ปัญหาหมอกควัน Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ปัญหาหมอกควัน/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 14 Nov 2025 05:52:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศด่วนที่สุด เฝ้าระวังไฟป่า รับมือหมอกควัน PM2.5 ออกมาตรการดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง https://thestandard.co/pm-orders-pm25-wildfire-watch/ Fri, 14 Nov 2025 05:52:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1143285 นายกฯ สั่ง ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศด่วนที่สุด เฝ้าระวังไฟป่า รับมือหมอกควัน PM2.5 ออกมาตรการดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง

; วันนี้ (14 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แ […]

The post นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศด่วนที่สุด เฝ้าระวังไฟป่า รับมือหมอกควัน PM2.5 ออกมาตรการดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สั่ง ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศด่วนที่สุด เฝ้าระวังไฟป่า รับมือหมอกควัน PM2.5 ออกมาตรการดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง

;
วันนี้ (14 พฤศจิกายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ลงนามประกาศ ด่วนที่สุด ที่ มท (บกปภ) 0624 /ว115 กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 แจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้อำนวยการจังหวัดทุกแห่ง ให้เตรียมมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องถึงฤดูร้อนของทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก

 

ทั้งนี้ เพื่อให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ปี 2568 – 2569 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ‘การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง’ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 – 2576 และระยะ 5 ปีต่อไป ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 จึงให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนในพื้นที่ ดำเนินการ ดังนี้

 

1. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงพื้นที่

{{LISTSTART}}พื้นที่ป่า: ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเฝ้าระวังและควบคุมการเผาในพื้นที่ป่าอย่างเข้มงวด พร้อมบังคับใช้กฎหมายและลาดตระเวนต่อเนื่อง{{LISTITEM}}พื้นที่เกษตรกรรม: หน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำกับการเผาในพื้นที่เกษตร หากฝ่าฝืนตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการของรัฐ และส่งเสริมการแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแทนการเผา{{LISTITEM}}พื้นที่ชุมชน: นายอำเภอ กำชับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เฝ้าระวังการเผา และสร้างความเข้าใจให้ประชาชน พร้อมลงโทษผู้ฝ่าฝืน
{{LISTEND}}

 

2. การป้องกันและลดการเกิดฝุ่นละอองจากแหล่งกำเนิดต่างๆ โดยเฉพาะจากการคมนาคมขนส่ง การก่อสร้าง การเผาในพื้นที่ริมทาง โรงงานอุตสาหกรรม ให้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม และกระทรวงอุตสาหกรรมในพื้นที่ บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการตรวจสอบ ตรวจจับ ยานพาหนะควันดำ การตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรม การควบคุมฝุ่นละอองในพื้นที่ก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ เป็นต้น

 

3. การดูแลสุขภาพประชาชน ให้มอบหมายหน่วยงานด้านสาธารณสุข จัดหน่วยบริการลงพื้นที่ให้คำแนะนำประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติตน และการดูแลสุขภาพในช่วงสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีค่าสูง การจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น จัดพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) เพื่อรองรับประชาชนกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบางได้อย่างเหมาะสม

4. การประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ให้ประชาชน ให้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ สื่อสารสร้างการรับรู้ให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ มาตรการ ข้อกฎหมาย และบทลงโทษกรณีการฝ่าฝืน และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนร่วมมือในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่

5. กรณีสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน หรือระดับปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหรือเกินค่ามาตรฐาน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด ใช้ระบบศูนย์สั่งการแบบเบ็ดเสร็จ (Single Command) ภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เข้าควบคุมสถานการณ์ อำนวยการ สั่งการ และประสานการปฏิบัติระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

6. ให้กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดรายงานสถานการณ์และการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติทราบอย่างต่อเนื่อง

The post นายกฯ สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศด่วนที่สุด เฝ้าระวังไฟป่า รับมือหมอกควัน PM2.5 ออกมาตรการดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทย-เมียนมา-ลาว จับมือยกระดับแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน หลังภาคเหนือฝุ่นเพิ่มต่อเนื่อง https://thestandard.co/thailand-myanmar-laos-cross-border-haze-solutions/ Tue, 25 Feb 2025 09:02:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1045534 ปัญหาหมอกควัน

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์) ปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุ […]

The post ไทย-เมียนมา-ลาว จับมือยกระดับแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน หลังภาคเหนือฝุ่นเพิ่มต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญหาหมอกควัน

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์) ปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า สถานการณ์หมอกควัน ไฟป่า ฝุ่นละอองในจังหวัดภาคเหนือตอนบนเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมแสดงถึงจุดความร้อนที่เกิดจากการเผาทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ ประสานสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อหารือแก้ไขปัญหาจุดความร้อนและหมอกควันข้ามแดนที่เกิดขึ้น

 

ปรีญาพรกล่าวต่อว่า กรมควบคุมมลพิษได้ประชุมทางไกลร่วมกับ Dr.San Oo รองอธิบดีกรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมียนมา Lienxay Bounmavivanh อธิบดีสถาบันค้นคว้าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศของประเทศไทย และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 

 

โดยเมียนมาและ สปป.ลาว แจ้งมาตรการที่จะใช้ในการดำเนินงาน ได้แก่ เพิ่มความเข้มงวดบังคับใช้กฎหมาย สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชน รณรงค์สร้างการมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า และการเผาในที่โล่ง เพิ่มจุดลาดตระเวนและเฝ้าระวังไฟป่า 

 

ทั้งนี้ จำนวนจุดร้อนของเมียนมาในปี 2568 มีจำนวนลดลงจากปี 2567 ในขณะที่ไทยและ สปป.ลาว มีจำนวนจุดความร้อนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีที่แล้ว ทั้ง 3 ประเทศจะยกระดับการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาการเกิดไฟในป่า และในพื้นที่เกษตร และจัดการหมอกควันข้ามแดนที่เกิดขึ้น ในช่วงบ่ายของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหา PM2.5 ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งได้กำชับให้เร่งแก้ไขปัญหาไฟป่า และควบคุมจุดความร้อนอย่างเร่งด่วน

 

ที่ประชุมยังได้หารือผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (พ.ศ. 2567-2573) อาทิ การควบคุมและดับไฟจากการเผา การคาดการณ์และติดตามตรวจสอบสถานการณ์หมอกควัน การจัดการเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน การจัดการปัญหาหมอกควันข้ามแดนตามกฎหมายแต่ละประเทศ การจัดให้มีสายด่วน Hotline ระดับอธิบดีกรมควบคุมมลพิษของไทย เมียนมา และ สปป.ลาว เพื่อให้การติดต่อประสานงานแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดนได้อย่างรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ 

 

ในการประชุมครั้งนี้ ทั้ง 3 ประเทศ ได้ตกลงที่จะให้มีคณะทำงานร่วมกันเพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน ภายใต้ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (พ.ศ. 2567-2573) และประเทศไทยจะจัดให้มีการหารือครั้งต่อไปภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า

The post ไทย-เมียนมา-ลาว จับมือยกระดับแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน หลังภาคเหนือฝุ่นเพิ่มต่อเนื่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด: วงการเผาและหมอกควัน https://thestandard.co/black-snow-sugarcane-burning/ Tue, 21 Jan 2025 05:00:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1032564 black-snow-sugarcane-burning

“ใบอ้อยมันคม บาดทีเดียวเลือดซิบๆ ใบเหนียวด้วย ตัดยากและ […]

The post หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด: วงการเผาและหมอกควัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
black-snow-sugarcane-burning

“ใบอ้อยมันคม บาดทีเดียวเลือดซิบๆ ใบเหนียวด้วย ตัดยากและตัดช้า ตัดต้นอ้อยแล้วต้องเสียเวลาเอามีดมาสางใบออกจากต้น เผาก่อนมันตัดง่ายดี”

 

ไม่นานมานี้ผู้เขียนเคยมีโอกาสพูดคุยกับคนงานเผาไร่อ้อยหลายคน หลังจากพวกเขาพาเดินเข้าไปสำรวจในไร่อ้อยแห่งหนึ่ง ต้นใหญ่ท่วมหัว ลำอ้อยอวบใหญ่ และใบอ้อยคมจนต้องระวัง

 

ช่วงต้นปีของทุกปี ปัญหาหมอกควันพิษและ PM2.5 ได้กลับมาคุกคามสุขภาพของคนไทยอย่างไม่จบสิ้น

 

สาเหตุของหมอกควันพิษในกรุงเทพมหานครและภาคกลางในขณะนี้ นอกจากปัญหาควันจากท่อไอเสียของรถยนต์แล้ว สาเหตุสำคัญคือการเผาจากพื้นที่ภาคการเกษตร

 

โดยเฉพาะไร่อ้อยที่อยู่ในช่วงฤดูกาลหีบอ้อย หรือช่วงเวลาที่โรงงานน้ำตาลกำลังรับซื้อผลผลิตอ้อย เพื่อทำการหีบน้ำอ้อยจากลำอ้อยไปแปรรูปผลิตน้ำตาล เพราะอ้อยไม่สามารถเก็บไว้ในลักษณะของอ้อยสดได้นาน

 

โรงงานน้ำตาลจะเปิดฤดูหีบอ้อยตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเมษายน อากาศแห้งและเย็น อ้อยกำลังหวานได้ที่พอดี หากเลยช่วงนี้ไป ฝนเริ่มตก อ้อยจะไม่ค่อยหวาน ตัดยาก พื้นดินเฉอะแฉะ รถบรรทุกทำงานลำบากในไร่อ้อย เผาก็ยาก

 

เราจึงเห็นรถบรรทุกอ้อยขนาดใหญ่หลายหมื่นคันแล่นกันเต็มถนนช่วงเวลานี้ ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน เพื่อบรรทุกอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาล

 

เจ้าของไร่อ้อยหลายรายทราบดีว่าในสถานการณ์ที่แรงงานขาดแคลน คนงานรับจ้างตัดไร่อ้อยทุกวันนี้ส่วนใหญ่มีเงื่อนไขว่าต้องเผาไร่อ้อยก่อนถึงจะรับจ้างตัด

 

มีข้อมูลว่าหากเผาไร่อ้อยจนใบไหม้หมดเหลือแต่ลำต้นอ้อยก่อนจะตัด สามารถตัดได้ปริมาณอ้อยมากถึง 4-5 ตันต่อวัน ตัดได้ง่าย ไม่เจ็บ เสร็จเร็ว ได้เงินเร็ว

 

แต่หากตัดอ้อยโดยไม่เผา อาจบาดเจ็บเลือดไหล และทำงานช้า ตัดได้แค่ 1.5 ตันต่อวัน

 

แม้ว่าโรงงานน้ำตาลบางรายชอบรับอ้อยสด ให้ราคาดีกว่า เพราะคุณภาพของน้ำตาลดีกว่าอ้อยที่โดนไฟไหม้

 

แต่ชาวไร่อ้อยส่วนใหญ่ก็นิยมเผาก่อนตัดเพราะทำงานได้เร็วกว่า

 

หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด

 

การตัดอ้อยสดจึงตัดยากและช้ากว่าตัดอ้อยไฟไหม้เพราะต้องเสียเวลาสางใบ เมื่อเทียบราคาตัดอ้อยสดอยู่ที่ตันละ 240 บาท แต่หากเป็นอ้อยไฟไหม้ค่าจ้างตกตันละ 130 บาท หลายพื้นที่จึงลักลอบเผาอ้อย เนื่องจากเกษตรกรต้องการลดค่าใช้จ่ายต้นทุนการผลิต แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนให้เกษตรกรตัดอ้อยสดตันละ 120 บาท แต่บางคนไม่ได้มีโควตากับโรงงานน้ำตาลโดยตรง เมื่อไม่ได้รับเงินสนับสนุนบางส่วนจึงเผาอ้อยและขายให้กับนายทุนที่เปิดลานรับซื้อ

 

และทุกวันนี้แรงงานที่ทำงานกลางแดดจัดๆ แบบนี้หาไม่ง่าย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แรงงานต่างด้าวไหลทะลักเข้ามา

 

แต่แม้เป็นแรงงานต่างด้าวก็เล่นตัวเหมือนกัน อยากให้เผาไร่อ้อยก่อน เพราะรายได้ต่างกันมาก

 

สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายพบว่าประเทศไทยจะมีผลผลิตอ้อยในปีการผลิต 2566/2567 อยู่ที่ 82 ล้านตัน และคาดการณ์ว่าปีการผลิต 2567/2568 จะเพิ่มเป็น 92 ล้านตัน

 

ทั่วประเทศปลูกไร่อ้อยประมาณ 12 ล้านไร่ โดยช่วงระยะเวลาปี 2557-2562 พบว่ามีการเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยจาก 8,456,000 ไร่ เป็น 11,469,000 ไร่ หรือเพิ่มขึ้นมากถึง 3,013,000 ไร่ และคาดกันว่ามีการเผาไร่อ้อยทั่วประเทศประมาณร้อยละ 30 หรือประมาณ 4 ล้านไร่

 

โดยมี 4 จังหวัดที่ปลูกอ้อยมากที่สุด กินพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ขึ้นไป คือนครสวรรค์ กำแพงเพชร อุดรธานี และกาญจนบุรี ขณะที่อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนการรับอ้อยเผาเข้าหีบสูงสุดของประเทศ

 

ล่าสุดกระทรวงอุตสาหกรรมสั่งปิดโรงงานน้ำตาลของบริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด และโรงไฟฟ้าของบริษัท ไทยอุดรธานี เพาเวอร์ จำกัด ในจังหวัดอุดรธานี หลังตรวจสอบพบว่ามีการรับอ้อยเผาเข้าหีบสะสมสูงสุดจากโรงงานน้ำตาลทั้งหมด 58 โรงงาน คิดเป็น 43.11% ของปริมาณอ้อยทั้งหมด หรือกว่า 410,000 ตัน เทียบเท่าการเผาป่ากว่า 40,000 ไร่ ทำให้รถอ้อยตกค้างกว่า 2,000 คัน หลังมาจอดรอขายอ้อยโดยไม่รู้ว่าจะได้ขายเมื่อไรและอ้อยเสี่ยงเน่าเสีย

 

ฝุ่นที่เกิดจากการเผาใบและยอดอ้อยนี้มีทั้งฝุ่นขนาดเล็กแบบ PM2.5 และฝุ่นขี้เถ้าขนาดใหญ่สีดำปลิวลอยเป็นหมอกควัน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านมานานหลายสิบปี ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘หิมะดำ’

 

ช่วงต้นปีผู้เขียนเคยขับรถออกไปแต่เช้า มุ่งหน้าไปจังหวัดกาญจนบุรี จะพบว่าตลอดเส้นทางปกคลุมไปด้วยหมอกเช่นกัน ต้องเปิดไฟหน้ารถตลอดทางแม้จะเป็นเวลาแปดโมงเช้าเนื่องจากทัศนียภาพที่มองไม่เห็น

 

เมืองกาญจน์มีพื้นที่ปลูกอ้อย 7 แสนกว่าไร่ ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ ชาวบ้านเดือดร้อนจากการเผาจนหิมะดำปลิวฟุ้ง หลังคาบ้านเรือนหลายพื้นที่มีเขม่าสีดำจากฝุ่นขี้เถ้าเกาะเต็มไปหมด

 

แต่ที่บ้านท่ามะนาว อำเภอเมือง เจ้าของไร่อ้อยหลายแห่งไม่เผาอ้อยมานานหลายสิบปีแล้ว เพราะทราบดีว่าชาวบ้านเดือดร้อนจากควันดำ จึงใช้แรงงานตัดอ้อยสด

 

“เถ้าแก่เจ้าของพื้นที่ 200 ไร่ ไม่เคยเผาไร่อ้อยเลยตั้งแต่ทำไร่มายี่สิบกว่าปี แกไม่ชอบเผา ชอบตัดอ้อยสด คงรู้ว่าชาวบ้านจะเดือดร้อน” ชาวบ้านรับจ้างตัดอ้อยคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

 

อ้อยสดจะมีราคาดีกว่าอ้อยที่ถูกไฟไหม้ แถมคุณภาพน้ำตาลสูงกว่า และซากต้นอ้อยในไร่ยังนำมาทำปุ๋ยได้ แม้ต้นทุนแรงงานจะสูงขึ้นเพราะแต่ละวันตัดได้ช้ากว่าการเผา

 

หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด

 

ผู้เขียนถามคนงานเหล่านี้ว่าไม่กลัวโดนใบอ้อยบาดเหรอ

 

“เวลาตัดก็ต้องระวัง ค่อยๆ ตัด ใส่ถุงมือป้องกัน หากตัดเก่งแล้วก็ไม่ค่อยบาดเจ็บ”

 

การตัดอ้อยจึงเป็นการทำงานแบบประณีตและละเอียด แม้จะตัดได้ช้าแต่ดูเหมือนคนงานเหล่านี้ก็พอใจ ตัดกันจนชำนาญ เช่นเดียวกับเจ้าของไร่อ้อย แม้จะเสียเวลา ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่พวกเขาก็ยอมรับ

 

เพียงแต่คนแบบนี้ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ในวงการอ้อย การเผาจึงดำรงอยู่ และหมอกควันพิษที่นับวันจะเพิ่มขึ้น

 

ทุกวันนี้ไทยผลิตน้ำตาลส่งออกมากเป็นอันดับ 3 รองจากบราซิลและอินเดีย แต่ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เพราะความต้องการน้ำตาลของประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้นมาก 2-3 เท่าตัว

 

รายได้มหาศาลจากการส่งออกที่ตกอยู่ในมือของกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ไม่กี่ราย ต้องแลกกับสุขภาพของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องมารับเคราะห์กับการเผาไร่อ้อย การก่อมลพิษที่ไม่มีทางจบสิ้น

The post หิมะดำกับไร่อ้อยตัดสด: วงการเผาและหมอกควัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอกควันพิษอินเดียยังวิกฤต คุณภาพอากาศกระทบสุขภาพประชาชน https://thestandard.co/india-toxic-smog-health-crisis/ Sun, 24 Nov 2024 08:04:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1012231

สถานการณ์หมอกควันพิษในกรุงนิวเดลีและหลายพื้นที่ทางภาคเห […]

The post หมอกควันพิษอินเดียยังวิกฤต คุณภาพอากาศกระทบสุขภาพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

สถานการณ์หมอกควันพิษในกรุงนิวเดลีและหลายพื้นที่ทางภาคเหนือของอินเดียยังคงวิกฤต ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ชาวอินเดียบางคนถึงกับเผยว่า สภาพอากาศของอินเดียขณะนี้ทำให้แสบตาราวกับมีผงพริกเข้าตา หายใจไม่สะดวก และส่งผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็น

 

