ประเด็นร้อนตะวันออกกลาง – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 17 Jul 2025 07:53:02 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ชาวดรูซคือใคร? ทำไมอิสราเอลโจมตีซีเรียเพื่อปกป้องพวกเขา? https://thestandard.co/israel-airstrike-syria-druze-suwayda/ Thu, 17 Jul 2025 07:53:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1097338 israel-airstrike-syria-druze-suwayda

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา กองทัพรั […]

The post ชาวดรูซคือใคร? ทำไมอิสราเอลโจมตีซีเรียเพื่อปกป้องพวกเขา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
israel-airstrike-syria-druze-suwayda

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (15 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา กองทัพรัฐบาลซีเรียเข้าควบคุมเมืองซูเวย์ดา (Suwayda) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของชาวดรูซ (Druze) หลังเกิดการปะทะรุนแรงระหว่างกองกำลังติดอาวุธของดรูซกับกลุ่มเบดูอิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

 

สถานการณ์ทวีความรุนแรงเมื่อมีกลุ่มนักรบอิสลามิสต์ที่จงรักภักดีต่อรัฐบาลเข้าร่วมการสู้รบ สร้างความหวาดกลัวให้กับชุมชนดรูซ และนำไปสู่คำเรียกร้องจากผู้นำทางศาสนาดรูซต่อประชาคมโลกให้เข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องพลเรือน

 

อิสราเอลจึงตอบโต้ด้วยการเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อฐานที่มั่นของรัฐบาลซีเรียในพื้นที่ โดยระบุว่าเป็นการปกป้องชาวดรูซที่มีความเกี่ยวพันเชื้อสายและวัฒนธรรมกับพลเมืองชาวดรูซในอิสราเอล

 

ต่อมา อิสราเอล แคตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล ประกาศชัดว่า หากกองกำลังรัฐบาลซีเรียไม่ถอนตัวจากพื้นที่ “อิสราเอลจะยกระดับการโจมตี”

ก่อนที่เมื่อวานนี้ (16 กรกฎาคม) อิสราเอลได้โจมตีหนักขึ้นโดยพุ่งเป้าไปที่กระทรวงกลาโหมและพื้นที่ใกล้ทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงดามัสกัส

 

สุดท้าย ภายหลังการหารือกับสหรัฐ รัฐบาลซีเรียภายใต้ผู้นำคนใหม่ อาห์เหม็ด อัล-ชารา ตกลงถอนกำลังออกจากซูเวย์ดาและประกาศหยุดยิงกับกองกำลังดรูซ แต่ข้อตกลงนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีผลจริงหรือไม่ เนื่องจากผู้นำทางศาสนาดรูซบางฝ่ายยังปฏิเสธข้อตกลง

 

ดรูซคือใคร?

 

“ดรูซ” (Druze) เป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอาหรับที่มีศาสนาเป็นของตนเอง แตกแขนงจากศาสนาอิสลามในศตวรรษที่ 11 โดยไม่มีการรับคนเข้าใหม่หรือเปลี่ยนศาสนา และห้ามแต่งงานข้ามศาสนา

 

ปัจจุบัน ดรูซมีประชากรราว 1 ล้านคน กระจายอยู่ในซีเรีย เลบานอน และอิสราเอล โดยเฉพาะในซีเรีย ดรูซอาศัยอยู่หนาแน่นในจังหวัดซูเวย์ดา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเขตที่ราบสูงโกลัน (Golan Heights) ที่อิสราเอลยึดครองจากซีเรียในปี 1967

 

ในฝั่งอิสราเอล ชาวดรูซราว 130,000 คนมีสถานะเป็นพลเมืองและถูกเกณฑ์ทหารเทียบเท่าชาวยิว โดยมีบทบาทอย่างมากในกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง

 

ในทางตรงกันข้าม ดรูซที่อาศัยอยู่ในเขตโกลันยังคงยึดมั่นในอัตลักษณ์ซีเรีย โดยปฏิเสธการถือสัญชาติอิสราเอล และถือเพียงสถานะ “ผู้พำนักถาวร”

 

เหตุใดกองทัพซีเรียจึงปะทะกับดรูซ?

 

แม้ประธานาธิบดีคนใหม่ของซีเรีย อาห์เหม็ด อัล-ชารา จะประกาศนโยบายรวมชาติและเคารพความหลากหลายทางชาติพันธุ์ แต่ในความเป็นจริง กลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ที่จงรักภักดีต่อเขากลับสร้างความหวาดกลัวให้กับชนกลุ่มน้อย รวมถึงดรูซ

 

ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นจากความพยายามของรัฐบาลในการบังคับปลดอาวุธกองกำลังดรูซ และรวมเข้ากับกองทัพแห่งชาติ ซึ่งถูกต่อต้านจากฝ่ายดรูซที่ต้องการรักษาอำนาจควบคุมตนเอง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขารู้สึกว่าถูกกีดกันจากเวทีการเจรจาระดับประเทศ และมีตัวแทนเพียงคนเดียวในคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

 

เหตุใดอิสราเอลจึงแทรกแซง?

 

รัฐบาลอิสราเอลภายใต้การนำของ เบนจามิน เนทันยาฮู ออกแถลงการณ์ว่า การโจมตีเป็นไปเพื่อ “ป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อชาวดรูซในซีเรีย” โดยอ้างถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพลเมืองดรูซในอิสราเอล ทั้งทางสายเลือด ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม

 

อิสราเอลยังได้กำหนด “เขตปลอดอาวุธ” ฝั่งซีเรียใกล้พรมแดนโกลัน พร้อมเตือนว่า จะไม่ยอมให้กองกำลังใดเข้ามาในพื้นที่นี้

 

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำดรูซในซีเรียมีจุดยืนไม่เป็นเอกภาพ บางส่วนเรียกร้องให้รัฐซีเรียเข้ามาจัดการความมั่นคงในซูเวย์ดาและยุติการใช้อาวุธของกองกำลังท้องถิ่น แต่บางกลุ่มยังยืนยันที่จะสู้ต่อไป และปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงล่าสุด

 

สถานการณ์จะไปทางไหนต่อ?

 

แม้รัฐบาลซีเรียจะประกาศถอนทหารและเริ่มเจรจา แต่ความร้าวลึกในหมู่ชาวดรูซ และการยกระดับโจมตีของอิสราเอล ชี้ว่าความขัดแย้งนี้อาจยังไม่จบลงในเร็ววัน โดยเฉพาะเมื่อประชาคมโลกยังคงแบ่งขั้ว และไม่มีท่าทีจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยอย่างชัดเจน

 

ภาพ: REUTERS / Ayal Margolin TPX IMAGES OF THE DAY

 

อ้างอิง:

The post ชาวดรูซคือใคร? ทำไมอิสราเอลโจมตีซีเรียเพื่อปกป้องพวกเขา? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สงครามอิหร่าน – อิสราเอลคลายตัว แต่แรงสะเทือนทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ ‘อินโนเวสท์ เอกซ์’ แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ลุ้นไทยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ https://thestandard.co/geopolitics-stock-thai/ Tue, 01 Jul 2025 23:30:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1091642 geopolitics-stock-thai

The post สงครามอิหร่าน – อิสราเอลคลายตัว แต่แรงสะเทือนทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ ‘อินโนเวสท์ เอกซ์’ แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ลุ้นไทยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
geopolitics-stock-thai

The post สงครามอิหร่าน – อิสราเอลคลายตัว แต่แรงสะเทือนทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ ‘อินโนเวสท์ เอกซ์’ แนะจับตาแผนกระตุ้นเศรษฐกิจจีน ลุ้นไทยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ เรียกหารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง สั่งเตรียมพร้อมด้านพลังงานสำรอง-แผนอพยพคนไทย https://thestandard.co/middle-east-crisis-thai-evacuation-energy/ Tue, 24 Jun 2025 11:20:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1088583 middle-east-crisis-thai-evacuation-energy

วันนี้ (24 มิถุนายน) จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนา […]

The post นายกฯ เรียกหารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง สั่งเตรียมพร้อมด้านพลังงานสำรอง-แผนอพยพคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
middle-east-crisis-thai-evacuation-energy

วันนี้ (24 มิถุนายน) จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านที่กระทบต่อราคาและปริมาณน้ำมันของไทย และการประชุมมาตรการเตรียมการนำคนไทยออกจากพื้นที่ตะวันออกกลาง ร่วมกับรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินสถานการณ์การเตรียมความพร้อมด้านพลังงาน

 

นายกรัฐมนตรีห่วงใยสถานการณ์เหตุการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศอิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งมีการปิดน่านฟ้าและระบบขนส่งออกนอกประเทศ โดยเฉพาะที่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นช่องแคบสำคัญที่ส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งประเทศไทยได้สำรองน้ำมัน มีระยะเวลาประมาณ 2 เดือน

 

จิรายุกล่าวอีกว่า ที่ประชุมฯ ได้หารือถึงการนำเข้าพลังงานจากแหล่งอื่นๆ โดยให้กระทรวงพลังงานกลับไปสรุปเพื่อเตรียมความพร้อม หากกรณีเกิดสงครามยาวนานระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน

 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เชิญผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศรายงานสถานการณ์ในประเทศอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะที่ประเทศอิหร่าน ซึ่งมีคนไทยอยู่ประมาณ 300 คน ส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่มีครอบครัวแต่งงานอยู่ที่กรุงเตหะราน ส่วนแรงงานมีอยู่ประมาณ 30 คน หากมีการแจ้งความจำนงก็พร้อมจะพากลับประเทศไทย

 

ส่วนประเทศอิสราเอลมีคนไทยอยู่ประมาณ 40,000 กว่าคน ซึ่งมีการแจ้งความประสงค์เดินทางกลับจากอิสราเอลประมาณ 100 คน ส่วนที่เหลือยังขอรอดูสถานการณ์ แต่ได้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

 

“นายกรัฐมนตรีขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดทั้งสองประเทศ และเตรียมพร้อมอพยพคนไทยทันที เมื่อสถานการณ์รุนแรง โดยให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้กำหนดว่าจะอพยพหรือไม่ โดยให้มีการประเมินสถานการณ์รายชั่วโมง” จิรายุกล่าว

 

ทั้งนี้ ในส่วนหน้าเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศได้สำรวจเส้นทางการเดินทางตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศเพื่อมาต่อเครื่องบิน เนื่องจากน่านฟ้าของทั้งสองประเทศในขณะนี้ยังปิดอยู่ไม่มีการเดินอากาศในขณะนี้

 

นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ประชุมสถานการณ์ตะวันออกกลาง เตรียมอพยพคนไทย นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ประชุมสถานการณ์ตะวันออกกลาง เตรียมอพยพคนไทย นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ประชุมสถานการณ์ตะวันออกกลาง เตรียมอพยพคนไทย นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ประชุมสถานการณ์ตะวันออกกลาง เตรียมอพยพคนไทย

The post นายกฯ เรียกหารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง สั่งเตรียมพร้อมด้านพลังงานสำรอง-แผนอพยพคนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลเหตุการณ์อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ สู่ประกาศข้อตกลงหยุดยิงของทรัมป์ https://thestandard.co/iran-israel-us-clash/ Tue, 24 Jun 2025 06:35:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1088450 iran-israel-us-clash

บรรยากาศความขัดแย้งในตะวันออกกลางพุ่งทะยานอีกรอบ เมื่อช […]

The post ประมวลเหตุการณ์อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ สู่ประกาศข้อตกลงหยุดยิงของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
iran-israel-us-clash

บรรยากาศความขัดแย้งในตะวันออกกลางพุ่งทะยานอีกรอบ เมื่อช่วงกลางดึกวานนี้ (23 มิถุนายน) ภายหลังอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ ในกาตาร์ ซึ่งเป็นฐานทัพสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ​ ที่ทำการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์สำคัญ 3 แห่งของอิหร่าน 

 

การโจมตีเกิดขึ้นในขณะที่การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านยังคงรุนแรง โดยหลายฝ่ายกังวลว่าการผสมโรงของสหรัฐฯ อาจทำให้ความขัดแย้งยกระดับและขยายวงมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี ของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ที่สร้างความงุนงงให้ชาวโลก โดยยืนยันฝ่ายเดียวว่า อิหร่านและอิสราเอลตกลงที่จะหยุดยิงอย่าง ‘สมบูรณ์แบบ’ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง และยินดีกับทั้งสองประเทศที่สามารถยุติสิ่งที่เรียกว่า ‘สงคราม 12 วัน’ ได้

 

ขณะที่ท่าทีของอิหร่านและอิสราเอล ยังไม่มีการตอบรับอย่างเป็นทางการต่อข้อตกลงหยุดยิงของทรัมป์ โดยยังมีการโจมตีตอบโต้กันหลายระลอก

 

และนี่คือรายละเอียดของสถานการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้

 

เกิดอะไรขึ้น?

 

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยืนยันในแถลงการณ์ที่ส่งถึงประชาชน ว่าได้ปฏิบัติการโจมตีฐานทัพอากาศอัลอูไดด์ โดยระบุว่าได้โจมตีฐานทัพดังกล่าวด้วยขีปนาวุธทำลายล้างอันทรงพลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการประกาศชัยชนะ เพื่อตอบโต้การรุกรานทางทหารอย่างโจ่งแจ้งของสหรัฐฯ ต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

 

IRGC ยังระบุในแถลงการณ์ว่า ‘การดำเนินการขั้นเด็ดขาด’ ของ IRGC ที่เกิดขึ้น เป็นการส่งข้อความไปถึงทำเนียบขาวและพันธมิตรอย่างอิสราเอลว่า “อิหร่านจะไม่ปล่อยให้มีการรุกรานบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย หรือความมั่นคงของชาติ” และเตือนว่าฐานทัพและทรัพยากรทางทหารที่สหรัฐฯ มีอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นไม่ใช่จุดแข็ง แต่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญ

 

ด้านสภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่านเผยแพร่แถลงการณ์ ยืนยันว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อเป้าหมายฐานทัพสหรัฐฯ ดังกล่าวเกิดขึ้นนอกเขตชุมชนในกาตาร์ และไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคาม

 

“การกระทำนี้ไม่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อประเทศกาตาร์ที่เป็นทั้งมิตรและเป็นพี่น้องและประชาชนผู้สูงศักดิ์ของกาตาร์” ขณะที่ระบุว่า “อิหร่านยังคงมุ่งมั่นที่จะรักษาและสานต่อความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกับกาตาร์” 

 

อิหร่านโจมตีอย่างไร กาตาร์ตอบโต้อย่างไร?

