ปารมี ไวจงเจริญ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ปารมี-ไวจงเจริญ/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 08 May 2026 07:31:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รมช. ศึกษาธิการเร่งลงพื้นที่อาคารเรียนทรุดโคราช ด้าน สส. พรรคประชาชนชื่นชม ตอบโต้ปัญหาฉับไว https://thestandard.co/education-official-inspects-school-building-collapse-korat/ Fri, 08 May 2026 07:31:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1205125 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจสอบอาคารเรียนที่ทรุดตัว

วันนี้ (8 พฤษภาคม) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่ […]

The post รมช. ศึกษาธิการเร่งลงพื้นที่อาคารเรียนทรุดโคราช ด้าน สส. พรรคประชาชนชื่นชม ตอบโต้ปัญหาฉับไว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจสอบอาคารเรียนที่ทรุดตัว

วันนี้ (8 พฤษภาคม) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยคณะทำงาน เช่น ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์, ภาควัต ศรีสุรพล, ปารมี ไวจงเจริญ, รวีภัทร์ จิรศักดิ์วัฒนา และ สส. นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ทั้ง นรเสฏฐ์ ศิริโรจนกุล, อาทิตย์ หวังศุภกิจโกศล และ ปิยะนุช ยินดีสุข พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาอาคารโรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ที่ทรุดตัวและแตกร้าว

 

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีที่ ฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส. นครราชสีมา พรรคประชาชน ได้นำข้อปัญหาดังกล่าวมาปรึกษาหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

 

อัครนันท์กล่าวว่า เรื่องนี้ถูกหยิบยกมาพูดในสภาหลายครั้ง เมื่อตนเองได้เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ลงพื้นที่มาตรวจราชการในสถานที่จริง เพราะถือเป็นปัญหาเร่งด่วน พร้อมฝากถึงชาวนครราชสีมาว่า จะพยายามทำให้เต็มที่ และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการทำงานร่วมกันว่าจะหางบประมาณจากส่วนไหนมาจัดสรรให้โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

 

“ปัญหาถูกปล่อยไว้หลายปี ผมมาแล้วจะพยายามทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ทางกระทรวงศึกษาธิการในยุคท่านรัฐมนตรี ประเสริฐ จันทรรวงทอง และผม พยายามปรับวิธีการและธรรมเนียมใหม่ๆ จะเห็นว่าผมยกเลิกการพับผ้าจีบ การตั้งแถว ทุกอย่างต้องเรียบง่ายที่สุด และมาแก้ปัญหาโดยไม่มีวิธีการ เพื่อทำให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงความหวัง” อัครนันท์กล่าว

 

ด้าน ฉัตร สุภัทรวณิชย์ สส. นครราชสีมา พรรคประชาชน กล่าวว่าในนามของ สส. นครราชสีมา เขต 1 อยากอยากขอบคุณรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงาน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่พื้นที่จริงเพื่อดูปัญหานี้ วันนี้ได้เห็นผู้บริหารรุ่นใหม่ เช่นอัครนันท์ที่ได้ฟังการปรึกษาหารือในสภา และนำปัญหามาเป็นเป้าหมาย มาใส่ใจใส่รายละเอียด เพื่อบูรณาการนำสู่การแก้ปัญหาและปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว

 

ฉัตรมองว่า การบริหารงานของอัครนันท์นั้นยึดเป้าหมายเป็นหลัก ยายามบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยว ระดมแก้ไขปัญหา เพื่อให้บุตรหลานมีอาคารเรียน มีสาธารณูปโภคที่ จึงอยากขอบคุณรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่และขอส่งกำลังใจจากคนโคราช เพราะเชื่อว่ารัฐมนตรีจะลงทุกพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ อยากให้มีพละกำลังในการทำงาน และประสบความสำเร็จในการประสานงานกับทุกฝ่าย

 

“เชื่อว่าหากผู้นำกระทรวงมีนโยบายที่เข้าใจแบบนี้ ต่อไปจากแดนสนธยา กระทรวงศึกษาธิการจะเป็นกระทรวงที่เข้าถึงง่าย เข้าใจ และสามารถโต้ตอบปัญหาได้อย่างรวดฉับไว” ฉัตรกล่าว

 

สำหรับกำหนดการหลังจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมคณะ จะลงพื้นที่สำรวจอาคารเรียนที่ได้รับความเสียหาย ที่โรงเรียนบ้านนาค้อ อำเภอปากชม จังหวัดเลย และ โรงเรียนบ้านไร่สุขสันต์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้

The post รมช. ศึกษาธิการเร่งลงพื้นที่อาคารเรียนทรุดโคราช ด้าน สส. พรรคประชาชนชื่นชม ตอบโต้ปัญหาฉับไว appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.อัครนันท์ บุก กทม. ศึกษาโมเดล ‘Traffy Fondue’ เตรียมบูรณาการร่วมกันกับแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษา https://thestandard.co/education-ministry-traffy-fondue-platform/ Thu, 23 Apr 2026 08:53:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1200526 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง

วันนี้ (23 เมษายน) เวลา 10.00 น. อัครนันท์ กัณณ์กิตตินั […]

The post รมช.อัครนันท์ บุก กทม. ศึกษาโมเดล ‘Traffy Fondue’ เตรียมบูรณาการร่วมกันกับแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง

วันนี้ (23 เมษายน) เวลา 10.00 น. อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมด้วย ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ภาควัต ศรีสุรพล คณะทำงาน รมช. และวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร เข้าพบปะพูดคุยรับฟังการบรรยายเรื่องการดำเนินการ (Traffy Fondue ทราฟฟี่ฟองดูว์) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองในเขตกรุงเทพมหานคร ผ่าน LINE Chatbot เพื่อที่กระทรวงศึกษาธิการจะได้นำรูปแบบ Traffy Fondue มาบูรณาการให้เป็นช่องทางในการส่งเรื่องแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง

 

รมช.ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังเตรียมจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิ และเสรีภาพ” เพื่อดูแลนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาโดยเฉพาะ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าเมื่อเกิดปัญหาหรือมีการถูกละเมิดสิทธิ กระบวนการแก้ไขของระบบราชการมักมีความล่าช้าและมีหลายขั้นตอน ทั้งนี้ตนได้รับมอบหมายให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยตรง จึงเล็งเห็นระบบ Traffy Fondue ของ กทม. ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้รวดเร็วและตรงจุด วันนี้ผมในฐานะ ‘หน่วยหน้า’ จึงตั้งใจมาศึกษาดูงานและลงลึกถึงระบบปฏิบัติการจริง โดยต้องขอขอบคุณทาง กทม. เป็นอย่างยิ่งที่เปิดโอกาสให้เราเข้ามาศึกษา และหวังให้ กทม. ช่วยเป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้กับกระทรวงศึกษาธิการ

 

“ปัจจุบันเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด การมีแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาที่ใช้งานง่าย เข้าถึงได้ทันทีผ่านแอปพลิเคชัน LINE จะช่วยให้น้องๆ นักเรียน หรือคุณครู สามารถรายงานปัญหาต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานชำรุด อาคารเรียนไม่ปลอดภัย หรือเหตุร้องทุกข์อื่นๆ ส่งตรงถึงผู้บริหารและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้แบบเรียลไทม์ (Real-time) ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนระบบราชการ ลดขั้นตอนแบบเดิมๆ ของระบบราชการ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาถึงมือรัฐมนตรีโดยตรง รวดเร็ว โปร่งใส และตรงจุด” รมช.ศธ. กล่าว

 

รมช.ศธ. กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความตั้งใจจริงที่จะพลิกโฉมการทำงานเรื่องความปลอดภัยและสิทธิของบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้จะช่วยลดอุปสรรคเดิมๆ ได้อย่างมหาศาล ซึ่งในระยะต่อไป ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะได้เข้ามาร่วมหารือและขับเคลื่อนความร่วมมืออย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ อย่างเป็นรูปธรรมให้กับผู้เรียนและครูทั่วประเทศ

 

นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 1นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 2นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 3นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 4นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 5นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 6นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ (เสื้อเชิ้ตขาว เนคไทฟ้า) พร้อมคณะทำงาน ระหว่างการศึกษาโมเดล Traffy Fondue ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง 7

The post รมช.อัครนันท์ บุก กทม. ศึกษาโมเดล ‘Traffy Fondue’ เตรียมบูรณาการร่วมกันกับแพลตฟอร์มแจ้งปัญหาความปลอดภัยและสวัสดิภาพในสถานศึกษา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมช.ศธ. ดึง ‘ครูจวง’ นั่งที่ปรึกษาฯ ชูวิสัยทัศน์ก้าวข้ามขั้วการเมือง มุ่งดึงคนเก่งร่วมพัฒนาการศึกษาชาติ https://thestandard.co/moe-advisor-cross-politics/ Sat, 11 Apr 2026 03:30:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1196966 อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. และ ปารมี ไวจงเจริญ (ครูจวง)

วันนี้ (11 เมษายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่ […]

The post รมช.ศธ. ดึง ‘ครูจวง’ นั่งที่ปรึกษาฯ ชูวิสัยทัศน์ก้าวข้ามขั้วการเมือง มุ่งดึงคนเก่งร่วมพัฒนาการศึกษาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. และ ปารมี ไวจงเจริญ (ครูจวง)

วันนี้ (11 เมษายน) อัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีการเชิญ ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน เข้าร่วมงานในกระทรวงศึกษาธิการ

 

โดยระบุว่า ตนและปารมีมีความสนิทสนมและรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมานานกว่า 10 ปี ซึ่งการทาบทามครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากทราบว่าปารมีไม่ได้ดำรงตำแหน่ง สส. ในสมัยปัจจุบัน และเตรียมตัวจะกลับไปประกอบวิชาชีพครูตามเดิม

 

อัครนันท์ เน้นย้ำว่า การเชิญปารมีมาร่วมงานมีเป้าหมายหลักเพื่อการพัฒนาด้านการศึกษาของชาติเป็นสำคัญ เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและมีวิสัยทัศน์ตรงสายงานเข้ามาช่วยขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งปารมีถือเป็นบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญและให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการศึกษามาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน อีกทั้งยังมีผลงานการนำเสนอและแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม จึงมั่นใจว่าจะได้บุคลากรที่ปฏิบัติงานได้ตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

สำหรับการวางตัวในตำแหน่งการทำงานนั้น รมช.ศธ. เปิดเผยว่า ได้กำหนดให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมยืนยันว่าการทาบทามครั้งนี้เป็นไปเพื่อการทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง โดยไม่ได้มีเงื่อนไขผูกมัดทางการเมือง หรือการชักชวนให้ย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด

 

นอกจากนี้ อัครนันท์ ยังได้แสดงจุดยืนในการเปิดกว้างรับบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถจากทุกภาคส่วนในอนาคต โดยไม่นำเงื่อนไขหรืออุดมการณ์ทางการเมืองมาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ โดยระบุว่า หากประเทศชาติติดอยู่กับข้อจำกัดเรื่องการสังกัดพรรคการเมือง การพัฒนาประเทศก็จะไม่สามารถก้าวหน้าได้ การมองข้ามเรื่องพรรคสังกัดจะทำให้ภาครัฐสามารถดึงคนเก่งๆ ที่แม้อาจจะไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน มาร่วมกันทำงานเพื่อชาติได้

 

ในตอนท้าย อัครนันท์ ยังได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อสมาชิกพรรคประชาชนอีกหลายท่าน โดยเปิดเผยว่าในวันนี้มีกำหนดการร่วมรับประทานอาหารกับ กรุณพล เทียนสุวรรณ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน พร้อมทิ้งท้ายถึงแนวคิดการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยว่า หากวันนี้เรามองแต่ว่าผู้ที่มีแนวคิดไม่เหมือนกันจะคบกันไม่ได้ เราก็คงไม่สามารถคบใครได้อีกเลย

The post รมช.ศธ. ดึง ‘ครูจวง’ นั่งที่ปรึกษาฯ ชูวิสัยทัศน์ก้าวข้ามขั้วการเมือง มุ่งดึงคนเก่งร่วมพัฒนาการศึกษาชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ตอบ ‘พริษฐ์-ปารมี’ คาดเคลียร์ปัญหา กยศ. เสร็จ ก.ค. นี้ ยืนยัน กยศ. ไม่ได้ถังแตก แต่องค์กรต้องปรับตัวกับกฎหมายใหม่ https://thestandard.co/budget-debate-day3/ Fri, 30 May 2025 10:21:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1080433 budget-debate-day3