ทางการท้องถิ่นจึงแนะนำประชาชนให้อยู่ในที่พักอาศัยและหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น รวมถึงผลักดันเรื่องฉีดน้ำและฝนเทียม เพื่อใช้แก้ไขปัญหาหมอกควันพิษในขณะนี้ 

 

วิกฤตอากาศในอินเดียเกี่ยวพันกับการเผาไหม้ถ่านหินจำนวนมากในภาคการผลิตกระแสไฟฟ้าภายในประเทศ ประกอบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากยานพาหนะต่างๆ จำนวนหลายล้านคัน รวมถึงฝุ่นควันจากการเผาไหม้จากภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีการควบคุมมลพิษอย่างเข้มงวด ทำให้ปัญหาหมอกควันพิษเป็นหนึ่งในปัญหาเรื้อรังของอินเดีย

 

อ้างอิง:

 

ภาพ: Anushree Fadnavis / Reuters

 

ภาพ: Reuters

 

ภาพ: Anushree Fadnavis / Reuters

 

ภาพ: Anushree Fadnavis / Reuters

 

ภาพ: Bhawika Chhabra / Reuters

The post หมอกควันพิษอินเดียยังวิกฤต คุณภาพอากาศกระทบสุขภาพประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอุตุฯ รายงาน ไทยมีอากาศร้อนจัดโดยทั่วไป ฝุ่นละออง-หมอกควันสะสมสูง การระบายอากาศไม่ดี https://thestandard.co/thailand-hot-weather-high-dust-haze-poor-air-ventilation/ Sat, 04 May 2024 02:47:26 +0000 https://thestandard.co/?p=929880 อากาศร้อน

วันนี้ (4 พฤษภาคม) กรมอุตุนิยมวิทยารายงานพยากรณ์อากาศ ร […]

The post กรมอุตุฯ รายงาน ไทยมีอากาศร้อนจัดโดยทั่วไป ฝุ่นละออง-หมอกควันสะสมสูง การระบายอากาศไม่ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อากาศร้อน

วันนี้ (4 พฤษภาคม) กรมอุตุนิยมวิทยารายงานพยากรณ์อากาศ ระบุว่า ความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมี อากาศร้อน ถึงร้อนจัดโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน

 

ขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนถึงร้อนจัด โดยหลีกเลี่ยงการทำงานหรือการประกอบกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นระยะเวลานานไว้ด้วย

 

สำหรับคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาเคลื่อนผ่านปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมีลมตะวันตกเฉียงใต้และลมใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน

 

ลักษณะเช่นนี้จะทำให้บริเวณดังกล่าวมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก รวมถึงอันตรายจากฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

 

สำหรับลมตะวันตกเฉียงเหนือพัดปกคลุมทะเลอันดามัน โดยมีลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ชาวเรือควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย
ฝุ่นละอองในระยะนี้ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีการสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงค่อนข้างสูง เนื่องจากลมที่พัดปกคลุมมีกำลังอ่อน และการระบายอากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดี

 

โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีอากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน และมีอากาศร้อนจัดบางพื้นที่
โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ กับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิสูงสุด 36-40 องศาเซลเซียส

The post กรมอุตุฯ รายงาน ไทยมีอากาศร้อนจัดโดยทั่วไป ฝุ่นละออง-หมอกควันสะสมสูง การระบายอากาศไม่ดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ป.ป.ช. รออะไรเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต นายกฯ ชี้ ประชาชนรอไม่ได้ มั่นใจธนาคารเพื่อการลงทุนฯ แห่งเอเชียอยากร่วมลงทุนแลนด์บริดจ์ https://thestandard.co/srettha-points-out-that-people-cannot-wait/ Sat, 03 Feb 2024 06:50:17 +0000 https://thestandard.co/?p=895673

วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 เศรษฐ […]

The post ป.ป.ช. รออะไรเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต นายกฯ ชี้ ประชาชนรอไม่ได้ มั่นใจธนาคารเพื่อการลงทุนฯ แห่งเอเชียอยากร่วมลงทุนแลนด์บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตว่า จะมีการพูดคุยกับ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ต้องรอคำเสนอแนะจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งก็รอมานานแล้ว ตนคิดว่ามีวิธีการอื่นรองรับ เพราะคำเสนอแนะยังไม่มาสักที พี่น้องประชาชนเขาคอยไม่ได้ 

 

เมื่อถามว่า ทาง ป.ป.ช. เองก็รอความชัดเจนจากรัฐบาล และรัฐบาลก็รอข้อเสนอแนะจาก ป.ป.ช. จะทำให้ไทม์ไลน์โครงการขยับไปมากหรือไม่ เศรษฐากล่าวว่า ตนไม่ค่อยแน่ใจว่า ป.ป.ช. รอรัฐบาลเรื่องอะไร จึงต้องขอสอบถามก่อน ขอเป็นต้นสัปดาห์หน้า

 

ฟรีวีซ่า CLMV-มาเลเซีย ยังไม่คืบ

 

ส่วนกรณีที่ สุดาวรรณ​ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าพบเพื่อรายงานความคืบหน้าหลังร่วมประชุมการท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 27 (ASEAN Tourism Forum: ATF 2024) ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว​ เพื่อเจรจาให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศ​ CLMV  ที่ประกอบไปด้วย​ กัมพูชา​ สปป.ลาว เมียนมา​ และเวียดนาม​ รวมไปถึงประเทศมาเลเซีย เป็นฟรีวีซ่า 

 

เศรษฐากล่าวว่า​ ขณะนี้ยังไม่ไปไกลอย่างที่หวัง พร้อมยกตัวอย่างนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยที่ถูกยกเว้นวีซ่าแล้ว ควรจะสามารถเดินทางไปในกลุ่มประเทศ CLMV และมาเลเซียได้ เช่นเดียวกับกรณีการเดินทางไปยุโรปที่ใช้วีซ่าเชงเก้น​ ตนอยากเห็นลักษณะนี้มากกว่า ซึ่งสุดาวรรณก็ไปประสานต่อ และยอมรับว่าแต่ละประเทศอาจมีขีดจำกัด 

 

ขณะที่วานนี้ (2 กุมภาพันธ์) เศรษฐาระบุว่า ได้มีการรับประทานอาหารพร้อมหารือร่วมกับเอกอัครราชทูตจากกัมพูชา​ มาเลเซีย​  และเวียดนาม ถึงเรื่องนี้ว่าอยากให้มีการผลักดันในระดับสูง

 

ส่วนในวันที่ 7 กุมภาพันธ์นี้ ที่​สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เดินทางมาไทย ตนก็จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือด้วย ซึ่งหากสามารถทำได้ แต่ละประเทศจะได้ประโยชน์

 

7 กุมภาพันธ์ มีคำตอบฝุ่นข้ามแดน

 

ประเด็นการเผาไหม้ในเขตพื้นที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบเรื่องฝุ่น PM2.5 มายังประเทศไทย เศรษฐากล่าวว่า มีการหารือกันอยู่ตลอด ซึ่งวันนี้ได้คุยกับผู้ช่วยของ พล.อ. ฮุน มาเนต ไป ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเรื่องอุปกรณ์และความรู้ทั้งหลายในประเทศกัมพูชาไม่เทียบเท่าเรา ซึ่งทางกระทรวงการเกษตรฯ ของกัมพูชาไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีปัจจัยเทียบเท่า แต่แน่นอนว่าเขาใส่ใจ ซึ่งวันที่ 7 กุมภาพันธ์ก็จะมีการพูดคุยว่าเราจะช่วยเหลือเขาได้อย่างไรบ้าง 

 

เมื่อถามว่าพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นในขณะนี้ จะมีการสั่งการอย่างไรบ้าง เศรษฐากล่าวว่า ขณะนี้พยายามสั่งการ ซึ่งวันอังคารจะมีหลายเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องมาตรการที่ต้องมีบทลงโทษ ทั้งนี้ ขั้นตอนการผลิตสินค้าต่างๆ หากพิสูจน์ทราบได้ว่ามีการเผาเกิดขึ้น ก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือทางการเกษตร 

 

รับไม่ได้ ตบทรัพย์ข้าราชการ

 

เศรษฐากล่าวถึงกรณีขบวนการตบทรัพย์ข้าราชการที่โยงถึงนักการเมืองว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลนี้ เราไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เลย และมีการพูดคุยกับทุกคนแล้วว่าเรื่องนี้เรารับไม่ได้ 

 

แบงก์ AIIB สนใจลงทุนแลนด์บริดจ์

 

ส่วนผลการหารือกับประธานธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) เศรษฐากล่าวว่า AIIB เป็นแบงก์ที่ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระดับภูมิภาคค่อนข้างมาก คล้ายๆ กับธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) กับญี่ปุ่น

 

จากการพูดคุยกันในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ AIIB ชอบนโยบายของรัฐบาลไทยมาก โดยเฉพาะในเรื่องของแลนด์บริดจ์ มั่นใจว่าเขาจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแน่นอน และการยกระดับสนามบินทั่วประเทศ 

 

“ทางธนาคารเขาพร้อมที่จะสนับสนุนหลายๆ ด้าน ไม่ใช่เฉพาะในแง่ของการลงทุนเพียงด้านเดียว รวมทั้งเรื่องของการทำการศึกษาในเบื้องต้นด้วย ในลักษณะที่เป็นองค์กรอิสระที่เข้ามามีส่วนร่วม และนอกเหนือจากเรื่องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว เขาสนใจในเรื่องการศึกษาด้านเทคนิคว่าจะทำอย่างไรเพื่อยกระดับการศึกษาในส่วนของไทยด้วย ซึ่งผมจะจัดเจ้าหน้าที่ไปพูดคุย” เศรษฐากล่าว

The post ป.ป.ช. รออะไรเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต นายกฯ ชี้ ประชาชนรอไม่ได้ มั่นใจธนาคารเพื่อการลงทุนฯ แห่งเอเชียอยากร่วมลงทุนแลนด์บริดจ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เปิดช่องโหว่ กฎหมายฝุ่นข้ามแดน | KEY MESSAGES #119 https://thestandard.co/loopholes-in-clean-air-laws/ Sat, 03 Feb 2024 04:00:23 +0000 https://thestandard.co/?p=895332

ทำไมเราถึงต้องให้ความสนใจเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด?   […]

The post ชมคลิป: เปิดช่องโหว่ กฎหมายฝุ่นข้ามแดน | KEY MESSAGES #119 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำไมเราถึงต้องให้ความสนใจเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด?

 

มลพิษและฝุ่นควัน PM2.5 ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งต่ออากาศบ้านเรามากขนาดไหน? การออกกฎหมายสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่มีที่มาจากการสร้างมลพิษจะสามารถทำได้จริงหรือไม่? บางคนบอกว่าการเผาคือวิธีการที่ง่ายและต้นทุนต่ำที่สุดของเกษตรกร ถ้าห้ามเผาแล้วเกษตรกรจะคุมต้นทุนการผลิตได้อย่างไร?

 

เรื่องเหล่านี้ยังคงเป็นคำถามที่คาใจใครหลายคน กฎหมายเกี่ยวกับอากาศสะอาดทั้ง 7 ร่าง ที่จะรวมเป็นร่างกฎหมายเพียงฉบับเดียว จะทำให้อากาศในไทยดีขึ้นได้จริงหรือไม่ ติดตามทั้งหมดได้ใน KEY MESSAGES

The post ชมคลิป: เปิดช่องโหว่ กฎหมายฝุ่นข้ามแดน | KEY MESSAGES #119 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝุ่นข้ามแดน ร่างกฎหมายอากาศสะอาดจัดการอย่างไร https://thestandard.co/loopholes-in-clean-air-laws-article/ Fri, 02 Feb 2024 09:22:18 +0000 https://thestandard.co/?p=895375

ทำไมเราถึงต้องให้ความสนใจกฎหมายอากาศสะอาด?    […]

The post ฝุ่นข้ามแดน ร่างกฎหมายอากาศสะอาดจัดการอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำไมเราถึงต้องให้ความสนใจกฎหมายอากาศสะอาด? 

 

มลพิษและฝุ่นควัน PM2.5 ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลต่ออากาศบ้านเรามากขนาดไหน? 

 

แล้วการออกกฎหมายสั่งห้ามนำเข้าสินค้าที่มาจากการสร้างมลพิษจะสามารถทำได้จริงหรือไม่?

 

ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นคำถามที่คาใจใครหลายคน กฎหมายอากาศสะอาดทั้ง 7 ร่าง ที่จะรวมเป็นร่างกฎหมายเพียงแค่ฉบับเดียว จะเป็นความหวังที่ทำให้อากาศในไทยดีขึ้นได้จริงหรือไม่ ติดตามทั้งหมดได้ในบทความนี้ 

 

แม้ 7 ร่างผ่านสภาแล้ว สื่อและประชาชนจำเป็นต้องติดตามต่อหรือไม่?

 

แม้ร่างอากาศสะอาดทั้ง 7 ร่างจะผ่านวาระที่ 1 ของสภาไปแล้วก็ตาม สังคมไทยบางส่วนยังคงถกเถียงและให้ความสนใจต่อวิธีการจัดการมลพิษด้วยการบังคับใช้กฎหมาย

 

เราได้ติดต่อสอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ยื่นร่างกฎหมายอากาศสะอาดของพรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ไว้ว่า

 

 

“ไม่ควรถกเถียงประเด็นนี้แล้ว เป็นหน้าที่กรรมาธิการที่ต้องคุยรายละเอียด ตัวเขาเองไม่ใช่กรรมาธิการ ก็ต้องให้เกียรติคนทำงาน สภารับหลักการทุกร่างแล้ว ยังไปนั่งถกเถียงว่าร่างของคนไหนเป็นแบบใด คนพูดคงไม่เข้าใจกลไกสภา”

 

แต่ถ้าเป็นฝั่งของ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. พรรคก้าวไกล และกรรมาธิการวิสามัญฯ กลับมองต่าง เขาอยากให้ประชาชนอย่างเราช่วยกันติดตามความเคลื่อนไหวของร่างกฎหมายอากาศสะอาดต่อไป

 

 

“ปกติประชาชนจะสนใจกฎหมายต่างๆ ในวาระที่ 1 พอจบวาระแรกจะขาดความต่อเนื่อง แล้วร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่อยู่ในชั้นของกรรมาธิการมีตั้ง 7 ร่าง แต่ละร่างก็มีรายละเอียดต่างกัน เรื่องนี้จึงไม่สามารถจะหายไปจากสังคมได้ เพราะว่าการร่างกฎหมายหลังจากนี้จะส่งผลต่อทุกคน ดังนั้นในความเห็นของผม วาระที่ 2 จึงสำคัญกว่าวาระที่ 1”

 

ส่วนทางด้านของ จักรพล ตั้งสุทธิธรรม เลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และประธานคณะกรรมาธิการอากาศสะอาด กล่าวในการแถลงข่าวความคืบหน้าของคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมาว่า แม้ร่าง 7 ฉบับจะแตกต่างกัน จนทำให้ประชาชนเกิดข้อกังวลว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่อยากให้ทุกคนสบายใจว่าเวลานี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังใช้องค์ความรู้ที่มีร่วมกันศึกษาในแต่ละมาตราเพื่อประโยชน์สูงสุด

 

‘มลพิษข้ามแดน’ ถึงเวลาไทยต้องกำหนดบทลงโทษชัดเจน

 

ในร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับอากาศสะอาดทั้ง 7 ร่าง มีประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าที่มีแหล่งที่มาจากการสร้างมลพิษทางอากาศ

 

ร่าง พ.ร.บ.ฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน ของพรรคก้าวไกล ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมองว่าตอนนี้รัฐบาลยังไม่มีการแก้ปัญหาที่ชัดเจนมากพอ

 

ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ โดย คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม กับเครือข่ายอากาศสะอาด ก็ได้กำหนดอายุความการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้กระทำความผิดที่ทำให้เกิดมลพิษข้ามแดน จะต้องมีอายุความ 10 ปี มีโทษปรับอัตราสูง ใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม ความเร็วลม ข้อมูลอุตุนิยมวิทยา ค่าดัชนีคุณภาพอากาศเพื่อสุขภาพ ในการตรวจสอบ

 

ถ้าดูร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากแหล่งกำเนิดมลพิษ มีโทษปรับ 50,000 บาท, ผู้ที่เผาในที่โล่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับไม่เกิน 50,000 บาท, ผู้ที่ปล่อยทิ้งอากาศเสียโดยไม่มีการบำบัดให้มีคุณภาพตามมาตรฐานควบคุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศนอกประเทศ ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท 

 

 

จุลพันธ์ผู้ยื่นร่างของพรรคเพื่อไทยกล่าวในสภาว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ของพรรคเพื่อไทย มีหลักการและเหตุผลแบบเดียวกับของ ครม. ที่ระบุถึงข้อบังคับมลพิษข้ามแดน โดยยกตัวอย่างว่าตอนนี้ในอาเซียนมีแค่สิงคโปร์ที่บังคับใช้กฎหมายนี้ เพราะได้รับมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและการเผาป่าในอินโดนีเซีย เมื่อฝุ่นควันไหลข้ามมายังสิงคโปร์ รัฐบาลจึงกำหนดกฎหมายเพื่อบังคับให้บริษัทข้ามชาติถ้าเผาหรือก่อมลพิษเกินกำหนด การค้าขายของคุณกับสิงคโปร์จะมีปัญหา

 

วันนี้ไทยก็เจอปัญหาเดียวกัน เป็นผลกระทบจากระบบเกษตรพันธสัญญา หรือ ‘Contract Farming’ จากการปลูกข้าวโพดของประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าดูตัวเลขจะเห็นว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว และเมียนมา มีความเชื่อมโยงกับภาวะหมอกควันที่เกิดขึ้นในเมืองไทย

 

กฎหมายฉบับนี้จึงให้อำนาจรัฐบริหารราชการเชิงพื้นที่ พัฒนามาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด เฝ้าระวัง เตือนภัย จัดเก็บข้อมูล และกำหนดบทลงโทษ เก็บภาษี ค่าปรับ สั่งหยุดการนำเข้า ลดการเผาผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อลงโทษผู้ประกอบการที่ก่อมลพิษเหมือนอย่างที่สิงคโปร์ทำ

 

สรุปคร่าวๆ ได้ว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยจะยึดหลักการ ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ และจะจัดการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเรื่องมลพิษข้ามแดน 

 

ส่วนฝั่ง สส. พรรคก้าวไกล อย่างภัทรพงษ์ แสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ว่า ถือเป็นแนวโน้มที่ดีที่ ครม. ได้เพิ่มเนื้อหาการนำเข้าสินค้าจากการเผาเข้ามาหลังสุด แต่สิ่งที่เขากังวลคือการขาดจุดเชื่อมต่อระหว่างบทลงโทษกับผู้ประกอบการที่มีความผิด แม้จะมีการกำหนดบทลงโทษแล้วก็ตาม

