ผู้นำ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ผู้นำ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 08 May 2026 04:31:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผู้นำอาเซียนถกยุทธศาสตร์รับมือ Energy Shock เซ่นพิษปิดช่องแคบฮอร์มุซ ฟื้นสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา-เมียนมา https://thestandard.co/asean-energy-crisis-diplomacy/ Fri, 08 May 2026 04:31:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1205040 ผู้นำ อาเซียน ประชุมสุดยอดที่ เซบู ฟิลิปปินส์ เพื่อหารือแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน

ผู้นำอาเซียน 10 ชาติเปิดฉากการประชุมสุดยอดที่เซบู ประเท […]

The post ผู้นำอาเซียนถกยุทธศาสตร์รับมือ Energy Shock เซ่นพิษปิดช่องแคบฮอร์มุซ ฟื้นสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำ อาเซียน ประชุมสุดยอดที่ เซบู ฟิลิปปินส์ เพื่อหารือแนวทางรับมือวิกฤตพลังงาน

ผู้นำอาเซียน 10 ชาติเปิดฉากการประชุมสุดยอดที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ โดยหารือแนวทางจัดการผลกระทบจากสงครามอิหร่าน หวังลดแรงกดดันจากวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) ที่กำลังสั่นคลอนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

 

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ผู้นำชาติอาเซียนเตรียมผลักดันยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานและอาหาร หลังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางคอขวดจากสงครามสหรัฐอเมริกา-อิหร่านเป็นเวลาราว 70 วัน

 

ทั้งนี้ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนกล่าวเปิดการประชุมว่า อาเซียนกำลังยืนหยัดร่วมกันเพื่อแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการตอบโต้ด้วยความสามัคคีและความเด็ดขาด ขณะที่รักษาความคล่องตัวและยืดหยุ่น

 

“เราต้องรับประกันความมั่นคงทางพลังงานและความยืดหยุ่นของภูมิภาค ในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูงเช่นนี้ อาเซียนจะต้องเสริมสร้างการประสานงานและเพิ่มความพร้อม ตลอดจนดำเนินมาตรการร่วมกันในทางปฏิบัติเพื่อปกป้องความมั่นคงในการจัดหาพลังงานและปรับปรุงการเชื่อมโยงระหว่างกัน” มาร์กอสกล่าว

 

ในวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนได้ประชุมแนวทางเพื่อรับประกันความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร รวมถึงการกระจายแหล่งคู่ค้า เส้นทางการขนส่ง ไปจนถึงการสื่อสารในภาวะวิกฤต ทว่ารายละเอียดของข้อเสนอเหล่านั้นยังขาดความชัดเจน และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะมีการดำเนินการใดๆ อย่างจริงจังหรือไม่

 

Reuters มองว่า อาเซียนกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามอิหร่าน ขณะที่การประสานงานก็ยังเป็นความท้าทายของภูมิภาค เพราะความแตกต่างทางเศรษฐกิจใน 11 ประเทศ รวมถึงไม่มีอำนาจส่วนกลางกำกับดูแลให้แต่ละประเทศทำตามข้อตกลง

 

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากวิกฤตพลังงาน อาเซียนยังหารือประเด็นอื่นๆ เช่น ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยมาร์กอสจัดการประชุมร่วมระหว่างผู้นำ 2 ประเทศ ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศวางแผนประชุมเสมือนจริงกับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเมียนมา โดยหวังกลับมาสานสัมพันธ์ตามปกติตั้งแต่การรัฐประหารโดย พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่ายในปี 2021

 

อนึ่ง ตามการรายงานของสื่อฟิลิปปินส์ รัฐบาลฟิลิปปินส์พยายามลดงบประมาณในการจัดการประชุมสุดยอดจาก 1 สัปดาห์ เหลือเพียง 2 วัน โดยใช้วิธีประชุมทางออนไลน์เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน

 

ภาพ: Aaron Favila / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ผู้นำอาเซียนถกยุทธศาสตร์รับมือ Energy Shock เซ่นพิษปิดช่องแคบฮอร์มุซ ฟื้นสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา-เมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร โพสต์ภาพคู่ ลุงตู่ อวยพรวันเกิดบอกเป็นแบบอย่างผู้นำ ยึดมั่นในความมั่นคงของชาติ-ความสงบบ้านเมือง https://thestandard.co/thanakorn-prayut-birthday-wishes-leader/ Sat, 21 Mar 2026 05:22:16 +0000 https://thestandard.co/thanakorn-prayut-birthday-wishes-leader/ ธนกร วังบุญคงชนะ ยืนคู่กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโอกาสอวยพรวันเกิด

วันนี้ (21 มีนาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทร […]

The post ธนกร โพสต์ภาพคู่ ลุงตู่ อวยพรวันเกิดบอกเป็นแบบอย่างผู้นำ ยึดมั่นในความมั่นคงของชาติ-ความสงบบ้านเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกร วังบุญคงชนะ ยืนคู่กับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในโอกาสอวยพรวันเกิด

วันนี้ (21 มีนาคม) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมขอกราบอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดลุงตู่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ผมเคารพรักอย่างยิ่ง”

 

ธนกรระบุอีกว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผมมีโอกาสได้ทำงานใกล้ชิดกับท่าน ผมได้เรียนรู้ถึงความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ท่านเป็นแบบอย่างของผู้นำ ที่ยึดมั่นในความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และการทำงานอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค”

 

“ในโอกาสวันสำคัญนี้ ผมขออำนวยพรให้ท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และมีพลังในการทำสิ่งดีๆ เพื่อบ้านเมืองต่อไป ผมจะยึดมั่นในหลักการที่ได้เรียนรู้จากท่าน และนำมาปฏิบัติในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างดีที่สุด ด้วยความเคารพรักอย่างสูงครับ” ธนกรระบุ

สำหรับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2497 โดยในปีนี้ (พ.ศ. 2569) มีอายุครบ 72 ปี บริบูรณ์ เส้นทางการเมืองของ พล.อ. ประยุทธ์เริ่มต้นจากการดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่ดำรงตำแหน่งยาวนานกว่า 9 ปี ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นและการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในหลายด้าน

 

ภายหลังจากวางมือทางการเมืองและยุติบทบาทในพรรคการเมืองไปเมื่อปี พ.ศ. 2566 พล.อ. ประยุทธ์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง องคมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ซึ่งถือเป็นตำแหน่งสำคัญล่าสุดในปัจจุบัน

The post ธนกร โพสต์ภาพคู่ ลุงตู่ อวยพรวันเกิดบอกเป็นแบบอย่างผู้นำ ยึดมั่นในความมั่นคงของชาติ-ความสงบบ้านเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ https://thestandard.co/power-based-order-world-analysis-2026/ Mon, 02 Mar 2026 12:23:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1183598 power-based-order-world-analysis-2026

ปลายกุมภาพันธ์ 2026 โลกได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว สหรัฐอเม […]

The post การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
power-based-order-world-analysis-2026

ปลายกุมภาพันธ์ 2026 โลกได้เห็นภาพที่ชัดเจนแล้ว สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่านในปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เรียกว่า ‘Operation Epic Fury’ พร้อมส่งสารอย่างตรงไปตรงมาว่า ให้เลือกระหว่างยอมวางอาวุธหรือเผชิญความตาย และส่งสัญญาณสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงระบอบในเตหะรานอย่างเปิดหน้า

 

ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสั่นสะเทือนทั่วโลก ช่องแคบฮอร์มุซที่ไม่เคยปิดได้ในประวัติศาสตร์โลก กลับไม่มีใครกล้าเลี้ยวผ่านในช่วงเวลานี้

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ข่าวความมั่นคง แต่คือภาพสะท้อนการเลื่อนศูนย์กลางอำนาจโลกอย่างชัดเจน จาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ 

 

ถ้า Rule-based Order คือโลกที่พยายามให้ทุกอย่างเดินตามกติกา ผ่านสถาบันระหว่างประเทศ ผ่านพันธมิตร และผ่านกระบวนการที่สร้างความชอบธรรมร่วมกัน Power-based Order อาจเปรียบเสมือนโลกที่อำนาจจริงมาก่อนกติกา ใครมีพลังทางทหาร เศรษฐกิจ เทคโนโลยี หรืออิทธิพลมากพอ คนนั้นกำหนดเกมได้ กติกายังมีอยู่ แต่ถูกใช้ตามจังหวะที่ได้เปรียบ

 

และสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 ทำให้หลายคนรู้สึกว่า เข็มทิศโลกกำลังขยับไปทางนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านสองแขนของ Power-based ภายใต้ทรัมป์

 

แขนแรก ทหารและความมั่นคง ยกระดับด้วยแรง

 

การโจมตีโครงสร้างป้องกันทางอากาศ ฐานขีปนาวุธ และเป้าหมายเชิงผู้นำของอิหร่าน พร้อมคำประกาศว่าจะดำเนินการตราบเท่าที่จำเป็น คือการสื่อสารว่าการใช้กำลังเป็นเครื่องมือที่พร้อมหยิบใช้ทันที

กรอบเรื่องถูกวางว่าเป็นการกำจัดภัยคุกคาม และเป็นการเตือนทั้งกองกำลังและประชาชนอิหร่านในเวลาเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ภายในสหรัฐฯ เองก็เกิดแรงเสียดทานเรื่องอำนาจทำสงคราม หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านสภาคองเกรส สิ่งนี้สะท้อนสไตล์การตัดสินใจแบบรวมศูนย์ ซึ่งเชื่อว่าความเร็วและความเด็ดขาดสำคัญกว่ากระบวนการ

 

แขนที่สอง เศรษฐกิจและการค้า ใช้ตลาดเป็นอาวุธ

 

แนวทาง Maximum Pressure ถูกฟื้นกลับมาอีกครั้ง ตั้งแต่การประกาศใช้ Reciprocal Tariff ในช่วงที่ผ่านมา คือเปิดสูงไว้ก่อน และค่อยเจรจาเพื่อไต่ระดับลงมาทีหลัง

ในภาพใหญ่กว่านั้น นโยบายการค้าช่วงปี 2025 ถึง 2026 เต็มไปด้วยมาตรการภาษี คำสั่งฝ่ายบริหาร และการจัดระเบียบการนำเข้าแบบใหม่ เครื่องมือทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นการเติบโตเท่านั้น แต่ทำหน้าที่บังคับพฤติกรรมประเทศอื่น

ในมือของทรัมป์ กองทัพกับภาษีทำงานคล้ายกัน คือเป็นแรงกดดันให้ฝ่ายตรงข้ามต้องขยับ

 

3 ความเปลี่ยนผ่านของโลกที่กำลังเกิดขึ้น

 

1. ความชอบธรรมย้ายจากกติกาไปสู่ความสามารถ

คำถามเรื่องการไม่ผ่านสภาคองเกรสชี้ให้เห็นว่า กระบวนการไม่ได้เป็นศูนย์กลางอีกต่อไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ รัฐสามารถลงมือและสร้างผลลัพธ์ได้หรือไม่

 

2. Deterrence มาก่อน Diplomacy

แทนที่จะค่อย ๆ ต่อรองเพื่อหาจุดร่วม แนวคิดคือทำให้อีกฝ่ายกลัวต้นทุนของการเผชิญหน้า จนต้องถอย

 

3. เศรษฐกิจกลายเป็นสนามรบ

เมื่อภาษีและการคว่ำบาตรถูกใช้ถี่และกว้าง มันไม่ใช่เพียงนโยบายเศรษฐกิจ แต่เป็นอาวุธเชิงยุทธศาสตร์

 

นี่คือภาพสะท้อนที่ให้เห็นว่าโลกที่ใช้พละกำลังมาเป็นเครื่องเจรจา หรืออาจเรียกว่า Power-based Order ได้กลายเป็นโลกที่ทุกประเทศต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่

 

ถ้าโลกเป็นแบบนี้ ประเทศต่างๆ ต้องอ่านเกมอย่างไร

 

1. ความเสี่ยงของการคำนวณผิดสูงขึ้น

เมื่อผู้นำพร้อมยกระดับอย่างรวดเร็ว การอ่านเจตนาผิดเพียงเล็กน้อยอาจลากภูมิภาคเข้าสู่ความตึงเครียดที่ไม่มีใครตั้งใจ

 

2. เส้นเลือดใหญ่ของโลกเปราะบางขึ้น

พลังงาน การขนส่ง และจุดคอขวดอย่างช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นตัวแปรที่ทำให้ตลาดการเงินและห่วงโซ่อุปทานผันผวนได้ทันที

 

3. ประเทศขนาดกลางต้องเก่งเรื่องการถ่วงดุล

ไม่เลือกข้างสุดโต่ง รักษาความสัมพันธ์หลายด้านพร้อมกัน กระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน และเตรียมแผนรับแรงสั่นสะเทือนด้านพลังงาน การเงิน และความมั่นคง

 

ในโลกแบบนี้ องค์กรระหว่างประเทศยังอยู่ แต่พื้นที่ตัดสินใจจริงจะเคลื่อนไปอยู่ที่ดีลระหว่างรัฐต่อรัฐมากขึ้น โดยเฉพาะดีลที่ผูกกับความมั่นคง เทคโนโลยี และการค้า

 

ปลายทางจะไปถึงไหน

 

ฉากทัศน์มีอย่างน้อยสามแบบ

 

  • ทางแรก แรงกดดันทำให้อีกฝ่ายถอย เกิดดีลใหม่ที่เข้มกว่าเดิม โลกเข้าสู่สมดุลใหม่ที่ต่างฝ่ายรู้ขีดจำกัดกัน
  • ทางที่สอง เกิดวงจรตอบโต้ผ่านสงครามตัวแทน ความขัดแย้งยืดเยื้อ แม้ไม่ปะทุเป็นสงครามใหญ่
  • ทางที่สาม การใช้กำลังและอาวุธเศรษฐกิจแบบข้ามขั้นตอนกลายเป็นมาตรฐาน ประเทศต่าง ๆ เร่งจับกลุ่มใหม่ ย้ายห่วงโซ่อุปทาน และสร้างระบบการเงินของตนเอง โลกจึงแพงขึ้น ช้าลง และผันผวนขึ้นในระยะยาว

 

จุดที่ไปสุดของผู้นำสไตล์นี้ไม่ใช่จำนวนครั้งที่ใช้กำลัง แต่คือการทำให้ประเทศอื่นเชื่อว่า โลกไม่มีกรรมการกลางที่ทุกคนเคารพเหมือนเดิม และทุกประเทศต้องเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเองให้มากที่สุด

 

บทเรียนสำคัญไม่ใช่ว่าใครถูกหรือผิด แต่คือ ในโลกที่อำนาจกลับมาเป็นภาษาหลัก ใครที่ยังคิดด้วยกรอบกติกาอย่างเดียวอาจอ่านเกมช้าเกินไป

 

คำถามสำหรับแต่ละประเทศ รวมถึงเรา คือ เรามีแรงต่อรองพอหรือยัง และเรากระจายความเสี่ยงดีพอหรือยัง เพราะใน Power-based Order ความมั่นคงไม่ได้มาจากการหวังให้โลกใจดี แต่มาจากการทำให้โลกต้องคิดก่อนจะกดดันเรา

The post การเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจโลกจาก ‘Rule-based Order’ สู่ ‘Power-based Order’ ภายใต้ผู้นำแบบ โดนัลด์ ทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งเครียด แต่ไม่อยากเป็นผู้นำ Toxic จัดการอารมณ์อย่างไร? https://thestandard.co/the_secret_sauce/leaders-stress-emotion-management/ Sat, 21 Feb 2026 11:33:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1180636

พอขึ้นตำแหน่งหัวหน้าทีม ผู้จัดการ หรือผู้บริหาร หลายครั […]

The post ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งเครียด แต่ไม่อยากเป็นผู้นำ Toxic จัดการอารมณ์อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

พอขึ้นตำแหน่งหัวหน้าทีม ผู้จัดการ หรือผู้บริหาร หลายครั้งที่คุณอาจพบว่าตัวเองนั่งอยู่ลำพังพร้อมกับความรู้สึกผิดที่เผลอใช้อารมณ์ฉุนเฉียวใส่ลูกน้องในที่ประชุม หรือเผลอแสดงท่าทีเย็นชาใส่ทีมเพียงเพราะตัวเลขในรายงานไม่เป็นไปตามเป้า

 

เย็นไว้ สูดหายใจลึกๆ และบอกกับตัวเองว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเป็นหัวหน้าที่แย่” แต่ความกดดันที่แบกไว้บนบ่ามันหนักจนบางครั้งก็รับไม่ไหว

 

ผู้นำอารมณ์เสียง่าย ส่งผลอย่างไรต่อทีม

 

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมแค่หัวหน้าเดินหน้าบึ้งเข้าออฟฟิศ หรือกระแทกแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเพียงเบาๆ บรรยากาศที่เคยสดใสกลับอึมครึมลงทันตา

 

ในยุคดึกดำบรรพ์ที่เต็มไปด้วยนักล่าอันตราย มนุษย์อยู่รอดมาได้ด้วยการอยู่รวมกันเป็นฝูงหรือเผ่าพันธุ์ เราต้องอ่านสัญญาณร่างกายจากผู้นำ หากผู้นำเผ่าแสดงอาการตื่นตระหนก หรือมีความเครียดสูง นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าภัยกำลังใกล้เข้ามา ในโลกออฟฟิศ หากผู้นำแสดงออกว่าอารมณ์ไม่ดี ทีมงานจะจะปิดโหมดการสร้างสรรค์และเปลี่ยนเข้าสู่โหมดป้องกันตัวแทน

 

Gallup สถาบันวิจัยและที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก รายงานว่าสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้พนักงานลาออกคือ ‘หัวหน้า’ โดยเฉพาะหัวหน้าที่เป็นต้นเหตุของความเครียดและไม่สามารถบริหารจัดการอารมณ์ของตนเองได้ ความเครียดในที่ทำงานไม่ได้เพียงแค่ทำให้คนลาออก แต่ยังนำไปสู่ภาวะลาออกทางใจ (Quiet Quitting) ซึ่งมีพนักงานทั่วโลกถึง 62% ที่อยู่ในภาวะนี้ ซึ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกคิดเป็นมูลค่ากว่า 8.8 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

 

ทำไมยิ่งตำแหน่งสูงขึ้น ความเครียดถึงยิ่งมาก

 

เช้าวันจันทร์ที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องกลยุทธ์ที่กระทบกับคนนับร้อย มีตัวเลขผลกำไรขาดทุนค้ำคอ และมีสายตาทุกคู่ในออฟฟิศจ้องมองมาที่คุณเพื่อรอคำตอบ ความกดดันที่ต้องแบกไว้ คือต้นตอที่ทำให้ระบบภายในของคุณเริ่มรวน

 

ตามหลักประสาทวิทยา เมื่อเราเผชิญความกดดันเรื้อรัง สมองส่วน Amygdala ซึ่งเป็นเครื่องตรวจจับภัยคุกคามจะทำงานหนักเกินไป จนเข้าข่าย ‘ยึดอำนาจ’ การตัดสินใจ ส่งผลให้สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ที่ทำหน้าที่วางแผนและยับยั้งชั่งใจทำงานได้แย่ลง

 

ในชีวิตจริง มันคือช่วงวินาทีที่คุณเห็นอีเมลแจ้งปัญหาด่วนจากลูกทีมแล้วคุณก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันทีโดยไม่ยั้งคิด เพราะสมองของคุณไม่ได้มองว่านั่นคือ ‘ปัญหาที่ต้องแก้’ แต่มันมองว่าเป็น ‘ภัยคุกคามที่ต้องกำจัด’ ความเครียดของผู้นำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของนิสัย แต่เป็นเรื่องของชีวภาพที่สูญเสียสมดุล

 

เปลี่ยนตัวเองอย่างไร ไม่ให้เป็นหัวหน้า Toxic

 

ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) เป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ แค่ลองใช้กลยุทธ์การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

 

  • ใช้กฎ 90 วินาที (The 90-Second Rule): เมื่อความโกรธพุ่งพล่าน ปฏิกิริยาเคมีในร่างกายจะทำงานเพียง 90 วินาทีเท่านั้น หากคุณสามารถรับรู้และตั้งชื่ออารมณ์นั้นในใจ เช่น ตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกกดดัน โดยไม่เติมเชื้อไฟด้วยการคิดฟุ้งซ่าน อารมณ์นั้นจะสลายไปเองตามธรรมชาติ

 

  • Micro-recovery (การฟื้นฟูระยะสั้น): อย่ารอให้ถึงวันหยุดยาว ผู้นำที่เก่งต้องรู้จักการพักสั้นๆ ระหว่างวัน เช่น การฝึกหายใจแบบ Box Breathing (เข้า 4 กลั้น 4 ออก 4 กลั้น 4) เพียง 1-2 นาที เพื่อรีเซ็ตระบบประสาทจากโหมดสู้หรือหนี ให้กลับมาสู่โหมดสงบและมีสติ

 

  • สร้างความตระหนักรู้ขั้นสูงสุด (Radical Self-Awareness): หมั่นสังเกตสัญญาณทางกาย เช่น กรามที่ขบแน่น หรือหัวใจที่เต้นรัว ก่อนที่จะเปล่งเสียงออกไป การรู้เท่าทันกายจะช่วยให้คุณดึงอำนาจการตัดสินใจกลับมาสู่สมองส่วนหน้าได้ทันเวลา

 

การเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมไม่ใช่การเป็นซูเปอร์แมนที่ไร้ความรู้สึก แต่คือการเป็นมนุษย์ที่รู้จักบริหารจัดการพลังงานของตัวเอง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนรอบข้างเติบโต

 

จำไว้ว่า ‘อารมณ์ของผู้นำคือสภาพอากาศขององค์กร’ และคุณมีสิทธิ์เลือกว่า วันนี้ในออฟฟิศของคุณจะมีแสงแดดที่อบอุ่น หรือจะมีแต่พายุที่เหน็บหนาว

