ผู้จัดการทีมฟุตบอล Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ผู้จัดการทีมฟุตบอล/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 20 Mar 2026 04:37:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 The Tactical Brain ทำไมยอดกุนซือยุคปัจจุบัน ต้องเคยเป็น ‘กองกลาง’ มาก่อน? https://thestandard.co/midfielders-coaches-success/ Fri, 20 Mar 2026 04:37:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1189455 รูปโค้ชฟุตบอล 3 คน เช่น เป๊ป กวาร์ดิโอลา, มิเคล อาร์เตตา และเซสก์ ฟาเบรกาส กำลังยืนอยู่หน้ากระดานแท็กติก

ในขณะที่กำลังแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับสไตล์การ […]

The post The Tactical Brain ทำไมยอดกุนซือยุคปัจจุบัน ต้องเคยเป็น ‘กองกลาง’ มาก่อน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปโค้ชฟุตบอล 3 คน เช่น เป๊ป กวาร์ดิโอลา, มิเคล อาร์เตตา และเซสก์ ฟาเบรกาส กำลังยืนอยู่หน้ากระดานแท็กติก

ในขณะที่กำลังแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเกี่ยวกับสไตล์การทำทีมของ เซสก์ ฟาเบรกาส ที่กำลังนำ โคโม 1907 ขยับขึ้นมาลุ้นไปยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้อย่างน่าสนใจ

 

“เออ ทำไมโค้ชเก่งๆ มันต้องเป็นกองกลางทุกทีเลยนะพี่” เจ้าหนูจำไมโยนคำถามมาให้

 

แล้วเราก็ไล่ชื่อกัน…

 

นอกจาก เซสก์ ฟาเบรกาส ยังมี ชาบี อลอนโซ, ไมเคิล คาร์ริค, มิเคล อาร์เตตา, ชาบี เอร์นานเดซ, หลุยส์ เอ็นริเก, โรแบร์โต เด แซร์บี ในกลุ่มเจนใหม่ ซึ่งเราอาจจะรวม รูเบน อโมริม ในเวอร์ชัน สปอร์ติง ลิสบอน และ อาร์เนอ สลอต ด้วยก็ได้อยู่เหมือนกัน

 

และถ้าเราย้อนกลับไปอีกก็จะพบว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา, อันโตนิโอ คอนเต, ดีเอโก ซิเมโอเน หรือแม้แต่ ซีเนอดีน ซีดาน แและ คาร์โล อันเชล็อตติ

 

ยอดโค้ชมือดีเหล่านี้ก็ล้วนเป็นผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์มาก่อนทั้งสิ้น

 

หรือมันจะมีความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่?

 

ในปี 2022 CIES สถาบันความรู้ทางเกมลูกหนังจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านสถิติและการวิเคราะห์ของเกมฟุตบอล รวมถึงลงลึกในเรื่องของเชิงคอนเซปต์ เปิดเผยตัวเลขข้อมูลที่น่าสนใจ

 

ท่ามกลาง 1,866 สโมสรจาก 126 ลีกใน 89 ประเทศ มีสโมสรที่มีโค้ชที่เคยเล่นเป็นผู้เล่นในตำแหน่งต่างๆ เรียงตามลำดับดังนี้

 

  1. กองกลาง 42.4 เปอร์เซ็นต์
  2. กองหลัง 34.5 เปอร์เซ็นต์
  3. กองหน้า 19.6 เปอร์เซ็นต์
  4. ผู้รักษาประตู 3.5 เปอร์เซ็นต์
  5. ผู้รักษาประตู 3.5 เปอร์เซ็นต์

 

จริงอยู่ที่กองกลางถือเป็นผู้เล่นที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่แล้วโดยธรรมชาติ รองลงมาคือกองหลังและกองหน้า แต่นั่นไม่ได้เป็นเหตุผลสำคัญทั้งหมดที่ทำให้มีผู้เล่นกองกลางที่ผันตัวเองมาเป็นโค้ชแล้วสามารถทำผลงานได้ดี

 

ย้อนกลับไปอีกในปี 2019 เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยอดโค้ชอันดับหนึ่งของโลกในยุค 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้ให้เหตุผลอธิบายได้อย่างน่าสนใจว่าทำไมกองกลาง – โดยเฉพาะกองกลางตัวกลาง (Central midfielder) ซึ่งรวมถึงกองกลางในแบบตัวรับและตัวโฮลดิ้ง – ถึงมาเอาดีทางนี้ได้ง่ายกว่า

 

“ปกติแล้วกองกลางตัวรับ พวกเขาจะมีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่มองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสนาม” เป๊ปบอก

 

“ถ้าเป็นกองหน้าสิ่งที่กองหน้าคิดก็จะมีแต่เรื่องการทำประตู หรือถ้าเป็นผู้รักษาประตูก็จะคิดแค่การป้องกันประตู แต่สำหรับกองกลางตัวโฮลด์บอลมันเหมือนเราได้ผ่านบทเรียนที่ยอดเยี่ยมมาในสนาม”

 

ขยายความให้เพิ่มเติมคือผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางนั้นจะเหมือนผ่านการอบรมหลักสูตรการเป็นโค้ชมาแบบอ้อมๆ จากการทำหน้าที่ในสนามอยู่แล้ว และได้พัฒนาทักษะ (Skill) สำหรับการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีมที่ดีในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น

 

 

ความเข้าใจเกม (Understanding of the Game)

 

เพราะผู้เล่นกองกลางเป็นคนที่ต้องควบคุมเกมทั้งหมด เปรียบเสมือนมันสมองของทีม ดังนั้นพวกเขาจะเข้าใจวิธีในการเล่นเกมรับและเล่นเกมรุกอย่างดี

 

กองกลางจะต้องมองเกมทั้งเกม ไม่ใช่แค่มองเห็นแต่ต้องเข้าใจ และพยายามที่จะสร้างอิทธิพลในสนามให้ได้ เพราะถ้ากองกลางเล่นสู้ไม่ได้ นั่นหมายถึงโอกาสที่ทีมจะคว้าชัยชนะได้ก็มีน้อยลงไปทุกที

 

ความเข้าในเกมอย่างถ่องแท้จึงเป็นทักษะที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับการเป็นโค้ช เพราะจะผ่านการฝึกคิดถึงเกมตลอดในทุกมิติ ไม่ว่าจะรับหรือรุก จะรุกแบบไหน จะรับแบบไหน ตอนนี้ทีมมีขีดความสามารถแค่ไหน

 

วิสัยทัศน์และความสร้างสรรค์ (Vision and creativity)

 

โดยหัวใจของกองกลางทุกคนไม่ว่าจะยืนตำแหน่งตรงไหนคือวิสัยทัศน์และความคิดสร้างสรรค์และจำเป็นจะต้อง “อ่านเกม” ให้เป็น

 

ตอนนี้ทีมได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ตอนนี้บุกอยู่แต่ยังเจาะไม่เข้า ตอนนี้คู่แข่งกำลังจะโถมเกมบุกใส่จะต้องทำอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กองกลางจะต้องประเมินสถานการณ์หน้างานอยู่ตลอดเวลา และคอยให้การสนับสนุนเพื่อทั้งกองหน้าและกองหลัง

 

ภาพทุกอย่างจะถูกประมวลเอาไว้ในหัวในช่วงเวลาสั้นๆ ระดับวินาที เพื่อจะนำไปสู่การตัดสินใจ

 

และนั่นก็เป็นสิ่งที่โค้ชดีๆ ต้องทำให้เป็น

 

ความยืดหยุ่นทางแท็คติก (Tactical Flexibility)

 

คนที่เป็นกองกลางจะมีความยืดหยุ่นในการเล่นค่อนข้างสูง ในความหมายคือสามารถที่จะเล่นในระบบการเล่นได้หลายรูปแบบ

 

4-3-3, 4-2-3-1, 4-4-2 หรือ 3-2-4-1 โดยหลักการและหัวใจในการเล่นไม่แตกต่าง สิ่งที่จะแตกต่างไปคือรายละเอียดในแท็คติกซึ่งขึ้นอยู่กับการบ้านจากโค้ชที่ให้มาว่าวันนี้อยากให้ทำอะไรหรือไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ

 

ความยืดหยุ่นในการเล่นในสนามสำคัญต่อการเป็นโค้ช เพราะหมายถึงทักษะความคิด (Mindset) ที่พร้อมจะยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนระบบหรือแผนการเล่นได้ตลอดวเลา โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเล่นแบบเดียว ทำแบบเดิมตลอด

 

โค้ชที่เก่งไม่ใช่โค้ชที่ใช้แผนเดียวเที่ยวทุกสนาม แต่เป็นโค้ชที่สามารถปรับเปลี่ยนทีมตามคู่แข่งและสถานการณ์ได้ เพราะแม้แต่เป๊ป กวาร์ดิโอลา ก็ยังกล้าที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนกัน

 

 

ทักษะความเป็นผู้นำ (Leadership)

 

ถ้าสังเกตกองกลางจะเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มักจะได้รับหน้าที่สำคัญอย่างการเป็นกัปตันทีมสวมปลอกแขนเดินนำลงสนาม

 

หรือต่อให้ไม่ได้สวมปลอกแขนก็ตาม หนึ่งในสิ่งที่นักเตะกองกลางจะถูกขัดเกลาเองโดยธรรมชาติคือความเป็นผู้นำ การสื่อสาร การบริหารจัดการเพื่อนร่วมทีม เช่น สื่อสารกับปีกว่าอยากให้วิ่งแบบไหน ไปตรงจุดไหน หรือสั่งการกองหลังให้จัดระเบียบแนวรับใหม่เพราะมองเห็นว่า shape ของทีมเริ่มเสียกระบวน

 

พูดง่ายๆ คือพวกเขาก็เหมือนเป็นโค้ชอีกคนที่อยู่ในสนาม ซึ่งบางครั้งไม่ได้แค่ถ่ายทอดสิ่งที่โค้ชสั่ง แต่หมายถึงสิ่งที่พวกเขามองเห็นหน้างานเองด้วย ซึ่งเป็นการฝึกความเป็นผู้นำที่จะต้องชี้ทางให้คนอื่นได้

 

สิ่งเหล่านี้คือ Skill set ที่สำคัญของการเป็นโค้ช ทีนี้ในมุมผู้เชี่ยวขาญ นักวิเคราะห์จากทีมชาร์ลตัน แอธเลติก โอเรน โรซันสกี ยังขยายความให้ต่อว่า “มันเป็นเพราะพวกเขามีส่วนร่วมในทุกมุมของเกม”

 

“พวกเขามีส่วนกับช่วงของการตั้งเกม (Build-up phase), ขยับขึ้นสูงมาในพื้นที่กองกลาง หรือถอยลงไปยืนระหว่างเซ็นเตอร์แบ็ก พวกเขาขยับเติมขึ้นไปสูงในแดนบนเพื่อสู้กับแนวรับต่ำ (Low block) พวกเขาต้องวิ่งตามตัววิ่งความเร็วสูงและคอยสกรีนให้กองหลัง”

 

ขณะที่คัลลัม เอลลิส นักวิเคราะห์จากสโมสรในระดับพรีเมียร์ลีกเปรียบว่ากองกลางนั้นมี “มุมมองที่ดีที่สุดในสนาม”

 

“การเล่นกองกลางเป็นตำแหแน่งที่ยากที่สุดในสนามด้วยเพราะความรับผิดชอบที่มีมากมาย พวกเขายังต้องคอยโค้ชชิ่งในสนามขณะที่กำลังลงเล่นอยู่ด้วยผ่านการสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องพยายามนิ่งเข้าไว้ไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์แบบไหนก็ตาม แและนั่นคือสิ่งที่การเป็นโค้ชระดับหัวแถวต้องมี”

 

ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วกองกลางคือคนที่มีคุณสมบัติพร้อมสรรพที่สุดสำหรับการเป็นโค้ชหรือผู้จัดการทีม

 

ที่เหลือคือเรื่องของ “สไตล์” ที่จะสะท้อนบุคลิกและตัวตนของพวกเขาออกมาผ่านการเล่นของลูกทีมอีกที

 

 

ยกตัวอย่างเช่น เป๊ป เป็นกองกลางตัวรับคุมจังหวะเกม สิ่งที่เขาเชื่อมั่นที่สุดคือการครองเกม (Possession) ดังนั้นไม่ว่าจะคุมทีมอะไรก็ตาม จังหวะจะโคนจะเป็นแบบไหนก็ดี สิ่งที่จะเป็นหัวใจในแผนการเล่นของเขาคือต้องครองบอลให้ได้มากที่สุด

 

เช่นกันกับอาร์เตตา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในลา มาเซียในระยะเวลาสั้นๆ และมองเห็นเป๊ปในฐานะรุ่นพี่ ก่อนจะได้เรียนรู้งานต่ออีกทีในทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี และหันมาเอาดีทางการเป็นโค้ชเอง สไตล์ของอาร์เซนอลในยุคเขามีการเติบโตและเรียนรู้ตลอดเวลา แต่ก็คล้ายกับสไตล์การเล่นของอาร์เตตา ที่ไม่ได้เน้นความสวยงามจัด แต่มีวิสัยทัศน์และไว้ใจได้

 

ซีดาน เป็นอัครศิลปินลูกหนังในวันที่ยังเป็นผู้เล่น เมื่อผันตัวมาเป็นโค้ชสิ่งที่เขาถ่ายทอดทีมไม่ใช่เรื่องของรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ ในการเล่นแต่ละตำแหน่ง หากแต่เป็นการให้อิสระกับผู้เล่นได้คิดและทำในสิ่งที่พวกเขาอยากจะทำ ด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถของทีม เรียกว่าเป็นแนวทางของศิลปินอย่างแท้จริง

 

หรือเซสก์ เป็นกองกลางตัวทำเกมระดับอัจฉริยะในครั้งเป็นผู้เล่น พอมาทำหน้าที่คุมทีม เขาจึงคิดค้นระบบและวิธีการเล่นฟุตบอลในแบบของตัวเองที่ไม่ได้ซ้ำใคร และมันทำให้โคโม 1907 ถึงจะเป็นทีมเล็กแต่ก็เล่นแบบทีมใหญ่ มีรูปแบบ แบบแผนที่ชัดเจน มีรายละเอียดในการเล่นสูง

 

โค้ชที่เป็นกองกลางคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น อันเชล็อตติ, คอนเต, สลอต, อโมริม ซีเมโอเน, เอ็นริเก หรือคาร์ริค พวกเขาก็จะมีสไตล์ที่สะท้อนตัวตนของตัวเองออกมา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ได้รับการขัดเกลาจากช่วงเวลาที่ยังเป็นผู้เล่นอยู่ รวมถึงความรู้จากครูบาอาจารย์ ซึ่งก็อยู่กับแต่ละคนอีกว่าเคยร่วมงานกับยอดโค้ชคนไหนมาบ้างและเก็บเกี่ยวอะไรมาได้บ้าง

 

แต่โดยรวมแล้วผู้เล่นกองกลางถือว่ามีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมสำหรับการทำงานเป็นโค้ช และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ถ้าเรามองหาโค้ชฝีมือดีแล้วส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นกองกลางมากกว่าตำแหน่งอื่น

 

เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้

 

อ้างอิง:

The post The Tactical Brain ทำไมยอดกุนซือยุคปัจจุบัน ต้องเคยเป็น ‘กองกลาง’ มาก่อน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช https://thestandard.co/man-utd-sack-ruben-amorim/ Mon, 05 Jan 2026 11:22:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1161645 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์ยืนยันการแยกทางกับ รูเ […]

The post แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช appeared first on THE STANDARD.

]]>
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกแถลงการณ์ยืนยันการแยกทางกับ รูเบน อโมริม จากตำแหน่งเฮดโค้ชอย่างเป็นทางการ หลังคุมทีมมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 (14 เดือน)

 

แถลงการณ์ระบุว่า อโมริมพาทีมผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศยูโรปาลีก ที่เมืองบิลเบา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รั้งอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ฝ่ายบริหารสโมสรเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแปลง เพื่อเปิดโอกาสให้ทีมมีลุ้นจบอันดับในลีกให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

สโมสรได้กล่าวขอบคุณอโมริมสำหรับผลงานและความทุ่มเทตลอดช่วงเวลาที่ทำงานร่วมกัน พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพต่อไป

 

ขณะเดียวกัน Darren Fletcher จะรับหน้าที่คุมทีมชั่วคราวในเกมพรีเมียร์ลีกนัดถัดไป ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดบ้านพบกับเบิร์นลีย์ ในคืนวันพุธนี้

The post แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แถลงปลด รูเบน อโมริม พ้นตำแหน่งเฮดโค้ช appeared first on THE STANDARD.

]]>
สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone https://thestandard.co/mo-salah-legacy-ego-slot-conflict-analysis/ Sun, 07 Dec 2025 11:32:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1152116 สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone

เพื่ออะไร?   น่าจะเป็นความรู้สึกของแฟนเดอะ ค็อปจำน […]

The post สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone appeared first on THE STANDARD.

]]>
สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone

เพื่ออะไร?

 

น่าจะเป็นความรู้สึกของแฟนเดอะ ค็อปจำนวนไม่น้อยหลังจากที่ได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของ โม ซาลาห์ ที่ระเบิดความรู้สึกออกมาแบบหมดไม่มีกั๊กหลังจบเกมที่ลิเวอร์พูลพลาดท่าโดน ลีดส์​ ไล่ตามตีเสมอ 3-3 อย่างสุดเจ็บช้ำ

 

น้ำคำรุนแรง พุ่งเป้าชัดเจนไปยังอาร์เนอ สลอต นายใหญ่ชาวดัตช์ของทีมที่ตัดสินใจดร็อปเขาพ้นจากทีมตัวจริงเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกัน

 

ไม่มีใครเคยทำกับโม ซาลาห์แบบนี้ที่นี่ และเขาไม่ต้องการจะเป็นฝ่ายที่อดทนข้างเดียวอีกต่อไป

 

จะพังก็พังไปด้วยกัน

 

แต่ในความพังที่กำลังเกิดขึ้น อะไรคือเหตุและผลที่ทำให้ซาลาห์และสลอต ต่างอยากให้อีกคนต้อง Walk alone เดินกลับเพียงลำพัง?

 

ความจริงลิเวอร์พูลก็เจ็บช้ำมากอยู่แล้ว

 

ในเกมที่เหมือนพวกเขาจะเก็บชัยชนะได้อย่างง่ายดาย ด้วยการออกนำลีดส์ไปก่อนถึง 2-0 ที่เอลแลนด์ โรด จากอูโก เอคิติเก ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่ควรจะเป็นตัวจริงในแดนหน้าของทีมเวลานี้คือเขา ไม่ใช่อเล็กซานเดอร์ อิซัค

 

แต่สุดท้ายความผิดพลาดมากมายทำให้เกมจบลงด้วยการโดนไล่ตามตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 

‘Arne Time’ ที่เคยทำให้แฟนลิเวอร์พูลมีความสุข กลับมาเป็นฝันร้ายอีกแล้ว

 

3 นัดหลังสุดที่เคยมีการมองว่าเป็นโอกาสแก้ตัวครั้งสุดท้ายของสลอต ว่าจะรักษาเก้าอี้ประจำตำแหน่งของเขาไว้ได้หรือไม่ ผ่านไปด้วยผลงานที่ไม่น่าประทับใจนัก ชนะ 1 เสมอ 2 โดยที่ทีมไม่ได้ดูดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสักเท่าไร

 

ทั้งๆ ที่เขาตัดสินใจเลือกเล่นหมากตาที่เสี่ยงที่สุดแล้วด้วยการดร็อปนักเตะ 1 ใน 2 คนที่อยู่ในสถานะ ‘Indispensable’ หรือ ‘ไม่สามารถแตะต้องได้’ ของทีมอย่างโม ซาลาห์ พ้นจาก 11 ตัวจริงทั้ง 3 นัด

 

และการเดินหมากตานี้ก็นำมาสู่ฉากที่น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าอาจจะเกิด แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้

 

แต่แค่ 3 นัดความอดทนของซาลาห์ก็ไม่เหลือแล้ว

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 1

 

ที่เอลแลนด์ โรด บริเวณพื้นที่ Mixed zone หรือพื้นที่ที่จัดให้สื่อมารอเก็บสัมภาษณ์กับนักฟุตบอลในระหว่างการเดินกลับขึ้นรถบัสกลับ คือพื้นที่สมรภูมิที่ ‘Egyptian King’ ตัดสินใจวางระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ในแบบเดียวกับ Bomberman

 

ซาลาห์ เป็นนักเตะที่ขึ้นชื่อว่าแทบไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยเฉพาะบริเวณ Mixed zone ซึ่งบทสนทนาจะค่อนข้าง Raw หรือดิบกว่าการนั่งในห้องแถลงข่าวเพราะจะไม่มีเจ้าหน้าที่สื่อมาประกบติด แต่หลังจบเกมเมื่อคืนนี้เป็นหนแรกที่เขาตัดสินใจให้สัมภาษณ์กับสื่อ หลังจากที่เปิดปากครั้งล่าสุดในช่วงเรียกร้องขอสัญญาฉบับใหม่

 

สิ่งที่เก็บไว้ในใจถูกระบายออกมาจนหมดไม่เหลือ

 

ประเด็นสำคัญที่พูด โดยหลักแล้วคือความรู้สึกหงุดหงิดผิดหวังที่ถูกปฏิบัติเหมือนกับให้เป็น ‘แพะรับบาป’ ผลงานที่ตกต่ำระดับดิ่งเหวของลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นความดิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

 

3 นัดที่ผ่านมาซาลาห์ถูกสลอต ดร็อปให้เป็นตัวสำรอง และมีโอกาสลงเล่นเพียงแค่ 1 นัดคือการถูกเปลี่ยนตัวลงมาในเกมที่พบกับซันเดอร์แลนด์ โดยมีเวลาอยู่ในสนาม 45 นาที

 

ทั้งๆ ที่ตลอดช่วงระยะเวลา 8 ปีที่อยู่กับลิเวอร์พูลมาเขาได้ลงสนามต่อเนื่องแทบไม่เคยหายหน้าไปไหน

 

โดยที่เจ้าตัวมองว่าสิ่งที่เขาทำเพื่อสโมสรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฤดูกาลที่แล้วที่เป็นฮีโร่ที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ มันมากพอที่จะทำให้เขาควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 2 

 

“ผมทำเพื่อสโมสรมามาก” คือหนึ่งในคำพูดสำคัญของคิงโม

 

มันทำให้นึกถึง 2 เหตุการณ์ที่ซาลาห์เคย ‘งัด’ กับสโมสร ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2022 ที่จบด้วยการต่อสัญญาฉบับใหม่ของเขาด้วยคำว่า ‘Mo Stay’ และอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมากับการจัดฉากถ่ายทำการต่อสัญญาครั้งยิ่งใหญ่ในแอนฟิลด์

 

โดยสถานะแล้วซาลาห์ คือหนึ่งในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร โดยเฉพาะในยุคโมเดิร์น ในระดับที่หากมีสายเลือดสเกาเซอร์ไม่ใช่ชาวต่างชาติ เขาอาจจะถูกยกให้ยิ่งใหญ่กว่าสตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมตลอดกาลของแอนฟิลด์ก็ได้