 

การขาดจุดเชื่อมต่อที่ว่าคือ หากร่างทั้ง 7 ฉบับรวมกันเหลือร่างเดียว หนึ่งในเงื่อนไขที่เขาคิดว่าร่างของตัวเองควรจะได้ไปต่อคือเรื่องการออกข้อบังคับให้ผู้ประกอบการจะต้องทำรายงาน ระบุให้ชัดว่านำเข้าวัตถุดิบมาจากที่ไหน มีการจัดการและกำจัดอย่างไร ขนส่งด้วยวิธีไหน ระบุไปยันละติจูด ลองจิจูด

 

เมื่อเข้าสู่โรงงานแล้วมีการแปรรูป กระบวนการต่างๆ ปล่อยมลพิษไปแล้วเท่าไร ซึ่งผู้ประกอบการต้องมีรายงานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อให้คณะทำงานและประชาชนสามารถตรวจสอบแบบย้อนกลับได้ว่า สิ่งที่ระบุในรายงานของผู้ประกอบการไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพจริงหรือไม่

 

เพราะถ้าไม่มีรายงานส่วนนี้อาจทำให้มีช่องโหว่กับผู้ก่อเหตุที่เป็นต้นตอของปัญหา เช่น สมมตินาย A จ้างนาย B ให้จัดหาวัตถุดิบจากการเผาเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการในโรงงาน ต่อให้มีข้อกฎหมายระบุชัดเจน เราก็อาจไม่สามารถเอาผิดไปถึงนาย A ได้ สิ่งที่จะช่วยในเรื่องนี้ก็คือการรายงานของผู้ประกอบการ

 

นอกจากนี้ภัทรพงษ์มองว่า ผู้ประกอบการและองค์กรหลายแห่งไม่ได้กลัวโทษทางแพ่งหรืออาญา ไม่ได้กลัวการปรับหรือบทลงโทษทางกฎหมายมากเท่ากับบทลงโทษทางสังคม หากมีการตัดสินแล้วว่าผู้ประกอบการรายใดมีความผิด ก็จะต้องเปิดเผยรายชื่อออกสู่สาธารณะด้วย

 

ซึ่งร่างของก้าวไกลเป็นฉบับเดียวที่ระบุเรื่องการเปิดเผยรายชื่อ เช่นเดียวกับการบังคับติดฉลากสินค้าที่ไม่ได้มาจากการเผา สามารถทำเป็นระดับ Eco Friendly บนสินค้า โดยไม่ต้องใช้กฎหมาย แต่รัฐสามารถประกาศขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมได้เลย ซึ่งเขามองว่าหากรัฐมีการขยับ สังคมก็พร้อมร่วมกันผลักดันแน่นอน

 

เขายังยกตัวอย่างในประเทศสวีเดน เราจะเห็นเนื้อสัตว์ที่มีฉลาก Carbon Footprint Labels แล้วพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่เลือกซื้อเนื้อสัตว์ที่มีฉลากระบุว่า เนื้อแพ็กนั้นถูกผลิตด้วยวิธีที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ากระบวนการผลิตแบบปกติมากถึง 25%

 

เขาเชื่อว่าประชาชนควรได้รับรู้ว่าใครคือคนที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษที่ทำให้พวกเขาต้องเจอกับปัญหานี้ นั่นคือการทำโทษทางสังคมที่ประชาชนจะต้องได้ตัดสินใจ ผู้คนควรมีสิทธิรู้ว่าสินค้าที่มาจากการเผามีอะไรบ้าง รวมถึงสิทธิในการเลือกว่าจะซื้อสินค้าเหล่านี้หรือไม่

 

เมื่อถึงวันที่ไทยมีกฎหมายมลพิษข้ามแดนจริงๆ ก็จะสอดคล้องกับข้อบังคับของสหภาพยุโรป หรือ EU ที่ห้ามนำเข้าสินค้าที่มาจากการเผาหรือก่อให้เกิดมลพิษทุกชนิด มีการออกโทษบังคับใช้กับเจ้าของผู้ครอบครองและผู้ที่ก่อมลพิษทั้งทางตรงและทางอ้อม และกำหนดไว้ว่าประเทศที่จะเป็นคู่ค้ากันได้ก็ควรต้องมีกฎหมายเรื่องมลพิษข้ามแดนบัญญัติและบังคับใช้ด้วย 

 

ในเรื่องความต่างของมลพิษข้ามแดน มุมมองของจักรพล ประธานคณะกรรมาธิการฯ ระบุว่า เราจำเป็นต้องวิเคราะห์หลายส่วน ถ้าจะต้องตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อพิจารณาในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะก็ต้องทำ เพื่อให้ประชาชนเกิดความสบายใจว่าแม้จะแตกต่าง แต่กรรมาธิการฯ ก็จะรีดไขมันที่ไม่จำเป็น และบูรณาการผสมผสานให้กลายเป็นร่างกฎหมายที่สมบูรณ์ที่สุด 

 

Fair Trade ที่ไม่แฟร์กับคนไทย?

 

ประเด็นมลพิษข้ามแดนไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องแค่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเท่านั้น ภัทรพงษ์ระบุว่า เวลานี้พี่น้องเกษตรกรและผู้ผลิตของไทยก็เผชิญกับความไม่เท่าเทียมทางกฎหมาย สิ่งที่นักนิติบัญญัติและรัฐบาลควรทำตั้งนานแล้วคือการจัดการระบบให้เกิดความยุติธรรมกับคนในประเทศ

 

เขาอ้างอิงคำพูดของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงความคิดเห็นเรื่องการนำเข้าสินค้าอาหารสัตว์ไว้ว่า เพราะการผลิตในประเทศไม่เพียงพอ จึงจำเป็นจะต้องนำเข้าสินค้าต่อไป คู่กับการใช้มาตรการ Zero Tax ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น ให้เวลาคู่ค้าแต่ละประเทศได้ปรับตัวและปฏิบัติตาม 

 

ภัทรพงษ์ระบุว่า ได้ดูรายละเอียดประกาศการนำเข้าข้าวโพดอาหารสัตว์ปี 2567 ที่เพิ่งต่ออายุใหม่แล้ว ในเนื้อหาไม่ได้ระบุอะไรเพิ่มเติมจากเดิม จึงถือว่าไม่ได้แตกต่างจากประกาศชุดก่อนที่แก้ไขปัญหาไม่ได้

 

และในเดือนธันวาคม 2566 พรรคก้าวไกลเคยเสนอแนะไปแล้วว่าควรจะพิจารณาการห้ามนำเข้า แต่กระทรวงพาณิชย์บอกว่าทำไม่ได้ ดังนั้นในมุมของภัทรพงษ์ คำว่า Fair Trade ที่ใช้กับต่างชาติจึงไม่ยุติธรรมกับผู้ประกอบการและเกษตรกรไทย

 

ถ้าถามว่าไม่แฟร์ในด้านไหน? ปัจจุบันเกษตรกรไทยต้องเข้าระบบการกำหนดพื้นที่ละติจูด ลองจิจูด ต้องให้ข้อมูลชัดเจนว่าเขากำลังปลูกอะไร ปลูกที่ไหน แต่กับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากต่างประเทศ ทำไมรัฐไทยถึงไม่ให้ผู้ประกอบการต่างชาติระบุพิกัดแบบเดียวกันบ้าง

 

หากรัฐบาลไทยมีข้อกังวลเรื่อง Fair Trade หรือผลกระทบด้านการนำเข้า-ส่งออก ก็สามารถใช้ความตกลงการนำเข้าเสรีสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement) หรือ ATIGA แม้ข้อตกลงนี้จะระบุให้แต่ละประเทศต้องลดภาษีสินค้าเกษตรให้เป็นศูนย์ แต่ว่าถ้าสินค้าบางอย่างเข้าข่ายในมาตรา 7 ที่ระบุว่า แต่ละประเทศสามารถที่จะไม่ดำเนินการตามพันธกรณีนี้ก็ได้ ด้วยเหตุผลในการปกป้องสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และพืช เงื่อนไขนี้ก็จะไม่กระทบกับ Fair Trade 

 

ภัทรพงษ์อ้างว่า กระทรวงพาณิชย์เคยชี้แจงว่ามีผู้ประกอบการต่างชาติหลายเจ้าส่งหนังสือรับรองมายังกระทรวงฯ เพื่อยืนยันว่าสินค้าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เขาจึงติดต่อไปยังกระทรวงฯ เพื่อขอข้อมูลว่าใช้เกณฑ์อะไรในการตรวจสอบรับรอง แต่สิ่งที่เขาได้กลับมาคือแบบฟอร์มธรรมดาที่ไม่มีใครกรอกอะไรเลย และเป็นเอกสารที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหนังสือรับรองที่ว่าด้วย 

 

ก็ต้องรอดูว่าพรรคก้าวไกลจะตั้งคำถามต่อเรื่องนี้อีกครั้งหรือไม่ แล้วกระทรวงพาณิชย์จะออกมาชี้แจงข้อสังเกตนี้อย่างไร 

 

อากาศสะอาด = สิทธิพึงมีของพลเมืองไทย

 

เวลานี้การจัดการเรื่องมลพิษและฝุ่นควันที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายยังคงกระจัดกระจายและมีผู้รับผิดชอบหลายหน่วยงาน มีทั้ง 8 กระทรวง, 12 กรม, 3 สำนักงาน, 2 กอง และ 1 คณะ 

 

เสียงส่วนใหญ่ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคประชาชน มองตรงกันว่า การทำงานตามโครงสร้างแบบนี้ขาดความเป็นเอกภาพ กระจัดกระจายเกินไป การไม่มีเจ้าภาพรับผิดชอบชัดเจนทำให้แก้ปัญหามลพิษที่กระทบกับชีวิตของประชาชนไม่ได้เสียที ดังนั้นสิ่งที่ต้องแก้คือต้องบูรณาการเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้

 

จักรพลระบุว่า ตอนนี้คณะกรรมาธิการฯ กำลังทำงานอย่างเข้มข้น โดยสาระของการทำงานจะมีกรอบใหญ่อยู่ 2 เรื่อง คือ 

 

 

  1. สาเหตุของการเกิดฝุ่นพิษในประเทศ 
  2. หมอกควันข้ามพรมแดน 

 

ซึ่งจะต้องวางแผนแก้ปัญหาให้ครอบคลุม มีมาตรการลงโทษวินัยการเงินการคลัง เก็บภาษีบาปจากผู้ที่ทำให้เกิดมลพิษ เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว

 

แม้การทำค่าฝุ่นให้ลดลงในปีนี้อาจจะยังไม่ทันท่วงที แต่คณะกรรมการ PM2.5 แห่งชาติ ที่เขาอยู่ก็ยังทำงานต่อ ในขณะที่คณะกรรมาธิการอากาศสะอาดกำลังศึกษาร่างกฎหมายอย่างเข้มข้น จะเป็นการทำงานเชิงคู่ขนานกัน ไม่ใช่ว่ารอแค่กฎหมายเสร็จในปีหน้าถึงจะเริ่มการเทกแอ็กชันแต่อย่างใด

 

ปัญหามลพิษทางอากาศเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็ได้รับผลกระทบ อย่างที่อาจารย์คนึงนิจย้ำในสภาว่า คนไทยจะต้องมีสิทธิในการไม่เป็นมะเร็งปอด สิทธิที่จะไม่ตายก่อนวัยอันควร รวมถึงสิทธิที่ประชาชนจะต้องได้รู้ค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์

 

หรืออย่างที่ภัทรพงษ์มองว่า ประชาชนต้องมีสิทธิได้หายใจในอากาศที่สะอาด หากมีค่าฝุ่นหรือควันพิษเกินมาตรฐานนานกว่า 24 ชั่วโมง ก็มีสิทธิที่จะได้รับการแจ้งเตือนจากท้องถิ่น มีสิทธิในการตรวจโรคและเข้ารับการรักษาแบบเท่าเทียม รวมถึงมีสิทธิในการฟ้องรัฐที่เพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชน

 

และพวกเราในฐานะประชาชนก็ควรจะต้องจับตามองความเคลื่อนไหวของร่างกฎหมายอากาศสะอาดกันต่อไป เพื่อดูว่าสุดท้ายแล้วร่างกฎหมายที่จะบังคับใช้ในปีหน้าจะสามารถแก้ปัญหาที่คาราคาซังนี้ได้หรือไม่

The post ฝุ่นข้ามแดน ร่างกฎหมายอากาศสะอาดจัดการอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวม้ง 12 หมู่บ้านร่วมกันทำแนวกันไฟ ปกป้องไฟป่า ฝุ่น PM2.5 https://thestandard.co/twelve-hmong-villages-build-fire-lines/ Mon, 29 Jan 2024 09:57:55 +0000 https://thestandard.co/?p=893460

วันนี้ (29 มกราคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD เดินทางไปยั […]

The post ชาวม้ง 12 หมู่บ้านร่วมกันทำแนวกันไฟ ปกป้องไฟป่า ฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (29 มกราคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD เดินทางไปยังลานกิจกรรมบริเวณหอเฝ้าระวังไฟ บ้านบวกจั่น ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเก็บภาพกิจกรรม ‘Kick Off แนวกันไฟ บ้านบวกจั่น’ เพื่อยกระดับการทำงาน ประสานความร่วมมือลดไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เพื่อให้มีความพร้อมและช่วยให้เกิดการปรับตัว รับต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีเครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้ง 12 หมู่บ้าน ดอยสุเทพ-ปุย (บ้านม้งดอยปุย, บ้านขุนช่างเคี่ยน, บ้านผานกกก, บ้านแม่สาน้อย, บ้านแม่สาใหม่, บ้านหนองหอยเก่า, บ้านหนองหอยใหม่, บ้านแม่ขิ, บ้านน้ำซุ้ม, บ้านบวกเต๋ย, บ้านบวกจั่น และบ้านห้วยเสี้ยว)

 

พร้อมด้วยหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคประชาชนร่วมกันจัดขึ้น เช่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, อำเภอแม่ริม, อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย, สถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), สภาลมหายใจเชียงใหม่, เชียงใหม่ เขียว สวย หอม

 

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมทำแนวกันไฟจำนวนกว่า 200 คน โดยเมื่อทำการแผ้วถางเศษหญ้าเพื่อสร้างแนวกันไฟแล้วเสร็จ ผู้นำชุมชนจะมอบหมายชาวบ้านในพื้นที่ช่วยกันตรวจสอบสภาพของแนวกันไฟเป็นระยะๆ โดยใช้วิธีแบ่งกลุ่มชาวบ้านออกเป็น 7 เขต เพื่อรับผิดชอบดูแลพื้นที่แนวกันไฟที่แต่ละกลุ่มได้รับมอบหมายให้มีสภาพสมบูรณ์ สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในเรื่องการเฝ้าระวังไฟป่า 

 

นอกจากนั้นยังมีกลุ่มเยาวชนด้านสิ่งแวดล้อมจากเครือข่ายม้ง 12 หมู่บ้านเข้ามาร่วมในการขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อม มีการยกระดับการทำงานสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ควบคู่กับการป้องกันการเกิดไฟป่า รวมทั้งการเตรียมความพร้อมชุมชนรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในอนาคตอีกด้วย

 

 

The post ชาวม้ง 12 หมู่บ้านร่วมกันทำแนวกันไฟ ปกป้องไฟป่า ฝุ่น PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรุงเทพฯ-ปริมณฑล อากาศเย็น ตอนเช้ามีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศาเซลเซียส https://thestandard.co/weather-forecast-26012024/ Fri, 26 Jan 2024 00:53:51 +0000 https://thestandard.co/?p=892304

วันนี้ (26 มกราคม) กรมอุตุนิยมวิทยารายงานพยากรณ์อากาศ บ […]

The post กรุงเทพฯ-ปริมณฑล อากาศเย็น ตอนเช้ามีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 มกราคม) กรมอุตุนิยมวิทยารายงานพยากรณ์อากาศ บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงยังคงปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศเย็นถึงหนาวในตอนเช้า กับมีลมแรง 

 

ในขณะที่คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากประเทศเมียนมาจะเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคกลางตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนบางแห่งเกิดขึ้นได้ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงให้ระวังอันตรายจากอัคคีภัยที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากอากาศแห้งและลมแรง

 

สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณภาคใต้ตอนล่างระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ส่วนประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกให้ระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร 

 

อ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร และบริเวณทะเลอันดามัน ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 27 มกราคมนี้ไว้ด้วย

 

ฝุ่นละอองในระยะนี้ ประเทศไทยตอนบนมีการสะสมของฝุ่นละอองและหมอกควันลดลง เนื่องจากลมที่พัดปกคลุมมีกำลังแรงขึ้น

 

สำหรับพยากรณ์อากาศกรุงเทพฯ และปริมณฑล เวลา 06.00 น. วันนี้ – 06.00 น. วันพรุ่งนี้ (27 มกราคม) อากาศเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส

The post กรุงเทพฯ-ปริมณฑล อากาศเย็น ตอนเช้ามีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศาเซลเซียส appeared first on THE STANDARD.