The post ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งเครียด แต่ไม่อยากเป็นผู้นำ Toxic จัดการอารมณ์อย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stop Guessing: เลิกคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจ แต่จงกล้าที่จะ Brief วิธีดูแลความรู้สึกเราให้เขาฟัง https://thestandard.co/the_secret_sauce/stop-guessing/ Thu, 05 Feb 2026 11:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1174094 Stop Guessin

ในโลกการทำงาน เราถูกสอนฝังหัวว่าผู้นำที่ดีต้องมี Empath […]

The post Stop Guessing: เลิกคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจ แต่จงกล้าที่จะ Brief วิธีดูแลความรู้สึกเราให้เขาฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Stop Guessin

ในโลกการทำงาน เราถูกสอนฝังหัวว่าผู้นำที่ดีต้องมี Empathy ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ต้องสังเกตสีหน้าลูกน้องให้ออกแม้เขาจะไม่พูดอะไรสักคำ

 

แต่เคยไหมที่เรามัวแต่เป็นฝ่าย ‘แจกจ่าย’ ความเข้าใจให้คนทั้งโลก จนลืมไปว่าถังพลังงานของเราเองก็แห้งเหือดเหมือนกัน และสิ่งที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่ความเหนื่อยจากการทำงาน แต่คือคำถามที่ตะโกนก้องในใจว่า “ทำไมไม่มีใครเข้าใจฉันบ้างเลย”

 

ทำไมไม่มีใครเข้าใจเราสักที

 

นักจิตวิทยาชื่อ Gilovich, Savitsky และ Medvec ค้นพบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘The Illusion of Transparency’ หรือภาพลวงตาแห่งความโปร่งใส

 

มนุษย์เรามี Bias ทางความคิดที่น่าตกใจ คือเรามักหลงผิดว่าอารมณ์ความรู้สึกของเรานั้น ‘แสดงออกชัดเจน’ จนคนอื่นต้องดูออกแน่ๆ เราใช้ความรู้สึกตัวเราเองเป็น ‘จุดยึด’ แล้วคิดเอาเองว่าคนอื่นก็น่าจะเห็นสิ่งเดียวกัน แต่ความจริงคือ คนอื่นมองเห็นสัญญาณเหล่านั้นน้อยกว่าที่เราคิดมาก

 

ยิ่งไปกว่านั้น การปล่อยให้อีกฝ่ายต้องมานั่ง ‘เดาใจ’ เป็นการสร้างภาระทางสมองมหาศาล

 

การบอกใบ้ การเงียบ หรือการประชดประชัน คือการสร้าง ‘Extraneous Load’ หรือภาระส่วนเกินที่ไร้ประโยชน์ ทำให้สมองของเขาต้องเสียพลังงานไปกับการ ‘ถอดรหัส’ จนไม่เหลือพลังงานมา Empathy เรา ผลลัพธ์คือสมองเขาเลือกที่จะ Shut down หรือเพิกเฉยไปเลย ไม่ใช่เพราะเขาใจร้าย แต่เพราะสมองเขารับภาระไม่ไหว

 

ยิ่งเงียบยิ่งแย่จริงหรือ

 

หลายคนเลือกที่จะไม่พูดตรงๆ เพราะกลัวดูไม่ดี หรือกลัวถูกปฏิเสธ ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกพฤติกรรมนี้ว่า ‘Indirect Support-Seeking’ เช่น การถอนหายใจ, บ่นลอยๆ, หน้าตึง

 

งานวิจัยโดย Don et al. ได้ระบุถึงปรากฏการณ์ ‘ความย้อนแย้งของการแสวงหาการสนับสนุนทางอ้อม’ (The Paradox of Indirect Support-Seeking) ซึ่งอธิบายว่า ยิ่งบุคคลพยายามสื่อสารความต้องการผ่านพฤติกรรมทางอ้อมเพื่อปกป้องตนเองจากการถูกปฏิเสธมากเท่าใด กลับยิ่งมีโอกาสสูงที่จะได้รับการตอบสนองเชิงลบจากคู่สนทนา เช่น การเมินเฉยหรือการตำหนิ ซึ่งส่งผลเสียต่อความพึงพอใจในความสัมพันธ์ในระยะยาว 

 

ในทางกลับกัน คนที่มี Secure Attachment (ความผูกพันแบบมั่นคง) จะกล้าใช้ ‘Direct Support-Seeking’ คือการบอกความต้องการตรงๆ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่านำไปสู่การดูแลที่มีคุณภาพ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกว่า

 

3 ขั้นตอนการ ‘Brief’ วิธีดูแลใจเราให้คนอื่น

 

การเดินไปบอกตรงๆ ว่า ‘ช่วยรับฟังฉันหน่อย’ ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอ แต่มันคือการยื่นคู่มือการใช้งานให้เขารู้ว่า ณ เวลานี้ เขาต้องปฏิบัติกับเราอย่างไร เพื่อเปลี่ยน ‘ภาระส่วนเกิน’ ให้เป็นพลังงานที่สร้างสรรค์

 

ลองใช้ Framework นี้ดู

  1. ระบุชื่ออารมณ์ให้สมองสงบ: งานวิจัย Neuroimaging ยืนยันว่า การทำ ‘Affect Labeling’ หรือการระบุชื่ออารมณ์ เช่น พูดว่า “ตอนนี้ฉันโกรธ” หรือ “ฉันเสียใจ” จะช่วยลดการทำงานของสมองส่วนอามิกดาลาที่ใช้อารมณ์ และไปกระตุ้นสมองส่วนหน้าที่ใช้เหตุผลแทน

ก่อนเริ่มคุย ต้องแยกให้ออกว่าเราต้องการ Support แบบไหน?

  • Socio-Affective Support: ต้องการการปลอบโยน ความเข้าใจ
  • Cognitive Support: ต้องการคำแนะนำ ทางแก้ปัญหา 

 

  1. เริ่มบรีฟ: ใช้เทคนิคจาก Interpersonal Psychotherapy (IPT) ที่เรียกว่า ‘Communication Analysis’ คือสื่อสารให้ตรงกับความต้องการภายในที่สุด

เลี่ยง: “ทำไมเธอไม่เคยถามฉันเลยว่าเป็นไงบ้าง วันๆ เอาแต่เล่นมือถือ” นี่คือ Role Dispute หรือความขัดแย้งในบทบาท

ใช้: “ช่วงนี้งานฉันเครียดมากเลย ฉันอยากได้คนปลอบโยน แค่รับฟังเฉยๆ ถ้าคืนนี้เราวางมือถือแล้วมาคุยกันสัก 15 นาที จะช่วยให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากๆ เลย”

 

  1. สอน อย่าทดสอบ: อย่าทดสอบใจด้วยความเงียบ ถ้าเขาเผลอแนะนำทางแก้ปัญหาในตอนที่เราแค่อยากระบายให้รีบตบกลับเข้าประเด็นอย่างสุภาพ เพื่อป้องกัน Support Mismatch

“ขอบคุณที่ช่วยคิดนะ แต่ตอนนี้สมองฉันล้ามาก แค่เธอนั่งฟังบ่นเฉยๆ ก็ช่วยชาร์จพลังให้ฉันแล้ว’”

 

สุดท้ายนี้ การขอ Empathy เป็นทักษะที่ต้องใช้คู่กับ ‘การให้’ ในฐานะผู้นำหรือคนทำงาน การแบกรับอารมณ์ผู้อื่นฝ่ายเดียวจะนำไปสู่ ‘Empathy Fatigue’ หรือความเหนื่อยล้าจากความเห็นอกเห็นใจ 

 

การกล้าที่จะ Brief ว่าเราต้องการอะไร คือการสร้างความปลอดภัยทางจิตวิทยาให้ทั้งตัวเราและคนรอบข้าง มันคือการเคารพตัวเองและให้เกียรติสมองของอีกฝ่ายไม่ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น

เลิกคาดหวังให้เขารู้ใจ แต่จงเริ่ม ‘สื่อสาร’ สิ่งที่อยู่ในใจ เพราะผู้นำทางความรู้สึก หรือ Emotional Leader ที่แท้จริง คือคนที่กล้าบอกว่าตัวเองต้องการความรักและการดูแลเช่นกัน

The post Stop Guessing: เลิกคาดหวังให้คนอื่นรู้ใจ แต่จงกล้าที่จะ Brief วิธีดูแลความรู้สึกเราให้เขาฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : 9 เสียงของคนธรรมดาถึงผู้นำ ที่อยากเห็นประเทศไทยดีขึ้น https://thestandard.co/life/thai-community-voices-new-prime-minister-2026/ Tue, 03 Feb 2026 12:29:32 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1173339 thai-community-voices-new-prime-minister-2026

อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประชาชนชาวไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : 9 เสียงของคนธรรมดาถึงผู้นำ ที่อยากเห็นประเทศไทยดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-community-voices-new-prime-minister-2026

อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประชาชนชาวไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้ออกไปใช้สิทธิของตัวเอง เลือกพรรคการเมืองและนักการเมืองที่เราเชื่อมั่น เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเราในสภา แต่ก่อนวันที่คูหาจะเปิดขึ้น เราอยากทำหน้าที่เป็นพื้นที่ตัวกลาง เปิดโอกาสให้เสียงจากคอมมูนิตี้หลากหลายได้ถูกส่งต่อสู่สาธารณะ โดยเฉพาะถึงนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่กำลังก้าวเข้ามารับตำแหน่งในอนาคต 

 

พวกเขาอยากบอกอะไรกับผู้นำประเทศ อยากเห็นประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางไหน นี่คือเสียงเล็กๆ จากหลายคอมมูนิตี้ ที่เรารวบรวมและส่งต่อให้ทุกคนได้ร่วมรับฟัง

 

เลือกตั้ง 2569 ความคาดหวังคนไทย

 

มิช–ฮามิช มัสอิ๊ด

เพื่อนบ้านอารีย์

 

อยากเห็นการเปลี่ยนใดในประเทศไทย

 

“อยากเห็นประเทศไทยมีเมืองมากกว่าแค่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อยากเห็นการกระจายอำนาจ ทำให้เกิดโอกาสในเมืองอื่นๆ เมืองอื่นมีงานให้ทำ มีขนส่งสาธารณะ มีความหวังได้เจริญเติบโต โดยเฉพาะทางศิลปะวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม กรุงเทพฯ ล้นเกินไปแล้วตอนนี้ และคนส่วนใหญ่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เขาก็คงไม่อยากเข้ามาแออัดในกรุงเทพฯ หรอก”

 

อยากฝากอะไรถึงนายกฯ ในอนาคต

 

“ต่อให้เก่งแค่ไหน เมื่อได้รับตำแหน่งแล้วจะเจอแรงต้าน การตรวจสอบ และคำวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน ก็ต้องเตรียมตัวยินดียอมรับแรงกระแทกด้วย คนที่เลือกให้ก็มีความคาดหวังสูง และอยากเห็นประเทศก้าวหน้าไปจริงๆ”

 

เลือกตั้ง 2569 ความคาดหวังคนไทย

 

ต๊ะ-ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช

Surfer’s Holiday

 

คุณอยากเห็นการเปลี่ยนใดในประเทศไทย

 

“อยากให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาแยกออกจากกัน ทั้ง 2 สิ่งเป็นสิ่งที่เมืองไทยมีศักยภาพถ้าคนที่เข้ามาบริหารมีความรู้หรือสามารถดูแลได้เฉพาะด้านจะดีกว่า กอบกู้การท่องเที่ยวไทยที่กำลังเข้าสู่ขาลงสู้ประเทศอื่นไม่ได้ การกีฬาที่เต็มไปด้วยข่าวคอรัปชั่นและการสนับสนุนนักกีฬาไทยที่ไม่ดีเท่าที่ควร”

 

อยากฝากอะไรถึงนายกฯ ในอนาคต

 

“รู้สึกหมดศรัทธาและไม่เชื่อว่าเราจะได้นายกที่ดีมาบริหารประเทศ เพราะ 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นความเละเทะของการเมือง ใครได้มาเป็นนายกฝากว่า ถ้าคุณทำดีคุณจะได้เป็นฮีโร่และเปลี่ยนประเทศไทยให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าคุณพัฒนาประเทศได้ห่วยแตก ยุคสมัยบวกกับเด็กเจนใหม่ จะจำคุณไปตลอดชีวิต”

 

เลือกตั้ง 2569 ความคาดหวังคนไทย

 

ซอล-อณวิทย์ จิตรมานะ

Hatyai Connext

 

คุณอยากเห็นการเปลี่ยนใดในประเทศไทย

 

“ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่ทำงานสายพัฒนาเมือง อยากเห็นประเทศไทยเลิกเป็นระบบ ‘ตัวใครตัวมัน’ สักที อย่างแรกที่ต้องเกิดคือ ‘การเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ’ ลองนึกภาพเรามี ตั๋วร่วมใบเดียวที่ใช้ขึ้นได้ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ หรือแม้แต่เรือโดยไม่ต้องพกหลายบัตรให้วุ่นวาย แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกนะ มันคือการลด ‘ต้นทุนชีวิต’ ให้คนมีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นมากขึ้น และอยากเห็นการพัฒนาที่ไม่ได้กระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ เชื่อมโยงย่านเศรษฐกิจและชุมชนเข้าด้วยกัน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม

 

นอกจากนี้ ยังอยากให้ประเทศไทยมี Space หรือพื้นที่สร้างสรรค์ที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลองผิดลองถูก เมืองที่ดีต้องไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่ต้องเป็น Creative Sandbox ที่เอื้อให้เราสร้างมูลค่าจากไอเดียได้ การพัฒนาเมืองในมุมของผมคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ที่ทำให้คนเก่งๆ ในต่างจังหวัดรู้สึกว่าเขาสามารถเติบโตและมีอนาคตที่บ้านเกิดตัวเองได้ โดยไม่ต้องจำใจทิ้งครอบครัวเพื่อเข้ามาหางานในเมืองหลวงอย่างเดียว

 

อยากฝากอะไรถึงนายกฯ ในอนาคต

 

“ความหวังของคนรุ่นใหม่และรุ่นเก๋าไม่ได้ต้องการแค่คำสัญญาที่สวยหรู แต่เราต้องการความโปร่งใสและการทำงานที่ใช้ข้อมูลจริงมาคุยกัน อยากให้ท่านเลิกบริหารแบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) ลดขั้นตอนการทำงานที่เสียเวลาหรือช้าจนไม่ทันการ ปรับเปลี่ยนการพัฒนาบางอย่างมาใช้วิธีการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม หรือเปิดพื้นที่ให้คนที่รู้จริงและคนในพื้นที่ได้เข้าไปช่วยคิดตั้งแต่ต้น และช่วยสร้างระบบที่มั่นคงและยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริงกับประเทศนี้”

 

เลือกตั้ง 2569 ความคาดหวังคนไทย

 

อ๊อฟ กฤษฎิ์ บุญสาร

บรรณาธิการบริหารลาวเด้อ

 

“ผมเป็นคนร้อยเอ็ด โตมากับตากับยาย เพราะพ่อแม่ไปขายแรงงานที่กรุงเทพฯ ระบบการศึกษาที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบทำให้ผมไปต่อไม่ไหว และเรียนไม่จบ ม.3 เพียงเพราะไม่ตัดผมเข้าห้องสอบ วันนั้นผมได้ยินคำพูดว่า ‘เธอรักทรงผมมากกว่าอนาคตตัวเอง’ ซึ่งติดอยู่ในใจมาจนถึงวันนี้

 

ผมเลือกไปเรียน กศน. พร้อมทำงานโรงงานค่าแรงวันละไม่กี่ร้อยบาท เคยบาดเจ็บจากงานแต่ไม่ได้รับการชดเชย ชีวิตวนลูปทำงานหนักและเผชิญความกดดันทางใจ จนค่อยๆ ประคองตัวเองกลับมา เรียนต่อที่รามคำแหง และค้นพบว่าการถ่ายภาพคือทักษะที่พาผมมีอาชีพได้

 

เรื่องราวชีวิตผมที่ผ่านมาทั้งหมด ทำให้เห็นปัญหาหลายอย่างที่สะท้อนในชีวิต ทั้งการเรียนไม่จบเพียงแค่เข้าไม่ได้กับระบบการศึกษา ทำงานค่าแรงถูกๆ ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามยุคสมัย สวัสดิการจากนายจ้างที่ไม่ได้เป็นธรรมกับหยาดเหงื่อของแรงงานที่เสียไป ต้นทุนในการเรียนที่ไม่ได้ถูก การไม่มีสัญชาติ เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ เด็ก เยาวชนเป็นซึมเศร้าจากภาวะเครียดเรื่องเรียน ทำงาน ปัจจุบันผมอายุสามสิบเอ็ด เชื่อไหมเรื่องเหล่านี้ยังมีอยู่ในสังคม ยังไม่หายไปไหน

 

ถ้าหากนักการเมืองจะแก้ ลำพังเพียงออกนโยบายมาแล้วคิดว่าจะทำสำเร็จ อาจจะไม่เสมอไป แต่แน่นอนว่าการออกนโยบายคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ผมมองว่าการจะแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องใช้ความตั้งใจและเวลา ต้องเข้าใจรากลึกจริงๆ ว่าแก่นปัญหามันคืออะไรกันแน่

 

‘ความเหลื่อมล้ำ’

‘การมองคนไม่เท่ากัน’

 

ประเทศไทยยังติดกรอบเรื่องนี้อยู่ หากก้าวผ่านตรงนี้ไปได้ ทัศนคติของสังคมในเรื่องนี้ถูกทลายลง ช่องว่างคนรวย คนจน น้องลง กฏหมายถูกเลือกใช้อย่างเท่าเทียม คุกไม่ได้มีไว้ขังคนจน ผมว่าบ้านเมืองนี้จะเปลี่ยน คงไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน แต่มันจะดีขึ้น สังคมน่าอยู่มากขึ้น

 

โลกทุกวันนี้ไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนแปลง ระเบียบโลก ภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งการกระจายอำนาจ กระจายความเจริญมาจากส่วนกลาง ให้พื้นที่ต่างๆ ได้ตัดสินใจ แสดงศักยภาพของของตัวเองได้เต็มที่ ลดเงื่อนไขข้อจำกัดในการเติบโตของท้องถิ่น อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีของการรับมือกับโลกของยุคสมัยนี้ที่ประเทศไทยจะพอสู้ได้

 

อยากฝากอะไรถึงนายกฯ ในอนาคต

 

ประชาชนเขาไม่ได้โง่นะครับ วันเลือกตั้งนักการเมืองมาขอคะแนนเสียง เพื่อให้พวกเขามีอำนาจ แต่พอได้อำนาจไปแล้วกลับลืมประชาชน เป็นแบบนี้ทุกครั้งไป

 

ต่อไปถ้าทำตัวไม่น่ารักแบบนี้อีก ระวังจะโดนประชาชนเอาคืนแบบสาสม การตรวจสอบ เฝ้าดูการทำงานที่เงินเดือน เงินบริหารประเทศมาจากภาษีประชาชน จะเจอเจ้าของผู้มีอำนาจตัวจริงเฝ้ามองอยู่ อย่าคิดว่าพอเกิดเรื่องนี้ เดี๋ยวหาเรื่องอื่นมากลบ คนไทยก็ลืมเอง เพราะคนไทยลืมง่าย

 

ผลพวงของการทำรัฐประหาร การบังคับใช้กฏหมายที่ไม่เป็นธรรม การทุจริตคอรัปชั่น ตึก สตง. ถล่ม การที่ประชาชนถูกกดขี่

 

ส่วนนักการเมือง พรรคการเมือง ที่อยู่เคียงข้างประชาชน เอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ลำบากไปกับประชาชน ยิ้ม หัวเราะไปกับประชาชน เขาก็จะมีเกาะกำบังเป็นประชาชน

 

ใครทำอะไรไว้กับประชาชน เขาไม่ลืม เขาจำได้

เดี๋ยว 8 กุมภาพันธ์นี้ รู้กัน

 

เลือกตั้ง 2569 ความคาดหวังคนไทย

 

แก้ม-ฌัลลิกา ทิพย์ฝั้น

นักกิจกรรมบำบัด และ Co-founder Khon Kaen POP

 

คุณอยากเห็นการเปลี่ยนใดในประเทศไทย

 

“จริงๆ อยากเห็นประเทศไทยพัฒนาไปในทิศทางที่คนเติบโตไปพร้อมกับเมืองได้

ไม่ใช่เมืองโตอยู่แค่ไม่กี่จุด แต่อยากให้คนในทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ทุกตำบล รู้สึกได้จริงว่าชีวิตตัวเองดีขึ้น เพราะการที่คนจะเติบโตได้ มันต้องมีสิ่งพื้นฐานรองรับ ทั้งการศึกษา สาธารณสุข เมืองที่เดินได้ มันต้องมีพื้นที่สาธารณะที่ใช้งานได้จริง แล้วก็ระบบขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน 

 

“ถ้ามองมาในระดับต่างจังหวัด อย่างขอนแก่น เราว่าขอนแก่นมีศักยภาพมากกว่าที่หลายคนคิดเยอะ มีคนเก่ง มีมหาวิทยาลัย มีโรงพยาบาลที่จะเป็นศูนย์กลางระดับอาเซียน มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ แล้วก็มีคนที่อยากลุกขึ้นมาพัฒนาเมืองของตัวเองจริง ๆ โดยที่ไม่ต้องรอภาครัฐให้เข้ามาช่วย แต่เขาสามารถทำได้เองเท่าที่ทรัพยากรของตัวเองมี หลายคนเวลามาเที่ยวขอนแก่น หลายที่ที่ไป ประชาชนส่วนใหญ่ทำเองนะ ภาครัฐเข้ามาช่วยแค่นิดหน่อยเท่านั้น

 