 

Reuters รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่า “ฐานทัพอากาศอัลอูไดด์ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธพิสัยใกล้และพิสัยกลางที่มาจากอิหร่าน”

 

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมกาตาร์เปิดเผยว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของกาตาร์สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธของอิหร่านที่โจมตีฐานทัพดังกล่าวได้สำเร็จ

 

กาตาร์ระบุว่าได้รับข้อมูลล่วงหน้าว่าฐานทัพต่างๆ ในภูมิภาคนี้ตกเป็นเป้าหมาย ซึ่งรวมถึงฐานทัพอากาศอัลอูไดด์ด้วย

 

“เมื่อเวลา 19.30 น. เราได้รับรายงานว่ามีขีปนาวุธ 7 ลูกจากอิหร่านยิงมาที่ฐานทัพอากาศอัลอูไดด์” ทางการกาตาร์ระบุในการแถลงข่าว ขณะที่มีการปิดน่านฟ้าเป็นการชั่วคราวเพื่อรับมือการโจมตี 

 

รัฐบาลกาตาร์ยืนยันว่าผลจากการโจมตีไม่ทำให้มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ โดยมีการอพยพบุคลากรออกจากฐานทัพอากาศอัลอูไดด์ก่อนการโจมตี 

 

ภายหลังเกิดเหตุ กระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ประณามการโจมตีของอิหร่าน โดยระบุว่า “เป็นการละเมิดอธิปไตยและน่านฟ้าของกาตาร์ รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ และรัฐบาลโดฮาขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้”

 

ทางด้านกระทรวงมหาดไทยกาตาร์ยืนยันว่า มีการยิงขีปนาวุธจากอิหร่านทั้งหมด 19 ลูก และระบุว่ามีเพียงลูกเดียวเท่านั้นที่โจมตีถูกฐานทัพอากาศอัลอูไดด์ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต

 

ฐานทัพอากาศอัลอูไดด์ สำคัญอย่างไร?

 

ฐานทัพอากาศอัลดูไดด์ หรือที่รู้จักในชื่อสนามบินอาบู นัคละฮ์ (Abu Nakhlah Airport) ซึ่งมีขนาดพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 151 ไร่ คือ 1 ใน 2 ฐานทัพ ที่อยู่ในพื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ 

 

โดยมีความสำคัญอย่างมากในเชิงยุทธศาสตร์ และมีกำลังทหารประจำการอยู่กว่า 10,000 นาย อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของกองทัพอากาศกาตาร์, กองทัพอากาศสหรัฐฯ, กองทัพอากาศอังกฤษ และกองกำลังต่างประเทศอื่นๆ 

 

นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกลางของสหรัฐอเมริกา (USCENTCOM) ซึ่งมีหน้าที่ดูแลปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ตั้งแต่อียิปต์ไปจนถึงคาซัคสถาน และยังเป็นที่ตั้งของกองบินส่งกำลังทางอากาศที่ 379 ซึ่งเป็นกองบินส่งกำลังที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

การโจมตีที่อ่อนแอ-แจ้งเตือนล่วงหน้า?

 

หลายชั่วโมงก่อนที่จะเกิดการโจมตี สถานทูตสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในกาตาร์ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้พลเมืองของตนในกาตาร์หลบอยู่ในบ้านจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม ขณะที่ทางการกาตาร์มีการเตรียมพร้อมทั้งสั่งปิดน่านฟ้า และให้ความมั่นใจโดยการรับรองความปลอดภัยของประชาชน

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ภายหลังการโจมตี โดยขอบคุณอิหร่านที่แจ้งเรื่องการโจมตีให้ทราบล่วงหน้า ซึ่งทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และระบุว่าการโจมตีของอิหร่านนั้นอ่อนแอมาก ซึ่งสหรัฐฯ คาดการณ์ไว้แล้ว และสามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

“อิหร่านตอบโต้อย่างเป็นทางการต่อการที่เราทำลายโรงงานนิวเคลียร์ของพวกเขาด้วยการตอบโต้ที่อ่อนแอมาก ซึ่งเราคาดการณ์ไว้แล้ว และได้โต้กลับอย่างมีประสิทธิภาพ

 

มีขีปนาวุธ 14 ลูกที่ถูกยิงออกไป โดย 13 ลูกถูกยิงตก และ 1 ลูกถูก ‘ปล่อย’ เนื่องจากขีปนาวุธนั้นมุ่งไปในทิศทางที่ไม่เป็นภัยคุกคาม ผมยินดีที่จะรายงานว่าไม่มีชาวอเมริกันคนใดได้รับอันตราย และแทบไม่มีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น ที่สำคัญที่สุด พวกเขาได้กำจัดมันออกไปจาก ‘ระบบ’ ของพวกเขาแล้ว และหวังว่าจะไม่มีความเกลียดชังเกิดขึ้นอีก

 

ผมขอขอบคุณอิหร่านที่แจ้งให้เราทราบล่วงหน้า ซึ่งทำให้ไม่มีชีวิตใดต้องสูญเสียไป และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ” ทรัมป์ระบุ และชี้ว่าจากท่าทีดังกล่าว อิหร่านและอิสราเอลอาจเดินหน้าไปสู่สันติภาพได้

 

“บางทีตอนนี้อิหร่านอาจเดินหน้าไปสู่สันติภาพและความสามัคคีในภูมิภาคได้ และผมจะสนับสนุนอิสราเอลอย่างกระตือรือร้นให้ทำเช่นเดียวกัน”

 

ทรัมป์อ้าง อิหร่าน-อิสราเอลตกลงหยุดยิง

 

หลังจากนั้นทรัมป์โพสต์ข้อความต่อเนื่อง ทั้งแสดงความยินดีต่อโลกและชี้ว่าถึงเวลาแห่งสันติภาพ ก่อนจะอ้างว่าอิหร่านและอิสราเอล ‘ตกลงที่จะหยุดยิง’ แบบ ‘สมบูรณ์แบบและโดยสิ้นเชิง’ เป็นเวลา 12 ชั่วโมง และยินดีกับทั้งสองประเทศในการยุติสิ่งที่เรียกว่า ‘สงคราม 12 วัน’ 

 

“ขอแสดงความยินดีกับทุกคน! อิสราเอลและอิหร่านตกลงกันเสร็จสิ้นแล้วว่า จะมีการหยุดยิงแบบสมบูรณ์และโดยสิ้นเชิงเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้น สงครามจะถือว่าสิ้นสุดลง! อย่างเป็นทางการ

 

โดยทรัมป์ระบุว่า อิหร่านจะเริ่มหยุดยิงในเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (24 มิถุนายน)ตามเวลาท้องถิ่นของอิหร่าน หรือ 07.30 น. ตามเวลาไทย ส่วนอิสราเอลจะหยุดยิงหลังจากนั้นอีก 12 ชั่วโมง หรือในเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของอิสราเอล หรือราว 23.00 น. ตามเวลาไทย 

 

“และเมื่อถึงชั่วโมงที่ 24 โลกจะประกาศให้สงคราม 12 วันสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ระหว่างการหยุดยิงแต่ละครั้ง อีกฝ่ายจะยังคงรักษาสันติภาพและเคารพซึ่งกันและกัน ภายใต้สมมติฐานที่ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามที่ควรจะเป็น ผมขอแสดงความยินดีกับทั้งสองประเทศ ทั้งอิสราเอลและอิหร่าน ที่มีความอดทน กล้าหาญ และฉลาดในการยุติสิ่งที่ควรเรียกว่าสงคราม 12 วัน” ทรัมป์ระบุ

 

หลังจากที่ทรัมป์ประกาศ อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ยืนยันว่า ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับการหยุดยิงหรือการยุติปฏิบัติการทางทหาร ณ ขณะนี้ แต่หากอิสราเอลยุติการรุกรานอิหร่านภายในเวลา 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นในเตหะราน หรือ อิหร่านก็จะหยุดการโจมตีตอบโต้เช่นกัน 

 

“หากอิสราเอลยุติการรุกรานที่ผิดกฎหมายต่อประชาชนอิหร่าน ภายในเวลาไม่เกิน 04.00 น. ตามเวลาเตหะราน เราก็ไม่มีเจตนาที่จะตอบโต้ต่อไป การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการยุติปฏิบัติการทางทหารของเราจะเกิดขึ้นในภายหลัง”

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ อิสราเอลและอิหร่านยังคงเดินหน้าโจมตีตอบโต้กันอย่างหนัก โดยอิหร่านยิงขีปนาวุธใส่พื้นที่ตอนใต้ของอิสราเอลไม่ต่ำกว่า 6 ระลอก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอย่างน้อย 22 คน

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏรายงานจาก Press TV สถานีโทรทัศน์ทางการอิหร่าน ที่รายงานว่าอิหร่านและอิสราเอลได้เริ่มต้นการหยุดยิงแล้ว สอดคล้องกับท่าทีของทรัมป์ที่โพสต์ข้อความยืนยันว่า “การหยุดยิงมีผลบังคับใช้แล้ว” และขอให้ทั้งสองฝ่าย “อย่าละเมิดข้อตกลง”

 

ทางด้านอิสราเอล ได้ออกแถลงการณ์ในเวลาต่อมา ยืนยันว่าได้ตอบรับข้อตกลงหยุดยิงที่ทรัมป์ เสนอ ขณะที่เตือน

 

อ้างอิง: 

The post ประมวลเหตุการณ์อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในกาตาร์ สู่ประกาศข้อตกลงหยุดยิงของทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่องแคบฮอร์มุซ ‘เส้นเลือดขนส่งน้ำมันโลก’ สำคัญอย่างไร? https://thestandard.co/iran-hormuz-oil-spike/ Mon, 23 Jun 2025 11:54:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1088165

รัฐสภาอิหร่านมีมติรับรองมาตรการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเ […]

The post ช่องแคบฮอร์มุซ ‘เส้นเลือดขนส่งน้ำมันโลก’ สำคัญอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐสภาอิหร่านมีมติรับรองมาตรการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งน้ำมันทางทะเลของโลก หลังจากที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งของอิหร่านวานนี้ (22 มิถุนายน) 

 

โดยหลังจากนี้ สภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน และ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จะเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นสุดท้ายว่าจะดำเนินมาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่

 

ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรเปิด รองรับการขนส่งน้ำมันทางทะเล คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของโลก มีความยาว 167 กิโลเมตร และมีความกว้างในจุดที่แคบที่สุดประมาณ 33 กิโลเมตร 

 

ชายฝั่งทางทิศเหนือของช่องแคบคืออิหร่าน ส่วนทางใต้คือคาบสมุทรมูซันดัม ซึ่งแบ่งแยกโดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเขตปกครองมูซันดัม อันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของโอมาน

 

ในปี 2024 มีน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 20% ของอัตราบริโภคน้ำมันทั่วโลก ที่ถูกขนส่งผ่านช่องแคบนี้ 

 

ขณะที่ข้อมูลของ Bloomberg พบว่า ในปี 2024 เรือบรรทุกน้ำมันจะขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวจากซาอุดีอาระเบีย, อิรัก, คูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิหร่าน ผ่านช่องแคบฮอร์มุซประมาณ 16.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

การปฏิเสธไม่ให้เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผ่านช่องแคบนี้ไปยังจีน ยุโรป และหลายภูมิภาคที่เป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น โดยอาจเพิ่มสูงถึงระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก

 

ทั้งนี้ แม้ในทางกฎหมาย อิหร่านจะไม่มีอำนาจสั่งหยุดการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ที่ผ่านมาอิหร่านเคยขู่จะปิดช่องแคบนี้โดยใช้กำลังมาแล้ว เช่นในปี 2011 ที่เผชิญการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ขณะที่ยังเคยโจมตีเรือน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบนี้ ในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน ระหว่างปี 1980-1988

 

ระดับความลึกของน่านน้ำในช่องแคบค่อนข้างตื้น ทำให้เรือเสี่ยงต่อการถูกทุ่นระเบิดได้ง่าย และความที่ใกล้ชิดกับชายฝั่ง โดยเฉพาะอิหร่าน ทำให้เรือที่เดินทางผ่านช่องแคบเสี่ยงต่อการโจมตีจากขีปนาวุธที่ยิงมาจากชายฝั่ง หรืออาจถูกสกัดกั้นโดยเรือตรวจการณ์และเฮลิคอปเตอร์ของอิหร่าน

 

แต่สิ่งที่อิหร่านต้องคำนึงถึง คือความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอิหร่านได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากจะทำให้อิหร่านไม่สามารถส่งออกปิโตรเลียมได้ และจะสร้างความไม่พอใจให้แก่จีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สามารถใช้สิทธิวีโต้ยับยั้งในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เพื่อปกป้องอิหร่านจากการคว่ำบาตรหรือมติที่นำโดยชาติตะวันตก

 


 

ช่องแคบฮอร์มุซ ‘เส้นเลือดขนส่งน้ำมันโลก’ สำคัญอย่างไร?

