ปรัชญา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ปรัชญา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 09 Jan 2026 08:30:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Quiet Happiness: ชวนมีความสุขแบบที่ไม่ต้องเล่าให้ใครฟัง https://thestandard.co/life/quiet-happiness-untold/ Fri, 09 Jan 2026 08:30:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1163344 Quiet Happiness: ชวนมีความสุขแบบที่ไม่ต้องเล่าให้ใครฟัง

บางทีความสุขที่แท้จริง อาจไม่ใช่ความสุขที่ต้องมีพยาน ไม […]

The post Quiet Happiness: ชวนมีความสุขแบบที่ไม่ต้องเล่าให้ใครฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Quiet Happiness: ชวนมีความสุขแบบที่ไม่ต้องเล่าให้ใครฟัง

บางทีความสุขที่แท้จริง อาจไม่ใช่ความสุขที่ต้องมีพยาน ไม่ต้องมีเสียงปรบมือ และไม่จำเป็นต้องถูกเข้าใจจากใครทั้งนั้น

 

Quiet Happiness คือการอนุญาตให้ตัวเองรู้สึกดี โดยไม่ต้องแคร์สายตาคนรอบข้าง ไม่ต้องรีบอธิบาย ไม่ต้องพิสูจน์ว่าความสุขของเรามีเหตุผลพอหรือไม่ แค่เป็นความสุขที่ไม่เดือดร้อนใคร และมีความหมายกับตัวเราเองก็เพียงพอแล้ว

 

ในโลกที่ทุกอย่างถูกวัดด้วยการมองเห็น การยอมให้ความสุขของตัวเองเงียบลงบ้าง อาจเป็นการดูแลใจที่อ่อนโยนและกล้าหาญกว่าที่คิด

 

แนวคิดนี้ไม่ได้ใหม่ ในทางปรัชญายุโรป นักคิดอย่าง Epicurus เคยพูดถึงความสุขในฐานะ “ความสงบของใจ” มากกว่าความตื่นเต้น เขาเชื่อว่าความสุขที่ยั่งยืนไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ แต่คือการมีชีวิตที่เรียบง่าย ปราศจากความกลัวและแรงกดดันจากการเปรียบเทียบ ซึ่งฟังดูร่วมสมัยมากในโลกโซเชียลปัจจุบัน

 

Quiet Happiness จึงไม่ใช่การปิดตัวเองจากโลก แต่คือการเลือกฟังเสียงข้างในให้ดังขึ้นอีกนิด เป็นความสุขที่ไม่ต้องรีบโพสต์ ไม่ต้องรอการยอมรับ และไม่ต้องอธิบายว่าทำไมสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ถึงสำคัญกับเรา บางคนมีความสุขกับการตื่นเช้าแล้วได้ดื่มกาแฟเงียบๆ บางคนมีความสุขกับการเดินกลับบ้านช้าๆ โดยไม่ต้องรีบไปไหน ความสุขแบบนี้อาจดูธรรมดาในสายตาคนอื่น แต่กลับเต็มไปด้วยความหมายสำหรับเจ้าของมัน

 

ในทางจิตวิทยา แนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า intrinsic value หรือคุณค่าภายใน คือการให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ใจเราเอง ไม่ใช่เพื่อรางวัลภายนอกหรือการยอมรับจากสังคม เมื่อเราอนุญาตให้ตัวเองมีความสุขแบบนี้ เราจะค่อยๆ ลดความเหนื่อยจากการใช้ชีวิตเพื่อให้ “ดูดี” และกลับมาอยู่กับความรู้สึกที่ “รู้สึกดีจริงๆ”

 

ความสุขเงียบๆ ยังสอนให้เราเคารพจังหวะชีวิตของตัวเอง บางช่วงเราอาจไม่อยากพูด ไม่อยากอธิบาย และไม่อยากแชร์อะไรเลย นั่นไม่ใช่ความผิดปกติ แต่เป็นสัญญาณว่าหัวใจกำลังขอพื้นที่ปลอดภัย พื้นที่ที่เราไม่ต้องแสดงบทบาทใดๆ นอกจากการเป็นตัวเองในแบบที่เป็น

 

การมี Quiet Happiness จึงไม่ใช่การหนีโลก แต่คือการเลือกไม่ให้โลกกำหนดนิยามความสุขแทนเรา เป็นการบอกตัวเองเบาๆ ว่า เราไม่จำเป็นต้องมีชีวิตที่น่าประทับใจสำหรับคนอื่น แค่มีชีวิตที่อยู่แล้วสบายใจ ไม่เบียดเบียนใคร และไม่ทิ้งตัวเองกลางทาง ก็ถือว่าดีพอแล้ว

 

The post Quiet Happiness: ชวนมีความสุขแบบที่ไม่ต้องเล่าให้ใครฟัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Golf & Life Lessons เมื่อเกมกอล์ฟ…สะท้อนปรัชญาชีวิต https://thestandard.co/golf-and-life-lessons/ Sat, 13 Sep 2025 03:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1118721

สำหรับกีฬา ‘กอล์ฟ’ อาจดูเหมือนเป็นเพียงเกมที่อาศัยความเ […]

The post Golf & Life Lessons เมื่อเกมกอล์ฟ…สะท้อนปรัชญาชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำหรับกีฬา ‘กอล์ฟ’ อาจดูเหมือนเป็นเพียงเกมที่อาศัยความเงียบและความนิ่งสงบ จนบางครั้งอาจดูยากเกินไปสำหรับใครหลายคน

 

แต่ถ้ามองลึกลงไป ทุกจังหวะการตี และทุกหลุมที่ต้องเผชิญ กลับซ่อนบทเรียนที่ไม่ต่างจากเส้นทางชีวิตของเรา

 

เพราะกอล์ฟสอนให้เราเริ่มต้นใหม่เมื่อพลาด ยอมรับความไม่แน่นอน อยู่กับปัจจุบัน และต่อสู้กับใจตัวเองมากกว่าคู่แข่งตรงหน้า 

 

และที่สำคัญที่สุด… กอล์ฟได้สอนเราว่า ‘ความสงบคือพลัง’ ที่แท้จริงของการก้าวไปข้างหน้า พลังที่ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่ยังติดตัวเราไปในทุกเส้นทางของชีวิต

 

The post Golf & Life Lessons เมื่อเกมกอล์ฟ…สะท้อนปรัชญาชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก The Turtle Theory พาชีวิตไปช้าๆ อย่างมั่นคง และมีความสุขแบบเต่า https://thestandard.co/life/get-to-know-the-turtle-theory/ Sat, 06 Sep 2025 11:33:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1116358

เราอยากชวนผู้อ่านมารู้จักกับวิธีพาชีวิตไปแบบ “ช้าๆ อย่า […]

The post รู้จัก The Turtle Theory พาชีวิตไปช้าๆ อย่างมั่นคง และมีความสุขแบบเต่า appeared first on THE STANDARD.

]]>

เราอยากชวนผู้อ่านมารู้จักกับวิธีพาชีวิตไปแบบ “ช้าๆ อย่างมั่นคง” ที่อิงตามพลังแห่งทฤษฎีเต่า (The Turtle Theory) เพื่อชีวิตที่สงบสุขแบบเรียบง่ายกว่าเดิม

 

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้โลกปัจจุบันขับเคลื่อนไปด้วยความเร็วที่สูงมากแบบรอบด้าน เราจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงสนามแข่งขันที่ไร้ขีดจำกัดไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม หลายครั้งที่เราอาจรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดไฟจากการพยายามวิ่งไล่ตามผู้อื่น แต่เคยลองหยุดพักและสังเกตชีวิตของเต่าทะเลที่กำลังว่ายน้ำอย่างเชื่องช้าดูไหม? นั่นคือหัวใจของ ‘ทฤษฎีเต่า’ (The Turtle Theory) ซึ่งเป็นปรัชญาการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เราจะพาผู้อ่านไปรู้จักกับทฤษฎีนี้ให้มากขึ้น

 


 

The Turtle Theory ทฤษฎีนี้สอนให้เรามองว่าชีวิตไม่ใช่การแข่งขันเพื่อไปให้ถึงเส้นชัยก่อนใคร แต่เป็นการเดินทางที่เราต้องใช้ความอดทนและความสม่ำเสมอ หัวใจหลักของมันคือการยอมรับความจริงที่ว่า ‘ความก้าวหน้าอย่างช้าๆ ก็ยังเป็นความก้าวหน้า’ (Slow progress is still progress)

 

เต่าไม่รีบ เต่าไม่ตื่นตระหนก (Turtles don’t rush. Turtles don’t panic)

 

ลองนึกถึงเต่าที่แหวกว่ายในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ พวกมันไม่ได้รีบร้อน พวกมันไม่ได้ตื่นตระหนก และที่สำคัญที่สุด พวกมันไม่ได้สนใจว่าปลาที่เร็วกว่าจะว่ายนำไปไกลแค่ไหน พวกมันเพียงแค่ว่ายน้ำต่อไป ทีละก้าว ทีละจังหวะอย่างสงบ และในท้ายที่สุด เต่าทุกตัวก็สามารถไปถึงชายฝั่งได้ในที่สุด

 

เต่าไม่สนใจว่าใครจะอยู่ข้างหน้า (Turtles don’t care who is ahead of them)

 

ชีวิตของเราก็เหมือนกัน บางครั้งเราอาจรู้สึกว่าตัวเองกำลังไล่ตามหลังคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่การงาน ความสำเร็จทางการเงิน หรือแม้แต่เรื่องความสัมพันธ์ในชีวิตส่วนตัว เรามักจะเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ดูเหมือนจะไปได้เร็วกว่าและดีกว่าอยู่เสมอ จนลืมไปว่าการเดินทางของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันนะ เราไม่ต้องเหมือนใครก็ได้นะ 

 

แค่ว่ายต่อไป ทีละก้าว (They just keep swimming. One stroke at a time)

