ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ-เขีย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 27 Apr 2022 02:29:59 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Playlist – 10 เพลงฟังสบายสำหรับบรรยากาศฤดูฝน https://thestandard.co/10-easy-listening-music/ https://thestandard.co/10-easy-listening-music/#respond Wed, 18 Jul 2018 05:53:46 +0000 https://thestandard.co/?p=108371

ประเทศไทยเข้าฤดูฝนมาสักพักแล้ว สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในเมื […]

The post Playlist – 10 เพลงฟังสบายสำหรับบรรยากาศฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเทศไทยเข้าฤดูฝนมาสักพักแล้ว สำหรับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง ฝนตกเป็นเรื่องน่ารำคาญใจ ทั้งบรรยากาศที่ชื้นแฉะ การเดินทางที่ไม่สะดวก ไปจนถึงบรรยากาศที่ชวนหงอย ไม่เป็นใจ ฯลฯ อ่านดูเหมือนฝนจะนำพามาแต่เรื่องลบๆ แต่เชื่อว่า ‘เพลง’ จะเปลี่ยนหลายสิ่งให้ดีขึ้นได้ นี่คือ 10 บทเพลงที่การันตีว่าจะเข้ากับบรรยากาศหน้าฝน ชนิดที่ไม่ว่าเปิดฟังตอนรถติด เปิดตอนซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน หรือทำกิจวัตรใดๆ ขอเพียงมีฝนตกพรำๆ ที่นอกหน้าต่างเป็นอันได้อารมณ์

 

  1. Fine on the Outside – Priscilla Ahn

 

ซิงเกิลประกอบแอนิเมชันจิบลิเรื่อง When Marnie Was There ผลงานของ Priscilla Ahn ศิลปินอะคูสติกสาวชาวอเมริกัน ที่ทั้งร้องและเล่นกีตาร์ในเพลงด้วยตัวเอง เธอแต่งเพลงนี้จากมุมมองว่าตัวเธอเองก็เหมือนแอนนา ตัวเอกของเรื่อง ที่เป็นเด็กโดดเดี่ยวไม่มีเพื่อน และบทเพลงนี้เองที่อยู่เป็นเพื่อนเธอ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือเพลง Fine on the Outside ที่แม้จะชวนให้เหงาแต่ก็ยังมีความสดใสซ่อนอยู่

 

 

  1. Vibration – Nariyama Ayagu

 

ข้อมูลของศิลปินรายนี้เราอาจจะมีไม่มาก รู้แต่ว่าอัลบั้มซิงเกิล Okinawa Delays ของ Nariyama Ayagu ปล่อยออกมาภายใต้การดูแลของ Claremont 56 ค่ายเพลงอิสระอายุ 11 ปี ที่ทำผลงานเพื่อให้เพื่อนๆ นักดนตรีคอเดียวกันได้ร่วมเสพ สุดท้ายออกมาเป็นผลงานดนตรีฟังกี้ซาวด์ละมุนกับเสียงร้องใสหวานของ Satoko Ishimine นักร้องชื่อดังของญี่ปุ่น กดไปฟังได้ที่นี่

 

  1. Snow (feat. Lee Moon Sae) – Zion.T

 

แม้จะมีชื่อเพลงว่า Snow แต่เราว่าเหมาะกับฤดูฝนเป็นที่สุด นี่คือเพลงล่าสุดของ Zion.T ศิลปินอาร์แอนด์บีจากเกาหลีใต้ ที่ฟีเจอริงกับลีมุนแซ นักร้อง นักแต่งเพลงรุ่นเก๋า ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือเพลงแจ๊ซเย็นๆ ที่รับประกันบรรยากาศกรุ่นเหงา

 

 

  1. I come through – Ohashi Trio

 

ถึงจะชื่อวงว่า Trio แต่แท้จริงมีสมาชิกคนเดียวคือ Yoshinori Ohashi นักดนตรี นักร้อง โปรดิวเซอร์ชาวญี่ปุ่น ที่มีเอกลักษณ์อย่างมากกับเพลงป๊อป ซึ่งรวมเอาแนวเพลงแจ๊ซ บัลลาด ร็อก และคลาสสิกเข้าไว้ด้วยกัน เพลง I come through อยู่ในอัลบั้ม NEWOLD จากปี 2010 เป็นเพลงบัลลาดช้าๆ ที่รับประกันว่าเราจะได้เสพอารมณ์เหงาๆ ในบรรยากาศฝนๆ ไปแบบเพลินๆ   

 

 

  1. Paris in the Rain – Lauv

 

นักร้องชาวอเมริกันเชื้อสายลัตเวีย ที่เขียนเพลงถึงปารีส (จริงๆ เนื้อเพลงคือแค่อยู่กับเธอ จะที่ไหนๆ ก็เหมือนอยู่ในเมืองปารีสช่วงฝนโปรยทั้งนั้น) Lauv เป็นที่รู้จักจากการเล่นเปิดให้คอนเสิร์ต Divide Tour ของ Ed Sheeran ในเอเชีย ซึ่งตอนนี้เขาก็เริ่มมีชื่อเสียงพอจะมีเวิลด์ทัวร์ครั้งแรกของตัวเองแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

 

  1. Help Yourself – Amy Winehouse

 

เพลงซิงเกิลจากอัลบั้ม Frank อัลบั้มแรกของ Amy Winehouse ในปี 2003 เป็นเอมีในยุคที่บทเพลงยังมีความสดใส เพลงนี้เป็นโซลแจ๊ซที่ให้บรรยากาศสดชื่นเหมือนฝนพรมลงบนใบหน้าในแบบที่เราต้องฟังซ้ำอีกหลายรอบเลยทีเดียว

 

 

  1. ไม่มีที่ยืน – ปั่น ไพบูลย์เกียรติ

 

ถ้าจะมีนักร้องไทยสักคนที่ร้องเพลงเหงาได้แบบไม่ต้องบีบเค้นอารมณ์มาก เราว่าต้องใส่ชื่อของ ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว อยู่ในลิสต์ด้วยอีกหนึ่งคนแน่นอน เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มรวมศิลปิน Love Story ของค่าย SpicyDisc ที่ถ้าใครฟังแล้วไม่เหงาก็คงต้องมีจิตใจเข้มแข็งมากแน่ๆ

 

 

  1. เธอคือความจริง – Penguin Villa

 

“ใช่ว่าฟ้ามีดาวแค่ในกลางคืน อาจไม่เห็นใช่ว่าจะไม่มีจริง ดังความรักที่มอบให้เธอเสมอมา” แค่เนื้อเพลงท่อนนี้ก็รู้แล้วว่าพี่เจ เจตมนต์ Penguinvilla เป็นนักแต่งเพลงมือทองแค่ไหน เพลงอะคูสติกจังหวะ 6/8 ที่มีแค่เสียงร้องกับกีตาร์ตัวเดียวนี้ถ่ายทอดความงามและความเหงาของความรักได้สละสลวยมาก แนะนำให้ฟังเลย

 

 

  1. บอกฉันบอกเธอ – Bangkok Gigolo

 

เพลงจากอัลบั้มรวมศิลปิน Greenlight Project ปี 2546 ที่รวมศิลปิน 5 เบอร์ เบอร์ละ 2 เพลง Bangkok Gigolo เองก็มีเพลงโปรโมตคือ เธอน่ารัก ที่เป็นเพลงจังหวะโจ๊ะหน่อย แต่เรากลับชอบ บอกฉันบอกเธอ มากกว่า ด้วยความเรียบง่ายแต่ละมุนละไมของซาวด์และเนื้อเพลงที่ลงตัวมากๆ

 

 

  1. Hey Laura – Gregory Porter

 

เพลงป๊อปแจ๊ซซาวด์เนียนๆ กับเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ไม่แน่ใจว่าลอร่า แฟนสาวของตัวเองมีใจให้คนอื่นหรือเปล่า จนต้องไปเคาะประตูบ้านเธอกลางดึกเพื่อถามให้แน่ใจ เมื่อรวมกับเสียงทุ้มต่ำของ Gregory Porter ก็ทำให้เพลงนี้เหงาจนต้องนั่งฟังนิ่งๆ ให้เพลงนวดอารมณ์เราไปจนจบเพลง

 

 

ถ้าใครใช้ Apple Music สามารถตามไปฟังทั้ง 10 เพลงนี้ได้ยาวๆ ในเพลย์ลิสต์นี้

The post Playlist – 10 เพลงฟังสบายสำหรับบรรยากาศฤดูฝน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/10-easy-listening-music/feed/ 0
จะต้องสูญเสียกันอีกเท่าไรก็ยอม คอนเสิร์ตศิลปินไทย-เทศที่ต้องไปดูในปี 2018! https://thestandard.co/live-in-bangkok-2018/ https://thestandard.co/live-in-bangkok-2018/#respond Tue, 26 Dec 2017 10:48:07 +0000 https://thestandard.co/?p=58244

    คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังในปี 2017 ที่ผ่า […]

The post จะต้องสูญเสียกันอีกเท่าไรก็ยอม คอนเสิร์ตศิลปินไทย-เทศที่ต้องไปดูในปี 2018! appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังในปี 2017 ที่ผ่านมาอาจจะทำให้แฟนดนตรีหมดเนื้อหมดตัวกันที่สุด เพราะศิลปินระดับโลกหลายคนเรียงตัวมาจัดคอนเสิร์ตในไทยกันยาวเหยียดแบบไม่เคยมีมาก่อน แต่บอกเลยว่าตอนนี้ต้องเตรียมเงินไว้แต่เนิ่นๆ เพราะในปี 2018 ที่จะถึงนี้มีคอนเสิร์ตอีกเพียบที่ได้ยินชื่อศิลปินแล้ว บอกเลยว่าไม่ไปดูไม่ได้จริงๆ

