ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ปิยศักดิ์-มานะสันต์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 30 Mar 2026 06:25:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ชมคลิป: เจาะวิกฤต “ฮอร์มุซ” ปิดตาย! ย้อนรอย Oil Shock ถึงกลยุทธ์คัดสินทรัพย์รอดน้ำมันแพง | WEALTH IN DEPTH https://thestandard.co/oil-crisis-2026-strait-of-hormuz-impact/ Mon, 30 Mar 2026 11:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1192680 oil-crisis-2026-strait-of-hormuz-impact-piyasak

เมื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ทางการค […]

The post ชมคลิป: เจาะวิกฤต “ฮอร์มุซ” ปิดตาย! ย้อนรอย Oil Shock ถึงกลยุทธ์คัดสินทรัพย์รอดน้ำมันแพง | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
oil-crisis-2026-strait-of-hormuz-impact-piyasak

เมื่อ “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นเลือดใหญ่ทางการค้าพลังงานโลกถูกปิด! จะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจโลก? พาย้อนรอยบทเรียนจากวิกฤตการณ์น้ำมันในอดีต (Oil Shock) พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ที่เป็นไปได้และที่สำคัญที่สุด เราควรปรับพอร์ตการลงทุนอย่างไรให้รอดพ้นจากเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดในรอบนี้อย่างไร

 

ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันกับดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์

 

ดำเนินรายการโดย ศรวณีย์ พรมเสน

The post ชมคลิป: เจาะวิกฤต “ฮอร์มุซ” ปิดตาย! ย้อนรอย Oil Shock ถึงกลยุทธ์คัดสินทรัพย์รอดน้ำมันแพง | WEALTH IN DEPTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤต Energy Shock คืออะไร กับ 3 Scenario วิกฤตตะวันออกกลาง อาจลาก ศก.ไทยสู่ ‘Stagflation’ ลาม ‘ค่าครองชีพ’ คนไทยพุ่ง https://thestandard.co/energy-shock-middle-east-stagflation/ Mon, 16 Mar 2026 08:45:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1188147 สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และวิกฤต Energy Shock ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

ถึงวันนี้อาจพอสรุปได้ว่ากำลังก้าวสู่สถานการณ์วิกฤตการณ์ […]

The post วิกฤต Energy Shock คืออะไร กับ 3 Scenario วิกฤตตะวันออกกลาง อาจลาก ศก.ไทยสู่ ‘Stagflation’ ลาม ‘ค่าครองชีพ’ คนไทยพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ และวิกฤต Energy Shock ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

ถึงวันนี้อาจพอสรุปได้ว่ากำลังก้าวสู่สถานการณ์วิกฤตการณ์พลังงาน หรือ ‘Energy Shock’ วิกฤตนี้มีจุดมเริ่มต้นมาจากการโจมตีอิหร่านที่เริ่มเมื่อ 28 ก.พ. 2569 เกิดจาก Supply Shock รุนแรงเนื่องจากการปิดกั้น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันหลักในอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดกว่า 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองที่ขยายวงกว้าง

 

ด้านสถานการณ์ราคา น้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 70  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปแตะระดับสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ (ช่วง 11-12 มี.ค.) ก่อนจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 105  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปัจจุบัน (16 มี.ค.) ส่งผลให้ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าขนส่งทั่วโลกดีดตัวสูงขึ้น จนหลายประเทศต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉิน (SPR) เพื่อบรรเทาภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวด จนสร้างความกังวลว่าโลกกำลังจะเจอวิกฤตขาดแคลนพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง

 

หลังปัจจุบันสงครามได้ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤต Energy Shock กำลังลามถึงประเทศไทย เพราะเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันเกิดภาพของประชาชนแห่นำรถเข้าต่อคิวในสถานีบริการน้ำมันจนล้นออกนอกพื้นที่ปรากฏให้เห็นทั่วประเทศ หลายพื้นที่เผชิญกับภาวะ ‘น้ำมันหมดชั่วคราว’ หลังเกิดกระแสการกักตุนจากความกังวลว่าราคาจะพุ่งสูงขึ้นและอาจเกิดภาวะขาดแคลนในอนาคต

 

วิกฤต Energy Shock  ครั้งนี้จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยหนักหน่วงอย่างไร

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า สงครามที่ดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม ซึ่งมีความแตกต่างจากอดีตใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. แรงจูงใจเปลี่ยนไป: อิหร่านรู้ว่าไม่สามารถสู้รบด้วยกำลังทหารกับสหรัฐฯ ได้ จึงหันมามุ่งเป้าโจมตีที่จุดอ่อนของสหรัฐฯ คือ “ด้านเศรษฐกิจ”
  2. รูปแบบการโจมตี: เปลี่ยนจากการโจมตีที่มั่นทางทหาร ไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น สนามบิน ตึกระฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และโรงกรองน้ำ
  3. ตัวแปรทางการเงิน: การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดเคยคาดหวังไว้

 

 

เปิด 3 Scenario ประเมินผลกระทบเศรษฐกิจโลก-ไทย 

 

Scenario 1: สถานการณ์คลี่คลายในระยะสั้น (ความน่าจะเป็นน้อยลงมาก)

  • สถานการณ์: กินเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ มีการเจรจาหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ ราคาน้ำมันจะกลับมาอยู่ระดับ 65-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • ผลกระทบ: เศรษฐกิจสหรัฐฯ โต 1.9% ไทยโต 1.7% อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ที่ 3% และไทยอยู่ที่ราว 0.3% โดยธนาคารกลางของทั้งสองประเทศยังสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง

Scenario 2: ยืดเยื้อและผันผวนสูง (ระยะเวลา 2 สัปดาห์ – 3 เดือน)

  • สถานการณ์: ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด ราคาน้ำมันจะผันผวนรุนแรงในกรอบ 80-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามข่าวการโจมตีสลับกับข่าวการเจรจา
  • ผลกระทบ: เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวเหลือ 1.5% เงินเฟ้อพุ่งแตะ 3.3% ทำให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ ส่วนเศรษฐกิจไทย GDP จะชะลอลงเหลือ 1.4% เงินเฟ้อขยับขึ้นเป็น 0.8% แบงก์ชาติไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ และเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าไปแตะ 34 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปี
  •  

Scenario 3: สงครามลุกลามระดับภูมิภาค (Regional War)

  • สถานการณ์: หากประเทศพันธมิตรในพื้นที่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือเยเมน เข้าร่วมสงครามรบกับอิหร่าน ราคาน้ำมันจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและลากยาวตลอดทั้งปี
  • ผลกระทบ: เป็นกรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะทรุดลงเหลือ 1% เงินเฟ้อทะยานทะลุ 3-4% บีบให้ Fed ต้อง “ขึ้น” ดอกเบี้ย ขณะที่เศรษฐกิจไทย GDP จะลดลงไปแตะระดับ 1% เงินเฟ้อพุ่งไปที่ 1.3% แบงก์ชาติอาจต้องพิจารณา “ขึ้น” ดอกเบี้ยในช่วงปลายปี และเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่ารุนแรงถึง 36 บาทต่อดอลลาร์ ดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 110 DXY

 

 

เศรษฐกิจไทย โดนแรงกระแทก Energy Shock เสี่ยงเผชิญ ‘Stagflation’ ลาม ‘ค่าครองชีพ’ ของประชาชน

 

ดร.ปิยศักดิ์ ย้ำว่า หากสถานการณ์รุนแรงตาม Scenario ที่ 2 และ 3 ภาพที่ชัดเจนที่สุดคือโลกและไทยจะเผชิญภาวะ Stagflation คือ เศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อสูงขึ้น

 

สำหรับประเทศไทย วิกฤตนี้ถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่เปราะบางและกำลังอยู่ในช่วงชะลอตัว (Weak) เป็นทุนเดิม โดยหากไม่มีสงคราม GDP ไทยปีนี้ก็ถูกประเมินไว้เพียง 1.7% เท่านั้น นอกจากนี้ ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึงเกือบ 10% ของ GDP โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์

 

โดยผลกระทบโดยตรงที่จะเกิดขึ้นคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดจะทรุดตัว ค่าเงินบาทอ่อนค่า ค่าระวางเรือที่พุ่งขึ้น 2 เท่าจะกระทบต้นทุนโลจิสติกส์และวัตถุดิบ เช่น ปิโตรเคมี ท้ายที่สุดจะลามไปสู่ ‘ค่าครองชีพ’ ของประชาชน แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร แต่จากการประเมินพบว่า หากราคาน้ำมันโลกยืนที่ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล กองทุนน้ำมันจะรับภาระได้เพียง 67-68 วัน และหากพุ่งถึง 120 ดอลลาร์ จะอุดหนุนได้เพียง 40 วันเท่านั้น ภายใต้ข้อจำกัดการขาดทุนที่ระดับ 1 แสนล้านบาท

 

ข้อจำกัดภาครัฐ และคำแนะนำในการรับมือ ความท้าทายสำคัญคือ รัฐบาลปัจจุบันมีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169 ทำให้ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณผูกพันได้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีรัฐบาลอำนาจเต็มเพื่อเข้ามาบริหารจัดการ เช่น การออก พ.ร.ก. กู้เงิน หรือการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อพยุงราคาพลังงาน

 

 

คำแนะนำสำหรับประชาชนและนักลงทุน

 

  • ภาคประชาชน: ไม่ควรตื่นตระหนกและแห่กักตุนน้ำมัน แต่ควรเน้นการประหยัดพลังงาน วางแผนการเงินอย่างระมัดระวัง ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยในไตรมาส 2 เนื่องจากค่าครองชีพจะสูงขึ้น และต้องระวังภาระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยลอยตัว

 

  • นักลงทุน: กลยุทธ์ที่แนะนำคือ Barbell Strategy
    • กลุ่มที่ต้องหลีกเลี่ยง: หุ้นปลายน้ำที่รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน เช่น ท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม และปิโตรเคมีปลายน้ำ
    • กลุ่มหลบภัย (Defensive): กองทุนทองคำ และ กองทุนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น กองทุน K-GOLD, DAO de Defens
    • กลุ่มหุ้นไทย : เลือกลงทุนในหุ้นที่มี Valuation สมเหตุสมผลและมีแนวโน้มฟื้นตัว เช่น ADVANC, BBL, BDMS, BEM และ GULF
    • กลุ่มเก็งกำไร: สำหรับผู้ที่มองว่าสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ สามารถเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่น PTT, PTTEP และ PTTGC

The post วิกฤต Energy Shock คืออะไร กับ 3 Scenario วิกฤตตะวันออกกลาง อาจลาก ศก.ไทยสู่ ‘Stagflation’ ลาม ‘ค่าครองชีพ’ คนไทยพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยหลัง กนง. เซอร์ไพรส์ตลาด และกลยุทธ์ลงทุนที่ ‘ชนะ’ ในโลกที่ยังไม่แน่นอน https://thestandard.co/thai-economy-mpc-investment-strategy/ Fri, 27 Feb 2026 07:46:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1182397 ภาพประกอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง กนง. ลดดอกเบี้ย พร้อมกลยุทธ์ลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน

สัปดาห์ที่ผ่านมามีสองเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน เหต […]

The post ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยหลัง กนง. เซอร์ไพรส์ตลาด และกลยุทธ์ลงทุนที่ ‘ชนะ’ ในโลกที่ยังไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง กนง. ลดดอกเบี้ย พร้อมกลยุทธ์ลงทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน

สัปดาห์ที่ผ่านมามีสองเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน เหตุการณ์แรกคือ ธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25 basis points สู่ระดับ 1.00% ด้วยมติ 4 ต่อ 2 ซึ่งเป็น Positive Surprise ที่ตลาดไม่ได้คาดไว้มากนัก

 

เหตุการณ์ที่สองคือศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์เกินอำนาจในการใช้ IEEPA เรียกเก็บภาษีนำเข้าครอบจักรวาล แต่ความโล่งใจกินเวลาไม่ถึงชั่วโมง เพราะทรัมป์ตอบโต้ด้วยการออก Executive Order คืนภาษีกลับมาภายใต้ Section 122 ที่อัตรา 15% ซึ่งสูงกว่าเดิมด้วยซ้ำ สองเหตุการณ์นี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกและไทยในปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด: ดีขึ้น แต่ยังเปราะบาง

 

การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 ลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับ 1.00% ถือเป็น Positive Surprise สำหรับตลาดที่คาดหวังเพียงการ ‘คงดอกเบี้ย’ เหตุผลที่ กนง. ให้คือต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจในช่วงที่นโยบายการคลังมีบทบาทน้อยลง รวมถึงบรรเทาภาระหนี้ และยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง โดยมองว่าระดับนี้ ‘ผ่อนคลายเพียงพอ’ แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม เรามองว่า อัตราดอกเบี้ย 1.00% อาจยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพ โดยเฉพาะเมื่อแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนยังเปราะบางและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง

 

สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดหลายด้านที่ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ได้ ทั้งสินเชื่อภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ำ ธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการปล่อยกู้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าซึ่งกดดันผู้ส่งออก และหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงถึง 86.8% ของ GDP ยิ่งไปกว่านั้นเงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 10 โดย CPI เดือนมกราคมอยู่ที่ -0.72% สะท้อนว่าอุปสงค์ในประเทศยังไม่เข้มแข็งพอ

 

ด้วยเหตุนี้ เราจึงคาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้งในปีนี้ โดยมีความเป็นไปได้สูงในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อลดภาระครัวเรือน สนับสนุนสินเชื่อ และช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามศักยภาพ ทั้งนี้นโยบายการเงินเพียงลำพังคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องอาศัยนโยบายการคลังเข้ามาเสริมแรงด้วย

 

ด้านคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเป็นพัฒนาการเชิงบวก การที่ภาษีสินค้าไทยลดลงจาก 19% สู่ 15% ถือเป็นการบรรเทาภาระที่ผู้ส่งออกต้องการ อย่างไรก็ตาม บทเรียนสำคัญที่เราได้เรียนรู้คือ คำตัดสินของศาลไม่ได้หมายความว่าภาษีจะหมดไป ทรัมป์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพร้อมใช้ทุกช่องทางกฎหมายที่มีในมือ

 

เรามองว่า มีประเด็นที่ต้องจับตาใกล้ชิด Section 122 มีอายุเพียง 150 วัน จะหมดลงในกลางเดือนกรกฎาคม 2569 และยังไม่ทราบว่าทรัมป์จะใช้มาตรการใดมาแทน ขณะที่ effective tariff rate ที่ระดับ 13-15% ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนยุค Trump ที่ 2.6% อย่างมีนัยสำคัญ InnovestX จึงยังคงประมาณการ GDP สหรัฐฯ ที่ 1.9% และมอง Tariff Risk Premium ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามต่อเนื่องตลอดปีนี้

 

ด้าน GDP ไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัว 2.5% YoY สูงกว่าที่คาด แรงขับหลักมาจากการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่เร่งตัว 13.3% และการบริโภคภาคเอกชนที่โต 3.3% นำโดยยานพาหนะที่พุ่ง 26.4% ก่อนมาตรการ EV 3.0 ระยะแรกสิ้นสุด แต่ตัวเลขที่สวยงามนี้มีสัญญาณเตือนซ่อนอยู่สองประการ ประการแรก ได้แก่ ความเสี่ยง Front-loading โดยการพุ่งของยอดขายยานพาหนะ 26.4% คือการดึงอุปสงค์อนาคตมาใช้ล่วงหน้า ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ต้นปี 2569 หดตัวแรงแล้ว

 

ขณะที่ความเสี่ยงที่สอง ได้แก่ ประเด็น Transshipment จากการส่งออกคอมพิวเตอร์ที่เติบโตดีถึง 91% แต่ภาคการผลิตโตเพียง 17.1% ช่องว่างนี้บ่งชี้ว่าส่วนสำคัญเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนจากจีนมาส่งออกต่อโดยแทบไม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ประกอบกับการที่ภาครัฐเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนไปช่วงก่อนหน้า จะทำให้ GDP ไทยครึ่งแรกของปี 2569 ชะลอลง ก่อนที่จะไปเร่งตัวครึ่งปีหลัง

 

ทั้งนี้ InnovestX ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปี 2569 จาก 1.4% ขึ้นเป็น 1.7% หลังพรรคภูมิใจไทยรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ สะท้อนเสถียรภาพทางการเมืองที่ตลาดรอคอยมานาน อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 2/2569 ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องอดทน โดยเราประเมิน GDP growth ไตรมาสนี้ไว้ที่เพียง 0.9% ก่อนจะทยอยฟื้นในครึ่งหลังของปี

 

ด้านกลยุทธ์การลงทุน เรามองว่าควรตั้งรับ ไม่ไล่ราคา โดยการที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 18% ต่อปี และมูลค่าตลาดที่ทะลุ 19 ล้านล้านบาทนั้นมาจาก re-rating ด้านความเชื่อมั่นทางการเมือง ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจริง ทำให้ดัชนีที่ใกล้ 1,500 จุดซื้อขายอยู่ที่ PER 2569F ราว 16 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีพอดี ทำให้แรงส่งการปรับขึ้นเริ่มจำกัดลง

 

