ประวัติศาสตร์ – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 23 Dec 2025 08:55:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 Mariah Carey เป็นศิลปินคนแรกที่มีเพลงอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 รวมแล้ว 100 สัปดาห์ https://thestandard.co/mariah-carey-no-1-100-weeks/ Tue, 23 Dec 2025 08:55:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1157478 Mariah Carey เป็นศิลปินคนแรกที่มีเพลงอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 รวมแล้ว 100 สัปดาห์

Mariah Carey สร้างตำนานอีกครั้งบนชาร์ต Billboard หลังจา […]

The post Mariah Carey เป็นศิลปินคนแรกที่มีเพลงอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 รวมแล้ว 100 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mariah Carey เป็นศิลปินคนแรกที่มีเพลงอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 รวมแล้ว 100 สัปดาห์

Mariah Carey สร้างตำนานอีกครั้งบนชาร์ต Billboard หลังจากชาร์ตเพลงสุดยิ่งใหญ่แห่งนี้รายงานว่า เธอเป็นศิลปินคนแรกในประวัติศาสตร์ที่มีเพลงติดอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 รวมแล้ว 100 สัปดาห์ จากผลงานทั้งหมด 19 เพลง โดยสถิติใหม่ของเธอสามารถเอาชนะศิลปินอย่าง Rihanna ที่เคยทำไว้ 60 สัปดาห์ The Beatles 59 สัปดาห์ และ Drake 56 สัปดาห์

 

ในส่วนหนึ่งของลิสต์ 19 เพลงก็มีทั้ง One Sweet Day ที่เป็นเพลงของเธอและ Boyz II Men ซึ่งทำสถิติไว้ 16 สัปดาห์, We Belong Together 14 สัปดาห์, Fantasy 8 สัปดาห์, Dreamlover อีก 8 สัปดาห์ ส่วนเพลงที่ครองอันดับ 1 นานที่สุดของเธอก็คือ All I Want For Christmas Is You ที่ทำสถิติไว้ 21 สัปดาห์

 

นอกจากนี้ All I Want For Christmas Is You ยังครองอันดับ 1 นานมากขึ้น (ในสัปดาห์นี้ครองต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 21) ขยายสถิตินานที่สุดสำหรับเพลงประจำเทศกาลคริสต์มาส ทั้งยังเป็นเพลงของศิลปินหญิงที่อยู่ในชาร์ต Billboard Hot 100 นานที่สุดในประวัติศาสตร์ 78 สัปดาห์ แซงหน้า Levitating ของ Dua Lipa ด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Denise Truscello/Getty Images for Live Nation Las Vegas

 

อ้างอิง:

The post Mariah Carey เป็นศิลปินคนแรกที่มีเพลงอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 รวมแล้ว 100 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ https://thestandard.co/egypt-celebrates-gem-opening/ Fri, 14 Nov 2025 08:34:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1143386 สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำกรุงเทพฯ เป […]

The post สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำกรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองพิเศษ เมื่อวันที่ พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ หรือ The GEM อย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กวัฒนธรรมที่ได้รับการคาดหวังมากที่สุดแห่งศตวรรษ

 

งานนี้ได้รวบรวมแขกผู้มีเกียรติ หัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต เจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทย ตัวแทนจากภาคเอกชนไทย นักวิชาการ และมิตรสหายของอียิปต์ เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในก้าวสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกโลก

 

ในการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน ฮาลา ยูเซฟ เอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย ได้กล่าวถวายความอาลัยอย่างสุดซึ้ง ในนามของรัฐบาลและประชาชนอียิปต์ ต่อพระบรมวงศานุวงศ์และประชาชนชาวไทย เนื่องในวาระการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยยกย่องพระราชกรณียกิจตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการอุทิศพระองค์เพื่อสาธารณประโยชน์

 

เอกอัครราชทูตฮาลา ยังได้แสดงความซาบซึ้งต่อการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงเป็นผู้แทนพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จเข้าร่วมพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ ที่กรุงไคโร

 