“เราคิดว่าสิ่งที่ขอนแก่นต้องการ อาจไม่ใช่โครงการใหญ่ๆ จากข้างบนอย่างเดียว แต่คือโอกาสให้คนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมออกแบบเมืองที่เขาใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นรถสาธารณะที่คนขอนแก่นทำเอง เมืองที่เดินง่าย ใช้ได้กับทุกช่วงวัย หรือบริการพื้นฐานที่อยู่ใกล้บ้านและเข้าถึงได้จริง แต่ถ้ารัฐเข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างจริงจัง รับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่แค่เอาแต่ความคิดของรัฐเพียงอย่างเดียว จากนั้นเปิดพื้นที่ให้คนท้องถิ่นได้ลงมือทำ เมืองก็จะไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่จะเป็นที่ที่คนอยากอยู่ อยากทำงาน และอยากสร้างอนาคตของตัวเองที่นี่”

 

อยากฝากอะไรถึงนายกฯ ในอนาคต

 

“ในวันที่ประเทศต้องเดินหน้าต่อ เราอยากเห็นการพัฒนาที่ยึดหลักเอา ‘ชีวิตคน’ เป็นหัวใจสำคัญ มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงผลประโยชน์ทางการเมืองหรือตัวเลขสวยๆ เพื่อใช้หาเสียงในวันข้างหน้า เพราะนโยบายที่มีคุณค่าที่สุด คือนโยบายที่ทำให้ชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่งง่ายขึ้นจริง 

 

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวก การมีโรงเรียนและโรงพยาบาลที่ดีใกล้บ้าน หรือการที่ใครสักคนสามารถทำมาหากินในจังหวัดบ้านเกิดได้อย่างมั่นคงโดยไม่ต้องทิ้งครอบครัวไปไกล

 

แต่ภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเราไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง วันนี้หลายปัญหายังค้างคา ไม่ใช่เพราะขาดคนทำงาน แต่เพราะอำนาจที่ทับซ้อนทำให้คนหน้างาน ต้องรอคอยคำสั่งจากส่วนกลางจนสายเกินแก้ 

 

เราจึงอยากให้รัฐบาลช่วยเคลียร์ โครงสร้างที่ซ้ำซ้อนนี้ แล้วเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการมาเป็นผู้สนับสนุน ทั้งด้านงบประมาณและกฎหมาย เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ตัดสินใจในเรื่องที่ กระทบชีวิตพวกเขาเอง หากทำได้เช่นนี้การพัฒนาก็จะไม่กระจุกตัวอยู่ แค่ในเมืองใหญ่ และสุดท้ายความสำเร็จของรัฐบาลจะไม่ได้ถูกวัดเพียง แค่กราฟตัวเลขทางเศรษฐกิจแต่จะวัดได้จากรอยยิ้มและคุณภาพชีวิต ที่เติบโตขึ้นจริงของคนในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

 

เลือกตั้ง 2569 ความคาดหวังคนไทย

 

รศ.ดร.จิรันธนิน กิติกา

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

อยากเห็นการเปลี่ยนใดในประเทศไทย

 

“อยากเห็นประเทศไทยที่ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่กรุงเทพฯ แต่เป็นประเทศที่ทุกเมืองและทุกจังหวัดมีสวัสดิการและคุณภาพชีวิตในมาตรฐานเดียวกัน การพัฒนาควรเริ่มจากการยกระดับคุณภาพชีวิตของพลเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสภาพแวดล้อม ความปลอดภัยจากภัยพิบัติ โอกาสทางการศึกษาตลอดชีวิต และการสร้างพื้นที่สาธารณะสีเขียวที่ช่วยบูรณาการผู้คนกับสังคมรอบตัว

 

“ในขณะเดียวกัน อยากเห็นการสร้างมาตรฐานและการผลักดันเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้คนในทุกจังหวัดสามารถสร้างงาน มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเท่าเทียม

สุดท้ายคือการเชื่อมต่อประเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งการเดินทางภายใน การขนส่งระหว่างจังหวัด ไปจนถึงการเชื่อมต่อในระดับสากล หากโครงสร้างเหล่านี้แข็งแรง การพัฒนาที่เกิดขึ้นก็จะยั่งยืนในระยะยาว”

 

อยากฝากอะไรถึงนายกฯ ในอนาคต

 

“อยากเห็นนายกรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ต่อประเทศ มองว่าการเชื่อมต่อกับโลกสามารถเกิดขึ้นได้ในระดับภูมิภาคและจังหวัด ไม่ใช่การรวมศูนย์ความเจริญทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจไว้ที่เมืองเดียว

 

“การพัฒนาประเทศควรก้าวข้ามข้อจำกัดของรูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ ไม่ยึดติดกับกรอบของพรรค องค์กร หรือกระทรวง แต่เปิดพื้นที่ให้ภูมิภาคสามารถจัดการตัวเองได้มากขึ้น พร้อมกับสร้างระบบการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลในรูปแบบใหม่ ที่เข้มแข็งเพียงพอจะปกป้องรัฐบาลพลเรือน และไม่ปล่อยให้การแทรกแซงหรือการรัฐประหารมาขัดขวางอนาคตของประเทศอีกต่อไป”

 

เลือกตั้ง 2569 ความคาดหวังคนไทย

 

Melayu Living 

 

อยากเห็นการเปลี่ยนใดในประเทศไทย

 

“อยากเห็นการพัฒนาเมืองในแต่ละจังหวัดที่คิดมาอย่างรอบคอบและเคารพบริบทของพื้นที่จริงๆ เมืองไม่ควรถูกออกแบบด้วยสูตรสำเร็จเดียวกันทั้งหมด แต่ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะกับลักษณะของเมืองนั้นๆ โดยเฉพาะเมืองที่มีศักยภาพด้านธรรมชาติ เช่น เมืองที่มีแม่น้ำกลางเมือง การพัฒนาควรคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยของประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ไม่ใช่แค่งานโยธาที่สวยงามตามแบบ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่คนใช้ได้จริง และรู้สึกเป็นเจ้าของ

 

รวมถึงงานสาธารณะต่างๆ อยากเห็นกระบวนการที่เปิดกว้าง เช่น การประกวดแบบ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาได้มีโอกาสเสนอไอเดีย และช่วยกันสร้างพื้นที่สาธารณะที่ดี มีคุณภาพ และตอบโจทย์ชีวิตของคนในเมืองอย่างแท้จริง”

 

อยากฝากอะไรถึงนายกฯ ในอนาคต

 

“อยากให้การบริหารประเทศเริ่มจากการวางคนให้ตรงกับงาน โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีในแต่ละกระทรวง ควรเลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจปัญหาในเชิงลึก เพราะหลายปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่เป็นปัญหาที่สะสมมานาน ต้องอาศัยคนเก่งและจริงจังในการแก้ไข

 

ความคาดหวังของประชาชนมีสูงมาก และทุกการตัดสินใจย่อมถูกตรวจสอบอยู่เสมอ การมีทีมงานที่เหมาะสมกับภารกิจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง”

 

เลือกตั้ง 2569 ความคาดหวังคนไทย

 

Thonburian

 

อยากเห็นการเปลี่ยนใดในประเทศไทย

 

“อยากได้รัฐบาลที่ ‘ให้ความสำคัญ’ กับการพัฒนาเศรษฐกิจในย่านและชุมชนต่างๆ เพราะยังมีอีกหลายย่าน-หลายชุมชนในไทยที่มีศักยภาพ มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่สามารถสร้างการเติบโตในท้องถิ่นของตัวเองได้”

 

อยากฝากอะไรถึงนายกฯ ในอนาคต

 

“อยากให้ทำได้จริงเหมือนตอนที่มาหาเสียงไว้”

 

เลือกตั้ง 2569 ความคาดหวังคนไทย

 

พนิตา นุตสถิตย์

Marketing Director, theCOMMONS

 

อยากเห็นการเปลี่ยนใดในประเทศไทย

“อยากให้ประเทศมีระบบที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี ’แค่พื้นฐาน‘ ก่อนก้ได้ เช่น สวนสาธารณะที่เยอะพอ ฟุตบาทที่เดินได้จริง มาตรการกำจัดฝุ่น การคุมราคาอาหาร”

 

อยากฝากอะไรถึงนายกฯ ในอนาคต

“ฝากให้คำนึงอยู่ทุกวันที่ตื่นมาทำงานว่าเราเป็นตัวแทนประชาชน และจะทำทุกอย่างและตัดสินใจทุกอย่างเพื่อประชาชนจริงๆ”

 

ภาพ: Courtesy of Brands

The post เลือกตั้ง 2569 : 9 เสียงของคนธรรมดาถึงผู้นำ ที่อยากเห็นประเทศไทยดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : Ready, Set, Go! เริ่มแล้ว THE STANDARD DEBATE กับกติกาสุดหินที่ทดสอบมากกว่าคำพูด https://thestandard.co/the-standard-debate-election-28012026/ Wed, 28 Jan 2026 13:06:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1170797 ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE

ดูย้อนหลัง THE STANDARD DEBATE ดีเบตเลือกตั้ง 69 28 ม.ค […]

The post เลือกตั้ง 2569 : Ready, Set, Go! เริ่มแล้ว THE STANDARD DEBATE กับกติกาสุดหินที่ทดสอบมากกว่าคำพูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE

 

เริ่มแล้ว! THE STANDARD DEBATE เวทีประชันวิสัยทัศน์อันดับ 1 ที่ผู้นำทุกคนต้องออกสตาร์ทพร้อมกันภายใต้แรงกดดันจริงต่อหน้าสายตาผู้ชมทั่วประเทศ พร้อมด้วยกติกาสุดท้าทายความสามารถ ไม่ว่าจะเป็น

 

🏁 PRESSURE LANE กติกาที่ออกแบบมาเพื่อจำลองสถานการณ์จริง วัดการรับมือของว่าที่นายกรัฐมนตรีภายใต้แรงกดดันเฉพาะหน้า

 

🏁 LEADERSHIP RACING สนามแข่งที่วิสัยทัศน์และจุดยืนคือเดิมพัน ไม่ใช่คะแนนนิยม

 

🏁 REAL-TIME ENGAGEMENT ผู้ชมทั่วประเทศเตรียมมีส่วนร่วม โหวตและติดตามผลแบบเรียลไทม์ตลอดการดีเบต

 

และนี่คือภาพเบื้องหลังตัวแทนจาก 5 พรรคการเมือง ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย, วราวุธ ศิลปอาชา พรรคภูมิใจไทย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ และอนุดิษฐ์ นาครทรรพ พรรคกล้าธรรม

 

รับชมสดพร้อมกันทาง YouTube, Facebook และ TikTok ของ THE STANDARD

 

ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE 1ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE 2ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE 3ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE 4ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE 5ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE 6ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE 7ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE 8ภาพเบื้องหลังตัวแทน 5 พรรคการเมือง เตรียมขึ้นเวที THE STANDARD DEBATE 9
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : Ready, Set, Go! เริ่มแล้ว THE STANDARD DEBATE กับกติกาสุดหินที่ทดสอบมากกว่าคำพูด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิ่น-อัญชญา เกตุแก้ว ‘ข้อจำกัด’ เป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นสร้างขึ้น แต่ ‘วินัย’ คือสิ่งที่เราสร้างเองได้ https://thestandard.co/pin-anchaya-discipline-success/ Fri, 23 Jan 2026 02:08:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1168384 ปิ่น-อัญชญา เกตุแก้ว นักว่ายน้ำทีมชาติไทยในชุดแข่งขัน กำลังมองไปยังสระว่ายน้ำด้วยความมุ่งมั่น

“การแข่งกับคนอื่นอาจทำให้เราเครียดจนอยากเลิก แต่ก […]

The post ปิ่น-อัญชญา เกตุแก้ว ‘ข้อจำกัด’ เป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นสร้างขึ้น แต่ ‘วินัย’ คือสิ่งที่เราสร้างเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิ่น-อัญชญา เกตุแก้ว นักว่ายน้ำทีมชาติไทยในชุดแข่งขัน กำลังมองไปยังสระว่ายน้ำด้วยความมุ่งมั่น

“การแข่งกับคนอื่นอาจทำให้เราเครียดจนอยากเลิก แต่การแข่งกับตัวเองคือการทำในสิ่งที่เรารักให้ดีที่สุด” ปิ่น-อัญชญา เกตุแก้ว นักว่ายน้ำทีมชาติไทย เปิดใจกับ THE STANDARD SPORT ถึงเบื้องหลังความสำเร็จในอาเซียนพาราเกมส์

 

ในโลกของกีฬา ชื่อของ ‘ปิ่น-อัญชญา เกตุแก้ว’ คือสัญลักษณ์ของราชินีสระในอาเซียนพาราเกมส์ที่กวาดเหรียญทอง 28 เหรียญ แต่เบื้องหลังความสำเร็จที่ดูเหมือนได้มาง่ายๆ กลับเต็มไปด้วยกำแพงสูงชันที่เธอต้องข้ามผ่าน ทั้งอาการบาดเจ็บ ระยะเวลาที่ห่างหายจากสังเวียนนานนับปี และการรักษาความมุ่งมั่นในใจไม่ให้ดับลงในวันที่ไม่มีรายการแข่งขัน

 

นี่คือบันทึกความรู้สึกของนักว่ายน้ำวัย 27 ปี ที่จะทำให้เราเห็นว่า ‘ข้อจำกัด’ เป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นสร้างขึ้น แต่ ‘วินัย’ คือสิ่งที่เราสร้างเองได้

 

หลังจบเอเชียนเกมส์ เมื่อปี 2023 ปิ่นต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับนักกีฬา นั่นคือการไม่มีรายการระดับนานาชาติให้ลงแข่งเลยเป็นเวลาปีกว่า เป็นช่วงเวลาที่ทำได้แค่เพียงฝึกซ้อมอย่างเดียววนไปทุกวัน บางครั้งแพสชันของนักกีฬาหลายคนค่อยๆ เลือนหายไปเช่นเดียวกับเธอที่เคยรู้สึกหมดไฟ เศร้า และตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ดึงเธอกลับมาได้เสมอ คือ “สระว่ายน้ำ” และความเชื่อมั่นในสิ่งที่โค้ชวางไว้ให้

 

“หนูยอมรับว่าเบื่อค่ะ” ปิ่นสารภาพอย่างตรงไปตรงมา

 

แต่สิ่งที่เธอทำได้และเลือกทำเป็นประจำทุกวันคือการฝึกซ้อมไปตามปกติ ซ้อมหนักวันละ 2-3 มื้อ มื้อละเกือบ 2 ชั่วโมง รวม 6 วันต่อสัปดาห์ แม้จะมีรายการในประเทศให้ไปลงแข่ง แต่ก็เป็นเพียงการ “เทสต์เวลา” ที่สถิติไม่ได้ถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ แต่นั่นคือวิธีเดียวที่จะรักษาความมุ่งมั่นและสภาพร่างกายเอาไว้

 

“บางช่วงซ้อมหนักกว่าแข่งจริงอีก มันเหนื่อยมาก แต่ก็เชื่อในสิ่งที่โค้ชให้มา ถึงจะไม่ได้แข่งมานานที่สุดในชีวิต โดยเฉพาะเวทีนานาชาติ ตั้งแต่ตุลาคม 2023”

 

“คอร์สว่ายน้ำบางวันหนักจนหนูรู้สึกเศร้ามาก แต่หนูเชื่อมั่นในสิ่งที่โค้ชมอบให้ หนูซ้อมหนักกว่าแข่งจริงเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึง หนูจะพร้อมที่สุด”

 

เมื่อเป้าหมายตรงหน้าพร่ามัว คำถามสำคัญคืออะไรที่ทำให้เธอยังยืนอยู่ในเส้นทางนี้

 

คำตอบของปิ่นเรียบง่าย แต่ทรงพลัง

 

“หนูคิดว่าว่ายน้ำให้อะไรกับหนูบ้าง คำตอบคือ ‘ความสุข’ เพราะหนูสนุกกับสิ่งที่ทำ และมันอยู่กับหนูมาตั้งแต่เด็ก”

 

“หนูไม่ได้คิดว่าจะต้องแข่งกับคนอื่นตลอดเวลา เราแค่แข่งกับตัวเองให้ดีกว่าเดิมก็พอ”

 

“ถ้าเราคิดแข่งกับคนอื่น เราจะเครียด แล้วก็จะรู้สึกอยากเลิกว่าย แต่ถ้าแข่งกับตัวเอง เราแค่ทำในสิ่งที่เราอยากทำ เพราะสุดท้ายแล้ว ว่ายน้ำคือความสุขของหนู”

 

แม้จะมีวันที่ขี้เกียจ ไม่อยากลงซ้อม เพราะโปรแกรมหนักและร่างกายล้า แต่ทุกครั้งที่ลงสระและได้เจอน้องๆ ในทีม เธอก็พยายามบิ๊วต์ตัวเองให้เป็นตัวอย่างที่ดี

 

“พอเห็นน้องๆ บ่นเหนื่อย เราก็ต้องฮึบ ทั้งบิ๊วต์ตัวเองและบิ๊วต์น้องๆ ไปพร้อมกัน”

 

เมื่อถูกถามว่าสิ่งที่ได้จากความพยายามทั้งหมดคืออะไร ปิ่นตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “วินัยค่ะ”

 

“วินัยและการเป็นผู้นำ คือสิ่งที่กีฬามอบให้กับหนู และมันไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าใครก็สามารถสร้างได้”

 

“สิ่งที่หนูทำอาจสะท้อนให้คนพิการหลายคนเห็นว่า ทุกคนสามารถเล่นกีฬาได้ บางคนไม่กล้าออกมาใช้ชีวิตเพราะกลัวสายตาคนอื่น แต่หนูอยากให้เขาเชื่อว่า ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค กีฬาไม่ได้ปิดกั้นใครเลย มันมีแต่เปิดโอกาสให้กับทุกคน”

 

เธอยอมรับว่าวินัยไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่กับตัวเอง แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือ พยายามทำให้ดีที่สุดในทุกวัน และหลีกเลี่ยงความคิดลบให้มากที่สุด

 

สำหรับ ปิ่น-อัญชญา เกตุแก้ว ลงแข่งอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ไปแล้ว 2 อีเวนต์ คว้ามาได้ 2 เหรียญทอง โดยยังเหลือโปรแกรมลงแข่งขันอีก 4 รายการ ทุกครั้งที่กระโดดลงน้ำ ไม่ใช่แค่เพียงไล่ล่าความสำเร็จ แต่คือการลงไปเพื่อพิสูจน์ว่า ‘วินัย’ และ ‘ความรักในสิ่งที่ทำ’ จะพาเธอไปได้ไกลแค่ไหนในเส้นทางที่เธอเลือกเอง

 

The post ปิ่น-อัญชญา เกตุแก้ว ‘ข้อจำกัด’ เป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นสร้างขึ้น แต่ ‘วินัย’ คือสิ่งที่เราสร้างเองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เงินตราใหม่ของโลกการค้าไม่ใช่ดอลลาร์ แต่คือ ‘Trust’ และโลกลืมไทยหรือยัง? https://thestandard.co/the_secret_sauce/suphajee-suthumpun-davos-2026-thailand-strategy/ Wed, 21 Jan 2026 13:22:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1167891 suphajee-suthumpun-davos-2026-thailand-strategy

ดาวอสปี 2026 ข้างนอกหนาวมาก แต่ข้างในร้อนกว่าที่คิด เพร […]

The post เงินตราใหม่ของโลกการค้าไม่ใช่ดอลลาร์ แต่คือ ‘Trust’ และโลกลืมไทยหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
suphajee-suthumpun-davos-2026-thailand-strategy

ดาวอสปี 2026 ข้างนอกหนาวมาก แต่ข้างในร้อนกว่าที่คิด เพราะโลกกำลังคุยเรื่อง ‘การค้า’ ในภาษาใหม่ ภาษาแห่งอำนาจ ความเสี่ยง และการจัดขั้ว หลังยุคกติกาเดิมเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ

 

ผมคุยกับ พี่แต๋ม ศุภจี สุธรรมพันธุ์ Suphajee Suthumpun ที่มาดาวอสด้วยโจทย์ตรงไปตรงมา ‘Position ประเทศไทย’ บนเวทีที่ผู้นำโลกทั้งรัฐและเอกชนเดินชนกันทุกชั่วโมง ทำให้โลก ‘ไม่ลืมไทย’ และเห็นไทยเป็น คู่ค้า/พันธมิตร ไม่ใช่แค่ประเทศท่องเที่ยว

 

3 ก้อนที่กำหนดเกมการค้าโลก

 

พี่แต๋มสรุปภาพใหญ่ไว้ 3 ก้อน

(1) Geopolitics ความขัดแย้งสูง ทำให้ทุกประเทศต้อง ‘หาคู่ค้าใหม่’ หรือ Trade Diversion

(2) Digital & AI เปลี่ยนธุรกรรมให้เร็วขึ้นใกล้ Real-Time และเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของการค้าทั้งระบบ

(3) Sustainability / Green ไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็น ‘เงื่อนไขการค้า’ ใครปรับไม่ทัน เสี่ยงเสียตลาด

 

กติกาใหม่: ไม่ใช่ ‘ฉัน-เธอ’ แต่คือ ‘ไปทำ Supply Chain ด้วยกัน’

 

การเจรจายุคนี้ไม่ใช่แค่ซื้อขายกันตรงๆ แต่ต้องคุยว่าเราจะ ร่วมมือกันต่อยอดซัพพลายเชน ไปตีตลาดอื่นอย่างไร ประเทศต่างๆ มองหา partner ที่ เชื่อถือได้ และมอง ผลประโยชน์ร่วม (Joint Benefit)

 

และนี่คือประโยคที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจ: Currency ของโลกการค้าใหม่ไม่ใช่ USD ไม่ใช่หยวน แต่คือ Trust

 

ดาวอสจึงเป็นพื้นที่ที่หลายประเทศใช้คุยแบบ Bilateral/Multilateral เพื่อ ‘สร้างความไว้ใจ’ และ ‘จับพันธมิตร’

 

ไทยได้เปรียบอะไร และต้องระวังอะไร

 

พี่แต๋มมองว่าไทยมีแต้มต่อสำคัญ 2 เรื่อง

 

1. ภูมิศาสตร์ เชื่อม North–South / East–West corridor

2. ท่าทีที่คุยได้กับทุกฝ่าย ทำให้ทั้งกลุ่มที่อยาก Divert ออกจากสหรัฐ และกลุ่มที่อยาก Divert ออกจากจีน ‘อยากคุยกับไทย’

 

แต่แค่คุยได้ยังไม่พอ ไทยต้องทำตัวเองให้เป็น ‘จิ๊กซอว์ที่ขาดไม่ได้’ ในซัพพลายเชน ด้วยการชู “ประโยชน์ร่วม” ให้ชัด

 

สัญญาณว่าคนยังสนใจไทยคือคำขอลงทุน (9 เดือน ปี 68) รวม 1.3 ล้านล้านบาท ต่างชาติราว 9.8 แสนล้านบาท และมาในอุตสาหกรรม New S-Curve เช่น Data Center, Clean Energy, Advanced Semiconductor, New Gen Automotive

สรุปคือ ไทยยังไม่ตกขบวน—แต่ต้องเร่งทำการบ้าน

 

ต่างชาติถามไทยอะไร?

