอบรางวัลประจำปี 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของโครงการ ภายใต้แนวคิด ‘Women Lighting the Path’ หรือการที่ผู้หญิงเป็นผู้จุดประกายเส้นทางสู่อนาคต

 

การจัดงานครั้งนี้ ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้ประกอบการหญิงจากทั่วโลก แต่ยังสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า นิยามของความสำเร็จทางธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้วัดจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมถึงความสามารถในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อผู้คน ชุมชน และโลกในระยะยาว

 

จาก ‘เงินทุน’ สู่ ‘ระบบนิเวศ’ ที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพผู้หญิง

 

ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา Cartier Women’s Initiative ทำหน้าที่เป็นกลไกเร่งการเติบโต (Accelerator) ที่ช่วยลดข้อจำกัดด้านโอกาส เงินทุน และองค์ความรู้ของผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจโลก

 

ในปี 2026 โครงการได้คัดเลือกผู้ประกอบการหญิงจำนวน 30 คนจาก 19 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุม 10 สาขารางวัล รวมถึง Science & Technology Pioneer Award ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการที่นำนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาสำคัญของโลก

 

การสนับสนุนของโครงการแบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนด้านเงินทุน โดยผู้ชนะอันดับหนึ่งของแต่ละสาขาจะได้รับทุน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ได้รับรางวัลอันดับสองและสามจะได้รับทุน 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ และ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ

 

ขณะเดียวกัน โครงการยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่าน Fellowship Program ระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้ง 30 คนได้พัฒนาศักยภาพด้านธุรกิจ ภาวะผู้นำ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญระดับโลก

 

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา CWI ได้สนับสนุนผู้ประกอบการหญิงแล้วมากกว่า 330 คน จาก 67 ประเทศทั่วโลก พร้อมมอบเงินทุนสนับสนุนรวมกว่า 14.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างเครือข่ายผู้นำหญิงมากกว่า 520 คน ครอบคลุมกว่า 80 ประเทศ ซึ่งกลายเป็นระบบนิเวศสำคัญในการผลักดันธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

 

เมื่อผู้นำหญิงไม่ได้แค่เติบโตทางธุรกิจ แต่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม

 

ภายในงาน ผู้นำจากหลากหลายภาคส่วนได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อบทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม

 

Yanina Novitskaia ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cartier Southeast Asia and Oceania และ Cyrille Vigneron ประธานคณะกรรมการด้านวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมของ Cartier กล่าวตรงกันว่า ธุรกิจจำนวนมากที่ก่อตั้งโดยผู้หญิงกำลังมุ่งตอบโจทย์ความท้าทายเร่งด่วนของโลก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา หรือความเหลื่อมล้ำ และสามารถขยายผลกระทบเชิงบวกไปสู่ผู้คนจำนวนมากได้อย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานคณะกรรมการด้านการพัฒนาของ FIFA และนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับอคติทางเพศ (Gender Bias) และบทบาทของผู้หญิงในพื้นที่ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชายมาอย่างยาวนาน

 

“การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อผู้หญิงกล้าก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่เคยถูกบอกว่าไม่ใช่ของตนเอง กล้าที่จะไม่ยอมรับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านั้น”

 

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ Amal Clooney นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระดับโลก และผู้ร่วมก่อตั้ง Clooney Foundation for Justice ซึ่งขึ้นกล่าวปาฐกถาปิดท้าย โดยชี้ว่า Fellowship Program ของ Cartier Women’s Initiative ไม่ได้เป็นเพียงเวทีพัฒนาศักยภาพทางอาชีพ แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างชุมชนของผู้หญิงที่พร้อมสนับสนุน ผลักดัน และเติบโตไปด้วยกัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เปิดกว้างและเท่าเทียมมากขึ้น

 

ทลาย Impostor Syndrome อุปสรรคที่มองไม่เห็นของผู้นำหญิง

 

นอกเหนือจากพิธีมอบรางวัล Cartier Women’s Initiative ยังจัดเวทีเสวนา Cartier Dialogues ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เพื่อสำรวจประเด็นเชิงลึกเกี่ยวกับภาวะผู้นำและความท้าทายที่ผู้หญิงต้องเผชิญในโลกการทำงาน

 

หนึ่งในหัวข้อสำคัญคือ “Unveiling Brilliance: Imposter Syndrome & The Path to Authentic Leadership” ซึ่ง Cyrille Vigneron และ Dr. Lisa Orbé-Austin นักจิตวิทยาชื่อดัง ร่วมกันวิเคราะห์ปรากฏการณ์ Impostor Syndrome หรือความรู้สึกว่าตนเองยังไม่เก่งพอ แม้จะประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม

 

ทั้งสองมองว่า ความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงปัญหาในระดับบุคคล แต่มีรากฐานมาจากโครงสร้างทางสังคมที่สร้างความคาดหวังและแรงกดดันต่อผู้หญิงในตำแหน่งผู้นำมากกว่าปกติ การตระหนักรู้และทำความเข้าใจกับอุปสรรคทางจิตวิทยานี้จึงเป็นก้าวสำคัญของการสร้างภาวะผู้นำที่แท้จริง หรือ Authentic Leadership

 

อีกหนึ่งเวทีที่ได้รับความสนใจคือเซสชัน “Strength Reimagined” ซึ่ง Amal Clooney ร่วมเสวนากับ Ramla Ali นักมวยโอลิมปิกและ UNICEF Ambassador โดยทั้งคู่เสนอว่า ความเข้มแข็งในโลกยุคใหม่ไม่ควรถูกนิยามผ่านความแข็งกร้าวเพียงอย่างเดียว แต่ควรประกอบด้วยความเห็นอกเห็นใจ การเข้าถึงความคุ้มครองทางกฎหมาย และโอกาสทางการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมสำหรับผู้หญิงทั่วโลก

 

ปักหมุด ‘อัมสเตอร์ดัม’ มุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน

 

หลังจากเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปีในกรุงเทพฯ Cartier Women’s Initiative ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการหญิงสำหรับโครงการประจำปี 2027 แล้ว โดยเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 16 มิถุนายน 2569 เวลา 19.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

โครงการยังคงเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการหญิงผ่านการให้ทุน การสร้างเครือข่าย และการพัฒนาศักยภาพด้านภาวะผู้นำอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะประกาศผลและจัดพิธีมอบรางวัลครั้งต่อไปที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

 

การเดินทางตลอดสองทศวรรษของ Cartier Women’s Initiative สะท้อนให้เห็นแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันว่า การเติบโตทางธุรกิจที่มุ่งสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ขณะที่โมเดลธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมกำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และในสมการใหม่นี้ ‘ผู้ประกอบการหญิง’ กำลังกลายเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยออกแบบอนาคตของเศรษฐกิจโลกให้เติบโตควบคู่ไปกับความยั่งยืน

The post Cartier Women’s Initiative ปักหมุดกรุงเทพฯ ฉลอง 20 ปี หนุนผู้ประกอบการหญิงใช้ธุรกิจสร้างผลกระทบ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค่าเช่า ค่ายิงแอด ค่าธรรมเนียม ทำไมต้นทุนที่ถูกที่สุดบนกระดาษ ไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มที่สุดเสมอไป https://thestandard.co/e-commerce-selling-costs/ Tue, 09 Jun 2026 01:57:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1216070 ภาพเจ้าของธุรกิจกำลังแพ็กสินค้า พร้อมข้อความแสดงต้นทุนค่าเช่า ค่ายิงแอด และค่าธรรมเนียม

ในวันที่ผู้บริโภคคนหนึ่งสลับช่องทางซื้อของได้ภายในไม่กี […]

The post ค่าเช่า ค่ายิงแอด ค่าธรรมเนียม ทำไมต้นทุนที่ถูกที่สุดบนกระดาษ ไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มที่สุดเสมอไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าของธุรกิจกำลังแพ็กสินค้า พร้อมข้อความแสดงต้นทุนค่าเช่า ค่ายิงแอด และค่าธรรมเนียม

ในวันที่ผู้บริโภคคนหนึ่งสลับช่องทางซื้อของได้ภายในไม่กี่นาที จากเดินห้างตอนเช้า เลื่อนฟีดโซเชียลตอนบ่าย แล้วกดสั่งของบนแอปอีคอมเมิร์ซก่อนนอน คำถามแรกที่ผู้ประกอบการต้องตอบให้ได้จึงไม่ใช่แค่ ‘จะขายอะไร’ แต่คือ ‘จะขายที่ไหน’

 

 

เพราะแต่ละช่องทางไม่ได้ต่างกันแค่หน้าตา แต่ต่างกันที่โครงสร้างต้นทุนเบื้องหลัง ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าธุรกิจหนึ่งจะขยายตัวได้ไกลแค่ไหน

 

คำถามนี้ยิ่งสำคัญขึ้นในปี 2569 เมื่อแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ทยอยปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายพร้อมกัน ทำให้ผู้ขายจำนวนไม่น้อยต้องกลับมาทบทวนว่า แต่ละบาทที่จ่ายให้แต่ละช่องทางนั้นได้อะไรกลับมาบ้าง

 

ตลาดที่ทะลุ 1 ล้านล้านบาท แต่โตยากกว่าเดิม

 

ก่อนจะไปถึงเรื่องต้นทุน ภาพใหญ่ของตลาดช่วยให้เห็นว่าทำไมการเลือกช่องทางถึงสำคัญ ในปี 2568 ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นครั้งแรก ด้วยอัตราการเติบโตราว 7.6% ขณะที่ Priceza ประเมินว่าในปี 2569 มูลค่าตลาดจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ราว 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 30% ของตลาดค้าปลีกทั้งหมด

 

ที่น่าสนใจคือ ขณะที่ตลาดค้าปลีกโดยรวมของไทยปีนี้คาดว่าจะโตเพียงราว 3.7% แต่อีคอมเมิร์ซกลับยังโตได้ในอัตราที่สูงกว่าเกือบเท่าตัว สะท้อนว่ากำลังซื้อยังไหลเข้าสู่ช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

 

แต่การเติบโตรอบนี้ต่างจากยุคก่อน เพราะไม่ใช่การโตแบบง่ายๆ ด้วยการอัดส่วนลดและสงครามราคาอีกต่อไป ผู้เล่นในตลาดเริ่มหันมาแข่งกันที่ความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศแทน และการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่กำลังเกิดขึ้น ก็เป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทนี้

 

ค่าธรรมเนียมที่ขยับขึ้นพร้อมกันทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop

 

ในปี 2569 การปรับค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นแทบจะพร้อมกัน ฝั่ง Shopee ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายโดยมีผลตั้งแต่ 1 มิถุนายน ร้านค้าทั่วไปขยับเพดานสูงสุดจาก 13.38% เป็น 14.98% ส่วนร้านใน Shopee Mall จาก 15.52% เป็น 17.12% โดยอัตราจริงจะแตกต่างกันไปตามหมวดหมู่สินค้า

 

ก่อนหน้านั้นไม่นาน Lazada ก็ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมเช่นกัน โดย Lazada ระบุว่าได้ปรับอัตราค่าธรรมเนียมบริการมาร์เก็ตเพลซ และค่าธรรมเนียมของโปรแกรมต่างๆ อย่างพรีเมียมแพ็กเกจ, โปรแกรมส่งฟรีพิเศษ และคูปองแคมเปญ ซึ่งหลายหมวดปรับขึ้นราว 1-2% แล้วแต่ประเภทสินค้า มีผลกับทุกคำสั่งซื้อตั้งแต่ 1 พฤษภาคม พร้อมให้เหตุผลว่าเพื่อพัฒนาบริการและเครื่องมือบนแพลตฟอร์มให้ผู้ขายแข่งขันได้ในระยะยาว

 

ฟากของ TikTok Shop ก็ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียม 2 ตัวพร้อมกัน มีผลตั้งแต่ 6 พฤษภาคม ทั้งค่าคอมมิชชันของร้านค้าทั่วไป (Non-Mall) ที่ขยับเพดานสูงสุดไปอยู่ที่ 9.63% และค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้าที่เรียกเก็บจากร้านทุกประเภท สูงสุด 8.03% โดย TikTok Shop ระบุว่าค่าธรรมเนียมส่วนหลังนี้นำไปใช้พัฒนาร้านค้า เช่น การให้โคดส่งฟรีและการเพิ่มการมองเห็นให้สม่ำเสมอ

 

การที่ทั้งสามรายปรับขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทำให้การปรับค่าธรรมเนียมกลายเป็นเรื่องที่ผู้ขายทั้งตลาดต้องเจอ ไม่ใช่เฉพาะแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง คำถามที่ตามมาสำหรับผู้ขายคือ เงินค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นถูกนำไปทำอะไร

 

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ต้นทุนที่ผู้ขายมองไม่เห็น ทั้งระบบที่รองรับออร์เดอร์จำนวนมหาศาลในแต่ละวัน, ระบบจัดส่งที่ส่งของถึงมือลูกค้าได้ภายใน 1-2 วัน, ระบบ AI ที่วิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อแนะนำสินค้า ไปจนถึงระบบป้องกันการฉ้อโกงและรีวิว

 

การลงทุนสร้างคลังสินค้า, ระบบขนส่งด่วน หรือพัฒนา AI ในระดับนี้ด้วยตัวเอง ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มค่าหรือจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการส่วนใหญ่ การจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อให้ผู้ขายใช้โครงสร้างเหล่านี้ร่วมกัน จึงเป็นการแบ่งต้นทุนก้อนใหญ่ให้กลายเป็นต้นทุนที่บริหารจัดการได้

 

ค่าเช่า, ค่ายิงแอด, ค่าธรรมเนียม สามต้นทุนที่หน้าตาไม่เหมือนกัน

 

เมื่อมองผ่านเลนส์ต้นทุน ช่องทางขายหลักสามแบบในตลาดมีโครงสร้างต้นทุนที่ต่างกันพอสมควร และแต่ละแบบก็มีทั้งจุดแข็งและข้อจำกัดในตัวเอง

 

การขายหน้าร้าน (Offline) – มีจุดเด่นที่ลูกค้าได้เห็นและสัมผัสสินค้าจริง ปิดการขายได้ทันที และหากเป็นร้านที่มีหน้าร้านของตัวเอง ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมต่อยอดขายแบบที่แพลตฟอร์มออนไลน์เรียกเก็บ จึงเหมาะกับสินค้าที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นและประสบการณ์หน้าร้าน

 

