ประเทศไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ประเทศไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 09 Mar 2026 01:51:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดไทม์ไลน์คดีคริปโต ‘จอม กัมปนาท’ นักลงทุน Web3 ไทย ถูกกล่าวหาหลอกลงทุนด้วยดีลโทเค็นปลอม ความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/jom-kampanat-crypto-scam-web3/ Sun, 08 Mar 2026 03:49:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1185510 ประกาศจากเว็บไซต์ KXVC ที่ระบุว่า กัมปนาท หรือจอม ไม่ได้ทำงานกับบริษัทแล้ว

กรณีอื้อฉาวในวงการคริปโตเกิดขึ้นกับ กัมปนาท วิมลโนท หรื […]

The post เปิดไทม์ไลน์คดีคริปโต ‘จอม กัมปนาท’ นักลงทุน Web3 ไทย ถูกกล่าวหาหลอกลงทุนด้วยดีลโทเค็นปลอม ความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกาศจากเว็บไซต์ KXVC ที่ระบุว่า กัมปนาท หรือจอม ไม่ได้ทำงานกับบริษัทแล้ว

กรณีอื้อฉาวในวงการคริปโตเกิดขึ้นกับ กัมปนาท วิมลโนท หรือ จอม นักลงทุนร่วมทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัลชาวไทย ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ดีลโทเค็นคริปโตปลอมหลอกนักลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ จนเกิดความเสียหายรวมหลายล้านดอลลาร์ ก่อนจะขาดการติดต่อและหายตัวไปในช่วงปลายปี 2025

 

ดาวรุ่ง Web3 ไทย สู่ข้อกล่าวหาหลอกลงทุนคริปโตหลายล้านดอลลาร์

 

เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงให้กับวงการ เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของวงการ Web3 ไทย และมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกองทุน KXVC ซึ่งเป็นกองทุนด้าน Web3 และ AI มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ภายใต้ธนาคารกสิกรไทย

 

จากนักวิเคราะห์ VC สู่เครือข่ายนักลงทุนคริปโต

 

ไทม์ไลน์ของเรื่องราวเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2017 เมื่อ ‘มาร์ค’ ผู้บริหารบริษัทระบบชำระเงินในกรุงเทพฯ ได้รู้จักกับจอมเป็นครั้งแรก ในช่วงที่เขาทำงานเป็นนักวิเคราะห์อยู่ในบริษัท Venture Capital ขณะนั้นจอมถูกมองว่าเป็นคนสุภาพ กระตือรือร้น และมีความรู้ด้านเทคโนโลยี

 

หลังจากนั้น จอมได้เริ่มสร้างภาพลักษณ์ในวงการคริปโตว่าเป็นนักลงทุนที่มีเครือข่ายกว้างขวาง โดยอ้างว่ามีประสบการณ์ให้คำปรึกษาสตาร์ตอัปมากกว่า 10 ปี เคยเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีให้หน่วยงานภาครัฐ และช่วยบริษัทขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

 

สร้างโปรไฟล์ “อินไซเดอร์คริปโต” ผ่านเวทีระดับโลก

 

เมื่อมาถึงช่วงปลายปี 2024 จอมเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อขึ้นเวทีในงาน Singapore FinTech Festival พร้อมนำเสนอภาพลักษณ์ของนักลงทุนคริปโตที่กำลังช่วยดึงเงินลงทุนจากสถาบันเข้าสู่บริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่

 

ด้วยวุฒิปริญญาโทด้าน Investment Analysis จากมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร รวมถึงประสบการณ์ในวงการคริปโต จอมอ้างว่าทำงานร่วมกับกองทุน KXVC ซึ่งเปิดตัวในปี 2023 ในฐานะกองทุน Web3 และ AI มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ภายใต้ธนาคารกสิกรไทย

 

ภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้หลายคนมองว่าเขาเป็นคนวงในของวงการคริปโตที่สามารถเข้าถึงดีลการลงทุนระดับพรีเมียมได้

 

ดีล Token Allocation โอกาสทำกำไรมหาศาลในโลกคริปโต

 

โดยในโลกของการลงทุนคริปโตช่วงเริ่มต้นโปรเจกต์ เขามักเสนอ token allocation หรือโควตาการซื้อโทเค็นให้กับนักลงทุนกลุ่มเล็กๆ ก่อนเปิดขายต่อสาธารณะ ดีลประเภทนี้มักให้สิทธิ์ซื้อโทเค็นในราคาต้นทาง พร้อมเงื่อนไข vesting หรือการล็อกเหรียญไว้หลายเดือนหรือหลายปี หากโทเค็นเปิดตลาดแล้วราคาพุ่ง นักลงทุนช่วงแรกอาจได้กำไรมหาศาล ซึ่งโอกาสลักษณะนี้มักกระจายอยู่ในเครือข่ายนักลงทุนกลุ่ม Telegram หรือ WhatsApp ส่วนตัว กองทุน Venture Capital รวมถึงผู้ก่อตั้งโปรเจกต์หรืออินฟลูเอนเซอร์คริปโต

 

ใช้ชื่อโปรเจกต์ดัง สร้างความน่าเชื่อถือให้ดีลลงทุน

 

จอมใช้ภาพลักษณ์ของการเป็นคนวงใน เสนอให้เพื่อนและคนรู้จักเข้าถึงโควตาโทเค็นของโปรเจกต์ต่างๆ เช่น Monad, Babylon และ Linera โดยบางโปรเจกต์ยังทับซ้อนกับบริษัทที่กองทุน KXVC เคยประกาศลงทุนจริง ทำให้ดีลดังกล่าวดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

 

รูปแบบการลงทุนที่ดูเป็นมืออาชีพ แต่ซ่อนความเสี่ยง

 

สำหรับรูปแบบการดำเนินการของจอมมีลักษณะคล้ายกันกับนักลงทุนหลายราย ได้แก่ เสนอดีลการลงทุน, รับเงินจากนักลงทุน, ส่งเอกสารสัญญา และระหว่างรอโทเค็นจากดีลเดิม ก็เสนอการลงทุนดีลใหม่เพิ่มเติม

 

มาร์คกล่าวเพิ่มว่า รูปแบบดังกล่าวทำให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งเชื่อถือดีลเหล่านี้ เนื่องจากเอกสารและข้อมูลดูเป็นมืออาชีพ โดยตัวเขาเองลงทุนในหลายโปรเจกต์ที่จอมเสนอ รวมแล้วมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ เนื่องจากโทเค็นถูกล็อกตามเงื่อนไข vesting นักลงทุนจึงไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนในทันที

 

ความผิดปกติเริ่มปรากฏ เมื่อถึงกำหนดปลดล็อกโทเค็น

 

สัญญาณความผิดปกติเริ่มปรากฏในเดือนตุลาคม 2025 เมื่อดีลบางส่วนเริ่มถึงกำหนดปลดล็อกโทเค็น นักลงทุนจึงเริ่มสอบถามถึงการส่งมอบสินทรัพย์

 

ในช่วงนั้น จอมเริ่มให้เหตุผลต่างๆ เช่น ปัญหาเอกสาร สภาพตลาด หรือข้อขัดข้องกับคู่สัญญา บางครั้งยังอ้างว่าตนเองก็ถูกหลอกเช่นกัน คำอธิบายที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งข้อสงสัย

 

กระทั่งต้นเดือนพฤศจิกายน 2025 นักลงทุนหลายรายไม่สามารถติดต่อเขาได้อีก และเมื่อเริ่มตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียด ก็พบว่าเอกสารหลายฉบับอาจเป็นสัญญาปลอมที่ดัดแปลงจากเอกสารของ KXVC จริง มาร์คจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ และพบว่ามีผู้เสียหายจำนวนมาก

 

ผู้เสียหายกระจายหลายประเทศ ความเสียหายหลายล้านดอลลาร์

 

ขณะเดียวกันการตรวจสอบของ Scamurai พบว่ามีผู้เสียหายอย่างน้อย 24 คนจากหลายประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม และสหรัฐอเมริกา โดยแต่ละรายลงทุนตั้งแต่ประมาณ 2 หมื่นดอลลาร์ ไปจนถึงมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์

 

ในเวลาเดียวกัน นักลงทุนบางรายเริ่มติดต่อโปรเจกต์คริปโตโดยตรง และพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจ โดย Monad ระบุว่าสัญญาที่ส่งให้นักลงทุนเป็นของปลอม ตามด้วยโปรเจกต์ Datagram ปฏิเสธว่าไม่เคยเกี่ยวข้อง และผู้ก่อตั้ง Linera ระบุว่าเคยมีการติดต่อกัน แต่ยังไม่เคยมีการลงทุนจริง

 

โปรเจกต์คริปโตยืนยัน ไม่เคยมีดีลลงทุนจริง

 

เมื่อตรวจสอบกับโปรเจกต์คริปโตทั้งหมด 19 โครงการ พบว่าส่วนใหญ่ไม่รู้จักเขา และบางรายแม้เคยพูดคุยกัน แต่ก็ไม่เคยให้โควตาโทเค็นใดๆ

 

อีกหนึ่งในผู้เสียหายคือ สตีเวน ผู้บริหารบริษัทในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเริ่มลงทุนกับจอมราว 1.5 หมื่นดอลลาร์ใน USDC ต่อมาถูกชักชวนให้เพิ่มเงินลงทุนเพื่อซื้อโควตาโทเค็นก่อนเปิดตลาด รวมถึงค่าดำเนินการต่างๆ ท้ายที่สุด เขาประเมินว่าตนสูญเงินไปประมาณ 1.3 แสนดอลลาร์ ทำให้ไม่สามารถนอนหลับได้หลายคืน เพราะเงินคริปโตเกือบทั้งหมดที่มีในชีวิตได้หายไปแล้ว

 

อีกประเด็นที่ทำให้เรื่องซับซ้อนคือสถานะการทำงานของจอม นักลงทุนหลายคนเชื่อว่าเขายังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของ KXVC ภายใต้ธนาคารกสิกรไทย แต่ข้อมูลภายหลังระบุว่า เขาถูกเลิกจ้างตั้งแต่เดือนมีนาคม 2025 และได้ลบตำแหน่งดังกล่าวออกจากประวัติใน LinkedIn

 

ด้าน KXVC ภายใต้ธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ว่า กัมปนาท หรือจอม ไม่ได้ทำงานกับบริษัทแล้ว พร้อมย้ำว่ากองทุนเป็น Corporate Venture Capital (CVC) ที่ใช้เงินลงทุนของบริษัทเองเท่านั้น และไม่เคยระดมทุนจากบุคคลภายนอก

 

ประกาศจากเว็บไซต์ KXVC ที่ระบุว่า กัมปนาท หรือจอม ไม่ได้ทำงานกับบริษัทแล้ว 1

 

ประกาศจากเว็บไซต์ KXVC

 

ธุรกรรมบนบล็อกเชนเผยเงินหมุนเวียนกว่า 1.7 ล้านดอลลาร์

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจากบล็อกเชนยังพบว่า วอลเล็ตหนึ่งที่ใช้รับเงินจากนักลงทุนถูกสร้างขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2025 และมีธุรกรรมทั้งหมด 174 รายการ รวมมูลค่าประมาณ 1.71 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็น stablecoin โดยธุรกรรมล่าสุดเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2025

 

ผู้ที่เคยรู้จักจอมหลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยมีประวัติเสียหายในวงการ และยังเคยทำงานกับกองทุน VC หลายแห่ง รวมถึงขึ้นพูดในงานสัมมนาทั้งในไทย สหรัฐอเมริกา และยุโรป จึงทำให้หลายคนยังไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

แม้การหลอกลวงในโลกคริปโตจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง และในแต่ละปีสร้างความเสียหายทั่วโลกหลายพันล้านดอลลาร์ แต่กรณีของจอมถือว่าสร้างความประหลาดใจให้กับวงการอย่างมาก เนื่องจากเขาเป็นบุคคลที่เคยมีชื่อเสียงและเครือข่ายในวงการคริปโตมายาวนาน และยอมแลกชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายปีกับแผนการฉ้อโกงที่รู้ดีว่า เมื่อถึงกำหนดส่งมอบโทเค็น ความจริงย่อมปรากฏในที่สุด

 

 

ภาพ: thanun vongsuravanich/shutterstock

อ้างอิง:

The post เปิดไทม์ไลน์คดีคริปโต ‘จอม กัมปนาท’ นักลงทุน Web3 ไทย ถูกกล่าวหาหลอกลงทุนด้วยดีลโทเค็นปลอม ความเสียหายหลายล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Singapore Yachting Festival 2026 อีเวนต์ที่คนอยากมีเรือยอชต์เป็นบ้านหลังที่สองต้องเช็กอิน! https://thestandard.co/life/singapore-yachting-festival-thailand-superyacht/ Sun, 08 Mar 2026 01:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1185420 ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026

