ประสาร มฤคพิทักษ์ Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ประสาร-มฤคพิทักษ์/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 11 Apr 2026 11:58:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทรัมป์: ผู้ขุดหลุมฝังศพให้ตนเอง https://thestandard.co/trump-iran-islamabad-talks/ Sat, 11 Apr 2026 11:58:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1197220 ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ

​เมื่อวันเส้นตายมาถึง 7 เมษายน 2569 ทรัมป์ประกาศหยุดยิง […]

The post ทรัมป์: ผู้ขุดหลุมฝังศพให้ตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ

​เมื่อวันเส้นตายมาถึง 7 เมษายน 2569 ทรัมป์ประกาศหยุดยิง 14 วัน เข้าสู่การเจรจาที่อิสลามาบัด โดยยอมรับในการเจรจาอยู่บนพื้นฐานเงื่อนไข 10 ข้อของอิหร่าน และเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือผ่านได้

 

​แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ

 

ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 1

 

​Thanong Fanclub Page รวบรวมวาทะของทรัมป์ในรอบเดือนเศษที่ผ่านมาไว้อย่างน่าพิจารณา

 

1. ประกาศชัยชนะซ้ำซาก

 

ทรัมป์ บอกว่า “เราชนะอิหร่านแล้ว” “เราจะชนะ” “การปกครองอิหร่านเปลี่ยนแล้ว” “มันจะจบลงอย่างรวดเร็ว” รวม 8 ครั้ง (28 ก.พ., 2 มี.ค., 3 มี.ค., 7 มี.ค., 9 มี.ค., 12 มี.ค., 13 มี.ค., 28 มี.ค.)

 

​ความเป็นจริง ยิ่งรบอเมริกายิ่งป่นปี้ ฐานทัพอเมริกาในตะวันออกกลาง พินาศไป 17 แห่ง ผนวกยุทโธปกรณ์ที่เสียหายเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 7 ล้านล้านบาท อเมริกาติดหล่มสงครามเหมือนขี่หลังเสือวนไปวนมา ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ จะถอยหลังก็เสียเชิง จะลงจากหลังเสือก็กลัวถูกเสือขย้ำ

 

ขณะที่อิหร่านยังยืนหยัดสู้ ไม่อ้อนวอน ไม่ร้องขอ ไม่รู้แพ้ และยังยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง

 

​ทรัมป์ บอกว่ากุมน่านฟ้าและน่านน้ำอิหร่านได้หมดแล้ว แต่เมื่อ 3 เมษายน 2569 เครื่องบินขับไล่ F-15E ถูกอิหร่านสอยร่วงทางตอนใต้ของอิหร่าน

 

2. ตะโกนหาความช่วยเหลือ

 

ทั้งๆ ที่อวดชัยชนะหลายครั้ง แต่ทรัมป์ก็ยังเรียกหาเพื่อนมาช่วยรบ

 

“ได้โปรดช่วยเรา” (14 มี.ค.)

 

“ถ้านาโตไม่ช่วย จะเกิดเรื่องร้ายแรง” (16 มี.ค.)

 

“ถ้าคุณไม่ช่วย ผมจะจำไว้” (15 มี.ค.)

 

“นาโตขี้ขลาด” (20 มี.ค.)

 

ข้อพิจารณาถ้าทรัมป์ ชนะเด็ดขาดจริง จะต้องวิงวอนร้องขอทำไม ใช่หรือไม่ว่า นี่คือ ภาวะเข้าตาจน ประเทศเคยเป็นมิตรอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ต่างเข้าเกียร์ว่าง ผู้นำบางประเทศ เช่น สเปน เบลเยี่ยม พากันด่าทรัมป์อย่างเสียหาย นาโตก็วางเฉย ​เหลือแต่เพียง เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ที่มาด้วยกันและอาจจะตายด้วยกัน

 

​​​​ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 2

 

3. ข่มขู่รายวัน

 

ทรัมป์ บอกว่า “นี่เป็นครั้งสุดท้าย ผมให้เวลาอิหร่าน 48 ชั่วโมง” (22 มี.ค.)

 

“มีภัยคุกคามจากระเบิด ทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันและพลังงานทั้งหมดของอิหร่านและยึดเกาะคาร์ก” (30 มี.ค.)

 

​“เราจะบอมบ์อิหร่านให้กลับไปสู่ยุคหิน” (1 เม.ย.)

 

​“พวกคุณจะลงนรก” (5 เม.ย.)

 

ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 3

 

ความจริง ทรัมป์ข่มขู่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ครั้ง แต่ไม่เคยทำได้จริง ​ทั้งๆ ที่มีแสนยานุภาพทางทหารและอาวุธเหนือกว่ามหาศาลก็ไม่อาจเอาชนะทางทหารได้ ในทางการเมือง ก็สูญเสียความชอบธรรมนับแต่ทิ้งระเบิดสังหารเด็กนักเรียน 168 คนที่มินาบ อย่างโหดเหี้ยม คนอเมริกันกว่า 9 ล้านคน ใน 50 รัฐ ลงสู่ท้องถนนถือป้าย ‘NO WAR’ ไล่ให้ทรัมป์ออกจากตำแหน่ง ลูกน้องในทำเนียบขาวพากันลาออกหรือไม่ก็ถูกไล่ออก ทรัมป์ถูกประณามว่าเป็นอาชญากรสงคราม มิตรประเทศเบือนหน้าหนี

 

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง แห่งจีน มีภาพพาดหัวหน้าปก The Economist ฉบับ 4 เมษายน 2569 ว่า​ “อย่าไปขวางทางคู่อริที่กำลังก้าวย่างเพลี่ยงพล้ำ” ​(Never interrupt your enemy when he’s making a mistake.)

 

ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 4

 

ความจริง ก่อนที่ทรัมป์จะยอมรับการหยุดยิง 14 วัร ราว 10 ชั่วโมง ก่อนสองทุ่มของ 7 เมษายน 2569 ทรัมป์ตวาดก้องโลกว่า ​“อารยธรรมทั้งมวลจะดับสลายในคืนนี้ และจะฟื้นคืนไม่ได้อีกต่อไป” (A whole civilization will die tonight , never to be brought back again) หากอิหร่านแข็งขืนกับเขา

 

​นี่เป็นการยกระดับคำข่มขู่ ที่ดูเหมือนอเมริกาเข้มแข็งสุดประมาณ

 

​ในความเป็นจริง คือทรัมป์ย่างก้าวเข้าสู่พื้นที่หายนะในทุกทิศทาง คนอเมริกันต่อต้าน สมาชิกสภาคองเกรส กังวลเรื่องราคาน้ำมัน ไม่มีประเทศไหนหนุนเนื่อง นอกจากอิสราเอล ที่มีผลประโยชน์ส่วนตนร่วมด้วย

 

​มันเป็นการก่อสงครามไม่เป็นธรรมที่ล่วงล้ำก้ำเกินพลเรือนที่บริสุทธิ์ เช่นเด็กนักเรียน 168 คน ถูกสังหารโหดที่เมืองมินาบ แบบเดียวกับที่ทหารอเมริกันกระหน่ำยิง เด็ก ผู้หญิง คนชรา ที่ไม่มีทางสู้ ที่หมู่บ้านมายลาย (My Lai Massacre) เมื่อ 16 มีนาคม 1968 ในสงครามเวียดนาม

