ผู้กำกับภาพยนตร์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ผู้กำกับภาพยนตร์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 29 Jun 2026 03:25:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ล็อกวันไว้ให้ดี! แล้วมาดูเบื้องหลังของจริง ลองจริงกับพี่สาย Creative https://thestandard.co/awesome-skills-project-creative-workshop-2/ Mon, 29 Jun 2026 03:25:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1224420 ลองจริงกับพี่สาย Creative

🔥 ล็อกวันไว้ให้ดี!   แล้วมาดูเบื้องหลังของจริง ลอง […]

The post ล็อกวันไว้ให้ดี! แล้วมาดูเบื้องหลังของจริง ลองจริงกับพี่สาย Creative appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลองจริงกับพี่สาย Creative

🔥 ล็อกวันไว้ให้ดี!

 

แล้วมาดูเบื้องหลังของจริง ลองจริงกับพี่สาย Creative
กับ Awesome Skills Project วัยรุ่น ‘เทสดี’ มาลอง ‘เทสดิ’ 💥

📍 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
คณะวิทยาการจัดการ ห้อง FMS 3409
🗓 10 กรกฎาคมนี้ ⏰ เวลา 10.00 – 17.00 น.

 

📢 งานนี้เข้าร่วมฟรี! ลงทะเบียน ›

 

เตรียมพบกิจกรรมทั้งวัน 🔥

 

💥 ‘เทส’ TALK เวทีทอล์กที่พี่เทสมาแล้ว “ดี”

 

🕙 10.00 – 11.00 น.
🎥 เบื้องหลังหนังหนึ่งเรื่อง ที่ต้อง ‘ลองเทส’ จนกว่าจะใช่
ชวนเปิดโลกการทำหนังผ่านมุมมองของผู้กำกับและนักหาโลเคชัน
กับ โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ และ ธัญญเทพ สุวรรณมงคล (ThepLocation)

 

🕚 11.00 – 11.45 น.
🎬 แกะสูตร Masterpiece ที่ ‘รุ่นพี่’ เทสแล้วรอด
ชวนมาแกะเบื้องหลังผลงานที่คนดูจดจำ จากคนทำหนังตัวจริง
กับ ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์ บริษัท GDH 559 จำกัด

 

🕦 11.45 – 12.30 น.
📹 จากไอเดียถึงคัตสุดท้าย ปั้นคลิปยาวให้คนดูจบ
เปิด Workflow การเล่าเรื่องผ่านวิดีโอ ตั้งแต่ไอเดียแรกจนถึงผลงานที่คนดูดูจนจบ
กับ อัศวพล ตุลานนท์ Video Director, THE STANDARD

 

และยังมีกิจกรรมอีกเพียบ 🔥

 

💥 ‘เทส’ LAB
Workshop สุดพิเศษจาก Canva Thailand
ชวนน้องมาลอง ‘เทส’ สกิลจริง เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานสร้างสรรค์

 

💥 ‘เทส’ ให้ดู
เปิดเบื้องหลังงานจริงที่ “ทำถึง”

 

💥 ‘เทส’ ที่ใช่
Exhibition เปิดแมพอาชีพสาย Creative

 

💥 ‘เทส’ ระบบ
รวมบูธคุยกับบริษัทและตัวจริงในวงการ ว่าเส้นทางนี้ “ใช่” ยัง?

The post ล็อกวันไว้ให้ดี! แล้วมาดูเบื้องหลังของจริง ลองจริงกับพี่สาย Creative appeared first on THE STANDARD.

]]>
Sofia Coppola เป็นเจ้าภาพจัดงานเต้นรำ Bal d’Été ณ Musée des Arts Décoratifs ที่ปารีส https://thestandard.co/sofia-coppola-bal-dete/ Tue, 08 Jul 2025 00:28:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1093988 sofia-coppola-bal-dete

Sofia Coppola ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังจัดงานเต้นรำฤดูร้อ […]

The post Sofia Coppola เป็นเจ้าภาพจัดงานเต้นรำ Bal d’Été ณ Musée des Arts Décoratifs ที่ปารีส appeared first on THE STANDARD.

]]>
sofia-coppola-bal-dete

Sofia Coppola ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังจัดงานเต้นรำฤดูร้อนอย่าง Bal d’Été ที่ Musée des Arts Décoratifs ในฐานะอาร์ทิสติกไดเร็กเตอร์เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้ก็ถือเป็นงานเปิดของสัปดาห์กูตูร์ที่ปารีส และยังเป็นงานเต้นรำครั้งแรกของพิพิธภัณฑ์ศิลปะชื่อดังแห่งนี้ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 100 ปีของนิทรรศการศิลปะในตำนานอย่าง International Exhibition of Modern Decorative and Industrial Arts เมื่อปี 1925

 

สำหรับงานเต้นรำครั้งนี้ถูกจัดขึ้นในรูปแบบงานระดมทุน โดยรายได้ทั้งหมดที่ปัจจุบันประเมินไว้ราว 2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 65 ล้านบาท จะนำไปสนับสนุนนิทรรศการ 1925–2025: One Hundred Years of Art Deco ที่จะเปิดให้ชมในวันที่ 22 ตุลาคมนี้

 

สำหรับแขกที่มาร่วมงานประมาณ 300 คน ประกอบไปด้วยนักแสดงชื่อดังอย่าง Keira Knightley, Kirsten Dunst และ Penélope Cruz ซึ่งต่างก็สวมใส่ชุดของ CHANEL และยังมีแขกที่เป็นแฟชั่นดีไซเนอร์อย่าง Christian Louboutin, Pieter Mulier ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของ Alaïa และสองผู้ก่อตั้งแบรนด์ Coperni อย่าง Sébastien Meyer และ Arnaud Vaillant มาเข้าร่วมงาน และนอกจากนี้ นักศึกษาจากโรงเรียนแฟชั่นและการออกแบบชั้นนำในปารีสยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงหลังกาล่าหลักอีกด้วย

 

Sofia Coppola กล่าวว่า “ฉันต้องการคงธีมของงานเต้นรำฤดูร้อนแบบดั้งเดิมเอาไว้ พร้อมกับนำสุนทรียภาพของสวนเข้ามาประกอบ” และยังเสริมว่าหนึ่งในแรงบันดาลใจของเธอนั้นมาจากภาพของไอคอนฝรั่งเศสอย่างเคาน์เตส Jacqueline de Ribes กับรูปที่ถ่ายพร้อมช่อดอกไม้ที่จัดอย่างอลังการ แถมยังได้สามี Thomas Mars แห่งวง Phoenix มาแสดงในช่วงดินเนอร์ด้วย

 

ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน Sofia Coppola ก็ได้ไปร่วมงานฉายภาพยนตร์กลางแจ้ง Cinema Paradiso Louvre ที่มีการฉายหนังของเธอในโรงภาพยนตร์แบบเปิด เมื่อวันพุธที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งสนับสนุนโดย CHANEL เช่นกัน

 

ภาพ: Marc Piasecki/Getty Images

 

อ้างอิง: 

The post Sofia Coppola เป็นเจ้าภาพจัดงานเต้นรำ Bal d’Été ณ Musée des Arts Décoratifs ที่ปารีส appeared first on THE STANDARD.

]]>
มะเดี่ยว ชูเกียรติ ก้าวขึ้นเป็นนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนที่ 9 https://thestandard.co/chookiat-9th-thai-film-director-association-president/ Fri, 01 Nov 2024 10:38:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1002708 นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย

เมื่อวานนี้ (31 ตุลาคม) มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุ […]

The post มะเดี่ยว ชูเกียรติ ก้าวขึ้นเป็นนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนที่ 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย

เมื่อวานนี้ (31 ตุลาคม) มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย จากผลการเลือกตั้งของเหล่าผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งในระบบออนไลน์ 161 คน และออนไซต์ 38 คน รวมทั้งสิ้น 199 คน ก่อนได้ผลการเลือกตั้งนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนใหม่อย่างเป็นทางการ

 

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก รศ.บรรจง โกศัลวัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์) เป็นประธานการเลือกตั้งในครั้งนี้ โดย มะเดี่ยว ชูเกียรติ จะได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนที่ 9 ถัดจาก นุชี่-อนุชา บุญยวรรธนะ

 

สำหรับ มะเดี่ยว ชูเกียรติ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์และซีรีส์ ผู้เติบโตในวงการมายาวนานผ่านผลงานกำกับ เช่น คน ผี ปีศาจ (2547), 13 เกมสยอง (2549), รักแห่งสยาม (2550), Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ (2555), เกรียน ฟิคชั่น (2556), ดิว ไปด้วยกันนะ (2562) และผลงานภาพยนตร์ล่าสุดในปีนี้อย่าง ตาคลี เจเนซิส (2567)

 

มะเดี่ยว ชูเกียรติ เขียนข้อความแสดงความรู้สึกผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวหลังจากทราบผลการเลือกตั้ง โดยมีข้อความส่วนหนึ่งระบุว่า “อยู่กับสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยมาตั้งแต่เข้าวงการ เห็นพี่ๆ น้องๆ ร่วมอาชีพหลายคนวนเวียนเข้ามาช่วยกันสร้างช่วยกันทำ จนตอนนี้สมาคมเติบโตแข็งแรง ทุกคนรักอาชีพนี้และอยากช่วยกันผลักดันให้วงการนี้ก้าวหน้า ตอนนี้มะเดี่ยวได้รับความไว้วางใจจากเสียงส่วนใหญ่ของสมาคมให้นำพาองค์กรนี้ไปสู่เส้นทางที่ดีขึ้น งานนี้ไม่ง่าย แต่ก็จะตั้งใจทำให้ทุกคนไม่ผิดหวัง

 

“ขอบคุณทุกคะแนนเสียงจากทุกคนที่มอบให้ ผมจะไม่ทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจของทุกคนสูญเปล่า ทุกนโยบายที่วางไว้จะเริ่มทำให้เป็นรูปร่างให้เร็วที่สุด และเป็นประโยชน์กับทุกคนให้มากที่สุด”

 

THE STANDARD POP ขอแสดงความยินดีกับ มะเดี่ยว ชูเกียรติ กับการขึ้นทำหน้าที่นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยในครั้งนี้

 

อ้างอิง:

The post มะเดี่ยว ชูเกียรติ ก้าวขึ้นเป็นนายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนที่ 9 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ้น ‘ฉลอง ภักดีวิจิตร’ ปิดตำนานเจ้าพ่อหนังแอ็กชันเมืองไทย https://thestandard.co/chalong-phakdiwichit-died/ Fri, 13 Sep 2024 11:44:29 +0000 https://thestandard.co/?p=983311

วันนี้ (13 กันยายน) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม แจ้งว่า ขอแสดงค […]

The post สิ้น ‘ฉลอง ภักดีวิจิตร’ ปิดตำนานเจ้าพ่อหนังแอ็กชันเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (13 กันยายน) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม แจ้งว่า ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปของ ‘บุญฉลอง ภักดีวิจิตร’ หรือ ฉลอง ภักดีวิจิตร ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้กำกับ-ผู้สร้างภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) ปี 2556 ซึ่งถึงแก่กรรมอย่างสงบในวันนี้ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี เวลาประมาณ 15.30 น. โดยจะแจ้งกำหนดการให้ทราบอย่างเป็นทางการต่อไป

 

ฉลอง ภักดีวิจิตร เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2474 สิริอายุ 93 ปี เป็นผู้กำกับภาพยนตร์และผู้กำกับละครโทรทัศน์ชาวไทย มีฉายาที่วงการภาพยนตร์ขนานนามให้คือ ‘เจ้าพ่อหนังแอ็กชัน’

 

ด้านงานละคร ฉลองเป็นผู้บุกเบิกละครแนวแอ็กชันของช่อง 7 สี คือ ‘ระย้า’ นำแสดงโดย พีท ทองเจือ กับ ฉัตรมงคล บำเพ็ญ และยังมีผลงานกำกับละคร อย่าง ดาวคนละดวง, รักซึมลึก, อังกอร์, ทอง 5, ล่าสุดขอบฟ้า, ฝนใต้, มาทาดอร์, อังกอร์ 2, เหล็กไหล, ฝนเหนือ, ชุมแพ, ทอง 9, ผ่าโลกบันเทิง, เสาร์ 5, นักฆ่าขนตางอน, อุบัติรักเกาะสวรรค์, เสาร์ 5 ตอน ทับทิมสยาม, พ่อตาปืนโต, ดุจตะวันดั่งภูผา, เลือดเจ้าพระยา, แข่งรักนักซิ่ง, หวานใจนายจิตระเบิด, ทอง 10, ทิวลิปทอง, พ่อตาปืนโต ตอน หลานข้าใครอย่าแตะ

 

ฉลอง ภักดีวิจิตร ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ผู้กำกับ-ผู้สร้างภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) ประจำปี 2556 และเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ฉลอง ภักดีวิจิตร ถูกบันทึกลงในบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ ว่าเป็นผู้กำกับการแสดงที่มีอายุมากที่สุดในโลก (Oldest TV Director) (อายุวันที่จดสถิติ 1 กันยายน 2565 คือ 90 ปี 297 วัน)

The post สิ้น ‘ฉลอง ภักดีวิจิตร’ ปิดตำนานเจ้าพ่อหนังแอ็กชันเมืองไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Baz Luhrmann ประกาศขายทาวน์เฮาส์ที่นิวยอร์ก ในราคากว่า 573.5 ล้านบาท https://thestandard.co/baz-luhrmann-relists-nyc-townhouse/ Sun, 02 Jun 2024 07:14:39 +0000 https://thestandard.co/?p=940451

Baz Luhrmann ผู้กำกับเจ้าของผลงานอย่าง Moulin Rouge!, T […]

The post Baz Luhrmann ประกาศขายทาวน์เฮาส์ที่นิวยอร์ก ในราคากว่า 573.5 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