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

 

อ้างอิง : 

The post ช่องแคบฮอร์มุซ ‘เส้นเลือดขนส่งน้ำมันโลก’ สำคัญอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงพาณิชย์เตือน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จ่อกระทบอุปทานน้ำมันดิบไทยกว่าครึ่ง หวั่นราคาพลังงานพุ่ง ดันเงินเฟ้อไทยสูง https://thestandard.co/thailand-energy-import/ Mon, 23 Jun 2025 11:47:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1088161 thailand-energy-import

กระทรวงพาณิชย์เผย ไทยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางมูลค่า […]

The post กระทรวงพาณิชย์เตือน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จ่อกระทบอุปทานน้ำมันดิบไทยกว่าครึ่ง หวั่นราคาพลังงานพุ่ง ดันเงินเฟ้อไทยสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-energy-import

กระทรวงพาณิชย์เผย ไทยนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางมูลค่ากว่า 52.6% เตือน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดจะกระทบอุปทานน้ำมันดิบกว่าครึ่ง ชี้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ดันราคาพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อไทยอาจสูงตาม เหตุน้ำมันเชื้อเพลิงคิดเป็น 9.57% ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ

 

วันนี้ (23 มิถุนายน) พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2567 ไทยนำเข้าพลังงาน (น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันสำเร็จรูป) มูลค่า 45,902.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการนำเข้าจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางมูลค่า 24,139.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 52.6% ของการนำเข้าสินค้ากลุ่มดังกล่าวทั้งหมดของไทย

 

โดยแหล่งนำเข้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, คูเวต และโอมาน โดยนำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์เป็นหลัก

 

“หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด อุปทานน้ำมันดิบกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศจะได้รับผลกระทบ และหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจนำมาสู่การเผชิญราคาน้ำมันและค่าพลังงานที่พุ่งสูง ซึ่งมีผลโดยตรงทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนน้ำหนักถึง 9.57% ในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อ” พูนพงษ์กล่าว

 

นอกจากนี้ การปิดกั้นช่องทางขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบแห่งนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางค่อนข้างมาก เนื่องจากส่วนใหญ่สินค้าไทยจะขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือ Jebel Ali ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไปยังตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ในด้านการส่งออกของไทยบางสินค้าอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เช่น สินค้าส่งออกที่เกี่ยวกับน้ำมัน ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซปิโตรเลียมเหลว

 

ผอ.สนค. กล่าวทิ้งท้ายว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในปัจจุบันมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรก โดยความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะดำเนินการขัดขวางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีสูงกว่าช่วงสงครามอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และการต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรที่เริ่มตั้งแต่ปี 2566 เนื่องจากปัจจุบันเป็นการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ประกอบกับการที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการกดดัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทางอ้อมผ่านการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันหรือต้นทุนการขนส่ง เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในวิกฤตการณ์ทะเลแดงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

 

ดังนั้นทุกฝ่ายจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์จะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเฝ้าระวังและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

The post กระทรวงพาณิชย์เตือน หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด จ่อกระทบอุปทานน้ำมันดิบไทยกว่าครึ่ง หวั่นราคาพลังงานพุ่ง ดันเงินเฟ้อไทยสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.คลัง ติดตาม ‘ราคาพลังงาน-เงินทุนเคลื่อนย้าย’ ใกล้ชิด เรียกถกเอกชนเตรียมรับมือ หากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ‘ยกระดับ’ https://thestandard.co/energy-capital-flow-monitor/ Mon, 23 Jun 2025 11:22:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1088148 energy-capital-flow-monitor

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งใ […]

The post รมว.คลัง ติดตาม ‘ราคาพลังงาน-เงินทุนเคลื่อนย้าย’ ใกล้ชิด เรียกถกเอกชนเตรียมรับมือ หากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ‘ยกระดับ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
energy-capital-flow-monitor

รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ ‘ราคาพลังงาน-เงินทุนเคลื่อนย้าย’ เรียกเอกชนประชุม เตรียมรับมือ หากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ‘ยกระดับ’

 

วันนี้ (23 มิถุนายน) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลจะมุ่งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในด้านราคาพลังงานและเงินทุนเคลื่อนย้าย

 

พิชัยกล่าวอีกว่า ในด้านราคาพลังงาน พบว่า ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยมีสินค้าไม่กี่ชนิดที่ส่งผลทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เช่น ราคาพลังงาน สินค้านำเข้าบางชนิด เช่น ปุ๋ย และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสงคราม ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจับตาดูสินค้าเหล่านี้

 

พิชัยมองอีกว่าราคาพลังงานในประเทศปัจจุบันยังอยู่ในระดับ ‘รับมือได้’ แต่หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลก็สามารถใช้มาตรการต่างๆ ได้ รวมไปถึงการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุนราคาน้ำมัน

 

อย่างไรก็ตาม พิชัยมองว่าการใช้มาตรการรับมือต่างๆ ต้องทำในระดับที่เหมาะสม โดยในระยะยาวควรเน้นไปที่การเพิ่มรายได้มากกว่าการอุดหนุนราคา

 

พิชัยเรียกภาคเอกชน หากความขัดแย้งไทย-กัมพูชายกระดับ

 

การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อช่วงเช้า พิชัยเป็นประธานการประชุมการเตรียมตัวของภาคเอกชนและผลกระทบหากมีการยกระดับความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยมีคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สมาคมธนาคารไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้าร่วม

 

โดยพิชัยระบุว่า ต้องยอมรับว่าสถานการณ์กำลังเปราะบางและต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ได้เริ่มส่งสัญญาณที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ฝ่ายไทยยังคงมีท่าทีที่สุขุม รอบคอบ และให้ความสำคัญกับการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในฐานะผู้กำกับดูแลเศรษฐกิจในภาพรวม รัฐบาลไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับความเป็นไปได้ต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

 

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ ได้แก่

 

  • ประการแรก: การประเมินผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ทั้งจากการค้าชายแดน ภาคการผลิตที่พึ่งพาวัตถุดิบจากกัมพูชา ภาคการเงินที่มีธุรกิจและสาขาในกัมพูชา รวมถึงภาคบริการ ไม่ว่าจะเป็นสายการบิน โทรคมนาคม หรือพลังงาน
  • ประการที่ 2: การเตรียมมาตรการรองรับ โดยรัฐบาลพร้อมพิจารณาทั้งมาตรการด้านการเงิน เช่น Soft Loan การผ่อนปรนทางภาษี มาตรการโลจิสติกส์ เช่น การเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งจากทางบกเป็นทางเรือ ตลอดจนการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดน ทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง ซึ่งวันนี้จะเปิดรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการและภาคเอกชน

 

พิชัยกล่าวอีกว่า การประชุมดังกล่าวในวันนี้เป็นเพียงการเตรียมการในเชิงเทคนิค เพื่อความพร้อมในการรับมือเท่านั้น ไม่มีเจตนาใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักสันติวิธี และให้ความสำคัญกับความมั่นคงร่วมกันในภูมิภาคอาเซียน

 

ส่วนในประเด็นแรงงานกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย “รัฐบาลไทยมีท่าทีที่ชัดเจนว่า ไม่ประสงค์จะผลักดันให้แรงงานต้องเดินทางกลับประเทศโดยไม่จำเป็น เพราะเราตระหนักดีถึงความสำคัญของแรงงานกลุ่มนี้ต่อระบบเศรษฐกิจไทย”

The post รมว.คลัง ติดตาม ‘ราคาพลังงาน-เงินทุนเคลื่อนย้าย’ ใกล้ชิด เรียกถกเอกชนเตรียมรับมือ หากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ‘ยกระดับ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ทางเลือกอิหร่านอาจใช้โต้กลับสหรัฐฯ https://thestandard.co/iran-retaliation-scenarios/ Mon, 23 Jun 2025 11:11:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1088127 iran-retaliation-scenarios

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจส่ง […]

The post 5 ทางเลือกอิหร่านอาจใช้โต้กลับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
iran-retaliation-scenarios

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดลงสู่โครงการนิวเคลียร์หลัก 3 แห่งของอิหร่าน นับเป็นการเปิดหน้าว่าสหรัฐฯ เข้าร่วมวงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านระลอกใหม่อย่างเต็มตัว ส่งผลให้ห้วงเวลานี้โลกเต็มไปด้วยความตึงเครียด และจับตาดูว่าอิหร่านจะเลือกโต้กลับอย่างไร

 

และนี่คือฉากทัศน์ 5 ทางเลือกที่อิหร่านอาจใช้โต้กลับในอีกไม่ช้า

 

 

โจมตีผลประโยชน์ทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

 

1. โจมตีผลประโยชน์ทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

 

อิหร่านกล่าวบ่อยครั้งว่า หากสหรัฐฯ ร่วมวงความขัดแย้งและโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของตน พวกเขาก็พร้อมโต้กลับกองกำลังสหรัฐฯ รวมถึงผลประโยชน์ทั้งหมดในภูมิภาค

 

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) อาจเลือกใช้งานกองกำลังตัวแทนที่มีอยู่ในอิรัก เยเมน และซีเรีย ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคยโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้มาก่อน โดยข้อมูลจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ระบุว่า สหรัฐฯ มีฐานทัพ 19 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วตะวันออกกลาง และมีกำลังทหารราว 40,000 นาย

 


 

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

อิหร่านอาจตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทางเลือกนี้จะป่วนการค้าน้ำมันโลกอย่างหนัก เนื่องจากนี่คือเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก

 

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นช่องทางสำคัญสำหรับการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวจากตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก โดยมีน้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน

 


 

เร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์

 

เร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์

 

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า อิหร่านอาจเร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์ในขณะนี้ แม้ว่าระบอบการปกครองปัจจุบันจะล่มสลาย และมีผู้นำคนใหม่เข้ามาแทนที่ก็ตาม

 

นอกจากนี้มีนักวิเคราะห์มองว่า อิหร่านอาจถอนตัวจากสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ซึ่งก่อนนี้เคยให้คำมั่นว่าจะไม่พัฒนาระเบิด

 

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันมาตลอดว่าโรงงานนิวเคลียร์ของตนสันติ 100% มีวัตถุประสงค์เพื่อการใช้งานสำหรับพลเรือนเท่านั้น ขณะที่อิสราเอลและสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านว่าพยายามเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์

 


 

 เดินหน้าโจมตีอิสราเอลต่อ

 

 เดินหน้าโจมตีอิสราเอลต่อ

 

ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีฐานนิวเคลียร์ สิ่งแรกที่อิหร่านทำคือการโจมตีอิสราเอล ไม่ใช่ฐานทัพของสหรัฐฯ

 

ฉะนั้นอิหร่านอาจเพียงแค่พยายามรักษาสถานะเดิมเอาไว้ คือการต่อสู้กับอิสราเอลเท่านั้น เนื่องจากอิหร่านรู้ว่าอาจไม่สามารถเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มที่ และหวังว่าทรัมป์จะลดระดับการมีส่วนร่วมในวงความขัดแย้งลงหลังการโจมตีฐานนิวเคลียร์

 


 

ใช้การโจมตีทางไซเบอร์หรือการก่อการร้าย

 

ใช้การโจมตีทางไซเบอร์หรือการก่อการร้าย

 

อิหร่านอาจใช้การก่อการร้ายหรือการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ เนื่องจากการโจมตีของอิสราเอลทำให้ขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านลดลง รวมถึงคลังขีปนาวุธ

The post 5 ทางเลือกอิหร่านอาจใช้โต้กลับสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์โจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน หวั่นเกิดสงครามใหญ่ https://thestandard.co/trump-iran-attack-world-reaction/ Mon, 23 Jun 2025 10:16:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1088092 trump-iran-attack-world-reaction

บรรดาผู้นำประเทศ รวมถึงผู้นำองค์กรระหว่างประเทศต่างออกม […]

The post รวมท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์โจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน หวั่นเกิดสงครามใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-iran-attack-world-reaction

บรรดาผู้นำประเทศ รวมถึงผู้นำองค์กรระหว่างประเทศต่างออกมาแสดงจุดยืน หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สั่งโจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่านอย่างน้อย 3 แห่ง เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ หาทางออกด้วยสันติวิธี หวั่นการสู้รบขยายตัวกลายเป็นสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง

 

อิหร่านพร้อมโต้กลับ ยันสหรัฐฯ-อิสราเอล “ต้องถูกลงโทษ”

 

มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่านระบุว่า สหรัฐฯ “ต้องได้รับการตอบสนองจากการรุกรานของพวกเขา” ขณะที่ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกมาเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรกผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “พวกไซออนิสต์ได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ก่ออาชญากรรมครั้งใหญ่ พวกเขาต้องได้รับการลงโทษ”

 

ทางด้าน อามีร์ ไซอิด อิราวานี เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติกล่าวต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ว่า สหรัฐฯ ได้ ‘ก่อสงคราม’ กับอิหร่าน ภายใต้ข้ออ้างที่ถูกสร้างขึ้นและไร้เหตุผล พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า อิหร่านมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง ต่อการรุกรานที่ชัดเจนของสหรัฐฯ โดยการตอบสนองกลับที่เหมาะสมจะได้รับการตัดสินใจโดยกองทัพอิหร่าน ทั้งยังเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงถือว่า สหรัฐฯ และอิสราเอล เป็นผู้ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น

 

ท่าทีนานาชาติ กับการตัดสินใจโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ

 

ในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลต่างฉลองชัยและอ้างว่า การโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ‘ประสบความสำเร็จอย่างมาก’ ถือเป็นชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ของทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล และประเทศอื่นๆ ในประชาคมโลก แต่ดูเหมือนว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ ‘อาจไม่ได้คิดแบบเดียวกัน’

 

‘จีน’ หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หากอิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้ภัยคุกคาม เนื่องจากจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ในการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านผ่านช่องแคบดังกล่าว โดยจีน ‘ประณาม’ การโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านว่าเป็น ‘การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรุนแรง’ และยิ่งทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น

 

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนพร้อมทำงานร่วมกับชุมชนระหว่างประเทศเพื่อร่วมมือกันและรักษาความยุติธรรม และมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะอิสราเอลให้หยุดยิงและเริ่มการเจรจา

 

ขณะที่อีกหนึ่งมหาอำนาจอย่าง ‘รัสเซีย’ แม้จะยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจาก วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย แต่ ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซียเผยว่า หลายประเทศพร้อมที่จัดส่งอาวุธนิวเคลียร์ให้กับอิหร่าน ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่า “เราประณามการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรง” พร้อมชี้ว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) เผยว่า เขารู้สึก “วิตกกังวลอย่างยิ่ง” กับการใช้กำลังของสหรัฐฯ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ความขัดแย้งนี้ อาจจะไม่สามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว และอาจจะนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงต่อพลเรือน ภูมิภาค และประชาคมโลก กูเตอร์เรสจึงเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกลดความตึงเครียด พร้อมทั้งชี้ว่า ทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหาได้คือ ‘การทูต’ ไม่ใช่การทหาร