 

การเดินหน้าอย่างสม่ำเสมอ แม้จะช้า แต่ก็มั่นคงและไม่หยุดนิ่ง เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จที่แท้จริง ทฤษฎีเต่าจึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันและให้คุณค่ากับเส้นทางของตัวเอง จงเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้าง การแสดงศักยภาพและทุ่มเทอย่างเต็มที่ในแต่ละวันก็เพียงพอแล้ว การเดินหน้าอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอจะสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับชีวิต ซึ่งจะแข็งแรงและยั่งยืนกว่าการวิ่งแข่งจนหมดแรง

 

ความสงบสุขจะอยู่ได้นานกว่าความกดดันเสมอ (Peace will always outlast pressure)

 

เป็นการเตือนใจว่าการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและมีสติจะช่วยให้เราฝ่าฟันอุปสรรคได้ดีกว่าการแบกรับความกดดันจากการแข่งขัน ดังนั้นในวันที่คุณรู้สึกเหนื่อยล้าหรือท้อแท้ ลองนำหลักคิดของเต่ามาปรับใช้ดู แล้วคุณจะพบว่าชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องพยายาม sprint เพื่อไปถึงจุดหมาย ขอเพียงแค่คุณยังคงก้าวเดินต่อไปในจังหวะของตัวเอง แล้ววันหนึ่งคุณจะพบว่าตัวเองได้เดินทางมาไกลกว่าที่คิดไว้มาก และนั่นก็เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจเหมือนกันนะ

 

The post รู้จัก The Turtle Theory พาชีวิตไปช้าๆ อย่างมั่นคง และมีความสุขแบบเต่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักวิถี Satori การตื่นรู้ฉับพลันที่เปลี่ยนโลกภายในให้อยู่กับปัจจุบันขณะ https://thestandard.co/life/get-to-know-satori/ Wed, 03 Sep 2025 07:18:40 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1115067

“จู่ๆ ก็เข้าใจชีวิตว่าตอนนี้ เดี๋ยวนี้ คือสิ่งที่สำคัญท […]

The post รู้จักวิถี Satori การตื่นรู้ฉับพลันที่เปลี่ยนโลกภายในให้อยู่กับปัจจุบันขณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จู่ๆ ก็เข้าใจชีวิตว่าตอนนี้ เดี๋ยวนี้ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

 

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ Satori มาเยือน

 

คำว่า Satori คำศัพท์ในพุทธศาสนานิกายเซน หมายถึงการ ‘หยั่งรู้’ หรือ ‘การตื่นรู้ฉับพลัน’ ที่เกิดขึ้นตรงนี้ เดี๋ยวนี้ โดยไม่ต้องอาศัยเหตุผลซับซ้อนหรือการคิดวิเคราะห์ยืดยาว เป็นการมองโลกแบบเห็นตามความเป็นจริง ว่ามันก็เป็นเช่นนั้นแหละ เปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ คล้ายกับการเปิดม่านที่บังตาอยู่ แล้วทำให้เราเข้าใจโลกและชีวิตชัดขึ้นในทันทีนั่นเอง วิธีคิดแบบ Satori ไม่ใช่ความสุขแบบเพลิดเพลินชั่วคราว แต่เป็นความสงบ ความเบิกบาน และความอิสระภายในที่เกิดจากการปล่อยวางความยึดติด ในวิถีของเซนมักอธิบายว่าเป็นการตระหนักว่า “ทุกสรรพสิ่งเชื่อมโยงกันและไม่มีตัวตนถาวร” LIFE จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับวิธีคิดและการมองโลกแบบ Satori นี่อาจเป็นทางเลือกใหม่ๆ ในการปรับมายด์เซ็ตที่จะช่วยให้คุณมีความสุขง่ายขึ้นกับปัจจุบันขณะของตัวเอง

 


 

ความสุขแบบ Satori คืออะไร? 

 

ความสุขที่ได้จาก Satori ไม่ใช่ความสุขเพราะได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่คือการกลับมาสัมผัสกับปัจจุบันขณะแบบหมดจด ทำให้ไม่ต้องดิ้นรนหนีความทุกข์หรือไล่ล่าความสุข แต่เป็นการอยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ตรงหน้าอย่างสมบูรณ์ ถ้ามองเชิงปรัชญา Satori เกี่ยวข้องกับ วิธีมองโลก และ ความเข้าใจชีวิต ว่าสรรพสิ่งเป็นของชั่วคราว ไม่มีสิ่งใดถาวร และความสุขจริงๆ เกิดขึ้นจากการปล่อยวางและอยู่กับปัจจุบัน ดังนั้นในแง่นี้ เราอาจพูดได้ว่า Satori เป็นส่วนหนึ่งของ ปรัชญาเซน หรือเป็น ‘หัวใจ’ ของแนวคิดเชิงปรัชญาเรื่องการตื่นรู้

 

ถ้ามองเชิงประสบการณ์ Satori ไม่ใช่ทฤษฎีที่นั่งถกเถียง แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในใจ คล้ายๆ ‘การเปิดตาเห็นความจริง’ ที่ไม่สามารถอธิบายได้หมดด้วยคำพูด ต้องสัมผัสด้วยตัวเอง เช่น ความสุขที่เกิดจากการจิบชา ฟังเสียงนก หรือการตระหนักว่า ณ ปัจจุบันนี้เรามีพอแล้ว

 

ช่วงเวลาแห่ง Satori ในชีวิตประจำวัน

 

มันอาจเกิดจากเรื่องง่ายๆ ที่แสนธรรมดา เช่น เวลาคุณดื่มชาสักถ้วย จู่ๆ ก็รู้สึกถึงรสชาติ ความอบอุ่น และความสงบโดยไม่คิดอะไรอื่นเลย ไม่มีความกังวลเรื่องงาน ไม่มีแผนการในอนาคต มีเพียงรสชาติของชาและความสงบใจ

 

การเดินท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ แล้วรู้สึกถึงความสมบูรณ์พอดีของชีวิต โดยไม่ต้องมี ‘เหตุผล’ ว่าทำไมถึงสุข มันแค่เป็นอย่างนั้น

 

การมองดาวยามค่ำคืน จู่ๆ รู้สึกถึงความเชื่อมโยงกับธรรมชาติและจักรวาล ไม่ต้องคิดถึงขนาดหรือระยะทาง แต่รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือความสุขแบบ Satori ความสุขจากการตื่นรู้ชั่วขณะที่ทำให้ใจปลดปล่อยและเบิกบานโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข

 

วิธีเปิดรับต่อวิถี Satori

 

แม้ว่า Satori จะเกิดขึ้นฉับพลันและไม่สามารถบังคับได้ แต่เราสามารถสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการเกิดขึ้นได้เช่น การฝึกนั่งสมาธิ ฝึกโดยไม่พยายามบรรลุอะไร เพียงแค่อยู่กับลมหายใจและปัจจุบันขณะ ไม่ต่อสู้กับความคิด แต่ปล่อยให้มันผ่านไป

 

การทำกิจกรรมด้วยสติ ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความตั้งใจเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การเดิน การล้างจาน หรือการทำงาน โดยไม่คิดถึงอดีตหรืออนาคต

 

การปล่อยวางความยึดติด ไม่ยึดติดกับความคิด ความรู้สึก หรือผลลัพธ์ใดๆ ปล่อยให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามธรรมชาติ

 

การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

 

เมื่อเราเคยสัมผัส Satori ไม่ว่าจะเป็นครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง เช่น

 

  • ความกังวลลดลง เข้าใจว่าความทุกข์ส่วนใหญ่เกิดจากการยึดติดกับสิ่งที่ไม่แน่นอน เมื่อเราปล่อยวาง ความวิตกก็จางหายไป
  • ความสุขเพิ่มขึ้น พบความสุขในสิ่งธรรมดาๆ ที่เคยมองข้าม เช่น เสียงฝน แสงแดด หรือรอยยิ้มของคนแปลกหน้า
  • ความเข้าใจตนเองลึกขึ้น รู้ว่าความทุกข์และความสุขเกิดจากการรับรู้และการตีความของเราเอง ไม่ใช่จากสิ่งภายนอก
  • การตัดสินใจที่ชาญฉลาด เมื่อจิตใจสงบและใส การตัดสินใจจะมาจากปัญญาแท้ ไม่ใช่จากความกลัวหรือความต้องการ

 

จะเห็นว่า Satori ไม่ใช่สิ่งลึกลับที่เข้าถึงได้เฉพาะนักบวชหรือผู้ปฏิบัติธรรมขั้นสูง มันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุกสถานการณ์ เพียงแค่เราเปิดใจรับปัจจุบันขณะด้วยความไม่คาดหวัง การตื่นรู้ฉับพลันนี้เตือนเราว่า ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในอนาคตที่เราฝันถึง หรือในสิ่งของที่เราปรารถนา แต่อยู่ในการสัมผัสกับชีวิตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวนี้ ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณจะไปดื่มชา เดินรับแสงแดดยามเช้า หรือทำบางสิ่งด้วยความตั้งใจ ลองเปิดใจให้กับความเป็นไปได้ของ Satori ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิต เราเชื่อว่าการตื่นรู้เล็กๆ เหล่านี้ ที่อาจเปลี่ยนโลกภายในของคุณให้กว้างใหญ่มากขึ้น และนำความสงบสุขมาปลอบประโลมใจคุณได้ไม่มากก็น้อย

The post รู้จักวิถี Satori การตื่นรู้ฉับพลันที่เปลี่ยนโลกภายในให้อยู่กับปัจจุบันขณะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘โมโน โนะ อาวาเระ’ (Mono No Aware) แนวคิดที่สอนให้ยอมรับในความไม่จีรัง https://thestandard.co/life/mono-no-aware-life-philosophy/ Sun, 27 Jul 2025 09:35:18 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1100667 ภาพประกอบแนวคิดโมโน โนะ อาวาเระ สะท้อนความไม่จีรังของชีวิตผ่านธรรมชาติ