แต่แลกมาด้วยต้นทุนคงที่ที่สูงและจ่ายแน่นอนทุกเดือน ทั้งค่าเช่า, ค่าน้ำค่าไฟ, ค่าพนักงาน และค่าตกแต่งร้าน โดยที่ยอดขายยังไม่ทันเกิด อีกทั้งโอกาสเข้าถึงลูกค้ายังถูกจำกัดด้วยทำเลและจำนวนคนเดินผ่านหน้าร้าน

 

การขายผ่านโซเชียล (Social Commerce) – มีต้นทุนเริ่มต้นต่ำ เปิดเพจได้ฟรี ยืดหยุ่นสูง และสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกค้าได้ดี เหมาะกับสินค้าที่ต้องเล่าเรื่องผ่านคอนเทนต์ แต่ต้นทุนจริงมักเป็น ‘ต้นทุนแฝง’ ที่ซ่อนอยู่หลังบ้าน ทั้งค่ายิงแอดเพื่อให้คอนเทนต์เข้าถึงคน, ค่าจ้างทำคอนเทนต์ และแรงคนที่ต้องตอบแชท, เช็กสลิป และแพ็กของเอง

 

ที่สำคัญคือยอดขายต้องพึ่งการมองเห็นของคอนเทนต์ ซึ่งผันผวนตามอัลกอริทึมที่ผู้ขายควบคุมไม่ได้ ขณะที่ความน่าเชื่อถือก็ต้องสร้างเองผ่านรีวิวและหน้าเพจ

 

ส่วนการขายบนอีคอมเมิร์ซ (E-marketplace) – มีต้นทุนเริ่มต้นต่ำเพราะคิดค่าธรรมเนียมเมื่อเกิดการซื้อขายจริงเป็นหลัก มาพร้อมฐานผู้ซื้อขนาดใหญ่ที่ตั้งใจเข้ามาช็อปอยู่แล้ว, ระบบค้นหาสินค้า, แคมเปญส่งเสริมการขาย และระบบหลังบ้านครบวงจรตั้งแต่การชำระเงิน, โลจิสติกส์ ไปจนถึงการคุ้มครองผู้ซื้อ

 

แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องยอมรับ ทั้งค่าธรรมเนียมที่เป็นต้นทุนต้องบริหาร, การแข่งขันด้านราคาที่สูงเพราะลูกค้าเทียบราคาได้ง่าย และการที่ผู้ขายต้องปรับตัวตามกฎและนโยบายของแพลตฟอร์ม รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ส่วนใหญ่ยังเกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ผ่านช่องทางของร้านโดยตรง

 

คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจากเรื่องราคามาเป็นว่า เรากำลัง ‘จ่ายเพื่ออะไร’ และเงินนั้นซื้อโครงสร้างอะไรกลับมาให้ธุรกิจบ้าง เพราะต้นทุนที่ถูกที่สุดบนกระดาษในวันเริ่มต้นโดยไม่มีระบบรองรับ อาจกลายเป็นต้นทุนที่แพงและเหนื่อยที่สุดเมื่อธุรกิจต้อง ‘เติบโต’

 

ทำไม Shopee นำค่าธรรมเนียมกลับมาเป็นเครื่องมือดึงลูกค้าให้ซื้อซ้ำ

 

ในเมื่อการปรับค่าธรรมเนียมเป็นทิศทางของทั้งอุตสาหกรรม สิ่งที่ทำให้แต่ละแพลตฟอร์มต่างกันจึงอยู่ที่ว่านำเงินก้อนนี้ไปทำอะไรต่อ

 

สำหรับ Shopee ระบุว่าได้นำค่าธรรมเนียมที่ผู้ขายจ่ายมาแปลงกลับเป็น Shopee Voucher เพื่อดึงลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ พร้อมลงทุนพัฒนาระบบจัดส่งให้เร็วขึ้น และสร้างเครื่องมือช่วยขายอย่าง Shopee Live, Shopee Video รวมถึงโปรแกรม Shopee VIP ที่ดึงลูกค้าประจำมาให้ร้านค้า นอกจากนี้ Shopee ยังเปิดให้ผู้ขายใช้เครื่องมือ AI วิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

 

ความได้เปรียบเรื่องฐานลูกค้าของ Shopee สอดคล้องกับผลสำรวจหลายชิ้น โดยผลสำรวจของ Milieu Insight ระบุว่า Shopee เป็นแพลตฟอร์มที่คนไทยใช้มากที่สุดถึง 89% ด้านข้อมูลทราฟฟิกเว็บไซต์จาก SimilarWeb ในเดือนมีนาคม 2569 จัด Shopee.co.th เป็นเว็บมาร์เก็ตเพลซอันดับหนึ่งของไทย ขณะที่ YouGov พบว่า Shopee เป็นแบรนด์อีคอมเมิร์ซที่คนไทยแนะนำต่อสูงสุดที่ 66.62%

 

ในมุมของร้านเล็กที่กังวลกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น Shopee ระบุว่าได้ออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม โดยร้านที่มียอดขายไม่เกิน 10,000 บาทในรอบ 30 วัน จะได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการขายเพิ่ม 0.50-1.50% (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และหากอยู่ในโปรแกรม Prime Seller จะได้ส่วนลดค่าธรรมเนียมการขาย 1-2%

 

ต้นทุนกับโอกาส คือสองด้านของเหรียญเดียวกัน

 

ภาพทั้งหมดสะท้อนความจริงของยุค Modern Retail ที่ผู้บริโภคกระจายตัวและพร้อมจ่ายผ่านหลายช่องทางสลับกันไปมา นั่นคือ ไม่มีช่องทางไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน มีแต่ช่องทางที่เหมาะกับขนาดและความพร้อมของธุรกิจในแต่ละช่วง

 

สำหรับธุรกิจที่มีความพร้อมด้านเงินทุน การกระจายร้านไปหลายช่องทางแบบ Omni-channel ทั้งหน้าร้าน, โซเชียล และอีคอมเมิร์ซ ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางเดียวได้ ขณะที่ผู้ขายรายเล็กหรือ SME ที่ยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ การเริ่มต้นบนช่องทางที่มีระบบนิเวศพร้อมและเข้าถึงลูกค้าได้ทันที ก็ช่วยให้เริ่มต้นได้โดยไม่ต้องแบกต้นทุนคงที่ก้อนใหญ่ตั้งแต่วันแรก

 

แต่ไม่ว่าจะเลือกช่องทางไหน โจทย์ที่สำคัญกว่าตัวเลขค่าธรรมเนียมคือ การกลับมาตรวจสุขภาพธุรกิจของตัวเองว่า เงินที่จ่ายไปนั้นแปลงกลับมาเป็นยอดขาย, เครื่องมือ และระบบที่ช่วยให้ธุรกิจโตได้จริงหรือไม่ เพราะค่าธรรมเนียมที่คุ้มค่าคือค่าธรรมเนียมที่ให้บางอย่างกลับมามากกว่าที่จ่ายไป

 

ภาพ: Maitnee Duangphet / Shutterstock

The post ค่าเช่า ค่ายิงแอด ค่าธรรมเนียม ทำไมต้นทุนที่ถูกที่สุดบนกระดาษ ไม่ใช่ทางเลือกที่คุ้มที่สุดเสมอไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Paweenee’s Nuts Butter เนยถั่วโลเคชันนอกเมืองหลวง ปั้นแบรนด์สู่ระดับประเทศได้อย่างไร https://thestandard.co/paweenees-nuts-butter-national-brand-success/ Thu, 14 May 2026 02:45:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1206978 Paweenee’s Nuts Butter

Paweenee’s Nuts Butter คือแบรนด์เนยถั่วเพื่อสุขภาพจากแด […]

The post Paweenee’s Nuts Butter เนยถั่วโลเคชันนอกเมืองหลวง ปั้นแบรนด์สู่ระดับประเทศได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Paweenee’s Nuts Butter

Paweenee’s Nuts Butter คือแบรนด์เนยถั่วเพื่อสุขภาพจากแดนอีสานที่ครองใจฐานแฟนคลับรวมทุกแพลตฟอร์มทะลุ 2 ล้านคน และยังกวาดยอดขายออนไลน์ได้ถึง 90% และเรื่องราวของคุณจ๋อมแจ๋ม ภาวิณี เกษมสันต์ ณ อยุธยา ยืนยันว่าเพดานการเติบโตไม่ได้ถูกกำหนดด้วยพิกัดบนแผนที่ ทว่าการสร้างมาตรฐานระดับสากลและความจริงใจต่างหากที่เป็นอาวุธสำคัญในการทะลวงกำแพงพื้นที่ เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดและเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง

 

🟡 Paweenee’s Nuts Butter คืออะไร เริ่มต้นอย่างไร

 

ย้อนกลับไป 10 ปีก่อนในยุคที่ตลาดสุขภาพยังไม่บูม คุณจ๋อมแจ๋มเริ่มปั่นเนยถั่วแบบไม่เติมน้ำตาลและน้ำมันส่งไปรษณีย์ขายตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย กระทั่งช่วงโควิด เธอตัดสินใจเปิดช่อง TikTok เพื่อแชร์ไลฟ์สไตล์การทำขนมแบบจริงใจจนมีผู้ติดตามเพิ่มทีละน้อย

 

จุดเปลี่ยนชีวิตคือการทำคลิปพาทัวร์ไลน์ผลิตเนยถั่ว คลิปนั้นกลายเป็นไวรัลชนิดที่ว่าแค่ไปดูหนังจบสองชั่วโมง เธอกลับมาพบออเดอร์ถล่มทลายถึง 5,000 ออเดอร์จนผลิตแทบไม่ทัน

 

🟡 ทำคอนเทนต์แบบ Paweenee’s ทำอย่างไรให้คนตามติดหลักล้าน

 

กุญแจสำคัญคือการสื่อสารด้วยความจริงใจแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างหยิบมาเป็นคอนเทนต์ได้ไม่ว่าจะเป็นตอนสำเร็จหรือตอนที่ทำพลาด

 

ปัจจุบันกุญแจความสำเร็จบนโลกออนไลน์ของแบรนด์คือการเลือกใช้วิธีออร์แกนิกและตรงไปตรงมา เธอเล่าทุกกระบวนการเบื้องหลังให้ลูกค้าฟัง ตั้งแต่การเลือกแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงตอนที่ทำล้มเหลวก็พร้อมเล่าปัญหาและบอกวิธีแก้ไข ความโปร่งใสนี้สร้าง Trust อันแข็งแกร่งจนลูกค้ากลายเป็นแฟนคลับ โดยคุณจ๋อมแจ๋มยึดกฎเหล็กในการทำธุรกิจสามข้อคือ หนึ่งโปรดักต์ต้องดีแตกต่างและทำให้คนอยากซื้อซ้ำ สองคอนเทนต์ต้องมีความจริงใจพอที่จะทำให้คนเชื่อถือ และสามแบรนดิ้งต้องน่าจดจำพร้อมรักษาคุณภาพให้เหมือนวันที่เริ่มต้นทำเองในครัว

 

เมื่อแบรนด์เนยถั่วเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน เธอจึงนำความหลงใหลในเบเกอรี่มาต่อยอดเป็น From Scratch Bakeshop & Café ร้านขนมชื่อดังในจังหวัดขอนแก่น

 

🟡 วิธีใช้บ้านเกิดเป็นแต้มต่อสเกลธุรกิจ

 

อุปสรรคใหญ่ในใจของคนทำธุรกิจต่างจังหวัดคือความเชื่อที่ว่าตัวเองเสียเปรียบเพราะอยู่ไกล แต่คุณจ๋อมแจ๋มกลับเลือกใช้ขอนแก่นเป็นฐานที่มั่นในการสร้างความแตกต่าง เธอตระหนักว่าแท้จริงแล้วแบรนด์ไม่ได้เสียโอกาสเพราะโลเคชัน แต่เสียโอกาสเพราะความไม่พร้อมต่างหาก

 

เมื่อเธอเร่งอุดรอยรั่วและยกระดับมาตรฐานระบบหลังบ้านให้เนี้ยบเทียบเท่าแบรนด์สากล บ้านเกิดจึงกลายเป็นแต้มต่อที่ช่วยเสริมสตอรี่ความคราฟต์ให้ดูมีเสน่ห์และจับต้องได้ ผลลัพธ์คือลูกค้าเลิกตั้งคำถามถึงระยะทางจัดส่ง หลายคนอุดหนุนมานานเพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่านี่คือของดีที่ส่งตรงจากภาคอีสาน

 

ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพที่ไร้ที่ติและการคงอัตลักษณ์ที่จริงใจ ยังเปลี่ยนคาเฟ่ในขอนแก่นให้กลายเป็น Destination สำคัญ ที่ดึงดูดให้ลูกค้าจากกรุงเทพฯ หรือภาคใต้ยอมตีตั๋วเครื่องบินมาต่อคิวสัมผัสประสบการณ์ถึงหน้าร้านด้วยตัวเอง

 

🟡 ก้าวต่อไปของ Paweenee’s Nuts Butter

 

โลกธุรกิจยุคดิจิทัลลบเส้นแบ่งระหว่างแบรนด์ท้องถิ่นกับแบรนด์ระดับประเทศไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงพื้นที่สำหรับผู้ที่มอบคำตอบที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค การก้าวขึ้นมาของ Paweenee’s สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนยุคใหม่พร้อมจ่ายเงินซื้อคุณค่าที่แท้จริงโดยไม่สนใจป้ายกำกับเรื่องภูมิภาค

 

ปัจจุบัน From Scratch Bakeshop & Café ลงหลักปักฐานในขอนแก่น ไปแล้วถึง 3 สาขา และกำลังเตรียมเจาะตลาดกรุงเทพมหานคร ผ่านนวัตกรรมตู้กดเค้กอัตโนมัติ แสดงให้เห็นว่าผู้นำองค์กรอาจต้องเลิกมองหาทำเลทองทางภูมิศาสตร์ แล้วหันมาสร้างทำเลทองในใจลูกค้าด้วยการเสิร์ฟคุณภาพที่ไร้ข้อกังขา

 

โลกยุคใหม่ไม่มีเส้นแบ่งเรื่องโลเคชันอีกต่อไป ผู้นำต้องหันมาโฟกัสกับการปั้นโปรดักต์ให้เนี้ยบระดับสากล สื่อสารเบื้องหลังอย่างตรงไปตรงมาเพื่อเปลี่ยนลูกค้าให้เป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง และอุดรอยรั่วระบบหลังบ้านให้พร้อมรับมือกับทุกโอกาส เพราะท้ายที่สุดแล้ว ‘ความพร้อม’ คืออาวุธเดียวที่จะพาสเกลธุรกิจไปได้ไกลอย่างไร้พรมแดน