Baz Luhrmann ผู้กำกับเจ้าของผลงานอย่าง Moulin Rouge!, The Great Gatsby และ Elvis นำทาวน์เฮาส์ในย่านแมนฮัตตันที่มหานครนิวยอร์กของตัวเอง กลับสู่การขายทอดตลาดอีกครั้งในราคา 16 ล้านดอลลาร์ หรือราว 573.5 ล้านบาท 

 

โดยก่อนหน้านี้เขาและภรรยา Catherine Martin ผู้เป็นคอสตูมดีไซเนอร์ ขายบ้านหลังดังกล่าวเป็นครั้งแรกในราคา 20 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนมีนาคม 2022 ก่อนที่จะทำการขายบ้านหลังเดิมอีกครั้งในราคา 18 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนกันยายน 2023 ในขณะที่ระหว่างนั้นราคาเช่าต่อเดือนจะอยู่ที่ 75,000 ดอลลาร์ จนมาถึงครั้งล่าสุด Baz Luhrmann และภรรยาทำการเมกโอเวอร์ แปลงโฉมบ้านทั้งหลังจนแทบจะจำไม่ได้ และขายอีกครั้งในราคา 16 ล้านดอลลาร์

 

ที่จริงแล้วครอบครัว Luhrmann ใช้เวลาไปกับการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงบ้านหลังนี้มาหลายปี โดยพวกเขาซื้อบ้านมาในราคา 13.5 ล้านดอลลาร์ในปี 2017 และหลังจากนั้นเพียง 2 ปี ทั้งสองก็ทำการรีโนเวตบ้านอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งทาวน์เฮาส์ 5 ชั้นสไตล์ Anglo-Italianate หลังนี้ประกอบไปด้วย 6 ห้องนอน, 5 ห้องน้ำ, 2 ห้องแต่งหน้า, สวนไม้เลื้อยหลังบ้าน และลิฟต์ พร้อมด้วยจุดเด่นอย่างเพดานสูง 16 ฟุต, ประตูทางเข้าทรงโค้ง, เตาผิง และบันไดลอยฟ้าสุดอลังการ

 

ภาพ: The Corcoran Group

อ้างอิง:

The post Baz Luhrmann ประกาศขายทาวน์เฮาส์ที่นิวยอร์ก ในราคากว่า 573.5 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ บทหนัง 3 เรื่อง กับบ้าน 3 หลัง https://thestandard.co/life/nattawut-poonpiriya-3-films-3-houses/ Wed, 07 Feb 2024 03:27:45 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=896928 บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ

หากใครได้ผ่านหูผ่านตาคงพอรู้ว่า บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผ […]

The post บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ บทหนัง 3 เรื่อง กับบ้าน 3 หลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ

หากใครได้ผ่านหูผ่านตาคงพอรู้ว่า บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับอินเตอร์ ผ่านการใช้ชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง เขายังเล่าต่อไปอีกว่า การเขียนบทภาพยนตร์แต่ละเรื่องถูกเขียนขึ้นมาในบ้านแต่ละหลัง ตามการโยกย้ายและจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไป ซึ่งสภาพแวดล้อมเหล่านี้เองต่างส่งผลถึงความคิดสร้างสรรค์และองค์ประกอบของชีวิต จนกลายภาพยนตร์ที่หลายคนได้รับชมกัน

 

ชีวิตที่นิวยอร์กของคุณเป็นอย่างไร

 

บาส นัฐวุฒิ: เหนื่อยมากและสนุกมากในเวลาเดียวกัน เป็นช่วงที่เหมือนสนามเด็กเล่น เราได้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยได้ทำ ถ้าคุยเรื่องสเปซ พอนิวยอร์กปุ๊บเรารู้สึกว่าเมืองทั้งเมืองมันเป็นสเปซของเรา เพราะเราไม่ต้องรายงานใคร เราไม่ต้องขึ้นตรงกับใคร เรารับผิดชอบชีวิตของตัวเราเองเต็มที่ งานก็ทำงานร้านอาหารได้เงินมา วันหยุดอยากทำอะไรก็ได้ มันรู้สึกว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่และสนุกเหลือเกิน สเปซในชีวิตมันกว้างขึ้น ใหญ่ขึ้น

 

พอไปอยู่ 2-3 ปีแรกมันก็สนุก แต่เราก็จะเริ่มนึกถึงพ่อ แม่ พี่ น้อง เริ่มนึกถึงคนในครอบครัว กลายเป็นคำว่าบ้านมันมีความหมายมากกว่าแค่สิ่งปลูกสร้างไปโดยทันที เพราะสำหรับเรามันคือหน้าพ่อ หน้าแม่ พี่ชายเรา น้องสาวเรา ที่ลอยมาก่อน การที่ออกไปใช้สเปซของตัวเอง ก็ทำให้เรานิยามคำว่าบ้านเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะเลย  

 

 

ความสัมพันธ์ของบ้านกับภาพยนตร์แต่ละเรื่อง

 

บาส นัฐวุฒิ: ตลกดีเหมือนกัน เพราะว่าจริงๆ แล้วภาพยนตร์ทั้ง 3 เรื่องใช้สเปซในการทำงานไม่ใช่ที่เดียวกันสักหลัง หลังแรกที่ทำ เคาท์ดาวน์ (Countdown) ตอนนั้นเพิ่งกลับมาจากนิวยอร์กใหม่ๆ เราก็ไปอยู่คอนโดแถวรามคำแหง เป็นคอนโดห้องเล็กๆ เพื่อเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง เคาท์ดาวน์ (Countdown) 

 

ความพิเศษของมันคือ เราเขียนบทคนเดียว ยังไม่มีทีม อยู่กับตัวเอง เขียนกับตัวเอง พูดกับตัวเอง คุยแต่กับตัวเอง แต่มันสนุก ไม่ได้รู้สึกว่าเราโดดเดี่ยวหรือเคว้งคว้างอะไร เรารู้สึกว่ามันเป็นงานของเรา เป็นเมสเสจที่อยากจะพูด 

 

แต่ว่าช่วง เคาท์ดาวน์ (Countdown) นอกจากเราจะเขียนในบ้านหลังนั้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งสเปซคือที่บางแสน เพราะมันคือช่วงที่กรุงเทพฯ น้ำท่วมใหญ่ พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล ที่เป็นโปรดิวเซอร์ กับพี่วรรณฤดี (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) เขาหนีน้ำท่วมไปอยู่บางแสน พอเรากำลังเขียนบทกับเขา เขาก็เช่าห้องให้เราอยู่ กลายความทรงจำที่มีต่อการเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง เคาท์ดาวน์ (Countdown)  มันคือโต๊ะม้าหินริมทะเลบางแสน ตอนเช้าเราต้องไปนั่งคุยกับพี่เก้ง พี่วรรณ นั่งโยนไอเดียกัน 

 

พอมาเรื่องที่ 2 เรื่อง ฉลาดเกมส์โกง ตอนนี้ก็ย้ายมาอยู่คอนโดอีกที่หนึ่งแล้ว ห้องเล็กกว่าเดิม แต่คอนโดนี้เป็นคอนโดที่ซื้อเองแล้ว และที่สำคัญคือ ดันเป็นการเขียนบทที่มีทีมงานอีก คนเขียนบท ฉลาดเกมส์โกง ทั้งหมด 3 คน ทุกคนมาอยู่ด้วยกัน กลายเป็นว่าจะมีหลายโมเมนต์ในห้องเล็กๆ แคบๆ ขนาด 20 กว่าตารางเมตรที่ต้องนั่งอัดกันบนพื้น แล้วก็นั่งพิมพ์บทกันบนโต๊ะกระจก 

 

หลังจากที่เราได้โครงเรื่องที่แฮปปี้กันแล้ว เราจะขอเขาอยู่คนเดียวกับบท เพื่อที่พี่จะรีไรต์ทั้งหมดอีกรอบให้มันเป็นน้ำเสียงของตัวเอง เราก็จะอยู่ที่บ้าน แต่ส่วนมากก็จะชอบไปเปิดโรงแรมเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศไปเรื่อยๆ โรงแรมในต่างจังหวัดหรือบางทีก็โรงแรมในกรุงเทพฯ เพื่อเค้นทุกอย่างออกมา

 

พอเรื่องล่าสุด One for the Road ช่วงนั้นย้ายมาอยู่ที่ทาวน์โฮมแล้ว อันนี้ก็จะมีสเปซขึ้นมาหน่อย ถ้ามีทีมงานก็สบายขึ้น ไม่ต้องมานั่งพื้นจับกลุ่มเหมือนทำงานกลุ่มอีกต่อไป 

 

 

ความรู้สึกของการได้อยู่บ้านตัวเองเพื่อเขียนบทภาพยนตร์รู้สึกอย่างไร

 

บาส นัฐวุฒิ: รู้สึกมีพลัง เพราะในวันที่เราคิดอะไรไม่ออก เราเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นบ้าน แล้วคิดกับตัวเองว่า “กูยังผ่อนไม่หมด” (หัวเราะ) จริงๆ มันแค่นั้นเลย นึกไม่ออกแล้วก็เงยหน้าขึ้นมาก็ต้องนึกให้ออก แค่นั้นเอง นึกไม่ออกก็ต้องทำให้เสร็จ ทำให้งานมันเดิน ไม่อย่างนั้นสเปซที่พยายามสร้างขึ้นมามันจะล่มสลายได้นะถ้าไม่มีวินัยหรือไม่มีความพยายามมากพอ 

 

ติดตามชมรายการ HOW DO YOU LIVE? ได้ทาง YouTube ของ THE STANDARD LIFE คลิกรับชม: 

 

The post บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ บทหนัง 3 เรื่อง กับบ้าน 3 หลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
“จะมีคนอีกมากที่คิดว่านั่นคือทั้งหมดของภาพยนตร์” Martin Scorsese พูดถึงผลกระทบของภาพยนตร์หนังสือการ์ตูน https://thestandard.co/martin-scorsese-gq-interview/ Tue, 26 Sep 2023 08:04:58 +0000 https://thestandard.co/?p=846402

เป็นอีกครั้งที่ Martin Scorsese ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำ […]

The post “จะมีคนอีกมากที่คิดว่านั่นคือทั้งหมดของภาพยนตร์” Martin Scorsese พูดถึงผลกระทบของภาพยนตร์หนังสือการ์ตูน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เป็นอีกครั้งที่ Martin Scorsese ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนานได้ออกมาพูดถึงผลกระทบของภาพยนตร์หนังสือการ์ตูนและแฟรนไชส์ต่างๆ ที่มีต่อวัฒนธรรมภาพยนตร์อีกครั้ง ผ่านการสัมภาษณ์ของนิตยสาร GQ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้เคยเรียกภาพยนตร์จากเครือ Marvel Studios ว่า ‘ไม่ใช่ภาพยนตร์’ มาแล้ว

 

“มันมีสิ่งที่เป็นอันตรายต่อวัฒนธรรมของเรา เพราะจะมีคนอีกมากที่คิดว่านั่นคือทั้งหมดของภาพยนตร์” Martin กล่าวถึงภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนที่ปัจจุบันมีจำนวนมากเกินไปจนขาดเสน่ห์ด้านความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสนับสนุนให้ทีมผู้สร้างและผู้ชมร่วมกัน ‘สู้กลับ’ กับคอนเทนต์เหล่านั้น

 

“พวกเขาคิดอย่างนั้นแล้ว ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องต่อสู้กลับให้แกร่งขึ้น มันควรต้องมาจากระดับรากหญ้า ต้องมาจากผู้สร้างภาพยนตร์เอง คุณถึงจะมีพี่น้อง Safdie มี Christopher Nolan ขออย่ายอมแพ้ ให้ดูสิ่งที่คุณได้ หัดคิดนอกกรอบ และทำมันขึ้นมาใหม่ อย่าบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่มันเป็นเรื่องจริง เพราะเราต้องกอบกู้ภาพยนตร์”

 

มากไปกว่านั้นเขายังเสริมว่า ถึงแม้ว่าคำว่าภาพยนตร์ หรือ Cinema ในนิยามของเขาสามารถเป็นอะไรก็ได้ แต่เนื้อหาที่ผลิตขึ้นมาเหมือนใช้เครื่องจักรมันไม่ใช่ภาพยนตร์จริงๆ สำหรับเขา “มันเกือบจะเหมือนกับว่า AI สร้างภาพยนตร์เลย และนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีผู้กำกับและเทคนิคพิเศษอันน่าทึ่งที่สร้างผลงานศิลปะที่สวยงามนะ แต่มันหมายความว่าอะไรล่ะ? ภาพยนตร์เหล่านี้ให้อะไรคุณบ้าง?”