ในยุคที่เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดหย่อน […]

The post รู้จัก ‘โมโน โนะ อาวาเระ’ (Mono No Aware) แนวคิดที่สอนให้ยอมรับในความไม่จีรัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดโมโน โนะ อาวาเระ สะท้อนความไม่จีรังของชีวิตผ่านธรรมชาติ

ในยุคที่เราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดหย่อน บางครั้งจิตใจของเราอาจรู้สึกหนักอึ้งกับความไม่แน่นอนของโลกใบนี้ บางคนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับหน้าที่ความรับผิดชอบ บางคนรู้สึกอ่อนไหวกับข่าวสารบ้านเมือง แต่รู้ไหมว่าท่ามกลางอารมณ์ที่อ่อนไหวแบบนี้ชาวญี่ปุ่นเขามีแนวคิดที่เรียกว่า ‘โมโน โนะ อาวาเระ’ (Mono No Aware) ที่อาจช่วยให้เราเข้าใจและรับมือกับความเปราะบางของชีวิตได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการสอนให้เรารู้จักยอมรับในความไม่จีรังของทุกสรรพสิ่ง 

 

ความหมายในด้านที่ลึกซึ้งของโมโน โนะ อาวาเระ หมายถึง ‘ความเศร้าโศกของสรรพสิ่ง’ หรือ ‘ความอ่อนไหวต่อความไม่จีรัง’ เป็นการตระหนักรู้อย่างอ่อนโยนว่าทุกสิ่งในโลกนี้มีวันที่ต้องผ่านพ้นไป และความรู้สึกเศร้าที่เกิดขึ้นจากการรับรู้นี้กลับกลายเป็นความงามอย่างหนึ่ง มันไม่ใช่ความเศร้าที่ทำลายจิตใจ แต่เป็นความเศร้าที่ทำให้เราซาบซึ้งในคุณค่าของช่วงเวลาปัจจุบัน เหมือนการชื่นชมดอกซากุระที่บานสะพรั่งเพียงไม่กี่วัน ความงามของมันอยู่ที่การไม่จีรัง ไม่ใช่ที่ความยั่งยืน

 

นี่จึงหมายถึงปรัชญาแห่งการยอมรับอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ข้อมูลข่าวสารทำร้ายจิตใจเราทุกวัน โมโน โนะ อาวาเระ สอนให้เราเข้าใจว่าความทุกข์และความเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติชีวิต แทนที่จะต่อสู้หรือปฏิเสธความเป็นจริงนี้ เราสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างสงบ เมื่อเราเข้าใจว่าทั้งความสุขและความทุกข์ล้วนไม่เที่ยง เราจะไม่ยึดติดกับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งมากเกินไป ความโกรธจากข่าวร้าย ความวิตกกังวลจากอนาคต หรือแม้กระทั่งความสุขจากสิ่งดีๆ ล้วนผ่านพ้นไปได้



เราสามารถนำโมโน โนะ อาวาเระ มาใช้ในชีวิตได้หลายวิธี เช่น ออกไปสัมผัสธรรมชาติ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ใบไม้ที่เหลือง ฝนที่ตก ซาบซึ้งในความงามของความไม่คงอยู่, ฝึกสติในปัจจุบัน เมื่อรู้สึกหนักใจกับข่าวสาร หยุดชั่วครู่และนึกถึงว่าความรู้สึกนี้ก็จะผ่านไป เหมือนเมฆที่ลอยผ่านท้องฟ้า และสุดท้ายคือการรู้จักชื่นชมความไม่สมบูรณ์ แทนที่จะมองหาความสมบูรณ์แบบ ลองมองหาความงามในสิ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบบ้างก็ได้

 

ภาพ: Shutterstock

The post รู้จัก ‘โมโน โนะ อาวาเระ’ (Mono No Aware) แนวคิดที่สอนให้ยอมรับในความไม่จีรัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Lagom ปรัชญาแห่งความพอดี สู่ความสุขที่แท้จริงในบ้านของเรา https://thestandard.co/life/lagom-swedish-balanced-living-home/ Sat, 12 Jul 2025 05:48:26 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1095729 ห้องนั่งเล่นตกแต่งสไตล์ Lagom ด้วยโทนสีธรรมชาติ เฟอร์นิเจอร์เรียบง่าย และแสงธรรมชาติ

Lagom ปรัชญาแห่งความพอดี สู่ความสุขที่แท้จริงในบ้านของเ […]

The post Lagom ปรัชญาแห่งความพอดี สู่ความสุขที่แท้จริงในบ้านของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ห้องนั่งเล่นตกแต่งสไตล์ Lagom ด้วยโทนสีธรรมชาติ เฟอร์นิเจอร์เรียบง่าย และแสงธรรมชาติ

Lagom ปรัชญาแห่งความพอดี สู่ความสุขที่แท้จริงในบ้านของเรา

 

เคยรู้สึกไหมว่าชีวิตกำลังวิ่งตามหาอะไรบางอย่างที่ไม่มีวันสิ้นสุด? ลืมความสุขเล็กๆ น้อยๆ รอบตัวไปหรือเปล่า? ลากอม (Lagom) คือคำตอบที่ช่วยให้คุณค้นพบความสุขที่แท้จริงจากความพอดี ลากอมเป็นปรัชญาการใช้ชีวิตของชาวสวีเดนที่เน้นย้ำถึงแนวคิด ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป หรือ พอดี Lagom จะมุ่งเน้นไปที่ความสมดุล การรู้จักพอ และการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน แนวคิดนี้ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมสวีเดนมาอย่างยาวนาน สะท้อนผ่านทุกแง่มุมของชีวิต ตั้งแต่การทำงาน การกิน การใช้จ่าย ไปจนถึงการจัดสรรพื้นที่ในบ้าน ลากอมจึงไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นวิถีคิดที่ช่วยให้ชีวิตสงบและมีความสุขได้อย่างยั่งยืน

 

 

แล้วเราจะนำปรัชญา Lagom มาปรับใช้กับการอยู่อาศัยในบ้านได้อย่างไร? หัวใจสำคัญคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่พอดีสำหรับคุณ เริ่มต้นจากการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็น ทิ้งของที่ไม่ใช้หรือไม่ก่อให้เกิดความสุข เพื่อให้บ้านโปร่งโล่งและมีพื้นที่หายใจ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมด้วยฟังก์ชันการใช้งาน ไม่จำเป็นต้องมีของตกแต่งมากมาย ขอแค่มีชิ้นที่ใช่และใช้ประโยชน์ได้จริง การใช้โทนสีธรรมชาติและวัสดุจากธรรมชาติ อย่างไม้ ผ้าฝ้าย หรือลินิน จะช่วยสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและผ่อนคลาย

 

 

ลองจัดมุมเล็กๆ สำหรับการพักผ่อนและเติมพลังให้ตัวเอง อาจจะเป็นมุมอ่านหนังสือสบายๆ หรือมุมที่มีต้นไม้เขียวๆ ก็ได้ ที่สำคัญคือการใช้ชีวิตอย่างใส่ใจและยั่งยืน ด้วยการประหยัดพลังงาน แยกขยะ และเลือกซื้อของใช้ในบ้านที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การทำตามแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้บ้านของคุณเป็นมากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่แห่งความสุข ความสงบ และความสมดุลอย่างแท้จริง

 

ภาพ: Shutterstock

The post Lagom ปรัชญาแห่งความพอดี สู่ความสุขที่แท้จริงในบ้านของเรา appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักปรัชญา Hara Hachi Bu มีสุขภาพดีและอายุยืนแบบชาวโอกินาวา ‘กินอิ่มแค่ 80% พอ’ https://thestandard.co/life/hara-hachi-bu-longevity-secret/ Sun, 15 Jun 2025 02:33:19 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1085178 ภาพผู้สูงอายุชาวโอกินาวากำลังกินอาหารอย่างมีความสุขบนโต๊ะอาหารแบบญี่ปุ่น พร้อมคำว่า Hara Hachi Bu กินอิ่มแค่ 80%

ทุกวันนี้เราต่างมองหาวิถีชีวิตที่จะส่งผลให้ชีวิตของเราย […]

The post รู้จักปรัชญา Hara Hachi Bu มีสุขภาพดีและอายุยืนแบบชาวโอกินาวา ‘กินอิ่มแค่ 80% พอ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้สูงอายุชาวโอกินาวากำลังกินอาหารอย่างมีความสุขบนโต๊ะอาหารแบบญี่ปุ่น พร้อมคำว่า Hara Hachi Bu กินอิ่มแค่ 80%

ทุกวันนี้เราต่างมองหาวิถีชีวิตที่จะส่งผลให้ชีวิตของเรายืนยาวอย่างมีคุณภาพดีมากขึ้น ‘กฎ 80%’ หรือ ‘Hara Hachi Bu’ (ฮารา ฮาจิ บุ) ซึ่งเป็นปรัชญาการกินของชาวโอกินาวา จังหวัดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน Blue Zone หรือพื้นที่ที่ประชากรมีอายุยืนยาวที่สุดในโลก จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ปรัชญานี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดปริมาณอาหาร แต่เป็นแนวคิดที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการรับฟังร่างกายและการสร้างสมดุลในการกินเพื่ออยู่อย่างแท้จริง

 

THE STANDARD LIFE จึงขอพาผู้อ่านทุกคนไปรู้จักกับปรัชญา Hara Hachi Bu ว่ามันคืออะไร และทำอย่างไร? ว่าแต่คุณล่ะ พร้อมที่จะลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของคุณแล้วหรือยัง?

 

‘Hara Hachi Bu’ (ฮารา ฮาจิ บุ) คืออะไร?