 

ทั้งสองกรณีนี้เป็นภาพจำที่โลกไม่ลืมและเป็นสารตั้งต้นแห่งความเกลียดชังของสาธารณะ (Public Hatred) ซึ่งนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของอเมริกาในเวลาต่อมา

 

ภาพ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกอบบทความวิเคราะห์พฤติกรรมผู้นำ สหรัฐฯ 5

 

​ปากีสถานนั้นเองที่ช่วยพาดบันไดลงให้ทรัมป์ ​

 

การเข้าสู่โต๊ะเจรจาอิสลามาบัดของซาตานที่กำลังแปลงร่างเป็นพระเอกแห่งสันติภาพ แท้จริงแล้วคือ การยอมจำนน เพราะหมดทางไป เป็นหมากบังคับว่าต้องเดินตานี้เท่านั้น อเมริกาและทรัมป์จึงจะรอดตาย

 

​แต่ช้าก่อน ทรัมป์เป็นบุคคลเรืองอำนาจที่คาดการณ์อะไรไม่ได้ (Unpredictable) ตั้งแต่ 10 เมษายน 2569 นี้เป็นต้นไป ที่อิสลามาบัด ปากีสถาน ทรัมป์จะล้มโต๊ะเจรจาเมื่อไรก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้

The post ทรัมป์: ผู้ขุดหลุมฝังศพให้ตนเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรงเรียนนอกกรอบ เรียนรู้เพื่อการแบ่งปัน https://thestandard.co/mechai-pattana-school-education/ Sun, 15 Feb 2026 05:44:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1178631 ภาพนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือทำ เช่น การปลูกผักในแปลงเกษตร หรือการทำงานร่วมกับชุมชน

ค่านิยมเก่าด้านการศึกษาในโรงเรียนที่มุ่งหวังให้นักเรียน […]

The post โรงเรียนนอกกรอบ เรียนรู้เพื่อการแบ่งปัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือทำ เช่น การปลูกผักในแปลงเกษตร หรือการทำงานร่วมกับชุมชน

ค่านิยมเก่าด้านการศึกษาในโรงเรียนที่มุ่งหวังให้นักเรียน ‘ไต่บันไดดารา’ กำลังถูกตั้งคำถามว่า เป็นจุดหมายที่ควรยอมรับนับถือได้หรือไม่ ในเมื่อเป็นการนำไปสู่ความคิดเอาตัวรอดและทอดทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง เช่น

 

  • เรียนให้เก่งจะได้ไปเป็นหมอ เป็นวิศวกร ได้เงินเดือนดีๆ

 

  • เรียนให้ยอดเยี่ยมจะได้ทุนไปนอก เพื่อกลับมาเป็นเจ้าคนนายคน

 

  • เรียนอะไรก็ได้ที่ทำให้รวยเร็ว

 

นี่คือ การเรียนรู้ที่ถูกครอบไว้ด้วยวิถีบริโภคนิยมที่ปลูกฝังความเห็นแก่ตัว เพราะทุกคนต่างก็

 

มุ่งเอาชนะคนอื่น

 

​การสอนที่ครูเป็น ‘คุณพ่อรู้ดี’ ถือว่าเด็กไม่รู้ ครูต้องเป็นคนยัดเยียดให้เด็ก

 

​การสอนแบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้เด็กรู้แต่ไม่เข้าใจ

 

​การสอนแต่ในห้องเรียนที่ห่างเหินการปฏิบัติ

 

​การสอนที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับชุมชน ไม่ผูกโยงกับสังคม

 

​ล้วนเป็นการสอนแบบเก่าที่ก้าวไม่ทันโลกอีกต่อไป เพราะเด็กวันนี้หาความรู้ได้เองจากอุปกรณ์มือถือที่ติดตัว

 

​ที่โรงเรียนมัธยมเล็กๆ ชื่อ โรงเรียนมีชัยพัฒนา ที่ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ มีอะไรที่ไปพ้นจากกรอบเกณฑ์การเรียนแบบเก่า ใครได้ไปพบเห็น ไปสัมผัส จะพบรูปธรรมเชิงประจักษ์

 

1.ไม้ไผ่เป็นสัญลักษณ์

 

ทุกอาคารสร้างด้วยไม้ไผ่ ทั้งห้องเรียน ห้องสมุด ห้องครู ห้องประชุม โรงอาหาร ต้นไผ่เป็นไม้หลักในสวน

 

ไม้ไผ่สื่อความหมาย ความซื่อตรง สีสันสะอาดแสดงความบริสุทธิ์ และเป็นไม้เอื้ออารีต่อผู้คนและธรรมชาติ ดังบทกวีที่ว่า

 

​​​ลำต้นที่เหยียดตรง​ และมั่นคงสามัคคี

 

รากหน่อต้นใบนี้​​ นานานับคุณูปการ

 

ไม่คดไม่โกงใคร​​ สะอาดใสส่งสัญญาณ

 

แผ่เผื่อและเจือจาน​​ คือต้นไผ่ไม้ใจดี

 

ประสาร มฤคพิทักษ์

 

​ไม้ไผ่จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการให้เป็นตัวแทนแห่งน้ำใจ

 

2.เกษตรกรรมนำทาง

 

ประเทศไทยเป็นเมืองที่ผืนดินอุดมสมบูรณ์ โยนเม็ดมะม่วง ชมพู่ มะนาว ทุเรียน ขนุน พุทรา ลงดินตรงไหน เดี๋ยวมันก็งอกเป็นลำต้นขึ้นมาให้ได้กินได้ขาย

 

พื้นที่ในโรงเรียน จึงเป็นสีเขียวเต็มไปหมด เป็นแปลงเกษตรอินทรีย์ มีโรงเรือนต้นไม้ กระถางต้นไม้ โรงเลี้ยงต้นไม้แบบกางมุ้ง ปลูกมะนาว เมล่อน ผักบุ้ง ผักสลัด มะเขือ ผักกาดขาว คะน้า และผักอื่นๆ เป็นพืชผักอาหารฝีมือนักเรียน ที่แบ่งหน้าที่รับผิดชอบกันเป็นแปลงๆไป แปลว่านักเรียนทุกคนจะต้องลงมือทำการเกษตรด้วยตนเอง ตั้งแต่ การหาเมล็ดพันธุ์ การปลูก การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ การรดน้ำพรวนดิน และการเก็บ รวมถึงการรวบรวมส่งโรงครัวหรือนำไปขาย

 

การบ่มเพาะให้เด็กมีใจผูกพันกับดิน น้ำ สีเขียว และผลผลิตจากดิน ทำให้เด็กรู้คุณค่าของสรรพสิ่งและสิ่งแวดล้อม และความสำคัญของเหงื่อแรง

 

แม้ประเทศไทยจะก้าวไปสู่โลกอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การบริการ โลกดิจิตัล ฯลฯ แต่เกษตรกรรมเป็นความจำเป็นแห่งการดำรงอยู่ของชีวิต สินค้าเกษตรกรรมไทยไปไกลทั่วโลกแล้ว นี่คือศักยภาพที่เป็นจริงของคนไทย

 

3.เติบโตด้วยการลงมือทำ

 