 

ไม่ได้กดดัน แต่สนใจ ‘โอกาส’ และอยากฟัง Narrative ใหม่

 

พี่แต๋มบอกว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เจอคำถามยาก เพราะไทยเตรียมการบ้านมา แต่สิ่งที่ต่างชาติสนใจคือ Narrative ใหม่ที่ไทยจะเสนอ เธอใช้คำที่ผมคิดว่าคมมากว่า ไทยไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย Food Security

 

เธอยกตัวอย่างกับสิงคโปร์ในเรื่องความมั่นคงทางข้าว และกับซาอุฯ/กัลฟ์ในเรื่องปศุสัตว์ โดยเสนอวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่นมันสำปะหลังอัดเม็ดหรือหญ้าเนเปียร์ เพื่อลดความเสี่ยงบางอย่าง นี่คือการเล่าไทยในฐานะ ‘โครงสร้างความมั่นคง’ ไม่ใช่แค่ Exporter

 

การบ้านไทย 3 ข้อ: ระบบ-ความเร็ว-คน

 

พี่แต๋มชี้ชัดว่าถ้าจะไม่หลุดจากเกมนี้ ไทยต้องทำ 3 เรื่องพร้อมกัน

 

1. ระบบ โปร่งใส ตรวจสอบได้ สร้างความมั่นใจนักลงทุน

 

2. กฎ/กระบวนการ เร็วขึ้น ลดซ้ำซ้อน (แนวคิด Fast Pass ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย)

 

3. ทักษะคนสำคัญสุด เพราะไทย ‘คนลดลงและแก่ขึ้น’ ต้องทำ Skill Bridge จับคู่ความต้องการลงทุนกับการพัฒนาคนให้ตรงงานจริง

 

โลกบีบให้เลือกข้างไหม? 

 

ไม่จำเป็นต้องเลือก แต่ห้ามผูกมัดเกินไป

 

พี่แต๋มอธิบายด้วยเคส Rare Earth ว่าหลายอย่างที่คนตีความว่าเลือกข้าง แท้จริงเป็นแค่กรอบความร่วมมือแบบ MOU non-legal binding ไม่ใช่ข้อผูกพันทางกฎหมาย และถ้าจะทำจริงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

 

หลักคิดคือ ถ้าอะไร ‘ผูกมัด’ เกินไป ไทยไม่ต้องตกลง การค้าในโลกจริงคือ แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ไม่ใช่ “ซื้อจากฉันแล้วห้ามซื้อจากคนอื่น”

 

Green และ Digital: ทางรอดใหม่ของการค้า

 

ฝั่งยุโรปมีมาตรการอย่าง CBAM และมาตรฐานอื่นๆ ที่ทำให้ Green กลายเป็น ‘เงื่อนไข’ มากกว่า ‘ทางเลือก’ ไทยต้องช่วยผู้ประกอบการช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้ง policy และ incentive และทำให้พลังงานสะอาดเข้าถึงได้จริง

 

อีกด้านคือ Digital Trade อาเซียน ถ้าทำมาตรฐานร่วมและโครงสร้างเชื่อมกัน เช่น QR Pay ข้ามประเทศ, e-document ตลาดของ SME ไทยจะขยายจาก 60 ล้านไปสู่เกือบ 600 ล้านคน และไทยยังผลักดันกรอบ DEFA เพื่อยกระดับ Position ต่อโลก ไม่ใช่แค่อาเซียน

 

บทสรุปของพี่แต๋ม: ทำการบ้านหนัก + ขายสิ่งที่เขาอยากได้ + หา ‘Mutual Benefit’

 

ดีลที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าเสียเปรียบ ‘ไม่ยั่งยืน’ ในโลกที่ Trust คือเงินตรา ประเทศที่ชนะไม่ใช่ประเทศที่พูดเก่งที่สุด แต่คือประเทศที่ทำให้คนเชื่อได้ว่า ไปด้วยกันแล้วคุ้ม และไม่ถูกทิ้งกลางทาง

 

ข้อฝากของพี่แต๋มถึงผู้นำรัฐและเอกชนไทยมี 3 ชั้นที่ผมคิดว่าใช้ได้กับทุกยุค แต่จำเป็นที่สุดในยุคนี้

 

1. ทำการบ้านให้หนัก เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

 

2. ขายสิ่งที่เขาอยากได้ ไม่ใช่ขายสิ่งที่เราถนัดอย่างเดียว

 

3. ออกแบบผลประโยชน์ร่วม เพราะดีลที่อีกฝ่ายรู้สึกว่าเสียเปรียบ ‘ไม่ยั่งยืน’

 

ท้ายที่สุด ถ้าจะตอบคำถามแรกของผมว่า “โลกจะลืมไทยไหม?” คำตอบอาจไม่ใช่ ‘โลกอย่าลืมเรา’

 

แต่คือ ไทยต้องทำให้ตัวเองเป็นประเทศที่โลก ‘จำเป็นต้องนึกถึง’ ในซัพพลายเชนใหม่ และในโลกการค้าใหม่ที่ Trust คือเงินตรา ประเทศที่สร้างความไว้ใจได้เร็วและชัดกว่า มักได้สิทธิ์เลือกก่อนเสมอ

 

ติดตามคอนเทนต์เต็มๆ ที่ The Secret Sauce นะครับ

The post เงินตราใหม่ของโลกการค้าไม่ใช่ดอลลาร์ แต่คือ ‘Trust’ และโลกลืมไทยหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำยุโรปประณามทรัมป์ ‘ล่าอาณานิคมยุคใหม่’ https://thestandard.co/europe-denounces-trump-colonialism/ Wed, 21 Jan 2026 07:21:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1167714 ผู้นำยุโรปประณาม ทรัมป์ ‘ล่าอาณานิคมยุคใหม่’

บรรดาผู้นำยุโรป ใช้โอกาสบนเวทีประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจ […]

The post ผู้นำยุโรปประณามทรัมป์ ‘ล่าอาณานิคมยุคใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำยุโรปประณาม ทรัมป์ ‘ล่าอาณานิคมยุคใหม่’

บรรดาผู้นำยุโรป ใช้โอกาสบนเวทีประชุมสภาเศรษฐกิจโลก ประจำปี 2026 (World Economic Forum Annual Meeting 2026) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แสดงท่าทีประณาม “ลัทธิล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมทั้งเตือนว่า ยุโรปกำลังเผชิญกับทางแยกสำคัญ หลังจากที่ทรัมป์ ประกาศยืนยันว่าจะไม่มีการถอยหลัง ในเป้าหมายที่จะครอบครองกรีนแลนด์

 

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวว่า สหภาพยุโรป (EU) ไม่ควรยอมจำนนต่อ ‘กฎของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด’ พร้อมเสริมว่าเป็นเรื่องบ้าคลั่ง ที่ EU ต้องพิจารณาใช้ ‘เครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ’ หรือบาซูกาการค้า กับสหรัฐอเมริกา

 

“การยอมรับกฎแห่งผู้แข็งแกร่ง การยอมรับแนวทางล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่นั้นไม่สมเหตุสมผล”

 

“เราเชื่อว่าเราต้องการการเติบโตมากขึ้น เราต้องการเสถียรภาพมากขึ้นในโลกนี้ แต่เราก็ชอบการให้ความเคารพกัน มากกว่าการข่มเหงกัน” เขากล่าว

 

ขณะที่อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลก และกล่าวว่า ความเร็วและขนาดของการเปลี่ยนแปลงได้ผลักดันให้เกิดฉันทามติในยุโรปเกี่ยวกับการเป็นอิสระ

 

“ถึงเวลาแล้วที่จะคว้าโอกาสนี้ และสร้างยุโรปใหม่ที่เป็นอิสระ”

 

เธอยังกล่าวถึงการที่ทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากเดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ และฟินแลนด์ หากประเทศเหล่านี้ไม่ถอนการคัดค้านแผนการครอบครองกรีนแลนด์ของเขา โดยเธอมองว่าท่าทีของทรัมป์ถือเป็น ‘ความผิดพลาด’ และยังตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของทรัมป์ พร้อมทั้งย้ำเตือนว่า EU และสหรัฐฯ “ได้ตกลงทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

 

ทางด้านบาร์ท เดอ เวเวร์ นายกรัฐมนตรีเบลเยียม กล่าวว่า ยุโรปกำลังอยู่บน ‘ทางแยก’ และมีเส้นแดงมากมายที่ถูกละเมิดโดยทรัมป์ ซึ่งทวีปยุโรปต้องลุกขึ้นปกป้องตนเอง

 

“เราควรจะรวมกันและบอกกับโดนัลด์ ทรัมป์ว่า ‘คุณกำลังล้ำเส้น’ เราจะยืนร่วมกัน หรือเราจะแตกแยก”

 

ผู้นำยุโรปประณาม ทรัมป์ ‘ล่าอาณานิคมยุคใหม่’ 1ผู้นำยุโรปประณาม ทรัมป์ ‘ล่าอาณานิคมยุคใหม่’ 2ผู้นำยุโรปประณาม ทรัมป์ ‘ล่าอาณานิคมยุคใหม่’ 3

 

อ้างอิง:

 

The post ผู้นำยุโรปประณามทรัมป์ ‘ล่าอาณานิคมยุคใหม่’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เท้ง ณัฐพงษ์ กับการพิสูจน์ตัวเองเพื่อเรียกศรัทธาประชาชน ในฐานะผู้นำ ‘พรรคส้ม’ รุ่นที่ 3 https://thestandard.co/the_secret_sauce/natthapong-peoples-party-leader-3rd/ Fri, 16 Jan 2026 11:32:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1166074 เท้ง ณัฐพงษ์

“ผมอยากได้รับการยอมรับต่อตัวเองและจากคนอื่น ว่าผมเป็นคน […]

The post เท้ง ณัฐพงษ์ กับการพิสูจน์ตัวเองเพื่อเรียกศรัทธาประชาชน ในฐานะผู้นำ ‘พรรคส้ม’ รุ่นที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เท้ง ณัฐพงษ์

“ผมอยากได้รับการยอมรับต่อตัวเองและจากคนอื่น ว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ช่วยเข้ามาแก้ระบบในประเทศนี้ให้ดีขึ้น” เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการ The Secret Sauce

 

นี่คือหมุดหมายสำคัญของชายที่ก้าวขึ้นมารับไม้ต่อในวันที่พรรคต้องเผชิญกับพายุการเปลี่ยนแปลง ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเขาอาจไม่ได้มีบุคลิกภาพผู้นำที่ดุดันเหมือนรุ่นพี่อย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

 

 

 

จากคนที่สงสัยในตัวเอง และไม่เชื่อว่าจะเป็นผู้นำพรรคกระแสหลักแห่งยุค กลับได้เรียนรู้บทพิสูจน์ที่ว่า ผู้นำที่เน้น ‘ระบบ’ และ ‘การฟัง’ กำลังจะกลายเป็น ‘The New Sauce’ ของการเมืองไทยในยุคถัดไป

 

ผู้นำพรรคคนใหม่ ซื้อใจคนอย่างไร

 

คนรุ่นใหม่อาจคุ้นเคยกับเท้ง ณัฐพงษ์ในฐานะนักการเมืองสายดิจิทัล แต่เมื่อเขาลงพื้นที่ต่างจังหวัด เขาได้รับการต้อนรับด้วยคำเรียกเล่นๆ ว่า ‘ลูกชายแห่งชาติ’

 

“เวลาไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่ในต่างจังหวัด เขาจะยกมือไหว้สวัสดี แล้วก็เรียกผมว่าลูกชายเลย เอ็นดูกันมาก” เท้งเสริมอีกว่าสิ่งนี้กลับกลายเป็นสะพานเชื่อมที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการเชื่อมคนต่างรุ่นเข้าด้วยกัน

 

เขาไม่ได้เปลี่ยนบุคลิกให้ดูดุดันเพื่อให้สมบทบาทผู้นำพรรคใหญ่ แต่เลือกใช้ความสุภาพและการรับฟังอย่างจริงใจ เป็นทางผ่านไปสู่บทสนทนากับคนรุ่นพ่อแม่ที่เคยไม่เข้าใจ หรือแม้แต่ไม่เคยสนับสนุนพรรคมาก่อน

 

เขาย้ำว่า ความนุ่มนวลไม่ใช่การยอมตามทุกอย่าง แต่คือวิธีการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้พูดคุยกันได้ในเรื่องยากๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรา 112 เรื่องทหาร หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญ

 

รับมือกับแผลเก่าของพรรคอย่างไร

 

อีกหนึ่งความท้าทายที่เขาต้องเจอ คือบาดแผลจากการตัดสินใจของพรรคในอดีต เช่น การลงมติสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกุลขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้ผู้สนับสนุนบางส่วนรู้สึกผิดหวัง

 

“การตัดสินใจนั้นเกิดจากกระบวนการฟังสมาชิกพรรคอย่างรอบด้าน และเรายอมรับว่ามันทำให้บางคนผิดหวังจริง ๆ” เท้งยอมรับ

 

จุดยืนของเขาคือพร้อมรับผิด ไม่ใช่เพราะคิดว่าตัวเองไม่เคยพลาด แต่เพราะเชื่อว่าผู้นำที่ดีไม่ควรหนีความรับผิดชอบ

 

ชนชั้นนำคือศัตรูของพรรคปชน.หรือไม่ และจะดีลอย่างไร

 

คำถามที่พรรคประชาชนต้องเผชิญเสมอคือ จะเอายังไงกับคนกลุ่ม 0.1% ที่กุมอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมไว้

 

เท้งไม่มองชนชั้นนำเป็นศัตรูที่ต้องล้มให้ได้ แต่คือกลุ่มที่ต้องเจรจาด้วยอย่างมีเป้าหมาย

 

🔸เปลี่ยนจากการล้มสู่การเลื่อน: เขาเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นต้องใช้การล้มล้างเป็นเครื่องมือ แต่ใช้ ‘ความยั่งยืน’ เป็นจุดตั้งต้น เพราะสุดท้ายอนาคตของคน 0.1% ก็ผูกอยู่กับเสถียรภาพของคน 99%

 

🔸เปิดดีลบนโต๊ะ ไม่ใช่หลังฉาก: เขาย้ำว่าทุกอย่างต้องอยู่ในระบบที่โปร่งใส พรรคพร้อมพูดคุยแม้กับคนที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้าม หากเจตนาร่วมคือการออกแบบอนาคตใหม่ให้ประเทศ

 

🔸ประนีประนอมได้ แต่ต้องขยับ: เท้งยอมรับว่ากลุ่มอำนาจเดิมอาจต้องการเวลาในการปรับตัว แต่สิ่งที่พรรคไม่ยอมคือการ ‘หยุดนิ่ง’ เพื่อรักษาฐานอำนาจแบบเดิม

 

ปรับดิจิทัลให้เป็นเกราะกันโกงได้อย่างไร

 

พรรคประชาชนเชื่อว่า ‘คอร์รัปชัน’ ไม่ได้เกิดจากคนเลวเพียงไม่กี่คน แต่เกิดจากระบบที่เปิดช่องให้โกงได้ง่าย และยากจะตามรอย ในมุมของเขา วิธีการที่ยั่งยืนที่สุดไม่ใช่การไล่จับ แต่คือการออกแบบระบบที่โกงได้ยากตั้งแต่แรก ด้วยแนวคิดดิจิทัล

 

  • e-Invoice กลาง: ใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์จะทำให้ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างเชื่อมโยงกันได้ทั้งประเทศ ตรวจสอบได้เรียลไทม์ และลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในระดับหน้างาน

 

  • คูปองกลางแทนงบโครงการ: เช่น คูปองการศึกษา หรือคูปองเกษตร รัฐไม่ต้องจัดซื้อจัดจ้างเอง แต่แค่สร้างระบบให้ประชาชนเลือกบริการที่ต้องการแล้วรัฐอุดหนุนตามสิทธิ โมเดลนี้ลดโอกาสทุจริต ทั้งในส่วนของงบแฝง และการผูกขาดจากผู้รับเหมาหน้าเดิม

 

  • รัฐต้องไม่ผูกขาดเทคโนโลยี: เขาเน้นว่ารัฐไม่ควรผูกขาดทั้งเทคโนโลยีและข้อมูล แต่ต้องทำหน้าที่เป็น Enabler วางกติกาที่เป็นธรรม และเปิดให้เอกชนหรือชุมชนเข้ามามีบทบาทในการสร้างนวัตกรรมร่วมกัน

 

สำหรับเขา การแก้คอร์รัปชันไม่ใช่แค่เรื่องของเจตนารมณ์ แต่คือเรื่องของ ‘ดีไซน์’ ถ้าระบบมันเอื้อให้โปร่งใสตั้งแต่ต้น ก็ไม่ต้องรอคนดีมานั่งเฝ้าทุกจุด

 

ในโลกการเมืองที่ผู้คนเริ่มระแวงกับคำสัญญา และเบื่อความดราม่าซ้ำซาก เท้ง ณัฐพงษ์ อาจไม่ใช่ผู้นำที่ปลุกพลังมหาชนด้วยประโยคเดียว บทพิสูจน์ของเขาในวันนี้จึงไม่ใช่การทำให้คนปรบมือทันที แต่คือการค่อย ๆ ทำให้คนเห็นว่า ‘การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง’ แม้จะช้าและไม่โรแมนติก แต่จำเป็นและยั่งยืนกว่า

 

The post เท้ง ณัฐพงษ์ กับการพิสูจน์ตัวเองเพื่อเรียกศรัทธาประชาชน ในฐานะผู้นำ ‘พรรคส้ม’ รุ่นที่ 3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หาดใหญ่: วิกฤตภูมิอากาศ วิกฤตระบบ และวิกฤตผู้นำ https://thestandard.co/hatyai-flood-analysis-systemic-failure-leadership-crisis/ Thu, 27 Nov 2025 06:07:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1148387 hatyai-flood-analysis-systemic-failure-leadership-crisis

น้ำท่วมหาดใหญ่ ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ธรรมชาติที่ร […]

The post หาดใหญ่: วิกฤตภูมิอากาศ วิกฤตระบบ และวิกฤตผู้นำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
hatyai-flood-analysis-systemic-failure-leadership-crisis

น้ำท่วมหาดใหญ่ ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว แต่คือการเปิดโปงจุดอ่อนเชิงระบบของประเทศไทยอย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี ทั้งในมิติฟ้า-ดิน-เมือง และวิกฤตภาวะผู้นำ

 

ฝนกว่า 335 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง อยู่ในระดับ ‘ฝน 300 ปีมีครั้ง’ ตามมาตรฐานสากล ปริมาณที่มากเกินขีดความสามารถของโครงสร้างเมืองที่ออกแบบไว้สำหรับโลกยุคเก่า ขณะที่ภูมิประเทศรอบหาดใหญ่เป็นแอ่งรับน้ำ ทำให้มวลน้ำจากภูเขาไหลลงสู่เมืองอย่างรวดเร็ว น้ำไม่เพียงสูง แต่ ‘แรง’ จนทีมกู้ภัยต้องใช้เจ็ตสกีแทนเรือช่วยผู้ประสบภัย โดยมีรถจำนวนมากอยู่ใต้น้ำเป็นอุปสรรค ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า

 

แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าธรรมชาติคือระบบมนุษย์ที่ล่มพร้อมกันทั้งเมือง โทรศัพท์ล่ม อินเทอร์เน็ตล่ม ช่องทางสื่อสารทุกชนิดแทบจะหยุดชะงัก ความช่วยเหลือไปไม่ถึงจุดที่วิกฤตที่สุด หน่วยงานในพื้นที่จำนวนมากไม่รู้ว่าต้องประสานใคร และประชาชนจำนวนมากติดอยู่ในบ้านโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าเพียงพอ ทำให้สถานการณ์รุนแรงกว่าที่ควรจะเป็นหลายเท่า

 

ในระดับโครงสร้าง ปัญหา ‘การขาดเอกภาพในการสั่งการ’ คือรากลึกที่ยังแก้ไม่ได้ หลังจากมี พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ปี 2561 และการตั้งศูนย์บัญชาการน้ำแห่งชาติ แต่ในทางปฏิบัติยังมีหน่วยงานเกี่ยวข้องมากกว่า 30-40 หน่วย แต่ละหน่วยมีข้อมูล แผนงาน และงบประมาณของตนเอง ไม่มีใครมีอำนาจตัดสินใจแบบ Single Command จริงๆ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินน้ำกับคนถูกแยกไปอยู่ในกฎหมายคนละฉบับ คนละศูนย์กลาง การสั่งการจึงช้า ขาดเป้าหมายเดียว และไม่สอดคล้องตามลำดับพื้นที่วิกฤต

 

