ผู้นำประเทศ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ผู้นำประเทศ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 07 Jan 2026 13:17:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ผ่าเกราะ ‘ความคุ้มกันประมุข’ ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้มาดูโร รอดคุกสหรัฐฯ https://thestandard.co/maduro-sovereign-immunity-defense/ Wed, 07 Jan 2026 13:15:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1162552 ผ่าเกราะ ความคุ้มกันประมุข ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้ มาดูโร รอดคุก สหรัฐฯ

แม้ว่าทางการสหรัฐฯ จะตั้งข้อหาร้ายแรงแก่นิโคลัส มาดูโร […]

The post ผ่าเกราะ ‘ความคุ้มกันประมุข’ ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้มาดูโร รอดคุกสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าเกราะ ความคุ้มกันประมุข ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้ มาดูโร รอดคุก สหรัฐฯ

แม้ว่าทางการสหรัฐฯ จะตั้งข้อหาร้ายแรงแก่นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ทั้งข้อหาค้ายาเสพติดและร่วมมือกับแก๊งค้ายาเสพติดที่สหรัฐฯ กำหนดให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ในการต่อสู้คดีนัดแรกของเขาบนชั้นศาลในนครนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ (5 มกราคม) ฉายให้เห็นภาพคร่าวๆ ของแนวทาง หรือข้อต่อสู้จากฝั่งทนายของมาดูโร ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะมีโอกาส ‘รอดพ้น’ จากคมเขี้ยวของกฎหมายสหรัฐฯ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคุ้มกัน (Immunity)’ ในฐานะประมุขแห่งรัฐ

 

ความคุ้มกันนี้สำคัญอย่างไร และมีโอกาสมากแค่ไหนที่มาดูโร จะชนะคดีหรือรอดจากการถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินโทษ และจะเกิดอะไรขึ้นหากความคุ้มกันนี้ ‘ใช้ไม่ได้’

 

ความคุ้มกันประมุขแห่งรัฐคืออะไร?

 

  • ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศหนึ่ง ไม่สามารถถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในศาลของประเทศอื่นได้

 

เนื่องจากมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมาย เช่นเดียวกับนักการทูต

 

  • ศัพท์ทางเทคนิคสำหรับกรณีผู้นำประเทศ เรียกว่า ความคุ้มกันส่วนบุคคล (Immunity Rationae Personae) หรือ ความคุ้มกันเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและอาจรวมถึงรัฐมนตรีกลาโหมด้วย

 

  • หลักการนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางสำหรับทุกประเทศรวมถึงสหรัฐฯ จนไม่มีการบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาใดๆ ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้นำของประเทศต่าง ๆ จากการถูกขัดขวางในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถเดินทางไปปฏิบัติภารกิจยังต่างประเทศได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกจับกุม โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดที่ว่าทุกประเทศมีความเท่าเทียมกันในเวทีระหว่างประเทศ (ความเท่าเทียมกันในด้านอธิปไตย)

 

ข้อต่อสู้ของมาดูโรคืออะไร?

 

  • มาดูโร วัย 63 ปี ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ และประกาศในระหว่างขึ้นศาลอย่างท้าทายว่า “เขาคือประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ที่ถูกลักพาตัวมา”

 

  • แบร์รี พอลแล็ค ทนายความของเขา ส่งสัญญาณภาษากาย ให้เขาปิดปากและส่ายศีรษะระหว่างให้การต่อศาล และพยายามแก้ต่างว่า มาดูโรมีเอกสิทธิ์คุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  • ขณะที่อัยการสูงสุดของเวเนซุเอลาก็มีท่าทีในลักษณะเดียวกัน โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ ขาดอำนาจศาล และมาดูโรยังคงได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้นำประเทศ

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ โดยมั่นใจว่าทนายของมาดูโร จะยกข้อต่อสู้ว่า ศาลใช้อำนาจในคดีนี้ไม่ได้ เพราะว่ามาดูโรเป็นประธานาธิบดีหรือประมุขของอีกประเทศหนึ่ง และหากศาลสหรัฐฯ ใช้เขตอำนาจในการดำเนินคดี ก็เท่ากับว่ากำลังใช้อำนาจอธิปไตยของสหรัฐฯ เหนือเวเนซุเอลา

 

  • “ตามหลักกฎหมายรัฐมันต้องเท่ากัน ซึ่งหลักการความคุ้มกันประมุขของรัฐ เป็นหลักการที่ทุกประเทศยอมรับ รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย และศาลในสหรัฐฯ เองก็เคยตัดสินไว้อย่างชัดเจน” เขากล่าว

 

  • โดยหากศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่ามาดูโร เป็นประมุขของรัฐและมีความคุ้มกัน ก็ต้องยกฟ้องในทันที ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการตัดสินตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญไปยังฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าการใช้อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ‘มีข้อจำกัด’ คือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

 

  • “แม้กฎหมายภายในประเทศอาจจะทำได้ แต่ในมิติกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้”
  • ทั้งนี้ ประเด็นที่อาจทำให้การสู้คดีซับซ้อนมากขึ้น คือท่าทีของ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดี ซึ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาหลังจากที่มาดูโรถูกจับ

 

  • โดยก่อนหน้านี้ เธอเรียกร้องให้ปล่อยตัวมาดูโรอย่างเปิดเผย และประกาศว่าเขายังคงเป็นประธานาธิบดีหนึ่งเดียวของเวเนซุเอลา

 

  • ซึ่งสิ่งที่อาจทำให้การสู้คดีพลิกผัน คือหากรัฐบาลเวเนซุเอลายื่นคำร้องต่อศาล และแจ้งว่าไม่ได้สละเอกสิทธิ์คุ้มกันของมาดูโร และเขายังคงเป็นประมุขแห่งรัฐอยู่

 

  • สำหรับที่ผ่านมา ศาลสหรัฐฯ เคยยกฟ้องคดีแพ่งที่ฟ้องร้องประมุขแห่งรัฐที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาแล้วหลายคดี

 

  • หนึ่งในนั้นรวมถึงคดีฟ้องร้องประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ในปี 1975 และคดีฟ้องร้องต่อมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ในปี 2022 ด้วยข้อหาฆาตกรรมจามาล คาช็อกกี นักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวซาอุดีอาระเบียของ Washington Post ที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ ซึ่งถูกสังหารภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ที่นครอิสตันบูล

 

ข้อต่อสู้ของสหรัฐฯ คืออะไร?

 

  • สำหรับข้อต่อสู้ของทางการสหรัฐฯ ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีท่าทีชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงหลังการเลือกตั้งทั่วไปของเวเนซุเอลาในปี 2018 ที่มาดูโร ถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งและนานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ ไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้ง ทำให้มาดูโร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาอีกต่อไป

 

  • “ดังนั้น อัยการสหรัฐฯ ก็คงจะสู้ว่ามาดูโรไม่ได้เป็นประธานาธิบดี เมื่อไม่ได้เป็นประธานาธิบดีจึงไม่ได้เป็นประมุขของรัฐ เมื่อไม่ได้เป็นประมุขของรัฐจึงไม่มีความคุ้มกัน”

 

  • ทั้งนี้ ข้อต่อสู้อีกอย่างของอัยการสหรัฐฯ คือข้อกล่าวหาว่ามาดูโร ใช้อำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดีในการทุจริตและสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการค้ายาเสพติดที่สหรัฐฯ กำหนดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย

 

  • โดยประเด็นนี้อาจขึ้นอยู่กับว่า การกระทำที่ถูกกล่าวหาของมาดูโร เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวเนซุเอลาหรือไม่

 

  • ตัวอย่างหนึ่งที่หยิบยกมาเทียบได้ คือกรณีของ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ด้วยข้อหาค้ายาเสพติดและฟอกเงิน

 

  • กรณีของนายพลโนริเอกานั้น ความคุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐ แทบจะไม่ถูกนำมาพิจารณาในการดำเนินคดีอาญาโดยศาลสหรัฐฯ เลย

 

  • อดีตผู้นำเผด็จการของปานามา เคยใช้กฎหมายนี้ต่อสู้กับข้อกล่าวหาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสิ่งที่เขาแตกต่างจากมาดูโร คือนายพลโนริเอกาไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปานามาอย่างเป็นทางการ โดยปกครองประเทศในฐานะผู้นำทางทหารที่มีประธานาธิบดีเป็นหุ่นเชิด

 

  • อย่างไรก็ตาม ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า กรณีของนายพลโนริเอกา นั้นแตกต่างจากมาดูโร เนื่องจากเขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปานามาอย่างเป็นทางการ โดยปกครองประเทศในฐานะผู้นำทางทหารที่มีประธานาธิบดีเป็นหุ่นเชิด

 

  • “ตอนขึ้นศาล นายพลโนริเอกาก็ยอมรับว่า การใช้อำนาจของเขานั้นไม่ได้เหมือนกับทั่วไป และจากข้อเท็จจริงในคดีคือเขาไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ศาลจึงไม่ได้ให้ความคุ้มกัน และตัดสินให้รับโทษ”

 

จะเป็นอย่างไรหากมาดูโร ไม่ได้เอกสิทธิ์คุ้มกัน?

 

  • ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ไม่ได้ให้การรับรองมาดูโร ในฐานะประธานาธิบดีที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2018 แต่ก็มีหลายประเทศที่ให้การรับรองเช่น รัสเซีย จีน คิวบา อิหร่าน เกาหลีเหนือและเวียดนาม

 

  • โดยสิ่งที่ต้องคำนึงคือกรณีที่หลักความคุ้มกันประมุขแห่งรัฐ ไม่สามารถใช้การได้ และทำให้มาดูโร ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุก ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้นำสหรัฐฯ เอง

 

  • “หลายๆ ประเทศค่อนข้างยึดถือหลักการข้อนี้อย่างเคร่งครัด เพราะว่าประมุขของตนเองก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศเหมือนกัน ถ้าหากเริ่มไม่ปฏิบัติตามหลักกฎหมายข้อนี้อย่างเคร่งครัด ต่อไปเมื่อประมุขของตนเองเดินทางไปต่างประเทศ ก็อาจจะโดนเล่นงานในทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง” เขากล่าว

 

  • ซึ่งการไม่คำนึงถึงความคุ้มครองทางกฎหมายต่อประมุขหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศอื่นๆ ยังเสี่ยงต่อการทำลายบรรทัดฐานในเรื่องนี้ที่นานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ ให้การยอมรับด้วย

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Adam Gray

 

อ้างอิง :

 

The post ผ่าเกราะ ‘ความคุ้มกันประมุข’ ข้อต่อสู้สำคัญที่อาจทำให้มาดูโร รอดคุกสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสีจิ้นผิงมี Mindset และวิธีเดินเกมที่แตกต่างกับทรัมป์ https://thestandard.co/opinion-xi-jinping-trump-mindsets/ Thu, 02 Oct 2025 06:06:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1125570

หลายครั้งที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนมีการเดินเกมเชิง […]

The post ทำไมสีจิ้นผิงมี Mindset และวิธีเดินเกมที่แตกต่างกับทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลายครั้งที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนมีการเดินเกมเชิงกลยุทธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ตัวอย่างล่าสุดในเรื่องวีซ่าสำหรับ Talent ที่เริ่มมีผลวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ฝ่ายรัฐบาลทรัมป์ประกาศเพิ่มค่าธรรมเนียมยื่นขอวีซ่าทำงานของผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่มีความสามารถพิเศษหรือ ‘วีซ่า H-1B’ สูงถึง 1 แสนดอลลาร์ (ประมาณ 3.2 ล้านบาท) จึงเป็นเสมือนการสร้างกำแพงปิดกั้น Talent ต่างชาติด้วยการตั้งเงื่อนไขให้ต้องจ่ายแพงขึ้นหลายเท่าตัว  

 

ในขณะที่รัฐบาลจีนกลับเลือกใช้กลยุทธ์ในลักษณะตรงข้าม ด้วยการประกาศ ‘วีซ่า K’ ที่ออกแบบใหม่ให้มีความยืดหยุ่นและผ่อนคลายเงื่อนไขสำหรับ Talent ต่างชาติ เปรียบเสมือนการเปิดประตูที่กว้างขึ้น เพื่อเชื้อเชิญ Talent โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากทั่วโลกให้มาทำงานบนแผ่นดินจีนได้สะดวกขึ้น  

 

บทความนี้จะวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบว่า ทำไมสีจิ้นผิงมักจะเลือกทำในสิ่งที่ทรัมป์ไม่ทำ โดยใช้กรณีศึกษาในเรื่องวีซ่าสำหรับ Talent ของสองประเทศที่มีแนวทางแตกต่างกัน ดังนี้

 

ประการแรก ผู้นำมี Mindset ที่แตกต่างกัน

 

รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อ discourage บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่ต้องการเข้าไปทำงานในสหรัฐฯ ตามแนวคิดทรัมป์ที่หมกมุ่นในเรื่องการสร้างงานให้คนอเมริกัน จึงสนใจแต่เพียงแค่ว่า จะทำอย่างไรที่จะเก็บงานไว้ให้คนอเมริกันได้มีงานทำมากขึ้น สะท้อน Mindset ของทรัมป์ในลักษณะชาตินิยมทางเศรษฐกิจ (Economic Nationalism) ทั้งๆ ที่มีคนชาติอื่นที่เก่งกว่า/สมาร์ทกว่า เช่น ผู้เชี่ยวชาญชาวอินเดียที่สนใจไปทำงานในสหรัฐฯ แต่ทรัมป์จะเรียกเก็บค่าวีซ่ามหาโหดกับ Talent ต่างชาติเหล่านั้นสูงถึง 1 แสนดอลลาร์ (ในอดีตที่ผ่านมา ชาวต่างชาติที่ได้รับวีซ่า H-1B จากสหรัฐฯ มากที่สุด คือ อินเดีย คิดเป็น 71% ของผู้ได้รับอนุมัติ ส่วนใหญ่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) 

 

ในทางกลับกัน ผู้นำจีนมองเห็นโอกาสจาก Talent คนเก่งชาวต่างชาติ จึงต้องการเชื้อเชิญคนที่มีพรสวรรค์/ดึงมันสมองจากทั่วโลกให้เข้ามาทำงานในจีนมากขึ้น รัฐบาลจีนจึงเลือกเดินเกมที่แตกต่างกับสหรัฐฯ เน้นการผ่อนคลายเงื่อนไขในการยื่นขอวีซ่า K เพื่อจูงใจ Talent ต่างชาติเหล่านั้น 

 

แล้วทำไมเบ้าหลอมทางความคิดหรือ Mindset ของผู้นำจีนจึงค่อนข้างแตกต่างจาก Mindset ของผู้นำสหรัฐฯ ล่าสุด หนังสือที่ถูกพูดกันมากในช่วงนี้ ชื่อ Breakneck: China’s Quest to Engineer the Future เขียนโดย Dan Wang มีการวิเคราะห์พื้นฐานแนวความคิดของผู้นำสองชาติมหาอำนาจนี้ 

 

Breakneck: China's Quest to Engineer the Future

ภาพประกอบ: ปกหนังสือ Breakneck: China’s Quest to Engineer the Future

 

ที่สำคัญ พื้นฐานการศึกษามีส่วนในการหล่อหลอมความคิดของผู้บริหารประเทศ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้นำจีนส่วนใหญ่จะเรียนจบด้านวิศวกรรม (เช่น สีจิ้นผิง เรียนจบวิศวเคมีจากมหาวิทยาลัยชิงหวา) ในขณะที่ผู้บริหารสหรัฐฯ มักจะเรียนจบด้านกฎหมายหรือด้านเศรษฐศาสตร์/บริหารธุรกิจ (เช่น ทรัมป์เรียนจบ Wharton School) ทำให้ผู้นำของสองชาตินี้มองอนาคตด้วย Mindset หรือชุดความเชื่อที่ฝังลึกภายในที่แตกต่างกัน ในหลายครั้ง จึงเลือกการเดินเกมในลักษณะแตกต่างกัน 

 

ในกรณีวีซ่า Talent ด้วยมุมมองของทรัมป์แบบ Inward-Looking และมีทัศนคติค่อนข้างลบกับชาวต่างชาติที่ทำงานในสหรัฐฯ ทรัมป์จึงมองเห็นแต่มุม ‘ปัญหา’ Talent ต่างชาติจะมาแย่งงานคนอเมริกัน จึงพยายามสร้างเงื่อนไขหรือลดทอนแรงจูงใจ เช่น การขึ้นกำแพงวีซ่าเรียกเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ที่แพงลิ่ว และกรอบคิดแบบนักธุรกิจของทรัมป์ที่สนใจแต่ตัวเลขเงินๆ ทองๆ ย่อมต้องการใช้มาตรการเพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าที่สูงลิ่วนี้ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มรายได้เข้าคลังของรัฐบาลทรัมป์อีกด้วย 

 

ในขณะที่ ทางฝั่งจีน สีจิ้นผิงมองเห็น ‘โอกาส’ จาก Talent ต่างชาติ จึงเน้นจูงใจผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ จากทั่วโลก (โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ให้มาทำงานในจีนให้มากขึ้น เพื่อต่อยอดสร้าง Ecosystem ให้มีการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างความตื่นตัวให้คนรุ่นใหม่ของจีน ทางการจีน จึงประกาศออกวีซ่า K ที่มีลักษณะผ่อนคลายในหลายด้าน เพื่อดึงดูด Talent ต่างชาติจากทุกมุมโลก 

 

นอกจากนี้ การเดินเกมผ่อนคลายวีซ่า K ของรัฐบาลจีน เพื่อสร้าง Talent Pool หรือแหล่งรวมความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความสอดคล้องกับเป้าหมายของจีนที่จะเป็นชาติมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีในระดับโลก ตามวิสัยทัศน์ของผู้นำจีนและทีมผู้บริหารประเทศจีนที่ส่วนใหญ่เรียนจบสายวิศวกรรม ไม่ใช่สายกฎหมายหรือเศรษฐกิจแบบผู้นำสหรัฐฯ  

 

สื่อจีนอย่าง Global Times เผยแพร่บทวิเคราะห์ว่า “วีซ่า K ที่จีนเพิ่งประกาศใหม่นี้ สะท้อนความเปิดกว้างและความมั่นใจของจีนในการร่วมมือกับโลก” นั่นคือ สีจิ้นผิงมองเห็นโอกาสของคนจีนในการทำงานกับ Talent จากทั่วโลก ในขณะที่ ทรัมป์มองเห็นแต่ในมุมปัญหา จึงเลือกที่จะปิดกั้นตัวเอง

 

ประการที่สอง  ผู้นำเลือกใช้วิธีการ (WAYS) และเครื่องมือ (MEANS) ที่แตกต่างกัน

 

ตั้งแต่ปลายปี 2012 ที่สีจิ้นผิงขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็ได้ประกาศความฝันของจีนในการ ‘ฟื้นฟูชาติ’ ให้จีนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง (The Great Rejuvenation of the Chinese Nation) ในแง่เป้าหมาย (ENDS) แม้จะดูไม่แตกต่างจากนโยบาย Make America Great Again ของทรัมป์ หากแต่ในแง่วิธีการ (WAYS) และเครื่องมือที่ใช้ (MEANS) ในการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ผู้นำของสองชาตินี้มีการเดินเกมในลักษณะที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างกรณีวีซ่า Talent ผู้นำจีนเดินเกมคนละแนวกับผู้นำสหรัฐฯ 

 

ทรัมป์ไม่เห็นความสำคัญของ Talent จากต่างประเทศ จึงเรียกเก็บค่าวีซ่า H-1B เพิ่มสูงขึ้นถึง 1 แสนดอลลาร์ รวมทั้งมีเงื่อนไขว่า ในการยื่นขอวีซ่า H-1B นอกจากจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialty Occupations) เช่น วิศวกรรม, เทคโนโลยีสารสนเทศ, การเงิน, และการแพทย์ ยังจำเป็นจะต้องมีบริษัทนายจ้างในสหรัฐฯ ที่ชัดเจน และกำหนดให้บริษัทนายจ้างเป็นผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่านี้ 

 

ในขณะที่ รัฐบาลจีนทำในสิ่งตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ จุดเด่นในการขอวีซ่า K จากจีน คือ ผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีนายจ้างในจีน ทำให้ขอวีซ่าง่ายขึ้น ไม่ต้องไปเสียเวลาขอให้นายจ้างออกหนังสือเชิญ (invitation) เพื่อใช้ประกอบการออกวีซ่า  

 

ในเชิงเปรียบเทียบ วีซ่า H-1B ของสหรัฐฯ เน้น“ควบคุม”และผูกติดกับบริษัทนายจ้างที่ออกหนังสือเชิญ จะออกวีซ่าให้เฉพาะกรณีที่มีบริษัทนายจ้างแล้ว และมีโควตาจำกัดในแต่ละปี  ในขณะที่ วีซ่า K ของจีนถูกออกแบบใหม่ให้มีความ “ยืดหยุ่น” ไม่จำเป็นต้องมีบริษัทนายจ้างล่วงหน้า เพื่อดึงดูดนักวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีรุ่นใหม่จากทั่วโลกให้เข้ามาในจีนได้เลย จึงค่อนข้างเหมาะกับนักวิจัย/คนรุ่นใหม่ที่อยากลองแสวงหาโอกาสในจีน 

 

โดยสรุป สีจิ้นผิงมีเป้าหมายใหญ่ (ENDS) ที่จะสร้างจีนให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก  จึงเลือกใช้วิธีการ (WAYS) และเครื่องมือ (MEANS) ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายใหญ่นี้ ดังตัวอย่างกรณีวีซ่า Talent ที่ถูกออกแบบให้เป็น“เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์”เพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลจีนจึงเน้นผ่อนคลายการยื่นขอวีซ่า K เพื่อจูงใจ Talent จากทั่วโลก โดยเฉพาะคนเก่งๆ ในด้าน STEM (Science, Technology, Engineering และ Mathematics) และสร้างภาพลักษณ์ให้ทั่วโลกเห็นว่า จีน“เปิดกว้าง”ให้กับ Talent จากทุกมุมโลก

 

วิธีเดินเกมเชิงกลยุทธ์ของของสีจิ้นผิงจึงแตกต่างกับแนวทางของทรัมป์  จีนเน้นดึงดูดคนเก่งระดับโลกเข้ามาก่อน เพื่อสร้าง Talent Pool หรือแหล่งรวมคนเก่งๆ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสร้าง ‘โอกาส’ ให้กับคนรุ่นใหม่ในประเทศจีนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จาก Talent ต่างชาติเหล่านั้น เพื่อใช้เป็นแรงกระตุ้น/สร้างความตื่นตัวให้เกิดการพัฒนาทักษะเป็น Talent คนเก่งๆ ของจีนเองให้มากขึ้นต่อไป  

 

ทั้งนี้ ความพยายามของรัฐบาลจีนในเรื่องนี้จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน จะมี Talent ต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาทำงานในจีนมากขึ้นอย่างที่คาดหวังหรือไม่ ยังต้องจับตาดูกันต่อไป

 

ภาพ: REUTERS / Florence Lo / Ken Cedeno / Domenico Fornas via ShutterStock

The post ทำไมสีจิ้นผิงมี Mindset และวิธีเดินเกมที่แตกต่างกับทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 อันดับผู้นำประเทศ รวยสุดของโลกยุคใหม่ https://thestandard.co/worlds-richest-leaders/ Wed, 15 Jan 2025 12:58:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1030913 worlds-richest-leaders-2025

การเป็นผู้นำไม่ว่าจะอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ประธานาธีบดี […]

The post 10 อันดับผู้นำประเทศ รวยสุดของโลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
worlds-richest-leaders-2025

การเป็นผู้นำไม่ว่าจะอยู่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ประธานาธีบดี หรือประมุขของประเทศใดประเทศหนึ่ง มิได้นำมาซึ่งอำนาจแต่เพียงอย่างเดียว แต่นำมาซึ่งความมั่งคั่งแก่เหล่าผู้นำด้วยเช่นกัน เพราะอำนาจก็นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรภายในประเทศ และเป็นจุดผ่านทางของแหล่งเงินอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

ในบทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจ 10 อันดับผู้นำประเทศหรือรัฐบาลที่ไม่ใช่ราชวงศ์ ที่มีความร่ำรวยหรือความมั่งคั่งมากที่สุดในโลกยุคใหม่ ว่ามาจากประเทศใด และ (เคย) ครองความมั่งคั่งกันไว้เท่าใด

 

info worlds-richest-leaders-2025

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post 10 อันดับผู้นำประเทศ รวยสุดของโลกยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานชี้ การมี ‘ผู้นำที่น่าทึ่ง’ ทำให้จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ในการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สำคัญและอุบัติใหม่ https://thestandard.co/china-leads-us-critical-emerging-technologies/ Sat, 04 Mar 2023 04:56:56 +0000 https://thestandard.co/?p=758499

ตามรายงานของ Australian Strategic Policy Institute หรือ […]

The post รายงานชี้ การมี ‘ผู้นำที่น่าทึ่ง’ ทำให้จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ในการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สำคัญและอุบัติใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตามรายงานของ Australian Strategic Policy Institute หรือ ASPI ชี้ว่า การมี ‘ผู้นำที่น่าทึ่ง’ ทำให้จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ในการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สำคัญและอุบัติใหม่

 

ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีการวิจัยเทคโนโลยีที่สำคัญและอุบัติใหม่จำนวน 37 รายการ จาก 44 รายการในภาคการป้องกันอวกาศ พลังงาน และเทคโนโลยีชีวภาพ รวมถึงการวิจัยเครื่องยนต์อากาศยานขั้นสูง โดรน และแบตเตอรี่ไฟฟ้า

 

ASPI พบว่า สำหรับบางอุตสาหกรรม สถาบันวิจัย 10 อันดับแรกของโลกทั้งหมดอยู่ในประเทศจีน และพวกเขายังสร้างงานวิจัยที่มีผลกระทบสูงรวมกันถึง 9 เท่า มากกว่าสหรัฐฯ ในหลายกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนมีความได้เปรียบด้านการป้องกันประเทศและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“ประชาธิปไตยแบบตะวันตกกำลังทำให้สูญเสียการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับโลก รวมถึงการแข่งขันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการวิจัย” เจมี ไกดา นักวิเคราะห์อาวุโสของ ASPI กล่าว