 

ทางด้าน คาจา คัลลัส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) เรียกร้องให้ทุกฝ่ายถอยกลับไปที่โต๊ะเจรจาและป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งยิ่งทวีความรุนแรง ขณะที่นักการทูตชั้นนำของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปต่างเน้นย้ำจุดยืนว่า อิหร่านไม่ควรได้รับอนุญาตให้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

 

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีด้านความมั่นคงฉุกเฉิน เพื่อหารือเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน หลังการโจมตีของสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ “ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น” พร้อมทั้งยืนยันว่า ฝรั่งเศสไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านแต่อย่างใด

 

ส่วนประเทศพี่ใหญ่ในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียที่เคยประณามการโจมตีของอิสราเอลต่อโครงการนิวเคลียร์และโครงสร้างทางการทหารของอิหร่าน ได้แสดง ‘ความกังวลอย่างมาก’ เกี่ยวกับการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ แม้จะไม่ถึงกับประณามสหรัฐฯ แต่ก็ได้เน้นย้ำความจำเป็นในการใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อยับยั้งการกระทำต่างๆ ที่จะมีส่วนทำให้การสู้รบขยายตัวกลายเป็นสงครามใหญ่

 

เช่นเดียวกับหลายประเทศในตะวันออกกลาง เช่น อิรัก กาตาร์ และเลบานอน ต่างเห็นสอดคล้องกันว่า การตัดสินใจของทรัมป์ที่จับมืออิสราเอลร่วมกันถล่มโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านนั้น เป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อสันติภาพและความมั่นคงในตะวันออกกลาง และเรียกร้องให้มีการเจรจาทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียด

 

ทางฟากฝั่งของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับอิหร่าน ต่างประณามเหตุโจมตีที่เกิดขึ้น หวั่นสงครามขยายวง และดึงภูมิภาคและโลกไปสู่จุดที่ยากลำบากมากกว่านี้ หากไม่หยุดและไม่มีการดำเนินมาตรการยับยั้ง พร้อมทั้งระบุว่า การโจมตีเหล่านี้จะไม่สามารถยับยั้งอิหร่านจากความก้าวหน้าและการพัฒนาของอิหร่านได้

 

ชิเงรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุว่า การทำให้สถานการณ์สงบลงอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ อีกทั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ‘ต้องถูกยับยั้ง’ 

 

ขณะที่ไทยได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรงและหาทางออกที่สันติ โดยกระทรวงการต่างประเทศแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน โดยเฉพาะเมื่อมีการโจมตีที่ทวีความรุนแรงและการขยายความขัดแย้งจากฝ่ายอื่นๆ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค โดยภายหลังการโจมตีของกองทัพสหรัฐฯ ส่งผลให้สถานทูตไทยหลายแห่งในตะวันออกกลางประกาศเตือนประชาชนในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านยังคงดำเนินไป พร้อมแนะให้ประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

 

ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังเฝ้าจับตามองว่า อิหร่านจะตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ อเมริกาอย่างไร คำขู่ที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการค้าและราคาน้ำมันโลกจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ยังคงต้องติดตาม

 

อ้างอิง:

The post รวมท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์โจมตีโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน หวั่นเกิดสงครามใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. พร้อมยกเลิกมาตรการชั่วคราวที่มีการปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band ก่อนกำหนด หากความผันผวนคลี่คลาย https://thestandard.co/set-middle-east-impact/ Mon, 23 Jun 2025 08:57:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1088063 set-middle-east-impact

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประกาศใช้มาตรการซ […]

The post ตลท. พร้อมยกเลิกมาตรการชั่วคราวที่มีการปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band ก่อนกำหนด หากความผันผวนคลี่คลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
set-middle-east-impact

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ประกาศใช้มาตรการซื้อขายชั่วคราว พร้อมปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ความจำเป็นในการใช้มาตรการดังกล่าว โดยปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความผันผวนในตลาดหุ้นไทย จากผลกระทบของเหตุการณ์ที่คาดเดาสถานการณ์ไม่ได้ ต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก

 

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน ให้ปรับมาตรการซื้อขายชั่วคราว โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่การซื้อขายในวันนี้ (23 มิถุนายน) เป็นต้นไป โดยมาตรการนี้จะใช้ไม่เกินวันที่ 27 มิถุนายนนี้

 

มาตรการสำคัญที่ ตลท. ประกาศใช้ มีดังนี้:

 

– ปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor ของราคาหลักทรัพย์เหลือบวกหรือลบได้ไม่เกิน 15% จากเดิมที่ 30% จากราคาปิดวันก่อนหน้าเพื่อรองรับความผันผวน

 

– ปรับกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band เป็นรายหลักทรัพย์ จากเดิมที่บวกหรือลบได้ไม่เกิน 10% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น เป็นบวกหรือลบได้ไม่เกิน 5% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น

 

ทั้งนี้ มาตรการที่ออกมาดังกล่าวเปรียบเหมือนการปรับเบรกของตลาดหุ้นไทยให้ตื้นขึ้นชั่วคราว ขณะที่มาตรการต่างๆ ที่ใช้ดูแลในการซื้อขายที่มีอยู่แล้วยังคงมีอยู่ปกติเช่นเดิม เช่น เกณฑ์การหยุดทำการซื้อขายเป็นการชั่วคราว (Circuit Breaker)

 

ตลท. ย้ำ พร้อมยกเลิกมาตรการชั่วคราวก่อนกำหนด หากสถานการณ์ผ่อนคลาย

 

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิกมาตรการชั่วคราวก่อนวันที่ 27 มิถุนายนนี้ หรือไม่นั้น อัสสเดชยืนยันว่าคณะกรรมการ ตลท. ได้มอบอำนาจให้ผู้บริหารพิจารณาถอนมาตรการดังกล่าวได้เร็วกว่ากำหนด หากสถานการณ์มีความเหมาะสม

 

“บอร์ดให้มติมาว่าให้ใช้มาตรการในเรื่องของ Ceiling & Floor แล้วก็ Dynamic Price Band เพื่อที่จะให้ตลาดลดความผันผวน ซึ่งถ้าเกิดดูแล้วตลาดมีข้อมูลเพียงพอประกอบการตัดสินใจลงทุนและไม่ได้มีความผันผวนมาก เราก็พร้อมที่จะยกเลิกมาตรการดังกล่าว”

 

อัสสเดชยังชี้แจงด้วยว่า มาตรการนี้เป็นเพียงการบีบแบนด์ของราคาหลักทรัพย์ให้แคบลง เพื่อลดความผันผวน ไม่ได้ไปกระทบการซื้อขายโดยตรง เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่มีความชัดเจนและมีการพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ประเด็นตลาดหลักทรัพย์ฯ กังวลคือผู้ลงทุนจะได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพียงพอหรือไม่ ดังนั้นมาตรการนี้จึงมีขึ้นเพื่อช่วยลดความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และหากตลาดมีข้อมูลเพียงพอและไม่ผันผวนมาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็พร้อมยกเลิกมาตรการชั่วคราวนี้ได้ก่อนกำหนด

 

ส่วนกรณีที่ตลาดหุ้นอาจมีการปรับตัวลงอย่างรุนแรงและอาจมีการเพิ่มมาตรการอื่นๆ นั้น ตลท. ยังไม่ได้มีการกำหนดทริกเกอร์หรือเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะเพิ่มมาตรการเมื่อใด เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก และต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละเหตุการณ์ โดยบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็พร้อมที่จะปรึกษาหารือกันอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าจะมีการพิจารณาห้ามการทำธุรกรรม Short Sell ด้วยหรือไม่นั้น อัสสเดชยืนยันว่า ณ วันนี้ยังไม่มีแผนที่จะห้าม Short Sell โดย ตลท. ต้องการให้กลไกของตลาดดำเนินไปได้ตามปกติ และไม่ปิดโอกาสนักลงทุนทุกภาคส่วน

 

ตลท. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกาะติดสถานการณ์ใกล้ชิด

 

อัสสเดชยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก และข่าวสารบางครั้งยังไม่แน่ใจว่าเป็นจริงหรือไม่ หน้าที่ของ ตลท. คือการช่วยกรองและสื่อสารข่าวสารที่มีในทั่วโลกให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้มีผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ว่าสหรัฐฯ หรือประเทศอื่นๆ จะตัดสินใจอย่างไรกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้

 

เมื่อถูกถามถึงการประเมินสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case Scenario) โดยเฉพาะผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งมีสัดส่วนค่อนข้างมากในตลาดหุ้นไทยนั้น อัสสเดชกล่าวว่า การประเมินสถานการณ์เป็นเรื่องที่ยากมาก โดยถือเหตุผลที่ตัดสินใจลดกรอบความผันผวนลง เพื่อให้นักลงทุนมีโอกาสที่จะได้พิจารณาก่อนการตัดสินใจลงทุน พร้อมแนะนำให้นักลงทุนใจเย็น และมีการกลั่นกรองข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

 

อย่างไรก็ตาม หากดูการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นอื่นๆ ในเอเชียเช้าวันนี้ก็มีการปรับตัวลดลงบ้าง รวมถึงราคาน้ำมัน WTI Future มีการปรับตัวขึ้นเพียงประมาณ 2% ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อย สะท้อนว่านักลงทุนทั่วโลกอาจได้รับรู้ข้อมูลหรือ Price In ข้อมูลดังกล่าวนี้มาในระดับหนึ่งแล้ว

 

สำหรับความกังวลประเด็นซื้อขายของกลุ่มนักลงทุนสถาบันว่าจะมีแรงเทขายปรับพอร์ตออกมานั้น ซึ่งจากการสังเกตในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นข่าวอะไรที่เกิดขึ้น นักลงทุนสถาบันมีทั้งการเข้าและออกในตลาดหุ้นไทย ไม่ได้เป็นการขายแต่เพียงอย่างเดียว และสัดส่วนของวอลุ่มซื้อขายของกลุ่มนักลงทุนอื่นๆ ก็ยังคงมีสัดส่วนที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก อีกทั้งในขณะนี้ยังมีปัจจัยหนุนจาก กองทุน Thai ESGX ที่ยังสามารถซื้อได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งอาจมีเม็ดเงินจากส่วนนี้เข้ามาในตลาดได้

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากกรณีของสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศกับความไม่แน่นอนของเสถียรภาพการเมืองในประเทศ มองว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไร เพราะเป็นประเด็นความเสี่ยงที่นักลงทุนค่อนข้างมากจะกดดันให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับลงหลุดต่ำกว่าระดับ 1,000 จุดหรือไม่นั้น และจะมาตรการอื่นๆ ออกมาเสริมเพิ่มเติมอีกหรือไม่ในอนาคตเพื่อรับมือความเสี่ยงที่กำลังเกิดขึ้น

 

อัสสเดชระบุว่า การคาดการณ์การเคลื่อนไหวตัวเลขดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้นคาดเดาได้ยากว่าจะไปในทิศทางใด โดยขึ้นกับการพิจารณาตัดสินใจของผู้ลงทุน

 

แต่ยืนยันว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะคอยมอนิเตอร์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงการคลัง และสมาคมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาศักยภาพของตลาดทุนไทยในระยะสั้น และพร้อมที่จะปรึกษาหารือกันตลอดเวลาเพื่อตัดสินใจดำเนินมาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ

 

“มีข้อดีอันหนึ่งที่ไม่ว่าอะไรก็ตามจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ธุรกิจเดินต่อได้ เพราะฉะนั้นให้คำแนะนำกับนักลงทุนว่าให้วิเคราะห์ว่าข่าวสารมีผลกระทบโดยตรงต่อปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัทจดทะเบียนมากน้อยแค่ไหนซึ่งเป็นการตัดสินใจจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจนั้นๆ และควรพึ่งพานักวิเคราะห์ในการให้คำแนะนำ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหน้าที่ผลักดันให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ได้เต็มที่” อัสสเดชกล่าว

The post ตลท. พร้อมยกเลิกมาตรการชั่วคราวที่มีการปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band ก่อนกำหนด หากความผันผวนคลี่คลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีน ‘เลือกข้าง’ โลกมุสลิมในตะวันออกกลางจริงหรือ? https://thestandard.co/china-middle-east-offensive/ Mon, 23 Jun 2025 06:12:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1087953

รัฐบาลจีนเดินเกมเชิงรุกในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน นับตั้ […]

The post จีน ‘เลือกข้าง’ โลกมุสลิมในตะวันออกกลางจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐบาลจีนเดินเกมเชิงรุกในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเดินทางไปเยือนซาอุดีอาระเบีย และเข้าร่วมการประชุมสุดยอด China-Arab States Summit และ China-Gulf Cooperation Council (GCC) Summit ในปี 2022 จีนมีความใกล้ชิดกับหลายประเทศมุสลิมในภูมิภาคนี้มากขึ้น จึงถือเป็นการเปิดยุคใหม่ของความสัมพันธ์จีนในภูมิภาคตะวันออกกลาง  

 

ที่ผ่านมา ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ จีนยึดถือหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และมีความระมัดระวังในประเด็นด้านความมั่นคงและการเมือง จีนมักจะเน้นการทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยไม่ผูกกับอุดมการณ์ศาสนาหรือการเมือง แต่หลายครั้ง ด้วยท่าทีของจีนต่อประเด็นร้อนๆ และสงครามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้มีบางคนมองว่า จีน ‘เลือกข้าง’ โลกมุสลิมในภูมิภาคนี้ เช่น 

 