“การเสด็จเข้าร่วมของพระองค์ สะท้อนถึงความอบอุ่นและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างอียิปต์และไทย มิตรภาพที่เหนือกว่าการทูตและสัมผัสถึงขอบเขตของมรดกร่วม ศิลปะ และมนุษยธรรม”

 

เอกอัครราชทูตฮาลา ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญอย่างลึกซึ้งของพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ ซึ่งเป็นโครงการที่ใช้เวลากว่า 20 ปีในการสร้าง โดยอธิบายว่าเป็น “สะพานเชื่อมระหว่างประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ และอนาคต”

 

สำหรับพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ ตั้งอยู่ใกล้พีระมิดแห่งกิซา มีพื้นที่มากกว่า 500,000 ตารางเมตร และจัดแสดงโบราณวัตถุกว่า 100,000 ชิ้น รวมถึงคอลเลกชันสมบูรณ์ของสมบัติที่เป็นของกษัตริย์ตุตันคาเมน นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นกษัตริย์รามเสสที่ 2 สูง 11 เมตร ที่ต้อนรับผู้มาเยือนในโถงใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ ในฐานะสัญลักษณ์ของอารยธรรมอียิปต์อันยืนยง

 

เอกอัครราชทูตยังกล่าวว่า “The GEM ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเก็บรักษาโบราณวัตถุเท่านั้น แต่เป็นบทสนทนาที่มีชีวิตระหว่างอารยธรรมและความทันสมัย เป็นเวทีสำหรับการศึกษา การวิจัย และความร่วมมือระดับโลก”

 

เธอยังเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของภาคเอกชนอียิปต์ในการทำให้โครงการสำคัญนี้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การออกแบบ วิศวกรรม การอนุรักษ์ ไปจนถึงเทคโนโลยี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์และความเชี่ยวชาญสมัยใหม่ของอียิปต์

 

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการบรรยายโดย ณัฐพล เดชขจร นักอียิปต์วิทยาและนักเขียนชาวไทย ในหัวข้อ “พีระมิดแห่งกิซา: แผนแม่บทแห่งนิรันดร” ซึ่งฉายให้เห็นถึงอัจฉริยภาพทางด้านสถาปัตยกรรมและสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของสิ่งมหัศจรรย์โบราณของอียิปต์ ที่เชื่อมโยงเข้ากับหลักการแห่งความกลมเกลียวและความใฝ่ฝันของมนุษยชาติอย่างไร้กาลเวลา

 

 

ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตอียิปต์ประจำประเทศไทย

 

สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ 1
สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ 2
สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ 3
สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ 4
สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ 5
สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ 6
สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ 7
สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ 8

The post สถานทูตอียิปต์จัดพิธีฉลองเปิด The GEM พิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปต์ สะพานเชื่อม ‘ประวัติศาสตร์ มนุษยชาติ อนาคต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจมส์ บอนด์’ รถพระที่นั่งคันประวัติศาสตร์ เคียงคู่สองพระมหากษัตริย์ ในการอัญเชิญพระบรมศพ https://thestandard.co/james-bond-car-two-kings/ Sun, 26 Oct 2025 10:42:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1135746 ‘เจมส์ บอนด์’ รถพระที่นั่งคันประวัติศาสตร์ เคียงคู่ สองพระมหากษัตริย์ ในการอัญเชิญพระบรมศพ

รถยนต์พระที่นั่ง Volkswagen Caravelle V6 หมายเลขทะเบียน […]

The post ‘เจมส์ บอนด์’ รถพระที่นั่งคันประวัติศาสตร์ เคียงคู่สองพระมหากษัตริย์ ในการอัญเชิญพระบรมศพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจมส์ บอนด์’ รถพระที่นั่งคันประวัติศาสตร์ เคียงคู่ สองพระมหากษัตริย์ ในการอัญเชิญพระบรมศพ

รถยนต์พระที่นั่ง Volkswagen Caravelle V6 หมายเลขทะเบียน 1ด-0929 หรือที่ประชาชนรู้จักกันในชื่อ ‘เจมส์ บอนด์’ รถพระที่นั่งคันโปรดของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ถูกนำมาใช้อัญเชิญพระบรมศพเมื่อปี พุทธศักราช 2559

