ผิดจริยธรรม Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ผิดจริยธรรม/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 16 Dec 2025 05:44:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กุสุมาลวตี วิจารณ์พฤติกรรม สุขสมรวย ข่มขู่คุกคามอดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้ https://thestandard.co/kusumalawati-suksomruay-mp-court/ Tue, 16 Dec 2025 05:44:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1155238 กุสุมาลวตีวิจารณ์พฤติกรรมสุขสมรวย ข่มขู่คุกคาม อดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้

วันนี้ (16 ธันวาคม) ที่อาคารรัฐสภา กุสุมาลวตี ศิริโกมุล […]

The post กุสุมาลวตี วิจารณ์พฤติกรรม สุขสมรวย ข่มขู่คุกคามอดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กุสุมาลวตีวิจารณ์พฤติกรรมสุขสมรวย ข่มขู่คุกคาม อดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้

วันนี้ (16 ธันวาคม) ที่อาคารรัฐสภา กุสุมาลวตี ศิริโกมุล อดีต สส. มหาสารคาม พร้อมด้วย สมหญิง บัวบุตร อดีต สส. อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวกรณีสมหญิงที่ถูก สุขสมรวย วันทนียกุล อดีต สส. อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย คุกคามข่มขู่ด้วยกิริยาอาการที่ไม่สุภาพ และผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่สนามบินจังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงการส่งเอกสารรูปปืนมายังสมหญิง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย

 

กุสุมาลวตีระบุว่า ตนเองก็เป็นคู่กรณีกับสุขสมรวยเช่นเดียวกัน ที่สุขสมรวยได้ฟ้องร้องตนเองถึง 4 คดี และเมื่อไปศาลก็แสดงกิริยาอาการเหยียดหยามดูถูกตนเอง จนกระทั่งศาลได้ตัดสินยกฟ้องตนเองในถึง 3 คดี

 

“เมื่อดิฉันได้ทราบข่าวว่าท่านสมหญิงถูกกระทำเช่นเดียวกัน จึงมีความรู้สึกว่า เหตุไฉนสุขสมรวยจึงมีกิริยาอาการที่กร่าง รู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่เหลือเกิน รวมทั้งมีสามีเป็นตำรวจ ก็เข้ามาส่งสารข่มขู่คุกคามท่านสมหญิงอยู่ตลอดเวลา” กุสุมาลวตีกล่าว

 

นางกุสุมาลวตรีระบุว่า สุขสมรวยได้ชี้แจงในเฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และในคดีที่ตนเองชนะแล้ว สุขสมรวยยังได้ละเมิด ซึ่งตนจะฟ้องกลับแน่นอน เช่นเดียวกับคดีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ฟ้องร้องตนเอง สื่อมวลชนและทนายทั้งหลายได้ดูคำวินิจฉัยแล้ว ก็เห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งตนเองได้รับความกรุณาจากนายกสภาทนายความแห่งประเทศไทย เขียนคำร้องอุทธรณ์ให้ตนเองในคดีของอนุทิน

 

“ดิฉันโดนอนุทินกล่าวหาว่ากักขฬะ เป็นคนน่ารังเกียจ เป็นคนชอบพูดโกหก ซึ่งเข้าองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท แต่ศาลได้ตัดสินว่า อนุทินเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะต้องปกป้องพรรคในฐานะหัวหน้าพรรค แต่การปกป้องพรรคไม่ใช่มาด่าเรื่องส่วนตัว การปกป้องพรรคจะต้องพูดในสาระของพรรคที่เสียหาย แต่นี่อนุทินไม่ได้พูดในสาระของพรรคเลย แต่กลับมาด่าดิฉันในเรื่องส่วนตัว” กุสุมาลวตีระบุ

 

กุสุมาลวตีกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน สุขสมรวยก็มีกิริยาอาการที่คล้ายกัน จึงอยากถามว่า เป็นวัฒนธรรมองค์กรหรืออย่างไร ที่คนของบางพรรคการเมืองมีอาการกร่าง ว่าตัวเองยิ่งใหญ่ ข่มขู่คุกคามคนอื่น ซึ่งเป็นคนธรรมดา ตนเองที่เป็นอดีต สส. เราจะต้องลุกขึ้นปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองจากการกระทำของคนมีอำนาจ เป็นถึงนายกรัฐมนตรี และ สส. กลับดูถูกคนอื่น

 

“ดิฉันคิดว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่การเป็นผู้แทน หรือได้คะแนนเยอะแยะมากมาย แต่อยู่ที่ในขณะเลือกตั้งได้ซื้อเสียงหรือกระทำผิดหรือไม่ และสิ่งที่ท่านสมหญิงปกป้องตนเองจึงได้ฟ้องร้อง เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่าเขาได้กระทำผิด” กุสุมาลวตีกล่าว

 

ด้านสมหญิงกล่าวชี้แจงว่า กรณีการถูกข่มขู่ ตนเองมีหลักฐานทั้งหมด และยังมีการข่มขู่ดิฉันซึ่งเป็นพยานที่จะไปขึ้นศาลในวันที่ 19 ธันวาคม นี้ด้วย ตนเองห่วงในความปลอดภัย จึงมาขอความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน เพราะตนเองอายุมากแล้ว และไม่อยากมีเรื่องกับใคร ขณะที่กุสุมาลวตีกล่าวเสริมว่า วันที่ 19 ธันวาคมนี้ ตนเองจะไปเป็นกำลังใจให้พี่สมหญิง และในวันเดียวกันตนเองจะประกาศสู้ จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดอำนาจเจริญ

The post กุสุมาลวตี วิจารณ์พฤติกรรม สุขสมรวย ข่มขู่คุกคามอดีต สส. เพื่อไทย จ่อสู้ในชั้นศาล 19 ธ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชูศักดิ์มองคดีคลิปเสียงนายกฯ คนวิจารณ์กันเป็นเรื่องการเมือง เกินจากกรอบกฎหมาย ย้ำดูแล้วไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรม https://thestandard.co/paetongtarn-hun-sen-ethics-case/ Wed, 16 Jul 2025 10:32:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1097078 paetongtarn-hun-sen-ethics-case

วันนี้ (16 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ชูศักดิ์ ศิรินิล ร […]