ด้านเศรษฐกิจ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าความเสียหายจากเหตุการณ์นี้อยู่ในช่วง 11,800-23,600 ล้านบาทตามระยะเวลาฟื้นฟู โดยหาดใหญ่คือหัวใจของเศรษฐกิจภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าชายแดน ท่องเที่ยว การแพทย์ โลจิสติกส์ และบริการ การหยุดชะงักเพียงไม่กี่สัปดาห์มีผลลามถึงเศรษฐกิจทั้งภาคและสะท้อนไปถึงระดับประเทศ

 

หากเรามองภาพใหญ่จะพบว่านี่ไม่ใช่เรื่องของหาดใหญ่เท่านั้น แต่เป็น ‘ภาพย่อส่วนของทั้งประเทศ’ ที่กำลังเผชิญภัยพิบัติหนักขึ้นทุกปี จากอุบลราชธานี เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช นนทบุรี-ปทุมธานี ไปจนถึงกรุงเทพฯ ที่หลายสถาบันวิจัยเตือนว่าอาจเผชิญความเสี่ยงน้ำท่วมครั้งใหญ่ในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าจากการทรุดตัวของเมืองและน้ำทะเลสูงขึ้น

 

ประเทศไทยจึงไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบเดิมได้อีกต่อไป การเพิ่มท่อหรือขุดคลองใหม่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว สิ่งที่ประเทศต้องมีคือระบบน้ำแห่งชาติแบบใหม่ทั้งใบที่ประกอบด้วย

 

  1. ศูนย์บัญชาการน้ำที่มีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ
  2. แพลตฟอร์มข้อมูลน้ำ ฝน เขื่อน แบบ One Map, One Data และ One Truth
  3. ระบบสื่อสารฉุกเฉินที่ไม่ล่มทั้งเมือง
  4. ผังเมืองใหม่ที่ ‘อยู่กับน้ำ’ แทนการพยายาม ‘เอาชนะน้ำ’
  5. การลงทุนเชิงป้องกันที่มองว่า ‘ความมั่นคงด้านน้ำ’ คือ ‘ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ’ ของประเทศ

 

และเหนือสิ่งอื่นใด เราต้องการผู้นำรูปแบบใหม่ในยุคสภาพอากาศสุดขั้ว ผู้นำที่นำได้จริงบนข้อมูลจริง กล้าบอกความจริง กล้าตัดสินใจยาก และกล้าสื่อสารอย่างโปร่งใส โดยไม่ใช้คำว่า ‘เอาอยู่’ เป็นเครื่องมือทางการเมือง

 

น้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้คือเสียงเตือนที่ดังที่สุดว่า ประเทศไทยไม่ได้แพ้น้ำแต่แพ้ระบบที่สร้างมาเพื่อโลกอีกใบหนึ่ง หากเรายังไม่เริ่มเปลี่ยนวันนี้ ภัยพิบัติครั้งต่อไปอาจไม่ให้เวลาตั้งตัวมากเท่าครั้งนี้ และอาจไม่ใช่แค่เมืองหนึ่งที่ต้องลอยคอรอความช่วยเหลือ แต่คืออนาคตทั้งประเทศที่จมอยู่ใต้น้ำ

 

นี่คือเวลาที่ต้อง ‘สร้างระบบใหม่’ และ ‘ภาวะผู้นำ’ เพื่อให้ความสูญเสียครั้งนี้ไม่สูญเปล่า และเพื่อให้ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันต่อโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าที่เราคิด

The post หาดใหญ่: วิกฤตภูมิอากาศ วิกฤตระบบ และวิกฤตผู้นำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก BCG ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่าจากการนำ AI มาใช้ [PR NEWS] https://thestandard.co/bcg-ai-widening-value-gap/ Mon, 24 Nov 2025 05:00:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1145931 เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial]

AI จะเปลี่ยนฉากทัศน์ธุรกิจในอนาคตเร็วกว่าคลื่นเทคโนโลยี […]

The post เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก BCG ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่าจากการนำ AI มาใช้ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial]

AI จะเปลี่ยนฉากทัศน์ธุรกิจในอนาคตเร็วกว่าคลื่นเทคโนโลยีใด ๆ ที่เคยเกิดขึ้นและมีความเป็นไปได้ว่า บริษัทที่สามารถสร้างมูลค่าที่แท้จริงจาก AI จะทิ้งห่างคู่แข่งที่มอง AI เป็นแค่เครื่องมือ

 

ข้อมูลจากรายงานการวิจัยในหัวข้อ ‘The Widening AI Value Gap’ ที่ทำการสำรวจบริษัททั่วโลกกว่า 1,250 บริษัท ในทุกอุสาหกรรมที่ลงทุนในเทคโนโลยี AI โดย Boston Consulting Group หรือ BCG บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจระดับโลก พบว่า มีบริษัทเพียง 5% เท่านั้น ที่ประสบความสำเร็จในการนำ AI มาสร้างให้เกิดผลลัพธ์เชิงธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมและขยายผลได้ในระดับองค์กร สามารถเพิ่มรายได้ถึง 5 เท่า และลดต้นทุนได้ 3 เท่า เมื่อเทียบกับบริษัทอื่นๆ และมีมากกว่า 60% กลับไม่สามารถสร้างมูลค่าจากการลงทุนด้าน AI ได้จริง และได้ผลลัพธ์เพียงเล็กน้อย

 

BCG เรียกองค์กร 5% เหล่านั้นว่า ‘Future-built companies’ ที่ไม่เพียงแค่ประสบความสำเร็จ แต่ยังสร้าง ‘AI Value Gap’ ที่กว้างขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial] 1

 

อิษฎา หิรัญวิวัฒน์กุล Managing Director & Senior Partner Head of BCG Thailand ชี้ให้เห็น 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทเหล่านั้นสร้าง ‘Real Value’ ได้

 

  • Continue to Reinvest: ลงทุนซ้ำต่อเนื่องเมื่อเห็นผลลัพธ์ เพื่อให้เกิด Success Loop
  • Compounding Advantage: ลงทุนถูกจุดทำให้บริษัทเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และความสำเร็จนั้นก็ยิ่งสร้างผลประโยชน์ทบต้นต่อยอดขึ้นไปอีก
  • Execution, Not Experimentation: โฟกัสที่การลงมือทำให้สำเร็จ ไม่ทดลองไปเรื่อย ๆ

 

“บริษัท 60% ที่สร้างผลลัพธ์จากการลงทุนใน AI ไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่โฟกัสไปที่การทำ Pilot แล้วก็จบที่ตรงนั้น เลยไม่ได้ Value หรือถึงจะได้ก็ไม่สามารถขยายผลต่อได้”

 

ขณะเดียวกันบริษัท 5% ที่ประสบความสำเร็จ จะมีความชัดเจนว่าอะไรคือผลลัพธ์ที่องค์กรอยากให้เกิดขึ้นจริงและ Value ที่แท้จริงของธุรกิจอยู่ตรงไหน “ส่วนใหญ่แล้ว 70% ของ Value อยู่ที่ Core Function ก็คือ R&D, Sales and Marketing, Pricing, Manufacturing สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด”

 

คลี่กลยุทธ์ลงทุน AI ให้เกิดคุณค่าจริง

 

อิษฎา กล่าวว่าข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ‘วิธีคิด’ ของผู้นำเวลาพูดถึงเรื่องการนำ AI ไปใช้ในธุรกิจ แทนที่จะมองเป็นการ implementation เครื่องมือ พวกเขาเลือกที่จะเปลี่ยนวิธีการทำงาน แล้วค่อยดูว่าจะเอา AI มาช่วยได้อย่างไร “พวกเขาจะคิดก่อนว่า หากต้องเริ่มบริษัทจากศูนย์หรือต้องการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ควรมีวิธีการทำงานอย่างไร จากนั้นจึงค่อยถามว่า AI จะเข้ามาช่วยได้อย่างไร อาจใช้กฎ 10-20-70 โดย 70% ต้องโฟกัสที่บุคลากรและกระบวนการ 20% เป็นเรื่องของเทคโนโลยีและ 10% คือเครื่องมือหรืออัลกอริทึม”

 

เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial] 2

 

“บริษัทที่ล้มเหลวจำนวนมากมักจะคิดกลับด้าน คือมุ่งไปที่เครื่องมือก่อนแล้วบังคับให้คนใช้ ทำให้เกิดปัญหาในการปฎิบัติงานมูลค่าก็ไม่เกิด”

 

เขาเน้นย้ำว่า ‘ผู้นำ’ คือหัวใจของการสร้างคุณค่าจากการใช้ AI ในองค์กร โดยยกตัวอย่างกรณีของ Foxconn ที่ประธานบริษัทเป็นผู้กำหนดเป้าหมายด้าน AI อย่างชัดเจน และมุ่งโฟกัสที่ Use Case ที่สร้างผลลัพธ์จริง ทำให้ธุรกิจเห็นผลต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับบางองค์กรที่ยังติดหล่ม ลงทุนกับ AI มากแต่ไม่เกิดมูลค่า เพราะปล่อยให้แต่ละแผนกกำหนดทิศทางและเลือกเครื่องมือกันเอง จนทรัพยากรกระจัดกระจายไปอยู่กับโครงการย่อยที่ไม่เชื่อมโยงกันและไม่ก่อให้เกิดภาพรวมที่ชัดเจน

 

“สิ่งต่อมาคือ ต้องคิดแบบ AI First ตอนนี้หลายบริษัทเริ่มใช้ AI Agent ซึ่งเป็นระบบที่ผสานความสามารถด้านการคาดการณ์และการสร้างสรรค์ ทำให้ AI มีเหตุผล เรียนรู้ได้ และลงมือทำได้เองโดยแทบไม่ต้องพึ่งมนุษย์ ยกตัวอย่าง กระบวนการกู้เงิน ที่มีคนอยู่ในกระบวนการ เมื่อก่อนอาจใช้เวลา 3-5 วัน แต่ถ้าใช้ AI agent อาจลดเวลาการทำงานเหลือไม่กี่ชั่วโมง แล้วโยกคนไปดูเรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์ในการคัดกรองคนเพื่อบอก AI Agent ว่าคนแบบไหนควรหรือไม่ควรอนุมัติ”

 

“ถ้าบริษัทไหนคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานใหม่เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ดีขึ้นแบบ Ai Frist แล้วค่อยคิดว่าจะเอา AI Agent หรือเครื่องมือไหนมาประกอบ จากผลการศึกษาพบว่าบริษัทจะไปได้ค่อนข้างไกลและได้เม็ดเงินกลับมาชัดเจนกว่า”

 

ข้อผิดพลาดที่หลายคนมองข้ามคือ ‘การไม่โฟกัส’ อิษฎา บอกว่า หลายเคสที่เจอส่วนใหญ่บริษัทโฟกัสไปที่การทำ AI Transformation ต้องมี AI Road Map บางแห่งมีกว่า 80 Use Case ที่จะเอา AI มาใช้ เขาบอกว่านี่คือปัญหาหลัก

 

“บางบริษัทไม่มีโฟกัส หรือไม่ก็โฟกัสผิดจุด ตัวอย่างที่ดีคือ Foxconn หรือ Rio Tinto เขามีเพียง 5-6 Use Case ในการเริ่ม เขาเลือกโฟกัสจุดที่สำคัญจริง ๆ ไม่ได้หว่านแห อย่าลืมว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไว คุณเลือกลงทุนวันนี้ปีหน้าอาจจะเปลี่ยนก็ได้ อย่าไปโฟกัสที่เครื่องมือก่อน ต้องโฟกัสที่เป้าหมาย เพื่อที่จะได้เห็นว่าเราจะปลี่ยนแปลงกระบวนการ วิธีการทำงานอะไรเพื่อให้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง”

 

BCG กับบทบาทของที่ปรึกษาระดับโลก

 

สำหรับบริษัทที่ยังหลงทาง อิษฎา บอกว่า BCG จะเริ่มจากการเข้าไปช่วย CEO เพื่อระบุและชี้ชัดว่าอะไรคือสิ่งที่เขาควรจะโฟกัส แล้วค่อยช่วย Reimagine Process หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากนั้นถึงจะระบุเครื่องมืออะไรที่เหมาะ มี Use Case และ AI อะไรบ้างที่จะช่วยได้

 

“เราก็มีทีม BCGX มาช่วยสร้างและพัฒนา Technology แล้วก็เข้าไป implement รวมถึงช่วยให้บุคลากรนำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ไปจนถึงติดตามผลลัพธ์”

 

เขายกตัวอย่าง L’Oréal ที่ใช้ AI มา Reimagine Process ในส่วนของ Sales and Marketing ซึ่งเป็นแกนหลักของธุรกิจที่สร้างผลกำไรที่แท้จริง โดยใช้ AI ช่วยสร้างคุณค่าให้ลูกค้า ด้วยการเปลี่ยนวิธีการซื้อเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว โดยมุ่งเน้นการแก้ไข Pain Point ของลูกค้าที่ไม่มีเวลา หรือคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบคุยกับพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ไปจนถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยวิเคราะห์และแนะนำปัญหาผิว

 

เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial] 3

 

“L’Oréal สร้างแอปพลิเคชัน Beauty Genius มาช่วยวิเคราะห์สภาพผิวลูกค้าแบบเรียลไทม์พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม และยังทำให้การซื้อสินค้าสะดวก รวดเร็ว เพราะสามารถคลิกเลือกสินค้า ชำระเงิน จากนั้นรอรับสินค้าที่บ้านได้เลย นี่คือตัวอย่างของธุรกิจที่เริ่มต้นจาก Pain Point แล้วค่อยจินตนาการว่า AI จะมาช่วยอะไรได้บ้าง”

 

อิษฎา ยกตัวอย่างการนำ AI มาใช้ในโรงกลั่นน้ำมัน สะท้อนถึงการสร้างมูลค่าจากการปรับปรุงกระบวนการทำงาน จากเดิมทีมวิศวกรและทีมงานที่อยู่ในห้องควบคุมจะทำหน้าที่กำหนดอุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม แม้จะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในระดับที่ยอมรับได้ แต่เป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าจุดใดคือจุดที่สร้างมูลค่าสูงสุด หรือจุดที่ประหยัดต้นทุนที่สุด

 

BCG ได้พัฒนาเครื่องมือ AI ซึ่งปัจจุบันมีโรงกลั่นกว่า 100 แห่งทั่วโลกนำไปใช้ เครื่องมือดังกล่าวจะช่วยให้เห็นผลลัพธ์แบบเรียลไทม์ เช่น การ Operate ที่ 102 องศา จะทำให้เงินเพิ่มขึ้นหรือทำให้บริษัทสูญเสียเงินเป็นจำนวนกี่เหรียญ โดย AI จะทำหน้าที่ปรับระดับที่เหมาะสมที่สุดตลอดเวลา

 

“การติดตั้งเครื่องมือให้ Value แค่ 10% แต่สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนการทำงานซึ่งเป็น 70% ของ Value”

 

AI Optimization ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องการสร้างผลกำไรทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังขยายขีดความสามารถให้ครอบคลุมเรื่อง ESG ได้ เขายกตัวอย่างการนำเครื่องมือ AI ไปใช้ในโรงกลั่นน้ำมัน สามารถบริหารจัดการเพื่อให้เกิดการปล่อยก๊าซให้น้อยที่สุด ช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมาย ESG และสร้างข้อได้เปรียบในการส่งออกในยังยุโรปที่มีกฎระเบียบภาษี CBAM

 

“หลายบริษัทต้องคิดเรื่อง ESG และ AI ควบคู่กัน จะทำอย่างไรให้ AI ไปช่วยเรื่อง ESG ปัจจุบันบริษัทที่ทำซอฟต์แวร์ด้าน Carbon Accounting กำลังนำ AI มาเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูล จากเมื่อก่อน Carbon Accounting ทำหน้าที่เพียงบันทึกข้อมูลว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร มาจากกิจกรรมไหนบ้าง แต่ปัจจุบัน AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกพร้อมแนะแนวทางแก้ไขได้เลย”

 

เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก **BCG** ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่า จากการนำ **AI** มาใช้ [Advertorial] 4

 

ก้าวข้ามขีดจำกัด AI บนโจทย์ความท้าทายด้านกฎหมาย

 

ความท้าทายในการนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ยังอยู่ที่กฎหมายและนโยบายภาครัฐ ที่มีส่วนให้เทคโนโลยีเกิดยากหรือไปได้ไม่สุด

 

อิษฏายกตัวอย่าง Self-Driving Car ที่ประเทศอังกฤษ หากเกิดกรณีที่ขับไปชนคน คำถามคือ ใครคือผู้รับผิดชอบ ระหว่าง เจ้าของรถ คนที่นั่งในรถ บริษัทผลิตรถยนต์ หรือบริษัทที่ผลิต AI ปัจจุบันมีกฎหมาย ‘Automated Vehicles Act 2024’ กำหนดความรับผิดชอบสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะรถอยู่ในโหมดขับเคลื่อนอัตโนมัติอยู่ที่บริษัท AI เพราะ AI คือสมองกลที่ตัดสินใจ

 

“จะเห็นว่าหากเราสามารถปลดล็อกกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ อาจเห็นเทคโนโลยีอีกมากมายเกิดขึ้น เช่น Self-Driving Taxi ที่สามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมง ลดการสูญเสียทรัพยากรและอาจทำให้รถติดน้อยลง เพราะในอนาคตธุรกิจอาจต้องแข่งกันที่วิธีคิดว่าจะเอา AI มาใช้ในธุรกิจอย่างไรให้เกิด Value สูงสุด ใครที่คิดได้ก่อนจะไปได้ไกลและเร็วกว่าคู่แข่ง”

 

“ส่วนตัวอยากฝากถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้โฟกัสเรื่องของกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี หรือสร้างแซนด์บ็อกซ์เพิ่มเติมเพื่อให้มีพื้นที่ให้การทดลองและพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นจริง ยิ่งถ้าสิ่งนั้นมันช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภค ตอบโจทย์พนักงาน ตอบโจทย์ผู้ถือหุ้น มันก็จะเกิด Value กับทุกภาคส่วนในท้ายที่สุด” อิษฏา กล่าวทิ้งท้าย

The post เจาะลึกรายงาน ‘The Widening AI Value Gap’ จาก BCG ทำไมมีองค์กรแค่ 5% ที่เพิ่มรายได้ 5 เท่า ลดต้นทุน 3 เท่าจากการนำ AI มาใช้ [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards https://thestandard.co/human-capital-investment-roi/ Thu, 23 Oct 2025 10:02:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1134586 วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards

ผู้บริหารส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า กลยุทธ์ที่ดีเพียงอย่างเด […]

The post วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards appeared first on THE STANDARD.

]]>
วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards

ผู้บริหารส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า กลยุทธ์ที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กรได้ไกล หากขาดบุคลากรที่มีศักยภาพ แต่ความท้าทายที่แท้จริงซึ่งถูกถกเถียงมาตลอดในแวดวงธุรกิจคือ เราจะ ‘วัดผล’ การลงทุนในคนอย่างไรให้จับต้องได้ และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริงๆ

 

ประเด็นนี้คือสิ่งที่ อริญญา เถลิงศรี Senior Vice President, Local Partner, Managing Director, BTS Thailand ให้ความสำคัญมาตลอด โดยมองว่าแก่นแท้ของความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่กลยุทธ์ แต่อยู่ที่การดำเนินการผ่าน ‘คน’

 

“แค่กลยุทธ์ที่ดีอย่างเดียว คงไม่สามารถพาองค์กรไปสู่จุดสูงสุดได้ อาจชนะได้ในบางช่วงเวลา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ มีคนที่ไปกับเราได้ไกลแค่ไหน นี่เป็นคำถามที่ถูกถามมาตลอด 30 ปีก็คือ แล้วจะวัดอย่างไร วัดเรื่องคนว่าจะมาช่วยกับธุรกิจได้จริง ๆ มีวิธีวัดแบบไหน นั่นคือเป็นคำถามที่ถูกถามมาตลอด”

 

วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards 1

 

ในอดีต การลงทุนกับ ‘คน’ มักถูกมองว่าเป็น ‘ต้นทุน’ ที่วัดผลเป็นรูปธรรมได้ยาก แต่ในปัจจุบัน กระบวนทัศน์นั้นกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะทั่วโลกเริ่มมองการบริหารจัดการทุนมนุษย์ (Human Capital Management) ในมุมใหม่ ไม่ใช่แค่การจัดอบรมตามวาระ แต่ต้องสร้างผลกระทบที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์องค์กรอย่างแท้จริง

 

ในบริบทนี้ รางวัล Brandon Hall Group Excellence Awards ซึ่งพิจารณาโดยซีอีโอและบอร์ดบริหารจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก ได้กลายเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่น่าสนใจ โดยกรรมการจะพิจารณากรณีศึกษากว่าพันกรณี แต่มีเพียง 20% เท่านั้นที่ผ่านเกณฑ์ สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างระบบบริหารคนที่มีประสิทธิภาพจริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ชัดเจนขึ้น เมื่อนักลงทุนเริ่มใช้ข้อมูลด้าน ‘คน’ มาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินมูลค่าและความยั่งยืนของธุรกิจ

 

“ตอนนี้ถ้าเราเข้าไปดูองค์กรชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นอย่าง SAP, PepsiCo, IBM จะมีเรื่องของรางวัลระดับสากลจาก Brandon Hall Group อยู่ใน Investor Deck สิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ที่นักลงทุนกำลังเริ่มมองขึ้นมาว่า ในยุคของความไม่แน่นอน กลยุทธ์อย่างเดียว หรือเงินทุนที่แข็งแรงเท่านั้นจะเพียงพอไหม ถ้าเราไม่มีทีมงานที่แข็งแรง”

 