วันนี้ (30 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสาม […]

The post จุลพันธ์ตอบ ‘พริษฐ์-ปารมี’ คาดเคลียร์ปัญหา กยศ. เสร็จ ก.ค. นี้ ยืนยัน กยศ. ไม่ได้ถังแตก แต่องค์กรต้องปรับตัวกับกฎหมายใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
budget-debate-day3

วันนี้ (30 พฤษภาคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ ที่มีภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นวันที่ 3

 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ลุกตอบข้อซักถาม พริษฐ์ วัชรสินธุ และปารมี ไวจงเจริญ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เกี่ยวกับเรื่องกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในเรื่องของการหักเงิน 3,000 บาท ว่า ทางกยศ.ได้มีการชะลอการแจ้งหักเงินเดือนของผู้กู้ยืมเดือนละ 3,000 บาท ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นไป และขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์เร่งรัดให้ผู้กู้ยืมเข้ามาดำเนินการในเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่

 

กลุ่มที่โดนหัก 3,000 บาท มีผู้ที่เข้าข่ายอยู่ราว 510,000 คน สามารถเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกองทุน หรือเข้ามาดำเนินการได้ที่สำนักงานกองทุน มีคนที่ดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว 240,000 ราย ปิดบัญชีไปแล้ว 3,300 รายเศษ และมีมาชำระปรับยอดค้างให้เป็นปกติ ราว 39,200 กว่าราย มีผู้กู้ยืมที่ได้รับประโยชน์ไปแล้ว รวมทั้งสิ้น 286,671 ราย มีคนที่ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ราว 224,000 ราย ที่จะต้องให้เข้ามาดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตาม มาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. กยศ. ปี 60 ที่มีการแก้ไข

 

ส่วนที่มีการอภิปรายถึงว่า กยศ. อยู่ในสถานการณ์ค่อนข้างวิกฤต ที่ใช้คำว่าถังแตกนั้น จุลพันธ์ชี้แจงว่า ยัง และยังให้ความมั่นใจว่าผู้ที่มีสิทธิในการเข้าสู่การกู้ยืมในปีที่ผ่านมายังจะได้รับสิทธิ์ทั้งหมด เพราะทุกคนสามารถเข้ามากู้ยืมได้ ไม่ได้มีสะดุดติดขัดใดๆ

 

จุลพันธ์กล่าวอีกว่า เมื่อปลายสมัยของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา มีการปรับแก้ไขกฎหมายพ.ร.บ. กยศ. ในเรื่องของกฎเกณฑ์เบี้ยปรับ ต่อมารัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน นำเรื่องการแก้ไขกฎหมาย กยศ. เข้าไปที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินเพื่อปรับให้คำนวณย้อนหลังไปตั้งแต่วันแรก เมื่อปรับวิธีการคิด สำหรับ กยศ. เองก็มีงานใหญ่ต้องมาคำนวณใหม่ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคม และในปีงบประมาณนี้ กยศ. มีภาระ ในเรื่องของกรอบการกู้ยืมเงินราว 41,000 ล้านบาท แบ่งเป็น กยศ. ขอรับจัดสรร 21,900 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 19,000 ล้านบาท กยศ. สามารถบริหารจัดการได้เอง สำนักงบประมาณจึงได้ปรับลดเหลือ 5,100 ล้านบาท

 

จุลพันธ์กล่าวว่า ในกระบวนการขั้นตอนงบประมาณ คนที่ปรับลดในเบื้องต้นคือสำนักงบประมาณ ซึ่งมีการไปคุยกับหน่วยงานแล้วว่าหากลดงบประมาณจะสามารถดำเนินการภารกิจให้กู้ยืมรวมทั้งหมด 41,000 ล้านบาทได้หรือไม่ ขณะเดียวกันตนเองได้ย้ำอยู่เสมอว่ามีกลไกอื่นๆ ในการที่จะเพิ่มเม็ดเงินเข้าไปในหน่วยงาน เช่น เรื่องของการแปรญัตติ หรือเติมงบกลางไปเพื่อประคับประคองสถานการณ์ ซึ่งรัฐบาลก็มีข้อจำกัด มีภารกิจในการช่วยเหลือประชาชน จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะถมเม็ดเงินทั้งหมดมากองไว้ในจุดเดียว แต่ยืนยันว่าคนที่จะเข้ามากู้ยืมใหม่จะต้องได้รับโอกาสในการศึกษาครบทุกราย

 

จุลพันธ์ชี้ให้เห็นด้วยว่า ถ้ามีหนี้อยู่ 10 สถาบันการเงิน รวมกับ กยศ. ตัวเลือกสุดท้ายที่จะจ่ายคือ กยศ. เพราะเบี้ยปรับถูก ดอกเบี้ยต่ำ จึงได้ให้โจทย์กับทาง กยศ. ไปว่า คงไม่เลือกทางง่ายก็คือเติมเงินทั้งหมดไปให้ แต่ กยศ. ต้องปรับตัวด้วย ผู้กู้ยืมบางคนโตทำงานไปแล้วก็ยังเป็นภาระกันอยู่ บางคนก็โดนฟ้องร้องคนที่ไปค้ำประกันอีก กยศ. ต้องปรับกลวิธีเพื่อส่งต่อเม็ดเงินไปยังรุ่นถัดๆ ไป หากมีส่วนที่ขาดเกินอย่างไร ทางรัฐบาลยินดีเติมเม็ดเงินเข้าไปให้กองทุนสามารถให้บริการกับผู้กู้ได้อย่างครบถ้วน

 

สุดท้ายในเรื่องของข้อเสนอแนะกองทุนควรจะต้องมีการขับเคลื่อนเม็ดเงินเพื่อที่จะกำกับให้กับตัวการศึกษาในบางภาคที่มีความจำเป็นกับการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, AI, EV, เกษตรสมัยใหม่ รวมถึงแพทย์สาขาเฉพาะทาง ทั้งนี้จะนำข้อเสนอของสมาชิกไปพูดคุย เพื่อวางกรอบนโยบายในเรื่องของความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนต่อไป เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพิ่มศักยภาพให้กับประชาชนคนไทยต่อไป

 

ส่วนที่เพิ่งกระทรวงการคลังเพิ่งมีคำสั่งชะลอ กยศ. หักเงินเดือนผู้กู้ยืม 3,000 บาท นั้น เนื่องจากต้องใช้เวลา และต้องดูว่าอำนาจของผู้สั่งการอยู่ในกรอบของกฎหมายหรือไม่ จึงทำให้ช้าไป 1-2 เดือน ต้องขออภัย

 

ขณะที่พริษฐ์ลุกขึ้นชี้แจงกรณีที่จุลพันธ์ระบุว่า งบอุดหนุนถูกปรับลดจาก 21,900 ล้านบาท เหลือ 5,100 ล้านบาท ว่า จากการสอบถาม กยศ. กรณีนี้จะไม่กระทบต่อเมื่อไม่มีผู้กู้รายใหม่เลย และผู้กู้รายเดิมอาจจะมีประมาณ 20% ที่ไม่ได้รับเงินในปีการศึกษาถัดไป

 

ด้านจุลพันธ์ได้ลุกขึ้นชี้แจงยืนยันว่า กยศ. มีหนี้คงค้างจำนวนมาก หากอาศัยหลักการพี่ส่งต่อให้น้อง มาชำระให้ครบถ้วน กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียน ซึ่งโดยหลักแล้วจะต้องสามารถอยู่และจัดการได้โดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณ กยศ. จึงต้องปรับตัวเองเพื่อลดภาระในการเติมงบประมาณ

The post จุลพันธ์ตอบ ‘พริษฐ์-ปารมี’ คาดเคลียร์ปัญหา กยศ. เสร็จ ก.ค. นี้ ยืนยัน กยศ. ไม่ได้ถังแตก แต่องค์กรต้องปรับตัวกับกฎหมายใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. พรรคประชาชน ขอเหตุผล กยศ. หักเงินเพิ่ม 3,000 บาท ชี้แก้ปัญหาให้ลูกหนี้กลับตาลปัตร ซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม https://thestandard.co/student-loan-3000-baht-deduction/ Fri, 02 May 2025 10:53:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1070686 student-loan-3000-baht-deduction

วันนี้ (2 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย […]

The post สส. พรรคประชาชน ขอเหตุผล กยศ. หักเงินเพิ่ม 3,000 บาท ชี้แก้ปัญหาให้ลูกหนี้กลับตาลปัตร ซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
student-loan-3000-baht-deduction

วันนี้ (2 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา สส.พรรคประชาชน นำโดย สุรพันธ์ ไวยากรณ์ สส. นนทบุรี, ปารมี ไวจงเจริญ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ สหัสวัต คุ้มคง สส. ชลบุรี ร่วมแถลงข่าวถึงกรณีที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) หักเงินเพื่อชำระเงินกู้ยืมคืนจากผู้ค้างชำระหนี้ โดยหักเพิ่มรายละ 3,000 บาท มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นไป

 

สุรพันธ์กล่าวว่า ในส่วนนี้ สส.พรรคประชาชน ได้นำมาเรื่องเข้าคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ สภาผู้แทนราษฎร อย่างเร่งด่วน เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา กรรมาธิการจึงมีมติทำหนังสือสอบถามไปยัง กยศ. เรื่องรายละเอียดการหักเงินดังกล่าว ต่อมา  กยศ. ได้ทำหนังสือแจ้งกลับว่าเป็นไปตามอำนาจของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2566 และประกาศคณะกรรมการกองทุน 2567 พบว่าหนังสือดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน จึงยังมีข้อสงสัยในหลายประเด็น เช่น

 

  1. กรณีที่นายจ้างต้องหักเงินเพิ่ม 3,000 บาท นอกเหนือจากยอดหักเดิม ตรงนี้มองว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับผู้กู้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และ กยศ. ยังไม่มีแนวทางผ่อนปรนที่ชัดเจน เห็นเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งการลงทะเบียนออนไลน์ และที่ตั้งของ กยศ. ในกรุงเทพฯ

 

  1. พบว่าเดือนเมษายน 2568 มีลูกหนี้ทำการปรับโครงสร้างหนี้ถึง 1.74 แสนราย ในเดือนเดียว จึงทำให้ยอดผู้ปรับโครงสร้างสะสมเพิ่มขึ้นเป็นถึง 400,000 ราย เฉพาะเดือนเดียวเพิ่มขึ้นถึง 896.36% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงตั้งข้อสังเกตว่าการส่งจดหมายเรียกเก็บเงินเพิ่ม เป็นการบีบบังคับให้ลูกหนี้เข้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้หรือไม่

 

  1. การเดินทางการปรับโครงสร้างหนี้มีเพียงสาขาที่กรุงเทพมหานคร แต่ที่จังหวัดยังไม่มี กยศ. จึงให้ลงทะเบียนปรับโครงสร้างทางออนไลน์ แต่ระบบรองรับยังไม่เสถียร โดย กยศ.รับปากว่าภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ระบบออนไลน์ของ กยศ.จะปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น จึงทำให้เกิดข้อย้อนแย้งว่า กยศ.อยากให้ลูกหนี้ลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้ให้แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2568 หรือไม่ เหตุใด กยศ.ไม่ทำให้ระบบเกิดความเสถียรก่อนให้ผู้กู้ลงทะเบียน

 

  1. พบว่าลูกหนี้ 3.5 ล้านราย อยู่ระหว่างการชำระหนี้ แต่มีตัวเลขผู้ลงทะเบียนปรับโครงสร้างหนี้เพียง 400,000 ราย หรือคิดเป็น 13% ดังนั้นอีก 87% ที่เหลือ กยศ.ยังไม่ชี้แจงว่าอยู่ในสถานะใด จึงอยากให้ กยศ.ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม

 

ด้านสหัสวัตกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพี่น้องชาวแรงงานได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน แม้ กยศ.อยากให้วิธีการนี้เป็นวิธีการให้ลูกหนี้หันกลับมาพูดคุยกับ กยศ. แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นวิธีการที่กลับหัวกลับหาง หาก กยศ. อยากให้ปรับโครงสร้างหนี้ ควรแจ้งล่วงหน้าหรือตั้งกรอบเวลาไว้ที่ 3 เดือน ให้ลูกหนี้เข้ามาคุยก่อนการเรียกเก็บเพิ่ม แต่พอมาเรียกเก็บทันทีโดยไม่มีการพูดคุยหรือแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้พี่น้องแรงงานจำนวนมากไม่สามารถวางแผนทางการเงินได้