 

Hara Hachi Bu  เป็นคำกล่าวของชาวโอกินาวาที่มีความหมายว่า กินให้อิ่มแค่ 80% ของความจุของท้อง หรือหยุดกินเมื่อรู้สึกอิ่มประมาณ 80% ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่ชาวโอกินาวายึดถือมาอย่างยาวนานและส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น พวกเขาเชื่อว่าการกินไม่ให้อิ่มจนเกินไป จะช่วยรักษาสุขภาพที่ดี และส่งผลให้มีชีวิตที่ยืนยาวได้นั่นเอง

 

ทำไมต้อง 80%?

 

แนวคิดเบื้องหลังกฎ 80% นี้ไม่ได้คิดขึ้นมาลอยๆ นะ แต่มันตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทำงานของระบบย่อยอาหารและสัญญาณความอิ่มของร่างกายอย่างมีเหตุผลรองรับ

 

  • ป้องกันการกินมากเกินไป เมื่อเรากินจนอิ่มเต็มที่หรือจุก ร่างกายจะได้รับแคลอรีเกินความจำเป็น ซึ่งนำไปสู่การสะสมไขมัน น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ให้เวลากระเพาะอาหารและสมองสื่อสารกัน สมองของเราใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีในการรับรู้ว่ากระเพาะอาหารเริ่มอิ่ม การกินเร็วเกินไปหรือกินจนเต็มที่โดยไม่รอสัญญาณจากสมอง มักจะทำให้เรากินมากกว่าที่ร่างกายต้องการ
  • ลดภาระของระบบย่อยอาหาร การกินในปริมาณที่พอเหมาะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยให้ร่างกายนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

 

ประโยชน์ของการกินแบบ Hara Hachi Bu

 

  • ควบคุมน้ำหนัก เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการน้ำหนักตัว เพราะช่วยลดการบริโภคแคลอรีส่วนเกิน
  • สุขภาพดีขึ้น ลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และบางชนิดของโรคมะเร็ง
  • เพิ่มพลังงาน เมื่อระบบย่อยอาหารไม่ทำงานหนักเกินไป ร่างกายจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากขึ้น และไม่ง่วงเหงาหาวนอนหลังมื้ออาหาร
  • ยืดอายุขัย มีงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ให้เห็นว่า การจำกัดปริมาณแคลอรี (Calorie Restriction) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญานี้ มีความเชื่อมโยงกับการมีอายุที่ยืนยาวขึ้นในสัตว์ทดลอง และสอดคล้องกับพฤติกรรมการกินของประชากรที่มีอายุยืนยาวใน Blue Zone

 

วิธีฝึก Hara Hachi Bu ในชีวิตประจำวัน

 

  1. กินช้าๆ และตั้งใจ ใช้เวลาในการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เพลิดเพลินกับรสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหาร การกินช้าๆ จะช่วยให้สมองมีเวลาพอที่จะรับรู้สัญญาณความอิ่ม
  2. ฟังเสียงร่างกาย แทนที่จะกินตามเวลา หรือกินตามปริมาณที่กำหนด ลองสังเกตสัญญาณความอิ่มของตัวเอง เมื่อรู้สึกว่าท้องเริ่มอิ่มขึ้นประมาณ 80% ก็ให้หยุดทันที
  3. ใช้จานขนาดเล็กลง การใช้จานที่มีขนาดเล็กลงจะช่วยให้ดูเหมือนว่าอาหารมีปริมาณเยอะขึ้น ซึ่งส่งผลต่อจิตวิทยาการกิน และช่วยควบคุมปริมาณอาหารได้
  4. ดื่มน้ำก่อนมื้ออาหาร การดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนมื้ออาหารประมาณ 15-20 นาที สามารถช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้นและลดปริมาณการกินได้
  5. หลีกเลี่ยงสิ่งรบกวน ขณะกินอาหาร ควรงดการดูโทรทัศน์ เล่นโทรศัพท์ หรือทำงาน เพราะจะทำให้เรากินไปโดยไม่รู้ตัว

The post รู้จักปรัชญา Hara Hachi Bu มีสุขภาพดีและอายุยืนแบบชาวโอกินาวา ‘กินอิ่มแค่ 80% พอ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ Blue Zone เคล็ดลับสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข https://thestandard.co/life/blue-zone-life-secrets/ Wed, 11 Jun 2025 01:18:56 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1083826 blue-zone-life-secrets

ในโลกยุคปัจจุบันที่ผู้คนต่างแสวงหาวิถีชีวิตที่ดีขึ้นเพื […]

The post ปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ Blue Zone เคล็ดลับสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
blue-zone-life-secrets

ในโลกยุคปัจจุบันที่ผู้คนต่างแสวงหาวิถีชีวิตที่ดีขึ้นเพื่ออายุที่ยืนยาวและมีสุขภาพดี ‘Blue Zone’ หรือโซนสีน้ำเงิน กลายเป็นแนวคิดที่น่าสนใจสุดๆ โดย Blue Zone คือพื้นที่ 5 แห่งบนโลกที่ได้รับการระบุว่ามีประชากรที่มีอายุยืนยาวกว่าปกติและมีอัตราการเกิดโรคเรื้อรังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ พื้นที่เหล่านี้ ได้แก่ โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น, ซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี, นิโคยา ประเทศคอสตาริกา, อิคาเรีย ประเทศกรีซ และโลมาลินดา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

 

Dan Buettner นักสำรวจและนักเขียนของ National Geographic เป็นผู้ริเริ่มโครงการสำรวจและวิจัย Blue Zone มากว่า 20 ปี โดยเขาร่วมกับทีมงานนักประชากรศาสตร์ นักระบาดวิทยา และนักมานุษยวิทยา เพื่อค้นหาปัจจัยร่วมที่ทำให้ผู้คนในพื้นที่เหล่านี้มีอายุยืนยาวและมีความสุข จากการวิจัยที่เชื่อถือได้มีการสรุป ‘Power 9’ หรือหลักปฏิบัติ 9 ประการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ Blue Zone เอาไว้ ถ้าอยากรู้ว่าอะไรบ้างไปอ่านกันเลย 



9 หลักปฏิบัติสู่ชีวิตยืนยาวและเปี่ยมสุขแบบ Blue Zone

 

  1. เคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ (Move Naturally) ผู้คนใน Blue Zone ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างหนักในยิมหรือวิ่งมาราธอน แต่พวกเขาใช้การเคลื่อนไหวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เช่น การเดินไปไหนมาไหน การทำสวน การทำงานบ้าน หรือการยืดเหยียดร่างกายประจำ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ช่วยรักษาสมรรถภาพทางกายและลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุ

  2. มีจุดมุ่งหมายในชีวิต (Purpose) การมีเหตุผลในการตื่นนอนทุกวันเป็นสิ่งสำคัญ ชาวโอกินาวาเรียกว่า ‘อิคิไก’ (Ikigai) ส่วนชาวนิโคยาเรียกว่า ‘ปลาณเดวิดา’ (Plan de Vida) ซึ่งล้วนหมายถึง ‘เหตุผลในการตื่นนอนตอนเช้า’ การมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนนี้ไม่เพียงให้แรงบันดาลใจ แต่ยังช่วยเพิ่มอายุขัยได้ถึง 7 ปี และลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์และโรคหลอดเลือดสมอง

  3. ลดความเครียด (Downshift) ความเครียดเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังมากมาย ผู้คนใน Blue Zone มีกิจวัตรประจำวันเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น การสวดมนต์ การงีบหลับ หรือการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวและเพื่อนฝูง การจัดการความเครียดอย่างสม่ำเสมอช่วยลดการอักเสบในร่างกายและส่งเสริมสุขภาพที่ดี

  4. ใช้กฎ 80% Rule – Hara Hachi Bu ชาวโอกินาวายึดถือปรัชญา ‘ฮาราฮาจิบุ’ (Hara Hachi Bu) ซึ่งเป็นการบอกตัวเองให้หยุดกินเมื่อรู้สึกอิ่มประมาณ 80% การไม่กินจนอิ่มเกินไปช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดความเสี่ยงของโรคอ้วนและโรคเรื้อรังต่างๆ นอกจากนี้ผู้คนใน Blue Zone มักจะกินอาหารมื้อเล็กที่สุดในช่วงบ่ายแก่ๆ หรือช่วงเย็น และจะไม่กินอะไรอีกจนกว่าจะถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

  5. เน้นพืชเป็นหลัก (Plant Slant) อาหารหลักของผู้คนใน Blue Zone ส่วนใหญ่เป็นพืชผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และพืชตระกูลถั่ว พวกเขาจะกินเนื้อสัตว์น้อยมากๆ หรือโดยเฉลี่ยเพียง 5 ครั้งต่อเดือน เน้นการกินอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง

  6. ดื่มไวน์ในปริมาณที่พอเหมาะ (Wine @5) ในบางพื้นที่ของ Blue Zone (ยกเว้นชาว Seventh-Day Adventist ในโลมาลินดา) มีการบริโภคไวน์แดงในปริมาณปานกลาง โดยมักจะดื่มพร้อมกับอาหารและเพื่อนฝูง ซึ่งมีการวิจัยที่ชี้ว่าการดื่มไวน์ในปริมาณที่เหมาะสมอาจช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจได้

  7. เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน (Belong) ผู้คนที่มีอายุยืนยาวส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของชุมชนที่ยึดถือความเชื่อหรือศาสนา การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาหรือชุมชนเป็นประจำช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้นได้ถึง 14 ปี การมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสังคมเป็นสิ่งสำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางอารมณ์

  8. ให้ความสำคัญกับครอบครัว (Loved Ones First) ผู้สูงอายุใน Blue Zone ให้ความสำคัญกับครอบครัวเป็นอันดับแรก การดูแลพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ในบ้าน การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ชีวิต และการใช้เวลาคุณภาพกับลูกๆ หลานๆ ด้วยความรัก  ล้วนส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการมีอายุยืนยาว

  9. เลือกกลุ่มเพื่อนที่เหมาะสม (Right Tribe) การมีกลุ่มเพื่อนที่สนับสนุนพฤติกรรมสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ชาวโอกินาวามี ‘โมอาย’ (Moais) ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อน 5 คนที่ช่วยเหลือและสนับสนุนกันตลอดชีวิต จากการศึกษาพบว่า พฤติกรรมต่างๆ เช่น การสูบบุหรี่ โรคอ้วน ความสุข หรือแม้แต่ความเหงา สามารถติดต่อกันได้ในหมู่เพื่อนฝูง การเลือกคบเพื่อนที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการมีชีวิตที่ยืนยาว

 

จะเห็นว่าปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ Blue Zone ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหรือการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังเป็นการบูรณาการวิถีชีวิตแบบองค์รวมที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางสังคม การมีจุดมุ่งหมายในชีวิต การจัดการความเครียด และการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ 

 

การนำหลักปฏิบัติทั้ง 9 ประการนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินมากขึ้น การกินอาหารที่เน้นพืชผัก การใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อนฝูง หรือการค้นหาจุดมุ่งหมายในชีวิต ล้วนเป็นก้าวสำคัญสู่การมีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพดี และเปี่ยมด้วยความสุขเช่นเดียวกับผู้คนใน Blue Zone ทั่วโลก

The post ปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ Blue Zone เคล็ดลับสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิธีใช้ชีวิตตามปรัชญา ‘โคโมเรบิ’ ความสุขที่เกิดขึ้นง่ายเหมือนแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ https://thestandard.co/life/komorebi-living-simple-happiness/ Wed, 09 Apr 2025 06:39:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1062282 โคโมเรบิ Komorebi

‘โคโมเรบิ’ (Komorebi) ปรัชญาชีวิตแบบญี่ปุ่นที่สอนให้เรา […]

The post วิธีใช้ชีวิตตามปรัชญา ‘โคโมเรบิ’ ความสุขที่เกิดขึ้นง่ายเหมือนแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โคโมเรบิ Komorebi

‘โคโมเรบิ’ (Komorebi) ปรัชญาชีวิตแบบญี่ปุ่นที่สอนให้เราเห็นความงามในความธรรมดา แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับสร้างภาพอันงดงามที่ชวนให้เราต้องชื่นชม เช่นเดียวกับชีวิตที่บางครั้งความสุขก็แฝงอยู่ในช่วงเวลาเล็กๆ ที่เรามองข้าม

 

ในภาษาและวัฒนธรรมญี่ปุ่น คำว่าโคโมเรบิ (木漏れ日) หมายถึงแสงอาทิตย์ที่ส่องลอดผ่านกิ่งไม้และใบไม้ สร้างเงาและแสงที่เต้นระบำอย่างอ่อนโยน นี่ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เป็นปรัชญาชีวิตที่สอนให้เราเห็นความงดงามในความเรียบง่าย และชื่นชมช่วงเวลาเล็กๆ ที่มักถูกมองข้ามในความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน 

 

โคโมเรบิเชื้อเชิญให้เรา ‘อยู่กับปัจจุบัน’ มองเห็นความงามในสิ่งละเอียดอ่อนรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงใบไม้ไหวยามลมพัด กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นยามเช้า หรือแสงอาทิตย์อุ่นๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่างห้องนอน มันเรียบง่ายเช่นนี้จริงๆ 

 

วิธีนำแนวคิดโคโมเรบิมาใช้ในชีวิตประจำวัน

 

โคโมเรบิเป็นเหมือนเสียงอบอุ่นที่ชวนให้เราได้ชะลอจังหวะชีวิตให้ช้าลงอีกหน่อย ไม่ต้องเร่งรีบเกินไป ลองกลับมาสัมผัสกับความงดงามเล็กๆ ที่อยู่รอบตัว นี่คือวิธีที่เราสามารถนำแนวคิดอันละเอียดอ่อนนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดายโดยอาจเริ่มจาก

 

1. ให้เวลากับธรรมชาติทุกวัน

 

แม้เพียง 5-10 นาทีในแต่ละวัน ลองเดินออกไปในสวนใกล้บ้าน นั่งใต้ต้นไม้ หรือแค่หยุดมองท้องฟ้าและรู้สึกถึงลมที่พัดผ่าน ธรรมชาติเต็มไปด้วยโคโมเรบิให้เราได้ค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นแสงที่สาดส่องผ่านใบไม้ หยดน้ำค้างยามเช้า หรือใบไม้ที่เปลี่ยนสีตามฤดูกาล

 

2. สร้างพื้นที่แห่งความสงบในบ้าน

 

จัดมุมเล็กๆ ในบ้านที่แสงธรรมชาติส่องถึง อาจเป็นหน้าต่างที่มีม่านบางๆ ให้แสงลอดผ่านได้อย่างอ่อนโยน จัดวางต้นไม้เล็กๆ ไว้ใกล้หน้าต่าง เพื่อให้เห็นเงาใบไม้ที่ทาบบนพื้นเมื่อแสงส่องผ่าน นี่คือการนำโคโมเรบิเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเรา

 

3. บันทึกช่วงเวลาแห่งโคโมเรบิในแต่ละวัน

 

ลองจดบันทึกสั้นๆ หรือถ่ายภาพช่วงเวลาเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกสงบและเปี่ยมไปด้วยความงาม อาจเป็นภาพแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างตอนเช้า ถ้วยชาที่มีไอร้อนลอยขึ้นมา หรือรอยยิ้มของคนที่เรารัก การบันทึกช่วยให้เราตระหนักและเห็นคุณค่าของช่วงเวลาเหล่านี้มากขึ้น

 

4. ฝึกการอยู่กับปัจจุบัน 

 

โคโมเรบิเป็นเรื่องของการมีสมาธิและอยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง ลองเริ่มจากการฝึก Mindfulness ด้วยการให้ความสนใจอย่างเต็มที่กับสิ่งที่กำลังทำ มองเห็น หรือรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นการดื่มกาแฟ การเดินทาง หรือการสนทนากับใครสักคน สังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ปกติมักจะถูกมองข้ามไป

 

5. ปล่อยใจให้แสงส่องผ่าน

 

เหมือนใบไม้ที่ยอมให้แสงลอดผ่าน เราก็สามารถฝึกปล่อยวางความกังวล ความเร่งรีบ และความคาดหวังที่เกินพอดีได้ ลองทำสมาธิสั้นๆ วันละ 5-10 นาที เพื่อปล่อยให้ใจได้พัก หรือฝึกการหายใจลึกๆ เมื่อรู้สึกเครียดหรือกดดัน

 

6. ชื่นชมความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ

 

โคโมเรบิสอนให้เราเห็นความงามในธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์แบบ เงาที่ทาบบนพื้นไม่ได้เป็นรูปทรงที่สม่ำเสมอ แต่กลับมีเสน่ห์ในความไม่แน่นอน เช่นเดียวกับชีวิต ที่บางครั้งความงดงามก็เกิดขึ้นจากความไม่สมบูรณ์แบบและความไม่คาดฝัน

 

7. หาความสุขในกิจวัตรประจำวัน

 

กิจวัตรที่เราทำทุกวันสามารถเป็นแหล่งของโคโมเรบิได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการชงชา การอาบน้ำอุ่น การเดินกลับบ้าน หรือการอ่านหนังสือก่อนนอน ลองทำกิจกรรมเหล่านี้อย่างช้าๆ ด้วยความตั้งใจและความใส่ใจ โดยไม่รีบร้อนหรือคิดถึงสิ่งที่ต้องทำต่อไป

 

โคโมเรบิในมุมมองทางจิตวิทยา

 

แนวคิดโคโมเรบิสอดคล้องกับหลักการทางจิตวิทยาสมัยใหม่หลายอย่าง ซึ่งนักจิตวิทยาพบว่า การอยู่กับปัจจุบันและการชื่นชมความงามในชีวิตประจำวันช่วยลดความเครียดและเพิ่มความรู้สึกพึงพอใจในชีวิต รวมถึงการสร้างสุขภาพจิตที่ดีอย่างได้ผล จากการศึกษาพบว่า เพียงแค่ใช้เวลาในธรรมชาติวันละ 20 นาที ก็สามารถลดระดับฮอร์โมนความเครียดได้อย่างมีนัยสำคัญ นี่คือพลังของโคโมเรบิที่ชวนให้เราหันกลับมาสู่ธรรมชาติและความเรียบง่าย

 

ภาพ: Shutterstock

The post วิธีใช้ชีวิตตามปรัชญา ‘โคโมเรบิ’ ความสุขที่เกิดขึ้นง่ายเหมือนแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักปรัชญาไคเซ็น (Kaizen) ศิลปะแห่งการทำงานที่ดีขึ้นทุกวันแบบญี่ปุ่น https://thestandard.co/life/kaizen-japanese-philosophy-continuous-improvement/ Wed, 05 Mar 2025 05:25:25 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1048744 ไคเซ็น (Kaizen) ปรัชญาการทำงานญี่ปุ่นที่เน้นการพัฒนาตนเองและองค์กรอย่างต่อเนื่อง

หนังสือ Kaizen: The Japanese Method for Transforming Ha […]

The post รู้จักปรัชญาไคเซ็น (Kaizen) ศิลปะแห่งการทำงานที่ดีขึ้นทุกวันแบบญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไคเซ็น (Kaizen) ปรัชญาการทำงานญี่ปุ่นที่เน้นการพัฒนาตนเองและองค์กรอย่างต่อเนื่อง

หนังสือ Kaizen: The Japanese Method for Transforming Habits, One Small Step at a Time นำเสนอแนวคิดที่ทรงพลังแห่งการพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไคเซ็น (Kaizen) เป็นปรัชญาการทำงานของญี่ปุ่นที่สอนให้เรารู้จักปรับปรุงตัวเองทั้งวิธีคิดและการใช้ชีวิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น 