 

 

11 มกราคม 2561

Singha Music presents Imagine Dragons Evolve World Tour Live in Bangkok

กลับมาอีกครั้งกับวงดนตรีร็อกระดับรางวัลแกรมมี่อย่าง Imagine Dragons แม้พวกเขาจะเคยมาเยือนกรุงเทพฯ ไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ แต่สำหรับใครที่พลาดไป ครั้งนี้พวกเขาก็กลับมาอย่างเต็มรูปแบบ รวมเพลงฮิตอย่าง It’s Time, Radioactive และ Thunder ที่ติดหูสุดๆ จนหยุดร้องไม่ได้ แถมยังขึ้นชื่อว่าเป็นวงดนตรีที่มีการแสดงสดยอดเยี่ยมที่สุดในโลกวงหนึ่งเลยทีเดียว

สถานที่: โอเอซิส อารีน่า โชว์ ดีซี

ราคาบัตร: 4,500, 3,500 และ 2,500 บาท

จำหน่ายบัตร: www.thaiticketmajor.com/concert/imagine-dragons-2018-th.html

 

 

12 มกราคม 2561

Liam Gallagher Live in Bangkok

พีกสุด เมื่อ เลียม กัลลาเกอร์ อดีตนักร้องนำจากวงระดับตำนานอย่าง Oasis เจ้าของบทเพลง Wonderwall, Champagne Supernova และ Live Forever กำลังอยู่ในช่วงเดินสายเวิลด์ทัวร์รอบโลก และประเทศไทยก็เป็นผู้โชคดีที่จะได้ต้อนรับศิลปินรุ่นใหญ่คนนี้ในคอนเสิร์ต Liam Gallagher Live in Bangkok เมื่อไม่นานมานี้เลียมเพิ่งปล่อยอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเองในชื่อ As You Were พร้อมซิงเกิล Wall of Glass ซึ่งอัลบั้มก็ติดชาร์ตอันดับหนึ่งใน iTunes ไปแล้วเรียบร้อย

สถานที่: ไบเทค บางนา ฮอลล์ 106

ราคาบัตร: 3,600 บาท และ VIP ราคา 4,600 บาท (เริ่มขายบัตรแล้วเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา)

จำหน่ายบัตร: www.ticketmelon.com/event/liamgallagher

 

 

28 มกราคม 2561

Foster The People Live in Bangkok

สาวกดนตรีอินดี้เตรียมตัวไปสนุกกับ Foster The People วงอินดี้ร็อกจากลอสแอนเจลิส เจ้าของเพลงฮิตอันดับ 1 ทั่วโลกที่ทุกคนต้องร้องได้อย่าง Pumped up Kicks และ Houdini พวกเขายังปล่อยอัลบั้มล่าสุดในชื่อว่า Sacred Hearts Club ที่มีเพลงมาแรงอย่าง Sit Next to Me, SHC และ Do It for the Money ซึ่งอัลบั้มนี้ถูกดีไซน์มาสำหรับการเล่นสดในคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ ใครที่เคยฟังเพลงแล้วเต้นตามอยู่บ่อยๆ Foster The People มาไทยคราวนี้ต้องห้ามพลาด

สถานที่: มูนสตาร์สตูดิโอ ลาดพร้าว 80

ราคาบัตร: 2,600 บาท (เริ่มขายบัตรแล้วเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา)

จำหน่ายบัตร: www.ticketmelon.com/event/fosterthepeople

 

 

29 มกราคม 2561

The xx Live in Bangkok

จากทัวร์ #ISeeYouTour ของวงดนตรีจากลอนดอน The xx ก็ตัดสินใจแวะมาหาแฟนๆ ชาวไทยจนได้ ด้วยโชว์เต็มรูปแบบทั้งแสงสีเสียงครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าแฟนเพลงชาวไทยของพวกเขานั้นอยู่ทุกที่ แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักชื่อเสียงของวงอินดี้ป๊อปวงนี้ พวกเขาเป็นเจ้าของรางวัล Mercury Prize จาก อัลบั้ม xx และอัลบั้ม Coexist ที่มียอดขายกว่า 2.5 ล้านก๊อบปี้ และทุกครั้งที่มีจัดคอนเสิร์ต บัตรก็ sold out อย่างรวดเร็วตลอด เพราะฉะนั้นแฟนเพลง The xx เตรียมกดซื้อบัตรได้เลย!

สถานที่: ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

ราคาบัตร: 2,800 บาท

จำหน่ายบัตร: www.ticketmelon.com/event/thexx

 

 

3-4 กุมภาพันธ์ 2561

AMP SHA Concert

คอนเสิร์ตคู่จากสองตัวแม่แห่งวงการเพลงไทยที่ต้องทำให้แฟนๆ เสียน้ำตาและเสียเหงื่อไปกับการเต้นตลอดงานแน่นอน แอม เสาวลักษณ์ และ มาช่า วัฒนพานิช สองคุณแม่ที่อยู่ในวงการดนตรีมากว่า 30 ปี และมีแฟนคลับที่ติดตามผลงานเพลงของพวกเธออย่างเหนียวแน่น ทำให้คอนเสิร์ตคู่ครั้งนี้ต้องครึกครื้นและยิ่งใหญ่สมชื่อแน่นอน

สถานที่: รอยัล พารากอน ฮอลล์

ราคาบัตร: 4,000 / 3,500 / 3,000 / 2,500 / 2,000 และ 1,500 บาท (เริ่มขายบัตรแล้วเมื่อวัน 11 พฤศจิกายน)

จำหน่ายบัตร: www.thaiticketmajor.com/concert/amp-sha-concert-2018-th.html

 

 

4 กุมภาพันธ์ 2561

BOYdKo50 #1 RHYTHM & BOYd CONCERT

สำหรับแฟนเพลงตั้งแต่ยุคเบเกอรี่ มิวสิค มาจนถึงยุคเลิฟอีส ที่ชื่นชอบสไตล์ดนตรีโรแมนติกติดหูแบบ บอย โกสิยพงษ์ คงจะดีใจสุดๆ เมื่อทราบข่าวคอนเสิร์ตใหญ่ที่จะพาแฟนเพลงย้อนวัยไป 24 ปีเพื่อฟังบทเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง ฤดูที่แตกต่าง, รักคุณเข้าแล้ว, เจ้าหญิง, ลมหายใจ, ดอกไม้ และอื่นๆ ที่จะเรียงโชว์ตามลำดับเพลงในอัลบั้ม RHYTHM & BOYd จากหน้า A จนถึงหน้า B กันเลยทีเดียว โดยเราจะได้ฟังเสียงออริจินัลจากนักร้องและผู้ร่วมก่อตั้งเบเกอรี่ มิวสิคด้วย

สถานที่: อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

ราคาบัตร: 4,000 / 3,500 / 3,000 / 2,500 / 2,000 / 1,800 / 1,500 และ 1,200 บาท

 

 

10 กุมภาพันธ์ 2561

Chang Music Connection presents “genie fest 19 ปี กว่าจะร็อกเท่าวันนี้”

ถ้าชื่อคอนเสิร์ตจะยังไม่ทำให้คุณว้าวพอ ต้องรออ่านรายชื่อศิลปินจากค่าย Genie Records ที่จะมารวมตัวกันอยู่ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ นำทีมโดย Bodyslam, 25 Hours, Big Ass, Instinct, Klear, Labanoon, พลพล, ป้าง นครินทร์, ปาล์มมี่, Paradox, Potato และอีกมากมายที่การันตีความมันแน่นอน โดยคอนเสิร์ตในครั้งนี้ยังเป็นบัตรยืน ราคาเดียวทั้งหมด (มีโปรโมชันส่วนลดหากซื้อภายในวันที่กำหนดด้วย) เริ่มต้นปีแบบนี้ สาวกชาวร็อกเตรียมโดดกันได้เลย

สถานที่: สนามราชมังคลากีฬาสถาน

ราคาบัตร: 1,500 บาท (หากซื้อบัตรวันแรกในวันที่ 7 มกราคม จะได้ส่วนลดเหลือเพียง 1,000 บาทเท่านั้น)

จำหน่ายบัตร: www.thaiticketmajor.com/concert/genie-fest-19-2018-th.html

 

 

15 กุมภาพันธ์ 2561

Singha Music presents Incubus Live in Bangkok

วงดนตรีเจ้าของยอดขายกว่า 23 ล้านอัลบั้มทั่วโลกที่ครองใจขาร็อกตั้งแต่ยุค 90s อย่าง Incubus เจ้าของเพลงอย่าง Drive, Wish You Were Here และ Pardon Me ที่กลับมาพร้อมอัลบั้มใหม่ที่ใช้ชื่อสั้นๆ ว่า 8 (ที่ได้ Skrillex มาร่วมโปรดิวซ์ด้วย) แฟนเพลง Incubus ชาวไทยกำลังจะได้ไปสนุกพร้อมๆ กับพวกเขาแบบใกล้ชิด และโชว์ที่การันตีความทรงพลังแน่นอน

สถานที่: บีซีซี ฮอลล์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว

ราคาบัตร: 2,200 และ 1,500 บาท

จำหน่ายบัตร: www.thaiticketmajor.com/concert/incubus-2018-th.html

 

24 กุมภาพันธ์ 2561

Dynasty Tiletop Presents ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น Concert