The post Paweenee’s Nuts Butter เนยถั่วโลเคชันนอกเมืองหลวง ปั้นแบรนด์สู่ระดับประเทศได้อย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
โครงการคนละครึ่งยังจำเป็นในวันที่คนไทยส่วนใหญ่ ‘รายได้ติดลบ’ ลุกลามถึงฝั่งร้านอาหารเร่งลดโอที – หยุดจ้างงานใหม่ https://thestandard.co/thai-income-crisis-restaurants/ Wed, 29 Apr 2026 08:22:10 +0000 https://thestandard.co/thai-income-crisis-restaurants/ ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH

นโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือพยุงเศ […]

The post โครงการคนละครึ่งยังจำเป็นในวันที่คนไทยส่วนใหญ่ ‘รายได้ติดลบ’ ลุกลามถึงฝั่งร้านอาหารเร่งลดโอที – หยุดจ้างงานใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH

นโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ยังถูกมองว่าเป็นเครื่องมือพยุงเศรษฐกิจฐานราก ท่ามกลางแรงกดดันค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นไม่หยุด ‘ฐนิวรรณ กุลมงคล’ นายกสมาคมภัตตาคารไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มาตรการดังกล่าวรัฐบาลให้วงเงินรวม 4,000 บาทต่อคนในระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท ยังคงมีความจำเป็นในช่วงเวลานี้

 

 

ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH 1

ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย

 

เนื่องจากปัจจุบัน ผู้บริโภคจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ประจำระดับ 1-2 หมื่นบาทต่อเดือน กำลังเผชิญภาวะ ‘รายได้ติดลบ’ จากรายจ่ายที่สูงกว่ารายรับ อันเป็นผลมาจากราคาน้ำมันและต้นทุนต่างๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ทั้งค่าเดินทางและค่าครองชีพโดยรวมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นหลายครัวเรือนเริ่มมีภาระขาดดุลเฉลี่ยราว 3,000–5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงด้านหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น และทำให้กำลังซื้อในระบบลดลงเป็นลูกโซ่

 

ผลกระทบดังกล่าว ลุกลามไปยังภาคธุรกิจร้านอาหารและบริการอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการร้านอาหารจำนวนมากจำเป็นต้องปรับตัวด้วยแนวทาง Lean เพื่อลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอการจ้างงานใหม่ หรือปรับลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (OT) ซึ่งเดิมถือเป็นรายได้เสริมของแรงงาน ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยิ่งหดตัวลงอีก

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในรูปแบบเงินช่วยเหลือรายเดือน แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยพยุงกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของประเทศ หากขาดมาตรการรองรับ กลุ่มนี้อาจต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ และเสี่ยงต่อปัญหาสังคมในระยะยาว

 

ฐนิวรรณยังชี้ว่า แนวคิดนโยบายของภาครัฐกำลังเปลี่ยนผ่านจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคแบบโครงการคนละครึ่งในช่วงโควิด ไปสู่ลักษณะของรัฐสวัสดิการ ที่มุ่งช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนโดยตรงมากขึ้น

 

สมาคมภัตตาคารไทยถก LINE MAN ปรับค่าธรรมเนียม ชี้ลด GP ยังยาก

 

ในอีกด้านหนึ่ง สมาคมภัตตาคารไทยได้หารือกับแพลตฟอร์มเดลิเวอรีรายใหญ่ อย่าง LINE MAN เพื่อปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยพบว่าไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักสุด เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำมันและค่าเดินทางโดยตรง และหากไรเดอร์ไม่สามารถดำเนินอาชีพต่อได้ ย่อมกระทบต่อทั้งระบบแพลตฟอร์ม

 

ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH 2

 

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มย้ำบทบาทของตนในฐานะ Marketplace โดยแนะนำให้ผู้ประกอบการปรับวิธีคิดด้านต้นทุน เช่น ไม่นำค่าใช้จ่ายของหน้าร้านทั้งหมด อาทิ ค่าเช่าหรือพนักงานเสิร์ฟ มาคำนวณรวมในราคาบนแพลตฟอร์ม เพื่อให้สามารถรับมือกับค่าธรรมเนียม GP ที่อยู่ในระดับสูงได้

 

สำหรับข้อเรียกร้องให้ลดค่าธรรมเนียม GP นั้น มองว่าเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากแต่ละแพลตฟอร์มมีโครงสร้างต้นทุนและกลยุทธ์ราคาที่แตกต่างกัน และในปัจจุบันหลายรายได้ปรับเข้าสู่โมเดลธุรกิจที่เน้นความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ได้อุดหนุนราคาด้วยการขาดทุนเหมือนในอดีต ดังนั้น หากต้องการให้เกิดการลดค่าธรรมเนียมอย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐอาจต้องเข้ามามีบทบาทในการช่วยอุดหนุนต้นทุน

 

VAT 7-10 % สะเทือนร้านเล็ก แนะรัฐยกเครื่องภาษี ดึงผู้ประกอบการเข้าระบบ

 

ในมิติของโครงสร้างภาษี ฐนิวรรณสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำของระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ผู้มีรายได้ต่างระดับต้องจ่ายในอัตราเดียวกันเมื่อบริโภคสินค้า ทั้งที่ภาระต่อรายได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งอาหารซึ่งมีต้นทุนสูง ยังถูกจัดเก็บภาษีในอัตราเดียวกับสินค้าบางประเภท เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 

อีกทั้งปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการร้านอาหารรายเล็กราว 5-7 แสนราย ที่ยังไม่พร้อมเข้าสู่ระบบ VAT 7% และอาจได้รับผลกระทบมากขึ้นหากมีการปรับขึ้นอัตราภาษีในอนาคต ส่งผลให้บางส่วนเลือกอยู่นอกระบบ ขณะที่ภาครัฐยังขาดข้อมูลเชิงลึกของผู้ประกอบการกลุ่มนี้

 

ด้วยเหตุนี้ สมาคมฯ จึงอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านโครงสร้างภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล โดยมองว่าการออกแบบระบบภาษีที่เหมาะสมจะช่วยดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น แม้จะจัดเก็บในอัตราที่ไม่สูง แต่ย่อมดีกว่าการไม่สามารถจัดเก็บได้เลย

 

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะรายย่อย ร้านอาหารตามสั่ง และร้านอาหารชุมชน ตอนนี้รับแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน คือ ต้นทุนเพิ่ม แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้เต็มที่ เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังเปราะบาง หลายร้านจึงต้องลดกำไร ลดขนาด ตามด้วยปรับเมนู หรือชะลอการลงทุนเพื่อประคองธุรกิจ

 

ภาพกราฟิกสื่อถึงคนไทยรายได้ติดลบ แบกรับค่าครองชีพสูง กระทบร้านอาหารต้องลดโอที-หยุดจ้างงานใหม่ มีภาพ ฐนิวรรณ กุลมงคล และโลโก้ WEALTH IN DEPTH 3

 

หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ร้านอาหารขนาดเล็กจำนวนมากอาจเผชิญปัญหาสภาพคล่อง และเสี่ยงปิดกิจการ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงาน เกษตรกร ผู้ค้าส่ง โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจฐานรากโดยรวม

 

ในภาพใหญ่ ธุรกิจอาหารไม่ได้เป็นเพียงภาคบริการ แต่เป็นห่วงโซ่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและการจ้างงานอย่างกว้างขวาง ดังนั้น หากต้นทุนยังสูง โดยไม่มีมาตรการรองรับ ย่อมกระทบทั้งผู้ประกอบการและประชาชนในวงกว้าง

 

สมาคมภัตตาคารไทยจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ทั้งการลดต้นทุนขนส่งสินค้าอาหาร การเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงการกระตุ้นกำลังซื้อ เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปสู่ประชาชนมากเกินไป

The post โครงการคนละครึ่งยังจำเป็นในวันที่คนไทยส่วนใหญ่ ‘รายได้ติดลบ’ ลุกลามถึงฝั่งร้านอาหารเร่งลดโอที – หยุดจ้างงานใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ออมสิน รับมติ ครม. ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้าน เสริมสภาพคล่องธุรกิจรายย่อย ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี https://thestandard.co/gsb-soft-loan-100-billion-business/ Tue, 21 Apr 2026 01:00:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1199346 ภาพประกอบข่าวธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้านบาท ตามมติ ครม. เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจรายย่อย

ออมสิน รับมติ ครม. ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้าน ดั […]

The post ออมสิน รับมติ ครม. ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้าน เสริมสภาพคล่องธุรกิจรายย่อย ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้านบาท ตามมติ ครม. เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจรายย่อย

ออมสิน รับมติ ครม. ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้าน ดันเม็ดเงินเสริมสภาพคล่องหมุนเศรษฐกิจรายย่อยและผู้ประกอบการ ขอกู้ได้ทุกสถาบันการเงินในโครงการทั้ง 16 แห่ง ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี

 

 
 

วันนี้ (20 เมษายน) ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินรับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 เมษายน จัดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อรับมือผลกระทบวิกฤตพลังงาน

 

โดยธนาคารออมสินให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมากแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้กับลูกค้ารายย่อย ในอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก ไม่เกิน 3.50% ต่อปี ตามโปรแกรมและเงื่อนไขที่แต่ละธนาคารกำหนด (*ยกเว้นการกู้ซื้อรถ EV) ใน 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ

 

1) สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง

 

2) สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

 

3) สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน

 

สินเชื่อในกรณีต่าง ๆ ของโครงการฯ มีรายละเอียด ดังนี้

 

สำหรับผู้ประกอบการ สามารถกู้ผ่านธนาคารออมสิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจและธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ

 

สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง (Mitigation)

 

เพื่อเสริมสภาพคล่อง / ลดภาระดอกเบี้ยลูกค้าเดิม / ลงทุน / รีไฟแนนซ์ สำหรับลูกค้าธุรกิจท่องเที่ยว ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ข้อพิพาทชายแดน มาตรการภาษี การแข่งขันทางการค้า รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท

 

สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ

 

  • กรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท
  • กรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) วงเงินโครงการ 25,000 ล้านบาท
  • กรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท

 

สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถกู้ผ่านสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ

 

สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน

 

  • เพื่อปรับตัวเข้าสู่การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Electronic Vehicle: EV) และ การปรับปรุงที่พักอาศัย/อาคาร วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจแห่งใดก็ได้ ประกอบด้วย

 

  • ธนาคารกรุงไทย
  • ธนาคารกสิกรไทย
  • ธนาคารกรุงเทพ
  • ธนาคารไทยพาณิชย์
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต
  • ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
  • ธนาคารเกียรตินาคินภัทร
  • ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
  • ธนาคารยูโอบี
  • ธนาคารทิสโก้
  • ธนาคารไทยเครดิต
  • ธนาคารไอซีบีซี (ไทย)
  • ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
  • ธนาคารออมสิน

 

รวมถึงผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการฯ

 

ภาพประกอบข่าวธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้านบาท ตามมติ ครม. เพื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจรายย่อย 1

The post ออมสิน รับมติ ครม. ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้าน เสริมสภาพคล่องธุรกิจรายย่อย ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ทุ่มงบกลาง 7.7 พันล้าน อัดมาตรการช่วย ประชาชน-ขนส่ง สู้พลังงานแพง https://thestandard.co/cabinet-budget-aid-energy-transport/ Sat, 11 Apr 2026 06:31:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1197083

วันนี้ (11 เมษายน) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐ […]

The post ครม. ทุ่มงบกลาง 7.7 พันล้าน อัดมาตรการช่วย ประชาชน-ขนส่ง สู้พลังงานแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (11 เมษายน) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติงบกลางกว่า 7,742 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ด้าน ดังนี้

 

1.ดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้งบกลาง 6,022.85 ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้มีสิทธิฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 4,700 ล้านบาท อย่างต่อเนื่องในปีงบฯ 2569 ต่อไป และสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางตามมติ ครม. (26 มีนาคม 2569) จำนวน 1,322.85 ล้านบาท

 

2. มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง ใช้งบกลาง 1,458 ล้านบาท และจะใช้งบฯ จากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) อีก 601 ล้านบาท เพื่อสมทบมาตรการนี้ ซึ่งจะดูแลรถจำนวน 467,507 คัน ใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  • ผู้ประกอบการขนส่งและผู้ขับรถรับจ้างที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวนรถรวม 180,332 คัน
  • ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าแบบไม่ประจำทาง จำนวน 287,175 คัน โดยการโอนเงินจะเป็นการจ่ายผ่านพร้อมเพย์แก่ผู้ประกอบการที่มีชื่อในระบบของกระทรวงคมนาคม และจะมีการเปิดให้แจ้งข้อมูลในลำดับต่อไป

 

3. มาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน โดยใช้งบกลาง 260.60 ล้านบาท ผ่าน 3 โครงการสำคัญ ได้แก่

 

  • โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตในราคาประหยัด ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนเกษตรกรได้ 150 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรมีเงินไว้ใช้ในครัวเรือนเพิ่มขึ้น
  • โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านงานธงฟ้า รถโมบาย และรถพุ่มพวง จัดทั่วประเทศ คาดช่วยลดภาระประชาชนไม่น้อยกว่า 228 ล้านบาท
  • โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ คาดสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

 

ทั้ง 3 โครงการจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SME ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

The post ครม. ทุ่มงบกลาง 7.7 พันล้าน อัดมาตรการช่วย ประชาชน-ขนส่ง สู้พลังงานแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวข้ามความกลัวสู่ยอดขายหลายร้อยล้าน วิธีคิดนอกกรอบที่พา Nose Tea ปักธงผู้นำตลาดชาชีส [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/nose-tea-sales-growth-leader/ Thu, 02 Apr 2026 04:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1191989 ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

การมองเห็นโอกาสทางธุรกิจบางครั้งเริ่มต้นจากประสบการณ์ที […]

The post ก้าวข้ามความกลัวสู่ยอดขายหลายร้อยล้าน วิธีคิดนอกกรอบที่พา Nose Tea ปักธงผู้นำตลาดชาชีส [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์

การมองเห็นโอกาสทางธุรกิจบางครั้งเริ่มต้นจากประสบการณ์ที่สั่งสมและการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด ‘กิต-ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ’ ผู้ร่วมก่อตั้ง Nose Tea เป็นหนึ่งในผู้ที่เล็งเห็นช่องว่างของตลาดเครื่องดื่มในประเทศไทยเมื่อย้อนกลับไป 4 ปีที่แล้ว ขณะนั้นตลาดชาชีสยังถือเป็นเรื่องใหม่มากและมีผู้เล่นหลักในตลาดเพียง 1-2 รายเท่านั้น