 

สำหรับภาพยนตร์เรื่องต่อไปของ Martin Scorsese ในวัย 80 ปี อย่างเรื่อง Killers of the Flower Moon มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้ ก่อนที่จะเข้าฉายทางสตรีมมิง Apple TV+ ซึ่งเป็นการกลับมาพบกันอีกครั้งของเขากับนักแสดงคู่บุญอย่าง Leonardo DiCaprio และ Robert De Niro โดยเป็นเรื่องราวของการฆาตกรรมต่อเนื่องในปี 1920 ที่รัฐโอคลาโฮมา หลังค้นพบน้ำมันบนที่ดินของชนเผ่า

 

ภาพ: Amy Sussman / Getty Images

อ้างอิง:

The post “จะมีคนอีกมากที่คิดว่านั่นคือทั้งหมดของภาพยนตร์” Martin Scorsese พูดถึงผลกระทบของภาพยนตร์หนังสือการ์ตูน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เต๋อ นวพล ชวนผู้ชมมาร่วมครุ่นคิดถึงความจับต้องไม่ได้ของสื่อดิจิทัลผ่านนิทรรศการ HEAVY https://thestandard.co/ter-nawapol-heavy/ Tue, 19 Sep 2023 03:41:54 +0000 https://thestandard.co/?p=843236 นิทรรศการ Heavy

เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ใครหลายคนรู้ […]

The post เต๋อ นวพล ชวนผู้ชมมาร่วมครุ่นคิดถึงความจับต้องไม่ได้ของสื่อดิจิทัลผ่านนิทรรศการ HEAVY appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิทรรศการ Heavy

เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ที่ใครหลายคนรู้จักเขาเป็นอย่างดีจากผลงาน Mary is Happy, Mary is Happy (2556), ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ (2558) และ ฮาวทูทิ้ง..ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ (2562) ฯลฯ กำลังจะจัดนิทรรศการของตัวเองในชื่อ HEAVY ที่ชวนผู้ชมมาร่วมครุ่นคิดถึงความจับต้องไม่ได้ของสื่อดิจิทัล ผ่านภาพถ่ายเข้ากรอบขนาดใหญ่กว่า 120 ภาพ ที่นำมาจากคลังภาพถ่ายกว่า 50,000 ภาพที่เขาถ่ายสะสมไว้มานานกว่าทศวรรษ โดยนิทรรศการจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน – 11 พฤศจิกายน 2566 ณ BANGKOK CITYCITY GALLERY

 

โดยจุดเริ่มต้นของนิทรรศการ HEAVY เริ่มต้นจากการที่เต๋อ นวพล ได้เล็งเห็นว่าในปัจจุบันภาพยนตร์และสื่อส่วนใหญ่ได้ก้าวข้ามไปสู่โลกดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้ผลงานที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นนั้นกลายเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ จนนำมาสู่ความรู้สึกเสียดายที่ ‘เขาไม่อาจแตะสัมผัสผลงานของตัวเองได้’

 

สำหรับภาพถ่ายทั้ง 120 ภาพที่คัดสรรมานั้น จะพาผู้ชมเข้าไปสำรวจเรื่องราวส่วนตัวและเส้นทางการทำภาพยนตร์ของเต๋อ นวพล ที่เผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตใต้สำนึกที่ส่งผลกระทบต่อความพึงใจทางศิลปะของเขา ผ่านการวางเฟรมและการเลือกนำเสนอสิ่งต่างๆ ในภาพ

 

จนนำมาสู่ที่มาของชื่อนิทรรศการ HEAVY ที่ไม่ได้หมายถึงขนาดเชิงกายภาพของภาพเท่านั้น แต่ยังหมายความถึงมวลอารมณ์มากมายที่บรรจุอยู่ในภาพเหล่านั้น อันเน้นย้ำถึงความเป็นขั้วตรงข้ามระหว่างอารมณ์ที่หนักอึ้งในผลงานกับความไร้ตัวตนจับต้องของสื่อดิจิทัล

 

ภายในนิทรรศการ เต๋อ นวพล ได้ขีดเส้นเน้นย้ำถึงวัตถุที่จับต้องได้ เพื่อเอื้อให้ผู้ชมได้เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับผลงานที่จัดแสดงได้โดยตรง ผู้ชมจะถูกเชื้อชวนให้สัมผัสและขยับเคลื่อนย้ายภาพถ่ายเหล่านั้น ตรงกันข้ามกับนิทรรศการทั่วไปที่มักจะไม่อนุญาตให้ผู้ชมแตะต้องผลงาน ฟอร์แมตที่ชวนให้ผู้ชมจมลงไปในเนื้องานเช่นนี้ได้ยกระดับประสบการณ์การเล่าเรื่อง พร้อมเปลี่ยนการสังเกตการณ์ให้กลายเป็นการมีส่วนร่วมโดยสมบูรณ์

 

สามารถติดตามรายละเอียดของนิทรรศการ HEAVY ได้ที่: https://bangkokcitycity.com/activity/heavy/

The post เต๋อ นวพล ชวนผู้ชมมาร่วมครุ่นคิดถึงความจับต้องไม่ได้ของสื่อดิจิทัลผ่านนิทรรศการ HEAVY appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดคะแนนรีวิว 11 ผลงานเรื่องเยี่ยมจาก Christopher Nolan บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes https://thestandard.co/11-christopher-nolan-movies-ranked-by-tomatometer/ Tue, 18 Jul 2023 09:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=818552 Christopher Nolan

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า Christopher Nolan คือหนึ่งในผู้กำ […]

The post เปิดคะแนนรีวิว 11 ผลงานเรื่องเยี่ยมจาก Christopher Nolan บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes appeared first on THE STANDARD.

]]>
Christopher Nolan

ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า Christopher Nolan คือหนึ่งในผู้กำกับมากฝีมือแห่งยุคที่ผลิตภาพยนตร์คุณภาพออกมาให้ผู้ชมทั่วโลกได้ตื่นตาตื่นใจอย่างต่อเนื่อง ด้วยชั้นเชิงการนำเสนออันแพรวพราวและงานสร้างสุดทะเยอทะยาน เพื่อมอบประสบการณ์ชมภาพยนตร์อันยอดเยี่ยมให้ผู้ชมได้สัมผัสอย่างเต็มเปี่ยม 

 

ไม่ว่าจะเป็น Memento (2000) กับกลวิธีนำเสนอจากหลังมาหน้าที่ท้าทายผู้ชมในการปะติดปะต่อเรื่องราว หรือไตรภาค The Dark Knight ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุด รวมถึง Inception (2010) กับการพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกแห่งความฝัน ฯลฯ 

 

และล่าสุด Christopher Nolan ก็ได้กลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับผลงานสุดทะเยอทะยานเรื่องใหม่อย่าง Oppenheimer ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือชื่อ American Prometheus: The Triumph and Tragedy of J. Robert Oppenheimer ของนักเขียน Kai Bird และ Martin J. Sherwin ที่บอกเล่าถึงชีวประวัติของ J. Robert Oppenheimer นักฟิสิกส์เชิงทฤษฎี ผู้คิดค้นระเบิดปรมาณูที่ถูกใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อพาผู้ชมเข้าไปสำรวจความคิดของผู้สร้างอาวุธที่ร้ายแรงที่สุด พร้อมงานสร้างสุดท้าทายกับการจำลองฉากการทดสอบระเบิดปรมาณูโดยไม่ใช้ CGI (Computer-Generated Imagery) เพื่อให้เราเห็นภาพของปฏิกิริยาฟิวชันแบบสมจริงมากที่สุด รวมถึงการถ่ายทำด้วยฟิล์ม IMAX ขาว-ดำเป็นครั้งแรก 

 

และก่อนที่ผู้ชมจะได้ไปสัมผัสกับประสบการณ์ชมภาพยนตร์สุดตื่นตาใน Oppenheimer ซึ่งมีกำหนดฉายในวันที่ 20 กรกฎาคมนี้ THE STANDARD POP ถือโอกาสรวบรวมคะแนนรีวิวของ 11 ผลงานเรื่องเยี่ยมจากผู้กำกับ Christopher Nolan บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes มาให้ทุกคนได้ย้อนชมอีกครั้ง พร้อมชวนทุกคนมาร่วมแชร์กันว่าภาพยนตร์เรื่องไหนของ Christopher Nolan คือผลงานที่คุณชื่นชอบมากที่สุด

 

รับชมตัวอย่างได้ที่:

 

 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

อ้างอิง:

The post เปิดคะแนนรีวิว 11 ผลงานเรื่องเยี่ยมจาก Christopher Nolan บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes appeared first on THE STANDARD.

]]>
Martin Scorsese เตรียมสร้างหนังเกี่ยวกับพระเยซู หลังได้พบกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส https://thestandard.co/scorsese-to-make-jesus-film/ Wed, 31 May 2023 01:51:33 +0000 https://thestandard.co/?p=797239

Martin Scorsese ผู้กำกับมือฉมังวัย 80 ปี กำลังเริ่มทำโป […]

The post Martin Scorsese เตรียมสร้างหนังเกี่ยวกับพระเยซู หลังได้พบกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส appeared first on THE STANDARD.

]]>

Martin Scorsese ผู้กำกับมือฉมังวัย 80 ปี กำลังเริ่มทำโปรเจกต์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ แม้ว่าเขาจะเพิ่งเปิดตัวผลงานล่าสุดเรื่อง Killers of the Flower Moon ไปไม่นานก็ตาม โดยสำหรับหนังเรื่องใหม่นี้จะว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจหลังจากที่ได้พบกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส 

 

ก่อนหน้านี้ไม่นาน Martin Scorsese และภรรยา Helen Morris ได้ไปร่วมงานสัมมนา The Global Aesthetics of the Catholic Imagination ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี และได้พบกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในช่วงเวลาสั้นๆ ที่จับใจผู้เป็นศาสนิกชนอย่างเขา เพราะหลังจากนั้น Martin Scorsese ก็ได้ประกาศถึงการสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ของตัวเองในงานแถลงข่าวที่วาติกัน โดยเผยว่า “ผมตอบรับสิ่งที่สมเด็จพระสันตะปาปาเรียกร้องจากศิลปินด้วยวิธีเดียวที่ผมรู้จัก นั่นคือการจินตนาการ และเขียนบทสำหรับภาพยนตร์เกี่ยวกับพระเยซู และผมกำลังจะเริ่มทำมันในเร็วๆ นี้”

 

Martin Scorsese เคยทำภาพยนตร์เกี่ยวกับพระเจ้ามาแล้วเมื่อปี 1988 นั่นคือหนังเรื่อง The Last Temptation of Christ ที่สร้างมาจากหนังสือในชื่อเดียวกัน นำแสดงโดย Willem Dafoe ซึ่งหนังก็กลายเป็นที่ถกเถียงในหมู่ผู้นับถือศาสนาคริสต์เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยตัวภาพยนตร์บอกเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของผู้ที่เชื่อในสิ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากคำสั่งสอนหรือเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ ต่อมาในปี 2016 Martin Scorsese ก็ได้สร้างหนังที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและศาสนาอีกครั้ง ในเรื่อง Silence ที่ได้ Liam Neeson, Andrew Garfield และ Adam Driver มาร่วมแสดง

 

ภาพ: Alessio Botticelli / GC Images

อ้างอิง:

The post Martin Scorsese เตรียมสร้างหนังเกี่ยวกับพระเยซู หลังได้พบกับสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จักกับ Justine Triet ผู้กำกับหญิงเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำคนที่สามในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ https://thestandard.co/justine-triet-cannes-film-festival/ Tue, 30 May 2023 07:03:52 +0000 https://thestandard.co/?p=796927 Justine Triet

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคา […]

The post ทำความรู้จักกับ Justine Triet ผู้กำกับหญิงเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำคนที่สามในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Justine Triet

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 76 ที่ในปีนี้ก็ยังคราคร่ำไปด้วยนักแสดงและผู้กำกับมากความสามารถอีกเช่นเคย

 

อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์สำคัญของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ไม่ใช่แค่การกลับมาของผู้กำกับมากความสามารถบนเวทีอันทรงเกียรติ หรือการเดินพรมแดงของเหล่าดาราเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประกาศผลรางวัลต่างๆ ของเทศกาล ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่คนทำหนัง นักวิจารณ์ หรือกระทั่งคนดูหนังสายแข็งหรือสายอ่อนต่างก็จับตามองเป็นพิเศษอยู่ทุกปี

 

 

ชื่อของ Justine Triet อาจไม่เป็นที่คุ้นหูของนักดูหนังชาวไทยเท่าไรนัก หากแต่เธอคือผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่สามารถคว้ารางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาครองจากภาพยนตร์เรื่อง Anatomy of a Fall ที่บอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่พยายามจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ว่าเธอไม่ได้เป็นคนฆ่าสามีตัวเอง

 

ด้วยเหตุนี้ Justine Triet จึงกลายเป็นผู้กำกับหญิงคนที่สามที่สามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครอง โดยสองคนก่อนหน้านั้นคือ Jane Campion ที่คว้ารางวัลดังกล่าวจากภาพยนตร์เรื่อง The Piano (1993) และ Julia Ducournau จากภาพยนตร์เรื่อง Titane (2021)

 

 

ที่สำคัญกว่านั้นคือสุนทรพจน์ตอนหนึ่งของเธอได้กลายเป็นที่พูดถึงในพาดหัวข่าวของสื่อหลายสำนัก เพราะเธอวิจารณ์การทำงานของ Emmanuel Macron ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสคนปัจจุบัน โดยเฉพาะนโยบายทางวัฒนธรรมของรัฐบาล และการลงนามในร่างกฎหมายที่เพิ่มอายุเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี แม้จะมีการทักท้วงจากประชาชนอย่างกว้างขวางก็ตาม

 

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุการณ์เรียกร้องทางการเมืองเกิดขึ้นบนเวที ในปี 2021 ผู้กำกับชาวไทยอย่าง เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ก็เคยกล่าวสุนทรพจน์ในลักษณะเดียวกันขณะที่กำลังขึ้นไปรับรางวัลขวัญใจคณะกรรมการ (Jury Prize) ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ Memoria

 

Age of Panic (2013)

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเรามองย้อนกลับไปที่ตัวของ Justine Triet ตั้งแต่ที่เธอเริ่มทำหนังมา จะพบว่าผลงานส่วนใหญ่ของเธอล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น Sur place (2007) ผลงานชิ้นแรกของเธอที่ถ่ายทำในรูปแบบสารคดีด้วยการบันทึกช่วงเวลาการชุมนุมประท้วงของเหล่าบรรดานักเรียนในปี 2006 และที่ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือผลงานสารคดีลำดับที่สองของเธออย่าง Solférino (2009) ที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปี 2007 ไปจนถึงการรวมตัวเคลื่อนไหวของนักกิจกรรมทางสังคม พวกก่อกวน ประชาชนทั่วไป และนักการเมือง