สามศิลปินรุ่นเดอะที่เป็นทั้งนักร้องและนักแต่งเพลง ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว, แต๋ม-ชรัส เฟื่องอารมย์ และตุ่น-พนเทพ สุวรรณะบุณย์ รวมตัวกันจัดคอนเสิร์ตที่จะรวบรวมบทเพลงในความทรงจำของแฟนวง ดึกดําบรรพ์ บอยแบนด์ ในชื่อ Dynasty Tiletop Presents ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น Concert

สถานที่: อิมแพ็ค เอ็กซิบิชัน ฮอลล์ 4 เมืองทองธานี

ราคาบัตร: 3,000 / 2,500 / 1,500 และ 1,000 บาท

จำหน่ายบัตร: www.thaiticketmajor.com/concert/duk-drum-ban-201-2018-th.html

 

 

23 มีนาคม 2561

John Legend Darkness and Light Tour First Time Live in Bangkok

กระแสของ จอห์น เลเจนด์ ยังแรงดีไม่มีตก ตั้งแต่อัลบั้ม Get Lifted ปี 2004 จนล่าสุดกับอัลบั้ม Darkness and Light (2016) และการปรากฏตัวในภาพยนตร์ La La Land ในที่สุดเราก็จะได้พบเสียงร้องแนวโซล-อาร์แอนด์บี จากจอห์น เลเจนด์ คนนี้ที่เป็นตำนานตามชื่อ เพราะเขาเป็นเจ้าของเพลงดังอย่าง Green Light, All of Me, Save Room แถมยังเคยได้รับรางวัลแกรมมี่ และติดรายชื่อใน 100 บุคคลที่มีอิทธิพลที่สุดในนิตยสาร Time อีกด้วย เตรียมพบกับคอนเสิร์ตครั้งแรกของเขาในประเทศไทยได้เลย

สถานที่: ไบเทค บางนา ฮอลล์ 106

ราคาบัตร: 8,000 / 4,500 และ 2,800 บาท

จำหน่ายบัตร: www.thaiticketmajor.com/concert/john-legend-darkness-and-light-tour-live-in-bangkok-2018-th.html

 

 

10 เมษายน 2561

Katy Perry WITNESS: The Tour 2018 Bangkok

อีกหนึ่งศิลปินรุ่นใหญ่ที่กลับมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยอีกครั้ง ศิลปินสาวตัวแม่จากอเมริกาอย่าง เคที เพอร์รี เจ้าของเพลง Teenage Dream, Firework และ Roar เธอทำยอดขายอัลบั้มไปได้กว่า 40 ล้านก๊อบปี้ และยอดขายเพลงไปได้มากกว่า 125 ล้านเพลง และแน่นอนว่าการแสดงคอนเสิร์ตของเธอแต่ละครั้งก็ต้องยิ่งใหญ่ โปรดักชันอลังการสมชื่อ โดยในคอนเสิร์ตครั้งนี้มีธีมการเดินทางไปยังนอกโลก และการเดินทางในวงการดนตรีของเธอตั้งแต่อัลบั้มแรกจนถึงปัจจุบัน

สถานที่: อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

ราคาบัตร: ยังไม่มีข้อมูลราคาบัตร โดยจะเริ่มขายบัตรวันที่ 13 มกราคม 2561

จำหน่ายบัตร: ThaiTicketMajor.com

 

 

21-22 เมษายน 2561

Peck Palitchoke

ขอเสียงนุชหน่อย! คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกของศิลปินสุดฮอตของประเทศไทยอย่าง เป๊ก ผลิตโชค ที่เผยให้เห็นข้อมูลแบบนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งนี้ แม้เราจะเคยเห็นฝีมือการเพอร์ฟอร์มของหนุ่มเป๊กที่ได้ทั้งร้องทั้งเต้นแบบไร้ที่ติ แต่ในคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกตั้งแต่อยู่ในวงการดนตรีของเขา น่าเชื่อว่าจะไม่ทำให้แฟนเพลงผิดหวังอย่างแน่นอน

สถานที่: รอยัล พารากอน ฮอลล์

ราคาบัตร: ยังไม่มีข้อมูลราคาบัตร โดยจะเริ่มขายบัตรในเดือนกุมภาพันธ์ 2561

 

 

30 เมษายน และ 1 พฤษภาคม 2561

Bruno Mars The 24K Magic World Tour Bangkok

อย่าลืมจดวันเอาไว้ให้ดีๆ เพราะศิลปินซูเปอร์สตาร์ราชาเพลงฮิปฮอป ฟังก์ และอาร์แอนด์บีอย่าง บรูโน มาร์ส กำลังจะกลับมามีคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบในประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 30 เมษายน 2561 และแน่นอนว่าเขาจะต้องขนเพลงตั้งแต่อัลบั้มก่อนๆ อย่าง Just The Way You Are, Billionaire, Uptown Funk! และอีกหลากหลายบทเพลงที่ร้องตามได้ รวมไปถึงผลงานจากอัลบั้มใหม่ล่าสุด 24K Magic ซึ่งออกมาเมื่อปลายปี 2016 ที่ยังส่งเพลงฮิตติดหูอย่าง Versace on the Floor และ That’s What I Like โดยคอนเสิร์ตในครั้งนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกของหนุ่มบรูโนที่ใช้ชื่อว่า The 24K Magic World Tour

สถานที่: อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

ราคาบัตร: บัตรขายหมดแล้วทั้งสองรอบ

 

 

7 พฤษภาคม 2561

Harry Styles Live on Tour 2018

ด้วยความที่มีกระแสเรียกร้องอย่างหนักจนทำให้ แฮร์รี สไตล์ส ต้องเพิ่มจุดหมายปลายทางการแสดงคอนเสิร์ตในเวิลด์ทัวร์ 2018 ของเขาอีกกว่า 56 ที่ รวมทั้งประเทศไทยของเรา หลายๆ คนอาจจะรู้จักแฮร์รีในนามของสมาชิกวง One Direction แต่ในฐานะศิลปินเดี่ยว แฮร์รีก็โชว์ความสามารถจากอัลบั้มเดี่ยวเมื่อกลางปีที่ติดชาร์ตทั่วโลก และยังขึ้นอันดับ 1 ในกว่า 20 ประเทศ รวมทั้งฝั่ง South East Asia อย่างบ้านเราด้วย แฟนคลับแฮร์รีเตรียมท่องเนื้อเพลง Sign of the Times ไว้ร้องในคอนเสิร์ตได้เลย

สถานที่: อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

ราคาบัตร: 5,040 / 4,040 / 3,040 และ 2,040 บาท

และยังมี VIP Package ราคา 18,040 / 14,540 และ 10,540 บาท (เริ่มขายบัตร 16 มิถุนายน 2561)

จำหน่ายบัตร: www.thaiticketmajor.com/concert/harry-styles-2017-en.html

The post จะต้องสูญเสียกันอีกเท่าไรก็ยอม คอนเสิร์ตศิลปินไทย-เทศที่ต้องไปดูในปี 2018! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/live-in-bangkok-2018/feed/ 0
ย้อนอดีตค่ายเพลงครีเอเทีย อาร์ทติสท์ ที่มีนักแต่งเพลงอย่าง พนเทพ สุวรรณะบุณย์ และจิระ มะลิกุล https://thestandard.co/creatia-artist/ https://thestandard.co/creatia-artist/#respond Sat, 30 Sep 2017 23:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=31313

     ในช่วงวัยเด็ก หน้าที่หลักของผมอย่าง […]

The post ย้อนอดีตค่ายเพลงครีเอเทีย อาร์ทติสท์ ที่มีนักแต่งเพลงอย่าง พนเทพ สุวรรณะบุณย์ และจิระ มะลิกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ในช่วงวัยเด็ก หน้าที่หลักของผมอย่างหนึ่งในทุกๆ เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์คือการตื่นไปเรียนว่ายน้ำ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของอาหารหูที่ผมแทบไม่รู้ตัว เพราะสระแห่งนี้มีการเปิดเพลงคลอในขณะที่เรียนว่ายน้ำอีกด้วย!
     ผมจำได้ว่าทุกเพลงที่เปิดมาจากค่ายเพลงที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้แทบทั้งสิ้น ไม่รู้เป็นเพราะรสนิยมส่วนตัวของคนดูแลสระ เจ้าของสระ หรือจะเป็นใครก็แล้วแต่ สระว่ายน้ำแห่งนี้จึงเปิดแต่เพลงที่คัดสรรมาแล้วว่าผ่าน คือเปิดแล้วต้องโดนเท่านั้นน่ะว่าง่ายๆ
     สระแห่งนี้จึงมีจุดขายที่ผมคิดว่าสร้างกุศลในการฟังเพลงอย่างมากมายให้พวกผม เพราะพวกเราจะร้องกันได้แทบทุกเพลง บางทีมีเพลงใหม่มาก็ต้องกลับมารอฟังในสัปดาห์หน้าเพื่อร้องให้ได้ หรือต้องไปหามาต่อยอดกันเอง ใครร้องได้ก่อนชนะ สำหรับผมมันเป็นช่วงเวลาที่สอนอะไรหลายอย่างในยุคที่มีแค่เทปคาสเซตต์ ไม่มีอินเทอร์เน็ต (และที่สำคัญ ไอศกรีมอร่อยแบบต้องร้องขอชีวิต!) และนี่แหละครับคือ ที่มาของเรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อไปนี้