]]>
มติสภาเอกฉันท์ 443 เสียง รับหลักการ 7 ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ดันกฎหมายช่วยแก้ฝุ่นพิษ https://thestandard.co/council-accepted-clean-air-act-principles/ Wed, 17 Jan 2024 09:35:51 +0000 https://thestandard.co/?p=888847

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเป็นเอกฉันท์ 443 เสียง งดออ […]

The post มติสภาเอกฉันท์ 443 เสียง รับหลักการ 7 ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ดันกฎหมายช่วยแก้ฝุ่นพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเป็นเอกฉันท์ 443 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง ให้รับหลักการร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฯ ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ พร้อมยังรับหลักการร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ภาคประชาชนกว่า 22,000 รายชื่อ และพรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคก้าวไกล และพรรคประชาธิปัตย์เสนอ รวมทั้งสิ้น 7 ฉบับ 

 

PM2.5 รุนแรงขึ้น ต้องจัดการเป็นระบบ

 

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า ปัจจุบันปัญหามลพิษทางอากาศทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 จึงต้องมีการกำหนดกลไกในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ พร้อมกำหนดให้มีการพัฒนาและบูรณาการการบริหารจัดการปัญหาของทุกภาคส่วนให้เป็นระบบ 

 

นอกจากนี้ต้องกำหนดให้มีระบบการวางแผนการดำเนินงานและกำกับดูแล เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อลดสาเหตุการเกิดมลพิษที่แหล่งกำเนิด รวมทั้งป้องกันการปล่อยมลพิษ ฝุ่น ควัน และกลิ่น เข้าสู่สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศ พัฒนาระบบการประเมินคุณภาพอากาศ ระบบการเฝ้าระวัง ระบบการเตือนภัย และระบบการจัดการในสถานการณ์วิกฤตจากภาวะมลพิษทางอากาศ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ เพื่อให้เกิดอากาศสะอาด เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน

 

ภาคประชาชนชี้กฎหมายเดิมไม่ตอบโจทย์

 

ขณะที่คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ตัวแทนภาคประชาชนผู้เสนอกฎหมายชี้แจงว่า จากสถานการณ์ปัญหาหมอกควันพิษและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 เป็นสิ่งที่ส่งผลอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ทำให้คนที่มีโรคระบบทางหายใจเรื้อรังเกิดอาการกำเริบ และอาจมีส่วนทำให้เกิดมะเร็งปอดได้เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบรุนแรง เป็นภัยเงียบต่อสุขอนามัยของประชาชน และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบาง 

 

คนึงนิจกล่าวว่า สาเหตุสำคัญต่อการป้องกันและแก้ปัญหาหมอกควันพิษในประเทศไทยคือความไม่เพียงพอของกฎหมายที่มีในปัจจุบัน ขาดการบูรณาการ ทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นระบบและทันท่วงที รวมทั้งยังจำเป็นจะต้องมีการอำนวยการและกำกับดูแลการจัดการอากาศร่วมอย่างบูรณาการระหว่างหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนเครื่องมือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อจูงใจผู้ประกอบการที่เป็นต้นเหตุสำคัญของการก่อมลพิษได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นจะต้องมีการตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อบังคับใช้

 

ต้องมีกฎหมายดูแลประชาชน

 

ด้าน อลงกต มณีกาศ สส. นครพนม พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงร่างกฎหมายที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยว่า เนื่องจากฝุ่นควันซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานาน และแนวโน้มของสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ และยังส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ของประเทศ สะท้อนความล้มเหลวในการจัดการของภาครัฐ ซึ่งสถานการณ์ฝุ่นมีสาเหตุมาจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ภายในประเทศ รวมไปถึงฝุ่นควันที่ลอยมาจากแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ จากสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชน จึงจำเป็นจะต้องมีกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพของประชาชน

 

ประชาชนต้องได้รับอากาศบริสุทธิ์อย่างเท่าเทียม

 

ด้านชัยมงคล ไชยรบ สส. สกลนคร พรรคพลังประชารัฐ ชี้แจงหลักการร่างกฎหมายจากพรรคพลังประชารัฐว่า ฝุ่น PM2.5 เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพประชาชน ทั้งจากการเผาในที่โล่ง รถยนต์ หรือภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง ซึ่งเกี่ยวโยงทั้งโรคภัยไข้เจ็บ ค่ารักษาพยาบาลต่างๆ พรรคพลังประชารัฐจึงได้เสนอร่างกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับอากาศบริสุทธิ์อย่างเท่าเทียม แม้หลายรัฐบาลพยายามแก้ไขแต่ก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องเสนอร่างกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือลดมลภาวะให้กับประเทศ 

 

กฎหมายช่วยจัดการมลพิษข้ามแดนได้

      

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ชี้แจงหลักการร่างกฎหมายจากพรรคเพื่อไทยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ฝุ่นควันซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศทั้งจากในประเทศและหมอกควันข้ามแดนส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ โดยมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ประชาชนต่างได้รับผลกระทบและตกอยู่ในภาวะอันตราย และยังต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาล และยังส่งผลเสียหายต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องพัฒนาและปฏิรูปการบริหารจัดการความสะอาดให้มีประสิทธิภาพ จัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การมีอากาศสะอาด 

 

โดยจะมีระบบการบริหารราชการเชิงพื้นที่ การพัฒนามาตรฐานคุณภาพอากาศสะอาด การประเมินคุณภาพ การเฝ้าระวัง การเตือนภัย การจัดเก็บข้อมูล เป็นต้น พร้อมยืนยันว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะสามารถจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนได้ผ่านมาตรการทางเศรษฐกิจ ทั้งมาตรการทางภาษีและการนำเข้า เพื่อลงโทษผู้ประกอบการที่ก่อมลพิษ เหมือนประเทศสิงคโปร์ 

 

ประชาชนรออากาศสะอาด

 

นอกจากนั้น ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส. พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงหลักการร่างกฎหมายที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ว่า มีความจำเป็นที่ประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีกฎหมายใช้บังคับเพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ เพราะประชาชนเฝ้ารอมานานเพื่อมีอากาศสะอาดหายใจ โดยมั่นใจว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิที่จะหายใจสะอาด สามารถรับทราบข้อมูลคุณภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ และแก้ปัญหาจากต้นตอแหล่งกำเนิดทั้งในและต่างประเทศ 

 

คุ้มครอง-เท่าเทียม

 

ด้าน ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล ชี้แจงว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ส่งผลกระทบภายในประเทศมานานกว่า 10 ปี โดยไม่มีการแก้ปัญหาในเชิงกฎหมายที่ชัดเจนและครอบคลุม การแก้ปัญหาโดยบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถทำได้ มีแหล่งกำเนิดจากหลายกิจกรรมที่ทำให้เกิดมลพิษ รวมไปถึงการก่อมลพิษข้ามพรมแดน จึงจำเป็นที่จะต้องมีการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนเพื่อให้ได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ และมีมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อปรับผู้ประกอบการที่ก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อให้คนไทยได้รับอากาศสะอาดด้วยความเท่าเทียมกัน จึงมีความจำเป็นจะต้องมีกฎหมายฉบับนี้

 

สนับสนุนทุกร่าง เตรียมพิจารณาต่อวาระ 2 และ 3

 

อย่างไรก็ตาม การอภิปรายของ สส. ส่วนใหญ่ ทั้งพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต่างสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดฯ ทุกร่าง ทุกฉบับ ที่ถูกเสนอมาโดยคณะรัฐมนตรี ภาคประชาชน และพรรคการเมือง เพื่อคืนอากาศสะอาด และคืนสิทธิการหายใจในอากาศสะอาด ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชน รวมถึงแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน 

 

ทั้งนี้ที่ประชุมได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาชุดหนึ่ง จำนวน 39 คน เพื่อพิจารณาปรับแก้ในชั้นกรรมาธิการ ก่อนเสนอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อในวาระที่ 2 และ 3 ตามขั้นตอน โดยที่ประชุมมีมติให้ใช้ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฯ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีเป็นร่างหลักในการพิจารณาชั้นกรรมาธิการ 

 

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับ ครม.

 

สำหรับเนื้อหาภายในร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฯ ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี กำหนดให้มีการกำหนดนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับการจัดระบบสิ่งแวดล้อม เพื่ออากาศสะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพทุกคน โดยให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเหตุพื้นฐาน ที่มาจากแหล่งกำเนิด รวมถึงการสร้างความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขภาวะมลพิษทางอากาศ และพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศและนานาชาติ ซึ่งหน่วยงานรัฐจะต้องปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหามลพิษ  

 

นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาดที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จัดทำแผนแม่บทเพื่ออากาศสะอาดและปลอดภัย พิจารณากำหนดเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อบริหารจัดการอากาศสะอาด ทั้งมาตรการการเงิน การคลัง ภาษี การส่งเสริมการลงทุน และนโยบายอื่นๆ เพื่ออากาศสะอาด เป็นต้น

 

ขณะเดียวกันยังกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานควบคุมการปล่อยทิ้งอากาศเสียจากแหล่งกำเนิดมลพิษ จะมีโทษปรับ 50,000 บาท, ผู้ที่เผาในที่โล่งโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับไม่เกิน 50,000 บาท, ผู้ที่ปล่อยทิ้งอากาศเสียโดยไม่มีการบำบัดให้มีคุณภาพตามมาตรฐานควบคุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ, ผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศนอกประเทศ ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท เป็นต้น

The post มติสภาเอกฉันท์ 443 เสียง รับหลักการ 7 ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ดันกฎหมายช่วยแก้ฝุ่นพิษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบ 7 ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับไหนรายละเอียดเด่น-ดีอย่างไร https://thestandard.co/compare-7-drafts-of-the-clean-air-act/ Fri, 12 Jan 2024 08:46:38 +0000 https://thestandard.co/?p=887006

ปัญหามลพิษทางอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาการแ […]

The post เทียบ 7 ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับไหนรายละเอียดเด่น-ดีอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปัญหามลพิษทางอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาการแก้ปัญหายังเป็นแบบเดิม ภายใต้หน่วยงานที่ไม่บูรณาการ กฎหมายล้าสมัยไม่ช่วยให้ปัญหา PM2.5 ทุเลาลง

 

เพื่อคืนอากาศสะอาดให้กับประชาชน บรรดาภาครัฐ การเมือง และประชาชน ต่างพยายามขับเคลื่อนกฎหมายในแบบฉบับของตัวเอง และร่วมกันทำให้เกิดร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ก้าวไปอีกขั้น วานนี้ (11 มกราคม) มีร่างกฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาถึง 7 ฉบับด้วยกัน 

 

โดย ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ทั้ง 7 ฉบับ ประกอบด้วย

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. …. หรือ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชน โดยเครือข่ายอากาศสะอาด หรือร่างฉบับประชาชน

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พ.ศ. …. โดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ หรือร่างฉบับเพื่อไทย

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. …. โดย อนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ พรรคภูมิใจไทย

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ของสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เสนอโดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) หรือร่างฉบับรัฐบาล

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน โดย ตรีนุช เทียนทอง และคณะ พรรคพลังประชารัฐ

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ พ.ศ. …. โดย วทันยา บุนนาค และคณะ พรรคประชาธิปัตย์

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.ฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน พ.ศ. .… โดย ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ และคณะ พรรคก้าวไกล

 

แม้ร่างกฎหมายจะเพิ่งเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 1 ในการรับหลักการ และยังต้องรอการอภิปรายพร้อมลงมติในสัปดาห์หน้า แต่การอภิปรายนับว่าเป็นไปในทิศทางบวก คาดว่าจะมีการเห็นชอบร่างทั้ง 7 ฉบับ ซึ่งก็ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะมีกฎหมายเพื่อควบคุมคุณภาพอากาศออกมาบังคับใช้ได้จริง 

 

THE STANDARD รวบรวมร่างกฎหมายอากาศสะอาดทั้ง 7 ฉบับ มาเปรียบเทียบจุดเด่น ความแตกต่างของแต่ละฉบับ เพื่อการจัดการปัญหาฝุ่นควันในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะอากาศสะอาดต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเราทุกคน

 

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เทียบ 7 ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับไหนรายละเอียดเด่น-ดีอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปถกกฎหมายอากาศสะอาด แก้ฝุ่น PM2.5 ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’ หนุนผ่านวาระแรก https://thestandard.co/clean-air-act-11012567/ Thu, 11 Jan 2024 14:24:45 +0000 https://thestandard.co/?p=886731

วันนี้ (11 มกราคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 7 […]

The post สรุปถกกฎหมายอากาศสะอาด แก้ฝุ่น PM2.5 ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’ หนุนผ่านวาระแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (11 มกราคม) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 7 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2 ที่มี พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภา คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดฯ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ ขณะเดียวกันมีร่าง พ.ร.บ. ในทำนองเดียวกัน 3 ฉบับ ที่บรรจุในระเบียบวาระ และมีร่าง พ.ร.บ. ทำนองเดียวกัน ซึ่งยังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระ 3 ฉบับ ทำให้การประชุมสภามีการพิจารณา พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขมลพิษอากาศสะอาดทั้งสิ้น 7 ฉบับ 

 

ร่างกฎหมายอากาศสะอาศ 7 ฉบับ มีของใครบ้าง 

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ที่สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เป็นผู้จัดทำ และนำเสนอโดย ครม.

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. …. โดยมี คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 22,251 คน เป็นผู้เสนอ

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. …. โดย อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ เป็นผู้เสนอ

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พ.ศ. …. โดย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และคณะ เป็นผู้เสนอ

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. โดย ตรีนุช เทียนทอง และคณะ เป็นผู้เสนอ

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ พ.ศ. …. ซึ่ง ร่มธรรม ขำนุรักษ์ และคณะ เป็นผู้เสนอ

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.ฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน พ.ศ. …. ซึ่ง ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร และคณะ เป็นผู้เสนอ

 

ทุกฝ่าย ‘เห็นตรงกัน’ ฝุ่นต้องแก้ด้วยกฎหมาย

 

จากนั้น พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในนาม ครม. กล่าวว่า ปัญหามลพิษทางอากาศกำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงต้นปีและปลายปีของทุกปี จึงต้องมีการกำหนดกลไกในการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศทั้งในระดับชาติและในระดับพื้นที่ 

 

พร้อมกำหนดให้มีการพัฒนาและบูรณาการการบริหารจัดการปัญหาของทุกภาคส่วนให้เป็นระบบ กำหนดให้มีระบบการวางแผนการดำเนินงานและกำกับดูแล เพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

ทั้งนี้ เพื่อลดสาเหตุการเกิดมลพิษที่แหล่งกำเนิด รวมทั้งป้องกันการปล่อยมลพิษ ฝุ่น ควัน และกลิ่น เข้าสู่สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศ พัฒนาระบบการประเมินคุณภาพอากาศ ระบบการเฝ้าระวัง ระบบการเตือนภัย และระบบการจัดการในสถานการณ์วิกฤตจากภาวะมลพิษทางอากาศ 

 

ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ เพื่อให้เกิดอากาศสะอาด เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ จากนั้นผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. อีก 6 ฉบับ ได้ทยอยลุกขึ้นเสนอหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ. ที่ตนเองเป็นผู้เสนอตามลำดับ 

 

คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม ในนามประชาชนผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการฯ ได้อภิปรายเน้นย้ำความสำคัญของคำว่า แบบบูรณาการ เนื่องจากปัญหามลภาวะทางอากาศมีความซับซ้อน การแก้ปัญหาแบบไม่ข้ามหน่วยงานอาจไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร และเป็นเรื่องใหญ่เกินตัวกว่าหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ได้

 

“การแก้ปัญหาแค่บนยอดภูเขาน้ำแข็งยังไม่พอ ทำให้เกิดการแค่ปัญหาเชิงอีเวนต์ที่วนอยู่ในอ่าง เป็นฤดูกาลแล้วก็เลิกไป รากเหง้าจึงยังคงอยู่ที่เดิม ความเล็กจิ๋วและมองไม่เห็นของ PM2.5 ซุกไว้ใต้พรมอย่างยืดเยื้อยาวนาน อาจต้องเปลี่ยนวิธีจัดการปัญหาจาก Event-Based มาเป็น Structure-Based ซึ่งส่วนหนึ่งที่จะทำอย่างนั้นได้ เราต้องการนวัตกรรมทางกฎหมาย” คนึงนิจกล่าว

 

ขณะที่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะ สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อภิปรายหลักการและเหตุผลร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานฯ โดยระบุว่า ต้องขอบคุณคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ใส่ใจในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง และได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรับฟังปัญหา หารือกับผู้นำประเทศต่างๆ เพื่อให้มีการตระหนักถึงปัญหาในระดับภูมิภาค

 

ตามด้วย ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร สส. เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล อภิปรายหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดนฯ โดยเน้นว่า กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และมีคณะกรรมการกำกับตรวจสอบฝุ่น PM2.5 และการก่อมลพิษข้ามแดน ซึ่งมีภาคประชาชนมามีส่วนร่วม

 

“ในระดับจังหวัด พรรคก้าวไกลมีจุดที่แตกต่างจากร่าง พ.ร.บ.ฉบับอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง คือเราให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งที่อยู่ในพื้นที่ ที่เรามั่นใจว่าจะสามารถทำงานแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างน้อย 4 ปี ไม่ใช่มาปีสองปีแล้วก็ไป มาเป็นหัวเรือในการขับเคลื่อนการแก้ไขระดับจังหวัดตรงนี้” ภัทรพงษ์กล่าว

 

วิสาระดีวอนคืนลมหายใจที่บริสุทธิ์ให้ประชาชน

 

วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบในหลายมิติ พร้อมยกตัวอย่างปัญหาด้านสุขภาพด้วยการอ้างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 9 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันที่ปริมาณฝุ่นจำนวนมาก พบว่ามีผู้ป่วยกว่า 1.7 ล้านคน โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายนั้นมีผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 3,000 คนต่อวัน 

 

ขณะเดียวกันหน้ากากอนามัยที่จะช่วยป้องกันประชาชนจากฝุ่นควันได้นั้นก็มีราคาสูง ครอบครัวที่มีรายได้น้อยอาจมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ประชาชนต้องแบกค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้นด้วย หากเราไม่เร่งแก้ไข เรากำลังสร้างต้นทุนชีวิตให้กับประชาชนคนไทย สร้างความเหลื่อมล้ำในโอกาสที่จะมีชีวิตรอดในแต่ละวันด้วย

 

วิสาระดียังกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจึงได้เสนอแนวทางแก้ไข เช่น จัดให้มีการแจ้งเตือนภัยและเฝ้าระวังถึงหลักการเกี่ยวกับผู้ก่อมลพิษจะต้องเป็นผู้จ่าย หรือแม้แต่การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับมลพิษข้ามเขตแดน การจัดระบบบริการสุขภาพรองรับผู้ป่วยทางเดินหายใจ หรือเปิดให้บริการห้องปลอดฝุ่นสำหรับผู้ที่เป็นกลุ่มเปราะบาง

 

“หากเราได้รับอากาศที่บริสุทธิ์กลับมา ประชาชนคนไทยจะได้ลมหายใจที่บริสุทธิ์กลับคืนมา ธรรมชาติจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง จะไม่มีใครต้องเจ็บต้องป่วยและเสียชีวิตอีก และประเทศของเราจะได้รับการไว้วางใจจากนักลงทุน การท่องเที่ยวจะต้องดีขึ้น” วิสาระดีกล่าว 

 

ธุรกิจข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต้นตอ PM2.5

 

ศนิวาร บัวบาน สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้ว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ควรแก้ที่ต้นตอ การขยายตัวของอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความต้องการผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงขึ้น และรัฐบาลได้ผลักดันการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นเวลานาน เป็นเหตุให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า และสร้างมลภาวะในอากาศภายใน 5 ปี เกิดความเปลี่ยนแปลงถึง 2-3 เท่า

 

“สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดคือกลไกทางกฎหมาย และนโยบายที่กำหนดภาระรับผิดให้แก่ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น” ศนิวารกล่าว