The post ชูศักดิ์มองคดีคลิปเสียงนายกฯ คนวิจารณ์กันเป็นเรื่องการเมือง เกินจากกรอบกฎหมาย ย้ำดูแล้วไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
paetongtarn-hun-sen-ethics-case

วันนี้ (16 กรกฎาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณี แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยื่นขอขยายระยะเวลาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา โดยระบุว่า ไม่มีประเด็นอะไร ก็ขอขยายเวลา เป็นสิทธิที่สามารถทำได้

 

ส่วนสถานการณ์ของนายกรัฐมนตรีขณะนี้น่าเป็นห่วงหรือไม่ ชูศักดิ์กล่าวว่า เรื่องทางคดีโจทก์เขาว่าอย่างนี้ เราก็สู้อย่างนี้ โดยเขากล่าวหาว่าฝ่าฝืนจริยธรรม เราก็ต้องแก้ว่าไม่ใช่ คนไปคิดไปประเมินในประเด็นทางการเมือง ซึ่งไปกลบหลักกฎหมาย แต่ไม่ได้ดูเลยว่า หลักกฎหมายเป็นอย่างไร ไม่ได้ดูว่าจริยธรรมร้ายแรงมันมีอะไรบ้าง ไปฟังเอาแต่ประเด็นการเมืองอย่างนั้นอย่างนี้ 

 

“ไม่ใช่มั่นใจหรือไม่มั่นใจ แต่เขาฟ้องว่าฝ่าฝืนจริยธรรม แต่คนวิจารณ์ยังไม่รู้เลยว่าจริยธรรมมันมีอะไรบ้าง” ชูศักดิ์กล่าว

 

ชูศักดิ์ย้ำว่า เรื่องนี้ถูกมองเป็นการเมือง ทั้งที่เป็นเรื่องของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ถ้าไปมองเป็นการเมือง ก็ออกนอกกรอบแล้ว ลองไปถามดูว่า ที่ไปฟ้องนายกรัฐมนตรีว่าฝ่าฝืนจริยธรรม รู้หรือไม่จริยธรรมมีอะไรบ้าง ทุกคนยังไม่รู้เลย แต่ถ้าคนรู้เขาจะตอบได้ว่าจริยธรรมร้ายแรงมี 6 ข้อ ซึ่งตนเองก็นั่งดูมา ยังไม่เห็นว่าจะเข้าข้อไหน

 

สื่อมวลชนถามว่า เมื่อดูแล้วไม่ผิดจริยธรรมข้อไหน แสดงว่านายกรัฐมนตรีมีช่องทางรอดใช่หรือไม่ ชูศักดิ์กล่าวว่า พูดมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นว่าจะเข้าเรื่องผิดจริยธรรมตรงไหน เมื่อสื่อมวลชนซักถามอีกว่า แต่สมัย เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ก็โดนเรื่องจริยธรรมมาแล้ว ชูศักดิ์ไมได้ตอบคำถามดังกล่าว

 

ส่วนครั้งนี้ วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้มาช่วยดูคำชี้แจงหรือไม่นั้น ชูศักดิ์ปฏิเสธจะเปิดเผยว่าใครมาช่วยหรือมาร่างคำชี้แจง

 

อาจได้รับความเห็นชอบ หลังกฎหมายนิรโทษกรรมหมดข้อจำกัด ม.112

 

สืบเนื่องจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยใช้ร่างที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติเป็นร่างหลักในการพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ครั้งนี้น่าจะผ่านไปได้หรือไม่นั้น ชูศักดิ์ตอบว่า ก็อาจจะเป็นไปได้

 

สื่อมวลชนถามย้ำว่า ครั้งนี้ไม่มีข้อจำกัดเรื่องการรวมคดีมาตรา 112 น่าจะผ่านได้ใช่หรือไม่ ชูศักดิ์กล่าวว่า “ก็อาจจะพอไปได้ ดูคณะกรรมาธิการวิสามัญเขาว่ากันไป”

The post ชูศักดิ์มองคดีคลิปเสียงนายกฯ คนวิจารณ์กันเป็นเรื่องการเมือง เกินจากกรอบกฎหมาย ย้ำดูแล้วไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลขาธิการ ป.ป.ช. เผยขั้นตอนไต่สวน 44 สส. อดีตก้าวไกล แยกดูพฤติการณ์รายคน ขณะที่ปมชั้น 14 ดำเนินการตามขั้นตอน https://thestandard.co/individual-review-44-ex-mps/ Tue, 28 Jan 2025 12:29:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1035488

วันนี้ (28 มกราคม) ที่อาคารรัฐสภา สาโรจน์ พึงรำพรรณ เลข […]

The post เลขาธิการ ป.ป.ช. เผยขั้นตอนไต่สวน 44 สส. อดีตก้าวไกล แยกดูพฤติการณ์รายคน ขณะที่ปมชั้น 14 ดำเนินการตามขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (28 มกราคม) ที่อาคารรัฐสภา สาโรจน์ พึงรำพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาเรื่องร้องเรียนจริยธรรมร้ายแรง 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตั้งกรรมการไต่สวน ซึ่งการรวบรวมพยานหลักฐานในการไต่สวนทำมาอย่างต่อเนื่อง เท่าที่ได้รับแจ้งจากคณะพนักงานเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่รับผิดชอบ ทราบว่าได้ดำเนินการรวบรวมหลักฐานในส่วนของการไต่สวนทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารค่อนข้างครบถ้วน

 

สาโรจน์กล่าวถึงขั้นตอนต่อไป ว่าต้องนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการไต่สวนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายมาพิจารณา ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ หลังจากพิจารณาแล้วได้ข้อสรุปจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลใดหรือไม่ อย่างไร 

 

ส่วนสำเนาคดีจะแยกเป็นรายบุคคลหรือไม่นั้น สาโรจน์ระบุว่า ในเรื่องเดียวกันจะรวมเป็นสำนวนเดียวกัน แต่เวลาดำเนินการต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายบุคคลว่ามีบุคคลใดเข้าข่าย หรือมีพยานหลักฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่อย่างไร เข้าข่ายการฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่ 

 