สำหรับประเทศไทย อริญญาเน้นย้ำว่า องค์กรจำเป็นต้องเริ่มมองการลงทุนในคนด้วยมุมนี้เช่นกัน คือ ‘เรากำลังลงทุนกับการสร้างองค์กร แล้วมีอิมแพ็กหรือเปล่า’ กรณีศึกษาของ 3 องค์กรไทยในครั้งนี้ จึงเป็น Playbook ที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญด้าน ‘คน’ ที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน

 

Playbook 1: Bound & Beyond ปรับกระบวนทัศน์การบริหารผลงาน

 

บริษัท เบาด์ แอนด์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) เผชิญความท้าทายหลังการทรานส์ฟอร์มธุรกิจถึง 3 ครั้ง จากอุตสาหกรรมหนัก สู่พลังงานหมุนเวียน และล่าสุดคือธุรกิจ Hospitality เต็มตัว การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้องค์กรต้องหลอมรวมพนักงาน 3 กลุ่มที่แตกต่างกัน ทั้งพนักงานเดิม พนักงานใหม่ที่มีประสบการณ์ตรง และพนักงานใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ตรง

 

วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards 2

 

ภาวะการเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ก่อให้เกิดความกังวลภายในองค์กรเรื่องความโปร่งใสในการวัดผล ความยุติธรรม และความไม่ชัดเจนในเส้นทางอาชีพ โจทย์ขององค์กรจึงเป็นการสร้างระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน (Performance Management) ขึ้นใหม่ทั้งหมด

 

ทางออกคือการออกแบบ Performance Trio Program ที่พัฒนาร่วมกับ BTS Thailand โดยมีหัวใจคือการเปลี่ยนจากการ ‘ประเมินอดีต’ ไปสู่การ ‘บริหารเพื่ออนาคต’ ระบบใหม่นี้ให้ความสำคัญกับการที่พนักงานได้เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับเป้าหมายอนาคตขององค์กร

 

และกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยต่อเนื่อง (Ongoing Dialogue) ระหว่างหัวหน้ากับทีมงานตลอดทั้งปี ผลลัพธ์คือการสร้างความไว้วางใจแบบเปิด (Open Trust) และเปลี่ยนบทบาทหัวหน้าให้เป็น ‘โค้ช’ ที่ช่วยให้ทีมเป็นเจ้าของอนาคตตัวเอง

 

กมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า “สรุป การบริหารผลงานที่ทำ ไม่ใช่แค่เรื่องของระบบแต่เป็นเรื่องของ ‘กรอบคิด’ (Mindset) เป็นเรื่องของ ‘ความเป็นเจ้าของ’ (Ownership) และ ‘การพูดคุย’ (Dialogue) มากกว่า ที่ทำให้เราคุยกันง่าย เปิดใจกันง่าย ทำให้คนรู้สึกควบคุมชีวิตตัวเองได้”

 

Playbook 2: ธนชาตประกันภัย สร้างผู้นำจากภายในด้วย Learning Ability

 

สำหรับธนชาตประกันภัย โจทย์ที่ได้รับมีความชัดเจนและท้าทายอย่างยิ่ง คือการวางแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO (CEO Succession) ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าต้องมาจากคนในองค์กร และกระบวนการคัดเลือกต้อง ‘ยุติธรรมและโปร่งใส’ ห้ามใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน

 

วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards 3

 

กระบวนการทำงานร่วมกับ BTS Thailand และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงเริ่มจากการตกผลึกโจทย์ที่สำคัญที่สุดว่า ‘หน้าตาของ CEO ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า’ ควรเป็นอย่างไร จนได้ข้อสรุปว่า คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ทักษะการบริหารในปัจจุบัน แต่คือ ‘Learning Ability’ หรือความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดอิมแพ็กกับองค์กรได้จริง

 

ผู้บริหารที่เข้าร่วมโครงการได้ผ่านกระบวนการที่เข้มข้นตลอด 6 เดือน ที่ไม่ได้เน้นแค่การอบรม แต่เน้นการทำงานจริงในโครงการเชิงกลยุทธ์ วิชินี โอรพันธ์ (CEO คนปัจจุบัน) ผู้ผ่านกระบวนการนี้เล่าว่า ความสำเร็จเกิดจากการ ‘เปิดใจ’ และ ‘ฟังกันด้วยความจริงใจ’ ทั้ง 3 ส่วน คือ ผู้บริหารดูแลโครงการ, BTS Thailand, และผู้เข้าร่วม ทำให้สามารถปรับจูนกระบวนการและก้าวข้ามอุปสรรคไปด้วยกันได้

 

พีระพัฒน์ เมฆสิงห์วี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) สะท้อนผลลัพธ์ว่า “วันที่ผลลัพธ์ออกมาสบายใจสุด เราได้ New CEO ราบรื่น แต่ที่ภูมิใจสุดคือ เรามีทีมผู้บริหารที่ผ่านกระบวนการมาพร้อมๆ กัน ได้ติดอาวุธ มาอาวุธพร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนมากที่สุด”

 

Playbook 3: KBank ขับเคลื่อนองค์กรขนาดใหญ่ด้วย ‘Purpose’ ผู้นำ

 

ความท้าทายของ KBank คือ ‘สเกล’ ขององค์กรที่ต้องขับเคลื่อนพนักงานกว่า 3 หมื่นคน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ธนาคารจึงเลือกกลับไปตั้งหลักที่ ‘จุดมุ่งหมาย’ (Purpose) ขององค์กร และตระหนักว่า ‘คน’ คือหัวใจสำคัญของการทรานส์ฟอร์มตามกลยุทธ์ 3 (Core Business) +1 (Innovation) +P (Productivity)

วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards 4

 

โดย KBank อ้างอิงข้อมูลจาก McKinsey ที่ชี้ว่า องค์กรที่มุ่งเน้นเรื่องคน จะมีผลงานที่ดีกว่าองค์กรที่ไม่มุ่งเน้นเรื่องคน 5.2 เท่า นี่ย้ำว่าเรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญ กลยุทธ์จึงเป็นการเริ่มทรานส์ฟอร์มจากผู้นำระดับกลางขึ้นไปจำนวน 1,200 คนก่อน เพื่อให้คนกลุ่มนี้เห็นภาพและมีจุดมุ่งหมายที่สอดคล้องกับองค์กร (Purpose Alignment) ก่อนจะถ่ายทอดลงไปสู่พนักงานระดับต่อไป

 

กระบวนการที่ออกแบบร่วมกับ BTS Thailand จึงเริ่มจาก What to What คือการระบุ ‘ทรานส์ฟอร์เมชันที่อยากเห็น’ ให้ชัดเจน จากนั้นจึงออกแบบกระบวนการปรับกรอบคิด (Shift Mindset) ที่ไม่ได้เน้นการสอน แต่เน้นการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง (Simulation-based Learning) เพื่อให้ผู้นำได้ฝึก ‘ตัดสินใจ’ ในสถานการณ์สำคัญที่ซับซ้อนด้วยตัวเอง เมื่อกรอบคิดเปลี่ยนแล้ว จึงค่อยติดอาวุธหรือเครื่องมือที่จำเป็น เช่น FFI (Fact Feeling Impact) เพื่อใช้ในการสื่อสาร

 

หทัยพร เจียมประเสริฐ รองผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “เราเชื่อว่าถ้าผู้นำชัดเจนเรื่องจุดมุ่งหมาย เขาตื่นขึ้นมาเขาจะมีความหมาย รู้ว่าต้องทำอะไร เปลี่ยนแปลงอะไร การจะสร้างองค์กรที่ยั่งยืน เมื่อเขารู้ว่าเขามีคุณค่า เขาช่วยสร้างอิมแพ็ก และไม่ใช่แค่องค์กรที่ได้ แต่การที่เราสร้างคนเหล่านี้ ไม่ว่าเขาจะไปไหน เขาก็จะไปสร้างสิ่งดีๆ”

 

แนวทางของทั้ง 3 องค์กร สะท้อนกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งสำคัญผ่านคนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การวางระบบบริหารผลงาน การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง ไปจนถึงการทรานส์ฟอร์มผู้นำในองค์กรขนาดใหญ่ โดยมีจุดร่วมคือการมอง ‘คน’ เป็นศูนย์กลางของกลยุทธ์องค์กร

 

    

The post วัดผล ‘การลงทุนในคน’ อย่างไรให้จับต้องได้? ถอดบทเรียน Bound & Beyond, ธนชาตประกันภัย และ KBank จากเวที Brandon Hall Awards appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจ ประจำปี 2025 https://thestandard.co/most-powerful-business-women-2025/ Sun, 19 Oct 2025 05:16:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1132437 ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจ ประจำปี 2025

จากข้อมูลของนิตยสารด้านธุรกิจ Fortune ที่จะมีการจัดอันด […]

The post ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจ ประจำปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจ ประจำปี 2025

จากข้อมูลของนิตยสารด้านธุรกิจ Fortune ที่จะมีการจัดอันดับผู้หญิงที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจเป็นประจำทุกปี ซึ่งปีนี้ก็ได้จัดมาแล้วเป็นปีที่ 28 โดย Fortune อ้างอิงจากปัจจัยด้านธุรกิจ ผลงาน ชื่อเสียง และผลกระทบที่บุคคลนั้นๆ สร้างต่อธุรกิจและอุตสาหกรรม

 

จากการจัดอันดับของ Fortune ล่าสุด ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพล 10 อันดับแรกมักจะอยู่ในสหรัฐฯ และมักจะอยู่ในแวดวงการเงิน การธนาคาร หรือด้านเทคโนโลยีเป็นส่วนมาก

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปรู้จักกับ 10 อันดับผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจ ประจำปี 2025 ว่าเป็นใคร และอยู่ในประเทศใดกันบ้าง

 

ไม่เพียงเท่านั้นในบทความนี้จะพาไปรู้จักกับผู้หญิงไทยที่ติดอันดับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจของเอเชียจากการจัดอันดับของ Fortune ด้วยเช่นกัน

 

ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจ ประจำปี 2025 1

 

อ้างอิง:

The post ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกธุรกิจ ประจำปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดินเกมถ่วงดุลอำนาจ สร้างเสถียรภาพในภูมิภาค ‘เหตุผล’ ที่ผู้นำเวียดนามเยือนเกาหลีเหนือในรอบ 18 ปี https://thestandard.co/vietnam-leader-north-korea-middle-power-balance/ Fri, 10 Oct 2025 04:09:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1128892

วันนี้ (10 ตุลาคม 2025) โต เลิม ผู้นำเวียดนาม เยือนเกาห […]

The post เดินเกมถ่วงดุลอำนาจ สร้างเสถียรภาพในภูมิภาค ‘เหตุผล’ ที่ผู้นำเวียดนามเยือนเกาหลีเหนือในรอบ 18 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 ตุลาคม 2025) โต เลิม ผู้นำเวียดนาม เยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบ 18 ปี เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ด้านนักวิเคราะห์มองปรากฏการณ์นี้ว่า เวียดนามกำลังเล่นบทชาติอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) ด้วยการเดินเกมถ่วงดุลอำนาจ และเสริมสร้างพลังทางการทูตของประเทศ

 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเวียดนามระบุว่า โต เลิม ตอบรับคำเชิญของ คิม จองอึน เพื่อเข้าร่วมงานครบรอบการ 80 ปี ก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ โดยเป็นท่าทีต่างตอบแทน และขอบคุณที่ผู้นำเกาหลีเหนือเคยมาเยือนเวียดนามในปี 2019

 

ล่าสุด KCNA สื่อเกาหลีเหนือเปิดเผยภาพคู่ระหว่าง คิม จองอึน กับ โต เลิม ยืนจับมือกัน พร้อมระบุว่า การมาเยือนของผู้นำเวียดนามในครั้งนี้ จะสร้างสัมพันธ์พรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสอง และประชาชนเวียดนาม-เกาหลีเหนือเหนียวแน่น

 

ขณะที่ โต เลิม ระบุว่า เวียดนามยินดีที่จะเสริมสร้างสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือมาแต่เดิม พร้อมยกระดับพัฒนา​การพัฒนา โดยในการหารือ มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็น และความคิดเห็นกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อเสริมสร้างลัทธิสังคมนิยมทั้ง 2 ประเทศ รวมถึงขยายความร่วมมืออื่นๆ

 

อนึ่ง ทริปเดินทางเยือนเกาหลีเหนือครั้งนี้ ยังประกอบด้วย หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน, ทองลุน สีสุดลิด ผู้นำลาว และ ดมิทรี เมดเดเวฟ รองประธานคณะมนตรีความมั่นคงรัสเซีย ถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกัน คือ การเป็นรัฐคอมมิวนิสต์

 

ทำไมผู้นำเวียดนามเยือนเกาหลีเหนือ?

 

โต เลิม ถือเป็นผู้นำเวียดนามคนที่ 3 ในรอบ 18 ปี ที่เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือ นับตั้งแต่ หน่ง ดึ๊ก หมั่น (Nong Duc Manh) ในปี 2007 และโฮจิมินห์ในปี 1957 โดยการเยือนครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญอีกทางการเมืองอย่างหนึ่ง คือ ครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์เวียดนาม-เกาหลีเหนืออีกด้วย

 

ทั้งนี้ บทความจาก Lowy Institute และ Nikkei Asia มองคำเชิญของคิมจองอึนถึง โต เลิมเป็นภาพสะท้อนว่า เกาหลีเหนือให้ความสำคัญกับเวียดนามมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสองประเทศ แม้เวียดนามจะจับมือสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศศัตรูสำหรับเกาหลีเหนือ ทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนอาวุธร่วมกัน ขณะที่ยังเป็นเจ้าภาพแผนการลงทุนสนามกอล์ฟและโรงแรมของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนำไปสู่การประเมินความเป็นไปได้ของผู้เชี่ยวชาญความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า โลกอาจจะได้เห็นการพบกันของ ทรัมป์-คิม รอบที่ 2 โดยมีเวียดนามเป็นตัวกลางสำคัญเหมือนในปี 2019 อีกครั้ง

 

การเยือนเกาหลีเหนือของ โต เลิม เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของเวียดนามที่เล่นบท ‘ชาติอำนาจขนาดกลาง’ ที่ลำพังการมีอำนาจทางการทหารไม่เพียงพอ แต่ต้องสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือ โดยเน้นย้ำการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค และถ่วงดุลอำนาจ คือ เป็นมิตรกับทั้งเกาหลีเหนือ จีน รัสเซีย และชาติตะวันตกในเวลาเดียวกัน สะท้อนจากในช่วงที่ผ่านมา เวียดนามมีบทบาทสำคัญในการต้อนรับผู้นำระดับสูงจากทั้งสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย หรือแม้แต่ผู้นำในระดับภูมิภาคอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

 

แต่เงื่อนไขสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือสำหรับเวียดนาม คือ ต้องไม่ละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศ เห็นได้ชัดเจนจากการวางท่าที เช่น ไม่สนับสนุนโปรเจกต์อาวุธนิวเคลียร์ของคิมจองอึน แต่ทำการค้ากับเกาหลีเหนือในภาคการเกษตร กีฬา และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่องว่างจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ขณะที่ประเด็นทางการทหาร ทั้งสองประเทศเน้นย้ำการฝึกอบรมด้านอุดมการณ์และภาษา แต่ไม่แตะเรื่องการแลกเปลี่ยนอาวุธยุทโธปกรณ์โดยตรง

 

คิม จองอึน และ โต เลิม ยืนจับมือกัน คิม จองอึน และ โต เลิม ยืนจับมือกัน คิม จองอึน และ โต เลิม ยืนจับมือกัน คิม จองอึน และ โต เลิม ยืนจับมือกัน

 

 

ภาพ: KCNA / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เดินเกมถ่วงดุลอำนาจ สร้างเสถียรภาพในภูมิภาค ‘เหตุผล’ ที่ผู้นำเวียดนามเยือนเกาหลีเหนือในรอบ 18 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสีจิ้นผิงมี Mindset และวิธีเดินเกมที่แตกต่างกับทรัมป์ https://thestandard.co/opinion-xi-jinping-trump-mindsets/ Thu, 02 Oct 2025 06:06:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1125570

หลายครั้งที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนมีการเดินเกมเชิง […]

The post ทำไมสีจิ้นผิงมี Mindset และวิธีเดินเกมที่แตกต่างกับทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลายครั้งที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนมีการเดินเกมเชิงกลยุทธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ตัวอย่างล่าสุดในเรื่องวีซ่าสำหรับ Talent ที่เริ่มมีผลวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ฝ่ายรัฐบาลทรัมป์ประกาศเพิ่มค่าธรรมเนียมยื่นขอวีซ่าทำงานของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่มีความสามารถพิเศษหรือ ‘วีซ่า H-1B’ สูงถึง 1 แสนดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 ล้านบาท) จึงเป็นเสมือนการสร้างกำแพงปิดกั้น Talent ต่างชาติด้วยการตั้งเงื่อนไขให้ต้องจ่ายแพงขึ้นหลายเท่าตัว  

 

ในขณะที่รัฐบาลจีนกลับเลือกใช้กลยุทธ์ในลักษณะตรงข้าม ด้วยการประกาศ ‘วีซ่า K’ ที่ออกแบบใหม่ให้มีความยืดหยุ่นและผ่อนคลายเงื่อนไขสำหรับ Talent ต่างชาติ เปรียบเสมือนการเปิดประตูที่กว้างขึ้น เพื่อเชื้อเชิญ Talent โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากทั่วโลกให้มาทำงานบนแผ่นดินจีนได้สะดวกขึ้น  

 

บทความนี้จะวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบว่า ทำไมสีจิ้นผิงมักจะเลือกทำในสิ่งที่ทรัมป์ไม่ทำ โดยใช้กรณีศึกษาในเรื่องวีซ่าสำหรับ Talent ของสองประเทศที่มีแนวทางแตกต่างกัน ดังนี้

 

ประการแรก ผู้นำมี Mindset ที่แตกต่างกัน

 

รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อ discourage บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ต้องการเข้าไปทำงานในสหรัฐฯ ตามแนวคิดทรัมป์ที่หมกมุ่นในเรื่องการสร้างงานให้คนอเมริกัน จึงสนใจแต่เพียงแค่ว่า จะทำอย่างไรที่จะเก็บงานไว้ให้คนอเมริกันได้มีงานทำมากขึ้น สะท้อน Mindset ของทรัมป์ในลักษณะชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (Economic Nationalism) ทั้งๆ ที่มีคนชาติอื่นที่เก่งกว่า/สมาร์ทกว่า เช่น ผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดียที่สนใจไปทำงานในสหรัฐฯ แต่ทรัมป์จะเรียกเก็บค่าวีซ่ามหาโหดกับ Talent ต่างชาติเหล่านั้นสูงถึง 1 แสนดอลลาร์ (ในอดีตที่ผ่านมา ชาวต่างชาติที่ได้รับวีซ่า H-1B จากสหรัฐฯ มากที่สุด คือ อินเดีย คิดเป็น 71% ของผู้ได้รับอนุมัติ ส่วนใหญ่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) 

 

ในทางกลับกัน ผู้นำจีนมองเห็นโอกาสจาก Talent คนเก่งชาวต่างชาติ จึงต้องการเชื้อเชิญคนที่มีพรสวรรค์/ดึงมันสมองจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงานในจีนมากขึ้น รัฐบาลจีนจึงเลือกเดินเกมที่แตกต่างกับสหรัฐฯ เน้นการผ่อนคลายเงื่อนไขในการยื่นขอวีซ่า K เพื่อจูงใจ Talent ต่างชาติเหล่านั้น 

 

แล้วทำไมเบ้าหลอมทางความคิดหรือ Mindset ของผู้นำจีนจึงค่อนข้างแตกต่างจาก Mindset ของผู้นำสหรัฐฯ ล่าสุด หนังสือที่ถูกพูดกันมากในช่วงนี้ ชื่อ Breakneck: China’s Quest to Engineer the Future เขียนโดย Dan Wang มีการวิเคราะห์พื้นฐานแนวความคิดของผู้นำสองชาติมหาอำนาจนี้ 

 

Breakneck: China's Quest to Engineer the Future

ภาพประกอบ: ปกหนังสือ Breakneck: China’s Quest to Engineer the Future

 

ที่สำคัญ พื้นฐานการศึกษามีส่วนในการหล่อหลอมความคิดของผู้บริหารประเทศ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้นำจีนส่วนใหญ่จะเรียนจบด้านวิศวกรรม (เช่น สีจิ้นผิง เรียนจบวิศวเคมีจากมหาวิทยาลัยชิงหวา) ในขณะที่ผู้บริหารสหรัฐฯ มักจะเรียนจบด้านกฎหมายหรือด้านเศรษฐศาสตร์/บริหารธุรกิจ (เช่น ทรัมป์เรียนจบ Wharton School) ทำให้ผู้นำของสองชาตินี้มองอนาคตด้วย Mindset หรือชุดความเชื่อที่ฝังลึกภายในที่แตกต่างกัน ในหลายครั้ง จึงเลือกการเดินเกมในลักษณะแตกต่างกัน 

 

ในกรณีวีซ่า Talent ด้วยมุมมองของทรัมป์แบบ Inward-Looking และมีทัศนคติค่อนข้างลบกับชาวต่างชาติที่ทำงานในสหรัฐฯ ทรัมป์จึงมองเห็นแต่มุม ‘ปัญหา’ Talent ต่างชาติจะมาแย่งงานคนอเมริกัน จึงพยายามสร้างเงื่อนไขหรือลดทอนแรงจูงใจ เช่น การขึ้นกำแพงวีซ่าเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ที่แพงลิ่ว และกรอบคิดแบบนักธุรกิจของทรัมป์ที่สนใจแต่ตัวเลขเงินๆ ทองๆ ย่อมต้องการใช้มาตรการเพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าที่สูงลิ่วนี้ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มรายได้เข้าคลังของรัฐบาลทรัมป์อีกด้วย 

 