 

ปี พุทธศักราช 2568 รถพระที่นั่งคันเดียวกันได้รับเกียรติอีกครั้ง ในการอัญเชิญพระบรมศพของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แสดงถึงความต่อเนื่องแห่งพระราชจริยวัตรเรียบง่าย และพระราชปณิธานแห่ง ‘ความพอเพียง’ ซึ่งทั้งสองพระองค์ทรงยึดมั่นตลอดพระชนม์ชีพ

The post ‘เจมส์ บอนด์’ รถพระที่นั่งคันประวัติศาสตร์ เคียงคู่สองพระมหากษัตริย์ ในการอัญเชิญพระบรมศพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกไทยถวายความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง https://thestandard.co/catholic-bishops-mourn-queen-mother/ Sat, 25 Oct 2025 09:06:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1135404 สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกไทยถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง

วันนี้ (25 ตุลาคม) อาร์ชบิชอป ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภร […]

The post สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกไทยถวายความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกไทยถวายความอาลัย สมเด็จพระพันปีหลวง

วันนี้ (25 ตุลาคม) อาร์ชบิชอป ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ประธานสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต เนื้อหาระบุว่า

 

พี่น้องคริสตชนไทยที่รักในพระคริสตเจ้า ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพัน ปีหลวง เสด็จสวรรคต เมื่อวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2025 เวลา 21.21 น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาด ไทย สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา นั้น

 

สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย ในนามของพระศาสนจักรคาทอลิกและคริสตศาสนิกชนชาวไทย ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเมตตา ความเข้มแข็ง และทรงอุทิศกำลังพระวรกายและพระราชหฤทัยด้วยพระวิริยะอุตสาหะ เพื่อความผาสุกของสังคม ประเทศชาติ และพสกนิกรชาวไทยทั้งมวล

 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทำนุบำรุงและอุปถัมภ์กิจการของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนนครรัฐวาติกันอย่างเป็นทางการ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 ในวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1960 ณ พระราชวังอัครสาวก นครรัฐวาติกัน

 

พร้อมกันนี้ ได้ทรงร่วมเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่ 2 ในวโรกาสเสด็จเยือนราชอาณาจักรไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1984 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์แห่งความสัมพันธ์อันดีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสันตะสำนักและพระศาสนจักรคาทอลิก อันเป็นประจักษ์พยานแห่งความรัก ความเข้าใจ และ สันติสุข จารึกในดวงใจคริสตชนไทยด้วยความซาบซึ้งตราบเท่าทุกวันนี้

 

สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย จึงขอเชิญชวนพี่น้องคริสตชนชาวไทยร่วมใจภาวนา วอนขอพระเมตตาจากพระเป็นเจ้าให้ทรงรับดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ได้ทรงสถิตสถาพรในสวรรค์บ้านแท้นิรันดร

 

ทั้งนี้ ขอให้วัดคาทอลิก สถานศึกษา และ หน่วยงานในพระศาสนจักรคาทอลิกทุกแห่ง จัดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ และจัดให้มีการอธิษฐานภาวนาถวายเป็นพิเศษในพิธีบูชาขอบพระคุณวันอาทิตย์ และจัดให้มีการไว้ทุกข์ถวาย เป็นระยะเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2025 เป็นต้น

The post สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกไทยถวายความอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง appeared first on THE STANDARD.

]]>
G-DRAGON เป็นไอดอลคนแรกที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์วัฒนธรรมชั้น Okgwan https://thestandard.co/g-dragon-receives-okgwan-cultural-order/ Sat, 18 Oct 2025 11:00:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1132313 G-DRAGON เป็นไอดอลคนแรกที่ได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์วัฒนธรรมชั้น Okgwan

ศิลปินชื่อดังอย่าง G-DRAGON สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ […]

The post G-DRAGON เป็นไอดอลคนแรกที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์วัฒนธรรมชั้น Okgwan appeared first on THE STANDARD.