     ถ้าย้อนกลับไปราวปี 2528 ประเทศไทยมีค่ายเพลงเล็กๆ เกิดขึ้นชื่อว่า ค่ายครีเอเทีย อาร์ทติสท์ (Creatia Artist) โดยเกิดจากแนวความคิดของ ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ ซึ่งจุดขายหลักๆ ของค่ายในตอนนั้นมาจากนักแต่งเพลงเป็นหลัก เพราะไม่ว่าจะเขียนอะไรออกมาก็ดูจะโดนใจไปซะหมด หลักๆ ก็จะมี ตุ่น-พนเทพ สุวรรณะบุณย์, ประภาส ชลศรานนท์, อิทธิ พลางกูร, ธเนส สุขวัฒน์ และจิระ มะลิกุล
     ส่วนศิลปินในค่ายในตอนนั้น ถ้าจะเทียบกับค่ายใหญ่ก็ถือว่ามีจำนวนน้อย สาเหตุก็เพราะค่ายดำเนินธุรกิจเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ด้วยเหตุผลว่าเมื่อหัวเรือหลักมีปัญหาด้านสุขภาพ ค่ายจึงจำเป็นต้องปิดตัวลง

 

 

     ศิลปินหลักๆ ที่ชูธงในตอนนั้นอย่างเช่น ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว ศิลปินคนแรกของค่าย มีอัลบั้มทั้งหมด 3 ชุดคือ ปั่น (ฝันที่หลุดลอย) (2528) เพลงดังในอัลบั้มนี้ เช่น รักนิรันดร์, อัลบั้มที่ 2 ปั่น ปั่น (อยากรู้) (2529) เพลงดังในอัลบั้ม เช่น อยากรู้, รักล้นใจ, รักยืนยง และอัลบั้มที่ 3 ปั่น ปั่น ปั่น (เฝ้าคอย) (2530) เพลงดังในอัลบั้ม เช่น เฝ้าคอย, เก็บใจ สามอัลบั้มนี้เรียกว่าเป็นมาสเตอร์พีซก็ว่าได้ เพราะทุกเพลงมีความไพเราะไม่แพ้กันจริงๆ         

 

                                                                             

 

     ศิลปินคนต่อไปที่เรียกได้ว่าชูธงให้กับค่ายนี้และเป็นศิลปินหญิงคนแรกคือ รวิวรรณ จินดา นักร้องดีกรีชนะเลิศสยามกลการ มีอัลบั้มออกมา 2 ชุดคือ รุ้งอ้วน (2529) เพลงดังในอัลบั้ม เช่น รุ้งอ้วน, พี่ชายที่แสนดี เพลงอมตะที่ร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง ส่วนอัลบั้มชุดที่ 2 คือ เพราะเราเข้าใจ (2530) เพลงดังในอัลบั้ม เช่น เพราะเราเข้าใจ, บ้านแสนสุข, ไม่อยากจะสน
     ศิลปินชายเดี่ยวอีกคนที่ถ้าจะไม่พูดถึงคงจะผิดธรรมเนียมเป็นแน่แท้ เพราะเพลงของเขาได้สร้างวลีเด็ดให้วัยรุ่นสมัยนั้นนำไปพูดกันจนเป็นที่ติดปาก ‘ฉันคิดไปเป็นชาวเกาะ’ ก็คือวลีอินดี้ที่มาจากศิลปินชายคนนี้ ปานศักดิ์ รังสิพราหมณกุล เขาออกอัลบั้ม คิดไปเป็นชาวเกาะ ในปี 2529 (อัลบั้มชุดที่ 2 ของตนเอง แต่เป็นอัลบั้มแรกที่ออกกับค่ายนี้) เพลงดังในอัลบั้มก็แน่นอน ไปเป็นชาวเกาะ เพลงที่เหมือนพูดแทนใจคนกรุงหัวใจอินดี้ในยุคนั้น และอีกเพลงที่โดดเด่นคือ รักเดียวใจเดียว

 

 


     ชรัส เฟื่องอารมย์ ศิลปินที่ปัจจุบันนี้ก็ยังมีผลงานออกมาให้ได้ยินกันอยู่ในนาม ดึกดำบรรพ์ บอยด์แบนด์ ร่วมกับตุ่น พนเทพ และปั่น ไพบูลย์เกียรติ ชรัสมีผลงานกับค่ายนี้เพียงชุดเดียวคืออัลบั้ม เหงาๆ ก็เอามาฝาก ในปี 2532 เพลงดังเช่น เหงาๆ ก็เอามาฝาก, ง่ายดาย, โปรดโกหกฉันสิ, แรงรัก (ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณาน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่ง) ในยูทูบยังมีให้ชมกันนะ

     สุรชัย จันทิมาธร หรือที่รู้จักกันดีในนาม หงา คาราวาน ออกอัลบั้มเดี่ยวชื่อ หมายเหตุจากเมืองจีน ในปี 2532 เพลงดังในอัลบั้ม เช่น ดอกไม้หายไป และเพลงบรรเลง ถั่งโถมโหมไฟ การออกอัลบั้มนี้แสดงให้เห็นถึงนโยบายของค่ายที่ไม่ต้องการจำกัดแค่บางแนวเพลง แต่คำนึงถึงคุณภาพของตัวผลงานและศิลปินควบคู่ไปด้วยเช่นกัน

 

 

     ปวีณา ชารีฟสกุล นักร้องนักแสดงที่ถูกชักชวนมาทำอัลบั้มโดย อิทธิ พลางกูร ออกอัลบั้มแรกชื่อ นัดกันแล้ว (2530) และเป็นอัลบั้มเดียวก่อนที่จะย้ายไปค่ายเอสพีศุภมิตร เพลงดังในอัลบั้ม เช่น นัดกันแล้ว, นี่แหละตัวฉัน

 

 


     เฉลียง ศิลปินกลุ่มที่ออกอัลบั้มที่ 2 ของวง (แต่เป็นอัลบั้มแรกกับค่ายนี้) ในชื่อ อื่นๆ อีกมากมาย (2529) ภายใต้การดูแลของ ประภาส ชลศรานนท์ เพลงเด่นๆ ที่คนฟังส่วนใหญ่ยังจำกันได้ดี เช่น ต้นชบากับคนตาบอด, อื่นๆ อีกมากมาย, เข้าใจ, รู้สึกสบายดี, กล้วยไข่ แต่เพลงที่มีอิทธิพลสำหรับผมมากที่สุดในอัลบั้มนี้คือ เที่ยวละไม เพราะผมเริ่มที่จะเรียนรู้การเล่นกีตาร์ก็จากเพลงนี้แหละครับ เฉลียงออกอัลบั้มกับครีเอเทียฯ เพียงอัลบั้มเดียว ก่อนที่จะย้ายไปอยู่บริษัทคีตาแผ่นเสียง

 

https://www.youtube.com/watch?v=CPtWyy300GA


     กะท้อน ศิลปินเพื่อชีวิตที่ผสมผสานความเป็นไทยอยู่ในบทเพลงจนเป็นเอกลักษณ์ และเป็นศิลปินที่มีอัลบั้มออกกับค่ายนี้เยอะที่สุดคือ 4 ชุด ตั้งแต่ปี 2529-2532 ได้แก่ กะท้อน 1 (2529), กะท้อน 2 (ลูกสาวชาวนา) (2530), กะท้อน 3 (ญี่ปุ่น ยุ่นปี่ เจแปน แจนเป) (2531) และ กะท้อนเลือดบวก (2532) เพลงเด่นในอัลบั้มของทั้ง 4 ชุด เช่น บุญแข่งเรือ ที่มีวลีเด็ด ‘บึ้ดจ้ำบึ้ด’ ส่วนของเพลงที่มีความซับซ้อนและโซโลกีตาร์ที่ติดหูก็ต้องเพลง สาวรำวง ที่ร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง, เพลง ลูกสาวชาวนา เป็นเพลงที่มีริฟฟ์กีตาร์ติดหูและมีวลีเด็ดคือ ‘ใครเนาะใครเนาะ’, อ้าย…จอห์นสัน เพลงแนวสกาสนุกๆ, ซามูไรบุก วลีเด็ดเพลงนี้คือ ‘ไฮ่…ญี่ปุ่นบุกแล้วววววววว’ และเพลง อ้ายโจ  ซึ่งกะท้อนเป็นวงโปรดวงหนึ่งของผม เพราะมีความทันสมัยในดนตรีและการเขียนเนื้อที่ร่วมสมัย

     สามหน่อ (ขาว-ทัชพงษ์ ลีลาจริยาธรรม, ไก่-ชยันต์ กระชุ่มกระชวย, กั้ม-ธันวา เสถียรปกิรณกรณ์) วงป๊อปร็อกที่ปัจจุบันมีคนนำเพลงมาคัฟเวอร์มากที่สุดวงหนึ่งในยุคนี้ ซึ่งก็คือเพลง รัก เก่า เก่า แต่จริงๆ ยังมีเพลงดังที่คุ้นหู เช่น ถามดู, บทเพลง, นึกแล้ว, ที่แล้วฉันรู้ดี แต่โดยรวมอัลบั้มนี้จะเข้าข่าย one hit wonder ซะมากกว่า

 

 


     ซิสเต็ม โฟร์ (System 4) วงดนตรี 4 หนุ่มหน้าตาดีโปรไฟล์เด่น สมาชิกในวงได้แก่ กุลพงษ์ บุนนาค, นุติ เขมะโยธิน, วิบูลพร พันธุ์กระวี และบัณฑิตพันธุ์ พันธุ์กระวี โดยเราจะคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่พอสมควรกับ น็อต-นุติ เขมะโยธิน หนึ่งในสมาชิกของวงที่ทำหน้าที่ร้องนำและเล่นกีตาร์ เพราะนอกจากเป็นนักดนตรีแล้ว เขายังมีอีกบทบาทของการเป็นนักแสดงด้วย วงนี้ออกอัลบั้มในปี 2532 ใช้ชื่อว่า Na Na Na เพลงเด่นในอัลบั้ม เช่น นา นา นา, เข้าใจไปเอง