ทั้งนี้ InnovestX เน้น 2 ธีมลงทุนหลักในช่วงนี้ ได้แก่ 1. Earnings Play หรือ หุ้นที่กำไร 1Q69 มีโมเมนตัมเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ ADVANC, BCH, BDMS, CENTEL, CHG, CPALL, GULF, PRM, TRUE และ 2. Dividend Play หรือหุ้นที่คาดมีปันผลที่เหลือจ่ายจากกำไรปี 2568 ให้ Yield เกิน 5% โดย InnovestX แบ่งเป็น 2 ชุด ดังนี้

 

  • ระยะสั้น (XD มี.ค.–พ.ค. 69): AP, BAM, KBANK, KTB, PTT, TISCO
  • ระยะยาว (Yield >5% สม่ำเสมอ 10 ปี+): AP, DIF, KTB, PTT, TISCO

 

ขณะที่ในส่วนดอกเบี้ยขาลงจากมติ กนง. ล่าสุด เป็นบวกต่อหุ้นที่มีหนี้สูงหรือพึ่งพากำลังซื้อ อาทิ กลุ่มไฟแนนซ์, อสังหาฯ, โรงไฟฟ้า, ค้าปลีก, สื่อสาร, ท่องเที่ยว และ REITs แต่เป็นลบต่อกลุ่มธนาคารที่จะเผชิญ NIM แคบลง

 

กล่าวโดยสรุป ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 เปรียบได้กับนักกีฬาที่เพิ่งฟื้นจากการบาดเจ็บ ร่างกายดีขึ้นแต่ยังไม่พร้อมสปรินต์ เสถียรภาพการเมืองที่ดีขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในครึ่งหลังของปี ขณะที่ดอกเบี้ยขาลงช่วยลดต้นทุนทางการเงินและสร้างโอกาสให้ภาคธุรกิจปรับตัว

 

แต่ความเสี่ยงยังมีอยู่มาก ทั้งสงครามการค้าที่ยังไม่จบ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า หนี้ครัวเรือนที่หนักอึ้ง และเงินเฟ้อที่ยังติดลบ การลงทุนในช่วงนี้จึงต้องใช้ความอดทนและวินัย

 

ขอให้นักลงทุนโชคดี

The post ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยหลัง กนง. เซอร์ไพรส์ตลาด และกลยุทธ์ลงทุนที่ ‘ชนะ’ ในโลกที่ยังไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์คาดไม่ทำ GDP ติดลบ แต่หวั่นฉุดความเชื่อมั่น-ต่างชาติย้ายฐานการผลิต-เจรจาการค้าไม่ได้ https://thestandard.co/election-annulment-economic-impact/ Fri, 20 Feb 2026 09:54:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1180431 ภาพประกอบแสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เช่น ความเชื่อมั่นนักลงทุน การย้ายฐานการผลิต และ GDP

KResearch กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์คาดไม่ทำ GDP ติดลบ แต่หวั่นฉุดความเชื่อมั่น-ต่างชาติย้ายฐานการผลิต-เจรจาการค้าไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เช่น ความเชื่อมั่นนักลงทุน การย้ายฐานการผลิต และ GDP

KResearch กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน กระบวนการงบประมาณ และการเจรจาการค้า แต่ก็ไม่น่าทำให้ GDP ปี 2569 หดตัวถึงขั้นติดลบได้ อย่างไรก็ตาม ก็มองว่า โอกาสที่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จะจะเป็นโมฆะ จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปนั้นมีค่อนข้างน้อย เช่นเดียวกับ InnovestX ที่มองโอกาส ‘โมฆะ’ แทบเป็นศูนย์ แต่ยังห่วง ‘สุญญากาศ’ ช่วงตั้งรัฐบาลฉุดเศรษฐกิจครึ่งปีแรก

 

วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป จะส่งผลต่อเศรษฐกิจและตลาดเงินตลาดทุนในแง่มุมต่างๆ ได้แก่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจจะหายไป ทำให้กระบวนงบประมาณสะดุด อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น และอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 

อย่างไรก็ตาม บุรินทร์ประเมินว่า โอกาสที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ จนทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไปนั้นมีค่อนข้างน้อย และไม่ได้ถูกนำมาประเมินเป็นกรณีฐาน (Base Case) ในประมาณการเศรษฐกิจของศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยสังเกตได้จากปฏิกิริยาของตลาดหุ้นที่ยังไม่ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นนี้

 

กระนั้น บุรินทร์ยังกล่าวต่อว่า แต่หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะและต้องจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในประเด็นหลักๆ ได้แก่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะหายไปทันที เนื่องจากเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองรอบใหม่ ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเปลี่ยนแผน ย้ายฐานการผลิตหรือเม็ดเงินลงทุนไปยังประเทศอื่นแทน

 

นอกจากนี้ หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ การลงทุนของภาครัฐและการเบิกจ่ายงบประมาณจะต้องถูกเลื่อนออกไปตามกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะยิ่งทำให้กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแย่ลง

 

บุรินทร์กล่าวต่อว่า หากเกิดเหตุการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็พร้อมปรับเปลี่ยนประมาณการเศรษฐกิจ แต่เบื้องต้น คาดว่า หากการเลือกเป็นโมฆะก็จะไม่ถึงขั้นทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ (GDP) ติดลบ แต่มีความเสี่ยงสูงที่การเติบโตของ GDP ในบางไตรมาสจะหดตัวจนติดลบได้

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า GDP ปีนี้ 2569 จะขยายตัว 1.9% (ขึ้นจาก 1.6% ที่คาดการณ์เมื่อธันวาคม) โดยภายใต้ประมาณการนี้ KResearch คาดว่า กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลมีแนวโน้มเสร็จสิ้นได้ภายในเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2569 ซึ่งจะช่วยหนุนให้งบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มบังคับใช้ได้ทันภายในไตรมาสที่ 4 ตามที่ประเมินไว้

 

สำหรับผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ บุรินทร์มองว่า หากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าออกไป การทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หรือการเจรจาการค้าระดับประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ จะดำเนินการต่อไม่ได้ เนื่องจากประเทศจะตกอยู่ในสภาวะที่มีเพียงรัฐบาลรักษาการ ซึ่งไม่มีอำนาจเต็มในการเจรจาหรือเซ็นอนุมัติ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางการแข่งขันในระหว่างที่รอรัฐบาลใหม่

 

InnovestX มองโอกาส ‘โมฆะ’ แทบเป็นศูนย์ ปรับเป้า GDP ปีนี้ขึ้นเป็น 1.7%

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research ทีมวิจัยเศรษฐกิจและฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จํากัด (InnovestX) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า โอกาสที่ศาลฯ จะตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ มองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก หรือมองว่ามีโอกาสแทบจะเป็นศูนย์

 

ดร.ปิยศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยม ได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในรอบ 20-30 ปี โดยเฉพาะตัวเลขจำนวน สส. ที่ได้ถึง 193 ที่นั่ง ทำให้เสถียรภาพในสภาฯ มีความมั่นคงสูงมาก และเอื้อต่อการผลักดันนโยบายต่างๆ

 

ทั้งนี้จากความชัดเจนทางการเมือง InnovestX ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ขึ้นจากเดิม 1.4% เป็น 1.7% โดยปัจจัยหลักมาจากการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเดิมที่ดีขึ้นนัก

 

ดร.ปิยศักดิ์ ยังชี้ว่า หากรัฐบาลใหม่สามารถผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเป็นรูปธรรม อาจเป็น Upside ที่ช่วยดัน GDP จาก 1.7% เพิ่มอีก 0.5% ให้โตได้ถึงระดับ 2.0% ต้นๆ ได้ด้วย

 

จับตา ‘สุญญากาศ’ ครึ่งปีแรก เศรษฐกิจเสี่ยงโตต่ำกว่า 1%

 

แม้ภาพรวมทั้งปีจะดูดีขึ้น แต่ไส้ในของเศรษฐกิจครึ่งปีแรกปีนี้ น่ากังวลอย่างมาก โดย ดร.ปิยศักดิ์ ประเมินว่า ไตรมาส 1/2569 GDP อาจโตเพียง 1% กว่าๆ และไตรมาส 2 อาจแผ่วลงเหลือ 0% กว่าๆ ส่งผลให้ GDP ครึ่งแรกปี 2569 จะขยายตัวต่ำกว่า 1% ซึ่งเกิดจากปัจจัยลบ 3 ประการ ดังนี้

 

  • ภาวะเกียร์ว่างของรัฐบาลรักษาการ ในช่วงรอยต่อก่อนมีรัฐบาลใหม่ รัฐบาลปัจจุบันมีสถานะรักษาการโดยพฤตินัย ทำให้ไม่สามารถอนุมัติโครงการใหญ่หรือตัดสินใจเรื่องสำคัญได้ เกิดภาวะชะงักงันในการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐ
  • หมดรอบมาตรการ EV ความคึกคักของการบริโภคในไตรมาส 4 ปีก่อน เป็นผลจากมาตรการ EV 3.0 ที่กำลังจะหมดอายุ ทำให้เกิดการเร่งซื้อ (One-time off) ไปแล้ว ดีมานด์รถยนต์ในช่วงต้นปีนี้จึงหายไป ส่งผลกระทบต่อตัวเลขการบริโภค
  • ภาพลวงตาการส่งออก (Transshipment) แม้ตัวเลขการส่งออกดูเหมือนจะฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แต่เมื่อดูไส้ในพบว่าเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาเพื่อส่งออกต่อ (Transshipment) แทบไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มการผลิตในประเทศ โดยเห็นได้จากตัวเลขนำเข้าจากจีนและไต้หวันที่สูงพอๆ กับยอดส่งออก

 

อย่างไรก็ดีคาดว่า GDP ในช่วงครึ่งหลังปีนี้มีโอกาสจะฟื้นกลับมาขยายตัวในระดับประมาณ 2% ส่งผลให้ทั้งปี 2569 GDP ของไทยจะขยายตัวเฉลี่ย 1.7%

 

สำหรับความเสี่ยงในช่วงครึ่งปีหลัง ดร.ปิยศักดิ์ มองไปที่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่คาดว่าจะล่าช้าออกไปประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งแม้จะไม่รุนแรงเท่าปีก่อนๆ แต่ก็จะกระทบต่อเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 4/2569 ประมาณ 0.1-0.2%

 

ทั้งนี้ประมาณการเศรษฐกิจรายไตรมาส ปี 2569 จากการประเมินของ InnovestX คาดการณ์ทิศทาง GDP รายไตรมาส ดังนี้

 

  • ไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 1.7% ชะลอตัวจากฐานสูงและการเร่งใช้จ่ายปีก่อน
  • ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 0.9% จุดต่ำสุดจากภาวะสุญญากาศทางการเมือง
  • ไตรมาส 3/2569 ขยายตัว 1.9% เริ่มฟื้นตัวหลังมีรัฐบาลใหม่
  • ไตรมาส 4/2569 ขยายตัว 2.2% เร่งตัวขึ้น แต่อาจสะดุดเล็กน้อยหากงบประมาณล่าช้า

 

ดร.ปิยศักดิ์ สรุปว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีความหวังอยู่ที่เสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และการเร่งเครื่องโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นกุญแจสำคัญ

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : หากการเลือกตั้งเป็นโมฆะ กระทบเศรษฐกิจอย่างไร? นักเศรษฐศาสตร์คาดไม่ทำ GDP ติดลบ แต่หวั่นฉุดความเชื่อมั่น-ต่างชาติย้ายฐานการผลิต-เจรจาการค้าไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ใช้มาตรการภาษี ยุโรปมีบาซูกาการค้า ศึกแตกหักกรีนแลนด์ จะเกิดอะไรขึ้น? https://thestandard.co/trump-tariffs-europe-bazooka-greenland/ Tue, 20 Jan 2026 09:58:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1167234 ทรัมป์ใช้มาตรการภาษี ยุโรปมีบาซูกาการค้า ศึกแตกหัก กรีนแลนด์ จะเกิดอะไรขึ้น?

คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเตรียมขึ้นภาษีชาติยุโรปที่ข […]

The post ทรัมป์ใช้มาตรการภาษี ยุโรปมีบาซูกาการค้า ศึกแตกหักกรีนแลนด์ จะเกิดอะไรขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ใช้มาตรการภาษี ยุโรปมีบาซูกาการค้า ศึกแตกหัก กรีนแลนด์ จะเกิดอะไรขึ้น?

คำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเตรียมขึ้นภาษีชาติยุโรปที่ขัดขวางความพยายามครอบครองกรีนแลนด์ และท่าทีขึงขังของผู้นำยุโรปที่ประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะจับมือกันตอบโต้สหรัฐฯ และรักษาอธิปไตยของกรีนแลนด์ กลายเป็นความเสี่ยงล่าสุด สำหรับสงครามการค้าที่อาจทำให้เศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายอ่อนแอลง และอาจส่งผลกระทบรุนแรงถึงเศรษฐกิจโลกและสั่นคลอนระบบพหุภาคี รวมถึงระเบียบโลกที่อาจเผชิญความปั่นป่วนระยะยาว

 

ทรัมป์ ยืนยันว่าสหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าจากเดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และสหราชอาณาจักร เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และหลังจากนั้นจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน

 

หากไม่บรรลุข้อตกลงใดๆ ที่สะท้อนว่าชาติเหล่านี้จะไม่ขัดขวางการครอบครองกรีนแลนด์

 

ขณะที่ชาติยุโรปต้องประชุมฉุกเฉินเพื่อหาทางรับมือ โดยเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ขอให้สหภาพยุโรปเปิดใช้งานเครื่องมือต่อต้านการบีบบังคับ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘บาซูกาการค้า (Trade Bazooka)’

 

การตอบโต้นี้จะร้ายแรงแค่ไหน เมื่อเทียบกับมาตรการทางภาษีของทรัมป์ และที่สุดแล้ว ฝ่ายไหนจะชนะหรือมีแต้มต่อในศึกนี้ และอนาคตโลกจะเป็นอย่างไร เมื่อพันธมิตรตะวันตกที่เคยจับมือกันอย่างเหนียวแน่นมาหลายทศวรรษ หันมาใช้ ‘อาวุธทางการค้า’ ห้ำหั่นกันเอง

 

บาซูกาการค้าคืออะไร?

 

มาตรการ ‘ต่อต้านการบีบบังคับ’ (Anti-Coercion Instrument: ACI) หรือที่รู้จักในชื่อบาซูกาการค้า ถูกจับตามองว่า จะเป็นเครื่องมือหลักที่สหภาพยุโรปอาจนำมาใช้เพื่อตอบโต้การบีบบังคับล่าสุดจากสหรัฐฯ ด้วยมาตรการทางภาษี

 

บาซูกาการค้าดังกล่าว คือการอนุญาตให้ EU ใช้มาตรการตอบโต้ต่างๆ เพื่อกดดันทางการค้าต่อสหรัฐฯ เช่น การจำกัดสินค้าสหรัฐฯ จากการนำเข้าสู่ตลาด EU ที่มีประชากร 450 ล้านคน หรือจำกัดการส่งออกสินค้าและบริการจากประเทศในกลุ่ม EU นอกจากนี้ยังให้อำนาจแก่บรัสเซลส์ ในการจำกัดบริษัทอเมริกันจากการเข้าถึงสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในประเทศสมาชิก

 

สำหรับการใช้งานอาวุธทางการค้าดังกล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปและประเทศสมาชิก EU มีสิทธิ์ที่จะขอให้ใช้งานเครื่องมือนี้ แต่จะต้องได้รับการอนุมัติจากประเทศสมาชิกอย่างน้อย 55% คิดเป็น 65%ของประชากรในกลุ่มประเทศสมาชิกทั้งหมด

 

แต่ถึงแม้ว่าบรัสเซลส์จะเปิดใช้งานเครื่องมือนี้แล้วก็ตาม อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้น โดยขั้นแรก คณะกรรมาธิการยุโรปมีเวลา 4 เดือนในการตรวจสอบประเทศที่สามที่ถูกกล่าวหาว่ามีนโยบายการค้าที่เป็นอันตราย จากนั้นประเทศสมาชิกจะมีเวลา 8-10 สัปดาห์ในการสนับสนุนข้อเสนอใดๆ สำหรับการดำเนินการ

 

หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจึงจะมีไฟเขียวในการเตรียมพร้อมมาตรการ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายในหกเดือน แต่กรอบเวลานี้เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการใดๆ แม้แต่การเริ่มต้นการสอบสวนภายใต้เครื่องมือนี้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่ทรงพลังว่า บรัสเซลส์พร้อมที่จะ ‘ตอบโต้’ ต่อพันธมิตรที่สำคัญอย่างสหรัฐฯ

 

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว EU เคยขู่ว่าจะใช้อาวุธทางการค้านี้ในระหว่างการเจรจาการค้าที่ยากลำบากกับทรัมป์ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในอัตราที่สูง แต่ท้ายที่สุดทั้งสองฝ่ายก็สามารถบรรลุข้อตกลงได้

 

ปัจจุบัน สหรัฐฯ ยังมีดุลการค้าบริการเกินดุลกับ EU ในขณะที่ประเทศในกลุ่ม EU มีอัตราการลงทุนในสหรัฐฯ ราว 3.6 ล้านล้านดอลลาร์ และจ้างงานชาวอเมริกันกว่า 3 ล้านคน

 

การตอบโต้มาตรการภาษีทรัมป์ด้วยการขึ้นภาษี คาดว่าจะพุ่งเป้าไปยังสินค้าและบริการในบางกลุ่ม เช่น เทคโนโลยี การเกษตร และอาวุธยุทธภัณฑ์ โดยบรัสเซลส์ได้จัดทำรายชื่อสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ที่อาจเป็นเป้าหมายไว้แล้ว และหากมีการใช้บาซูกาการค้าขึ้นมาจริงๆ จะมีบริษัทอเมริกันไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

 

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นคาดว่า EU จะพิจารณาเรียกเก็บภาษีตอบโต้ต่อสหรัฐฯ จำนวน 1.08 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ แต่ถูกเลื่อนออกไปหลัง EU และสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงทางการค้าขั้นต้นได้เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

 

ด้านคาร์สเตน บรเซสกี หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์มหภาคระดับโลกของ ING ประเมินว่า ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของ EU ลดลง 0.25% ในปีนี้

 

“ยุโรปยังคงพึ่งพาสหรัฐฯ ในหลายๆ ด้าน ทั้งจากมุมมองทางเศรษฐกิจและความมั่นคง” เขากล่าว

 

ทางด้านแดน แฮมิลตัน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันบรูคกิ้งส์ เตือนว่า “ภัยคุกคามจากมาตรการภาษีดังกล่าว เสี่ยงที่จะทำลายข้อตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ ทำไว้กับทั้งสหราชอาณาจักรและ EU เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา และอาจทำให้ความสัมพันธ์กับพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ตึงเครียดมากขึ้น”

 

ยึดกรีนแลนด์ โอกาสสำเร็จน้อย?