]]>
G-DRAGON เป็นไอดอลคนแรกที่ได้รับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์วัฒนธรรมชั้น Okgwan

ศิลปินชื่อดังอย่าง G-DRAGON สร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ด้วยการเป็นศิลปินเคป๊อปที่จะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ด้านวัฒนธรรมแห่งชาติ (Order of Cultural Merit) ประจำปี 2025 จากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ เพื่อยกย่องผลงานของศิลปินที่มีผลต่อการพัฒนาและเผยแพร่วัฒนธรรมป๊อปของเกาหลี

 

พิธีมอบรางวัลนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 23 ตุลาคม ณ โรงละครแห่งชาติเกาหลี (National Theater of Korea) กรุงโซล ภายในงาน Korea Popular Culture and Arts Awards ครั้งที่ 16 ซึ่งศิลปิน G-DRAGON จะได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Okgwan (Jade Crown) ซึ่งเป็นชั้นที่ 4 ของเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์ประเภทนี้ และยังเป็นครั้งแรกที่มีการมอบรางวัลนี้ให้กับศิลปินเคป๊อปเพื่อยกย่องว่าเขาเป็นผู้ขับเคลื่อนกระแสของป๊อปคัลเจอร์เกาหลีใต้ (Hallyu) และเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมระดับโลก

 

การรับรางวัลนี้ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของเขาในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่ยังตอกย้ำว่าเขาเป็นไอคอนคนสำคัญของวงการ K-Pop ที่สามารถขับเคลื่อนวัฒนธรรมเกาหลีให้ไปสู่ระดับโลก และยังเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ด้วยเช่นกัน

 

นอกจาก G-DRAGON ภายในงานก็จะยังมีคนดังในวงการบันเทิงคนอื่นๆ ได้รับเครื่องราชย์อิสริยาภรณ์ที่มีลำดับขั้นแตกต่างกันไป อาทิ Kim Hae Sook ที่เธอจะได้รับชั้น Eungkwan (Silver Crown) ซึ่งถือว่าสูงสุดในปีนี้ เพราะเธอเป็นนักแสดงหญิงที่มีผลงานการแสดงมามากกว่า 50 ปี จนได้รับฉายาว่าเป็นแม่แห่งชาติ รวมทั้ง Lee Byung Hun จากเรื่อง Squid Game ที่เขาได้รับในฐานะผู้เปิดทางให้วงการภาพยนตร์เกาหลีไปสู่ระดับสากล ตามมาด้วย Jung Dong Hwan นักแสดงผู้ขับเคลื่อนวงการละครเวที และนักแสดงตลกผู้ล่วงลับ Jeon Yoo Seong รวมทั้งนักพากย์อาวุโส Bae Han Seoung เช่นกัน

 

ภาพ: xxxibdrgn / Instagram

อ้างอิง:

The post G-DRAGON เป็นไอดอลคนแรกที่ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์วัฒนธรรมชั้น Okgwan appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส DNA วัฒนธรรมจีน บทเรียนประวัติศาสตร์การทูต เพื่อเข้าใจแก่นแท้การเจรจากับจีน https://thestandard.co/chinese-diplomacy-dna/ Sun, 05 Oct 2025 05:56:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1126701 โจวเอินไหลและคิสซินเจอร์ในการเจรจาทางการทูตจีน-สหรัฐ จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

หัวข้อในเนื้อหานี้   หลักการที่ 1: กลับไปสู่หลักกา […]

The post ถอดรหัส DNA วัฒนธรรมจีน บทเรียนประวัติศาสตร์การทูต เพื่อเข้าใจแก่นแท้การเจรจากับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โจวเอินไหลและคิสซินเจอร์ในการเจรจาทางการทูตจีน-สหรัฐ จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

เรื่องราวการเจรจาระหว่างนายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลของจีนกับเฮนรี คิสซินเจอร์ ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาในปี 1971 ถือเป็นหนึ่งในบทเรียนคลาสสิกทางการทูตในหน้าประวัติศาสตร์ที่สำคัญของโลก การเจรจาครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ทั้งสองประเทศไม่มีความสัมพันธ์กันมาหลายทศวรรษ และนำไปสู่การเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ และได้พบกับประธานเหมาเจ๋อตง

 

ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกเคสนี้มาเล่าในระหว่างการบรรยายพิเศษหัวข้อ ‘ถอดรหัสวัฒนธรรมจีนกับการทูตและการเจรจาธุรกิจ’ ในหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีนรุ่นที่ 2 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

อาจารย์กล่าวว่า ความท้าทายแรกของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในเวลานั้นคือ จะติดต่อกันอย่างไร ในเมื่อทั้งสองประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน?