 

แต่สิ่งที่เขาทำวันนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ทำให้เขาเสียใจในอนาคต

 

การออกมาพูดแบบตรงไปตรงมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอาร์เนอ สลอต ว่าเป็นเหมือนคนไม่รู้จักกัน ถ้าเป็นเกม Bomberman คือการกดปุ่มเพื่อวางลูกระเบิดสีดำที่ถูกจุดชนวนเอาไว้เรียบร้อย

 

ที่เหลือคือรอเวลาให้ระเบิดทำงาน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ตัวของกุนซือชาวดัตช์ที่เปลี่ยนจากเจ้านายมาเป็นศัตรู

 

แต่สิ่งที่ซาลาห์ทำนั้น – ซึ่งเชื่อว่ามันผ่านการคิดมาอย่างถ้วนถี่แล้ว แต่เลือกที่จะทำแบบนี้ – ในอีกด้านมันก็มีโอกาสที่เขาจะตกหลุมพรางและโดนลูกหลงจากสะเก็ดระเบิดและประกายไฟไปด้วย

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 3

 

สำหรับสลอต ลำพังชีวิตของเขาก็ยากพออยู่แล้วและยิ่งนับวันก็ยิ่งอยู่ยากเพราะผลงานมันสวนทางกับความคาดหวังแบบสุดกู่ ต่อให้เป็นเดอะ ค็อปคนที่ใจกว้างดังแม่น้ำฮวงโหก็ย่อมเกิดคำถามว่าลิเวอร์พูลควรจะปล่อยให้เขาคุมทีมต่อไปแบบนี้จริงๆ งั้นหรือ

 

ทีมเล่นกันแบบไร้แวว เกมรับพังพินาศ หนักสุดคือการบริหารจัดการตัวผู้เล่น ที่ต่อให้มองจากดวงจันทร์ก็เห็นว่ามีระบบ Favouritism ลูกรัก-ลูกชัง

 

อย่าว่าแต่โมเลย ลองมองนักเตะอย่าง เฟเดริโก คิเอซา, วาตารุ เอ็นโด, โจ โกเมซ สิ ไหนจะเด็กหนุ่มที่อนาคตควรจะสดใสอย่าง ริโอ นูโมฮา, เทรย์ นีโอนี

 

ไม่นับคนที่ถูกปิดกั้นอย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ไทเลอร์ มอร์ตัน, เบน โด๊ก และกลุ่ม ‘Klopp’s kid’ ที่ถูกขายแทบยกเข่ง ทั้งๆ ที่หลายคนมองว่าเด็กเหล่านี้มีโอกาสจะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตของทีมได้

 

ปัญหาสารพัดเกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยที่มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าสลอต อาจจะไม่มีความสามารถมากพอที่จะแก้ไขปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไหว เวลาของเขาลดน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนกัน

 

ความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายใหญ่ในแอนฟิลด์ – ต่อให้ลิเวอร์พูลจะเป็นทีมที่ภาคภูมิใจกับการ ‘ซัพพอร์ต’ คนในตำแหน่งเสมอ และสลอตเองก็เพิ่งจะพาทีมเป็นแชมป์เมื่อ 7 เดือนก่อน – มีโอกาสสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

พูดตามตรง ซาลาห์ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยก็ได้ เพราะคนที่เขามองว่าเป็นศัตรูก็กำลังจะแพ้ภัยตัวเองอยู่แล้ว

 

และพูดให้ชัด การที่ซาลาห์ทำแบบนี้ก็เป็นการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างมา

 

Legacy ไม่ได้มีความหมายแค่แชมป์หรือจำนวนประตู จำนวนแอสซิสต์ เพราะ Legacy ที่แท้จริงคือสิ่งที่ผู้คนจะตัดสินเองว่าคุณ ‘ทำเพื่อคนอื่น’ มากแค่ไหน

 

โดยเฉพาะในเวลาที่ทีมต้องการใครสักคนที่ทำเพื่อทุกคน ซาลาห์เป็นคนนั้นได้แต่เขาเลือกที่จะไม่เป็น

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 4

 

แต่หากลองมองย้อนกลับไป ไม่ใช่แค่ในช่วงของการพยายามเรียกร้องสัญญาที่ตัวเองต้องการ แต่ก่อนนั้นเราจะพอมองเห็นเค้าลางอยู่แล้วว่าซาลาห์ เป็นคนที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ก่อนนี้ก็เคยแสดงความไม่พอใจเจอร์เกน คล็อปป์ ที่ดร็อปเขาไว้ข้างสนาม (แม้ว่าคล็อปป์จะยืนยันว่าเรื่องจบไม่มีอะไรก็ตาม)

 

ซาลาห์ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว และยิ่งนานอีโก้ของเขาก็สูงเสียดฟ้าขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับสัจธรรมของชีวิตที่สภาพร่างกายโรยราลงเร็วจนน่าใจหาย

 

มันทำใจได้ยาก แต่มันมีวิธีอีกตั้งมากมายที่จะทำ

 

เจอร์ราร์ดเองก็เคยตกอยู่ในสภาพคล้ายๆ กันในช่วงฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่แอนฟิลด์ แต่ตัดสินใจอดทนอดกลั้นและเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอไปจากสโมสรหลังจบฤดูกาล ทำให้ได้รับการอำลาที่ยิ่งใหญ่สมเกียรติ และยังคงเป็นที่รักของทุกคนจนถึงวันนี้

 

ส่วนซาลาห์ เขาอยากจะทำแค่โบกมืออำลาแฟนๆในเกมพรีเมียร์ลีกนัดหน้ากับไบรท์ตันอย่างนั้นหรือ?

 

ถึงเขาจะบอกว่าทำอะไรให้ลิเวอร์พูลมามากมาย แต่สิ่งสุดท้ายที่เขาควรทำคือการเป็น ‘แบบอย่าง’ ที่ดีให้กับทุกคนจนถึงวันสุดท้าย

 

อยู่ให้รัก จากให้อาลัย

 

แต่ตอนนี้มันอาจจะเป็นแบบนั้นไม่ได้แล้ว อย่างน้อยความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิม

 

การออกมาวางระเบิดกันแบบนี้ มันเป็นการเร่งปฏิกิริยาอย่างยิ่งยวดและบีบให้สโมสรจำเป็นต้องตัดสินใจ

 

เรื่องนี้ไม่ได้แค่วัดความสามารถและบารมีของสลอต ซึ่งโดนท้าทายหนักที่สุด

 

แต่มันวัดไปถึงการตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤติ ฝ่ายบริหารของลิเวอร์พูลจะจัดการ Crisis management ครั้งนี้อย่างไร

 

ภาพลักษณ์ที่สร้างมาดีมันไม่เหลือแล้ว ทีมแตกเป็นเสี่ยง และไม่รู้ว่าจะประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นได้หรือไม่

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 5

 

Fenway Sports Group จะเลือกทางไหน? ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องนี้มีความเป็นไปได้หลายแบบ

 

1. ซาลาห์และสลอต ปรับความเข้าใจกันใหม่
2. ซาลาห์ไปจากทีม โดยที่อาจจะย้ายออกในช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวในวันที่ 1 มกราคม
3. สลอตไปจากทีม เริ่มมีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลง มีชื่อคนที่ถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง เจอร์ราร์ด, จอนนี ไฮติงกา อดีตมือขวาของสลอต และชาบี อลอนโซ ที่กำลังระส่ำกับเรอัล มาดริด
4. อยู่กันไปแบบตึงๆ แบบนี้ โดยที่ซาลาห์ อาจจะไม่ได้กลับเข้ามาสู่ทีมอีกเลยจนกว่าสลอตจะไป และต่อให้สลอตไป คนอื่นในทีมจะเปิดใจยอมรับโมอีกครั้งได้ไหม?
5. ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์

 

ไม่ว่ามันจะออกทางไหนก็ตาม ลิเวอร์พูลที่เคยเกรียงไกรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

แต่คำถามสุดท้ายที่อยากฝากไว้ชวนคิดคือ “ใครบางคนที่อยากให้ผมไปจากทีม” ที่ซาลาห์พูดนั้นหมายถึงใคร

 

โค้ช

 

เพื่อนสักคนในทีม

 

หรือใครสักคนที่อยู่หลังฉาก

 

เราอาจได้รู้คำตอบที่ชัดเจนหลังสิ้นเสียงกัมปนาท เปลวไฟ ฝุ่นควัน และเศษซากของวันคืนที่ดีในแอนฟิลด์

 

ในอีกหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงของลิเวอร์พูล

 

The post สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล https://thestandard.co/klopp-life-lessons-football-wisdom/ Sun, 26 Oct 2025 02:00:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1135063 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ The Diary Of A CEO เจอร์เกน ค […]

The post 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ The Diary Of A CEO เจอร์เกน คล็อปป์ เปิดมุมที่เราไม่ค่อยได้เห็นจากชายผู้ยืนข้างสนามในฐานะโค้ชระดับโลก แต่ในบทสนทนานี้ เขาพูดในฐานะ ‘มนุษย์คนหนึ่ง’ ที่เรียนรู้ชีวิตจากฟุตบอล และใช้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือสอนชีวิตให้คนรอบตัว

 

จากบทสนทนาอันเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งในครั้งนี้ สิ่งที่คล็อปป์ถ่ายทอด ไม่ได้มีแค่แนวคิดฟุตบอล แต่คือบทเรียนชีวิตที่ใครก็เรียนรู้ได้จากสนามหญ้าและหัวใจของโค้ชคนหนึ่ง

 

และนี่คือ 10 บทเรียนจากชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล

 


 

10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 1 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 2 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 3 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 4 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 5 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 6 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 7 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 8 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 9 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล 10

The post 10 บทเรียนชีวิตกุนซือ เจอร์เกน คล็อปป์ ชายผู้เข้าใจชีวิตพอๆ กับเกมฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผมไม่ได้มาเพื่อจะเอาทุกสิ่ง แต่มาเพื่อจะให้ทุกอย่าง’ ถอดบทเรียนชีวิตเจอร์เกน คล็อปป์ https://thestandard.co/jurgen-klopp-wisdom-ceo-diary-interview/ Wed, 22 Oct 2025 01:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1133541 jurgen-klopp-wisdom-ceo-diary-interview

แม้ว่าจะวางมือจากการเป็นคนหน้าฉากในบทบาทของผู้จัดการทีม […]

The post ‘ผมไม่ได้มาเพื่อจะเอาทุกสิ่ง แต่มาเพื่อจะให้ทุกอย่าง’ ถอดบทเรียนชีวิตเจอร์เกน คล็อปป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
jurgen-klopp-wisdom-ceo-diary-interview

แม้ว่าจะวางมือจากการเป็นคนหน้าฉากในบทบาทของผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลไปปีเศษแล้ว แต่เจอร์เกน คล็อปป์ ยังคงเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงในโลกของฟุตบอล

 

ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร มันจะเป็นเสียงที่ส่งถึงกลางใจของผู้คนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแฟนฟุตบอลทีมไหนก็ตาม เพราะคำพูดของคล็อปป์นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ลมปาก แต่เป็น ‘ปัญญา’ (Wisdom) ที่ส่งผ่านมาจากคนที่ประสบความสำเร็จมาอย่างมากมายด้วยแนวทางและวิธีการที่พิเศษเฉพาะตัว

 

เพราะแบบนี้รายการสัมภาษณ์พิเศษทางแชนแนล ‘The CEO Diary’ ของสตีเวน บาร์ตเลตต์ พิธีกรสัมภาษณ์ผู้มีชื่อเสียงของโลกสมัยใหม่ ที่ชักชวนให้คล็อปป์มาพูดคุยบอกเล่าและแบ่งปันเรื่องราว มุมมอง ประสบการณ์มากมายของเขาในหลากหลายประเด็นสำคัญจึงเป็นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่ทรงคุณค่า มีความหมาย และทรงพลังอย่างยิ่งในหลายมิติ

 

ที่สำคัญคือบทสัมภาษณ์นี้มีมากกว่าแค่คำถามที่สร้างความฮือฮาวูบไหวในโซเชียลมีเดียว่า ‘เขาอยากจะกลับมาคุมลิเวอร์พูลอีกครั้งหรือไม่’ 

 

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คล็อปป์เล่าในรายการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่น่าสนใจ แต่เป็นประโยชน์ สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นครั้งแรกๆ ด้วย ที่เราได้ยินสิ่งเหล่านี้จากปากของเขาเอง 

 

ขออนุญาตหยิบเอามาฝากกันในวันนี้ครับ

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

1. จงเรียนรู้ที่จะแพ้ก่อนที่จะชนะ

 

สโมสรแรกที่คล็อปป์ได้โอกาสในการทำงานคุมทีมคือไมนซ์ 05 ในปี 2001 โดยที่ในช่วงเวลานั้นทีมกำลังประสบปัญหาอย่างมากภายใต้การนำของเอ็คการ์ด เคราต์ซุน ผู้เป็นโค้ชในเวลานั้น

 

ในภาวะวิกฤติทีมได้ตัดสินใจร่วมกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทีมเพราะนักฟุตบอลไม่อยากลงเล่นใต้การนำของเคราต์ซุนแล้ว ซึ่ง ‘คล็อปโป้’ ในฐานะนักเตะอาวุโสของทีมได้รับเลือกให้เป็นโค้ชรักษาการณ์แทนเพื่อคุมทีมลงเล่นในเกมกลางสัปดาห์ก่อน

 

แต่ความมหัศจรรย์คือหลังจากเข้ามาคุมทีม ผลงานของไมนซ์ก็ดีขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ

 

อย่างไรก็ดีคล็อปป์เองก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะประสบความสำเร็จกับไมนซ์ ในการพาทีมขึ้นสู่บุนเดสลีกาได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร เพราะทีมทำได้แค่ ‘เกือบ’ หลายครั้ง

 

สำหรับบางคนความผิดหวังจากการทำได้แค่เกือบนั้นอาจจะกลายเป็น ‘แผลเป็น’ ทางใจไปจนตาย

 

แต่สำหรับคล็อปป์แล้ว ความพ่ายแพ้โดยเฉพาะการทำได้แค่เกือบนั้นคือต้นทุนสำคัญของชีวิต เพราะมันทำให้เขาได้เรียนรู้และรู้จักกับความพ่ายแพ้ก่อน

 

เพราะแพ้เป็นแล้ว จึงทำให้เขาเรียนรู้วิธีที่จะเอาชนะในเวลาต่อมา

 

คล็อปป์บอกว่า “ผมไม่ได้เป็นคนที่เกิดมาเพื่อชนะไม่หยุด แต่ผมเป็นคนที่ไม่เคยหยุดพยายาม”

 

ไม่มีใครที่ชนะหรือได้ทุกอย่างที่อยากได้เสมอไป มันขึ้นอยู่กับว่าจะรับมือกับความรู้สึกหลังจากนั้นอย่างไรมากกว่า

 

ยังอยากได้สิ่งนั้นอยู่ไหม

 

หรือไม่อยากได้แล้ว?

 

ที่สำคัญ “ถ้าไม่เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ นั่นแหละคือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง”

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

2. เลือกงานที่เหมาะกับเรา

 

ด้วยความที่บาร์ตเลตต์ พิธีกรเป็นแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประเด็นคำถามคาใจที่เขาถามแทนใครอีกหลายคนคือ

 

ทำไมถึงเลือกลิเวอร์พูลแต่ไม่เลือกแมนฯ ยูไนเต็ด?

 

ย้อนเวลากลับไปในปี 2013 คล็อปป์ยอมรับว่าเขาเคยได้รับการติดต่อจากยูไนเต็ดจริงเพราะเป็นช่วงที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กำลังจะวางมือ 

 

เพียงแต่ในเวลานั้นนอกจากทีมดอร์ทมุนด์ของเขาจะอยู่ในช่วงที่สุดยอดมากๆ (คว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยติดต่อกัน, เข้าชิงแชมเปียนส์ ลีก) แนวทางของแมนฯ ยูไนเต็ดที่บอกกล่าวมาก็ฟังดูไม่เข้ากับแนวทางของเขามากนัก

 

คำสำคัญที่คล็อปป์บอกคือ ‘มันไม่ใช่โปรเจกต์ของผม’

 

ในความหมายคือด้วยความที่แมนฯ​ ยูไนเต็ดเป็นหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก พวกเขามีแนวทางของสโมสรใหญ่ ดึงดูดสตาร์มากมาย ซื้อใครก็ได้ (หนึ่งในชื่อที่มีการพูดถึงคือคริสเตียโน โรนัลโด) แต่มันไม่ใช่สิ่งที่คล็อปป์ต้องการ

 

เขาต้องการทำงานในแบบที่เขาต้องการจะทำ สร้างทีมในแบบที่จะเล่นฟุตบอลที่เขาอยากเห็น

 

โชคชะตาคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาได้มาอยู่กับลิเวอร์พูล เพราะในช่วงปี 2015 หลังจากอำลาดอร์ทมุนด์และประกาศจะพักงาน ซึ่งเวลานั้นก็มีข้อเสนอเข้ามามากมายแต่ไม่ได้รับพิจารณา หลังจากนั้นไม่กี่เดือนลิเวอร์พูลได้ติดต่อเข้ามา

 

โดยทันทีที่เอเยนต์กระซิบบอกกับเขาในวีดีโอคอลว่า “ลิเวอร์พูล” ลูกชายของเขาสองคนที่ดูอยู่ด้วยก็บอกทันทีว่า “YES” และคล็อปป์รู้ตัวทันทีว่าเขาคงต้องกลับมาทำงานอีกแล้ว อีกทั้งลิเวอร์พูลในโลกของฟุตบอลเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นสโมสรที่พิเศษ

 

แต่เหนืออื่นใดมันคือแนวทางการทำงานที่ได้หารือกับผู้บริหารของลิเวอร์พูลและพบว่าเป็นงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่าที่แมนฯ ยูไนเต็ด

 

ไม่ได้หมายความว่างานที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดไม่ดี แต่แค่มันไม่เหมาะกับแนวทางของตัวเองเท่านั้น

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

3. อย่าเสียเวลาเปล่า

 

ท่ามกลางรายละเอียดในการทำงานมากมายในตำรับของคล็อปป์ หนึ่งในคำพูดที่เขาพูดถึงอย่างน้อย 2 ช่วงในบทสัมภาษณ์คือการบอกว่า “การไม่ทำให้เต็มที่คือการเสียเวลาเปล่า”

 

ในการจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะคืออะไร แน่นอนว่าทุกคนย่อมคาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทนกลับมาบ้างไม่มากก็น้อย

 

ใครก็อยากทำงานให้สำเร็จทั้งนั้น ไม่มีใครอยากพลาด

 

แต่สำหรับคล็อปป์แล้วต่อให้การทำงานนั้นจะผิดพลาด การลงสนามวันนั้นจะพ่ายแพ้ แต่มันจะไม่เป็นไรเลยหากเราได้พยายมอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว 

 

นั่นเพราะบนโลกใบนี้ไม่มีใครการันตีอะไรให้เราได้ทั้งนั้นว่าถ้าเราทำแบบนั้นแล้วจะดี แบบนี้แล้วจะชนะ แต่ขั้นต่ำที่สุดที่เราจะสามารถการันตีกับตัวเองได้คือวันนั้นเราได้พยายามทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ อย่างดีที่สุดแล้วหรือยัง

 

ถ้าทำแล้วมันสำเร็จก็ดี

 

ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จ ก็พยายามใหม่ พยายามให้มันมากขึ้นจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

 

ใส่ให้สุด แล้วจะไม่เสียใจ

 

คำพูดนึงของเขาที่คมและดีมากๆคือ “ผมไม่ได้มาเพื่อจะได้ทุกสิ่ง แต่ผมมาเพื่อจะให้ทุกอย่าง”

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

4. The Secret of Liverpool

 

หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูลในยุคของคล็อปป์ไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จ

 

แต่เป็นเรื่องของ ‘วัฒนธรรมองค์กร’ (Culture) ที่ดีมากๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ว่าคล็อปป์ทำอะไรทำไมทุกคนถึงพร้อมที่จะโดดน้ำลุยไฟเพื่อเขา

 

คล็อปป์ให้คำตอบว่ามันไม่ได้มีอะไรบอกได้ชัดๆว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น แต่หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างเช่น การให้ความเคารพต่อผู้อื่น (Respect) ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่เป็นเรื่องของชีวิตด้วย

 

โดยที่เขาพยายามทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาให้เกียรติทุกคนในสโมสรเสมอ ไม่ว่าจะทำงานตำแหน่งไหนก็ตาม จะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลเสื้อผ้า หรือคนดูแลสนาม ทุกคนเสมอกันหมด เช่นนั้นนักเตะเองก็ให้เกียรติทุกคนเหมือนกัน

 

ยิ่งให้เกียรติคนอื่นมากเท่าไร ก็ยิ่งได้รับเกียรติกลับมามากเท่านั้น

 

สิ่งละอันพันละน้อยแบบนี้มันทำให้เกิดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม และ Vibe ของที่ทำงานที่ชวนให้อยากตื่นเช้ามาทำงาน

 

เกิดเป็นความกลมเกลียวเหนียวแน่น ที่เป็นหัวใจสำคัญของลิเวอร์พูลในยุคของเขา

 

ลิเวอร์พูล ที่เป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่น่าอยู่ คนเก่งๆอยากย้ายมาเล่นด้วย และทุกคนพร้อมจะทำเพื่อคนอื่น ซึ่งนั่นหมายถึงยิ่งช่วยกันมากเท่าไร โอกาสจะชนะก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

5. ปล่อยมือเมื่อหมดแรง

 

ในชีวิตบางครั้งต่อให้เรารักสิ่งนั้นมากแค่ไหน แต่หากมันมีความรู้สึกว่าหนักหนาจนเกินไป ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการยอมรับและปล่อยวาง

 

ไม่ต้องบอกว่าคล็อปป์รักลิเวอร์พูลมากแค่ไหน แต่ถึงจุดหนึ่งที่เขาเริ่มรู้สึกหมดแรง ไม่อยากคิดถึงวันข้างหน้า เหนื่อยเกินกว่าจะคิดถึงอนาคต มองไม่เห็นภาพของตัวเองยืนคุมทีมข้างสนามอีก

 

คล็อปป์ตัดสินใจทันทีว่าเขาพร้อมจะปล่อยวาง 

 

สำหรับเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยนั้นมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโควิด-19 หรือในช่วงที่ทีมไม่มีผู้อำนวยการสโมสรคอยช่วยเหลือ ซึ่งคล็อปป์ยอมรับเองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยแสนสาหัสและกินพลังอย่างมาก

 

โดยที่ย้ำว่าตัวเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกับไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส (ที่กลับมาช่วยบริหารลิเวอร์พูลอีกครั้งหลังเขาจากไป คล็อปป์แจงว่าเป็นเพราะ FSG ต้องการ ‘ผู้นำ’ สักคนที่จะดูแลโปรเจ็คต์ของสโมสร) 

 

แค่บางทีมันเหนื่อยมากจนเกินไป ไม่เหลือพลังจะทำ 

 

สิ่งที่ต้องทำคือการปล่อยมือและไปพัก อย่าฝืน

 

สำหรับในเวลานี้คล็อปป์มีความสุขกับการทำงานกับ Red Bull ในบทบาท Head of Global Soccer ที่กำกับดูแลและให้คำปรึกษาแก่สโมสรฟุตบอลในเครือที่มีกระจายหลายแห่งทั่วโลก

 

โดยที่เขายืนยันว่าเขาไม่ได้คิดถึงการคุมทีมข้างสนาม ไม่ได้คิดถึงการยืนตากฝนคุมซ้อมวันละ 3 ชั่วโมง ไม่คิดถึงการให้สัมภาษณ์กับสื่อสัปดาห์ละ 3 วัน หรือราว 10-12 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ได้คิดถึงห้องแต่งตัว (ที่มีกลิ่นตลบอบอวลด้วย)

 

สิ่งที่เขาคิดถึงคือ ‘ผู้คน’ ในเวลาที่เด็กๆ ในทีมนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน คิดถึงเสียงหัวเราะของฟาน ไดค์

 

ส่วนคำถามที่หลายคนอยากรู้และพิธีกรถามแทนให้

 

“มีโอกาสที่คุณจะกลับมาคุมทีมลิเวอร์พูลอีกครั้งไหม?”