 

หลังจากทำสารคดีมาได้สักระยะหนึ่ง Justine Triet ก็ทำหนังเรื่องแรกของเธอออกมาในปี 2013 โดยใช้ชื่อว่า Age of Panic ซึ่งป็นการผสมผสานระหว่างศาสตร์ภาพยนตร์และสารคดี โดยมีพื้นหลังของเรื่องเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบที่สอง ซึ่งหนังเรื่องแรกของเธอได้กลายเป็นที่ยอมรับจากนักวิจารณ์อย่างกว้างขวาง และถูกเสนอชื่อเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม ACID ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2013

 

 

อย่างไรก็ดี การคว้ารางวัลสักอย่างในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ของ Justine Triet นั้นดูไม่น่าจะใช่เรื่องที่ห่างไกลจากความจริงเสียเท่าไร เมื่อในปี 2019 ภาพยนตร์เรื่อง Sibyl (2019) ของเธอที่เข้าฉายในรอบปฐมทัศน์ของเทศกาลได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ หรือ Palme d’Or แต่ก็น่าเศร้าที่ในเวทีเดียวกันมีคู่แข่งตัวเต็งประจำปีอย่าง Parasite (2019) ของ Bong Joon Ho อยู่ ซึ่งก็อย่างที่หลายคนทราบกันว่าสุดท้ายแล้ว Parasite ก็คว้าทั้งรางวัลปาล์มทองคำและรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้นไปครอง

 

หลังจากที่พบกับความผิดหวัง แน่นอนว่าในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เธอจะได้พิสูจน์ฝีไม้ลายมืออีกครั้ง และคราวนี้การที่เธอชนะรางวัลปาล์มทองคำมาได้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์อย่างถึงที่สุดแล้วว่า ชื่อของ Justine Triet เป็นอีกหนึ่งชื่อที่น่าจับตามองอย่างมากในฐานะคลื่นลูกใหม่ของวงการหนังฝรั่งเศส

 

ท้ายที่สุดแล้วเราอาจไม่สามารถบอกได้ว่า Anatomy of a Fall ผลงานที่ส่งให้เธอกลายเป็นผู้กำกับหญิงที่ชนะรางวัลปาล์มทองคำคนที่สามในประวัติศาสตร์จะเข้าฉายในไทยหรือไม่ แต่ที่แน่ชัดอย่างหนึ่งคือหนังของเธอได้กลายเป็นอีกหนึ่งในรายชื่อที่ใครหลายคนต่างเฝ้าจับตามองและต้องพิสูจน์ดูด้วยตาของตัวเอง

 

ภาพ: Getty Image

อ้างอิง:

The post ทำความรู้จักกับ Justine Triet ผู้กำกับหญิงเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำคนที่สามในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้ย อภิชาติพงศ์ เผยความคืบหน้าภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากนักเขียนนิยายไซไฟ Arthur C. Clarke https://thestandard.co/apichatpong-film-progress/ Thu, 16 Feb 2023 05:12:58 +0000 https://thestandard.co/?p=751270 เจ้ย อภิชาติพงศ์

ภายหลังจากที่ผู้กำกับ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ปล่ […]

The post เจ้ย อภิชาติพงศ์ เผยความคืบหน้าภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากนักเขียนนิยายไซไฟ Arthur C. Clarke appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้ย อภิชาติพงศ์

ภายหลังจากที่ผู้กำกับ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ปล่อยผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดอย่าง Memoria ออกสู่สายตาผู้ชมไปเมื่อปี 2021 และได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมอย่างล้นหลาม ล่าสุดทางสื่ออย่าง The Film Stage รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ เจ้ย อภิชาติพงศ์ ซึ่งมีแผนที่จะเดินทางไปยังประเทศศรีลังกา เพื่อสำรวจสถานที่ถ่ายทำภายในเดือนนี้ และได้สองนักแสดงนำที่เคยร่วมงานกับเขามาแล้วอย่าง เจนจิรา พงพัศ และ ศักดิ์ดา แก้วบัวดี จาก ลุงบุญมีระลึกชาติ (2010) มาร่วมรับบทนำ 

 

โดย เจ้ย อภิชาติพงศ์ ได้รับแรงบันดาลใจในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องใหม่มาจากเรื่องราวของ Arthur C. Clarke นักเขียนนิยายไซไฟเจ้าของผลงาน 2001: A Space Odyssey และ The Fountains of Paradise พร้อมเผยว่า Arthur C. Clarke คือนักเขียนที่อาศัยและเสียชีวิตที่ศรีลังกา อีกทั้งหนึ่งในหนังสือของเขาอย่าง The Fountains of Paradise ก็มีฉากหลังที่แต่งขึ้นมาจากภูมิทัศน์ของศรีลังกา 

 

สำหรับ The Fountains of Paradise คือนิยายไซไฟที่ออกวางจำหน่ายในปี 1979 บอกเล่าเรื่องราวในยุคศตวรรษที่ 22 เมื่อมีนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นโปรเจกต์วิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอย่าง ‘ลิฟต์อวกาศ’ ที่มีความสูงกว่า 36,000 กิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่ ณ เกาะเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรอินเดีย ที่จะปฏิวัติอนาคตของมนุษยชาติบนอวกาศ 

 

อีกหนึ่งผลงานที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับ เจ้ย อภิชาติพงศ์ คือบทความจากนักเขียนหญิงชาวไทยที่เดินทางไปแสวงบุญและปีนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นเกาะแห่งเดียวกับที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Arthur C. Clarke

 

เจ้ย อภิชาติพงศ์ กล่าวเสริมว่า เขาหวังว่าโปรเจกต์ครั้งนี้จะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นภายใต้งบประมาณที่น้อยลง อีกทั้งบทภาพยนตร์ที่เขาเขียนขึ้นจะมีความยาวประมาณ 3-4 ชั่วโมง ซึ่งมาจากจินตนาการและความฝันของเขา 

 

“เมื่อคุณพูดถึงเวลา 90 นาที มันเป็นความยาวที่สบายใจ ระยะเวลาความสนใจของมนุษย์จะอยู่ 90 นาที และระยะเวลาของความฝันก็อยู่ที่ 90 นาทีเช่นกัน การสร้างมันให้ยาวมากขึ้นเป็นเหมือนความท้าทาย คุณจะสร้างการเดินทางที่คุณจะไม่รู้สึกถูกกักขังโดยความต้องการทางชีวภาพของมนุษย์ได้อย่างไร”

 

ภาพ: Getty Images 

 

อ้างอิง:

The post เจ้ย อภิชาติพงศ์ เผยความคืบหน้าภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่ได้แรงบันดาลใจจากนักเขียนนิยายไซไฟ Arthur C. Clarke appeared first on THE STANDARD.

]]>
หยาดเหงื่อ เวลา ค่าตอบแทน คุยกับ มะเดี่ยว ชูเกียรติ เพื่อขยายภาพ ‘การมีชีวิตอยู่’ ของคนบนโลกโปรดักชัน https://thestandard.co/madeaw-chookiat-the-interview/ Wed, 08 Feb 2023 06:33:05 +0000 https://thestandard.co/?p=747470 มะเดี่ยว ชูเกียรติ

จากจุดเริ่มต้นของมุกประชาสัมพันธ์ค่าตัวนักแสดงในภาพยนตร […]

The post หยาดเหงื่อ เวลา ค่าตอบแทน คุยกับ มะเดี่ยว ชูเกียรติ เพื่อขยายภาพ ‘การมีชีวิตอยู่’ ของคนบนโลกโปรดักชัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มะเดี่ยว ชูเกียรติ

จากจุดเริ่มต้นของมุกประชาสัมพันธ์ค่าตัวนักแสดงในภาพยนตร์ ส่งผลให้ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ที่วันนี้เป็นทั้งโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์และซีรีส์ ที่เติบโตอยู่ในวงการมายาวนาน ผ่านผลงานกำกับ เช่น คน ผี ปีศาจ, 13 เกมสยอง, รักแห่งสยาม ฯลฯ ต้องออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องนี้อย่างจริงจัง ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างภายในระบบกองถ่าย 

 

THE STANDARD POP ชวนมะเดี่ยวพูดคุยถึงประเด็นที่เกิดขึ้นกับคนทำงานเบื้องหลังอีกครั้งอย่างลึกขึ้น เพื่อหวังว่าประสบการณ์ตรงที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริงจะเป็นแว่นขยายให้ ‘บางสิ่งบางอย่าง’ ถูกมองเห็น สะกิดใจ ไปจนถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ขึ้นในอนาคต 

 


 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ต้นทุน เวลา คุณค่าของคนทำงาน ‘สเตตัสในวันนั้น’ เพื่อสะท้อนความเป็นจริงเบื้องหลังกองถ่าย 

 

นักแสดงเป็นตำแหน่งที่อยู่เบื้องหน้า เป็นจุดขายที่ได้รับความสำคัญอันดับต้น จนนายทุนมองว่าสามารถดึงดูดกลุ่มผู้รับชมมาได้ ขณะที่คนฝ่ายโปรดักชันต้องเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก มะเดี่ยวจึงอยากสร้างบทสนทนาเชิงวิพากษ์ที่คนกองจะรู้สึกภาคภูมิใจกับการดูแลคนทำงานด้วยกันให้มีชีวิตที่ดีขึ้น 

 

 

“สายงานนี้มันคล้ายๆ กับการสร้างบ้านนี่แหละ แต่ว่าสิ่งที่เราทำมันคือเหตุการณ์ มันคือโลกจำลอง มันไม่ได้เป็นวัตถุสิ่งของ ถ้าถามว่าลงทุนพอๆ กันไหม ใช่ เราลงทุนเยอะกว่าอีกในบางครั้ง”

 

มะเดี่ยวมองว่าคนทำงานฝ่ายโปรดักชันนั้นถูกเหลียวแลเพียงน้อยนิด หลายคนทำงานเกินขอบเขตที่กำหนดไว้จนล่วงเลยตาราง แลกมากับความเสี่ยงทางสุขภาพและจิตใจ รวมถึงความเสียหายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำงานค่อนข้างมาก

 

ยังไม่นับถึงแง่มุมการรองรับอภิสิทธิ์ ‘ดารา’ และผู้ติดตามส่วนตัว กลุ่มคนที่อยู่เหนือห่วงโซ่ในวงการนี้ ทีมงานหลายคนต้องคอยรองรับอารมณ์หรือความต้องการของพวกเขาอยู่เสมอ ซึ่งจุดนี้มะเดี่ยวรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ทำงานหนักอยู่แล้ว เขาเล่าถึงแม้กระทั่งการออกกองเกินกำหนดจนผ่านพ้น 24 ชั่วโมง จากการที่คิวนักแสดงไม่เอื้ออำนวยเพราะอีกฝ่ายไปรับคิวอื่นมาแทนที่ ขณะที่ทีมงานบางคนต้องร่วมกระโจนการทำงานแสนเหนื่อยล้านี้ หากแต่ไม่ได้รับแม้กระทั่งค่า OT 

 

ภาพ: Chookiat Sakveerakul / Facebook

 

“คนทำงานกองไม่ได้มาบอกว่า กูอยากได้ค่าตัวเท่าดารา อะไรเลยนะ เพียงแต่ว่าสเกลค่าตัวคนในโปรดักชันมันโตช้า มันไม่มีสวัสดิภาพที่จะรับประกันว่าเขาจะไม่เอาอะไรมาแลกกับมัน เช่น สุขภาพหรือความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานมากชั่วโมงเกินไป”

 

เมื่อพูดถึงค่าตอบแทนของเหล่าดารา ที่ขณะนี้กำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันในโลกออนไลน์ มะเดี่ยวชี้แจงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ควรจะสนใจแล้ว เขามองว่าปัญหารายได้ของฝ่ายทำงานโปรดักชันนั้นเรื้อรังมานานมาก และยังคงเข้าใจได้ว่าเหล่าดาราก็มีราคาของพวกเขาที่ทางเบื้องหลังต้องจ่าย เพียงแค่ต้องมีระบบการประกันสังคมมารองรับเป็นหลักประกันให้คนทำงาน มีกฎหมายควบคุมแรงงานในวงการโปรดักชันให้เหมาะสม เอื้อให้ทุกคนได้ทำงานและรับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อกับสิ่งที่ทีมงานหลายคนได้สูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นเวลาชีวิต หรือสุขภาพร่างกาย

 

การลงทุนก็เป็นอีกสิ่งในฐานะผู้กำกับที่มะเดี่ยวเล็งเห็นถึงจุดที่ควรนำไปใช้กับด้านความคิดสร้างสรรค์ โปรดักชันเสียมากกว่า เนื่องจากต้นทุนโปรดักชันส่วนใหญ่ของภาพยนตร์ไทยหรือละครหลายสิบเปอร์เซ็นต์กลับนำเอาไปลงกับค่าตัวดารา จนลืมเลือนขั้นตอนการเขียนบท ระยะเวลา คนเขียนบทระดับน้ำดี รวมถึงเรื่องเวลาถ่ายทำ งบประมาณน้อยนิดจนกระเบียดกระเสียรส่วนอื่นๆ น้ำเสียงของเขามีความเหนื่อยล้าเจือปนเล็กน้อยยามเอ่ยถึงจุดอ่อนด้านนี้

 

ภาพ: Chookiat Sakveerakul / Facebook

 

ผนวกกับมีคอมเมนต์ของผู้ใช้บัญชีรายหนึ่งในเฟซบุ๊กที่ได้แวะไปร่วมแสดงความคิดเห็นภายในโพสต์ต้นทางของมะเดี่ยวว่า “กองถ่ายคือสถานการณ์ปิดตายที่จำลองโลกของชนชั้นวรรณะได้แบบชัดเจนที่สุด” ซึ่งเรามองว่าเป็นวลีที่เสียดสีคนในวงการนี้ได้อย่างสมจริงมาก มะเดี่ยวได้ให้คำตอบกับประโยคต้นทางไว้ว่า