 

คำตอบคือการหา ‘ผู้แนะนำ’ ที่เหมาะสม

 

หลังจากสหรัฐฯ พิจารณาอย่างรอบคอบ คิสซินเจอร์ได้เลือกผู้นำปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ดีกับทั้งสหรัฐฯ และจีนในเวลานั้นมาเป็นตัวกลาง นี่แสดงให้เห็นหลักการสำคัญข้อแรกนั่นคือ ในการเจรจากับจีน ผู้แนะนำมีความสำคัญยิ่งยวด

 

คิสซินเจอร์เดินทางลับไปยังจีนโดยผ่านปากีสถานในปีนั้น และได้พบกับโจวเอินไหล ที่นั่นเองที่ทำให้คิสซิงเจอร์ได้เรียนรู้วิธีการเจรจาการทูตกับจีน ซึ่งมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาต่อมา และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการทูตรุ่นหลัง

 

อาจารย์อาร์มอธิบายว่า มีหลักการ 4 ข้อของการเจรจาแบบจีนที่ถอดมาได้จากการสนทนาครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างโจวเอินไหลกับคิสซิงเจอร์

 

หลักการที่ 1: กลับไปสู่หลักการพื้นฐาน 

 

เมื่อคิสซินเจอร์มาถึงปักกิ่ง เขาได้เตรียมเอกสารมาเป็นตั้ง และใช้เวลาครึ่งวันในการบรรยายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ต่างประเทศของสหรัฐฯ สงครามเวียดนาม และสิ่งที่อเมริกาต้องการ

 

โจวเอินไหลนั่งฟังอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ จนกระทั่งคิสซินเจอร์พูดจบ ทันใดนั้น โจวกล่าวประโยคที่กลายเป็นตำนานว่า “คุณพูดมานานมากแล้ว แต่ขอให้เราเริ่มจากหลักการพื้นฐาน คุณต้องการโลกแบบไหน?”

 

คำถามนี้ทำให้คิสซินเจอร์ตกตะลึง อาจารย์อาร์มกล่าวว่า มันสะท้อนวัฒนธรรมการเจรจาของจีนที่มุ่งเน้นไปที่

 

  • ปรัชญาพื้นฐาน มากกว่ารายละเอียดปลีกย่อย
  • วิสัยทัศน์ระยะยาว มากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น
  • มุมมองโลก มากกว่าผลประโยชน์แค่สองประเทศ

 

อาจารย์ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า เวลาผู้นำไทยพูด จะพูดผ่านมุมมองของไทยเป็นหลัก เช่น พูดว่าประเทศไทยดีแบบไหน เพื่อเชิญชวนนานาชาติมาลงทุน แต่เวลาผู้นำสิงคโปร์พูด เขาจะพูดด้วยมุมมองของเอเชีย ไม่ใช่แค่สิงคโปร์ ส่วนจีนและสหรัฐฯ พูดในบริบทและมุมมองของโลก (สหรัฐฯ ต้องการโลกที่มีเสรีภาพ ส่วนจีนต้องการโลกที่มีความหลากหลาย)

 

สิ่งสำคัญที่อาจารย์อาร์มพยายามชี้ให้เห็นคือ เวลาเจรจากับจีน จะต้องจูนคลื่นให้ตรงกัน โดยเฉพาะการปรับโลกทัศน์หรือมุมมองให้อยู่ในกรอบเดียวกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานในการพูดคุยต่อไปได้

 

หลักการที่ 2: ความชัดเจนในประเด็นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด 

 

หลังจากถามคำถามเชิงปรัชญา โจวเอินไหลก็พูดตรงไปตรงมาว่า “หากประเด็นไต้หวันไม่ได้รับการแก้ไข ประเด็นอื่นๆ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องรอง”

 