 

การที่จีนก้าวขึ้นมาล้ำหน้าสหรัฐฯ ได้นั้นเป็นผลมาจาก ‘การวางแผนนโยบายระยะยาว’ โดยคณะบริหารของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กระนั้นทีมวิจัยได้เตือนว่า การครอบงำการวิจัยของจีนในภาคยุทธศาสตร์อาจส่งผลในทางลบต่อกลุ่มประเทศประชาธิปไตย

 

ในระยะเวลาอันใกล้นี้ การเป็นผู้นำอาจทำให้จีนได้รับอำนาจในการจัดหาเทคโนโลยีที่สำคัญบางอย่างจากทั่วโลก ส่วนในระยะยาวตำแหน่งผู้นำของจีนจะสามารถผลักดันให้จีนก้าวสู่ความเป็นเลิศในเกือบทุกภาคส่วน รวมถึงเทคโนโลยีที่ยังไม่มีอยู่

 

กระนั้นก็ยังมีสิ่งที่ต้องจับตา โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางการทหารที่ไม่มีการเปิดเผยและโปร่งใส ตลอดจนไม่สามารถตรวจสอบได้โดยภาคประชาสังคมและสื่อที่เป็นอิสระ

 

ASPI เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกร่วมมือกันและลงทุนเพิ่มเติมในการวิจัย เพื่อไล่ตามจีน นอกจากนี้ยังแนะนำมาตรการต่างๆ เช่น การคัดกรองวีซ่าสำหรับผู้เยี่ยมชมศูนย์วิจัย เพื่อจำกัดการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่ผิดกฎหมายไปยังจีน และกล่าวว่า รัฐบาลควรพิจารณาข้อจำกัดในการเคลื่อนย้ายนักวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในภาคส่วนยุทธศาสตร์ด้วย

 

อ้างอิง:

The post รายงานชี้ การมี ‘ผู้นำที่น่าทึ่ง’ ทำให้จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ในการวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่สำคัญและอุบัติใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย พร้อมภริยา เตรียมเยือนไทย 9-10 ก.พ. นี้ หารือเศรษฐกิจชายแดนไทย-มาเลเซีย https://thestandard.co/anwar-ibrahim-thailand-feb-9-10/ Tue, 07 Feb 2023 01:10:38 +0000 https://thestandard.co/?p=746779

วานนี้ (6 กุมภาพันธ์) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายก […]

The post อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย พร้อมภริยา เตรียมเยือนไทย 9-10 ก.พ. นี้ หารือเศรษฐกิจชายแดนไทย-มาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (6 กุมภาพันธ์) อนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ดาโตะ เซอรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พร้อมด้วยภริยา มีกำหนดเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาลไทย ระหว่างวันที่ 9-10 กุมภาพันธ์ 2566 ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ตามธรรมเนียมปฏิบัติของประเทศสมาชิกอาเซียน

 

สำหรับการเยือนฯ ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมาเลเซียมีกำหนดการเข้าพบหารือกับ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในวันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศจะหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมและเชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยเฉพาะ 5 จังหวัดภาคใต้ของไทย กับ 4 รัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย ทั้งด้านการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน และด้านคมนาคมขนส่ง 

 

รวมทั้งเร่งรัดการบรรลุเป้าหมายทางการค้ามูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2568 โดยอาศัยกลไกความร่วมมือที่มีอยู่เพื่อลดอุปสรรคและการอำนวยความสะดวกด้านการค้า และการส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพระหว่างไทยและมาเลเซีย เช่น อุตสาหกรรมยางพารา อาหารฮาลาล พลังงาน และในมิติใหม่ๆ อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีสีเขียว

 

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายจะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่อสถานการณ์ในภูมิภาคและในเวทีโลก เพื่อร่วมมือกันเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับความท้าทายใหม่ๆ และฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด

 

อนึ่ง ดาโตะ เซอรี อันวาร์ บิน อิบราฮิม เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 โดยเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของมาเลเซีย

The post อันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย พร้อมภริยา เตรียมเยือนไทย 9-10 ก.พ. นี้ หารือเศรษฐกิจชายแดนไทย-มาเลเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวม ‘เรื่องต้องรู้’ ในการประชุม WEF ที่ดาวอส ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำถกเครียด ‘เศรษฐกิจโลก-ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ’ https://thestandard.co/must-know-wef-2023/ Tue, 17 Jan 2023 07:38:21 +0000 https://thestandard.co/?p=738392

ถือเป็นงานประชุมใหญ่ประจำปีที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกอ […]

The post รวม ‘เรื่องต้องรู้’ ในการประชุม WEF ที่ดาวอส ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำถกเครียด ‘เศรษฐกิจโลก-ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถือเป็นงานประชุมใหญ่ประจำปีที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างล้นหลาม สำหรับการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสามารถกลับมาจัดประชุมแบบพบหน้าค่าตากันได้ตามปกติอีกครั้งเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 2020 ท่ามกลางความพยายามของบรรดาผู้นำในการสร้างสะพานเชื่อมทางการเมืองในโลกที่แตกแยก ประคับประคองเศรษฐกิจที่ซบเซา และจัดการกับข้อกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

ทั้งนี้ คาดว่าเวทีการหารือในประเด็นต่างๆ เช่น อนาคตของปุ๋ย บทบาทของกีฬาในสังคม สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด และอื่นๆ อีกมากมาย จะมี CEO แนวหน้าของโลกเกือบ 600 คน และผู้นำประเทศมากกว่า 50 ชาติ เข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างคึกคัก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

แม้ว่าจะไม่เคยมีความชัดเจนว่าจะมีการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมหลังการประชุม World Economic Forum แต่ก็ถือเป็นงานอีเวนต์สำคัญประจำปีที่ต้องจับตามอง โดยสำนักข่าว AP ได้รวบรวมประเด็นที่ต้องติดตามสำหรับการประชุม 4 วันนี้ 

 

1. ใครเข้าร่วมประชุมบ้าง? 

 

ผู้เข้าร่วมที่โดดเด่นที่สุดหนีไม่พ้นเจ้าภาพอย่างประธานคณะกรรมาธิการยุโรปอย่าง อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ตามด้วยตัวแทนทูตด้านสภาพภูมิภาคของสหรัฐฯ อย่าง จอห์น เคอร์รี และประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ โคลอมเบีย และฟิลิปปินส์

 

แน่นอนว่าคนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือตัวแทนจากสองชาติมหาอำนาจเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งและเบอร์สองของโลกอย่างสหรัฐฯ กับจีน 

 

โดยจีนได้ส่ง หลิวเหอ รองนายกรัฐมนตรีเข้าร่วม ซึ่งจะขึ้นกล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมในวันนี้ (17 มกราคม) ก่อนจะเดินทางไปพบปะพูดคุยหารือกับ เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ที่เมืองซูริก ในวันพุธที่ 18 มกราคม โดยทั้งสองจะแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และกระชับความร่วมมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างสหรัฐฯ และจีน ดังนั้นจึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเยลเลนจะไม่เข้าร่วม World Economic Forum ในครั้งนี้ 

 

2. ประเด็นเงินเฟ้อยังถูกหยิบยกมา ‘ถกเถียง’

 

ในส่วนของประเด็นที่ต้องจับตามอง แน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงมีแนวโน้มจะขยับพุ่งขึ้นอีกหลังจากที่ทั่วโลกกลับมาเปิดพรมแดนเดินทางได้ตามปกติกันอีกครั้ง ขณะที่สงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อทำให้ราคาอาหารและพลังงานสูงขึ้น โดยเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ยังคงต้องกัดฟันเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อสูง

 

คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในบล็อกโพสต์ของ IMF เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 มกราคม) ว่าหัวข้อที่ดาวอสในปีนี้คือ “ความร่วมมือในโลกที่แตกเป็นเสี่ยง” โดยมีการแบ่งแยกระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นกำลังทำให้เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยงด้วยการปล่อยให้ “ทุกคนยากจนลงและมีความมั่นคงปลอดภัยน้อยลง” ซึ่งในมุมมองของผู้อำนวยการ IMF เห็นว่า การกระตุ้นให้การค้าทั่วโลกแข็งแกร่งขึ้น จะช่วยประเทศที่เปราะบางในการจัดการกับหนี้ และเพิ่มการดำเนินการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศได้ดีขึ้น 

 

3. Climate Change และพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ 

 

สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญในลำดับแรกสุดย่อมหนีไม่พ้นประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change โดยประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศคือการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นพลังงานสะอาด ซึ่ง อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะนำเสนอแนวทางเกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ความพยายามในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด และรับประกันการเปลี่ยนผ่านที่เท่าเทียมกัน

 

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2022 หลายประเทศดำเนินการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานหมุนเวียน แต่ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ยังคงติดขัดกับการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนผ่าน 

 

ขณะที่ประเด็นร้อนเกี่ยวกับพลังงานสะอาดที่ได้รับความสนใจอย่างมากก็คือ การใช้ประโยชน์จากนิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งจะช่วยปลดล็อกความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของโลกในอนาคต โดยหัวข้อที่พูดคุยกันจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เนื่องจากความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ยังคงต้องอาศัยเวลาอีกหลายสิบปี 

 

ส่วนหัวข้อเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการประชุมเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ และอนาคตของการปกป้องสิ่งแวดล้อม จะทำให้การประชุม World Economic Forum ครั้งนี้มีสีสันมากขึ้น

 

4. วิเคราะห์ตามความเป็นจริงมากขึ้น

 

สำหรับประเด็นสุดท้ายที่ต้องจับตามองก็คือเหล่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลาย เพราะการประชุมของเหล่าชนชั้นสูงมักถูกนักวิจารณ์เบี่ยงประเด็นอยู่เสมอ โดยนักวิจารณ์ส่วนหนึ่งมองว่า การประชุมดังกล่าวขาดความเข้าใจในบริบทความเป็นจริงของแต่ละประเทศ และบรรดานักธุรกิจหรือผู้นำประเทศที่เข้าร่วม มุ่งหวังผลกำไรหรือมีอำนาจมากเกินไปที่จะตอบสนองความต้องการของผู้คนทั่วไปและโลกใบนี้ได้

 

ทั้งนี้ ตลอดการประชุม World Economic Forum บรรดานักวิจารณ์และนักเคลื่อนไหวจะรออยู่นอกศูนย์การประชุมดาวอส เพื่อพยายามให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้นำธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังมากขึ้น 

 

ด้านองค์กรอิสระที่เคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่าง Greenpeace International ยังออกโรงประกาศว่า การประชุมดังกล่าวทำให้โลกร้อนขึ้น เพราะการเดินทางโดยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวหลายร้อยเที่ยวของบรรดา CEO และผู้นำประเทศทั้งหลาย ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากขึ้น ซึ่งประธาน World Economic Forum อย่าง บอร์เก เบรนด์ ยอมรับว่า มีผู้นำรัฐบาลและ CEO บางคนบินด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ก่อนแย้งว่าสาระสำคัญของ World Economic Forum คือการทำให้แน่ใจว่า ผู้นำและนักธุรกิจชั้นนำทั่วโลกมีข้อตกลงร่วมกันในการเคลื่อนไหว และผลักดันเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 

 

อ้างอิง:

The post รวม ‘เรื่องต้องรู้’ ในการประชุม WEF ที่ดาวอส ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำถกเครียด ‘เศรษฐกิจโลก-ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดถนน ซักซ้อมรถนำขบวนผู้นำเข้าร่วมประชุม APEC 23 ประเทศ https://thestandard.co/road-closures-apec-2022/ Thu, 10 Nov 2022 13:55:07 +0000 https://thestandard.co/?p=707454

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) ที่บริเวณถนนราชดำเนิน กองบัญชาการ […]

The post ปิดถนน ซักซ้อมรถนำขบวนผู้นำเข้าร่วมประชุม APEC 23 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (10 พฤศจิกายน) ที่บริเวณถนนราชดำเนิน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรับผิดชอบภารกิจการรักษาความปลอดภัยและจัดการจราจรให้แก่คณะผู้นำประเทศ และผู้เข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APEC 2022) จาก 23 ประเทศ ได้ซักซ้อมรถนำขบวน และการบริหารจัดการจราจร เป็นครั้งที่ 2 แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาคือ 16.30-20.00 น. และ 21.00-03.00 น. ของวันถัดไป (11 พฤศจิกายน)

 

สำหรับเส้นทางที่จะปิดการจราจร ใน 2 ช่วงเวลา ประกอบด้วย 

 

เวลา 16.30-20.00 น. ปิดการจราจร ถนนพิษณุโลก (แยกสวนมิสกวัน-แยกสี่เสาเทเวศร์), ถนนราชดำเนินตลอดสาย (แยกสวนมิสกวัน-แยกผ่านฟ้าลีลาศ-แยกผ่านพิภพ-แยกป้อมเผด็จ), ถนนหน้าพระลาน (ตลอดสาย), ถนนหน้าพระธาตุ (ตลอดสาย), ถนนมหาราช (แยกท่าช้าง-แยกท่าเตียน), ถนนท้ายวัง (ตลอดสาย), ถนนสนามไชย (แยก นรด.-แยกป้อมเผด็จ), สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