ถ้าคุณเคยฝันถึงการจิบแชมเปญบนดาดฟ้าเรือส่วนตัวกลางทะเลอ […]

The post Singapore Yachting Festival 2026 อีเวนต์ที่คนอยากมีเรือยอชต์เป็นบ้านหลังที่สองต้องเช็กอิน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026

ถ้าคุณเคยฝันถึงการจิบแชมเปญบนดาดฟ้าเรือส่วนตัวกลางทะเลอันดามัน งาน Singapore Yachting Festival 2026 คือคำตอบที่บอกว่าไลฟ์สไตล์ระดับมหาเศรษฐีนั้นไปไกลถึงไหนแล้ว เพราะปีนี้ไม่ใช่แค่การโชว์เรือ แต่เป็นการประกาศศักดาของประเทศไทยที่ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของอาเซียนในวงการซูเปอร์ยอชต์ จนทีมผู้จัดต้องบินลัดฟ้ามาจัดงานพรีวิวสุดเอ็กซ์คลูซีฟในกรุงเทพฯ เมื่อปลายกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026 1

 

ภายในงานคุณจะได้สัมผัสอาณาจักรเรือยอชต์กว่า 70 ลำ พร้อมการรวมตัวของแบรนด์ระดับโลกที่คนรักเรือเห็นแล้วต้องใจสั่น ทั้ง Azimut Yachts, Princess, Sunseeker, Ferretti Yachts, Leopard Catamarans และ San LorenzoONE°15 Marina Sentosa Cove ระหว่างวันที่ 23-26 เมษายน 2569 ซึ่งถือเป็นปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มองว่าเรือคือ บ้านหลังที่สองบนผืนน้ำ ภายใต้แนวคิด ‘Marine Living’ ที่ยกระดับจากการเป็นเจ้าของเรือสู่การสร้างระบบนิเวศการใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ เชื่อมโยงทั้งการเดินทาง ที่พักอาศัยริมน้ำ และไลฟ์สไตล์สุดหรูเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

 

ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026 2ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026 3

 

นอกจากเรือรุ่นท็อปแล้ว ภายในงานยังมีโซนกิจกรรมและกีฬาทางน้ำมาเอาใจสายแอ็กทีฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็น  Electric Paddle และ Underwater รวมทั้ง e-foiling, e-surfing, พายเรือคายัค, ดำน้ำแบบสนอร์เกิล, ตกปลา และโดรนใต้น้ำ ไปจนถึงประสบการณ์เดินเรือใบกระโดงสูงในตำนานอย่าง Vega พร้อมเปิดตัว Spotlight Zone พื้นที่รวมมาสเตอร์คลาสและเวิร์กช็อปจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก 

 

ภาพเรือยอชต์หรูหราจัดแสดงในงาน Singapore Yachting Festival 2026 4

 

ใครไม่อยากตกเทรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับพันล้าน สามารถเช็กตารางกิจกรรมและจองบัตรได้ที่ singaporeyachtingfestival.com

The post Singapore Yachting Festival 2026 อีเวนต์ที่คนอยากมีเรือยอชต์เป็นบ้านหลังที่สองต้องเช็กอิน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาจำนน ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ – การล้มละลายทางน้ำ’ จริงหรือ? https://thestandard.co/water-bankruptcy-climate-crisis-thailand/ Sat, 07 Mar 2026 03:37:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1185283 ภาพประกอบแสดงถึงผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนน้ำ เช่น พื้นดินแห้งแตกระแหงหรือน้ำท่วม

ยุค Climate Reality   รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำน […]

The post ถึงเวลาจำนน ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ – การล้มละลายทางน้ำ’ จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนน้ำ เช่น พื้นดินแห้งแตกระแหงหรือน้ำท่วม

ยุค Climate Reality

 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า แม้ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ ‘Climate Reality’ ยุคการยอมรับและยอมจำนนกับสภาพอากาศสุดขั้วโดยไม่สามารถป้องกันได้ แต่ความจริงเรายังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย หากลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

 

“ปัจจุบันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ถึงภัยคุกคาม ความล่อแหลมและความเปราะบางของพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวจนทำให้ไม่สามารถรับมือได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่การตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายก็ยังไม่มีความชัดเจน เห็นชัดจากมหาอุทกภัยหาดใหญ่ปลายปี 2568 ที่เป็นความล้มเหลวของระบบและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ท่ามกลางโลกกำลังเข้าสู่ยุค Climate reality โดยทางออกที่เหมาะสม แม้กว่าจะสำเร็จต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เพราะมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากมายในหลายมิติ (สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม) หรืออาจดูสายเกินไปในสายตาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก แต่ย่อมดีกว่าที่จะปล่อยเวลาผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย ผลกระทบรุนแรงจะตกกับลูกหลานเราที่วันนี้เขาไม่รู้อะไรเลย แต่จะต้องเผชิญกับอนาคตอย่างไร้ความหวัง”

 

โลกกำลังล้มละลายทางน้ำ

 

คาเวห์ มาดานี ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ ระบุในงานวิจัยว่า โลกกำลังล้มละลายหรือเข้าขั้นวิกฤตในภาวะความไม่มั่นคงทางน้ำ (Global Water Bankruptcy) เพราะประชากร 4,000 ล้านคน หรือ 3 ใน 4 ของประชากรทั่วโลก อาจต้องดิ้นรนสำหรับการรับมือภาวะขาดแคลนน้ำ 1 เดือน/ปี เนื่องจากโลกกำลังสูญเสียทุนทางธรรมชาติอย่างมหาศาล จากการใช้น้ำปริมาณที่มากเกินไปอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ตั้งแต่ทะเลสาบ แม่น้ำ ธารน้ำแข็ง ขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำก็กำลังทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปล่อยให้สารพิษลงสู่ธรรมชาติมากเกินขีดจำกัด จนระบบนิเวศที่อยู่บริเวณแหล่งน้ำเสื่อมโทรมไปถึงชั้นดิน รวมถึงมีการสูบน้ำบาดาลมากและเริ่มส่งผลให้แผ่นดินทรุดตัวในหลายพื้นที่ จนหลายแห่งไม่สามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมได้

 

รายงานยังระบุว่า ปริมาณน้ำลดลงมาจากมลภาวะพื้นที่เพาะปลูกชลประทานมากกว่า 1.7 ล้านตารางกิโลเมตร (170 ล้านเฮกตาร์) ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าประเทศอิหร่าน โดยมีความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี ทั่วโลก ทั้งจากความเสื่อมโทรมของที่ดิน น้ำบาดาลลดลง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังมีคนกว่า 3,000 ล้านคน หรือเทียบเท่ากับการผลิตแหล่งอาหารมากกว่าครึ่งโลกที่ต้องเผชิญการกักเก็บน้ำที่ไม่มีความแน่นอน รวมถึงต้องเผชิญกับภาวะเค็มที่กระทบกับพื้นที่เพาะปลูกเสื่อมโทรมกว่า 1 ล้านตารางกิโลเมตร (1 ล้านเฮกตาร์) และมากกว่า 30% มวลธารน้ำแข็งทั่วโลกได้หายไปหลายพื้นที่ตั้งแต่ปี 1970 หรือกว่า 56 ปี ที่โลกสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำมหาศาลราว 4.1 ล้านตารางกิโลเมตร (410 ล้านเฮกตาร์) หรือมีขนาดเกือบเท่ากับสหภาพยุโรปทั้งหมด

 

การแก้ไข

 

คาเวห์ มองว่า หมดเวลาคิดว่าน้ำจะไม่มีวันหมดไปจากโลก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันยากที่จะฟื้นฟู ดังนั้น การแก้ไขปัญหาควรเป็นการจัดการเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากกว่าแบบเฉพาะหน้า เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา เพราะการขาดน้ำเท่ากับการขาดอาหาร ตั้งแต่ ปัญหาความอดอยาก การว่างงาน การอพยพของประชากร ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การคุกคามทางการค้า หรืออาจนำไปสู่ความโกลาหลอื่นได้อีก

 

ปัจจุบัน ทั่วโลกภาคการเกษตรยังเป็นผู้ใช้น้ำรายใหญ่คือ 70% เมื่อปริมาณน้ำลดลงการทำเกษตรย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะต้องเผชิญความไม่แน่นอนปริมาณน้ำทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่ม และส่งผลต่อเนื่องไปยังราคาอาหารและการส่งออก ดังนั้น สามารถหันมาปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ลดการใช้น้ำในพื้นที่เสี่ยง ทำเกษตรเชิงนิเวศ ลดการสูบน้ำบาดาลและหันมาดูแลแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง ที่สำคัญควรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ตรวจวัดทางไหลผ่านดาวเทียมหรือเอไอติดตามการทรุดตัวของที่ดิน คุณภาพน้ำ ระดับน้ำบาดาล พร้อมกับหันมาออกแบบเมือง ระบบอาหาร ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและปัญหาที่กำลังเป็นอยู่ให้เข้มงวดกว่าเดิม

 

แม้สัดส่วนการใช้น้ำที่เหลือที่อยู่ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคการบริการ หรือภาคครัวเรือน แต่อย่าลืมว่าการขยายตัวของชุมชนเมืองหรือเขตอุตสาหกรรม ก็ควรผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการอย่างเข้มงวดในวงกว้าง เช่น การบริหารจัดการให้เกิดการใช้น้ำซ้ำหรือน้ำหมุนเวียนภายในอุตสาหกรรมให้มากที่สุด แล้วปล่อยของเสียออกมาให้น้อยที่สุด

 

แล้วประเทศไทย?

 

ในรายงานอาจไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยโดยตรง แต่การอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปกติมีปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก อาจไม่ได้ขาดแคลนน้ำโดยตรง แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ มีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของปริมาณน้ำเพราะไม่เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนที่ผ่านมา เช่น ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังอย่างรวดเร็ว เผชิญความแล้งถี่และนานขึ้น หรือการขยายเมืองและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ลุ่มต่ำก็ทำให้เกิดการแข่งขันการใช้น้ำมากขึ้นซึ่งอาจเป็นแรงกดดันแหล่งน้ำบาดาลมากขึ้น

 

ประกอบยังมีเรื่องที่น่ากังวลคือ การปนเปื้อนของสารโลหะหนักจากเหมืองแรร์เอิร์ทของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำหลักสายสำคัญหลายแห่งของไทย โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมเและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ล่าสุดเปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ระบุว่า ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบันผลการตรวจวัดครั้งที่ 14 (เดือนธันวาคม 2568) พบว่า แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ยังมีสีน้ำตาลแดง มีค่าความขุ่นสูง และผลการตรวจระบุว่าพบค่าโลหะหนัก และค่าสารหนูพบเกินค่ามาตรฐานอยู่

 

น้ำ-ดิน-ป่า ไม่เคยแยกจากกัน

 

แนวคิด ‘น้ำคือชีวิต’ พระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังถือเป็นหัวใจการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศอยู่เสมอ เพราะท่านมองว่า น้ำมิใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนหลักการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนความพอดีและความรับผิดชอบต่ออนาคต น้ำมิได้ถูกมองว่าเป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด หากแต่เป็นทุนธรรมชาติที่ต้องรักษาและถนอมไว้เพื่อคนรุ่นต่อไป การใช้น้ำเกินศักยภาพของธรรมชาติเท่ากับบั่นทอนโอกาสการพัฒนาของสังคมในระยะยาว ดังนั้น การพัฒนาที่แท้จริงจึงต้องตั้งอยู่บนการรู้จักประมาณตน รู้จักเก็บออม และรู้จักแบ่งปันทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรม

 

ที่สำคัญน้ำ ดิน และป่า มีความสำคัญในระบบเดียวกัน เพราะป่าที่สมบูรณ์จะช่วยกักเก็บและควบคุมน้ำ ดินที่ดีช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรงของภัยแล้ง ขณะที่น้ำที่มีคุณภาพก็จะเอื้อให้ดินและป่าดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน การพัฒนาที่แยกน้ำออกจากดินและป่าจึงเป็นการพัฒนาที่ขาดรากฐาน หากละเลยย่อมส่งผลต่อความมั่นคงให้กับชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว

 