 

“จริงๆ มันก็เหมือนบริษัทหนึ่งแหละ มีลำดับขั้นของงานละกัน แต่บริษัทนี้มันเคลื่อนที่ไปถ่ายหนังไง ถามว่ามันเห็นได้ชัดขนาดนั้นไหม ผมว่าชัดก็ชัดแหละ อย่างที่อยู่ของผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ ดารา อะไรอย่างนี้ ก็จะมีที่อยู่ในสัดส่วนของเขา

 

“เราก็ไม่รู้นะว่ากองคนอื่นเป็นยังไง แต่ว่ามันก็เคยมีการได้ยิน ไม่มีโค้ก ไม่มีน้ำหวาน ไม่มีขนมให้เอ็กซ์ตร้า อันนี้เราก็ว่ามันเกินไปหน่อย ไม่มีโต๊ะให้กินข้าว อันนี้จะเห็นค่อนข้างชัด บางทีกองไปไหนมีโต๊ะให้กินข้าวอยู่ไม่กี่โต๊ะ นอกนั้นไปนั่งกันอยู่ตามพื้นหญ้า พุ่มไม้ นั่งกลางดินกินกลางทราย คือทำกันมานานแล้ว แต่หลังๆ ก็ดีขึ้น เห็นคอมเพลนในโซเชียลมีเดียกันเยอะ 

 

“หลังๆ ผมไปกองก็เห็นว่ามีโต๊ะ พยายามนั่งๆ กันให้ได้มากที่สุด คือเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางกองปฏิบัติต่อกันอย่างไม่เท่าเทียมจริงๆ อันนี้เราคิดว่ามันจะค่อยๆ หมดลงไปมั้ง ถ้าเกิดพูดกันเยอะๆ ก็จะแสดงความคิดเห็นกันและสะท้อนไปยังบรรดาผู้บริหารให้เขารู้ว่ามีการปฏิบัติกับมนุษย์แบบนี้” 

 

ภาพ: Chookiat Sakveerakul / Facebook

 

นอกจากปัญหาค่าเหนื่อยของทีมงานในกองถ่าย มะเดี่ยวยังมองว่าปัญหาในวงการนี้ค่อนข้างควบคุมผลลัพธ์ของมันได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนักแสดง หรือโปรดักชันก็ตาม การพูดถึงความเป็นธรรมในการทำงานค่อนข้างยาก เนื่องจากความชอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทุกอย่างส่วนใหญ่ถูกนายทุนกุมบังเหียนอยู่มากโข งานบางชิ้นจึงอาจไปไม่ถึงมือคนดู หรือแม้กระทั่งคนเขียนบทบางคนอาจจะเป็นเพชรในตม มะเดี่ยวยังคงยืนยันจุดเดิมว่าความยุติธรรมที่สำคัญที่สุด คือการกำหนดเวลาของการทำงาน และคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงานที่เท่าเทียมกันในทุกๆ ฝ่าย

 

“ถ้าเขามีความมั่นคงทั้งการเงินและความเป็นอยู่ เขาก็สามารถครีเอตงานที่มันสบายใจได้ อย่างที่บอกงานที่เราทำมันต้องใช้อารมณ์ ต้องใช้บรรยากาศในการทำ ถ้าคุณกังวลว่าเดือนหน้ากูจะมีอะไรกินหรือเปล่าวะ กูเลยรับไป 4 เรื่อง แล้วก็ต้องไปวิ่งรอบสับรางกัน งานมันก็สับๆ ไม่มีคุณภาพ จริงไหมล่ะ”

 

มุมมองนี้ได้ถูกแลกเปลี่ยนจากมะเดี่ยว เมื่อเราถามถึงระบบจ้างงานที่ไม่มั่นคง ซึ่งอาจส่งผลกับการทำงานสร้างสรรค์จนออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเขาได้ตอบกลับมาว่า ตนเองโชคดีที่เจอคนที่ตั้งใจทำงานโดยตลอด ไม่เคยมีใครลดประสิทธิภาพในการทำงานของตัวเอง แต่กลับถูกใช้งาน รีดเค้นพลังของพวกเขาไปจนหมดสิ้น มะเดี่ยวย้ำกับเราอย่างหนักแน่นมากว่า สิ่งตอบแทนหยาดเหงื่อคือใจความหลักของทุกอย่าง คนจะสามารถดำรงอยู่ได้ ที่ไม่ใช่การอยู่เป็น เพราะพออยู่ได้แล้วชีวิตคนทำงานจะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

 

 

พอได้คุยกับมะเดี่ยวเรื่อยๆ เราจึงอยากรู้ถึงปัญหาชอกช้ำการทำงานหนักที่ส่งผลต่อตัวเขา มะเดี่ยวตอบว่า ยิ่งชั่วโมงการทำงานเยอะความกดดันก็ยิ่งสูง สมมติเขามีคิวถ่ายทำที่ต่างจังหวัด แล้วดารามีคิวจำกัด เขาจำเป็นต้องถ่ายซีนเหล่านั้นให้จบ จนขอบเขตการทำงานล่วงเลยเกินเวลา แทบไม่ได้นอน บางครั้งทีมงานเองก็ท้อแท้และเสียสุขภาพไป เขาบอกว่าตัวเองยังหลุดพ้นจุดนี้ไปไม่ได้จึงต้องลุกขึ้นมาพูด

 

“ประสบการณ์ตรงของการทำงานเยอะๆ อย่างแฟนเราเขาก็เสียตอนเขาอายุ 31 เป็นตากล้อง ทำกันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ออกกองอยู่ 20 วัน ตื่นเช้า นอนเที่ยงคืน ตีห้าหกโมงลุกมาทำละ เรี่ยวแรงมันมีอะ มันไหว มันก็ได้ค่าตอบแทนที่ค่อนข้างโอเคนะ แต่เห็นไหมสิ่งที่ได้รับกลับมามันไม่คุ้ม มันไม่คุ้มเลย มันเอาทุกอย่างกลับคืนมาไม่ได้ แล้วมันก็เปลี่ยนชีวิตเราเลยนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าไม่เกิดสิ่งนี้ขึ้น เราอาจจะมองโลกนี้ มองวงการนี้อีกแบบหนึ่ง”

 

ว่าด้วยการสูญเสียคนรักไปจากภาระงานอันหนักหน่วง แง่มุมด้านนี้มะเดี่ยวได้เคยพูดตามสื่อมาแล้วหลายแห่ง เขายอมรับว่าตอนนั้นคือช่วงเวลาที่ต้องกอบโกยตามวัยที่ยังมีเรี่ยวแรงและพลัง แต่ก็ต้องนำไปจ่ายให้หมอหมด จนกระทั่งมีบทเรียนให้มะเดี่ยวได้เรียนรู้ว่าบางอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย และบางทีมันแพงจนเขาซื้อคืนกลับมาไม่ได้ หรือซื้อคืนกลับมาได้ด้วย 

 

“ไม่อยากให้คนอื่นต้องเจออะไรแบบเรา ต้องเจออะไรแบบนี้เหมือนเรา ถ้ามันมีอะไรบางอย่างที่จะช่วยไม่ให้ใครต้องมาเกิดการสูญเสียแบบนี้ได้ ก็ทำให้มันเกิดขึ้นเถอะ วงการเรามันจะได้เฮลตี้กับคนที่เข้ามาแล้วก็จะรันวงการนี้กันต่อไป เพราะบางทีคนเก่งๆ คนที่เขาแบบว่ามีความสามารถ แต่เขาเจอการทำงานแบบนี้ก็ไม่ไหวไง เขาก็หนีไปทำอย่างอื่น เป็นคุณครู ไปทำยูทูบ ที่เขาควบคุมการทำงานของตัวเองได้ เขาก็ไปทำ แล้วพอมันไม่มีคนเก่งๆ มาต่อยอด ไม่ใช่ว่าคนที่ทำอยู่ไม่เก่ง แต่คนเก่งมันอาจจะตายก่อนวันอันควรก็ได้ไงใครจะรู้ 

 

“มาคุยกันว่าเราจะมีชีวิตกันอยู่ต่อไปได้อย่างสุขภาพแข็งแรงดี แล้วก็มีค่าตอบแทนที่มั่นคง แล้วก็คนรุ่นหลังๆ เขาเห็นว่าอาชีพการงานนี้มันดูไม่สิ้นหวัง มันดูไม่ใช้เขาจนเยินแล้วโยนทิ้งอะไรแบบนี้ เขาถึงจะเดินก้าวเข้ามาได้ ใครที่จะเป็นตัวกลางที่จะทำให้การพูดคุยนี้เกิดขึ้นได้ก็ยินดีนะ รอวันที่เราจะได้นั่งคุยกันแล้วหาทางออกร่วมกัน”

 

ภาพ: Chookiat Sakveerakul / Facebook

 

“เราไม่อยากให้ใครล้มหายตายจากไปก่อนเวลาอันควรจริงๆ หลังจากแฟนตายไป ทีมอาร์ตคู่ใจก็ตายตามไปอีกคน มันจึงเป็นเรื่องที่เจ็บปวด เราอยู่ในวงการนี้พร้อมกับการล้มหายตายจากของคนที่เรารักและคนที่เป็นกัลยาณมิตรไปหลายคนมากๆ”

 

มะเดี่ยวยังเชื่อว่าที่คนในแวดวงนี้เลือกทำอาชีพนี้เพราะความรักที่แท้จริง ใครก็ตามที่อยู่ด้วยกันมาได้ถึงทุกวันนี้เพราะมีใจให้วงการนี้ หลายคนยอมอดทนและทำงานนี้ เพราะนี่เป็นอาหารทางจิตวิญญาณของพวกเขา

 

“เรานับถือ เรารัก เราศรัทธาในอุดมการณ์นี้ของทุกคนมากเลย ที่เหนื่อยและทำมันมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ก็ทำกันต่อไปครับ และช่วยกันออกมาพูดอย่างสร้างสรรค์ มาเปิดบทสนทนาแลกเปลี่ยนในเรื่อง เช่น เราอยากเห็นชีวิตอนาคตข้างหน้าของเราเป็นอย่างไร อยากเห็นน้องๆ ที่เข้ามาในวงการเติบโตไปแบบไหน ร่วมกันส่งเสียงไปให้ถึงผู้หลักผู้ใหญ่ ให้รู้ว่าพวกเราอยากทำงานสายนี้อยู่ เพียงแต่ว่าเราอยากให้อนาคตดีๆ มันเกิดขึ้นไปด้วยกัน อยากให้ออกมาพูดกันแบบสร้างสรรค์ เราเชื่อว่าการนั่งคุยกันด้วยเหตุด้วยผลมันจะสามารถทำให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนไปได้ มันเป็นการหันหลังให้กันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”

The post หยาดเหงื่อ เวลา ค่าตอบแทน คุยกับ มะเดี่ยว ชูเกียรติ เพื่อขยายภาพ ‘การมีชีวิตอยู่’ ของคนบนโลกโปรดักชัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มะเดี่ยว ชูเกียรติ โพสต์แสดงความเห็นต่อประเด็นความไม่เสมอภาคและสวัสดิภาพชีวิตคนทำงานหลังกองถ่าย https://thestandard.co/madeaw-chookiat-opinion-inequality/ Mon, 30 Jan 2023 09:01:57 +0000 https://thestandard.co/?p=743660

กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนออกมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลา […]

The post มะเดี่ยว ชูเกียรติ โพสต์แสดงความเห็นต่อประเด็นความไม่เสมอภาคและสวัสดิภาพชีวิตคนทำงานหลังกองถ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนออกมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายทิศทาง เกี่ยวกับอภิสิทธิ์ชนของเหล่าดารานักแสดงที่สวนทางกับแรงงานในฝ่ายโปรดักชัน ซึ่งผู้กำกับภาพยนตร์ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ออกมาโพสต์ถึงเรื่องนี้ผ่านบัญชีเฟซบุ๊กของเขา พร้อมอิงถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนเอง หลังจากที่ได้พบเจอปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้น โดยในข้อความของโพสต์ดังกล่าวระบุว่า

 

 

ภาพ: Chookiat Sakveerakul / Facebook

 

“กูเบื่อสังคมที่นิยมชมชื่นกับความอู้ฟู่ร่ำรวยของดาราและอินฟลูเอ็นเซอร์ เวลาเห็นคนทำงานในวงการนี้ดิ้นรนกับค่าตัวที่ยากจะสร้างตัวและน้อยนิดเมื่อเทียบกับความเหนื่อย โดยเฉพาะกับความลำบากที่ต้องดีลกับผู้โด่งดังทั้งหลายเหล่านั้น ไม่ต้องถึงขั้นเอาค่าตัวมาแจกจ่ายใครหรอกจ้า รู้ว่าบุญวาสนามันแข่งกันบ่ได้ แต่เห็นใจคนทำงานกันหน่อยก็ดี

 