 

ส่วนเวลา 21.00-03.00 น. ของวันถัดไป (11 พฤศจิกายน) มีการปิดจราจร 3 ส่วน ประกอบด้วย

 

1. เส้นทาง (พื้นราบ) ฝั่งขึ้น-ลงด่วนพระราม 4 ประกอบด้วย ถนนเพลินจิต (แยกราชประสงค์-แยกเพลินจิต), ถนนสุขุมวิท (แยกเพลินจิต-ซอยสุขุมวิท 22), ถนนราชดำริ (แยกราชประสงค์-แยกศาลาแดง), ถนนวิทยุ (แยกเพลินจิต-แยกวิทยุ), ถนนรัชดาภิเษก (แยกอโศกมนตรี-แยกพระราม 4), ถนนพระราม 4 (แยกศาลาแดง-แยกพระราม 4) และถนนสาทร (แยกวิทยุ-แยกนรินธร)

 

2. เส้นทาง (พื้นราบ) ฝั่งขึ้น-ลงด่วนยมราช ประกอบด้วยถนนเพชรบุรี (แยกอุรุพงษ์-แยกยมราช), ถนนพิษณุโลก (แยกยมราช-แยกสวนมิสกวัน), ถนนราชดำเนินตลอดสาย (แยกสวนมิสกวัน-แยกผ่านฟ้า-แยกผ่านพิภพ-แยกป้อมเผด็จ), ถนนหน้าพระลาน (ตลอดสาย), ถนนหน้าพระธาตุ (ตลอดสาย), ถนนมหาราช (แยกท่าช้าง-แยกท่าเตียน), ถนนท้ายวัง (ตลอดสาย), ถนนสนามไชย (แยก นรด.-แยกป้อมเผด็จ) และสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

 

3. เส้นทางบนทางด่วน ได้แก่ ทางขึ้นด่วนสุรวงศ์, ทางลงด่วนสีลม, ทางลงด่วนอุรุพงษ์, ทางขึ้น-ลงด่วนยมราช, ต่างระดับพญาไท-ต่างระดับมักกะสัน, ทางขึ้น-ลงด่วนเพลินจิต และทางขึ้น-ลงด่วนพระราม 4/2

 

ทั้งนี้ บช.น. ได้แจ้งเส้นทางแนะนำสำหรับประชาชนในช่วงเวลาที่มีการปิดจราจร 2 ช่วงดังกล่าว ดังนี้ 

 

1. เส้นทางแนะนำ (พื้นราบ) ฝั่งขึ้น-ลงด่วนยมราช ตั้งแต่เวลา 16.30-20.00 น. และ 21.00-03.00 น. ของวันถัดไป ประกอบด้วย ถนนราชวิถี, ถนนศรีอยุธยา, ถนนกรุงเกษม, ถนนประชาธิปไตย, ถนนพระสุเมรุ, ถนนดินสอ, ถนนตะนาว, ถนนบำรุงเมือง, ถนนหลานหลวง, ถนนจักรวรรดิ, ถนนเจริญกรุง, ถนนเยาวราช, ถนนจรัญสนิทวงศ์, สะพานซังฮี้, สะพานพระราม 8, สะพานพระพุทธยอดฟ้า และสะพานพระปกเกล้า

 

2. เส้นทางแนะนำ (พื้นราบ) ฝั่งขึ้น-ลงด่วนพระราม 4/2 ช่วงเวลา 21.00-03.00 น. ของวันถัดไป ประกอบด้วย ถนนเพชรบุรี, ถนนพญาไท, ถนนอังรีดูนังต์, ถนนสีลม, ถนนนราธิวาสราชนครินทร์, ถนนจันทน์, ถนนสุนทรโกษา, ซอยทองหล่อ, ซอยเอกมัย, ซอยสุขุมวิท 24, ซอยแสนสบาย และซอยกล้วยน้ำไท

 

The post ปิดถนน ซักซ้อมรถนำขบวนผู้นำเข้าร่วมประชุม APEC 23 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำแอฟริกันเรียกร้องประเทศมั่งคั่งรักษาสัญญา สนับสนุนเงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม https://thestandard.co/environmental-crisis-capital/ Sat, 08 Oct 2022 09:43:35 +0000 https://thestandard.co/?p=693209 PRECOP27

บรรดาผู้นำประเทศในทวีปแอฟริกาเรียกร้องให้ประเทศมั่งคั่ง […]

The post ผู้นำแอฟริกันเรียกร้องประเทศมั่งคั่งรักษาสัญญา สนับสนุนเงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
PRECOP27

บรรดาผู้นำประเทศในทวีปแอฟริกาเรียกร้องให้ประเทศมั่งคั่งรักษาคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าจะสนับสนุนเงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.76 ล้านล้านบาท) สู้วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปี 2009 ขณะเข้าร่วมการประชุม PRECOP27 ที่เมืองกินชาซา ประเทศดีอาร์คองโก เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

โดยชี้ว่า ความช่วยเหลือที่ส่งมอบให้กับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกไม่เคยประสบผลสำเร็จตามที่ให้คำมั่นไว้ว่าประเทศมั่งคั่งในประชาคมโลกจะช่วยกันจัดหางบช่วยเหลือราว 3.76 ล้านล้านบาทต่อปี ภายในปี 2020

 

ความล้มเหลวนี้จะเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะได้รับการพูดคุยหารือในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (#COP27) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-18 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยประเทศอียิปต์เป็นเจ้าภาพ ก่อนที่จะส่งต่อให้ทางการดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จัดการประชุม COP28 ในปี 2023

 

ทางด้าน อมีนะ โมฮัมเหม็ด นักการทูตชาวอังกฤษเชื้อสายไนจีเรีย ที่ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า การลงทุนในแผนปรับตัวต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศของประเทศกำลังพัฒนา นับว่ามีความสำคัญอย่างมากและจะได้รับการหารือในที่ประชุม COP27 ที่จะถึงนี้ โดยคาดว่าจะปรับเงินทุนสนับสนุนการปรับตัวที่เคยหารือกันในเวที COP26 เป็น 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2025 ซึ่งเงินทุนดังกล่าวเป็นเพียงเงินส่วนหนึ่งของเงินสนับสนุนจำนวน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่บรรดาประเทศกำลังพัฒนาจำเป็นจะต้องใช้ในการปรับตัวต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมภายในปี 2030

 

ขณะที่ อีฟ บาไซบา รัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของดีอาร์คองโกชี้ว่า การขาดแคลนเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศจากประเทศที่ร่ำรวยมั่งคั่ง ทำให้ประเทศยากจน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกาตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก อีกทั้งความตกลงที่จะไม่ให้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นเพื่อการพัฒนาประเทศนั้น อาจเท่ากับเป็นการปล่อยให้ลูกหลานของเราตาย เพราะเราต้องปกป้องสิ่งแวดล้อม

 

โดยวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปากีสถานเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติกำลังมีแนวโน้มรุนแรงและยาวนานมากยิ่งขึ้น กระทบต่อชีวิตประชาชนกว่า 33 ล้านคน และอาจมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งๆ ที่ปากีสถานเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลก แต่กลับต้องเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่มีความเสี่ยงสูงมากที่ต้องเผชิญกับผลกระทบจากวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

 

ภาพ: Justin Makangara / Reuters

อ้างอิง:

The post ผู้นำแอฟริกันเรียกร้องประเทศมั่งคั่งรักษาสัญญา สนับสนุนเงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมาชิกราชวงศ์-ผู้นำประเทศ ต่างทยอยร่วมถวายความอาลัยแด่ควีนเอลิซาเบธที่ 2 https://thestandard.co/world-leaders-head-for-queen-elizabeth-ii-funeral/ Mon, 19 Sep 2022 01:57:50 +0000 https://thestandard.co/?p=683330 ควีนเอลิซาเบธที่ 2

วานนี้ (18 กันยายน) บรรดาสมาชิกราชวงศ์ ผู้นำประเทศ และผ […]

The post สมาชิกราชวงศ์-ผู้นำประเทศ ต่างทยอยร่วมถวายความอาลัยแด่ควีนเอลิซาเบธที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ควีนเอลิซาเบธที่ 2

วานนี้ (18 กันยายน) บรรดาสมาชิกราชวงศ์ ผู้นำประเทศ และผู้แทนระดับสูงจำนวนไม่น้อยต่างทยอยร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ณ ห้องโถงเวสต์มินสเตอร์ในกรุงลอนดอน เมืองหลวงของสหราชอาณาจักร ก่อนที่จะเข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพที่จะจัดขึ้นในวันนี้ (19 กันยายน) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะเป็นพระราชพิธีที่จะมีการรวมตัวกันของบรรดาสมาชิกราชวงศ์ต่างๆ รวมถึงผู้นำประเทศและนักการเมืองคนสำคัญมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษของสหราชอาณาจักร

 

ควีนเอลิซาเบธที่ 2

 

สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก แห่งภูฏาน

ภาพ: John Sibley / Pool / AFP

 

สมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์ก (ขวา) พร้อมด้วยเจ้าชายเฟรเดอริก มกุฎราชกุมารแห่งเดนมาร์ก (กลาง)

ภาพ: Sarah Meyssonnier / Pool / AFP

 

สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิปแห่งเบลเยียม พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีมาตีลด์แห่งเบลเยียม

ภาพ: John Sibley / Pool / AFP

 

ควีนเอลิซาเบธที่ 2

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส พร้อมด้วย บริจิตต์ มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งฝรั่งเศส

ภาพ: ภาพ: Sarah Meyssonnier / Pool / AFP

 

โอเลนา เซเลนสกี สตรีหมายเลขหนึ่งยูเครน (คนที่ 2 จากขวา) และคณะเอกอัครราชทูตยูเครนประจำสหราชอาณาจักร เข้าร่วมแทน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนที่จำเป็นต้องบัญชาการการรบอยู่ภายในประเทศ ท่ามกลางไฟสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่กำลังจะเข้าสู่เดือนที่ 7 แล้ว

ภาพ: Joe Giddens / AFP

The post สมาชิกราชวงศ์-ผู้นำประเทศ ต่างทยอยร่วมถวายความอาลัยแด่ควีนเอลิซาเบธที่ 2 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำประเทศที่เผชิญแรงกดดันทางการเมือง ที่เกี่ยวพันกับวิกฤตโควิด 2021 https://thestandard.co/leadership-and-political-pressure/ Wed, 18 Aug 2021 11:01:46 +0000 https://thestandard.co/?p=526516 Leaders of countries

นับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ผู้นำประเทศจำนวนหนึ่งเผชิญแ […]

The post ผู้นำประเทศที่เผชิญแรงกดดันทางการเมือง ที่เกี่ยวพันกับวิกฤตโควิด 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Leaders of countries

นับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา ผู้นำประเทศจำนวนหนึ่งเผชิญแรงกดดันทางการเมือง อันมีสาเหตุที่เกี่ยวพันกับวิกฤตโควิดภายในประเทศเหล่านั้น จนอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ในท้ายที่สุด และนี่คือรายชื่อผู้นำบางส่วนที่เผชิญแรงเสียดทานอย่างหนัก

 

อิกอร์ มาโตวิก นายกรัฐมนตรีสโลวาเกีย ถือเป็นผู้นำประเทศที่เผชิญแรงกดดัน จนทั้งตัวเขาและคณะรัฐบาลประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังจากมีข่าวพัวพันการทุจริตคอร์รัปชันดีลวัคซีนโควิด Sputnik V ของรัสเซียเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับเป็นรัฐบาลแรกในแถบยุโรปที่ต้องยุติบทบาทลง เนื่องด้วยแผนบริหารจัดการวิกฤตโรคระบาดของตน

 

ขณะที่ มูห์ยิดดิน ยัสซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้นำรัฐบาลแล้ว ภายหลังจากที่บริหารจัดการวิกฤตโควิดล้มเหลว ประกอบกับสูญเสียเสียงข้างมากจากฝ่ายนิติบัญญัติในสภา แต่การจะจัดการเลือกตั้งในช่วงเวลานี้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมาเลเซียในช่วงที่โควิดยังคงระบาดอย่างหนัก ยัสซินจะยังคงรักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียต่อไป จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้นำรัฐบาลคนใหม่ หลายฝ่ายเฝ้าจับตาประเด็น ‘นายกพระราชทาน’ ในมาเลเซีย

 

จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ถือเป็นอีกหนึ่งผู้นำรัฐบาลที่เผชิญความท้าทายในการบริหารประเทศในช่วงยุคโควิด ผลกระทบจากภาพถ่ายของทรูโดที่แต่งกายเป็นอะลาดินและทาผิวสีเมื่อราว 20 ปีก่อน ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงประเด็นการเหยียดสีผิว ส่งผลต่อคะแนนความนิยม จนไม่สามารถทำให้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ การผลักดันแผนงานและงบประมาณต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการรับมือโควิด จึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทรูโดจึงตัดสินใจประกาศยุบสภาและเตรียมจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันที่ 20 กันยายนนี้ โดยหวังกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง เพื่อผลักดันแผนรับมือโควิดและกฎหมายสำคัญอื่นๆ