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ชี้ว่าท่าทีของทรัมป์ เป็นตัวอย่างชัดเจนของ ‘ทุนนิยมเรือปืน (Gunboat Capitalism)’ ที่รัฐมหาอำนาจใช้เครื่องมือทางการค้าบีบบังคับทางการเมืองให้ประเทศอื่นยอมตามที่ตนต้องการ โดยไม่คํานึงถึงผลกระทบต่อความเป็นพันธมิตร

 

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าคำขู่ของทรัมป์ เพื่อกดดันให้ชาติยุโรปเปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าครอบครองกรีนแลนด์ ยังมีโอกาสสําเร็จ ‘น้อย’ ด้วยเหตุผลหลายประการ ได้แก่

 

1.กรีนแลนด์เป็นดินแดนเอกราชที่ประชากร 57,000 คนมีสิทธิ์ กําหนดอนาคตตนเอง การซื้อขายดินแดนในศตวรรษที่ 21 ขัดกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน

 

2.ท่าทีของทรัมป์ ทําลายรากฐาน NATO อย่างรุนแรง และจะเป็นการผลักดันให้ยุโรปเร่งสร้าง ‘ความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy)’ และอาจหันไปร่วมมือกับจีนหรือรัสเซียมากขึ้น

 

3.ผลลบทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐจะรุนแรง ซึ่งการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าอเมริกันจะกระทบบริษัทอเมริกันมากขึ้น

 

4.ทรัพยากร (เช่น Rare Earth, น้ำมัน, ก๊าซ) และตําแหน่งยุทธศาสตร์ (ฐานทัพ Arctic) ของกรีนแลนด์ สามารถเจรจาผ่านความร่วมมือกับเดนมาร์กและ NATO ได้โดยไม่ต้องซื้อดินแดน

 

“ดังนั้น เป็นไปได้ที่การกระทํานี้น่าจะเป็น ‘Performative Politics’ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งมากกว่ากลยุทธ์ที่จะสําเร็จได้จริง และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พันธมิตรยุโรปตระหนักว่าต้องลดการพึ่งพาสหรัฐฯ มากขึ้นอีก” เขากล่าว

 

จะเกิดอะไรต่อไป?

 

ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปในกรณีกรีนแลนด์ และการข่มขู่ตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีหรือการค้านั้น ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระเบียบโลก โดยเฉพาะการสั่นคลอนอย่างรุนแรงของระบบพหุภาคี ที่เคยตั้งอยู่บนกติกาและสถาบันระหว่างประเทศ

 

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘บรรทัดฐานใหม่ที่อันตราย’ ซึ่งเกิดจากการที่มหาอำนาจนำเครื่องมือทางเศรษฐกิจมาใช้เป็นอาวุธ เพื่อบีบบังคับทางการเมืองและความมั่นคงอย่างเปิดเผย ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบพหุภาคีแบบเดิมที่อาศัยความเป็นกลางของกติกา เช่น IMF, WTO หรือข้อตกลงพหุภาคีต่าง ๆ จะค่อย ๆ สูญเสียความสำคัญ

 

ในระยะยาว แนวโน้มนโยบายของสหรัฐฯ ในการใช้การค้าและภาษีเป็นเครื่องมือกดดัน จะยิ่งทำให้หลายประเทศไม่ต้องการผูกความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอเมริกามากเหมือนเดิม แม้ในระยะสั้น สหรัฐฯ อาจได้ประโยชน์จากการส่งออกหรือการดึงการลงทุนกลับประเทศ แต่ในภาพใหญ่ ความไม่แน่นอนของนโยบายทำให้ประเทศคู่ค้าขาดความเชื่อมั่น และเริ่มมองหาทางเลือกอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายการค้าระหว่างเอเชียกับยุโรป หรือการค้าระหว่างกันเองโดยลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ลง

 

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเคลื่อนจากยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ไปสู่ยุคภูมิภาคาภิวัตน์ (Regionalization) อย่างชัดเจน การค้าขายในระดับภูมิภาคเพิ่มขึ้น ขณะที่ความพยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากทั้งสหรัฐฯ และจีนก็มีมากขึ้นเช่นกัน อิทธิพลเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ โดยเฉพาะบทบาทของเงินดอลลาร์ อาจจะเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังจากที่สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือคว่ำบาตรและอายัดทรัพย์สินของประเทศต่างๆ เช่น รัสเซียหรือเวเนซุเอลา ซึ่งสร้างความกังวลต่อประเทศที่ถือสินทรัพย์สกุลดอลลาร์อยู่ในต่างแดน

 

ซึ่งจากบริบทนี้ ภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะธนาคารกลางและบริษัทขนาดใหญ่ อาจมีแนวโน้มลดการถือครองสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และโลกตะวันตกมากขึ้น โดยหันไปสะสมทองคำแทนดอลลาร์ รวมถึงย้ายสินทรัพย์กลับประเทศมากขึ้นด้วย

 

โอกาสและความเสี่ยงของไทย

 

สำหรับท่าทีของไทย ต่อกรณีการเผชิญหน้าทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป โดยมีประเด็นความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์เป็นฉากหลัง ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่าสิ่งสำคัญคือไทยต้องวางตัวอย่างระมัดระวัง ไม่เลือกข้างชัดเจนเกินไป โดยอาจจะต้องเล่นบทที่ไม่ได้แรงสุดขั้ว เช่น ต่อต้านการยึดครองกรีนแลนด์ของสหรัฐฯ อย่างแข็งกร้าว แต่ก็ต้องยืนหยัดในความถูกต้องโดยไม่อาจเห็นด้วยกับการแทรกแซงหรือรุกรานอธิปไตยของประเทศอื่น

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการที่ยุโรปต้องถอยห่างทางการค้ากับสหรัฐฯ นอกเหนือจากความเสี่ยง ยังอาจเป็นโอกาสสำหรับไทย ที่อาจได้ประโยชน์จากการที่ยุโรปต้องมองหาการกระจายความเสี่ยงออกจากสหรัฐฯ มากขึ้น ทั้งในมิติการค้า การลงทุน และซัพพลายเชน โดยเฉพาะในกรณีที่สงครามภาษีของทรัมป์กลับมารุนแรงและยืดเยื้อ

 

โดย EU ย่อมมีแรงจูงใจที่จะเร่งสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจกับประเทศนอกแกนสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งไทยควรเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น โดยเฉพาะในบริบทที่หลายประเทศ เช่น เวียดนาม อินเดีย หรือแม้แต่สหราชอาณาจักร ต่างเดินหน้าเชิงรุกกับยุโรปไปแล้ว แต่ไทยยังติดหล่มปัญหาการเมืองภายในและความล่าช้าในการผลักดันข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับ EU

 

“จริง ๆ เราควรจะไปในช่องทางนั้นเลย ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่มีปัญหามากขึ้นจากนโยบายของทรัมป์ แคนาดาเองก็เริ่มขยับไปทางฝั่งจีนมากขึ้น จากเดิมที่เราเคยมองว่า ภาพเศรษฐกิจโลกในที่สุดจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้ว คือขั้วอเมริกาหรือโลกตะวันตก กับขั้วจีน แต่พอมาถึงตอนนี้ อาจจะต้องเริ่มมองภาพให้กว้างขึ้นว่า โลกอาจไม่ได้แบ่งเป็น 2 ขั้วแบบนั้นอีกต่อไป แต่อาจกำลังเคลื่อนไปสู่ลักษณะ ‘America and the rest’ มากขึ้น”

 

“ตัวอย่างที่เห็นชัดคือกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะรัสเซีย อินเดีย และจีน ซึ่งแม้จะเป็นคู่แข่งกันในเชิงภูมิภาคในระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันกลับมีความร่วมมือกันมากขึ้นและทำการค้าระหว่างกันได้มากขึ้น เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ หลักคิดแบบ ‘Enemy of My Enemy is My Friend’ จะเริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้นในระบบเศรษฐกิจและการเมืองโลก” ดร.ปิยศักดิ์ กล่าว

 

อ้างอิง :

The post ทรัมป์ใช้มาตรการภาษี ยุโรปมีบาซูกาการค้า ศึกแตกหักกรีนแลนด์ จะเกิดอะไรขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไรในปี 2026 https://thestandard.co/10-predictions-world-economy-2026/ Fri, 26 Dec 2025 11:28:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1158757 เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไร ในปี 2026

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research บล.อิน […]

The post เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไรในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไร ในปี 2026

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ทำนายแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและภาคธุรกิจ ปี 2026 ผ่านรายการ Morning Wealth พร้อมสรุปภาพรวมในปี 2025 สะท้อนข้อจำกัดและเผยถึงโอกาสแห่งอนาคต เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ปีใหม่ที่จะมาถึง

 

10 คำทำนายภาคธุรกิจโลกปี 2026

 

1. ดอกเบี้ยลง แต่กฎเกณฑ์การกำกับสถาบันการเงินจะกระจัดกระจายมากขึ้น

 

ธนาคารกลางสหรัฐ และอังกฤษ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยใน ปี 2026 แต่กฎเกณฑ์การกำกับดูแลทางการเงินในแต่ละประเทศเริ่มแยกทางกันอย่างชัดเจน สหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรฐาน Basel III

 

ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์เข้มงวดขึ้นหลังวิกฤต Credit Suisse จีนเร่งผสานธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ ในส่วนของไทย ดอกเบี้ยที่ลดลง ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง จะทำให้ธนาคารยังคงเข้มงวดในมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อ ทำให้สินเชื่ออาจยังไม่ฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

 

2. สงครามการค้าถ่วงเศรษฐกิจ

 

นโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ จะทำให้การค้าโลกขยายตัวน้อยกว่า 2% อุตสาหกรรมรถยนต์โลหะ การขนส่งทางเรือ และยา ต้องปรับตัวรับมือกับภาษีนำเข้าและ อุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้น

 

ในส่วนของไทย ประเด็น Transshipment ที่ไทยอาจโดนภาษีสหรัฐถึง 40% เป็นความเสี่ยงใหญ่ แต่ในทางกลับกัน การปรับ Supply Chain ของบริษัทข้ามชาติอาจเป็นโอกาสให้ไทยดึงดูด FDI เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ต้องการหลีกเลี่ยงภาษีจีน

 

3. จีนขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

 

ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะพุ่งขึ้น 15% ไปแตะ 24 ล้านคัน โดยจีนคิดเป็นมากกว่าครึ่งของตลาดโลก ผู้ผลิตรถจีนที่ถูกกีดกันจากอเมริกาจะเร่งส่งออกไปทั่วโลก BYD เริ่มผลิตในบราซิล ฮังการี ตุรกี และอาจรวมถึงอินโดนีเซีย

 

ในส่วนของไทย ต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม EV ให้เป็นฐานการผลิตสำหรับภูมิภาค ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต้องปรับตัวสู่ยุค EV อย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

4. กีฬาโลกหนุนเศรษฐกิจ

 

ฟุตบอลโลกที่อเมริกาเหนือและกีฬาระดับโลกอื่นๆ จะผลักดันค่าใช้จ่ายด้านกีฬาสู่ระดับ 450,000 ล้านดอลลาร์ รายได้จากโฆษณาเติบโต 6% และเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวอีก 1.8 ล้านล้านดอลลาร์

 

ในส่วนของไทยอาจได้ประโยชน์บ้างจากการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ขณะที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกีฬาและ sports marketing มีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะการเป็นฐานการฝึกซ้อมและการจัดทัวร์ดูกีฬาสำหรับนักท่องเที่ยวในภูมิภาค

 

5. เทคโนโลยีสะอาดหนุนราคาโลหะ

 

ราคาโลหะจะพุ่งขึ้น 7% ในปี 2026 โดยนิกเกิลจะแพงขึ้น 13% จากความต้องการแบตเตอรี่และอุปทานที่จำกัด อินโดนีเซียจะห้ามส่งออกและเปิดตลาดซื้อขายนิกเกิล ราคาทองแดง ตะกั่ว และสังกะสีจะพุ่งขึ้นจากความ ต้องการของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ในขณะเดียวกัน การผลิตเหล็กกล้า ‘สีเขียว’ ที่นำเศษเหล็กมารีไซเคิลจะเติบโตขึ้น EU และอินเดียสนับสนุนการรีไซเคิล

 

ในส่วนของไทยควรเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะและการรีไซเคิลเพื่อรองรับเทรนด์เศรษฐกิจสีเขียว ราคาโลหะที่สูงขึ้นอาจเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นต้นทุนสำหรับอุตสาหกรรมผลิต

 

6. งบกลาโหมพุ่งทำสถิติใหม่

 

ทะลุ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์ โดยสมาชิก NATO ตั้งเป้าใช้จ่าย 5% ของ GDP ภายในปี 2035 หลังแรงกดดันจากภัยคุกคามรัสเซีย-จีนและคำเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ เยอรมนีตั้งกองทุนป้องกันประเทศพิเศษ 100,000 ล้านยูโรสหรัฐฯ จะใช้จ่ายเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งแรก

 

ในส่วนของไทย งบกลาโหมอาจต้องเพิ่มขึ้นเพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามใน ภูมิภาค โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามไทย-กัมพูชา อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอาจได้รับการส่งเสริมมากขึ้น

 

7. ภาคสาธารณสุขขาดงบประมาณ แต่อุตสาหกรรมยาลดความอ้วนบูม

 

แม้การใช้จ่ายด้านสุขภาพโลกจะเพิ่มขึ้น 5% เป็นเกือบ 12 ล้านล้านดอลลาร์ แต่รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการป้องกันประเทศและลดหนี้มากกว่า ขณะที่ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะญี่ปุ่นที่คนอายุเกิน 65 ปีจะทะลุ 30% ของประชากร สหรัฐฯ ตัดงบ Medicaid ทำให้โรงพยาบาลสูญเงิน 80,000 ล้านดอลลาร์ ยอดขายยาจะพุ่ง 5% เป็น 1.6 ล้านล้าน โดดเด่นด้วยยาลดน้ำหนักรูปแบบเม็ด

 

ในส่วนของไทย การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยอาจได้ประโยชน์จากช่องว่างนี้ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐที่ต้นทุนการรักษาสูงขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมยาไทยควรเร่งพัฒนาความสามารถในการผลิตยาชีววัตถุ และยาลดความอ้วน

 

8. ผู้บริโภคจะประหยัดมัธยัสถ์มากขึ้น

 

ยอดขายปลีกโตเพียง 2% จากความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั่วโลก ตลาดที่มีแนวโน้มดีคือประเทศที่พึ่งพาการค้าน้อย อินเดียและฟิลิปปินส์จะโต 5-7% จากประชากรหนุ่มสาวสงครามการค้าบังคับให้ผู้ผลิตปรับซัพพลายเชน กฎ e-commerce ใหม่ในหลายประเทศจะเข้มงวดขึ้น

 

ในส่วนของไทย การใช้จ่ายภายในประเทศอาจชะลอตามเทรนด์โลก โดยเฉพาะท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ธุรกิจค้าปลีกไทยต้องปรับกลยุทธ์เน้นสินค้าคุณภาพดีราคาสมเหตุสมผล

 

9. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มขึ้น

 

พลังงานหมุนเวียนครอง 30% ของการผลิตไฟฟ้าโลก แซงหน้าสัดส่วนของถ่านหินเป็นครั้งแรก จีนเพิ่มกำลังผลิตพลังงานลมและแสงอาทิตย์กว่า 300 กิกะวัตต์ และการปล่อยมลพิษจากถ่านหินเริ่มลดลง แต่อินเดียจะยังเพิ่มการใช้ถ่านหิน ขณะที่ data center สำหรับ AI ทำให้ความ ต้องการไฟฟ้าโลกพุ่ง 3% ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นฟื้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จีนเริ่มก่อสร้างใหม่