ส่วนที่เมื่อวานนี้ (27 มกราคม) พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส อดีตหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เข้าให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช. กรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ขั้นตอนต่อไปจะต้องมีการดำเนินการอย่างไร โดยระบุว่า การดำเนินการไต่สวนเป็นเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งคณะจะมีการไต่สวน และได้มอบหมายกรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบคดี 

 

ดังนั้นจะเป็นหน้าที่ของกรรมการผู้รับผิดชอบสำนวนกับคณะเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการไต่สวนจะรวบรวมพยานหลักฐานตามที่องค์คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นชอบ ซึ่งตอนนี้ได้ดำเนินการไต่สวนทั้งพยานบุคคลและมีคำสั่งหมายเรียกพยานเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะนำเสนอองค์คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยยังอยู่ระหว่างกระบวนการไต่สวน

 

ส่วนขณะนี้การไต่สวนพยานบุคคลครบถ้วนแล้วหรือไม่ หรือจะต้องเรียกบุคคลใดมาไต่สวนเพิ่มเติม สาโรจน์กล่าวว่า การไต่สวนบุคคลจะมีการกำหนดแผนว่ามีประเด็นในการไต่สวนอะไรบ้าง จะดำเนินการเรียกพยานเอกสาร รวมถึงกำหนดบุคคลที่จะต้องไต่สวน ในการไต่สวนพยานบุคคล เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องไปส่วนบุคคลอื่นๆ หรือไม่ องค์คณะผู้รับผิดชอบสำนวนจะต้องเสนอให้กรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาว่ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องเร่งบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่นเพิ่มเติมจากที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ และเพื่อให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด รวมถึงเป็นไปตามกระบวนการไต่สวนคดีตามปกติที่ ป.ป.ช. ทำในลักษณะนี้อยู่แล้ว

 

เมื่อถามว่าจะต้องเรียกทักษิณมาให้ถ้อยคำต่อองค์คณะกรรมการไต่สวนหรือไม่ เนื่องจากเป็นบุคคลหลักที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ สาโรจน์ชี้ว่า เรื่องนี้เราไต่สวนการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะฉะนั้นถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่ามีพยานบุคคลใดมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริงจึงจะมีมติให้ไปดำเนินการไต่สวน แต่ในส่วนของเนื้อหาเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริงของกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งตนไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะต้องเรียกบุคคลใดมาสอบบ้าง แต่ในหลักการบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อเท็จจริงถูกต้องครบถ้วน คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะพิจารณาเพื่อให้เข้ามาให้ข้อมูล

 

▪อาจเชิญครอบครัวทักษิณให้ปากคำปมชั้น 14

 

ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เสนอให้เรียก แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และครอบครัวของทักษิณ ที่ได้เข้าเยี่ยมที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ มาให้ถ้อยคำด้วยนั้น สาโรจน์ระบุว่า การเสนอแนะหรือการให้ข้อมูลต่างๆ เป็นอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่กรรมการ ป.ป.ช. จะพิจารณาว่าบุคคลต่างๆ เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังไต่สวนอยู่หรือไม่ จำเป็นที่จะต้องเชิญเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติมหรือไม่ ถือเป็นดุลพินิจของกรรมการ ป.ป.ช. แต่หลักการคือต้องได้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วนมากที่สุด

 

เมื่อถามว่าจะต้องลงพื้นที่ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจด้วยหรือไม่ สาโรจน์กล่าวว่าเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่จะต้องพิจารณา เพราะโรงพยาบาลตำรวจถือเป็นสถานที่เกิดเหตุ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็อาจมีดุลพินิจให้ไปตรวจสอบว่ามีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ไต่สวนมากน้อยเพียงใด ถ้าดูตามเนื้อหาก็อาจมีเหตุที่จะต้องไป

 

ส่วนการทำงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความกดดันหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลและเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ สาโรจน์ระบุว่า เท่าที่ทราบไม่มีประเด็นพวกนี้ เพราะเป็นกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐาน ณ วันนี้ยังไม่ได้ไปถึงขั้นตอนดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลใด เป็นเรื่องของการตั้งไต่สวนบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำในเรื่องนี้ 

 

ส่วนขั้นตอนต่อไป ภายหลังจากรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จจึงจะมาพิจารณาว่ามีบุคคลใดที่พยานหลักฐานในการไต่สวนมีส่วนร่วมกระทำผิดก็จะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา และเพื่อให้โอกาสในการชี้แจงข้อกล่าวหา ย้ำว่าเป็นไปตามกระบวนการปกติในการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่แล้ว

 

เมื่อถามว่ากระบวนการไต่สวนจะไม่ล่าช้าออกไปเรื่อยๆ ใช่หรือไม่ สาโรจน์ยืนยันว่าไม่ เรื่องการไต่สวนสาระสำคัญอยู่ที่ความครบถ้วนของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ซึ่งกรอบระยะเวลาต่างๆ เป็นกรอบในการทำงานอาจไม่เต็มตามกรอบที่กำหนดไว้ถ้าพยานหลักฐานครบถ้วนเพียงพอ หรืออาจเกินกรอบหากยังมีข้อเท็จจริงที่กรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าต้องไต่สวนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม กระบวนการไต่สวนต้องให้ความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ถูกกล่าวหาและผู้กล่าวหา ต้องทำให้ครบถ้วน

 

เมื่อถามย้ำว่าจะไม่ถูกข้อครหาเป็นการประวิงเวลาใช่หรือไม่ สาโรจน์กล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนติดตามดูว่าตั้งแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องมีมติสั่งไต่สวนบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ถ้าเรากังวลใจในเรื่องนี้จริงก็อยากให้สื่อช่วยติดตาม เพื่อเป็นกระบอกเสียงสื่อสารไปยังประชาชนว่า ป.ป.ช. พยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

 

นอกจากพยานบุคคลแล้ว มีพยานหลักฐานอื่นที่บ่งชี้ชัดอีกหรือไม่ สาโรจน์เห็นว่าเรื่องความชัดเจนเป็นหน้าที่ขององค์คณะไต่สวน ตนในฐานะเลขาธิการ ป.ป.ช. ไม่ได้เข้าไปก้าวล่วงในสำนวน และตนมีหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกสนับสนุนการทำหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการ ป.ป.ช. 