 

ขณะที่ผู้นำบราซิลอย่าง ประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนารู ก็เผชิญแรงเสียดทานอย่างหนัก หวั่นถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เผชิญแรงกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งผู้นำประเทศ หลังบริหารจัดการวิกฤตโควิดผิดพลาด เป็นเหตุให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจำนวนมาก ทั้งยังมีข่าวพัวพันการทุจริตคอร์รัปชันวัคซีน ซึ่งผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนชาวบราซิล โดย Datafolha เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า ชาวบราซิลส่วนใหญ่ 54% สนับสนุนให้มีการถอดถอน ฌาอีร์ โบลโซนารู ให้พ้นจากตำแหน่ง นับเป็นตัวเลขที่สูงมาก นับตั้งแต่เขาก้าวเข้าสู่ตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม 2019

 

ส่วน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ก็เผชิญแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก ประชาชนจำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง หลังบริหารจัดการวิกฤตโควิดล้มเหลว ประชาชนจำนวนมากยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในญัตติสำคัญในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ เบื้องต้นประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อสะสมนับตั้งแต่ 1 เมษายน 2021 เกือบ 1 ล้านรายแล้ว ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยอยู่ที่ราว 2 หมื่นรายต่อวัน ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงทำสถิติใหม่อยู่ที่ 312 รายภายในวันเดียว มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงกว่า 8,000 รายแล้ว

 

Leaders of countries

 

อัปเดตและรวบรวมล่าสุด: 18 สิงหาคม 2021

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

อ้างอิง:

The post ผู้นำประเทศที่เผชิญแรงกดดันทางการเมือง ที่เกี่ยวพันกับวิกฤตโควิด 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
“พระองค์ทำให้ผมนึกถึงแม่” โจ ไบเดน เผยความรู้สึกที่ได้เข้าพบควีนเอลิซาเบธที่ 2 เป็นการส่วนตัว หลังการประชุม G7 https://thestandard.co/biden-private-visit-queen-elizabeth-ii/ Mon, 14 Jun 2021 05:54:10 +0000 https://thestandard.co/?p=499916 queen elizabeth ii

วานนี้ (13 มิถุนายน) โจ ไบเดน และ จิลล์ ไบเดน ประธานาธิ […]

The post “พระองค์ทำให้ผมนึกถึงแม่” โจ ไบเดน เผยความรู้สึกที่ได้เข้าพบควีนเอลิซาเบธที่ 2 เป็นการส่วนตัว หลังการประชุม G7 appeared first on THE STANDARD.

]]>
queen elizabeth ii

วานนี้ (13 มิถุนายน) โจ ไบเดน และ จิลล์ ไบเดน ประธานาธิบดีและสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรเป็นการส่วนตัวที่พระราชวังวินด์เซอร์ ภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 ที่จัดขึ้นที่เมืองคอร์นวอลล์บนเกาะอังกฤษเสร็จสิ้นลงแล้ว 

 

โดย โจ ไบเดน ได้เผยว่า “เราสนทนากันเยอะมาก พระองค์ใจดีมากๆ พระองค์ทำให้ผมนึกถึงแม่ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์และความเอื้ออารีของพระองค์”

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


 

การพบกันครั้งนี้ทำให้ โจ ไบเดน กลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 12 ของสหรัฐฯ ที่มีโอกาสเข้าเฝ้าควีนเอลิซาเบธที่ 2 นับตั้งแต่เธอขึ้นครองราชย์สืบราชบังลังก์อังกฤษในปี 1952 ขณะที่การต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถือเป็นการพบกับผู้นำประเทศเป็นการส่วนพระองค์ครั้งแรกหลังโควิด-19 แพร่ระบาด และนับตั้งแต่เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราชสวามีของพระองค์สิ้นพระชนม์

 

ก่อนหน้านี้ โจ ไบเดน เคยพบกับควีนเอลิซาเบธที่ 2 มาแล้วครั้งหนึ่ง ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ไม่ถึง 10 ปี โดยเมื่อปี 1982 แคทเธอรีน ยูจีเนีย ฟินเนแกน ไบเดน แม่ของ โจ ไบเดน เคยได้ให้คำแนะนำกับเขาให้ระวังเรื่องมารยาทและอย่าลืมโค้งคำนับให้กับควีน การได้กลับมาพบกับควีนอีกครั้งในฐานะผู้นำประเทศ ทำให้เขาหวนนึกถึงเรื่องราวและคำแนะนำต่างๆ ของแม่อีกครั้ง หลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิตลงเมื่อปี 2010

 

“แม่เชื่อในตัวพวกเรา เพราะฉะนั้นเราจึงเชื่อมั่นในตัวของเราเอง ความเข้มแข็งของแม่ที่ไม่สามารถประเมินได้จะอยู่กับพวกเราทุกคนตลอดไป”

 

นอกจากนี้ควีนเอลิซาเบธที่ 2 ยังได้ถาม โจ ไบเดน เกี่ยวกับผู้นำโลกคนอื่นๆ อย่างประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน รวมถึงชีวิตการทำงานภายในทำเนียบขาวหลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการนานเกือบ 5 เดือนแล้ว ขณะที่ โจ ไบเดน ได้ทูลเชิญควีนให้เสด็จฯ เยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในอนาคตอีกด้วย ก่อนที่ โจและจิล ไบเดน จะมุ่งหน้าสู่กรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม เพื่อหารือกับบรรดาชาติพันธมิตรนาโต (NATO) และสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงพบกับปูตินที่สวิตเซอร์แลนด์ ก่อนสิ้นสุดทริปเยือนยุโรปอย่างเป็นทางการ

 

queen elizabeth ii joe biden

queen elizabeth ii joe biden

queen elizabeth ii joe biden

queen elizabeth ii joe biden

 

อ้างอิง:

The post “พระองค์ทำให้ผมนึกถึงแม่” โจ ไบเดน เผยความรู้สึกที่ได้เข้าพบควีนเอลิซาเบธที่ 2 เป็นการส่วนตัว หลังการประชุม G7 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ถอดบทเรียนความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวของ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย https://thestandard.co/india-failed-leader-lesson-off-narendra-modi/ Thu, 06 May 2021 10:21:03 +0000 https://thestandard.co/?p=484989 อินเดียมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ถอดบทเรียนความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวของ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย

วันนี้ (6 พฤษภาคม) สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในป […]

The post อินเดียมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ถอดบทเรียนความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวของ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเดียมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ถอดบทเรียนความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวของ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย

วันนี้ (6 พฤษภาคม) สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างอินเดียยังคงวิกฤต ผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดของ JHU CSSE ระบุว่า มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงถึง 3.82 แสนราย ภายในวันเดียว เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตสูงเป็นสถิติใหม่ที่ 3,780 รายภายในวันเดียว

 

โรงพยาบาลหลายแห่งในอินเดียยังคงประสบปัญหาขาดแคลนเตียง ยารักษา และออกซิเจน เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้หลายประเทศจะเริ่มทยอยส่งความช่วยเหลือแล้วก็ตาม นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของระบบสาธารณสุขในอินเดีย โดยอินเดียมีผู้ติดเชื้อสะสมทะลุ 20 ล้านรายแล้ว เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นับเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 รองจากสหรัฐอเมริกา มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2.26 แสนราย มากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกาและบราซิล

 

อินเดียมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แม้จะมีหลายปัจจัยที่ทำให้วิกฤตการระบาดของโควิด-19 ในอินเดียลุกลามจนถึงปัจจุบัน แต่หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือความเป็นผู้นำของ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย กับบทเรียนความผิดพลาดที่ไม่ควรเดินตาม

 

ภาพที่ 1: ประชาสัมพันธ์ตัวเองในช่วงเวลาวิกฤต

 

 

ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 นเรนทรา โมดี กระตือรือร้นที่จะให้ชื่อและภาพของตนไปเกี่ยวข้องกับแง่มุมเชิงบวกของมาตรการรับมือการแพร่ระบาด ยกตัวอย่างเช่น ชาวอินเดียที่ได้รับการฉีดวัคซีนจะได้รับใบรับรองที่มีใบหน้าของเขาปรากฏอยู่

 

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ กองทุนการกุศลที่รวบรวมเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นั้นใช้ชื่อว่า PM CARES Fund ซึ่งย่อมาจาก Prime Minister’s Citizen Assistance and Relief in Emergency Situations Fund หรือกองทุนช่วยเหลือพลเมืองและบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์ฉุกเฉินของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีภาพของโมดีปรากฏเด่นหราบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกองทุน

 

ด้วยการที่ชื่อและภาพของโมดีไปปรากฏเชื่อมโยงกับมาตรการเหล่านี้ ประกอบกับยอดผู้ติดเชื้อในการระบาดรอบแรกไม่เลวร้ายรุนแรงอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนหวาดกลัว และการที่อินเดียสามารถผลิตวัคซีนได้เองในประเทศ จึงดูเหมือนว่าการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของอินเดียจะเป็นชัยชนะของโมดีในแง่ของการประชาสัมพันธ์ตัวเอง 

 

ยิ่งไปกว่านั้นอินเดียยังวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ด้วยการส่งออกวัคซีนมากกว่า 66 ล้านโดส แทนที่จะเป็นประเทศที่รอคอยความช่วยเหลือ

 

“อินเดียช่วยโลก ช่วยมนุษยชาติจากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ด้วยการควบคุมโคโรนาไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพ” โมดีกล่าวในการประชุม World Economic Forum เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา

 

เนื่องจากประชาชนจำนวนมากในอินเดียรู้สึกว่าการแพร่ระบาดนั้นสิ้นสุดลงแล้ว การเข้ารับการฉีดวัคซีนจึงช้ากว่าที่คาดไว้ และจากข้อเท็จจริงที่ว่าประมาณ 300 ล้านคนของประชากร 1.3 พันล้านคนในอินเดีย เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาอาจไม่ทราบว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาบ้าง 

 

“คุณไม่สามารถตำหนิคนที่คิดว่า ‘รัฐบาลอาจจะรู้ดีที่สุด บางทีสิ่งต่างๆ อาจกลับมาเป็นปกติ บางทีเราควรออกไปใช้ชีวิตตามปกติของเรา’” ประทีป ทาเนจา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเอเชียจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น และเป็นนักวิจัยของสถาบันอินเดีย-ออสเตรเลีย กล่าว

 

ภาพที่ 2: ประกาศชัยชนะเร็วเกินไป

 

 

แท้จริงแล้วการแพร่ระบาดในอินเดียยังห่างไกลจากคำว่าสิ้นสุด เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตามพรรค BJP ยังคงอ้างว่าอินเดีย ‘เอาชนะโควิด-19 ภายใต้ความเป็นผู้นำที่มีความสามารถ อ่อนไหว มุ่งมั่น และมีวิสัยทัศน์’ ของโมดี

 

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม อินเดียรายงานตัวเลขผู้ป่วยใหม่รายวันประมาณ 18,000 ราย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า อินเดียกำลังอยู่ในช่วงท้ายของการต่อสู้กับโควิด-19 และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม หรือหนึ่งวันก่อนที่ทางการจะรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 81,000 รายในวันเดียว หรรษ วรรธน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอินเดียกล่าว “สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม”

 

ท่ามกลางเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่ตรวจพบในต่างประเทศ นักระบาดวิทยาในอินเดียเชื่อว่าการระบาดระลอกที่ 2 ในประเทศกำลังจะมาถึง อย่างไรก็ดี รามนัน ลักษมีนรายัน นักเศรษฐศาสตร์และนักระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในนิวเดลี กล่าวว่า แม้การระบาดระลอกสองเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนประหลาดใจ 

 

ประทีป ทาเนจา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเอเชีย กล่าวว่า “โมดีนิ่งนอนใจ ถึงขั้นหยิ่งผยองที่คิดว่าอินเดียประสบความสำเร็จ ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่มีระบบสุขภาพเข้มแข็งกว่ามากกำลังดิ้นรนต่อสู้กับโรคนี้”

 

ภาพที่ 3: ไม่ล็อกดาวน์เพราะกลัวเสียคะแนนเสียง

 

 

ในขณะที่ยอดผู้ป่วยของอินเดียพุ่งขึ้นไม่หยุด โมดีกลับยังคงนิ่งเงียบเสียเป็นส่วนใหญ่ และไม่มีการประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศครั้งที่ 2 อย่างที่หลายคนคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น 

 

“ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลของพวกเขาจะทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่ารัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบและดูแลสิ่งต่างๆ …แต่รัฐบาลเกือบจะไม่ลงมือทำอะไรเลย” ประทีป ทาเนจา กล่าว “ตอนนี้ที่อินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดในช่วงชีวิตของผม นายกรัฐมนตรีอยู่ที่ไหน”

แต่ถึงแม้จะมีอำนาจอยู่ในมือ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าโมดียังคงกังวลว่าเขาอาจจะสูญเสียคะแนนสนับสนุน หากมีการประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศอีกครั้ง

 