การจัดให้มีคณะมนตรีนักเรียน โดยผ่านการเลือกตั้งตัวแทนนักเรียน จากแต่ละชั้นเรียน ตั้งแต่มัธยมหนึ่งถึงหก ชั้นละ 4-5 คน ทำหน้าที่ร่วมกันกำหนดความเป็นไปของโรงเรียน

 

มนตรีฝ่ายจัดซื้อ จะต้องศึกษาว่านักเรียน 146 คน รวมกับครูและพนักงานธุรการจำนวนหนึ่ง จะต้องกินอาหารแต่ละวันปริมาณเท่าไร แล้ววางแผนว่าแต่ละวันจะปรุงอาหารอะไร มากน้อยแค่ไหน ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางไปตลาด ซื้อข้าว หมู ปลา เครื่องปรุง ผักที่ไม่มีในโรงเรียน ต้องรู้จักเลือกสรรผักปลาที่มีคุณภาพ จ่ายเงินซื้อในราคาที่เหมาะสม

 

เมื่อของมาถึงครัว มนตรีฝ่ายตรวจรับ จะต้องนับจำนวน ต้องชั่งตวงวัดให้ตรงกับคุณภาพและปริมาณที่กำหนดไว้ นี่คือการฝึกฝนวิชาการตรวจสอบด้วยการปฏิบัติจริง

 

มนตรีฝ่ายสัมภาษณ์ มีหน้าที่ต้องสัมภาษณ์ครูใหม่ที่มาสมัครงานครู ดูว่าคุณสมบัติครู ตรงตามมาตรฐานหรือไม่ ทัศนคติของครูผู้สมัครเป็นอย่างไร วิธีเช่นนี้ทำให้ครูได้เรียนรู้ว่าเด็กมีทัศนคติอย่างไรและต้องการ การเรียนการสอนแบบไหน และยังทำหน้าที่สัมภาษณ์เด็กนักเรียนใหม่ที่มาสมัครเข้ามัธยมหนึ่งหรือมัธยมสี่ โดยเด็กจะต้องสัมภาษณ์ทั้งเด็กผู้สมัครและผู้ปกครองของเด็กนั้นๆ ผู้ปกครองและเด็กสามารถจะรู้ล่วงหน้าได้ว่า เมื่อเด็กเข้ามาเรียนแล้ว จะต้องเผชิญกับกิจกรรมอะไรบ้าง

 

หากมีนักเรียนที่ออกนอกลู่นอกทาง เช่นลักขโมย ติดบุหรี่ มีพฤติกรรมเชิงชู้สาว เด็กคนนั้นจะถูกมนตรีฝ่ายจริยธรรมพิจารณาและเข้าสู่กระบวนการตักเตือน ลงโทษตามน้ำหนักของพฤติกรรม

 

คณะมนตรีนักเรียน เป็นเครื่องมือฝึกความรับผิดชอบที่ทำให้เด็กกล้าเรียนรู้ กล้ารับผิดชอบ กล้าตรวจสอบ เป็นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง

 

4.เด็กนักเรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้

 

ธรรมดาครูจะเตรียมเนื้อหาการเรียนการสอนมา แล้วเข้าสอนในห้องเรียน บอกให้เด็กจำ ถึงเวลาให้เด็กสอบให้ได้ เด็กจะต้องเตรียมตัวมาแบบท่องจำ แต่ที่นี่เด็กนักเรียนอยากเรียนรู้อะไรที่ตนเองสนใจ สามารถจับกลุ่มกันริเริ่มทำโครงการนั้นได้

 

ต้นหอม นักเรียนหญิงชั้น ม.6 บอกว่า

 

​“นักเรียนไปร่วมทำโครงการเจาะน้ำบาดาลร่วมกับชุมชน พอเจาะแล้วดูดน้ำไม่ขึ้น หรือน้ำมีหินปูนมีตะกอนมาก เด็กจะเข้าไปช่วยกันแก้ปัญหากับผู้นำหมู่บ้าน ไปติดต่อการประปาภูมิภาคหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาถือว่างานนี้เป็นคะแนนของเด็กด้วย”

 

นี่เป็นวิธีการที่สอดคล้องกับการค้นคว้าของครูชาวอเมริกัน 2 คน คือ Jonathan Bergmann และ Aaron Sams ซึ่ง ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ชี้ว่า เป็น ห้องเรียนกลับทางและเรียนให้รู้จริง เป็นการสอนให้นักเรียนรับผิดชอบการเรียน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสภาพห้องเรียนไปโดยสิ้นเชิง รวมทั้งเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการศึกษาด้วย

 

ในห้องเรียนแบบเดิม นักเรียนนั่งฟังและรับการถ่ายทอดจากครู แล้วตอบข้อสอบ แต่ห้องเรียนแบบนี้ การเรียนไม่ใช่สิ่งที่ครูกระทำต่อนักเรียน แต่เป็นสิ่งที่นักเรียนเป็นเจ้าของ เป็นผู้กระทำ และจะเป็นทักษะติดตัวตลอดไป

 

ภาพนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือทำ เช่น การปลูกผักในแปลงเกษตร หรือการทำงานร่วมกับชุมชน 1

 

5.ห้ามใช้มือถือ

 

ในขณะที่การห้ามนักเรียนใช้ Social Media เป็นเรื่องตื่นตัวกันทั่วโลก หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส จีน ฟินแลนด์ ล่าสุดคือ เดนมาร์ก ถึงขั้นออกเป็นกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้ FB, Tiktok , Instragram , Utube และอื่นๆ เพราะถือว่าการทำงานของอัลกอริทึม หรือแอพเหล่านี้ เป็นการมอมเมาแบบเสพติด เพราะยอดไลค์ไปกระตุ้นสมองเหมือนการติดพนัน เพราะสมองของเด็กส่วนยับยั้งชั่งใจ (Prefrontal Cortex) ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ขาดการควบคุมตนเอง และจะดึงดูดเด็กให้จมดิ่งลงไปในเนื้อหาอันตรายและสุดโต่ง แถมยังดึงให้อยู่ในแอปเป็นเวลานานแบบไม่มีจุดจบ

 

ประเทศเหล่านี้เพิ่งออกกฎหมายห้ามในระยะ 3 ปีมานี้ แต่เชื่อหรือไม่ว่าโรงเรียนมีชัยพัฒนามองเห็นว่ามือถือหรือโซเชียลมีเดีย แย่งยึดเวลาเด็กไปจากการอ่านและการเรียนรู้ โรงเรียนจึงวางกติกาห้ามเด็กใช้มือถือไว้ตั้งแต่ 15 ปีที่แล้ว และยังถือเคร่งครัดตลอดมา ยกเว้นช่วงเวลาที่อนุญาตไว้สัปดาห์ละหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น คือจะเบิกมือถือไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อเด็กทุกคนต้องอดข้าวเย็นหนึ่งมื้อตอนเย็นวันเสาร์ เพื่อไปเข้าใจความเป็นจริงของคนยากจนที่อดหิวว่าเป็นอย่างไร เป็นความเข้าใจที่ประจักษ์แจ้งได้ดีกว่าการอ่านหนังสือ และต้องเขียนจดหมายถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้อง 3 ฉบับ แล้วจึงใช้มือถือได้

 

6.อธิษฐานจิตแผ่เมตตาให้คนอื่น

 

ธรรมดาการอ้อนวอนต่อหน้าศาลพระภูมิ ร้อยทั้งร้อยจะเป็นไปเพื่อตนเอง เช่น ขอให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ขอให้ถูกหวย ขอให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ขอให้ร่ำรวย