  • มาทำงานให้ตรงเวลา
  • ทำการบ้านอ่านบทมาให้เป๊ะ
  • ดูแลตัวเองให้ดูดีทั้งสุขภาพกายและจิต
  • ทีมงานไม่ใช่คนใช้ ไม่ใช่ลูกจ้างของคุณ บริษัทเขาจ้างมาทำหน้าที่ของเขา ให้เกียรติกันด้วย
  • ช่างหน้า ช่างผม สไตลิสต์ อยากได้ดังใจจ้างมาเอง อย่าเบียดบังเงินกอง จริงอยู่ว่ามีโปรดักชันที่จ่ายได้ แต่บางทีเขาก็ไม่ไหว บางทีต้องตัดจากงบ Set งบกล้องไฟ งบสวัสดิภาพของคนอื่นๆ เรื่องแบบนี้รู้ไว้บ้างก็ดี
  • ผู้จัดการทั้งหลายความเยอะ ความเขี้ยว เบาได้เบา หลายครั้งที่รีดเค้นความเป๊ะจากกอง แต่ขอความอะลุ่มอล่วยให้ตัวเอง บางทีให้ดาราเล่นบทน่ารัก เขารู้กันหมดแล้วว่าศีลเสมอกัน เลยอยู่กันได้
  • นายทุน ช่อง ลูกค้าใดๆ หันมาใส่ใจทีมงานบ้าง อย่าไปมองแต่จะต้องเอาดาราดัง อินฟลูเอ็นเซอร์ล้านวิวมาขาย ลงกับบท กับโปรดักชัน และอย่าไปคิดแทนคนดูว่าเขาบ้าดาราหรือคนดัง บางทีเขาก็อยากเห็นงานดีๆ ที่ลงทุนกับสติปัญญาเหมือนกันนะ 

 

“ฯลฯ ที่อยากจะแนะนำผู้อยู่เบื้องบนๆ

 

“ที่ว่ามานี่ไม่ได้เจาะจงใคร มาจากประสบการณ์ของเราเองกับผู้อยู่เบื้องหลังล้วนๆ ประเด็นที่ยกมาข้างต้นนี่แทบจะเป็นประสบการณ์ร่วมของคนกองทุกคนแหละ ไม่ได้จะด่าใคร วันหนึ่งกูเลิกจากวงการนี้จะเขียนเล่าให้ฟัง เก็บเป็นตำนานไว้ชั่วลูกหลาน

 

“เป็นกำลังใจให้ทีมงานผู้ขยันขันแข็งทุกคนนะครับ หวังว่าวงการนี้จะทำให้เราและคนรุ่นหลังมีความสำคัญขึ้นมาในสายตาผู้มีตังค์ทั้งหลายบ้าง

 

“อยากให้เขาภูมิใจกันบ้างว่าได้ลงทุนกับสวัสดิภาพชีวิตคนทำงานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเท่าเทียมกัน ขอให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ”

 

ซึ่งหลังจากสเตตัสดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป หลายคอมเมนต์ที่ได้ตอบกลับในโพสต์ต้นทางจากมะเดี่ยวก็มีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน บ้างก็มีการแลกเปลี่ยนความเห็นในเชิงว่าวงการบันเทิงไทยยังมีการวางระบบชนชั้นวรรณะไว้อย่างชัดเจน ทั้งที่ทุกฝ่ายในการผลิตล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญในการรังสรรค์ผลงานร่วมกัน เรียกได้ว่าการออกมาพูดคุยครั้งนี้ของมะเดี่ยวได้สร้างจุดขบคิดให้กับใครได้หลายคน ตลอดจนสามารถเล็งเห็นได้ถึงปัญหาดังกล่าวที่สืบเนื่องมายาวนาน และก็ได้แต่วาดหวังกันว่าปัญหาต่างๆ ใต้พรมของอุตสาหกรรรมบันเทิงไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคนทำงานเบื้องหลังจะได้รับการใส่ใจและแก้ไขให้ดีขึ้นในสักวัน

 

อ้างอิง:

The post มะเดี่ยว ชูเกียรติ โพสต์แสดงความเห็นต่อประเด็นความไม่เสมอภาคและสวัสดิภาพชีวิตคนทำงานหลังกองถ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล สร้างความแปลกใหม่อะไรบ้างให้วงการบันเทิงไทย https://thestandard.co/pundhevanop-dhewakul-3/ Tue, 20 Sep 2022 12:24:51 +0000 https://thestandard.co/?p=684411 หม่อมน้อย

การจากไปของ หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล นับเป็นการ […]

The post หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล สร้างความแปลกใหม่อะไรบ้างให้วงการบันเทิงไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
หม่อมน้อย

การจากไปของ หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งของวงการบันเทิงไทย เพราะนอกจากจะฝากผลงานในฐานะผู้กำกับ นักเขียนบท ยังเป็นครูการแสดงผู้ขัดเกลาเหล่า ‘ดารา’ ให้ได้ชื่อว่าเป็น ‘นักแสดง’ เข้าสู่วงการบันเทิงไทย และจะเรียกว่าลมหายใจของหม่อมน้อยคืองานก็ว่าได้ เพราะในวันที่ท่านจากไป คือวันที่ภาพยนตร์เรื่อง Six Characters มายาพิศวง ที่รวบรวมลูกศิษย์ลูกหาในวงการเอาไว้เข้าฉายเป็นวันแรก เหมือนเป็นบทส่งท้ายที่ท่านฝากไว้ให้กับผู้ชม  

 

ย้อนหลังไปเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ผลงานของหม่อมน้อยนับเป็นความแปลกใหม่ของวงการภาพยนตร์มากๆ โดยเฉพาะการหยิบยกชีวิตผู้คนที่สังคมยุคนั้นไม่ค่อยพูดถึงขึ้นมาเล่า อย่างเช่น ช่างมันฉันไม่แคร์ (2529) กับการเล่าเรื่องผู้ชายขายตัว, ฉันผู้ชายนะยะ (2530) ว่าด้วยชีวิตของ LGBTQIA+ ในยุค 80, ความรักไม่มีชื่อ (2533) เค้าโครงชีวิตจริงของ เพ็ญพร ไพฑูรย์ นางแบบที่สังคมมองว่าเป็นผู้หญิง ‘แรง’ ในยุคนั้น จนกระทั่งห่างหายจากวงการภาพยนตร์ไปมากกว่า 10 ปี และกลับมากับสไตล์หนังที่ว่าด้วยเรื่อง กิเลสตัณหา สอดแทรกปรัชญาพุทธเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น ชั่วฟ้าดินสลาย (2553), จัน ดารา (2555) แม่เบี้ย (2558) ฯลฯ ผู้เขียนขอพาย้อนรำลึกถึงชีวิต และผลงานของหนึ่งในผู้กำกับที่มีสไตล์ที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย ‘หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล’

หม่อมน้อย

 

ชีวิต ผลงาน และสไตล์ส่วนตัว

 

​หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ฝากผลงานกำกับภาพยนตร์เอาไว้ 15 เรื่อง ละครโทรทัศน์ 11 เรื่อง และละครเวที 13 เรื่อง ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น คือบทสนทนาและจังหวะจะโคนกลิ่นอายละครเวที รวมทั้งการวางคาแรกเตอร์ตัวละครที่มีความล้ำลึก มีมิติ ผนวกเข้ากับองค์ประกอบศิลป์ และเครื่องแต่งกายในสไตล์วิกตอเรียน ที่คนดูหลับตาก็พอจะนึกภาพออกว่า นี่คือผลงานของหม่อมอย่างแน่นอน

 

หลังจากลาออกขณะเรียนอยู่ชั้นปี 4 ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หม่อมน้อยก็ทำงานอยู่เบื้องหลังหนังหลายๆ เรื่อง เช่น ฝนเสน่หา ชีวิตบัดซบ ฯลฯ จนกระทั่งปี 2527 ผลงานกำกับการแสดงเรื่องแรก เพลิงพิศวาส ก็แจ้งเกิดให้กับ สินจัย เปล่งพานิช และกลายเป็นศิษย์เอกของหม่อมน้อยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ตามมาด้วย ช่างมันฉันไม่แคร์ ที่หน้าฉากคือเรื่องราวดราม่าความรักระหว่างสาวนักโฆษณากับผู้ชายขายตัว แต่สอดแทรกประเด็นการเมืองในวาระครบรอบ 10 ปี 6 ตุลาคม 2519 โดยสร้างคาแรกเตอร์นางเอกให้เป็นอดีตนักศึกษาที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้น แต่ละทิ้งอุดมการณ์มารับใช้ระบบทุนนิยม โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประจำปี 2529

 

หม่อมน้อย

หม่อมน้อย

 

​ในปีถัดมาผลงานเรื่องที่ 3 ฉันผู้ชายนะยะ ดัดแปลงจากละครบรอดเวย์ The Boys in the Band ก็สร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการเล่าเรื่องค่ำคืนหนึ่งของกลุ่มเพื่อนสาวชาวเกย์ ที่ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต และพูดถึง Bisexual เป็นครั้งแรกๆ ในวงการหนังไทย ตามมาด้วย นางนวล (2530) โศกนาฏกรรมความรักของสาวใสบริสุทธิ์ ที่พบรักกับลูกชายนักแสดง จับพลัดจับผลูมาเป็นดารา และถูกสังคมหล่อหลอมให้เสียผู้เสียคน จบลงด้วยการเป็นดาราหนังโป๊ และต้องตายด้วยน้ำมือของผู้ชายที่ค้นพบเธอ ส่วน ความรักไม่มีชื่อ ก็พาผู้ชมเข้าไปสัมผัสชีวิตของผู้หญิงที่ถูกสังคมตราหน้าว่าไม่ดี ผ่านส่วนหนึ่งของชีวิต เพ็ญพร ไพฑูรย์

 

หม่อมน้อย

 

หลังจากนั้นหม่อมน้อยมีผลงานรักโรแมนติกอีก 2-3 เรื่อง ก่อนจะหันไปกำกับละครโทรทัศน์ ตัวอย่างเช่น เทพธิดาบาร์ 21 (2533) มินิซีรีส์เรื่องราวความใฝ่ฝันของชีวิตโสเภณี, แผ่นดินของเรา (2539) ชีวิตที่ตกต่ำของลูกสาวผู้ดี ผู้ยอมสละทุกอย่างเพื่อความรัก, สี่แผ่นดิน (2546) กับความละเมียดละไมจากบทประพันธ์ชั้นเยี่ยม ฯลฯ น่าเสียดายที่ผลงานทางจอโทรทัศน์ของหม่อมน้อยไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หลังจากละครเรื่อง ในฝัน (2549) หม่อมน้อยหยุดพักไป 3 ปี และเริ่มสนใจในพุทธศาสนา และการปฏิบัติธรรมจนมีอิทธิพลต่อผลงานในยุคต่อๆ มา หม่อมน้อยกลับมากำกับภาพยนตร์อีกครั้งในปี 2553 ในเรื่อง ชั่วฟ้าดินสลาย โดยผลงานยุคหลังๆ มีหน้าหนังที่เน้นเรื่องเพศรส แต่เนื้อในกลับสอดแทรกปรัชญาพุทธเข้าไป อย่างเช่น จัน ดารา และ แม่เบี้ย

 

หม่อมน้อย

หม่อมน้อย

ชั่วฟ้าดินสลาย

 

หม่อมน้อย

หม่อมน้อย

จัน ดารา 

 

คุณครูการแสดงผู้ลดดรีกรีความเป็น ‘ซูเปอร์สตาร์’

 

​อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของหม่อมน้อยคือ การเป็นครูของนักแสดงทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ที่ขอสมัครมาเป็นลูกศิษย์ และหากคิดว่ามีเทคนิคตระการตาก็ต้องบอกว่าไม่ใช่เลย เพราะครั้งหนึ่งผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปสัมภาษณ์ท่านที่บ้าน หม่อมน้อยได้เล่าถึงคลาสเรียนการแสดง ว่ามันเหมือนการฝึกสมาธิที่ท่านได้จากการปฏิบัติธรรม โดยลูกศิษย์ต้องหัดลดตัวตนหรือ ‘อัตตา’ และเพิ่มความเป็น ‘มนุษย์’ เพื่อให้เข้าใจตัวเองและคนอื่น จนรู้ถึงชีวิตและวิธีคิด จนสวมบทบาทของคนคนนั้นได้อย่างแท้จริง

 

หม่อมน้อยยังเล่าเรื่องของลูกศิษย์แต่ละคนไว้อย่างอบอุ่น อย่าง พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ ที่เข้ามาในวันที่ใครก็มองว่าเธอเป็นเด็กไม่ดี แต่หม่อมมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวเธอ “เขาเป็นคนคลีนมาก ไม่ได้อยากดัง อยากรวย หรือเรียนเพื่อให้ได้รางวัล” จากเด็กวัยรุ่น สมาธิสั้น พลอยใช้เวลา 4 เดือนนั่งรอ นอนรอ เรียนการแสดงกับหม่อม จนตอนนี้ฝีมือการแสดงเป็นที่ยอมรับของคนทั้งวงการ

 

ส่วน อนันดา เอเวอริงแฮม ก็เคยเป็นเด็กเกเร และเกือบจะส่งไปอยู่ต่างประเทศ จนกระทั่งพบกับหม่อม “เขาเป็นคนมีพรสวรรค์ ไม่ชอบแอ็กติ้งแต่อยากเป็นผู้กำกับตั้งแต่อายุ 13 ปี และยังคงมาเรียนอยู่เรื่อยไม่หายไปไหน ตอนที่เขาได้รับรางวัล เราก็ภูมิใจเหมือนเขาได้รับปริญญา”

 

ส่วน มาริโอ้ เมาเร่อ หม่อมน้อยให้นิยามว่า “เป็นมนุษย์ที่จิตใจใสมาก” และเล่าว่าแม่ของเขาพามาฝากเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่หนังเรื่อง รักแห่งสยาม ถ่ายทำใหม่ๆ “เขาอุตส่าห์หาบ้านเราจนเจอ ที่ยอมสอนเพราะความรักที่แม่มีต่อลูก”

 

หม่อมน้อย

หม่อมน้อย

หม่อมน้อย

นอกจากนี้ยังมีลูกศิษย์อีกหลายคนที่โลดแล่นในวงการบันเทิง อย่างเช่น บี้-สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว, สน-ยุกต์ ส่งไพศาล ที่เห็นพัฒนาการด้านการแสดงอย่างชัดเจน หรือแม้แต่นักแสดงที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วอย่าง แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ และ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ที่แม้จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดอยู่แล้ว แต่ก็สามารถพัฒนาศักยภาพการแสดงให้สูงยิ่งขึ้นไปอีกด้วย