 

ส่วนไทย ควรเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียนให้ได้ตามเป้าหมาย ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าจาก data center ที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Smart Grid

 

10. การใช้ AI จะแพร่หลาย แต่ทำกำไรยังยาก

 

80% ของบริษัททั่วโลกได้ทดลองใช้ generative AI แล้ว เพิ่มจากน้อยกว่า 5% ในปี 2023 แต่หลายบริษัทยังดิ้นรนหากำไรจากเทคโนโลยีนี้ เพราะต้องปรับคนและกระบวนการทำงาน อินเดีย ต้องการแรงงานที่ผ่านการฝึก AI ถึง 1 ล้านคน TSMC เร่งเปิดโรงงานซิปที่สหรัฐฯ และเริ่มผลิตซิป 2 นาโนเมตรที่ไต้หวันกฎ AI Act ของ EU มีผลบังคับเต็มรูปแบบ แต่หน่วยงานกำกับดูแลยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน

 

ส่วนไทยต้องเร่งพัฒนากำลังคนด้าน AI และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งาน AI ในภาคธุรกิจ มิฉะนั้นจะล้าหลังเพื่อนบ้านในภูมิภาค โดยเฉพาะ สิงคโปร์ที่ลงทุนอย่างจริงจัง

 

5 แรงขับเศรษฐกิจโลกปีหน้า

 

ดร.ปิยศักดิ์ระบุว่า ในปี 2026 จะมีโอกาสและความเสี่ยงควบคู่กันไป ดังนี้

 

1. Year of two halves

 

ดร.ปิยศักดิ์ เตือนว่า ในช่วง Q4/25 จนถึง Q1/26 จะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีการเติบโตต่ำสุด จากผลกระทบของภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ก่อนจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง Q2/26 เมื่อภาคเอกชนปรับตัวเสร็จและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มส่งผล

 

2. Year of fiscal risk

 

ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าสถานการณ์การคลังทั่วโลกเผชิญความเสี่ยงสูงจากการใช้จ่ายหลัง Covid-19 ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้น 300-500 bps ในประเทศพัฒนาแล้ว

 

โดยสหรัฐเป็นจุดศูนย์กลางความเสี่ยง หลังมีการขาดดุลการคลังสม่ำเสมอ ปีละ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีดอกเบี้ยต่อรายได้สูงถึง 20% นอกจากนี้ หากศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่า มาตรการกำแพงภาษีของทรัมป์เป็นปัญหา ก็อาจทำให้รัฐบาลสหรัฐสูญเสียรายได้สูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์

 

3. Geopolitics

 

The south reunite: ปี 2026 การทำสงครามการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์จะเผชิญความท้าทายมากขึ้น จากการรวมตัวกันของ Global South เป็นกลุ่ม BRIC เนื่องจากหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มอย่างจีน ครองสัดส่วนการผลิตแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมเอไอ สูงถึง 80%

 

4. Technology

 

ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า AI กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Wide Adoption โดยคนทั่วไปจะเริ่มใช้ AI ในชีวิตประจำวันและการทำงานมากขึ้น แต่จะช่วยสร้างผลิตภาพมากเพียงไร ยังไม่อาจสรุปได้ นอกจากนี้ การใช้ AI ที่มากขึ้น นำมาซึ่งการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

 

5) Climate change: ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจะมีสูงขึ้น โดยองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA) ระบุว่ามีโอกาส 71% ที่ปรากฏการณ์ La Nina จะปรากฏตลอดปี 2026 ทำให้แนวโน้มสภาพอากาศที่รุนแรงมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้น

 

4 ความท้าทาย เศรษฐกิจไทย 2026

 

1. Poor econ, good policy

 

เศรษฐกิจจะอ่อนแอ โดย GDP ปีหน้าโตต่ำกว่าปีนี้ชัดเจน ซึ่ง Innovest X มองปีนี้ขยายตัวที่ 1.8% และปีหน้าชะลอลงเหลือโต 1.4% แต่มีนโยบายที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

2. K-shape intensify

 

ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่า ความมั่งคั่งจะกระจุกตัวอยู่ในระดับบนมากขึ้น โดยคนระดับบน 10% ครองความมั่งคั่งราว 70% ของทั้งประเทศ เนื่องจากกลุ่มคนรวยและบริษัทขนาดใหญ่สามารถฟื้นตัวได้เร็วและมีเงินเหลือ

 

ขณะที่ SME และประชาชนระดับรากหญ้ากำลังดิ้นรน โดย60-70% ของแรงงานเผชิญวิกฤตสภาพคล่อง ทำให้ธุรกิจที่จับลูกค้าระดับบนยังไปต่อได้ แต่ธุรกิจที่จับกลุ่มคนหมู่มาก (Frugal Economy) จะต้องทำราคาให้ต่ำ เพื่อรักษาอุปสงค์

 

3. Infrastructure year

 

แทนการแจกเงินแล้วหมดไป ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่า รัฐบาลต้องมีบทบาทเป็น ‘ผู้วางรากฐาน’ ผ่านการเร่งปิดการเจรจาและอนุมัติ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการทางพิเศษ M7, M9, M5 Land Bridge และร่าง พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC Act) ซึ่งมีวงเงินรวมกันกว่า 5.1 ล้านล้านบาท

 

4. Rising fraud risk

 

ไทยเผชิญวิกฤตอาชญากรรมไซเบอร์ (Cyber Crime) รุนแรงที่สร้างความเสียหายกว่า 100,000 ล้านบาท โดยแก๊งอาชญากรรม มีความยืดหยุ่นสูงและจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในปีหน้า การปรับตัวด้าน Cybersecurities จะเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นภาคธุรกิจสำคัญในปี 2026

 

เปิดสาเหตุ GDP ปีหน้าชะลอตัว

 

ไทยมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจหลายจุด โดยการบริโภคชะลอลง และการลงทุนจะติดลบมากขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย 5 ประการด้วยกัน ดังนี้

 

1. ภาวะเงินฝืดจากสภาพคล่องตึงตัว

 

ไทยเสี่ยงภาวะเงินฝืด หลังเงินเฟ้อติดลบ 8 เดือนติดต่อกัน และมีแนวโน้มติดลบไปถึงกลางปี 2026 ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

 

2. การลงทุนที่ต่ำ จาก Crowding in Effect

 

ไทยมีการลงทุนต่ำ เพราะไม่มีศักยภาพแข่งขันที่เพียงพอในตลาดต่างประเทศ ขณะที่ตลาดในประเทศก็ซึมเซา โดยอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) ของไทยค่อนข้างเหลือ อยู่ที่ 50%-60% ซึ่งดร.ปิยศักดิ์ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามาผลักดันการลงทุนใหม่ให้เกิดขึ้น

 

3.ความเสี่ยงการคลัง วินัยการคลัง VS Growth Engine

 

ไทยรายได้ไม่พอรายจ่ายตลอด และมีการขาดดุลการคลังสูงขึ้นเรื่อยๆ สร้างขีดจำกัดทางการคลัง อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์ชี้ว่า รัฐต้องเลือกลงทุนเพื่อให้เกิดเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่

 

4.การส่งออก Transshipment AI and Quantum

 

สินค้าไทยอาจตอบโจทย์ตลาดโลกบ้างแล้ว ในกลุ่มสินค้าแผงวงจรพิมพ์ (PCB) แต่ยังคงมีความเสี่ยงสินค้าสวมสิทธิ์ในระดับสูง

 

ขณะที่ Quantum กำลังจะกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ ที่ต่อยอดจากเทคโนโลยี AI ซึ่งไทยจำเป็นต้องปรับตัวตามให้ทันก่อนตกขบวนอีกครั้ง

 

5.Demand VS Supply management: Short-term fiscal vs Long term productivity

 

ดร.ปิยศักดิ์ แนะว่า ภาครัฐต้องเลือกบริหารอุปทานในระยะยาว เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน แทนการบริหารอุปสงค์ในระยะสั้น ซึ่งเปรียบดั่ง การตำน้ำพริก ละลายแม่น้ำ

 

‘ปีของทรัมป์’ คำจำกัดความ 2025

 

ดร.ปิยศักดิ์ สรุปปี 2025 ไว้ว่าเป็น ‘ปีของทรัมป์’ เนื่องจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 ได้สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก นับตั้งแต่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

โดยความปั่นป่วนประการแรกเริ่มต้นที่สงครามการค้า จากการประกาศมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับทุกประเทศคู่ค้า ซึ่งเป็นเหตุให้ภาคธุรกิจต่างปรับตัวด้วยการเร่งส่งออก (Front-Loading) ไปยังสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งแรกของปี

 

ประการต่อมา ทรัมป์พยายามแทรกแซงความเป็นอิสระของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ซึ่งทรัมป์กดดันว่าจะไล่ Jerome Powell ลงจากตำแหน่งประธาน Fed มาโดยตลอด เพื่อบีบให้ Fed ลดดอกเบี้ย นอกจากนี้ ทรัมป์ได้ปลด BLS Commissioner อีกด้วย หลังข้อมูลการจ้างงานออกมาไม่ดี

 

สำหรับความปั่นป่วนประการที่สาม คือ สงครามที่ยืดเยื้อทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้น หลังอิสราเอล-ฮามาส สามารถบรรลุข้อตกลง ‘หยุดยิง’ (Ceasefire) ในพื้นที่ฉนวนกาซาได้แล้ว แม้จะยังมีการละเมิดอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ถือว่าสามารถยุติสงครามได้ในระดับหนึ่ง

 

ส่วนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้มีความพยายามเจรจาสันติภาพ ผ่านข้อเสนอ 28 ข้อของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ยังไม่สำเร็จ เช่นเดียวกันกับความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งยังไม่มีทีท่าจะหยุดยิง

 

ด้วยความปั่นป่วนเหล่านี้ ทำให้ ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าเศรษฐกิจโลกปี 2025 จะเติบโตชะลอตัวลงเล็กน้อยเป็น 3.2% ใกล้เคียงกับอัตราขยายตัวที่ 3.3% ในปี 2024

 

ท่ามกลางแนวโน้มของธนาคารกลางทั่วโลกที่มีทิศทางลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ลดดอกเบี้ยเร็วกว่า Fed ที่ระมัดระวังกับภาวะเงินเฟ้อ สวนทางกับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่ขึ้นดอกเบี้ย

 

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ AI มีการเติบโตค่อนข้างดี โดยหุ้น AI คิดเป็น 80% ของผลตอบแทนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2025 แม้รายได้จากการใช้บริการยังไม่เติบโตมากนัก แต่ด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจนเกิดเป็น Circular Financing ได้สร้างความกังวลเรื่องฟองสบู่เกิดขึ้น แต่นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า Valuation ยังไม่สูงเท่ายุค dot-com และบริษัทเทคยังมีกำไรแข็งแรง กระแสเงินสดดี การลงทุน CapEx ด้าน AI ใหญ่มากจนคิดเป็น 1% ของ GDP สหรัฐฯ

The post เปิด 10 คำทำนาย เศรษฐกิจโลก จะเป็นอย่างไรในปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
InnovestX เปิด 7 ความเสี่ยง ‘การเมืองไทย’ ที่จะกระทบเศรษฐกิจไทย ปี 69 พร้อมคาดปีหน้า GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4% https://thestandard.co/innovestx-thai-politics-7-risks/ Tue, 16 Dec 2025 08:22:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1155361 InnovestX เปิด 7 ความเสี่ยง ‘การเมืองไทย’ ที่จะกระทบ **เศรษฐกิจไทย** ปี 69 พร้อมคาดปีหน้า GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4%

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ดร.ปิยศักดิ์ มาน […]

The post InnovestX เปิด 7 ความเสี่ยง ‘การเมืองไทย’ ที่จะกระทบเศรษฐกิจไทย ปี 69 พร้อมคาดปีหน้า GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
InnovestX เปิด 7 ความเสี่ยง ‘การเมืองไทย’ ที่จะกระทบ **เศรษฐกิจไทย** ปี 69 พร้อมคาดปีหน้า GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4%

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research ทีมวิจัยเศรษฐกิจและฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) มาฉายภาพความเสี่ยงและโอกาสที่รออยู่ในปีหน้า ซึ่งบรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งวัฏจักรเศรษฐกิจขาลง และปัจจัยการเมืองทั้งในและต่างประเทศ

 

ดร.ปิยศักดิ์ ให้ความเห็นว่าโมเมนตัมของวัฏจักรเศรษฐกิจโลกเริ่มเป็นขาลงชัดเจน โดยเฉพาะใน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ จีน และไทย สำหรับสหรัฐฯ ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะที่จีน ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและยอดค้าปลีกต่างออกมาน่าผิดหวัง

 

สำหรับประเทศไทย สัญญาณการชะลอตัวมีความชัดเจนมาก โดยโมเมนตัม GDP ลดลงต่อเนื่องและไตรมาส 4 ปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพียง 0% InnovestX ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะเติบโตเพียง 1.4% เท่านั้น โดยไตรมาส 1 ปีหน้าอาจขยายตัวเพียง 0.4% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา เนื่องจากภาคการลงทุนติดลบและการส่งออกยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า

 

ความเสี่ยงนโยบายการเงินโลก และ ‘Fiscal Dominance’ จากสหรัฐฯ

 

ดร.ปิยศักดิ์ วิเคราะห์ว่าแม้นโยบายการเงินโลกจะเป็นขาลง (ดอกเบี้ยลด) แต่ปีหน้าจะเห็นความแตกต่าง (Divergence) มากขึ้น ญี่ปุ่นมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย ยูโรโซนอาจหยุดลดดอกเบี้ย ในขณะที่สหรัฐฯ (Fed) อาจลดดอกเบี้ยได้ไม่เยอะเท่าที่คาด

 

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “ความเป็นอิสระของเฟด” ภายใต้อิทธิพลของ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ หากได้กลับมามีอำนาจ โดยมีการเก็งกันว่าผู้ท้าชิงประธานเฟดคนใหม่อาจเป็นบุคคลที่ทรัมป์สั่งการได้ เช่น Kevin Warsh หรือ Kevin Hassett หากเฟดถูกแทรกแซงให้ลดดอกเบี้ยหรือทำ QE เพื่อสนับสนุนนโยบายการคลัง (Fiscal Dominance) จะทำให้ดอลลาร์เสี่ยงต่อการเสื่อมค่าอย่างรุนแรง (Dollar Debasement) ซึ่งอาจเห็นดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงต่ำกว่า 80 จุด และจะส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงตามไปด้วย

 

การเมืองไทย 7 ความเสี่ยง และกับดักงบประมาณล่าช้า

 

ปัจจัยในประเทศที่ InnovestX ให้ความสำคัญสูงสุดคือ “การเมือง” โดยเฉพาะประเด็นการยุบสภาและการเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบผ่าน 7 ความเสี่ยงหลัก ได้แก่

 

  1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชะงัก เช่น โครงการอย่าง ‘ช้อปดีมีคืน’ หรือมาตรการคนละครึ่งอาจถูกยกเลิกหรือชะลอไป
  2. FDI ชะลอตัว เพราะนักลงทุนต่างชาติรอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่
  3. สถานการณ์ชายแดน โดยหากมีความรุนแรงอาจกระทบต่อการจัดการเลือกตั้ง
  4. งบประมาณปี 2570 ล่าช้า เพราะกระบวนการจัดทำงบประมาณอาจสะดุด หากการจัดตั้งรัฐบาลกินเวลานาน
  5. การเจรจาการค้า ส่งผลให้การเจรจา FTA หรือข้อตกลงต่างๆ ต้องหยุดชะงักเพราะไม่มีสภา
  6. โครงการเมกะโปรเจกต์แช่แข็ง: เช่น รถไฟความเร็วสูง หรือ Land Bridge ต้องรอรัฐบาลใหม่
  7. วินัยการคลัง ซึ่งรัฐบาลใหม่อาจเพิ่มการขาดดุลการคลัง ซึ่งเสี่ยงต่ออันดับความน่าเชื่อถือ

 

ดร.ปิยศักดิ์ ประเมินฉากทัศน์ (Scenario) ว่าหากเป็นรัฐบาลขั้วเดิม การจัดตั้งรัฐบาลจะไม่ล่าช้ามาก แต่หากมีการข้ามขั้ว หรือฝ่ายค้านชนะถล่มทลาย อาจทำให้กระบวนการจัดทำงบประมาณล่าช้าไป 3-6 เดือน ซึ่งจะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.5-0.8%

 

InnovestX เปิด 7 ความเสี่ยง ‘การเมืองไทย’ ที่จะกระทบ **เศรษฐกิจไทย** ปี 69 พร้อมคาดปีหน้า GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4% 1

ภาพ: วิกฤตการเมืองไทย 5 ทางออกที่เป็นไปได้ และ 7 ความเสี่ยงเศรษฐกิจ

 

แนวโน้มค่าเงินบาทและเงินเฟ้อ

 

ในส่วนของค่าเงินบาท InnovestX มองว่ายังมีแนวโน้ม “แข็งค่า” ต่อเนื่อง โดยมีโอกาสเห็นระดับ 31 บาทกว่าๆ สาเหตุหลักมาจากปริมาณเงิน (Money Supply) ของไทยที่เติบโตต่ำมากเมื่อเทียบกับโลก และโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยไตรมาส 2 ปีหน้า บาทอาจอ่อนค่าลงชั่วคราวจากการลดดอกเบี้ยของไทย (คาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีหน้า ช่วงเดือนเมษายนและสิงหาคม) ก่อนจะกลับมาแข็งค่าในช่วงปลายปี