 

“3,000 บาทในช่วงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เด็กกำลังจะเปิดเทอม กลายเป็นว่าโดน กยศ.หักเพิ่ม 3,000 บาท ลูกก็กำลังจะเปิดเทอม กลายเป็นภาระซับซ้อนไปหมดของพี่น้องแรงงานในตอนนี้ หลายคนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน หนี้นอกระบบ” สหัสวัตกล่าว

 

สหัสวัตยังกล่าวว่า หากเป้าหมายของ กยศ. ต้องการให้คนมาใช้หนี้ มองว่ามาตรการนี้ไม่ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ที่จะทำให้คนมาใช้หนี้ กยศ. เพิ่ม และกลายเป็นหนี้ส่วนอื่นเพิ่มขึ้นมาอีก ตอนนี้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น คิดว่า กยศ. ออกมาตรการโดยไม่คำนึงถึงสิ่งนี้ ท้ายที่สุดจะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมากับพี่น้องแรงงานจำนวนมาก

 

“เงิน 3,000 บาท สำหรับหลายคนอาจจะดูไม่มาก แต่สำหรับแรงงานที่ทำงานเดือนละ 10,000 กว่าบาท แล้วมีภาระที่ต้องใช้จ่าย เงิน 3,000 บาทนี่มันเยอะมาก ผมไม่แน่ใจว่าคุณคิดเรื่องนี้ คิดบนพื้นฐานอะไร แต่ยืนยันว่าการคิดเรื่องนี้ เป็นการคิดที่ไม่รอบคอบหรือเปล่า จึงอยากให้ กยศ. พิจารณามาตรการนี้ใหม่ ว่าหากันแบบนี้มันส่งผลกระทบต่อเรื่องอื่นหรือไม่ อาจเป็นโทษมากกว่าบวก” สหัสวัตกล่าว

 

ขณะที่ปารมีกล่าวถึงการบริหารภายในของ กยศ. ว่ายังไม่ประณีต แม้จะมีกฎหมายรองรับจนเกิดปัญหาเรื่องเรียกเก็บเงิน 3,000 บาท ทำให้ผู้กู้ขาดความเชื่อมั่น ทั้งนี้นับจากการแก้กฎหมายเมื่อปี 2566 ทาง กยศ. ยังไม่สามารถคำนวณหนี้ใหม่ และปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ได้ ที่ผ่านมาทำได้เพียง 400,000 กว่าราย จากลูกหนี้ 3.5 ล้านราย จากปี 2566 จนถึงปัจจุบัน มองว่าการดำเนินงานของ กยศ. ไร้ประสิทธิภาพ จึงต้องแก้ตรงนี้ให้ได้

 

ปารมีกล่าวอีกว่า การปรับโครงสร้างหนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะเป็นการคำนวณหนี้ใหม่ เนื่องจากดอกเบี้ยลดลง ผู้กู้บางรายอาจจะต้องได้รับเงินคืน ทั้งหมดกว่า 2 พันล้านบาท ตรงนี้ กยศ. ยังไม่ได้ตอบว่า ได้คืนเงินลูกหนี้หลายรายแล้วหรือยัง อาจทำให้สังคมสงสัยว่า กยศ. ไม่มีเงินคืนให้หรือไม่

The post สส. พรรคประชาชน ขอเหตุผล กยศ. หักเงินเพิ่ม 3,000 บาท ชี้แก้ปัญหาให้ลูกหนี้กลับตาลปัตร ซ้ำเติมช่วงเปิดเทอม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารมีติง ศธ. ทำนโยบายขาดความประณีต ประกาศยกเลิกบังคับชุดลูกเสือไม่กี่วันก่อนเปิดเทอม ชี้ควรแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน https://thestandard.co/paramee-criticizes-education-ministry-boy-scout-uniform-policy/ Fri, 02 May 2025 05:32:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1070510 ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.พรรคประชาชน วิจารณ์กระทรวงศึกษาธิการประกาศยกเลิกบังคับ ชุดลูกเสือ กระชั้นชิดเปิดเทอม

วันนี้ (2 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา ปารมี ไวจงเจริญ สส. แ […]

The post ปารมีติง ศธ. ทำนโยบายขาดความประณีต ประกาศยกเลิกบังคับชุดลูกเสือไม่กี่วันก่อนเปิดเทอม ชี้ควรแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.พรรคประชาชน วิจารณ์กระทรวงศึกษาธิการประกาศยกเลิกบังคับ ชุดลูกเสือ กระชั้นชิดเปิดเทอม

วันนี้ (2 พฤษภาคม) ที่อาคารรัฐสภา ปารมี ไวจงเจริญ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีการแก้กฎกระทรวงเรื่องเครื่องแบบและการแต่งกายชุดลูกเสือเนตรนารีของกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบุว่า ตามหลักการส่วนตัวและของพรรคประชาชน  พรรคเราต้องการให้เครื่องแบบนักเรียนเป็นสิทธิสำคัญที่ตัวนักเรียนเลือกเอง ประเด็นนี้ยืนยันมาตลอดว่า อยากให้เครื่องแบบต่างๆ ยกเลิกการบังคับ คือถ้าใครอยากจะใส่ ก็ใส่ไป แต่ถ้าใครยังไม่อยากใส่ ก็ปรับเปลี่ยนบ้าง แต่ทางกระทรวงศึกษาธิการทำประเด็นนี้แบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่สะเด็ดน้ำ คล้ายเรื่องการยกเลิกทรงผม เหมือนเป็นการโยนภาระไปให้ครูและโรงเรียน

 

ปารมีระบุว่า ประกาศยกเลิกชุดลูกเสือก็มีกฎหมายเฉพาะ และมีประกาศของตัวเองในเรื่องเกี่ยวกับเครื่องแบบลูกเสือ เช่น การมีระเบียบให้ใส่ชุดลูกเสือแค่วันเปิดกองและปิดกอง ซึ่งไม่เห็นกระทรวงศึกษาพูดเรื่องนี้ พูดแค่ภาพกว้างๆ แต่สุดท้ายก็ต้องใส่และซื้ออยู่ดี 

 

“อยากให้กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศเพิ่มเติม ให้สะเด็ดน้ำ ถ้าคุณจะยกเลิกแล้วเปลี่ยนเป็น เช่น ให้นักเรียนใส่แค่ผ้าพันคอ ก็พอแล้ว ดิฉันคิดว่าแบบนี้น่าจะชัดเจนกว่า และกรณีชุดลูกเสือดิฉันเห็นใจ และยืนยันตามหลักการของพรรคด้วยว่าไม่อยากให้มีการบังคับ เพราะค่าใช้จ่ายชุดลูกเสือสูง จึงอยากให้กระทรวงศึกษาธิการทำเรื่องนี้อย่างชัดเจน ทำแบบนี้เหมือนไม่สะเด็ดน้ำทำครั้งๆ คราวๆ ไป ไม่ดีเลย” ปารมีกล่าว

 

สำหรับผู้ประกอบการเครื่องแบบนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากระเบียบดังกล่าวนั้น ปารมียืนยันว่า การดำเนินนโยบายที่กระทบต่อสาธารณชนต้องทำล่วงหน้า เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการไม่ประณีตอีกแล้ว จะเปิดเทอมในอีกไม่กี่วันแต่เพิ่งประกาศ จึงเห็นใจผู้ประกอบการอยู่ส่วนหนึ่ง และขอย้อนกลับไปที่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ว่าเหตุใดไม่มีการประกาศล่วงหน้าในเทอม 2 หรือเทอม 1 ปีการศึกษาหน้า ควรประกาศล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือนก็ยังดี 

 

“ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการที่ไม่ทำล่วงหน้า แสดงถึงความไม่ประณีตรอบคอบ ลวกๆ เหมือนนึกนโยบายอะไรขึ้นมา หรือโดนสังคมกดดันด้วยเรื่องอะไร อย่างช่วงนี้ปัญหาเศรษฐกิจ พ่อแม่พี่น้องก็ร้องระงมด้วยพิษเศรษฐกิจ อยู่ๆ ก็ยกเลิกชุดลูกเสือ ไม่คำนึงถึงเรื่องต่างๆ ให้รอบด้าน” ปารมีกล่าว

 

ทั้งนี้ ปารมียังเปรียบเทียบกับหลักสูตรใหม่ของปฐมวัยและนักเรียนประถมต้น ที่กระทรวงศึกษาธิการจะนำร่องในโรงเรียนประมาณ 4,000 กว่าแห่ง และจะเลือกประมาณ 200 แห่ง เพื่อวิจัยทดลองหลักสูตร ซึ่งจะใช้ในเทอม 1 ที่จะถึงนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อจะขับเคลื่อนหลักสูตรนี้เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่พอดีเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งเดิมต้องมีการอบรมช่วงหลังสงกรานต์ จึงเลื่อนออกมาเล็กน้อย เพิ่งจะมีการอบรมในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งเรื่องหลักสูตรไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เป็นเรื่องใหญ่มาก

 

ปารมีย้ำว่า หลักสูตรเป็นสิ่งที่ต้องใช้ร่วมกันในโรงเรียน ต้องอบรมให้ครูที่นำไปใช้รู้ลึกรู้จริง และจัดการเรียนการสอน เรื่องนี้ต้องมีความประณีต 

 

“ขอฝากไปยังกระทรวงศึกษาธิการ จะทำอะไรต้องมีความประณีต และมีการวางแผนล่วงหน้า เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เรื่องหลักสูตรที่เร่งอบรม ดิฉันคิดว่าผลงานวิจัยไม่เกิดประโยชน์แม้ว่าตอนนี้ สพฐ. จะอ้างว่าเป็นแค่นำร่องเพื่อวิจัยก็ตาม แต่คล้ายกับกรณีชุดลูกเสือ อยู่ๆ ก็ประกาศเลย ไม่ดำเนินการล่วงหน้าไม่ได้” ปารมีกล่าว 

The post ปารมีติง ศธ. ทำนโยบายขาดความประณีต ประกาศยกเลิกบังคับชุดลูกเสือไม่กี่วันก่อนเปิดเทอม ชี้ควรแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนยินดีร่างกฎหมายไม่ตีเด็กผ่านสภา พร้อมผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่ สร้างระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคตผู้เรียน https://thestandard.co/peoples-party-education-bills-push/ Sat, 11 Jan 2025 07:30:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1029414

วันนี้ (11 มกราคม) ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดกิจก […]

The post พรรคประชาชนยินดีร่างกฎหมายไม่ตีเด็กผ่านสภา พร้อมผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่ สร้างระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคตผู้เรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (11 มกราคม) ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชนจัดกิจกรรมวันเด็ก ในหัวข้อ ‘เมื่อทุกคนเลือกห้องเรียนเองได้’ เน้นการให้ความสำคัญแก่เด็กหรือผู้เรียนในการร่วมออกแบบการเรียนรู้ โดยบรรยากาศที่อาคารอนาคตใหม่เป็นไปอย่างคึกคัก เด็ก ผู้ปกครอง และประชาชนเดินทางมาร่วมกิจกรรมตั้งแต่เช้า 

 

สำหรับกิจกรรมแรกคือการแถลงข่าวสรุปร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับพรรคประชาชน โดย พริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน และ ปารมี ไวจงเจริญ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมเปิดตัว e-Book และยังเปิดโอกาสให้เด็กและประชาชนที่มาร่วมงานสามารถชมเบื้องหลังการแถลงข่าวได้

 

พริษฐ์กล่าวว่า ในวันเด็กทุกๆ ปี ‘คำขวัญวันเด็ก’ เป็นสิ่งที่สังคมมักให้ความสนใจ แม้เป็นธรรมเนียมที่เราคุ้นชินกันมายาวนานกว่า 60 ปี แต่พรรคประชาชนมองว่าในฐานะคนทำงานการเมือง สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กและเยาวชนในประเทศเรา อาจไม่ใช่ ‘คำขวัญ’ ที่เป็นการสรุปสิ่งที่ผู้ใหญ่ในสังคมคาดหวังจากพวกเขา แต่คือ ‘คำสัญญา’ ว่าพวกเราจะทำให้อนาคตพวกเขาดีขึ้นได้อย่างไร 