 

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการรวบรวมพยานหลักฐานขณะนี้ สาโรจน์ระบุว่า เรื่องความคืบหน้าในการรวบรวมพยานหลักฐานเราสามารถติดตามทวงถามได้ในการกำกับดูแลของสำนักงาน ป.ป.ช. และสามารถติดตามทวงถามถึงความคืบหน้าในการดำเนินการได้ ซึ่งมีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นคอยกำกับติดตาม พร้อมย้ำว่าขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการรวบรวมหลักฐาน

The post เลขาธิการ ป.ป.ช. เผยขั้นตอนไต่สวน 44 สส. อดีตก้าวไกล แยกดูพฤติการณ์รายคน ขณะที่ปมชั้น 14 ดำเนินการตามขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนคาสิโนถูกกฎหมายสิงคโปร์-มาเก๊า ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ หรือ ‘ความผิดทางจริยธรรม’ https://thestandard.co/casino-legalization-singapore-macau-lessons/ Tue, 24 Sep 2024 04:52:21 +0000 https://thestandard.co/?p=987271 คาสิโนถูกกฎหมาย

หากพูดถึงคำว่าบ่อนการพนันหรือคาสิโน คนไทยหลายคนอาจติดกั […]

The post ถอดบทเรียนคาสิโนถูกกฎหมายสิงคโปร์-มาเก๊า ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ หรือ ‘ความผิดทางจริยธรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คาสิโนถูกกฎหมาย

หากพูดถึงคำว่าบ่อนการพนันหรือคาสิโน คนไทยหลายคนอาจติดกับภาพจำของแหล่งอบายมุขที่มอมเมา ทำลายชีวิตประชาชน และขัดต่อจริยธรรมอันดีของประเทศ ในฐานะที่เป็นเมืองพุทธ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ

 

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งมีหลายประเทศที่ก้าวข้ามแง่ลบเหล่านี้ และตัดสินใจให้คาสิโนกลายมาเป็นธุรกิจบนดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมองไปที่ประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าผลเสีย โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการจ้างงาน

 

คาสิโนถูกกฎหมายที่ส่วนใหญ่ตั้งขึ้นในรูปแบบสถานบันเทิงครบวงจร หรือ Entertainment Complex ถือเป็นธุรกิจที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล และมีส่วนทำให้บางประเทศเติบโตและพัฒนาได้ค่อนข้างดี

 

สำหรับไทยเราเอง รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร กำลังมีการพิจารณาเดินหน้าโครงการ Entertainment Complex ด้วยงบลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาทอย่างจริงจัง 

 

โดยที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร และส่งต่อให้กฤษฎีกาตรวจพิจารณา ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาและลงมติรับรอง

 

 

แน่นอนว่านี่คือเมกะโปรเจกต์และโจทย์ใหญ่ที่มีเดิมพันสูง ซึ่งรัฐบาลไทยต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ท่ามกลางความท้าทายและผลกระทบอีกมากมายที่จะตามมา

 

แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือการถอดบทเรียนทั้งข้อดีและข้อเสียจากประเทศหรือเมืองใหญ่ที่เคยทำมาก่อน เช่น สิงคโปร์ หรือมาเก๊า ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงคาสิโนของโลก

 

โมเดลความสำเร็จสิงคโปร์-มาเก๊า

 

สิงคโปร์

สิงคโปร์เริ่มต้นปรับเปลี่ยนกฎหมายรับรองการพนันครั้งแรกในปี 1923 ช่วงที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยอาจเรียกได้ว่าเป็นการลองผิดลองถูก เนื่องจากผลกระทบที่ตามมาก่อให้เกิดปัญหาประชาชนติดการพนันและอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้หลังจากนั้นอีก 3 ปี รัฐบาลสิงคโปร์ต้องแก้ไขให้การพนันกลับไปผิดกฎหมายอีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม หลายทศวรรษต่อมา การพนันที่ถูกกฎหมายของสิงคโปร์ถูกจำกัดอยู่ที่สลากกินแบ่งหรือลอตเตอรี่ และการแข่งม้าภายใต้การดูแลของรัฐ ในขณะที่ประชาชนมักจะไปเล่นพนันบนเรือสำราญที่ลอยลำในน่านน้ำสากล ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของทางการสิงคโปร์ และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรต่อประเทศ

 

แต่ในเดือนเมษายนปี 2005 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงประกาศการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในการพัฒนาคาสิโน 2 แห่ง พร้อมด้วยโรงแรมและห้างสรรพสินค้าอีกหลายแห่งในย่าน Marina South และ Sentosa ได้แก่

 

  • Marina Bay Sands ที่ดำเนินการโดย Las Vegas Sands Corporation ซึ่งมีตัวอาคารรูปทรงเหมือนเรือสำปั้น (Sampan) ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
  • Resorts World Sentosa ของ Genting Group ที่ไม่เพียงมีคาสิโน แต่ยังมีสวนสนุกขนาดใหญ่อย่าง Universal Studios Singapore และสิ่งอื่นๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว

 

รัฐบาลสิงคโปร์มองว่าการผลักดันโครงการคาสิโนรีสอร์ตแบบบูรณาการมีเป้าประสงค์หลักคือส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ ซึ่งขณะนั้นกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศและเมืองใหญ่ต่างๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และฮ่องกง

 

สำหรับการรับมือกับปัญหาการพนัน อาชญากรรม และปัญหาแวดล้อมอื่นๆ ที่เกิดจากคาสิโน รัฐบาลสิงคโปร์ได้ตั้งสภาแห่งชาติว่าด้วยปัญหาการพนันขึ้นมาในปี 2005 ก่อนจะก่อตั้งหน่วยงานกำกับดูแลคาสิโน (Casino Regulatory Authority: CRA) ในปี 2008 ซึ่งปัจจุบันกลายมาเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการพนัน (Gambling Regulatory Authority: GRA) เพื่อกำกับดูแลการจัดการและการดำเนินงานของคาสิโนในสิงคโปร์ให้ปราศจากอิทธิพลของอาชญากรรมหรือการแสวงหาประโยชน์จากภายนอก และดูแลให้การเล่นพนันในคาสิโนเป็นไปอย่างสุจริต และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เยาว์ บุคคลที่เปราะบาง และสังคมโดยรวม

 