 

จากประสบการณ์เดินทางไปทำงานต่างประเทศบ่อยครั้งตลอดหลายปี ภาพของคิวร้านชาชีสที่ยาวเหยียดและไม่เคยลดน้อยลงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ธนกฤตตัดสินใจกระโดดเข้าสู่สมรภูมิเครื่องดื่มที่แข่งขันสูงด้วยวิธีคิดที่เรียบง่าย นั่นคือความตั้งใจที่จะลงมือทำและพร้อมแก้ปัญหาหน้างาน

 

“เพราะไม่ได้คิดวิเคราะห์จนซับซ้อนเกินไป ทำให้ไม่มีความกลัว แต่เลือกที่จะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่อยากทำ แล้วลงมือทำไปพร้อมกับแก้ปัญหาหน้างาน ดีกว่าศึกษาเยอะจนกลายเป็นความกลัวแล้วไม่ได้ทำ” ธนกฤตบอกเล่าถึงวิธีคิดเบื้องหลังการปลุกปั้นแบรนด์ในวันแรก

 

จากโปรดักต์เฉพาะกลุ่ม สู่จุดเริ่มต้นของคาแรคเตอร์แบรนด์ที่แตกต่าง

 

ธนกฤตเล็งเห็นโอกาสจากประสบการณ์เดิมที่เคยปลุกปั้นแบรนด์ลอกสิวเสี้ยนจนมียอดขายระดับล้านชิ้น ความสำเร็จนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเครื่องดื่ม โดยโลโก้รูปจมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ถูกดึงมาทำหน้าที่เป็น ‘Talker’ หรือบรรจุภัณฑ์ที่สามารถสื่อสารและเล่าเรื่องราวได้ด้วยตัวเอง

 

การนำฐานแฟนคลับเดิมที่มีความคุ้นเคยกับแบรนด์รูปจมูกอยู่แล้วมาต่อยอด ช่วยลดงบสำหรับการทำการตลาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งปรกติแล้วการเปิดแบรนด์ให้ต้องใช้งบที่สูงเพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ขณะเดียวกันการใช้โลโก้เกียวกันได้สร้างความแปลกใหม่ให้ผู้บริโภครู้สึกสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น สิ่งนี้ช่วยให้ Nose Tea สามารถสร้างตัวตนที่ชัดเจนและก้าวเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ

“เราทำ Packaging สินค้าให้เป็น ‘Shelf Talker’ ถ้าลูกค้าไม่อ่าน เราก็ออกแบบให้มันพูดได้ ซึ่งช่วยเราประหยัดค่า Marketing ไปได้มหาศาล”

 

การนำโลโก้ที่ประสบความสำเร็จจากตลาดหนึ่งมาข้ามอุตสาหกรรมถือเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความน่าสนใจ ผู้บริโภคเกิดความสงสัยและอยากทดลองว่าแบรนด์ที่คุ้นเคยจะนำเสนอเครื่องดื่มออกมาในรูปแบบใด นับเป็นการใช้ต้นทุนทางแบรนด์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างการรับรู้

 

เปิดร้านทดลองในทำเลลับ บทพิสูจน์รสชาติที่ลูกค้าพร้อมจ่าย

 

การข้ามสายมาลุยอุตสาหกรรมใหม่ถือเป็นความท้าทายระดับปราบเซียน ธนกฤตเลือกเปิดร้านทดลองขนาดเล็กไว้ที่หน้าออฟฟิศตัวเองในย่านทาวน์อินทาวน์ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซอย เพื่อเรียนรู้ระบบการทำงานหลังบ้าน, การควบคุมคุณภาพ และรับมือกับการแก้ปัญหารายวันก่อนที่จะเริ่มขยายธุรกิจ

 

ร้านทดลองแห่งนี้เปิดดำเนินการถึง 6 เดือนเต็ม โดยช่วง 3 เดือนแรก Nose Tea ไม่มีกำไรเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่แบรนด์ต้องการพิสูจน์ให้เร็วที่สุดคือลูกค้ายินดีจ่ายในราคาแก้วละ 120-150 บาทได้หรือไม่ ขณะที่ชานมไข่มุกทั่วไปตามท้องตลาดมีราคาเพียง 90-100 บาทเท่านั้นในช่วงเวลาดังกล่าว

 

ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 1

 

ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ในซอยลึก การเปิดร้านแล้วรอคอยลูกค้าอย่างไร้จุดหมายย่อมทำให้พนักงานว่างเว้นจากการทำงาน ช่วงแรกจึงยอมทุ่มงบโฆษณาอย่างเต็มที่ โดยเลือกนำรายรับที่ได้มาหมุนเวียนเป็นงบการตลาด แม้จะไม่ได้กำไรแต่ก็พร้อมแลกกับการให้ลูกค้าได้มาสัมผัสรสชาติจริง

 

การทำการตลาดอย่างหนักเพื่อดึงคนมาลองชิมเริ่มตอบโจทย์อย่างที่ตั้งใจไว้ เมื่อลูกค้าในพื้นที่ได้ลิ้มลองจึงเริ่มมีคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังจากมั่นใจในระบบปฏิบัติการและได้รับการตอบรับที่ดี จึงตัดสินใจขยายสาขาเข้าสู่ทำเลใจกลางเมืองอย่างสยามเซ็นเตอร์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น

 

แนวทางดังกล่าวตอกย้ำวิธีคิดแบบผู้ประกอบการที่เลือกทดลองลงมือทำจริงในสเกลที่ควบคุมได้ ซึ่งสะท้อนความต้องการที่แท้จริงได้ดีกว่าการทำวิจัยเพียงอย่างเดียว เพราะผลวิจัยไม่อาจบอกความรู้สึกของลูกค้าตอนที่ได้สัมผัสเครื่องดื่มของจริง การทดลองทำหน้างานจึงทำให้แบรนด์เห็นผลตอบรับทันทีและได้เรียนรู้ระบบจัดการอย่างแท้จริง

“การทำวิจัยไม่ได้สะท้อน Real Demand เสมอไป สู้เปิดร้านแล้วทดลองตลาดเลยดีกว่า แต่ต้องทดลองในพื้นที่ที่เราควบคุมได้” นี่คือมุมมองของผู้ร่วมก่อตั้ง Nose Tea

 

ยกระดับมูลค่าด้วยความพรีเมียม สู่การสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการ

 

จุดเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญของ Nose Tea คือคาแรคเตอร์ของชีสที่มีความ ‘เค็มปลาย’ เมื่อนำมาดื่มคู่กับเครื่องดื่มแบบไล่เลเยอร์ ความเค็มจะช่วยตัดความหวาน ทำให้ความสมดุลของรสชาติออกมานัวพอดี การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพดีช่วยยกระดับมูลค่าของแบรนด์และทำให้ลูกค้ายินดีที่จะจ่าย

 

ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 2

 

ต้นทุนและคุณภาพของวัตถุดิบที่สูงยังเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ไม่ให้คู่แข่งในตลาดแมสลอกเลียนแบบรสชาติหรือลงมาแข่งขันด้านราคาได้โดยง่าย รวมถึงการรักษาจุดยืนที่แข็งแกร่งของแบรนด์ที่ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสเครื่องดื่มชั่วคราว

 

ในขณะที่เทรนด์เครื่องดื่มอย่างชาไทยหรือมัทฉะได้รับความนิยมจนกลายเป็นเมนูทางเลือกใหม่ในหลายพื้นที่เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค Nose Tea เลือกที่จะไม่กระโดดร่วมวงในสมรภูมินั้น แต่ขอมุ่งมั่นรักษาจุดเด่นและพัฒนาความแข็งแกร่งในเส้นทางของตัวเองต่อไป

 

“เราเลือกที่จะใช้กระแสชาชีสมาปักหมุดบุกเบิกตลาดและสร้างให้เกิดเป็น ‘New Category’ ที่ยั่งยืน เราไม่อยากเป็นเพียงสินค้าตามฤดูกาลที่พอทำตามกระแสแล้วก็หายไป” ธนกฤตกล่าวถึงมุมมองการเป็นผู้สร้างหมวดหมู่ใหม่ที่ชัดเจน

ความแน่วแน่ในเส้นทางที่เลือกเดินทำให้ Nose Tea ก้าวข้ามข้อจำกัดของการเป็นแบรนด์ที่เติบโตเพียงตามกระแส การมุ่งมั่นพัฒนาโปรดักต์หลักอย่างจริงจังช่วยสร้างฐานลูกค้าที่เหนียวแน่น และเป็นรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง

 

ปัจจุบัน Nose Tea ได้เปลี่ยนมุมมองจากการเป็นร้านชาชีสสู่การเป็น ‘ร้านชีสที่ขายชา’ เนื่องจากยอดขายกว่าร้อยละ 70 ถึง 80 มาจากผลิตภัณฑ์ที่มีชีสเป็นส่วนประกอบหลัก ความหนักแน่นนี้ทำให้แบรนด์ก้าวขึ้นเป็นท็อปออฟมายด์ในใจผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

 

Nose Tea วางเป้าหมายที่อยากจะเป็นหนึ่งในบรรทัดฐานของตลาด ที่หากมีผลิตภัณฑ์ชาชีสตัวใหม่เกิดขึ้นในตลาด ก็จะต้องถูกนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานของแบรนด์ การรักษาคุณภาพให้คงที่จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ผู้บริหารให้ความใส่ใจในทุกรายละเอียดการผลิต

 

ถอดบทเรียน Share of Throat กลยุทธ์แตกแบรนด์รับเทรนด์สุขภาพ

 

เมื่อธุรกิจเดินทางมาถึงจุดที่ต้องการสร้างการเติบโตอย่างจริงจัง การเข้าโครงการ LEAD ของกลุ่มเซ็นทรัลกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ธนกฤตเล่าว่าบทเรียนสำคัญที่ได้รับคือการทำความเข้าใจเรื่อง ‘ส่วนแบ่งการดื่มของลูกค้า (Share of Throat)’ และการค้นหาเส้นทางการเติบโตใหม่ (New S-Curve)

 

ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 3

 

สำหรับลูกค้าหลายคนเครื่องดื่มชาชีสอาจไม่สามารถบริโภคได้ทุกวัน แต่จะเลือกบริโภคในวันพิเศษเพื่อตามใจตนเอง หาก Nose Tea พยายามผลักดันให้ลูกค้ากินทุกวันผ่านการอัดโปรโมชันอย่างหนัก อาจทำให้ภาพลักษณ์และมูลค่าของแบรนด์ตกลง ซึ่งถือเป็นการทำโปรโมชันที่ผิดวิธี

 

การพยายามนำสินค้าทุกประเภทเข้าไปรวมในแบรนด์เดียวอาจทำให้แบรนด์สูญเสียตัวตนและความชัดเจน Nose Tea จึงเลือกใช้กลยุทธ์แตกแบรนด์ใหม่เพื่อเพิ่มความถี่ในการบริโภคของลูกค้าในหลากหลายโอกาส และช่วยรักษาความแข็งแกร่งอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด

 

ในโครงการ LEAD 7 ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2568 ที่ผ่านมา Nose Tea ได้นำโปรเจกต์ใหม่ไปทดลองเปิด Pop up Event ที่ศูนย์การค้าอีสต์วิลล์เป็นเวลา 7 วันเต็ม เพื่อตอบรับกับเทรนด์สุขภาพในปัจจุบันที่ผู้บริโภคมองว่า Health is Wealth คือสิ่งสำคัญ การเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการดูแลสุขภาพซึ่งปกติไม่ได้บริโภคชาชีสจึงเริ่มต้นขึ้น

 

แบรนด์ใหม่นี้ถูกพัฒนาโดยลดระดับน้ำตาลและไม่มีส่วนผสมของชีสหนักๆ ผลตอบรับเหนือความคาดหมายเมื่อลูกค้าที่มาลองชิมในวันแรกกลับมาซื้อซ้ำทุกวันจนเกิดเสียงเรียกร้องให้มาเปิดสาขาถาวร ทำให้ Nose Tea มั่นใจในศักยภาพของแบรนด์ใหม่ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

 

ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 4ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 5

 

ติดปีกธุรกิจด้วยพันธมิตรอย่าง ‘เซ็นทรัลพัฒนา’

 

เมื่อ Nose Tea ต้องการสเกลธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด การเข้าใจช่องว่างการตลาดและไลฟ์สไตล์ของลูกค้า และการหาทำเลที่ตั้งศักยภาพสูงจึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ การได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ LEAD ทำให้แบรนด์ได้เข้าใจธุรกิจรีเทลลึกยิ่งขึ้นและ ‘เซ็นทรัลพัฒนา’ เปิดมุมมองมองการเติบโตแบบ Fast-paced retail  ด้วยการทำงานแบบ Business Partner ที่ Co Development ร่วมกัน ทำให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ศักยภาพได้ตรงจุดมากขึ้น

 

การพูดคุยแผนงานภาพรวมและการได้รับการจับคู่ลงทำเลศูนย์การค้าที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็วเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ในปีที่ผ่านมา Nose Tea ปิดยอดขายไปที่ประมาณ 520 ล้านบาทจาก 40 สาขา และสำหรับปีนี้ตั้งเป้าขยายสาขาเพิ่มอีก 15 แห่ง

 

เป้าหมายยอดขายปีนี้ถูกตั้งไว้ที่ 700 ล้านบาท โดยเตรียมเปิดตัวและดูแลแบรนด์ในเครือรวม 4 แบรนด์ในหมวดเครื่องดื่ม กลยุทธ์การขยายตัวแบบแตกแบรนด์ย่อยนี้ทำให้บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถพายอดขายทะลุ 1,000 ล้านบาทได้ในอนาคต จุดยืนที่ชัดเจนอีกเรื่องคือการไม่ขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์เพื่อควบคุมคุณภาพมาตรฐานให้เป็นไปตามที่ Nose Tea กำหนดเท่านั้น

 

การทำคอลแลปส์กับพาร์ทเนอร์ในอุตสาหกรรมที่คาดไม่ถึงอย่างภาพยนตร์ผีหรือเครื่องสำอางกลายเป็นอีกหนึ่งสีสัน เกณฑ์สำคัญในการเลือกร่วมงานคือความพร้อมที่จะสนุกและฉีกออกจากกรอบเดิมๆ เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้ตลาด

 