 

ด้านเงินเฟ้อไทย อยู่ในภาวะที่น่ากังวล โดยมีแนวโน้มติดลบไปจนถึงครึ่งปีหน้า จากปัจจัยเชิงโครงสร้าง สังคมสูงวัย และการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากจีน (เงินฝืด)

 

บทสรุปสำหรับนักลงทุน ปีแห่งการ ‘เก็บคอ-งอเข่า’

 

ดร.ปิยศักดิ์ ทิ้งท้ายด้วยคำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุนว่า ปีหน้าเป็นปีที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือใช้กลยุทธ์ “เก็บคอ-งอเข่า” เนื่องจากความเสี่ยงรอบด้านทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามค่าเงิน และความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย การทำธุรกิจและการลงทุนจึงต้องเน้นความปลอดภัยและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

The post InnovestX เปิด 7 ความเสี่ยง ‘การเมืองไทย’ ที่จะกระทบเศรษฐกิจไทย ปี 69 พร้อมคาดปีหน้า GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษี ‘ทรัมป์’ มีความเสี่ยงสูงฉุดเศรษฐกิจไทย อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุหากโดนภาษี 36% ทำ GDP ปีนี้โตติดลบ https://thestandard.co/thailand-us-tariff-risk/ Tue, 08 Jul 2025 00:51:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1093998 thailand-us-tariff-risk

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน ประเทศไทยกำล […]

The post ภาษี ‘ทรัมป์’ มีความเสี่ยงสูงฉุดเศรษฐกิจไทย อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุหากโดนภาษี 36% ทำ GDP ปีนี้โตติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-us-tariff-risk

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านจากนโยบายทางการค้าและเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา

 

ดร. ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัดให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีประกาศตัดสินใจเลื่อนกำหนดขึ้นภาษีจากเดิม 9 กรกฎาคม เป็น 1 สิงหาคม ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีที่ช่วยให้ไทยมีเวลาเตรียมตัวและเจรจามากขึ้น เปรียบเหมือนต่อเวลาหายใจให้ไทยเพิ่มขึ้น ที่มาพร้อมเงื่อนไข ซึ่งสหรัฐฯ อาจแบ่งประเทศคู่ค้าออกเป็น 3 กลุ่ม โดยไทยจัดอยู่ในกลุ่มที่สาม ซึ่งสหรัฐฯ ต้องการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าใหม่ แต่เปิดช่องให้เจรจาต่อรองได้

 

ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถปิดดีลเจรจากับภาษีกับสหรัฐฯ ได้รับการผ่อนผัน มีดังนี้

  • ไทยไม่ใช่คู่ค้าหลัก สหรัฐฯ มีทรัพยากรจำกัดในการเจรจา ทำให้ต้องจัดลำดับความสำคัญ และไทยอยู่ในกลุ่มที่สามารถเลื่อนการเจรจาออกไปก่อนได้
  • บทเรียนเวียดนามโมเดล สหรัฐฯ อาจใช้กรณีของเวียดนามเป็นต้นแบบในการเจรจา ทั้งในเรื่องภาษีสวมสิทธิ์ (Transhipment) ที่ 40% ภาษีโดยรวม 20% และการเรียกร้องให้ลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหลือ 0% ซึ่งประเด็นหลังนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ พิชัย ชุณหวชิร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องนำกลับมาหารือกับภาคเอกชนไทยอย่างรอบคอบ เนื่องจากจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา
  • สถานการณ์การเมืองไทย ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้สหรัฐฯ อาจมองว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในการเจรจาได้อย่างเด็ดขาด

 

การจำกัดส่งออกชิป AI ความเสี่ยงใหม่ต่ออนาคตเทคโนโลยีไทย

 

นอกเหนือจากเรื่องภาษี อีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่มีผลกระทบอย่างมีนัยคือ การจำกัดการส่งออกชิป AI ขั้นสูงจากสหรัฐฯ มายังไทยและมาเลเซีย แม้จะเป็นคนละประเด็นกับการขึ้นภาษี แต่มีความเกี่ยวโยงกับความกังวลด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างลึกซึ้ง

 

ทั้งนี้สหรัฐฯ กังวลว่าไทยและมาเลเซียอาจเป็นช่องทางให้จีนเข้าถึงชิป AI ขั้นสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สหรัฐฯ ต้องการควบคุมไม่ให้หลุดมือไปสู่คู่แข่ง การที่ไทยถูกรวมอยู่ในรายชื่อนี้ แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีความกังวลในประเด็นการสวมสิทธิ์และการเป็นทางผ่านของเทคโนโลยีขั้นสูงนี้

 

โดยมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คือ แม้สัดส่วนการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะคิดเป็นประมาณ 17% ของการส่งออกทั้งหมด และชิปขั้นสูงอาจมีสัดส่วนไม่มากนัก แต่มาตรการควบคุมที่เข้มงวดนี้จะจำกัดโอกาสในการพัฒนาภาคเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากในอนาคตประเทศไทยต้องการนำเข้าชิปขั้นสูงมาเพื่อสร้าง Data Center หรือพัฒนาอุตสาหกรรม IT ขั้นสูงอื่นๆ

 

5 ปัจจัยกำหนดฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอน

 

ดร. ปิยศักดิ์ สรุปว่า เศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมีความท้าทายจาก 5 ปัจจัยหลัก ซึ่งล้วนสร้างความไม่แน่นอนและจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

  1. สงครามการค้าเป็นปัจจัยเสี่ยง ‘สีแดง’ ที่สุด หากไทยโดนภาษี 10% กรณีดีที่สุดแต่โอกาสน้อย GDP อาจบวก 0.3% จากฐาน 1.4% แต่หากโดน 15-20% GDP จะอยู่แค่ 1.1-1.4% และใน กรณีเลวร้ายที่สุด หากภาษีสูงกว่า 21% เช่น 36% GDP อาจลดลงกว่า 2.5% หรือเสี่ยงมีอัตราการเติบโตติดลบ

 

  1. สงครามอิสราเอล-อิหร่าน แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและการค้าโลก

 

  1. การเมืองไทยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยง ‘สีแดง’ ที่สุด เช่นกัน ที่สร้างความไม่แน่นอนให้เศรษฐกิจ หากรัฐบาลอยู่ต่อ GDP อาจไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากมีการยุบสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนการอนุมัติงบประมาณปี 2569 จะกระทบกระบวนการงบประมาณรุนแรง ทำให้ GDP อาจเหลือเพียง 0.9%

 

  1. นโยบายการเงิน การเปลี่ยนแปลงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ และทิศทางนโยบายดอกเบี้ยจะเป็นอย่างไร หากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากขึ้น ธปท. จะพร้อมลดดอกเบี้ยหรือไม่

 

  1. นโยบายการคลัง ประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณ 1.15 แสนล้านบาทของรัฐบาล รวมถึงงบประมาณปี 2569 หากการเมืองไม่นิ่ง อาจส่งผลให้การเบิกจ่ายล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผน และลดทอนผลบวกต่อเศรษฐกิจ

 

ตั้งรับและเฝ้าระวัง คำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน

 

ดร. ปิยศักดิ์ แนะนำว่าสถานการณ์ปัจจุบันจำเป็นต้องใช้แนวทาง “ตั้งรับและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด” (Wait & See) สำหรับภาคธุรกิจ ควรระมัดระวังในการดำเนินงานและจับตาทิศทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นภาษีและข้อจำกัดการส่งออกชิป แม้ผู้ส่งออกบางรายจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงในตอนนี้ แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

 

สำหรับนักลงทุน ควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ของพอร์ตการลงทุน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หากการลงทุนในตลาดต่างประเทศให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ควรพิจารณาจัดสรรเงินลงทุนไปต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่มีความแข็งแกร่งอย่างสหรัฐฯ

 

โดยแรงกดดันรอบด้านที่ไทยกำลังเผชิญ ทั้งจากปัจจัยภายนอกอย่างนโยบายของสหรัฐฯ และปัจจัยภายในอย่างความไม่แน่นอนทางการเมือง กำลังเป็นบททดสอบสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบและวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการนำพาประเทศก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้

The post ภาษี ‘ทรัมป์’ มีความเสี่ยงสูงฉุดเศรษฐกิจไทย อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุหากโดนภาษี 36% ทำ GDP ปีนี้โตติดลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาสัปดาห์นี้ Fed จ่อคง? BOE จ่อลด? แล้วอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะไปทางไหนต่อ? https://thestandard.co/fed-boe-thai-interest-rate/ Tue, 06 May 2025 10:45:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1071737 fed-boe-thai-interest-rate

สัปดาห์นี้เป็นอีกสัปดาห์ที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลกอย่า […]

The post จับตาสัปดาห์นี้ Fed จ่อคง? BOE จ่อลด? แล้วอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะไปทางไหนต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
fed-boe-thai-interest-rate

สัปดาห์นี้เป็นอีกสัปดาห์ที่ธนาคารกลางขนาดใหญ่ของโลกอย่าง ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และอังกฤษ (BOE) จัดการประชุมเพื่อตัดสินอัตราดอกเบี้ยนโยบายในสัปดาห์เดียวกัน โดยนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า Fed จ่อคงอัตราดอกเบี้ย BOE จ่อลดอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ 

 

สำหรับฝั่งประเทศไทย แม้ว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเพิ่งมีมติ 5:2 ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 1.75% ไป แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ก็พาคาดว่า ดอกเบี้ยไทยจะมีแนวโน้มลดลงอีก ไปอยู่ที่ 1.25-1.5% ณ สิ้นปีนี้

 

ตลาดแรงงานสหรัฐฯ แกร่ง หนุน Fed ไม่ลดดอกเบี้ย 

 

ด้าน ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. InnovestX บริษัทการเงินการลงทุนในกลุ่ม SCBX ระบุว่า ตลาดแรงงานสหรัฐแข็งแกร่งทำให้ Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ย 

 

“ตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่งกว่า ที่คาดการณ์ไว้ โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 177,000 ตำแหน่ง สูงกว่าที่คาดไว้ที่138,000 ตำแหน่ง แม้จะชะลอลงจากเดือนมีนาคมที่เพิ่มขึ้น 185,000 ตำแหน่ง อัตราการว่างงานยังคงที่ที่ 4.2% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานจากภาคเอกชน ADP ลดลงอย่างต่อเนื่อง (เมษายนอยู่ที่ 62,000 ตำแหน่ง และเฉลี่ย 3 เดือนอยู่ที่ 98,000 ตำแหน่ง) ทั้งนี้การว่างงานที่ทรงตัว การจ้างงานที่อยู่ในระดับสูง (แม้มีแนวโน้มชะลอลง) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อแม้ยังตาแต่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในอนาคต บ่งชี้สถานการณ์ Mild Stagflation ทำเรายังคงประมาณการว่า Fed จะไม่ลดดอกเบี้ย ในการประชุมวันที่ 6-7 พฤษภาคม”

 

กสิกรไทยคาด คาดเฟดคงดอกเบี้ย เหตุรอดูผลกระทบนโยบายภาษีที่ยังไม่แน่นอน

 

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในการประชุม FOMC วันที่ 6-7 พฤษภาคม ซึ่งเป็นรอบที่ 3 จากทั้งหมด 8 รอบในปีนี้ คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ระดับ 4.25-4.50% เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

  1. รอดูผลกระทบจากมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้า โดยมาตรการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงหลังจากมีการชะลอการปรับขึ้นภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ออกไป 90 วัน ขณะที่การปรับขึ้นภาษีศุลกากรกับสินค้าจีนถึง 145% มีโอกาสปรับลดลงได้บ้างหลังสหรัฐฯ และจีนมีท่าทีพร้อมเจรจา

 

  1. แนวโน้มเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงและมีโอกาสเร่งสูงขึ้นจากภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น แม้เงินเฟ้อเดือนมี.ค. 2568 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานวัดจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับลงมาอยู่ที่ 2.4% และ 2.8% ตามลำดับ ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อพื้นฐานวัดจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่เฟดให้ความสำคัญ ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.3% และ 2.6% ตามลำดับ 

 

  1. ตลาดแรงงานชะลอลง แต่ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการว่างงานเดือนมี.ค. 2568 ปรับสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 4.1% ในเดือนก่อนหน้ามาอยู่ที่ 4.2% ขณะที่ยอดผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ 20-26 เม.ย. 2568 เพิ่มสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือนที่ 241,000 ราย แต่ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่ยังไม่น่ากังวล อย่างไรก็ดี คาดว่าตัวเลขตลาดแรงงานในระยะข้างหน้าคงจะเห็นผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคาดว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญจากผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นของการปรับขึ้นภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal tariffs) หลังการชะลอการปรับขึ้นภาษีฯ สิ้นสุดลง

 

UOB คาดดอกเบี้ย Fed ปลายปีเหลือ 3.75%

 

UOB Group Research คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ไม่เปลี่ยนแปลงที่ระดับ 4.25 – 4.5%ในการประชุมวันที่ 6-7 พฤษภาคมนี้ (ผลการตัดสินใจจะประกาศใน 8 พฤษภาคม เวลา 01.00 น. ตามประเทศไทย) สอดคล้องกับความเห็นส่วนใหญ่ทั่วโลก

 

หลังจากรายงานการประชุม (FOMC Minutes) ประจำเดือนมีนาคม และคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ Fed หลายคนก่อนช่วง Silent Period ยืนยันว่า Fed จะยึดแนวทางการรอและดู (Wait-and-See Approach) เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ ซึ่งอาจเกิดจากนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ 

 

แต่ในอนาคต UOB คงการคาดการณ์ว่า Fed ลดอัตราดอกเบี้ยไว้ 0.25% อีก 3 ครั้ง (ครั้งละไตรมาส) ซึ่งจะทำให้ Fed Funds Target Rate (FFTR) ไปอยู่ที่ 3.75% ภายในสิ้นปีนี้

 

BOE จ่อลดดอกเบี้ยวันพฤหัสบดีนี้

 

ตามผลสำรวจของ Bloomberg (ณ วันที่ 5 พฤษภาคม) นักเศรษฐศาสตร์ 34 คนที่ทำการสำรวจ คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งจะประชุมอัตราดอกเบี้ยในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคมนี้ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยธนาคารอย่างเป็นทางการลง 0.25% ไปสู่ระดับ 4.25% ในการประชุมครั้งนี้ สอดคล้องกับมุมมองของ Lee Sue Ann นักเศรษฐศาสตร์ของ UOB 

 

นอกจากนี้ ในกรณีฐาน Lee Sue Ann มองว่า BOE จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยทุกไตรมาส โดยจะลดอัตราดอกเบี้ยต่ออีก 3 ครั้งในปีนี้

 

จับตาทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ‘ไทย’ ช่วงที่เหลือของปี

 

หลังจากการประชุม กนง. วันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ มีมติไม่เป็น เอกฉันท์ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.75% สำนักเศรษฐกิจต่างๆ ก็ปรับมุมมองดังนี้

 

กสิกรไทยคาด กนง. ลดอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง

 

ดร.ลลิตา เธียรประสิทธิ์ ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดกนง. ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ตามแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง โดยจุดจับตาคงอยู่ที่การประชุมรอบเดือนสิงหาคม หลังจากการชะลอการปรับขึ้นภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ จะสิ้นสุดลงในวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งกนง. คงต้องประเมินความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย จากอัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จะประกาศเรียกเก็บกับสินค้าไทยรวมถึงประเทศคู่ค้าและคู่แข่งอื่นๆ ภายใต้การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยกนง. คงพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีจำกัด 

 

กรุงไทยคาด กนง. อาจลดดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.50% จับตา ‘บาทแข็ง’ อันดับ 3 ในภูมิภาค

 

ขณะที่ กฤษฏิ์ ศรีปราชญ์ นักวิเคราะห์ Krungthai COMPASS คาด กนง. อาจพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมสู่ระดับ 1.50% จากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบรุนแรงจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยมองว่าช่วงเวลาของการตัดสินนโยบายครั้งต่อไป กนง. จะพิจารณาจากพัฒนาการของการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ หลังพ้นกรอบระยะเวลายกเว้นการเก็บภาษี 90 วัน และพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดจาก Policy Space ที่มีจำกัด 

 

“ในระยะข้างหน้าต้องติดตามช่วงเวลาและขนาดของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ของ กนง. ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท หลังแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยไทยมีทิศทางต่ำลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ (Fed) ยังไม่ความไม่แน่นอนจากผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าที่อาจส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง โดยเงินบาทในช่วงนับตั้งแต่การเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2024 มีทิศทางแข็งค่าสูงกว่าประเทศในภูมิภาค โดยเป็นรองเพียงญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์เท่านั้น”

 

ดอกเบี้ยสหรัฐฯ (Fed)

 

SCB EIC มองดอกเบี้ยไทยไปอยู่ที่ 1.25% ณ สิ้นปีนี้

 

SCB EIC มองว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้ง สู่ระดับ 1.25% ภายในสิ้นปี เพื่อรองรับเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอลงตามความไม่แน่นอนที่ปรับสูงขึ้นมา เหตุมอง กนง. สื่อสารชัดว่านโยบายการเงินจำเป็นต้อง ‘ผ่อนคลาย’