 

เรียกได้ว่าหม่อมน้อยไม่เพียงแต่มอบความสุข ความบันเทิงผ่านภาพยนตร์ ละคร และละครเวที แต่ยังสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพให้กับวงการบันเทิงไทย และจะกลายเป็นความทรงจำในแวดวงศิลปะไปอีกนานแสนนาน 

 

อ้างอิง:

  • นิตยสาร HAMBURGER
  • Wikipedia.org

The post หม่อมน้อย-ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล สร้างความแปลกใหม่อะไรบ้างให้วงการบันเทิงไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพลิงพิศวาส ถึง มายาพิศวง 38 ปี ผู้กำกับและครูทางการแสดงของ ‘หม่อมน้อย’ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล https://thestandard.co/pundhevanop-dhewakul/ Fri, 16 Sep 2022 07:43:44 +0000 https://thestandard.co/?p=682533 หม่อมน้อย

“เดี๋ยวส่งไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย”   ประโยคแซวข […]

The post เพลิงพิศวาส ถึง มายาพิศวง 38 ปี ผู้กำกับและครูทางการแสดงของ ‘หม่อมน้อย’ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หม่อมน้อย

“เดี๋ยวส่งไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย”

 

ประโยคแซวขำขันที่เรามักได้ยินกันในวงตลกและหมู่เพื่อน คือชื่อเสียงที่เลื่องลือด้านการสอนการแสดงของ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือ หม่อมน้อย อาจารย์ด้านการแสดงและผู้กำกับชั้นครูที่ปลุกปั้นผลงานคุณภาพและนักแสดงมากหน้าหลายตามาประดับวงการ

 

ด้านชีวประวัติส่วนตัว หม่อมน้อยเป็นบุตรของ หม่อมราชวงศ์ชนาญวัต เทวกุล กับ นางภักดี เทวกุล ณ อยุธยา สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะลาออกเพื่อเริ่มต้นเส้นทางสายภาพยนตร์ในเวลาต่อมา

 

หม่อมน้อย

 

จนในปี 2527 ผลงานกำกับภาพยนตร์ชิ้นแรกของหม่อมน้อยก็เกิดขึ้นในชื่อ เพลิงพิศวาส ภาพยนตร์แนวพิศวาสโศกนาฏกรรมที่แจ้งเกิดนักแสดงดังอย่าง นก-สินจัย เปล่งพานิช ให้ดังเป็นพลุแตก และทำให้ภาพยนตร์แนวพิศวาสโศกนาฏกรรมกลายเป็นเอกลักษณ์แรกของหม่อมน้อยที่ผู้คนจดจำ

 

ในเวลานั้นหม่อมน้อยถือเป็นคนหัวสมัยใหม่ และมีความสนใจในละครเวทีอยู่มาก จนหยิบเอาละครบรอดเวย์เรื่อง The Boys in the Band ของ มาร์ท ครอว์ลีย์ มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง ฉันผู้ชายนะยะ (2530) นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มกะเทยและเพศหลากหลายในประเทศไทย พร้อมคำโปรยที่ว่า “พวกเขา…อยากจะบอกอะไรกับคุณผู้หญิงทั้งหลาย”

 

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มเพศหลากหลาย ณ เวลานั้น จนได้สร้างเป็นละครเวที และมีการแสดงซ้ำกันถึง 200 รอบ ในเวลาครึ่งปี ทั้งยังได้ออกเดินทางไปแสดงในจังหวัดต่างๆ ด้วย

 

ความสำเร็จของ ฉันผู้ชายนะยะ (2530) กลายเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของหม่อมน้อยในการหยิบเอาละครเวทีมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น นางนวล (2530) ที่ดัดแปลงมาจาก The Seagull ของ แอนตัน เชคอฟ, อุโมงค์ผาเมือง (2554) ที่ดัดแปลงมาจากละครเวทีเรื่อง ราโชมอน ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช มาจนถึงผลงานเรื่องล่าสุดคือ Six Characters มายาพิศวง ผลงานกำกับเรื่องสุดท้ายในชีวิตหม่อมน้อย ก็ยังเป็นการดัดแปลงมาจากละครเวทีคลาสสิกของ ลุยจิ ปิรันเดลโล

 

หม่อมน้อย

หม่อมน้อย

 

สำหรับเด็กยุค 2000 เราคงคุ้นเคยกับผลงานอย่าง ชั่วฟ้าดินสลาย (2553) ที่นำแสดงโดย อนันดา เอเวอริงแฮม และ พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ จากภาพโซ่ตรวนที่ล่ามแขนของพระนางไว้

 

ด้าน มาริโอ้ เมาเร่อ หนึ่งในพระเอกที่เป็นลูกศิษย์ด้านการแสดงของ ‘หม่อมน้อย’ และเพิ่งจะผ่านการร่วมงานกันใน Six Characters มายาพิศวง ที่กำลังลงโรงฉายอยู่ในเวลานี้ ก็มักจะพูดถึงสิ่งที่ได้รับจากครูด้านการแสดงคนสำคัญของเขาอย่างสม่ำเสมอ

 

“หม่อม (หม่อมน้อย) สอนตลอดว่าให้รู้คุณค่าของการเป็นนักแสดง หม่อมบอกว่าอาชีพไหนก็ตามบนโลกใบนี้ ถ้าเราไม่เห็นคุณค่าของมัน แล้วก็ทำส่งๆ เอาแค่เงินมันก็ได้ ใครจะคิดแบบนั้นก็ไม่ผิด อยากทำงานเอาเงินไปเลี้ยงครอบครัวก็ไม่ผิด แต่ถ้าคนที่เขาคิดว่า กูจะมาแสดงเพื่อให้คนเขาได้อะไรจากที่กูแสดง โอ้โห แม่งเปลี่ยนนะ เพราะกูต้องรับผิดชอบในสิ่งที่กูคิดว่ากูจะทำให้ทุกคนเขาได้อะไรจากที่กูทำ ไม่ใช่ว่ามองแล้วผ่านไป อย่างน้อยคอเมดี้ก็ทำให้คนเขาหัวเราะแหละวะ”

 

หม่อมน้อย

 

เช่นเดียวกับ หญิง-รฐา โพธิ์งาม ผู้ที่ก้าวมารับบท ‘คุณบุญเลื่อง’ ตัวละครทรงเสน่ห์มากที่สุดในหนังดราม่าอีโรติก จันดารา เวอร์ชัน หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การแสดงภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกในชีวิตของตัวเองในเวลานั้นว่า

 

จันดารา เป็นผลงานภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกในชีวิต และถ้านับกันจริงๆ ความเข้าใจในเรื่องแอ็กติ้งก็เพิ่งได้เรียนรู้ใหม่มาจากหม่อมน้อย หญิงชอบตรงที่หม่อมไม่ได้สอนให้เราแสดง แต่สอนให้เราเป็นนักแสดงที่ดี การแสดงที่ดีมันไม่ยากเท่ากับการเป็นนักแสดงที่ดี

 

“หญิงพูดได้เลยว่าการที่หญิงได้เข้ามาเรียนกับหม่อม หญิงสามารถใช้เวิร์กช็อปนี้ไปได้ตลอดชีวิต หม่อมยังบอกอีกว่าการแสดงทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละคร ละครเวที ฯลฯ ล้วนเป็นศิลปะชั้นสูง มันไม่ใช่แค่ว่าเรามาเดินเข้าฉากแล้วเล่นอะไรก็ได้ แต่ต้องมีความรับผิดชอบมากๆ ต่อวิญญาณของอีกคนหนึ่ง อย่างหญิงต้องเล่นเป็นคุณบุญเลื่อง หญิงก็ต้องรับผิดชอบต่อวิญญาณของคุณบุญเลื่อง ต้องรักเขา งานแสดงที่ดีจึงจะเกิดขึ้น”

นอกจากผลงานที่เรากล่าวไปแล้ว ก็ยังมีผลงานภาพยนตร์อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ช่างมันฉันไม่แคร์ (2529) ที่ได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, มหัศจรรย์แห่งรัก (2538) ภาพยนตร์เกียรติยศที่ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองถึง 6 รางวัล, อันดากับฟ้าใส (2540) ที่แจ้งเกิด อนันดา เอเวอริงแฮม และ จอย ชลธิชา, แผลเก่า (2557) รวมถึงผลงานละครอย่าง ลูกทาส (2544), สี่แผ่นดิน (2546) และ ในฝัน (2549) เป็นต้น

 

หม่อมน้อย

หม่อมน้อย

 

กลับมาที่พาร์ตของการเป็นครูสอนการแสดงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและฝีมือการแสดงที่พัฒนาขึ้นของพระเอกนางเอกหลากหลายคน ไม่ว่าจะเป็น มาริโอ้ เมาเร่อ, อนันดา เอเวอริงแฮม, พลอย เฌอมาลย์, จอย ชลธิชา, นก สินจัย, นก ฉัตรชัย, อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ฯลฯ จนกลายเป็นประโยคขำขันที่เราเกริ่นไว้ในช่วงต้น ว่าใครที่ยังมีฝีมือการแสดงไม่ดีพอต้องส่งไปเรียนเพิ่มกับหม่อมน้อย

 

ตลอดหลายทศวรรษในฐานะผู้กำกับชั้นครูและครูนักปั้นผู้ทรงคุณวุฒิ ทำให้หม่อมน้อยได้รับรางวัลรวม 26 รางวัล จากเวทีต่างๆ เช่น รางวัลตุ๊กตาทองบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม จากเรื่อง ช่างมันฉันไม่แคร์ ในปี 2529, รางวัลผู้กำกับการแสดงยอดเยี่ยม การประกวดละครเวทีมณเฑียรทอง ประจำปี 2529 จากเรื่อง เทพธิดาบาร์ 21, รางวัลคึกฤทธิ์ สาชาศิลปะการแสดง ประจำปี 2561 และรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จ (Lifetime Achievement Award) ประจำปี 2563 จากชมรมวิจารณ์บันเทิง เป็นต้น

 

หม่อมน้อย

 

นอกจากนี้ผลงานของหม่อมน้อยอย่าง ฉันผู้ชายนะยะ ก็ถูกยกให้เป็น 100 ภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู โดยหอภาพยนตร์ (องค์กรมหาชน) ในปี 2548 และภาพยนตร์เรื่อง ช่างมันฉันไม่แคร์ ก็ถูกประกาศขึ้นทะเบียนให้เป็นภาพยนตร์มรดกแห่งชาติ ในปี 2563 อีกด้วย

 

ว่ากันว่าสิ่งเดียวที่จะคงอยู่ตลอดกาลไม่ใช่ร่างกายหรือวิญญาณ แต่คือผลงานและความดีงามที่จะอยู่ในใจของทุกคนตลอดไป เราเชื่อว่าแม้ว่าการจากลาจะเป็นเรื่องเศร้าแค่ไหน แต่ในที่สุดแล้วผลงาน ความรู้ และความสามารถที่หม่อมน้อยทิ้งไว้ในวงการบันเทิงไทย จะสืบต่อและงอกงามต่อไปอีกนานแสนนาน

 

หม่อมน้อย

 

อ้างอิง: 

The post เพลิงพิศวาส ถึง มายาพิศวง 38 ปี ผู้กำกับและครูทางการแสดงของ ‘หม่อมน้อย’ หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Johnny Depp เตรียมกลับมากำกับครั้งแรกในรอบ 25 ปี สำหรับภาพยนตร์เกี่ยวกับจิตรกร Amedeo Modigliani https://thestandard.co/johnny-depp-director/ Wed, 17 Aug 2022 02:44:52 +0000 https://thestandard.co/?p=668028 Johnny Depp

นอกจาก Johnny Depp (จอห์นนี เดปป์) จะกำลังวุ่นอยู่กับกา […]

The post Johnny Depp เตรียมกลับมากำกับครั้งแรกในรอบ 25 ปี สำหรับภาพยนตร์เกี่ยวกับจิตรกร Amedeo Modigliani appeared first on THE STANDARD.