นอกจากนี้พบว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา ชาวสิงคโปร์สามารถเข้าถึงการพนันออนไลน์ได้มากขึ้น โดยเป็นไปตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนไม่น้อยชื่นชอบความสะดวกสบาย เกมพนันที่หลากหลาย และการที่สามารถเล่นจากที่บ้าน ไม่ต้องเดินทางไปที่คาสิโนจริง

 

ขณะที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้บังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวด เพื่อตรวจสอบและควบคุมกิจกรรมการพนันออนไลน์ภายในประเทศ โดยออก พ.ร.บ.การพนันทางไกลในปี 2014 ห้ามให้บริการการพนันออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต แม้จะมีผู้ประกอบการคาสิโนออนไลน์บางรายพยายามหาหนทางที่จะหลีกเลี่ยง ซึ่งรัฐบาลได้ปรับปรุงและบังคับใช้กฎระเบียบนี้อย่างต่อเนื่อง

 

มาเก๊า

เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ปัจจุบันถือเป็นเมืองคาสิโนแห่งเดียวของจีน โดยการพนันถูกกฎหมายในมาเก๊าเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1850 ในยุคที่ยังอยู่ภายใต้อาณานิคมของโปรตุเกส ซึ่งรัฐบาลโปรตุเกสขณะนั้นประกาศให้กิจกรรมนี้เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายเพื่อสร้างรายได้ให้กับรัฐบาล และทำให้มาเก๊ากลายเป็นเมืองหลวงการพนันของโลกนับตั้งแต่นั้นมา

 

ตั้งแต่ปี 1962 ธุรกิจคาสิโนในมาเก๊าถูกผูกขาดโดย สแตนลีย์ โฮ (Stanley Ho) มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง ผู้ก่อตั้งบริษัท STDM (Sociedade de Turismo e Diversões de Macau) ที่ได้รับมอบสิทธิผูกขาดในการให้บริการการพนันทุกรูปแบบในมาเก๊าจากรัฐบาล

 

โฮเป็นเจ้าของคาสิโน 19 แห่งในมาเก๊า และถูกขนานนามว่าเป็นราชาการพนัน ก่อนที่ในปี 2001 รัฐบาลจีนจะยุติการต่อใบอนุญาตอันยาวนานกว่า 4 ทศวรรษ ส่งผลให้ธุรกิจคาสิโนในมาเก๊าเปิดกว้างมากขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนสามารถทำรายได้จากการพนันได้สูงที่สุด แซงหน้าเมืองอื่นๆ ที่มีการพนันถูกกฎหมายอย่างมาก

 

ปัจจุบันมาเก๊ามีคาสิโน 36 แห่ง ขณะที่รัฐบาลมาเก๊าพยายามปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐานโครงการพัฒนาการพนัน ทั้งเสริมสร้างระเบียบข้อบังคับของอุตสาหกรรมการพนัน และให้ความสำคัญในการรับมือปัญหาต่างๆ ทางสังคม ที่เกิดจากการเปิดเสรีการพนัน

 

โดยรัฐบาลมาเก๊าเก็บภาษีคาสิโนต่างๆ คิดเป็น 40% ของรายได้จากการเล่นพนัน ซึ่งรวมถึงภาษีโดยตรง 35% และเงินบริจาค 5% สำหรับวัตถุประสงค์ด้านสังคมและสวัสดิการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการเติบโตในอุตสาหกรรมการพนันอย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนมาเก๊าให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับภูมิภาค

 

ผลบวกทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้

 

ข้อมูลของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่สำรวจผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปิด Entertainment Complex ต่อเศรษฐกิจไทย พบว่าขนาดโครงการคาสิโนรีสอร์ตของสิงคโปร์ที่ก่อสร้างช่วงปี 2006-2010 นั้น รวม 2 โครงการ ใช้งบลงทุนราว 10,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Marina Bay Sands 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, Resorts World Sentosa 4,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมีขนาดพื้นที่โครงการรวมกันกว่า 371 ไร่

 

ส่วน The Venetian Macao ซึ่งเป็นคาสิโนรีสอร์ตที่ใหญ่ที่สุดของมาเก๊า มีขนาดพื้นที่ 612.5 ไร่ และใช้งบลงทุนไปราว 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐในการก่อสร้างช่วงปี 2004-2007

 

โดยหากเทียบกับไทย จะเห็นได้ว่างบลงทุนราว 2 แสนล้านบาทในการก่อสร้าง ณ ปัจจุบัน อาจเทียบได้กับมาเก๊า แต่ยังเล็กกว่าสิงคโปร์ราว 2 เท่า ซึ่งคาดว่าพื้นที่สำหรับการเล่นพนันใน Entertainment Complex ของไทยจะอยู่ที่ไม่เกิน 10% ของพื้นที่ทั้งหมด

 

สำหรับโครงสร้างรายได้จากคาสิโนรีสอร์ตนั้น พบว่าการจัดเก็บภาษีคาสิโน (Casino Tax) ของรายได้จากการเล่นพนัน สิงคโปร์เฉลี่ยอยู่ที่ 17% ส่วนมาเก๊า เฉลี่ยอยู่ที่ 35% ส่วนไทยยังไม่มีความชัดเจน แต่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจชี้ว่าอัตราที่แข่งขันได้น่าจะอยู่ในช่วง 15-25%

 

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของอิมแพ็กต์ทางเศรษฐกิจพบว่ามาเก๊าที่มีประชากรราว 7.2 แสนคน และมีรายได้หลักจากภาษีคาสิโน สามารถสร้างรายได้มหาศาลจากนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่ตั้งใจเดินทางไปเล่นพนัน

 

ในขณะที่สิงคโปร์ที่มีประชากรราว 5.8 ล้านคน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปเล่นพนันหรือใช้บริการอื่นๆ ในคาสิโนรีสอร์ต ราว 30% ของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด (13.6 ล้านคนในปี 2023)

 

ซึ่งรายได้จากคาสิโนรีสอร์ตของสิงคโปร์ในปี 2022 สูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 10% ของรายได้จากภาคบริการของสิงคโปร์ หรือราว 4% ของสัดส่วน GDP ทั้งหมด

 