 

“ในการสื่อสารครั้งนี้ กนง. มองว่านโยบายการเงินจำเป็นต้องอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย เอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและครัวเรือนต่อสถานการณ์การค้าโลกที่มีความตึงเครียดและผันผวน โดยไม่ได้ให้คำนิยามว่าเป็น Easing cycle แต่อย่างใด เนื่องจาก Shock ที่เข้ามากระทบกับเศรษฐกิจไม่ได้มีลักษณะที่เป็น Shock ครั้งเดียวและรุนแรงดังเช่นในวิกฤติการเงินโลก (Global Financial Crisis) แต่พร้อมที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งแตกต่างจากการสื่อสารในครั้งก่อนๆ ที่พยายามเน้นย้ำว่านโยบายการเงินยังควรมีสถานะเป็นกลาง (Neutral) ต่อเศรษฐกิจ กล่าวคือไม่ได้เร่งหรือฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ” SCB EIC ระบุ

The post จับตาสัปดาห์นี้ Fed จ่อคง? BOE จ่อลด? แล้วอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะไปทางไหนต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ประมาณการเศรษฐกิจโลก-ไทยใหม่ หลังภาษีทรัมป์ชะลอออกไปอีก 90 วัน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-10042025-3/ Thu, 10 Apr 2025 07:49:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1062888

ประมาณการเศรษฐกิจโลกและไทยใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ Recipr […]

The post ชมคลิป: ประมาณการเศรษฐกิจโลก-ไทยใหม่ หลังภาษีทรัมป์ชะลอออกไปอีก 90 วัน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • ประมาณการเศรษฐกิจโลกและไทยใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ Reciprocal Tariff และล่าสุดชะลอการบังคับใช้ไปอีก 90 วัน พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ประมาณการเศรษฐกิจโลก-ไทยใหม่ หลังภาษีทรัมป์ชะลอออกไปอีก 90 วัน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ภาษีทรัมป์ชะลอชั่วคราว จับตาส่งออกไทย หวังรัฐเจรจาจบก่อนเสี่ยงหายนะ | Morning Wealth https://thestandard.co/morning-wealth-10042025-2/ Thu, 10 Apr 2025 05:07:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1062785

จับตา ‘ภาษีทรัมป์’ ล่าสุดชะลอออกไปชั่วคราว ฟากภาคเอกชนห […]

The post ชมคลิป: ภาษีทรัมป์ชะลอชั่วคราว จับตาส่งออกไทย หวังรัฐเจรจาจบก่อนเสี่ยงหายนะ | Morning Wealth appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • จับตา ‘ภาษีทรัมป์’ ล่าสุดชะลอออกไปชั่วคราว ฟากภาคเอกชนหวังทีมรัฐบาลไทย ‘งัดไพ่เจรจาทรัมป์’ เตือนหากเคลียร์ไม่จบ ไตรมาส 2 เสี่ยงหายนะ รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • ประมาณการเศรษฐกิจโลกและไทยใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ Reciprocal Tariff พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ภาษีทรัมป์ชะลอชั่วคราว จับตาส่งออกไทย หวังรัฐเจรจาจบก่อนเสี่ยงหายนะ | Morning Wealth appeared first on THE STANDARD.

]]>
คลื่นทุนจีน-สินค้าจีนทะลัก ถอดบทเรียนอาเซียน ไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างไร? https://thestandard.co/chinese-products-flood-thai-economy-opportunities/ Tue, 18 Mar 2025 09:36:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1053548 กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าจีนและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและมาตรการก […]

The post คลื่นทุนจีน-สินค้าจีนทะลัก ถอดบทเรียนอาเซียน ไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าจีนและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและมาตรการกระตุ้นการส่งออกของรัฐบาลจีน ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์สินค้าจีนล้นตลาด (Overcapacity) และทะลักเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งรวมถึงตลาดในภูมิภาคอาเซียน อันเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

 

การทุ่มตลาดของสินค้าจากจีนที่มีราคาถูกและต้นทุนต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง หลายกรณีต้องปิดตัวไปเพราะสู้ไม่ไหว แน่นอนว่าท้ายที่สุด ปัญหานี้จะส่งผลลุกลามไปถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

ไทยและประเทศอาเซียนรับมือกับปัญหาสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาอย่างไร ท่ามกลางความท้าทายจากการที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ และแรงกระตุ้นจากสงครามการค้าในยุคทรัมป์ 2.0 ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น 

 

นอกเหนือจากการฝ่าคลื่นความท้าทายจากสินค้าจีน คำถามใหญ่คือไทยจะพลิกวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร?

 

สงครามการค้า 1.0 จุดเริ่มต้นสินค้าจีนทะลัก

 

ปัญหาสินค้าจีนทะลัก เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุค ‘ทรัมป์ 1.0’ หรือรัฐบาลสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยสหรัฐฯ เปิดฉากสงครามการค้าในปี 2018 ด้วยการขึ้นกำแพงภาษี ทำให้จีนต้องหาตลาดระบายสินค้าใหม่ และหนึ่งในเป้าหมายคือประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่มอาเซียน

 

ในยุคไบเดน จีนเดินหน้าสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งเงินทุนและสินเชื่อ ส่งผลให้ภาคการผลิตเติบโตอย่างรวดเร็ว สวนทางกับภาคการบริโภคภายในประเทศที่ไม่กระเตื้องขึ้น สินเชื่อจำนวนมากไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมหลัก เช่น เหล็ก, EV, โซลาร์เซลล์, พลังงานสะอาด, และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้จีนสามารถผลิตสินค้าออกมาได้ในปริมาณมาก และนำไปสู่ปัญหาสินค้าล้นตลาดและเกิดการทุ่มตลาดในต่างประเทศ

 

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอาเซียน โดยไทยกระทบหนัก เพราะราคาสินค้าจีนที่ถูกกดลงต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ยาก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเหล็ก, เครื่องใช้ไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์, และเสื้อผ้า ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงผลกระทบจากการเข้ามาของสินค้าจีนจำนวนมหาศาล 

 

กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าสินค้าจีนและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมไทย

 

อ้างอิง: บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX)

 

แรงกระตุ้นของสงครามการค้ายุคทรัมป์ 2.0

 

รศ. ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน อดีตอาจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองมหาวิทยาลัย National Graduate Institute for Policy Studies (GRIPS) อธิบายว่า แรงกระตุ้นของสงครามการค้ายุคทรัมป์ 2.0 นั้นส่งผลกระทบทางอ้อมต่อปัญหาสินค้าจีนทะลัก เนื่องจากผู้ผลิตทางฝั่งจีนนั้น มีกำลังการผลิตที่ล้นเกินมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 

 

โดยก่อนวิกฤตโควิด เศรษฐกิจของจีนค่อนข้างดี มีการพูดถึงการเติบโตระดับ 8-10% เป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ในขณะที่ผู้ผลิตได้วางแผนการผลิตและลงทุนโรงงานไว้แล้ว ทำให้สินค้าคงเหลือเป็นจำนวนมาก และตัวเลขสินค้าคงคลังของจีนล้นทะลักมาตั้งแต่ช่วงโควิดแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

 

ผลที่ตามมาคือ สินค้าเหล่านี้มีโอกาสที่จะต้องหาตลาดใหม่ และแน่นอนว่า เมื่อพิจารณาประเทศใกล้เคียง โดยเฉพาะประเทศที่มีการลงนามในสัญญาการค้าเสรี และประเทศที่มีกฎระเบียบค่อนข้างเบา ซึ่งก็คือประเทศไทย ผลกระทบทางอ้อมจึงมีโอกาสเกิดขึ้นในปีนี้ค่อนข้างสูง

 

จีนพลิกแนวคิด ปัญหาอาจไม่สาหัส

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้ความเห็นในอีกมุมว่า แนวโน้มสงครามการค้ากับจีนที่อาจรุนแรงขึ้นจากท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 อาจไม่ส่งผลให้ปัญหาสินค้าจีนล้นตลาด เพิ่มความน่ากังวลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ถึงหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เกิดขึ้น คือ ‘การเปลี่ยนแปลงในเชิงแนวคิด’ ของผู้นำจีน

 

ที่ผ่านมา จีนมุ่งเน้นการผลิตและส่งออกสินค้าไปนอกประเทศ ไม่เน้นกระตุ้นการบริโภคในประเทศมากนัก 

 

โดยหากมองจากท่าทีของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในอดีต คาดว่าอาจเป็นเพราะความกังวลว่า การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากเกินไป จะกลายเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนขี้เกียจในการแข่งขันทางการค้ากับประเทศอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ปิยศักดิ์ ชี้ว่าหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญคือการที่จีนเริ่ม ‘เปลี่ยนท่าที’ หันมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น

 

โดยเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา จีนได้ประกาศ ‘แผนปฏิบัติการพิเศษเพื่อกระตุ้นการบริโภค’ ซึ่งถือเป็นความพยายามสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศอย่างจริงจัง

 

ก่อนหน้านี้ ในการประชุม 2 สภา นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง ยังได้ส่งมอบรายงานประจำปีเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล ซึ่งระบุว่า การกระตุ้นการบริโภค ถือเป็นภารกิจสำคัญสูงสุดสำหรับปีหน้า

 

หลี่เฉียง ยังกล่าวคำว่า “Prepare for changes unseen in a century.” ซึ่งถือเป็นคำพูดที่มีนัยมาก เพราะหมายความได้ว่า สงครามการค้าของโลกในสมัยทรัมป์ 2 จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบร้อยปี

 

“พูดง่ายๆ คือการที่ทรัมป์ทำสงครามการค้าครั้งนี้ คนที่ได้รับผลกระทบอาจจะกลับกลายเป็นสหรัฐฯ เอง แล้วก็อาจจะทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความเป็นมหาอำนาจโลกที่ครองมายาวนานในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นมหาอำนาจโลก จีนก็ต้องขึ้นมาแทนที่ และสิ่งที่จะต้องเตรียมตัวก็คือ การที่ต้องทำเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น ฐานการบริโภคต้องมีมากขึ้น เพื่อมาทดแทนการส่งออกที่แย่ลง”

 

REUTERS : RC2VADARV4QA

 

สำหรับภาพใหญ่ที่เห็นได้ชัดจากการประชุม 2 สภาของจีนคือ

 

  • ตั้งเป้า GDP ขยายตัว 5% ต่อปี 
  • เพิ่มการขาดดุลการคลังขึ้น 4% สูงสุดในรอบ 3 ทศวรรษ และตั้งเป้าออกพันธบัตรระยะยาว 1.3 ล้านล้านหยวน
  • ลดเป้าหมายเงินเฟ้อเป็น 2% ครั้งแรกใน 2 ทศวรรษ
  • กระตุ้นการบริโภคในประเทศผ่านมาตรการต่างๆ เช่น รถเก่าแลกรถใหม่ การลดหย่อนทางภาษี, สนับสนุนเงินช่วยเหลือในการซื้อสินค้าใหม่, กระตุ้นอุตสาหกรรม AI EV การผลิตเครื่องบิน เรือ และธัญพืช

 

ทั้งหมดเป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความพร้อมของจีนสำหรับการเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่ง โดยหันมาเน้นการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น 

 

ข้อดีแม้ว่าจีนจะยังคงเน้นการส่งออก แต่การปรับเปลี่ยนทิศทางนี้อาจช่วยบรรเทาปัญหาการทุ่มตลาดลงได้บ้าง

 

ผลกระทบ SMEs ในอาเซียน

 

การทะลักเข้ามาของสินค้าจีนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ SMEs ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 

 

ราคาสินค้าจีนที่ต่ำกว่ามาก ซึ่งเป็นผลมาจาก Economy of Scale หรือการผลิตสินค้าในจำนวนมากและต้นทุนต่ำ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ทำให้ SMEs ในอาเซียนไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ส่งผลให้ธุรกิจท้องถิ่นจำนวนมากต้องปิดกิจการลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน เช่น Shein และ Temu ซึ่งนำไปสู่การลดลงของอัตราการจ้างงาน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

 

นอกเหนือจากผลกระทบด้านราคาและการแข่งขันแล้ว สินค้าจีนที่เข้ามาในตลาดอาเซียนยังมีความเสี่ยงด้านคุณภาพ โดยปรากฏรายงานบ่อยครั้ง เกี่ยวกับสินค้าที่มีคุณภาพต่ำหรือไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคในภูมิภาค 

 

ไทยควรรับมืออย่างไร?

 

รายงาน ‘ผลกระทบจาก China Flooding ต่อภาคเศรษฐกิจของไทย’ ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เผยแพร่เมื่อปลายปี 2024 ระบุว่า อุตสาหกรรมหลักของไทยที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน ได้แก่อุตสาหกรรมโลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และสิ่งทอ ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อภาคการผลิตไทย 

 

โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีขนาด 1 ใน 4 ของภาคการผลิต และมีการจ้างงานในระบบประกันสังคมถึง 8 แสนคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของการจ้างงานในภาคการผลิตในระบบประกันสังคม จึงเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และรัฐบาลควรพิจารณาการพัฒนาศักยภาพของประเทศในด้านการแข่งขัน ก่อนที่ผลกระทบจะเริ่มลุกลามกว่าในปัจจุบัน

 

แนวทางรับมือปัญหานี้ ถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและท้าทาย เพราะไทยอาจไม่สามารถใช้มาตรการกีดกันทางภาษีที่รุนแรงได้ เนื่องจากผลกระทบที่ตามมา ทั้งในเรื่องของการทูตและการผิดเงื่อนไขข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งไทยและจีนต่างเข้าร่วม

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมาตรการสกัดสินค้าจีนทะลักที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการอยู่ มี 5 มาตรการหลัก ได้แก่

 

  1. บังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ในการตรวจสอบสินค้านำเข้า ทั้งเรื่องพิกัดสินค้า, ภาษี, มาตรฐานสินค้า (มอก.) และใบอนุญาต (อย.) ตรวจสอบการขายสินค้าออนไลน์ที่ได้มาตรฐาน มีมาตรการเชิงรุกตรวจสอบผู้ประกอบการและป้องกันการทำธุรกิจของนอมินี

 

  1. ปรับปรุงกฎระเบียบ โดยให้แพลตฟอร์มต่างชาติที่ขายสินค้าในไทยต้องจดทะเบียนนิติบุคคลและมีสำนักงานในไทย และเพิ่มสินค้าควบคุมภายใต้มาตรฐานบังคับ (สมอ.)

 

  1. มีมาตรการทางภาษี โดยกำหนดให้ผู้ขายสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศและแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศ จัดอบรมให้ความรู้กับภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ

 

  1. ช่วยเหลือ SMEs ไทย ด้วยการพัฒนาศักยภาพ SMEs ด้านการผลิตและการทำธุรกิจ และส่งเสริมการส่งออกผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

 

  1. สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยส่งเสริมการค้าผ่านอีคอมเมิร์ซกับประเทศคู่ค้า เช่น จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าอีคอมเมิร์ซในภูมิภาค

 

ขณะที่ รศ. ดร.วีระยุทธ ให้ความเห็นว่า “มาตรการป้องกันปัญหาของรัฐบาล ที่เริ่มทำเมื่อปลายปี 2024 ถือว่าช้าไปพอสมควร เพราะเปรียบเทียบแล้วเหมือนกับ น้ำที่ทะลักออกมาจากเขื่อนแตก แต่เราเพิ่งจะหาอุปกรณ์มากั้นไม่ให้น้ำมันไหลแรงโดยไม่ได้สร้างกำแพงหรือทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราวในการป้องกัน”

 

สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ ผู้ประกอบการไทยแทบทุกภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านดิจิทัล หรือแม้แต่ผลิตผลทางการเกษตรต่างก็เจ็บปวดร่วมกัน

 

ในเชิงมาตรการ แม้จะเห็นความพยายามที่เข้มข้นขึ้นจริง แต่เนื่องจากเหมือนเขื่อนแตก น้ำทะลักลงมา มาตรการป้องกันกำลังคนที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนการตรวจตู้คอนเทนเนอร์ก็คงต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วย มิฉะนั้นจะทำได้แค่เพิ่มจำนวนแต่เทียบไม่ได้เลยกับปริมาณสินค้าที่ไหลทะลักเข้ามา 

 

“ต้องบอกว่าต้องเพิ่มทั้งเรื่องกำลังคนและกฎระเบียบด้วย ยกตัวอย่างเช่น มาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม สมอ. มีแค่ 144 มาตรฐาน ซึ่งยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด นี่ไม่นับเรื่องกำลังคนว่าสามารถเข้าไปตรวจในแต่ละตู้คอนเทนเนอร์ที่เข้ามาได้แค่ไหน กี่เปอร์เซ็นต์ของสินค้าที่เข้ามามีมาตรฐานหรือไม่ ดังนั้นต้องบอกว่า ต้องเพิ่มทั้งเรื่องกำลังคนและกฎระเบียบ” 

 

เขายังเสนอว่า ยังมีมาตรการการค้าอื่นๆ ที่รัฐบาลแทบไม่เคยนำมาใช้ ตัวอย่างเช่น กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มีเครื่องมือหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเครื่องมือต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-Dumping) หมายความว่า ถ้ามีการทุ่มตลาดเข้ามา โดยขายราคาต่ำกว่าทุนเพื่อตัดราคาสินค้าในประเทศนั้นๆ กระทรวงพาณิชย์สามารถใช้มาตรการตอบโต้ได้ 