 

พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ย้อนไปเมื่อวันเด็กปีที่แล้ว (13 มกราคม 2567) คำสัญญาหนึ่งที่เราแถลงต่อสาธารณะ คือการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ไม่ตีเด็ก นำโดย ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ ภัสริน รามวงศ์ สส. กทม. พรรคประชาชน เพื่อทำให้บ้าน สถานศึกษา และทุกพื้นที่ในสังคม เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กทุกคนสามารถเติบโตขึ้นมาได้โดยไม่ถูกลงโทษในลักษณะที่เป็นการใช้ความรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจเด็ก ผ่านไปไม่ถึง 1 ปี ภูมิใจที่พรรคประชาชนและฝ่ายต่างๆ ในรัฐสภาร่วมกันผลักดันให้กฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบของทั้งสองสภาได้โดยสำเร็จ 

 

ด้านปารมีกล่าวเสริมว่า ในฐานะตัวแทนพรรคประชาชนและตัวแทนกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายไม่ตีเด็ก ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันผลักดัน นี่เป็นหมุดหมายว่าต่อไปนี้ครอบครัวไทยจะเลี้ยงลูกเชิงบวก ยุติความรุนแรงในครอบครัวที่เคยสร้างบาดแผลในจิตใจ ทุกพื้นที่ในสังคมไทยต้องปลอดภัยสำหรับเด็กทุกคน

 

จากนั้นพริษฐ์กล่าวว่า ในวันเด็กปีนี้ (11 มกราคม 2568) เราจึงใช้โอกาสเปิดตัวร่าง พ.ร.บ.การศึกษาของพรรคประชาชน ที่เราจะยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และหวังจะผลักดันร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อหวังให้สภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อยได้ลงมติรับหลักการร่างดังกล่าว ก่อนจะถึงวันเด็กในปีหน้า 

 

“ผมเชื่อว่าพวกเราเห็นตรงกันว่า ท่ามกลางปัญหาต่างๆ ของการศึกษาไทย ทั้งเรื่องคุณภาพ ความเหลื่อมล้ำ ความสุขผู้เรียน และภาระงานครู และความท้าทายใหม่ๆ ที่เข้ามา เราจะปล่อยให้การศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้ แม้หลายปัญหาถูกแก้ไขได้โดยไม่ต้องรอการแก้ไขกฎหมาย แม้กฎหมายฉบับเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาได้ทั้งหมด แต่การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่ จะเป็นกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญในการสร้างบทสนทนาและวางรากฐานสำหรับระบบการศึกษาที่เราอยากเห็น” 

 

พริษฐ์ระบุว่า เพื่อพลิกโฉมการศึกษาและพาไทยเท่าทันโลก พวกเราพรรคประชาชนจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับพรรคประชาชน ที่เราหวังว่าจะตอบโจทย์ผู้เรียน และยึดประโยชน์และอนาคตของผู้เรียนอยู่ในทุกมาตรา หากทำสำเร็จพวกเราจะมีระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียนในอย่างน้อย 5 ด้านสำคัญ

 

1. สิทธิและสวัสดิการด้านการศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียน
- ผู้เรียนจะได้รับสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ครอบคลุมและถูกรับประกันอย่างรัดกุมกว่าที่เคยเป็นมา เช่น เรียนฟรีจนอย่างน้อยจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ของรัฐได้ฟรี การเรียนการสอนที่มีคุณภาพ อุปกรณ์การเรียนที่ครบถ้วน การส่งเสริมสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ สถานศึกษาที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง 

 

ผู้ปกครองและผู้ดูแลจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และช่องทางพัฒนาทักษะในการส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูก รวมถึงข้อมูล สถิติ สารสนเทศ ที่จำเป็นหรือเป็นประโยชน์ต่อการร่วมวางแผน-ติดตามการเรียนรู้ของลูก


 

2. บุคลากรทางการศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียน
- ครูจะมีเวลา-แรงจูงใจ-สมรรถนะ-สวัสดิภาพที่มั่นคง ในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ เช่น การกำหนดมาตรฐานเพื่อลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน ระบบการประเมินครูที่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียน การเข้าถึงการพัฒนาสมรรถนะของครูอย่างสม่ำเสมอโดยเน้นการใช้สถานศึกษาเป็นฐาน การมีส่วนร่วมของครูในการสรรหาและประเมินการทำงานหน้าที่ของผู้บริหาร

 

บุคลากรทางการศึกษาจะมีครอบคลุมได้หลากหลายตำแหน่ง ซึ่งสอดคล้องกับความท้าทายในการจัดการเรียนรู้ในยุคใหม่ เช่น นักจิตวิทยา นักการภารโรง นักธุรการ นักการเงิน นักพัสดุ นักโภชนาการ นักเทคโนโลยีการศึกษา


 

3. การเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ผู้เรียน หลักสูตรจะมี 3 ระดับ กรอบหลักสูตรระดับประเทศ กรอบหลักสูตรระดับพื้นที่ หลักสูตรสถานศึกษา เพื่อให้มีความยืดหยุ่นในการรองรับความหลากหลายของผู้เรียน โดยจะมีการทบทวนกรอบหลักสูตรระดับชาติอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 5 ปี เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง


 

ระบบการประเมินจะต้องมีความเชื่อมโยงกันทั้งระบบ มีการคำนึงถึงความพึงพอใจของนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และชุมชนรอบข้างสถานศึกษา ไม่สร้างภาระต่อครูและบุคลากรทางการศึกษาเกินความจำเป็น และไม่กระทบต่อกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน


 

เทคโนโลยีด้านการศึกษา เช่น แพลตฟอร์มการเรียนรู้ สื่อการเรียนการสอน เครื่องมือสำหรับครูและห้องเรียน จะต้องได้รับการส่งเสริมทั้งด้านการผลิต การพัฒนา และการยกระดับทักษะบุคลากรในการใช้งาน โดยมีมาตรฐานการจัดเก็บ แลกเปลี่ยน และใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบ

 

4. สถานศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียน สถานศึกษาจะมีอิสระและอำนาจมากขึ้นในการจัดการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยตัวแทนของภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น อำนาจหน้าที่ที่กว้างขวางขึ้น และการสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นเรื่องค่าตอบแทน ทรัพยากร และองค์ความรู้


 

สถานศึกษาหลากหลายรูปแบบจะได้รับการปลดล็อก โดยเฉพาะการศึกษานอกระบบโรงเรียน ที่จะสามารถจัดได้สำหรับนักเรียนทุกประเภท โดยที่รัฐจะต้องคำนึงถึงความเสมอภาคในการอุดหนุนผู้เรียนในสถานศึกษาทุกสังกัดและทุกรูปแบบ

 

5. กระทรวงศึกษาธิการที่ตอบโจทย์ผู้เรียน โครงสร้างกระทรวงจะมีการออกแบบใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยกระบวนการที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ซึ่งจะเกิดขึ้นภายใน 2 ปี หลัง พ.ร.บ.การศึกษา บังคับใช้
- โครงสร้างกระทรวง (ส่วนกลาง) จะมุ่งสู่การทำงานอย่างเป็นเอกภาพ และเน้นบทบาทในการกำหนดมาตรฐานสำหรับสถานศึกษา (Regulator) มากกว่าการดำเนินงานภายในสถานศึกษา (Operator) (เช่น มาตรฐานทางวิชาการ เกณฑ์ในการบริหารงานบุคคล สูตรในการจัดสรรงบประมาณระหว่างสถานศึกษาที่เป็นธรรม)


 

โครงสร้างกระทรวง (ในพื้นที่) จะมุ่งสู่การทำงานอย่างไม่ซ้ำซ้อน และเน้นบทบาทเรื่องการอำนวยความสะดวกและสนับสนุนสถานศึกษา (Facilitate) มากกว่าเรื่องการสั่งการและบังคับบัญชาสถานศึกษา (Command amd Control)
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเข้ามามีบทบาทได้มากขึ้นในภารกิจด้านการศึกษาและการเรียนรู้ รวมถึงได้รับการปลดล็อกให้สามารถสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรให้กับผู้เรียนหรือสถานศึกษาทุกสังกัดทุกแห่งในท้องถิ่นของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองได้


 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถอ่านสรุปรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับพรรคประชาชน ในรูปแบบ e-Book ได้ที่: https://peoplesparty.or.th/future-education-2025/ สำหรับร่างฉบับเต็มที่ยื่นเข้าสู่สภา จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ร่างจะถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร และผ่านเว็บไซต์ของพรรคประชาชน: https://promise.peoplesparty.or.th/

The post พรรคประชาชนยินดีร่างกฎหมายไม่ตีเด็กผ่านสภา พร้อมผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ฉบับใหม่ สร้างระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์อนาคตผู้เรียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่ายค้านรุมสับงบ 68 วันที่สอง วิโรจน์จัดหนักสุทิน ‘รัฐมนตรีหุ่นเชิดกองทัพ’ https://thestandard.co/budget-fiscal-2568-20062567/ Thu, 20 Jun 2024 13:55:36 +0000 https://thestandard.co/?p=947785

วันนี้ (20 มิถุนายน) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎ […]

The post ฝ่ายค้านรุมสับงบ 68 วันที่สอง วิโรจน์จัดหนักสุทิน ‘รัฐมนตรีหุ่นเชิดกองทัพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (20 มิถุนายน) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 3 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ​ เพื่อพิจารณา​ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ วงเงิน 3.752 ล้านล้านบาท ในวันที่สอง ตลอดทั้งวันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกันอภิปรายการจัดสรรงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคม ครอบคลุมหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงกลาโหม โดยมีรัฐมนตรีสลับกันขึ้นนั่งบัลลังก์โดยไม่ได้ปล่อยเว้นว่างไว้

 

ปารมี ไวจงเจริญ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ โดยระบุว่า มีเด็กที่ไม่ได้อยู่บนระบบการศึกษามากถึง 1.02 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 8.4% ของนักเรียนไทยในระบบทุกสังกัดที่มีอยู่ 12 ล้านคน สะท้อนว่าใน 100 คนของเด็กไทย จะมีถึง 8 คนที่หลุดออกนอกระบบ โดยมีความยากจนเป็นสาเหตุหลัก

 

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เสนอของบมา 19,000 ล้านบาท หลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง แต่รัฐบาลจัดสรรให้งบแค่ 800 ล้านบาท หรือไม่ถึง 5% รัฐบาลที่อ้างว่าต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเร่งด่วน กลับเพิกเฉยต่อสภาพคล่องของ กยศ. และไม่จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ

 

ขณะที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะกำกับกองทุน กยศ. ได้ชี้แจงว่า งบที่ กยศ. เสนอขอในครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยเป็นการปรับตัวเข้ากับ พ.ร.บ. ใหม่ จากการหารือกับสำนักงบประมาณสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวงเงินที่เหลือในกองทุน และรับเงินจากลูกหนี้ที่จบการศึกษาไปแล้ว จึงจัดสรรงบให้ 800 ล้านบาท แต่ถ้าไม่พอก็ยังมีกลไกอื่นรองรับ คืองบกลาง

 

โดยพยายามสร้างกลไกเพื่อหาวิธีการให้กองทุนสามารถอยู่ได้อย่างมีความมั่นคง และยืนยันว่าด้วยงบประมาณแค่นี้ที่ดูเหมือนว่าจะตึงตัว แต่หากดูดีๆ เราจัดแต่เพียงพอ ไม่มีที่ถมเงินไปกองทุนใดกองทุนหนึ่ง เพราะงบประมาณทุกบาทต้องเกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด 

 

จากนั้นเข้าสู่การอภิปรายการจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง สส. หลายคนได้วิพากษ์วิจารณ์เห็นว่างบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขน้อยเกินไป ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่าแม้งบประมาณจะน้อยและไม่เพียงพอ แต่ยืนยันว่าจะบริหารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

สำหรับไฮไลต์การอภิปรายในวันนี้อยู่ในช่วงค่ำ ซึ่งมี ‘สส. ดาวสภา’ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จัดหนักจัดเต็มการจัดสรรงบประมาณของกองทัพไทย พร้อมระบุตอนหนึ่งว่า สุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นพลเรือนในรอบเกือบทศวรรษที่นั่งฟังการอภิปรายตั้งแต่ต้นจนจบว่า เป็น ‘รัฐมนตรีหุ่นเชิด’ ของกองทัพ ที่คอยทำตามการชักใย และดำเนินนโยบาย ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