 

โทษหนัก ปรับ-คุกสูงสุด

 

วิรัช พิมพะนิตย์ สส. กาฬสินธุ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอบคุณนายกฯ ที่ได้เซ็นอนุมัติ พ.ร.บ.ทุกร่างให้เข้ามาในสภา ทุกร่างจะมีประโยชน์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้ดูแลและบังคับใช้กฎหมายซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติตาม วันนี้ถ้าเราจะให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาจัดการปัญหานี้เพียงกระทรวงเดียว มาควบคุมเองลำพังคงเป็นไปไม่ได้ เพราะเรื่องของมลพิษ ค่าฝุ่นละอองซึมซับไปอยู่ทุกอณู วันนี้ถ้าฝนตกยังกางร่ม ถ้าแดดออกยังหลบแดด แต่ถ้าอากาศเป็นพิษ อยู่ตรงไหนก็ตาย เราไม่ได้ตายตอนนี้ แต่ก็จะทรมานต่อไป 

 

วิรัชกล่าวต่อว่า ตนเห็นปัญหาตรงนี้จึงอยากระบุว่า กระทรวงคมนาคมต้องจำกัดเรื่องรถรับจ้าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องให้ความรู้ประชาชนเรื่องการเผาวัตถุทางเกษตร วันนี้ผมขอเรียนกับท่านเจ้ากระทรวงทั้งหลาย ท่านเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องมลพิษ โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษ วันนี้เราจะต้องทำอย่างไรที่จะกำจัดเรื่องมลพิษให้หายไปจากประเทศไทย

 

ปัญหายาเสพติดทำให้คนเกือบ 20% ต้องพิการ สุขภาพจิตไม่ดี แต่วันนี้ที่หนักกว่านั้นคือ PM2.5 ที่สามารถกระจายไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็ต้องเจอกับปัญหาตัวนี้ ตนขอบอกกับประชาชนและข้าราชการที่มีหน้าที่กำกับดูแลปัญหานี้ ขอให้ท่านช่วยควบคุมดีๆ ตนอยากให้เมืองไทยอยู่อย่างมีความสุข

 

วิรัชกล่าวว่า ตนขอให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องบังคับใช้โทษปรับกับโทษจำคุกให้สูงสุด เพื่อให้เมืองไทยสะอาด ให้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข ให้ลูกหลานที่ไปโรงเรียนเขามีอากาศบริสุทธิ์ อยู่ได้ ผมขอโอกาสให้คนไทย ในเมื่อวันนี้ท่านนายกฯ ก็ไปเชียงใหม่เพื่อจะเจรจาเรื่องฝนหลวง แต่ฝนหลวงก็ไม่สามารถกำจัดเรื่องฝุ่นได้ทั้งหมด แต่ก็ถือว่าเป็นเจตนาที่ดี

 

สส. ปทุมธานี พรรคก้าวไกล หวั่นชาวนาได้รับผลกระทบ

 

เจษฎา ดนตรีเสนาะ สส. ปทุมธานี พรรคก้าวไกล กล่าวสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดทั้ง 7 ฉบับ แต่ตนเองก็มีความกังวลต่อประชาชนที่เป็นชาวนาจะได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.เหล่านี้ จากการเผาตอซัง

 

เจษฎาอธิบายถึงเหตุและความจำเป็นในการเผาตอซังว่า เพื่อเป็นการกำจัดข้าวดีดและข้าวเด้ง หากข้าวชนิดนี้ไปอยู่ในผืนนาของใคร จะทำให้ที่นานั้นได้รับความเสียหาย ขณะเดียวกันก็เป็นการประหยัดต้นทุนและเป็นทางเลือกที่สะดวกรวดเร็วแก่ชาวนา แต่ก็เป็นการก่อมลพิษ 

 

เจษฎากล่าวต่อว่า จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหามาตรการแก้ไขร่วมกันที่ไม่ใช่แค่การรับฟัง แต่ต้องมีอำนาจตัดสินใจในเชิงนโยบายร่วมกันระหว่างหน่วยงานราชการที่ออกกฎหมายกับประชาชนด้วย

 

ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม-ไม่แบ่งแยก

 

ขณะที่ รวี เล็กอุทัย สส. อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในการประชุมสากลเมื่อปี 2560 มีประเด็นหลักที่พูดถึงการก้าวเข้าสู่โลกที่ปราศจากมลพิษ ซึ่งมีการขับเคลื่อนกลไกในการดำเนินงาน ขจัดมลพิษในอากาศ ดิน น้ำ รวมถึงทะเลและมหาสมุทร มุ่งเน้นให้เกิดนโยบายการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนในการจัดการสารเคมีและของเสีย เพื่อให้เกิดผลดีต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม

 

การประชุมครั้งนั้นประเทศสมาชิกร่วมกันรับรองร่างปฏิญญาอย่างเป็นฉันทมติ ที่ให้แต่ละประเทศเน้นแนวทางปฏิบัติภาครัฐ เพื่อป้องกัน บรรเทาจัดการมลพิษในประเด็นต่างๆ มีนโยบายการจัดการสารเคมีขยะและของเสียที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม

 

ฉะนั้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรการแก้ไขมลพิษทางอากาศ ตนมีความคิดเห็นว่าเราไม่สามารถแยกประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจออกจากกันได้ จึงขออภิปรายในส่วนของประเด็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่จะลดปัญหามลพิษทางอากาศที่มีแหล่งกำเนิดข้ามแดน และกลไกที่ก่อให้เกิดการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศในระยะยาวอย่างยั่งยืน 

 

รวีกล่าวว่า มาตรการแรก อ้างอิงตามหลักการระหว่างประเทศ ถึงแม้การเป็นรัฐอธิปไตยเราไม่ควรก้าวล่วง แต่ปัญหามลพิษในอากาศปฏิเสธไม่ได้ว่าแต่ละประเทศจะไม่มีความรับผิดชอบร่วมกันเลย

 

ฉะนั้นในส่วนของสินค้าที่สร้างมลพิษทางอากาศจากเผาไหม้ข้ามแดนให้ประกาศว่าเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้า ต้องมีการกำหนดโทษต่อผู้ก่อมลพิษนอกราชอาณาจักร แต่ทั้งนี้ก็ควรพิจารณาถึงรายละเอียดที่ละเอียดอ่อน เรื่องของระหว่างประเทศด้วย ควรมีการบังคับการใช้กฎหมายเท่าเทียม ไม่ควรแบ่งแยกคนในชาติและคนต่างชาติ

 

มาตรการที่ 2 อ้างอิงความสำเร็จจากประเทศจีน ที่แม้ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการจัดการปัญหามลภาวะ แต่สุดท้ายก็สามารถจัดการได้ ซึ่งตนอยากฝากไปถึงรัฐบาลให้เพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชน ผู้ประกอบการ เกษตรกร ลดการปล่อยมลพิษ เช่น นำเศษซากทางการเกษตร สิ่งปฏิกูล เข้าสู่กระบวนการ Biorefinery 

 

ไทยต้องยกระดับตัวเองบนเวทีระดับโลก

 

ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช สส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ตั้งแต่เกิดคือการได้สูดอากาศก่อนที่จะได้ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารด้วยซ้ำ ทุกวันนี้อากาศที่เปลี่ยนแปลงไปเกิดจากฝีมือของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การเข้าห้องน้ำ กิจกรรมเกือบร้อยละ 99 ทำให้เกิดปัญหามลภาวะ โดยเฉพาะทางอากาศ

 

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2563 มีผู้ป่วยจากมลพิษเกือบ 7 ล้านคน ในปี 2566 มีเพิ่มสูงเกินกว่า 10 ล้านคน และมีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกปี โดยเฉพาะในฤดูร้อนมักจะเกิดปัญหามลพิษทางอากาศตลอด และก็ทำให้เราตื่นตระหนกกัน 

 

ส่วนที่ส่งผลมากที่สุดคือเรื่องของการเกษตร การเผาเศษซากทางเกษตรกรรม หรือแม้แต่ต้นไม้เมื่อสลัดใบเกิดการทับถม ก็สามารถเกิดเป็นเชื้อเพลิงหรือมลภาวะทางอากาศได้ ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการ เพราะเราสามารถนำสิ่งที่เกิดขึ้นมาทำเป็นประโยชน์เป็นเชื้อเพลิงได้ สามารถทำกระแสไฟฟ้าก็ยังได้ วันนี้โทษประชาชนหรือชาวบ้านไม่ได้ แต่ต้องมามองถึงการดำเนินงานของกิจการภาครัฐ

 

ปิยะรัฐชย์กล่าวต่อว่า เรื่องผลกระทบระหว่างประเทศ ปัญหาหมอกควันไม่ได้หมายความว่าทำรั้วกั้นแล้วหมอกจะไม่เคลื่อนย้าย ปัญหาฝุ่นละอองนี้เป็นเรื่องไร้พรมแดน การแก้ไขปัญหาต้องมีการร่วมมือร่วมใจระหว่างประเทศ แต่ก็มีปัญหาบางอย่างรอบๆ ประเทศที่ต้องใช้ความสามารถที่พิเศษ ส่วนหนึ่งเพราะประเทศเพื่อนบ้านเรามีชนกลุ่มน้อยเยอะมาก ถึงแม้จะใช้กระทรวงการต่างประเทศในการเจรจาก็ยังไม่จบ เพราะชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ไม่ได้ฟังเสียงรัฐบาลของเขา ฉะนั้นต้องใช้ทั้งตัวกฎหมายและความสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อย

 

การจัดการปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เป็นการร่วมมือร่วมใจกันแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ตนยังมองว่าต้องเป็นการร่วมมือร่วมใจของหลายประเทศ นอกจากนี้สาเหตุของการเกิดปัญหามลภาวะทางอากาศยังมาจากสภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

 

ตนอยากเสนอให้คณะกรรมการของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ เสนอให้มีการออกกฎหมายบังคับใช้ได้จริง เข้มงวด เรื่องต่อมาคือต้องสร้างเครือข่ายกับนานาประเทศ และประเด็นที่ 3 คือ ไทยต้องยกระดับตัวเองในเวทีระดับโลก อาทิ สหประชาชาติ เพราะมลภาวะเป็นเรื่องสำคัญ

 

ปิยะรัฐชย์กล่าวต่อว่า ตนอยากให้นายกฯ เป็นผู้ริเริ่มไปตั้งหน่วยงานความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมของเวทีสหประชาชาติ เพราะเมื่อใดที่ไทยได้เป็นสมาชิกถาวร การใช้งบประมาณ การขอความร่วมมือระหว่างประเทศเราจะได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะเราเป็นคนริเริ่มในเรื่องนี้และสิ่งนี้จะเป็นผลงานที่ดีของประเทศไทย

 

หยุดวาทกรรม ‘ชาวเขาเผาป่า’

 

ขณะที่ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า กลุ่มชาติพันธุ์คือกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหา เกี่ยวกับไฟป่าโดยตรง เพราะกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกรและอยู่ในพื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยป่าและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ดังนั้นการออกกฎหมายเกี่ยวกับไฟป่านั้นจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพันธุ์โดยตรง 

 

เลาฟั้งกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการจัดการปัญหาไฟป่ามี 2 ประการคือ ระเบียบที่ถูกกำหนดมาจากส่วนกลาง ที่ออกมาในลักษณะเดียวกัน โดยไม่มีความสอดคล้องกับบริบทของชุมชนหรือคนในท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ และอีกปัญหาคือการผลิตซ้ำวาทกรรม โดยเฉพาะที่ระบุว่า ‘ชาวเขาเผาป่า’ ผ่านบทบาทของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้และสื่อมวลชน 

 

เลาฟั้งกล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้เป็นการตอกย้ำให้สังคมยังมีความเข้าใจว่ากลุ่มชาติพันธุ์ยังเผาป่า แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สังคมไทยยังมองไม่เห็นคือกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นส่วนใหญ่มีการดำเนินการจัดการไฟป่าอยู่แล้ว ทั้งที่ทำกันเองและทำโดยได้รับอนุญาตหรือความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐด้วยเช่นกัน

 

ก้าวไกลบ่น ร่างประชาชนรอนานหลายปี ร่าง ครม. กะพริบตาสองทีได้เข้าสภา

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหนึ่งของการอภิปราย นิติพล ผิวเหมาะ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาในสภา สมัยที่ 25 สส. ทุกคนเข้าใจถึงต้นเหตุ ปัญหา วิธีการแก้ไขปัญหา แนวทางต่างๆ ครบทุกขั้นตอน รัฐบาลก็รู้เช่นเดียวกัน 

 

เพราะฉะนั้นกระบวนการถัดไปคือกฎหมาย พรรคก้าวไกลมองเห็นว่าการออกกฎหมายในตอนนั้นใช้เวลานาน เราจึงแก้ไข พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และบรรจุเข้าสู่สภาเรียบร้อย แต่สุดท้ายก็ไม่ทันได้รับการพิจารณาสักที ยุบสภาไปก่อน 

 

วันนี้มีร่างกฎหมายเข้ามาทั้งหมด 7 ร่าง โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการฯ โดยคนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 22,251 คน เป็นผู้เสนอ นี่คือร่างกฎหมายของประชาชนที่ทนไม่ไหวแล้วกับอากาศทุกวินาทีนี้ รอหลายปีกว่ากฎหมายจะอยู่ในสภา 

 

“ส่วนร่างของรัฐบาล กะพริบตาสองทีเข้ามาอยู่ในสภาแล้ว รวดเร็วมาก เป็นร่างที่ต้องเรียกว่า ทางสำนักงาน ป.ย.ป. ช่วยในการยกร่างทุกอย่าง ที่ผ่านมาเข้ามาสู่สภาเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่นายกฯ ให้ความสนใจ ให้ความสำคัญกับเรื่อง PM2.5 และดีใจที่นายกฯ จริงจัง ขึ้นไปมอบนโยบายที่จังหวัดเชียงใหม่หลายครั้ง”

 

นิติพลอภิปรายแล้วเสร็จ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภา คนที่ 1 และประธานการประชุม ได้ท้วงให้นิติพลอภิปรายอยู่ในประเด็นของการสนับสนุนหลักการและเหตุผลแห่ง พ.ร.บ.ที่นำเสนอ พร้อมขอให้พรรคก้าวไกลระมัดระวังการอภิปรายพาดพิงการทำงานของนายกฯ

 

มนพรป้องนายกฯ บอกก้าวไกลส่งช้าเอง

 

จากนั้น มนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะวิป ครม. ได้ชี้แจงกรณีนิติพลอภิปรายพาดพิงถึงกรณีนายกฯ ลงนามรับรองร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่พรรคก้าวไกลเสนอว่า เนื่องจากร่างฉบับก้าวไกลส่งมาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 และรัฐบาลได้บันทึกเสนอความเห็นไปเมื่อ 28 ธันวาคม 2566 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุด 

 

กว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะวินิจฉัยและส่งกลับมาที่กฤษฎีกาช่วงเย็นเมื่อวาน (10 มกราคม) ตรงกับที่นายกฯ ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ ทางรัฐบาลเข้าใจว่าต้องให้ร่าง พ.ร.บ.ทุกฉบับได้พิจารณาพร้อมกันในวันนี้ จึงส่งร่างดังกล่าวด้วยเครื่องบินไปให้นายกฯ ลงนามเมื่อวานนี้

 

“ดิฉันขอเรียนให้ทราบว่า เงื่อนเวลาที่สมาชิกจากพรรคก้าวไกลส่งมามีความล่าช้า และคณะรัฐมนตรีต้องรอลงความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงขออนุญาตได้ชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง” มนพรกล่าว

 

จากนั้น ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ลุกขึ้นหารือ พร้อมกล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้เมื่อเช้านี้นายกฯ ได้เซ็นรับรอง ทำให้ร่าง พ.ร.บ. ได้พิจารณาครบทั้ง 7 ร่าง แต่ก็ขอความร่วมมือกันต่อไปในอนาคต เพราะมีการแทรกคิวอย่างกะทันหัน ทำให้สมาชิกฝ่ายค้านมีเวลาเตรียมตัวเพียง 40 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะคิวแทรกเป็นเรื่องด่วนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันจันทร์ (8 มกราคม) ทางวิปรัฐบาลรับทราบอยู่แล้วว่ามีร่าง พ.ร.บ. 3 ฉบับ ที่ยังไม่ได้ลงนาม หากจะขอแทรกคิวเร่งด่วน มองว่าทางวิปรัฐบาลควรจะต้องรอบคอบว่ามีร่าง พ.ร.บ.ตกค้าง จะทำอย่างไรให้ทันระเบียบวาระ หากเร่งด่วนก็เห็นว่าควรทำตามวาระปกติ เพื่อประกาศระเบียบวาระวันศุกร์ และนำเข้าพิจารณาในวันพุธต่อไป ซึ่งจะทำให้ สส. ได้มีเวลาศึกษารายละเอียดของกฎหมายด้วย

The post สรุปถกกฎหมายอากาศสะอาด แก้ฝุ่น PM2.5 ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’ หนุนผ่านวาระแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 7 เหตุผล ทำไมต้องมีกฎหมาย ‘อากาศสะอาด’ จากฝ่ายค้าน-รัฐบาล-ภาคประชาชน https://thestandard.co/why-is-there-a-need-for-a-clean-air-law/ Thu, 11 Jan 2024 13:53:26 +0000 https://thestandard.co/?p=886734

วันนี้ (11 มกราคม) สภาผู้แทนราษฎรเริ่มพิจารณาร่างกฎหมาย […]

The post เปิด 7 เหตุผล ทำไมต้องมีกฎหมาย ‘อากาศสะอาด’ จากฝ่ายค้าน-รัฐบาล-ภาคประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (11 มกราคม) สภาผู้แทนราษฎรเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการฝุ่น มลพิษ และอากาศ หรือที่เรียกกันว่ากฎหมายอากาศสะอาด วาระหนึ่งหรือขั้นรับหลักการ ซึ่งมีกฎหมายที่เสนอหลายฉบับในทำนองเดียวกันพิจารณาพร้อมกันรวม 7 ฉบับ

 

THE STANDARD ชวนอ่านสรุปการนำเสนอหลักการของ 7 ร่างกฎหมายอากาศสะอาด

 

ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. 