]]>
Johnny Depp

นอกจาก Johnny Depp (จอห์นนี เดปป์) จะกำลังวุ่นอยู่กับการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Jeanne du Barry ที่เขารับบทเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 มาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นกลับมาทำงานแสดงเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาชนะคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทกับอดีตภรรยา Amber Heard ล่าสุดก็มีการรายงานข่าวจาก The Hollywood Reporter อีกว่า Johnny Depp กำลังเตรียมตัวกลับมาโชว์ฝีมือด้านการกำกับภาพยนตร์อีกครั้งในรอบ 25 ปี และยังได้ตัวนักแสดงเจ้าบทบาทอย่าง Al Pacino มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้อีกด้วย

 

ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในรอบ 25 ปีของ Johnny Depp มีชื่อว่า Modigliani ว่าด้วยเรื่องราวของจิตรกรชาวอิตาลีชื่อดังของโลกนาม Amedeo Modigliani ในช่วงที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปารีสปี 1916 และได้เจอกับเหตุการณ์สำคัญอันกลายเป็นจุดพลิกผันของชีวิต ที่ส่งผลให้ชื่อเสียงและผลงานของ Amedeo Modigliani กลายเป็นที่รู้จักและเป็นได้รับการยอมรับไปทั่วโลก โดยโปรเจกต์ Modigliani นั้นสร้างมาจากละครเวทีในชื่อเดียวกันของ Dennis McIntyre และดัดแปลงสู่บทภาพยนตร์โดย Jerzy และ Mary Kromolowski

 

The Hollywood Reporter รายงานอีกว่า ภาพยนตร์ Modigliani จะเริ่มถ่ายทำกันที่ยุโรปในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2023 และกำลังจะเริ่มคัดเลือกนักแสดงกันในเร็วๆ นี้ โดย Johnny Depp ให้คำแถลงการณ์ถึงการที่จะได้กำกับภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวว่า 

 

“เรื่องราวชีวิตของคุณ Modigliani เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งและถ่อมตัวอย่างแท้จริงที่จะได้นำมันมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เพราะชีวิตของเขาช่างทุกข์ยากสาหัส แต่ก็ได้รับชัยชนะในที่สุด และยังเป็นเรื่องราวของมนุษย์ทั่วไปคนหนึ่งที่คนดูทุกคนจะรู้สึกสื่อถึงได้”

 

Johnny Depp เคยกำกับภาพยนตร์มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 1997 นั่นคือเรื่อง The Brave ซึ่งในตอนนั้นเขาทั้งลงมือกำกับและนำแสดงร่วมกับนักแสดงในตำนาน Marlon Brando และสำหรับ Modigliani เขาก็ได้ตัว Al Pacino มาเป็นโปรดิวเซอร์ร่วมกัน โดย Johnny Depp จะทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ในนาม IN.2 อันเป็นบริษัทโปรดักชันฝั่งยุโรปที่แตกแขนงมาจากบริษัท Infinitum Nihil ของเขา และยังมี Barry Navidi มาร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Vittorio Zunino Celotto / Getty Images

อ้างอิง: 

The post Johnny Depp เตรียมกลับมากำกับครั้งแรกในรอบ 25 ปี สำหรับภาพยนตร์เกี่ยวกับจิตรกร Amedeo Modigliani appeared first on THE STANDARD.

]]>
แสดงความเสียใจ วิโรจน์ ทองชิว ผู้กำกับชื่อดัง เสียชีวิตแล้ว https://thestandard.co/viroj-thongsiew/ Tue, 09 Aug 2022 05:51:40 +0000 https://thestandard.co/?p=664805 วิโรจน์ ทองชิว

วันนี้ (9 สิงหาคม) เพจเฟซบุ๊ก สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย […]

The post แสดงความเสียใจ วิโรจน์ ทองชิว ผู้กำกับชื่อดัง เสียชีวิตแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิโรจน์ ทองชิว

วันนี้ (9 สิงหาคม) เพจเฟซบุ๊ก สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ได้แจ้งข่าวการเสียชีวิตของ วิโรจน์ ทองชิว ผู้กำกับไทยเจ้าของผลงาน แอบคนข้างบ้าน (2546) ด้านเพจ ตั๋วร้อนWorldwide ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการเสียชีวิตว่า วิโรจน์เสียชีวิตมา 3 วันแล้วก่อนทางญาติจะมาพบร่างไร้วิญญาณ 

 

สำหรับ วิโรจน์ ทองชิว ถือเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับชาวไทยที่ได้ฝากผลงานการกำกับภาพยนตร์ชื่อดังไว้มากมาย เช่น แอบคนข้างบ้าน (2546), เด็กเดน (2548), เทวดาท่าจะเท่ง (2551) ฯลฯ รวมถึงมีผลงานภาพยนตร์นอกกระแสอย่าง รักเป็นบ้า (2560) และ ส้วมซ่อนผี (2562) 

 

THE STANDARD POP ขอร่วมแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ วิโรจน์ ทองชิว อีกหนึ่งผู้กำกับมากความสามารถ ที่ได้มอบความสุขแก่ผู้ชมผ่านผลงานภาพยนตร์คุณภาพเสมอมา

 

อ้างอิง:

The post แสดงความเสียใจ วิโรจน์ ทองชิว ผู้กำกับชื่อดัง เสียชีวิตแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับคนทำหนัง เมื่อ ‘กรุงเทพกลางแปลง’ ไม่ใช่แค่การฉายหนัง แต่คือการเรียกคืนศรัทธาของหนังไทย https://thestandard.co/movie-maker-bangkok-outdoor-movie/ Thu, 14 Jul 2022 13:46:34 +0000 https://thestandard.co/?p=654003 อนุชา บุญยวรรธนะ

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา อนุชา บุญยวรรธนะ นายกสม […]

The post คุยกับคนทำหนัง เมื่อ ‘กรุงเทพกลางแปลง’ ไม่ใช่แค่การฉายหนัง แต่คือการเรียกคืนศรัทธาของหนังไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุชา บุญยวรรธนะ

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา อนุชา บุญยวรรธนะ นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดย ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ถึงความเป็นมาและกระแสตอบรับของกิจกรรม ‘กรุงเทพกลางแปลง’ กิจกรรมที่เกิดจากความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับภาคเอกชน

 

อนุชากล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกดีใจสำหรับกระแสตอบรับ โดยเฉพาะวันแรกที่จัดงาน ประชาชนมาเยอะกว่าที่คาดหมายไว้มาก ส่วนวันที่สองคนก็ยังเยอะ แม้สภาพอากาศจะไม่ค่อยเอื้ออำนวย จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สิ่งที่ทีมผู้จัดงานต้องทำต่อไปคือ การวางแผนเพื่อจะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน อาจต้องจัดเต็นท์เพิ่มขึ้น และทำโจทย์ที่ได้รับจาก กทม. ที่ต้องการให้งานนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายไปสู่ชุมชนด้วย

 

ส่วนการเลือกจัดกิจกรรมช่วงฤดูฝน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ท้วงติงกลับไปทาง กทม. เช่นกันว่า ถ้าปีหน้าหากต้องการจะจัดกิจกรรมกลางแปลงอีก ขอให้กำหนดเป็นช่วงฤดูหนาวน่าจะเหมาะสม แต่ปีนี้โจทย์คือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องทำเร่งด่วน จึงเลือกทำเลยในเดือนนี้ 

 

จุดประสงค์อย่างหนึ่งที่ตั้งไว้คือ การเห็นภาพประชาชนออกมาใช้ชีวิต จับจ่ายใช้สอย การจัดงานในปีนี้ยังถือว่าเป็นการจัดนำร่องเท่านั้น เพราะกิจกรรมนี้ยังไม่ได้ทำมาก่อน อีกทั้งเป็นการร่วมมือกันจากหลายภาคส่วน ต้องดูถึงความเหมาะสม ศึกษาองค์ประกอบ การประสานงาน แก้ปัญหา และเก็บรวมเป็นข้อมูลสำหรับครั้งต่อไป

 

สำหรับประเด็นงบประมาณที่หลายส่วนตั้งคำถามว่า กทม. ต้องใช้งบถึง 8 ล้านบาทในการจัด อนุชากล่าวย้ำอีกครั้งว่า ไม่เป็นความจริง เรื่องนี้ที่ประชุมตั้งแต่ต้นเคยพิจารณาว่า การจะจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติอย่างต่างประเทศ เช่น เมืองปูซานของเกาหลีใต้ ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะต้องมีกระบวนการตั้งแต่ศึกษารูปแบบการสร้างภาพยนตร์แต่ละชาติ และคัดเลือกภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับคนในประเทศ

 

ที่ประชุมจึงเสนอว่า สิ่งที่ทำได้เลยคือ การจัดเทศกาลภาพยนตร์ขนาดเล็กลงมา และเมื่อรวมกับความต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชน อีกทั้ง กทม. มีพื้นที่สาธารณะ จึงตกผลึกเป็นหนังกลางแปลง ทั้งนี้ ทางสมาคมหนังกลางแปลงได้พิจารณาถึงหลายองค์ประกอบ ทั้งสภาพอากาศ สถานที่ และอันตรายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเมื่องานผ่านการจัดไปเรื่อยๆ และงานได้รับความสนใจมากขึ้น คนเลยอาจคิดว่างานที่ใหญ่ขนาดนี้จะใช้งบประมาณมาก แต่ความจริงแล้วงานนี้คือความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนกับ กทม. และ กทม. ก็ไม่ได้เสียงบประมาณใดๆ เลย

 

อนุชากล่าวอีกว่า สมาคมผู้กำกับฯ รับหน้าที่ประสานงานกับทางค่ายหนังต่างๆ ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์ให้นำภาพยนตร์มาฉาย ส่วนสมาคมหนังกลางแปลงก็ได้แจ้งว่าไม่คิดค่าเช่าอุปกรณ์ใดๆ คิดเพียงค่าแรงทีมงานและค่าเดินทาง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการแจงตัวเลขแล้วว่า การฉายภาพยนตร์ทั้ง 25 วัน ใช้งบที่ 150,000 บาท ส่วนการเลือกภาพยนตร์มาจัดฉายในแต่ละสถานที่ เป็นการประสานงานของหอภาพยนตร์แห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรภาครัฐที่มีผู้เชี่ยวชาญในการบูรณะภาพยนตร์ ดูแลภาพยนตร์ที่มีคุณค่าในประเทศ เก็บรวมรายละเอียดข้อมูล และอีกหน้าที่คือการนำภาพยนตร์เหล่านี้มาเผยแพร่ให้ประชาชน 

 

อนุชากล่าวต่อไปว่า การจัดกิจกรรมนี้ในมิติของ กทม. คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนฝั่งผู้สร้างภาพยนตร์ ผู้ทำงานเบื้องหลัง คือการได้ร่วมสร้างวัฒนธรรมการรับชมภาพยนตร์ที่หลากหลาย ภาพยนตร์ที่เลือกมาจึงหลากหลาย ทั้งอายุ แนวของภาพยนตร์ เมื่อรวมกับบรรยากาศฉากหลัง สถานที่ที่เกี่ยวโยงกับตัวภาพยนตร์ ผู้ชมจะได้รับความรู้สึกที่เพิ่มขึ้น และสิ่งที่ไม่คาดคิดจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้คือ การได้เรียกศรัทธาจากผู้คนต่อภาพยนตร์ไทย ตอกย้ำว่ายังมีภาพยนตร์ไทยอีกมากมายที่มีคุณค่าและมีคุณภาพ

The post คุยกับคนทำหนัง เมื่อ ‘กรุงเทพกลางแปลง’ ไม่ใช่แค่การฉายหนัง แต่คือการเรียกคืนศรัทธาของหนังไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพยนตร์ชีวประวัติของ Amy Winehouse จะได้รับการกำกับโดยผู้กำกับ Fifty Shades of Grey https://thestandard.co/amy-winehouse-biopic-directed-by-sam-taylor-johnson/ Wed, 13 Jul 2022 03:55:19 +0000 https://thestandard.co/?p=653385 Amy Winehouse

เรื่องราวชีวิตของศิลปินมากความสามารถ Amy Winehouse (เอม […]

The post ภาพยนตร์ชีวประวัติของ Amy Winehouse จะได้รับการกำกับโดยผู้กำกับ Fifty Shades of Grey appeared first on THE STANDARD.

]]>
Amy Winehouse

เรื่องราวชีวิตของศิลปินมากความสามารถ Amy Winehouse (เอมี ไวน์เฮาส์) กำลังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้งในชื่อ Back to Black ซึ่งสำหรับภาพยนตร์ชีวประวัติครั้งนี้จะได้รับการกำกับโดยผู้กำกับหญิง Sam Taylor-Johnson ผู้เป็นเพื่อนสนิทกับนักร้องสาวผู้ล่วงลับ

 

Sam Taylor-Johnson ได้รับการยอมรับในวงการฮอลลีวูดด้วยการสร้างสรรค์ผลงานอย่าง Fifty Shades of Grey, Nowhere Boy และ A Million Little Pieces โดยเธอจะทำงานร่วมกับสตูดิโอ Studiocanal และในตอนนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของเนื้อเรื่อง เพราะตัวภาพยนตร์ยังคงอยู่ในกระบวนการเริ่มต้นพูดคุยเรื่องสคริปต์และกำลังอยู่ในระหว่างการแคสติ้งนักแสดงกันอยู่ 

 

โปรเจกต์ Back to Black ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จาก Mitch Winehouse ผู้เป็นพ่อของ Amy Winehouse ซึ่งก่อนหน้านี้ในสารคดีภาพยนตร์ที่ชนะรางวัลออสการ์อย่าง ‘Amy’ ก็ได้เผยแพร่ฟุตเทจที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันไม่สู้ดีระหว่าง Amy Winehouse และพ่อของเธอเท่าใดนัก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการใช้ยาของ Amy Winehouse ที่ดูเหมือนว่าจะมีพ่อให้ท้ายอยู่เบื้องหลัง รวมไปถึงการหาผลประโยชน์จากลูกสาวทั้งที่เขาไม่ได้ดูแลเธอในตอนที่เธอเติบโต นอกจากนั้น Mitch Winehouse ยังได้มีส่วนร่วมในสารคดีของ BBC ชื่อ Reclaiming Amy ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึก 10 แห่งการจากไปของเธออีกด้วย

 

บริษัทผู้ดูแลมรดกของ Amy Winehouse เซ็นสัญญาสร้างภาพยนตร์ Back to Black ตั้งแต่ปี 2018 และได้รับการพัฒนาและปรับเปลี่ยนบทมาเรื่อยๆ โดยก่อนหน้านี้ Mitch Winehouse เคยออกมาปฏิเสธคำแนะนำว่า Lady Gaga จะมาเป็นผู้รับบทลูกสาวของเขา แต่เขาก็เผยกับทาง The Sun ว่าอยากได้นักแสดงหญิงชาวอังกฤษหน้าใหม่ที่มีหน้าตาคล้าย Amy Winehouse มากกว่า

 

ภาพ: Brandon / Redferns

อ้างอิง: 

The post ภาพยนตร์ชีวประวัติของ Amy Winehouse จะได้รับการกำกับโดยผู้กำกับ Fifty Shades of Grey appeared first on THE STANDARD.

]]>