 

อย่างไรก็ตาม สุทินเตรียมจะชี้แจงถึงการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงกลาโหมในช่วงค่ำนี้ด้วย

 

The post ฝ่ายค้านรุมสับงบ 68 วันที่สอง วิโรจน์จัดหนักสุทิน ‘รัฐมนตรีหุ่นเชิดกองทัพ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตการศึกษาไทย สภาจี้ จัดงบให้เพียงพอ โอบรับความเหลื่อมล้ำ ‘เด็กยากจน’ หลุดออกนอกระบบ https://thestandard.co/thai-education-budget-for-differences/ Thu, 20 Jun 2024 06:51:12 +0000 https://thestandard.co/?p=947525 การศึกษาไทย

วันนี้ (20 มิถุนายน) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎ […]

The post วิกฤตการศึกษาไทย สภาจี้ จัดงบให้เพียงพอ โอบรับความเหลื่อมล้ำ ‘เด็กยากจน’ หลุดออกนอกระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การศึกษาไทย

วันนี้ (20 มิถุนายน) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ​ ที่มี พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณา​ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงิน 3.752 ล้านล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอในวันที่สอง 

 

ก้าวไกลชี้ ‘เด็กจน’ เสี่ยงหลุดนอกระบบมากที่สุด 

 

ปารมี ไวจงเจริญ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า รัฐบาลจัดงบประมาณปี 2568 ในสัดส่วนของการศึกษาว่าไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานข้อมูลว่า มีเด็กที่ไม่ได้อยู่บนระบบการศึกษามากถึง 1.02 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 8.4% ของนักเรียนไทยในระบบทุกสังกัดที่มีอยู่ 12 ล้านคน สะท้อนว่า ใน 100 คนของเด็กไทย จะมีถึง 8 คนที่หลุดออกนอกระบบ โดยมีความยากจนเป็นสาเหตุหลัก 

 

ทั้งนี้ เมื่อสำรวจความคิดเห็นพบว่า เด็กเหล่านี้ไม่มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน ต้องการฝึกอาชีพและต้องการทำงานมากกว่าเรียนหนังสือ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาไทยไม่ตอบโจทย์ และได้ผลักกลุ่มคนเหล่านี้ตกหล่นข้างทางจนต้องออกนอกระบบ 

 

ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2566 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า มีเด็ก 2.8 ล้านคนที่ยากจน อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าเส้นความยากจน เป็นเด็กที่ยากจนรุนแรงที่สุดในประเทศ โดยกลุ่มที่กังวลใจมากที่สุดคือ 1 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน ซึ่ง กสศ. กำลังจัดทำข้อเสนอเพื่อให้เด็กเหล่านี้เข้าระบบ 

 

หากพิจารณาจากงบประมาณของ กสศ. ในปี 2568 รัฐบาลได้เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จากที่ของบประมาณทั้งสิ้น 7,800 ล้านบาท แต่รัฐบาลให้งบ กสศ. เพียง 6,900 ล้านบาท รัฐบาลบอกว่าจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเร่งด่วน แต่กลับจัดสรรงบให้หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการแก้ความเหลื่อมล้ำไม่เพียงพอ หากรัฐบาลอยากช่วยเด็กกลุ่มนี้ กสศ. ต้องได้รับงบประมาณเพิ่มมากกว่านี้

 

ปารมีกล่าวต่อว่า ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาไม่ได้พบแค่ในการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังพบในระดับอุดมศึกษาด้วย ข้อมูลจาก กสศ. รายงานว่า ปี 2566 เด็กกลุ่มยากจนรุนแรงมากที่สุดกลุ่มนี้สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้เพียง 12.4% 

 

“ยิ่งการศึกษาในระดับสูงขึ้น โอกาสที่เด็กกลุ่มนี้จะมีโอกาสในการเรียนต่อก็ยิ่งริบหรี่และน้อยลงไปเรื่อยๆ แทนที่การเรียนต่อจะเป็นหนทางที่พวกเขาจะไต่บันไดเลื่อนชนชั้นและลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ แต่กลับกลายเป็นระบบการศึกษาไทยที่มีราคาแพงแสนแพงทำลายโอกาสในการเลื่อนชนชั้น”

 

ปารมีกล่าวอีกว่า ค่าใช้จ่ายในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในระบบ TCAS มีราคาสูง เด็กที่มีฐานะดีสามารถเพิ่มโอกาสในการจ่ายได้ แต่เด็กที่ยากจนอาจไม่มีเงินเพียงพอสำหรับการจ่ายและตัดโอกาสตั้งแต่ต้นทาง 

 

ขณะเดียวกันแม้จะสามารถสอบเข้าเรียนได้ แต่ใช่ว่าจะมีเงินในการศึกษาต่อ เนื่องจากกองทุน กยศ. กำลังมีปัญหาใหญ่ เนื่องจากขาดสภาพคล่องหนักมาก ไม่แปลกใจที่เห็น กยศ. กลับมาขอรับงบประมาณในรอบหลาย 10 ปี โดยปีนี้ส่งคำของบมาสูงถึง 19,000 ล้านบาท 

 

แต่รัฐบาลให้แค่ 800 ล้านบาท ซึ่งไม่ถึง 5% ของงบที่ขอมา รัฐบาลที่อ้างว่าต้องการลดความเหลื่อมล้ำการศึกษาอย่างเร่งด่วน กลับเพิกเฉยต่อสภาพคล่องของ กยศ. และไม่จัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ ซึ่งอาจจำเป็นต้องตัดเงินกู้ยืมในปีการศึกษานี้ 

 

หากปัญหานี้ยังไม่ถูกแก้ไข สิ่งที่น่ากังวลใจคือ กยศ. อาจจะต้องตัดเงินกู้ยืมของเด็กที่เข้าโครงการไปแล้ว ซึ่งจะไม่มีเงินเรียนต่อ เด็กต้องเลิกเรียนกลางคันทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา

 

นอกจากนี้ประเทศของเรายังมีความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในเมืองและโรงเรียนในชนบทอีกด้วย ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนครู แต่ครูกระจุกตัวอยู่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง ทำให้โรงเรียนในชนบทขาดแคลนครูอย่างหนัก ครูในโรงเรียนชนบททำงานหนัก แต่เงินเดือนเท่ากับครูโรงเรียนในเมือง สถานการณ์เช่นนี้ยังจะนำไปสู่การทุจริตการจ่ายใต้โต๊ะ

 

ปารมีเห็นว่า รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาโรงเรียนในชนบทและโรงเรียนขนาดเล็กอย่างไร ไม่ใช่ปล่อยตามมีตามเกิด หากจะมีการควบรวมก็ต้องทำ เช่น การถ่ายโอนโรงเรียนให้กับท้องถิ่น มีงบอุดหนุนเฉพาะกิจ เพื่อให้ท้องถิ่นใช้ประโยชน์ได้ ความเหลื่อมล้ำสูงทั้งหมดเป็นปัญหาที่มีมายาวนาน หนีไม่พ้นที่จะต้องมีจินตนาการใหม่ในการจัดสรรงบประมาณใหม่ ไม่ใช่แค่ตัดๆ ลดๆ เพิ่มๆ เหมือนที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังได้เสนอแนะแนวทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 6 ข้อ ดังนี้ 

 

  1. ช่วยเหลือเด็กที่หลุดออกนอกระบบอย่างเร่งด่วน จัดสรรงบประมาณให้ กสศ. เพื่อให้ดูแลเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างเพียงพอ 
  2. การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องฟรีจริง ไม่ใช่การเรียนฟรีทิพย์
  3. เพิ่มสิทธิประโยชน์จูงใจครูให้สอนโรงเรียนขนาดเล็ก
  4. ปฏิรูปหลักสูตรและการศึกษาไร้รอยต่อ
  5. อุดหนุนค่าใช้จ่ายในการเข้ามามหาวิทยาลัยระบบ TCAS
  6. จัดงบประมาณให้ กยศ. อย่างเพียงพอ 

 

ปารมีทิ้งท้ายว่า ตนเองไม่เห็นด้วยกับการจัดงบประมาณปี 2568 เพราะรัฐบาลเพิกเฉยต่อความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และคาดหวังว่ารัฐบาลจะจัดงบประมาณด้านการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ เพื่อทำลายความเหลื่อมล้ำให้หมดสิ้นไป และเพื่อไม่ให้เด็กไทยหลุดออกจากการศึกษาไทยและทุกโรงเรียนมีคุณภาพเสมอภาค

 

รัฐบาลทุ่มงบ หวังโอบรับเด็กทุกคน

 

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในสัดส่วนของการศึกษาว่า การศึกษาคือการสร้างโอกาสให้กับชีวิต เพราะความจนไม่ใช่กรรมพันธุ์ รัฐบาลจึงมีหน้าที่ในการโอบรับให้เด็กไทยไม่ตกหล่นจากการศึกษา จากข้อมูลพบว่า ในปี 2566 มีเด็กไทยกว่า 1.8 ล้านคนที่มีความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษา 

 

ขณะเดียวกันยังพบว่า เด็กไทยยังมีสภาวะสุขภาพจิตซึมเศร้ามากยิ่งขึ้น โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินว่า มีคนไทยป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า 10 ล้านคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล จนทำให้มีอัตราฆ่าตัวตายมากขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่าง 15-19 ปี โดยในปี 2566 เยาวชนถูกดำเนินคดีกว่า 12,602 ครั้ง กว่า 57% ของอาชญากรรมทั้งหมดมาจากเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งรัฐบาลตระหนักดีว่าการเพิ่มทุนและลงทุนในทรัพยากรมนุษย์คือสิ่งที่สำคัญ 

 

จากปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงกำหนดออกมาเป็นพันธกิจ 3 ประการ 

 

  1. นโยบาย Thailand Zero Dropout ผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยเชื่อมข้อมูลทะเบียนนักเรียนและฐานข้อมูลการปกครองรายบุคคล เพื่อนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นผ่านกองทุน กสศ. โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณกว่า 6,983 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

 

  1. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อประชาชน รัฐบาลกำหนดงบประมาณให้ กยศ. เป็นเงิน 800 ล้านบาท และกำหนดให้มีเงินอุดหนุนนอกงบประมาณอีก 42,987 ล้านบาท นอกจากนี้ยังแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2566 แก้ไขในดอกเบี้ยให้ไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และปรับลดเบี้ยปรับให้ไม่เกิน 0.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ผู้กู้ยืม โดยสามารถกู้เรียนหลักสูตรระยะสั้นได้ มีทุนการศึกษา ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน นอกจากนี้รัฐบาลมีการเจรจาผ่อนผันหนี้จากผู้กู้ยืมหนี้สินในปี 2567 กว่า 60,000 คน ให้มีการปรับโครงสร้างหนี้และขยายเวลาชำระหนี้อีก 15 ปี

 

  1. การลดภาระและเพิ่มขวัญและกำลังใจครูผู้สอน โดยเพิ่มฝ่ายสนับสนุนและบรรเทาด้านอื่นๆ รวมทั้งเพิ่มภารโรงในทุกโรงเรียนกว่า 25,370 อัตรา โดยใช้งบประมาณไป 2,739.96 ล้านบาท และการแก้ปัญหาหนี้สินให้ครูอีก 100 ล้านบาท

 

ลิณธิภรณ์ยังได้เสนอแนะไปยังกระทรวงศึกษาธิการเพื่อช่วยลดภาระผู้ปกครอง เช่น การสนับสนุนนโยบายเรียนฟรี ต้องฟรีจริงๆ ไม่ใช่นโยบายเพ้อฝัน โดยที่รัฐบาลสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยผ่านนโยบาย ‘Free Tablet for All’ เพื่อชดเชยการพิมพ์ตำรา และสามารถลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้ 

 

รวมถึงสนับสนุนเรื่องเสรีทรงผมและการแต่งกาย ด้วยคลายความกังวลและสร้างความมั่นใจให้นักเรียน แม้จะมีการกระจายอำนาจแล้ว แต่ยังไม่นำไปสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ และสามารถลดรายจ่ายในส่วนงบประมาณเงินอุดหนุนเครื่องแบบนักเรียนได้กว่า 3,000 ล้านบาทด้วย