 

แต่ที่หน้าศาลแผ่เมตตา ที่ตั้งอยู่หน้าอาคารเรียน จะชวนกันแผ่เมตตาให้ผู้คนที่ประสบภัยพิบัติ หรือประสบเหตุร้ายอื่นๆ เช่น คนที่อยู่ในภาวะสงคราม คนที่สุ่มเสี่ยงหรือได้รับภัยจากโรคระบาด โควิด คนหาดใหญ่ที่ประสบภัยน้ำท่วม ฯลฯ

 

เป็นการส่งความปรารถนาดีด้วยการอธิษฐานจิตเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง

 

7.บ้าน วัด โรงพยาบาล

 

เป็นความร่วมมือของโรงเรียนกับบ้าน วัด และโรงพยาบาลที่หมู่บ้านใกล้เคียง นักเรียนจะไปจับคู่กับคนชราเพื่อร่วมกันทำแปลงเกษตร และช่วยตั้ง

 

กองทุนเงินกู้ของชาวบ้าน เพื่อเสริมอาชีพ

 

​ที่โรงพยาบาลลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ นักเรียนไปร่วมทำแปลงเกษตรปลอดสารเคมีในโรงพยาบาลร่วมกับ พยาบาล คนไข้ และญาติ กลายเป็นแปลงผักที่สร้างผลผลิตออกมาซื้อขายกันในราคาถูกและปลอดภัย

 

ที่วัดโนนสุวรรณ อำเภอโนนสุวรรณ โรงเรียนร่วมกับเจ้าอาวาส และ อบต. ทำพื้นที่ 3 ไร่ เป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรปลอดสาร ที่คนสูงอายุ 20 ครัวเรือน ไปร่วมแรงร่วมใจปลูกพืชผักจนขายไม่ทันกับความต้องการของชาวบ้าน มีองค์กร โรงเรียน และกลุ่มบุคคลพากันไปดูงาน และซื้อผักกันอย่างเบิกบานแจ่มใส

 

นี้เป็นสาระสำคัญของระบบและวินัยในการบ่มเพาะเด็กนักเรียน

 

ภาพนักเรียนโรงเรียนมีชัยพัฒนาทำกิจกรรมการเรียนรู้แบบลงมือทำ เช่น การปลูกผักในแปลงเกษตร หรือการทำงานร่วมกับชุมชน 2

 

คุณมีชัย วีระไวทยะ ผู้เป็นเจ้าของและเป็นประธานของโรงเรียน ชี้ว่า

 

“โรงเรียนต้องมีบทบาทด้านการพัฒนา โดยการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนที่ยังยากจน วัตถุประสงค์ของโรงเรียนต้องสร้างสังคมให้ดีขึ้น ต้องสอนให้เด็กมีจิตสาธารณะ จิตเป็นกุศล รู้จักแบ่งปัน ลดความเหลื่อมล้ำ ขจัดความยากจน และพัฒนาคุณภาพชีวิต”

 

​​​​​(จากหนังสือ ‘ไผ่นอกกอ’ – สนธิ เตชานันท์)

 

การปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งการให้ โดยผ่านระบบโรงเรียนที่ผูกโยงกับ บ้าน วัด โรงพยาบาล เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้ให้งอกงามขึ้นในหัวใจเด็ก เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองดีของสังคม

 

18 ปีเต็มของการดำเนินกิจการ โรงเรียนมีชัยพัฒนา (โรงเรียนไม้ไผ่) นับว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ

The post โรงเรียนนอกกรอบ เรียนรู้เพื่อการแบ่งปัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
52 ปี 14 ตุลา https://thestandard.co/opinion-52-years-october-14/ Fri, 10 Oct 2025 13:26:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1129198 52 ปี 14 ตุลา

  ผู้ผลิต และผู้ค้าอัญมณีระดับต้นของโลก ชื่อ ‘ปรีด […]

The post 52 ปี 14 ตุลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
52 ปี 14 ตุลา

52 ปี 14 ตุลา 1

 

ผู้ผลิต และผู้ค้าอัญมณีระดับต้นของโลก ชื่อ ‘ปรีดา เตียสุวรรณ์’ คหบดีผู้เป็นปิยะมิตรของคนจนและผู้รักความเป็นธรรม พูดกับใครต่อใครมาแล้วว่า

 

“ก่อนหน้านั้น อำนาจรัฐและทุนใหญ่ครอบงำเหนือธุรกิจขนาดกลาง มายาวนาน ทั้งโดยเปิดเผยและซ่อนรูป ถ้าไม่มีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ธุรกิจแพรนด้า จิวเวลรี่ของผมไม่มีทางเติบโตขึ้นมาได้ถึงวันนี้”

 

ดุจเดียวกับนายห้างเจ้าของสรรพสินค้าใหญ่ที่สุดคนหนึ่งพูดกับ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ว่า “14 ตุลา 16 ทำให้ธุรกิจสรรพสินค้าของผมปลดล็อก เป็นอิสระ ขยายตัวได้อย่างเต็มที่ เพราะพ้นจากพันธนาการของภาครัฐ”

 

นี่เป็นเพียงมิติเดียวของภาคธุรกิจ ที่สะท้อนถึงผลพวงของเหตุการณ์ 14 ตุลา 16

 

ไดอารี่ฉบับพกพาปี 2566 ของมูลนิธิเด็ก มีข้อเขียนของ สันติสุ โสภณศิริ บันทึกไว้ว่า

 

“แม้ไม่สามารถทำลายระบอบเผด็จการได้ นอกจากขับไล่ 3 ทรราชออกไป แต่ก็สามารถสร้างรุ่งอรุณแห่งหลักการสิทธิเสรีภาพให้ปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 อย่างเต็มภาคภูมิ นั่นคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 หมวด 3 สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา 27-53 ซึ่งแทบจะถอดมาจากหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญที่เป็oประชาธิปไตยฉบับต่อๆ มา และสิ่งที่ได้มาจากหลักสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ ฉบับ 2517 ก็คือ การปลดปล่อยประชาชนออกจากความสัมพันธ์ทางสังคมแบบอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยกับชนผู้ไร้สิทธิส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำ ก่อให้เกิดคลื่นความขัดแย้งทางสังคมการเมืองและเศรษฐกิจระลอกแล้วระลอกเล่าไม่จบสิ้น มีแต่สัมพันธภาพใหม่ ที่สมาชิกในสังคมทุกคนเป็นเสรีชน ภายใต้หลักสิทธิเสรีภาพของรัฐธรรมนูญ ตามเจตนารมณ์ประชาธิปไตยของวีรชน 14 ตุลา เท่านั้น จึงจะสามารถสร้างภราดรภาพในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง ​ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์เดือนตุลา 16 ถึงขั้นเป็น ‘การปฏิวัติตุลาคม 2516’ แต่มิได้เป็นการปฏิวัติ ในความหมายโดยทั่วไปที่เป็นเรื่องของการยึดอำนาจการปกครองหรือเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตรงกันข้าม ‘การปฏิวัติตุลาคม 2516’ เป็นขบวนการประชาธิปไตยของมหาชนที่มิได้เรียกร้องต้องการอะไรมากไปกว่าการได้มาซึ่งประชาธิปไตยของประชาชน อย่างสันติวิธี มิใช่ประชาธิปไตยของเผด็จการดังที่กำลังเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการของทหารหรือ เผด็จการของกลุ่มธุรกิจการเมืองก็ตาม ​นี่คือ จิตวิญญาณของขบวนการปฏิวัติตุลาคม 2516”