 

เสนอโดยคณะรัฐมนตรี

 

พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการนำเสนอหลักการและเหตุผลของการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า หลักการคือให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และระบุเหตุผลว่า โดยที่ปัจจุบันปัญหามลพิษทางอากาศกำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงต้นปีและปลายปีของทุกปี จึงต้องมีการกำหนดกลไกในการบริหารจัดการมมลพิษทางอากาศทั้งในระดับชาติและระดับพื้นที่ กำหนดให้มีการพัฒนาและบูรณาการการบริหารจัดการปัญหาของทุกภาคส่วนให้เป็นระบบ และเพื่อให้เป็นการสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน

 

และกำหนดให้มีระบบการวางแผนการดำเนินงานและกำกับดูแล เพื่อลดสาเหตุการเกิดมลพิษที่แหล่งกำเนิด รวมทั้งป้องกันการปล่อยมลพิษ ฝุ่น ควัน และกลิ่น เข้าสู่สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศ พัฒนาระบบการประเมินคุณภาพอากาศ ระบบการเฝ้าระวัง ระบบการเตือนภัย และระบบการจัดการในสถานการณ์วิกฤตจากภาวะมลพิษทางอากาศ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ เพื่อให้เกิดอากาศสะอาด และเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ อันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน

 

ร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. …. 

 

เสนอโดย คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 22,251 คน 

 

คนึงนิจกล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีชื่อยาวเพื่อสื่อถึงความครอบคลุม โดยคำแรก กำกับดูแล คือเราต้องการให้มีหน่วยงานกำกับดูแลมากำกับดูแลผู้ที่มีหน้าที่ใช้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ และให้ทำหน้าที่เข้มแข็งและดียิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มเติมหน้าที่ใหม่ตามที่จะมีขึ้นในกฎหมายใหม่นี้ 

 

ส่วนการดูแลคือดูแลการจัดการอากาศสะอาด สิ่งที่ต้องการและอยากได้คืออากาศสะอาดที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้เพื่อสุขภาพ จึงเขียนกฎหมายมาแบบนี้ เพราะอากาศที่เป็นมลพิษนั้น เรามีกฎหมายเดิมอยู่แล้ว เว้นแต่บางประเด็นที่กฎหมายเดิมยังไม่มีหรือมีปัญหาอยู่ กฎหมายฉบับนี้ก็จะมาช่วยเติมเต็มให้ 

 

“ชื่อ พ.ร.บ. ก็จะเห็นว่ามีคำว่ากำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่การจัดการอากาศสะอาดเพื่อเหตุผลอื่น แต่เพื่อเหตุผลสุขภาพ ตามคำของ WHO ที่บอกว่า PM2.5 นั้นเป็นหนึ่งในสาเหตุของการตายก่อนวัยอันควร Premature Death นั่นหมายความว่าเราจะไม่แยกระหว่างมิติสิ่งแวดล้อมกับมิติด้านสุขภาพออกจากกัน”

 

คนึงนิจกล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์เหมือนภูเขาน้ำแข็งของการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยปัจจุบันเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงอีเวนต์ เป็นฤดู แล้วก็เลิก แล้วก็วนกลับมาใหม่ แต่การแก้ไขปัญหาบนยอดภูเขาน้ำแข็งนี้ยังไม่มากพอที่จะล้วงลึกลงไปใต้ภูเขาน้ำแข็งซึ่งเป็นรากเหง้าที่แท้จริงของปัญหา ดังนั้นรากเหง้าจึงยังอยู่ที่เดิม

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งสิทธิในชีวิต สิทธิในสุขภาพ สิทธิในสิ่งแวดล้อม รวมถึงสิทธิในอากาศ ปัจจุบันสิทธิในสิ่งแวดล้อม UN ประกาศให้เป็นสิทธิมนุษยชนประเภทหนึ่ง ดังนั้นสิทธิในอากาศสะอาดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิในสิ่งแวดล้อมถือเป็นสิทธิมนุษยชน 

 

“การที่ร่างกฎหมายนี้เสนอและสถาปนาให้สิทธิในอากาศสะอาดถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจนว่าเป็นสิทธิชนิดหนึ่งจึงจำเป็นอย่างยิ่ง สิทธิในอากาศสะอาดมีทั้งสิทธิในเชิงเนื้อหา ซึ่งเป็นเงื่อนไขของสิทธิเชิงเนื้อหาตัวอื่นๆ เช่น สิทธิในสุขภาพที่จะไม่ป่วยจากสาเหตุที่สามารถป้องกันได้ อย่างการเป็นมะเร็งปอดของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ หรือสิทธิในชีวิตที่จะไม่ตายก่อนวัยอันควร”

 

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งสิทธิเชิงกระบวนการ เช่น สิทธิในข้อมูลว่าอากาศวันนี้มีค่าฝุ่นเท่าไรแบบเรียลไทม์ เราต้องได้รู้ ค่าฝุ่นขนาดไหนอันตรายต่อกลุ่มเปราะบางหรือไม่ เราต้องทราบ  

 

อีกทั้งในกฎหมายฉบับนี้ยังกำหนดให้มีกองทุนอากาศสะอาด เพื่อที่จะเก็บเงินมาจากสิ่งที่อันควรเพื่อใช้ในเรื่องอันควร ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กฎหมายนั้นประกอบด้วยบทลงโทษและรางวัล

 

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. ….  

 

เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย

 

อลงกต มณีกาศ สส. พรรคภูมิใจไทย เป็นตัวแทนนำเสนอหลักการ โดยกล่าวว่า หลักการคือให้มีกฎหมายอากาศสะอาดเพื่อประชาชน พร้อมระบุเหตุผลว่า โดยที่สถานการณ์ฝุ่นควันซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกๆ ชีวิต ซึ่งเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นระยะเวลานานไม่ต่ำกว่า 10 ปีอย่างต่อเนื่อง และจากการติดตามศึกษา เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดของสถาบันวิจัยต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มของสถานการณ์มลพิษทางอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น มีการขยายตัวของมลพิษครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่างๆ กว้างขวางขึ้น ซึ่งส่งผลอันตรายต่อสุขภาพในพื้นที่ต่างๆ เป็นประจำทุกปี ประชาชนที่ตกอยู่ในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศเป็นพิษต่างได้รับผลกระทบและก่อให้เกิดความเสียหาย และตกอยู่ในภาวะอันตรายทั้งในทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์

 

นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ทั้งในด้านงบประมาณในการรักษาพยาบาล และความเสียหายต่อธุรกิจการท่องเที่ยว ภาพลักษณ์ของประเทศที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการของภาครัฐเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของประชาชนและการจัดการมลพิษ

 

สถานการณ์ฝุ่นควันอันเป็นพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นในประเทศไทยติดต่อกันมาเป็นเวลานาน นอกจากจะมีสาเหตุจากต้นกำเนิดระบบขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม เขตพื้นที่ก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง หรือเผาตอซังของเกษตรกร ยังมีสาเหตุฝุ่นควันที่เกิดจากแหล่งกำเนิดที่อยู่ต่างประเทศด้วย

 

อลงกตกล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ฝุ่นควันที่เกิดในประเทศไทยที่กำลังประสบเป็นสาธารณภัย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาการปฏิรูประบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การมีอากาศที่สะอาด ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสำคัญในการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนที่จะมีสิทธิที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี และในขณะเดียวกันตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ในหมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ก็ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการเพื่อให้สมดังสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอให้มีกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาดเพื่อประชาชน

 

ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ….  

 

เสนอโดยพรรคพลังประชารัฐ

 

ชัยมงคล ไชยรบ สส. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่กล่าวขานกันมานาน รัฐบาลเองก็พยายามแก้ไข เพราะมีผลกระทบต่อชีวิตประชาชน ดังข้อมูลที่ทราบมาว่าปี 2564 PM2.5 อยู่ที่ 18-28 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปี 2565 PM2.5 อยู่ที่ 19-24 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปี 2566 PM2.5 อยู่ที่ 24-28 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งในปี 2566 มีการประกาศค่ามาตรฐานไว้ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

 

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่แสดงได้ว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 นั้นเกินมาตรฐาน เป็นภัยคุกคามสุขภาพพี่น้องประชาชน และเกี่ยวโยงอีกหลายเรื่อง ทั้งโรคภัยไข้เจ็บและค่ารักษาพยาบาล 

 

“ด้วยความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน พรรคพลังประชารัฐจึงได้รวบรวมพี่น้อง สส. เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ ด้วยได้แลเห็นว่าเกิดมาเป็นคนไทยนั้นควรได้รับอากาศบริสุทธิ์แบบเท่าเทียมกัน เราทราบว่าสาเหตุนั้นมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเผาในที่โล่ง ยานพาหนะ อุตสาหกรรมการก่อสร้าง”

 

ชัยมงคลกล่าวต่อว่า เราจะเห็นว่าหลายรัฐบาลพยายามจะแก้ไข แต่ผลที่ปรากฏคือไม่สามารถแก้ไขได้ จึงยังเป็นภัยคุกคามต่อประชาชน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มุ่งหวังให้กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือลดมลภาวะให้กับประเทศไทย รวมทั้งโลกอีกด้วย 

 

“วันนี้คนไทยทุกคนควรมีสิทธิที่จะได้รับอากาศบริสุทธิ์ เพื่อต่ออายุให้ยืนยาว กฎหมายฉบับนี้เป็นที่เห็นสอดคล้องต้องกันจากทั้งหมด 7 ร่าง นั่นแปลว่าทั้ง 7 ฉบับได้แลเห็นความจำเป็นและความสำคัญ จึงได้ร่างกฎหมายเพื่อให้ผลเกิดขึ้นกับประชาชน” ชัยมงคลกล่าว

 

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พ.ศ. …. 

 

เสนอโดยพรรคเพื่อไทย

 

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนนำเสนอหลักการ กล่าวว่า หลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้คือให้มีกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาดเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

 

โดยระบุเหตุผลว่า จากสถานการณ์ฝุ่นควันซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตและเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดขึ้นติดต่อกันมาเป็นระยะเวลานานอย่างต่อเนื่องและมีความรุนแรงมากขึ้น โดยสาเหตุมาจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมากมาย ทั้งจากการเผาในที่โล่ง การเผาตอซังของเกษตรกร การเผาพื้นที่ป่า กระบวนการผลิตจากอุตสาหกรรมต่างๆ ระบบการขนส่ง กระบวนการผลิตไฟฟ้า เขตพื้นที่ก่อสร้าง เขตที่พักอาศัย รวมถึงสาเหตุจากฝุ่นควันที่ลอยมาจากแหล่งกำเนิดที่อยู่ในต่างประเทศ

 

ปัจจุบันมีการขยายตัวของมลพิษครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่างๆ กว้างขวางขึ้น และยังคงความเข้มข้นของมลพิษในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เป็นประจำทุกปี ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่คุณภาพอากาศเป็นพิษต่างได้รับผลกระทบ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและตกอยู่ในภาวะอันตราย ทั้งในด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ 

 

อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ทั้งในด้านงบประมาณในการรักษาพยาบาล งบประมาณในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ความเสียหายต่อธุรกิจการท่องเที่ยว อีกทั้งภาพลักษณ์ของประเทศที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพของประชาชนและการจัดการมลพิษ 

 

จำเป็นต้องพัฒนาปฏิรูประบบการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการบริหารจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ อันจะนำไปสู่การมีอากาศสะอาด โดยส่งเสริมให้เกิดระบบการวางแผนเพื่อป้องกันการปล่อยมลพิษ ฝุ่น ควัน กลิ่น เข้าสู่สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศ การบูรณาการเชิงระบบของหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม การบริหารจัดการระบบงบประมาณเพื่อการมีอากาศสะอาด ระบบการบริหารราชการเชิงพื้นที่ที่เป็นแหล่งกำเนิดอากาศที่ไม่สะอาด การพัฒนามาตรฐานคุณภาพอากาศ ระบบการประเมินคุณภาพอากาศ ระบบเฝ้าระวัง ระบบเตือนภัยจากสถานการณ์อากาศที่ไม่สะอาด ระบบการจัดเก็บข้อมูล ระบบการจัดการในสถานการณ์วิกฤตจากสภาพอากาศ และระบบการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการให้เกิดอากาศสะอาด 

 

ซึ่งสอดคล้องกับหลักสำคัญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่มีสิทธิที่จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี และในขณะเดียวกันตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ซึ่งกำหนดให้เป็นหน้าที่ที่รัฐต้องดำเนินการเพื่อให้สมดังสิทธิของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเสนอให้มีกฎหมายว่าด้วยอากาศสะอาดเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชน

 

จุลพันธ์อภิปรายเพิ่มเติมว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้มีหลักการและเหตุผลที่เหมือนกับฉบับที่คณะรัฐมนตรีได้นำเสนอ ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ วันนี้ขอเรียนผ่านประธานไปยังสมาชิกว่า เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้รีบเดินทางไปเชียงใหม่เพื่อรับฟังและดูปัญหาจากแหล่งที่เกิดไฟป่าจากบนดอย ไปดูกลไกภาครัฐในการแก้ไขปัญหาดับไฟต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาสถานการณ์ในภาคเหนือหนักขึ้นเรื่อยๆ หากปล่อยภาวการณ์เช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะเป็นตราบาป และเป็นแบรนด์ภาคเหนือที่ทุกคนต้องเช็กอากาศก่อนไปเที่ยว

 

“กฎหมายที่เรากำลังทำกันอยู่จะเป็นเครื่องมืออันสำคัญ ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตามที่จะเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ เราพูดกันว่าโดยตลอดว่าในภาคเหนือตอนบน 17 จังหวัดมีปัญหาเรื่อง PM2.5 มาเป็นระยะเวลานาน”

 

ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ พ.ศ. …. 

 

เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์

 

ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ โดยระบุเหตุผลว่า เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันและหมอกควันพิษ อันเป็นมลพิษทางอากาศได้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาวนานต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่จะทวีคูณรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นขยายพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น อันเป็นการส่งผลกระทบอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ 

 

อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ทั้งในด้านงบประมาณในการรักษาพยาบาล งบประมาณในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ความเสียหายซึ่งเกิดกับธุรกิจด้านการท่องเที่ยว รวมถึงยังส่งผลกระทบจากภาพลักษณ์ของประเทศที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการมลพิษทางอากาศ

 

ทั้งกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการป้องกัน ควบคุม และกำกับดูแลการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ จึงสมควรที่รัฐจะต้องบริหารจัดการ ควบคุม ดูแล ติดตามตรวจสอบ และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณภาพอากาศเป็นอากาศที่สะอาด ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดียิ่งขึ้น

 

“วันนี้เป็นวันหนึ่งที่สำคัญที่สภาแห่งนี้จะได้พิจารณากฎหมายหลายฉบับที่เรียกสั้นๆ ว่ากฎหมายอากาศสะอาด ถึงแม้แต่ละฉบับจะมีความแตกต่างในรายละเอียด แต่มีจุดประสงค์เดียวกันเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งห้วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาสำคัญที่พี่น้องประชาชนรวมถึงตัวผมเองเฝ้ารอมานานหลายปีที่วันหนึ่งเราจะมีอากาศสะอาดให้หายใจได้จริงๆ” ร่มธรรมกล่าว

 

ร่าง พ.ร.บ.ฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน พ.ศ. …. 

 

เสนอโดยพรรคก้าวไกล

 

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. พรรคก้าวไกล กล่าวว่า อากาศบริสุทธิ์เป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ สิ่งนี้ควรบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป ไม่ใช่แค่ในพระราชบัญญัติ สิทธิของประชาชนที่จะฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เพิกเฉยต่อการปฏิบัติหน้าที่จนทำให้มีผลกระทบทางด้านสุขภาพต่อประชาชน สิทธิของประชาชนที่จะเข้ารับการตรวจสุขภาพ สวัสดิการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพที่ประชาชนได้รับจากฝุ่นพิษ PM2.5 

 

ภัทรพงษ์กล่าวต่อว่า กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดคณะกรรมการหลักจากคณะกรรมการที่มีอยู่แล้วคือ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 แต่เพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และตั้งคณะกรรมการกำกับ เพื่อตรวจสอบและติดตามประเมินผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

 

นอกจากนี้ยังให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นหัวเรือในการขับเคลื่อนแผนงานระดับจังหวัด, มอบหมายให้กระทรวงดำเนินการให้เหมาะกับหน่วยงาน เช่น การประสานงานระหว่างประเทศ การทำระบบแจ้งเตือนระดับพื้นที่ รวมถึงการกำหนดบทลงโทษทางอาญาและทางสังคม

The post เปิด 7 เหตุผล ทำไมต้องมีกฎหมาย ‘อากาศสะอาด’ จากฝ่ายค้าน-รัฐบาล-ภาคประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐายกหูหารือนายกฯ กัมพูชา ถกแก้ไฟป่าและ PM2.5 ไทย-กัมพูชาบ่ายนี้ https://thestandard.co/srettha-hun-manet-discusses-forest-fires-and-pm25/ Thu, 11 Jan 2024 08:05:54 +0000 https://thestandard.co/?p=886485

วันนี้ (11 มกราคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนต […]

The post เศรษฐายกหูหารือนายกฯ กัมพูชา ถกแก้ไฟป่าและ PM2.5 ไทย-กัมพูชาบ่ายนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (11 มกราคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคณะ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานประชุมติดตามความคืบหน้าสถานการณ์หมอกควันและไฟป่า โครงการต่างๆ ที่เชื่อมโยงระบบขนส่งและเดินทางในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกล่าวว่า ตนและคณะรัฐมนตรีมาพบทุกท่านที่เชียงใหม่ มีความห่วงใยกับสถานการณ์หมอกควันและไฟป่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อพี่น้องภาคเหนือหลายจังหวัด จึงต้องการหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาและวิธีการป้องกันที่ถูกต้อง

 

“ขอให้ท่านแบ่งหน้าที่และพื้นที่ความรับผิดชอบ เอ็กซเรย์พื้นที่ความรับผิดชอบของท่านว่ายังมีปัญหาใดที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน และรายงานให้ผมทราบทุกวัน ถ้าไม่ดีกว่าเดิมต้องแจ้งให้ผมทราบว่ามีอุปสรรคอะไร เป็นความประสงค์ของรัฐบาลนี้ที่อยากจะคืนอากาศบริสุทธิ์แก่พี่น้องประชาชนภาคเหนือให้ได้โดยเร็วที่สุด” เศรษฐากล่าว

 

สั่งดูแลประชาชน มีหน้ากากกรองฝุ่น-คุมราคาเครื่องฟอกอากาศ

 

นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนให้ครอบคลุมทุกมิติ ให้ประชาชนมีหน้ากากกรองฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพและราคาที่เข้าถึงได้ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างจิตสำนึกประชาชนในการรับรู้ข่าวสาร ยกระดับความตื่นตัวให้ประชาชนรู้ถึงภัยของ PM2.5  

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ส่วนเรื่องปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 เรื่องสำคัญคือลดจุดความร้อน หรือฮอตสปอต การทำแนวกันไฟที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สร้างความเข้าใจให้พี่น้องประชาชน ลดการเผา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และต้องไม่เผาวัชพืช เปลี่ยนไปทำเป็นปุ๋ยเพื่อจะใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ 