     ส่วนศิลปินอื่นๆ ที่ได้ออกอัลบั้มกับค่ายนี้ เช่น วงดิน อัลบั้มชุด ลูกโดด, พิมพิไล ชมภู อัลบั้มชุด จักสิเป็นจังได๋, วงขนม อัลบั้มชุด ตาวิเศษตะลุยเมืองมอมแมม, นิดา โสภาพร อัลบั้มชุด แปดแสนนะ, จิ้น กรรมาชน อัลบั้มชุด เพื่อมาตุภูมิ

 


     ถึงแม้ว่าค่ายครีเอเทีย อาร์ทติสท์ จะมีช่วงเวลาในการดำเนินธุรกิจเพียง 4 ปี (2528-2532) แต่ก็ได้สร้างสรรค์ผลงานดีๆ ไว้มากมาย ที่สำคัญ บทเพลงและศิลปินเหล่านั้นยังคงความคลาสสิกมาจนถึงทุกวันนี้

     ข้อดีของการได้เสพเพลงที่ดี หรือมีก้าวแรกที่ช่วยสร้างพื้นฐานและรสนิยมที่ดีเสมอ ไม่มากก็น้อย ผมมักจะนึกย้อนกลับไปในวันนั้นเสมอทุกครั้งที่ได้ยินเพลงเหล่านี้ และสำนึกในบุญคุณของบุพการีของผมเสมอที่ต้องมาคอยปากเปียกปากแฉะงัดผมออกจากเตียงไปเรียนว่ายน้ำ เพราะถ้าผมไม่ตื่น ผมก็คงไม่มีโอกาสที่จะได้รู้จักเพลงเหล่านี้ อาจจะไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งกับดนตรีจนถึงทุกวันนี้ และคงไม่ได้มาเขียนบทความนี้ให้คุณได้อ่านกันเป็นแน่

The post ย้อนอดีตค่ายเพลงครีเอเทีย อาร์ทติสท์ ที่มีนักแต่งเพลงอย่าง พนเทพ สุวรรณะบุณย์ และจิระ มะลิกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/creatia-artist/feed/ 0
เพราะ ‘มิตรภาพระดับดึกดำบรรพ์’ ที่ทำให้ ปั่น, แต๋ม, ตุ่น กลับมาเป็น ‘บอยแบนด์’ ที่ทั้งเปรี้ยงและปัง! https://thestandard.co/culture-music-deukdamban-boyband/ https://thestandard.co/culture-music-deukdamban-boyband/#respond Sat, 29 Jul 2017 14:45:09 +0000 https://thestandard.co/?p=17260

     “อั๊วๆ” –  “ลื้อๆ” &nbsp […]

The post เพราะ ‘มิตรภาพระดับดึกดำบรรพ์’ ที่ทำให้ ปั่น, แต๋ม, ตุ่น กลับมาเป็น ‘บอยแบนด์’ ที่ทั้งเปรี้ยงและปัง! appeared first on THE STANDARD.

]]>

     “อั๊วๆ” –  “ลื้อๆ”   

     คือสรรพนามใช้เรียกแทนกันระหว่าง ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว, แต๋ม-ชรัส เฟื่องอารมย์ และ ตุ่น-พนเทพ สุวรรณะบุณย์ ที่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่ค่อยคุ้นหู แต่สำหรับพวกเขา มันเป็นคำใช้เรียกแทนมิตรภาพที่เดินทางมายาวนานกว่า 40 ปี คุ้นเคยกันทั้งในแง่ของความเป็นเพื่อนร่วมคณะ เพื่อนร่วมรุ่น ไปจนถึงเพื่อนร่วมงาน ที่ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเชื่อมโยง เกื้อหนุน และเติมเต็มกันด้วย ‘ดนตรี’

     คุณเชื่อไหมว่านักดนตรี ‘ข้างใน’ ไม่เคยแก่ ถ้ายังไม่ค่อยแน่ใจ THE STANDARD เชื่อว่านักดนตรีระดับตำนานอย่าง ปั่น, แต๋ม และตุ่น น่าจะเป็นตัวแทนพิสูจน์เรื่องนี้ได้ดี เพราะเกือบสองปีที่พวกเขากลับมาเล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้งในชื่อ ดึกดำบรรพ์  Boy Band โดยเริ่มต้นจากการนัดซ้อมเล็กๆ ด้วยกันหวังสนุก แล้วอัพคลิปง่ายๆ ลงยูทูบ พัฒนาเป็นไลฟ์สดทางโซเชียลมีเดีย ล่าสุดกลายเป็นว่าพวกเขาเพิ่งจะมีคอนเสิร์ตใหญ่เป็นของตัวเอง ซึ่งน่าตื่นเต้นมาก เพราะสำหรับเรา นอกจากพวกเขาจะเป็นบอยแบนด์ที่ (น่าจะ) รุ่นใหญ่ที่สุดของวงการ แต่การดำรงอยู่ของพวกเขาในฐานะนักดนตรียังทันสมัย ทันโลก เกินชื่อ ‘ดึกดำบรรพ์’ ไปเยอะเลย

 

 

เล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นความคิดที่อยากจะกลับมารวมตัวกันในชื่อวง ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ หน่อยสิครับ ว่านักร้องและโปรดิวเซอร์ระดับตำนานคิดอะไรกันอยู่

     ตุ่น: ทุกอย่างเริ่มต้นจากช่วงที่ผมกำลังจะมีคอนเสิร์ตของตัวเองชื่อ ‘รักนิรันดร์’ ซึ่งก็ตั้งใจไว้ว่าอยากจะชวนคนที่รัก ที่ชอบพอกัน หรือคนเคยทำงานด้วยมาเป็นแขกรับเชิญ ซึ่งก็ร่วมถึงปั่นและแต๋มที่เป็นทั้งเพื่อนและเคยร่วมงานกันมา ตอนนั้นเราคุยกันประมาณว่า ถ้า ‘แขกรับเชิญ’ มาร้องกันคนละเพลงมันก็จะธรรมดา ผมเลยตัดสินใจว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ให้เพื่อนทั้งสองคนมาร่วมเล่นโฟล์กซอง แล้วร้องเพลงด้วยกันสัก 2-3 เพลงในคอนเสิร์ตนั้น

     แต๋ม: ทำงานด้วยกันมา 30 ปี วันหนึ่งพอเราอายุมากขึ้น มันน่าจะ back to the origin กลับมาทำงานด้วยกันอีกครั้ง แล้วบังเอิญว่าตุ่นเขากำลังจะมีคอนเสิร์ตพอดี เราเลยตัดสินใจว่าน่าจะกลับมารวมตัวกันทำอะไรสนุกๆ ตามประสาคนมีอายุร่วมกันสักหน่อย แล้วบังเอิญโชคดีว่าพวกเรามีเพลงของตัวเองกันอยู่เยอะ ปั่นเขาก็มีเพลงฮิต ผมเองก็มีเพลงส่วนหนึ่งซึ่งฮิต ส่วนตุ่นเขาก็มีเพลงที่แต่งไว้แล้วเป็นเพลงฮิตอยู่เยอะแยะ อีกอย่างคือตุ่นเนี่ย เขามีวิธีการทำเพลงที่จะไม่ให้ซ้ำกับสิ่งที่ตัวเองทำมา เพราะเราเบื่อความซ้ำๆ ซากๆ ถ้ากลับมารวมกันก็น่าจะทำอะไรใหม่ มีการร้องแบบใหม่ มีการเรียบเรียงใหม่ การใช้คอร์ดแบบใหม่ พอคิดได้แบบนี้ เฮ้ย มันดีว่ะ ทุกอย่างมันมีความเป็นไปได้ให้เรากลับมารวมตัวกันทำงานตรงนี้ขึ้นมา

     ตุ่น: ส่วนที่มาที่ไปของชื่อวง เกิดจากในคอนเสิร์ตนั้นมีช่วงหนึ่งที่ธีร์ ไชยเดช เป็นแขกรับเชิญให้ผมด้วย แล้วพอถึงช่วงที่ผมจะต้องเชิญคุณปั่น ไพบูลย์เกียรติ กับชรัส เฟื่องอารมย์ ขึ้นมาบนเวทีในช่วงของเขา แต่ถึงเวลาพอประกาศไปแล้ว เอ… สองคนนี้เขาก็ไม่ขึ้นมาสักที เราหันไปมองข้างเวที เห็นเขายังทำตัวช้าๆ กันอยู่ ผมเลยหลุดปากออกมาเองว่า “พวกเราเนี่ยเป็นพวกดึกดำบรรพ์ จะทำอะไรก็เลยช้า เอาล่ะ ขึ้นเวทีกันมาได้แล้ว”

     ตอนนั้นเราพูดขึ้นมาแบบไม่ได้คิดอะไร แต่พอผ่านไปอีกวัน ซึ่งเป็นวันแสดงคอนเสิร์ตของธีร์ ไชยเดช เขาเองก็เชิญผมไปดู ระหว่างที่ร้องเพลง ธีร์เขาก็เล่าเรื่องให้คนฟังไปเรื่อยๆ ช่วงหนึ่งเขาก็เล่าว่าเมื่อวานไปดูคอนเสิร์ต ‘รักนิรันดร์’ ของพี่ตุ่น  พนเทพ ช่วงที่เขาชอบมากที่สุดคือช่วง ‘ดึกดำบรรพ์’ ผมนั่งฟังอยู่ตรงนั้นแล้วก็รู้สึกตามว่ามันเป็นชื่อที่ดีเหมือนกันนะ คือพูดแล้วมันเห็นภาพ…