 

52 ปี 14 ตุลา 2

 

​จะประเมินค่า 14 ตุลา 16 อย่างไร คงยังเป็นประเด็นถกเถียงกันต่อไปไม่รู้จบ อันที่จริงก็ไม่ควรมีจุดจบในการประเมินคุณค่า เพราะเป็นเรื่องต่างมุมมอง ไม่มีใครจะห้ามความคิดคนอื่นได้ ทุกคนล้วนสวมแว่นสีด้วยกันทั้งนั้น จะกล่าวโทษกันไปกันมาก็ไร้ประโยชน์ และไม่ว่าใครก็ไม่ควรเป็นผู้พิพากษาประวัติศาสตร์

 

​บางคนว่าเหตุการณ์นั้น เพียงทำให้ผู้มีอำนาจ 3 คน ต้องบินหนีออกนอกประเทศ บางคนว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โครงสร้างทุกอย่างยังคงเดิม บางคนชี้ว่า เห็นไหมเอาเข้าจริง ก็ไม่สามารถเผด็จอำนาจทหารได้จริง เพราะทหารยังทำรัฐประหารตามมาอีกหลายครั้ง ในรอบ 52 ปีมานี้

 

​คำถามคือ ใช่หรือไม่ว่า 14 ตุลา 16 ได้ทำให้การเมืองที่เคยผูกขาดอยู่กับชนชั้นนำไม่เกิน 3,000 คน กลายมาเป็นการเมืองของภาคประชาชน อย่างมีนัยสำคัญ

 

​การเมืองเดิมแบบทุบโต๊ะจากบนลงล่าง โดยไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมใช้ไม่ได้อีกต่อไป

 

​แม้การเมืองภาคตัวแทน (Representative Democracy) ที่ถือเอาการเลือกตั้ง 4 ปีครั้งเป็นสรณะแต่เพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถเดินหน้าไปด้วยดีได้ เพราะประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) ได้ช่วงชิงพื้นที่สาธารณะขึ้นมามหาศาลอย่างไม่อาจถอยหลังกลับไปได้อีกแล้ว

 

​จริงอยู่มีการรัฐประหารเกิดขึ้นหลายหน แต่ใช่ว่าผู้มีอำนาจจากรัฐประหารนั้น จะสามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จได้ดังแต่ก่อน รัฐประหาร รสช. เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 จึงต้องอาศัยใบบุญของ อานันท์ ปันยารชุน ที่มีจิตวิญญาณประชาธิปไตย และเป็นตัวของตัวเอง มาเป็นนายกรัฐมนตรี

 

​รัฐประหารของ คสช. เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 แม้จะได้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องปรับตัวแปลงตน และต้อนรับทิศทางประชาธิปไตยที่เคารพในสิทธิเสียงและพื้นที่สาธารณะของประชาชน ดังที่รัฐธรรมนูญทุกฉบับ นับตั้งแต่ฉบับ 2517 จนถึง ฉบับ 2560 ได้รับรองสิทธิเสรีภาพไว้

 

52 ปี 14 ตุลา 3

 

​ก็ดุจดังวาทะของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ให้ข้อคิดไว้ว่า ​“ประเทศไทยเรานี้ อย่าว่าแต่ประชาธิปไตยเลยที่ล้มลุกคลุกคลาน เพราะว่าในความเป็นจริง เผด็จการก็ล้มลุกคลุกคลานเหมือนกัน”

 

​ด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ทุกฉบับ นับแต่ฉบับ 2517 เป็นต้นมา ทำให้คนไทยทุกระดับมีศักดิ์ศรีขึ้นมาเสมอหน้า คนมียศถาบรรดาศักดิ์ และชนชั้นนำได้

 

​ใครเลยจะคาดคิดว่า คนอย่าง แม่สมปอง เวียงจันทร์ ผู้นำชาวบ้านกรณีเขื่อนปากมูล สามารถนั่งบนโต๊ะเจรจาในระนาบเดียวกันกับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล

 

52 ปี 14 ตุลา 4

 

​ทำไมเขื่อนแม่วงก์ เขื่อนแก่งเสือเต้น ที่รัฐบาลหมายจะสร้าง จึงสร้างไม่ได้ ทำไมนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จึงถูกรัฐบาลสั่งชะลอโครงการไว้ก่อนจนกว่าจะทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) แม้แต่โครงการให้ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี และโครงการแลนด์บริดจ์ที่มีมูลค่าหลายแสนล้านบาท ก็ยากจะดำเนินไปได้ ในขณะที่ประชาชนในพื้นถิ่นผู้เป็นเจ้าของชุมชนไม่อาจยอมให้กับโครงการดังกล่าว

 

นี่คืออำนาจของประชาชนที่สามารถสร้างพื้นที่ต่อรองทางการเมืองขึ้นมาได้ ในนโยบายสาธารณะ ซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองเรื่องสิทธิชุมชนไว้ แม้แต่บริการสาธารณสุขของไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ยอมรับและยกย่องให้เป็นแบบอย่างในระดับสากล ที่ประชาชนทั่วประเทศไม่เลือกชั้นวรรณะ สามารถเข้าถึงและรับบริการได้ ก็มาจาก พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อันเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2517 เป็นต้นมา ที่บัญญัติให้การบริการรักษาสุขภาพประชาชนอย่างทั่วถึงเป็นหน้าที่ของรัฐ

 

​14 ตุลา 16 ​จึงเปลี่ยนการเมืองของชนชั้นนำให้กลายเป็น การเมืองของภาคประชาชน

 

​จึงทำให้ ชนชั้นผู้ยากไร้ ไม่ว่ากรรมกร ชาวนา สามารถเข้าถึงโอกาสแห่งการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ โดยผ่านกฎหมายต่างๆ ที่สืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญบัญญัติ และสามารถรวมกลุ่มกันสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองได้

 

​ทำให้ระบบเจ้าขุนมูลนาย คลายตัวลง ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์มีพื้นที่และมีพื้นทางของตนเอง

 

​อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายรัฐบาลและทุกภาคส่วน ของสังคมไทยต่อไป

 

​ใครจะประเมินคุณค่าของ14 ตุลา 16 อย่างไร ย่อมเป็นสิทธิ แต่สิ่งที่เรียกว่า ‘เสรีภาพ’ นั้นเป็นเนื้อนาบุญอันเกิดขึ้นจากการต่อสู้ 14 ตุลา 16 ที่ก่อเกิดพลังสร้างสรรค์มากมาย และขยายผลได้มหาศาลดุจดังวาทะธรรม ของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ปยุตตโต)

 

​​​เสรีภาพพื้นฐาน ​​มีคำแสดงลักษณะของคนมีเสรีภาพว่า ‘​เสรี สยํวสี…..’ คือ เป็นคนเสรี มีอำนาจเป็นของตนเอง

 