 

ขณะเดียวกันก็มีการปลูกป่าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น เชื่อว่าจุดความร้อนและค่า PM2.5 จะลดลง ประเด็นสำคัญที่มีงบประมาณขาดแคลนจากกรมฝนหลวง การจะสั่งซื้อเครื่องบินหรืออะไรต้องใช้ระยะเวลา 1-2 ปีเป็นต้นไป จึงได้ขอให้แม่ทัพภาคที่ 3 ดูแล พูดคุยกับผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารอากาศ หากมีเครื่องบินหรืออุปกรณ์ที่อาจจะยังไม่ได้ใช้หรือใช้น้อย ให้เราปรับปรุงนิดหน่อยแล้วมาใช้ปล่อยน้ำหรือทำฝนหลวงได้หรือไม่ 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า กระทรวงคมนาคมเสนอแผนการสร้างถนน ซึ่งแบ่งเป็น 3 วงแหวน โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อลดปัญหาจราจร ควบคู่ไปกับการทำเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า และวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดได้เข้าสภาแล้ว มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ก่อนเข้าประชุมได้มีเรื่องด่วน โดยตนได้เซ็น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดให้กับพรรคก้าวไกล ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่สภาทันวันนี้

 

เตรียมยกหูหานายกฯ กัมพูชา ถก PM2.5

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะเยี่ยมชมจุดจอดอากาศยานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กองบิน 41 ติดตามการปฏิบัติการฝนหลวง แก้ปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 และติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาจุดความร้อนพื้นที่ภาคเหนือ และการทำแนวกันไฟ ที่ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการควบคุมไฟป่าภาคเหนือ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่   

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สอบถาม ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ถึงความร่วมมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา เรื่องของการป้องกันการเผาที่มีผลต่อหมอกควันและค่าฝุ่นละออง หลังผู้อำนวยการ GISTDA ได้ฉายภาพดาวเทียมที่ตรวจพบค่าความร้อนสูงผิดปกติจากค่าความร้อนบนผิวโลก หรือจุดฮอตสปอต ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจุดความร้อนดังกล่าวพบในประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าประเทศไทย 

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เดือนนี้และเดือนหน้าเป็นฤดูเผาป่าของทางด้านกัมพูชา เห็นได้จากแผนที่ที่โชว์ค่าจุดความร้อน ซึ่งวันนี้ตนจะนำข้อมูลมาดู และช่วงบ่ายนี้จะยกหูคุยกับสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา

 

“ผมจะโทรศัพท์พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ (นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการ) แต่คอยไม่ได้ เดี๋ยวบ่ายวันเดียวกันนี้ผมจะโทรศัพท์หาท่านเองเลย แต่ในเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านไม่อยากให้เอามาเป็นเหตุผลในปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะเราเป็นพี่ใหญ่ เพราะเรามีเทคโนโลยีและทรัพยากรเยอะกว่า เราต้องพูดคุยกับเขาได้ ซึ่งการลงรายละเอียดเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมและกระทรวงการต่างประเทศจะไปพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันแก้ปัญหานี้ เพราะเราคือทีมไทยแลนด์ที่จะช่วยกันแก้ปัญหา” เศรษฐากล่าว

The post เศรษฐายกหูหารือนายกฯ กัมพูชา ถกแก้ไฟป่าและ PM2.5 ไทย-กัมพูชาบ่ายนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปดิพัทธ์แจง ดูงานสิงคโปร์เพิ่มประสิทธิภาพสภา-จัดการปัญหาหมอกควัน บินโลว์คอสต์ไม่ได้เพราะระเบียบล็อกไว้ ค่าโรงแรมให้เลือกราคาที่เหมาะสม กลับมาพร้อมส่งรายงานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง https://thestandard.co/padipat-suntiphada-18092023/ Mon, 18 Sep 2023 12:00:29 +0000 https://thestandard.co/?p=843039 ปดิพัทธ์ สันติภาดา

วันนี้ (18 กันยายน) ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แ […]

The post ปดิพัทธ์แจง ดูงานสิงคโปร์เพิ่มประสิทธิภาพสภา-จัดการปัญหาหมอกควัน บินโลว์คอสต์ไม่ได้เพราะระเบียบล็อกไว้ ค่าโรงแรมให้เลือกราคาที่เหมาะสม กลับมาพร้อมส่งรายงานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปดิพัทธ์ สันติภาดา

วันนี้ (18 กันยายน) ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘กรรมกรข่าว คุยนอกจอ’ ต่อกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการใช้งบประมาณเดินทางไปดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ 1,379,250 บาท ของปดิพัทธ์และคณะผู้ร่วมเดินทางรวม 12 คน ระหว่างวันที่ 21-24 กันยายน 2566 มีความเหมาะสมหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ยินดีให้ตรวจสอบอยู่แล้วตามนโยบายสภา โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นของประชาชน 

 

ปดิพัทธ์กล่าวว่า การไปดูงานที่สิงคโปร์เป็นการต่อยอดจากคณะกรรมการขับเคลื่อนรัฐสภาโปร่งใสและสมรรถนะสูงที่ตนตั้งขึ้นมา เริ่มต้นพิจารณาว่า ในทวีปเอเชียมีสภาที่ไหนบ้างที่มีประสิทธิภาพสูง พบว่ามี 2 ที่ คือ ไต้หวัน และสิงคโปร์ แต่เนื่องจากนโยบายจีนเดียวของกระทรวงการต่างประเทศทำให้ไม่สามารถเดินทางไปไต้หวันได้ สุดท้ายจึงเป็นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบสภาแตกต่างจากไทย มีสมาชิกน้อยกว่าแต่เทคโนโลยีสูงกว่า เราสามารถไปเรียนรู้ได้ว่าเขาทำงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ 

 

โจทย์ของการไปดูงานคือ เพื่อเติมเต็มในสิ่งที่เรายังขาดอยู่ โดย 2 โจทย์ที่จะไปดูที่สิงคโปร์ คือ Smart Parliament และการจัดการปัญหาหมอกควัน เนื่องจาก 10 ปีที่ผ่านมา สิงคโปร์ประสบปัญหานี้หนักหนากว่าประเทศไทยมาก แต่ใช้เวลา 10 ปีสามารถลดค่าฝุ่นลงได้ด้วยมาตรการหลายอย่าง ในเดือนพฤศจิกายนนี้ที่ตนจะไปพบสภาลมหายใจเชียงใหม่ จึงคิดว่าควรรีบไปดูต้นแบบต่างๆ และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีด้วย นอกจากนี้ จะได้ไปดูงานบริษัท GovTech (Government Technology) ซึ่งตามปกติไม่สามารถเข้าไปได้ ต้องทำเรื่องให้เป็นทางการ

 

นอกจากนี้ ตนจะไปพบคนไทยอีก 2 กลุ่ม คือ แคมป์แรงงานไทยในสิงคโปร์ และกลุ่มตัวแทนนักศึกษาไทยที่ National University of Singapore (NUS) ดูเรื่องอัตราการจ้างงาน 

 

เมื่อถูกถามว่า รู้สึกอย่างไรที่เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ออกมา โดยมุ่งชี้ไปที่ประเด็นการใช้งบประมาณ ปดิพัทธ์กล่าวว่า ตนเคยถูกถามก่อนหน้านี้ว่าจะยกเลิกการดูงานทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งตนบอกว่าไม่ยกเลิก แต่จะดูเท่าที่จำเป็นและให้มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ต้องไปดูว่ากระบวนการของราชการมีขั้นตอนของกระทรวงการคลังที่ระบุว่า บุคคลระดับต่างๆ ต้องได้รับการดูแลให้เดินทางอย่างปลอดภัยและสมฐานะของประเทศอย่างไร

 

“ตอนที่ผมยังไม่ทราบระเบียบเหล่านี้ ผมก็เรียกเจ้าหน้าที่มาบอกว่าเดินทาง 2 ชั่วโมงครึ่ง บินด้วยสายการบินต้นทุนต่ำได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่ไปทำการบ้านมาปรากฏว่าไม่ได้ เพราะมีระเบียบกระทรวงการคลังล็อกไว้ว่าบุคคล เช่น รัฐมนตรี, ผบ.เหล่าทัพ, ประธานวุฒิสภา และประธานรัฐสภา จะได้รับการดูแลให้เดินทางโดยสายการบินประจำชาติ เป็นการเบิกแบบสูงสุด (Maximum) ตั้งเรื่องไว้ก่อน เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้ว่าถ้าใช้จริงจะเป็นเท่าไรแน่ ผมจึงให้นโยบายไปเลยว่าใช้ให้ถูกที่สุดเพราะสัมภาระไม่เยอะ

 

“ส่วนการนอนโรงแรมก็อย่าให้ถึงงบสูงสุดคือ 12,000 บาท เอาแค่ 7,000-8,000 ก็พอ เจ้าหน้าที่ไปทำการบ้านมา ได้โรงแรมที่เหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ตาม เอกสารการเบิกเป็นการเบิกแบบเต็มที่ ตามสิทธิที่บรรจุในระเบียบกระทรวงการคลัง ดังนั้น ทั้งหมดมีเงื่อนไขอยู่ ต้องมีการพูดคุยให้ถูกต้องตามระเบียบ ส่วนเรื่องสายการบินเชื่อว่าเจ้าหน้าที่การคลังของสภาได้ทำการบ้านดีที่สุดแล้ว สรุปเป็นชั้นธุรกิจของการบินไทย”  

 

เมื่อถูกถามว่า ประชาชนอาจตั้งคำถามว่าเหตุใดต้องเป็นชั้นธุรกิจ ปดิพัทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ได้ ขอยกตัวอย่าง ตนเคยเสนอให้การเดินทางของ สส. สามารถจองตั๋วเองแล้วมาเบิกได้ แต่สภามีเงื่อนไขกับเอเจนซีในการจองตั๋ว ซึ่งเรื่องนี้มี 2 มุม มุมหนึ่งถ้า สส. ต้องจัดการชีวิตตัวเองหมดก็อาจเดินทางไม่ทัน แต่พอใช้เอเจนซีเขาก็ให้เราได้ที่นั่งที่ดีที่สุด เป็น Priority Seat เช่นเดียวกับข้าราชการอื่นๆ ตนจะบอกว่าไม่รับอาหารบนเครื่องบินก็ไม่ได้ เพราะเบิกมาแล้ว ต้องใช้วิธีเซ็นว่าไม่รับอาหารแล้วค่อยคืนไป อย่างไรก็ดี ในตั๋วเครื่องบินเป็นแพ็กเกจรวมทั้งหมด

 

ปดิพัทธ์กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุใดในคณะผู้เดินทางจึงเป็น สส. ก้าวไกลเยอะ เนื่องจากคณะนี้ไม่ได้เป็นกรรมาธิการที่มีสัดส่วนสมาชิกจากแต่ละพรรคชัดเจน ตอนที่ตนตั้งกรรมการ 4 ชุดเพื่อขับเคลื่อนงานสภาโปร่งใส ตนประกาศในสภาเลยว่าพรรคไหนสนใจมาร่วมกันให้ส่งรายชื่อมา ปรากฏว่าก็ไม่มีส่งมา 

 

ตอนแรกคณะเดินทางมี 12 คน แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ 4 คน ตนจึงขอให้มี สส. รัฐบาล 4 คนไปด้วย แต่เป็นการติดต่ออย่างไม่เป็นทางการเพราะยังไม่มีวิป จึงเดินไปบอกพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยว่าขอพรรคละ 2 คน ให้เป็นคนที่สนใจกิจการสภา สนใจพัฒนาสภาให้ Smart ทางพรรคเพื่อไทยจึงส่งรายชื่อมา 2 คน คือ ศรัณย์ ทิมสุวรรณ และ พชร จันทรรวงทอง ส่วนภูมิใจไทยส่งชื่อไม่ทัน แต่ต่อมาศรัณย์ติดภารกิจเรื่องวิปรัฐบาล จึงตัดสินใจอยู่ว่าจะเดินทางไปด้วยกัน แต่กลับก่อน หรือยกเลิกทริปไปเลย 

 

ส่วน สส. พรรคก้าวไกลที่ร่วมเดินทางไปนั้นล้วนมีภารกิจทั้งสิ้น เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับ Smart Parliament โดยตรง เก่งที่สุดในเรื่องเทคโนโลยี ส่วน เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร เป็นประธานของอนุกรรมการเกี่ยวกับ Young Parliament ดังนั้น ยืนยันว่าทั้งหมดมีที่มาที่ไปและเหตุผล 

 

เมื่อถามว่า อาจมีการมองว่าเรื่องฝุ่นหรือเรื่องอัตราการจ้างงานเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ไม่เกี่ยวกับสภาหรือไม่ ปดิพัทธ์กล่าวว่า ในการบริหารประเทศ เรื่องฝุ่นแค่เรื่องเดียวมีกฎหมายที่ต้องออกหลายฉบับมาก และยังมีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องเจรจากับอินโดนีเซีย ดังนั้น การที่สภากับรัฐบาลมีนโยบายใกล้เคียงกัน การออกกฎหมายและการดำเนินนโยบายก็จะใกล้เคียงกันไปด้วย ตนจึงคิดว่าเราสามารถทำงานคู่ขนานที่ทำให้ปัญหาระดับโลกสามารถแก้ไขอย่างมีเอกภาพได้ 

 

“ผมคิดว่าเรื่องนี้รัฐบาลไทยล้มเหลวมาตลอด 9 ปีที่ผ่านมา และปัญหาหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เรารอไม่ได้ โดยผมจะส่งรายงานทั้งหมดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รับรองว่ารายงานการดูงานแน่นปึก และพร้อมเผยแพร่ต่อสาธารณะถ้ามีหน่วยงานใดร้องขอ”

 

เมื่อถามต่อว่า รู้สึกอย่างไรที่เหมือนโดนจับผิด ปดิพัทธ์กล่าวว่า เป็นความตั้งใจของเราอยู่แล้วที่จะทำสภาโปร่งใส ถ้าเราตั้งใจจะโปร่งใสก็ต้องพร้อมโดนตรวจสอบ ไม่ใช่ส่งเอกสารแบบถมดำ นอกจากนี้ คิดว่าคำวิพากษ์วิจารณ์นี้ควรไปไกลกว่าตน ต้องไปดูว่าระเบียบกระทรวงการคลังที่ใช้อยู่ปัจจุบันโบราณหรือไม่ เพราะอยู่มาหลายสิบปี และมีการปรับปรุงเมื่อปี 2560 ดังนั้น ถ้ารัฐบาลนี้มีนโยบายรัดเข็มขัด การดูงานไม่ใช่แค่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่รวมถึงองค์กรอิสระ รวมถึงข้าราชการก็ต้องรัดเข็มขัดด้วย และปรับปรุงระเบียบกระทรวงการคลังไปด้วยกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นตนจะมีความยินดีอย่างยิ่ง

 

เมื่อถามว่า ยืนยันพร้อมให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ ปดิพัทธ์กล่าวว่า ตรวจสอบได้เลย พร้อมแสดงใบเสร็จ เรื่องค่าใช้จ่าย เมื่อตนเดินทางกลับมาจะมีการสรุปอย่างชัดเจนว่าใช้กับเรื่องอะไร เท่าไรบ้าง หากใครต้องการตรวจสอบเรายินดีเปิดเผย

The post ปดิพัทธ์แจง ดูงานสิงคโปร์เพิ่มประสิทธิภาพสภา-จัดการปัญหาหมอกควัน บินโลว์คอสต์ไม่ได้เพราะระเบียบล็อกไว้ ค่าโรงแรมให้เลือกราคาที่เหมาะสม กลับมาพร้อมส่งรายงานให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีพีออกแถลงการณ์ กรณีถูกพาดพิงช่วงดีเบต ย้ำนโยบายดูแลสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ ไม่ส่งเสริมการเผา https://thestandard.co/cp-issued-a-statement/ Sun, 30 Apr 2023 10:27:36 +0000 https://thestandard.co/?p=783363 CP แถลงการณ์

วันนี้ (30 เมษายน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) โดยสำนักยุ […]

The post ซีพีออกแถลงการณ์ กรณีถูกพาดพิงช่วงดีเบต ย้ำนโยบายดูแลสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ ไม่ส่งเสริมการเผา appeared first on THE STANDARD.