 

หรืออีกอันคือมาตรการ Safe Guard หมายความว่าหากสัดส่วนการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากจนเห็นสัดส่วนการนำเข้าสินค้าบางประเภทเข้ามาตีตลาดมากเป็นพิเศษจนทำลายสินค้าในประเทศ เราก็มีเครื่องมือ คือ Safe Guard หรือชื่อเต็มว่า ‘มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น’ ซึ่งหลายประเทศก็ใช้กัน แต่ไทยยังไม่เคยใช้ 

 

“หมายความว่าเราควรนำทางเลือกเชิงนโยบายทั้งหมดมาพิจารณา แล้วดูว่าจะใช้มาตรการใดกับประเทศใดจึงจะเหมาะสม ซึ่งยังไม่เคยมีการพูดคุยและวางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน”

 

ด้าน ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย มองว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องมีมาตรการในการดูแลปัญหาและลดผลกระทบ เพื่อให้ผู้ผลิตของไทยได้มีเวลาในการปรับตัว 

 

โดยภายใต้ภาวะสงครามการค้ารอบปัจจุบัน ที่มีแนวโน้มว่าแรงกดดันจากการเข้ามาของสินค้าจีนจะเพิ่มขึ้นอีก สิ่งที่ต้องทำในระยะเร่งด่วน คือต้องผลักดันให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม ให้ผู้ผลิตสินค้าจากต่างชาติเข้ามาแข่งขันในกฎกติกาเดียวกันกับผู้ผลิตในประเทศ (Level Playing Field) เช่น เรื่องคุณภาพและมาตรฐานสินค้า การจัดตั้งธุรกิจของต่างชาติ การเสียภาษี VAT และภาษีนิติบุคคล รวมถึงการกำกับดูแลการค้าขายสินค้าทางออนไลน์ให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งในอีกแง่หนึ่งก็จะเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคไปพร้อมกันด้วย 

 

นอกจากนี้ ยังควรเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ผลิตสินค้าของไทย เช่น ขยายตลาดใหม่ๆ ตลอดจนสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มโอกาสที่ไทยจะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของโลกได้ด้วยเช่นกัน 

 

รายงานของ ธปท. ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหา ว่าจำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่เหมาะสมและตรงจุด

 

โดยสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงจากการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในตลาดส่งออกให้กับจีน ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาจจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการหาตลาดใหม่ทดแทน 

 

ในขณะที่สินค้าที่มีความเสี่ยงจากตลาดในประเทศ ได้แก่ เหล็ก ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์ อาจต้องการนโยบายจากภาครัฐในการปกป้องทางการค้าที่ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งจะมีส่วนช่วยปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศที่มีความเสี่ยงได้รับความเสียหายตามความเหมาะสม 

 

นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานหรือคุณภาพสินค้านำเข้า รวมถึงมาตรการยกระดับความสามารถทางการผลิต (Production Capability) ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมกับการลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อการพัฒนาสู่การผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการผลิตไทยในระยะยาว

 

เทียบโมเดลประเทศอาเซียน

 

สำหรับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน มีมาตรการที่แตกต่างกันเพื่อปกป้องผู้ประกอบการและอุตสาหกรรมภายในของตน 

 

โดยอินโดนีเซียได้ใช้มาตรการที่เข้มงวด เช่น

 

  • ห้ามแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำอีคอมเมิร์ซโดยตรง เช่น การสั่งปิด TikTok Shop เพื่อป้องกันสินค้าจีนราคาถูกถล่มตลาด กระทบต่อผู้ค้ารายย่อยในท้องถิ่น
  • เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะสินค้าที่กระทบต่อ SMEs ในประเทศ
  • สนับสนุนสินค้าท้องถิ่นผ่านโครงการ ‘Bangga Buatan Indonesia’ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าในประเทศ

 

ในขณะที่เวียดนามเลือกใช้การออกกฎหมายในการป้องกันสินค้าจากจีนและปกป้องผู้ประกอบธุรกิจของตน ได้แก่

 

  • ออกกฎหมายให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องเสียภาษีเหมือนธุรกิจท้องถิ่น เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษี
  • เพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอาหารที่นำเข้าจากจีน
  • ส่งเสริมให้ธุรกิจในประเทศใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของเวียดนามแทนแพลตฟอร์มจีน

 

ส่วนมาเลเซียให้ความสำคัญกับการควบคุมสินค้าจีนผ่านมาตรฐานและคุณภาพ โดยออกข้อกำหนดมาตรฐานสินค้า เพื่อให้สินค้านำเข้าต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ 

 

นอกจากนี้ยังพยายามผลักดันให้ธุรกิจ SMEs ปรับตัวสู่ดิจิทัล โดยให้เงินสนับสนุนแก่ธุรกิจที่ต้องการขยายสู่ตลาดออนไลน์

 

สำหรับฟิลิปปินส์ใช้กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นกว่า ด้วยการใช้นโยบายภาษีนำเข้าแบบไดนามิก โดยจะปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งช่วยให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว 

 

อย่างไรก็ตาม ปราณีมองว่า การใช้มาตรการรับมือของประเทศต่างๆ แตกต่างกันไปตามบริบทและความเหมาะสมของแต่ละประเทศ 

 

ตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย ที่สามารถกำหนดมาตรการหลายอย่างได้พร้อมกัน อาจเป็นเพราะอำนาจต่อรองที่อินโดนีเซียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน และเป็นแหล่งผลิตแร่นิกเกิลรายสำคัญของโลก 

 

แต่สำหรับไทย แม้จะใช้มาตรการตอบโต้ทางภาษีหรือ Anti-Dumping ภายใต้กรอบของ WTO ได้ แต่ยังดูแลได้เฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีการค้าขายอย่างไม่เป็นธรรม โดยอาจจะยังมีสินค้าอีกหลายกลุ่มที่ต้นทุนการผลิตของจีนต่ำกว่าไทย ซึ่งเมื่อประกอบกับช่องทางการค้าขายกับจีนที่สะดวกขึ้นทั้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการขนส่ง จึงทำให้ผู้ผลิตของไทยไม่ทันได้มีเวลาปรับตัวและได้รับผลกระทบ 

 

หนทางไทย พลิก ‘วิกฤต’ เป็น ‘โอกาส’

 

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นในบทความแสดงความเห็นเรื่อง ‘ตั้งหลักให้ถูกในการรับมือคลื่นสินค้าและทุนจีน’ ที่เผยแพร่ทาง THE STANDARD ระบุว่า ปรากฏการณ์ไหลทะลักของคลื่นสินค้าและทุนจีน ด้านหนึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องตั้งรับให้ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย 

 

เขาชี้ถึง 4 โอกาสสำคัญ ได้แก่ 

 

  1. การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เครื่องจักร และวัตถุดิบ ราคาถูกจากจีน ซึ่งรัฐบาลอาจตั้ง Taskforce ขึ้นมาอีกหนึ่งหน่วยที่จะรับผิดชอบเรื่องการวิเคราะห์ทำ Matching เทคโนโลยี เครื่องจักร และวัตถุดิบ จากจีนที่เหมาะสมเข้ากับภาคธุรกิจไทย

 

  1. การดึงดูดคลื่นการลงทุนจากจีน โดยพยายามดึงดูดทุนจีนที่มีคุณภาพและทุนจีนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์แห่งอนาคต และมุ่งเน้นผลลัพธ์ 2 ประการ คือการถ่ายทอดเทคโนโลยี กับการพยายามส่งเสริมให้ทุนจีนที่มาลงทุนใช้ห่วงโซ่การผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องหรือ Local Content ภายในประเทศไทยให้มากที่สุด 

 

  1. ส่งเสริมทุนไทยร่วมกับทุนจีนรุกตลาดอาเซียนภาคพื้น (ตลาด CLMV) ร่วมกัน โดยอาศัยฐานการผลิตในประเทศไทย ศักยภาพของตลาดผู้บริโภคในภูมิภาคที่ยังเติบโต และจุดแข็งในความเข้าใจกลไกธุรกิจและวัฒนธรรมของอาเซียนภาคพื้นของทุนไทย

 

  1. ใช้แพลตฟอร์มจีนรุกกลับเข้าในตลาดจีน โดยตลาดผู้บริโภคของจีนก็ยังคงเป็นตลาดที่มีขนาดมหึมาและมีพลังการบริโภคมหาศาล ซึ่งการใช้แพลตฟอร์มจีนรุกเข้าไปในตลาดจีนยังจะทำให้ผู้ประกอบการไทยและภาคนโยบายไทยได้เรียนรู้อุปสรรคทางการค้ากับจีน ซึ่งจะช่วยในการสื่อสารและเจรจากับจีน เพื่อผ่อนคลายอุปสรรคทางการค้าเหล่านั้นด้วย

 

ขณะที่ ดร.ปิยศักดิ์ มองว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘หนทาง’ ที่อาจช่วยบรรเทาปัญหาสินค้าจีนล้นตลาด คือการที่จีนเองก็ต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ รวมถึงไทย เพื่อแสดงออกในฐานะตัวแทนประเทศกำลังพัฒนาที่ต่อกรกับการบูลลี่และเอารัดเอาเปรียบของรัฐบาลทรัมป์ 

 

เขาเชื่อว่า การที่จีนต้องการจะเป็นตัวแทนประเทศกำลังพัฒนา จะส่งผลให้ปัญหาการทุ่มตลาดของสินค้าจีนมายังไทยและประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ในระยะต่อไป ลดน้อยลง 

 

“ในเชิงภาพใหญ่ จีนก็อาจจะต้องการมุ่งเน้นการค้าเสรี และการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเป็นตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือสหรัฐฯ ซึ่งในสมัยของทรัมป์ คือกลายเป็นมหาอำนาจที่เอารัดเอาเปรียบประเทศอื่น ด้วยความที่จีนต้องการจะเป็นตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนา การที่จะส่งสินค้ามาทุ่มตลาดในระยะต่อไปน่าจะลดลง” ดร.ปิยศักดิ์ กล่าว

 

หลังจากนี้ ภาพที่น่าจะปรากฏมากกว่า คือการเข้ามาลงทุนของจีนที่มากขึ้น โดยรัฐบาลไทยคงต้องจับตามองสิ่งที่จะตามมา ทั้งในเรื่องของ Supply Chain การจ้างงานคนไทย การใช้วัตถุดิบของไทยในการผลิต ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ 

 

ในขณะที่การกำหนดนโยบายของภาครัฐ อาจจะต้องส่งเสริมการลงทุนและกระตุ้นดีมานด์ในประเทศให้มากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากมีผลต่อความต้องการเข้ามาลงทุน

 

แน่นอนว่าสินค้าจีนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจะส่งผลกระทบต่อ SMEs ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคของจีน รวมถึงการวางตัวเป็น ‘พี่ใหญ่’ ของประเทศกำลังพัฒนา อาจช่วยบรรเทาปัญหาให้ไทยได้ในระยะยาว 

 

อ้างอิง: 

The post คลื่นทุนจีน-สินค้าจีนทะลัก ถอดบทเรียนอาเซียน ไทยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตหุ้นไทยตกต่ำ ขาดความเชื่อมั่น-เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ทางรอดอยู่ตรงไหน https://thestandard.co/thailand-stock-market-crisis/ Wed, 12 Mar 2025 09:29:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1051398

ต้องยอมรับว่าปัญหาการขาดความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นเป็นประเ […]

The post วิกฤตหุ้นไทยตกต่ำ ขาดความเชื่อมั่น-เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ทางรอดอยู่ตรงไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ต้องยอมรับว่าปัญหาการขาดความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องพยายามหาทางออกจากหลายมาตรการ แต่ตลาดหุ้นถือว่ามีความเชื่อมโยงกับภาพเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ดังนั้นจำเป็นต้องดำเนินการคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบขนานใหญ่ด้วย แต่จะต้องทำอย่างไร

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่าตลาดหุ้นเปรียบเทียบเป็นเหมือนเป็น GPS ของเศรษฐกิจ เพราะจะมีการเคลื่อนไหวที่นำหน้าสะท้อนเศรษฐกิจ 6-12 เดือนเสมอ

 

สำหรับสถานการณ์หุ้นไทยที่ปัจจุบันตกต่ำลงค่อนข้างมากสะท้อนถึงปัจจัยความเชื่อมั่นและความกังวลต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงปัจจัยภายนอกที่มีความกังวลจากตลาดหุ้นโลกที่ตกต่ำ

 

การผลิตภาคอุตสาหกรรมตกฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

 

สำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565 พบว่ามีปัญหาของประเด็นสินค้าคลัง โดยมีปัญหาโดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรมในภาวะตกต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจของไทย

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่หลังโควิดระบาดเป็นต้นมาภาคการผลิตยังไม่มีการฟื้นตัวเต็มที่ โดยมีอัตราการผลิตในปี 2567 ที่ติดลบในระดับ 5% โดยมีสัดส่วนสามในสี่ของอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมดยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้เท่ากับช่วงก่อนโควิดแพร่ระบาด

 

ขณะที่การใช้จ่าย ในด้านการบริโภคในช่วงไตรมาส 4/67 ที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงปัจจุบันยังไม่มีการฟื้นตัวขึ้นมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการ Digital Wallet เฟส 1 มาแล้วก็ตาม

 

ด้านการบริโภคของสินค้าทั้งกึ่งคงทนและกลุ่มคงทนยังชะลอตัวหรือเติบโตค่อนข้างต่ำ โดยยอดขายรถยนต์ในปี 2567 ที่ผ่านมายังมีอัตราการเติบโตที่ติดลบ 4.2% ขณะที่ภาคบริการยังมีการเติบโตได้ประมาณ 7% และถือเป็นทิศทางที่มีการเติบโตที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่เคยเติบโตถึงระดับ 30-40%

 

ส่วนภาคการท่องเที่ยวตอนนี้เริ่มมีแนวโน้มลดลงขณะที่ประชาชนก็มีความกังวลต่อผิดในอนาคตทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยและลดลง

 

ขณะที่การลงทุนให้เอกชนยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องสอดคล้องกับภาคการผลิตรวมถึง ภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้เอกชนไม่กล้าที่จะลงทุน

 

สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงโดย MLR หากดูเป็นรายไตรมาสอยู่ที่ระดับประมาณ 7% ซึ่งแม้จะลดลงบ้างหลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ย แต่อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นภาพการลงทุนได้

 

นอกจากนี้ภาพการส่งออกที่มีทิศทางที่ดีในช่วงปลายปี 2567 นั้นมาจากปัจจัยที่มีการเร่งการส่งออกก่อนที่จะมีปัจจัยผลกระทบจากสถานการณ์สงครามทางการค้า (Trade War) ซึ่งขณะนี้ถือว่ามีผลกระทบแรงและเร็วกว่าที่คาด ดังนั้นจึงมีความกังวลว่าส่งออกที่เคยขยายเลขตัวได้ดีระยะต่อไปมีความเสี่ยงที่จะกลับมาติดลบได้อย่างรวดเร็วในอนาคต

 

ความเชื่อมั่นตลาดทุนไทยที่ตกต่ำ ยากที่จะฟื้นกลับมา

 

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ที่ความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ต่ำ แม้ที่ผ่านมาจะมีการดำเนินมาตรการทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดทุน ก็ยังไม่สามารถดึง Tust and Confident ให้กลับมาได้ โดยที่ผ่านมามีมาตรการดังนี้

 

 

โดยหากแต่หากเปรียบเทียบมาตรการ Thai Individual Saving Account หรือ TISA ของไทย กับมาตรการ Nippon Individual Savings Account หรือ NISA ที่ญี่ปุ่นเคยนำมาใช้ก่อนหน้านี้ NISA ของประเทศญี่ปุ่นที่มีรายละเอียดครอบคลุมด้านเศรษฐกิจกับตลาดทุนมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการ TISA ของไทย เพราะมาตรการอื่นๆ ของไทยยังไม่มีความชัดเจนออกมาเป็นรูปธรรมจึงยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นในตลาดกรุงไทยกลับมาได้

 

นอกจากมาตรการ NISA ของญี่ปุ่นจะดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการธนูสามดอก ซึ่งส่งเสริมให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนในตลาดหุ้นโดยสิทธิประโยชน์ภาษีทั้งกำไรจากการลงทุน ปันผล และอื่นๆ

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้จำนวนรายได้ของประเทศญี่ปุ่นมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งเป็นปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอื่นๆ ให้เพิ่มขึ้นตามมาด้วย

 

ขณะที่มาตรการ TISA ของไทยเป็นมาตรการเดียวที่อาจจะออกมาแต่ยังขาดแรงหนุนจากมาตรการทางการเงินทางและการคลัง ที่ยังออกมาไม่มีความต่อเนื่องและยังไม่มากเพียงพอดังนั้นถึงยากที่ได้ดึงดูดรายย่อยให้เข้ามา

 

เปรียบเทียบมาตรการ TISA vs. NISA

 

ข้อเสนอแนะดันเศรษฐกิจไทยกลับมาโต 4-4.5%

 