 

Masaaki Imai ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารคุณภาพและผู้ก่อตั้ง Kaizen Institute เป็นผู้ผลักดันแนวคิดไคเซ็นสู่ระดับโลกผ่านผลงานอันโด่งดังของเขา โดยอธิบายว่า ไคเซ็นเป็นการรวมคำในภาษาญี่ปุ่นสองคำ คือ ‘ไค’ (การเปลี่ยนแปลง) และ ‘เซ็น’ (ดีขึ้น) จึงหมายถึง ‘การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น’

 

ไคเซ็นเป็นปรัชญาที่มุ่งเน้นการพัฒนาทีละเล็กทีละน้อยแต่ทำอย่างต่อเนื่อง Masaaki Imai ชี้ให้เห็นว่า แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ หลักการสำคัญของไคเซ็นในชีวิตการทำงาน ได้แก่

 

  1. การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องแม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ
  2. การสร้างการมีส่วนร่วมของทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือพนักงานระดับปฏิบัติการ
  3. การให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงาน มากกว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
  4. การใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์เพื่อระบุปัญหาและหาแนวทางแก้ไข
  5. การสร้างมาตรฐานการทำงาน เพื่อรักษาและปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

 

แนวคิดไคเซ็นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในยุคที่องค์กรต่างๆ ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ในองค์กรช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

The post รู้จักปรัชญาไคเซ็น (Kaizen) ศิลปะแห่งการทำงานที่ดีขึ้นทุกวันแบบญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักแนวคิด Stoic ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ https://thestandard.co/life/get-to-know-stoic/ Mon, 12 Aug 2024 05:00:21 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=970141

ไม่ว่าใครต่างก็อยากแสวงหาวิธีนำพาชีวิตไปสู่ความสงบและคว […]

The post รู้จักแนวคิด Stoic ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไม่ว่าใครต่างก็อยากแสวงหาวิธีนำพาชีวิตไปสู่ความสงบและความสุขที่แท้จริง ปรัชญาสโตอิก (Stoic) อาจเป็นคำตอบที่เรากำลังมองหา แนวคิดนี้สอนให้เรายอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และมุ่งเน้นพัฒนาสิ่งที่เราควบคุมได้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเผชิญหน้ากับความท้าทายในชีวิตได้อย่างมั่นคง แต่ยังสอนให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหมายและเป็นสุขในทุกๆ วัน

 


 

ปรัชญาสโตอิก (Stoic Philosophy) คืออะไร?

 

ปรัชญาสโตอิก (Stoic Philosophy) มีอายุมากกว่า 2,000 ปี เกิดขึ้นที่กรุงเอเธนส์ โดยซีโนแห่งเมืองซิทิอุม (Zeno of Citium) ส่วนชื่อ ‘สโตอิก’ มาจาก ‘สโตอา’ (Stoa) ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้สอนปรัชญา แนวคิดหลักคือเน้นการใช้เหตุผลในการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ และควบคุมตนเองในการจัดการกับอารมณ์และความคิด แนวคิดนี้สอนให้ไม่ยึดติดกับสิ่งภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

 

หัวใจสำคัญของปรัชญาสโตอิก

 

1. ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ชีวิตเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา ไม่ว่าจะเป็นปัญหารายวัน สภาพอากาศ เศรษฐกิจ หน้าที่การงาน หรือแม้แต่การกระทำของผู้อื่น การยอมรับความจริงนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะยอมแพ้ แต่เป็นการปลดปล่อยพลังงานที่เราเคยใช้ไปกับความกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพื่อนำมาใช้กับสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ

 

2. โฟกัสในสิ่งที่ควบคุมได้ แม้จะดูเหมือนว่าเรามีอำนาจควบคุมน้อยนิด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับอยู่ในมือเรา นั่นคือความคิด ความรู้สึก และการกระทำของเราเอง การฝึกควบคุมจิตใจ ฝึกสติ และเลือกที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างมีสติ จะช่วยให้เรามีชีวิตที่มีความสุขและมีความหมายมากขึ้น

 

3. แสวงหาความรู้ใหม่ๆ การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเข้าใจโลกรอบตัวมากขึ้น แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจตัวเองลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย การอ่าน การสังเกต และการไตร่ตรอง จะช่วยพัฒนาปัญญาและความสามารถในการตัดสินใจของเราให้ดียิ่งขึ้น

 

4. ใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรม สโตอิกเชื่อว่าการกระทำที่ดีงามและมีคุณธรรมเป็นรากฐานของความสุขที่แท้จริง การช่วยเหลือผู้อื่น การทำประโยชน์ให้สังคม และการดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์และเมตตา จะนำมาซึ่งความพึงพอใจในชีวิตที่ลึกซึ้งและยั่งยืน

 

ประโยชน์ของการปฏิบัติตามปรัชญาสโตอิก

 

  • ลดความเครียดและความวิตกกังวล เมื่อเรายอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้และมุ่งเน้นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ความเครียดและความกังวลจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • เพิ่มความสุขและความพึงพอใจ การใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีคุณธรรมจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน
  • ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ การเข้าใจและยอมรับผู้อื่นช่วยให้เราสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและลึกซึ้งแน่นแฟ้นมากขึ้น
  • สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ การเผชิญหน้ากับความท้าทายด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง จะช่วยพัฒนาความยืดหยุ่นทางจิตใจและความเข้มแข็งภายใน

 

การนำปรัชญาสโตอิกมาใช้ในชีวิตประจำวัน

 

  1. เริ่มต้นวันด้วยการทบทวนตัวเอง โดยใช้เวลาสั้นๆ ในตอนเช้าเพื่อตั้งเป้าหมาย และเตรียมใจรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในวันนั้น
  2. ฝึกมองปัญหาผ่านมุมมองที่กว้างขึ้น เมื่อเผชิญกับความยากลำบาก ลองถามตัวเองว่า “สิ่งนี้จะสำคัญอีกไหมในอีก 1-5 ปีข้างหน้า?”
  3. จดบันทึกสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
  4. ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจ โดยไม่คาดหวังการตอบแทน
  5. ฝึกควบคุมตนเอง ลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ เช่น การออกกำลังกายให้สำเร็จครบ 30 นาที แม้จะขี้เกียจมากก็ตาม หรือลองตื่นเช้าขึ้นกว่าปกติจนกลายเป็นนิสัย การฝึกฝนแนวคิดนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราค้นพบพลังภายในที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสงบและความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ว่าคุณจะกำลังเผชิญกับความท้าทายใดในชีวิต

 

The post รู้จักแนวคิด Stoic ยอมรับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดปรัชญาความเชื่อในคุณค่า ‘ความกตัญญู’ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด ‘ความกตัญญูเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้…ให้เป็นไปได้’ [Advertorial] https://thestandard.co/cp-group-management-philosophy/ Wed, 21 Jul 2021 06:46:01 +0000 https://thestandard.co/?p=506260 เครือเจริญโภคภัณฑ์

ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลก ทุกก้าวเดินต้องเค […]

The post ถอดปรัชญาความเชื่อในคุณค่า ‘ความกตัญญู’ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด ‘ความกตัญญูเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้…ให้เป็นไปได้’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือเจริญโภคภัณฑ์

ในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนโลก ทุกก้าวเดินต้องเคลื่อนตัวในจังหวะที่เร็วขึ้น จนอาจทำให้ ‘คุณธรรม’ บางอย่างถูกกลืนหายไปในพลวัตของความเจริญ ความท้าทายที่ต้องทำงานดูแลตนเองจนลืมคนที่เรารักและรักเรา หรือตีความหมายผิดเพี้ยนเป็นการเรียกร้องการตอบแทน ซึ่งก็เกิดขึ้นได้จากประสบการณ์ที่ผู้คนในแต่ละรุ่นยึดถือและต้องการ จนไม่ได้มองความหมายแท้จริงของคุณค่าความกตัญญู

 

“ซึ่งแท้จริงแล้ว ความกตัญญูเป็นคุณค่าประจำตน ต้องเกิดจากตนเอง เกิดจากความรัก ความหวังดีต่อคนอื่น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ต้องการให้คนอื่นมาทำดีกับเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่เกื้อกูลให้มนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความสงบ และมีความเจริญรุ่งเรือง มีมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น เป็นพื้นฐานที่สำคัญ ที่หากเข้าใจและเกิดขึ้นในครอบครัว ในบริษัท ในระบบสังคม จะงอกงามและเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศของเรา

 

“ด้วยความเชื่อในคุณค่าความกตัญญู เครือเจริญโภคภัณฑ์มุ่งมั่นบ่มเพาะค่านิยมอันดีงามนี้ลงไปในดีเอ็นเอของพนักงานทุกระดับในองค์กร โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ในองค์กร ปลูกฝังให้พวกเขามีทัศนคติที่ถูกต้อง รวมถึงการปลูกฝังเมล็ดพันธุ์กตัญญูลงไป ให้เขามีมุมมองที่เห็นส่วนรวมเป็นที่ตั้ง พร้อมกับการก้าวสู่ยุคใหม่ทางเศรษฐกิจ ที่ต้องสร้างนวัตกรรมควบคู่ไปกับความยั่งยืน



“การเอาใจใส่ สร้างความไว้วางใจ ความพึงพอใจ มอบความซื่อสัตย์และความซื่อตรงให้กับลูกค้าและคู่ค้าที่ทำงานร่วมกับเขา นี่คือสิ่งสำคัญที่จะแสดงความยึดมั่นขององค์กร เมื่อใดก็ตามที่มีความกตัญญู ความรัก และความเมตตา (Compassion) ประกอบกับวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง คุณธรรมความกตัญญูนี้ จะมีพลังที่สามารถทำในสิ่งที่เราคิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้”