     แต๋ม: เหมือนเป็นคำประชดว่าเราเป็นพวกดึกดำบรรพ์ (หัวเราะ)

     ตุ่น: หลังจากวันนั้น ผมเลยเก็บมาปรึกษากับเขาสองคนว่า ธีร์พูดชื่อ ‘ดึกดำบรรพ์’ ในคอนเสิร์ต ความหมายมันดีเหมือนกันนะ ถ้างั้นเราลองมาเล่นดนตรีกันดูไหม ส่วนตอนหลังปั่นเขาคิดว่าน่าจะเติมคำว่า ‘บอยแบนด์’ เพิ่มเข้ามา เหมือนประชดชีวิตพวกเรากันเอง

     แต๋ม: เหมือนว่าพวกเรายังมีไฟอยู่ คำว่า ‘บอยแบนด์’ เป็นภาพของวงวัยรุ่น หล่อๆ คือพวกเราก็หล่อๆ เหมือนกัน แต่อาจจะแก่ๆ หน่อย (หัวเราะ)

     ปั่น: ไม่หรอก ความจริงแล้วที่ผมเติมคำว่า ‘บอยแบนด์’ เข้าไป เพราะคิดถึงเรื่องราวของเราตอนเป็นวัยรุ่นที่ชอบเล่นดนตรีเหมือนกันมาตั้งแต่เด็กๆ จนยาวนานมาถึงวันนี้ ถ้างั้นก็น่าจะมีคำว่าบอยแบนด์ต่อท้าย โดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เหมือนกับวงบอยแบนด์ของคนอื่น        

     ตุ่น: เราเอาชื่อ ‘ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์’ ไปให้หมอดูดวงด้วยนะครับ

เขาก็บอกมาว่า เออ ก็ดี รวมๆ แล้วเป็นมงคล

     ปั่น: ไม่หรอก บังเอิญมันอยู่ใกล้บ้าน หมอดูเขาเป็นน้องชายของตุ่น (หัวเราะ)

พอคนเริ่มสนใจ เริ่มเข้ามาดูไลฟ์สด และติดตามเพิ่มมากขึ้น เราเองก็ต้องพัฒนาโชว์ของตัวเองให้ดีขึ้น เพราะกลัวว่าเดี๋ยวคนจะบอก โอ้ย! พวกมันแก่แล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรเลย

 

ได้ชื่อวงที่ชอบมาแล้วยังไงต่อ นัดรวมตัวกันซ้อมเลยดีไหม

     ปั่น: ส่วนใหญ่ตุ่นเขาเป็นคนคิดครับ ด้วยความที่เขาเป็นนักแต่งเพลง เป็นโปรดิวเซอร์  ฉะนั้นเขาจะรู้ว่าเพลงไหนเหมาะที่เราจะร้องเล่นกันได้ เพลงไหนน่าจะมีลิขสิทธิ์อยู่กับใคร จับต้องได้หรือเปล่า

     ตุ่น: คอนเซปต์จริงๆ ของของวงดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ คือเราจะนำเพลงที่เราแต่งเองในอดีตมาเรียบเรียงใหม่ ร้องใหม่ ในแบบฉบับของเราสามคน

     ปั่น: มันเริ่มจากพอเราซ้อม แล้วเอาคลิปตอนซ้อมไปลงในยูทูบ แล้วมีคนเข้ามากดไลก์ ได้ดูยอดวิวผ่านทางช่องทางต่างๆ มันเลยเป็นกำลังใจให้เราทำกันต่อ

     ตุ่น: ครั้งแรกมันสนุกจริงๆ ด้วยความที่ปั่นเขามีบ้านพักตากอากาศอยู่ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งวันนั้นพวกเราทุกคนว่าง ผม ปั่น กับแต๋มเขาก็ชวนพรรคพวก เพื่อนฝูง ถือกีตาร์ ตั้งเครื่องเสียงเล็กๆ ไปนั่งล้อมวงแล้วลองเล่นกีตาร์ ร้องเพลง ‘รักนิรันดร์’ ด้วยกันตรงระเบียง หลังจากนั้นก็เอาคลิปไปลงในยูทูบเป็นคลิปแรกๆ แล้วอยู่ๆ วงดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ มันก็เริ่มพัฒนาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา มีการไลฟ์สด มีคอนเสิร์ตตามมา  

     แต๋ม: ตอนแรกเนี่ย เพลงเราก็ทำไลน์ประสานกันธรรมดาก่อน แต่พอผ่านไปสัก 1 ปี มันก็เริ่มพัฒนา ตุ่นก็ช่วยคิด ปั่นก็ช่วยคิด ทุกอย่างมันประสานกันจนดูเป็นมืออาชีพมากขึ้น เราเริ่มจากถ่ายคลิป แล้วเดี๋ยวนี้มันมีการไลฟ์สด เราก็ค่อยๆ เพิ่มเติมการประชาสัมพันธ์ นำเสนอเพลงของเรากลับไปสู่โลกได้อีกครั้ง

     ตุ่น: ความจริงแล้วผมก็ยังงงๆ อยู่เหมือนกันที่เราทำกันต่อมาได้จนถึงวันนี้ (หัวเราะ) เพราะตอนแรกแค่คิดเล่นๆ จากการจัดปาร์ตี้ที่บ้านปั่นเท่านั้นเอง ตอนนี้จากที่เล่นสนุกๆ ก็ชักไม่สนุกแล้ว เพราะพอเริ่มมีฟีดแบ็กที่ดีมาเยอะๆ เริ่มมีคนอยากให้เราไปเล่นที่โน่นที่นี่ เริ่มมีคนติดต่ออยากจะทำคอนเสิร์ตใหญ่ให้ เฮ้ย แบบนี้เราจะคิดแค่เล่นๆ ไม่ได้แล้วนะ เราเริ่มต้องจริงจัง เป็นทางการขึ้นโดยไม่รู้ตัว

     แต๋ม: ผมว่ามันเป็นไปเองโดยธรรมชาติ  พอคนเริ่มสนใจ เริ่มเข้ามาดูไลฟ์สด และติดตามเพิ่มมากขึ้น เราเองก็ต้องพัฒนาโชว์ของตัวเองให้ดีขึ้น เพราะกลัวว่าเดี๋ยวคนจะบอก โอ้ย! พวกมันแก่แล้ว ไม่เห็นจะมีอะไรเลย (หัวเราะ)

 

คลิปต้นกำเนิด ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์

 

ความจริงนอกจากจะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยรามคำแหง พอถึงยุคทำงานเพลงก็ทำงานร่วมกันอีก ตรงนี้ด้วยหรือเปล่าที่ทำให้ยิ่งง่ายที่จะกลับมาเจอกัน    

     ตุ่น: ใช่ๆ พวกเราเรียนมาด้วยกัน เล่นดนตรีด้วยกัน แล้วก็ทำงานด้วยกัน อีกอย่างคือพวกเราเกิดปีเดียวกันหมดเลยนะทั้งสามคน (ปี 2494)

     ปั่น: เอาอย่างนี้ดีกว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดปีแรกปีอะไร เราก็รู้จักกันปีนั้น (2514) ส่วนเรื่องงานเพลง ตุ่นเขาเป็นคนทำให้พวกผมมีชื่อเสียงจากผลงานการแต่งเพลงและเป็นโปรดิวเซอร์ของเขา

 

ถ้า ‘แคปเจอร์’ มิตรภาพในวันแรกๆ ที่รู้จักกันมาเล่าให้ฟัง มีภาพสักภาพที่จะเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม อยากได้ฟีลมิตรภาพแบบดึกดำบรรพ์สักหน่อย

     ปั่น: พวกเราเป็นพวกที่ไปเรียนหนังสือ แต่ไม่ค่อยได้เรียน คือชอบแต่จะร้องเพลง จับกลุ่มกันเล่นกีตาร์ตามซุ้มต่างๆ ในมหาวิทยาลัย แล้วก็คอยดูว่าเดี๋ยวมันจะมีปาร์ตี้วันไหน

     ตุ่น: ม. รามคำแหงรุ่นแรกเนี่ย นักศึกษาจะมากันจากหลายที่ อย่างปั่นหรือแต๋มเนี่ย ผมก็ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน

     ปั่น: ไม่ใช่มีแค่เราสามคนนะครับ แต่ในนั้นยังมีกลุ่มเพื่อนที่ชอบดนตรีเหมือนกัน แล้วเราก็อยู่ด้วยกันในกลุ่มนั้น คือเป็นพวกที่แต่งตัวไม่เหมือนใคร เรามันเป็นไอ้พวก Mod ไอ้พวกใส่กางเกงขาบาน ส้นตึก ไว้ผมยาว ดูจิ๊กโก๋ (Mod มาจากคำว่า Modernism เป็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของวัยรุ่นอังกฤษในยุค 50s)

     ตุ่น: พอเปิดเทอม ถึงเวลาคนพวกนี้มันก็จะไหลมารวมกัน คือพวกที่ชอบเรียนหนังสือเขาก็จะไปรวมกัน ส่วนพวกไม่ชอบเรียน ชอบเล่นดนตรี มันก็ไหลมารวมกัน

 

 

ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว ในยุคนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