  • ประเด็นสงครามอิหร่าน-อิสราเอล และอิหร่านถูกสหรัฐฯ โจมตี จีนประณามสหรัฐฯ และเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดยิง
  • ประเด็นปาเลสไตน์-อิสราเอล: จีนมีท่าทีสนับสนุนปาเลสไตน์ เรียกร้องให้มีการเจรจาสองรัฐ (Two-State Solution) และจีนเคยวิจารณ์การโจมตีอย่างรุนแรงของอิสราเอล 
  • ประเด็นนิวเคลียร์อิหร่าน: จีนมีท่าทีคัดค้านการคว่ำบาตรอิหร่าน แต่ก็เรียกร้องให้อิหร่านร่วมมือกับ IAEA 
  • ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ: จีนได้ส่งเรือรบร่วมลาดตระเวน เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ (ร่วมกับรัสเซีย) ปกป้องเส้นทางขนส่งน้ำมัน เพื่อความมั่นคงทางทะเล

 

ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ : จีนส่งเรือรบร่วมลาดตระเวน เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ (ร่วมกับรัสเซีย) ปกป้องเส้นทางขนส่งน้ำมัน เพื่อความมั่นคงทางทะเล

ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ : จีนส่งเรือรบร่วมลาดตระเวน เพื่อคุ้มครองเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ (ร่วมกับรัสเซีย) ปกป้องเส้นทางขนส่งน้ำมัน เพื่อความมั่นคงทางทะเล

 

  • ประเด็นการซ้อมรบและการต่อต้านการก่อการร้าย: จีนมีการซ้อมรบกับหลายประเทศมุสลิมในภูมิภาคนี้ เช่น ซาอุ และมีการซ้อมรบทางทะเลร่วม จีน-อิหร่าน-รัสเซีย ที่อ่าวโอมาน รวมทั้งการร่วมมือกับหลายประเทศ เพื่อต่อสู้กับกลุ่มสุดโต่งที่คุกคามเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

 

ทั้งนี้ จีนไม่ได้มีท่าทีเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน (ในลักษณะเดียวกับชาติตะวันตกบางประเทศ) แม้ว่าจีนมีแนวโน้มที่จะเอนเอียงไปทางประเทศมุสลิมในหลายบริบท โดยเฉพาะในประเด็นปาเลสไตน์และอิหร่าน แต่จีนก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลเช่นกัน ในขณะนี้ จีนเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของอิสราเอล และจีนเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของอิสราเอล เช่น โครงการท่าเรือ และร่วมมือด้านเทคโนโลยี เป็นต้น 

 

จีนพยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองในภูมิภาคโดยตรง และเน้นรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย รัฐบาลจีนมักจะประกาศว่า “นโยบายต่างประเทศของจีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ฉันมิตรกับทุกประเทศในตะวันออกกลาง บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน ความเสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกัน” และสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทต่างๆ ผ่านการเจรจาและการหารืออย่างสันติ 

 

ดังนั้น จีนไม่ได้เลือกข้าง แต่ ‘เลือกผลประโยชน์’ จีนพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการทูตและทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นคู่สงครามใดๆ จีนก็ยังคงค้าขายกับทุกฝ่าย เช่น อิสราเอลและอิหร่านที่มีการปะทะกันอย่างหนักในขณะนี้ ต่างก็เป็นคู่ค้าสำคัญของจีน 

 

ผลประโยชน์จีนด้านเศรษฐกิจและพลังงาน จีนมีการนำเข้าน้ำมันดิบเกือบร้อยละ 50 จากตะวันออกกลาง โดยมีประเทศซาอุ อิรัก โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เป็นแหล่งนำเข้าหลัก และจีนได้เสนอให้มีการชำระเงินด้วยเงินสกุลหยวน (Yuan Settlement) ในการซื้อขายน้ำมัน เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ 

 

นอกจากนี้ จีนใช้การทูตเชิงรุกในการขยายความร่วมมือกับกลุ่มความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ GCC ซึ่งมีสมาชิก 6 ประเทศได้แก่ ซาอุ ยูเออี กาตาร์ คูเวต บาห์เรน และโอมาน และเป็นกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยด้วยน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โดยมีกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) มูลค่ามหาศาล กลุ่ม GCC นี้จึงมีบทบาทสำคัญทั้งด้านพลังงาน การเงิน และการทูตในโลกอาหรับและโลกมุสลิม 

 

ในขณะนี้ จีนกลายเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของกลุ่มอ่าวอาหรับ GCC และล่าสุด จีนกำลังเร่งเจรจาจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มนี้ หากจัดทำได้สำเร็จ จะช่วยให้จีนส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางได้ง่ายขึ้น ในยุครัฐบาลทรัมป์เก็บภาษีโหดกับจีน ยิ่งต้องเน้นกระจาย (diversify) ตลาดใหม่ๆ ในโลกขั้วใต้ให้มากขึ้น  

 

จีนกลายเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของซาอุ ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการค้าขายน้ำมัน ขยายไปสู่การลงทุนร่วม และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น จีนได้เข้าไปดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงฮารามาอีน (Haramain High-Speed Railway) ในนครเมกกะห์ของซาอุ และเปิดใช้งานตั้งแต่ปลายปี 2019 เส้นทางรถไฟความเร็วสูง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสายนี้ก่อสร้างโดยบริษัท China Railway Construction Corp (CRCC) ของจีน และมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า “รถไฟแห่งศรัทธา” (Train of Faith) เนื่องจากเป็นรถไฟที่เชื่อมเมืองศักดิ์สิทธิ์ 4 แห่งของอิสลาม ช่วยลดระยะเวลาเดินทาง และสามารถรองรับผู้แสวงบุญได้มากถึง 60 ล้านคนต่อปี 

 

สีจิ้นผิงวางยุทธศาสตร์ที่จะใช้กลุ่มอ่าวอาหรับ GCC เพื่อเป็นประตูสู่ตะวันออกกลาง และเชื่อมโยงความร่วมมือ Belt and Road Initiative (BRI) ส่งผลให้จีนออกไปลงทุนในภูมิภาคนี้ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 23 ของการลงทุนต่างประเทศของจีนภายใต้ความร่วมมือ BRI มีทั้งการลงทุนในท่าเรือ รถไฟ ถนน ระบบโลจิสติกส์ เพื่อใช้เป็นฐานเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าไปแอฟริกาและยุโรป เช่น ท่าเรือดูไบ เขตอุตสาหกรรมจีนในโอมาน รวมทั้งเมกะโปรเจกต์ NEOM ที่ซาอุได้เชิญฝ่ายจีนร่วมลงทุนด้วย

 

ที่สำคัญ ประเทศเศรษฐีน้ำมันเหล่านี้ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อกระจายความเสี่ยงลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันที่ไม่ยั่งยืน จึงหันมาให้ความสนใจจับมือกับจีนในการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และเทคโนโลยีสีเขียว เช่น เทคโนโลยีพลังงานโซลาร์ พลังงานลม โดยเฉพาะในโครงการสำคัญของซาอุ เช่น ‘Made in Saudi’ และ ‘Vision 2030’ ตลอดจนการใช้โครงข่ายเทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ย การร่วมมือกับจีนสร้าง Smart City และการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า EV ของจีนไปเจาะตลาดกลุ่มอ่าวอาหรับ GCC

 

อีกด้านที่โดดเด่น คือ บทบาทของจีนทางการทูตในการเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ย/คนกลางในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-ซาอุ จนสำเร็จในปี 2023 เพื่อแสดงให้โลกมุสลิมในตะวันออกกลางได้เห็นว่า จีนไม่ได้มีแค่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่พร้อมเป็นคนกลางผู้สร้างเสถียรภาพ (Stability Broker) ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งนี้

 

ทั้งนี้ ในด้านความมั่นคง แม้ว่าจีนไม่ได้มีฐานทัพในตะวันออกกลาง แต่จีนก็มีการฝึกทหารร่วม (joint military exercise) และขายอาวุธและโดรนให้หลายกับประเทศ เช่น ซาอุ ยูเออี และอียิปต์ ในขณะนี้ จีนเป็นผู้ส่งออกอาวุธอันดับ 2 ของตะวันออกกลาง (รองจากสหรัฐฯ) 

 

ที่น่าจับตาอีกด้าน คือ จีนมีบทบาทอยู่เบื้องหลังในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างโลกมุสลิมในกลุ่มประเทศอาหรับ กับกลุ่มอาเซียน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จีนสามารถผลักดันให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย (ในฐานะประธานอาเซียนปี 2025) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดระดับผู้นำที่เรียกว่า “ASEAN – GCC – China Summit” ครั้งแรกจนสำเร็จ โดยคาดหวังว่า กลุ่มอาเซียนกับกลุ่มอ่าวอาหรับ GCC ที่จับมือกัน (ภายใต้แรงสนับสนุนจากจีน) จะกลายเป็นตัวอย่างของความร่วมมือ South–South Cooperation ที่ไม่พึ่งพาประเทศพัฒนาแล้วเหมือนที่ผ่านมา และจีนจะสามารถใช้กลไกใหม่นี้เป็นเครื่องมือเชิงการทูตบนเวทีโลกต่อไป

 

มีข้อสังเกตว่า จีนเลือกที่จะให้มาเลเซียเป็นเจ้าภาพริเริ่มจัดการประชุมครั้งแรกนี้ เพื่อทำให้กลุ่มอาเซียนตอบรับได้ง่ายกว่าการที่จีนเดินหน้าเองโดยตรง และมาเลเซียเป็นประเทศมุสลิมที่มีจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มอ่าวอาหรับ GCC เพื่อช่วยสร้างแนวร่วมมุสลิมที่มีจุดยืนร่วมกัน ในลักษณะ“พันธมิตรโลกมุสลิม–เอเชีย”โดยมีจีนเป็นแกนกลาง 

 

โดยสรุป จีนเอียงข้างประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางในแง่การทูตและเศรษฐกิจ โดยมีความระมัดระวังในประเด็นด้านความมั่นคงและการเมือง จีนยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลควบคู่ไปด้วย และจีนมุ่งคบหาผูกมิตรกับประเทศตะวันออกกลาง เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การค้า การลงทุน และการเป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ของจีน ในยุคทรัมป์ป่วนโลก 

 

การเดินเกมของจีนในภูมิภาคนี้จึงใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจเป็นตัวนำ โดยไม่ผูกกับอุดมการณ์ศาสนาหรือการเมือง ควบคู่ไปกับความพยายามที่จะส่งสัญญาณว่า ความร่วมมือของจีนกับประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องชั่วคราว แต่จะเป็นการจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่จีนกำลังสร้างขึ้น และแสดงบทบาทเชิงรุกแทนที่สหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ พร้อมกับการปูทางไปสู่ระบบโลกแบบหลายขั้ว (multipolar world order) ต่อไป 

 

ภาพ: Reuters, ShutterStock

The post จีน ‘เลือกข้าง’ โลกมุสลิมในตะวันออกกลางจริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และระเบิด GBU-57A/B อาวุธเด็ดสหรัฐฯ ที่ใช้โจมตีอิหร่าน https://thestandard.co/us-b2-iran-nuclear-strike/ Sun, 22 Jun 2025 12:18:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1087773 us-b2-iran-nuclear-strike

สหรัฐอเมริกาเปิด Operation Midnight Hammer ส่งเครื่องบิ […]

The post รู้จัก เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และระเบิด GBU-57A/B อาวุธเด็ดสหรัฐฯ ที่ใช้โจมตีอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-b2-iran-nuclear-strike

สหรัฐอเมริกาเปิด Operation Midnight Hammer ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมและสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ในฟอร์โดว์ นาทานซ์ และอิสฟาฮาน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญถ้าในกรณีที่อิหร่านต้องการจะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์จริงๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิสราเอลเปิด Operation Rising Lion ส่งกำลังทางอากาศโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน ตามมาด้วยการยิงขีปนาวุธตอบโต้ของอิหร่านเข้าใส่อิสราเอล

 

จริงๆ แล้วการที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจเข้าร่วมโจมตีอิหร่านนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ทั่วโลกเห็นแนวโน้มมาก่อนแล้ว เพราะสหรัฐฯ เคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศที่สำคัญอย่างเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-46 เข้าวางกำลังในฐานบินในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงในเยอรมนีและดิเอโก การ์เซียในมหาสมุทรอินเดีย ตามมาด้วยคำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ที่บอกว่าเขาจะใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ตัดสินใจว่าจะโจมตีอิหร่านหรือไม่ แต่กลายเป็นว่าไม่กี่วันหลังจากนั้น สหรัฐฯ ก็เข้าร่วมโจมตีอิหร่านโดยทันที

 

จากข้อเท็จจริงที่ว่าอิสราเอลสามารถครองอากาศหรือมี Air Superiority เหนือน่านฟ้าอิหร่าน ซึ่งหมายถึงกำลังทางอากาศของอิสราเอลมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการได้อย่างเสรี และสามารถทำลายภัยคุกคามของอิหร่านได้ จึงทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการเข้าร่วมการโจมตี เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กำลังทางอากาศอื่นอย่างเครื่องบินขับไล่ในการกรุยทางและสร้างโซนปลอดภัยสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดของตนมากนัก

 

จุดตัดสินใจอื่นก็คือการร้องขอของอิสราเอล เพราะระเบิดของอิสราเอลทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่อยู่ใต้ดินหรือบังเกอร์ได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถเจาะทำลายโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ที่อยู่ลึกมากได้ โดยเฉพาะในฟอร์โดว์ที่เป็นโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมซึ่งฝังตัวอยู่ใต้ดินค่อนข้างลึกมาก

 

เครื่องบินหลักที่สหรัฐฯ ใช้ก็หนีไม่พ้น B-2 Spirit ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีคุณสมบัติตรวจจับได้ยากหรือ Stealth เพื่อป้องกันอันตรายจากเครื่องบินขับไล่ของอิหร่าน ที่แม้จะแทบไม่เห็นในการปฏิบัติการในครั้งนี้ รวมถึงจรวดต่อสู้อากาศยานของอิหร่านที่ยังคงมีใช้งานอยู่

 