​​เมื่อร่างกายไม่ถูกผูกมัด ไม่เจ็บไข้หมดเรี่ยวแรงกายนั้น ก็เคลื่อนไหว ทำอะไรๆ ไปที่ไหนๆ ได้ ตามที่ใจต้องการโดยไม่ต้องมีใครมาอุ้มมาจูงออกไป

 

​​เมื่อจิตใจเป็นอิสระ ไม่ถูกโมหะ คือความโง่เขลา
หลงใหลปิดกั้น ไม่ถูกความเห็นแก่ตัว ที่ไม่เห็นธรรม ผูกรัดไว้ คนก็จะทำอะไรๆ ที่ปัญญารู้เข้าใจบอกให้ว่าเป็นจริง ดีงาม ถูกต้อง เป็นคุณ เป็นประโยชน์ ได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับควบคุม

 

มีเสรีภาพพื้นฐาน เป็นแกนยืนยันไว้ เสรีภาพอื่น ทั้งหลาย จึงจะมีความหมายเป็นได้จริง

 

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ปยุตตโต)
2 มกราคม 2566

 

52 ปี 14 ตุลา 5

The post 52 ปี 14 ตุลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ ‘ยาขอบ’ ร้องสั่ง ‘ชรินทร์ นันทนาคร’ ให้ร้องสดเพลง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ https://thestandard.co/charin-sing-the-conqueror-of-ten-directions/ Fri, 07 Feb 2025 08:56:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1039363 charin-sing-the-conqueror-of-ten-directions

เมื่อ บูรพา อารัมภีร ผู้เป็นมิ่งมิตร ส่งหนังสือที่ระลึก […]

The post เมื่อ ‘ยาขอบ’ ร้องสั่ง ‘ชรินทร์ นันทนาคร’ ให้ร้องสดเพลง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
charin-sing-the-conqueror-of-ten-directions

เมื่อ บูรพา อารัมภีร ผู้เป็นมิ่งมิตร ส่งหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ ชรินทร์ นันทนาคร มาให้ได้อ่านแล้ว ทำให้นึกถึงเพลง ท่าฉลอม, เรือนแพ, อาลัยรัก, ทาสเทวี, ผู้ชนะสิบทิศ และเพลงอมตะอีกหลายเพลง

 

โดยเฉพาะเพลง ผู้ชนะสิบทิศ ควรต้องน้อมคารวะยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์) ผู้เป็นเจ้าของบทประพันธ์อันลือลั่นเมื่อ 90 ปีที่แล้ว

 

ชื่อ ‘ยาขอบ’ นี้ โชติ แพร่พันธุ์ บอกว่าศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) เป็นผู้แนะนำให้ใช้เมื่อตอนเขียนพงศาวดารแปลงของพม่าในรูปแบบของนวนิยาย

 

ยาขอบ

 

ในคำนำของหนังสือเรื่อง ยอดขุนพล ซึ่งเป็นชื่อเดิมของ ผู้ชนะสิบทิศ ยาขอบเขียนว่า

 

“เรื่อง ยอดขุนพล นี้ ข้าพเจ้าเขียนจากข้อความที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารพม่าของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ หน้า 107 ระหว่างบรรทัดที่ 11 เหตุที่เสนอโดยละเอียดดังนี้ก็เพื่อจะบอกให้ท่านผู้อ่านทราบว่า เมื่อตัวจริงมีอยู่ในพงศาวดาร 8 บรรทัด แต่เรื่อง ยอดขุนพล มี 3,224 บรรทัด”

 

เมื่อไปค้นต่อว่า 8 บรรทัดมีข้อความอะไรก็ได้พบ

 

ราชกุมาร กุมารี และจะเด็ด ทั้ง 3 ก็เล่นหัวสนิทสนมเจริญวัยมาด้วยกันในพระราชวังเมืองตองอูจนรุ่นขึ้น อยู่มาวันหนึ่งพระราชเทวีทรงสังเกตเห็นอาการสนิทสนมกันอย่างไม่ชอบกลเหลือจะอภัยโทษได้ ในระหว่างพระราชบุตรีกับของจะเด็ด บุตรพระนมของพระราชกุมารมังตรา อันเป็นอนุชาต่างพระมารดาของพระราชธิดาองค์นั้น จึงกราบบังคมทูลฟ้องพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์กริ้ว พระมหาเถรขัตติยาจารย์ขอพระราชทานโทษ จึงโปรดอภัยให้ แล้วตรัสให้ไปรับราชการเป็นเจ้าพนักงานผู้น้อยอยู่ในกรมวัง จะเด็ดพากเพียรพยายามเอาใจใส่ในราชการโดยจงรักภักดีอย่างแข็งแรงที่สุด จึงได้เลื่อนยศบรรดาศักดิ์ขึ้นโดยลำดับ จนได้เป็นนายทหารมีตำแหน่งแลยศสูง

 

แรงบันดาลใจ 8 บรรทัดนี้เองที่เสกสรรมาเป็น ผู้ชนะสิบทิศ ที่มีตัวอักษรมากกว่า 1.5 ล้านตัว ขยายผลเป็นบทละคร ภาพยนตร์ เพลง และงานอื่นๆ มหาศาล ต่อเนื่องมาเกือบร้อยปีแล้ว ผู้ชนะสิบทิศ ยังคงเป็นงานวรรณกรรมที่ยืนยงคงมนตร์เสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย

 

ความยิ่งใหญ่ของ ผู้ชนะสิบทิศ นอกจากสำนวนเขียนที่ได้รสชาติทั้งรบอย่างเจนจบและรักอย่างตรึงตรา ยังต้องยกให้กับการผูกเรื่องที่แสนจะพิลึกพิลั่นยากที่จะคาดเดา ซึ่งยาขอบเองสารภาพว่า

 

“ในการเขียน ผู้ชนะสิบทิศ นั้น ขอเรียกตามความนึกคิดของข้าพเจ้าว่า พยายามเขียนให้บ้าที่สุดเท่าที่จะบ้าได้ พฤติการณ์ของตัวละครทุกตัวในเรื่อง ถ้ามีโอกาสมักจะถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาเขาไม่ค่อยทำ เช่น ให้นางเอกถูกข่มขืนเสียบ้าง พ่อเจ็บใจถึงกับแทงลูกเสีย ตาย กับมือตนเองบ้าง ฯลฯ”

 

ผู้ชนะสิบทิศ

 

จึงไม่ต้องประหลาดใจว่าเหตุไฉนนักอ่านยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จึงพากันตามติด ผู้ชนะสิบทิศ แบบเกาะติดขอบสนาม เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ผู้ชนะสิบทิศ ที่เขียนต่อเนื่องพิมพ์ลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาตินั้นตีพิมพ์ออกมาไม่ทันใจคนอ่านจำนวนหนึ่ง ถึงขนาดที่คนอ่านทนรอไม่ได้ ต้องไปเข้าคิวรออ่านกันหน้าแท่นพิมพ์กันเลยทีเดียว

 

แม้แต่เจ้านายหญิงผู้สูงศักดิ์ พระองค์หนึ่ง ซึ่งตกหลุมอารมณ์ร่วมกับเรื่องราวถึงขั้นยอมไม่ได้เมื่อถึงตอนที่ยาขอบจะผูกเรื่องให้ตะละแม่กุสุมา ซึ่งเป็นสตรีที่ถูกฉุดคร่าจนเสียความบริสุทธิ์แล้วมาเข้าสู่พิธีอภิเษก เชิดหน้าชูตาคู่กับตะละแม่จันทรา ซึ่งเป็นหญิงพรหมจารีและมีความดีพร้อม เจ้านายหญิงถึงกับไปหายาขอบ แล้วขึ้นเสียงขึงขังว่า