  

ปีนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์มุ่งมั่นส่งต่อคุณธรรมกตัญญูภายใต้แนวคิด ‘ความกตัญญูทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้…เป็นไปได้’ ถ่ายทอดเป็นเรื่องราวภาพยนตร์สั้น เรื่อง กตัญญู…เท่าชีวิต เพื่อให้พนักงานทุกระดับในองค์กรตั้งคำถามและคิดถึงคุณค่าของคุณธรรมกตัญญู โดยได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า กตัญญูสำหรับบางคนมีค่าเท่าชีวิต แล้วเราล่ะ กตัญญูมีค่าเท่ากับอะไร

 

 

กตัญญู…เท่าชีวิต เล่าถึงเด็กสาวคนหนึ่งที่ตัดสินใจลงแข่งวิ่งมาราธอนด้วยขาเพียงข้างเดียว เพราะความรักที่เธอมีต่อพ่อและต้องการดูแลพ่อของเธอ สุดท้ายแล้ว ความกตัญญูทำให้เธอชนะใจทุกคน เธอชนะการแข่งขันด้วยความช่วยเหลือของชาวบ้านและหมอที่เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน เข้ามาให้การช่วยเหลือเธอและพ่อ ไม้ค้ำยันช่วยเดินที่เขียนว่า ‘หากเป็นแทนได้ พ่อขอเป็นแทน’ นี่อาจจะเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่เป็นตัวแทนสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างพ่อและลูก นี่แหละความอัศจรรย์ของชีวิต ที่หล่อเลี้ยงให้โลกใบนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างอบอุ่น งดงาม ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่หมุนเร็วในทุกวันนี้ และเป็นพลังของความกตัญญูที่เปลี่ยนความเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เราจึงอยากชวนทุกคนไปค้นหาความกตัญญูในแบบของคุณผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้

 

 

 

 

ทั้งหมดนี้ตอกย้ำทุกก้าวย่างการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่หนักแน่นและมั่นคงด้วยรากแก้วของเมล็ดพันธุ์คุณธรรมกตัญญู ที่แผ่ขยายเมล็ดพันธุ์จากหน่วยเล็กๆ แต่สำคัญที่สุด นั่นคือครอบครัว ซึ่งเป็นรักแรกและรักแท้จากพ่อแม่ พี่น้อง ต่อยอดแตกกิ่งไปสู่สังคมต่อไป

 

 

ซึ่งทางเครือฯ มองว่า เมื่อแบรนด์สามารถปลูกจิตสำนึกกตัญญูของทุกคนจากภายในองค์กรไปสู่ครอบครัว สู่สังคมและประเทศแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คนในสังคมจะเป็นสังคมที่เคารพ ให้เกียรติ และสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ย่อมสร้างให้เกิดสังคมที่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่ทำได้จริงและทำได้ง่ายๆ เพราะความกตัญญูเติบโตที่ไหน ที่นั่นย่อมงดงามเสมอ

The post ถอดปรัชญาความเชื่อในคุณค่า ‘ความกตัญญู’ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด ‘ความกตัญญูเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้…ให้เป็นไปได้’ [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ – ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน https://thestandard.co/decode-model-platform/ Mon, 28 Dec 2020 07:52:56 +0000 https://thestandard.co/?p=436599 ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ - ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน

‘แพลตฟอร์ม’ คือหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่ คือเทรนด์ธุรกิจท […]

The post ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ – ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ - ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน

‘แพลตฟอร์ม’ คือหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่ คือเทรนด์ธุรกิจที่สำคัญที่สุดเทรนด์หนึ่งในยุคดิจิทัล 

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของแพลตฟอร์มไม่ใช่การที่บริษัทที่มูลค่าสูงที่สุดในโลกส่วนใหญ่เป็นบริษัทแพลตฟอร์ม หรือเรื่องดิจิทัลแอปพลิเคชันของแพลตฟอร์ม แต่เป็นแก่นปรัชญาและโมเดลในการบริหารของแพลตฟอร์มที่เป็น ‘สิ่งมีชีวิต’ ที่เติบโตอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงสามารถนำมาปรับใช้ได้กับทั้งภาคธุรกิจ สังคม และการทำนโยบายบริหารประเทศ

 

วันนี้อยากชวนคิดถอดบทเรียนจาก ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ ว่ามีหลักอะไรบ้างที่สามารถนำมาใช้กับยุทธศาสตร์และการบริหารเศรษฐกิจยุคใหม่

 

หัวใจของแพลตฟอร์มโมเดลคือ ABCD

 

  1. A คือ Attract ดึงดูดเพื่อสร้างฐาน

 

‘แพลตฟอร์มโมเดล’ คือโมเดลที่เจ้าของแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งที่ขาย แต่เป็นตัวกลางให้บริการเชื่อมระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซเชื่อมระหว่างผู้ซื้อกับคนขาย ธุรกิจหาห้องพักเชื่อมเจ้าของบ้านกับคนหาห้อง ฯลฯ แตกต่างจากธุรกิจแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า Pipeline ที่มักจะมีผู้ผลิตและผู้บริโภคชัดเจน ส่งทอดกันเป็นต่อๆ ตามห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำมายันปลายน้ำ เปรียบเสมือน ‘ท่อ’ ที่มาต่อๆ กัน

 

เพราะฉะนั้นหลักการสำคัญที่สุดของแพลตฟอร์มคือการดึงดูดทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต (ซึ่งบางครั้งเส้นแบ่งอาจไม่ชัดเจน) ให้มาอยู่ในระบบจนเกิด Network Effect เช่นในกรณีโซเชียลมีเดีย ก็คือการที่เราเข้ามาในแพลตฟอร์มนี้เพราะเพื่อนเราอยู่เยอะและเพื่อนเราก็เข้ามาใช้เพราะเราใช้อยู่ เป็นต้น 

 

นอกจากนี้เมื่อมีคนใช้มากขึ้น ผู้เล่นอื่นๆ เช่น คนทำคอนเทนต์แบบสำนักข่าวก็อาจอยากเข้ามาเป็นสมาชิก ซึ่งก็จะดึงดูดคนที่อาจไม่ได้ชอบเล่นโซเชียลมีเดีย แต่อยากตามอ่าน-ดูคอนเทนต์ให้เข้าใจมาเป็นสมาชิกเป็น Network Effect ที่มีหลายมิติ ซับซ้อนขึ้น

 

สร้างแม่เหล็กแบบสิงคโปร์โมเดล

 

ประเทศหนึ่งที่ใช้แนวคิดนี้ในการพัฒนาระบบนวัตกรรมและวงการสตาร์ทอัพได้อย่างเห็นผลชัดเจนมากคือ สิงคโปร์ ที่ภายในเวลาไม่กี่ปีได้กลายเป็นประเทศติดอันดับต้นๆ ของโลกในการดึงดูด Talent ในวงการสตาร์ทอัพ ปัจจุบันมีบริษัทเทคโนโลยีระดับยูนิคอร์น (มูลค่าเกินพันล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือสูงกว่าถึง 5 ตัว

 

สิงคโปร์รู้ตัวว่าจะให้สตาร์ทอัพของตนเองเป็นสุดยอดตั้งแต่ต้นคงยาก แต่สิ่งที่ทำได้คือสร้างระบบนิเวศน์ทางนวัตกรรมที่ไม่แพ้ใคร เพื่อดึงดูดคนเก่งและบริษัทชั้นนำ กองทุนจากทั่วโลก โดยใช้ทั้งมาตรการทางการเงิน ภาษี การให้วีซ่าคนทำงาน รวมทั้งใช้เครือข่ายที่มีอย่างเต็มที่

 

เมื่อมีคนหัวกะทิและผู้เล่นชั้นนำมาอยู่ในประเทศจำนวนมาก คนเหล่านี้ก็กลายเป็นเสมือน ‘แม่เหล็ก’ ที่ดึงดูดคนเก่งและผู้เล่นอื่นๆ เข้ามา บริษัทสตาร์ทอัพก็อยากมาอยู่ในที่ๆ มีกองทุน Venture Capital (VC) จำนวนมาก หาทุนง่าย คนเก่งก็อยากมาอยู่ในที่ๆ มีโอกาสทำงานในบริษัทเทคโนโลยีดีๆ จำนวนมาก กองทุน VC ก็อยากตั้งในที่ๆ มีคนเก่งให้จ้าง มีสตาร์ทอัพดีๆ ให้ลงทุน เกิดเป็น Network Effect ขึ้นมา

 

นอกจากนี้ ระบบนิเวศน์ที่มีคนเก่งและหลากหลายมักจะจุดประกายการเรียนรู้และช่วยพัฒนาคนในระบบไปด้วย เสมือน ‘แม่เหล็ก’ ที่เมื่อเอามาถูแล้วทำให้เหล็กธรรมดากลายเป็นแม่เหล็กไปด้วยได้ เพราะฉะนั้นการดึงดูดคนเก่งนี้ สุดท้ายก็ทำเพื่อช่วยเสริมสร้างคนในประเทศให้เก่งยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

  1. B คือ Build on Top เติมเต็มต่อยอดในส่วนที่ขาด

 

นอกจากดึงดูดแล้ว พอมีฐานผู้ใช้ใหญ่ขึ้น แพลตฟอร์มยังต้องมีการสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของผู้ใช้แพลตฟอร์มทุกฝ่าย เช่น จากตัวอย่างข้างบน โซเชียลมีเดียอาจมีการพัฒนาระบบตลาดให้คนสามารถซื้อขายของในแพลตฟอร์มได้ อาจมีการต่อยอดทำระบบชำระเงิน จนไปถึงการให้บริการการเงินอื่นๆ เป็นต้น 

 