B-2 Spirit เป็นที่รู้จักกันในฐานะเครื่องบินทิ้งระเบิดที่มีราคาแพงที่สุดในโลก คือมีราคาเฉลี่ยที่ราวลำละ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งราคาที่แพงเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและทดสอบที่พุ่งสูง รวมถึงความผิดพลาดในการบริหารโครงการในช่วงต้นจนทำให้กองทัพอากาศสหรัฐฯ สามารถจัดหาเข้าประจำการได้เพียง 21 ลำ เมื่อหักสองลำที่ประสบอุบัติเหตุทำให้เหลือใช้งานอยู่ที่ 19 ลำ และในปฏิบัติการนี้สหรัฐฯ ใช้งาน B-2 รวมกันถึง 7 ลำ โดยเป็นการบินรวดเดียวจากฐานบินในสหรัฐฯ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าสู่อิหร่าน ซึ่งทำไปพร้อมกับการยิงขีปนาวุธจากเรือรบที่ลอยลำอยู่ในทะเลอาหรับ

 

B-2 มีพิสัยบินไกล 11,000 กิโลเมตร มีช่องเก็บระเบิดภายในลำตัวสองช่อง ซึ่งสามารถบรรทุกระเบิดได้ช่องละราว 40,000 ปอนด์ ดังนั้นเครื่องบิน B-2 หนึ่งลำสามารถบรรทุกระเบิดได้พอๆ กับที่เครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้งฝูงบินจะบรรทุกได้เลยทีเดียว

 

ส่วนระเบิดที่ใช้คือ GBU-57A/B Massive Ordnance Penetrator หรือ MOP ซึ่งสามารถติดตั้งได้กับ B-2 เท่านั้น (แม้ว่าตอนทดสอบจะทดสอบใช้งานกับ B-52 ด้วยก็ตาม แต่ในการใช้งานจริงไม่ได้มีการปรับปรุง B-52 ให้ใช้งานได้)

 

ระเบิดแบบนี้เป็นระเบิดที่มีน้ำหนักสูงมาก คือมีน้ำหนักราว 30,000 ปอนด์หรือ 13 ตัน โดยเป็นการนำหัวระเบิดแบบ BLU-127 มาติดตั้งชุดนำวิถีด้วย GPS และแรงเฉื่อยหรือ INS และมีครีบบริเวณหางเพื่อบังคับทิศทางให้ตกลงในจุดที่ต้องการ ที่จริงแล้ว BLU-127 นี้มีองค์ประกอบที่เป็นหัวรบดินระเบิดแค่ราว 5,000 ปอนด์เท่านั้น แต่นอกนั้นเป็นมวลที่เกิดจากโลหะอัลลอยน้ำหนักสูง ซึ่งเมื่อทิ้งจากความสูงและความเร็วที่เหมาะสม จะสร้างพลังงานจลน์ที่สูงพอที่จะเจาะทะลุพื้นดินถึง 60 เมตร หรือบังเกอร์คอนกรีตหนา 18 เมตรได้ เมื่อเจาะทะลุสำเร็จ ชนวนก็จะจุดระเบิดขึ้นเพื่อทำลายโครงสร้างด้านในตอนไป

 

เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 สามารถบรรทุก GBU-57A/B ได้ลำละ 2 ลูก และในการโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมในฟอร์โดว์นั้นใช้ระเบิดถึง 14 ลูกเลยทีเดียว ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมที่ปรากฏหลังการโจมตีพบรูขนาดใหญ่บริเวณภูเขาที่เป็นที่ตั้งของโรงงาน นั่นหมายถึงว่าระเบิดลูกแรกทำหน้าที่เจาะเข้าไปก่อน และระเบิดหลายลูกก็ทิ้งตามลงมาในจุดเดียวกัน เพื่อทำให้มั่นใจว่าจะสามารถเจาะทะลุเข้าไปยังโรงงานใต้ดินให้ได้

 

ซึ่งเมื่อพิจารณาดีๆ ก็จะพบว่า ภารกิจนี้คล้ายๆ กับภารกิจในภาพยนตร์เรื่อง Top Gun: Maverick นั่นเอง แต่ภารกิจที่เกิดขึ้นจริงนั้นแตกต่างจากภารกิจในภาพยนตร์ตรงที่เครื่องบินที่ใช้ทิ้งระเบิดเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ไม่ใช่เครื่องบินขับไล่ F/A-18 ส่วนระเบิดที่ใช้ก็เป็น GBU-57A/B ที่มีน้ำหนักมาก ต่างจากในภาพยนตร์ที่ใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ตระกูล Paveway ที่ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ และในภารกิจจริงเครื่องบิน B-2 ก็ไม่ต้องบินเรี่ยพื้นและจิกหัวลงมาทิ้งระเบิดก่อนที่จะต้องหลบหลีกจรวดต่อสู้อากาศยานของข้าศึกเหมือนกับ F/A-18 ในภาพยนตร์ เพราะในการปฏิบัติภารกิจจริงจะต้องทำลายจรวดต่อสู้อากาศยานของข้าศึกให้ได้เสียก่อน รวมถึงการทิ้งระเบิดต้องทิ้งจากความสูงมากพอที่ตัวระเบิดจะทำงานและเจาะลงไปใต้ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ทั้งนี้ ประเทศสมมติในภาพยนตร์ก็มี F-14 ใช้งาน เช่นเดียวกับอิหร่านซึ่งยังเป็นประเทศเดียวที่ยังใช้งาน F-14 อยู่ เพียงแต่นักบินอเมริกันไม่ต้องพยายามขับ F-14 หนีออกมา เพราะเครื่องบินไม่ได้ถูกยิงตก และในชีวิตจริงการบุกเข้าไปในฐานทัพอากาศก็ไม่ได้ง่ายแบบในภาพยนตร์

The post รู้จัก เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และระเบิด GBU-57A/B อาวุธเด็ดสหรัฐฯ ที่ใช้โจมตีอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่ทรัมป์สั่งบอมบ์สำคัญอย่างไร https://thestandard.co/trump-airstrike-iran/ Sun, 22 Jun 2025 09:08:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1087729 trump-airstrike-iran

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย (22 มิถุนายน) ปร […]

The post 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่ทรัมป์สั่งบอมบ์สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
trump-airstrike-iran

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย (22 มิถุนายน) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีฐานนิวเคลียร์หลัก 3 แห่งของอิหร่าน หลังจากที่ความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างอิสราเอลและอิหร่านลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2

 

โรงงานทั้ง 3 แห่ง อันได้แก่ นาทานซ์, ฟอร์โดว์ และอิสฟาฮาน ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการพัฒนานิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลอยู่หลายครั้ง 

 

  • นาทานซ์

 

โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานไปทางใต้ราว 225 กิโลเมตร ถือเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน 

 

นักวิเคราะห์ระบุว่า โรงงานแห่งนี้ถูกใช้ในการพัฒนาและประกอบเครื่องปั่นเหวี่ยงแยกตะกอนที่จะนำไปสู่การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะเปลี่ยนยูเรเนียมให้เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

 

ข้อมูลขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Nuclear Threat Initiative (NTI) ระบุว่า โครงสร้างส่วนที่อยู่เหนือพื้นดินนั้นจะมีอาคาร 6 หลังด้วยกัน ส่วนโครงสร้างที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินจะเป็นอาคารขนาดใหญ่ 3 แห่ง ซึ่งมี 2 แห่งที่สามารถรองรับเครื่องปั่นเหวี่ยงแยกตะกอนได้มากถึง 50,000 เครื่อง 

 

ในความขัดแย้งครั้งล่าสุด อิสราเอลได้เล็งเป้าโจมตีไปที่โรงงานแห่งนี้ด้วยเช่นกัน โดยภาพถ่ายดาวเทียมผนวกกับการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญแสดงให้เห็นว่า การโจมตีดังกล่าวได้ทำลายอาคารเหนือพื้นดินในส่วนของโรงงานเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงนำร่อง (Pilot Fuel Enrichment Facility – PFEP)

 

ตามข้อมูลของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA โรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2003 และอิหร่านได้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมถึง 60% สิ่งที่น่าห่วงคือยูเรเนียมนี้สามารถเสริมสมรรถนะเพิ่มเติมได้ถึง 90% ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นสำหรับการผลิตอาวุธนิวเคลียร์

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNN ว่า การโจมตีครั้งก่อนทำให้เกิดไฟดับในอาคารส่วนที่ใช้เก็บเครื่องปั่นเหวี่ยงด้วย และเนื่องจากโครงสร้างส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน การตัดกระแสไฟฟ้าไปยังอาคารเหล่านี้จึงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการตัดความสามารถของอุปกรณ์และเครื่องจักรที่อยู่ใต้ดิน

 

  • ฟอร์โดว์

 

โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้เมืองกอม ถูกสร้างไว้ใต้ดินในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลพื้นฐานของโรงงานแห่งนี้ไม่ได้รับการเปิดเผยมากนัก สิ่งที่โลกรู้ส่วนใหญ่มาจากเอกสารของอิหร่านจำนวนมากที่ถูกหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลขโมยออกมาเมื่อหลายปีก่อน

 

โถงหลักของโรงงานแห่งนี้อยู่ลึกลงไปใต้ดินราว 80-90 เมตร ทำให้มีความทนทานต่อการโจมตีทางอากาศ และเจ้าหน้าที่อิสราเอลเคยกล่าวไว้ว่า สหรัฐฯ เป็นเพียงชาติเดียวที่มีระเบิดชนิดที่โจมตีได้ลึกถึงระดับนั้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าระเบิดที่สหรัฐฯ มีก็อาจไม่เพียงพอ

 

ตามข้อมูลของสถาบันวิทยาศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ ระบุว่า “อิหร่านสามารถเปลี่ยนยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้เป็นยูเรเนียมเกรดอาวุธ 233 กิโลกรัมในเวลา 3 สัปดาห์ ณ โรงงานเสริมสมรรถนะเชื้อเพลิงฟอร์โดว์แห่งนี้” ซึ่งเพียงพอสำหรับอาวุธนิวเคลียร์ 9 ลูก

 

ขณะรายงานล่าสุดจาก IAEA ระบุว่า อิหร่านได้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมให้มีความบริสุทธิ์ถึง 60% ที่โรงงานฟอร์โดว์ โดยปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีเครื่องปั่นเหวี่ยงอยู่ทั้งสิ้น 2,700 เครื่อง

 

  • อิสฟาฮาน 

 

เมืองอิสฟาฮานตั้งอยู่ใจกลางอิหร่าน เป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ

 

ตามข้อมูลของ NTI ระบุว่า จีนเป็นผู้สนับสนุนการก่อตั้งโรงงานแห่งนี้ซึ่งเปิดดำเนินการในปี 1984 มีนักวิทยาศาสตร์ราว 3,000 คนทำงานอยู่นี่ที่ และคาดว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

 

โรงงานแห่งนี้มีเครื่องปฏิกรณ์เพื่อการวิจัยขนาดเล็ก 3 เครื่องที่จีนเป็นผู้จัดหา รวมถึง “โรงงานแปลงสภาพยูเรเนียม โรงงานผลิตเชื้อเพลิง โรงงานหุ้มเซอร์โคเนียม ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกและห้องปฏิบัติการอื่นๆ ด้วย” 

 

อ้างอิง:

The post 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่ทรัมป์สั่งบอมบ์สำคัญอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่สหรัฐฯ โจมตี https://thestandard.co/us-strikes-iran-nuclear-sites/ Sun, 22 Jun 2025 06:49:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1087684 us-strikes-iran-nuclear-sites

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ ประสบความสำเ […]

The post เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่สหรัฐฯ โจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
us-strikes-iran-nuclear-sites

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการเปิดฉากโจมตีโรงงานนิวเคลียร์สำคัญ 3 แห่งของอิหร่าน ท่ามกลางการสู้รบระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2

 

โรงงานนิวเคลียร์ทั้ง 3 แห่ง คือ ฟอร์โดว์ (Fordow) อิสฟาฮาน (Isfahan) และนาทานซ์ (Natanz) ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และก่อนหน้านี้ยังเป็นเป้าหมายการโจมตีของอิสราเอลด้วย

 

นี่คือสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับโรงงานนิวเคลียร์เหล่านี้

 


 

เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่สหรัฐฯ โจมตี

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ 3 โรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่สหรัฐฯ โจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
GPS ถูกรบกวนใกล้ชายฝั่งอิหร่าน กระทบเรือเกือบ 1,000 ลำต่อวัน หวั่นอุบัติเหตุใหญ่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ที่ 1 ใน 5 ของน้ำมันโลกต้องเดินทางผ่าน https://thestandard.co/gps-jamming-hormuz/ Sun, 22 Jun 2025 05:40:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1087665 gps-jamming-hormuz

กลุ่มประสานงานทางเรือของฝรั่งเศสรายงานว่า เรือเกือบ 1,0 […]

The post GPS ถูกรบกวนใกล้ชายฝั่งอิหร่าน กระทบเรือเกือบ 1,000 ลำต่อวัน หวั่นอุบัติเหตุใหญ่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ที่ 1 ใน 5 ของน้ำมันโลกต้องเดินทางผ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
gps-jamming-hormuz

กลุ่มประสานงานทางเรือของฝรั่งเศสรายงานว่า เรือเกือบ 1,000 ลำต่อวันกำลังเผชิญกับการรบกวนสัญญาณ GPS บริเวณชายฝั่งอิหร่าน การรบกวนนี้ทำให้เรือต่างๆ เดินทางอย่างปลอดภัยได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเดินเรือในเวลากลางคืน ช่วงที่มองเห็นไม่ชัด หรือในพื้นที่ที่มีเรือจำนวนมากสัญจรไปมาอย่างหนาแน่น

 

MICA Center ซึ่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกองทัพเรือและการขนส่งเชิงพาณิชย์ กล่าวในโพสต์บน X ว่า โดยเฉลี่ยมีเรือ 970 ลำที่สัญญาณถูกรบกวนทุกวันตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

การรบกวนสัญญาณนี้อาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเรือบรรทุกน้ำมัน Front Eagle และ Adalynn ชนกันอย่างรุนแรงจนไฟลุกไหม้เมื่อวันอังคารที่ 17 มิถุนายน แม้สาเหตุที่แท้จริงของการชนยังไม่ได้รับการยืนยัน