“หากแบรนด์ใหญ่ติดต่อเข้ามาเพียงเพื่อให้แจกสินค้าธรรมดา ทางบริษัทจะปฏิเสธ เพราะมองว่าการทำแคมเปญร่วมกันต้องสร้างสรรค์ให้เกิดผลลัพธ์ที่มากกว่าแค่ 1+1” ธนกฤตอธิบายถึงเกณฑ์การทำงานร่วมกับพันธมิตร

 

เมื่อขยายธุรกิจจนมีพนักงานถึง 400 คน ความท้าทายเปลี่ยนไปเป็นเรื่องระบบหลังบ้านและการบริหารคน หัวใจสำคัญแห่งความสำเร็จคือปรัชญา Customer-centric ที่ให้ความสำคัญกับการทดสอบรสชาติร่วมกับลูกค้า พร้อมรับฟังเสียงตอบรับเพื่อนำมาปรับปรุงอย่างทันท่วงที

 

ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 6

 

ขณะเดียวกันเมื่อองค์กรขยายตัวจนมีพนักงานแตะระดับ 400 คน ความท้าทายจะเปลี่ยนผ่านจากเรื่องโปรดักต์ไปสู่ระบบการทำงานหลังบ้าน การควบคุมคุณภาพสินค้าทุกแก้วให้ได้มาตรฐาน และที่สำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการบุคลากรจำนวนมาก

 

การดึงคนเก่งจากองค์กรระดับสากลมาช่วยวางระบบเป็นสิ่งจำเป็น ผู้บริหารเองก็ต้องศึกษาด้านจิตวิทยาเพิ่มเติมเพื่อบริหารคนทำงานที่มีช่วงวัยหลากหลายให้สามารถทำงานร่วมกันและสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับองค์กรได้อย่างราบรื่น

 

ปรัชญา ‘Customer-centric’ คือเสาหลักที่ทำให้แบรนด์ยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ทุกกระบวนการให้ความสำคัญกับการทดสอบรสชาติร่วมกับลูกค้า พร้อมรับฟังฟีดแบคอย่างตั้งใจ และหากสิ่งไหนไม่เวิร์คก็จะนำมาปรับปรุงแก้ไขในทันที รวมถึงการเรียนรู้ เติม Skill ใหม่ๆ 

 

ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 7

 

กฎเหล็กคนทำธุรกิจ และโอกาสติดปีกโตจริงกับ LEAD

 

ก่อนก้าวไปสู่การสเกลธุรกิจให้เติบโต สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดในเฟสแรกคือโปรดักต์ที่ต้องมีความเจ๋งและดีพอที่จะขายตัวเองได้ สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นตั้งธุรกิจ ธนกฤตแนะนำว่า สิ่งแรกที่ควรให้ความสำคัญคือการมองหาช่องว่างทางการตลาดให้เจอ เมื่อมองเห็นโอกาสแล้วต้องเริ่มต้นลงมือทำทันที

 

สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่คือเมื่อคิดหรือศึกษาเยอะจนเกินไป สุดท้ายจะกลายเป็นความกลัวจนไม่ได้ลงมือทำ ในช่วงเริ่มต้นธนกฤตเองก็ไม่ได้มีความรู้เยอะมากนัก แต่ตัดสินใจเลือกลงมือทำไปพร้อมกับเรียนรู้และแก้ปัญหาหน้างานตามแนวทางลงมือทำไปเรียนรู้ไป

 

“กฎข้อแรกสำหรับผู้เริ่มต้นคืออย่าคิดเยอะและอย่ากลัว เตรียมความพร้อมเบื้องต้นแล้วลงมือทำเลย การมีคู่แข่งเข้ามาในตลาดถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้เราไม่หยุดพัฒนาตัวเอง และเป็นการพาตลาดให้เติบโตไปด้วยกัน” ธนกฤตฝากคำแนะนำทิ้งท้ายถึงผู้ประกอบการ

 

ความสำเร็จของ Nose Tea ที่สามารถสเกลธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ เป็นภาพสะท้อนชัดเจนถึงผลลัพธ์จากการเข้าร่วมโครงการระดับแนวหน้าอย่าง LEAD ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของผู้อยู่เบื้องหลังหลักสูตรที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการรีเทลไทย

 

ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 8

 

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา Chief Marketing Officer บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “หลักสูตร ‘LEAD by Central Pattana’ เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เป็นหลักสูตรรีเทลอันดับหนึ่งของไทย สร้างความสำเร็จจริงให้ผู้เรียนทั้ง 7 รุ่นรวมกว่า 220 ราย และขยายธุรกิจไปกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลไปแล้วมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์”

 

“การให้คำแนะนำในการทำ ‘360 Business Health Check’ ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์ เข้าใจ ‘Competitive Edge’ ของธุรกิจ และสามารถนำไปต่อยอดสู่โอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืนได้จริง” ดร.ณัฐกิตติ์ อธิบายเสริมถึงหัวใจสำคัญของหลักสูตร ซึ่งหลักสูตรนี้เป็นหนึ่งใน Total Business Solutions สำหรับ Tenant Partners ของเซ็นทรัลพัฒนา  ผ่านการดูแลจากทีมงาน B2B Marketing ที่มีประสบการณ์ และช่วยสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจของ Tenants มากยิ่งขึ้น

 

ทางด้าน ผศ.ปิติพีร์ รวมเมฆ CEO และ Founder Aimbition corp ผู้ออกแบบหลักสูตร ให้มุมมองว่า “LEAD ช่วยสร้าง ‘Business Model’ ที่แข็งแกร่ง เสริมศักยภาพธุรกิจและเติบโตอย่างมีกลยุทธ์ ทำให้ผู้เรียนวางโครงสร้างธุรกิจได้อย่างมีระบบ”

 

ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ ผู้ก่อตั้ง Nose Tea ถ่ายภาพคู่เครื่องดื่มชาชีส พร้อมโลโก้จมูกสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 9

 

“หลักสูตรนี้คือ ‘Fast Track’ ที่ทำให้ผู้เรียนขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็วจากการได้ลงมือทำ ‘Sandbox Workshop’ ที่ให้ทุกคนได้ทดลองทำจริง เห็นผลทันที เอาชนะความท้าทาย สร้างโอกาสและขับเคลื่อนบริษัทให้เติบโตได้อย่างมั่นใจและมั่นคง” ผศ.ปิติพีร์ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการที่อยากปลดล็อกศักยภาพและพาธุรกิจก้าวไปข้างหน้า โอกาสสำคัญมาถึงแล้ว บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดรับสมัครหลักสูตร LEAD by Central Pattana รุ่นที่ 8 แพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้ก้าวสู่ความสำเร็จในระยะยาว

 

เตรียมตัวมาเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ ลงมือทำบนพื้นที่ศักยภาพ และเติบโตไปพร้อมกับ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง บนพื้นที่ศักยภาพของศูนย์การค้าเซ็นทรัล สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 19 เมษายน 2569 ที่ https://bit.ly/4aqrdVN แล้วมาร่วมสร้างตำนานบทใหม่ให้ธุรกิจของคุณกัน!

The post ก้าวข้ามความกลัวสู่ยอดขายหลายร้อยล้าน วิธีคิดนอกกรอบที่พา Nose Tea ปักธงผู้นำตลาดชาชีส [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคก่อสร้าง-อสังหาฯ กระอัก! สงครามดันต้นทุนพลังงานพุ่ง 50% ฉุดกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้า SCB EIC คาดปี 2026 ยอดเปิดตัวโครงการใหม่จ่อหดตัวแรง 10% หากวิกฤตยืดเยื้อ https://thestandard.co/construction-real-estate-war-costs-decline/ Tue, 24 Mar 2026 06:55:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1190652 ภาพประกอบวิเคราะห์ผลกระทบสงครามต่อต้นทุนวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทย

ภาคก่อสร้างและอสังหาฯ ฝ่าสงครามตะวันออกกลาง : รับมืออย่ […]

The post ภาคก่อสร้าง-อสังหาฯ กระอัก! สงครามดันต้นทุนพลังงานพุ่ง 50% ฉุดกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้า SCB EIC คาดปี 2026 ยอดเปิดตัวโครงการใหม่จ่อหดตัวแรง 10% หากวิกฤตยืดเยื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบวิเคราะห์ผลกระทบสงครามต่อต้นทุนวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทย

ภาคก่อสร้างและอสังหาฯ ฝ่าสงครามตะวันออกกลาง : รับมืออย่างไรในยุคราคาพลังงานสูงขึ้น

 

สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ต้นทุนอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เช่น เหล็ก, ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง (สัดส่วนต้นทุนพลังงานอยู่ที่ 35-50% ของต้นทุนรวม)

 

นอกจากนี้ ยังได้รับผลกระทบด้านราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ผันผวนตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมถึงค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยใน 1-2 เดือนนี้ ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวยังไม่สูงนัก ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นไปตามค่าขนส่ง เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีสต็อกสินค้าในช่วงก่อนการเกิดสงคราม รวมถึงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มีการล็อกราคาวัสดุก่อสร้างจากคำสั่งซื้อล่วงหน้า

 

ทั้งนี้ ณ 11 มี.ค. 2026 ราคา Billet ในจีนปรับตัวสูงขึ้น 6% จากในเดือน ก.พ. 2026 โดยหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ จะเป็นความเสี่ยงให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกจากปัจจุบัน รวมถึงการใช้งานลดลง จากการชะลอโครงการก่อสร้าง

 

ภาคก่อสร้างมีแนวโน้มเผชิญการชะลอโครงการก่อสร้าง และต้นทุนสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยจะเป็นปัจจัยที่มีผลให้นักลงทุนชะลอการก่อสร้างโรงงาน รวมถึงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจชะลอการเปิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ออกไปอีก จากการเปิดโครงการใหม่ในปี 2026 อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังได้รับผลกระทบด้านต้นทุนจากการปรับขึ้นราคาวัสดุก่อสร้าง ในส่วนของผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานโครงการภาครัฐ แม้จะได้รับชดเชยต้นทุนก่อสร้างจากกลไกค่า K แต่การเบิกจ่ายที่ล่าช้า และสูตรการคำนวณที่ไม่สะท้อนต้นทุนก่อสร้างที่แท้จริง เป็นความเสี่ยงให้เผชิญความท้าทายด้านการขาดสภาพคล่อง และการบริหารต้นทุน

 

อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบด้านกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้าออกไป กำลังซื้อชาวต่างชาติชะลอลง รวมถึงต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่สูงขึ้น

 

  • ปัญหาภาระค่าใช้จ่ายซ้ำเติมให้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศฟื้นตัวช้าออกไป โดยราคาสินค้าและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ทำให้ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่างประสบปัญหาภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น
  • ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกชะลอการซื้อคอนโดของชาวต่างชาติ แม้จะได้รับอานิสงส์จากผู้มีกำลังซื้อสูง
  • ที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม แต่สัดส่วนกำลังซื้อกลุ่มดังกล่าวยังต่ำมาก (มูลค่าโอนคอนโดของชาวตะวันออกกลางที่อยู่ในพื้นที่สงครามและพื้นที่ใกล้เคียงคิดเป็นสัดส่วน 1% ของมูลค่าโอนคอนโดของชาวต่างชาติโดยรวม)
  • ต้นทุนการพัฒนาโครงการใหม่สูงขึ้นจากต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ขณะที่กำลังซื้อยังไม่สามารถฟื้นตัว และการแข่งขันในตลาดยังเข้มข้น กดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยได้มากนัก อีกทั้ง มีความเสี่ยงชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไป โดย SCB EIC คาดว่าในปี 2026 ผู้ประกอบการจะเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 39,000 หน่วย (-5%YOY) และในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ คาดว่าจะหดตัว -10%YOY

 

แนะผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงาน

 

  • ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุน และระบายสต็อกสินค้า จัดหาวัตถุดิบจาก Supplier อย่างหลากหลาย เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบ รวมถึงอาจนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล และคาดการณ์สถานการณ์ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ผู้รับเหมาก่อสร้าง ต้องบริหารจัดการคำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างล่วงหน้า อย่างสอดคล้องกับความต้องการใช้
  • เป็นพันธมิตรกับผู้ค้า และผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอย่างหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง รวมถึงเร่งก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน ซึ่งจะส่งผลให้สามารถรักษาสภาพคล่องในธุรกิจได้
  • ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ควรร่วมมือกับผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการต้นทุน เช่น กำหนดปริมาณการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างอย่างเหมาะสม ลดของเสียและความผิดพลาดจากการก่อสร้าง รวมถึงเร่งสร้างรายได้ โดยทำการตลาดขยายตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม รวมถึงปรับโมเดลธุรกิจบรรเทาข้อจำกัดของกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่าง เช่น การเช่า การเช่าซื้อ

 

ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตวัสดุก่อสร้าง ช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เข้าถึงแหล่งพลังงานได้อย่างทั่วถึง สำหรับงานโครงการภาครัฐอาจขยายอายุสัญญาชั่วคราวโดยงดเว้นค่าปรับ รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายค่า K นอกจากนี้ อาจผ่อนคลายกฎระเบียบให้เอื้อต่อการซื้อที่อยู่อาศัยหรือพำนักระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยดึงดูดกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในไทยจากชาวต่างชาติได้

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:  scbeic.com ›

The post ภาคก่อสร้าง-อสังหาฯ กระอัก! สงครามดันต้นทุนพลังงานพุ่ง 50% ฉุดกำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้า SCB EIC คาดปี 2026 ยอดเปิดตัวโครงการใหม่จ่อหดตัวแรง 10% หากวิกฤตยืดเยื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศศินทร์ จับมือ MIT Sloan จัดประชุมนานาชาติ สร้างผู้นำยุคใหม่ด้วย Action Learning https://thestandard.co/sasin-mit-sloan-leadership-conference/ Mon, 23 Mar 2026 09:58:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1190348 ภาพบรรยากาศการประชุมนานาชาติ Sasin X MIT Sloan ว่าด้วยการสร้างผู้นำยุคใหม่ด้วย Action Learning

วันนี้ (23 มีนาคม) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่ […]

The post ศศินทร์ จับมือ MIT Sloan จัดประชุมนานาชาติ สร้างผู้นำยุคใหม่ด้วย Action Learning appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการประชุมนานาชาติ Sasin X MIT Sloan ว่าด้วยการสร้างผู้นำยุคใหม่ด้วย Action Learning

วันนี้ (23 มีนาคม) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ร่วมกับ MIT Sloan School of Management จัดการประชุมนานาชาติ ‘Sasin X MIT 2026: Leading Through Action for Tomorrow’s World’ ณ สถาบันบัณฑิตฯ ศศินทร์ นับเป็นเวทีสำคัญที่ผสานความร่วมมือระหว่างสองสถาบัน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ในหัวข้อที่กำลังเป็นกระแสของโลกอย่าง ภาวะผู้นำ การเรียนรู้เชิงปฏิบัติ การเป็นผู้ประกอบการ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