]]>
CP แถลงการณ์

วันนี้ (30 เมษายน) เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) โดยสำนักยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร ออกแถลงการณ์กรณีมีการพาดพิงชื่อซีพีจากเวทีดีเบตหาเสียง อันทำให้เกิดความเข้าใจผิด 

 

โดยแถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ซีพีให้ความเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าในช่วงที่ผ่านมามีการดีเบตของนักการเมืองเรื่อง ‘ปัดฝุ่น ปัญหาภาคเหนือ’ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2566 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึงชื่อซีพี โดยมีการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อันอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

 

ประเด็นพาดพิง 1: การเผาป่าเป็นวิธีการของนายทุนเพื่อลดต้นทุน 

 

กรณีนี้ซีพียืนยันว่าไม่มีนโยบายลดต้นทุนด้วยวิธีการส่งเสริมการเผาป่า และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ 100%

 

ข้อเท็จจริง 1: ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซีพีมีการทำงานร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่และภาคสังคมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยยืนยันได้ว่าใน 5 ปีที่ผ่านมา ซีพีเป็นผู้นำในการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn Traceability) มาใช้ 100% 

 

ข้าวโพดทุกเมล็ดของซีพีที่ใช้ในอุตสาหกรรมมาจากพื้นที่ถูกกฎหมาย ไม่มีการเผาป่า ซึ่งมีความโปร่งใส โดยมีความพร้อมและยินดีทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อให้ระบบดังกล่าวเป็นต้นแบบอุตสาหกรรม ซีพีไม่มีนโยบายลดต้นทุนจากการทำลายสิ่งแวดล้อม

 

ประเด็นพาดพิง 2: นายทุนอาหารสัตว์ไปส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา รับซื้อข้าวโพดมาโดยไม่สนใจว่าเกษตรกรจะเผาหรือไม่ 

 

กรณีนี้ซีพียืนยันว่าไม่มีการส่งเสริม และไม่มีการรับซื้อข้าวโพดในพื้นที่ที่มีการเผา 100%

 

ข้อเท็จจริง 2: ซีพีไม่มีการส่งเสริมเกษตรพันธสัญญาในพื้นที่ผิดกฎหมาย และพื้นที่ที่มีการเผาซังข้าวโพดทั้งในและต่างประเทศ โดยกำหนดเป็นนโยบายบริษัทชื่อ ‘ไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ’ ซึ่งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ที่ถูกต้อง ไม่บุกรุกป่า ไม่บุกรุกภูเขา และซื้อจากพื้นที่ที่ไม่มีการเผาเท่านั้น 

 

นอกจากนี้ในการขายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ซีพีมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ และไม่มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรนำข้าวโพดไปปลูกในพื้นที่ผิดกฎหมายทั้งในและต่างประเทศเช่นเดียวกัน อีกทั้งในต่างประเทศยังมีการใช้ระบบเกษตรแปลงใหญ่ (Smart Farming) ซึ่งไม่มีการเผา แต่ใช้วิธีการไถกลบโดยเครื่องจักรทันสมัย

 

ซีพีหวังว่าการหาทางออกปัญหาหมอกควัน ไฟป่า จะตั้งอยู่บนข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์และเป็นความจริง ซีพียืนยันว่าระบบการจัดซื้อตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Sustainable Supply Chain) พื้นที่การเกษตรที่อยู่ใน Supply Chain ของซีพี เป็นพื้นที่ที่ถูกต้อง 

 

ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซีพีพร้อมที่จะให้นักวิชาการ ภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมขับเคลื่อนขยายผลระบบตรวจสอบย้อนกลับ ให้เป็นระบบพื้นฐานของอุตสาหกรรม โดยมี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ร่วมขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานี้ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

 

ทั้งนี้ ซีพีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่หากยังมีการพาดพิงซีพีด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสื่อมเสียต่อองค์กร บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอย่างถึงที่สุด

The post ซีพีออกแถลงการณ์ กรณีถูกพาดพิงช่วงดีเบต ย้ำนโยบายดูแลสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่ ไม่ส่งเสริมการเผา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการ-ภาคประชาชน ยื่นศาลปกครองฟ้องนายกฯ กรณีปัญหาหมอกควัน PM2.5 https://thestandard.co/academician-public-network-sue-pm-pm25/ Mon, 10 Apr 2023 08:56:32 +0000 https://thestandard.co/?p=774987 ฟ้องประยุทธ์ PM2.5

วันนี้ (10 เมษายน) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร […]

The post นักวิชาการ-ภาคประชาชน ยื่นศาลปกครองฟ้องนายกฯ กรณีปัญหาหมอกควัน PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟ้องประยุทธ์ PM2.5

วันนี้ (10 เมษายน) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมด้วยเครือข่ายภาคประชาชน อาทิ สภาลมหายใจเชียงใหม่ สภาลมหายใจภาคเหนือ และประชาชน ได้รวมตัวยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ฟ้อง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทั้งนี้ นอกจากยื่นฟ้อง พล.อ. ประยุทธ์แล้ว ยังมีกิจกรรมการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์อีกด้วย

 

รศ.ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาในฐานะผู้ร่วมยื่นฟ้อง เนื่องจากแผนฝุ่นแห่งชาติที่มีมาตั้งแต่ปี 2562 นั้นไม่ได้ช่วยให้ความรุนแรงลดลงแต่อย่างใด อีกทั้งมาตรา 9 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ  ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีในการแก้ปัญหาเต็มที่แต่กลับทำไม่ได้ สิ่งสำคัญพบว่าการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติอย่างที่ควร และปัญหาที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤต ที่จำเป็นต้องแก้ไขโดยด่วนและควรมีแนวทางการป้องกันในระยะยาวด้วย

 

ด้าน ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า ประชาชนทุกคนทนอยู่กับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีความรุนแรงขึ้นทุกปี อยากเรียกร้องให้ภาครัฐดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ การแก้ปัญหาฝุ่นพิษไม่ควรเป็นแบบชั่วคราว เพราะเป็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง สภาลมหายใจถือเป็นตัวแทนประชาชนที่เป็นอีกส่วนในการส่งเสียงที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อลูกหลานจะได้ไม่ต้องเจอกับปัญหาและมีอากาศที่สะอาดในอนาคต

 

การฟ้องร้องครั้งนี้มี 3 ข้อเรียกร้องสำคัญ ได้แก่

 

  1. ฟ้องนายกฯ ให้ใช้อำนาจตามมาตรา 9 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติฯ ที่ระบุว่าเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติอย่างร้ายแรงให้มีอำนาจสั่งการให้หน่วยงานทำหน้าที่อย่างเข้มงวด เพราะนายกฯ ไม่ได้ใช้อำนาจนี้จนการแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 มีความล่าช้า ไม่ทันต่อความร้ายแรงของเหตุการณ์

 

  1. ฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ซึ่งรัฐบาลประกาศแผนนี้มาตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากระยะเวลา 4 ปีในการใช้แผนนี้แทบจะไม่เห็นความคืบหน้าและปัญหายังคงความรุนแรงอยู่

 

  1. ฟ้อง ก.ล.ต. ที่กำกับดูแล ตรวจสอบข้อมูล และมีอำนาจให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรที่เป็นต้นเหตุของการเผาในประเทศเพื่อนบ้านและส่งผลกระทบเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งการฟ้องเพื่อให้ ก.ล.ต. ทำหน้าที่ในการออกมาตรการบางอย่างให้บริษัทที่ทำธุรกิจเหล่านี้เปิดเผยข้อมูล เพื่อดูว่าเกี่ยวข้องโดยตรงหรือไม่ และเพื่อหาแนวทางแก้ไขในอนาคต

 

สำหรับการยื่นฟ้องดังกล่าวนำโดยมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีประชาชนและภาคีเครือข่าย ร่วมลงชื่อตั้งแต่วันที่ 7-9 เมษายน 2566 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

 

เรื่องและภาพ: พงศ์มนัส ทาศิริ

The post นักวิชาการ-ภาคประชาชน ยื่นศาลปกครองฟ้องนายกฯ กรณีปัญหาหมอกควัน PM2.5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปลัด มท. ประชุมแผนแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง 62 จังหวัด ให้กำลังใจทุกผู้ว่าฯ ช่วงนี้งานหนัก https://thestandard.co/wildfire-smog-dust-62-provinces/ Thu, 30 Mar 2023 09:08:06 +0000 https://thestandard.co/?p=770817 ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง

วันนี้ (30 มีนาคม) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ. […]

The post ปลัด มท. ประชุมแผนแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง 62 จังหวัด ให้กำลังใจทุกผู้ว่าฯ ช่วงนี้งานหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง

วันนี้ (30 มีนาคม) ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามและแก้ไขปัญหากรณีไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยมี โชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะร่วมประชุม โดยเป็นการประชุมผ่านระบบ Video Conference กับผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 62 จังหวัด 

 

สุทธิพงษ์กล่าวว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยในฐานะกองป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ บูรณาการทุกภาคส่วน ดำเนินแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ด้วยการยกระดับมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก 

 

โดย พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการ 8 มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเข้มข้น ส่วน พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้มอบนโยบายและกำกับติดตามการดำเนินงานแก้ไขสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การซักซ้อม การเตรียมการในเรื่องการป้องกัน และการแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดสถานการณ์

 

ซึ่งที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจังหวัดได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ ดำเนินการทั้งมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหากันอย่างหนักและต่อเนื่อง โดยผู้บังคับบัญชาทุกระดับรับทราบการดำเนินงาน พร้อมทั้งให้กำลังใจผู้ว่าราชการจังหวัดและทีมงานทุกระดับ ในการดำเนินทุกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดที่ได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และนครนายก

 

สุทธิพงษ์กล่าวต่ออีกว่า วานนี้ (29 มีนาคม) ตนได้ลงพื้นที่ร่วมกับ พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ซึ่ง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้รายงานสถานการณ์สาธารณภัยที่กำลังเผชิญในขณะนี้ ที่นอกจากต้องเผชิญกับไฟป่า หมอกควัน PM2.5 แล้ว ยังต้องบริหารจัดการภัยอื่นๆ ทั้งวาตภัย พายุลูกเห็บ ฯลฯ ผู้บังคับบัญชาเข้าใจดีว่าทางผู้ว่าฯ เชียงใหม่ มีภารกิจที่เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส และต้องเผชิญเหตุกับสาธารณภัยทั้งตามฤดูกาลและนอกฤดูกาล 

 

“ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดว่าผู้บังคับบัญชาทุกท่านทราบว่าท่านทำงานหนัก และขอให้ทุกท่านได้อดทน ไม่ย่อท้อในการบริหารสถานการณ์และแก้ไขปัญหา บรรเทาสถานการณ์ให้กับพี่น้องประชาชน เพราะไฟป่า หมอกควัน PM2.5 เป็นเหตุที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพพลานามัยของประชาชน โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ และการที่จะใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นภูมิแพ้ และซ้ำร้ายทรัพยากรธรรมชาติที่ความอุดมสมบูรณ์เหลือน้อยแล้ว ก็ต้องถูกไฟเผาทำลายให้เหลือน้อยลงไปอีก จึงจำเป็นที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดจะต้องช่วยกันร่วมไม้ร่วมมือกับหน่วยราชการที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรง” สุทธิพงษ์กล่าว

 

สุทธิพงษ์กล่าวต่อไปว่า ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดูแลเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ที่มีไฟป่าอยู่เยอะ กระทรวงอุตสาหกรรมที่กำกับดูแลโรงงาน ไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล อันเป็นหนึ่งในสาเหตุให้เกิดหมอกควัน PM2.5 รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งชาวนา ชาวไร่อื่นๆ และกระทรวงคมนาคม ที่ดูแลเรื่องการก่อสร้างถนน ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ในเขตเมือง ยวดยานพาหนะ ก็มีส่วนที่ทำให้เกิดสถานการณ์ 

 

สุทธิพงษ์ยังกล่าวด้วยว่า เรื่องที่สำคัญคือ

 

  1. ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องตื่นตัวในการสวมบทบาทผู้นำของจังหวัด ผู้อำนวยการจังหวัดในพื้นที่ที่จะช่วยกันระดมสรรพกำลัง ทั้งส่วนราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พี่น้องประชาชน อาสาสมัครประเภทต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัดที่ขณะนี้กำลังเผชิญปัญหาไฟป่า หมอกควันรุนแรง 

 

  1. ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องทำให้สังคมได้ประจักษ์ว่าทางราชการทำอย่างเต็มที่แล้ว ด้วยการพูดคุยกับพี่น้องประชาชนและภาคีเครือข่ายสื่อมวลชนให้ชัดเจนถึงขั้นตอนการปฏิบัติ ขั้นตอนการทำงาน ทำให้พี่น้องประชาชนและสังคมได้เห็นถึงความมุ่งมั่นทุ่มเท สร้างความอุ่นใจให้ผู้ปฏิบัติงานและประชาชน และอย่าทดท้อกับการที่จะถูกบ่นถูกว่า ต้องอดทนอดกลั้น ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการช่วยกันสร้างความอบอุ่นให้กับพี่น้องประชาชน 

 

  1. ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพี่น้องจิตอาสา อาสาสมัครอย่างยิ่งยวด ด้วยการมีระบบในการวางแผน อำนวยการ ควบคู่กับการช่วยกันดูแลทำให้ทิศทางของไฟป่าเป็นไปในทิศทางที่สามารถจำกัดวงไม่ให้ลุกลามไปยังบ้านเรือนพี่น้องประชาชนได้ผลเป็นอย่างดี 

 

  1. ในแง่วัสดุอุปกรณ์ของส่วนกลาง โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์ KA-32 ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ประเมินระดับสถานการณ์ และหากพื้นที่ใดต้องการขอรับการสนับสนุนให้ประสานมายังอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยทันที

 

“การทำงานในภาวะจำกัด การสื่อสาร อธิบาย และการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน จะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจ โดยต้องสื่อสารชัดเจนทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ ทั้งหอกระจายข่าว รถกระจายเสียงเคลื่อนที่ เพราะผู้ว่าฯ ไปเผชิญเหตุพื้นที่ในชนบท เขตป่าเขา ต้องอธิบายให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ เช่น รถดับเพลิงทำไมต้องรอแก้ไขสถานการณ์ตามแนวหมู่บ้าน เพราะต้องวางแนวป้องกันไฟไม่ให้ลามเข้าบ้านประชาชน เพราะมันมีกองหญ้า ฟาง และขอให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ของจังหวัดและพื้นที่เกิดเหตุต้องทำงาน 24 ชั่วโมง เพื่อที่จะช่วยรับแจ้งเหตุ รับเรื่องราวร้องทุกข์ สแตนด์บายสายด่วนนิรภัย 1784 และสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 เน้นย้ำต้องมีเจ้าหน้าที่อยู่เวรยามระวังเหตุ เพื่อให้พี่น้องประชาชนอุ่นใจ มีลู่ทางในการแจ้งเหตุ” สุทธิพงษ์กล่าว

 

หลังจากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย นครนายก น่าน และสระบุรี ได้รายงานสถานการณ์ และได้รับเมตตาจากพระอาจารย์วิบูลย์ ธมฺมเตโช วัดพุทธอุทยาน (ดอยอินทรีย์) จังหวัดเชียงราย ได้เล่าถึงการทำงานภาคจิตอาสาร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี ในการป้องกันสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน 

 

ด้าน บุญธรรม เลิศสุขีเกษม อธิบดี ปภ. กล่าวว่า ภาพรวมสถานการณ์ PM2.5 ปี 2565-2566 สถานการณ์ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบไฟป่า ในเดือนมีนาคม 27 จังหวัด ทั้งภาคเหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยขณะนี้จังหวัดที่ยังมีสถานการณ์ นครนายก เชียงราย เชียงใหม่ สำหรับในการขอรับการสนับสนุนเครื่องมือจากส่วนกลาง ปภ. ได้ประสานทำงานอย่างใกล้ชิดกับทุกจังหวัด โดยหากพื้นที่ใดเป็นพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะ เช่น ไฟจะลามเข้าสถานที่สำคัญ หมู่บ้าน ชุมชน หรือแหล่งท่องเที่ยวที่จะกระทบเศรษฐกิจ รวมถึงพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้กำลังภาคพื้นดินเข้าไปช่วยได้ ถ้าพิจารณาแล้วต้องใช้อากาศยานให้ประสานโดยด่วน

 

ขณะที่สุทธิพงษ์ได้กล่าวเน้นย้ำช่วงท้ายว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้กำชับนายอำเภอเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนงานร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ และประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งสนับสนุนการแก้ไขสถานการณ์ตามอำนาจหน้าที่ และขอเป็นกำลังใจให้กับพื้นที่ แต่อย่างไรก็ดี จังหวัดที่มีเหตุรุนแรงขณะนี้ ขอให้ทุ่มเทสรรพกำลังดำเนินการให้พี่น้องอุ่นใจ 

 

ในส่วนจังหวัดที่ไม่มีสถานการณ์รุนแรง ขอให้เตรียมแผนสำหรับดำเนินการ ซึ่งต้องเป็นแผนที่ยั่งยืน ด้วยหัวใจ คือนายอำเภอเป็นผู้นำสำคัญที่จะดึงความรักความสามัคคีมาช่วยกันตามหลักการสามัคคีคือพลังค้ำจุนแผ่นดิน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นกรอบวิธีการในการช่วยกันวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน PM2.5 โดยต้อง Kick Off ทันทีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อนหรือเข้าหน้าแล้งก่อน เพิ่มความเข้มข้นมาตรการตามสถานการณ์แต่ละพื้นที่ให้ได้ผล เพิ่มความรอบคอบรัดกุม และการสื่อสารกับสังคมเชิงรุก เพื่อที่จะทำให้พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องตามสถานการณ์ในพื้นที่

The post ปลัด มท. ประชุมแผนแก้ปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่นละออง 62 จังหวัด ให้กำลังใจทุกผู้ว่าฯ ช่วงนี้งานหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ดับไฟป่านครนายก ห่วงมลพิษอากาศกระทบเด็ก ยกอากาศสะอาดเป็นวาระแห่งชาติหากเป็นรัฐบาล https://thestandard.co/paethongtarn-srettha-encouraging-firefighters/ Thu, 30 Mar 2023 05:02:18 +0000 https://thestandard.co/?p=770643 อุ๊งอิ๊ง เศรษฐา ไฟป่า

วันนี้ (30 มีนาคม) อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะก […]

The post อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ดับไฟป่านครนายก ห่วงมลพิษอากาศกระทบเด็ก ยกอากาศสะอาดเป็นวาระแห่งชาติหากเป็นรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุ๊งอิ๊ง เศรษฐา ไฟป่า

วันนี้ (30 มีนาคม) อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ตื่นมาเช้านี้พบกับข่าวไฟไหม้ป่าที่เชียงราย เชียงใหม่ นครนายก และข่าวว่าเชียงใหม่ทุบสถิติเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในโลก

 

“วันนี้อิ๊งทำได้แค่ส่งกำลังใจ และความห่วงใยให้แก่พี่น้องที่เดือดร้อน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็กๆ ทุกคน อิ๊งเข้าใจความเครียดของคนเป็นผู้ปกครองที่มีต่อสุขภาพลูกดีค่ะ อะไรก็ไม่เจ็บใจเท่าแค่ตื่นมาแล้วลูกยังมีอากาศดีๆ หายใจเข้าไปไม่ได้”

 

แพทองธารระบุต่อไปว่า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่อเพื่อไทยเป็นรัฐบาล วาระนี้จะเป็นวาระแห่งชาติ ความอันตรายของอากาศจะต้องลดลงทันที อากาศสะอาดต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

 

“ขอเรียกร้องให้รัฐบาลขณะนี้ เร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้เร็วที่สุด หน่วยงานของรัฐต้องเร่งช่วยเหลือดับไฟก่อนจะลาม เพื่อไม่ให้กระทบสัตว์ป่า และทรัพยากรป่าไม้ไปมากกว่านี้ค่ะ พร้อมเร่งเตรียมแผนระยะสั้นและระยะยาวที่เป็นระบบ เพราะเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นทุกปี สุดท้าย ขอส่งกำลังใจถึงเจ้าหน้าที่ทุกท่านนะคะ ขอบคุณที่ทำงานอย่างเต็มที่ท่ามกลางข้อจำกัด และเสียสละสุขภาพของตัวเองเข้าไปดับไฟป่าขณะนี้ค่ะ”

 

ขณะที่ค่ำคืนที่ผ่านมา (29 มีนาคม) เศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า “ในคืนนี้ ผมขอส่งกำลังใจไปยังเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ และพี่น้องประชาชนบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงเขาแหลมจังหวัดนครนายก ที่กำลังประสบเหตุไฟป่า ขอให้ทุกท่านปลอดภัย และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็วครับ”

The post อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ดับไฟป่านครนายก ห่วงมลพิษอากาศกระทบเด็ก ยกอากาศสะอาดเป็นวาระแห่งชาติหากเป็นรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>