 

การรบกวนสัญญาณ GPS อย่างหนักในขณะที่เรือเดินผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นช่องทางเดินเรือที่แคบ ได้กลายเป็นหนึ่งในผลกระทบหลักต่อการขนส่งทั่วโลก นับตั้งแต่ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเพิ่มสูงขึ้น ช่องทางน้ำแคบนี้เป็นเส้นทางที่น้ำมันประมาณ 1 ใน 5 ของโลกไหลผ่าน ทำให้เป็นจุดคอขวดที่สำคัญสำหรับการขนส่งพลังงาน

 

ตั้งแต่วันที่ 13-18 มิถุนายน เรือประมาณ 970 ลำต่อวันประสบปัญหาการรบกวนสัญญาณ GPS ในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ โดยจุดสูงสุดของการรบกวนเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเรือ 1,155 ลำ

 

ผู้เชี่ยวชาญรายงานว่า การรบกวน GPS ที่แพร่หลายนี้ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง ทำให้สัญญาณ Automatic Identification System (AIS) ปรากฏในตำแหน่งที่ผิดปกติ เช่น ในท่าเรืออิหร่าน ทะเลทรายโอมาน และพื้นที่ใกล้ดูไบ

 

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เรือประมาณ 900 ลำเผชิญปัญหา GPS รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่อย่างน้อย 120 ลำที่มีน้ำหนักบรรทุกเกิน 10,000 ตัน เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ 27 ลำ และเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 24 ลำ

 

อามี แดเนียล ซีอีโอของ Windward บริษัทวิเคราะห์การขนส่งสินค้าทางเรือ กล่าวว่า “ปกติแล้วช่องแคบฮอร์มุซไม่เคยมีการรบกวนสัญญาณ แต่ตอนนี้เกิดขึ้นอย่างมาก สถานการณ์เหล่านี้รวมกันทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะนี่เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว หากเรือไม่สามารถหาตำแหน่งของตัวเองได้อย่างแม่นยำ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

 

การรบกวน GPS อย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดความล่าช้า การเปลี่ยนเส้นทาง และการปรับกลยุทธ์การเดินเรืออย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบริษัทขนส่งและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องจัดการกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น

 

จิม สกอร์เรอร์ เลขาธิการใหญ่ของ International Federation of Shipmasters’ Associations กล่าวว่า “ปัญหาในปัจจุบันคือเรือส่วนใหญ่ใช้ระบบดิจิทัล ดังนั้นหาก GPS ถูกรบกวน ก็จะไม่มีวิธีนำทางที่แท้จริงนอกจากการใช้ประสบการณ์และสัญชาตญาณ”

 

การรบกวนสัญญาณเรือมีสองประเภท ได้แก่ Spoofing ซึ่งเป็นการที่ลูกเรือจงใจส่งสัญญาณเท็จเพื่อปกปิดสินค้าหรือปลายทางที่อาจผิดกฎหมาย และ Jamming ซึ่งเป็นการที่บุคคลที่สามรบกวนสัญญาณ เช่นที่เกิดขึ้นในอ่าวเปอร์เซียในขณะนี้

 

ดิมิทริส อัมปัทซิดิส นักวิเคราะห์จาก Kpler อธิบายว่า “หากไม่ทราบตำแหน่งของเรือ ก็จะไม่สามารถโจมตีได้” การ Jamming จึงกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปมากขึ้นในพื้นที่ความขัดแย้ง เนื่องจากกองทัพบางแห่งพยายามปิดบังตำแหน่งของเรือรบหรือเป้าหมายที่อาจถูกโจมตี

 

การรบกวนลักษณะนี้ได้ถูกสังเกตในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงทะเลดำระหว่างการโจมตีของรัสเซียต่อท่าเรือยูเครน ช่องแคบไต้หวัน และน่านน้ำใกล้ซีเรียและอิสราเอล

องค์กรการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) พร้อมด้วยหน่วยงานของสหประชาชาติอื่นๆ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อแสดงความกังวลต่อกรณีการรบกวนระบบนำทางทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น 

 

การปฏิบัติเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ ‘ความเสี่ยง’ ต่ออุบัติเหตุทางทะเลสูงขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการขนส่งสินค้าพลังงานและอื่นๆ ทั่วโลก


ภาพ: Tatiana Meel / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

The post GPS ถูกรบกวนใกล้ชายฝั่งอิหร่าน กระทบเรือเกือบ 1,000 ลำต่อวัน หวั่นอุบัติเหตุใหญ่ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ที่ 1 ใน 5 ของน้ำมันโลกต้องเดินทางผ่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงการต่างประเทศแนะคนไทยในอิสราเอล-อิหร่าน อย่าประวิงเวลา ควรออกนอกพื้นที่เพื่อความปลอดภัย https://thestandard.co/thailand-warning-israel-iran/ Fri, 20 Jun 2025 07:50:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1087236 thailand-warning-israel-iran

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ไ […]

The post กระทรวงการต่างประเทศแนะคนไทยในอิสราเอล-อิหร่าน อย่าประวิงเวลา ควรออกนอกพื้นที่เพื่อความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
thailand-warning-israel-iran

มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถึงความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เรียกร้องให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในทั้ง 2 ประเทศ “ออกจากพื้นที่” ที่เป็นเป้าหมายการโจมตี และพื้นที่บริเวณใกล้เคียง เพื่อความปลอดภัย

 

มาริษย้ำว่าที่ผ่านมา ได้เริ่มต้นการจัดการในระยะเร่งด่วนแล้วคือการส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง นำคณะจากส่วนกลางที่ไทย เพื่อไปสนับสนุนภารกิจของสถานเอกอัครราชทูตไทยในอิสราเอล และอิหร่าน ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ให้ความช่วยเหลือคนไทยทุกคนได้ทันที

 

นอกจากนี้ มาริษยังย้ำว่า ตลอดระยะเวลา 2 วันที่ผ่านมา มีการประชุมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ, สถานทูต และสถานกงสุลใหญ่ในตะวันออกกลาง เพื่อคอยประเมินสถานการณ์ โดยขณะนี้ได้รับรายงานว่า ในอิหร่านมีคนไทยที่เข้าพักในศูนย์พักพิงชั่วคราวแล้ว 35 คน และมีผู้แสดงความประสงค์จะเดินทางออกจากอิหร่าน 5 คน

 

ส่วนในอิสราเอลมีคนไทยที่แสดงความประสงค์จะเดินทางออกจากอิสราเอล 3 คน ซึ่งได้กำชับให้สถานเอกอัครราชทูตในทั้ง 2 ประเทศ ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนไทยทุกคนสามารถเดินทางออกมาจากพื้นที่ทันทีอย่างปลอดภัย

 

ทั้งนี้ มาริษยังย้ำว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมให้การดูแลคนไทยในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงฯ อยากขอให้คนไทยทุกคนที่อาศัยในทั้ง 2 ประเทศพิจารณาว่าเห็นสมควรที่จะออกจากพื้นที่อันตราย ในห้วงเวลาที่ยังสามารถเดินทางออกมาได้ ขออย่าได้ประวิงเวลาแล้วรอจนสถานการณ์จวนตัว และขอให้รีบติดต่อสถานทูตในอิสราเอลและอิหร่านที่สายด่วนทันที

 

สถานทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ หมายเลข +972 546 368150 และ +972 503 673195

 

สถานทูต ณ กรุงเตหะราน หมายเลข +98 912 159 5699 และ +98 912 500 7933 และ Call Center หมายเลข 02 572 8442 ของกระทรวงการต่างประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 

อ้างอิง:

  • กระทรวงการต่างประเทศ

The post กระทรวงการต่างประเทศแนะคนไทยในอิสราเอล-อิหร่าน อย่าประวิงเวลา ควรออกนอกพื้นที่เพื่อความปลอดภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตะวันออกกลางเดือด! ทรัมป์สั่งอพยพชาวอเมริกัน ไทยเตรียมแผนสำรองน้ำมัน หั่นเงินกองทุน ตรึงราคาดีเซล https://thestandard.co/israel-iran-war-impact-oil-thai-energy/ Tue, 17 Jun 2025 11:30:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1086075 israel-iran-war-impact-oil-thai-energy

สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ทวีความรุน […]

The post ตะวันออกกลางเดือด! ทรัมป์สั่งอพยพชาวอเมริกัน ไทยเตรียมแผนสำรองน้ำมัน หั่นเงินกองทุน ตรึงราคาดีเซล appeared first on THE STANDARD.

]]>
israel-iran-war-impact-oil-thai-energy

สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านกระทรวงพลังงานของไทยยืนยันเฝ้าระวังใกล้ชิด เตรียมมาตรการรับมือพร้อมย้ำปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศเพียงพอต่อการใช้งานราว 60 วัน แต่ยอมรับในฐานะผู้นำเข้าจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านราคาได้

 

สถานการณ์โลกตึงเครียด ดันราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด

 

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การสู้รบที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 5 ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นแล้ว 7% สู่ระดับมากกว่า 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ความกังวลดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้พลเมืองอเมริกันอพยพออกจากกรุงเตหะราน ขณะที่สถานทูตจีนก็ออกประกาศเตือนพลเมืองของตนเช่นเดียวกัน

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

พลังงานไทยแจงปริมาณสำรอง-เตรียมแผนรับมือ

 

ล่าสุด วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้นักวิเคราะห์จากหลายสำนักคาดการณ์ว่า หากการสู้รบขยายวงกว้างจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างรุนแรง

 

“กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 72.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นจากต้นเดือนมิถุนายนที่ราคา 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล” วีรพัฒน์กล่าว

 

สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทยล่าสุด มีรายละเอียดดังนี้:

 

– น้ำมันดิบคงเหลือ: ประมาณ 3,337 ล้านลิตร (เพียงพอต่อความต้องการใช้ 25 วัน)

– น้ำมันดิบระหว่างขนส่ง: ประมาณ 2,457 ล้านลิตร (เพียงพอต่อความต้องการใช้ 19 วัน)

– น้ำมันสำเร็จรูปคงเหลือ: ประมาณ 1,874 ล้านลิตร (เพียงพอต่อความต้องการใช้ 16 วัน)

 

เมื่อรวมทั้งหมดแล้ว ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองที่สามารถใช้งานได้รวม 60 วัน ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น จะมีการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณสำรองต่อไป

 

“ขอย้ำว่ากระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ติดตามและประเมินสถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านอย่างใกล้ชิด ได้เตรียมพร้อมในเรื่องของปริมาณสำรองพลังงาน ซึ่งมีข้อกำหนดและมาตรการในการสำรองปริมาณน้ำมันและก๊าซหุงต้มอยู่แล้ว รวมถึงการเตรียมแนวทางการบริหารจัดการด้านราคาหากการสู้รบรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ โดยไทยเองเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน ทำให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านราคาได้”

 

กองทุนน้ำมันฯ ลดเงินส่งเข้ากองทุน ช่วยพยุงราคาดีเซล

 

ในส่วนของมาตรการระยะสั้นเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนนั้น พรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ สำหรับน้ำมันดีเซลลงอีก 0.50 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยตรึงราคาขายปลีกในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้น โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป

 

ภาพ: Morteza Nikoubazl / NurPhoto via Getty Images

 

อ้างอิง

The post ตะวันออกกลางเดือด! ทรัมป์สั่งอพยพชาวอเมริกัน ไทยเตรียมแผนสำรองน้ำมัน หั่นเงินกองทุน ตรึงราคาดีเซล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนทันยาฮูชี้ ปฏิบัติการอิสราเอลอาจปูทางสู่ ‘การเปลี่ยนระบอบ’ ในอิหร่าน ด้านนักวิเคราะห์เตือน อาจได้ผลตรงกันข้าม https://thestandard.co/israel-iran-regime/ Tue, 17 Jun 2025 11:07:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1086059 israel-iran-regime

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับส […]

The post เนทันยาฮูชี้ ปฏิบัติการอิสราเอลอาจปูทางสู่ ‘การเปลี่ยนระบอบ’ ในอิหร่าน ด้านนักวิเคราะห์เตือน อาจได้ผลตรงกันข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
israel-iran-regime

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Fox News โดยกล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลต่ออิหร่าน “มีโอกาสอย่างยิ่ง” ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เนื่องจากเขาเชื่อว่า “รัฐบาลในอิหร่านอ่อนแอมาก” และอ้างว่า “80% ของประชาชนจะโค่นล้มกลุ่มคลั่งศาสนาเหล่านี้ถ้ามีโอกาส”

 

เนทันยาฮูยังกล่าวอีกว่า “พวกเขายิงผู้หญิงเพียงเพราะเปิดผม ยิงนักศึกษา และทำลายชีวิตของผู้คนที่กล้าหาญและเปี่ยมศักยภาพเหล่านี้ ชาวอิหร่านจะต้องเป็นคนตัดสินใจลุกขึ้นสู้ด้วยตนเอง”

 

คำกล่าวของเนทันยาฮูเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากบางฝ่ายในรัฐสภาสหรัฐฯ และนักเคลื่อนไหวชาวอิหร่านในต่างประเทศ ที่เชื่อว่าช่วงเวลานี้เหมาะสมที่จะผลักดันให้เกิดการล้มล้างระบอบนักบวชในอิหร่าน ซึ่งมี อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เป็นผู้นำสูงสุด

 

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านหลายคนเตือนว่า เนทันยาฮูอาจกำลังประเมินอารมณ์ของประชาชนอิหร่านผิดไป เพราะแท้จริงแล้ว การโจมตีของอิสราเอลอาจยิ่งกระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นต่ออิสราเอล และทำให้ประชาชนในอิหร่านหันมารวมตัวกันต่อต้านภัยภายนอก แทนที่จะลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลของตน

 

อาราช อาซิซี ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านจากนิวยอร์ก และผู้เขียนหนังสือ What Iranians Want ระบุว่า “นักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในอิหร่านรู้ดีว่า พวกเขาไม่ได้มีคุณค่าเพราะคนอย่างเนทันยาฮู” และย้ำว่ารัฐบาลฝ่ายขวาของอิสราเอล “ไม่ได้มีค่านิยมที่สอดคล้องกับพวกเขาเลย”

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อิหร่านเผชิญกับการประท้วงทั่วประเทศหลายครั้ง โดยเฉพาะในปี 2022 และ 2023 หลังการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี หญิงสาววัย 22 ปีที่ถูกตำรวจศีลธรรมควบคุมตัวในข้อหาไม่สวมฮิญาบอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง มีทั้งการจับกุม ดำเนินคดี และการประหารชีวิตเพิ่มขึ้น ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน

 

แม้จะมีความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวอิหร่าน แต่ผู้เชี่ยวชาญและประชาชนที่กำลังเผชิญกับการโจมตีในประเทศ ย้ำว่าพวกเขาไม่ได้มองเนทันยาฮูหรือรัฐบาลอิสราเอลว่าเป็นทางออกของปัญหาภายในประเทศตนเองแต่อย่างใด

 

ภาพ: Ronen Zvulun / Pool / File Photo / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เนทันยาฮูชี้ ปฏิบัติการอิสราเอลอาจปูทางสู่ ‘การเปลี่ยนระบอบ’ ในอิหร่าน ด้านนักวิเคราะห์เตือน อาจได้ผลตรงกันข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน สะเทือนพอร์ตลงทุนแค่ไหน? InnovestX ชี้เป้า 6 สินทรัพย์รับมือความผันผวน https://thestandard.co/middle-east-conflict-investment-strategy/ Tue, 17 Jun 2025 10:19:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1086022 middle-east-conflict-investment-strategy

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอ […]

The post วิเคราะห์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน สะเทือนพอร์ตลงทุนแค่ไหน? InnovestX ชี้เป้า 6 สินทรัพย์รับมือความผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
middle-east-conflict-investment-strategy

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นอีกครั้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน กำลังสร้างความกังวลไปทั่วโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินทรัพย์ลงทุน คำถามสำคัญคือนักลงทุนควรปรับกลยุทธ์รับมืออย่างไร?