 

ศาสตราจารย์ เอียน เฟนวิค ผู้อำนวยการสถาบัน Sasin ร่วมขึ้นกล่าวในพิธีเปิดงาน โดยกล่าวถึงภาพรวมของอิสรภาพและพฤติกรรมมนุษย์ในยุค AI รวมถึงอิสระในการลงมือทำ (Freedom to Act) พร้อมอ้างอิงสุนทรพจน์ของ ธีโอดอร์ รูสเวลต์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อเน้นย้ำว่า คนที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ผู้วิจารณ์ แต่คือ ‘ผู้ที่ลงมือทำ’ และสุนทรพจน์ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ที่ว่า ในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราจดจำได้ไม่ใช่คำพูดของคนอื่น แต่คือ ‘การเพิกเฉยไม่ลงมือทำของเพื่อนเรา’ เพื่อโยงเข้าสู่หัวใจสำคัญของงานเสวนาในวันนี้ ซึ่งให้ความสำคัญกับ ‘การปฏิบัติ’ (Action)

 

ขณะที่ ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นกรรมการที่ปรึกษา Sasin และประธาน MIT Sloan ASEAN Office Advisory Council ได้ขึ้นกล่าวถึงความสำคัญของการศึกษาในยุคแห่งความผันผวน ความต้องการรูปแบบการศึกษาแนวใหม่ รวมถึงความสำเร็จของ Sasin และ MIT ในด้านนวัตกรรมการศึกษา โดยเฉพาะความสำเร็จของ ‘Sasin-MIT Action Learning Lab’ ก่อนที่จะต่อยอดเป็น งานเสวนาในครั้งนี้

 

ทางด้าน ศาสตราจารย์ ดร. ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดี ด้านวิชาการและการเชื่อมโยงกับสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึง ความสำเร็จตลอด 1 ทศวรรษของ Global Action Learning Lab ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ (Action Learning) ที่ทรงพลังของทั้งสองสถาบัน รวมถึงความร่วมมือต่างๆ โดยเฉพาะในมุมที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่จะเข้ามามีบทบาทในการปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างผู้นำที่สามารถบริหารจัดการความซับซ้อน (Complexity) และสร้างผลกระทบเชิงบวก (Meaningful Impact) ให้กับทั้งประเทศไทยและสังคมโลก

 

ส่วน เดวิด คาโปดิลูโป ผู้ช่วยคณบดี จาก MIT Sloan School of Management ขึ้นกล่าวปิดท้ายช่วงเปิดงาน โดยกล่าวถึงปรัชญาการเรียนรู้ของ MIT อย่าง ‘Mens et Manus’ (คิดและทำ) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สถาบันแห่งนี้มุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Action Learning) พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า ประสบการณ์จริงสำคัญกว่าแค่ในห้องเรียน

 

ก่อนที่ ศาสตราจารย์ ยาเชงฮวง ผู้เชี่ยวชาญจาก MIT Sloan จะขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ เกี่ยวกับ Action Learning โดยระบุว่า การดึงนักศึกษาออกจากห้องเรียน เพื่อมาเรียนรู้ทักษะที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Knowledge) ‘จำเป็นมาก’ ต่อการบริหารองค์กร ผ่านกระบวนการ ‘คิด ลงมือทำ และทบทวน’ (Think, Act, Reflect) โดยนำความรู้ที่ได้จากในห้องเรียนไปประยุกต์ใช้จริง ทั้งยังกล่าวว่า Action Learning ผ่านเคสที่มี ‘ปัญหาจริงๆ’ และต้องการทางออก จะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากปัญหามากกว่าจากความสำเร็จ

 

อาจารย์ฮวงยังคาดการณ์อีกว่า AI จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการเรียนการสอนในห้องเรียนแบบเดิมที่เน้นทฤษฎีและการทำโจทย์ แต่ Action Learning จะเป็นเหมือน ‘เกราะป้องกัน’ เพราะมุ่งเน้นการสร้างทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้ เช่น การตัดสินใจจากประสบการณ์ การทำงานเป็นทีม การทำความเข้าใจบริบทที่หลากหลาย และการรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกธุรกิจจริง

 

ขณะที่ รศ.ดร. ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ รองผู้อำนวยการสถาบัน Sasin ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ เกี่ยวกับทิศทางของการศึกษาด้านการบริหารจัดการใน ‘โลกอนาคต’ พร้อมฉายภาพรวมแนวโน้มและความท้าทายของโลก 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. วิกฤตประชากรศาสตร์ (Demographic Disruption) 2. วิกฤตสิ่งแวดล้อม (Environmental Disruption) และ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Disruption) โดยสิ่งที่จะช่วยให้องค์กรต่างๆ อยู่รอดได้คือ ‘ความยืดหยุ่น’ หรือ ‘ความสามารถในการฟื้นตัว’ (Resilience) และ ‘การรู้จักกระจายความเสี่ยง’ (Diversification)

 

ส่วน รัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ภาพรวมความสำเร็จและความท้าทายของไปรษณีย์ไทยที่มีอายุครบ 143 ปีในปีนี้ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ว่า ไปรษณีย์ไทย รับมือกับปริมาณจดหมายลดลง การแข่งขันที่ดุเดือด รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่าน 3 กลยุทธ์นวัตกรรมเพื่อการปรับตัว (Major Initiatives) ได้แก่ Postman Cloud, Prompt Post และ Digital Infrastructure Identification (DID) เพื่อยกระดับจาก ‘ผู้ส่งของ’ ไปสู่ ‘ผู้ให้บริการข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน’

 

นอกจากนี้ยังมีการบรรยายพิเศษ และการเสวนาโดยคณาจารย์จากทั้งสองสถาบันฯ และผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติอีกด้วย นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับผู้นำองค์กรที่ต้องการต่อยอดวิสัยทัศน์ ผู้ประกอบการ ผู้กำหนดนโยบาย นักศึกษา รวมถึงผู้สนใจทั่วไป เพื่อเตรียมพร้อมสู่ความเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจแห่งอนาคต

The post ศศินทร์ จับมือ MIT Sloan จัดประชุมนานาชาติ สร้างผู้นำยุคใหม่ด้วย Action Learning appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก. พาณิชย์ปูพรมตรวจสอบผู้ประกอบการทั่วประเทศ พบความผิดไม่ปิดป้ายสินค้า เปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว https://thestandard.co/commerce-ministry-price-inspections-fines/ Sun, 22 Mar 2026 07:14:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1190000 ภาพเจ้าหน้าที่ กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบราคาสินค้าในร้านค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุน

กระทรวงพาณิชย์ปูพรมตรวจสอบและกำกับดูแลราคาสินค้าทั่วประ […]

The post ก. พาณิชย์ปูพรมตรวจสอบผู้ประกอบการทั่วประเทศ พบความผิดไม่ปิดป้ายสินค้า เปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเจ้าหน้าที่ กระทรวงพาณิชย์ ตรวจสอบราคาสินค้าในร้านค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุน

กระทรวงพาณิชย์ปูพรมตรวจสอบและกำกับดูแลราคาสินค้าทั่วประเทศกว่า 2,300 กรณี เพื่อสกัดการฉวยโอกาสขึ้นราคาและกักตุนสินค้าท่ามกลางวิกฤตความผันผวนด้านพลังงานจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง พบผู้กระทำผิดในข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาและขายไม่ตรงป้าย ซึ่งได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว

 

 

ปูพรมตรวจสอบ-กำกับดูแลราคาสิ้นเชิงรุกกว่า 2 พันแห่ง

 

วันนี้ (22 มีนาคม) ในการแถลงข่าวประจำวันของศูนย์บริหารและติดตามสถานการสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์​ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิด พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่ารัฐสามารถกำกับดูแลสถานการณ์ราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้มีการติดตามตรวจสอบและกำกับดูแลสถานการณ์สินค้าเชิงรุกอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันที่ 1-20 มีนาคม 2569 รวม 2,321 กรณี

 

แบ่งเป็น การลงพื้นที่ตรวจจริงทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลสถานการณ์ที่ได้รับผลกระทบ โดยการตรวจสอบร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และคณะกรรมการ กจร. ได้มีการตรวจสอบสถานประกอบการรวมทั้งสิ้น 2,021 กรณี ประกอบด้วย สถานีบริการน้ำมัน 1,262 แห่ง ร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมี 433 แห่ง และตลาดค้าปลีกค้าส่ง 326 แห่ง เพื่อกำกับดูแลให้ราคาสินค้าเป็นไปอย่างสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ป้องกันการปฏิเสธการจำหน่าย และดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

 

จากการตรวจสอบระดับจังหวัด พบการกระทำผิดไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำนวน 10 ราย และได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

พบเคสไม่ปิดป้ายราคา-ขายไม่ตรงป้าย

 

การลงพื้นที่ตรวจจริงตามที่ประชาชนร้องเรียน ผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับราคาและปริมาณสินค้ารวมทั้งสิ้น 300 คำร้อง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 53 คำร้อง และต่างจังหวัด 247 คำร้อง โดยได้ตรวจสอบแล้วเสร็จจำนวน 99 คำร้อง แยกเป็นกรุงเทพมหานคร 42 คำร้อง และต่างจังหวัด 57 คำร้อง

 

ผลการตรวจสอบพบการกระทำความผิดกรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำนวน 12 ราย ซึ่งได้ดำเนินการปรับตามกฎหมาย ในพื้นที่เขตบางซื่อ ลาดพร้าว วัฒนา พญาไท บางกอกน้อย คลองเตย สวนหลวง ประเวศ และบางบอน

 

นอกจากนี้ พบกรณีจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง จำนวน 3 ราย ในพื้นที่คลองเตย ยานนาวา และบางขุนเทียน ซึ่งได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว

 

ญาณีกล่าวว่า ยังมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าราคาเกินสมควร จำนวน 25 คำร้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกเอกสารมาวิเคราะห์ต้นทุน และหากตรวจพบว่ามีการตั้งราคาสูงเกินสมควรจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไม่พบการกระทำความผิดจำนวน 79 ราย และยังมีเรื่องร้องเรียนอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 201 คำร้อง แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 11 คำร้อง และต่างจังหวัด 190 คำร้อง ซึ่งกรมการค้าภายใน จะติดตามการตรวจสอบเชิงรุก และรายงานตัวเลขการตรวจสอบทุกวันในเวลา 15.30 น.

 

เปิดช่องประชาชนช่วยชี้เป้าพฤติกรรมฉวยโอกาสขึ้นราคา

 

กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินงานเชิงรุกผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมชี้เป้าร้านค้าและแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด เพื่อสร้างเครือข่ายข้อมูลราคาสินค้าทั่วประเทศ ควบคู่กับการเฝ้าระวังพฤติกรรมการฉวยโอกาสขึ้นราคา

 

โดยกรมการค้าภายในจะร่วมกับตลาดสดในความส่งเสริมของกรม อาทิ สมาคมตลาดสด ตลาดกลาง ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ เร่งประชาสัมพันธ์การจำหน่ายสินค้าที่เป็นราคาปกติ รวมถึงใช้กลไกร้านค้าธงฟ้าและร้านอาหารราคาประหยัดที่อยู่ในความส่งเสริมของกรมฯ เป็นช่องทางช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนในการรักษาระดับราคาสินค้าให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

 

กระทรวงพาณิชย์ขอยืนยัน ว่าจะติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อดูแลค่าครองชีพประชาชน และรักษาเสถียรภาพระบบสินค้าและบริการของประเทศ

The post ก. พาณิชย์ปูพรมตรวจสอบผู้ประกอบการทั่วประเทศ พบความผิดไม่ปิดป้ายสินค้า เปรียบเทียบปรับตามกฎหมายแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล https://thestandard.co/happitat-bangna-office-retail-project/ Thu, 19 Mar 2026 03:20:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1186482 ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด

หากยังจำกันได้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เราเร […]

The post เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด

หากยังจำกันได้ ปลายปี 2568 ที่ผ่านมาคือช่วงเวลาที่เราเริ่มได้เห็นจังหวะการโหมกระแสข่าวการเตรียมเปิดตัวของอีกหนึ่งโครงการยักษ์ใหญ่ย่านบางนาที่หลายคนรอคอยอย่าง “Happitat (แฮปปี้แทท)” ซึ่งเตรียมจะเปิดให้บริการเร็วๆนี้แล้ว

 

นั่นหมายความว่า ในวันที่คุณได้อ่านบทความชิ้นนี้ของ THE STANDARD WEALTH โครงการ Happitat ก็จ่อจะเปิดให้บริการแล้วนั่นเอง!