นี่คือ Core Interest หรือผลประโยชน์แห่งชาติหลักที่จีนไม่ยอมเจรจา มันเป็นเส้นแดงที่จีนขีดไว้ชัดเจน และไม่สามารถต่อรองได้

 

จีนยืนยันตั้งแต่เริ่มต้นการพูดคุยว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน เน้นย้ำในหลักการ ‘จีนเดียว’ ซึ่งหากสหรัฐฯ ไม่ยอมรับหลักการนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเจรจาเรื่องอื่นใดต่อ

 

โจวเอินไหลแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมที่จะปิดประเทศต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องเปิดประเทศก็ได้ หากไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นพื้นฐานนี้

 

หลักการที่ 3: ความยืดหยุ่นและรักษาหน้า  

 

แม้จีนจะยืนกรานในหลักการพื้นฐาน แต่ก็แสดงความยืดหยุ่นในรายละเอียดบางอย่าง อาจารย์อาร์มกล่าวว่า การพูดคุยระหว่างโจวเอินไหลและคิสซิงเจอร์ลงเอยด้วย ‘First Communiqué’ (แถลงการณ์ฉบับแรก) ที่ระบุว่า

 

  • ทั้งสองฝั่งของช่องแคบไต้หวัน (จีนแผ่นดินใหญ่และไต้หวัน) ต่างเห็นพ้องว่ามี ‘จีนเดียว’ และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน
  • สหรัฐอเมริกาไม่มีข้อโต้แย้งกับความคิดนี้

 

ดร.อาร์มชี้ให้เห็นนัยที่ซ่อนอยู่ในแถลงการณ์ฉบับนี้คือ ไม่มีการระบุชัดว่า ‘จีน’ ที่ถูกต้องคือจีนไหน (ปักกิ่งหรือไทเป) ซึ่งแต่ละฝ่ายสามารถตีความได้ตามที่ตนต้องการ โดยที่ทุกฝ่ายสามารถ ‘รักษาหน้า’ ได้

 

นี่คือ Strategic Ambiguity หรือความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์ เพราะจีนสามารถตีความว่า จีนที่ถูกต้องคือปักกิ่ง และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ส่วนสหรัฐฯ ตีความได้ว่า จีนกับไต้หวันเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจีนไหนเป็นตัวแทนที่ถูกต้อง ส่วนไต้หวันสามารถตีความว่า จีนที่ถูกต้องคือไต้หวัน

 

อาจารย์ชี้ว่า วัฒนธรรมจีนยอมรับความคลุมเครือหากมันช่วยให้สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ เพราะการแตกหักในบางเรื่องอาจทำให้เสียประโยชน์ ดังนั้นคำกล่าวของอดีตผู้นำจีนอย่างเติ้งเสี่ยวผิงที่ว่า “ปล่อยให้คนรุ่นหลังตัดสินใจ” ก็สะท้อนปรัชญานี้ได้ดี ซึ่งรวมถึงกรณีไต้หวันที่สามารถรอเวลาให้คนรุ่นหลังแก้ไขได้

 

หลักการที่ 4: การมองระยะยาว (Playing the Long Game) 

 

ดร.อาร์มยกอีกเหตุการณ์ที่โด่งดังในวงเจรจา เมื่อคิสซินเจอร์พยายาม ‘ชวนคุย’ โดยถามโจวเอินไหลเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศส (ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1789)

 

ซึ่งโจวเอินไหลตอบกลับด้วยประโยคที่กลายเป็นตำนานว่า “มันเร็วเกินไปที่จะบอกว่าผลของการปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นอย่างไร”

 

อาจารย์อาร์มกล่าวว่า คำตอบนี้สะท้อนให้เห็นมุมมองแบบจีนว่า เขามองประวัติศาสตร์ผ่านกรอบเวลา 4,000 ปี ในขณะที่สหรัฐฯ ที่เพิ่งก่อตั้งประเทศได้ไม่กี่ร้อยปี จะมองผ่านกรอบเวลาอีกแบบหนึ่ง

 