ดร.ปิยศักดิ์ มีข้อแนะนำว่าประเทศไทยมีปัญหาติดกับอยู่กับปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลางยาวนาน ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าสังคมสูงวัยมีการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพและระบบกฎหมายที่ไม่เอื้ออำนวย

 

ทั้งนี้ เห็นว่าจุดที่สำคัญหากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดจำเป็นจะต้องมี Engine of Growth ใหม่ คล้ายกับ Eastern Seaboard ในปี 2525 หลังจากมีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยส่งผลให้การเติบโตเศรษฐกิจ

 

อีกทั้งมีความจำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนโดยภาครัฐขนาดใหญ่และดึงดูดภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติม โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เสนอให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่า 4 ล้านล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมีรายละเอียดโครงการดังนี้

 

คาดการณ์ผลต่อเศรษฐกิจและงบประมาณ

 

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า หากดำเนินมาตรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวควบคู่กับมาตรการกระตุ้นตลาดทุนต่างๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย รวมถึงการปรับปรุงยกระดับคุณภาพของบรรษัทภิบาลได้จะส่งผลบวกต่อตลาดทุนไทยให้โอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินกรอบค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่เคยวิ่งอยู่ในช่วงระหว่าง 1,200-1,800 จุดได้ อีกทั้งประเมินว่าจะมีผลบวกตามต่อตลาดหุ้นไทยดังนี้

 

The post วิกฤตหุ้นไทยตกต่ำ ขาดความเชื่อมั่น-เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ทางรอดอยู่ตรงไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ทำไมออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดทุนแล้ว แต่หุ้นไทยยังตก | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-11032025-2/ Tue, 11 Mar 2025 06:04:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1050775

วิเคราะห์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดทุนไทย และข้อเส […]

The post ชมคลิป: ทำไมออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดทุนแล้ว แต่หุ้นไทยยังตก | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดทุนไทย และข้อเสนอของ INVX จะผลักดันดัชนีหุ้นไทยให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืนได้อย่างไร พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ทำไมออก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และตลาดทุนแล้ว แต่หุ้นไทยยังตก | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 โตต่ำกว่าคาด และประเมินโครงการ Jump+ ของ ตลท. | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-18022025-2/ Tue, 18 Feb 2025 05:25:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1043199

วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 ขยายตัวต่ำกว่าคาด […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 โตต่ำกว่าคาด และประเมินโครงการ Jump+ ของ ตลท. | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 ขยายตัวต่ำกว่าคาด โดยบริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ คงประมาณการปี 2568 ที่ 2.5%

 

ประเมินโครงการ Jump+ บันไดขั้นแรกสู่การสร้าง Trust and Confidence

 

พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 โตต่ำกว่าคาด และประเมินโครงการ Jump+ ของ ตลท. | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ การลงทุนปี 68 ‘ผันผวนสูง ผลตอบแทนต่ำ’ แนะเก็งกำไรแทนลงทุนยาว หลังราคาไม่ถูกอีกแล้ว https://thestandard.co/innovest-x-2025-investment-outlook/ Fri, 17 Jan 2025 08:10:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1031412 อินโนเวสท์ เอกซ์ นำเสนอมุมมองการลงทุนปี 2568

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ธุรกิจด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบ […]

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ การลงทุนปี 68 ‘ผันผวนสูง ผลตอบแทนต่ำ’ แนะเก็งกำไรแทนลงทุนยาว หลังราคาไม่ถูกอีกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ นำเสนอมุมมองการลงทุนปี 2568

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ธุรกิจด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCBX Group) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกและการลงทุนปี 2568 จะอยู่ในสภาพของ ‘ความผันผวนสูง ผลตอบแทนต่ำ’ กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะคือ การลงทุนแบบเก็งกำไร (Trading)

 

สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในปี 2568 จะอยู่ในสภาพความผันผวนสูง ผลตอบแทนต่ำ จึงประเมินว่ากลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมสำหรับปี 2568 คือ การลงทุนแบบเก็งกำไร ซึ่งต่างจากปี 2567 ที่เคยให้มุมมองว่าเป็นปีแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือ A Year of Value Investing เนื่องจากภาพรวมตลาดหุ้นที่ราคาหุ้นไม่ได้ Undervalue เหมือนกับช่วงต้นปี 2567 อีกแล้ว

 

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกจะถูกขับเคลื่อนด้วยแรงสำคัญ 4T ได้แก่ 

 

  1. Transition – การเปลี่ยนผ่านจากภาวะเงินเฟ้อสูงมาสู่ภาวะ Soft Landing  
  2. Trump – การกลับมาของนโยบาย America First 
  3. Technology – พลังขับเคลื่อนจาก AI และเทคโนโลยีสีเขียว 
  4. Turmoil – ความปั่นป่วนทั่วโลกอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ด้านเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายสำคัญ 4 ประการ (4T) ได้แก่ 

 

  1. Tightened Economy – ภาคการผลิตของไทยกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน 
  2. Time to Cut – นโยบายการเงินตึงตัวเกินไป ธปท. ต้องพิจารณาลดดอกเบี้ยเร็วและต่อเนื่อง 
  3. Tax Reform – ภาครัฐจำเป็นต้องปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ เพื่อลดความเสี่ยงวิกฤตการคลัง 
  4. Temperature Rising – ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง 

 

สำหรับเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะเติบโต 2.7% จากปัจจัยหนุนด้านนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ขณะที่นโยบายการเงินขึ้นอยู่กับการลดดอกเบี้ยของ ธปท. เป็นหลัก โดยหากลดช้าจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ณ เดือนมกราคม 2568 เราคาดการณ์ว่าการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนเติบโต 0.5% และ 2.2% ขณะที่นักท่องเที่ยวคาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านคน ด้านการส่งออกมีแนวโน้มไม่ขยายตัว

 

สุทธิชัย คุ้มวรชัย หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญในปี 2568 ได้แก่ 

 

  1. นโยบายด้านเศรษฐกิจและการเมืองโลกของ โดนัลด์ ทรัมป์ 
  2. ตลาดการเงินโลกจะผันผวนมากขึ้นไปตามกระแสของข้อมูลข่าวสารที่คาดว่าจะมีความถี่เพิ่มขึ้นมาก 
  3. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แม้ว่ายังมีแนวโน้มสดใส แต่ Valuation ของหุ้นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้มีโอกาสเกิดการปรับตัวลดลงได้ หากเกิดเหตุการณ์ที่ผิดคาด 
  4. เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับ 2 ปัญหาใหญ่ คือ ระดับหนี้สูง และผลกระทบจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง 
  5. ผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ คาดว่าจะส่งผลให้เกิดสงครามค่าเงิน (Currency War) ตามมา 

 

 

วิศกรณ์ คีรีวรรณ CFA, ผู้อำนวยการ Investment Strategist ฝ่าย Wealth Products & Strategy บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า การจัดสรรเงินลงทุนปี 2568 ยังคงแนะนำลงทุนในตราสารทุนมากกว่าตราสารหนี้ โดยใช้ทองคำในการกระจายความเสี่ยง 

 

สิ่งที่นักลงทุนควรคำนึงอยู่เสมอในปี 2568 ก็คือการเลือกลงทุน เนื่องจากเป็นปีแห่งการเข้าสู่ภาวะปกติ (Normalization) ดังนั้นการเติบโตของกำไรตลาดดังเช่นในปี 2567 อาจไม่ได้เห็นในปีนี้

 

แนะนำเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงินและหุ้นขนาดกลาง-เล็กสไตล์คุณค่าของสหรัฐฯ เพื่อรอรับจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ที่จะมาถึง พร้อมทั้งเน้นลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตโดดเด่น และได้รับผลกระทบด้านภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าในอดีต อย่างตลาดหุ้นจีนและเวียดนาม ส่วนตราสารหนี้แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้โลกที่มีอายุ (Duration) ไม่เกิน 3-5 ปี เพื่อล็อกผลตอบแทน และกระจายความเสี่ยงในทองคำควบคู่กันไปด้วย

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ ชี้ การลงทุนปี 68 ‘ผันผวนสูง ผลตอบแทนต่ำ’ แนะเก็งกำไรแทนลงทุนยาว หลังราคาไม่ถูกอีกแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เศรษฐกิจไทยภายใต้ทรัมป์ 2.0 สงครามการค้าจะเกิดเร็วขึ้นหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-19112024-3/ Tue, 19 Nov 2024 09:06:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1010430

เศรษฐกิจไทย ภายใต้ ทรัมป์ 2.0 มีประเด็นไหนที่ต้องจับตา […]

The post ชมคลิป: เศรษฐกิจไทยภายใต้ทรัมป์ 2.0 สงครามการค้าจะเกิดเร็วขึ้นหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

เศรษฐกิจไทย ภายใต้ ทรัมป์ 2.0 มีประเด็นไหนที่ต้องจับตา พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เศรษฐกิจไทยภายใต้ทรัมป์ 2.0 สงครามการค้าจะเกิดเร็วขึ้นหรือไม่? | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: โตไม่ทันเพื่อน! GDP ไทย Q3 สูงเกินคาด แต่ยังรั้งท้ายอาเซียน | Morning Wealth 19 พ.ย. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-19112024/ Tue, 19 Nov 2024 02:19:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1010185 GDP

สภาพัฒน์เผย เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/67 ขยายตัว 3% จากไตรมาส […]

The post ชมคลิป: โตไม่ทันเพื่อน! GDP ไทย Q3 สูงเกินคาด แต่ยังรั้งท้ายอาเซียน | Morning Wealth 19 พ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
GDP

สภาพัฒน์เผย เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/67 ขยายตัว 3% จากไตรมาสก่อน แต่ยังเติบโตต่ำสุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 เป็นอย่างไร

 

เศรษฐกิจไทยภายใต้ทรัมป์ 2.0 มีประเด็นไหนที่ต้องจับตา พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: โตไม่ทันเพื่อน! GDP ไทย Q3 สูงเกินคาด แต่ยังรั้งท้ายอาเซียน | Morning Wealth 19 พ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ ชี้ชะตาเศรษฐกิจและการค้าโลก | WEALTH IN DEPTH #124 https://thestandard.co/wealth-in-depth-04112024/ Mon, 04 Nov 2024 11:05:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1004072

ใกล้เข้ามาทุกขณะกับศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะ […]

The post ชมคลิป: ศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ ชี้ชะตาเศรษฐกิจและการค้าโลก | WEALTH IN DEPTH #124 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใกล้เข้ามาทุกขณะกับศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเป็นการชิงชัยระหว่างรองประธานาธิบดี คามาลา แฮร์ริส จากพรรคเดโมแครต กับอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน

 

WEALTH IN DEPTH จะพาเจาะลึกผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังศึกเลือกตั้งนี้จบลง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการค้าโลก ซึ่งจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้ชนะในศึกเลือกตั้งครั้งนี้

 

โดย ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หรือ ดร.ออสติน Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด จะมาวิเคราะห์เชิงลึกให้ฟัง

The post ชมคลิป: ศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ ชี้ชะตาเศรษฐกิจและการค้าโลก | WEALTH IN DEPTH #124 appeared first on THE STANDARD.

]]>
InnovestX คาด พรุ่งนี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อชะลอตัว เศรษฐกิจไทยเปราะบาง แถมสภาพคล่องตึงตัวรุนแรงหนักสุดในรอบ 16 ปี https://thestandard.co/innovestx-expects-to-cut-interest-rates-by-0-25/ Tue, 15 Oct 2024 10:11:33 +0000 https://thestandard.co/?p=996136 InnovestX

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้ […]

The post InnovestX คาด พรุ่งนี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อชะลอตัว เศรษฐกิจไทยเปราะบาง แถมสภาพคล่องตึงตัวรุนแรงหนักสุดในรอบ 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
InnovestX

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า คาดว่าการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันพรุ่งนี้ (16 ตุลาคม) มีโอกาสจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปสู่ระดับ 2.25% เนื่องจากเหตุผล 4 ข้อ ดังนี้

 

  1. ปัจจัยกดดันเงินเฟ้อที่ชะลอลดลงค่อนข้างมาก แม้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้อาจเริ่มเห็นเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นบ้าง หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนกันยายนปีนี้ที่ออกมาล่าสุดต่ำกว่าคาด เดิมคาดไว้ว่าจะอยู่ที่ 0.75% แต่ออกมา 0.61% ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) จากที่เคยเริ่มฟื้นตัวก่อนหน้านี้ เริ่มกลับมามีสัญญาณหดตัวที่รุนแรงอีกครั้ง ซึ่งหากเข้าไปดูในรายละเอียดจะพบว่า ข้อมูลที่หดตัวหลักคือกลุ่มสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ได้แก่ น้ำมันดีเซล, น้ำตาลทราย และเหล็ก ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบจากจีนที่มีสถานการณ์การผลิตสินค้าที่โอเวอร์ซัพพลาย และมีการดัมป์ราคาสินค้าส่งออกเข้ามาขายในไทย

 

ทั้งนี้ จากการศึกษาข้อมูล ทุกครั้งที่ตัวเลข PPI หดตัวจะมีผลกระทบต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรือตัวเลขเงินเฟ้อ มีโอกาสหดตัวในระยะต่อไป ถือเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงรอบใหม่

 

นอกจากนี้ เริ่มเห็น CPI มีตัวเลขที่ค่อนข้างนิ่งในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น มีโอกาสที่เงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปีนี้จะต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ที่ระดับ 0.6% และเงินเฟ้อในปี 2568 มีโอกาสที่จะต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ที่ระดับ 1.4%

 

  1. ภาพเศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางและมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดย GDP ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาขยายตัวลดลงสู่ระดับ 2.5% และหากดูข้อมูลรายละเอียดจะพบว่าการท่องเที่ยวเริ่มชะลอตัวลง ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหลัก ทั้งชาวจีนและมาเลเซีย รวมถึงเป็นช่วงโลว์ซีซัน อีกทั้งมีการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่ติดลบมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

 

รวมถึงยังมีผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงมีแนวโน้มลดลง แม้จะมีปัจจัยจากการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท อีกทั้งยังมองว่ามีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปที่เพิ่มมากขึ้น

 

อีกทั้งข้อมูลตัวเลขภาคการผลิตในเดือนสิงหาคมที่กลับมาติดลบ 1.9% หลังจากเริ่มมีสินค้าคงคลังปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการผลิตสินค้า รวมถึงการลงทุนของภาคเอกชนในเดือนสิงหาคมปีนี้ที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขข้อมูลการบริโภคสินค้าคงทนหรือบริการในเดือนสิงหาคมกลับมาหดตัวอีกครั้งตามภาวะทางการเงินที่ตึงตัว

 

จึงกังวลว่าการขยายตัวของ GDP ไทยมีความเสี่ยงที่จะชะลอลง อีกทั้งยังมีความกังวลจากปัจจัยสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจกดดันให้แนวโน้มเศรษฐกิจมีทิศทางที่แย่ลงจากเดิม ซึ่งคาดว่าจะมีผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.2% ซึ่งเม็ดเงินจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะมาช่วยชดเชยผลกระทบได้ใกล้เคียงกับผลกระทบที่มาจากน้ำท่วมที่มีต่อ GDP ดังนั้น ปัจจัยของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตอาจไม่มีผลต่อการกระตุ้น GDP ให้เพิ่มขึ้น

 

ดร.ปิยศักดิ์ กล่าวต่อว่า ยังมีความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลง จากข้อมูลดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่เริ่มมีทิศทางชะลอตัวลง โดยจากการศึกษาพบว่า PMI ของโลก โดยเฉพาะของภาคการผลิต เป็นข้อมูลที่ชี้นำข้อมูลการส่งออกของประเทศไทยประมาณ 6 เดือน โดยตัวเลข PMI ล่าสุดของโลกอยู่ที่ระดับ 48.8 และเริ่มมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น จึงมีความเสี่ยงที่จะเห็นตัวเลขการส่งออกของไทยชะลอตัวลงชัดเจนขึ้นในระยะถัดไป

 

  1. สภาวะทางการเงินที่มีความตึงตัวค่อนข้างมาก โดยสภาพคล่องทางการเงินของไทยตึงตัวรุนแรงที่สุดในรอบ 16 ปี สาเหตุหลักมาจากค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับทุกสกุลเงินในต่างประเทศ รวมถึงภาพรวมการปล่อยสินเชื่อที่ชะลอตัวลง อีกทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี

 

  1. ภาวะปัจจุบันเข้าเงื่อนไขลดดอกเบี้ยได้ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มทยอยลดดอกเบี้ย

 

“หาก กนง. ไม่ลดดอกเบี้ยในรอบการประชุมในวันพรุ่งนี้ มีโอกาสที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนธันวาคมปีนี้ หลังจากเริ่มเห็นทิศทางเงินบาทเริ่มอ่อนค่า รวมถึงรอดูผลลัพธ์จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงติดตามผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีทิศทางเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง” ดร.ปิยศักดิ์ กล่าว 

 

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่ กนง. ต้องการแสดงความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ซึ่งขณะนี้มีประเด็นในการสรรหาประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ธปท.

The post InnovestX คาด พรุ่งนี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% หลังเงินเฟ้อชะลอตัว เศรษฐกิจไทยเปราะบาง แถมสภาพคล่องตึงตัวรุนแรงหนักสุดในรอบ 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>