ก่อนหน้าการระบาดระลอกล่าสุด เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2020 โมดีประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งที่ในเวลานั้นอินเดียรายงานตัวเลขผู้ป่วยเพียง 519 ราย มาตรการล็อกดาวน์ครั้งนั้นส่งผลให้รถประจำทางและรถไฟหยุดให้บริการ ห้ามเดินทางข้ามรัฐ และประชาชนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้าน เว้นแต่จะออกไปซื้ออาหารหรือของใช้จำเป็น บางคนถึงกับกล่าวว่ามาตรการล็อกดาวน์ของอินเดียเป็นการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดที่สุดในโลก

 

การล็อกดาวน์ดังกล่าวกินเวลาหลายเดือนในบางพื้นที่ของประเทศ แม้ว่าในที่สุดแล้วยอดติดเชื้อจะลดลงหลังจากถึงจุดสูงสุดในเดือนกันยายน แต่การล็อกดาวน์ที่ยาวนานส่งผลกระทบต่อแรงงานหลายล้านคนในอินเดียที่ได้รับค่าแรงเป็นรายวัน เศรษฐกิจของประเทศหดตัวลงเป็นประวัติการณ์ 24% ในไตรมาสที่ 2 และ GDP หดตัวโดยรวม 6.9% ในปีที่แล้ว

 

เมื่อมาถึงคราวระบาดรอบสองที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ โมดีสนับสนุนให้กำหนด ‘เขตควบคุมขนาดเล็ก’ (Micro Containment Zone) แทนการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการบังคับใช้ข้อจำกัดต่างๆ ในพื้นที่ที่มีความน่ากังวล และขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐที่จะตัดสินใจว่าจะบังคับใช้เมื่อใดและอย่างไร ซึ่งจนถึงขณะนี้มีอย่างน้อย 8 รัฐและดินแดนของอินเดียที่ประกาศล็อกดาวน์บางรูปแบบ ตั้งแต่เคอร์ฟิวในรัฐกรณาฏกะและคุชราต ไปจนถึงการล็อกดาวน์เต็มรูปแบบในนิวเดลี

 

ราจีฟ ซาดานันดัน อดีตข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขของรัฐเกรละ และซีอีโอของ Health Systems Transformation Platform ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร กล่าวว่า สาเหตุที่โมดีไม่ประกาศล็อกดาวน์นั้นเข้าใจง่ายมาก นั่นคือ ‘ครั้งที่แล้วการล็อกดาวน์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นความล้มเหลว’ เพราะมาตรการดังกล่าวสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และสร้างความเดือดร้อนให้กับคนยากจน

 

ภาพที่ 4: ขาดการเตรียมความพร้อม

 

 

ในขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ของอินเดียค่อนข้างน่าเบาใจเมื่อช่วงต้นปีนี้ โมดีควรเตรียมประเทศให้พร้อมสำหรับการสู้รบกับโควิด-19 ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการอุดช่องว่างด้านบริการสุขภาพ

 

ประทีป ทาเนจา กล่าวว่า รัฐบาลประมาทที่ไม่เตรียมรับมือกับการระบาดระลอกใหม่ ทั้งที่มีบทเรียนจากประเทศอื่นๆ ที่มีระบบบริการสุขภาพที่ดีกว่า

 

ทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษต่างก็ถูกโควิด-19 เล่นงานในระลอกที่ 2 หนักกว่าระลอกแรก ถึงแม้จะมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ตาม ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาการค้าของทำเนียบขาว กล่าวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ เตรียมรับมือการระบาดระลอกที่ 2 ด้วยการเติมอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือให้พร้อม 

 

แม้สื่อท้องถิ่นในอินเดียรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้เตือนถึงการขาดแคลนออกซิเจนในเดือนเมษายนปีที่แล้วและอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการใดๆ อย่างไรก็ตามการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดความพร้อมของรัฐบาลอินเดียนั้นไม่ได้พุ่งเป้าไปที่โมดีเพียงคนเดียว แต่ยังหมายรวมถึงระบบสาธารณสุขของอินเดียที่หยุดนิ่งมานานหลายทศวรรษก่อนที่โมดีจะเข้ามารับตำแหน่ง

 

ซาดานันดัน อดีตเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐเกรละ กล่าวว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดียไม่มีระบบเฝ้าระวังที่เพียงพอในการติดตามการระบาด แต่สำหรับเขานั่นเป็นความล้มเหลวในระดับรัฐไม่ใช่รัฐบาลกลาง เนื่องจากสุขภาพเป็นปัญหาของรัฐ “ผมไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเราเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้วจากการแพร่ระบาดหลายครั้งก่อนหน้านี้”

 

อย่างไรก็ตามนักวิจารณ์กล่าวว่า แม้ผู้นำของแต่ละรัฐมีส่วนที่จะต้องรับผิด แต่หากโมดีจะรับเอาความดีความชอบสำหรับชัยชนะในการคุมการระบาดรอบแรกในประเทศ เขาก็ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการแพร่ระบาดระลอกสองด้วยเช่นกัน

 

ภาพที่ 5: เป็นแบบอย่างที่ล้มเหลว

 

 

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ก่อนการเลือกตั้งระดับรัฐ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งไม่สวมหน้ากากอนามัย กล่าวกับบรรดาผู้สนับสนุนที่มาร่วมชุมนุมฟังการปราศรัยของเขาว่า “ผมไม่เคยเห็นฝูงชนมาฟังการปราศรัยมากเช่นนี้มาก่อน”

 

การชุมนุมปราศรัยทางการเมืองยังคงจัดขึ้น ทั้งๆ ที่อินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านสาธารณสุขและมนุษยธรรม โดยในวันดังกล่าวอินเดียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 261,000 ราย ซึ่งมากกว่าทุกประเทศในโลก

 

ความเป็นที่นิยมชมชอบและชื่อเสียงที่ไม่ธรรมดาของโมดีนั้นหมายความว่าการกระทำของเขามีอำนาจและมีอิทธิพลต่อคนจำนวนมาก ดังนั้นการมองข้ามความเสี่ยงของการแพร่ระบาดอาจส่งผลต่อการกระทำของผู้ติดตามหลายล้านคนทั่วประเทศ และนั่นจึงเป็นสาเหตุให้เมื่อช่วงต้นปีนี้ผู้คนจำนวนมากในอินเดียเลิกสวมหน้ากากอนามัย และไม่มีใครสนใจที่จะปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอีกต่อไป

 

ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่ามหันตภัยโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศจะทำให้โมดีเสื่อมเสียชื่อเสียงลงหรือไม่ โดยขณะนี้ยังมีเวลาอีก 3 ปีก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า และโมดียังไม่มีผู้ท้าชิงที่เด่นชัดในตอนนี้

 

แต่ ประทีป ทาเนจา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเอเชีย คาดหวังว่าจะได้เห็นประชาชนชาวอินเดียประเมินรัฐบาลของโมดีเสียใหม่

 

“เราไม่สามารถกล่าวโทษใครเพียงคนเดียวสำหรับหายนะที่เกิดขึ้นกับอินเดีย แต่ถ้าคุณเป็นนายกรัฐมนตรี ความรับผิดชอบหลักก็ต้องตกอยู่กับคุณแน่นอนอยู่แล้ว” เขากล่าว

 

บาร์คา ดัตต์ คอลัมนิสต์ของ The Washington Post ซึ่งพ่อของเธอเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 เมื่อไม่กี่วันก่อน เปิดเผยว่า คำพูดสุดท้ายของพ่อของเธอคือ “ผมสำลัก โปรดรักษาผมด้วย” เธอรู้สึกโกรธและถูกทรยศ ในขณะที่ผู้คนทั่วอินเดียกำลังต่อสู้กับไวรัส แต่นักการเมืองกลับยังคงเดินหน้าจัดการชุมนุมปราศรัยหาเสียง ดัตต์อธิบายถึงรัฐบาลของโมดีว่า ‘อำมหิต’ ‘หูหนวก’ และ ‘ไม่ยอมรับรู้อะไรเลย’

 

อ่านต่อ: 

 

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

 

อ้างอิง: 

The post อินเดียมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ถอดบทเรียนความเป็นผู้นำที่ล้มเหลวของ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความผิดที่ผู้นำ? นักวิจารณ์ชี้วิกฤตโควิด-19 ในอินเดียอาจไม่ถึงขั้นหายนะ หากนายกฯ ใส่ใจคำเตือน https://thestandard.co/leaders-fault-catastrophic-warnings-india-covid-19-crisis/ Mon, 03 May 2021 03:22:31 +0000 https://thestandard.co/?p=483345 ความผิดที่ผู้นำ? นักวิจารณ์ชี้วิกฤตโควิด-19 ในอินเดียอาจไม่ถึงขั้นหายนะ หากนายกฯ ใส่ใจคำเตือน

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ก่อนการเลือกตั้งระดับรัฐ นเรนทรา […]

The post ความผิดที่ผู้นำ? นักวิจารณ์ชี้วิกฤตโควิด-19 ในอินเดียอาจไม่ถึงขั้นหายนะ หากนายกฯ ใส่ใจคำเตือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความผิดที่ผู้นำ? นักวิจารณ์ชี้วิกฤตโควิด-19 ในอินเดียอาจไม่ถึงขั้นหายนะ หากนายกฯ ใส่ใจคำเตือน

เมื่อวันที่ 17 เมษายน ก่อนการเลือกตั้งระดับรัฐ นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ซึ่งไม่สวมหน้ากากอนามัย กล่าวกับบรรดาผู้สนับสนุนที่มาร่วมชุมนุมฟังการปราศรัยของเขาว่า “ผมไม่เคยเห็นฝูงชนมาฟังการปราศรัยมากเช่นนี้มาก่อน”

 

การชุมนุมปราศรัยทางการเมืองยังคงจัดขึ้น ทั้งๆ ที่อินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านสาธารณสุขและมนุษยธรรม โดยในวันดังกล่าว อินเดียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 261,000 ราย ซึ่งมากกว่าทุกประเทศในโลก

 

และสถานการณ์มีแต่แย่ลง โดยในแต่ละวันนับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน อินเดียรายงานผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 300,000 รายต่อวัน ซึ่งมากกว่าตัวเลขผู้ป่วยรายวันที่มีการรายงานทั่วโลกถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่กรุงนิวเดลี เมืองหลวง กำลังขาดแคลนฟืนสำหรับเผาศพ โรงพยาบาลเต็มและขาดออกซิเจน และมีประชากรเพียง 2% เท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบแล้ว ส่งผลให้ผู้นำต่างประเทศต้องเร่งให้ความช่วยเหลืออินเดีย

 

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นเรนทรา ทาเนจา โฆษกพรรคชาตินิยมฮินดู ภารติยะ ชนะตะ (BJP) ของโมดี ยอมรับว่าการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่สองในอินเดียย่อมต้องเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเป็นอันดับแรก แต่ขณะเดียวกันก็กล่าวปกป้องรัฐบาลว่า วิกฤตนี้ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ แม้จะมีหลายประเทศที่ต้องต่อสู้กับการระบาดระลอกที่สองเช่นกัน เนื่องจากมีไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ๆ ผุดขึ้นทั่วโลก

 

ขณะที่คนอื่นๆ ในแวดวงของโมดีโต้แย้งว่า หากจะหาคนรับผิดชอบในเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นรัฐบาลระดับรัฐที่ไม่ประกาศล็อกดาวน์ในภูมิภาค และจัดการระบบบริการสุขภาพของตนผิดพลาด โดยหรรษ วรรธน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของอินเดียกล่าวว่า ปัญหาการขาดแคลนออกซิเจนในโรงพยาบาลไม่ได้เกิดจากการจัดหา แต่อยู่ที่การแจกจ่าย แบ่งสันปันส่วน ซึ่งรัฐมนตรีสาธารณสุขอ้างว่าเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลระดับรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม หลายคนในอินเดียยังคงเชื่อว่าความรับผิดชอบเป็นของโมดีและรัฐบาลชาตินิยมฮินดูของเขา ซึ่งนอกจากจะไม่เตรียมพร้อมสำหรับการระบาดระลอกใหม่แล้ว ยังสนับสนุนให้มีการชุมนุมทางการเมืองและการรวมกลุ่มขนาดใหญ่ในเทศกาลของชาวฮินดู

 

“รัฐบาลทำให้เราทุกคนผิดหวัง” ปริยันกา คานธี วาทรา เลขาธิการทั่วไปของพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (Indian National Congress) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน กล่าวในแถลงการณ์สัปดาห์นี้

 

การประชาสัมพันธ์ตัวเองของโมดีในช่วงของการแพร่ระบาด

 

โมดีกระตือรือร้นที่จะให้ชื่อและภาพของตนไปเกี่ยวข้องกับแง่มุมเชิงบวกของมาตรการรับมือการแพร่ระบาด ยกตัวอย่างเช่น ชาวอินเดียที่ได้รับการฉีดวัคซีนจะได้รับใบรับรองที่มีใบหน้าของเขาปรากฏอยู่

 

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ กองทุนการกุศลที่รวบรวมเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นั้นใช้ชื่อว่า PM Cares ซึ่งย่อมาจาก Prime Minister’s Citizen Assistance and Relief in Emergency Situations Fund หรือ กองทุนช่วยเหลือพลเมืองและบรรเทาทุกข์ในสถานการณ์ฉุกเฉินของนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีภาพของโมดีปรากฏเด่นหราบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกองทุน

 

ด้วยการที่ชื่อและภาพของโมดีไปปรากฏเชื่อมโยงกับมาตรการเหล่านี้ ประกอบกับยอดผู้ติดเชื้อในการระบาดรอบแรกไม่เลวร้ายรุนแรงอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนหวาดกลัว และการที่อินเดียสามารถผลิตวัคซีนได้เองในประเทศ จึงดูเหมือนว่าการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของอินเดียจะเป็นชัยชนะของโมดีในแง่ของการประชาสัมพันธ์ตัวเอง 

 

ยิ่งไปกว่านั้น อินเดียยังวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ด้วยการส่งออกวัคซีนมากกว่า 66 ล้านโดส แทนที่จะเป็นประเทศที่รอคอยความช่วยเหลือ

 

“อินเดียช่วยโลก ช่วยมนุษยชาติจากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ด้วยการควบคุมโคโรนาไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพ” โมดีกล่าวในการประชุม World Economic Forum เมื่อวันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา

 

เนื่องจากประชาชนจำนวนมากในอินเดียรู้สึกว่าการแพร่ระบาดนั้นสิ้นสุดลงแล้ว การเข้ารับการฉีดวัคซีนจึงช้ากว่าที่คาดไว้ และจากข้อเท็จจริงที่ว่าประมาณ 300 ล้านคนของประชากร 1.3 พันล้านคนในอินเดีย เป็นผู้ที่ไม่รู้หนังสือ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาอาจไม่ทราบว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขาบ้าง 

 

“คุณไม่สามารถตำหนิคนที่คิดว่า ‘รัฐบาลอาจจะรู้ดีที่สุด บางทีสิ่งต่างๆ อาจกลับมาเป็นปกติ บางทีเราควรออกไปใช้ชีวิตตามปกติของเรา’” ประทีป ทาเนจา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเอเชียจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น และเป็นนักวิจัยของสถาบันอินเดีย-ออสเตรเลีย กล่าว

 

แต่แท้จริงแล้วการแพร่ระบาดยังห่างไกลจากคำว่าสิ้นสุด เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม พรรค BJP ยังคงอ้างว่าอินเดีย “เอาชนะโควิด-19 ภายใต้ความเป็นผู้นำที่มีความสามารถ อ่อนไหว มุ่งมั่น และมีวิสัยทัศน์” ของโมดี

 

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม อินเดียรายงานตัวเลขผู้ป่วยใหม่รายวันประมาณ 18,000 ราย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า อินเดียกำลังอยู่ในช่วงท้ายของการต่อสู้กับโควิด-19 และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม หรือหนึ่งวันก่อนที่ทางการจะรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 81,000 รายในวันเดียว วรรธนกล่าวว่า “สถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม”

 

ท่ามกลางเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ที่ตรวจพบในต่างประเทศ นักระบาดวิทยาในอินเดียเชื่อว่าการระบาดระลอกที่สองในประเทศกำลังจะมาถึง อย่างไรก็ดี รามนัน ลักษมีนรายัน นักเศรษฐศาสตร์และนักระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ซึ่งขณะนี้อยู่ในนิวเดลี กล่าวว่า แม้การระบาดระลอกสองเป็นสถานการณ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนประหลาดใจ 

 

ประทีป ทาเนจา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเอเชีย กล่าวว่า “โมดีนิ่งนอนใจ ถึงขั้นหยิ่งผยองที่คิดว่าอินเดียประสบความสำเร็จ ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่มีระบบสุขภาพเข้มแข็งกว่ามากกำลังดิ้นรนต่อสู้กับโรคนี้”

 

การระบาดระลอกสองจุดชนวนคลื่นความโกรธ

 

ในขณะที่ยอดผู้ป่วยของอินเดียพุ่งขึ้นไม่หยุด โมดีกลับยังคงนิ่งเงียบเสียเป็นส่วนใหญ่ และไม่มีการประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศครั้งที่สองอย่างที่หลายคนคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น 

 

การเฉยเมยของโมดีได้จุดชนวนให้เกิดคลื่นความโกรธ กระตุ้นให้ประชาชนจำนวนมากพากันแชร์แฮชแท็กบน Twitter เช่น #ModiMustResign และ #ModiMadeDisaster สื่อท้องถิ่นรายงานว่า นาฟจอต ดาฮียา รองประธานสมาคมการแพทย์อินเดีย เรียกโมดีว่าเป็น ‘ซูเปอร์สเปรดเดอร์’ จากการที่เขาปล่อยให้มีการจัดการชุมนุมทางการเมือง และอนุญาตให้ผู้แสวงบุญหลายล้านคนหลั่งไหลมาที่เมืองหริทวารทางตอนเหนือของอินเดีย เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลกุมภเมลา (Kumbh Mela) ของศาสนาฮินดู 

 

“ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลของพวกเขาจะทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่ารัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบและดูแลสิ่งต่างๆ… แต่รัฐบาลเกือบจะไม่ลงมือทำอะไรเลย” ประทีป ทาเนจา กล่าว “ตอนนี้ที่อินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดในช่วงชีวิตของผม นายกรัฐมนตรีอยู่ที่ไหน”

 

อาซิม อาลี นักวิจัยที่ศูนย์วิจัยนโยบายในเดลี กล่าวว่า คำวิจารณ์ที่มีต่อโมดีถือเป็นเรื่องไม่ธรรมดาในประเทศที่หลายคนมองว่าเขาเป็น ‘นักบุญ’ ผู้ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติอยู่เสมอ การชนะเลือกตั้งสมัยที่สองอย่างถล่มทลายในปี 2019 ของโมดี ทำให้เขาได้ครองตำแหน่งต่อไปอีก 5 ปี และมีอำนาจท่วมท้นในการผลักดันนโยบายของพรรคชาตินิยมฮินดูในประเทศที่ประชากร 80% นับถือศาสนาฮินดู

 

แต่ถึงแม้จะมีอำนาจอยู่ในมือ ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า โมดียังคงกังวลว่าเขาอาจจะสูญเสียคะแนนสนับสนุน หากมีการประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศอีกครั้ง

 

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2020 โมดีประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งที่ในเวลานั้นอินเดียรายงานตัวเลขผู้ป่วยเพียง 519 ราย มาตรการล็อกดาวน์ส่งผลให้รถประจำทางและรถไฟหยุดให้บริการ ห้ามเดินทางข้ามรัฐ และประชาชนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากบ้าน เว้นแต่จะออกไปซื้ออาหารหรือของใช้จำเป็น บางคนถึงกับกล่าวว่ามาตรการล็อกดาวน์ของอินเดียเป็นการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดที่สุดในโลก

 

การล็อกดาวน์ดังกล่าวกินเวลาหลายเดือนในบางพื้นที่ของประเทศ แม้ว่าในที่สุดแล้วยอดติดเชื้อจะลดลงหลังจากถึงจุดสูงสุดในเดือนกันยายน แต่การล็อกดาวน์ที่ยาวนานส่งผลกระทบต่อแรงงานหลายล้านคนในอินเดียที่ได้รับค่าแรงเป็นรายวัน เศรษฐกิจของประเทศหดตัวลงเป็นประวัติการณ์ 24% ในไตรมาสที่สอง และ GDP หดตัวโดยรวม 6.9% ในปีที่แล้ว

 

เมื่อมาถึงคราวระบาดรอบสองที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ โมดีสนับสนุนให้กำหนด ‘เขตควบคุมขนาดเล็ก’ (Micro Containment Zone) แทนการล็อกดาวน์ทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการบังคับใช้ข้อจำกัดต่างๆ ในพื้นที่ที่มีความน่ากังวล และขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐที่จะตัดสินใจว่าจะบังคับใช้เมื่อใดและอย่างไร ซึ่งจนถึงขณะนี้มีอย่างน้อย 8 รัฐและดินแดนของอินเดียที่ประกาศล็อกดาวน์บางรูปแบบ ตั้งแต่เคอร์ฟิวในรัฐกรณาฏกะและรัฐคุชราต ไปจนถึงการล็อกดาวน์เต็มรูปแบบในนิวเดลี

 

ราจีฟ ซาดานันดัน อดีตข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขของรัฐเกรละ และซีอีโอของ Health Systems Transformation Platform ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร กล่าวว่า สาเหตุที่โมดีไม่ประกาศล็อกดาวน์นั้นเข้าใจง่ายมาก นั่นคือ ‘ครั้งที่แล้วการล็อกดาวน์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นความล้มเหลว’ เพราะมาตรการดังกล่าวสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล และสร้างความเดือดร้อนให้กับคนยากจน

 

นอกจากนี้ การเลือกตั้งสภานิติบัญญัติที่จัดขึ้นในเดือนที่ผ่านมาในรัฐอัสสัม รัฐเบงกอลตะวันตก รัฐเกรละ รัฐทมิฬนาฑู และดินแดนสหภาพปูดูเชร์รีอาจเป็นปัจจัยหนึ่งเช่นกัน โดยสองรัฐเป็นฐานเสียงของพรรค BJP ในขณะที่รัฐเบงกอลตะวันตกเป็นรัฐที่มีการขับเคี่ยวกันอย่างสูสี เมื่อถูกถามว่าเหตุใด BJP จึงยังคงจัดการปราศรัยหาเสียงต่อไป โฆษกของพรรคตอบว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ‘อิสระ’ ของอินเดียอนุญาตให้กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งดำเนินต่อไปได้

 

ขาดการเตรียมความพร้อม

 

ในขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ของอินเดียค่อนข้างน่าเบาใจเมื่อช่วงต้นปีนี้ โมดีควรเตรียมประเทศให้พร้อมสำหรับการสู้รบกับโควิด-19 ระลอกใหม่ที่อาจเกิดขึ้น ด้วยการอุดช่องว่างด้านบริการสุขภาพ

 

ประทีป ทาเนจา กล่าวว่า รัฐบาลประมาทที่ไม่เตรียมรับมือกับการระบาดระลอกใหม่ ทั้งที่มีบทเรียนจากประเทศอื่นๆ ที่มีระบบบริการสุขภาพที่ดีกว่า

 

ทั้งสหรัฐฯ และอังกฤษต่างก็ถูกโควิด-19 เล่นงานในระลอกที่สองหนักกว่าระลอกแรก ถึงแม้จะมีคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ตาม ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาการค้าของทำเนียบขาว กล่าวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ เตรียมรับมือการระบาดระลอกที่สองด้วยการเติมอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือให้พร้อม 

 

แม้สื่อท้องถิ่นในอินเดียรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้เตือนถึงการขาดแคลนออกซิเจนในเดือนเมษายนปีที่แล้วและอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ดำเนินการใดๆ อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดความพร้อมของรัฐบาลอินเดียนั้น ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่โมดีเพียงคนเดียว

 

ในเดือนเมษายน สื่อท้องถิ่น The Caravan รายงานว่า คณะทำงานด้านวิทยาศาสตร์แห่งชาติของประเทศ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้คำแนะนำรัฐบาลกลางเกี่ยวกับวิธีรับมือกับการระบาดของโรค ไม่ได้จัดการประชุมในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม ทั้งที่ในเวลานั้นจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นมากกว่าหกเท่า 

 

อีกทั้งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ระบบสุขภาพของอินเดียได้รับการสนับสนุนเงินทุนไม่เพียงพอ ข้อมูลจากของธนาคารโลกระบุว่า ในปี 2018 ค่าใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพของอินเดียคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.5% ของ GDP  ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 10% และต่ำกว่าในสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 17% ในสหรัฐฯ นอกจากนี้ อินเดียมีแพทย์ 0.9 คนต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 1.6 และ 2.6 ในสหรัฐฯ

 

ฮาร์ช แมนเดอร์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ระบบสาธารณสุขของอินเดียหยุดนิ่งมานานหลายทศวรรษก่อนที่โมดีจะเข้ามารับตำแหน่ง

 

ซารานันดัน อดีตเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐเกรละ กล่าวว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดียไม่มีระบบเฝ้าระวังที่เพียงพอในการติดตามการระบาด แต่สำหรับเขา นั่นเป็นความล้มเหลวในระดับรัฐ ไม่ใช่รัฐบาลกลาง เนื่องจากสุขภาพเป็นปัญหาของรัฐ “ผมไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเราเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้วจากการแพร่ระบาดหลายครั้งก่อนหน้านี้”

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์กล่าวว่า แม้ผู้นำของแต่ละรัฐมีส่วนที่จะต้องรับผิด แต่หากโมดีจะรับเอาความดีความชอบสำหรับชัยชนะในการคุมการระบาดรอบแรกในประเทศ เขาก็ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวในการแพร่ระบาดระลอกสองด้วยเช่นกัน

 

ความเป็นที่นิยมชมชอบและชื่อเสียงที่ไม่ธรรมดาของโมดีนั้นหมายความว่าการกระทำของเขามีอำนาจและมีอิทธิพลต่อคนจำนวนมาก ดังนั้น การมองข้ามความเสี่ยงของการแพร่ระบาดอาจส่งผลต่อการกระทำของผู้ติดตามหลายล้านคนทั่วประเทศ และนั่นจึงเป็นสาเหตุให้เมื่อช่วงต้นปีนี้ ผู้คนจำนวนมากในอินเดียเลิกสวมหน้ากากอนามัย และไม่มีใครสนใจที่จะปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอีกต่อไป