 

คล็อปป์ไม่ได้ตอบอย่างชัดเจนนัก เขาแค่บอกว่า “ผมเคยบอกว่าผมจะไม่กลับมาคุมทีมในอังกฤษอีก เพียงแต่ถ้าเป็นลิเวอร์พูล ในทางทฤษฎีก็เป็นไปได้”

 

แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่มีใครรู้

 

เพราะคล็อปป์ดูมีความสุขกับชีวิตในเวลานี้ เพียงแต่อนาคตคือสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า

 

และนี่คือส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ซึ่งความจริงยังมีรายละเอียดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกมากมายที่สนุกมากๆ

 

เอาไว้มีโอกาส (และถ้าอยากอ่านกัน) จะเอามาเล่าอีกนะครับ 🙂

The post ‘ผมไม่ได้มาเพื่อจะเอาทุกสิ่ง แต่มาเพื่อจะให้ทุกอย่าง’ ถอดบทเรียนชีวิตเจอร์เกน คล็อปป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดระบบใหม่ FVS (Football Video Support) เมื่อผู้จัดการทีมมีสิทธิ์ขอเช็ก VAR ได้! https://thestandard.co/fvs-football-video-support/ Fri, 17 Oct 2025 04:26:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1131729 เปิดระบบใหม่ FVS (Football Video Support) เมื่อผู้จัดการทีมมีสิทธิ์ขอเช็ก VAR ได้

หลายคนน่าจะได้เห็นภาพที่ โมฮัมเหม็ด อูอาห์บี กุนซือทีมช […]

The post เปิดระบบใหม่ FVS (Football Video Support) เมื่อผู้จัดการทีมมีสิทธิ์ขอเช็ก VAR ได้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดระบบใหม่ FVS (Football Video Support) เมื่อผู้จัดการทีมมีสิทธิ์ขอเช็ก VAR ได้

หลายคนน่าจะได้เห็นภาพที่ โมฮัมเหม็ด อูอาห์บี กุนซือทีมชาติโมร็อกโก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ชู ‘การ์ดสีน้ำเงิน’ ขึ้นระหว่างเกมรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก U20 กับฝรั่งเศส

 

ภาพที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกสงสัยว่า “นี่มัน VAR แบบใหม่หรือเปล่า?”

 

และใช่ครับ… นั่นคือส่วนหนึ่งของระบบทดลองใหม่จากฟีฟ่า ที่มีชื่อว่า Football Video Support (FVS) ที่เปิดโอกาสให้ผู้จัดการทีมขอให้ผู้ตัดสินตรวจสอบเหตุการณ์ในสนามได้เอง ด้วยการใช้ ‘การ์ดรีวิว’ แบบเดียวกับที่เราเห็นในกีฬาอย่างเทนนิสหรือคริกเกต

 

แนวคิดนี้กำลังได้รับความสนใจจากทั่ววงการฟุตบอล เพราะฟีฟ่าต้องการพัฒนาเครื่องมือช่วยตัดสิน ที่ทั้งยุติธรรมขึ้น และเข้าถึงได้ง่ายกว่า VAR แบบเต็มรูปแบบ
โดยเฉพาะในรายการแข่งขันที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและเทคโนโลยี

 

ว่าแล้ว มาดูกันว่า Football Video Support (FVS) ระบบรีวิวแบบใหม่จากฟีฟ่านี้ มีวิธีใช้อย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ต้องรู้บ้าง?

 

วิธีการทำงานของระบบ Football Video Support (FVS)

 

แต่ละทีมจะได้รับการ์ดรีวิวทีมละ 1 ใบ ฝั่งหนึ่งเป็น ‘สีน้ำเงิน’ อีกฝั่งเป็น ‘สีม่วง’ โดยมีเพียง ผู้จัดการทีม เท่านั้นที่สามารถใช้สิทธิ์นี้ได้ (หรือเจ้าหน้าที่ทีมระดับสูง หากผู้จัดการไม่ได้คุมอยู่ข้างสนาม)

 

นักเตะในสนามสามารถขอให้โค้ชใช้สิทธิ์รีวิวได้ แต่ไม่สามารถยื่นขอเองโดยตรง และการขอรีวิวต้องทำทันทีหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นเท่านั้น

 

ขั้นตอนคือ ผู้จัดการทีมจะหมุนมือเป็นสัญลักษณ์ขอรีวิว แล้วส่งการ์ดรีวิวให้ผู้ตัดสินที่ 4

 

จากนั้นระบบจะนำภาพจากกล้อง 3-4 ตัวในสนาม มาให้ผู้ตัดสินหลักเป็นผู้ตรวจสอบด้วยตนเอง โดยเขาจะเดินไปดูภาพที่มอนิเตอร์ข้างสนาม เพื่อพิจารณาจังหวะที่ถูกร้องขอ และหลังจากตรวจสอบเสร็จ ผู้ตัดสินจะเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้าย ว่าจะ เปลี่ยนคำตัดสินเดิมหรือยืนยันตามเดิม

 

เงื่อนไขการใช้

 

ใช้ได้เฉพาะจังหวะที่อาจเป็นความผิดพลาดชัดเจน (Clear and obvious error) เช่น

 

  • ประตู / ไม่เป็นประตู
  • จุดโทษ / ไม่จุดโทษ
  • จังหวะที่อาจต้องเป็น ใบแดงโดยตรง (ไม่รวมใบเหลืองที่สอง)

 

หากรีวิวแล้วผลกลับคำตัดสิน ทีมยังคงสิทธิ์ไว้ใช้ได้ต่อ (เหมือนเทนนิสหรือคริกเกต) แต่หากรีวิวแล้วคำตัดสินเดิมถูกยืนยันตามเดิม ทีมจะเสียสิทธิ์นั้นทันที ซึ่งทางฟีฟ่าออกกฎรูปแบบแบบนี้เพื่อไม่ให้โค้ชใช้พร่ำเพรื่อ และให้เกิดการใช้เฉพาะจังหวะสำคัญจริงๆ เท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบ FVS จะเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ และดูตรงไปตรงมา มากกว่าระบบ VAR แบบเดิม เพราะเปิดโอกาสให้ผู้จัดการทีมมีส่วนร่วมในการขอรีวิวได้โดยตรง

 

แต่สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ยังคงอยู่ภายใต้ ‘ดุลยพินิจของผู้ตัดสิน’ อยู่ดี

 

และไม่ว่าจะเป็นนักเตะ โค้ช หรือแฟนบอลที่กำลังรับชมเกมอยู่ข้างสนามและทั่วโลก สิ่งที่ทุกคนคาดหวังเหมือนกันก็คือ ให้ทุกการตัดสินเกิดขึ้นอย่างยุติธรรมที่สุด เท่าที่ฟุตบอลควรจะเป็น

 

อ้างอิง:

The post เปิดระบบใหม่ FVS (Football Video Support) เมื่อผู้จัดการทีมมีสิทธิ์ขอเช็ก VAR ได้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุผล 7 ข้อที่กำลังบอกเราว่า ปีนี้ (แหละ) อาร์เซนอลเข้าใกล้แชมป์ที่สุดแล้ว https://thestandard.co/arsenal-premier-league-optajp-44-percent/ Fri, 10 Oct 2025 03:50:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1128867 arsenal-premier-league-optajp-44-percent

44.41 เปอร์เซ็นต์คือความเป็นไปได้ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แ […]

The post เหตุผล 7 ข้อที่กำลังบอกเราว่า ปีนี้ (แหละ) อาร์เซนอลเข้าใกล้แชมป์ที่สุดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
arsenal-premier-league-optajp-44-percent

44.41 เปอร์เซ็นต์คือความเป็นไปได้ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งสำนัก The Analyst (aka Opta) คำนวณโอกาสในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ของอาร์เซนอล 

 

 

โดยการคำนวณล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจบ Matchweek 7 ที่เกิดความพลิกผันขึ้นเมื่อลิเวอร์พูลแชมป์เก่าพลาดท่าพ่ายเป็นเกมที่ 2 ติดต่อกัน (และเกมที่ 3 เมื่อรวมทุกรายการ) จนทำให้จากที่เคยนำ 5 แต้มตอนนี้กลับกลายเป็นโดนทีมของมิเคล อาร์เตตา แซงหน้าไปแล้ว 1 แต้มด้วยกัน

 

จริงอยู่ที่มันเป็นแค่ ‘แต้มเดียว’ แต่เป็นแต้มใหญ่ที่มาพร้อมกับความมั่นใจใส่เต็มกระเป๋าไม่น้อย

 

เพราะหากมองลึกลงไปในรายละเอียด เราจะพบว่ามีเหตุผลดีๆ ที่ชวนให้เชื่อว่าปีนี้แหละคือปีที่อาร์เซนอลเข้าใกล้คำว่าแชมป์มากที่สุดแล้ว

 

สโมสรอาร์เซนอลและพรีเมียร์ลีก

 

Squad depth ระดับสุดยอด

 

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่ทำให้อาร์เซนอลสะดุดต่อเนื่องในฤดูกาลที่แล้วจนทำให้จบด้วยการเป็นรองแชมป์แบบทำใจคือเรื่องอาการบาดเจ็บของผู้เล่นระดับคีย์แมนที่ผลัดกันหายหน้าหายตาไปจากทีม ไม่ว่าจะเป็น มาร์ติน โอเดอการ์ด, บูกาโย ซากา, กาเบรียล เชซุส, กาเบรียล มาร์ติเนลลี, เบน ไวต์ และไค ฮาเวิร์ตซ์

 

แต่ในฤดูกาลนี้อาร์เซนอล ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายบริหารและความทุ่มเทของผู้อำนวยการเทคนิคคนใหม่ อันเดรีย แบร์ตา ได้เสริมทัพเข้าทีมแบบเน้นคุณภาพและปริมาณอย่างเต็มที่ 

 

วิคเตอร์ ยอเคอเรส, มาร์ติน ซูบิเมนดี, โนนี มาดูเอเก, เอเรเบชี เอเซ, คริสเตียน มอสเกวรา นักเตะเหล่านี้เป็นสตาร์ที่มีประสบการณ์พร้อมใช้งานได้ทันที

 

ดังนั้นแม้ทีมจะมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนต่อเนื่องในฤดูกาลนี้ ตั้งแต่มาดูเอเก (ที่ฟอร์มกำลังดี), ซากา (ออดๆ แอดๆ), ซาลิบา, โอเดอการ์ด (ล่าสุดเจ็บเอ็นหัวเข่า) แต่ทีมยังเหลือตัวผู้เล่นในระดับที่ดีพอจะทดแทนได้อย่างสบายๆ ระดับที่ดาวรุ่งที่เคยโลดแล่นอย่าง อีธาน วาเนรี, ไมล์-ลูอิส สเคลลี หรือแม็กซ์ ดาวแมน เพชรเม็ดงามในช่วงพรีซีซันยังต้องรอโอกาสในการลงสนาม

 

ขุมกำลังระดับนี้ทรุดยาก

 

สโมสรอาร์เซนอลและพรีเมียร์ลีก

 

เจ็บมาเยอะ

 

3 ฤดูกาลที่ผ่านมาอาร์เซนอล ตกอยู่ในสภาพ ‘ผู้ถูกเลือกให้ผิดหวัง’ อยู่ร่ำไปด้วยการเป็นรองแชมป์ทุกปี

 

เพียงแต่หากเก็บความเจ็บปวดมาเป็นบทเรียน แต่ละครั้งที่ผิดหวังก็สอนอะไรที่แตกต่างกันออกไปสำหรับทีมของอาร์เตตา ไม่ว่าจะเป็น

 

ความอ่อนประสบการณ์ (ฤดูกาล 2022/23)

 

ความลังเล (ฤดูกาล 2023/24)

 

ความซวยและการตัดสินใจผิดพลาด (ฤดูกาล 2024/25)

 

ถึงอย่างนั้นดูเหมือนอาร์เตตาและลูกทีมต่างได้รับบทเรียนมามากพอแล้ว และทำให้ในฤดูกาลนี้พวกเขาเริ่มแสดงให้เห็นว่าเป็นทีมที่โต (Mature) ขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะบรรดาเสาหลักทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เดแคลน ไรซ์, ซากา, กาเบรียล มาร์กัลเญส หรือดาวิด รายา ที่ยืนหยัดแสดงให้คนในทีมได้เห็นว่าไม่คิดที่จะยอมแพ้และผิดหวังอีกแล้ว

 

เป็นความรู้สึกคล้ายกับลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2019/20 ที่เคยผิดหวังในฤดูกาลก่อนหน้า ก่อนจะกลับมาเร่งฟอร์มจนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในฤดูกาลนั้น

 

สโมสรอาร์เซนอลและพรีเมียร์ลีก

 

คู่แข่งแรงตก

 

ไม่ต่างจากลิเวอร์พูลในฤดูกาลที่แล้ว อาร์เซนอลที่ข้น แน่น ปึ๊ก ทุกขุมกำลังก็เหมือนอาจจะได้เปรียบอะไรบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ จากสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจนักของคู่แข่ง

 

โดยเฉพาะ “หงส์แดง” ในฤดูกาลนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงทีมค่อนข้างมากและทำให้เริ่มเผยจุดอ่อนให้เห็นตั้งแต่แนวรุกจนถึงแนวรับที่อาร์เนอ สลอตอาจจะต้องใช้เวลาในการปรับจูนแก้ไขกันอีกพอสมควร

 

ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี อยู่ในระหว่างการสร้างทีมใหม่ของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แม้จะเริ่มกลับมาเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้นแล้วโดยเฉพาะเอร์ลิง ฮาแลนด์ ที่กลับมาเข้าฝักเป็น ‘จอมมาร’ อีกครั้ง แต่ทีมยังเต็มไปด้วยความไม่แน่ไม่นอนอยู่ดี

 

มองแค่ 2 ทีมนี้กับสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ อาร์เซนอลมีโอกาสและความได้เปรียบมากกว่าหลายฤดูกาลที่ผ่านมามาก

 

สโมสรอาร์เซนอลและพรีเมียร์ลีก

 

การปลดปล่อยของอาร์เตตา

 

หนึ่งจุดที่มิเคล อาร์เตตาถูกวิพากษ์หนักมากในช่วงที่ผ่านมาคือการพยายามทำให้ทีมเล่นแบบปลอดภัยและเน้นผลการแข่งขันมากเกินไป (ตั้งแต่ในฤดูกาลที่แล้วที่เสมอกับแมนฯ ซิตี ทั้งๆ ที่ศักยภาพดีพอจะชนะได้)

 

โดยเฉพาะเกมในบ้านกับแมนเชสเตอร์ ซิตี ทีมระดับท็อปด้วยกันแต่กลับจัดทีมแบบเน้นความ ‘สมดุล’ เป็นหลัก จนสุดท้ายต้องมาเร่งเกมเพื่อไล่ตามตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 

แต่หลังจากนั้นดูเหมือนอาร์เตตาจะกลับมาทบทวนและลองให้ทีมเล่นแบบเปิดใจมากขึ้น ตั้งแต่เกมที่พบกับนิวคาสเซิลเป็นต้นมา โดยให้เอเซ ลงสนามเป็นตัวจริงในบทตัวทำเกมแดนกลาง 

 

แม้จะเจอกับความยากลำบากในการเจาะเกมรับของทีมสาลิกาดงที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งแถมทำประตูขึ้นนำไปก่อน แต่สุดท้ายกันเนอร์สกลับมาแซงเอาชนะได้ 2-1 

 

เช่นกันในเกมล่าสุดกับเวสต์แฮม ที่คราวนี้ส่งทั้งโอเดอการ์ด และเอเซ ลงปั้นเกมพร้อมกันไปเลย แม้กัปตันจะโชคร้ายบาดเจ็บซ้ำอีกครั้งแต่ก็มีตัวแทนอย่างซูบิเมนดีที่ลงมามีส่วนกับ 2 ประตูที่ได้ในเกมนี้

 

ที่สำคัญคือความลื่นไหลในเกมเริ่มดีขึ้น ทีมกลับมาเล่นคล้ายกับช่วงที่เคยเล่นสนุกมีอิสระอีกครั้ง

 

การปลดล็อกทางใจครั้งนี้เชื่อเถอะว่าสำคัญ เพราะถ้าอยากจะได้อะไรสักอย่างแล้ว มันต้องทุ่มสุดตัวถึงจะได้!

 

สโมสรอาร์เซนอลและพรีเมียร์ลีก

 

ซูบิเมนดี

 

ถึงจะต้องรอนานหนึ่งปี แต่การได้ตัวซูบิเมนดี มาร่วมทีมในที่สุดสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ทีมอาร์เซนอลอย่างช้าๆ

 

กองกลางสายเลือดบาสก์ไม่ได้เป็นนักเตะที่มีลีลาการเล่นหวือหวา แต่เป็นนักฟุตบอลในแบบพิเศษที่เล่นฟุตบอลเหมือนมีรีโมตคอนโทรลเกมอยู่กับตัว ทำให้ควบคุมจังหวะการเล่นของเกมได้เป็นอย่างดี

 

สิ่งที่ดีมากกว่านั้นคือซูบิเมนดี แทบไม่ต้องปรับตัวกับทีมมากนัก แค่ไม่กี่นัดก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเอาตัวรอดในเกมพรีเมียร์ลีกได้อย่างสบายๆ ด้วยมันสมอง การอ่านเกม และทักษะการเล่น โดยเฉพาะการสร้างเกมรุกที่ทำได้ดีกว่าที่คาดเอาไว้มาก ทั้งจังหวะการสอดขึ้นไปหาโอกาสยิงประตู หรือการผ่านบอลให้เพื่อนทำประตู

 

การมีซูบิเมนดีอยู่ในแดนกลางร่วมกับเดแคลน ไรซ์ ทำให้แดนกลางของกันเนอร์สแน่นและหลากหลายกว่าเดิมมาก และทีมที่จะประสบความสำเร็จมันต้องเกิดจากแดนกลางแบบนี้แหละ

 

สโมสรอาร์เซนอลและพรีเมียร์ลีก

 

แบ็กโฟร์

 

เกมรุกจะทำให้ทีมชนะ เกมรับจะทำให้ทีมเป็นแชมป์ คำนี้การันตีเสมอว่าเชื่อได้

 

ในฤดูกาลนี้เกมรับของอาร์เซนอลไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเดิม แต่เหมือนจะแกร่งกว่าเดิมด้วย นักเตะอย่างกาเบรียล มาร์กัลเญส ตอนนี้พัฒนาตัวเองขึ้นมามากทั้งในการเล่นและบทบาทความเป็นผู้นำ ขณะที่ซาลิบายังรักษามาตรฐานการเล่นได้ดี โดยที่ยังมีน้องใหม่อย่างมอสเกวราที่ทำให้หลายคนอุ่นใจว่าถ้าจะพักตัว หรือมีใครเจ็บกองหลังจะไม่ยวบแบบเดิมอีกแน่นอน

 

ไม่ใช่แค่นี้ ริคคาร์โด คาลาฟิออรี และทิมเบอร์ ค้นพบสไตล์และจังหวะการเล่นที่ชอบ เติมเกมกันสนุกดุดันอย่างมาก ทั้งเร็วและอันตรายแม้จะไม่ใช่ฟูลแบ็กแท้ๆ ก็ตาม 

 

ไลน์แบ็กโฟร์ของอาร์เซนอลในปีนี้เรียกว่าน้องๆ แบ็กโฟร์ชุดตำนานในยุค 80-90 เลยทีเดียว

 

สโมสรอาร์เซนอลและพรีเมียร์ลีก

 

Corner & Long Throw

 

สุดท้ายถึงใครจะว่าอย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังอยู่ในกติกา ลูกเตะมุมและลูกตั้งเตะของอาร์เซนอลเป็นอาวุธอันตรายที่ทำลายคู่ต่อสู้ได้เสมอ

 

ในวันที่คิดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก การได้เตะมุมก็เหมือนได้ลูกจุดโทษครึ่งหนึ่งสำหรับพวกเขา เพราะการเตะมุมที่ผ่านการออกแบบและซักซ้อมมาเป็นอย่างดีโดยนิโคลัส โจเวอร์ Specialist มือหนึ่งของวงการในตอนนี้

 

โดยที่อย่าคิดว่าง่าย หัวใจมันอยู่ที่ว่าใครเตะมุมด้วย ซึ่งกว่าที่ไรซ์,​ ซากา หรือโอเดอการ์ด จะเตะได้ขนาดนี้ให้กลับไปคิดดูว่าต้องซ้อมเตะมากี่ร้อยกี่พันลูก

 

แต่ปีนี้ไม่ได้มีแค่อย่างเดียว เทรนด์การทุ่มไกลกำลังกลับมาซึ่งอาร์เซนอลก็ไม่ตกกระแส สังเกตเวลาได้ทุ่มในระยะ 20 หลาจะมีการลองทุ่มบอมบ์เข้ามา โดยเฉพาะทางฝั่งของคาลาฟิออรี ที่แรงดี ตรงนี้น่าสนใจมากว่าจะเป็นทีเด็ดใหม่ได้อีกอย่างเลย

 

แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่เหตุผลในวันนี้เท่านั้น ฤดูกาลยังอีกยาวไกล อาร์เซนอลในฐานะจ่าฝูงต้องเจอกับอะไรอีกมาก ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ

 

เพียงแต่อย่างน้อยตอนนี้ก็นำแล้ว และรู้นะว่า Gooners หลายคนน่าจะแอบคิดอยู่ในใจ

 

“ม้วนเดียวจบไหวไหมนะ” 

The post เหตุผล 7 ข้อที่กำลังบอกเราว่า ปีนี้ (แหละ) อาร์เซนอลเข้าใกล้แชมป์ที่สุดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษากายที่ไม่สู้ดีของ รูเบน อโมริม https://thestandard.co/ruben-amorim-man-utd-crisis-3421/ Sun, 28 Sep 2025 05:53:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1123931 ruben-amorim-man-utd-crisis-3421

ย้อนกลับไปวันที่ 11 พฤศจิกายน 2024 รูเบน อโมริม เคยเดิน […]