 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความขัดแย้งที่เคยเกิดขึ้นในรูปแบบคล้ายกันมาแล้ว ทั้งกรณีรัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-กลุ่มฮามาส อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งครั้งนี้มีรายละเอียดที่นักลงทุนต้องจับตาเป็นพิเศษ

 

สถิติชี้ผันผวนระยะสั้น ตลาดใช้เวลาฟื้นตัวราว 2 เดือน

 

จากสถิติที่ InnovestX รวบรวม พบว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางมักสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นโลกในช่วงแรก โดยอาจปรับตัวลดลงราว 5-15% ภายใน 20-50 วันแรก เนื่องจากนักลงทุนต้องการเวลาในการประเมินสถานการณ์

 

“โดยเฉลี่ยแล้ว ตลาดหุ้นจะใช้เวลาประมาณ 19 วันในการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุด และหลังจากนั้นจะใช้เวลาอีกราว 42 วันในการฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม”

 

ดังนั้น โดยรวมแล้วสถานการณ์มักจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในเวลาประมาณ 60 วัน หรือ 2 เดือน InnovestX จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้ความอดทนและเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงในระยะสั้น

 

จับตา ‘ราคาน้ำมัน-เงินเฟ้อ’ ความเสี่ยงที่ต่างจากสงครามครั้งก่อน

 

คุณสิทธิชัยชี้ว่า ความแตกต่างที่สำคัญของความขัดแย้งในตะวันออกกลางเมื่อเทียบกับสมรภูมิอื่น คือผลกระทบโดยตรงต่อ ราคาน้ำมัน ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทันที และจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ซ้ำเติมปัญหา อัตราเงินเฟ้อโลก ที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

นอกจากนี้ Risk Premium (ส่วนชดเชยความเสี่ยง) ของการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์เช่นกัน

 

เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ต ส่อง 6 สินทรัพย์น่าสนใจ รับมือความไม่แน่นอน

 

InnovestX ได้ให้คำแนะนำการลงทุนที่น่าสนใจใน 6 สินทรัพย์ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้:

  1. ทองคำ: ได้รับประโยชน์ทั้งจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและสถานการณ์ความขัดแย้ง ถือเป็นสินทรัพย์ที่ดีที่สุดในช่วงสงคราม แม้ไม่มีสงคราม ราคาทองคำก็มีแนวโน้มเคลื่อนไหวที่ประมาณ 3,000 ต่อทรอยออนซ์
  2. น้ำมัน: ราคาจะมีการเก็งกำไรล่วงหน้าเกี่ยวกับการคลี่คลายของสงคราม หากสงครามยืดเยื้อ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันมีความเชื่อมโยงสูงกับเศรษฐกิจของประเทศในตะวันออกกลางอย่างกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย
  3. หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มสายการบิน: ตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการบินของโลก การสู้รบจะส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจสายการบิน และยังกระทบต่อการเดินทาง ทำให้การลงทุนในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูง
  4. ลงทุนในกลุ่ม Aerospace and Defense (ITA) and Nuclear: เป็นตัวแทนของกลุ่มธุรกิจผลิตและขายอาวุธ ซึ่งจะได้รับประโยชน์หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ
  5. ลงทุนในหุ้นกลุ่มระบบนำวิถีการสู้รบ: เช่น โดรน และขีปนาวุธ โดยมีบริษัทอย่าง RTX และ L3Harris ที่จะได้รับประโยชน์หากสงครามดำเนินไปอย่างยาวนาน
  6. ลงทุนหุ้นกลุ่ม Defensive: เช่น Phillip Morris ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่น ๆ อย่างค้าปลีก อาหาร และเครื่องดื่ม

 

ภาพรวมตลาดหุ้น: สหรัฐฯ ไม่สะท้าน แต่หุ้นไทยยังเปราะบาง

 

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แทบไม่ปรับตัวลดลงหลังเกิดเหตุการณ์ปะทะ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าไม่ใช่เรื่องใหม่และยังคงจับตาประเด็นอื่นที่สำคัญกว่า เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจจีนที่ออกมาดีเกินคาด และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

 

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นไทยยังคงเปราะบางและขาดความเชื่อมั่น จาก 2 ปัจจัยกดดันหลัก ได้แก่

  1. ปัจจัยการเมืองในประเทศ ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงและประเมินสถานการณ์ได้ยาก
  2. เงินทุนไหลออก จากการที่นักลงทุนไทยนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังมองว่าตลาดหุ้นไทยไม่มีเสน่ห์ดึงดูดเพียงพอ

 

ส่องอนาคตหุ้นไทย: InnovestX มองเป็น ‘Bear Market สุดเซ็กซี่’ รอสัญญาณฟื้นตัวครึ่งปีหลัง

 

แม้ภาพรวมยังดูไม่สดใส แต่ InnovestX ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มดีขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน ทั้งการได้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีนโยบายการเงินที่สอดคล้องกับภาครัฐมากขึ้น, การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

 

สิทธิชัย ทิ้งท้ายมุมมองที่น่าสนใจว่า แม้มูลค่า (Valuation) หุ้นไทยจะถูก แต่ก็ยังไม่น่าสนใจพอเมื่อเทียบกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือมาเลเซียที่โตระดับ 5-6% ต่อปี ขณะที่ไทยโตเพียง 2%

 

“ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ยังไม่ใช่ Bull Market แต่เป็น Bear Market ที่ผอมลงและมีความเซ็กซี่มากขึ้น” ซึ่งหมายความว่าแม้จะยังอยู่ในตลาดหมี แต่ความเสี่ยงลดลงและเริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุนเพื่อรอวันฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้นในอนาคต”

 

ภาพ: Andy.LIU / Shuttersock

The post วิเคราะห์สงครามอิสราเอล-อิหร่าน สะเทือนพอร์ตลงทุนแค่ไหน? InnovestX ชี้เป้า 6 สินทรัพย์รับมือความผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิสราเอล-อิหร่านสู้รบเดือด เนทันยาฮูหวังดึงสหรัฐฯ เข้าร่วมวงความขัดแย้ง? https://thestandard.co/israel-iran-war/ Mon, 16 Jun 2025 04:48:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1085442 israel-iran-war

สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ยังคงรุนแรงต่อ […]

The post อิสราเอล-อิหร่านสู้รบเดือด เนทันยาฮูหวังดึงสหรัฐฯ เข้าร่วมวงความขัดแย้ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
israel-iran-war

สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน ยังคงรุนแรงต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 4 (16 มิถุนายน) โดยมีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นทั้งสองฝ่าย อิหร่านยิงขีปนาวุธระลอกใหม่ใส่อิสราเอลตลอดทั้งคืน โดยมีรายงานความเสียหายหลายพื้นที่ ขณะที่อิสราเอลระบุว่าได้เริ่มการโจมตีเป้าหมายทางทหารทั่วอิหร่าน ‘อีกระลอก’ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้ใช้แนวทางทางการทูตและลดความรุนแรง

 

อิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนจำนวนมากเข้าใส่อิสราเอลในคืนวันอาทิตย์ (15 มิถุนายน) โดยสื่อของอิหร่านระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีชื่อว่า ‘Operation True Promise 3’ ซึ่งมีการใช้ขีปนาวุธหลากหลายประเภทหลายร้อยลูก พุ่งเป้าไปยังอาคารที่พักอาศัยและโครงสร้างพื้นฐานของอิสราเอล

 

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีหลายจุดโดยมุ่งเป้าไปที่ขีปนาวุธพิสัยใกล้-กลางในพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคกลางของอิหร่าน กองทัพอิสราเอลยังระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายทางทหารในกรุงเตหะราน และอ้างว่าสามารถรื้อถอนฐานที่มั่นทางทหารบางส่วนได้ด้วย 

 

ด้าน ซาอีด คาติบซาเดห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า อาคารกระทรวงการต่างประเทศในกรุงเตหะรานก็ได้รับความเสียหายจากการถูกโจมตีเช่นกัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน

 

นอกจาก ฮอสเซน ซาลามี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำทางทหารคนสำคัญที่เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่ช่วงแรกของการสู้รบครั้งนี้ ยังมี โมฮัมหมัด คาเซมี หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของ  IRGC และผู้ช่วยของเขา ถูกสังหารจากการโจมตีอีกระลอกของอิสราเอลเช่นเดียวกัน

 

ข้อมูลจากทางการท้องถิ่นของแต่ละประเทศระบุว่า ความขัดแย้งครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 224 คนในอิหร่าน โดยกระทรวงสาธารณสุขอิหร่านระบุว่า มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วอย่างน้อย 1,277 คน นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มโจมตีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่อิสราเอลมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 380 คน

 

ขณะที่ชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในกรุงเตหะรานเร่งอพยพออกจากเมืองหลวง และหาพื้นที่หลบภัยแล้ว หลังมีการประกาศเตือนให้อพยพออกจากพื้นที่ใกล้ฐานทัพทหาร โรงงานผลิตอาวุธและสำนักงานด้านวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของอิหร่าน ซึ่งมักตกเป็นเป้าโจมตีของอิสราเอล

 

โดยผู้นำโลกหลายคน รวมถึง เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี เรียกร้องให้เปิดพื้นที่การเจรจาทางการทูต เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศ หวั่นความขัดแย้งขยายตัวกลายเป็นสงครามใหญ่

 

หวังเปลี่ยนระบอบการปกครองอิหร่าน?

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา 2 คนให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปฏิเสธแผนของอิสราเอลในการลอบสังหาร อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน โดยหวังเปลี่ยนระบอบการปกครอง เพื่อลดความเสี่ยงต่อปัจจัยความมั่นคงของอิสราเอลในอนาคต 

 

ขณะที่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และโฆษกของเขาได้ออกมาปฏิเสธแผนการลอบสังหารดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

 

แนวโน้มของการสู้รบ

 

เจ้าหน้าที่จากทำเนียบขาวและอิสราเอลเผยว่า ปฏิบัติการของอิสราเอลต่ออิหร่านคาดว่าจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ ไม่ใช่เพียงแค่ไม่กี่วัน โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ‘ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง’ กับการโจมตีของอิสราเอลในครั้งนี้

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้แสดงท่าทีว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้าไปมีส่วนร่วมในความขัดแย้งครั้งนี้

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง ตั้งข้อสังเกตในประเด็นนี้ผ่านช่องทาง Facebook ว่า ทรัมป์เคยกล่าวว่า ปฏิบัติการอิสราเอลโจมตีอิหร่านครั้งนี้ “เยี่ยม” แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เนทันยาฮูต้องการฟัง เพราะเขาต้องการให้สหรัฐฯ เข้าร่วมโดยตรง

 

อาจารย์มองว่า อิสราเอลกำลังใช้ทุกวิถีทางเพื่อดึงสหรัฐฯ เข้าร่วมให้เร็วที่สุด เพราะการช่วยสกัดกั้นก็ยังไม่สามารถหยุดขีปนาวุธของอิหร่านที่ลงเทลอาวีฟกับไฮฟาได้ จนกระทั่งมีการลือว่าอาจมีการสร้างสถานการณ์โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ สักแห่ง แล้วชี้ไปที่อิหร่าน เพื่อลากสหรัฐฯ เข้าร่วม นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมสหรัฐฯ ต้องขนย้ายทหารตั้งแต่แรกและกังวลกับการสร้างสถานการณ์ที่จะตามมา 

 

ในอนาคตอันใกล้อิสราเอลจะประสบความสำเร็จในการดึงสหรัฐฯ เข้าร่วมหรือไม่ต้องติดตาม แต่จนถึงขณะนี้ ทรัมป์ยังส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะทำให้อิหร่านกับอิสราเอลหยุดยิง เหมือนตอนที่ทำในกรณีความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถานครั้งล่าสุด 

 

ภาพ: Rami Shlush / Reuters

 

อ้างอิง:

The post อิสราเอล-อิหร่านสู้รบเดือด เนทันยาฮูหวังดึงสหรัฐฯ เข้าร่วมวงความขัดแย้ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>