 

ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่า มหันตภัยโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศจะทำให้โมดีเสื่อมเสียชื่อเสียงลงหรือไม่ โดยขณะนี้ยังมีเวลาอีกสามปีก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า และโมดียังไม่มีผู้ท้าชิงที่เด่นชัดในตอนนี้

 

แต่ประทีป ทาเนจา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเอเชีย คาดหวังว่าจะได้เห็นประชาชนชาวอินเดียประเมินรัฐบาลของโมดีเสียใหม่

 

“เราไม่สามารถกล่าวโทษใครเพียงคนเดียวสำหรับหายนะที่เกิดขึ้นกับอินเดีย แต่ถ้าคุณเป็นนายกรัฐมนตรี ความรับผิดชอบหลักก็ต้องตกอยู่กับคุณแน่นอนอยู่แล้ว” เขากล่าว

 

บาร์คา ดัตต์ คอลัมนิสต์ของ The Washington Post ซึ่งพ่อของเธอเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 เมื่อไม่กี่วันก่อน เปิดเผยว่า คำพูดสุดท้ายของพ่อของเธอคือ “ผมสำลัก โปรดรักษาผมด้วย” เธอรู้สึกโกรธและรู้สึกถูกทรยศ ที่ในขณะที่ผู้คนทั่วอินเดียกำลังต่อสู้กับไวรัส แต่นักการเมืองกลับยังคงเดินหน้าจัดการชุมนุมปราศรัยหาเสียง ดัตต์อธิบายถึงรัฐบาลของโมดีว่า ‘อำมหิต’ ‘หูหนวก’ และ ‘ไม่ยอมรับรู้อะไรเลย’

 

เธอกล่าวว่าระบบบริการสุขภาพพังทลายลงอย่างชัดเจน แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของแพทย์ โรงพยาบาล หรือบุคลากรด่านหน้า

 

“เราพังเพราะรัฐบาลที่ไม่คิดจะจัดทำแผนฉุกเฉินสำหรับรับมือการระบาดระลอกที่สอง” เธอกล่าว “มีใครจะรับผิดชอบต่อคนนับพันที่กำลังจะตาย?”

 

ภาพ: Dipa Chakraborty / Pacific Press / LightRocket via Getty Images

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post ความผิดที่ผู้นำ? นักวิจารณ์ชี้วิกฤตโควิด-19 ในอินเดียอาจไม่ถึงขั้นหายนะ หากนายกฯ ใส่ใจคำเตือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำประเทศไหนฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนแล้วบ้าง https://thestandard.co/list-world-leaders-vaccinated-against-covid-19/ Wed, 24 Feb 2021 14:36:13 +0000 https://thestandard.co/?p=459058 ผู้นำประเทศไหนฉีดวัคซีนต้านโควิด-19

นี่คือผู้นำประเทศบางส่วนที่ได้รับ และเตรียมเข้ารับการฉี […]

The post ผู้นำประเทศไหนฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนแล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำประเทศไหนฉีดวัคซีนต้านโควิด-19

นี่คือผู้นำประเทศบางส่วนที่ได้รับ และเตรียมเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนภายในประเทศว่า วัคซีนต้านโควิด-19 ที่รัฐจัดหามานั้นมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำประเทศคนแรกๆ ที่เข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 หลังได้รับอนุมัติให้ใช้งานเป็นกรณีฉุกเฉินได้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 ที่ผ่านมา 

 

นอกจากนี้ยังมีผู้นำอีกหลายประเทศที่ทยอยเข้ารับการฉีดวัคซีน เช่น เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ผู้นำประเทศที่มีสัดส่วนประชากรเข้ารับวัคซีนต้านโควิด-19 มากที่สุดขณะนี้ ประชากรกว่าครึ่งหนึ่งจากทั้งหมดราว 9.3 ล้านราย เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 โดส รวมถึง ออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาประเทศเมียนมา ที่มีข่าวได้รับการฉีดวัคซีนเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายหลังถูกกองทัพรัฐประหารและควบคุมตัวอยู่ภายในบ้านพัก ส่วนลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ และโจโก วีโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ก็เป็นผู้นำประเทศในย่านอาเซียนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนแล้วจาก Pfizer-BioNTech และ Sinovac ตามลำดับ

 

ขณะที่ผู้นำอีก 2 ชาติในย่านอาเซียนที่กำลังเตรียมเข้ารับการฉีดวัคซีนได้แก่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ที่คาดว่าจะเข้ารับวัคซีน AstraZeneca-Oxford ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ หลังจากที่วัคซีนต้านโควิด-19 ล็อตแรกจาก Sinovac และ AstraZeneca-Oxford ถึงไทยในวันนี้ (24 กุมภาพันธ์) และโรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก็เป็นผู้นำในอาเซียนที่จะฉีดวัคซีนสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในชาติ คาดว่าฟิลิปปินส์จะเริ่มต้นฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเสี่ยงภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังอนุมัติการใช้งานวัคซีนต้านโควิด-19 จาก Pfizer-BioNTech และ AstraZeneca-Oxford เรียบร้อยแล้ว

 

ผู้นำประเทศไหนฉีดวัคซีนต้านโควิด-19

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post ผู้นำประเทศไหนฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนแล้วบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คิมจองอึนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีคนใหม่ https://thestandard.co/kim-jong-un-new-general-secretary/ Mon, 11 Jan 2021 04:26:20 +0000 https://thestandard.co/?p=441475 คิมจองอึนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีคนใหม่

วันนี้ (11 มกราคม) คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ […]

The post คิมจองอึนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คิมจองอึนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีคนใหม่

วันนี้ (11 มกราคม) คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้รับเลือกจากที่ประชุมสภาพรรคแรงงานเกาหลี ครั้งที่ 8 ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี (General Secretary) คนใหม่ คาดมีผู้แทนกว่า 7,000 คน เข้าร่วมการประชุม นับเป็นการประชุมสภาใหญ่ที่จัดขึ้นครั้งแรกในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2016

 

คิมจองอึน นับเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 3 ของเกาหลีเหนือ ตั้งแต่ คิมจองอิล ผู้เป็นบิดา เสียชีวิตเมื่อปี 2011 ก่อนที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานเกาหลี (Chairman) จากที่ประชุมสภาใหญ่ ครั้งที่ 7 เมื่อ 5 ปีก่อน โดยในปีนี้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรคอย่างโปลิตบูโร (Politburo) ซึ่ง โจยงวอน คือสมาชิกโปลิตบูโรคนใหม่ แทนที่ พักพงจู ที่หมดวาระลงในวันนี้ ไร้วี่แววรายชื่อของ คิมโยจอง น้องสาวคิมจองอึน ที่หลายฝ่ายคาดว่าเธอจะได้รับเลือกให้เป็นโปลิตบูโรคนใหม่ของพรรคแรงงานเกาหลี

 

การประชุมสภาใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1946 โดยมีคิมตูบงเป็นผู้นำคนแรกของพรรคแรงงานเกาหลี ก่อนที่จะส่งต่ออำนาจผู้นำพรรคให้กับ คิมอิลซุง ผู้เป็นปู่ของคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน โดยมีระยะเวลาในการจัดประชุมไม่แน่นอน บ้างก็เว้นช่วง 2 ปี 10 ปี หรือนานสุดถึง 36 ปี (ครั้งที่ 6 จัดขึ้นเมื่อปี 1980 ขณะที่ครั้งที่ 7 จัดขึ้นเมื่อปี 2016) ก่อนที่จะมีข้อสรุปให้จัดการประชุมสภาใหญ่ขึ้นทุกๆ 5 ปี นับจากนี้ 

 

ทั้งนี้ หลายฝ่ายกังวลว่าการเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐอเมริกาจะส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายต่อประเด็นเกาหลีเหนือและการทดสอบขีปนาวุธ ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศกลับมาตึงเครียด และสร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนความมั่นคงของประชาคมโลกอีกครั้ง

 

ภาพ: Jung Yeon-je / AFP

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

อ้างอิง:

The post คิมจองอึนได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลีคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: 3 แนวทางการเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจสไตล์ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช | HIGHLIGHT 29 ธันวาคม 2563 https://thestandard.co/morning-wealth-29122020-5/ Tue, 29 Dec 2020 05:10:39 +0000 https://thestandard.co/?p=437163 3 แนวทางการเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจสไตล์ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช | HIGHLIGHT

ภาวะความเป็นผู้นำของ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ขณะดำรงต […]

The post ชมคลิป: 3 แนวทางการเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจสไตล์ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช | HIGHLIGHT 29 ธันวาคม 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 แนวทางการเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจสไตล์ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช | HIGHLIGHT
  • ภาวะความเป็นผู้นำของ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 41 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับการยอมรับว่า เป็นผู้นำที่มีบุคลิกโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบของผู้นำประเทศที่ดีได้
  • สไตล์ความเป็นผู้นำของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ท่านนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน Highlight นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: 3 แนวทางการเป็นผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจสไตล์ จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช | HIGHLIGHT 29 ธันวาคม 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพลักษณ์และคะแนนความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศในเวทีโลก https://thestandard.co/political-leaders-pew-research-center/ Wed, 16 Sep 2020 10:05:50 +0000 https://thestandard.co/?p=397494

องค์กรที่สำรวจทัศนคติและเทรนด์ต่างๆ ระดับโลกอย่าง Pew R […]

The post ภาพลักษณ์และคะแนนความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>

องค์กรที่สำรวจทัศนคติและเทรนด์ต่างๆ ระดับโลกอย่าง Pew Research Center ได้ทำการสำรวจและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทและภาพลักษณ์ของผู้นำสหรัฐอเมริกาใน 13 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร แคนาดา อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม เดนมาร์ก สวีเดนและเกาหลีใต้ พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจกว่า 25% ในญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มากสุดใน 13 ประเทศ ขณะที่มีชาวเบลเยียมเพียง 9% ที่ตอบแบบสำรวจเท่านั้น ที่ยังคงเชื่อมั่นตัวผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบัน น้อยสุดใน 13 ประเทศ

 

โดยหนึ่งในประเด็นที่ได้รับการสำรวจคือ ภาพลักษณ์และคะแนนความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศในเวทีโลก โดยเฉพาะผู้นำสหรัฐฯ เป็นอย่างไร จากผลสำรวจพบว่า นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ผู้นำหญิงแกร่งของเยอรมนีได้รับคะแนนความเชื่อมั่นสูงที่สุดในบรรดาผู้นำประเทศทั้งหมด 6 คน (เชื่อมั่น 76% / ไม่เชื่อมั่น 19%) ตามมาด้วยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร 

 

ขณะที่ผู้นำอีก 3 คนที่เหลือ ได้รับคะแนนเสียงเทไปในทิศทางที่ไม่ได้รับความเชื่อมั่นในเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย, ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำของสหรัฐฯ ได้รับคะแนนความไม่เชื่อมั่นมากที่สุดในบรรดาผู้นำทั้ง 6 คน (เชื่อมั่น 16% / ไม่เชื่อมั่น 83%) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ทรัมป์บริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 ล้มเหลว ไม่ยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาคมโลก และทำให้ภาพลักษณ์ของผู้นำสหรัฐฯ ในเวทีโลกเสื่อมถอยตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post ภาพลักษณ์และคะแนนความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศในเวทีโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป ฟังข้อความปลุกใจจากบรรดาผู้นำประเทศในยามเผชิญวิกฤตโควิด-19 https://thestandard.co/listen-to-country-leaders-on-arousing-messages-about-moving-through-coronavirus-situation/ Tue, 17 Mar 2020 13:09:40 +0000 https://thestandard.co/?p=342835

นี่คือข้อความปลุกใจของบรรดาผู้นำประเทศบางส่วนในประชาคมโ […]

The post ชมคลิป ฟังข้อความปลุกใจจากบรรดาผู้นำประเทศในยามเผชิญวิกฤตโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>

นี่คือข้อความปลุกใจของบรรดาผู้นำประเทศบางส่วนในประชาคมโลกที่สื่อสารกับประชาชนของตนในช่วงที่แต่ละประเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยังคงขยายตัวเป็นวงกว้าง จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะผ่านมานานแล้วกว่า 2 เดือนเศษ

The post ชมคลิป ฟังข้อความปลุกใจจากบรรดาผู้นำประเทศในยามเผชิญวิกฤตโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครคือผู้นำประเทศคนปัจจุบันที่น่าชื่นชมมากที่สุดสำหรับคุณ? https://thestandard.co/country-leader/ https://thestandard.co/country-leader/#respond Thu, 07 Jun 2018 13:19:59 +0000 https://thestandard.co/?p=95996

The post ใครคือผู้นำประเทศคนปัจจุบันที่น่าชื่นชมมากที่สุดสำหรับคุณ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post ใครคือผู้นำประเทศคนปัจจุบันที่น่าชื่นชมมากที่สุดสำหรับคุณ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/country-leader/feed/ 0