The post ภาษากายที่ไม่สู้ดีของ รูเบน อโมริม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ruben-amorim-man-utd-crisis-3421

ย้อนกลับไปวันที่ 11 พฤศจิกายน 2024 รูเบน อโมริม เคยเดินเข้าสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ดด้วยรอยยิ้มกว้าง ความมั่นใจเต็มเปี่ยม และภาพลักษณ์โค้ชหนุ่มที่มากับสัญญาแห่งการเปลี่ยนแปลง 

 

แต่วันนี้ ผ่านมาเพียง 10 เดือน สิ่งที่ผู้คนเห็นกลับตรงกันข้าม ภาษากายที่ชวนให้รู้สึกถึงความกดดัน และความดื้อรั้นที่เริ่มกัดกินตัวตนของเขา

 

ตลอดทั้งเกมกับเบรนท์ฟอร์ด (รวมถึงหลายเกมก่อนหน้า) เขาเดินวนไปมา โบกมือสั่งไม่หยุด สลับกับลงไปนั่งก้มหน้าที่ม้านั่ง ทำหน้าขมวดคิ้วจนแทบจะกลายเป็นเส้นลึกบนใบหน้า แม้กระทั่งตอนที่ลูกทีมกำลังครองบอลอยู่ เขาก็ยังคงตะโกนบอกระยะ บอกจังหวะราวกับทุกอย่างต้องอยู่ในระบบ 3-4-2-1 ที่เขายึดมั่นไม่ต่างจากศรัทธา และนี่คือระบบที่เขาเคยพูดไว้ว่า “แม้แต่พระสันตะปาปาก็ไม่อาจเปลี่ยนมันได้”

 

เกมกับเบรนท์ฟอร์ดคือภาพสะท้อนชัด อโมริมเลือกปรับเกมรุก ส่งค็อบบี เมนู, เมสัน เมาท์ และโยชัว เซิร์กซี ลงมา แต่กลับยืนหยัดกับโครงสร้างเดิมจนเมาท์ต้องถอยไปยืนวิงแบ็กซ้าย ส่วนเอ็มเบวโมถูกขยับไปเล่นวิงแบ็กขวา การแก้เกมที่ดูเหมือนกลายเป็นการขยับหมากไปในที่ที่ไม่ควรอยู่

 

“เวลาชนะ ทุกคนบอกว่าไม่ใช่เพราะระบบ เวลาพ่ายแพ้ ทุกคนก็บอกว่าเป็นเพราะระบบ” อโมริมกล่าวหลังเกม 

 

“ผมเข้าใจดี แต่สิ่งที่น่าหงุดหงิดกว่าคือ วันนี้เราเล่นในแบบที่เบรนท์ฟอร์ดอยากให้เราเล่น เราไม่เคยเล่นเกมของเราเอง ไม่เคยกดดันคู่แข่งเลย ทั้งที่เรารู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะเล่นบอลสวนกลับ แต่เราก็ยังเสียประตูจากสิ่งนั้น สิ่งที่เราซ้อมกันมาตลอดทั้งสัปดาห์”

 

เขาเสริมด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า “เราทำได้ดีกว่านี้กับการครองบอล เราควรคุมเกมได้มากกว่านี้ สิ่งที่ผมห่วงที่สุดคือเราปล่อยให้เกมไหลไปโดยที่เราไม่เคยจับมันอยู่ ในพื้นที่สุดท้าย เราพลาดการครอสไปหลายครั้ง เราควรสร้างโอกาสได้มากกว่านี้ แต่เราขาดคุณภาพเล็กน้อยในจังหวะสุดท้าย”

 

หากลองมองจากข้างสนาม ทุกอากัปกิริยาของอโมริมเล่าเรื่องเดียวกัน เขาไม่ได้เพียงพยายามควบคุมทีม แต่ยังพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ความตึงเครียดถูกแสดงออกมากเกินไป 

 

ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นการส่งต่อความกดดันไปสู่ผู้เล่น นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ดเริ่มเกมอย่างเชื่องช้า ราวกับเด็กเตรียมสอบที่ต้องคอยท่องจำระบบมากกว่าจะเล่นด้วยหัวใจ

 

ท้ายที่สุด อโมริมยังยืนยันว่าเขาคือคนที่จะพลิกชะตาของทีมได้ “เราสามารถเล่นให้ดีกว่านี้ และเราจำเป็นต้องเล่นให้ดีกว่านี้ มันมีทั้งขึ้นและลง เวลาเราชนะ เราจะรู้สึกว่าทุกอย่างกำลังมา เวลาแพ้ เรากลับไปที่เดิม และต้องสู้เพื่อชัยชนะอีกครั้งเพื่อสร้างโมเมนตัม ผมยังมั่นใจเสมอ เพราะผมรู้ว่าต้องทำอะไร ผมยังคงทำงานของผมต่อไป”

 

แต่สิ่งสำคัญที่เห็นบนเส้นข้างสนามกลับไม่อาจโกหกได้ นั่นคือ ภาษากายที่เต็มไปด้วยความร้อนรนและความดื้อดึง เหมือนโค้ชที่กำลังพยายามประคองตัวเองไม่ให้ล้ม ทั้งที่จริงแล้วภาพเหล่านั้นอาจบอกชัดเจนกว่าคำพูดใดๆ ว่า อโมริม กำลังเผชิญหน้ากับความเปราะบางที่สุดในเส้นทางของเขาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

และบางที หากผลงานยังไม่ขยับไปข้างหน้าในเร็ววัน แฟนบอลปีศาจแดงคงได้เห็นข่าวพาดหัว BREAKING NEWS ที่อาจย้อนรอยเหตุการณ์เดียวกับ เอริก เทน ฮาก ที่ถูกปลด เมื่อหนึ่งปีก่อนก็เป็นได้…

 

อ้างอิง:

The post ภาษากายที่ไม่สู้ดีของ รูเบน อโมริม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป๊ป จอมแท็กติก ชายผู้พร้อมเปลี่ยนสไตล์เกม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด https://thestandard.co/pep-guardiola-results-driven/ Mon, 22 Sep 2025 03:54:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1121305

ในโลกของฟุตบอลสมัยใหม่ ชื่อของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในวัย 5 […]

The post เป๊ป จอมแท็กติก ชายผู้พร้อมเปลี่ยนสไตล์เกม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกของฟุตบอลสมัยใหม่ ชื่อของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในวัย 54 ปี แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “กุนซือจอมแท็กติก” ชายผู้พร้อมจะทดลอง ปรับเปลี่ยน และทำทุกอย่างเพื่อผลลัพธ์ในเกม ไม่ว่าจะด้วยรูปแบบ Tiki-Taka อันโด่งดัง หรือแม้กระทั่งการ ‘จอดรถบัส’ ที่หลายคนไม่คิดว่าจะได้เห็นจากทีมของเขา…ก็มีให้เห็น

 

ในศึกบิ๊กแมตช์กับอาร์เซนอล เป๊ปตัดสินใจเลือกใช้วิธีการที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาเป็นที่รู้จัก หลังได้ประตูนำตั้งแต่นาทีที่ 9 จาก เออร์ลิง ฮาลันด์ เขากลับเลือกปิดเกม แทนที่จะเดินหน้าไล่ยิงเหมือนที่คุ้นเคย

 

การถอดฮาลันด์ออกแล้วส่งมิดฟิลด์ตัวรับลงมาในนาที 76 เพื่อปรับทีมเป็น 5-5-0 คือสิ่งที่แฟนบอลเรียกว่า ‘รถบัสสไตล์มูรินโญ่’ มากกว่าสไตล์กวาร์ดิโอลา แต่ทั้งหมดล้วนเกิดจากการอ่านสถานการณ์ตรงหน้า

 

ในนาทีนั้น อาร์เซนอลกำลังโหมบุกอย่างหนัก เสี่ยงต่อการเสียประตูสูง อีกทั้งแนวรุกของแมนฯ ซิตี้ในฤดูกาลนี้ก็ไม่ได้เฉียบคมเหมือนเดิม ผนวกกับสภาพร่างกายลูกทีมที่อ่อนล้าหลังผ่านโปรแกรมถี่ยิบ ทั้งพรีเมียร์ลีก, แชมเปียนส์ลีก และบอลถ้วยในอังกฤษ ทำให้เป๊ปเลือกตัดสินใจอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาสกอร์มากกว่าให้ทีมเล่นเกมรุกต่อไป

 

ผลลัพธ์คือ แมนฯ ซิตี ครองบอลเพียง 32.8% ต่ำสุดนับตั้งแต่เขาคุมทีมมา แต่ทุกอย่างล้วนมีเหตุผลเชิงแท็กติก

 

เพราะเป๊ปเชื่อว่าการปรับเปลี่ยนคือสิ่งจำเป็นเมื่อสถานการณ์บังคับ แม้ท้ายที่สุดจะโดน มาร์ติเนลลี ยิงตีเสมอนาที 90+3 แต่การเลือกครั้งนี้ยังสะท้อนว่า เขาพร้อมทำทุกวิถีทางเพื่อคว้าสามแต้ม แม้ต้องแลกด้วยการละทิ้งสไตล์ที่ยึดถือมาตลอด

 

สิ่งนี้ค่อนข้างตรงกันข้ามกับ รูเบน อโมริม กุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ยึดมั่นในระบบ 3-4-2-1 ของตัวเองแบบไม่สั่นคลอน ต่อให้มีกระแสวิจารณ์ถาโถม เขาก็ตอบอย่างหนักแน่นว่า

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

“ไม่ ไม่ ไม่… ไม่มีใครหรอกที่จะเปลี่ยนได้ แม้แต่สมเด็จพระสันตะปาปาก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้… นี่คืองานของผม นี่คือความรับผิดชอบของผม นี่คือชีวิตของผม เพราะฉะนั้น ผมจะไม่เปลี่ยนมัน” นี่คือสิ่งที่อโมริม กล่าวหลังจบเกมชนะเชลซีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

 

ดังนั้น หากเป๊ปคือโค้ชที่พร้อมยืดหยุ่นเพื่อผลลัพธ์เฉพาะหน้า อโมริมก็คือโค้ชที่เลือกจะยืนหยัดกับระบบและหลักการของตัวเองอย่างมั่นคง (รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง)

 

แต่สิ่งที่ทำให้เป๊ปแตกต่างจากโค้ชทั่วไป คือความเข้าใจว่า ฟุตบอลไม่ใช่ศิลปะที่สวยงามเสมอไป แต่คือเกมที่ต้องหาทางชนะ หากวันนั้นการครองบอล 70% ไม่ใช่คำตอบ เขาก็พร้อมจะถอยลงไปตั้งรับลึก เพื่อสร้างโอกาสเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการให้ได้มากที่สุด

 

นั่นสะท้อนให้เห็นถึงความเป็น “Pragmatist” (ปฏิบัตินิยม) ของเขา คนที่มองภาพรวมของฤดูกาลมากกว่าแค่เกมเดียว ในวันที่ผู้เล่นหมดแรงหรือสภาพทีมไม่สมบูรณ์ เขาก็จะไม่ลังเลที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

 

ตลอดเส้นทางกว่า 600 เกมในลีก กวาร์ดิโอลาเคยบอกว่า “ไม่ว่ากี่ยุคสมัย การเจาะแผงรับ 5-5 มันคือสิ่งที่ยากที่สุดในโลก” แต่เขาเองก็พิสูจน์ให้เห็นว่า หากวันหนึ่งจำเป็นต้องเล่นด้วยแท็กติกแบบนั้น เขาก็พร้อมทำ

 

นี่คือเหตุผลที่ทำให้เป๊ปแตกต่าง เขาไม่ได้เป็นแค่โค้ชที่สร้างทีมให้เล่นสวยงาม แต่คือ โค้ชที่ไม่หยุดเรียนรู้ และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

The post เป๊ป จอมแท็กติก ชายผู้พร้อมเปลี่ยนสไตล์เกม เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Shortcut ปรัชญา 3-4-2-1 เหตุผลที่ อโมริม รักไม่ยอมเปลี่ยน(แผน) https://thestandard.co/ruben-amorim-man-united-crisis/ Mon, 15 Sep 2025 10:13:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1119502 ruben-amorim-man-united-crisis

ประเด็นสำคัญ   เพราะมันไม่ใช่แค่แผนแต่คือความเชื่อ […]

The post Shortcut ปรัชญา 3-4-2-1 เหตุผลที่ อโมริม รักไม่ยอมเปลี่ยน(แผน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ruben-amorim-man-united-crisis

 

“มันมีสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมากมาย ไม่มีใครรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ผมจะไม่มีวันยอมเปลี่ยนแปลงอะไรแน่ ถ้าผมอยากจะเปลี่ยนแปลงปรัชญาของตัวเอง ผมจะทำเอง แต่ถ้าผมยังไม่คิดจะเปลี่ยนความคิด คุณก็ต้องเปลี่ยนที่ตัวคนแทน”

 

นี่เป็นอีกครั้งที่รูเบน อโมริม ยืนยันว่าเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงปรัชญาการเล่นในแบบของตัวเอง 3-4-2-1 แม้ว่าทีมจะยังคงทำผลงานได้ย่ำแย่และเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม ซึ่งล่าสุดการแพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี ทำให้ทีมมีแค่ 4 คะแนนจากการลงสนาม 4 นัดแรกของฤดูกาล เป็นผลงานที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เข้ายุคพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 1992/93 ก็ตาม

 

คำถามที่อยากชวนคิดไปด้วยกันในวันนี้คือ ทำไมรูเบน อโมริมถึงเปลี่ยนแผนการเล่นให้ไม่ได้?

 

แต่ก่อนอื่นลองฟังความเห็นจาก รอย คีน อดีตกัปตันผู้ยิ่งใหญ่แห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ดกันก่อน “มันทำให้ผมกังวล” มิดฟิลด์เลือดเดือดให้ความเห็นในรายการวิเคราะห์ทางสถานี Sky Sports “แมนฯ ยูไนเต็ดทีมนี้ขาดคุณภาพในการเล่นอย่างชัดเจน ลองดูผลการแข่ง ลองดูจำนวนแต้มต่อเกม จำนวนประตูได้และเสีย มันดูไม่ดีเลย”

 

สิ่งที่คีนพูดนั้นเป็นไปตามเนื้อผ้า แมนฯ​ ยูไนเต็ด ภายใต้ยุคของอโมริมยังคงดำดิ่งไปกับความ New-low เรื่อยๆ โดยสถิติล่าสุดที่ทำได้คือการออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างเลวร้ายที่สุดเก็บได้เพียงแค่ 4 จาก 12 แต้มเต็มเท่านั้น

 

ทั้งๆ ที่ลงทุนไปมากกว่า 200 ล้านปอนด์ในช่วงปิดฤดูกาล!

 

ถึงแม้ว่าครั้งสุดท้ายที่ทีมปีศาจแดงออกสตาร์ทเลวร้ายขนาดนี้จะจบด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 26 ปีของสโมสร แต่ความแตกต่างกันระหว่างวันนี้กับวันนั้นคือในฤดูกาลก่อนหน้า (1991/92) แมนฯ​ ยูไนเต็ด จบฤดูกาลด้วยการเป็นรองแชมป์ ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี และพวกเขาได้จิ๊กซอว์สำคัญชิ้นสุดท้ายอย่างเอริค คันโตนา

 

ในขณะที่อโมริม ผลงานเลวร้ายจัดจนละเหี่ยใจ โดยที่ Opta คำนวณว่าพวกเขามีโอกาสตกชั้น (11 เปอร์เซ็นต์) ได้มากกว่าที่จะจบฤดูกาลด้วยการเป็นทีมท็อป 5 ที่จะได้ไปยูเอฟา แชมเปียนส์ ลีกเสียอีก (7.3 เปอร์เซ็นต์)

 

และถ้านับตั้งแต่ช่วงที่เข้ามาคุมทีม แมนฯ ยูไนเต็ด คือทีมที่ทำผลงานได้เลวร้ายที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยเก็บได้แค่ 31 แต้มจาก 31 นัดที่ลงสนาม ไม่มีทีมไหนจะทำผลงานได้แย่ขนาดนี้อีกแล้ว 

 

แน่นอนว่าปัญหาเดียวปัญหาเดิมที่ทุกคนพูดถึงมาตลอดคือระบบการเล่น 3-4-2-1 (หรือจะ 3-4-3 ก็ได้ไม่ผิด) ของเขาที่ผ่านมา 10 เดือนแล้วก็ยังไม่มีแววว่าจะเป็นโล้เป็นพาย แต่กลายเป็นพะโล้หมูสามชั้นนุ่มๆสำหรับทีมต่างๆได้เคี้ยวกันหยุ่นๆชุ่มลิ้น

 

เสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบบการเล่นดังไม่เคยหยุด แต่ก็เช่นเดียวกับกุนซือคนหนุ่มวัย 40 ปีชาวโปรตุเกสที่ยืนยัน หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่มีวันเปลี่ยน

 

เพราะอะไร?

 

รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

เพราะมันไม่ใช่แค่แผนแต่คือความเชื่อทั้งชีวิต

 

ในความดื้อรั้นของอโมริม บางทีเราต้องกลับมาคิดเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่หลายคนเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนและปรับสักนิด บางทีแมนฯ​ ยูไนเต็ด อาจจะพลิกกลับมาทำผลงานกระฉูดแล้วก็เป็นได้

 

เหตุผลนั้นอาจเป็นเพราะปรัชญาหรือระบบการเล่น 3-4-2-1 นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบการเล่นธรรมดา

 

แต่มันหมายถึงความเชื่อทั้งชีวิตของลูกผู้ชายที่ชื่อรูเบน อโมริมเลยทีเดียว

 

ทุกอย่างต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นในช่วงแรกที่เขาได้โอกาสสัมผัสงานในการคุมทีมกับสโมสร คาซา เปีย ในฤดูกาล 2018/19

 

อโมริม ในเวลานั้นเพิ่งจะประกาศอำลาวงการมาหมาดๆ ในวัย 32 ปี หลังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรุนแรงเอ็นเข่าฉีกขาด กำลังศึกษาวิชาการเป็นโค้ช โดยหนึ่งใน “ชั้นเรียน” ในช่วงที่เข้ารับการอบรมคือการเข้าไปเข้าไปชมการฝึกสอนของโชเซ มูรินโญ “The Special One” ที่กำลังคุมแมนฯ ยูไนเต็ดด้วย เรียกว่าวิชากำลังร้อน

 

แต่ผลงานในการคุมทีม 2 นัดแรกของเขากลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด คาซา แพ้รวดทั้ง 2 นัด และทำให้อโมริม เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการคุมทีมของตัวเองว่าสิ่งที่เขารู้และเชื่อมานั้นผิดไปหรือเปล่า ความภาคภูมิใจที่สั่งสมมาถูกท้าทายอย่างหนักจากความผิดหวัง

 

สิ่งที่อโมริมทำคือการประกาศกับลูกทีมว่าขอให้เชื่อและทำตามเขาสักนิด ถ้ามันยังไม่ได้ผลอีก เขาจะลาออกจากตำแหน่งเอง

 

ในเกมที่ 3 กับคาซา อโมริมสั่งเปลี่ยนระบบการเล่นใหม่มาใช้กองหลัง 3 ตัวเป็นครั้งแรก และปรากฏว่ามันได้ผล! เขาสัมผัสได้ว่านี่คือระบบการเล่นที่จะนำไปสู่ฟุตบอลในแบบที่เขาอยากเห็นและอยากให้เป็น ซึ่งในเวลาต่อมาก็ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาเรื่อย

 

จนกระทั่งมาถึงจุดสูงสุดในช่วงการคุมทีมสปอร์ติง ลิสบอน พาทีมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยในฤดูกาล 2020/21 และ 2023/24

 

ดังนั้นระบบการเล่นนี้คือสิ่งที่เขาเชื่อและยึดมั่นมาตลอดการทำงานในบทบาทโค้ช

 

ถ้าจะเปลี่ยน ก็หมายถึงการเปลี่ยนแปลงความเชื่อทั้งหมด ซึ่งไม่ง่าย

 

และนั่นทำให้อโมริมบอกอีกครั้งว่าคนเดียวที่จะทำให้เขาเปลี่ยนได้ก็มีแต่ตัวเองเท่านั้น (ซึ่งดูเหมือนจะยังไม่ใช่ในเวลานี้)

 

รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

คนดื้อไม่ได้มีแค่คนเดียว

 

เดินถอยหลังกลับมาอีกนิดสักก้าวสองก้าว แล้วกลับมาคิดดูจะพบว่าความจริงแล้วบนโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่อโมริมเท่านั้นที่ยืนหยัดในความเชื่อของตัวเอง

 

ในโลกฟุตบอลก็มีคนที่เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองแบบนี้มากมาย ซึ่งก็มีหลายคนที่โดดเด่นในจุดนี้

 

“เอล โลโค” มาร์เซโล บิเอลซา ปราชญ์ลูกหนังชาวอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในคนที่จะทำเฉพาะในสิ่งที่ตัวเองคิดและเชื่อเสมอโดยที่ไม่สนใจว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร หรือทีมจะเผชิญกับอะไรอยู่ ตกอยู่ในสภาวะไหนก็ตาม

 

ย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อนในช่วงที่คุมทีม ลีดส์​ ยูไนเต็ด ทีมยูงทองประสบปัญหาผลงานการเล่นเริ่มต่ำ สไตล์การเล่นเพรสซิงสุดมันของพวกเขาเริ่มถูกแก้ทางได้ บิเอลซาตกอยู่ในสภาวะแบบเดียวกับอโมริมคือเขาถูกขอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเล่นใหม่

 

แต่สิ่งที่ “คุรุ” ของวงการทำคือการปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลงตามเสียงเหล่านั้น เขายังยืนยันจะให้ทีมเล่นในแบบเดิมเท่านั้น

 

สุดท้ายบิเอลซาถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมลีดส์ในที่สุด แต่ก็เป็นวันที่เศร้าที่สุดสำหรับแฟนบอลด้วยเช่นกันเพราะถ้าไม่มีบรมกุนซือผู้นี้มารับงานคุมทีมให้ทั้งๆ ที่อยู่ในระดับลีกรอง อดีตยักษ์ใหญ่จากแคว้นแลงคาเชียร์อาจจะไม่มีวันได้กลับมาสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งก็ได้

 

ตัวอย่างอีกคนที่ยืนหยัดในความเชื่อของตัวเองคือ แอนจ์ ปอสเตโคกลู ที่เซ็นชื่อของตัวเองไว้ด้วยปากกาเมจิกที่มองไม่เห็นบนเสื้อของนักเตะทีมท็อตแนม ฮอตสเปอร์ทุกคน ด้วยสไตล์การเล่น “High-line” เลเวลสูงสุด

 

หนึ่งในเกมที่สร้างชื่ออย่างมากคือเกมในฤดูกาล 2023/24 ที่สเปอร์สต้องเหลือผู้เล่นแค่ 9 คนในการเจอกับเชลซี แต่บอสชาวออสเตรเลียสายเลือดกรีซยังยืนยันจะให้ทีมเล่นในแบบเดิม สุดท้ายแม้ทีมจะแพ้ย่อยยับ แต่ก็ได้ใจแฟนฟุตบอลส่วนหนึ่งพอสมควร

 