ข้อมูลของ Gaming Intelligence บริษัทข้อมูลข่าวกรองในอุตสาหกรรมการพนัน ระบุว่า รายได้จากการเล่นพนัน (Gross Gaming Revenue: GGR) ใน 2 คาสิโนรีสอร์ตของสิงคโปร์ในปี 2023 นั้นสูงถึง 5,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะที่ไตรมาสแรกของปีนี้พบว่า Marina Bay Sands สร้างรายได้ไปแล้วมากถึง 597 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 51.5%

 

สำหรับผลบวกด้านเศรษฐกิจพบว่าคาสิโนยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว และดึงดูดชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจไปสัมผัสประสบการณ์ในคาสิโนรีสอร์ตแบบครบวงจร ตลอดจนช่วยเพิ่มการสร้างงานและการจ้างงานในสิงคโปร์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

ทางด้านมาเก๊า รายได้จากการเล่นพนันในปี 2023 นั้นสูงถึง 22,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 36% ของ GDP

 

โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ไปเยือนมาเก๊าในปี 2023 มีมากถึง 28 ล้านคน และทางการมาเก๊าตั้งเป้าให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 33 ล้านคนในปีนี้

 

โจทย์ใหญ่แก้ปัญหาการพนัน

 

อีกโจทย์ใหญ่สำหรับ Entertainment Complex ของไทย นอกจากประเด็นรายได้และอิมแพ็กต์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อว่าต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ภายหลังเริ่มต้นดำเนินโครงการ ยังมีมุมด้านสังคมหรือการแก้ไขปัญหาการพนัน ซึ่งมีผู้ตั้งคำถามมากมายว่า การนำคาสิโนมาเป็นธุรกิจบนดินที่ถูกกฎหมายจะช่วยแก้ไขปัญหาการพนันของคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน

 

โดยสิ่งที่ไทยอาจแตกต่างจากมาเก๊าและสิงคโปร์คือค่าธรรมเนียมการเข้าใช้บริการคาสิโนของพลเมือง ซึ่งสิงคโปร์เก็บอยู่ที่ 150 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 3,800 บาท ขณะที่มาเก๊าไม่เก็บค่าธรรมเนียม

 

ส่วนไทยนั้น ร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร กำหนดให้คนไทยต้องลงทะเบียน และชำระค่าธรรมเนียมเพื่อเข้าไปในคาสิโนครั้งละ 5,000 บาท

 

วิเชียร แก้วสมบัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ชี้ว่า การกำหนดค่าธรรมเนียม 5,000 บาท สำหรับคนไทยถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ ที่ประชากรมีรายได้ต่อหัว (GDP per Capita) ในปี 2023 เฉลี่ยอยู่ที่กว่า 84,700 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ไทยอยู่ที่ประมาณ 7,800 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าราว 10 เท่า

 

ทำให้สำหรับชาวสิงคโปร์ การเข้าไปใช้บริการเล่นพนันในคาสิโนถือเป็นกิจกรรมเสี่ยงโชคผ่อนคลายที่ไม่ได้มีราคาสูงนัก ในขณะที่ค่าธรรมเนียม 5,000 บาทสำหรับไทย ที่ช่วงแรกหลังเปิดดำเนินการ กลุ่มลูกค้าหลักอาจยังไม่ใช่ชาวต่างชาติ ถือว่าสูงและทำให้ชาวไทยจำนวนมากจะเข้าไปใช้บริการได้ยาก

 

“ในสิงคโปร์ รายได้ต่อหัวมากกว่าเรา 10 เท่า ค่าผ่านประตูของเขาเหมือน 400 บาทบ้านเรา ด้วยบรรทัดฐานนี้ เราตั้ง 5,000 บาท ถ้าเทียบกับสิงคโปร์ก็คูณ 10 เข้าไป” วิเชียรกล่าว พร้อมเสริมว่า การเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงจนเข้าถึงได้ยากอาจไม่ตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายของไทย

 

ทั้งนี้การตั้งคาสิโนของสิงคโปร์มีส่วนช่วยให้ปัญหาด้านการพนันในประเทศลดลง โดยรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีและนำเงินเข้ากองทุนบำบัดและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ และปราบปรามการพนันผิดกฎหมาย

 

ขณะที่หลังเปิดคาสิโน ปัญหาการพนันในสิงคโปร์นั้นลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราการติดพนันและการพนันผิดกฎหมาย ที่ลดลงจาก 2.1% ในปี 2005 เหลือ 1.4% ในปี 2011 และ 0.2% ในปี 2020

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับไทย ร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร ยังมีจุดอ่อนเรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการติดพนันที่ยังไม่ชัดเจน โดยวิเชียรมองว่าควรปรับปรุงและเพิ่มเติมในหลายประเด็น ได้แก่

 

  • กำหนดให้จัดทำโครงการให้ความรู้และรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการพนัน โดยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานหรือผู้รับใบอนุญาต
  • กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีระบบคัดกรองและติดตามผู้เล่นที่มีความเสี่ยงติดพนัน โดยอาจกำหนดเกณฑ์ เช่น ความถี่ในการเล่น หรือจำนวนเงินที่ใช้ในการเล่น
  • กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีระบบจำกัดเวลาและวงเงินในการเล่นพนัน โดยอาจให้ผู้เล่นสามารถกำหนดขีดจำกัดของตนเองได้ (กล่าวคือ ผู้เล่นสามารถขอห้ามตนเองจากการเข้าคาสิโนได้ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร)
  • กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีบริการให้คำปรึกษาและช่องทางการส่งต่อไปยังหน่วยงานที่ให้การบำบัดรักษาผู้ติดพนัน
  • กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับผู้รับใบอนุญาตที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการติดพนัน เช่น การปรับ การพักใช้ใบอนุญาต หรือการเพิกถอนใบอนุญาต
  • กำหนดให้สำนักงานต้องจัดให้มีการศึกษาวิจัยผลกระทบของการพนันต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และนำผลการศึกษามาใช้ในการปรับปรุงมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการติดพนัน

 

โดยการมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการติดพนันที่รัดกุมและบัญญัติไว้ในกฎหมาย อาจช่วยให้สังคมไทยอุ่นใจมากขึ้นว่าการผลักดันคาสิโนถูกกฎหมายจะไม่ซ้ำเติมปัญหาสังคมไทย

 

อ้างอิง:

 