 

คลังยัน จัดงบ กยศ. ให้กู้เพียงพอ 

 

ขณะที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลุกขึ้นอภิปรายชี้แจงว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จากงบประมาณที่มีการขอมา โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ตนเองมีหน้าที่กำกับดูแลส่วนนี้ ซึ่งของบประมาณ 19,000 ล้านบาท จากการหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งดูแล้วสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบเงินที่คงเหลืออยู่ในกองทุน รวมถึงการรับเงินมาจากลูกหนี้หรือการบริหารจัดการอื่น สามารถจัดการบริหารได้ในกรอบอื่นๆ กว่า 800 ล้านบาท

 

จุลพันธ์กล่าวต่อว่า ยังมีกลไกอื่นๆ เช่น งบกลาง ที่สามารถรองรับได้ว่าจะไม่มีนักเรียนและนักศึกษาหลุดออกจากระบบการศึกษา เพราะไม่สามารถกู้ยืมจาก กยศ. ได้ เราตั้งเป้าการกู้ยืมที่ 620,000 กว่าราย เป็นนักเรียนเก่า 75% และอีก 25% เป็นนักเรียนใหม่ การปรับตัวเรื่อง พ.ร.บ.ใหม่ ยังค้างเงินคืนอยู่ ตอนนี้เกิดปัญหาขึ้นมา เพราะ กยศ. กลายเป็นหนี้สุดท้ายที่เขาจะจ่าย เนื่องจากไม่มีการฟ้อง ดอกเบี้ยถูก ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดการ แต่ขณะนี้เรายังไม่มีแนวความคิดในการปรับแก้กฎหมาย เนื่องจากว่าเป็นมติที่รัฐสภาให้ข้อคิดเห็นมาในสมัยที่แล้ว ยืนยันว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์กับผู้กู้และนักศึกษา

 

จุลพันธ์ระบุว่า ตอนนี้เราต้องหาแรงจูงใจในการทำให้ผู้กู้เป็นผู้กู้ที่ดีของ กยศ. โดยในวันนี้กำลังพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ธนาคารของรัฐอื่นๆ เช่น หากชำระดีกับทาง กยศ. จะถือเป็นลูกค้าเอลิสต์ มีโอกาสในการได้รับเงินกู้ที่ง่ายขึ้นและมากขึ้น เราพยายามสร้างกลไกเพื่อหาวิธีการให้กองทุนสามารถอยู่ได้อย่างมีความมั่นคง และยืนยันว่า ด้วยงบประมาณแค่นี้ที่ดูเหมือนว่าจะตึงตัว แต่หากดูดีๆ เราจัดแต่เพียงพอ ไม่มีที่ถมเงินไปกองทุนใดกองทุนหนึ่ง เพื่อเหลือเงินเป็นหมื่นล้าน เราจะไม่ทำ เพราะงบประมาณทุกบาทต้องเกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด ยืนยันว่าทั้ง 600,000 กว่ารายในปีนี้จะต้องได้รับการกู้ยืม

 

The post วิกฤตการศึกษาไทย สภาจี้ จัดงบให้เพียงพอ โอบรับความเหลื่อมล้ำ ‘เด็กยากจน’ หลุดออกนอกระบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารมีชี้ ปัญหาข้อสอบ A-Level เฉลยผิด ไม่ตรงหลักสูตร ย้ำถึงเวลา ทปอ. ต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้ https://thestandard.co/paramee-a-level-test-faulty-answer-sheet/ Wed, 24 Apr 2024 04:20:08 +0000 https://thestandard.co/?p=926026 ปารมี ไวจงเจริญ

วานนี้ (23 เมษายน) ปารมี ไวจงเจริญ สส. แบบบัญชีรายชื่อ […]

The post ปารมีชี้ ปัญหาข้อสอบ A-Level เฉลยผิด ไม่ตรงหลักสูตร ย้ำถึงเวลา ทปอ. ต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารมี ไวจงเจริญ

วานนี้ (23 เมษายน) ปารมี ไวจงเจริญ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย (TCAS) ประจำปีนี้ ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากนักเรียนทั่วประเทศว่ายังคงพบปัญหาสารพัด โดยจัดหมวดหมู่ได้ 3 ประเด็นใหญ่ คือ

 

ประเด็นแรก ข้อสอบ A-Level หรือข้อสอบ 10 วิชาสามัญของนักเรียนชั้น ม.6 มีปัญหามาก โดยปารมีกล่าวว่ามีทั้งนักเรียนและผู้ปกครองร้องเรียนเข้ามาหลายคน ซึ่งตนได้รวบรวมข้อร้องเรียนต่างๆ และประสานไปยังผู้บริหารที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้เร่งแก้ไขปัญหาใน 3 วิชา คือ 

.

  1. วิชาฟิสิกส์ นักเรียนที่เข้าสอบช่วยกันจำข้อสอบออกมา แล้วร้องเรียนไปก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งแล้วว่าข้อสอบประเภทอัตนัยในวิชาฟิสิกส์ไม่ได้กำหนดค่าคงที่มวลของอิเล็กตรอน จนทำให้ ทปอ. ต้องยอมประกาศแก้ไขคะแนนวิชาฟิสิกส์ โดยให้เพิ่มคำตอบเป็น 8 คำตอบ แต่นักเรียนก็ยังคงเรียกร้องต่อไปว่าข้อสอบข้อนี้ ทปอ. ควรมีมติยกคะแนนฟรีให้กับทุกคนจะเหมาะสมกว่า เพราะการที่ข้อสอบไม่ได้กำหนดค่าคงที่มวลของอิเล็กตรอนมานั้นทำให้เป็นข้อสอบที่ไม่สมบูรณ์ ถือเป็นความบกพร่องของทีมผู้ออกข้อสอบโดยตรง

 

  1. วิชาคณิตศาสตร์ 1 นักเรียนที่เข้าสอบช่วยกันจำข้อสอบออกมา แล้วมาวิเคราะห์กันว่าในปีนี้ไม่มีนักเรียนคนใดได้ 100 คะแนนเต็มเลย ทั้งที่ทุกปีก่อนหน้านี้จะมีคนได้ 100 คะแนนเต็มมาตลอด นักเรียนจึงสงสัยว่าข้อสอบน่าจะมีการเฉลยผิด แต่เนื่องจากข้อสอบทุกประเภทในระบบ TCAS ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบ A-Level หรือ GAT/PAT ทาง ทปอ. ไม่ได้มีการเผยแพร่ นักเรียนจึงใช้วิธีช่วยกันจำแล้วมารวมตัวกันแชร์คำถามและคำตอบที่ตัวเองได้สอบไป จนพบว่าข้อที่ 11 ของข้อสอบชุดที่ 1 ซึ่งจะตรงกับข้อที่ 19 ของข้อสอบชุดที่ 2 นั้น นักเรียนส่วนใหญ่ยืนยันว่าตอบข้อ 4 แต่ ทปอ. เฉลยข้อ 5 ซึ่งน่าจะเฉลยผิด

 

  1. วิชาคณิตศาสตร์ 2 นักเรียนที่เข้าสอบช่วยกันจำออกมาแล้วร้องเรียนว่า มีข้อสอบอย่างน้อย 3 ข้อที่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรปัจจุบัน และไม่มีในหนังสือเรียนด้วย แสดงว่าผู้ออกข้อสอบน่าจะออกเกินหลักสูตร

 

ปารมีกล่าวต่อไปว่า ปัญหา 3 กรณีข้างต้นตนได้ร้องเรียนกับ ทปอ. ไปแล้ว และยังคงประสานงานกับ ทปอ. ให้เร่งแก้ไขตามที่นักเรียนร้องเรียนมาว่าข้อสอบและเฉลยมีการผิดพลาด ทั้งนี้ สาเหตุใหญ่ของความบกพร่องในตัวข้อสอบและเฉลยของ 3 วิชาข้างต้นนั้นมาจากการที่ ทปอ.ไม่ยอมเปิดเผยข้อสอบ ทำให้เมื่อนักเรียนเกิดความสงสัยว่าข้อสอบทั้งตัวโจทย์หรือตัวเลือกคำตอบอาจจะผิดพลาด นักเรียนจึงต้องใช้วิธีช่วยกันจำและมารวมตัวกันวิเคราะห์ข้อสอบ แทนที่ ทปอ.จะเปิดเผยข้อสอบออกมาเพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ นักเรียนจึงขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นต่อ ทปอ. ว่าถึงเวลาต้องเปิดเผยข้อสอบทั้งหมดได้แล้ว ซึ่งประเด็นนี้ก็ตรงตามนโยบายพรรคก้าวไกลที่ได้ประกาศมาโดยตลอดว่า ข้อสอบต้องเปิดเผยทั้งตัวข้อสอบและเฉลยหลังสอบเสร็จ

 

ประเด็นที่สอง นักเรียนหลายคนได้ยื่นเรื่องขอดูกระดาษคำตอบข้อสอบ A-Level จาก ทปอ. เพื่อนำมาช่วยกันตรวจสอบและวิเคราะห์เปรียบเทียบกับคะแนนของตน จนพบข้อผิดพลาดตามที่ได้กล่าวไปในประเด็นที่หนึ่ง แต่นักเรียนเหล่านั้นต้องจ่ายค่าดำเนินการขอดูกระดาษคำตอบเป็นจำนวนเงินตั้งแต่ 100-300 บาท ซึ่งปารมีมองว่าเป็นภาระที่นักเรียนไม่ควรต้องมาจ่ายเพิ่มเลย เพราะลำพังค่าสมัครสอบทั้ง A-Level และ GAT/PAT ก็เป็นเงินจำนวนมากอยู่แล้ว แต่กลับต้องมาจ่ายค่าขอดูกระดาษคำตอบอีก 

 

ปารมีกล่าวว่า ประเด็นนี้ตนได้สอบถามกับผู้บริหาร ทปอ. แล้ว ให้เหตุผลมาว่ายังไม่สามารถให้นักเรียนขอดูกระดาษคำตอบฟรีได้ เพราะ ทปอ. มีต้นทุนค่าระบบคอมพิวเตอร์ และทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ไม่ได้ให้งบประมาณส่วนนี้มากับทาง ทปอ. ดังนั้น ตนจะพยายามผลักดันให้ทั้งกระทรวง อว. และ ทปอ. ต้องไปจัดสรรงบประมาณมารองรับในปีหน้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับนักเรียนอีกต่อไป

 

และประเด็นสุดท้าย ค่าสมัครสอบ TCAS ปี 2567 รอบที่ 3 (แอดมิชชัน) ที่จะสมัครในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ออกมายืนยันว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระนักเรียนด้วยการที่กระทรวง อว. จะสนับสนุนงบ 900 บาทให้กับนักเรียน ตนขอให้ทางกระทรวง อว. เร่งดำเนินการให้ทันวันสมัคร คือวันที่ 6-12 พฤษภาคมนี้ และขอให้เป็นระบบสนับสนุนงบตั้งแต่ต้นทางโดยที่นักเรียนไม่ต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อน เพื่อเป็นการลดภาระให้กับนักเรียน

The post ปารมีชี้ ปัญหาข้อสอบ A-Level เฉลยผิด ไม่ตรงหลักสูตร ย้ำถึงเวลา ทปอ. ต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวไกลเสียใจ เหตุครูเชียงรายถูกชายบุกเข้าทำร้ายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ‘ครูนอนเวร’ ตอกย้ำปัญหาการศึกษาไทย https://thestandard.co/paramee-waijongcharoen-21012024/ Mon, 22 Jan 2024 05:13:00 +0000 https://thestandard.co/?p=890526

วานนี้ (21 มกราคม) ปารมี ไวจงเจริญ สส. บัญชีรายชื่อ พรร […]

The post ก้าวไกลเสียใจ เหตุครูเชียงรายถูกชายบุกเข้าทำร้ายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ‘ครูนอนเวร’ ตอกย้ำปัญหาการศึกษาไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (21 มกราคม) ปารมี ไวจงเจริญ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้ความเห็นต่อกรณีครูโรงเรียนบ้านโป่งเกลือ ตำบลดอยลาน อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ถูกชายบุกเข้ามาทำร้ายร่างกายระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่เวรรักษาการณ์สถานที่ราชการ หรือ ‘ครูนอนเวร’ ภายในโรงเรียนเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา

 