ปัญหาคือฟุตบอลในแบบของเขามีอายุไม่นาน ทีมประสบปัญหาอาการบาดเจ็บมากมายที่เชื่อว่าเป็นผลจากระบบการเล่นที่ใช้ร่างกายของผู้เล่นในทีมอย่างหนักเกินไป และทีมก็เล่นได้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆจนแทบมองไม่เห็นลายเซ็นนั้นอีก 

 

แต่อย่างน้อยปอสเตโคกลู ก็ทำในสิ่งที่เขาเคยลั่นวาจาไว้ว่า “ทีมของเขาจะได้แชมป์ในฤดูกาลที่ 2 เสมอ” (และนั่นก็มาจากการเอาชนะทีมของอโมริมด้วย…) ถึงสุดท้ายจะโดนปลดจากตำแหน่งในเวลาต่อมาก็ตาม

 

รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

Reinvent โลกหมุนไป เราต้องเปลี่ยนแปลงสิ

 

มีคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนแล้ว ก็ต้องมีคนที่ยอมเปลี่ยนด้วยเหมือนกัน ซึ่งในเกมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมี 2 กรณีศึกษาที่น่าสนใจ

 

คนแรกคือ อันโตนิโอ คอนเต กุนซือคนห้าวผู้ที่สร้างปรากฏการณ์พาเชลซี ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในฤดูกาล 2016/17 ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

 

สิ่งที่ทำให้คอนเตพาเชลซีที่เริ่มต้นฤดูกาลได้ไม่ถึงกับดีนักกลับมาติดลมบนคว้าแชมป์ได้ เกิดจากการตัดสินใจเปลี่ยนแผนการเล่นใหม่จากระบบการเล่นแบบกองหลัง 4 คน มาเป็นระบบการเล่น 3-5-2 ที่ได้มาจากการทดลองในช่วงครึ่งหลังของเกมที่พบกับอาร์เซนอล

 

ผลการทดลองในวันนั้นทำให้กุนซือชาวอิตาลี ค้นพบว่าระบบการเล่นแบบนี้มีความเหมาะสมกับนักฟุตบอลในทีมมากกว่า และมีทีเด็ดอยู่ที่วิงแบ็ก 2 ฝั่งอย่าง มาร์กอส อลอนโซ กับวิคเตอร์ โมเซส ที่มีทั้งทักษะและพละกำลังที่จะวิ่งขึ้นวิ่งลง สร้างสรรค์เกมให้ทีมตัวเอง และทำลายเกมรุกฝ่ายตรงข้ามได้

 

อย่างไรก็ดี “หัวใจ” ในการทำงานของคอนเตไม่ได้อยู่ที่ “ระบบ” แต่เป็น “คน” หาวิธีการใช้คนให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ที่สุด

 

คนที่ 2 ที่ปรับเปลี่ยนทีมตลอดคือเป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกสมัยใหม่ ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักประดิษฐ์” ของโลกลูกหนังยุคศตวรรษที่ 21

 

อย่างที่ทุกคนรู้ เป๊ป คือผู้ที่ทำให้เกิดเทรนด์ของฟุตบอลในแบบเน้นการครองบอล (Positional ball) ที่คิดค้นมาตั้งแต่ยุคการคุมทีมบาร์เซโลนา และฟุตบอลในแบบ Tiki-taka (ชื่อที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย) รวมถึงการคิดค้นตำแหน่ง False nine ที่ไม่ใช่แค่ทำให้บาร์ซาครองโลก แต่ยังเปลี่ยนลิโอเนล เมสซี ให้เป็นราชาลูกหนังของโลกด้วย

 

มาถึงบาเยิร์น มิวนิค เป๊ปประดิษฐ์แท็กติกใหม่ด้วยการใช้ Inverted-fullback โดยกำหนดให้โยชัว คิมมิช แบ็กขวามันสมองของทีมหุบเข้ามาตรงกลางเพื่อเติมจำนวนผู้เล่นในแดนกลางและควบคุมให้บอลอยู่ในการคอนโทรลของทีมมากที่สุด และทำให้เกิดเทรนด์แบ็กหุบในแบบนี้อยู่หลายปี

 

กับแมนฯ ซิตีเอง แม้จะประสบความสำเร็จมากมายได้แชมป์ลีกถึง 7 จาก 9 ฤดูกาล แต่เป๊ปเองก็เคยเจอช่วงเวลายากลำบากโดยเฉพาะในปี 2020 ที่เซร์จิโอ อเกวโร หัวหอกตัวเก่งเริ่มโรยรามีอาการบาดเจ็บรบกวน ทำให้ต้องคิดแผนการเล่นในแบบใหม่ และพบคำตอบในการใช้กองกลางที่มีเซนส์ในการเขยิบเข้ากรอบเขตโทษอย่างอิลคาย กุนโดวาน หรือฟิล โฟเดน ในตำแหน่งศูนย์หน้าจำเป็น ทำให้ทีมกลับมาคว้าแชมป์ในฤดูกาล 2020/21 ได้สำเร็จ

 

โดยที่ทุกวันนี้เป๊ปก็ยังคงพยายามคิดค้นหาสูตรลูกหนังใหม่ๆ ที่จะพาทีมกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

 

รูเบน อโมริม กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

แล้วอโมริมควรจะเปลี่ยนแผนจริงไหม?

 

คนเกือบทั้งโลกก็มองเห็นเหมือนกันหมดว่าระบบ 3-4-2-1 (หรือจะ 3-4-3, 3-2-5 ในเกมรุก, 5-2-3 ในเกมรับ หรือ 5-4-1 ในเกมรับลึก) ที่อโมริมยึดมั่นมันไม่เวิร์ก ไม่ได้ผล

 

ปัญหาใหญ่ที่มองกันคือนักฟุตบอลที่มีไม่เข้ากับระบบการเล่น ลูกทีมเกิดอาการสับสน ไม่มั่นใจว่าควรจะเคลื่อนที่แบบไหน ไปอยู่ที่จุดไหน และจะเล่นกันแบบไหน ที่แย่กว่านั้นคืออโมริมเองก็ดูจะไม่รู้คำตอบด้วยซ้ำว่าเขาจะจัดทีมแบบไหนถึงจะออกมาดีและลงตัวที่สุด

 

จุดใหญ่เท่าฝาหม้อในเวลานี้คือมิดฟิลด์คู่กลางที่ทำให้อะไรๆ มันดูติดขัดไปหมด การถอยบรูโน เฟอร์นันเดส กัปตันทีมลงมาจากบทบาทกองกลางตัวรุก นอกจากจะลดทอนความอันตรายในแดนหน้า ยังทำให้แดนกลางขาดความสมดุลอย่างแรง เพียงแต่ก็ต้องใช้ตรงนี้เพราะไม่รู้จะใช้ที่ไหนแล้ว

 

ไหนจะการทดลองจับเมสัน เมาต์ไปยืนวิงแบ็กซ้ายที่ไม่ได้ผล เช่นกันกับอาหมัด ดิยาลโล นักเตะที่ดีที่สุดในฤดูกาลที่แล้วก็ถูกขยับสลับตำแหน่งไปเรื่อย ส่วนค็อบบี เมนู กองกลางที่ดีที่สุดของทีมอีกคนต้องตกเป็นตัวสำรองอดทน แม้ว่ามานูเอล อูการ์เต และคาเซมิโร จะทำหน้าที่ได้แย่ก็ตามในบทกองกลางตัวรับ

 

อย่างไรก็ดีในมุมนักวิเคราะห์อย่างแดนนี เมอร์ฟีย์ แห่ง BBC Sport มองว่าจริงๆแล้วอโมริม กำลังจูนแมนฯ​ ยูไนเต็ดอยู่และก็ถือว่าทำได้ดีด้วย โดยทีมดูมีทรง (Shape) มากกว่าในฤดูกาลที่แล้ว เล่นกันตลอดได้แน่นเป็นกลุ่มก้อนทั้งเกมรับและเกมรุก ซึ่งจะมองเห็นในเกมกับแมนฯ ซิตี ว่าก็มีช่วงที่สามารถต่อบอลสู้กันได้อยู่

 

ปัญหาคือตัวผู้เล่นที่มีไม่ดีพอ เกมรับทำผิดพลาดจนเสียประตูง่ายๆ และเกมรุกก็ไม่เฉียบขาดเฉียบคมพอที่จะมีสกอร์ได้

 

ฟังแบบนี้แล้วเหมือนจะใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพียงแต่เมอร์ฟีย์สรุปว่า ถึงอโมริมจะมีความพยายามและตั้งใจดี แต่ปัญหาคือตัวของเขาเองก็ยังมีปัญหากับความคิดของตัวเอง และแก้ปัญหาไม่ตกโดยเฉพาะการต้องใส่บรูโน ไว้ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ 

 

มันจะทำให้บทสรุปทุกอย่างจบเหมือนเดิม เพราะเป็นการทดลองด้วยวิธีเดิมๆ

 

ไม่ต่างจากอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เคยบอกไว้ “ถ้าเอาแต่ทดลองแบบเดิมๆ จะคาดหวังผลแบบใหม่ได้อย่างไร”

 

เพียงแต่สำหรับอโมริมแล้ว บางทีเขาอาจจะใช้ชีวิตตามปรัชญา “สโตอิก” (ฟังเพิ่มเติมได้จากรายการ Shortcut ปรัชญา) อยู่ ก็เป็นไปได้นะครับ

 

 

 

เพราะจับความรู้สึกจากถ้อยคำแล้ว เหมือนได้ยินเสียงความในใจกระซิบเบาๆ บอกว่า “ช่างแม่ง!” อย่างไรชอบกล

 

อ้างอิง

 

The post Shortcut ปรัชญา 3-4-2-1 เหตุผลที่ อโมริม รักไม่ยอมเปลี่ยน(แผน) appeared first on THE STANDARD.

]]>
โชเซ มูรินโญ่ แยกทาง เฟเนร์บาห์เช หลังคุมทีมเพียง 1 ปี https://thestandard.co/mourinho-fenerbahce-departure/ Fri, 29 Aug 2025 08:41:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1113112 mourinho-fenerbahce-departure

โชเซ มูรินโญ่ ยุติบทบาทกุนซือของ เฟเนร์บาห์เช หลังเข้าร […]

The post โชเซ มูรินโญ่ แยกทาง เฟเนร์บาห์เช หลังคุมทีมเพียง 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
mourinho-fenerbahce-departure

โชเซ มูรินโญ่ ยุติบทบาทกุนซือของ เฟเนร์บาห์เช หลังเข้ารับตำแหน่งได้เพียงกว่าหนึ่งปีเท่านั้น 

 

โดยการแยกทางครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังทีมดังตุรกีตกรอบเพลย์ออฟ UEFA แชมเปียนส์ ลีก ด้วยน้ำมือของ เบนฟิกา

 

แถลงการณ์ของสโมสรระบุว่า มูรินโญ่ ได้แยกทางกับสโมสร พร้อมกล่าวขอบคุณกุนซือชาวโปรตุเกสวัย 62 ปีสำหรับความทุ่มเท และอวยพรให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางข้างหน้า

 

ในฤดูกาลเดียวที่คุมทีม มูรินโญ่ พาเฟเนร์บาห์เชจบอันดับ 2 ของลีก แต่ตลอดการทำงานเต็มไปด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยมีประเด็นร้อนที่สุดเมื่อ กาลาตาซาราย ประกาศจะดำเนินคดีทางกฎหมาย หลังกล่าวหาว่าเขาใช้ถ้อยคำเหยียดเชื้อชาติในเกมที่เสมอกัน 0-0 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

กุนซือชาวโปรตุเกสปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด พร้อมยืนยันว่าเขาเป็น “สิ่งตรงข้ามกับการเหยียดเชื้อชาติ” และได้ยื่นฟ้องกลับสโมสรคู่แข่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย 1,907,000 ลีราตุรกี หรือราว 1.8 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ มูรินโญ่ ยังเป็นผู้วิจารณ์การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินในตุรกีอย่างต่อเนื่อง จนถูกแบน 4 นัด ก่อนต่อมาลดเหลือ 2 นัด จากกรณีแสดงความคิดเห็นหลังเกมบิ๊กแมตช์กับ กาลาตาซาราย

 

สำหรับ มูรินโญ่ เคยผ่านงานคุมทีมชั้นนำมาแล้วถึง 10 สโมสร รวมถึง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ โดยอนาคตการทำงานครั้งต่อไปยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

อ้างอิง

 

The post โชเซ มูรินโญ่ แยกทาง เฟเนร์บาห์เช หลังคุมทีมเพียง 1 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสน่ห์สีสันชุดโค้ชที่หายไปจากริมสนามฟุตบอล https://thestandard.co/vanishing-charm-of-coach-attire/ Sat, 26 Jul 2025 02:10:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1100125

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คือวัฒนธรรมการแต่งต […]

The post เสน่ห์สีสันชุดโค้ชที่หายไปจากริมสนามฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คือวัฒนธรรมการแต่งตัวข้างสนามของบรรดาโค้ช ที่ทุกวันนี้ แม้จะดูเป็นทางการมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่หายไป คือแฟชันและสีสันจากชุดวอร์มหลากหลายสี ซึ่งแทบหาดูไม่ได้แล้วในยุคสมัยนี้

 

แล้วคุณคิดถึงภาพโค้ชคนใด ในชุดวอร์มชุดไหนเป็นพิเศษกันหรือเปล่า?

 

 

ภาพ: Mark Sandten, Mark Leech/Offside, ullstein bild, VI-Images, Michael Steele – EMPICS / Getty Images

The post เสน่ห์สีสันชุดโค้ชที่หายไปจากริมสนามฟุตบอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมทีมชาติอิตาลี ถึงเลือก เจนนาโร กัตตูโซ เป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่? https://thestandard.co/gattuso-new-italy-coach/ Mon, 16 Jun 2025 12:30:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1085656

“กัตตูโซเป็นสัญลักษณ์ของวงการฟุตบอลอิตาลี เสื้อสีน้ำเงิ […]

The post ทำไมทีมชาติอิตาลี ถึงเลือก เจนนาโร กัตตูโซ เป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“กัตตูโซเป็นสัญลักษณ์ของวงการฟุตบอลอิตาลี เสื้อสีน้ำเงินเปรียบเสมือนผิวหนังชั้นที่สองของเขา

 

“แรงบันดาลใจ ความเป็นมืออาชีพ และประสบการณ์ของเขาจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการรับมือกับภารกิจต่างๆ ของทีมชาติในอนาคต”

 

นั่นคือเหตุผลที่ กาบริเอเล กราวินา ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี หรือ FIGC กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน ถึงเหตุผลที่ว่าทำไมต้องเป็น เจนนาโร ‘ริโน’ กัตตูโซ เทรนเนอร์มาดดุคนนี้ ที่จะเข้ามาเป็นอิลซีทีของทีมชาติอิตาลีคนใหม่

 

อย่างไรก็ตาม เหตุผลที่หวยมาออกที่ริโนอาจจะเรียบง่ายกว่านั้น เพราะว่าในตอนนี้ทีมชาติอิตาลี ‘ไม่มีใครแล้ว’

 

คำว่า ‘ไม่มีใคร’ ในที่นี้อาจไม่ได้หมายความว่าไม่มีโค้ชที่มีคุณภาพพอจะมาคุมทีมชาติอิตาลี แต่หมายถึงไม่มีใครอยากจะรับ ‘เผือกร้อน’ ในการคุมทีมชาติอิตาลีในสภาพปัจจุบันมากกว่า

 

แม้จะเป็นมหาอำนาจลูกหนัง และเพิ่งคว้าแชมป์ยูโร 2020 มาเมื่อปี 2021 แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทัพ ‘อัซซูรี’ ในตอนนี้เต็มไปด้วยปัญหา

 

หนึ่งในนั้นคือปัญหาการขาดกองหน้า จนอิตาลีต้องเรียกตัว มัตเตโอ เรเตกี ลูกครึ่งอิตาลี ที่เกิดและเติบโตในอาร์เจนตินา และเล่นให้โบคา จูเนียร์ส มาติดทีมชาติในปี 2023 ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างได้บางส่วน

 

เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหาดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเรื่องระบบเยาวชนและการสร้างนักเตะเพื่อป้อนสู่ทีมชาติ

 

อะคาเดมีในอิตาลีหลายแห่งถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเงินมากกว่าพัฒนานักเตะ ดาวรุ่งจำนวนมากถูกปล่อยยืมหรือขายให้สโมสรเล็กๆ แบบไร้แผนการพัฒนา จนนักเตะไม่สามารถสะสมพัฒนาการและเติบโตเป็นนักเตะชั้นนำได้

 

แม้แต่สโมสรใหญ่อย่างยูเวนตุส ก็ยังขายดาวรุ่ง Next Gen เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน เช่นเดียวกับเอซี มิลาน และอาแอส โรมา ที่แม้จะเคยมีอะคาเดมีคุณภาพ แต่วันนี้ต้องเผชิญปัญหาทางการเงินอย่างหนัก

 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ สโมสรต่างๆ ไขว่คว้าความสำเร็จระยะสั้น ด้วยการดึงนักเตะอายุน้อยจากลีกเล็กๆ ในราคาถูกมาใช้งาน เมื่อประสบความสำเร็จก็ปล่อยตัวในราคาแพง ทำให้ไม่มีพื้นที่ให้พัฒนานักเตะท้องถิ่นต่อยอด

 

เทียบกับชาติอื่นในยุโรป อย่างฝรั่งเศสที่คว้าแชมป์โลกด้วยนักเตะพรสวรรค์สูง และมีโค้ชที่รู้จักใช้จุดแข็งของนักเตะให้เกิดประโยชน์

 

เยอรมนีก็กำลังฟื้นตัวภายใต้โค้ชหนุ่มอย่าง ยูเลียน นาเกลส์มันน์ ที่ปรับใช้สไตล์บุนเดสลีกากับทีมชาติอย่างสอดคล้อง

 

ส่วนสเปนก็ให้โอกาสนักเตะอายุน้อยในประเทศ ภายใต้ หลุยส์ เด ลา ฟวนเต ที่เคยคุมทีมชุดเยาวชนมาก่อน

 

กลับกัน อิตาลีกลับขาดความต่อเนื่องทั้งด้านอัตลักษณ์และระบบฟุตบอล ไม่มีรากฐานที่ชัดเจนในปัจจุบัน

 

ปัญหานี้ทำให้ไม่มีโค้ชคนไหนอยากเอาชื่อเสียงมาเสี่ยง แม้แต่ ลูเซียโน สปัลเล็ตติ ที่พยายามนำระบบฟุตบอลสมัยใหม่แบบ Relationist มาใช้ แต่กลับไม่สามารถรับมือกับโครงสร้างเดิมที่ไม่พร้อมเปลี่ยนแปลงได้

 

ในบริบทนี้ กัตตูโซจึงถูกเลือก ด้วยภาพลักษณ์ของโค้ชสายบู๊ ผู้มีระเบียบวินัยสูง และเป็นคนที่พร้อมรับเผือกร้อนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นตอนรับงานต่อจาก วินเซนโซ มอนเตลลา ที่เอซี มิลาน, คาร์โล อันเชลอตติ ที่นาโปลี หรือ มาร์เซลินโญ ที่มาร์กเซย

 

แม้ผลงานที่ผ่านมาอาจไม่โดดเด่น แต่การแต่งตั้งเขาอาจเป็นการ ‘ขายผ้าเอาหน้ารอด’ เพื่อสร้างความมั่นคงชั่วคราว มากกว่าการแก้ปัญหาระยะยาวของฟุตบอลอิตาลี

 

FIGC อาจใช้ชื่อเสียงของกัตตูโซเป็นเกราะกำบังเสียงวิจารณ์ไปก่อน โดยไม่กล้าลงมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริง

 

และด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ คนที่จะรับเผือกร้อนของอิตาลีในตอนนี้ จึงต้องเป็น ริโน กัตตูโซ เท่านั้น

 

ภาพ: Bryn Lennon / Instagram

 

อ้างอิง:

The post ทำไมทีมชาติอิตาลี ถึงเลือก เจนนาโร กัตตูโซ เป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โธมัส แฟรงก์ กับภารกิจพาสเปอร์สกลับมาบินให้สูงอีกครั้ง https://thestandard.co/thomas-frank-spurs-coach/ Fri, 13 Jun 2025 04:43:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1084646 thomas-frank-spurs-coach

คุณเคยสงสัยไหมว่า…ทำไมชื่อของ ‘โธมัส แฟรงก์’ จึงมักถูกห […]

The post โธมัส แฟรงก์ กับภารกิจพาสเปอร์สกลับมาบินให้สูงอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
thomas-frank-spurs-coach

คุณเคยสงสัยไหมว่า…ทำไมชื่อของ ‘โธมัส แฟรงก์’ จึงมักถูกหยิบขึ้นมาทุกครั้งที่ทีมใหญ่กำลังมองหาโค้ชคนใหม่?