     แต๋ม: ยุคนั้นต้องเอลวิสใช่ไหมวะ

     ตุ่น: ไม่หรอก ระหว่างผมกับปั่นเนี่ย ผมนึกถึงวันที่เข้าไปเรียนห้องเดียวกันครั้งแรก อย่างที่เล่าให้ฟังว่ากลุ่มที่เป็นนักดนตรี เวลาไปกินข้าว เราก็จะไปด้วยกันเป็นกลุ่มเป็นก๊วน ตอนนั้นผมสนิทกับแต๋มก่อน ส่วนปั่นเราเริ่มต้นจากการเห็นหน้ากันในก๊วนนั้น แต่ไม่เคยคุยกันเลย

     จนกระทั่งวันหนึ่งผมจะเข้าไปเรียน (ทำท่าประกอบให้ดู) เราเดินมาจากอีกฝั่งหนึ่ง ปั่นเองก็เดินมาจากอีกฝั่งตรงข้าม อารมณ์เหมือนคนดวลปืนกันในหนังคาวบอย เราเดินมาเจอกันตรงหน้าประตู แล้วปั่นเขาก็ชวนเข้าไปนั่งเรียนด้วยกันสองคน พอเลิกเรียนวันนั้น เราต้องนั่งรถเมล์ไปทางเดียวกัน บ้านผมอยู่สะพานควาย ส่วนบ้านปั่นอยู่ลาดพร้าว ระหว่างที่นั่งอยู่ ปั่นเขาก็พูดขึ้นมาว่าเย็นนี้ผมไปเที่ยวบ้านคุณได้ไหมครับ ผมได้ยินก็คิดว่า เฮ้ย อะไรวะ (หัวเราะ)

     ปั่น: มันอาจจะเป็นด้วยเรื่องของรสนิยมอะไรหลายๆ อย่าง การแต่งตัว การไว้ทรงผม คือคนมันเทสต์เดียวกัน

     แต๋ม: อีกอย่างสมัยก่อน ถึงเวลาเลิกเรียนมันก็ต้องไปบ้านเพื่อน เพราะมันยังไม่มีที่ทางให้เจอกันมากเหมือนสมัยนี้       

ปั่น: แล้วสมัยก่อนนี่นะ เรามีวงดนตรี เราเล่นกันแล้วก็ไม่รู้จะไปปล่อยของที่ไหน ก็ต้องไปปล่อยของตามบ้านคนรวยเวลาเขาจัดปาร์ตี้

     ตุ่น: สังคมคนดนตรีในยุคนั้นเราจะรู้จักกันหมด เหมือนอย่างคนดนตรีในยุคแรกๆ ของแกรมมี่ ความจริงเรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็กทั้งหมดเลย เราเล่นดนตรีมาด้วยกัน มองหน้าก็รู้แล้วว่าไอ้นี่มาจากวงโน้น ไอ้นี่มาจากวงนี้ อย่างเต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) เมื่อก่อนเขาก็มาซ้อมที่บ้านผมเหมือนกัน

     ปั่น: อย่างตัวผมเอง ไม่เคยมีความคิดที่จะเป็นนักร้องอาชีพเลย ผมแค่ชอบสนุก ชอบเล่นดนตรี ชอบร้องสนุกกันเองกับเพื่อนในวง ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะต้องมาเดินในเส้นทางนี้ ส่วนแต๋มเนี่ยเป็นคนชอบเขียนเพลงมาตั้งแต่เด็ก เป็นคนชอบฟังเพลงฝรั่งมาแต่ไหนแต่ไร อยู่มหาวิทยาลัยก็แต่งเพลงเอง ร้องเอง แต๋มเขาไปเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองนอก จากนั้นกลับมาทำงานแบงก์ แต่ก็ยังทำงานเพลงของมันเรื่อยๆ

     แต๋ม: ตอนนั้นผมได้เจอกับไพโรจน์ สังวริบุตร เขาชวนไปทำเพลงกับคุณระย้า (ประเสริฐ พงษ์ธนานิกร อดีตดีเจชื่อดังจากรายการวิทยุ Music Train ต่อมาเปิดค่ายเพลงชื่อ รถไฟดนตรี) เขาก็เลยชวนไปแต่งเพลง ทำงานเพลง พอทำแล้วก็ได้ใจ ตอนนั้นผมทำอัลบั้มชุดที่ 1-2 เสร็จ มีโอกาสได้เจอปั่น ผมก็ชวนปั่นมาทำงานเพลงด้วยกัน   

     ตุ่น: สองคนนี้เขาชอบเพลง ชอบดนตรี เขาก็เล่นอะไรของเขาไป แต่เขาไม่ได้เล่นเพื่อเป็นอาชีพ ส่วนผมคิดว่า กูไม่เอาแล้วการเรียน อยากจะออกมาลุยเล่นดนตรีอาชีพเพื่อหาสตางค์ ตอนนั้นตั้งใจว่าจะเก็บเงินเพื่อไปเรียนต่อเมืองนอก แล้วแต๋มเองเป็นคนที่เจ๊าะแจ๊ะเก่ง (หัวเราะ) เขาเลยฝากผมให้ไปเล่นดนตรีอยู่กับพรรคพวกที่เล่นดนตรีอาชีพแถวคลองเตย แล้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็เล่นดนตรีเป็นอาชีพมาตลอด

 

 

ภาพจำของ แต๋ม-ชรัส เฟื่องอารมย์ ล่ะ

     ปั่น: หัวฟู ใส่แว่น

     ตุ่น: ในความทรงจำของผม แต๋มจะหัวฟู ใส่แว่น โวยวาย เขาเป็นคนชอบแต่งเพลง แล้วก็ร้องโชว์โดยไม่อายใคร ส่วนผมจะอายมาก ทำอะไรแบบนี้ไม่ได้ แล้วพรรคพวกเดียวกันที่รามคำแหงในรุ่นนั้น ทุกคนก็จะร้องเพลงของแต๋มได้หมด

 

ฉะนั้นพอวันหนึ่งเห็นแต๋มเป็นศิลปินก็คงไม่แปลกใจเลย

     ตุ่น: ไม่แปลกใจ เพราะเขามีพรสวรรค์ เขาชอบแต่งเพลง แต่งเสร็จแล้วก็เอาไปร้องให้คนอื่นฟังได้โดยไม่อายเนี่ย มันต้องมีอะไรแล้วล่ะ (หัวเราะทั้งวง)

     มีช่วงหนึ่งสมัยเรียนที่เราต่อสู้กันด้วยวงดนตรีนะครับ คือเราอยู่กันคนละวง แล้วเวลาไปเล่นดนตรีที่ไหนเราจะคิดว่า ‘กูจะต้องฆ่ามึงให้ได้’ (หัวเราะ) ผมกับปั่นอยู่วงเดียวกัน ปั่นเป็นนักร้องนำ ผมเล่นกีตาร์ ส่วนแต๋มเขาไปตั้งวงกับน้องๆ ชื่อวง Telephone คือเราจะไปเจอกันตามปาร์ตี้ ก่อนขึ้นเล่นก็จะคุยกับปั่น เฮ้ย เดี๋ยวเราขึ้นไปฆ่าไอ้แต๋มเลย (หัวเราะ)   

 

ทำไมถึงต้องเล่นดนตรีข่มกัน ฆ่ากันขนาดนั้น

     ปั่น: ไม่ใช่หรอกครับ คือตามปาร์ตี้เมื่อก่อนเนี่ย เราอยากจะไปโชว์ แล้วก็อยากจะโชว์ให้ดีที่สุด

     ตุ่น: มีกี่วงไม่รู้ แต่วงของกูต้องเท่ที่สุด สมัยก่อนเขาพูดกันอย่างนี้เลย เฮ้ย เดี๋ยวเราขึ้นไปฆ่าแม่ง

     ปั่น: แล้วเท่เนี่ย นอกจากเล่นดนตรี เรื่องแต่งตัวก็ต้องเท่ด้วยนะ เราต้องแต่งตัวให้เต็มที่สุด

คือเราไม่ได้แค่จะเล่นให้คนฟังนะ แต่เราจะเล่นเพื่อให้เขามาร่วมร้องเพลงกับเรา ร้องได้ทุกเพลงยิ่งดี นั่นจะยิ่งวิน-วิน นั่นคือความสุข

 

ว่ากันว่านักดนตรีเนี่ย ร่างกายเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ข้างในยังรู้สึกหนุ่มตลอดเวลา พวกคุณคิดว่าจริงไหม

     ตุ่น: ใช่ๆ ผมว่าจริง

     แต๋ม: หัวใจของเรา ความคิดของเรามันยัง alert เรามีความรักที่ฟุ่มเฟือย ความรักมันเกิดขึ้นได้ตลอด เดี๋ยวชอบคนโน้น ชอบคนนี้ อะไรต่ออะไร ศิลปินจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในแง่การทำงาน อาชีพเรามันได้ทำอะไรแปลกกว่าชาวบ้าน อย่างผมต้องผูกเนกไทใส่สูทตลอดสิบกว่าปีที่ทำงาน มันก็เป็นชีวิตอีกแบบหนึ่ง เพราะผมทำงานแบงก์ ทำงานสายการเงินมาตลอด พอเราทำงานนี้ควบคู่ไปกับการร้องเพลง แต่งเพลง แล้วก็ทำอัลบั้มไปด้วย มันก็ไม่น่าเบื่อ เพราะถ้าทำแต่งานอะไรที่น่าเบื่อเนี่ย ผมก็ไม่เอา