ในขณะที่ ทางฝั่งจีน สีจิ้นผิงมองเห็น ‘โอกาส’ จาก Talent ต่างชาติ จึงเน้นจูงใจผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ จากทั่วโลก (โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ให้มาทำงานในจีนให้มากขึ้น เพื่อต่อยอดสร้าง Ecosystem ให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างความตื่นตัวให้คนรุ่นใหม่ของจีน ทางการจีน จึงประกาศออกวีซ่า K ที่มีลักษณะผ่อนคลายในหลายด้าน เพื่อดึงดูด Talent ต่างชาติจากทุกมุมโลก 

 

นอกจากนี้ การเดินเกมผ่อนคลายวีซ่า K ของรัฐบาลจีน เพื่อสร้าง Talent Pool หรือแหล่งรวมความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความสอดคล้องกับเป้าหมายของจีนที่จะเป็นชาติมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีในระดับโลก ตามวิสัยทัศน์ของผู้นำจีนและทีมผู้บริหารประเทศจีนที่ส่วนใหญ่เรียนจบสายวิศวกรรม ไม่ใช่สายกฎหมายหรือเศรษฐกิจแบบผู้นำสหรัฐฯ  

 

สื่อจีนอย่าง Global Times เผยแพร่บทวิเคราะห์ว่า “วีซ่า K ที่จีนเพิ่งประกาศใหม่นี้ สะท้อนความเปิดกว้างและความมั่นใจของจีนในการร่วมมือกับโลก” นั่นคือ สีจิ้นผิงมองเห็นโอกาสของคนจีนในการทำงานกับ Talent จากทั่วโลก ในขณะที่ ทรัมป์มองเห็นแต่ในมุมปัญหา จึงเลือกที่จะปิดกั้นตัวเอง

 

ประการที่สอง  ผู้นำเลือกใช้วิธีการ (WAYS) และเครื่องมือ (MEANS) ที่แตกต่างกัน

 

ตั้งแต่ปลายปี 2012 ที่สีจิ้นผิงขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็ได้ประกาศความฝันของจีนในการ ‘ฟื้นฟูชาติ’ ให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (The Great Rejuvenation of the Chinese Nation) ในแง่เป้าหมาย (ENDS) แม้จะดูไม่แตกต่างจากนโยบาย Make America Great Again ของทรัมป์ หากแต่ในแง่วิธีการ (WAYS) และเครื่องมือที่ใช้ (MEANS) ในการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ผู้นำของสองชาตินี้มีการเดินเกมในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างกรณีวีซ่า Talent ผู้นำจีนเดินเกมคนละแนวกับผู้นำสหรัฐฯ 

 

ทรัมป์ไม่เห็นความสำคัญของ Talent จากต่างประเทศ จึงเรียกเก็บค่าวีซ่า H-1B เพิ่มสูงขึ้นถึง 1 แสนดอลลาร์ รวมทั้งมีเงื่อนไขว่า ในการยื่นขอวีซ่า H-1B นอกจากจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialty Occupations) เช่น วิศวกรรม, เทคโนโลยีสารสนเทศ, การเงิน, และการแพทย์ ยังจำเป็นจะต้องมีบริษัทนายจ้างในสหรัฐฯ ที่ชัดเจน และกำหนดให้บริษัทนายจ้างเป็นผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่านี้ 

 

ในขณะที่ รัฐบาลจีนทำในสิ่งตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ จุดเด่นในการขอวีซ่า K จากจีน คือ ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีนายจ้างในจีน ทำให้ขอวีซ่าง่ายขึ้น ไม่ต้องไปเสียเวลาขอให้นายจ้างออกหนังสือเชิญ (invitation) เพื่อใช้ประกอบการออกวีซ่า  

 

ในเชิงเปรียบเทียบ วีซ่า H-1B ของสหรัฐฯ เน้น“ควบคุม”และผูกติดกับบริษัทนายจ้างที่ออกหนังสือเชิญ จะออกวีซ่าให้เฉพาะกรณีที่มีบริษัทนายจ้างแล้ว และมีโควตาจำกัดในแต่ละปี  ในขณะที่ วีซ่า K ของจีนถูกออกแบบใหม่ให้มีความ “ยืดหยุ่น” ไม่จำเป็นต้องมีบริษัทนายจ้างล่วงหน้า เพื่อดึงดูดนักวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีรุ่นใหม่จากทั่วโลกให้เข้ามาในจีนได้เลย จึงค่อนข้างเหมาะกับนักวิจัย/คนรุ่นใหม่ที่อยากลองแสวงหาโอกาสในจีน 

 

โดยสรุป สีจิ้นผิงมีเป้าหมายใหญ่ (ENDS) ที่จะสร้างจีนให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก  จึงเลือกใช้วิธีการ (WAYS) และเครื่องมือ (MEANS) ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายใหญ่นี้ ดังตัวอย่างกรณีวีซ่า Talent ที่ถูกออกแบบให้เป็น“เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์”เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจีนจึงเน้นผ่อนคลายการยื่นขอวีซ่า K เพื่อจูงใจ Talent จากทั่วโลก โดยเฉพาะคนเก่งๆ ในด้าน STEM (Science, Technology, Engineering และ Mathematics) และสร้างภาพลักษณ์ให้ทั่วโลกเห็นว่า จีน“เปิดกว้าง”ให้กับ Talent จากทุกมุมโลก

 

วิธีเดินเกมเชิงกลยุทธ์ของของสีจิ้นผิงจึงแตกต่างกับแนวทางของทรัมป์  จีนเน้นดึงดูดคนเก่งระดับโลกเข้ามาก่อน เพื่อสร้าง Talent Pool หรือแหล่งรวมคนเก่งๆ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสร้าง ‘โอกาส’ ให้กับคนรุ่นใหม่ในประเทศจีนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จาก Talent ต่างชาติเหล่านั้น เพื่อใช้เป็นแรงกระตุ้น/สร้างความตื่นตัวให้เกิดการพัฒนาทักษะเป็น Talent คนเก่งๆ ของจีนเองให้มากขึ้นต่อไป  

 

ทั้งนี้ ความพยายามของรัฐบาลจีนในเรื่องนี้จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน จะมี Talent ต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาทำงานในจีนมากขึ้นอย่างที่คาดหวังหรือไม่ ยังต้องจับตาดูกันต่อไป

 

ภาพ: REUTERS / Florence Lo / Ken Cedeno / Domenico Fornas via ShutterStock

The post ทำไมสีจิ้นผิงมี Mindset และวิธีเดินเกมที่แตกต่างกับทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนรุ่นใหม่กับอนาคตที่ยืดหยุ่น: เสียงสะท้อนที่อยากให้ผู้นำเปิดใจรับฟัง https://thestandard.co/youth-flexible-future-thailand/ Wed, 10 Sep 2025 08:43:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1117829 คนรุ่นใหม่

เมื่อผมได้รับเชิญจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดให้มาร่วมพูดคุ […]

The post คนรุ่นใหม่กับอนาคตที่ยืดหยุ่น: เสียงสะท้อนที่อยากให้ผู้นำเปิดใจรับฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนรุ่นใหม่

เมื่อผมได้รับเชิญจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดให้มาร่วมพูดคุยในเวทีที่เกี่ยวข้องกับ ‘ผู้นำรุ่นใหม่’ ภายในงาน Thailand Security Dialogue 2025 คำถามแรกที่ผมถามตัวเองก็คือ “ผมยังถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่อยู่หรือไม่?” 

 

แม้ว่าผมจะเพิ่งอายุครบ 40 ปีในปีนี้ แต่ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ครั้งหนึ่งผมเคยเข้าร่วมโครงการผู้นำรุ่นใหม่ในอีกประเทศหนึ่งของเอเชียซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับไทย โดยกฎเกณฑ์ของเขาง่ายมาก ‘หากคุณยังทำงานอยู่ยังไม่คิดจะเกษียณ และมีโอกาสเติบโตในการงานต่อ คุณก็ยังถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ แม้จะอายุ 60 ปีแล้วก็ตาม!’ ถ้าใช้เหตุผลจากมุมมองเดียวกันนั้น ตราบใดที่คุณยังไม่หยุดทำงาน คุณก็ยังถือว่าเป็นคนหนุ่มสาว เป็นคนรุ่นใหม่ได้ ดังนั้น แม้ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเราจะเกษียณอายุในปลายเดือนกันยายนนี้ หากท่านยังไม่หยุดทำงาน จริงๆแล้วท่านก็ยังสามารถนั่งอยู่บนเวทีนี้ร่วมกับเราได้

 

วันนี้ผมได้รับเชิญมาในฐานะตัวแทนของ ‘คนรุ่นใหม่’ เพื่อสะท้อนว่า เราจะก้าวผ่านความไม่แน่นอนและสร้างอนาคตที่มีความยืดหยุ่นได้อย่างไร เมื่อเราพูดถึงความยืดหยุ่น มันไม่ใช่เพียงประเด็นของประเทศชาติเท่านั้น แต่มันคือเรื่องที่ว่า ประเทศไทยปฏิบัติต่อคนรุ่นใหม่อย่างไร อาเซียนจะปฏิรูปตัวเองอย่างไร เพื่อให้ยังคงมีความหมาย และระเบียบโลกในปัจจุบันจะมอบความหวัง หรือจะมอบเพียงแต่ภาระให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่

 

ผมมองตัวเองว่าเป็นเสมือนคนรุ่นที่ ‘เชื่อมสะพาน’ ระหว่างคนสองรุ่นที่มักอยู่ตรงข้ามกัน ได้รับสิทธิพิเศษที่ได้ทำงานกับทั้งสองกลุ่มอย่างใกล้ชิด แต่ก็มักจะเจ็บปวดกับภาระที่ต้องหาทางประสานความแตกต่างนั้น

 

และนั่นคือเหตุผลที่คำถามเรื่อง ‘ความยืดหยุ่น’ (Resilience) เป็นเรื่องที่ยากมาก ผมไม่อาจอ้างว่ามีคำตอบทั้งหมด แต่สิ่งที่ผมรู้คือ คนรุ่นใหม่มีพลังที่แท้จริง พวกเขามีพลังงาน มีความคิด และมีความมุ่งมั่นที่จะท้าทายสถานะเดิม (Status Quo) ผมได้เห็นสิ่งนี้ด้วยตาตัวเองตั้งแต่เข้ามาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเต็มเวลา ทุกๆ วันผมได้พบกับนักศึกษาที่ไม่กลัวที่จะตั้งคำถามที่ยาก คิดอย่างมีวิจารณญาณ และจินตนาการถึงอนาคตที่ต่างออกไปของประเทศและโลกของเรา

 

เสียงคนรุ่นใหม่ ‘ต้องถูกรับฟัง’

 

แต่เพื่อให้พลังเหล่านั้นมีความหมายอย่างแท้จริงๆ การที่คนรุ่นใหม่ได้พูดออกมาเพียงอย่างเดียว ‘ไม่เพียงพอ’ พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการรับฟังด้วย เสียงของพวกเขาจำเป็นต้องถูกได้ยิน ไม่ใช่เพียงแค่ยอมรับตามมารยาทแล้วก็ถูกเพิกเฉยในที่สุด

 

และนี่แหละคือ ‘ความท้าทาย’ ที่ต้องอาศัย ‘ความเป็นผู้ใหญ่’ (Maturity) ในระดับหนึ่งจากผู้มีอำนาจ ซึ่งจะต้องมองข้ามอารมณ์ส่วนตัว และหันมาโต้ตอบกับข้อโต้แย้งของคนรุ่นใหม่อย่างจริงใจ เราต้องการผู้นำที่พร้อมจะวางอคติลง ฟังโดยไม่ตั้งท่าป้องกันตัว และบางครั้งถึงขั้นยอมรับได้ว่า คำวิจารณ์ที่ถูกเปล่งออกมานั้น ‘อาจเป็นความจริง’

 

ในประเทศไทยทุกวันนี้ มีคนรุ่นใหม่บางส่วนที่เรียกร้องการปฏิรูป แต่กลับต้องติดคุก ต้องขึ้นศาล หรือถูกบังคับให้ลี้ภัยไปต่างประเทศ ความจริงนี้ไม่อาจเป็นสัญลักษณ์ของ ‘อนาคตที่ยืดหยุ่น’ (Resilient Future) ได้ สังคมที่มีความยืดหยุ่น ไม่ใช่สังคมที่ปิดปากคนรุ่นใหม่ แต่เป็นสังคมที่โอบรับเสียงของพวกเขาให้เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาระดับชาติ บททดสอบที่แท้จริงของภาวะผู้นำ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติต่อผู้มีอำนาจอย่างไร แต่คือการปฏิบัติต่อคนรุ่นใหม่ที่กล้าเอ่ยความจริงต่ออำนาจอย่างไร

 

คุณลักษณะของ ‘ผู้นำที่ยืดหยุ่น’

 

สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่เพียงแค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่ยังต้องการ ‘ความกล้าหาญ’ ผู้นำต้องกล้าที่จะมองข้ามถ้อยคำหรือสมมติฐานเกี่ยวกับแรงจูงใจเบื้องหลัง แม้คำวิจารณ์เหล่านี้จำนวนมากมักถูกแสดงออกด้วยอารมณ์ ด้วยภาษาที่เผ็ดร้อน แต่ความรับผิดชอบของความเป็นผู้นำก็คือ ความสามารถในการมองทะลุความร้อนแรงของถ้อยคำ และเข้าถึงหัวใจของสารที่แท้จริง

 

ในภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา มีคำหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดนี้ได้ชัด คือ ‘อนุกัมปา’ (Anukampā) ซึ่งมักจะแปลว่า ‘ความกรุณา’ หรือ ‘ความเห็นใจ’ แต่แท้จริงแล้วคำนี้ยังหมายถึง ความสามารถที่จะถูกสั่นสะเทือนด้วยสถานการณ์ของผู้อื่น การเข้าใจแก่นแท้ของข้อความที่อีกฝ่ายส่งมา โดยไม่ตัดสิน และผมเชื่อว่า นี่คือสิ่งที่ภาวะผู้นำที่ยืดหยุ่นต้องการอย่างแท้จริง

 

อาเซียนในสายตาของคนรุ่นใหม่

 

ในระดับอาเซียน หากจะมีใครสักคนในห้องนี้ที่ควรจะมีศรัทธาแรงกล้าในอาเซียน ก็น่าจะเป็นผม เพราะ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ คุณพ่อผู้ล่วงลับของผมเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน แต่ความจริงก็คือ เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวจำนวนมาก ผมก็ยังมีความสงสัยต่อองค์กรนี้อยู่ไม่น้อย

 

ในฐานะที่ผมเติบโตมาในครอบครัวมุสลิม ได้รับการศึกษาในโรงเรียนคาทอลิก และอาศัยอยู่ในประเทศที่เป็นเมืองพุทธ ทำให้ผมให้คุณค่าอย่างลึกซึ้งกับ ‘ความหลากหลายของอาเซียน’ ผมยังตระหนักถึงความสำเร็จขององค์กรนี้ด้วย แม้จะมีเหตุปะทะกันระหว่างไทย–กัมพูชา แต่อาเซียนก็ยังรักษาสันติภาพไว้ได้ในภูมิภาคที่เคยเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ยืนยันการเป็นเขตปลอดนิวเคลียร์ และสร้างเศรษฐกิจที่มีมูลค่า 3.66 ล้านล้านดอลลาร์ ครอบคลุมประชากร 670 ล้านคน ประชาชนในปัจจุบันได้รับประโยชน์จากการยกเว้นวีซ่า ข้อตกลงการบิน และหมุดหมายทางสถาบัน เช่น กฎบัตรอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน

 

แต่ในสายตาของคนรุ่นใหม่ในอาเซียนจำนวนมาก องค์กรนี้กำลังเผชิญวิกฤตใหญ่ 3 ประการ ได้แก่ วิกฤตด้านความเคารพ (Respect), วิกฤตด้านชื่อเสียง (Reputation), และวิกฤตด้านความเกี่ยวข้อง (Relevance)

 

ประการแรกคือ วิกฤตด้านความเคารพ ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) กำลัง ‘อ่อนแรงลง’ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ–จีน มหาอำนาจต่างๆ หันไปทำข้อตกลงทวิภาคี แทนที่จะผ่านอาเซียน ทำให้เอกภาพถูกบั่นทอน ตัวอย่างเช่น สงครามภาษีที่แต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนต่างดำเนินกลยุทธ์ของตนเอง จนเห็นชัดว่า ‘ขาดการเจรจาร่วมกัน’ ขณะที่ภายในภูมิภาคเอง การร่วมมือข้ามพรมแดนในการปราบปรามผู้เห็นต่างทำให้ดูเหมือนว่า รัฐบาลอาเซียนร่วมมือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในการ ‘ปิดปากนักวิจารณ์’ มากกว่าการที่จะร่วมมือกัน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน อาเซียนไม่อาจได้รับความเคารพจากนานาชาติได้ หากไม่ได้รับความเคารพจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ของตนเอง

 

ประการที่สองคือ วิกฤตด้านชื่อเสียง เมียนมาเป็น ‘บททดสอบด้านชื่อเสียงที่สำคัญที่สุด’ ของอาเซียน ฉันทามติ 5 ข้อในปี 2021 ‘ล้มเหลว’ ในการหยุดยั้งความรุนแรงหรือฟื้นฟูเสถียรภาพ ภาพของผู้ประท้วงชาวเมียนมาที่เผาธงอาเซียนเป็นภาพที่ทรงพลัง เป็นสัญลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่กำลัง ‘สูญเสียความศรัทธา’ สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่แล้ว ชื่อเสียงของอาเซียนกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย อาเซียนมีประโยชน์อะไร หากไม่สามารถปกป้องศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองได้? อย่างไรก็ดี ความพยายามของอาเซียนในการช่วยลดความตึงเครียดระหว่างไทย–กัมพูชา ก็ควรได้รับการชื่นชม และภารกิจติดตามของอาเซียน (ASEAN Observers Team) ที่กำลังวางแผนอยู่อาจช่วยฟื้นความเชื่อมั่นต่อองค์กรได้

 

ประการที่สามคือ วิกฤตด้านความเกี่ยวข้อง ประชาชนตั้งคำถามถึงคุณค่าของอาเซียน เมื่อองค์กร ‘ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วน’ ที่กระทบชีวิตประจำวันได้ ศูนย์สแกมเมอร์ในเมียนมาและกัมพูชาได้สร้างเหยื่อหลายพันคน แต่ศูนย์อาเซียนว่าด้วยอาชญากรรมข้ามชาติที่เคยตกลงกันตั้งแต่ปี 1997 แม้จะผ่านมาแล้ว 27 ปี แต่ก็ ‘ยังไม่เกิดขึ้นจริง’ ในทำนองเดียวกัน มลพิษหมอกควันยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนนับล้านทุกปี แม้จะมีข้อตกลงหมอกควันปี 2002 แต่ก็ใช้เวลาถึงสองทศวรรษกว่าจะตั้งศูนย์ประสานงานได้ หากไม่มีการลงมือทำอย่างจริงจังและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อาเซียนก็ ‘เสี่ยงที่จะหมดความหมาย’ ต่อชีวิตของคนรุ่นใหม่

 

หากอาเซียนต้องการที่จะได้รับความเคารพ มีชื่อเสียงที่ดี และยังคงมีความเกี่ยวข้อง อาเซียน ‘จำเป็นต้องปฏิรูป’ ดำเนินการร่วมกัน และส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ดังที่ท่าน ถนัด คอมันตร์ รัฐบุรุษทางการทูตของไทยเคยกล่าวไว้เมื่อปี 1967 ในการก่อตั้งอาเซียนผ่าน ‘ปฏิญญากรุงเทพ’ (Bangkok Declaration) ว่า “ภารกิจของอาเซียนคือ การสร้างสังคมใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการของยุคสมัย และมีประสิทธิภาพในการนำมาซึ่งเสถียรภาพและความก้าวหน้า ทั้งในทางวัตถุและจิตวิญญาณ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนของเรา” วิสัยทัศน์นั้นยังคงใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งมีความ ‘เร่งด่วน’ ไม่ต่างจากในวันก่อตั้ง หากอาเซียนไม่สามารถส่งมอบสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนรุ่นใหม่ในวันนี้ ก็เสี่ยงที่จะสูญเสียคนรุ่นใหม่ในวันหน้า และเมื่อสูญเสียไปแล้ว ก็เท่ากับสูญเสียเป้าหมายที่แท้จริงของตนเอง

 

มีเพียงการรื้อฟื้นเจตนารมณ์ดั้งเดิมเท่านั้นที่อาเซียนจะยังคงเป็นพลังเพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งได้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การทำให้อาเซียนกลับมาได้รับความไว้วางใจจากคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นคนรุ่นที่จะมองอาเซียนไม่ใช่ด้วยความโหยหาอดีต แต่ด้วยความหวังต่ออนาคตที่มั่นคงและยืดหยุ่นมากกว่า

 

วิกฤตระดับโลก และภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่

 

ในระดับโลก วิกฤตมีอยู่รอบด้าน เรากำลังเห็นสงครามขนาดใหญ่สองสมรภูมิที่เกี่ยวพันกับมหาอำนาจหรือกลุ่มตัวแทนของพวกเขา ควบคู่กับความตึงเครียดที่คุกรุ่นและอาจปะทุเป็นความขัดแย้งได้ทุกเมื่อ สงครามในกาซามีความหายนะ คร่าชีวิตผู้คนนับหมื่นนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ขณะที่สงครามในยูเครนก็คร่าชีวิตผู้คนนับแสน

 

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้สอบถามนักศึกษาของผมจำนวน 120 คน ผ่านการทำแบบสอบถามในห้องว่า พวกเขา ‘เชื่อหรือไม่ว่าสงครามใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ และจีนอาจปะทุขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้า’ ร้อยละ 62 ตอบว่า ‘เชื่อ’ โดยส่วนใหญ่ชี้ไปที่ความตึงเครียด ‘เรื่องไต้หวันหรือทะเลจีนใต้’ ในชั้นเรียนด้านความมั่นคง ผมมักย้ำกับพวกเขาเสมอว่า เราศึกษาเรื่องความมั่นคง ‘ไม่ใช่เพื่อเชิดชูสงคราม’ แต่เพื่อป้องกันการเกิดสงคราม เพื่อลดความหายนะของมนุษย์ และเพื่อหวังเสมอว่าความขัดแย้งสามารถยุติได้อย่างสันติ ก่อนที่ใครจะตัดสินใจใช้ความรุนแรง