น้ำท่วมและน้ำแล้งมิใช่ปัญหาที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการน้ำที่ขาดความสมดุลและไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศ การพัฒนาใดที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงความเชื่อมโยงของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ย่อมนำไปสู่ความเปราะบางในระยะยาว พระราชดำริด้านน้ำจึงเน้นการจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การเก็บกักน้ำในช่วงที่มีความอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าในยามขาดแคลน

 

ถึงเวลาที่ไทยต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้จริงจัง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป จากเป็นแค่ความเสี่ยงอาจกลายเป็นล้มละลายทางน้ำไม่ต่างจากที่อื่น ซึ่งผลเสียหายมหาศาลทั้งเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมต่างๆ ที่จะตามมา

 

ภาพ: Piyaset / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ถึงเวลาจำนน ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ – การล้มละลายทางน้ำ’ จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เรียกถก คมนาคม-พลังงาน-คลัง รับมือศึกตะวันออกกลาง สั่งแจงแหล่งนำเข้าน้ำมัน หลังฮอร์มุซถูกปิด https://thestandard.co/pm-discuss-middle-east-oil-hormuz/ Thu, 05 Mar 2026 08:40:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1184656 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรี ประชุมหารือมาตรการด้านพลังงาน รับมือสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

วันนี้ (5 มีนาคม) เวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน […]

The post นายกฯ เรียกถก คมนาคม-พลังงาน-คลัง รับมือศึกตะวันออกกลาง สั่งแจงแหล่งนำเข้าน้ำมัน หลังฮอร์มุซถูกปิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรี ประชุมหารือมาตรการด้านพลังงาน รับมือสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

วันนี้ (5 มีนาคม) เวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมหารือเกี่ยวกับมาตรการด้านพลังงาน ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน และ สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เข้าร่วมประชุม

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และขณะนี้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน โดยเฉพาะการขนถ่ายน้ำมันดิบ ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำเข้า เมื่อวานนี้ได้มีการประชุม และได้รับรายงานจาก พิพัฒน์ และ เอกนิติ ว่า ในช่วงเดือนมีนาคมยังไม่มีผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันที่ใช้ในประเทศ แต่จากตัวเลขที่ได้รับรายงาน ปริมาณน้ำมันที่จะเข้าสู่ประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่วันเสาร์ ซึ่งเป็นวันที่เริ่มเกิดเหตุการณ์ และมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น กระทั่งวันจันทร์ (2 มี.ค. 69) ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน จึงต้องกำหนดมาตรการของประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อการนำเข้าน้ำมันดิบ รวมถึงการจัดหาจากแหล่งอื่น

 

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จากข้อมูลที่ได้รับทราบ ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันกว่าครึ่งหนึ่งจากตะวันออกกลาง และอีกครึ่งหนึ่งมาจากภูมิภาคอื่น ซึ่งในการประชุมวันนี้ได้ขอให้แยกแยะรายละเอียดว่าอีกครึ่งหนึ่งนั้นมาจากแหล่งใดบ้าง

 

พร้อมระบุว่า พิพัฒน์ และเอกนิติ ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าน้ำมัน จึงขอให้ร่วมกันพิจารณาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้สถานการณ์ส่งผลกระทบต่อประเทศให้น้อยที่สุด พร้อมขอให้กระทรวงการต่างประเทศเจรจาพูดคุยกับประเทศต่างๆ ในการสั่งซื้อน้ำมันและเชื้อเพลิงอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้พลังงานภายในประเทศ

The post นายกฯ เรียกถก คมนาคม-พลังงาน-คลัง รับมือศึกตะวันออกกลาง สั่งแจงแหล่งนำเข้าน้ำมัน หลังฮอร์มุซถูกปิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผบ.ทสส. ยืนยันกองทัพพร้อมอพยพคนไทยในตะวันออกกลาง ชี้ใช้ เครื่องบินพาณิชย์คล่องตัวกว่า สั่งเข้มเฝ้าระวังข่าวกรอง https://thestandard.co/military-evacuate-thais-middle-east/ Wed, 04 Mar 2026 11:47:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1184323 พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. แถลงยืนยันความพร้อมกองทัพในการอพยพคนไทยจากตะวันออกกลาง พร้อมสั่งเฝ้าระวังข่าวกรอง

วันนี้ (4 มีนาคม) พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทห […]

The post ผบ.ทสส. ยืนยันกองทัพพร้อมอพยพคนไทยในตะวันออกกลาง ชี้ใช้ เครื่องบินพาณิชย์คล่องตัวกว่า สั่งเข้มเฝ้าระวังข่าวกรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผบ.ทสส. แถลงยืนยันความพร้อมกองทัพในการอพยพคนไทยจากตะวันออกกลาง พร้อมสั่งเฝ้าระวังข่าวกรอง

วันนี้ (4 มีนาคม) พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอพยพคนไทยจากพื้นที่ตะวันออกกลาง ตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการ ว่า เราได้เตรียมการไว้ตั้งแต่ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่แนวทางในการปฏิบัติยังอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์โดยกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อวางแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน

 

ผบ.ทสส. ยังระบุอีกว่า กรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องบินของกองทัพในการอพยพคนไทยจะมีความยากคนละมิติกับการใช้เครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งการใช้เครื่องบินพาณิชย์จะมีความสะดวก แต่เครื่องบินกองทัพก็จะเหมาะอีกบริบทหนึ่งจึงจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เช่น กรณีประเทศอิสราเอลกับประเทศอิหร่าน ที่แต่ละประเทศจะมีความเฉพาะเจาะจง ในการเลือกแนวทางปฏิบัติ ซึ่งการที่จะเลือกใช้อะไรก็อยู่ที่ความเหมาะสม รวมทั้งยังระบุอีกว่าการประสานงานกับประเทศต้นทางในการอพยพคนไทยจะดำเนินการผ่านช่องทางการทูตเป็นหลัก

 

ส่วนการอพยพจะขึ้นอยู่กับปริมาณคนที่จะอพยพและขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของเครื่องบินที่ใช้เป็นหลัก พร้อมยกตัวอย่างว่า ถ้าเลือกที่จะอพยพด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ โดยจ้างจากประเทศต้นทางก็อาจจะใช้เพียงลำเดียวหากเป็นเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งจะสะดวกต่อการขออนุญาตในการบินผ่านน่านฟ้าด้วย แต่ถ้าใช้เครื่องบินทหารของกองทัพ ก็จำเป็นจะต้องเพิ่มเที่ยวบิน ซึ่งหากมีการอพยพจำนวน 200 คน ก็มีความจำเป็นจะต้องใช้เที่ยวบิน 3-4 เที่ยวบิน

 

ผบ.ทสส. ยังกล่าวยอมรับว่า มีความกังวลเรื่องของการเดินทางจากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน ไปยังชายแดนของประเทศตุรกี ซึ่งมีระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร

 

ส่วนมิติการรักษาความปลอดภัยภายในประเทศไทยซึ่งมีชาวอิสราเอล และชาวอิหร่านอาศัยอยู่จำนวนมากจะมีการเฝ้าระวังด้านข่าวกรองเป็นพิเศษหรือไม่ ผบ.ทสส. ระบุว่า มีการเตรียมด้านการข่าวเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว ซึ่งไทยมีการเตรียมพร้อม และไม่ประมาทต่อความเป็นไปได้ ที่อาจมีการก่อการร้ายเกิดขึ้น โดยได้กำชับให้ทุกส่วนเตรียมความพร้อม

 

ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้เชื่อว่า ทุกประเทศมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นหมุดหมายที่สำคัญของโลก ซึ่งทุกประเทศก็เฝ้าติดตามสถานการณ์ และประเมินว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว

 

ผบ.ทสส. ยังมองว่า สถานการณ์ในขณะนี้สิ่งที่ทุกประเทศเคยเชื่อมั่นก็เปลี่ยนไปจากเดิมไปสิ้นเชิง ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการประเมินสถานการณ์เพื่อรับมือ

 

“น้ำที่มันขุ่นๆ ตอนนี้มันก็คงจะตกตะกอนและก็คงมองอะไรได้ชัดเจนมากขึ้น ทุกคนก็กำลังประเมิน และประมวลทั้งนั้น” ผบ.ทสส. กล่าว

 

เมื่อถามว่า จากสถานการณ์คาดว่าจะยืดเยื้อยาวนานหรือไม่ ผบ.ทสส. กล่าวว่า กองทัพไทยไม่ใช่ผู้ออกแบบการปฏิบัติการเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถประเมินได้ แต่สิ่งที่คิดและคาดหวังคืออยากให้สถานการณ์นี้จบลงโดยเร็ว ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยจะได้น้อย และจะได้ไม่มีเหตุการณ์ที่ลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้ พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่า ไม่จำเป็นจะต้องกังวลอะไรมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมของไทยยังไม่น่าวิตก แต่ย้ำว่าอย่าประมาท

The post ผบ.ทสส. ยืนยันกองทัพพร้อมอพยพคนไทยในตะวันออกกลาง ชี้ใช้ เครื่องบินพาณิชย์คล่องตัวกว่า สั่งเข้มเฝ้าระวังข่าวกรอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
CRC กวาดรายได้ 2.5 แสนล้านฝ่าด่านกำลังซื้อชะลอตัว แจกปันผลพิเศษจากการขายในห้างอิตาลี ย้ำเดินบุกไทยและเวียดนามเต็มสูบ https://thestandard.co/crc-revenue-dividend-thailand-vietnam/ Tue, 03 Mar 2026 03:52:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1183762 ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ CRC รายได้ 2.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางกำลังซื้อชะลอตัว

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ C […]

The post CRC กวาดรายได้ 2.5 แสนล้านฝ่าด่านกำลังซื้อชะลอตัว แจกปันผลพิเศษจากการขายในห้างอิตาลี ย้ำเดินบุกไทยและเวียดนามเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงผลประกอบการ CRC รายได้ 2.5 แสนล้านบาท ท่ามกลางกำลังซื้อชะลอตัว

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC รายงานผลประกอบการปี 2568 ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว โดยสามารถสร้างรายได้รวมจากการดำเนินงานต่อเนื่อง (ไม่รวมธุรกิจในอิตาลี) สูงถึง 253,165 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

ปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน CRC ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงผลการดำเนินงานให้เติบโตได้ มาจากการบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนและกระแสเงินสดอย่างรัดกุม ส่งผลให้บริษัทมีสภาพคล่องที่มั่นคงและมีอัตราส่วนทางการเงินที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

การกระจายความเสี่ยงผ่านโมเดลธุรกิจแบบ Multi-category และ Multi-format ครอบคลุมทั้งกลุ่มแฟชั่น, ฟู้ด ฮาร์ดไลน์ และพร็อพเพอร์ตี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศธุรกิจที่ช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงทีผ่านแพลตฟอร์มออมนิแชแนล

 

เมื่อเจาะลึกผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทมีรายได้ 71,162 ล้านบาท เติบโต 12% และมีกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุง 2,729 ล้านบาท เติบโตถึง 17% สะท้อนให้เห็นถึงโมเมนตัมการจับจ่ายที่ฟื้นตัวในช่วงปลายปี ผสานกับการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ

 

แม้ภาพรวมกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงทั้งปี 2568 จะอยู่ที่ 7,432 ล้านบาท ซึ่งลดลง 6% จากปีก่อนหน้า แต่คณะกรรมการบริษัทได้มีมติเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาจ่ายเงินปันผลประจำปีในอัตรารวม 1.11 บาทต่อหุ้น เพื่อสะท้อนความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดและสร้างผลตอบแทนแก่นักลงทุน

 

สำหรับโครงสร้างเงินปันผลดังกล่าว แบ่งเป็นการจัดสรรจากกำไรการดำเนินงานปกติ 0.53 บาท และเงินปันผลพิเศษจากการขายห้าง Rinascente ในอิตาลีอีก 0.58 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายปันผลพิเศษรอบแรกไปแล้ว จะทำให้ยอดรวมเงินปันผลจากรายการนี้สูงถึง 1.81 บาทต่อหุ้น

 

ทิศทางการเติบโตของ CRC ขับเคลื่อนด้วยการปรับพอร์ตโฟลิโอเชิงกลยุทธ์ โดยให้น้ำหนักกับการขยายตลาดในประเทศไทยและเวียดนาม ในไทยมีการขยายสาขาใหม่ของท็อปส์ 9 แห่ง, โก โฮลเซลล์ 4 แห่ง และไทวัสดุ 3 แห่ง เพื่อเจาะลึกทำเลที่มีกำลังซื้อสูงและตอบรับความต้องการของลูกค้าแบบครบวงจร

 