ปารมีระบุว่า ตนรู้สึกเสียใจและเศร้าสลดกับเหตุการณ์นี้มาก จึงถึงเวลาแล้วที่กระทรวงศึกษาธิการต้องยกเลิกครูนอนเวร ทั้งนี้ ตนได้ยื่นหนังสือขอปรึกษาหารือประเด็นดังกล่าวในคณะกรรมาธิการการศึกษาไปตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ตนก็จะยิ่งเร่งผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จให้ได้

 

ตนขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ให้ยกเลิกครูนอนเวรเสียที เพราะนอกจากจะก่อให้เกิดภาระและสร้างความลำบากให้กับบรรดาครูไทยเรื้อรังมายาวนานหลายสิบปีแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายและจิตใจของครูตามข่าวที่ปรากฏออกมาด้วย

 

ปารมีกล่าวต่อไปว่า การยกเลิกการนอนเวรของครูไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก เพราะอาศัยเพียงการแก้ไขมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ว่าด้วยหลักเกณฑ์การอยู่เวรรักษาการณ์สถานที่ราชการ โดยแก้ไขในข้อ 9 เดิมที่ระบุแต่เพียงว่า ‘หากส่วนราชการมีหน่วยรักษาความปลอดภัยหรือมีการจ้างเอกชนอยู่แล้ว จะไม่จัดให้มีเวรรักษาการณ์และผู้ตรวจเวรก็ได้’ โดยเพิ่มเติมเข้าไปว่า ‘หรือหากมีการติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ก็ไม่ต้องจัดให้มีเวรรักษาการณ์และผู้ตรวจเวร’

 

และให้ยกเลิกข้อ 10 ที่บัญญัติไว้ว่า ‘กรณีที่ส่วนราชการ หรือหน่วยงานใดมีความจำเป็นไม่อาจปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ข้อ 9 ข้างต้นได้ ให้ผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจในการที่จะสั่งการการอยู่เวรรักษาการณ์ตามความเหมาะสมได้ โดยไม่ให้เกิดผลเสียหายกับงานและทรัพย์สินของราชการหรือหน่วยงาน’

 

ปารมีระบุว่า การที่ตนเห็นว่าควรต้องยกเลิกข้อ 10 นี้ไปเลย เพราะคำว่า ‘ให้ผู้บังคับบัญชาใช้ดุลพินิจ’ มักหมายถึงการบังคับสถานเดียวเท่านั้น โดยไม่ถามความสมัครใจของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวที่เกิดขึ้นเสมอในระบบราชการไทย

 

สิ่งที่ตนเสนอนี้เป็นวิธีที่จะสร้างขวัญกำลังใจให้กับครูไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งทางฝ่ายบริหาร ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หากมีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาภาระงานครูและปัญหาครูนอนเวร ก็สามารถลงนามทำได้ทันที

 

“นายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถ้าจริงใจจะทำก็ทำได้เลย เพราะใช้แค่การออกมติ ครม. ใหม่ มายกเลิกมติ ครม. เก่า ไม่ได้เป็นการออกกฎหมายที่ต้องผ่านสภา และเมื่อไม่มีครูเวรก็ต้องติดกล้องวงจรปิด ซึ่งเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานของโรงเรียนที่ควรต้องมีอยู่แล้ว และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ควรต้องจัดสรรงบประมาณลงไปในส่วนนี้ด้วย” ปารมีกล่าว

The post ก้าวไกลเสียใจ เหตุครูเชียงรายถูกชายบุกเข้าทำร้ายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ‘ครูนอนเวร’ ตอกย้ำปัญหาการศึกษาไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ประชาธิปไตย’ คำขวัญวันเด็กจากนายกรัฐมนตรีในรอบ 23 ปี https://thestandard.co/democracy-childrens-day-slogan/ Sat, 13 Jan 2024 03:23:06 +0000 https://thestandard.co/?p=887259

‘มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้า […]

The post ‘ประชาธิปไตย’ คำขวัญวันเด็กจากนายกรัฐมนตรีในรอบ 23 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย’ คือคำขวัญเนื่องในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567 จากเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 

 

นับเป็นคำขวัญวันเด็กไทยที่มีคำมีว่า ‘ประชาธิปไตย’ ในรอบ 23 ปี

 

เศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 
ระหว่างเป็นประธานมอบโล่รางวัลแด่เยาวชนดีเด่น​ 
เนื่องในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2567​ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567

 

คำขวัญวันเด็กจากนายกรัฐมนตรี 

 

คำขวัญวันเด็กโดยนายกรัฐมนตรีมีขึ้นตั้งแต่ปี 2499 หรือ 68 ปีที่แล้ว โดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ระบุว่า ‘จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม’

 

จากนั้นคำขวัญวันเด็กเงียบหายไป 2 ปี หลังจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจจอมพล ป. ได้สำเร็จเมื่อปี 2500 

 

ก่อนที่ปี 2502 จอมพล สฤษดิ์ ได้มอบคำขวัญวันเด็กอีกครั้ง ระบุว่า ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า 

 

นับแต่นั้นประเทศไทยก็ไม่เคยขาดแคลนคำขวัญวันเด็กอีกเลย มีเว้นช่วงปี 2507 ยุคจอมพล ถนอม กิตติขจร เพียงปีเดียวเท่านั้น 

 

คำขวัญประจำเด็กตั้งแต่ปี 2499-2567 ที่เด็กๆ ได้รับจาก 19 นายกรัฐมนตรี มีทั้งสิ้น 66 ครั้ง โดยมีคำขวัญที่กล่าวถึง ‘ประชาธิปไตย’ เพียง 5 ครั้งเท่านั้น จากชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 ครั้ง ในปี 2536, 2537, 2543 และ 2544 

 

ล่าสุดในปี 2567 จากเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยอีก 1 ครั้ง สามารถเรียงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้ 

 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม 

 

ปี 2499: จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม

 

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

 

ปี 2502: ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า

ปี 2503: ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด

ปี 2504: ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย

ปี 2505: ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด

ปี 2506: ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด

 

จอมพล ถนอม กิตติขจร

 

ปี 2508: เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี

ปี 2509: เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น และสมานสามัคคี

ปี 2510: อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย

ปี 2511: ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย มีความเฉลียวฉลาด รักชาติยิ่ง

ปี 2512: รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ

ปี 2513: เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส

ปี 2514: ยามเด็กจงหมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ

ปี 2515: เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ

ปี 2516: เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ

 

สัญญา ธรรมศักดิ์

 

ปี 2517: สามัคคีคือพลัง

ปี 2518: เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี

 

คึกฤทธิ์ ปราโมช

 

ปี 2519: เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรืองจะต้องทำตัวให้ดีมีวินัยเสียแต่บัดนี้

 

ธานินทร์ กรัยวิเชียร

 

ปี 2520: รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย

 

เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

 

ปี 2521: เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง

ปี 2522: เด็กไทยคือหัวใจของชาติ

ปี 2523: อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

 

เปรม ติณสูลานนท์

 

ปี 2524: เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม

ปี 2525: ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย

ปี 2526: รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย คุณธรรม

ปี 2527: รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดี มีความคิด สุจริต ใจมั่น หมั่นศึกษา

ปี 2528: สามัคคี มีวินัย ใฝ่คุณธรรม

ปี 2529: นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

ปี 2530: นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

ปี 2531: นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

 

ชาติชาย ชุณหะวัณ

 

ปี 2532: รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

ปี 2533: รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม

ปี 2534: รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา

 

อานันท์ ปันยารชุน

 

ปี 2535: สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม

 

ชวน หลีกภัย

 

ปี 2536: ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

ปี 2537: ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

ปี 2538: สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม

 

บรรหาร ศิลปอาชา

 

ปี 2539: มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด

 

ชวลิต ยงใจยุทธ

 

ปี 2540: รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด

 

ชวน หลีกภัย

 

ปี 2541: ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

ปี 2542: ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย

ปี 2543: มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

ปี 2544: มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย

 

ทักษิณ ชินวัตร

 

ปี 2545: เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส

ปี 2546: เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี

ปี 2547: รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน

ปี 2548: เด็กรุ่นใหม่ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด

ปี 2549: อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด

 

สุรยุทธ์ จุลานนท์

 

ปี 2550: มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข

ปี 2551: สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 

ปี 2552: ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี

ปี 2553: คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม

ปี 2554: รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ

 

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

 

ปี 2555: สามัคคี มีความรู้คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี

ปี 2556: รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน

ปี 2557: กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทย ให้มั่นคง

 

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

ปี 2558: ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต

ปี 2559: เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต

ปี 2560: เด็กไทยใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง

ปี 2561: รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี

ปี 2562: เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ

ปี 2563: เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย

ปี 2564: เด็กไทยวิถีใหม่ รวมไทยสร้างชาติ ด้วยภักดีมีคุณธรรม

ปี 2565: รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม

ปี 2566: รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ความดี

 

เศรษฐา ทวีสิน

 

ปี 2567: มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย

 

ครูจวง ก้าวไกลชี้ อย่าให้คำขวัญวันเด็กจากนายกฯ ​เป็นแค่ลมปาก

 

ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ให้ความเห็นกับ THE STANDARD ในฐานะอดีตแม่พิมพ์ของชาติ ผู้ที่เคยสอนวิชาสังคมและประวัติศาสตร์มานานเกือบ 30 ปี ถึงคำขวัญวันเด็กประจำปี 2567 ที่ระบุว่า ‘มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย’ ว่าถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่นายกรัฐมนตรีเลือกใช้คำว่า ‘ประชาธิปไตย’ ในรอบหลายปี

 

ปารมีบอกอีกว่า ตนเองไม่อยากให้คำว่าประชาธิปไตยเป็นเพียงคำขวัญที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ หากอ่านคำขวัญของนายกรัฐมนตรีแล้วนั้นก็ต้องทำให้ทุกความหมายในคำขวัญวันเด็กปีนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ โดยเฉพาะการให้สังคมเคารพความเห็นต่าง

 

ตัวอย่างเช่น โรงเรียนไทยนั้นยังมีความเป็นอำนาจนิยมสูง ไม่เคารพความเห็นต่าง และละเมิดสิทธิเด็กเสมอ 

 

“ดิฉันไม่อยากให้คำขวัญของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงแค่ลมปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลักสูตรการเรียนในวิชาสังคมศึกษาที่มีการยัดเยียดอุดมการณ์แบบเดิมๆ ด้วยการเพิ่มวิชาประวัติศาสตร์และวิชาหน้าที่พลเมือง”

 

ปารมี ไวจงเจริญ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล 
แฟ้มภาพ: ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

 

ปารมีอธิบายเพิ่มเติมว่า รัฐบาลพยายามเพิ่มหลักสูตรวิชาการปลูกฝังหน้าที่พลเมืองด้วยแนวคิดและอุดมการณ์แบบเก่าๆ โดยไม่ให้เชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย ความเท่าเทียม หรือการมีส่วนร่วมในประเทศนี้ โดยมีแต่ปลูกฝังให้รักชาติ และไม่ให้คำนึงว่าเราก็เป็นพลเมืองของโลกเช่นกัน 

 

การปลูกฝังประชาธิปไตยในโรงเรียนนั้น ‘มี’ แต่ ‘ไม่มาก’ มีการสอนและท่องไปตามตำราที่มีแต่เปลือก เป็นประชาธิปไตยเชิงพฤติกรรม โดยที่ไม่คำนึงถึงเนื้อแท้ของประชาธิปไตย แล้วเด็กรุ่นใหม่จะเข้าใจถึงความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร 

 

ประชาธิปไตยในโรงเรียนอย่างแท้จริง เริ่มง่ายๆ คือผู้อำนวยการโรงเรียนต้องฟังคุณครูให้มากขึ้น และครูต้องฟังและให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น ไม่ใช่เอาแต่ ‘สั่งๆๆ’ และสิ่งที่สำคัญที่สุด ทุกคนต้องไม่สยบยอมกับเผด็จการและอำนาจนิยม

 

ทำไม ‘ต้องมี’ วันเด็กแห่งชาติ

 

สำหรับการจัดงานวันเด็กแห่งชาตินั้นเริ่มต้นขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2498 ในรัฐบาล จอมพล ป. มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของเด็กเหมือนนานาประเทศ โดยได้ถือเอาวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมเป็นวันเด็กแห่งชาติเรื่อยมาจนถึงปี 2506 