 

“พ่อยาขอบจะเขียนอย่างนั้นไม่ได้เป็นอันขาด ช่วยฉันหน่อยได้ไหม นึกว่าเหมือนหลานช่วยย่าให้ตายอย่างมีความสุขว่าหลานไม่ได้ทำผิด ฉันเตือนเจ้า ใครผิดใครถูกไม่ต้องพูดกัน เอาแต่เพียงพ่อเปลี่ยนตามฉัน นึกว่าทำบุญให้คนแก่ตายสบายใจได้ไหม”

 

เมื่อเจ้านายระดับพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวนามว่า พระองค์เจ้าเฉิดโฉม ซึ่งเป็นแฟนคลับแบบตามติดทุกตัวอักษร มีความเดือดเนื้อร้อนใจถึงปานนี้ ยาขอบจะวางเฉยกระไรได้ ทั้งๆ ที่ได้ผูกโยงเรื่องราวแวดล้อมให้พระประยูรญาติทั้งปวงเห็นด้วยกับการจัดงานแต่งพร้อมกันไว้อย่างพร้อมแล้ว

 

พระเจ้าราชวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉิดโฉม

 

แล้วใครเล่าจะมีความสำคัญเพียงพอที่จะพลิกสถานการณ์ ยาขอบเล่าว่า

 

“ข้าพเจ้าพบพระนมเลาชี มารดาของจะเด็ดเอง ให้ตัวละครตัวนี้เข้าขัดขวางจะเด็ด แม่เลาชีออกมาห้ามโดยขู่ว่า หากตะละแม่กุสุมานั่งเสมอกับตะละแม่จันทราเมื่อใด นางจะผูกคอตายเมื่อนั้น ตอนนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รับจดหมายจากผู้อ่านจำนวนนับร้อยที่ยินดีปรีดากับพฤติการณ์อันเป็นผู้มีใจซื่อถือธรรมของพระนมผู้เฒ่า บ้างก็ว่าถึงกับน้ำตาคลอเพราะตื้นตันใจ”

 

นี่คือยอดฝีมือนักเขียนที่ทำให้บุคคลภายนอกเป็นเดือดเป็นร้อนถึงขนาดก้าวเข้ามาเปลี่ยนบท โดยกั้นขวางพิธีอภิเษกอันยิ่งใหญ่ที่ยาขอบต้องยอมตาม

 

จากนวนิยายเป็นบทเพลง

 

ชรินทร์ นันทนาคร เล่าถึงเพลงผู้ชนะสิบทิศว่า ครูไสล ไกรเลิศ ชวนนั่งรถเมล์สายถนนตก-หลักเมืองไปด้วยกัน แล้ววันหนึ่งไปลงที่เวิ้งนาครเขษม ที่นั่นมีร้านขายหนังสือหลายร้าน

 

ครูไปยืนอ่านนวนิยายเรื่องหนึ่งรู้สึกชอบมาก จะซื้อก็ไม่มีสตางค์ ราคา 8 เล่ม 200 บาท อ่านได้สักครู่ อาแปะเจ้าของร้านก็ถือไม้ขนไก่มาทำทีปัดฝุ่น แต่ที่จริงบอกให้รู้ว่ามาอ่านฟรีอยู่ได้อย่างไร ก็เลยไปร้านอื่น จากร้านบรรณกิจ ไปร้านแพร่พิทยา ไปร้านอุดมศึกษา เวียนอ่านอยู่แถวนั้น 20 กว่าร้านจนอ่านจบทั้ง 8 เล่ม

 

ตกเย็นวันหนึ่ง ครูไสลพาชรินทร์ไปที่ร้านอาหารครัววังหน้า (ใกล้สำนักงานกฤษฎีกา) ซึ่งยุคโน้นเป็นสโมสรเทศบาลนครกรุงเทพ

 

มองฟ้าก็เห็นดาวสวยเต็มฟ้า มองน้ำเจ้าพระยาก็ระยิบระยับงามตา

 

ครูไสลก็ฮัมเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง

 

ฟ้าลุ่มอิระวดี คืนนี้มีแต่ดาว…

 

น้ำเจ้าพระยาตรงนั้นเองที่ครูไสลนำมาแทนอิระวดีในจินตนาการ

 

แล้วครูก็สั่งชรินทร์ว่าให้ตั้งใจร้องเพลงนี้อย่างเต็มที่ สมัยก่อนจะไปร้องที่กรมประชาสัมพันธ์ก็ไม่ได้ เพราะที่นั่นเป็นอาณาจักรของคณะสุนทราภรณ์

 

ชรินทร์ นันทนาคร

 

ชรินทร์จึงเอาเพลงนี้ไปร้องที่สถานีวิทยุหนึ่ง ปณ.รักษาดินแดน ไม่นานหลังจากนั้นครูไสลก็ได้รับจดหมายใส่ซองสีชมพูมาบอกให้ไปพบด่วน ครูไสลบอกว่า

 

“เฮ้ย ไปด้วยกันหน่อย เจ้าของเรื่องเขาให้ไปพบ”

 

ตอนนั้นชรินทร์จำทางไม่ได้ว่าไปทางไหน เพราะเพิ่งมาจากเชียงใหม่ ยังไม่คุ้นกรุงเทพฯ เดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ผ่านโรงพิมพ์เข้าไปเจอคนคนหนึ่ง ไว้หนวด รูปร่างเล็ก เจอคำถามแรกว่า

 

“นึกยังไงถึงเอาเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ไปแต่งเป็นเพลง รู้หรือเปล่าว่าผิดกฎหมาย!”

 

ครูละล่ำละลักตอบว่า “รู้ครับ”

 

“อ้าว รู้แล้วทำไมทำ”

 

“…เอ้อ ชอบจะเด็ด มันแหม…มันน่ารัก จะเด็ดเก่งมาก”

 

ซักไซ้ไล่เลียงกันจนเป็นที่พอใจ เจ้าของบทประพันธ์ตบโต๊ะแล้วถามว่า

 

“แล้วใครเป็นคนร้อง”

 

ครูได้ทีแล้วชี้มาที่ชรินทร์แล้วบอกว่า

 

“นี่ไงพี่ ไอ้นี่เป็นคนร้อง”

 

ชรินทร์บอกตัวเองว่า ตายละวา

 

ผู้ประพันธ์บอกว่า

 

“เอ้า! ลุกขึ้น! ยืนร้องหน่อย”

 

ครูไสลบอกกับชรินทร์ว่า

 

“เต็มที่เลยนะ จะไปร้องที่ไหน ร้อยคนพันคนฟังไม่เท่าคนคนนี้ฟังนะ ติดคุกได้”

 

ชรินทร์บอกว่า

 