ขณะที่ตลาดเวียดนามถือเป็นฟันเฟืองสำคัญ โดยบริษัทได้ขยายศูนย์การค้าและไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! รวม 2 แห่ง พร้อมรีโนเวทสาขาแฟล็กชิปอีก 2 แห่ง เพื่อรักษาจุดยืนในการเป็นเบอร์ 1 Family Mall ของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแผนการสร้างการเติบโตระยะยาวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ความสำเร็จในเวียดนามยังสะท้อนผ่านการนำระบบสมาชิก The 1 ไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยสามารถกวาดฐานผู้ใช้งานชาวเวียดนามไปได้ถึง 4.3 ล้านรายภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน เข้ามาเสริมทัพฐานสมาชิกในไทยที่มีอยู่เดิมกว่า 23 ล้านคน

 

นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนานวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อเป็นกลไกสร้างรายได้ (New Growth Engine) เช่น การรุกขยายสาขาออโต้วันเพิ่ม 13 แห่ง และการปั้นโมเดล ‘ท็อปส์ เดลี่ ไฮบริด’ ที่ผสานโซนสินค้าไลฟ์สไตล์จนสามารถดันยอดขายเฉลี่ยต่อวันให้เติบโตแบบก้าวกระโดดถึง 2 เท่า

 

รวมถึงการปรับพื้นที่ของโรบินสันไลฟ์สไตล์ให้มีโซน Night Markets เพื่อดึงดูดทราฟฟิกและเปิดโอกาสให้ธุรกิจ SME ในชุมชนเข้ามาค้าขาย สำหรับปี 2569 CRC จะมุ่งขับเคลื่อนกลยุทธ์ New Heights, Next Growth เพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมค้าปลีกต่อไป

The post CRC กวาดรายได้ 2.5 แสนล้านฝ่าด่านกำลังซื้อชะลอตัว แจกปันผลพิเศษจากการขายในห้างอิตาลี ย้ำเดินบุกไทยและเวียดนามเต็มสูบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส.อ.ท.จี้รัฐรับมือวิกฤต ห่วง ‘ปิดฮอร์มุซ’ กระทบนำเข้าน้ำมันวันละล้านบาร์เรล ซ้ำเติมต้นทุนผลิต ราคาสินค้าพุ่ง https://thestandard.co/fti-middle-east-oil-crisis/ Mon, 02 Mar 2026 08:35:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1183491 กราฟิกข่าว ส.อ.ท. ถกรัฐรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ห่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบน้ำมันและราคาสินค้า

ภาคธุรกิจ โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จับตาสถานการณ์ต […]

The post ส.อ.ท.จี้รัฐรับมือวิกฤต ห่วง ‘ปิดฮอร์มุซ’ กระทบนำเข้าน้ำมันวันละล้านบาร์เรล ซ้ำเติมต้นทุนผลิต ราคาสินค้าพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกข่าว ส.อ.ท. ถกรัฐรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ห่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซกระทบน้ำมันและราคาสินค้า

ภาคธุรกิจ โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จับตาสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด ห่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ นำเข้าน้ำมันชะงัก ชี้หากยืดเยื้อ ปิดช่องแคบฮอร์มุซซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย แนะรัฐวางแผนรับมือสถานการณ์รอบด้าน

 

วันที่ 2 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยก่อนการเข้าประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี ถึง สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการเงินโลกเกิดความผันผวน โดยสถานการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างไรนั้น เกรียงไกร ระบุว่า เอกชน ผู้ประกอบการ กังวลว่าจะมีแผนรองรับผลกระทบด้านพลังงานอย่างไร เพียงพอหรือไม่

 

ทั้งนี้ ซึ่งไทยนำเข้าน้ำมันดิบมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง เฉลี่ยวันละประมาณ 1 ล้านบาร์เรล และในจำนวนนี้ราว 70-80% หรือประมาณ 700,000-800,000 บาร์เรลต่อวัน ดังนั้น หากเกิดเหตุสะดุดด้านการขนส่งหรือความตึงเครียดรุนแรง ไทยจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งประเด็นการขาดแคลนปริมาณน้ำมันว่าจะเพียงพอต่อการใช้หรือไม่

 

รวมถึงผลกระทบด้านราคาที่อาจส่งผ่านไปยังภาคขนส่ง ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องหารือกันอย่างเร่งด่วน ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือคลี่คลายเร็วเพียงใด จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลหลักต่อผลกระทบด้านต้นทุน โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าในสัดส่วนสูง แม้ขณะนี้ผลกระทบ ‘เชิงจิตวิทยา’ จะเริ่มสะท้อนผ่านตลาดแล้ว โดยราคาน้ำมันปรับขึ้นราว 5-6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ขณะที่บางตลาดปรับขึ้นมากกว่าเล็กน้อย ส่วนตลาดโลกโดยรวมยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก ค่าเงินบาทช่วงแรกอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ก่อนจะปรับตัวกลับมา ขณะที่ราคาทองคำมีแนวโน้มขยับขึ้น หากสถานการณ์บานปลายก็อาจเห็นการปรับเพิ่มต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ก็ขึ้นไปประมาณ 5,300-5,400 เหรียญฯ ทั้งหมดนี้ยังอยู่ในช่วงติดตามอย่างใกล้ชิด

 

“ภาคธุรกิจคาดหวังให้สถานการณ์คลี่คลาย แต่ทั้งนี้ไม่อาจคาดเดาได้ ถ้ายุติเร็วผลกระทบจะจำกัดและฟื้นตัวได้ไม่ยาก แต่หากยืดเยื้อ บานปลายหรือขยายวงกว้าง เช่น ความเสี่ยงการโจมตีเพิ่มเติมที่เลบานอน”

 

หรือสถานการณ์บริเวณเส้นทางขนส่งน้ำมันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ที่มีการควบคุมจากกองกำลังฮูตี ที่ยังไม่แน่นอน ความเสียหายก็อาจเพิ่มขึ้น

 

ดังนั้น แม้จะเป็นปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ไทยจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้าไว้ก่อน เพื่อบรรเทาความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในทุกมิติ

The post ส.อ.ท.จี้รัฐรับมือวิกฤต ห่วง ‘ปิดฮอร์มุซ’ กระทบนำเข้าน้ำมันวันละล้านบาร์เรล ซ้ำเติมต้นทุนผลิต ราคาสินค้าพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ยืนยันผู้โดยสารตกค้างเหตุปิดน่านฟ้าตะวันออกกลางไร้ปัญหา ชี้การบินไทยกระทบน้อย https://thestandard.co/pipat-passengers-stranded-middle-east-thai-airways/ Mon, 02 Mar 2026 07:20:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1183415 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงข่าวถึงสถานการณ์ผู้โดยสารตกค้างจากเหตุการณ์ปิดน่านฟ้าตะวันออกกลาง

วันนี้ (2 มีนาคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี […]

The post พิพัฒน์ยืนยันผู้โดยสารตกค้างเหตุปิดน่านฟ้าตะวันออกกลางไร้ปัญหา ชี้การบินไทยกระทบน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงข่าวถึงสถานการณ์ผู้โดยสารตกค้างจากเหตุการณ์ปิดน่านฟ้าตะวันออกกลาง

วันนี้ (2 มีนาคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการดูแลผู้โดยสารที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทย ที่ไม่สามารถเดินทางไปยังประเทศตะวันออกกลางได้ ว่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ตกค้างทางสายการบิน และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ได้คอยอำนวยความสะดวกให้ ในส่วนนี้เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับผู้โดยสารที่ตกค้าง

 

พิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สายการบินทุกสายที่ผู้โดยสารซื้อตั๋วไว้มีการดูแลอยู่ แต่ส่วนใหญ่ขณะนี้เลือกที่จะเดินทางกลับเข้ามาในเมือง เชื่อว่าคงไม่มีอะไร แต่หากมีขอให้รอนายกรัฐมนตรีแถลงจะดีกว่า

 

เมื่อถามถึงการปิดน่านฟ้าพื้นที่ตะวันออกกลาง มีการติดตามสถานการณ์เรื่องนี้อย่างไร และจะต้องมีการบินอ้อมหรือไม่ พิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องบินอ้อมขึ้น เพราะเราไม่สามารถที่จะเดินทางผ่านไปได้ แต่สำหรับสายการบินไทย เราไม่ได้ติดขัดในส่วนนี้ เพราะเที่ยวบินของการบินไทยที่บินไปตะวันออกกลางมีน้อยอยู่แล้ว

 

ส่วนการเดินเรือสินค้า หากต้องเดินทางอ้อมจะต้องมีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น จะมีการประสานเพื่อดูแลเรื่องนี้อย่างไร พิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องของเรือสินค้าต้องรออีกหน่อย แต่ถ้าเป็นเรื่องของพลังงานที่เรือจะต้องเดินผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็มีปัญหาบ้าง ขึ้นอยู่กับสงครามจะยืดเยื้อหรือไม่ขอให้รอนายกรัฐมนตรีแถลงทีเดียว

The post พิพัฒน์ยืนยันผู้โดยสารตกค้างเหตุปิดน่านฟ้าตะวันออกกลางไร้ปัญหา ชี้การบินไทยกระทบน้อย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Red Bull Dance Your Style Thailand 2026 เปิดศึกเฟ้นหาแชมป์ไทย ลุยเวทีโลกที่ซูริค https://thestandard.co/red-bull-dance-thailand-world-final/ Mon, 02 Mar 2026 05:07:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1183308 ภาพกิจกรรม Red Bull Dance Your Style Thailand 2026 การแข่งขันเฟ้นหานักเต้นแชมป์ประเทศไทย

Red Bull Dance Your Style Thailand 2026 กลับมาระเบิดควา […]

The post Red Bull Dance Your Style Thailand 2026 เปิดศึกเฟ้นหาแชมป์ไทย ลุยเวทีโลกที่ซูริค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกิจกรรม Red Bull Dance Your Style Thailand 2026 การแข่งขันเฟ้นหานักเต้นแชมป์ประเทศไทย

Red Bull Dance Your Style Thailand 2026 กลับมาระเบิดความมันเป็นปีที่ 3 พร้อมเปิดฉากรอบ Thailand Qualifier เพื่อเฟ้นหาสุดยอดนักเต้นสาย Freestyle 12 คน ผนึกกับ 4 Wild Cards รวมเป็น TOP 16 ลุยรอบ National Final ชิงตั๋วเพียงหนึ่งเดียวสู่เวที World Final ที่เมืองซูริค ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเดือนตุลาคม 2026

 

ปีนี้จัดเต็มด้วยไลน์อัปนักเต้นระดับโลก 4 Red Bull Dancers ได้แก่ Kyoka, Majid, Popping C และ Waackxxxy ที่จะบินตรงมาร่วมสร้างสีสัน พร้อมโชว์พิเศษเฉพาะในงานนี้เท่านั้น

 

โดยงานนี้เปิดลงทะเบียนออนไลน์ระหว่างวันที่ 2-31 มีนาคม 2026

 

  • วันแข่งขัน: 2 เมษายน 2026

 

  • สถานที่: ELYSIUM Immersive Club Bangkok

 

  • เงื่อนไขผู้สมัคร: ผู้สมัครต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีสัญชาติไทยเท่านั้น

 

  • ผู้ชมสามารถเข้าชมการแข่งขันฟรีตลอดงาน, ไม่ต้องกดบัตร (15.00-20.00 น.)