The post ถอดบทเรียนคาสิโนถูกกฎหมายสิงคโปร์-มาเก๊า ‘โอกาสทางเศรษฐกิจ’ หรือ ‘ความผิดทางจริยธรรม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. เปรมศักดิ์ ไม่หวั่น ถูกร้องจริยธรรมปมอนาจาร มองเป็นคดีเก่ามาก ที่ผ่านมา กกต. ยกคำร้องตลอด https://thestandard.co/premsak-piayura-case-17092024/ Tue, 17 Sep 2024 09:21:57 +0000 https://thestandard.co/?p=984611 สว. เปรมศักดิ์

วันนี้ (17 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุ […]

The post สว. เปรมศักดิ์ ไม่หวั่น ถูกร้องจริยธรรมปมอนาจาร มองเป็นคดีเก่ามาก ที่ผ่านมา กกต. ยกคำร้องตลอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. เปรมศักดิ์

วันนี้ (17 กันยายน) ที่อาคารรัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวชี้แจงกรณีกลุ่มธรรมาภิบาลเครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน และคณะ ยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ตรวจสอบ นพ.เปรมศักดิ์ มีการกระทำที่อาจผิดต่อมาตรฐานจริยธรรม และอาจมีลักษณะต้องห้ามมิให้ลงสมัคร สว. หรือไม่ และ/หรือ อาจทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงหรือไม่

 

นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า มันเป็นเรื่องเก่าที่จบไปแล้ว ส่วนตัวพร้อมให้เรื่องเข้าสู่กระบวนการของประธานวุฒิสภาต่อไป ยืนยันว่าไม่กังวล เพราะเรื่องนี้ผ่านมาแล้ว ตนเองผ่านการสมัครทั้ง สส. ในปี 2566 และ สว. ปี 2567 ซึ่งเคยมีผู้ร้องในกรณีนี้มาแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำจังหวัดขอนแก่นก็ตัดสินยกคำร้องทั้งหมด

 

เมื่อถามว่า เคยมีคำสั่งศาลพิพากษาจำคุก 2 เดือน จะกระทบคุณสมบัติหรือไม่ นพ.เปรมศักดิ์ ตอบทันทีว่า เป็นเรื่องเข้าใจผิด คำพิพากษาคือกักขัง 2 เดือน กักขังไม่ใช่โทษจำคุก จึงไม่มีลักษณะต้องห้าม กกต. จึงยกคำร้อง 

 

“ปี 2567 ก็มีคนร้องไม่ให้ กกต. กลางรับรอง แต่ กกต. กลางก็ยกคำร้องเช่นกัน เพราะมันไม่ใช่ลักษณะต้องห้าม มันเป็นเรื่องเก่าเก็บมาก เป็นเรื่องที่ไม่มีใครเขาคิดว่าจะมาใช้เรื่องเก่าๆ แบบนี้ทำลายกันอีก” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

 

เมื่อถามว่า คนร้องมีเป้าประสงค์อะไร นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่มีอะไรขัดแย้งกับใคร และมองว่าเป็นสิทธิที่จะร้องได้ทุกกรณี เขาก็ร้องกันหมด ร้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. สว. มันเป็นประเด็นที่ร้องกันนัวเนียไปหมดในเรื่องจริยธรรม ซึ่งตนไม่ขอเอาคืน จะตั้งใจทำงานต่อไป ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น ส่วนจะมีคนไม่พอใจหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เป็น สว. ต้องทำงานให้ประชาชน ไม่หวั่นไหว ตั้งใจจะทำงานหนักแบบเดิมต่อไป

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มธรรมาภิบาลฯ ยื่นร้องจริยธรรมต่อประธานวุฒิสภา สืบเนื่องจากกรณี นพ.เปรมศักดิ์ ขณะดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ กับพวก ฐานความผิดร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง กระทำด้วยประการใดให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ข่มขืนใจให้กระทำการหรือไม่กระทำการ และกระทำอนาจารต่อหน้าธารกำนัล ซึ่งได้กระทำในสถานที่ราชการและในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ 

 

The post สว. เปรมศักดิ์ ไม่หวั่น ถูกร้องจริยธรรมปมอนาจาร มองเป็นคดีเก่ามาก ที่ผ่านมา กกต. ยกคำร้องตลอด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป.ป.ช. ฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง ‘ศุภชัย โพธิ์สุ – สุชาติ ภิญโญ’ ถือครองที่ดินรัฐโดยมิชอบ https://thestandard.co/supachai-suchart-seriously-unethical/ Thu, 25 Apr 2024 07:42:54 +0000 https://thestandard.co/?p=926663

วันนี้ (25 เมษายน) นิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมก […]

The post ป.ป.ช. ฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง ‘ศุภชัย โพธิ์สุ – สุชาติ ภิญโญ’ ถือครองที่ดินรัฐโดยมิชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (25 เมษายน) นิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญเกี่ยวกับกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จำนวน 2 เรื่อง ดังนี้ 

 

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ศุภชัย โพธิ์สุ สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สส. นครพนม ยึดถือครอบครองและเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน น.ส. 2 หรือใบจองในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ท้องที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม โดยการซื้อที่ดินและไม่มีหลักฐานใบจองที่ดิน จำนวน 40 แปลง เนื้อที่ 220 ไร่

 

เนื่องจากข้อเท็จจริงจากการไต่สวน ปรากฏว่าศุภชัยได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. นครพนม เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2551 กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552 และกรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. นครพนม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 โดยแจ้งว่าครอบครองที่ดินประเภทใบจอง (น.ส. 2) ในท้องที่ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จำนวน 40 แปลง เนื้อที่รวม 220 ไร่ 

 

จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อปี 2532-2534 ศุภชัยซึ่งเป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับการจัดสรรที่ดิน และเป็นผู้ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินและใบจองในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ได้ซื้อที่ดินโดยทำสัญญาซื้อขายและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับประชาชนผู้ได้รับจัดสรรที่ดินและได้รับใบจอง (น.ส. 2) ให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินชั่วคราวในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ท้องที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม จำนวน 40 แปลง เนื้อที่รวม 220 ไร่ 

 

ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวไม่สามารถโอนหรือซื้อขายเปลี่ยนมือได้ เว้นแต่ตกทอดโดยมรดก โดยหลังจากที่มีการส่งมอบใบจองและการครอบครองที่ดินให้ศุภชัยแล้ว ศุภชัยได้เข้าทำประโยชน์โดยปลูกต้นยางพาราเต็มพื้นที่ต่อเนื่องเรื่อยมา แม้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมจะมีคำสั่งให้ผู้ที่ได้รับการจัดที่ดินและใบจองเดิมสิ้นสิทธิในที่ดินและออกจากที่ดินและจำหน่ายสิทธิใบจอง ตามมาตรา 32 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2565, วันที่ 5 กันยายน 2565 และวันที่ 22 กันยายน 2565 

 

ภายหลังมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ใช้บังคับ

 

การที่ ศุภชัย โพธิ์สุ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม และยังดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 มีหนังสือเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2566 และวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ขอสละสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน แปลงที่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมได้มีคำสั่งจำหน่ายใบจองที่ดินดังกล่าว จึงไม่มีผลให้การยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินประเภทใบจอง (น.ส. 2) ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐในโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย โดยการซื้อที่ดินและไม่มีหลักฐานใบจองที่ดิน (น.ส. 2) รวมทั้งไม่มีคุณสมบัติในการที่จะได้ที่ดินตามระเบียบว่าด้วย การจัดที่ดินเพื่อประชาชน ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2498 ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายของ ศุภชัย โพธิ์สุ ไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด

 

ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติเห็นว่า การกระทำของศุภชัยเป็นการครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐ ทั้งยังเป็นการกีดกันผู้ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง หรือมีอยู่แล้วแต่เป็นจำนวนน้อยไม่พอเลี้ยงชีพ ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 และข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 และข้อบังคับ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ข้อ 9 และข้อ 10   

 

ฟัน สุชาติ ภิญโญ สส. เพื่อไทย ถือครองที่ดินวังน้ำเขียวมิชอบ

 

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีมติชี้มูลความผิด สุชาติ ภิญโญ สส. นครราชสีมา เขต 6 พรรคเพื่อไทย กรณียึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินในเขตป่าไม้ถาวรป่าวังน้ำเขียว ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมาและยึดถือครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมาโดยมิชอบ 

 

เนื่องจากข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า สุชาติได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 โดยแจ้งว่า พรทิพย์ ทองแสงสุข ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ได้ยึดถือครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เลขที่สำรวจ ภ. 146 บริเวณบ้านห้วยน้ำเค็ม หมู่ที่ 11 ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 และยึดถือครอบครองที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เลขที่สำรวจ 251/54 บริเวณบ้านวังไผ่ หมู่ที่ 12 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 6 แปลง เนื้อที่ประมาณ 250 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554 โดยให้บุคคลอื่นปลูกข้าวโพดประมาณ 100 ไร่ 

 

จากการตรวจสอบพบว่าที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เลขที่สำรวจ ภ. 146 อยู่ในเขตป่าไม้ถาวรป่าวังน้ำเขียว เป็นที่ดินของรัฐตามประกาศของกรมป่าไม้ปี 2506 และพรทิพย์ไม่เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เข้ายึดถือครอบครอง หรือได้รับการยกเว้นให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวจากหน่วยงานของรัฐ การเข้ายึดถือครอบครองดังกล่าวจึงเป็นการบุกรุกยึดถือครอบครองที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันครอบครองป่าที่ถูกแผ้วถาง 

 

โดยฝ่าฝืนมาตรา 54 ซึ่งให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 สำหรับที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เลขที่สำรวจ 251/54 อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนำไปจัดสรรให้แก่เกษตรกรตั้งแต่ปี 2543 พรทิพย์ ทองแสงสุข มิได้เป็นผู้ยากไร้หรือไร้ที่ดินทำกิน เนื่องจากมีรายชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและห้างหุ้นส่วน มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองรถยนต์จำนวนหลายคัน และมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินหลายแปลง 

 

สุชาติ และพรทิพย์ ได้ยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าว จนกระทั่งสุชาติได้รับเลือกตั้งเป็น สส. นครราชสีมา ก็ยังคงยึดถือครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องเรื่อยมา ทั้งที่สุชาติและพรทิพย์ไม่ใช่บุคคลที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรกร และไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพเกษตรกรรม ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติว่าการกระทำของสุชาติเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกบุกรุกทำลาย และก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์การดำรงตำแหน่งอันถือว่ามีลักษณะร้ายแรง และเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคสอง  

 

โดยทั้ง 2 กรณีจึงให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 ต่อไป

The post ป.ป.ช. ฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง ‘ศุภชัย โพธิ์สุ – สุชาติ ภิญโญ’ ถือครองที่ดินรัฐโดยมิชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผิดจริยธรรมร้ายแรง ดับฝันเส้นทางการเมืองตลอดชีวิต https://thestandard.co/politicians-unethical/ Fri, 22 Sep 2023 14:36:34 +0000 https://thestandard.co/?p=844984 นักการเมือง ผิดจริยธรรม

30 มกราคม 2561 เริ่มมีการประกาศใช้ ‘มาตรฐานทางจริยธรรมข […]

The post ผิดจริยธรรมร้ายแรง ดับฝันเส้นทางการเมืองตลอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักการเมือง ผิดจริยธรรม

30 มกราคม 2561 เริ่มมีการประกาศใช้ ‘มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ’ ซึ่งกำหนดให้บังคับใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ด้วย

 

หากบุคคลใดถูกศาลพิพากษาในความผิด ‘จริยธรรมร้ายแรง’ จะไม่สามารถอุทธรณ์ได้อีก

 

และล่าสุดไม่เพียงแต่ ช่อ-พรรณิการ์ วานิช อดีต สส. พรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกตัดสิทธิสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต และห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต จากความผิดจริยธรรมร้ายแรง

 

ขณะนี้มีนักการเมืองที่ต้องดับฝันทางเส้นทางการเมืองไปก่อนหน้านี้อีก 3 คน รวมผู้ที่ถูกพิพากษาผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงทั้งสิ้น 4 คน แล้วแต่เป็น ‘นักการเมืองหญิง’ ทั้งสิ้น

 

 

 

The post ผิดจริยธรรมร้ายแรง ดับฝันเส้นทางการเมืองตลอดชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>