“คืนนั้นผมร้องเพลงนี้ให้คนคนเดียวฟังและต้องร้องให้ดีที่สุดในชีวิต ผมลืมทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมีครูคอยให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ พอร้องมาถึงท่อน ‘เจ็บใจคนรักโดนรังแก…’ ผมสังเกตเห็นท่านเหมือนตบโต๊ะ ผมก็นึก เออ! สงสัยจะสอบไล่ได้ พอจบเพลงท่านบอก “รอเดี๋ยว!” แล้วท่านเข้าไปข้างใน เอาหนังสือ ผู้ชนะสิบทิศ มาให้ครู 1 ชุด 8 เล่ม แล้วเขียนหน้าปกว่า ‘อนุญาตให้ นายไสล ไกรเลิศ นำเรื่องราวทั้งหมดไปแต่งเป็นเพลงได้แต่เพียงผู้เดียว’”

 


 

เพลง: ผู้ชนะสิบทิศ

คำร้องและทำนอง: ไสล ไกรเลิศ

ศิลปิน: ชรินทร์ นันทนาคร

 

ฟ้า…ลุ่ม อิระวดี คืนนี้ มีแต่ดาว

แจ่มแสง แวววาว หื่อฮือฮื้อ ฮือ ฮือหื่อ

เด่นอะคร้าว สว่างไสว

เสียงคลื่น เร้าฤดี คืนนี้ข้าเปลี่ยวใจ

เหน็บหนาวทรวงใน หื่อฮือ ฮื้อ ฮือฮือหื่อ

แต่ไฉนข้าเศร้า วิญญา

 

ข้ามา ทำศึก ลำเค็ญ

เหนื่อยแสนยากเย็น ไม่เว้นว่างเปล่า

เพื่อศักดิ์ชาว ตองอูถึงจะตายจะอยู่ 

ขอเชิดชู มังตรา ฮา…ฮา…ฮา

 

ดวงใจ ข้ามอบ จอมขวัญ

มั่นรักต่อกัน มิ่งขวัญจันทรา

กุ สุ มา ยอด ชู้ รักเจ้าเพียงเอ็นดู

ไว้เชิดชู ดวงแด (ไว้เชิดชู ดวงแด)

 

ไป รบอยู่ แห่งไหน ใจ คะนึงถึง เจ้า

เคยเล้าโลมโฉมแม่ ข้ากลับ มาเมืองแปร

มองเหลียวแล แสนเปลี่ยว เปล่า

ไม่มี แต่เงาข้าเศร้า อาลัย

หัวใจแทบขาด อนาถใจ ไม่คลาย

 

เจ็บใจ คนรัก โดนรังแก

ข้าจะเผา เมืองแปร ให้มัน วอดวาย

จะตายให้เขาลือชาย จะให้เขาลือชาย

ว่านามชื่อกู ผู้ชนะสิบทิศ 

ผู้ชนะสิบทิศ ผู้ชนะสิบทิศ

ผู้ ช…นะ…สิบ…ทิศ

เอ้อ…เออ…เอ่อ…เออ…เอย…

 

ผู้ชนะสิบทิศ เป็นวรรณกรรมนิยายที่ขยายผลออกไปหลายเวที หลายสื่อ มีการผลิตซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย ในยุควิพากษ์วรรณกรรมเมื่อ 50 กว่าปีก่อน ผู้ชนะสิบทิศ ถูกจัดเป็น ‘วรรณกรรมชนชั้น’ มีอีกชื่อเรียกว่า ‘วรรณกรรมหาผัวหาเมีย’ ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรมราวปี 2518 ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีกลุ่ม 4 คน (หวาง, จาง, เจียง, เหยา) เป็นผู้นำนั้น ส่งผลสะเทือนมาถึงไทย มีนักอ่านหัวก้าวหน้าเสนอแนวคิด ‘เผาวรรณกรรม’ เป็นเรื่องฮือฮากันพอสมควร ต่อ ผู้ชนะสิบทิศ นักอ่านบางคนไม่พอใจ บอกว่า “เฮ้ย! เพียงแค่อกหักกับผู้หญิงคนเดียว ถึงกับจะเผาเมืองแปรกันเชียวหรือ”

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ชนะสิบทิศ เป็นวรรณกรรมที่มีพื้นที่แน่นอนในทางประวัติศาสตร์ และยังได้รับการคัดสรรจาก ‘โครงการวิจัยเพื่อคัดเลือกและแนะนำหนังสือดีในรอบศตวรรษ’ ให้เป็น 1 ใน 100 เล่มหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน (พ.ศ. 2408-2519) ด้วยภาษาที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ และเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิตและวัฒนธรรม ทำให้ ผู้ชนะสิบทิศ เป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ที่จะอยู่คู่กับสังคมไทยไปนานเท่านาน

The post เมื่อ ‘ยาขอบ’ ร้องสั่ง ‘ชรินทร์ นันทนาคร’ ให้ร้องสดเพลง ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุเทพ นำสมาชิกทำบุญเปิดที่ทำการรวมพลังประชาชาติไทย ปชป.-พลังประชารัฐ ร่วมยินดี https://thestandard.co/action-coalition-for-thailand-building-opening-ceremony/ https://thestandard.co/action-coalition-for-thailand-building-opening-ceremony/#respond Fri, 09 Nov 2018 08:18:02 +0000 https://thestandard.co/?p=144510

เมื่อเวลา 8.00 น. ที่อาคารพีเคแอล รัชดาภิเษก 26 ม.ร.ว. […]

The post สุเทพ นำสมาชิกทำบุญเปิดที่ทำการรวมพลังประชาชาติไทย ปชป.-พลังประชารัฐ ร่วมยินดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อเวลา 8.00 น. ที่อาคารพีเคแอล รัชดาภิเษก 26 ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) พร้อมกรรมการบริหารพรรค และผู้ร่วมก่อตั้งพรรค อาทิ สุเทพ เทือกสุบรรณ, ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง เลขาธิการพรรค เอนก เหล่าธรรมทัศน์, วีระชัย คล้ายทอง, สุริยะใส กตะศิลา, พล.ท. นันทเดช เมฆสวัสดิ์, ประสาร มฤคพิทักษ์, จักษ์ พันธ์ชูเพชร, อุทัย ยอดมณี, สำราญ รอดเพชร ได้ร่วมกันทำบุญในพิธีเปิดสำนักงานใหญ่ของพรรครวมพลังประชาชาติไทย

 

 

โดยมีพระสงฆ์จำนวน 9 รูป นำโดย ท่านเจ้าคุณพระเมธีวราลงกรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดชนะสงคราม สวดเจริญชัยมงคลคาถา

 

 

ในการเปิดที่ทำการพรรค รปช. วันนี้ มีบุคคลสำคัญที่มาอวยพร พร้อมมอบช่อดอกไม้อวยพร อาทิ จากพรรคชาติพัฒนา นำโดย เทวัญ ลิปตพัลลภ, ชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา และเยาวภา บุรพลชัย

 

 

พรรคพลังประชารัฐ นำโดย วิเชียร ชวลิต, พรชัย ตระกูลวรานนท์, วัชระ กรรณิการ์ พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย ถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรค องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค และ น.ต. สุธรรม ระหงษ์ ผู้อำนวยการพรรค และพรรคพลังธรรมใหม่ นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่

 

 

Photo: ฐิตินันท์ เสมพิพัฒน์ และ ทีมโฆษกพรรครปช.

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post สุเทพ นำสมาชิกทำบุญเปิดที่ทำการรวมพลังประชาชาติไทย ปชป.-พลังประชารัฐ ร่วมยินดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/action-coalition-for-thailand-building-opening-ceremony/feed/ 0