“Chinese negotiators think in decades, not quarters.” คำกล่าวนี้สะท้อนการมองระยะยาว ดังนั้นจีนจึงมีแนวคิดเรี่องความอดทนสูง ดังจะเห็นได้จากการเจรจาการค้ากับโดนัลด์ ทรัมป์ที่จีนสามารถอดทนเพื่อเล่นเกมยาว โดยรอได้ 10, 20 หรือ 30 ปี ในขณะที่ตะวันตกต้องการความชัดเจนและการตัดสินใจทันที และมองในกรอบเวลาไตรมาส ไม่ใช่หลักทศวรรษ

 

องค์ประกอบเสริมของการเจรจากับจีน 

 

ดร.อาร์ม กล่าวว่า การเจรจาเรื่องใดๆ กับจีนยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมาก การใช้ Soft Power ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งคิสซินเจอร์เคยบันทึกว่าเขาไม่เคยเจรจากับผู้นำประเทศคนใดที่พูดเรื่องประวัติศาสตร์ 4,000 ปีระหว่างเจรจา แถมมีการอธิบายเรื่องชาจีนและวัฒนธรรมอย่างละเอียด แม้แต่อาหารทุกจานก็มีเรื่องราวและตำนานที่หยิบยกมาเล่าบนโต๊ะ

 

อาจารย์กล่าวเสริมว่า จีนใช้วัฒนธรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้รับเกียรติและการเคารพ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้าง ‘ความนุ่มนวล’ ที่ห่อหุ้มด้วยความแข็งแกร่ง เพราะแม้ภายนอกจะดูนุ่มนวล แต่จีนก็พร้อมเดินออกจากโต๊ะเจรจาทันทีหากผิดต่อหลักการที่กล่าวมาข้างต้น

 

หนึ่งในตัวอย่าง Soft Power ที่จีนนำมาใช้ในการสานสัมพันธ์ ก็คือ การทูตแพนด้า ซึ่งเริ่มต้นจากที่โจวเอินไหลถามภริยาของนิกสันเมื่อเห็นกล่องไม้ขีดไฟรูปแพนด้าวางบนโต๊ะว่าต้องการแพนด้าจริงๆ ไหม จากนั้นจีนก็ส่งแพนด้าให้สหรัฐฯ จริงๆ

 

การประยุกต์ใช้กับการเจรจาธุรกิจ 

 

บทเรียนการเจรจาการทูตกับจีนที่กล่าวมาข้างต้นสามารถประยุกต์ใช้ในวงเจรจาธุรกิจได้ หากเราไม่เคยพบหรือรู้จักคู่เจรจา เราจำเป็นต้องหาผู้แนะนำที่มีความสัมพันธ์ดีกับทั้งสองฝ่าย โดยควรเป็นคนที่ฝ่ายจีนให้ความเคารพและไว้วางใจ

 

ต่อมาเป็นเรื่องหลักการพื้นฐานคือ ‘การรักษาหน้า’ ซึ่งหมายรวมถึงการต้อนรับขับสู้อย่างดี การแสดงความเคารพต่อแขก การหาทางออกที่ทุกฝ่าย ‘ไม่เสียหน้า’ และการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงหากไม่จำเป็น

 

ต่อมาคือเราต้องเข้าใจว่าความนิ่งและการฟังเป็นสิ่งที่อยู่ในวัฒนธรรมจีน ซึ่งอาจจะแตกต่างจากการสนทนากับคนตะวันตกที่มีการโต้ตอบเสมอ คนจีนจะฟังก่อน เพื่อเข้าใจว่าอีกฝ่ายว่าต้องการอะไร จากนั้นก็มีการสังเกตจุดอ่อนและจุดแข็ง เพื่อที่จะเตรียมตัว ก่อนโต้ตอบอย่างมีกลยุทธ์ หากเราเข้าใจวัฒนธรรมการเจรจาแบบจีน ก็จะทำให้มีโอกาสเจรจาลุล่วงสูง

 

อาจารย์ย้ำว่า เราอย่าเริ่มต้นเจรจากับจีนด้วยรายละเอียดยืดยาว แต่ให้พูดถึงเป้าหมายร่วมและประโยชน์ต่อภาพใหญ่ จากนั้นก็สร้างความชัดเจนใน Core Interest ว่าสิ่งไหนเป็นเส้นแดงที่ต่อรองไม่ได้ แต่เรื่องรองๆ ลงมาหากสามารถต่อรองได้ ก็หาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ หรือก็คือการยอมรับในความคลุมเครือที่สร้างสรรค์