The post Red Bull Dance Your Style Thailand 2026 เปิดศึกเฟ้นหาแชมป์ไทย ลุยเวทีโลกที่ซูริค appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุช’ อรรถพล รมว.พลังงาน สั่งด่วนระงับส่งออกน้ำมัน เร่งเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติ อ่าวไทย https://thestandard.co/iran-strait-hormuz-oil-export-thailand/ Sun, 01 Mar 2026 12:22:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1183223 ภาพเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

‘รมว.อรรถพล’ สั่งด่วน! เริ่มมาตรการ ระงับการส่งออกน้ำมั […]

The post อิหร่านปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุช’ อรรถพล รมว.พลังงาน สั่งด่วนระงับส่งออกน้ำมัน เร่งเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติ อ่าวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

‘รมว.อรรถพล’ สั่งด่วน! เริ่มมาตรการ ระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งให้เปิดศูนย์ติดตามรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินวิกฤตตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลัง อิหร่าน ปิด ช่องแคบฮอร์มุช

 

วันนี้ 1 มี.ค. 2569 อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช จึงได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา

 

รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ โดยเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ ตามลำดับ ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอตามที่กำหนด

 

เพิ่มการผลิตจากแหล่งก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยและเลื่อนแผนการซ่อมบำรุง

 

ทั้งนี้ อรรถพล ยังได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

 

“กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งด้านปริมาณสำรองและด้านราคาน้ำมัน แต่ได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน”

 

รวมทั้งได้สั่งให้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำแผนและมาตรการต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รวมถึงเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันหากราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

 

ขณะที่ ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ ได้สั่งการให้เพิ่มการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทยและเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงในช่วงนี้ กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอความร่วมมือให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและทำให้ต้นทุนราคาพลังงานในภาพรวมต่ำลงด้วย” อรรถพล กล่าว

 

ภาพ: Harvepino / Shutterstock

The post อิหร่านปิด ‘ช่องแคบฮอร์มุช’ อรรถพล รมว.พลังงาน สั่งด่วนระงับส่งออกน้ำมัน เร่งเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติ อ่าวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะคำทำนายโลก 2028 เมื่อ ‘AI Agent’ คือลมหายใจใหม่ขององค์กร แล้วคนทำงานจะเติบโตไปกับมันอย่างไร https://thestandard.co/ai-agent-future-work-skills/ Sat, 28 Feb 2026 03:48:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1182689 ภาพประกอบแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI Agent ในโลกอนาคต

โลกกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ บางคนเรียกม […]

The post เจาะคำทำนายโลก 2028 เมื่อ ‘AI Agent’ คือลมหายใจใหม่ขององค์กร แล้วคนทำงานจะเติบโตไปกับมันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI Agent ในโลกอนาคต

โลกกำลังเดินเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ บางคนเรียกมันว่า ‘วิกฤตปัญญาโลก’ หรือ Global Intelligence Crisis แต่มองอีกมุมหนึ่งนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้มนุษย์ได้เข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ และเป็นโอกาสให้เราสร้างงานรูปแบบใหม่ๆ ได้

 

งานที่คืนความเป็นมนุษย์ให้กับทุกคน เปิดโอกาสให้มีความคิดสร้างสรรค์ และใช้ทักษะที่มีแค่มนุษย์เท่านั้นให้เต็มศักยภาพ

 

นี่จึงเป็นช่วงเวลา The Great Reset การจัดระเบียบโลกใหม่ที่ชวนให้เราเลิกมอง AI เป็นแค่เครื่องมือ แล้วเริ่มมองว่าเป็น ‘แรงงานร่วม’ ที่ต้องออกแบบบทบาทให้ชัดเจน

 

2035 ชีวิตของพนักงานเป็นอย่างไร

 

ลองจินตนาการถึงพนักงานชื่อ ‘เมย์’ วัย 34 ปี Strategy Lead ในปี 2035

 

เมย์ไม่ได้มีทีมงานมนุษย์ 10 กว่าคนเหมือนอดีต แต่ทำงานกับเพื่อนร่วมทีม 3 คน และ AI Agents อีก 18 ตัว

 

เช้าวันจันทร์ เมย์ไม่ต้องไล่อ่านข่าวเอง เพราะเอเจนต์ส่วนตัวสรุปสถานการณ์โลก พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อธุรกิจให้เรียบร้อยแล้ว ทั้งราคาพลังงาน มาตรการภาษี หรือความเคลื่อนไหวของคู่แข่ง

 

เมื่อเริ่มงานตอนเก้าโมง AI ได้สรุปการประชุม วิเคราะห์ยอดขาย และจัดทำตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ไว้ให้ 3 ทางเลือก

 

บทบาทของเมย์จึงเปลี่ยนจากคนทำข้อมูล มาเป็นคนเลือกทิศทาง ห้องประชุมไม่ได้ใช้เพื่อรายงานตัวเลข แต่ใช้เพื่อตอบคำถามสำคัญ เช่น เราพร้อมรับความเสี่ยงระดับไหน เราอยากยืนอยู่ตรงไหนในตลาด

 

ในโลกแบบนี้ ทักษะมนุษย์ไม่ได้หายไป แต่ยิ่งมีค่า โดยเฉพาะความสามารถในการตัดสินใจ การสร้างความไว้วางใจ และการนำพาทีมไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

 

ลักษณะงานจะเปลี่ยนไปอย่างไร

 

โครงสร้างองค์กรแบบพีระมิดที่มีพนักงานระดับปฏิบัติการจำนวนมากอาจค่อยๆ บางลง เพราะใน Agentic Economy มนุษย์หนึ่งคนอาจดูแล AI ราว 5 ถึง 20 ตัว งานทำสไลด์ สรุปรายงาน หรือประสานงาน จะถูกทำให้อัตโนมัติแทบทั้งหมด

 

แต่แทนที่จะเป็นจุดจบของงานออฟฟิศ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ เช่น AI Workflow Designer ผู้ออกแบบกระบวนการทำงานให้ AI ทำได้เต็มศักยภาพ Agent Manager ผู้บริหารทีมเอเจนต์ มอบหมายงาน ตรวจสอบ และยกระดับคุณภาพผลลัพธ์

 

โอกาส ‘Leapfrog’ ของไทยท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

 

ไทยอาจไม่ใช่ผู้นำเทคโนโลยีโลก แต่เราได้เปรียบในฐานะประเทศที่ยังอัปเกรดได้ทั้งระบบ โดยเฉพาะ SME ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ

 

ปี 2035 ของไทยจึงมีสองภาพชัดเจน หากปรับทัน SME ใช้แรงงานดิจิทัลเป็นเรื่องปกติ บริษัทใหญ่ลดขั้นตอนแต่เพิ่มผลผลิต คนทำงานมี AI เป็นเครื่องมือมาตรฐาน อาชีพใหม่เติบโต รายได้เพิ่มตามผลิตภาพ การศึกษาปรับสู่การเรียนรู้แบบลงมือทำ เด็กไทยถูกฝึกให้คิดและทำงานกับ AI เป็น แต่หากปรับไม่ทัน เทคโนโลยีกระจุกในองค์กรใหญ่ ผลิตภาพประเทศไม่ขยับ งานระดับเริ่มต้นค่อยๆ หาย ความเหลื่อมล้ำยิ่งกว้าง

 

ความต่างไม่ได้อยู่ที่เรามี AI หรือไม่ แต่อยู่ที่เราทำให้คนส่วนใหญ่ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพได้หรือเปล่า

 

แผนเอาตัวรอดผ่าน 4 ทักษะหลักของมนุษย์ยุคใหม่

 

เมื่อ AI ทำงานตามขั้นตอนได้รวดเร็วและแม่นยำ สิ่งที่มนุษย์ต้องพัฒนาคือความสามารถที่อยู่เหนือขั้นตอน

 

  • Sensemaking: ความสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมหาศาล แล้วตีความให้เห็นภาพใหญ่ เข้าใจบริบท และมองเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่
  • Judgment & Decision: การตัดสินใจอย่างมีความรับผิดชอบท่ามกลางความไม่แน่นอน เพราะสุดท้ายแล้วคนที่ต้องรับผลลัพธ์คือมนุษย์
  • Influence & Negotiation: การสื่อสารเพื่อสร้างความร่วมมือและความไว้วางใจ ซึ่งเป็นรากฐานของทุกองค์กร
  • AI Collaboration: ความสามารถทำงานร่วมกับเอเจนต์ ออกแบบคำสั่ง ตั้งโจทย์ และพัฒนาระบบให้ฉลาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

จากแรงงานที่ทำตามคำสั่ง มนุษย์กำลังยกระดับตัวเองเป็นผู้นำทางความหมาย

 

ท้ายที่สุด ในวันที่โลกกำลัง Reset อีกครั้ง คำถามจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่ใคร แต่คือเราจะออกแบบบทบาทใหม่ของตัวเองอย่างไรให้เติบโตไปพร้อมกับมัน

The post เจาะคำทำนายโลก 2028 เมื่อ ‘AI Agent’ คือลมหายใจใหม่ขององค์กร แล้วคนทำงานจะเติบโตไปกับมันอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมควบคุมโรค ยกระดับรับมือ โรคคางทูม ระบาดเป็นกลุ่มก้อน ชี้กลุ่มเสี่ยงโรงเรียน-ค่ายทหาร ย้ำฉีดวัคซีน MMR https://thestandard.co/disease-control-mumps-outbreak-prevention/ Sat, 28 Feb 2026 03:44:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1182685 ภาพการให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคคางทูมและวัคซีน MMR พร้อมมาตรการป้องกัน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์ […]

The post กรมควบคุมโรค ยกระดับรับมือ โรคคางทูม ระบาดเป็นกลุ่มก้อน ชี้กลุ่มเสี่ยงโรงเรียน-ค่ายทหาร ย้ำฉีดวัคซีน MMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการให้คำแนะนำเกี่ยวกับโรคคางทูมและวัคซีน MMR พร้อมมาตรการป้องกัน

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์ โรคคางทูม อย่างใกล้ชิด ภายหลังพบรายงานการแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อน (Cluster) ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีความแออัดและมีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก เช่น สถานศึกษา ค่ายทหาร และเรือนจำ

 

จากการประเมินความเสี่ยงในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี พ.ศ. 2569 พบว่า ความเสี่ยงของการระบาดอยู่ในระดับปานกลาง แม้ผลกระทบต่อระบบบริการสาธารณสุขจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ลุกลาม กรมควบคุมโรคจึงได้ประกาศยกระดับมาตรการควบคุมโรคเชิงรุกในพื้นที่เสี่ยงทันที

 

นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ระบุว่า ทางกรมฯ ได้กำหนดแนวทางการป้องกันและควบคุมโรคคางทูมอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการทำงานในหลายมิติ ทั้งการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา การจัดการผู้ป่วยและผู้สัมผัสเชื้อ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และการสื่อสารความเสี่ยงเชิงรุก ซึ่งมีมาตรการปฏิบัติที่สำคัญ

 

  • การรายงานผลด่วน: นำตัวผู้ป่วยเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังโรคอย่างรวดเร็ว
  • การแยกกักตัว: ให้ผู้ป่วยแยกกักตัวอย่างน้อย 5 วัน นับตั้งแต่วันที่เริ่มมีอาการต่อมน้ำลายบวม
  • การติดตามผู้สัมผัส: ติดตามสังเกตอาการของผู้สัมผัสใกล้ชิดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 25 วัน เพื่อจำกัดวงการแพร่กระจายของเชื้อในระดับพื้นที่

 

อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีคำแนะนำให้เด็กเล็กเข้ารับการฉีดวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) จำนวน 2 เข็ม (เข็มแรกเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 เมื่ออายุ 1 ปี 6 เดือน) โดยวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคคางทูมร้อยละ 72 สำหรับผู้ที่ได้รับ 1 เข็ม และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 86 สำหรับผู้ที่ได้รับครบ 2 เข็ม

 

อย่างไรก็ตาม ระดับภูมิคุ้มกันอาจลดลงตามระยะเวลาหลังการฉีดวัคซีน จึงอาจพบผู้ป่วยคางทูมได้แม้จะได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ แต่การฉีดวัคซีนยังคงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดโอกาสการเกิดการระบาดในวงกว้าง

 

สำหรับกลุ่มวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบเกณฑ์ สามารถติดต่อขอรับบริการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมได้ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน (มีค่าใช้จ่ายตามสิทธิการรักษา)

 

ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันตนเองและผู้อื่น ดังนี้:

 

  • สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อมีอาการป่วยในระบบทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
  • ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างสม่ำเสมอ
  • งดการเข้าร่วมกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่ม และหยุดเรียนหรือหยุดงานทันทีเมื่อมีอาการสงสัยว่าติดเชื้อ ตามคำแนะนำของแพทย์

 

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคจะเฝ้าติดตามสถานการณ์โรคคางทูมอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับเปลี่ยนมาตรการให้สอดรับกับบริบทของแต่ละพื้นที่ หากประชาชนมีอาการ แก้มบวม มีไข้ หรือสงสัยว่าตนเองอาจป่วยเป็นโรคคางทูม ควรรีบไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

The post กรมควบคุมโรค ยกระดับรับมือ โรคคางทูม ระบาดเป็นกลุ่มก้อน ชี้กลุ่มเสี่ยงโรงเรียน-ค่ายทหาร ย้ำฉีดวัคซีน MMR appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย https://thestandard.co/scb-eic-us-tax-investment-thailand/ Sat, 28 Feb 2026 03:41:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1182681 ภาพประกอบการวิเคราะห์ของ SCB EIC เรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของ สหรัฐฯ 15% และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงส […]

The post SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการวิเคราะห์ของ SCB EIC เรื่องภาษีนำเข้าใหม่ของ สหรัฐฯ 15% และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

SCB EIC ประเมินทิศทางนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ภายหลังศาลสูงสุดมีคำวินิจฉัยว่านโยบายภาษีเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% พร้อมวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทย

 

ดร.ปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า มองว่าการยกเลิกภาษีบางส่วนตามคำสั่งศาลเป็นเพียงการ เปลี่ยนเครื่องมือ ของสหรัฐฯ มากกว่าที่จะเป็นการยุติสงครามการค้า โดยสหรัฐฯ ได้นำนโยบายมาตรา 122 มาบังคับใช้ ซึ่งเป็นการจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15% เท่ากันทุกประเทศเป็นระยะเวลา 150 วัน

 

แม้ในช่วง 150 วันนี้ อัตราภาษีเฉลี่ย (Effective Tariff Rate: ETR) ของสหรัฐฯ จะลดลงเล็กน้อยจาก 13.6% เหลือ 12.1% แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นหลังจากหมดระยะเวลา 150 วัน เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ อาจนำมาตรการอื่นๆ มาใช้เพิ่มเติมหรือควบคู่กันไป เช่น มาตรา 201, มาตรา 232 หรือแม้กระทั่งมาตรา 338 ที่สามารถเก็บภาษีได้สูงสุดถึง 50% โดยไม่จำกัดระยะเวลา แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่อาจถูกตีตกได้ ซึ่งความไม่แน่นอนนี้ถือเป็นปัจจัยกดดันที่สูงกว่าอัตราภาษีที่ปรากฏในปัจจุบัน

 

ผลกระทบต่อไทย ส่งออกได้อานิสงส์สั้น แต่กดดันการลงทุนระยะยาว

 

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย อัตราภาษีนำเข้าสู่สหรัฐฯ (ETR) ของไทยลดลงเพียงเล็กน้อยประมาณ 1.9% ซึ่งถือว่าไม่มากนัก แต่ในระยะสั้น การส่งออกของไทยอาจได้รับผลบวกชั่วคราวจากการที่ผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งสั่งซื้อและนำเข้าสินค้าก่อนที่จะมีมาตรการใหม่ๆ ออกมาเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางนโยบายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนภาคเอกชน เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ (Wait and See) หรือเลื่อนแผนการลงทุนออกไปก่อน

 

นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ เก็บภาษี 15% เท่ากันทุกประเทศในระยะสั้น อาจส่งผลให้ประเทศจีนมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งเป็นความท้าทายต่อผู้ส่งออกไทย ทำให้โดยภาพรวมแล้ว การเปลี่ยนโครงสร้างภาษีในครั้งนี้ยังไม่ได้ส่งผลให้ SCB EIC ต้องปรับเปลี่ยนประมาณการทางเศรษฐกิจจากผลกระทบนี้อย่างมีนัยสำคัญ

 

ปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยปีนี้เป็น 1.8% แต่ยังถือว่าฟื้นตัวต่ำ

 

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของจีดีพี ในปีนี้ขึ้นจาก 1.5% เป็น 1.8% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงที่ผ่านมา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายของภาครัฐ รวมถึง 2 ปัจจัยหลักในอนาคต ได้แก่

 

  • การส่งออก คาดว่าจะกลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 1.6% จากอานิสงส์การฟื้นตัวของการค้าโลก และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI และอิเล็กทรอนิกส์
  • การลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ

 

อย่างไรก็ดี ดร.ปุณยวัจน์ ย้ำว่า การเติบโตที่ระดับ 1.8% ยังถือเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าในอดีตค่อนข้างมาก เศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง จึงยังไม่สามารถไว้วางใจได้

 

ภาพ: mark reinstein / Shutterstock

The post SCB EIC ประเมินภาษีนำเข้าใหม่สหรัฐฯ 15% สร้างความไม่แน่นอนสูง หวั่นลามฉุดรั้งการลงทุนในประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สยามพิวรรธน์ พลิกเกมวงการ สร้างต้นแบบแรกของโลก “Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle” คว้า 2 มาตรฐานโลก EDGE และ FITWEL เป็นครั้งแรกของไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/siam-piwat-nextopia-sustainable/ Wed, 25 Feb 2026 09:52:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1181433 ภาพอาคาร NEXTOPIA ของสยามพิวรรธน์ ต้นแบบ Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle ที่ได้รับมาตรฐาน EDGE และ FITWEL

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและคุณ […]

The post สยามพิวรรธน์ พลิกเกมวงการ สร้างต้นแบบแรกของโลก “Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle” คว้า 2 มาตรฐานโลก EDGE และ FITWEL เป็นครั้งแรกของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอาคาร NEXTOPIA ของสยามพิวรรธน์ ต้นแบบ Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle ที่ได้รับมาตรฐาน EDGE และ FITWEL

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความหรูหราหรือความครบครันอีกต่อไป ล่าสุด สยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาแลนด์มาร์กระดับโลก สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับประเทศไทยผ่านการเปิดตัว “NEXTOPIA” พื้นที่ต้นแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจและโลกสามารถเติบโตร่วมกันได้อย่างยั่งยืน

 

ภาพอาคาร NEXTOPIA ของสยามพิวรรธน์ ต้นแบบ Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle ที่ได้รับมาตรฐาน EDGE และ FITWEL 1

 

ครั้งแรกของไทยกับการคว้า 2 มาตรฐานระดับโลก

 

NEXTOPIA สร้างปรากฏการณ์ ด้วยการเป็นต้นแบบแรกของโลก “Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle” แห่งแรกของประเทศที่ได้รับรองมาตรฐานระดับสากลพร้อมกันถึง 2 ด้าน

 

  • EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ระดับ Advanced: มาตรฐานอาคารเขียวที่เน้นประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

 

  • FITWEL ระดับสูง 2 ดาว: มาตรฐานระดับโลกที่รับรองการออกแบบเพื่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้งาน

 

ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เพียงแค่การได้รับมาตรฐานทั่วไป แต่เป็นเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจของสยามพิวรรธน์ในการออกแบบ และการนำนวัตกรรมมาสร้างเมืองแห่งโลกอนาคตให้เป็นพื้นที่ที่ส่งประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้พลังงาน น้ำ และการเลือกวัสดุ เพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน และ NEXTOPIA ยังเป็นเมืองต้นแบบที่ใช้พลังงานสะอาด 100% ตั้งแต่ปี 2026 และจะขยายครอบคลุมศูนย์การค้าทั้งหมดในปี 2030 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

 

siam piwat

 

กลยุทธ์เบื้องหลังอาคารอัจฉริยะ

 

การจะเป็น “Game Changer” ต้องอาศัยนวัตกรรมที่ทำได้จริง NEXTOPIA จึงถูกขับเคลื่อนด้วย 2 เสาหลักสำคัญ

 

1. ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐาน EDGE 3 ด้านหลัก

 

  • ลดการใช้พลังงานได้ถึง 47% ด้วยการออกแบบให้อากาศหมุนเวียนได้ดี เปิดรับแสงธรรมชาติ ใช้วัสดุ ETFE แทนกระจกเพื่อลดความร้อน และใช้โซลาร์รูฟขนาดใหญ่เพื่อผลิตพลังงานสะอาด

 

  • ลดการใช้น้ำได้ 34% ด้วยสุขภัณฑ์ที่ประหยัดน้ำจากนวัตกรรมการเพิ่มฟองอากาศ

 

  • ลดคาร์บอนจากการผลิตวัสดุก่อสร้างได้ถึง 59% โดยเลือกใช้วัสดุรียูส รีไซเคิล และวัสดุธรรมชาติที่โครงสร้างทนทาน รวมถึงสีปลอดสารปรอทและตะกั่ว ซึ่งปล่อยสารระเหยต่ำมาก (Ultra Low VOCs)

 

2. ยกระดับคุณภาพชีวิต ภายใต้มาตรฐาน Fitwel Standard

 

  • สร้างสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ส่งเสริมสุขภาพ:
  • ติดตั้งระบบเครื่องปรับอากาศขั้นสูง Displacement Air System (DAS) ผสาน Dedicated Outdoor Air System (DOAS) เพื่อแยกและกำจัดอากาศเก่า สารปนเปื้อนอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้ระบบ Floor Radiant Cooling หรือระบบความเย็นแบบแผ่รังสีจากพื้น ที่ให้อุณหภูมิเย็นสม่ำเสมอโดยไม่เป่าอากาศผ่านท่อลม ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น
  • สื่อสารคุณภาพอากาศและเทรนด์โลกแบบเรียลไทม์ผ่าน “The Globe” จอลูกโลกจำลอง LED ขนาดใหญ่

 

 

  • สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางกาย:
  • The Spiral บันไดโถงเชื่อมต่อพื้นที่ชั้น 4, 5 และ 5A กระตุ้นให้คนเลือกเดินบันไดมากกว่าลิฟต์
  • The Forest Canopy และ The Ocean Canopy งานศิลปะจากวัสดุรีไซเคิลและขยะจากท้องทะเลที่ออกแบบมาให้สวยงาม ดึงดูดให้คนเดินขึ้นไปชั้น 5A
  • The Kinetic Floor และ The Energy Playground นวัตกรรมที่ชวนทุกคนมาขยับเพื่อผลิตไฟฟ้า ส่งเสริมให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก

 

  • การเข้าถึงโภชนาการและน้ำดื่มที่ดีต่อสุขภาพ:
  • ติดตั้งจุดเติมน้ำตามบริเวณต่างๆ โดยเป็นน้ำดื่มที่มีคุณภาพสูง
  • ตลาดเกษตรกรที่นำเสนอผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น และเวิร์กช็อปการ upcycling เพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรกับสุขภาพและความยั่งยืน

 

 

  • ความเท่าเทียมในสังคมสำหรับกลุ่มคนเปราะบาง:
  • ห้องน้ำมาตรฐาน ADA (Americans with Disabilities Act) ที่ออกแบบมารองรับการใช้งานของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ รวมถึงการติดตั้งห้องให้นมบุตร
  • สนับสนุนพื้นที่สำหรับคนด้อยโอกาส เช่น Autistic Art แกลเลอรีงานศิลปะจากเด็กออทิสติก หรือ Dots Coffee ร้านกาแฟแรกของโลกที่พนักงานบาริสต้าทุกคนเป็นคนตาบอด

 

ภายใต้แนวคิด “Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle” NEXTOPIA ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เชิงพาณิชย์ แต่เป็นความสำเร็จของการหล่อหลอมพันธกิจทางธุรกิจเข้ากับความยั่งยืนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เป็นเมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคตที่สร้างคุณค่าให้กับทุกการมาเยือนควบคู่ไปกับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและยั่งยืน ที่เป็นมิตรต่อคุณภาพชีวิต

The post สยามพิวรรธน์ พลิกเกมวงการ สร้างต้นแบบแรกของโลก “Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle” คว้า 2 มาตรฐานโลก EDGE และ FITWEL เป็นครั้งแรกของไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามภาษีบทใหม่! ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งโมฆะภาษี IEEPA บีบทรัมป์งัด ‘Worldwide Tariff’ 15% ตอบโต้ทันที จับตาไทยได้อานิสงส์ระยะสั้นท่ามกลางส่งออก ม.ค. นิวไฮรอบ 4 ปี https://thestandard.co/us-tariffs-trump-thailand-exports/ Wed, 25 Feb 2026 05:38:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1181543 กราฟแสดงผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทยและเศรษฐกิจโลก

ส่งออกไทย ม.ค. 2026 โตแรงสุดในรอบ 4 ปี แต่ระยะต่อไปเผชิ […]

The post สงครามภาษีบทใหม่! ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งโมฆะภาษี IEEPA บีบทรัมป์งัด ‘Worldwide Tariff’ 15% ตอบโต้ทันที จับตาไทยได้อานิสงส์ระยะสั้นท่ามกลางส่งออก ม.ค. นิวไฮรอบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทยและเศรษฐกิจโลก

ส่งออกไทย ม.ค. 2026 โตแรงสุดในรอบ 4 ปี แต่ระยะต่อไปเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติม

 

มูลค่าส่งออกไทยเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4%YOY สูงสุดในรอบ 4 ปี เร่งขึ้นจาก 16.8% ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 8.5% และค่ากลาง Reuters Poll 9.4%) ตัวเลขปรับฤดูกาลขยายตัวถึง 10.6%MOM_SA ต่อเนื่องจาก 7.3%MOM_SA ในเดือนก่อน โดยการส่งออกในเดือนนี้ยังได้แรงหนุนสำคัญจาก (1) วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก จากกระแสการลงทุน AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 67% เร่งขึ้นจาก 52.8% ในเดือนก่อน และขยายตัวต่อเนื่องนาน 22 เดือน และ (2) การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 136.2% ส่วนหนึ่งจากราคาทองคำที่ปรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ ตามอุปสงค์ทองคำของธนาคารกลางต่าง ๆ และความต้องการถือทองคำในช่วงที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง ทั้งนี้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวมากถึง (CTG) 11.4% และ 6.3% ตามลำดับ จากการเติบโตการส่งออกรวมที่ 24.4%