     ปั่น: การเป็นศิลปิน เป็นนักร้อง นักดนตรีเนี่ย มันเหมือนเราชอบอะไรซึ่งสวยๆ งามๆ อะไรที่ไม่เป็นระเบียบมาก หน้าเราก็เลยไม่เครียดมาก ไม่แก่เร็ว แล้วด้วยอาชีพแบบนี้ เราไม่ได้อยู่ในกรอบ เราไม่ได้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยม ฉะนั้นเราจะฟรี สมมติทำงานนี้ หนึ่งชั่วโมงทำจบ เราก็เลิกคิดไปแล้ว แต่คนที่ต้องทำงานในลักษณะจำเจ มันจะยังจำเป็นต้องคิดต่อ เดี๋ยวต้องแก้งาน เดี๋ยวนายบอกให้เปลี่ยนตรงนี้ มันจะคนละเรื่องกัน

     ผมเลยรู้สึกว่าอาชีพอย่างพวกเราเนี่ยมีความอิสระ ทั้งในแง่การทำงาน การแต่งตัว การคบคน อิสระในการที่เราจะทำอะไรก็ได้ มันก็เลยเหมือนทำอะไรที่เป็นตัวเราทั้งหมด ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ว่ากันไป

     แต๋ม: แต่ถ้าดีที่เป็น เป็นเราที่สุดคืองานร้องเพลงนี่แหละ  

     ตุ่น: คืองานที่เราชอบเนี่ย มันโอเคหมด อย่างผมเองเอ็นจอยกับมัน อาจจะมีบางทีที่เหนื่อยไปบ้าง แต่ก็ทำไปด้วยความเอ็นจอย ผมรู้สึกว่าอินเนอร์ข้างในผมคือคนเดิมเมื่อตอนวัยรุ่น ไอ้ข้างนอกมันอาจจะเริ่มแก่ แต่ความรู้สึกมันเหมือนตอนหนุ่มๆ ตอนหนุ่มรู้สึกยังไง ตอนนี้ก็เป็นอย่างนั้น

 

การร้องเพลงในช่วงเวลาแบบนี้ ในวัยตอนนี้ ต่างกับเมื่อก่อนยังไงบ้างครับ

     ปั่น: ตอนนี้มันเหมือนว่าถ้าพวกเราถูกจ้างไป เราคิดว่าคนพอใจในพวกเรา 70% ขึ้นไป เขาอยากดูเราอยู่แล้ว ส่วนอีก 30% อาจจะเพื่อนชวนมา

     แต่เมื่อก่อนตอนเป็นเด็ก เราร้อง เราอยากจะโชว์ของ ส่วนคนจะชอบหรือเปล่าเราไม่รู้ นี่แหละ… วันเวลามันเปลี่ยนตรงนี้ คือเรารู้อยู่แล้วว่าคนที่มาดูเป็นแฟนเพลงเรา แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็มีความเครียดเหมือนกัน เพราะยังอยากให้เขาชื่นชอบเรา ไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง

     แต๋ม: สมัยก่อนเราแค่ร้องให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง เพราะจะมีคนจัดการให้ คอยดูแลว่าอัลบั้มนี้ต้องโปรโมตเพลงนี้ แต่งตัวแบบนี้นะ เพราะฉะนั้นตอนเราเป็นเด็ก เรามีความมั่นใจ แต่ความชำนาญมันไม่มี พออายุมากขึ้น เราก็เป็นตัวของตัวเองขึ้น คือมั่นใจในการทำงานมากกว่า

     ตุ่น: เมื่อก่อนนี้เป็นช่วงก่อร่างสร้างตัว เราจะเครียด เราจะเน้นภาพลักษณ์ คิดว่าจะต้องทำให้ดีที่สุด ให้เท่ที่สุด เราอยากให้เพลงออกไปแล้วมันดี มันดัง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว เวลาออกไปเล่น เราออกไปด้วยความสนุก เราเล่นด้วยความรีแลกซ์ เมื่อก่อนเล่นผิดนิดหนึ่งเราจะกลับไปนอนเฮิร์ตที่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้เวลาผิดกลับกลายเป็นขำกัน

     เดี๋ยวนี้ความรู้สึกของผมคือ ถ้าเรามาเล่นดนตรีแล้วคนดูเขาร้องตามได้ทุกเพลง นั่นแหละคือความสุขของทั้งสองฝ่าย ผมเลยคิดเอาเองแล้วก็บอกกับอีกสองคนว่า เฮ้ย คอนเซปต์วงนะ คือเราไม่ได้แค่จะเล่นให้คนฟังนะ แต่เราจะเล่นเพื่อให้เขามาร่วมร้องเพลงกับเรา ร้องได้ทุกเพลงยิ่งดี นั่นจะยิ่งวิน-วิน นั่นคือความสุข

 

แต่เท่าที่ฟัง ดูเหมือนเสียงร้องของดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ จะไม่ตกลงเลยนะ

     ตุ่น: สองคนนี้เขาร้องมาตลอดไง คือเขาถูกจ้างร้องเพลงมาเป็นสิบๆ ปี เพราะฉะนั้นเขาอยู่ตัวแล้ว

     แต๋ม: ต้องขอบคุณธรรมชาติ ธรรมชาติให้มา ขอบคุณสวรรค์

     ปั่น: คนเรานะ ถ้าร่างกายสมบูรณ์ เคยทำอะไรได้ก็ทำได้ แต่ถ้าคุณไม่สบาย วันนี้อาจจะร้องเพลงไม่ดีเท่าเดิม คุณเจ็บคอก็อาจจะร้องเสียงแหบ แต่พอร่างกายหายเป็นปกติ คุณเคยทำได้มาก่อนยังไง ผมว่าอายุเพิ่มขึ้นแค่ไหนคุณก็ทำได้ เพียงแต่ต้องทำบ่อยๆ เพราะถ้าหยุดทำไป 20-30 ปี แน่นอนมันย่อมต้องทำไม่ได้

 

ที่บอกว่าดนตรีไม่เคยแก่เนี่ย อยากรู้ว่าอัพเดตเพลงใหม่ ศิลปินเพลงไทยรุ่นใหม่บ้างไหม อยากรู้ว่าในสายตาคุณ ใครคือคนรุ่นใหม่ที่สนใจบ้าง

     ปั่น: สำหรับผมนะ ตอนนี้ชอบคนนี้มากเลย ชื่อว่า The Toys (ทอย-ธันวา บุญสูงเนิน) เป็นลูกของคุณนิตยา บุญสูงเนิน ผมว่าเขาโคตรเก่ง เล่นกีตาร์ก็ได้ ร้องเพลงก็ดี วิธีการทำเพลงก็ดี

     แต๋ม: คนนี้ผมเห็นมาตั้งแต่ 4-5 ขวบ รู้จักตั้งแต่เริ่มต้นฝึกกีตาร์เลย เพราะตอนที่ผมไปอัดเสียงกับพ่อเขาที่เป็นโปรดิวเซอร์ ผมเห็นเลยว่าวันๆ เขาอยู่กับกีตาร์อย่างเดียว แล้วเขาฝึกกีตาร์จากยูทูบเอง ผมว่าก็เหมือนอย่างตุ่นเพื่อนผมนี่แหละ เขาเองก็เก่ง เพลงที่เขาทำเมื่อสมัยหนุ่มๆ จนทุกวันนี้ฟังก็ยังไม่เชยเลย

     ตุ่น: แต่ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยนะว่าเรื่องเชยหรือไม่เชย คือไม่ใช่เฉพาะแค่เพลงไทยนะ แต่เพลงในยุคก่อน มันมีความเป็น Melodic สูงกว่าเพลงในยุคนี้ มันก็เลยติดหูกว่า จะสังเกตได้ว่าถ้าเราหาเพลงในยุคนี้ที่จะกลายเป็นเพลงในตำนานเนี่ย มันหาได้น้อยกว่าเพลงยุคก่อน

 

ความจริงน่าทึ่งนะครับ ถึงจะชื่อวง ‘ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์’ แต่กลับใช้สื่อโซเชียมีเดียทั้งยูทูบ เฟซบุ๊คไลฟ์ กลับมาสร้างฐานแฟนเพลงได้ดีมาก แสดงว่าพวกคุณไม่ได้ตกยุคตามชื่อนะ

     แต๋ม: คือเรามีทางเดินของเรา เดินไปในแบบของเราโดยไม่แคร์ว่าตลาดเพลงตอนนี้จะเป็นยังไง มันเป็นความโชคดีที่แฟนเพลงฟังแล้วโอเค

     ปั่น: ผมว่ามันเป็นเพราะโลกยุคโลกาภิวัตน์ถึงทำอย่างนี้ได้ ลองถ้าผมรวมตัวกันแล้วเอาเพลงไปเสนอค่ายแกรมมี่นะ ผมว่าเขาไม่เอา แต่คุณเชื่อไหมว่าเพราะด้วยมีเดียแบบนี้แหละที่ทำให้แฟนเพลงเก่าๆ ของเรากลับมา นี่ยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยว่าถ้าแฟนเพลงของดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ ที่อายุ 35 ถึงอายุ 40 ขึ้นไปเขาเล่นคอมพิวเตอร์หรือใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น โอ้โห สงสัยเราจะดังกว่านี้ว่ะ (หัวเราะ)

The post เพราะ ‘มิตรภาพระดับดึกดำบรรพ์’ ที่ทำให้ ปั่น, แต๋ม, ตุ่น กลับมาเป็น ‘บอยแบนด์’ ที่ทั้งเปรี้ยงและปัง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/culture-music-deukdamban-boyband/feed/ 0