แต่ในโลกของแพลตฟอร์มโมเดลต่างกับธุรกิจดั้งเดิมตรงที่เราไม่ได้ต้องทำเองทุกอย่าง และไม่ได้ต้องเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่ทำ แต่ต้องเห็นภาพรวมทั้งระบบ ต้องเลือกให้ดีว่าบริการอะไรจะ ‘นำเข้า’ ให้คนอื่นทำ และพยายามประสานงานกับทุกภาคส่วน ทั้งเครือข่ายพันธมิตร ทั้งผู้เล่นอื่นๆ เพื่อสร้าง ‘ระบบนิเวศน์’ (Ecosystem) ที่ดีเพื่อบริการลูกค้า 

 

ในด้านนโยบายก็เช่นกัน รัฐควรไตร่ตรองว่าส่วนไหนควรปล่อยให้เอกชนทำ ส่วนไหนควรเป็นพาร์ตเนอร์ และส่วนไหนควรทำเอง เพราะหากเข้าไปทำในสิ่งที่เอกชนทำเองได้อยู่แล้วก็เป็นการใช้ทรัพยากรโดยเสียเปล่า และอาจเป็นการขัดขวางการพัฒนาของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม บทบาทของรัฐที่สำคัญควรจะเป็นการต่อยอดและเติมเต็มในส่วนที่เอกชนขาดหรือไม่สามารถทำเองได้ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างมาตรฐานและกฎกติกา (Common Standards) และการพัฒนาคน เป็นต้น

 

ยกตัวอย่างในสิงคโปร์ แทนที่จะทำแพลตฟอร์มการเงินของตัวเอง ทางรัฐบาลสิงคโปร์พยายามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และมาตรฐานเพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคน-หน่วยงานรัฐ-สถาบันการเงิน โดยล่าสุดเพิ่งเปิดตัวโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล คือแพลตฟอร์มชื่อ Singapore Financial Data Exchange (SGFinDex)

 

โดยแพลตฟอร์มนี้ให้ประชาชนมีอำนาจในการดึงข้อมูลของตนที่ถูกเก็บอยู่ในสถาบันการเงินต่างๆ (เงินฝาก หนี้บัตรเครดิต การลงทุน) หรือหน่วยงานรัฐบาล (ตรวจคนเข้าเมือง การจ่ายภาษี) มารวมกันดูได้จากที่เดียว และยังสามารถเปิดอนุญาตให้สถาบันการเงินที่ตนเองต้องการใช้บริการเข้าถึงข้อมูลชุดต่างๆ นี้ได้ เพื่อให้เห็นภาพรวมด้านการเงินและวางแผนการเงินของตัวเองได้ง่ายขึ้น นอกจากสร้างความสะดวกแล้ว นโยบายนี้ยังทำให้ภาคการเงินมีการแข่งขันมากขึ้น เพราะสถาบันการเงินไม่สามารถล็อกข้อมูลของลูกค้าไว้กับตน หากเจ้าตัวอยากดึงข้อมูลของตนไปใช้กับอีกเจ้าหนึ่ง 

 

  1. C คือ Customer Centric เริ่มที่ลูกค้าไม่ใช่กฎกติกา

 

แต่จะดึงดูดใครและสร้างอะไร ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจของผู้ใช้ ต้องรู้จัก ‘ฟัง’ เสียงผู้ใช้อย่างใกล้ชิด เพราะจุดเด่นของแพลตฟอร์มโมเดลคือการตั้งลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล (Customer Centric) ทุกคำถามเริ่มจากความต้องการของลูกค้ามากกว่าจากตัวเราหรือสิ่งที่เรามี (Product Centric) 

 

หากการนำวิธีคิดแบบนี้มาใช้กับภาครัฐ คือ การเปลี่ยนทัศนคติของรัฐจาก ‘ผู้คุม’ (Regulator) มาเป็นคนให้บริการ (Service Provider) แทนที่จะเริ่มทุกอย่างจากคำถามที่ว่า “กฎหมายหรือระเบียบให้ทำได้หรือไม่?” ซึ่งเป็นแนวคิดแบบ Product Centric เปลี่ยนมาเป็น “เราต้องทำอย่างไรถึงจะช่วยประชาชนได้” ทั้งหมดนี้สำคัญเป็นพิเศษสำหรับประเทศไทยที่มีกฎหมายใบอนุญาตและกระบวนการที่เกี่ยวข้องประมาณ 1 แสนฉบับ สร้างต้นทุนประชาชนประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อปี ตามการศึกษาของทีดีอาร์ไอ ซึ่งบ่อยครั้งสร้างภาระและต้นทุนที่ไม่จำเป็นทั้งกับตัวข้าราชการเอง ประชาชน ธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs 

 

สิ่งที่มักจะมาพร้อมกับการตั้งลูกค้าเป็นศูนย์กลางคือ การให้ลูกค้าจะมีบทบาทในการช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการด้วย (Co-Creation) โดยแพลตฟอร์มจะพัฒนาผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่เรียบง่ายขึ้นมาก่อนเพื่อทดสอบตลาด แล้วฟังเสียงตอบรับจากผู้ใช้เพื่อมาประเมินผลและพัฒนาต่อ ที่สำคัญแม้ตัวแพลตฟอร์มจะประสบความสำเร็จแล้ว ขั้นตอนการประเมิน-เรียนรู้-ปรับปรุงนั้นก็ไม่หยุด ทุกแพลตฟอร์มจะมีการเติมฟีเจอร์และบริการใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ เสมือนคนเราทุกวันนี้ที่เก่งแค่ไหนก็ยังต้องคอยเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

รัฐบาลหลายประเทศหยิบเอาแนวทางประเมิน-เรียนรู้-ปรับปรุง มาใช้ในรูปแบบการทำ Sandbox หรือกล่องทราย ที่ให้ฝ่ายรัฐที่กำกับดูแลและภาคเอกชนที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่มาทดลองร่วมกันเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ในช่วงนี้ผลิตภัณฑ์จะถูกนำมาใช้แบบจำกัด แลกกับการที่ฝั่งรัฐจะลดหย่อนความเข้มงวดทางกฎระเบียบ แต่สุดท้ายพื้นที่นี้จะมีประโยชน์เพียงใดคงขึ้นอยู่กับว่าฝั่งรัฐเปิดใจรับฟังจากทุกฝ่ายมากเพียงใด เปิด ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ให้คนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้จริงหรือไม่

 

  1. D คือ Data ข้อมูลเพื่อปัญญา

 

และจะ ‘ฟัง’ เสียงของผู้ใช้ได้ดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับ ‘ข้อมูล’ และ ‘คน’

 

แพลตฟอร์มต้องการข้อมูลจำนวนมาก แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือคนที่มีความสามารถสร้างระบบจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำข้อมูลเหล่านี้มา ‘กลั่น’ เป็นความรู้ และ ‘ปัญญา’ ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว นี่เองคือสาเหตุที่โลกกำลังขาดแคลน Data Scientist และ Data Engineer โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศต้องพยายามดึงดูดคนเก่งๆ เหล่านี้มาจากทั่วโลก และนำมาช่วยถ่ายทอดความรู้สร้างมืออาชีพรุ่นใหม่เป็นปริมาณมาก 

 

นอกจากด้านเทคนิคแล้ว แพลตฟอร์มยังต้องการคนระดับผู้บริหารที่ให้ความสําคัญกับข้อมูลในการตัดสินใจ ต้องใช้ข้อมูลมากกว่าดราม่า และเชื่อข้อมูลมากกว่ากลัวเสียหน้า มิเช่นนั้นข้อมูลที่มีเก็บไว้ก็อาจไม่ถูกนำมาเปิดเผยและใช้ประโยชน์ หรือถึงเอาออกมาใช้แล้วก็ไม่มีใครเอาไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจและบริหาร

 

ที่สำคัญ ข้อมูลที่จำเป็นอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเสมอไป แต่อาจถูกเก็บอยู่ในคนรอบตัวผู้บริหารเอง และสิ่งเดียวที่ดึงข้อมูลเหล่านั้นออกมาได้คือการฟังอย่างเปิดใจและทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้จากทุกคนรอบตัว ทั้งคนที่อาจจะเด็กกว่า คนที่ความเห็นแตกต่าง เพื่อให้ได้มาซึ่งปัญญาไว้ในการตัดสินใจที่สำคัญ

 

ทั้งหมดต้องเริ่มจากการถ่อมตน

 

ทุกข้อที่กล่าวข้างบนมีจุดเริ่มต้นมาจาก Humility หรือความถ่อมตน ยอมรับว่าเราไม่รู้ว่าอะไรคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต และถึงเดาถูกก็อาจไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงจะไปถึงตรงนั้นได้ 

 

ต้องเข้าใจว่าโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจแบบ Top Down ที่รัฐบาลเลือกอุตสาหกรรม วิธีการพัฒนา และเดินหน้าตรง คล้ายกับที่เสือ 4 ตัวแห่งเอเชียเคยทำสำเร็จอาจไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในยุคที่โลกซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นอีกต่อไป แม้ทำได้ เราอาจกลายเป็น ‘เสือ’ ในยุคของ ‘มังกร’ ตามโลกไม่ทัน

 

สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือ เปลี่ยนจาก ‘ครูหน้าห้อง’ ที่รู้ทุกอย่าง สอนทุกหัวข้อ เป็น ‘ครูหลังห้อง’ ที่คอยสร้างระบบนิเวศน์ สร้างเสริมเติมเต็ม เก็บข้อมูล ประเมินปรับปรุง ด้วยทัศนคติที่ว่าเราอาจไม่ได้รู้ดีที่สุด แต่เราสามารถสร้างระบบให้คนที่รู้ขึ้นมามีบทบาทได้ เพื่อให้ประเทศไทยทันโลกและไม่แพ้ใคร 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post ถอดรหัส ‘แพลตฟอร์มโมเดล’ – ยุทธศาสตร์ชาติท่ามกลางความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>