 

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มพิจารณาตัวแทนของ เอริก เทน ฮาก หรือเมื่อ เชลซี ต้องหาคนมาสานงานต่อจาก เมาริซิโอ โปเช็ตติโน 

 

ชื่อของโธมัส แฟรงก์ มักโผล่ขึ้นมาในลิสต์แคนดิเดตเสมอ แม้เขาจะไม่ใช่กุนซือที่อยู่ในสปอตไลต์ หรือตกเป็นข่าวรายวันในหน้าสื่อ

 

แต่ถ้าพูดถึงโค้ชที่ไม่หวือหวา แต่ทำผลงานเกินคุณภาพทีมที่มี ได้อย่างต่อเนื่อง โธมัส แฟรงก์ คือหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนที่สุด

ผู้จัดการทีมชาวเดนมาร์กวัย 51 ปีรายนี้สร้างชื่อจากการพา เบรนท์ฟอร์ด สโมสรเล็กในลอนดอน วางรากฐานจนสามารถยืนหยัดในพรีเมียร์ลีกได้ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยสไตล์การทำทีมที่ไม่ฉูดฉาด แต่ ‘ฉลาด’ และ ‘ยืดหยุ่น’ อย่างน่าทึ่ง

 

นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันนี้ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ทีมแชมป์ยูโรปาลีกล่าสุด ซึ่งแยกทางกับ อังเก้ โปสเตโคกลู หลังผลงานตกต่ำ (โดยเฉพาะในลีก) ช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา จะตัดสินใจดึงแฟรงก์เข้ามารับช่วงต่อ เพื่อฟื้นโครงสร้างทีม และดึงความสมดุลกลับคืนสู่ลอนดอนเหนืออีกครั้ง

 

ปรัชญาฟุตบอล…ที่ต้องหวังผลได้

 

โธมัส แฟรงก์ มองฟุตบอลเหมือนการแก้สมการ เขาเป็นโค้ชที่หลงใหลในข้อมูล สถิติ และการวิเคราะห์เกมอย่างละเอียด แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่าง คือเขาไม่ลืมว่า “ฟุตบอลคือเกมของอารมณ์”

 

สไตล์ของเขาคือการผสมผสานระหว่าง การตั้งรับอย่างมีวินัย กับ การโจมตีแบบคาดไม่ถึง

 

เบรนท์ฟอร์ดในยุคของแฟรงก์อาจไม่ใช่ทีมที่ครองบอลนาน แต่ทุกการบุกของพวกเขาถูกออกแบบมาอย่างมีนัย เช่น การขึ้นเกมจากปีก, การใช้ลูกโยนยาวเพื่อเอาชนะการเพรส และการสร้างโอกาสจากจังหวะเซตพีซ

 

แฟรงก์ไม่ได้ยึดติดกับระบบอะไรเลย ตามข้อมูลจะเห็นได้ว่า เขาเคยใช้ทั้ง 4-3-3, 3-5-2, ไปจนถึง 4-3-2-1 ซึ่งมันแล้วแต่เกมนั้นๆ ว่าต้องการอะไร แต่จุดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นการวางตัวผู้เล่นให้รับมือกับจุดแข็งของคู่แข่งให้ได้ดีที่สุด โดยไม่สูญเสียจุดเด่นของตัวเอง

 

เบรนท์ฟอร์ดของแฟรงก์เล่นบอลแบบไดเรกต์ แต่มีชั้นเชิง เน้นใช้พื้นที่ efficiently มากกว่าครองบอลไปเรื่อยๆ แม้มันทำให้ฟุตบอลของพวกเขาอาจไม่สวยงาม แต่มีประสิทธิภาพและสำคัญคืออยู่ใกล้กับผลลัพธ์ที่พอจะคาดหวังได้

 

ความโดดเด่นของโธมัส แฟรงก์ กับเบรนท์ฟอร์ด

 

หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้เบรนท์ฟอร์ดอยู่รอดและแข่งขันได้ในพรีเมียร์ลีกคือสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร จนหลายทีมที่เจอต้องปวดหัวเวลาเจอพวกเขา

 

แฟรงก์เป็นโค้ชที่รู้ดีว่าทีมตัวเองไม่ได้มีทรัพยากรนักเตะเทียบเท่าทีมระดับท็อปของลีก แต่เขาเล่นกับแท็กติกและข้อมูลเป็นหลัก เบรนท์ฟอร์ดของแฟรงก์ใช้ low block แบบแน่นหนา รอสวนกลับแบบแม่นยำ ซึ่งอาศัยการวิเคราะห์จุดอ่อนของคู่แข่งเป็นหลัก

 

และที่มันกว่านั้นคือ เบรนท์ฟอร์ดในมือของแฟรงก์มีเอกลักษณ์ชัดเจนเรื่องการ ใช้เซตพีซให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นลูกเตะมุม, ฟรีคิก หรือแม้แต่การทุ่มไกล พวกเขาซ้อมทุกรายละเอียดราวกับเล่นอเมริกันฟุตบอล 

 

ที่คือหนึ่งในทีมที่ใช้วิธีโยนยาวอย่างมีระบบ ไม่ใช่แค่เตะบอลทิ้งให้กองหน้าไปลุ้นมั่วซั่ว แต่ทุกช็อตคือการวางหมากเพื่อเก็บจังหวะสอง ปั่นป่วนแนวรับคู่แข่ง และเปลี่ยนจากบอลธรรมดาให้กลายเป็นโอกาสอันตรายเสมอ

 

เป๊บ-คล็อปป์ ถึง แฟรงก์

 

โธมัส แฟรงก์ คือหนึ่งในกุนซือที่ได้รับความเคารพจากเพื่อนร่วมอาชีพมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก แม้เขาจะไม่ใช่ชื่อที่ฉูดฉาดหรือมีโปรไฟล์หรูหราก็ตาม

 

เป๊ป กวาร์ดิโอลา เคยกล่าวถึงเบรนท์ฟอร์ดของโธมัส แฟรงก์หลังพ่ายคาบ้านในปี 2022 ว่า “พวกเขาเป็นทีมที่มีระบบจัดการดีที่สุดทีมหนึ่งในลีก ทั้งเรื่องแท็กติก การโต้กลับ และการใช้ลูกตั้งเตะ พวกเขาอันตรายทุกมิติ”

 

ขณะที่ เจอร์เกน คล็อปป์ ก็ชื่นชมแฟรงก์ว่าเป็นโค้ชที่ “สร้างทีมจากพื้นฐาน และทำให้เบรนท์ฟอร์ดกลายเป็นคู่แข่งที่เล่นด้วยยากที่สุดทีมหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่เคยเล่นตามแบบที่คู่แข่งคาดไว้เลย”

 

นี่คือสิ่งที่พอจะพิสูจน์ได้ว่า แม้จะอยู่กับสโมสรเล็กและงบประมาณจำกัด แต่โธมัส แฟรงก์แสดงให้เห็นว่าความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ชื่อเสียงหรือมูลค่าทีมเสมอไป มันวัดกันที่ระบบความเข้าใจในเกม และความสามารถในการดึงศักยภาพของนักเตะทุกคนออกมาได้สูงสุด

 

โจทย์ใหญ่ที่รออยู่กับสเปอร์ส

 

หลังจากถูกดึงตัวมาแทน อังเก้ โปสเตโคกลู ที่ทำผลงานไม่ดีในช่วงฤดูกาลที่แล้วกับท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สิ่งที่โธมัส แฟรงก์จะต้องเผชิญ สามารถแบ่งเป็น 2 ข้อหลักๆ คือ

  • ความสมดุลในเกมรับและรุก: เพราะที่ผ่านมา แม้อังเก้พาทีมเล่นเกมรุกเร้าใจ แต่แนวรับรั่วหนัก การจัดระเบียบเกมรับคือจุดที่แฟรงก์ทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน
  • การจัดการในยามเจอทีมใหญ่: สเปอร์สของอังเก้มักแผ่วเวลาเจอทีมท็อป แต่แฟรงก์เคยมีผลงานชนะหรือต่อกรทีมใหญ่ได้บ่อย โดยเฉพาะการเจอกับแมนฯ ซิตี้, เชลซี และลิเวอร์พูล
  • การดึงศักยภาพผู้เล่น: นี่คือจุดแข็งของแฟรงก์ ที่เคยปั้นนักเตะอย่างอิวาน โทนีย์, ดาบิด รายา (ที่ย้ายออกไปแล้ว) หรือแม้แต่ไบรอัน เอ็มบูโม่ ให้ก้าวขึ้นมาเป็นคีย์แมนของทีม และสามารถสู้กับทีมระดับพรีเมียร์ลีกได้อย่างไม่เป็นรอง

 

อย่างไรก็ตาม แม้ โธมัส แฟรงก์ จะมีสไตล์การทำทีมที่ชัดเจน มีระบบที่พิสูจน์แล้วว่า เวิร์กกับทีมเล็กอย่างเบรนท์ฟอร์ด

 

แต่การเข้ามากอบกู้ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน ความคาดหวัง และปัญหาหลายชั้น นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

 

นี่ไม่ใช่ภารกิจธรรมดา แต่มันคือการท้าทายครั้งสำคัญที่สุดในเส้นทางกุนซือของเขา

 

และคำถามคือ ผู้ชายที่สร้างระบบให้ทีมเล็กอยู่รอดในลีกใหญ่ จะเปลี่ยนทีมใหญ่ที่หลงทาง ให้กลับมาบินสูงได้อีกครั้งหรือไม่?

 

แน่นอนว่าคำตอบ…รออยู่ในฤดูกาลหน้าแล้ว

The post โธมัส แฟรงก์ กับภารกิจพาสเปอร์สกลับมาบินให้สูงอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
“เราจะสู้กันเอง หรือจับมือกันเดินต่อ?” รูเบน อโมริม ส่งสารถึงแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาลอันเจ็บปวด https://thestandard.co/ruben-amorim-addresses-united-fans/ Mon, 26 May 2025 03:31:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1078456

“ก่อนอื่น ผมอยากขอโทษสำหรับฤดูกาลนี้ ผมรู้ว่าพวกคุณผิดห […]

The post “เราจะสู้กันเอง หรือจับมือกันเดินต่อ?” รูเบน อโมริม ส่งสารถึงแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาลอันเจ็บปวด appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ก่อนอื่น ผมอยากขอโทษสำหรับฤดูกาลนี้ ผมรู้ว่าพวกคุณผิดหวังกับผมและทีมเป็นอย่างมาก”

 

นี่คือคำพูดของ รูเบน อโมริม ที่ยืนอยู่กลางวงกลมสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด หลังพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคว้าชัยส่งท้ายฤดูกาล 2024/25 พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าแฟนบอลด้วยน้ำเสียงจริงใจและเจือความหวัง

 

“ผมอยากจะขอบคุณ พวกเราซาบซึ้งในแรงสนับสนุนที่พวกคุณมีให้ตลอดฤดูกาล ผมรู้ว่ามันยากมากในหลายๆ เกม

 

“ตอนนี้เราต้องเลือก เราจะติดอยู่กับอดีตหรือไม่ เพราะฤดูกาลนี้ได้ผ่านไปแล้ว มันจบแล้ว

 

“เราจะสู้กันเอง หรือเราจะจับมือกันแล้วเดินหน้าต่อไป

 

“หกเดือนก่อน ผมเคยบอกว่า ‘พายุใหญ่กำลังมา’

 

“วันนี้ หลังจากฤดูกาลที่เลวร้ายนี้ ผมอยากบอกพวกคุณว่า ‘วันที่ดี กำลังจะมาถึง’

 

“ถ้ามีสโมสรใดในโลกที่เคยพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายหรือหายนะได้ มันก็คือสโมสรของเรา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

“ขอบคุณมาก แล้วเจอกันฤดูกาลหน้า”

 

แม้คำพูดของอโมริมจะเปี่ยมด้วยพลัง แต่บรรยากาศในสนามยังคงสะท้อนความไม่พอใจของแฟนบอลต่อตระกูลเกลเซอร์ เจ้าของสโมสร โดยมีเสียงตะโกน “Glazers out!” ดังขึ้นอีกครั้งระหว่างการเดินขอบคุณแฟนบอลของนักเตะ

 

อโมริมชี้แจงกับสื่อในเวลาต่อมาว่า “มันคือทุกอย่าง เราโทษกันไปมาในยามลำบาก เป็นเรื่องธรรมดาของครอบครัว แต่เราต้องเดินไปด้วยกัน แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”

 

ปฏิกิริยาของแฟนบอลหลังจบเกมนัดปิดฤดูกาล ค่อนข้างชัดเจนว่า มีจำนวนไม่น้อยยังไม่เชื่อมั่นในทิศทางใหม่ของสโมสร

 

ถึงแม้อโมริมจะพยายามสื่อสารในเชิงบวก แต่ความรู้สึกของแฟนบอลหลายส่วนยังคงสับสนและไม่พอใจ ตั้งแต่การลดสิทธิ์แฟนรุ่นเก่า การย้ายที่นั่งเพื่อสร้างพื้นที่ VIP การตัดสิทธิ์ผู้ถือตั๋วปีที่ไม่มาเชียร์ครบจำนวน และกระแสไม่ไว้วางใจที่เริ่มพุ่งเป้าไปยัง เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ผู้ถือหุ้นรายใหม่

 

อีกทั้งปัญหาทางการเงินที่เกิดจากยุคเกลเซอร์ก็ยังตามหลอกหลอน เพราะตามข้อมูลจาก Swiss Ramble พบว่า แมนฯ ยูไนเต็ดจ่ายดอกเบี้ยไปแล้วมากกว่า 738 ล้านปอนด์ ในยุคเกลเซอร์ และมีหนี้สะสมเกิน 1.1 พันล้านปอนด์ เมื่อรวมการชำระค้างชำระต่างๆ

 

ขณะเดียวกัน หลังจบเกมในสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดนัดนี้ ถือเป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังเดินหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

 

นักเตะมากประสบการณ์อย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, คริสเตียน อีริคเซน และ จอนนี อีแวนส์ ได้รับการขอบคุณอย่างเป็นทางการจากแฟนบอล หลังสโมสรยืนยันว่าทั้ง 3 คนจะหมดสัญญาและอำลาทีมในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรีเซ็ตทีมครั้งสำคัญ

 

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นของ อเลฮานโดร การ์นาโช ที่เป็นเครื่องหมายคำถามในหมู่แฟนบอล เมื่อเจ้าตัวยืนหน้าสตรีตฟอร์ด เอนด์ พร้อมแฟนสาว ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเกมนี้คือ ‘นัดสุดท้าย’ ในสีเสื้อยูไนเต็ด หลังจากไม่ถูกใส่ชื่อในทีมอีกครั้ง

 

โดยอโมริมยืนยันเพียงสั้นๆ ว่า “การ์นาโชยังเป็นนักเตะของยูไนเต็ด แต่วันนี้ไม่ได้อยู่ในทีม และผมยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร”

 

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ยูไนเต็ดกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ทั้งในแง่โครงสร้างทีม งบประมาณ และความสัมพันธ์ภายใน

 

และทั้งหมดก็เกิดขึ้นหลังจากฤดูกาลที่ถูกจดจำในฐานะ ฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ตกชั้นในปี 1973-74 (หรือ 51 ปีที่แล้ว) เมื่อแมนฯ ยูไนเต็ดจบด้วยอันดับ 15 ของตารางพรีเมียร์ลีก

 

ฤดูกาลนี้อาจจะจบลงอย่างน่าเจ็บปวดใจสำหรับทัพปีศาจแดง แต่การฟื้นฟูแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อโมริมคาดหวัง..เพิ่งเริ่มต้น

 

อ้างอิง:

The post “เราจะสู้กันเอง หรือจับมือกันเดินต่อ?” รูเบน อโมริม ส่งสารถึงแฟนแมนฯ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาลอันเจ็บปวด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอริก ‘The King’ คันโตนา ราชาของความขัดแย้ง การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน https://thestandard.co/eric-cantona-man-utd/ Sun, 25 May 2025 05:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1078078 eric-cantona-man-utd

ถึงแม้ว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะใช้ความพยายามมากสักแค่ไห […]

The post เอริก ‘The King’ คันโตนา ราชาของความขัดแย้ง การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
eric-cantona-man-utd

ถึงแม้ว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะใช้ความพยายามมากสักแค่ไหนในการทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาครองความยิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ดูเหมือนพวกเขายังขาดอะไรสักอย่าง

 

ใครสักคนที่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ปีศาจแดงกลับมาเป็น ‘ผู้ชนะ’ อีกครั้งแต่เขาคนนั้นจะเป็นใครนะ?

 

บางครั้งเรื่องราวบางเรื่องมันก็ยากที่จะหาคำอธิบาย

 

ในระหว่างที่เฟอร์กูสันกำลังขบคิดถึงบทสนทนากับ สตีฟ บรูซ และ แกรี พัลลิสเตอร์ สองปราการหลังตัวหลักของทีมที่คุยกันในห้องอาบน้ำของสโมสร และเอ่ยปากชมระคนยกย่อง เอริก คันโตนา กองหน้าตัวเก่งของลีดส์​ ยูไนเต็ด ว่ามีทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก การเคลื่อนที่ที่ทำให้จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

 

บ่ายวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน ปี 1992 ก็มีโทรศัพท์เข้ามาถึง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานั้น

 

และเสียงตามสายในวันนั้นเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของทีมปีศาจแดงไปตลอดกาล

 

พฤศจิกายน 1986 ในวันสายฝนโปรยที่แมนเชสเตอร์

 

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หนึ่งในผู้จัดการทีมสายเลือดใหม่ไฟแรงแต่ไม่อ่อนประสบการณ์ เพราะผลงานโดดเด่นในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ ทั้งการพาอเบอร์ดีนครองความยิ่งใหญ่ในแผ่นดินลูกหนังไฮแลนด์และการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสตาฟฟ์โค้ชของปรมาจารย์ จ็อก สตีน นำทีม ‘ตาร์ตัน’ ชุดลุยฟุตบอลโลก ถูกเปิดตัวในฐานะผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูร้อนปี 1986 โดยมาแทนที่ของ รอน แอตกินสัน หรือ “บิ๊กรอน” หนึ่งในกุนซือจอมเก๋าของวงการฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งประสบปัญหาผลงานย่ำแย่ยาวนานจนต้องถูกไล่ออกไป

 

ความจริงจะโทษบิ๊กรอนก็ไม่ถูกนัก เพราะยูไนเต็ดในช่วงเวลานั้นไม่ได้อยู่ในยุคทองเหมือน 20 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลาของเซอร์แมตต์ บัสบี และเหล่า ‘บัสบีเบบส์’ ซึ่งรวมถึง 3 นักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสรในยุคนั้นอย่าง บ็อบบี ชาร์ลตัน, จอร์จ เบสต์ และ เดนิส ลอว์ 

 

เฟอร์กูสันใช้ความพยายามและความอดทนในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสโมสรแห่งนี้ เพื่อหวังจะยืนหยัดต่อสู้กับมหาอำนาจแห่งยุค 80 ซึ่งเป็น 2 ทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ อย่างลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นคู่ปรับกันโดยตรง และเอฟเวอร์ตันที่ถือเป็นทีมชั้นนำในเวลานั้น

 

เฟอร์กูสัน

 

การเปลี่ยนแปลงยาวนานกว่าที่คิด จนกุนซือชาวสกอตติชเกือบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน แต่แชมป์เอฟเอคัพ ด้วยการเอาชนะคริสตัล พาเลซ ในนัดชิงชนะเลิศปี 1990 ที่ต้องพบกันถึง 2 นัดหลังจากที่เสมอในเกมนัดแรกมา 3-3 ซึ่ง ลี มาร์ติน ทำประตูชัยในเกมนัดรีเพลย์ (ในยุคนั้นฟุตบอลถ้วยอังกฤษ ถ้าเสมอกันก็แข่งใหม่) เป็นการ ‘ซื้อเวลา’ ให้เฟอร์กูสัน

 

หลังจากนั้นมาแมนฯ ยูไนเต็ด ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนกลับมาลุ้นแชมป์เต็มตัวในฤดูกาล 1991/92 โดยทีมคู่แข่งในเวลานั้นคือ ลีดส์​ ยูไนเต็ด คู่ปรับอีกทีมแห่ง ‘สงครามกุหลาบ’ (Roses Wars) ที่ชิงชังกันรุนแรง 

 

ปรากฏว่าลีดส์ ภายใต้การนำของ โฮเวิร์ด วิลกินสัน หรือ ‘วิลโก้’ กุนซือผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอลแลนด์ โรด แกร่งและสม่ำเสมอกว่า คว้าแชมป์ฟุตบอลดิวิชัน 1 ฤดูกาลสุดท้าย ก่อนจะมีการแยกลีกสูงสุดไปตั้งพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลถัดไป

 

ความจริงแมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานั้นก็นับว่าเก่งและแกร่งมากแล้ว ด้วยขุนพลอย่าง ‘กัปตันมาร์เวล’ ไบรอัน ร็อบสัน (ในวัยเริ่มโรยรา), ไบรอัน แม็คแคลร์, ลี ชาร์ป, อังเดร แคนเชลสกี, ปีเตอร์ ชไมเคิล, สตีฟ บรูซ, แกรี พัลลิสเตอร์

 

แต่พวกเขายังขาดบางอย่างจากบางคนที่จะสร้างความแตกต่างได้

 

บางอย่างที่ลีดส์มี แต่แมนฯ ยูไนเต็ดไม่มี

 

พฤศจิกายน 1992 สายฝนยังคงโปรยปรายเสมอที่เมอร์เชสแตน (อนุญาตให้ผวนได้)

 

ในห้องทำงานเล็กๆ ของ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส ผู้อำนวยการสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ดในเวลานั้นมีเสียงตามสายต่อตรงมาถึง และความจริงเป็นเสียงตามสายที่ไม่น่ารับแขกสักเท่าไรนัก

 

“สวัสดีมาร์ติน” เป็นคำทักทายจาก บิลล์ โฟเธอร์บี ประธานสโมสรลีดส์ถึงประธานสโมสรคู่แข่งก่อนจะเข้าเรื่องทันทีว่า “คุณคิดอย่างไรถ้าหากเราจะขอซื้อ เดนิส เออร์วินมาอยู่กับเรา”

 

เดนิส เออร์วิน งั้นเรอะ นี่คือฟูลแบ็กในแบบหายากกับการเป็นผู้เล่นแบ็กซ้ายที่ถนัดเท้าขวา แถมยังมีทักษะในการเปิดบอลที่แม่นยำหาตัวจับได้ยาก ถ้าใครได้ตัวไปร่วมทีมก็ถือเป็นโชคดี เพราะสามารถสลับไปเล่นแบ็กขวาได้ด้วยถ้าจำเป็น

 

แต่แบ็กไอริชผู้นี้คือนักเตะที่เฟอร์กูสันไว้ใจและหวงแหนมาก และแน่นอนเมื่อเรื่องถึงหูบอสใหญ่ในโรงละครแห่งความฝันก็ควันออกหูทันที

 

“ไม่ขาย”

 

แต่ในเวลานั้นเองที่เขาได้ความคิดอะไรดีๆ ขึ้นมา

 

2 เดือนก่อนหน้านั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ลงสนามในโอลด์แทรฟฟอร์ด และสามารถเอาชนะลีดส์ คู่ปรับได้สำเร็จด้วยสกอร์ 2-0 จากการทำประตูของ อังเดร แคนเชลสกี ปีกจรวดยูเครน และ สตีฟ บรูซ ปราการหลังจอมแกร่ง

 

หลังเกมจบลงในระหว่างที่ทุกคนอาบน้ำแต่งตัว เฟอร์กี้ซึ่งนึกอย่างไรไม่รู้เข้าไปห้องอาบน้ำร่วมกับทีมด้วย ได้พูดคุยกับบรูซ และ ‘พัลลี’ แกรี พัลลิสเตอร์ คู่ปราการหลังเกี่ยวกับเกมที่เพิ่งจบลงไป

 

‘พัลลี’ แกรี พัลลิสเตอร์

 

ปรากฏว่าทั้งสองพูดถึงความเก่งกาจของ เอริก คันโตนา กองหน้าเฟรนช์แมนจอมศิลปินของลีดส์ขึ้นมาว่าเก่งจนยากที่จะรับมือ เรื่องนี้ได้เข้าไปอยู่ในความคิดของเฟอร์กี้มาตั้งแต่วันนั้น และความคิดนี้ก็ผุดออกมาเหมือนมาริโอ้ที่โผล่มาจากท่อ

 

“มาร์ติน คุณลองถามให้หน่อยว่ามีโอกาสไหมที่พวกเขาจะขายคันโตนา”

 

ถึงการทำธุรกิจระหว่างสโมสรฟุตบอลจะไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะไม่ว่าภาพของความขัดแย้งจะรุนแรงแค่ไหนแต่คนทำงานนั้นรู้กันว่าทุกอย่างคุยกันบนโต๊ะเจรจาได้ แต่การจะคว้าตัวนักเตะระดับดาวเด่นของคู่แข่งมาแบบนี้ไม่น่าเป็นความคิดที่ดีนัก

 

แต่ประธานแมนฯ ยูไนเต็ดก็ถามให้ตามคำขอ และคำตอบที่ได้ก็ชวนตกใจ

 

โฟเธอร์บี บอกว่า “เป็นไปได้” สาเหตุนั้นเป็นเพราะคันโตนา มีปัญหาภายในทีมลีดส์ เริ่มไม่มีความสุขกับการเล่น ซึ่งเอ็ดเวิร์ดสรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาจะได้ตัวมาอย่างแน่นอน แต่การเจรจาจะต้องรวดเร็วไม่ให้เกิดความลังเลที่อาจจะทำให้เปลี่ยนใจได้