 

และนอกเหนือจากสงคราม เรายังเผชิญกับ ‘ภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่’ ทั้งโรคระบาด วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และการล่มสลายของระเบียบโลกเสรีนิยม และเรายังต้องเผชิญกับพลังแห่งการพลิกผันของเทคโนโลยีเกิดใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้าไปอีก เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นทั้งโอกาส แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำ กระจายข้อมูลเท็จ และเปลี่ยนโฉมอนาคตของการทำงานไปในทางที่อาจทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ตกอยู่ในความเปราะบางยิ่งกว่าเดิม

 

ความสิ้นหวังของคนรุ่นใหม่ และภาระของผู้นำ

 

สังคมพลเมืองที่เคยมีชีวิตชีวา บัดนี้กำลังหดตัวลงภายใต้แรงกดดัน งบประมาณที่ถูกตัดจากองค์การสหประชาชาติและเวทีพหุภาคี ซึ่งบ่อยครั้งก็มาจากชาติที่เป็นผู้สร้างและผู้สนับสนุนเดิม ได้ทำให้เรายิ่งอ่อนแอลงในช่วงเวลาที่เราต้องการความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งกว่าเดิม โลกที่ต้องการความร่วมมือใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน กลับกลายเป็นโลกที่ประเทศต่างๆ ‘หันไปพึ่งพาตนเองมากขึ้น’ และถือว่าอนาธิปไตยเป็นกฎของเกม

 

แล้วคนรุ่นใหม่จะรู้สึกมั่นใจต่ออนาคตของพวกเขาได้อย่างไร? พวกเขาจะวางแผนชีวิตอย่างมั่นใจได้อย่างไร ในเมื่อสงครามยังคงดำเนินอยู่ สถาบันกำลังพังทลาย และความร่วมมือกำลังล้มเหลว? ความสิ้นหวังนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่สร้างขึ้น แต่เป็นผลจากความล้มเหลวของภาวะผู้นำในอดีต โดยภาระจากผู้นำรุ่นก่อนช่างหนักหนาสาหัส แต่หน้าที่ของผู้นำในปัจจุบันก็ชัดเจนนั่นคือ ต้องแก้ไขสถานการณ์ ก่อนที่จะสายเกินไป

 

และนี่ไม่ใช่ปัญหาของไทยเพียงประเทศเดียว คนรุ่นใหม่ทั่วโลก ตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงมะนิลา ตั้งแต่เคียฟถึงกาซา ต่างก็มีความกังวลเหมือนกัน โลกที่เราจะได้รับมรดกนั้นจะน่าอยู่หรือไม่? เรามักเรียกเยาวชนคนรุ่นใหม่ว่าเป็น ‘ความหวังของอนาคต’ แต่เมื่อเรามองไปที่ภาระที่กำลังถูกส่งต่อ ทั้งสงคราม ความไม่มั่นคง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำ เราต้องถามว่า นี่ไม่ใช่ภาระที่ ‘หนักเกินไป’ สำหรับพวกเขาที่จะต้องรับไว้เพียงลำพังหรือ?

 

ถึงตอนนี้ ท่านอาจสังเกตได้ว่า ผมกำลังพูดกับผู้ใหญ่ในห้องนี้ไม่ต่างไปจากที่ผมพูดกับคนรุ่นใหม่ มิตรสหายและเพื่อนร่วมงานทั้งหลาย หากมีข้อความใดที่ผมอยากฝากไว้ในวันนี้ก็คือ คนรุ่นใหม่ไม่อาจและไม่ควรต้องแบกรับภาระเหล่านี้เพียงลำพัง ความรับผิดชอบในการสร้างอนาคตที่ยืดหยุ่นไม่ได้อยู่บนบ่าของพวกเขาเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของพวกเราทุกคน

 

อนาคตที่ยืดหยุ่น สำหรับทุกคน

 

สำหรับประเทศไทย ความยืดหยุ่นจะขึ้นอยู่กับว่าผู้มีอำนาจสามารถ ‘รับฟังอย่างแท้จริง’ ต่อเสียงของคนรุ่นใหม่ได้หรือไม่ สามารถมองข้ามความเร่าร้อนของถ้อยคำ และหันมาโต้ตอบกับข้อโต้แย้งสำคัญของพวกเขาอย่างจริงใจได้หรือไม่

 

สำหรับอาเซียน ความยืดหยุ่นจะขึ้นอยู่กับว่าผู้นำจะสามารถปฏิรูปและลงมือร่วมกันได้หรือไม่ เพื่อให้องค์กรซึ่งมีอายุ 58 ปีนี้ ยังคงได้รับความเคารพ มีชื่อเสียง และมีความหมายต่อสายตาของพลเมืองที่อายุน้อยที่สุด

 

และสำหรับประชาคมระหว่างประเทศ ความยืดหยุ่นจะขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถหาความกล้าหาญที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจในความร่วมมือระดับโลกได้หรือไม่ สามารถป้องกันสงครามแทนที่จะทำสงคราม และสามารถเสริมสร้างสถาบันพหุภาคีที่คุ้มครองความเป็นมนุษย์ร่วมกันได้หรือไม่ ‘คนรุ่นใหม่อาจเป็นความหวังของอนาคต แต่ผู้ใหญ่ต้องเป็นผู้พิทักษ์ของความหวังนั้นในวันนี้’

 

ความหวังนั้นไม่อาจอยู่รอดได้ด้วยตัวเอง สิ่งนี้ต้องการพื้นที่ในการเติบโต ต้องการการสนับสนุนเพื่อคงอยู่ และต้องการภาวะผู้นำเพื่อทำให้มันมีความหมาย หากผู้นำในวันนี้ปฏิบัติด้วย ‘อนุกัมปา’ หรือ ความกรุณาและความเอื้ออาทร ที่ทำให้เราสามารถรับฟังและเข้าใจอย่างแท้จริง เราก็จะสามารถสร้างโลกที่คนรุ่นใหม่ไม่เพียงแต่แบกความหวัง แต่ยังได้เห็นความหวังนั้นบรรลุผลจนกลายเป็นจริง

 

ดังนั้น ผมจึงขอจบด้วยคำพูดของ ‘โฮเซ ริซัล’ (José Rizal) วีรบุรุษชาวฟิลิปปินส์และวีรบุรุษแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ว่า “เยาวชนคือความหวังของอนาคต” อย่าให้ความหวังนั้นกลายเป็นภาระที่หนักเกินกว่าจะรับไว้ได้ แต่จงทำให้ความหวังนั้นเป็นคำมั่นสัญญาที่เราทุกคนร่วมกันทำให้สำเร็จ

 

ภาพ: THE STANDARD

 

The post คนรุ่นใหม่กับอนาคตที่ยืดหยุ่น: เสียงสะท้อนที่อยากให้ผู้นำเปิดใจรับฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 หลักคิดผู้นำยุคใหม่ จาก Robin Sharma ผู้เขียน The 5 AM Club https://thestandard.co/the_secret_sauce/new-leadership-principles-robin-sharma/ Fri, 05 Sep 2025 12:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1115908

ในยุคที่เทคโนโลยีฉลาดขึ้นทุกวัน และความเปลี่ยนแปลงเร็วเ […]

The post 8 หลักคิดผู้นำยุคใหม่ จาก Robin Sharma ผู้เขียน The 5 AM Club appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในยุคที่เทคโนโลยีฉลาดขึ้นทุกวัน และความเปลี่ยนแปลงเร็วเกินคาด คำถามสำคัญคือ “ผู้นำแบบไหนที่โลกต้องการมากที่สุดในวันนี้?” 

 

Robin Sharma ผู้เขียนหนังสือชื่อดัง ‘The 5 AM Club’ ได้สรุปแก่นแท้ของผู้นำยุคใหม่ โดยเน้นว่าความเป็นผู้นำไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรือความสำเร็จทางวัตถุ แต่คือการกลับไปสู่คุณค่าพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นั่นคือ ‘ความเป็นมนุษย์’

 

🟡 ผู้นำที่แท้จริงต้องเป็น ‘มนุษย์’ (Human Leadership)

 

ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท ผู้นำที่โลกต้องการคือ ‘ผู้นำที่เป็นมนุษย์’ นั่นหมายถึงการมีคุณสมบัติที่เทคโนโลยีไม่สามารถเลียนแบบได้ ได้แก่ ความเห็นอกเห็นใจ สัญชาตญาณ และความสามารถในการสร้างแรงบันดาลใจ

 

นอกจากนั้น ผู้นำที่แท้จริงจะต้องไม่เล่นบทเหยื่อ

 

เขาชี้ว่าแก่นแท้ของความเป็นผู้นำคือการรับผิดชอบต่อตนเองอย่างเต็มที่ หรือ Absolute Personal Responsibility (APR) ซึ่งตรงกันข้ามกับพฤติกรรมของ เหยื่อ ที่มักจะ บ่น โทษ และหาข้ออ้าง ผู้นำที่แท้จริงจะเลือกที่จะรับผิดชอบและใช้พลังส่วนตัวเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเสมอ

 

🟡 สร้างอิทธิพลได้โดยไม่ต้องมีตำแหน่ง 

 

สังคมมักสอนว่าการเป็นผู้นำต้องมีตำแหน่ง เช่น CEO, COO หรือ CFO 

 

แต่ Sharma ย้ำว่าคุณสามารถเป็นผู้นำได้ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม เขายกตัวอย่างผู้หญิงคนหนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างซักผ้า เธอไม่ได้โทษโชคชะตา แต่พยายามสร้างความแตกต่างและเก็บเงินที่ได้มาเพื่อบริจาคทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเป็นผู้นำคือการสร้างผลกระทบ (Impact) ไม่ใช่แค่การมีตำแหน่ง นอกจากนั้น ผู้นำจะเป็นคนที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงคือโอกาส ไม่ใช่อุปสรรค

 

🟡 ความถ่อมตนและความไม่หยุดนิ่ง 

 

เมื่อประสบความสำเร็จมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคืออันตรายจากการลอยตัว และคิดว่าตนเองจะอยู่บนจุดสูงสุดตลอดไป 

 

 แต่ Sharma บอกว่ายิ่งประสบความสำเร็จมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องถ่อมตนมากขึ้นเท่านั้น

 

แนวคิดแบบ ‘สายขาว’ (White Belt Mentality) คือการไม่สูญเสียทัศนคติของผู้ที่พร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ฟังให้มากขึ้น เข้าใกล้ลูกค้าให้มากขึ้น และเรียนรู้อยู่เสมอ 

 

🟡 ลงมือทำและรักษาคำมั่นสัญญา 

 

พูดให้น้อยลง ทำมากขึ้น หรือ Less chat, more execution and delivery 

 

การรักษาคำมั่นสัญญาคือวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นกับทีมงาน ลูกค้า หรือแม้แต่กับตัวเอง ทุกครั้งที่คุณทำตามที่พูด คุณกำลังเพิ่มพลังและความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง

 

นอกจากนี้ การเป็นผู้นำที่แท้จริงต้องแสดงความจริงใจและความเปราะบางออกมาบ้าง ผู้นำที่กล้าเผยให้เห็นว่าตนเองก็เป็นมนุษย์ มีความกลัวหรือไม่รู้คำตอบบ้าง จะช่วยลดช่องว่างและสร้างความไว้วางใจให้ทีมกล้าที่จะเป็นตัวเองมากขึ้น

 

🟡 พลังของวินัย และการสร้างกิจวัตร

 

กิจวัตรประจำวันเป็นตัวกำหนดความสำเร็จและความสุขของเรา ความสม่ำเสมอคือกุญแจสู่ความเป็นเลิศ การพัฒนาเล็กๆ น้อยๆ ในทุกๆ วันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งในที่สุด

 

เคล็ดลับในการสร้างนิสัยที่ดีคือ

 

🔸 ควบคุมสิ่งแวดล้อม: ล้อมรอบตัวเองด้วยคนที่มีพลังงานเชิงบวก เพราะเรามักจะเลียนแบบพฤติกรรมของผู้คนรอบข้าง

 

🔸 หยุดแก้ตัว: เลิกหาข้ออ้างต่างๆ ที่คอยฉุดรั้งเรา

 

🔸 เริ่มลงมือทำ: ให้ความสำคัญกับการลงมือทำ และเลือกที่จะรับแต่ข้อมูลเชิงบวก เพื่อสร้างมุมมองเชิงบวกต่อตนเอง

 

🟡 The 3 I’s ของความเป็นผู้นำ: แรงบันดาลใจ อิทธิพล และผลกระทบ

 

Sharma ได้สรุปแก่นแท้ของความเป็นผู้นำไว้ใน 3 คำง่ายๆ คือ Inspiration, Influence, and Impact

 

🔸แรงบันดาลใจ (Inspiration): หน้าที่ของผู้นำคือการเป็น ‘Chief Inspiration Officer’ หรือผู้บริหารฝ่ายสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ความกระตือรือร้น และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

 

🔸 อิทธิพล (Influence): ผู้นำที่ดีต้องสร้างผู้นำคนอื่นๆ โดยการเป็นแบบอย่างทำให้คนรอบข้างก้าวขึ้นมาเป็นตัวตนที่ดีที่สุดของตัวเอง

 

🔸 ผลกระทบ (Impact): Sharma ย้ำว่า “ความคิดที่ไม่มีการลงมือทำคือภาพลวงตา” (Ideation without execution is a delusion) ผู้นำที่ดีจึงต้องมีวินัยและมุ่งเน้นการลงมือทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

 

🟡 การจัดการความเครียด

 

ผู้นำต้องเผชิญหน้ากับความเครียดและความกดดันอยู่เสมอ Sharma บอกว่าให้จำไว้ว่า ‘ความกดดันคือสิทธิพิเศษ’ (Pressure is a privilege) เพราะความกดดันนั้นมาพร้อมกับโอกาสในการสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่

 

เคล็ดลับที่ช่วยฟื้นฟูพลังของผู้นำ ได้แก่:

 

🔸 ‘Zero Device Day’ งดใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์

 

🔸 การถอยไปพักผ่อนเพื่อเติมพลัง หรือ Strategic Retreats เช่น การไปพักผ่อนคนเดียวเพื่ออ่านหนังสือและเติมพลัง

 

🔸 ใช้เวลาอยู่กับความเงียบ เพื่อให้สมองได้พักและฟังเสียงที่สำคัญภายในตนเอง

 

🟡 การเรียนรู้ตลอดชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด

 

“การศึกษาคือวัคซีนป้องกันการหยุดชะงัก” 

 

Sharma แนะนำให้หาหนังสือของผู้นำในอดีตมาอ่านเพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์และบทเรียนอันล้ำค่าของพวกเขา 

 

ไม่สำคัญว่าคุณจะอยู่ในตำแหน่งไหน ไม่สำคัญว่าคุณจะใช้เครื่องมือดิจิทัลเก่งแค่ไหนเพราะสิ่งที่ทำให้คุณเป็นผู้นำที่คนอยากเดินตาม คือ หัวใจ ความรับผิดชอบ ความถ่อมตน และการลงมือทำจริง 

 

ชมคลิป: 

 

The post 8 หลักคิดผู้นำยุคใหม่ จาก Robin Sharma ผู้เขียน The 5 AM Club appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลิกความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาส: 5 กลยุทธ์สำหรับผู้นำองค์กร ในปี 2025 https://thestandard.co/opinion-2025-leader-strategies/ Mon, 07 Jul 2025 07:26:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1093730

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป […]

The post พลิกความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาส: 5 กลยุทธ์สำหรับผู้นำองค์กร ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปสำหรับผู้บริหารและนักวางแผนกลยุทธ์องค์กร โดยเฉพาะในปี 2025 ที่โลกกำลังเผชิญกับการปรับสมดุลของขั้วอำนาจ การเลือกตั้งครั้งใหญ่ในหลายประเทศ รวมถึงสงครามการค้าระลอกใหม่และการพึ่งพาเทคโนโลยีที่สะท้อนการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงมากกว่าความร่วมมือระหว่างประเทศ

 

รายงาน Top Geopolitical Risks 2025 ของเคพีเอ็มจี อินเตอร์เนชั่นแนล สะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อซัพพลายเชน (Supply Chain) หรือการลงทุนระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี แรงงาน และวัฒนธรรมองค์กร ที่สำคัญคือ ผลกระทบเหล่านี้เชื่อมโยงกันแบบหลายมิติและไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการรับมือ

 

ในมุมมองของผม แทนที่จะมองความเสี่ยงเป็นอุปสรรค ผู้นำองค์กรควรเริ่มต้นจากการ ‘มองความเสี่ยงเป็นทรัพย์สิน’ (Treat risk as an asset) และใช้ความเสี่ยงเป็นแรงขับเคลื่อนในการจัดการเชิงกลยุทธ์ เพราะเมื่อองค์กรสามารถบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวได้ ไม่เพียงแค่จะช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน แต่ยังช่วยสร้างความยืดหยุ่น ความเชื่อมั่น และความได้เปรียบทางการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

เพื่อให้การบริหารจัดการความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผมขอแนะนำให้ผู้บริหารยกระดับการจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หลัก ขับเคลื่อนองค์กรให้พร้อมรับมือความผันผวน และแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ จากการเปลี่ยนแปลง โดยเน้น 5 แนวทางสำคัญ ดังนี้

 

1. เปลี่ยนความปั่นป่วนในเวทีโลกให้เป็นโอกาส ปรับซัพพลายเชนให้ยืดหยุ่น

 

เมื่อขั้วอำนาจและศูนย์กลางเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน การยึดติดกับโมเดลซัพพลายเชนเดิมอาจเป็นความเสี่ยงให้กับองค์กร ผู้นำจึงควรกระจายฐานการผลิตและซัพพลายเชนไปยังประเทศพันธมิตรที่มีเสถียรภาพ (Friendshoring) ลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และละตินอเมริกา ปรับโครงสร้างซัพพลายเชนให้ยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้านภาษี มาตรการกีดกันทางการค้า และเหตุการณ์ความขัดแย้งได้อย่างทันท่วงที

 

2. เปลี่ยนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบให้เป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

 

แม้กฎระเบียบจะเพิ่มต้นทุนและความซับซ้อน แต่การมีระบบบริหารจัดการภาษีและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) ที่เข้มแข็งจะช่วยให้องค์กรสร้างความเชื่อมั่นและโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพิ่มความน่าเชื่อถือในการระดมทุนและขยายตลาด ใช้ Compliance เป็นข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์โดยเฉพาะในยุโรปและตลาดที่มีมาตรฐานต่างๆ ที่เข้มงวด เช่น มาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ ESG เป็นต้น

 

3. เสริมภูมิคุ้มกันด้านเทคโนโลยีด้วยโครงสร้าง IT ที่ยืดหยุ่นและปลอดภัย

 

โลกเทคโนโลยีในปี 2025 กำลังเป็นสนามแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ผู้นำธุรกิจควรสร้างโครงสร้างพื้นฐาน IT ที่ปรับเปลี่ยนได้ง่าย และรวมศูนย์ เพื่อรับมือกับกฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค คำนึงถึงความเสี่ยงทางการเมืองในการเลือกพาร์ตเนอร์ด้านเทคโนโลยี ลงทุนใน AI อย่างมีจริยธรรม พร้อมเสริมความปลอดภัยไซเบอร์ และใช้พลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนดิจิทัล

 

4. ปรับแนวคิดซัพพลายเชนจากเน้นประสิทธิภาพสู่ความยั่งยืน

 

องค์กรควรจัดการซัพพลายเชนอย่างมีกลยุทธ์ โดยมองหาทรัพยากรทดแทน พร้อมกับการบริหารจัดการซัพพลายเชนแบบหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่ เพิ่มการพึ่งพาในประเทศหรือประเทศพันธมิตรเพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ ยกระดับความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับภัยพิบัติ ภัยคุกคามด้านไซเบอร์ และความผันผวนของพลังงาน ลงทุนพัฒนาคน เสริมทักษะให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานในอนาคต

 

แรงงานกำลังเผชิญแรงกดดันจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และค่านิยมรุ่นใหม่ องค์กรที่มองไกลจึงควรลงทุนในระบบเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong learning) เพื่อเพิ่มทักษะให้ตอบโจทย์การทำงานในอนาคต พร้อมทั้งควรออกแบบประสบการณ์พนักงานให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การทำงานแบบใหม่ ที่ทั้งตอบโจทย์ความต้องการและช่วยให้พวกเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงส่งเสริม Global mobility สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและมีจุดยืนต่อประเด็นสังคม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุคที่ค่านิยมหลากหลายมีอิทธิพลต่อความภักดีของพนักงาน

 

ทั้ง 5 กลยุทธ์ที่นำเสนอสะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่า ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์สร้างผลกระทบที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ผู้นำองค์กรจึงต้องวางกลยุทธ์การบริหารจัดการแบบองค์รวม ครอบคลุมตั้งแต่การปรับโครงสร้างซัพพลายเชน การเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและภาษี ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การเสริมความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรและวัฒนธรรมองค์กร

 

ท้ายที่สุดแล้ว ผมเชื่อว่า องค์กรที่กล้าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อรับมือกับความเสี่ยง แต่เพื่อให้มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น จะเป็นองค์กรที่สามารถก้าวข้ามวิกฤต และยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในโลกที่ไม่แน่นอนนี้

 

ภาพ: Nuthawut Somsuk/Getty Images 

 

อ้างอิง:

The post พลิกความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาส: 5 กลยุทธ์สำหรับผู้นำองค์กร ในปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>