 

ในบทความนี้ THE STANDARD WEALTH จึงอยากชวนมาวิเคราะห์ 4 เหตุผลสะท้อนมุมมองว่า เพราะเหตุใด? โครงการ Happitat แห่งนี้ ถึงได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจ ทั้งในมุมผู้ประกอบการ เจ้าของแบรนด์ต่างๆ ที่กำลังมองหาสถานที่จัดตั้งออฟฟิศสำนักงาน เรื่อยไปจนถึงพื้นที่เช่าสำหรับการทำหน้าร้าน

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 1

 

1. ผู้บุกเบิกการสร้าง Destination ที่ขับเคลื่อนด้วย “ประสบการณ์ความสุข” สำหรับคนทุกช่วงวัย

 

ตรงตามชื่อโครงการแบบเป๊ะๆ Happitat คือโครงการในเครือบริษัท แอ็กซตร้า แฮปปี้แทท จำกัด (Axtra Happitat Co.,Ltd) ที่ตั้งอยู่ริมถนนบางนา-ตราด กม.7 ซึ่งตั้งชื่อให้พ้องและเล่นคำกับคำว่า Happiness หรือความสุข กับ Habitat หรือถิ่นที่อยู่อาศัย เมื่อรวมกัน Happitat จึงหมายถึง “อาณาจักรแห่งความสุข” 

 

ไม่เพียงแต่ชื่อโครงการเท่านั้น เพราะจุดมุ่งหมายของ Axtra Happitat ยังรวมถึงความตั้งใจในการพัฒนาโครงการแห่งนี้ให้เป็นเสมือน Destination 

 

เพื่อให้คนทุกเพศทุกวัยที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้สามารถเก็บเกี่ยวโมเมนท์แห่งความสุขไปด้วยกันได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาผ่านนิยาม The Magical Destination of Happiness หรือจุดหมายแห่งความสุขเหนือจินตนาการ

 

ดังนั้นกระบวนการคิดของพวกเขาในการพัฒนาพื้นที่จึงไม่เหมือนกับ Landlord รายอื่นๆ เพราะแม้จะยังเน้น footfall และทราฟฟิกคนเข้าพื้นที่อยู่ แต่สิ่งที่เป็น Northstar ที่สำคัญยิ่งกว่าคือการออกแบบทุกประสบการณ์ ทุก Journey และทุก ๆ Touchpoints ที่เกิดขึ้นภายในโครงการแห่งนี้ให้ตอบโจทย์การเติมเต็มความสุขให้กับผู้เข้ามาใช้บริการให้ได้จริง

 

เพราะถึงแม้ ความน่าดึงดูดของร้านค้า แบรนด์ต่างๆ ที่อยู่ภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดอีเวนต์ที่น่าสนใจ จะถือเป็นปัจจัยสำคัญประการต้นๆ ที่ส่งผลต่อการดึงดูดผู้คนให้มายังพื้นที่ แต่ในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Happitat มองว่า “ความสุข” ต่างหากที่เป็น Engine สำคัญในการขับเคลื่อน Positive Impacts ในโครงการ

 

ยิ่งคนมีความสุข พวกเขาก็จะยิ่งใช้เวลาที่โครงการมากและนานขึ้น 

 

และยิ่งคนใช้เวลาที่โครงการนานจนเกิดความผูกพันธ์กับสถานที่ ผลที่ตามมาก็จะทำให้ Return Rate หรืออัตราการกลับมาใช้บริการที่โครงการ Happitat ซ้ำเพิ่มสูงตามอย่างมีนัยยะ

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างผลลัพธ์ในระยะยาวที่ “ยั่งยืน” แทบทั้งสิ้น ทั้งยังให้ผลได้ดีเยี่ยมมากกว่าการทุ่มอัดโปรโมชันหวือหวาเพียงครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสถานที่นั้นๆ สามารถสร้าง Bonding ในเชิงความรู้สึก อารมณ์ความสุขมวลรวมให้เกิดขึ้นกับผู้ที่เดินทางมาใช้บริการได้สำเร็จจริง

 

เหนือสิ่งอื่นใด Happitat ยังมีการนำ “ดัชนีความสุข” หรือ Happiness Index เข้ามาใช้เป็นหนึ่งใน KPI ชี้วัดประสิทธิภาพตัวโครงการในเชิงการส่งต่อประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้โครงการสามารถปรับปรุงทุกส่วนสัด ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นให้ตอบโจทย์ความประทับใจของผู้ที่เข้ามาใช้บริการ ผู้เช่า และทุก Stakeholders ที่เกี่ยวข้องได้อย่างรอบด้าน 

 

ตลอดจนสร้างความสดใหม่ให้กับ Destination แห่งนี้อยู่เสมอ แถมยังสะท้อนความจริงจังว่า Happitat จริงจังกับประเด็นด้านความสุขที่จะต้องจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงคำสวยหรู

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 2ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 3

 

2. บางนา = Landmark ศักยภาพที่อัดแน่นไปด้วยประชากรที่มี Real Demand ซื้อเพื่ออยู่และอนาคตที่สดใสในทุกอณู

 

ในเชิงพื้นที่ทำเลที่ตั้ง ย่านบางนาถือเป็นทำเลสำคัญที่เหล่า Developer ผู้พัฒนาโครงการแทบทุกเจ้าต่างก็มุ่งหน้ามาปักหมุดหมายพัฒนาโครงการของตัวเองอย่างคึกคัก

 

ไม่เพียงแต่อยู่ใกล้กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเป็นพื้นที่สำคัญในฐานะ Gateway เพื่อมุ่งหน้าสู่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก EEC แต่ย่านบางนายังได้ชื่อว่าเป็น ทำเลศักยภาพที่กลุ่มผู้บริโภคจำนวนมากมองหาโครงการบ้านต่างๆ เพื่ออยู่อาศัยจริงอีกด้วย

 

ข้อมูลจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า บางนาเป็นทำเลอันดับ 1 ที่มี Real Demand จากผู้บริโภคที่เล็งซื้อเพื่ออยู่อาศัยสูงสุดในปี 2568 ที่ผ่านมา ที่สำคัญ และคาดว่าในช่วงต่อจากนี้จำนวนประชากรเข้ามาทำงาน-อยู่อาศัยในโซนนี้เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 60,000 – 120,000 คน

 

ขณะที่จากการเปิดเผยของ Axtra Happitat เองพบว่า กลุ่มลูกค้าของ Happitat ที่วางเอาไว้คือกลุ่มผู้อยู่อาศัยในย่านบางนาในรัศมีไม่เกิน 7 กม. ซึ่งมีจำนวนมากถึง 1.2 ล้านคน ซึ่งยังไม่นับรวมกลุ่มผู้ใช้บริการสำนักงานและนักท่องเที่ยว ทำให้โครงการแห่งนี้จึงสามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มลูกค้าคุณภาพและฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้ในเวลาเดียวกัน

 

จะเห็นได้ว่าย่านบางนา ไม่เพียงแต่เป็นทำเลที่ผู้คนคาดหวังจะมาใช้ชีวิตอยู่อาศัยมากขึ้นเท่านั้น เพราะทำเลแห่งนี้ยังถือเป็นหนึ่งในย่านร้อนแรงที่กำลังเติบโตในมุมมองของการเป็น “ที่ตั้งสำนักงาน” เพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการขยายฐานธุรกิจมายังโซนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก

 

ประจวบเหมาะกับโครงการ Happitat เองก็มี The Hilltop Offices อาคารสำนักงานระดับ Grade A ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับบริษัทและองค์กรที่ต้องการพื้นที่ทำงานคุณภาพ ใกล้ชิดธรรมชาติ ในทำเลศักยภาพนี้ นั่นจึงทำให้ Happitat มีความพร้อมในการรองรับดีมานด์ความต้องการจากฝั่งออฟฟิศสำนักงานแบบติ๊กถูกทุกประการ

 

ยิ่งไปกว่านี้ ต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงที่ว่า นอกเหนือจาก Happitat ย่านบางนายังมีโครงการสเกลใหญ่ๆ อีกมาก ทั้งที่เปิดให้บริการไปแล้วอย่าง Cloud 11 หรือแม้กระทั่ง Bangkok Mall ที่เตรียมเปิดให้บริการในอนาคตก็ล้วนแต่ส่งผลดีต่อการพัฒนาทำเลย่านบางนาให้คึกคักและดึงดูดกำลังซื้อมารวมกันอยู่ยังพื้นที่โซนนี้ได้อย่างหวือหวา น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มผู้ที่อยู่อาศัยใช้ชีวิตแบบ 24/7, กลุ่มพนักงานออฟฟิศ องค์กรธุรกิจที่มีกำลังซื้อสูง ยังไม่นับรวม Expat หรือบุคลากรจากต่างชาติที่ต้องแวะเวียนเข้ามายังละแวกใกล้เคียง ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากฝั่งสุวรรณภูมิ ซึ่งจะทำให้บางนาเกิดพลวัตรและเต็มไปด้วยโอกาสขนาดมหาศาล

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 4

 

3. ยกระดับ Values การใช้เวลาในโครงการให้เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างมีคุณค่า

 

ย้อนกลับไปในข้อที่ (1.) อีกสักครั้ง เพราะ Purpose หลักของโครงการ คือ การทำให้แขกคนสำคัญที่เข้ามาเยือนทุกคนมีความสุขที่สุด และใช้เวลาที่พวกเขามีไปกับโครงการให้ได้มากที่สุด ไม่ว่ากลุ่มเป้าหมายจะอยู่ในเจเนอเรชันใดหรือมีไลฟ์สไตล์แบบใดก็ตาม

 

ทุกกระเบียดนิ้วของพื้นที่กว่า 200,000 ตร.ม. ภายในโครงการ Happitat จึงถูกออกแบบภายใต้ Logic ที่เชื่อในเรื่อง “กลไกขับเคลื่อนพฤติกรรม” ซึ่งจะวางโครงสร้างทุกอย่างให้เกิดการไหลเวียนของประสบการณ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่อาคารหลังแรกไปจรดอาคารสุดท้ายแบบไร้รอยต่อ 

 

ไม่ว่าจะอาคาร Bloominas, Wonderwild หรือ Festie Town ทุกโซนล้วนออกแบบให้เติมเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เพียบพร้อมไปด้วยพื้นที่โซนกิน-เดิน-พักผ่อน ที่เชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ ใช้เวลาในตัวโครงการได้อย่างไร้รอยต่อ ตลอดทั้งวัน

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 5

 

ที่จะลืมกล่าวถึงไม่ได้เป็นอันขาดคือพื้นที่ธรรมชาติและ “ป่า” ที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ภายใต้ Happitat ซึ่งจะช่วยให้ทุกชีวิตที่เดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบ JOMO (Joy of Missing Out) หลีกหนีทุกความวุ่นวายและความเร่งรีบของจังหวะเมืองมาพักผ่อน ฮีลใจที่โซนธรรมชาติแบบสะดวกสบาย

 

Happitat จึงถูกออกแบบมาสำหรับการเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของผู้คนได้อย่างแท้จริง เป็นทั้งพื้นที่กิจกรรมครอบครัว สถานที่จัดกิจกรรมหรือ Event รองรับกลุ่ม Fandom ที่หลากหลาย

 

โดยทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นล้วนมีส่วนในการสรรค์สร้างความทรงจำและประสบการณ์แปลกใหม่ ทำให้การใช้เวลาที่ Happitat มีคุณค่ากับผู้ที่มาเยือนมากที่สุด ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ทุกโมเมนท์ ทุกจังหวะชีวิตใน Happitat กลายเป็น Values Moment หรือช่วงเวลาและประสบการณ์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณค่าที่ผู้มาใช้บริการทุกคนได้รับกลับไปอย่างแท้จริง 

 

ยิ่งลูกค้ามาใช้บริการที่ตัวโครงการ Happitat ต่อครั้ง ใช้ระยะเวลานานจนเกิดกลายเป็นช่วงเวลาล้ำค่า มีโมเมนท์ Values น่าจดจำ นั่นก็ยิ่งหมายถึงโอกาสในการสร้าง Conversion ของร้านค้าต่างๆ จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยอย่างสอดรับกัน

 

ไม่ว่าจะ กิน-ดื่ม ที่ร้านอาหารต่าง ๆ, การเสพประสบการณ์ความบันเทิงหรือการผ่อนคลายในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การรับชมภาพยนตร์ ชมโชว์หรือการแสดง ทำเวิร์คช้อปต่างๆ  ฯลฯ, การใช้จ่ายซื้อสินค้า ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อมที่พวกเขามีความสุข พร้อมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่พวกเขาต้องการ

 

ยิ่งไปกว่านั้น การสร้าง Conversion หรือการปิดการขายยังเป็นเพียงแค่ “ส่วนหนึ่ง” ของกระบวนการสร้าง Loop ที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น เพราะหากร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ สามารถต่อยอดโอกาสในการขายไปสู่โอกาสการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าของตนเอง ทั้งหมดก็จะนำไปสู่การที่ผู้บริโภคและลูกค้าสามารถจดจำแบรนด์ที่พวกเขาซื้อสินค้าได้ในระดับความรู้สึก จนเกิดกลายเป็นความผูกพันที่หยั่งรากลึกในระยะยาว

 

และนำไปสู่การซื้อซ้ำหรือกลับมาใช้บริการซ้ำในที่สุด

 

ภาพอาคารโครงการ Happitat โครงการมิกซ์ยูสริมถนนบางนา-ตราด 6

 

4. โฟกัสคนทุก Gen รองรับทุกไลฟ์สไตล์ผ่านพื้นที่แห่งความสุขร่วมกัน

 

ความท้าทายสำคัญของ Developers (ผู้พัฒนาโครงการ) หรือ Community Space ทุกเจ้าในปัจจุบันคือเลนส์การพัฒนาพื้นที่แบบ Inclusive ที่ต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงวัยให้ได้ 

 

ไม่ใช่เพียงใครคนใดคนหนึ่ง แต่หมายรวมถึง “ทุกคน”

 

เหตุผลก็เพราะ ครอบครัวในปัจจุบันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หลายบ้านแพลนการมีบุตรหลาน ขณะที่อีกหลายๆ ครอบครัวแม้มีธงในใจชัดเจนว่าอาจจะไม่อยากมีบุตร แต่พวกเขาก็รับน้องหมาน้องแมวมาเลี้ยง สอดรับกับเทรนด์การเติบโตของ Pet Parents

 

เช่นเดียวกับในวันนี้ที่ประเทศไทยเริ่มมุ่งหน้าเข้าสู่ “Aging Society” หรือสังคมผู้สูงอายุเต็มตัว คนเริ่มตระหนักในประเด็น Longevity มากขึ้น ทำให้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผู้บริโภคก็จะยิ่งมี Lifespan หรืออายุที่ยืนตามไปด้วย

 

ทั้งหมดนี้จึงเป็นที่มาและโจทย์สำคัญมากๆ ที่เหล่า Developers โครงการ Space ต่างๆ ล้วนต้องตระหนักรู้และให้ความใส่ใจ

 

ซึ่งสำหรับ Happitat พวกเขาเน้นย้ำการให้ความสำคัญในประเด็น Multi-Gen Destination แทบจะเทียบเท่าหรือพอๆ กับความตั้งใจในการเป็นพื้นที่แห่งความสุขด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการออกแบบทุกอาณาบริเวณภายในโครงการจึงเกิดขึ้นผ่านแนวคิด Universal Design for All ที่คำนึงถึงความหลากหลายของผู้คน 

 

โดยที่ทุกองค์ประกอบของโครงการ ตั้งแต่การวางผัง, แปลนสถาปัตยกรรม, งานดีไซน์, พื้นที่สีเขียว ตลอดจนพื้นสาธารณะ ทั้งหมดล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานร่วมกันของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ส่งเสริมการพบปะ การมีปฏิสัมพันธ์ และการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าถึงและเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างไม่ทิ้งใครให้เดียวดายหรือนั่งเหงา และไม่รู้สึก Belong กับสถานที่แห่งนี้

 

ครอบครัวขนาดกลางและใหญ่มีพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับทุกคน, เหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมวมี Pet Park สำหรับใช้เวลาร่วมกับลูกๆ สัตว์เลี้ยง, วัยทำงานมีพื้นที่พักผ่อนและจุดพบปะแฮงก์เอาต์ ขณะที่ผู้สูงอายุสามารถเดินเล่นหรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวได้อย่างสะดวกและสบาย 