 

“ผมอยากได้คันโตนา ผมให้เวลา 24 ชั่วโมงแล้วกัน คุณไปคิดมาว่าจะขายหรือไม่ขาย”

 

แค่ชั่วโมงเดียวโฟเธอร์บีก็โทรกลับมาแล้ว 

 

เอริก คันโตนา ย้ายจากลีดส์มาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัวเพียง 1.2 ล้านปอนด์ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1992 เดือนเดียวกับที่เฟอร์กี้ย้ายมาคุมทีมในโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อ 6 ปีก่อนหน้านั้น

 

เอริก คันโตนา แมนยู

 

คันโตนา นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของความเป็น ‘แบดบอย’ นักฟุตบอลอารมณ์ร้อนที่ยากจะควบคุมได้ และพร้อมก่อปัญหาเสมอในทีม 

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ แกรมม์ ซูเนสส์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเคยปฏิเสธโอกาสจะเซ็นสัญญากับเขาในปี 1991 ในช่วงที่คันโตนามีปัญหาในทีมโอแซร์ จนมิเชล พลาตินี โค้ชทีมชาติฝรั่งเศสแนะนำให้ย้ายไปเล่นในอังกฤษเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และพยายามช่วยเสนอขายให้ลิเวอร์พูล แต่ ‘ซูอี้’ ไม่รับข้อเสนอเพราะไม่อยากทำลายความกลมเกลียวภายในแอนฟิลด์

 

สุดท้ายคันโตนาได้มาทดสอบฝีเท้ากับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ แต่กลายเป็นลีดส์ที่ได้ตัวเขามาร่วมทีม ในเดือนมกราคม 1992 โดยที่มีสัญญาการยืมตัวจากนีมส์ สโมสรต้นสังกัดในเวลานั้นถึงเดือนเมษายน หากถึงตอนนั้นลีดส์ ต้องการได้ตัวมาร่วมทีมถาวรต้องจ่ายเงิน 900,000 ปอนด์

 

แต่เพชรไม่ว่าอยู่ที่ใดก็เปล่งประกาย แบดบอยคันโตนากลายเป็นคนสำคัญในทีมลีดส์ เพราะพรสวรรค์ที่สูงส่งในการเล่นของเขาคือสิ่งที่สร้างความแตกต่างขึ้นในเกมการแข่งขัน เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากที่สุดในนักฟุตบอล

 

สุดท้ายลีดส์ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อตัวเขามาและคันโตนา ก็มีส่วนสำคัญในการชนะรวด 5 นัดสุดท้าย พาทีมคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ในที่สุดในเกมรองสุดท้ายของฤดูกาลซึ่งพวกเขาเอาชนะเวนส์เดย์ได้และแมนฯ ยูไนเต็ดไปพลาดพ่ายให้ลิเวอร์พูล

 

อย่างไรก็ดีการทำตัวของเขาทำให้คันโตนากลายเป็นปัญหาเหมือนเดิม การขายให้แมนฯ ยูไนเต็ดด้วยเงิน 1 ล้านปอนด์ ถือว่าลีดส์ได้กำไรด้วยซ้ำ

 

แต่ทีมที่ได้กำไรกว่ากลับเป็นคู่แข่ง

 

การได้คันโตนามาก็เป็นการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดในชีวิตของเฟอร์กี้และแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะนี่คือกองหน้าที่พวกเขารอคอย คนที่สร้างความแตกต่างในสนามให้เกิดขึ้นได้ด้วยพรสวรรค์การเล่นที่เหนือชั้นหาตัวจับได้ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟอร์กี้เคยอยากได้และพยายามติดตาม แมตธิว เลอ ทิสซิเอร์ พ่อมดลูกหนังแดนใต้จากเซาแธมป์ตันแต่ไม่สำเร็จ

 

สุดท้ายกองหน้าจอมศิลปินผู้ถูกจดจำด้วยการทำคอปกเสื้อแข่งให้ตั้ง ก็พาแมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลปฐมฤกษ์ได้สำเร็จในฤดูกาล 1992/93 เป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในรอบ 26 ปีของสโมสร และเป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

ถีบผู้ชมในสนาม

 

สำหรับคันโตนา การมาอยู่กับเฟอร์กี้ ก็เหมือนได้พ่อคนใหม่ที่เข้าใจและพร้อมอยู่เคียงข้าง แม้ว่าจะยังคงมีพฤติกรรมสร้างปัญหาบ้าง โดยเฉพาะเหตุการณ์ “ลูกเตะกังฟู” ที่กระโดดถีบใส่แมตธิว ซิมมอนส์ แฟนบอลปากปีจอของคริสตัล พาเลซ ในเดือนมกราคม 1995 จนถูกตัดสินลงโทษสถานหนักด้วยการแบนห้ามลงแข่งขันถึง 9 เดือน

 

โทษนั้นหากเป็นสโมสรอื่นคันโตนาจะโดนตัดหางปล่อยวัดแน่นอน แต่เฟอร์กี้ปกป้องและให้โอกาส รอคอยเขากลับมา ซึ่งสุดท้ายคันโตนาก็กลับมา และเกมแรกในการกลับมาก็เป็นตำนานด้วยการทำคนเดียว 2 ประตูหยุดไม่ให้ลิเวอร์พูลบุกมาคว้าชัยชนะได้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในฤดูกาล 1995/96

 

ก่อนที่ ‘ก็องโต้’ หรือที่แฟนในสมัยนั้นจะร้องเรียก (Chant) กันสนุกปากว่า “อุ๊อ๊า” จะช็อกวงการด้วยการประกาศแขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาล 1996/97 แบบไม่มีใครได้ตั้งตัว

 

การลงสนามในสีเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ด ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นหลังนัดส่งท้ายฤดูกาลแค่ 5 วัน ในเกมเทสติโมเนียลของเดวิด บุสต์ อดีตกองหลังโคเวนทรี ผู้โชคร้ายขาหักสะบั้นในจังหวะปะทะกับชไมเคิล ในปีก่อนหน้านั้น และหลังจากนั้นคันโตนาก็ลาจากทีมไป

 

โดยที่ไม่มีแฟนปีศาจแดงคนไหนลืม ‘คิง เอริก’ คนนี้ได้เลย

The post เอริก ‘The King’ คันโตนา ราชาของความขัดแย้ง การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อันเชลอตติ อำลาเรอัล มาดริด ปิดฉากกุนซือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร https://thestandard.co/ancelotti-leaves-real-madrid/ Fri, 23 May 2025 11:11:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1077755 ancelotti-leaves-real-madrid

เรอัล มาดริด ประกาศแยกทางกับ คาร์โล อันเชลอตติ อย่างเป็ […]

The post อันเชลอตติ อำลาเรอัล มาดริด ปิดฉากกุนซือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ancelotti-leaves-real-madrid

เรอัล มาดริด ประกาศแยกทางกับ คาร์โล อันเชลอตติ อย่างเป็นทางการ หลังจากสหพันธ์ฟุตบอลบราซิล (CBF) ประกาศแต่งตั้งเขาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีมชาติบราซิล โดยจะเริ่มงานในวันที่ 26 มิถุนายน หรือ 1 วันหลังลาลีกา สเปน ปิดฤดูกาล

 

การอำลาครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากเส้นทางอันรุ่งโรจน์ของอันเชลอตติในถิ่นซานติอาโกเบร์นาเบว โดยตลอดระยะเวลา 6 ฤดูกาล (รวม 2 ช่วงเวลา) ที่เขาคุมทัพ “ราชันชุดขาว” พาทีมคว้าแชมป์รวมทั้งสิ้น 15 รายการ ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

 

ผลงานอันยิ่งใหญ่นี้ประกอบด้วย

  • ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัย
  • สโมสรโลก 3 สมัย
  • ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 3 สมัย
  • ลาลีกา 2 สมัย
  • โกปา เดล เรย์ 2 สมัย
  • สแปนิชซูเปอร์คัพ 2 สมัย

 

โดยฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร กล่าวยกย่องว่า “อันเชลอตติจะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวมาดริดตลอดไป เขาคือโค้ชที่ไม่เพียงพาเราประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นแบบอย่างของคุณค่าที่เรอัล มาดริดยึดมั่น”

 

สำหรับเกมนัดสุดท้ายของอันเชล็อตติในฐานะกุนซือเรอัล มาดริด จะมีขึ้นที่ซานติอาโกเบร์นาเบว โดยสโมสรเตรียมจัดพิธีเชิดชูเกียรติเขาอย่างสมเกียรติ ในเกมที่พบกับ เรอัล โซเซียดัด ในเสาร์ที่ 24 พ.ค.นี้ เวลา 21.15 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

อันเชลอตติ อำลาเรอัล มาดริด อันเชลอตติ อำลาเรอัล มาดริด อันเชลอตติ อำลาเรอัล มาดริด อันเชลอตติ อำลาเรอัล มาดริด

 

The post อันเชลอตติ อำลาเรอัล มาดริด ปิดฉากกุนซือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูเบน อโมริม ยังได้ไปต่อกับแมนฯ ยูไนเต็ด หรือจริงๆ ควรจะพอแค่นี้? https://thestandard.co/ruben-amorim-man-united-future/ Thu, 22 May 2025 10:01:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1077187

“ผมไม่มีอะไรจะพูดถึงเรื่องอนาคตของผม”​ รูเบน อโมริม เปิ […]

The post รูเบน อโมริม ยังได้ไปต่อกับแมนฯ ยูไนเต็ด หรือจริงๆ ควรจะพอแค่นี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ผมไม่มีอะไรจะพูดถึงเรื่องอนาคตของผม”​ รูเบน อโมริม เปิดหัวการแถลงข่าวหลังจบเกมที่น่าผิดหวังที่ซานมาเมส เมื่อแมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ด พ่ายแพ้ต่อท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในศึกนัดชิงชนะเลิศยูฟ่ายูโรปาลีก 

 

ก่อนเกม แมนฯ ยูไนเต็ด หวังว่าอย่างน้อยการได้แชมป์รายการนี้ไม่เพียงจะเยียวยาฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปีของสโมสร แต่ยังอาจจะช่วยประคับประคองความหวังของการก่อร่างสร้างทีมใหม่ในฤดูกาลหน้า

 

แต่ตลอด 90 นาทีเศษที่สนามของทีมแอธเลติกบิลเบา – หนึ่งในทีมที่พลพรรคอสูรแดงจัดการบุกมาถล่มอย่างเกรียงไกร – กลับไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าพวกเขาคู่ควรกับการเป็นผู้ชนะเลย 

 

ถึงแม้ว่าสเปอร์สเองก็ไม่ได้เล่นดีเด่อะไรเลยก็ตาม และมันเป็นหนึ่งในนัดชิงชนะเลิศที่คุณภาพเลวร้ายที่สุดสำหรับผู้ชมทั่วโลก แต่ขั้นต่ำที่สุด แอนจ์ ปอสเตโคกลู ก็ทำตามคำพูดที่ทุกคนเคยขบขันกับเขาเอาไว้ว่า “ผมจะพาทีมได้แชมป์เสมอในปีที่ 2”

 

แล้วอโมริม ผู้ที่ถูกคาดหวังว่าจะพาแมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาสู่หนทางที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เขาทำอะไรลงไป?

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในขณะที่เสียงจากบอร์ดบริหารของโอลด์แทรฟฟอร์ดพร้อมจะวางใจให้กุนซือคนหนุ่มชาวโปรตุเกสทำทีมต่อไปในฤดูกาลหน้า

 

แต่คำถามเริ่มมาแล้วว่า หรือควรจะแยกทางกันแค่ตรงนี้ดีไหม?

 

 

บนความพ่ายแพ้ต่อท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในศึกยูโรปาลีกรอบชิงชนะเลิศนั้นไม่ได้ส่งผลเพียงแค่ในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึกของแฟนฟุตบอล Red Army ทั่วโลกหลายสิบล้านคนเพียงเท่านั้น

 

แน่นอนว่านี่เป็นฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษตามประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสโมสร ที่ไม่เพียงแค่จบฤดูกาลด้วยมือเปล่า แต่อันดับในตารางคะแนนยังหล่นลงไปไกลถึงที่ 16 ในปัจจุบันด้วยจำนวนแต้มที่หากเป็นในอีกหลายฤดูกาลอยู่ในกลุ่มลุ้นหนีตกชั้นด้วย

 

แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่กำลังจะเกิดขึ้นกับแมนฯ ยูไนเต็ด คือผลกระทบจากผลงานในสนามฤดูกาลนี้กำลังจะส่งผลต่อเนื่องถึงอนาคตของสโมสรในระยะยาว ที่อาจจะทำให้งานของ รูเบน อโมริม ยากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าในฤดูกาลหน้า 

 

ใช่ อโมริมยังได้ ‘ไปต่อ’ 

 

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ที่ว่าไปต่อนี้จะไปอีกนานสักแค่ไหน?

 

สัญญาณเรื่องอนาคตของอโมริม นั้นมีเค้าความชัดเจนตั้งแต่ก่อนที่เกมนัดชิงชนะเลิศยูโรปาลีก ที่เมืองบิลเบา ประเทศสเปน จะเริ่มขึ้น

 

ข้อความนั้นชัดเจน “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นรูเบน อโมริมจะได้ทำงานของเขาต่อไป”

 

กล่าวคือบอร์ดบริหารของสโมสรซึ่งนำโดยเซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ แห่ง INEOS เจ้าของร่วมสโมสรและ โอมาร์ เบอร์ราดา ซีอีโอของสโมสรที่ทำหน้าที่ในการบริหารกิจการของสโมสรในภาพรวมทั้งเรื่องในและนอกสนามยังคงพร้อมสนับสนุนอโมริมอย่างเต็มที่

 

การสนับสนุนนั้นอยู่บนหลักการและเหตุผลว่า กุนซือชาวโปรตุกีสสมควรจะได้โอกาสและเวลาในการทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการสนับสนุนด้วยการปรับกำลังทัพเพื่อสู้ศึกใหม่ในฤดูกาลหน้าซึ่งมีการวางแผนการเสริมทัพผู้เล่นมาสักระยะแล้ว หลังจากที่ในช่วงตลาดฤดูหนาวเสริมทัพด้วยผู้เล่นวิงแบ็กอย่าง แพทริก ดอร์กู เพียงแค่คนเดียว

 

เพราะการเข้ามารับงานกลางทางบนเงื่อนไขและสถานการณ์ที่ยากลำบากเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเห็นใจในความจำเป็นและจำใจ

 

หลายครั้งที่อโมริมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงและจริงใจที่จะพยายามเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสโมสรแห่งนี้ที่ตกอยู่ในสภาพตกต่ำอย่างเหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่เมื่อ 12 ปีที่แล้วพวกเขาเพิ่งเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก – แชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 มากที่สุดของเกาะอังกฤษ – ในฤดูกาลสุดท้ายของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

แต่เวลานี้อันดับหล่นไปไกลใกล้กับโซนตกชั้น

 

สถิติที่ทำให้หลายคนตกใจคือนับตั้งแต่เข้าปี 2025 เป็นต้นมา ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาแมนฯ ยูไนเต็ด ของอโมริม เก็บได้เพียงแค่ 9 คะแนนเท่านั้น

 

9 คะแนนในรอบ 5 เดือน ไม่น่าใช่ผลงานของโคตรทีมอย่างแมนฯ​ ยูไนเต็ด

 

และในชัยชนะ 6 นัดในพรีเมียร์ลีกในยุคของเขา 3 ในนั้นเป็นการชนะ 3 ทีมที่ตกชั้นอย่าง เลสเตอร์, อิปสวิช และเซาแธมป์ตัน

 

“น่าอับอาย” น่าจะเป็นคำพูดที่สะท้อนความรู้สึกและความจริงได้ชัดเจน

 

 

ปัญหาของทีมปีศาจแดงใต้การนำของอโมริมนั้นเห็นได้ชัดมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น เมื่อระบบและปรัชญาการเล่นของเขาไม่เข้ากันเลยกับผู้เล่นที่สโมสรมีอยู่ในเวลานี้

 

ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามในการค้นหาคำตอบ ซึ่งมีผู้เล่นบางรายที่ทำได้ดี ยกระดับตัวเองขึ้นมาได้พอสมควร เช่น มัตไธส์ เดอ ลิกต์, แฮร์รี แม็กไกวร์, คาเซมิโร แต่ปัญหาใหญ่คือผู้เล่นอีกส่วนใหญ่ยังทำผลงานได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

 

เรื่องนี้ให้ความยุติธรรมกับอโมริมแล้วก็เข้าใจได้ เพราะการเข้ามากลางทางและหวังจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่เรื่องที่ง่าย

 

เพียงแต่หากมองถึงระยะเวลาเกินครึ่งฤดูกาลที่ผ่านมา ผลงานของกุนซือไฟแรงก็ชวนให้ตั้งคำถามเช่นกันว่าผ่านมาตั้งหลายเดือน ไม่สามารถทำให้ทีมเล่นในแบบที่ต้องการได้แม้แต่น้อยเลยหรือ

 

ในเกมนัดชิงชนะเลิศกับสเปอร์ส ซึ่งเป็นเกมสำคัญที่มีเดิมพันมากกว่าแค่เรื่องของความสำเร็จ เพราะเกี่ยวพันกับอนาคตการวางแผนงานของสโมสรที่หวังพึ่งรายได้มหาศาลจากโอกาสในการกลับไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกอีกครั้งในฤดูกาลหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังคงเล่นได้อย่างน่าผิดหวัง

 

พูดเป็นภาษาไทยง่ายๆ คือ ‘No Bay’ 

 

‘ไม่เอาอ่าว’

 

อโมริม ยังไม่สามารถทำให้ทีมเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในเกมรุก ไม่มีทรงบอลที่ชัดเจน เกมรับยังเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง และไม่สามารถปลุกใจอังเดร โอนานา ผู้รักษาประตูของทีมให้กลับมามั่นใจอีกครั้งได้

 

ด้วยระยะเวลาที่มีอย่างน้อยขี้เหร่ที่สุดทีมก็ควรจะมีสัญญาณที่ดีให้เห็นบ้าง แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่คือไม่มีอะไรที่ดีขึ้นทั้งนั้น

 

และข้ออ้างเรื่องเวลานั้นยิ่งทำให้อโมริมดูแย่ เพราะกุนซือคนอื่นที่เข้ามากลางทางอย่าง วิตอร์ เปไรรา สามารถเปลี่ยนแปลงวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ให้กลายเป็นทีมที่เล่นได้ดีอีกครั้งภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

 

เช่นเดียวกันกับ เดวิด มอยส์ ที่กลับมากอบกู้และเปลี่ยนแปลงเอฟเวอร์ตันให้กลับมาเป็นทีมที่มั่นใจได้อีกครั้ง

 

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความคลางแคลงใจว่าหากให้โอกาสอโมริมทำงานต่อ ทุกอย่างจะกลับมาดีขึ้นอีกครั้งจริงๆ ใช่ไหม?

 

 

อย่าลืมว่าฤดูกาลแห่งความน่าผิดหวังนี้กำลังจะปิดฉากลง และนั่นคือสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งทีมจำเป็นต้องวางแผนว่าจะปรับทัพและเสริมทีมในจุดใดบ้าง 

 

ลำพังเพียงจุดที่ต้องการปรับทัพก็แทบทุกจุดของทีมแล้ว ซึ่งแม้จะมีสัญญาณที่ดีอยู่บ้างกับนักเตะบางรายที่ดูมีท่าทีต้องการย้ายมาเล่นในโอลด์แทรฟฟอร์ด อย่าง มาเตอุส คุนญา กองหน้าอเนกประสงค์ตัวเก่งของวูล์ฟส และ มีเลียม ดีแลป หัวหอกดาวรุ่งจากอิปสวิช

 

แต่การที่แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ได้ไปแชมเปียนส์ลีกและไม่ได้ไปรายการยุโรปใดๆ อีกทำให้ส่งผลกระทบมหาศาลต่อรายรับของสโมสรที่ขาดรายได้หลัก ‘ร้อยล้านปอนด์’ โดยที่การจบอันดับ 16 (หรือดีที่สุดที่เป็นไปได้ในฤดูกาลนี้คือ 14) จะทำให้เงินรางวัลของพรีเมียร์ลีกตามระบบ Merit System น้อยกว่าทีมที่จบในกลุ่มหัวตารางมาก

 

ไม่นับรายได้เงินจากสปอนเซอร์ที่จะลดลงตามเงื่อนไข โดยเฉพาะ Adidas สปอนเซอร์ชุดแข่งที่มีรายงานว่าหากไม่ได้เล่นแชมเปียนส์ลีก รายรับจะลดลงจากที่ตกลงไว้ปีละ 90 ล้านปอนด์ลงอีกราวปีละ 10 ล้านปอนด์

 

ไม่ได้หมายความว่าแมนฯ​ ยูไนเต็ด ไม่มีเงิน เพราะพวกเขายังคงเป็นหนึ่งในสโมสรระดับท็อปของโลกที่ทำรายได้มากที่สุด พวกเขายังมีเงินอยู่แต่มันน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ และรายรับนั้นอาจไม่เพียงพอที่จะ ‘โปะ’ งบบัญชีของสโมสรที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎ Profit and Sustainability Rules (PSR) 

 

นั่นหมายถึงการจะขยับซื้อผู้เล่นเป็นไปได้ยากขึ้น ต้องเลือกอย่างรอบคอบมากขึ้น  ไม่นับแรงดึงดูดผู้เล่นชั้นดีที่จะยากขึ้นไปอีกจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่

 

การ ‘ขายทำทุน’ มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้เล่นที่ยังพอมีราคาอย่าง ค็อบบี เมนู และ อเลฮานโดร การ์นาโช สองสตาร์ดาวรุ่งจากอะคาเดมีที่นอกจากจะทำเงินได้สูงยังโปะกลับมาในส่วนของ PSR ได้ครบทุกปอนด์ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเดินบัญชีมาก

 

คำถามคือเมื่อเป็นแบบนี้แล้วพวกเขายังมั่นใจที่จะซื้อผู้เล่นเพื่อสนองต่อระบบการเล่นแบบ ‘หลังสาม’ ของอโมริมจริงๆ ใช่ไหม?