 

รูปที่ 1 : มูลค่าการส่งออกไทย รายสินค้าและรายตลาดสำคัญ

 

กราฟแสดงผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทยและเศรษฐกิจโลก 1

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์

 

มูลค่านำเข้าสินค้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูง มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 34,876.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 29.4%YOY เทียบ 18.8% ในเดือนก่อน สูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.5% และค่ากลาง Reuters Poll 10.3%) โดยสินค้านำเข้าหลักมาจาก (1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 50.3% (CTG= 20.5% จาก 29.4%) โดยเฉพาะสินค้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และทองคำ และ (2) สินค้าทุนขยายตัว 29.5% (CTG= 7.7% จาก 29.4%) โดยเฉพาะเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ม.ค. 2026 ขาดดุล -3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (SCB EIC คาดไว้ -2,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลาง Reuters Poll คาดไว้ -2,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และขาดดุลต่อเนื่อง 4 เดือน

 

หัวข้อพิเศษ : ทิศทางกำแพงภาษีสหรัฐฯ หลังคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ
(ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.พ. 2026)

 

ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่าการใช้อำนาจขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ตาม IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2026 ศาลฎีกาสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) วินิจฉัยด้วยมติ 6:3 เสียง ว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) หลังจากธุรกิจผู้นำเข้าสหรัฐฯ รวมตัวกันยื่นคำร้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (CIT) ให้วินิจฉัยอำนาจในการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2025

 

คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องยุติการเก็บภาษีนำเข้าที่ออกโดยใช้อำนาจ IEEPA (ยุติสิ้นวันที่ 23 ก.พ.) ได้แก่ (1) ภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ที่เก็บเพิ่มจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ อัตราแตกต่างกันในช่วง 10 – 50% รวมถึงไทยที่ถูกเก็บเพิ่มในอัตรา 19% และ (2) ภาษีนำเข้ากรณีภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น กรณีประเทศมีการลักลอบนำเข้า Fentanyl (เม็กซิโก แคนาดา และจีน) และภาษีกรณีการเมืองในประเทศบราซิล นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนภาษีนำเข้าส่วนนี้ที่จัดเก็บมาได้ให้ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ที่แบกรับต้นทุนภาษีส่วนนี้เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้าที่รัฐบาลทรัมป์จัดเก็บเพิ่มเติมตามข้อกฎหมายอื่น ๆ จะยังบังคับใช้ได้ เช่น ภาษีนำเข้ารายหมวดสินค้า (Product-specific tariffs) ที่ใช้อำนาจกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของชาติ (Sec. 232) หรือภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บสินค้าจีนในช่วงรัฐบาล Trump 1.0 โดยใช้กฎหมายว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Sec. 301)

 

รัฐบาลทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในอัตรา 15% ผ่านอำนาจกฎหมาย Sec. 122 เป็นเวลา 150 วัน

 

รัฐบาลทรัมป์รับทราบท่าทีของศาลฎีกาสหรัฐฯ มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2025 แล้ว จึงมีเวลาเตรียมความพร้อมการดำเนินการหลังศาลฎีกาฯ ออกคำวินิจฉัยมานานพอสมควร จึงสามารถประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก (ยกเว้นสินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกจัดเก็บ Product-specific tariffs) ในอัตรา 15% เท่ากันเป็นเวลา 150 วัน (Worldwide Tariff : ตามประกาศของ ปธน. ทรัมป์ใน Truth Social) โดยอาศัยอำนาจกฎหมาย Sec. 122 ของ The Trade Act of 1974 ที่ระบุว่า รัฐบาลสามารถขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกได้ไม่เกิน 15% หากสหรัฐฯ ประสบปัญหาขาดดุลการชำระเงินอย่างรุนแรง หรือเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว โดยประกาศใช้ได้สูงสุดนาน 150 วัน และสามารถขยายระยะเวลาได้ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ

 

สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษี Worldwide tariff ครั้งนี้จะสามารถชดเชยภาษีนำเข้าภายใต้ IEEPA ที่ถูกศาลฎีกายกเลิกไปได้ค่อนข้างมาก โดย Global Trade Alert วิเคราะห์ว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกา จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average US tariff rate) ของสหรัฐฯ ลดลงจาก 15.3% เหลือ 8.3% แต่การปรับขึ้น Worldwide tariff 15% จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยฯ เพิ่มกลับมาอยู่ที่ 13.2% (รูปที่ 2) ต่ำกว่าอัตราก่อนศาลฎีกาตัดสินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

รูปที่ 2 : อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ จะปรับลดลงเพียงเล็กน้อยหลังวันที่ 24 ก.พ.

 

กราฟแสดงผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทยและเศรษฐกิจโลก 2

 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ The White House และ Global Trade Alert

 

ภายใต้ Worldwide tariff ที่สหรัฐฯ ใช้แทนที่อำนาจ IEEPA อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ เก็บสินค้าไทยจะลดลงเพียงเล็กน้อย

 

แม้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะปรับลดลงในภาพรวม ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15% เช่น อัตราภาษีสินค้าบราซิลจะลดลงเฉลี่ยถึง 13.6 p.p. (เดิมเคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงถึง 50%) ขณะที่สินค้าจากไทยที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff ที่ 19% การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยลดลง 2.0 p.p. สำหรับสหราชอาณาจักรที่เจรจาภาษีลดลงมาได้เหลือ 10% กลับถูกเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้น 2.1 p.p. (เดิมถูกเก็บ Reciprocal tariff เพียง 10%) (รูปที่ 3)

 

รูปที่ 3 : ประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff ในอัตราสูงมากกว่า 15% จะได้รับผลดีชั่วคราว

 

กราฟแสดงผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทยและเศรษฐกิจโลก 3

 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Global Trade Alert

 

ในระยะข้างหน้า รัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มที่จะใช้ภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายอื่นเป็นเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง

 

รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมืออีกมากในการเก็บภาษีนำเข้า (รูปที่ 4) เช่น Section 301 ของ The Trade Act of 1974 ที่ทั้งรัฐบาล Trump 1.0 และ Biden ใช้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนหลายชนิด สามารถนำมาใช้แทน Reciprocal tariff ในระยะยาวได้ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเร่งสอบสวน

 

ถึงลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับแต่ละคู่ค้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 – 12 เดือนก่อนจะประกาศขึ้นภาษีนี้ได้ ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มกระบวนการสอบสวนกับจีนและบราซิลไปก่อนแล้ว และอาจเริ่มกระบวนการสอบสวนประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นมิตรทางการค้ามากนัก โดยเป็นไปได้ว่าอาจจะเร่งให้เสร็จภายใน 150 วันข้างหน้า

 

รูปที่ 4 : รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ ในการประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้า

 

กราฟแสดงผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทยและเศรษฐกิจโลก 4

 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ Tax Foundation, Yale Budget Lab และ Bloomberg

 

ผลของอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

ภาคธุรกิจสหรัฐฯ อาจได้รับผลดี ผู้นำเข้าสหรัฐฯ มีโอกาสได้รับเงินภาษีคืน แต่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก เนื่องจากคำตัดสินดังกล่าวไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผู้นำเข้ารายใดบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน รวมถึงยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอนในการคืนเงิน

 

ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าปรับสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกานำไปสู่การตอบโต้จากฝ่ายบริหารด้วยการเดินหน้าใช้มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายฐานอื่นแทน สถานการณ์เช่นนี้สร้างแรงกดดันต่อการตัดสินใจลงทุนและวางแผนธุรกิจในระยะกลาง เพราะภาคเอกชนไม่สามารถประเมินได้ว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับใดในระยะข้างหน้า

 

กระบวนการเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ อาจยืดเยื้อ เพราะฝ่ายคู่เจรจาไม่แน่ใจว่าข้อตกลงที่ทำไปแล้วจะมีความมั่นคงทางกฎหมายเพียงพอหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นประเทศที่เจรจารับข้อตกลงไปก่อนหน้านี้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า อาจเสียเปรียบประเทศที่รอเจรจาในภายหลังซึ่งอาจได้เงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่า หลายประเทศจึงอาจปรับกลยุทธ์ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

 

SCB EIC ประเมินในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจได้รับผลบวกบ้าง แต่จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า

 

ในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจขยายตัวดีขึ้นบ้างจากผลดีต่อการแข่งขันราคาสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15% รวมถึงผู้นำเข้าในสหรัฐฯ อาจเร่งนำเข้าในระยะสั้นจากอัตราภาษีที่ลดลงชั่วคราว

 

อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมิน สหรัฐฯ จะนำมาตรการภาษีนำเข้าอื่นมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า แทน Reciprocal tariffs ที่ยกเลิกไป รวมถึงสินค้าจีนอาจมีความสามารถแข่งขันด้านราคาดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกไทยยังมีแรงกดดันสูง โดยเฉพาะช่วงหลังการบังคับใช้ภาษีจาก Sec. 122 ในช่วง 150 วันแรกสิ้นสุดลง การส่งออกของไทยจึงไม่ได้มี Upside จากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงมากนัก

 

SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%)

 

ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสำคัญในสินค้าดังกล่าว สะท้อนได้จากรูปที่ 5 ขวาล่าง ที่มูลค่าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาเอเชียยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม และไทย นอกจากนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกปรับดีขึ้น โดย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้นเป็น 2.7% (เดิม 2.5%) ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) ปรับคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกในปี 2026 สูงขึ้นเช่นเดียวกันจากมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น รวมถึงมองว่าการพัฒนา AI ที่รวดเร็วจะเป็นปัจจัยหนุนการค้าโลกปีนี้ และช่วยลดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ

 

รูปที่ 5 : มุมมองต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกปรับดีขึ้น

 

กราฟแสดงผลกระทบภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทยและเศรษฐกิจโลก 5

 

ที่มา : การวิเคราะห์โดย SCB EIC จากข้อมูลของ IMF และ CEIC

 

อ่านบทวิเคราะห์ฉบับออนไลน์ได้ที่:

 

https://www.scbeic.com/th/detail/product/trade-230226

The post สงครามภาษีบทใหม่! ศาลฎีกาสหรัฐฯ สั่งโมฆะภาษี IEEPA บีบทรัมป์งัด ‘Worldwide Tariff’ 15% ตอบโต้ทันที จับตาไทยได้อานิสงส์ระยะสั้นท่ามกลางส่งออก ม.ค. นิวไฮรอบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนกรย้ำผลงานภายใต้นโยบายอนุทินปิดฉากข้อพิพาทเหมืองทองอัครา เผยไทยยึดหลักกฎหมายสู้ชั้นอนุญาโตฯ จนคู่กรณียอมยุติคดี https://thestandard.co/thanakorn-anutin-akara-dispute-resolved/ Sat, 21 Feb 2026 03:37:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1180558 ภาพประกอบข่าวการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ที่ธนกร วังบุญคงชนะ ระบุเป็นผลงานภายใต้นโยบายของอนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการก […]

The post ธนกรย้ำผลงานภายใต้นโยบายอนุทินปิดฉากข้อพิพาทเหมืองทองอัครา เผยไทยยึดหลักกฎหมายสู้ชั้นอนุญาโตฯ จนคู่กรณียอมยุติคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวการยุติข้อพิพาทเหมืองทองอัครา ที่ธนกร วังบุญคงชนะ ระบุเป็นผลงานภายใต้นโยบายของอนุทิน ชาญวีรกูล

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความสำเร็จในการระงับข้อพิพาทกรณีเหมืองทองคำอัคราว่า แม้ในช่วงปี 2563 จะมีการแต่งตั้ง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เพิ่มเข้ามาเป็นกรรมการเพิ่มเติมเพื่อดูแลเรื่องคดีเหมืองทองในขณะนั้น

 

จากนั้นบทบาทของคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็สิ้นสภาพลงไปตามวาระของรัฐบาลในเดือนสิงหาคม 2566 จนกระทั่งเข้าสู่เดือนพฤษภาคม 2568 จึงมีการแต่งตั้งคณะทำงานระงับข้อพิพาทด้านการลงทุนกรณีเหมืองทองอัคราขึ้นมาใหม่ โดยมี ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความพยายามเชื่อมโยงว่าความสำเร็จครั้งนี้เกิดจาก พีระพันธุ์ที่เดินเกมคู่ขนานไปด้วย ธนกรกล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การยุติข้อพิพาทในครั้งนี้ เป็นผลจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ตน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม วางกลยุทธ์การต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ จึงมอบหมายให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะทำงานฯ บูรณาการการทำงานร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด มีการแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของประเทศไทยในเวทีสากลว่า ไทยพร้อมเต็มที่ในการต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ

 

จนถึงที่สุด ควบคู่กับการเจรจาอย่างฉันมิตร ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การเจรจานั้นจะต้องยึดหลักกฎหมาย และต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่สร้างภาระให้กับประเทศไทยโดยเด็ดขาด

 

ดังนั้น การส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยไม่หวั่นเกรงหากต้องสู้คดีให้จบในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนการออกคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในกลางเดือนพฤศจิกายน 2568 สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่ทำให้คู่กรณีเล็งเห็นว่า การยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 

“การยุติปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปีได้สำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรมของคณะทำงานชุดปัจจุบัน ภายใต้นโยบายของผม และการทำงานอย่างต่อเนื่องของผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมทุกคน ที่ใช้กลยุทธ์การเจรจาเชิงรุก ภายใต้การรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง จึงรักษาภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของประเทศ ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน จนสามารถยุติคดีลงได้ในที่สุด” ธนกรกล่าว

 

ธนกรยังระบุด้วยว่า ในช่วงระหว่างการเจรจานั้น ตนยังได้ขอคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี มาโดยตลอดอีกด้วย และเมื่อทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ขอบคุณและชื่นชมการทำงานของคณะทำงานชุดนี้อีกด้วย

The post ธนกรย้ำผลงานภายใต้นโยบายอนุทินปิดฉากข้อพิพาทเหมืองทองอัครา เผยไทยยึดหลักกฎหมายสู้ชั้นอนุญาโตฯ จนคู่กรณียอมยุติคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรมอุตุฯ เผยภาคเหนือฝนฟ้าคะนอง อีสานอากาศเย็นตอนเช้า ภาคกลาง-กทม.อากาศร้อน ภาคใต้ฝนตกบางพื้นที่ 23-25 ก.พ. เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน https://thestandard.co/thailand-weather-summer-storm/ Sat, 21 Feb 2026 03:10:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1180555 พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือฝนฟ้าคะนอง อีสานอากาศเย็น ภาคกลาง-กทม.อากาศร้อน และเตือนพายุฤดูร้อนช่วง 23-25 ก.พ.

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 […]

The post กรมอุตุฯ เผยภาคเหนือฝนฟ้าคะนอง อีสานอากาศเย็นตอนเช้า ภาคกลาง-กทม.อากาศร้อน ภาคใต้ฝนตกบางพื้นที่ 23-25 ก.พ. เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือฝนฟ้าคะนอง อีสานอากาศเย็น ภาคกลาง-กทม.อากาศร้อน และเตือนพายุฤดูร้อนช่วง 23-25 ก.พ.

วันนี้ (21 กุมภาพันธ์) กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนอง และมีลมกระโชกแรงบางแห่ง เนื่องจากมีแนวพัดสอบของลมตะวันออกเฉียงใต้และลมตะวันตกเฉียงใต้ปกคลุมบริเวณภาคเหนือตอนบน

 

ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังปานกลางปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นในตอนเช้า ส่วนภาคตะวันออก มีฝนบางพื้นที่ เนื่องจากมีลมตะวันออกพัดปกคลุมบริเวณอ่าวไทย ขอให้ประชาชนในบริเวณภาคเหนือระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองที่จะเกิดขึ้นในระยะนี้ ส่วนประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

 

สำหรับภาคใต้มีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง เนื่องจากลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามัน ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย

 

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 23-25 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฟ้าผ่า รวมถึงลูกเห็บตกบางแห่ง เนื่องจากคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยมีอากาศร้อน

 

ฝุ่นละอองในระยะนี้ ภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคตะวันออกมีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง เนื่องจากมีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์อ่อน

 

พยากรณ์อากาศสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล อากาศร้อนกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

The post กรมอุตุฯ เผยภาคเหนือฝนฟ้าคะนอง อีสานอากาศเย็นตอนเช้า ภาคกลาง-กทม.อากาศร้อน ภาคใต้ฝนตกบางพื้นที่ 23-25 ก.พ. เตรียมรับมือพายุฤดูร้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล https://thestandard.co/atthaya-thitikul-birthday/ Fri, 20 Feb 2026 10:41:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1180448 โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand

🏌🏻‍♀️🎉 สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล   […]

The post สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand

🏌🏻‍♀️🎉 สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล

 

โปรจีโน่-อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย มือ 1 ของโลก ฉลองวันคล้ายวันเกิดครบ 23 ปี ได้อย่างร้อนแรงในศึกใหญ่ของบ้านเราอย่าง Honda LPGA Thailand

 

โดยในรอบที่สอง โปรจีโน่ระเบิดฟอร์มทำวันเดียว 9 อันเดอร์พาร์ จาก 1 อีเกิลที่หลุม 7 และ 7 เบอร์ดี้ แบบโบกี้ฟรี เก็บสกอร์รวม 14 อันเดอร์พาร์ 230 ขยับขึ้นรั้งอันดับ 2 ของการแข่งขัน

 

THE STANDARD SPORT ขอร่วมฉลองวันเกิดให้กับโปรจีโน่ และขออวยพรให้ปีที่ 23 เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความมั่นใจ และอีกหลายช่วงเวลาแห่งความสำเร็จในเส้นทางอาชีพ

 

โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 1โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2โปรจีโน่ อาฒยา ฐิติกุล โปรกอล์ฟสาวไทย ฉลองวันเกิด 23 ปี ในการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 3

The post สุขสันต์วันเกิด ‘โปรจีโน่’ อาฒยา ฐิติกุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ACT จี้รัฐบาลรักษาการ ‘อนุทิน’ เร่งกู้ศรัทธาประเทศ ชู 5 มาตรการปราบโกง หลังคะแนน CPI ดิ่งต่ำสุดในรอบ 19 ปี https://thestandard.co/act-anutin-tackle-corruption-cpi/ Thu, 19 Feb 2026 04:25:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1179880 ภาพองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ACT ออกแถลงการณ์จี้ อนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน หลังคะแนน CPI ดิ่งต่ำสุดในรอบ 19 ปี

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไ […]

The post ACT จี้รัฐบาลรักษาการ ‘อนุทิน’ เร่งกู้ศรัทธาประเทศ ชู 5 มาตรการปราบโกง หลังคะแนน CPI ดิ่งต่ำสุดในรอบ 19 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ACT ออกแถลงการณ์จี้ อนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน หลังคะแนน CPI ดิ่งต่ำสุดในรอบ 19 ปี

วันนี้ (19 กุมภาพันธ์) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT ออกจดหมายเปิดผนึกถึง อนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี แสดงความยินดีในโอกาสที่ได้รับความไว้วางใจให้ก้าวขึ้นทำหน้าที่ผู้นำประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ยกระดับการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระเร่งด่วน หลังประเทศไทยเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นบนเวทีโลก

 

ในเนื้อความของจดหมาย ACT ระบุถึงความกังวลต่อสถานการณ์คอร์รัปชัน โดยอ้างอิงดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2568 ที่ประเทศไทยได้รับเพียง 33 คะแนน ซึ่งถือเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี และอยู่ในลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึง ต้นทุนประเทศ ที่สูงขึ้น ทั้งการถดถอยของขีดความสามารถในการแข่งขัน และงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหล แทนที่จะถูกนำไปยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

 

เพื่อให้การปราบปรามคอร์รัปชันเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ได้เสนอให้รัฐบาลบรรจุ 5 มาตรการสำคัญไว้ในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

 

1. จัดตั้งคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ: โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เน้นโครงสร้างที่คล่องตัว มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และรายงานผลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

 

2. ยกระดับสู่มาตรฐาน OECD: ปรับปรุงระบบธรรมาภิบาลและการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานรัฐให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เพื่อส่งสัญญาณบวกต่อเจตนารมณ์ในการปราบโกง

 

3. สร้าง 3 กระทรวงต้นแบบความโปร่งใส: นำร่องที่กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ โดยการลดการใช้ดุลพินิจและเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างอย่างละเอียด

 

4. นำเทคโนโลยีดิจิทัลปิดช่องโหว่: ขยายการใช้ระบบข้อตกลงคุณธรรม (IP) และโครงการเพื่อความโปร่งใสในการก่อสร้างภาครัฐ (CoST) เพื่อเปลี่ยนจากการไล่ตามจับผิดเป็นการป้องกันเชิงระบบ

 

5. ปฏิรูประบบราชการและรายได้: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานควบคู่กับการปรับโครงสร้างรายได้ข้าราชการให้เหมาะสม เพื่อลดแรงจูงใจในการทุจริตและสร้างระบบที่พึ่งพาได้

 

ในช่วงท้ายของจดหมาย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ได้แสดงความประสงค์ขอเข้าพบรักษาการนายกรัฐมนตรีภายหลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น เพื่อหารือและร่วมออกแบบกลไกการทำงานอย่างสร้างสรรค์ โดยเน้นย้ำว่าการปราบคอร์รัปชันไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นพันธกิจร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศเพื่อนำพาประเทศไทยก้าวข้ามวิกฤตความเชื่อมั่นในครั้งนี้

The post ACT จี้รัฐบาลรักษาการ ‘อนุทิน’ เร่งกู้ศรัทธาประเทศ ชู 5 มาตรการปราบโกง หลังคะแนน CPI ดิ่งต่ำสุดในรอบ 19 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
​รัฐบาลเผย คิงส์เกตถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ยุติข้อพิพาทเหมืองทองคำอัคราแบบไร้เงื่อนไข https://thestandard.co/thailand-akara-mine-dispute-ends/ Thu, 19 Feb 2026 01:43:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1179850 ภาพแสดงการยุติข้อพิพาทเหมืองทองคำอัคราระหว่างไทยกับคิงส์เกต โดยไทยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

วานนี้ (18 กุมภาพันธ์) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำส […]

The post ​รัฐบาลเผย คิงส์เกตถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ยุติข้อพิพาทเหมืองทองคำอัคราแบบไร้เงื่อนไข appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการยุติข้อพิพาทเหมืองทองคำอัคราระหว่างไทยกับคิงส์เกต โดยไทยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

วานนี้ (18 กุมภาพันธ์) ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบความคืบหน้าการยุติข้อพิพาทระหว่างราชอาณาจักรไทยกับบริษัท Kingsgate Consolidated Limited กรณีเหมืองทองคำอัครา ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) ซึ่งล่าสุดทั้งสองฝ่ายได้ตกลงยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจ ถือเป็นข่าวดีของประเทศ

 

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ได้รับรายงานจาก ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า บริษัทคิงส์เกตฯ ได้แจ้งถอนข้อเรียกร้องทั้งหมดต่อคณะอนุญาโตตุลาการ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และคณะอนุญาโตตุลาการได้มีคำสั่งยุติกระบวนการอย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลให้ข้อพิพาทที่ดำเนินมายาวนานกว่า 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2560 สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ โดยประเทศไทยไม่ต้องชำระค่าชดเชยใดๆ ตามที่บริษัทเคยเรียกร้อง

 

รองโฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานว่า ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการดำเนินงานเชิงรุกของคณะทำงานระงับข้อพิพาท ที่กำหนดยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด ใช้แนวทางคู่ขนาน คือ เตรียมความพร้อมต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการเจรจาฉันมิตรบนหลักกฎหมาย และยึดหลักสำคัญว่า ต้องไม่สร้างภาระให้กับประเทศไทย จนนำไปสู่การยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจในที่สุด

 

ทั้งนี้ การสิ้นสุดข้อพิพาทดังกล่าวถือเป็นหลักฐานยืนยันถึงศักยภาพของประเทศไทยในการบริหารจัดการคดีระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดประโยชน์สาธารณะเป็นศูนย์กลาง โดยคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจควบคู่กันไป

 

“รัฐบาลขอยืนยันว่า การยุติข้อพิพาทครั้งนี้เป็นผลลัพธ์จากการทำงานอย่างเป็นเอกภาพของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ประชาชน และภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ” รองโฆษกฯ กล่าว

The post ​รัฐบาลเผย คิงส์เกตถอนคำร้องอนุญาโตตุลาการโดยสมัครใจ ยุติข้อพิพาทเหมืองทองคำอัคราแบบไร้เงื่อนไข appeared first on THE STANDARD.

]]>