 

และนอกเหนือจากการใส่ใจผู้คนในทุกช่วงวัยแล้ว พื้นที่ส่วนหนึ่งใน Festie Town ยังถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น Pet destination เพื่อตอบสนองเหล่าพ่อๆ แม่ๆ หมาและแมว Pet Parents ผ่าน Pet Park เพื่อให้พาเหล่าลูกๆ ขนปุยที่พวกเขารักมาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างมีความสุข

 

เมื่อไลฟ์สไตล์หลากหลาย ก็หมายถึงการมี Space ที่หลายหลากไว้รองรับกลุ่มผู้เช่าที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่มีอยู่อย่างหลายเฉดด้วยเช่นกัน ผลที่ตามมาจึงยิ่งมีส่วนช่วยในการเพิ่ม Spending per visits ของผู้คนที่เดินทางมาใช้ชีวิตในโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้ง 4 มิติที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นมุมมองที่น่าสนใจที่ส่งผลให้ Happitat เป็นโครงการร้อนแรงที่น่าดึงดูดทั้งในมิติเพื่อการทำสำนักงาน และการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์นั่นเอง 

 

และในปี 2569 นี้ เราคงจะได้เห็นกันว่า Happitat จะสามารถพัฒนาออกมาได้ตรงตามเป้าหมายและความตั้งใจที่พวกเขามีในการมุ่งสร้างสรรค์พื้นที่ปลายทางแห่งการสร้างความสุขสำหรับผู้คนทุกช่วงวัยได้มากน้อยเพียงไร

The post เปิดเหตุผล ทำไม Happitat ถึงเป็นโครงการที่ดึงดูดทั้งในมิติเช่าทำออฟฟิศและภาครีเทล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพื่อไทย ส่ง สส. ลงพื้นที่รับฟังผลกระทบวิกฤตพลังงาน ก่อนส่งรัฐบาลใช้กลไกภาครัฐแก้ปัญหา หนุนเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานสีเขียวภายใน 4 ปี https://thestandard.co/pheu-thai-energy-crisis-green-transition/ Wed, 18 Mar 2026 08:51:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1188757 การประชุม สส. พรรคเพื่อไทย ที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้าร่วม

วันนี้ (18 มีนาคม) ที่พรรคเพื่อไทย ได้มีการประชุม สส. ป […]

The post เพื่อไทย ส่ง สส. ลงพื้นที่รับฟังผลกระทบวิกฤตพลังงาน ก่อนส่งรัฐบาลใช้กลไกภาครัฐแก้ปัญหา หนุนเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานสีเขียวภายใน 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุม สส. พรรคเพื่อไทย ที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้าร่วม

วันนี้ (18 มีนาคม) ที่พรรคเพื่อไทย ได้มีการประชุม สส. ประจำสัปดาห์ โดยมี จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นำประชุม โดยในที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงปัญหาด้านพลังงาน ที่เกิดจากผลกระทบการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งได้มี สส. ได้สะท้อนถึงปัญหาที่ได้รับฟังมาจากพี่น้องประชาชน

 

จากนั้น ยศชนันได้เปิดเผยว่า ปัญหาพลังงานถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ดังนั้นต้องสื่อสารไปถึงประชาชนทุกคนให้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะปัญหาพลังงานหากมีการเจรจาพูดคุยกับประเทศที่ขัดแย้งอาจจะจบได้ ซึ่งอาจจะจบภายใน 1 เดือน 3 เดือน หรือหากลากยาวไปถึง 6 เดือนหรือ 1 ปีจะเกิดอะไรขึ้นกับประชาชนบ้าง

 

โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้พูดคุยกับผู้สมัครและให้ลงพื้นที่เพื่อที่จะดูถึงผลที่จะเกิดขึ้นและความเป็นไปได้ ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ผลิต ผู้รับเหมา หรือผู้ที่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของประชาชนมีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1. เรื่องที่อยู่อาศัย 2. การคมนาคมขนส่ง ที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของราคาน้ำมันและการกระจายน้ำมันที่ไม่เพียงพอ และ 3. เรื่องของราคาสินค้าที่กำลังทยอยขึ้น ซึ่งมาจากการผลิต การขนส่ง

 

นอกจากนี้ ยังได้พูดคุยกับ สส.บัญชีรายชื่อให้ลงพื้นที่ไปในเขตที่ไม่มี สส. ของพรรคเพื่อไทยเพื่อเร่งแนวทางในการแก้ไขในระยะสั้น ให้เห็นหน้างาน ซึ่งเราก็จะนำตรงนี้มาประมวลผลและส่งให้กับทางรัฐบาล ถึงแนวทางการแก้ปัญหาเบื้องต้น ซึ่งรัฐบาลจะสามารถใช้กลไกภาครัฐและดูแลตรงนี้ให้ชัดเจน

 

ขณะที่ปริมาณน้ำมันดิบที่ผ่านการกลั่นออกมา ต้องมีแผนระยะกลางและระยะยาว เพื่อเข้าสู่พลังงานสีเขียว ลดการใช้น้ำมัน และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการปฏิบัติการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการผลิต ภายใน 1-2 ปี แต่ไม่เกิน 4 ปี ซึ่งต้องใช้กลไกของต่างประเทศมาประเมินควบคู่กันกับกลไกทางเศรษฐกิจ ในการดูแลแหล่งพลังงาน

 

ยศชนันกล่าวอีกว่า เรื่องนี้ต้องสื่อสารให้ประชาชนได้ทราบล่วงหน้า เพื่อให้เกิดการเตรียมความพร้อม โดยพรรคเพื่อไทยจะทำเต็มความสามารถที่จะช่วยประชาชนและสะท้อนในส่วนนี้ ให้รัฐบาลใช้กลไกภาครัฐในการดูแลประชาชน เพื่อให้สามารถผ่านวิกฤตตรงนี้ไปด้วยกัน

The post เพื่อไทย ส่ง สส. ลงพื้นที่รับฟังผลกระทบวิกฤตพลังงาน ก่อนส่งรัฐบาลใช้กลไกภาครัฐแก้ปัญหา หนุนเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานสีเขียวภายใน 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี​ ยืนยัน​ คุมราคาสินค้า​ 59 รายการ​ ย้ำ​ผู้ประกอบการ​-​ประชาชน​ต้องอยู่ได้​ วอน​อย่ากักตุนสินค้า https://thestandard.co/suphajee-commodity-price-control/ Tue, 17 Mar 2026 03:50:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1188371 ศุภจี รมว.พาณิชย์ แถลงมาตรการตรึงราคาสินค้า 59 รายการ และขอความร่วมมือประชาชนไม่กักตุนสินค้า

วันนี้ (17 มีนาคม) ศุภจี​ สุธรรมพันธุ์​ รัฐมนตรีว่าการก […]

The post ศุภจี​ ยืนยัน​ คุมราคาสินค้า​ 59 รายการ​ ย้ำ​ผู้ประกอบการ​-​ประชาชน​ต้องอยู่ได้​ วอน​อย่ากักตุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี รมว.พาณิชย์ แถลงมาตรการตรึงราคาสินค้า 59 รายการ และขอความร่วมมือประชาชนไม่กักตุนสินค้า

วันนี้ (17 มีนาคม) ศุภจี​ สุธรรมพันธุ์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์​ กล่าวถึงกรณีการเสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤตพลังงานจากการสู้รบในภูมิภาค​ตะวันออก​กลาง​ เพื่อให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาว่า จะพิจารณาทั้งระบบ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคและบริโภคในส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ดูแล หากจะขึ้นราคาต้องดูความถูกต้องซึ่งมีมาตรการที่ทำร่วมกัน

 

เช่น กระทรวงมหาดไทย รวมถึงพาณิชย์จังหวัด พลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัดที่จะต้องลงพื้นที่ไปดูแล​ หากมีสินค้าควบคุมที่มีการขึ้นราคาเกินกว่ากำหนดสามารถชี้เป้าได้ผ่านสายด่วนพาณิชย์ 1569 ซึ่งปัจจุบันสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่ 59​ ประเภท เช่น สินค้าบริโภค​ อาทิ​ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นม​ สินค้าในกำกับ เช่น​ ราคาน้ำมัน​ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์​ ไม่ใช่ผู้กำหนดราคาแต่เป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน ได้มีการประกาศราคาหน้าปั๊ม หน้าโรงกลั่นอยู่ที่เท่าไหร่ กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปดูแลว่ามีการปรับขึ้นราคาเกินกว่ากำหนดหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการกักตุน

 

ศุภจี​ยังกล่าวอีกว่า​ ส่วนสินค้าที่กำกับในเรื่องโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการก็ได้มีการพูดคุยกัน ว่าจะมีการบริหารจัดการดูแลเรื่องโครงสร้างอย่างไร รวมถึงความสมเหตุสมผลจะมีการขยับปรับเปลี่ยนหรือไม่ แต่ขณะนี้ราคาพลังงานยังไม่ได้ขึ้น อาจเป็นการตื่นตระหนกของประชาชน ซึ่งกระทรวงพลังงานต้องไปดูแลในเรื่องนี้ เนื่องจากเรามีน้ำมันสำรอง

 

ส่วนการดูแลหากมีการขยับตัวขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และทั่วโลกกำลังก็ต้องไปพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลในการปรับขึ้นราคาสินค้า รวมถึงมาตรการเยียวยาที่จะต้องมีตามมา พร้อมย้ำว่า ผู้ประกอบการ และประชาชนต้องอยู่ได้ ต้องเดินร่วมกันไปทั้งระบบ การกดราคาผู้ประกอบการมากเกินไปจนเขาอยู่ไม่ได้ ก็จะส่งผลเรื่องการจ้างงาน ดังนั้นมาตรการต้องดูแลควบคุมทั้งระบบ พร้อมทั้งขอให้รอผลการประชุมครม.วันนี้ ที่จะเสนอมาตรการให้พิจารณา ก่อนจะนำไปหารือในที่ประชุม​ ศบก.ในเวลา 16.30 น. ก่อนที่จะแถลงอย่างเป็นทางการ​

 

ศุภจี​กล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมามีการพูดคุยกับผู้ประกอบการให้ดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงสต๊อกสินค้าที่ขาดไป โดยเฉพาะเรื่องของบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยกันหาแหล่ง เพราะปัจจุบันแหล่งซื้อเม็ดพลาสติกอยู่ที่ตะวันออกกลาง ได้มีการขอให้กระทรวงการต่างประเทศ เจรจากับทางอิหร่าน เพื่อเปิดให้เรือสินค้าไทยนำสินค้าออกมา​ ซึ่งไม่ใช่สินค้าที่เป็นอันตรายแต่เป็นสินค้าที่ต้องซื้ออยู่แล้ว แต่ขณะนี้ทางอิหร่านยังไม่ได้ให้คำตอบมาแต่อย่างใด​ พร้อมกับยังระบุว่าเม็ดพลาสติกในไทยยังสามารถมีปริมาณเพียงพอได้ถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้

 

ศุภจี​ยังกล่าวถึงราคาปุ๋ยยูเรีย​ ซึ่งอยู่ได้ถึงประมาณเดือนสิงหาคม ในขณะที่การขยับขึ้นราคาก็ต้องดูที่ต้นทุน หากเป็นสต๊อกเดิม ก็ต้องไปพูดคุยกับผู้ประกอบการว่าเป็นสินค้าควบคุมก็ไม่ควรจะขึ้นราคา รอมย้ำว่าผู้ประกอบการได้ให้ความร่วมมือพอสมควร ส่วนบางพื้นที่ที่มีการปรับขึ้นราคาปุ๋ยไปแล้ว ให้ประชาชนสามารถแจ้งมาได้ ที่สายด่วนพาณิชย์ 1569 หากมีการขายเกินราคาต้องจัดการ ยืนยันว่าขณะนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศกำลังช่วยเจรจา เรื่องช่องทางการขนส่งสินค้า และเรายังมีสินค้าคงค้างที่ต้องส่งไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งขณะนี้ยังส่งไม่ได้ก็มีการเจรจาเช่นกัน​ และอาจมีโอกาสที่ส่งสินค้าที่มี ไม่มีออเดอร์ค้างอยู่ เช่น สินค้าประเภทอาหารแปรรูป และวัตถุดิบบางอย่าง ถ้าเราสามารถเจรจาและส่งเข้าไปได้ ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ไม่ใช่เฉพาะแค่อิหร่าน เรือที่บรรทุกสินค้าไป ก็จะเจรจาให้บรรทุกสินค้าที่เราต้องการกลับมา เช่น เม็ดพลาสติก หรือปุ๋ย

 

นอกจากนี้ยังมีแหล่งขนส่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเทศในตะวันออกกลางอยู่ระหว่างการเจรจา

 

เมื่อถามว่า ประชาชนควรจะกักตุนสินค้าของใช้ไว้หรือไม่ เพราะราคาพลังงานกำลังจะสูงขึ้น ทำให้สินค้าแพง ศุภจีกล่าวว่า ขอร้องให้ทุกคนให้ความร่วมมือดีกว่า แต่ยิ่งเราตื่นตระหนกและกักตุนสินค้าโดยยังไม่ถึงเวลา ในช่วงวิกฤตโลกทุกคนควรตระหนักรู้ และพยายามช่วยกันและดูแลการใช้อย่างเหมาะสม แต่หากมีความกังวลจะซื้อสินค้าตัวใดเก็บไว้ เราก็คงห้ามไม่ได้ เป็นสิทธิ์ของท่าน แต่ต้องดูในเรื่องของความเหมาะสมจะดีที่สุด เอาเท่าที่กำลังเราทำได้ขอให้ทุกคนเข้าใจว่าปัจจัยที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เราควบคุมยากมากการสู้รบจะจบเมื่อไหร่ อยู่ที่ประเทศที่เกิดสถานการณ์จะจัดการกัน ฉะนั้นอยากจะขอให้ช่วยกันดูแล ในส่วนของรัฐบาลจะดูแลเท่าที่ทำได้

 

เมื่อถามว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับทางอิหร่านแล้วกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งความคืบหน้ามาบ้างหรือไม่ ศุภจีกล่าวว่า วันนี้ยัง ต้องรอ

The post ศุภจี​ ยืนยัน​ คุมราคาสินค้า​ 59 รายการ​ ย้ำ​ผู้ประกอบการ​-​ประชาชน​ต้องอยู่ได้​ วอน​อย่ากักตุนสินค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>