 

เพราะระบบการเล่นของเขาแตกต่าง ผู้เล่นที่เหมาะสมกับระบบนี้อาจไม่เหมาะสมกับระบบอื่นก็ได้ ในกรณีที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายใหญ่ในโอลด์แทรฟฟอร์ดอีกครั้งในอนาคตซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูง

 

หากเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือตอนนี้แมนฯ ยูไนเต็ด เหลือเงินก้นกระปุกอีกไม่มากนัก พวกเขาไม่สามารถลงทุนเรื่อยเปื่อยและผิดพลาดโดยไม่แคร์ได้เหมือนเดิมอีก การลงทุนทุกอย่างมีเป้าหมายเพื่อการทำให้ทีมกลับมาดีขึ้นอีกครั้งโดยเร็วที่สุด

 

 

ดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า บอร์ดจะให้อโมริมไปต่อในแผนงานของเขา แต่คำถามคืออโมริมจะพาทีมไปต่อได้ไกลแค่ไหน

 

และยังมั่นใจใช่ไหมว่าเขาคือคนที่ ‘ใช่’ จริงๆ

 

ทีมในแบบของอโมริมหน้าตาเป็นแบบไหนมองเห็นชัดแล้วใช่ไหม? และรู้ใช่ไหมว่ากว่าจะมีทีมที่เขาฝันจริงๆ มันต้องใช้เวลาและการลงทุนอีกมากมายมหาศาลแค่ไหน ไม่ใช่ทุกอย่างจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายดายด้วยการโละผู้เล่น 20 คนและเติมผู้เล่นใหม่เข้ามาอีก 20 คน

 

ต่อให้ในเกม Football Manager ก็เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้

 

หากมีสักช่วงเวลาของความไม่แน่ใจ บางทีการหันหน้ามาคุยกันสักนิดเพื่อทบทวนความรู้สึกระหว่างกันก็เป็นสิ่งที่ควรทำ

 

เช็กความรู้สึกกันและกันอีกครั้งว่า พร้อมจะไปต่อด้วยกันจริงๆ ใช่ไหม

 

หรือบางทีเราควรจะพอกันเพียงเท่านี้ แยกทางและต่างเริ่มต้นกันใหม่ เพราะตัวของอโมริมเองก็เปิดช่องว่า “หากคิดว่าเขาไม่ใช่ ก็พร้อมจะไปทันทีโดยไม่สนเรื่องเงินชดเชยด้วย”

 

มีหลายสิ่งที่แมนฯ ยูไนเต็ด ควรคิดและทบทวนให้ดี

The post รูเบน อโมริม ยังได้ไปต่อกับแมนฯ ยูไนเต็ด หรือจริงๆ ควรจะพอแค่นี้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ้นยุคกวาร์ดิโอลา? เทรนด์ฟุตบอลเปลี่ยน เป๊ปจะสร้าง แมนฯ ซิตี้ 2.0 ไหวหรือไม่ https://thestandard.co/pep-and-his-man-city-2-point-0/ Mon, 19 May 2025 09:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1075847

“ผมเคยบอกกับเขาหลังการพบกันครั้งหลังสุดว่า คุณอย่าใช้แผ […]

The post สิ้นยุคกวาร์ดิโอลา? เทรนด์ฟุตบอลเปลี่ยน เป๊ปจะสร้าง แมนฯ ซิตี้ 2.0 ไหวหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ผมเคยบอกกับเขาหลังการพบกันครั้งหลังสุดว่า คุณอย่าใช้แผนแบบเดิมกับผมอีกนะ เพราะผมจะหาทางแก้ได้”

 

คำพูดนี้ของ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ บอสใหญ่ที่กลายเป็นบุคคลประวัติศาสตร์ของคริสตัล พาเลซ หลังพาทีม ‘ดิ อีเกิลส์’ (ที่ไม่ใช่วงดนตรี) ผงาดคว้าแชมป์ใหญ่รายการแรกตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร 120 ปีด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ในนัดชิงเอฟเอคัพ กลายเป็นคำพูดที่มีการหยิบยกขึ้นมาอย่างน่าสนใจ

 

ถึงแม้จะมีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ อย่างแรกคือกลาสเนอร์พูดเรื่องนี้ในช่วงก่อนเกมนัดชิงเอฟเอคัพ ไม่ใช่หลังจบเกมการแข่งขันที่ชนะไปแล้ว อย่างที่สองคือการจัดทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ในเกมที่พวกเขาเฉือนเอาชนะคริสตัล พาเลซ เมื่อเดือนเมษายนด้วยสกอร์ 5-2 เป็นการเล่นในระบบ 4-2-2-2 ไม่ใช่ระบบ 4-3-3 (และรูปแบบการเล่นจริงคือ 3-6-1) แบบในเกมที่เวมบลีย์

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือนี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีที่เราต่างเริ่มรู้สึกว่าทีมแมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ถูกคู่แข่งจับทางได้ไล่ตามทัน และการที่พวกเขาจบฤดูกาลด้วยมือเปล่าก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดี

 

ฟุตบอลของยอดอัจฉริยะกำลังจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้วหรือ?

 

ย้อนกลับไปในช่วงกลางปี 2022 ภายหลังจากการเข้ารับตำแหน่งของ เอริก เทน ฮาก ผู้จัดการทีมคนใหม่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้กล่าวประโยคหนึ่งซึ่งกลายเป็นเหมือนดัง ‘คำทำนาย’ อนาคตที่แม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อถึง เจอร์เกน คล็อปป์ และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา สองสุดยอดกุนซือผู้ครองวงการฟุตบอลอังกฤษ

 

“ในช่วงเวลานี้ผมชื่นชมพวกเขาทั้งสอง พวกเขาทำทีมเล่นฟุตบอลที่มหัศจรรย์ แต่สิ่งที่เราแน่ใจได้คือยุคสมัยต่างๆ ล้วนมีวันสิ้นสุด”

 

ถึงแม้ว่า เทน ฮาก จะไม่ได้ทำในทางตรงด้วยการนำแมนฯ ยูไนเต็ด โค่นบัลลังก์ของทั้งคู่ แต่สิ่งที่เขาพูดได้กลายเป็นความจริงแบบอ้อมๆ เพราะคล็อปป์อำลาลิเวอร์พูลหลังจบฤดูกาลที่ 2 ที่เขาคุมทีมในโอลด์แทรฟฟอร์ด ด้วยเหตุผลของคนหมดไฟ 

 

ขณะที่เป๊ปแม้จะยังอยู่ในตำแหน่งและเพิ่งต่อสัญญาใหม่ไปอีก 2 ปี แต่จับสัญญาณเวลานี้มันชวนให้คิดว่ายุคสมัยของเขากำลังจะสิ้นสุดลงจริงๆ

 

จริงอยู่ที่การสูญเสีย โรดรี เสาหลักของเรือใบไปตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของแมนฯ ซิตี้ในฤดูกาลนี้ เรียกว่าเป็นหายนะที่รุนแรงที่สุดเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด 

 

แต่เวลาผ่านมาเรามองเห็นแล้วว่าปัญหานั้นอาจจะใหญ่เกินกว่าการโยนทุกอย่างให้กับโรดรีคนเดียว

 

ปัญหาที่ใหญ่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นอยู่ในคำพูดของกลาสเนอร์ ที่บอกแบบมั่นใจว่าทีมเป็นรองอย่างคริสตัล พาเลซ ที่แพ้ขาดลอยมา 5-2 ในเกมที่เอติฮัดสเตเดียมจะหยุดแมนฯ ซิตี้ได้ ซึ่งพวกเขาก็ทำได้จริงๆ ด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมคู่ควรแก่การได้รับชัยชนะและแชมป์แรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

 

คริสตัล พาเลซ ไม่ได้เป็นทีมแรกและทีมเดียวที่แก้ทางแมนฯ ซิตี้ได้ในฤดูกาลนี้ มีอีกหลายทีมที่สร้างปัญหาให้แก่เป๊ป โดยที่หาคำตอบหรือทางออกได้ยากเหลือเกิน 

 

เรื่องนี้เกิดจากอะไรบ้าง?

 

 

‘เกมครองบอล’ (Juego de posicion) กลายเป็นของล้าสมัย

 

ตั้งแต่ตัดสินใจเดินหน้างานในสายการเป็นโค้ชฟุตบอล ปรัชญาการเล่นในแบบของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา คือฟุตบอลที่เน้นการครองบอล (Juego de posicion) เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นกับบาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิก หรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ตาม

 

ปรัชญานี้เป็นสิ่งที่เจ้าตัวได้เรียนรู้จากครูผู้ยิ่งใหญ่อย่าง โยฮัน ครอยฟ์ ‘นักเตะเทวดา’ ผู้วางรากฐานฟุตบอลให้แก่บาร์เซโลนา และวางฐานรากของโมเดิร์นฟุตบอลด้วย ซึ่งแม้จังหวะจะโคนในการเล่นจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง จากการเล่นรวดเร็วเน้นได้เสียอย่างสไตล์ที่ถูกเรียกว่า ‘Tiki-taka’ สู่การครองบอลแบบหมดจดในยุคหลังของแมนฯ ซิตี้

 

แต่สุดท้ายหัวใจของมันก็คือการครองบอลให้ได้มากกว่าคู่แข่ง เพราะถ้าบอลอยู่กับเรา เขาจะชนะได้อย่างไร

 

อย่างไรก็ดีในฤดูกาลนี้เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นว่าฟุตบอลสไตล์เน้นครองบอลของเป๊ปไม่ได้ผล พวกเขามักจะเสียท่าให้กับคู่แข่งที่วางแผนการตั้งรับมาได้ดี และมีเกมสวนกลับที่อันตราย

 

ในวันที่พ่ายให้กับเรอัล มาดริดในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป๊ปยอมรับว่า “ฟุตบอลของเรามันไม่ได้ผลเหมือนที่เคยทำได้”

 

ฟุตบอลของซิตี้ช้าเกินไป ครองบอลนานเกินไป แต่สร้างความอันตรายได้น้อยเกินไป จับทางง่ายเกินไป และมันเป็นแบบนี้มานานเกินไปแล้ว

 

หากเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ เหมือนกับเป๊ปคืออัจฉริยะผู้วาดภาพด้วยจินตนาการและฝีแปรงที่หาใครเทียม แต่ต้องใช้เวลาในการค่อยๆ วาดภาพขึ้นมา ในขณะที่คู่แข่งใช้วิธีในการป้อนคำสั่งให้กับปัญญาประดิษฐ์ และสามารถวาดภาพที่สวยกว่าได้ด้วยคำสั่งลัดเพียงประโยคเดียว

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้เป๊ปตกอยู่ใต้ภาวะเครียดและกดดันอย่างเห็นได้ชัดตลอดฤดูกาล (จำรอยแผลขีดข่วนบนใบหน้าได้ใช่ไหม?) โดยที่แม้จะมีช่วงที่สามารถเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องบ้างแต่ไม่มีสักช่วงในฤดูกาลที่รู้สึกว่าเป๊ปสามารถค้นหาคำตอบหรือแนวทางใหม่ๆ ได้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เช่น ตอนที่ เซร์จิโอ อเกวโร เจ็บก็ดันกุนโดวานขึ้นไปยืนเป็น False9 จนทีมกลับมาเป็นแชมป์ลีกในฤดูกาล 2020/21

 

 

จุดแข็ง = จุดอ่อน

 

ท่ามกลางคำถามมากมายที่เป๊ปเผชิญในฤดูกาลนี้ หนึ่งในเรื่องที่เขาไม่สามารถค้นหาคำตอบได้เลยคือการใช้งานคนที่ควรจะเป็นจุดศูนย์กลางของทีมอย่าง เอร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์

 

ในฤดูกาลที่ไร้โรดรี ทำให้ปัญหาที่ถูกซุกไว้ในพรมมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วได้ถูกขุดขึ้นมา โดยเฉพาะ 3 แกนหลักที่เคยพาทีมครองความยิ่งใหญ่มาโดยตลอดอย่าง เควิน เดอ บรอยเนอ, แบร์นาโด ซิลวา และอิลคาย กุนโดวาน เริ่มโรยราและทำผลงานตกลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด

 

นักเตะอย่าง ฟิล โฟเดน, เฌเรมี โดกู,​ ซาวินโญ, แจ็ค กรีลิช หรือแม้แต่ โอมาร์ มามูช กองหน้าตัวใหม่ก็ไม่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้

 

คนที่ควรจะเป็นความหวังมากที่สุดของทีมคือฮาแลนด์ แต่กลับกลายเป็นว่ายิ่งเล่นศูนย์หน้าที่เคยถูกเรียกว่าเป็น ‘จอมมาร’ กลับกลายเป็นตัวประกอบของทีมไปด้วยอีกคน

 

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากแท็กติกการเล่นของแมนฯ ซิตี้ ที่เน้นการครองบอลนานเกินไปจนทำให้คู่แข่งสามารถกลับมาปักหลักตั้งรับรอได้ทั้งทีมด้วยการเล่นรับลึก (Low Block) และนั่นหมายถึงการที่ฮาแลนด์ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่โดนประกบติดจนกระดิกแทบไม่ออกมาโดยตลอด

 

ทั้งๆ ที่จุดแข็งของเขาคือความแข็งแกร่ง ความเร็ว และการเล่นหลังไลน์แนวรับ ซึ่งเหมาะกับฟุตบอลในสไตล์ที่เข้าทำรวดเร็วมากกว่า

 

ในเกมนัดชิงเอฟเอคัพกับพาเลซ คนเดียวที่ผ่านบอลให้ฮาแลนด์ได้ลุ้นโอกาสบ้างคือ เดอ บรอยเนอ และจะว่าไปก็เป็นคนเดียวที่รู้ทางกันมาตั้งแต่ย้ายมาจากดอร์ทมุนด์ แต่ปัญหาคือเพลย์เมกเกอร์ในตำนานชาวเบลเยียมโรยราลงไปมากแล้วจึงไม่สามารถป้อนบอลให้ได้เหมือนเดิม

 

 

แมนฯ ซิตี้ 2.0 ต้องใช้พลังและเวลา

 

สิ่งที่น่าสนใจคือตอนนี้เป๊ปรู้ (และทุกคนก็รู้)​ ว่าแมนฯ ซิตี้จำเป็นที่จะต้องสร้างทีมขึ้นมาใหม่

 

แน่ละว่างบประมาณของเขามีไม่จำกัด ต่อให้สโมสรเผชิญกับคดีทางการเงิน 115 (+15) คดีซึ่งการพิจารณาคดีเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เดือนธันวาคมปีกลาย แต่ยังไม่มีการประกาศคำตัดสินออกมา แมนฯ ซิตี้ก็ใช้งบประมาณมากร่วม 200 ล้านปอนด์สำหรับช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวที่ผ่านมาในการเสริมทัพด้วยนักเตะหลายราย นำโดย โอมาร์ มามูช, นิโก กอนซาเลซ และอับดูโคเดียร์ คูชานอฟ 

 

อีกทั้งคาดว่าจะมีการเสริมทัพอีกชุดใหญ่ในช่วงปิดฤดูกาลนี้ ซึ่งมีชื่อนักเตะอย่าง ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ รวมถึง ทิยานี เรนเดอร์ส โผล่ขึ้นมาในฐานะนักเตะเป้าหมาย

 

แต่คำถามคือการจะสร้าง ‘แมนฯ ซิตี้ 2.0’ ขึ้นมาอีกครั้งต้องใช้พลังและเวลา 

 

เป๊ปจะมีกำลังมากพอที่จะทำทุกอย่างใหม่อีกครั้งหรือไม่? และเวลา 2 ปีในสัญญานั้นยาวนานพอที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วไหม โดยเฉพาะในเมื่อมันเริ่มสังเกตได้ว่ามนตร์ขลังฟุตบอลของเขานั้นเริ่มจางลงไป

 

มันชวนให้คิดถึงกรณีของ ‘The Special One’ โชเซ มูรินโญ ที่หลังพาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2014/15 มาตรฐานของผลงานก็ตกลงไปอย่างเห็นได้ชัด แท็กติกฟุตบอลไปจนถึงสไตล์การทำทีมของมูรินโญกลายเป็นของล้าสมัยอย่างรวดเร็ว จนในเวลานี้ไปอยู่ในลีกรองอย่างตุรกีกับเฟเนร์บาห์เช (และไม่ได้แชมป์ด้วย)

 

อย่างไรก็ดีในการให้สัมภาษณ์หลังจบเกมนัดชิงเอฟเอคัพ เป๊ปถูกตั้งคำถามถึงแรงบันดาลใจของเขาที่จะพาทีมกลับมาอีกครั้งว่าจะเป็นไปได้ไหม

 

“แรงบันดาลใจของผมงั้นหรือ?” เป๊ปยิ้มที่มุมปาก

 

“ผมเป็นโค้ชที่มีพรสวรรค์ไง” 

 

อย่าลืมว่านี่คือคนที่กำหนดเทรนด์ฟุตบอลของโลกทั้งใบมาแล้วในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่ไม่ว่าจะทีมไหนก็อยากจะเล่นให้ได้แบบ ‘ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

ฤดูกาลนี้คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ แต่ฤดูกาลหน้าคือความท้าทายที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า สุดท้ายเป๊ปจะพาทีมและพาตัวเองกลับมาได้อีกครั้งไหม

 

หรือเขาจะกลายเป็นของตกยุคแบบมูรินโญจริงๆ

 

อ้างอิง:

The post สิ้นยุคกวาร์ดิโอลา? เทรนด์ฟุตบอลเปลี่ยน เป๊ปจะสร้าง แมนฯ ซิตี้ 2.0 ไหวหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KEY SUCCESS: Stay humble, stay focused. https://thestandard.co/stay-humble-stay-focused/ Mon, 28 Apr 2025 11:28:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1069136 stay-humble-stay-focused

ในโลกกีฬาหลายครั้งที่ความสำเร็จมักถูกฉาบด้วยความเย่อหยิ […]

The post KEY SUCCESS: Stay humble, stay focused. appeared first on THE STANDARD.

]]>
stay-humble-stay-focused

ในโลกกีฬาหลายครั้งที่ความสำเร็จมักถูกฉาบด้วยความเย่อหยิ่ง ความอ่อนน้อมถ่อมตนกลับเป็นสิ่งมองหาได้ยาก แต่ อาร์เน สลอต พิสูจน์ให้เห็นว่าความ humble ก็สามารถนำพาความยิ่งใหญ่มาได้อย่างสง่างาม และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือมันสามารถทำให้ชัยชนะ ‘ยั่งยืน’ กว่าครั้งไหนๆ

 

เมื่อ เจอร์เกน คล็อปป์ ประกาศอำลาลิเวอร์พูล ความกดดันที่ถาโถมเข้าหาคนที่ต้องมารับช่วงต่อแทบจะไม่ต้องบรรยาย

 

คล็อปป์ไม่ใช่แค่โค้ชผู้ประสบความสำเร็จ แต่เขาคือ สัญลักษณ์แห่งความศรัทธา ของสโมสรแห่งนี้

 

และท่ามกลางเสียงคาดหวัง คำวิจารณ์ และความไม่แน่นอนนั้น อาร์เน สลอต ก็ก้าวเข้ามา ไม่ใช่ด้วยการเรียกร้องความสนใจ แต่ด้วยการตั้งใจทำงาน และเคารพอดีตด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง

 

หนึ่งในสิ่งที่โดดเด่นที่สุดตลอดฤดูกาลแรกของเขาคือ ‘วิธีการรับมือสื่อ’ ที่ชวนให้หลายคนทึ่ง เพราะในขณะที่สื่ออังกฤษขึ้นชื่อเรื่องการกดดันผู้จัดการทีมหน้าใหม่อย่างไม่ลดละ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด อาจจะเป็นกุนซือชาวโปรตุเกสอีกคนที่มีอยู่เมืองข้างๆ อย่าง รูเบน อโมริม ที่ถูกสื่อสัมภาษณ์จนแฟนบอลร้องขอให้เขาได้ทำทีมแทนที่จะต้องมาให้สัมภาษณ์ตลอดเวลา

 

สลอตกลับสามารถรับมือสื่อได้เป็นอย่างดีตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา

 

แต่เขาใช้ ‘ความนิ่ง’ เป็นเกราะป้องกัน และใช้ ‘ความจริง’ เป็นอาวุธหลัก

 

“ผมไม่ใช่คล็อปป์ แต่ผมเชื่อในแนวทางที่คล้ายกัน: ทำงานหนัก, เชื่อในนักเตะ และให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”

 

เป็นคำพูดที่สลอตเลือกใช้ในการให้สัมภาษณ์กับ BBC Sport

 

ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ทีมสะดุดแพ้ติดกัน หรือแม้แต่เวลาที่มีข่าวลือเรื่อง ‘เขาไม่เหมาะกับพรีเมียร์ลีก’

 

สลอตไม่เคยตอบโต้ด้วยการโยนความผิดให้ใคร เขาเพียงแค่พูดถึงสิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างจริงใจ บริหารความคาดหวังที่เหมาะสม และกลับไปทำงาน

 

เขาเคยพูดถึงแรงกดดันไว้ว่าเป็นสิ่งที่มากับความคาดหวังที่สโมสรแห่งนี้ “ผมคิดว่าถ้าคุณเล่นให้กับลิเวอร์พูล ทุกวันคุณจะรู้สึกกดดัน เพราะคุณเล่นให้กับสโมสรใหญ่

 

“ทุกคนคาดหวังอะไรบางอย่างจากเราเสมอ ให้เราชนะ เราเล่นฟุตบอลที่ดี นั่นก็เป็นสิ่งที่ดีที่นักเตะเหล่านี้คุ้นเคยกับความคาดหวังจากทุกคน เพราะถ้าเราอยู่หัวตาราง อันดับสอง สาม หรือสี่ คนก็คาดหวังให้เราชนะในรูปแบบที่ต้องการ นั่นคือความกดดันที่มีอยู่ตลอดเวลา

 

“ถ้าคุณเล่นในระดับนี้ คุณชอบความกดดันแบบนี้ด้วยเหตุผลที่เรียบง่ายมาก ว่านักเตะต้องสามารถทำได้ในระดับเดียวกับความคาดหวังของทุกคน”

 

สลอตแสดงให้เห็นว่า ‘การนิ่ง’ ไม่ได้แปลว่า ‘ยอมแพ้’

 

แต่มันคือพลังของคนที่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างสุดหัวใจ และมองเห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอยู่รอบตัวตลอดเวลา

 

ฤดูกาลจบลงด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ลิเวอร์พูลได้แชมป์ลีกอีกครั้งภายใต้การนำของเขา

 

แต่โมเมนต์ที่ประทับใจที่สุด ไม่ใช่แค่ตอนที่ยกถ้วย มันคือช่วงเวลาที่สลอตหยิบไมค์ขึ้นมากล่าวขอบคุณคล็อปป์ ท่ามกลางเสียงของแฟนๆ ในสนาม บนจุดเดียวกับที่คล็อปป์กล่าวถึงเขาเมื่อปีก่อน

 

“วันนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะของพวกเรา แต่เป็นชัยชนะของผู้ชายที่สร้างเส้นทางนี้ขึ้นมาให้เราเดิน”

 

มันเป็นคำพูดสั้นๆ แต่เปี่ยมด้วยพลังมากกว่าคำปราศรัยยืดยาวหลายร้อยคำ

 

เรื่องราวของ อาร์เน สลอต ไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือตัวอย่างที่ช่วยให้เราเห็นว่า ความถ่อมตนไม่ได้ทำให้เราตัวเล็กลง มันทำให้เรายิ่งใหญ่ขึ้นในหัวใจของผู้คน ในวันที่โลกหมุนเร็วจนหลายคนเลือกที่จะตะโกนเสียงดังเพื่อให้ตัวเองถูกมองเห็น บางครั้ง ‘ความนิ่ง’ และ ‘คำขอบคุณที่ออกมาจากใจ’ กลับเป็นสิ่งที่กึกก้องที่สุด

The post KEY SUCCESS: Stay humble, stay focused. appeared first on THE STANDARD.

]]>