 

จากนั้นคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติมีความเห็นว่าควรเลื่อนกำหนดการจัดงานวันเด็ก เนื่องจากเดือนตุลาคมของไทยนั้นอยู่ในช่วงฤดูฝน ประกอบกับวันจันทร์เป็นวันที่ผู้ปกครองต้องไปทำงาน จึงเป็นอุปสรรคต่อการฉลองและทำกิจกรรมของเด็กๆ 

 

คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร จึงมีมติเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2507 ประกาศเปลี่ยนแปลงวันจัดงานวันเด็กจากวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมมาเป็นวันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือนมกราคม โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2508 เป็นต้นมา 

 

สำหรับวัตถุประสงค์นั้น รัฐบาลไทยกำหนดไว้คือ เพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กและเยาวชนยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนและอยู่ในระเบียบวินัยอันดี และเพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของเด็ก

The post ‘ประชาธิปไตย’ คำขวัญวันเด็กจากนายกรัฐมนตรีในรอบ 23 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาโหวตคว่ำญัตติก้าวไกลเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ ส่งเรื่องให้ กมธ.การศึกษาพิจารณาแทน https://thestandard.co/mfp-special-committee-considers-educational-management-guidelines/ Wed, 18 Oct 2023 10:41:12 +0000 https://thestandard.co/?p=856108 ปัญหาการศึกษา

วันนี้ (18 ตุลาคม) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจาร […]

The post สภาโหวตคว่ำญัตติก้าวไกลเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ ส่งเรื่องให้ กมธ.การศึกษาพิจารณาแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญหาการศึกษา

วันนี้ (18 ตุลาคม) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการพิจารณาญัตติเรื่อง ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย หรือเด็กรหัส G เสนอโดย ปารมี ไวจงเจริญ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และคณะ ซึ่งมีการเสนอญัตติและอภิปรายต่อเนื่องมาจากการประชุมครั้งก่อน

 

ในที่ประชุมวันนี้มี สส. พรรคก้าวไกลหลายคนร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว เช่น เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส. บัญชีรายชื่อ สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ระบุว่า ปัจจุบันมีเด็กไร้สัญชาติที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระบบรวมกันกว่า 2 แสนคน เนื่องจากในประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีสงครามและปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้คนส่วนหนึ่งจำเป็นต้องเข้ามาแสวงหาโอกาสเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย 

 

ดังนั้นสังคมไทยจึงต้องเปิดใจโอบรับพี่น้องแรงงานข้ามชาติ โดยมองพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และให้การศึกษาที่มีคุณภาพแก่ลูกหลานของพวกเขา ในอนาคตคนกลุ่มนี้จะเป็นคนทำงานที่มีฝีมือ เป็นผู้บริโภค และเป็นผู้เสียภาษี ย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งสิ้น

 

การจัดการศึกษาให้กลุ่มคนเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นภาระของสังคมไทย การใช้งบประมาณ 300-500 ล้านบาทต่อปี ไม่เกินศักยภาพที่รัฐบาลไทยจะทำได้ และถ้าหากรัฐบาลไทยมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ก็มีโอกาสขอรับเงินช่วยเหลือจากองค์กรด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศได้ด้วย

 

ขณะที่ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เป็นผู้สรุปญัตติหลังจบการอภิปราย โดยระบุว่า เด็กทุกคนในประเทศนี้มีความคาดหวังว่าสภาแห่งนี้จะตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาไม่ให้มีเด็กคนใดตกหล่นไปจากระบบการศึกษาของประเทศนี้อีก ทุกคนน่าจะเคยอ่านหนังสือเรื่องเจ้าชายน้อยมาก่อน ประโยคสำคัญของเรื่องบอกไว้ว่า เวลาเราจะคิดหรือทำอะไรในเรื่องของเด็ก ท่านจะใช้สายตาหรือใช้หัวใจในการมอง 

 

“การลงมติในญัตตินี้จึงสำคัญมาก ท่านจะตัดสินโดยใช้สายตาที่แต่ละคนสั้นหรือยาวไม่เท่ากัน มีกรอบวิธีคิดที่แตกต่างกัน หรือจะใช้หัวใจในการตัดสินใจว่าทุกคนที่เป็นเด็กในประเทศนี้คือลูกหลานของเรา” ณัฐวุฒิกล่าว

 

จากสถิติเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 มีเด็กที่ไร้ทะเบียนราษฎรหรือไร้สัญชาติไทยอยู่ในโรงเรียนกว่า 3 แสนคน แต่ได้รับการยืนยันว่ามีตัวตนเพียง 1.1 แสนคน ส่วนอีกเกือบ 2 แสนคนไม่มีการลงรหัสยืนยันตัวตน นอกจากนี้ ประเด็นเด็กไร้สัญชาติไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับการลงรายการสถานะบุคคลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันมีเด็กไร้สัญชาติที่ได้รับการลงเลข 13 หลัก เพียง 89,000 คน ตกหล่นและอยู่ระหว่างการสอบประวัติอีกกว่า 40,000 คน เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการแล้ว และไม่อยู่ในขอบเขตที่กรรมาธิการคณะใดคณะหนึ่งจะทำการศึกษาได้

 

ที่สำคัญกว่านั้น ประเทศไทยกำลังจะถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงจากนานาอารยประเทศในที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติปลายปีนี้ รวมถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กรณีการพยายามส่งตัวเด็กไร้สัญชาติ 126 คนกลับไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการการศึกษาเพียงคณะเดียวจะสามารถตอบคำถามนี้ได้หรือไม่

 

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ขึ้นมา เพราะเรื่องนี้ครอบคลุมใน 4 มิติ ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ แรงงาน และสิทธิความเป็นพลเมืองหรือความเป็นมนุษย์ ซึ่งณัฐวุฒิย้ำว่า เวลาพูดถึงสิทธิเด็ก เด็กพูดด้วยตัวเองไม่ได้ สภาแห่งนี้จึงต้องเป็นศูนย์กลางในการยืนยันเรื่องนี้

 

“เรากำลังพูดถึงเด็กหลายแสนคนในประเทศไทยที่ไม่มีแม้แต่โอกาสในการเดินเข้าโรงเรียน ผมอยากวิงวอนเชิญชวนให้ทุกท่านอ่านเจ้าชายน้อย และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ กล้าที่จะใช้หัวใจของท่านในการลงมติแทนการใช้สายตาแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะส่งให้คณะกรรมาธิการคณะใดคณะหนึ่งไปดำเนินการ พรรคก้าวไกลขอยืนยันให้สภาแห่งนี้ลงมติสนับสนุนการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ ไม่ใช่เพื่อพรรคก้าวไกล เพื่อฝ่ายค้าน หรือสภาแห่งนี้ แต่เพื่อเด็กๆ ทุกคนในประเทศนี้” ณัฐวุฒิกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อนการลงมติ วิปรัฐบาลได้ประสานมายังพรรคก้าวไกลว่าจะลงมติไม่เห็นชอบกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ดังกล่าว โดยมองว่าประเด็นนี้สามารถมอบให้คณะกรรมาธิการการศึกษาไปพิจารณาเพียงคณะเดียวได้ ทำให้ผลการลงมติออกมาที่เห็นด้วย 164 เสียง และไม่เห็นด้วย 245 เสียง การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้นจึงไม่เกิดขึ้น โดยคณะกรรมาธิการการศึกษาจะรับไปดำเนินการต่อ และใช้กรอบเวลา 90 วันในการดำเนินการให้แล้วเสร็จ

The post สภาโหวตคว่ำญัตติก้าวไกลเสนอตั้ง กมธ.วิสามัญแก้ปัญหาการศึกษาของเด็กไร้สัญชาติ ส่งเรื่องให้ กมธ.การศึกษาพิจารณาแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารมี ก้าวไกล ไม่เห็นภาพการปฏิรูปการศึกษาในนโยบายรัฐบาล ‘กว้าง-ไม่ครอบคลุม’ เหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว เสนอต้องกระจายอำนาจในโรงเรียน 4 ด้าน https://thestandard.co/parliament-policy-120966-13/ Tue, 12 Sep 2023 06:55:41 +0000 https://thestandard.co/?p=840708 ปารมี ไวจงเจริญ

วันนี้ (12 กันยายน) ที่ประชุมร่วมกันของสมาชิกรัฐสภา ครั […]

The post ปารมี ก้าวไกล ไม่เห็นภาพการปฏิรูปการศึกษาในนโยบายรัฐบาล ‘กว้าง-ไม่ครอบคลุม’ เหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว เสนอต้องกระจายอำนาจในโรงเรียน 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปารมี ไวจงเจริญ

วันนี้ (12 กันยายน) ที่ประชุมร่วมกันของสมาชิกรัฐสภา ครั้งที่ 5 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีสมาชิกรัฐสภาเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 746 คน แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)

 

ปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายถึงนโยบายด้านการศึกษาว่า ตนเองในฐานะอดีตครู มีความกังวลใจต่อนโยบายด้านการศึกษา เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลกว้างและไม่ครอบคลุมทุกมิติของปัญหาทางด้านการศึกษา หากเป็นเข็มทิศในการปฏิรูปการศึกษาไทย ประเทศนี้จะหลงอยู่ในเข็มทิศนี้แน่นอน ขณะเดียวกัน นโยบายดังกล่าวยังมีความคล้ายคลึงกับรัฐบาลเดิม ที่ไม่สามารถเข้าถึงแก่นปัญหาของบุคลากรที่ต้องแบกความทุกข์ของการศึกษาไทย 

 

คำแถลงของรัฐบาลไม่มีการพูดถึงสารตั้งต้นสำคัญของหลุมดำในการศึกษาไทย คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติแม้แต่คำเดียว จากการศึกษาจากหลายหน่วยงานต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า การปฏิรูปการศึกษามีความจำเป็นที่จะต้องมีจินตนาการในการจัดสรรอำนาจ งบประมาณ ทรัพยากรทางการศึกษา ซึ่งรัฐบาลต้องชัดเจนว่าจะใช้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ หรือ พ.ร.บ.ฉบับเก่าของรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งมีบุคลากรจำนวนมากรับไม่ได้

 

ปารมีกล่าวอีกว่า คำแถลงของรัฐบาล “…การกระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง…” นั้นเป็นการใช้คำที่สวยหรูและดูดี แต่เขียนไว้สั้นและไม่เห็นภาพของการปฏิบัติ รวมถึงไม่ได้ลงรายละเอียดในการปฏิรูป ซึ่งการกระจายอำนาจที่ดีที่สุดคือ การกระจายอำนาจในโรงเรียน และต้องกระจายอำนาจใน 4 ด้าน คือ

 

  1. กระจายอำนาจงานบริหารทั่วไป ให้อำนาจผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ต้องรอส่วนกลาง 
  2. กระจายอำนาจในการบริหารงานบุคคล ให้เลือกโรงเรียนเลือกครูได้เอง
  3. กระจายอำนาจในการบริหารวิชาการ หลักสูตรทุกโรงเรียนไม่จำเป็นต้องใช้หลักสูตรเดียวกัน 
  4. กระจายอำนาจในการใช้งบประมาณ 

 

“จะกระจายอำนาจไม่ได้ ถ้าไม่แตะโครงสร้างอันใหญ่เทอะทะของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาเป็นกระทรวงที่ใหญ่โตเทอะทะและซับซ้อนมาก ใช้ระบบการบริหารงานแบบสั่งบนลงล่าง และรวมอำนาจอยู่ที่ส่วนกลางมากๆ ที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง”

 

ปารมีกล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้อยแถลงการณ์ของรัฐบาลนั้นกว้างมาก และสามารถปฏิรูปการศึกษาได้ยากมาก หวังว่าจะนำข้อกังวลใจไปปรับใช้เพื่อให้สามารถทำลายหลุมดำของการศึกษาไทยที่มืดมิดมาอย่างยาวนานได้

The post ปารมี ก้าวไกล ไม่เห็นภาพการปฏิรูปการศึกษาในนโยบายรัฐบาล ‘กว้าง-ไม่ครอบคลุม’ เหมือนรัฐบาลชุดที่แล้ว เสนอต้องกระจายอำนาจในโรงเรียน 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>