 

นอกจากนี้คนจีนก็ให้ความสำคัญกับการมองระยะยาว พร้อมที่จะลงทุนเวลาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ โดยคิดถึงผลประโยชน์ในอีก 10-20 ปีข้างหน้า ดังนั้นการเจรจากับคนจีนโดยมองไปถึงอนาคตยาวๆ จะทำให้อีกฝ่ายเกิดความไว้วางใจ และการสานสัมพันธ์กันในระยะยาวก็จะเป็นผลดีต่อการทำธุรกิจในอนาคตด้วย

 

ภาพ:  White House via CNP / Getty Images

The post ถอดรหัส DNA วัฒนธรรมจีน บทเรียนประวัติศาสตร์การทูต เพื่อเข้าใจแก่นแท้การเจรจากับจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
MICHELIN Key 2025: 12 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนประกาศผลพร้อมกันทั่วโลก 8 ต.ค.นี้ https://thestandard.co/life/michelin-key-2025-announcement/ Thu, 02 Oct 2025 14:09:52 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1125841 MICHELIN Key 2025 รางวัลด้านการท่องเที่ยวและการบริการ เตรียมประกาศผล 8 ตุลาคม

โลกของการเดินทางกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อชื่อของมิชลินที่เ […]

The post MICHELIN Key 2025: 12 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนประกาศผลพร้อมกันทั่วโลก 8 ต.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MICHELIN Key 2025 รางวัลด้านการท่องเที่ยวและการบริการ เตรียมประกาศผล 8 ตุลาคม

โลกของการเดินทางกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อชื่อของมิชลินที่เราเคยรู้จักจากการให้ดาวร้านอาหารจะก้าวเข้าสู่อีกบทบาทหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน นั่นคือการคัดเลือกโรงแรมที่มอบประสบการณ์เหนือระดับในชื่อ MICHELIN Key ที่ปีนี้จะประกาศผลอย่างยิ่งใหญ่พร้อมกันเป็นครั้งแรกในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 

ลองจินตนาการว่าจากเดิมที่เราเคยตามเก็บแต่ดาวมิชลินจากร้านอาหาร ต่อไปในอนาคตเราอาจต้องเลือกโรงแรมที่จะเข้าพัก เพื่อสะสม ‘กุญแจ’ ซึ่งได้รับการการันตีด้วยชื่อของ MICHELIN Key ที่แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานขั้นสูงในแบบฉบับของมิชลิน

 

และนี่คือ 12 เรื่องที่คุณควรรู้ก่อนการประกาศผลรางวัลที่กำลังจะมาถึง

 

1. MICHELIN Key คืออะไร

MICHELIN Key คือรางวัลใหม่ที่ยกย่องโรงแรมในฐานะสถานที่ที่สร้างประสบการณ์ที่ไม่ใช่เพียงการพัก แต่คือการมองที่พักเป็นศิลปะในการใช้ชีวิต ทั้งด้านดีไซน์ การบริการ ความอบอุ่น และการเล่าเรื่องที่ซ่อนอยู่ในทุกห้องและทุกพื้นที่ นี่คือการกลับมาของมิชลินในการแนะนำโรงแรม หลังจากหยุดไปตั้งแต่ปี 2000

 

2. ต่างจากดาวมิชลินตรงไหน

ถ้าดาวมิชลินบอกเราว่าควรไปกินที่ไหน กุญแจมิชลินก็บอกเราว่าควรไปพักที่ไหน ทั้งคู่ต่างเป็นมาตรฐานที่ทำให้ผู้เดินทางและนักกินมั่นใจในคุณภาพและงานบริการ แต่ขณะที่ดาวมิชลินเน้นไปที่คุณภาพของอาหารและฝีมือการปรุง กุญแจมิชลินจะมองที่ประสบการณ์โดยรวมของการเข้าพัก ตั้งแต่สถาปัตยกรรม การบริการ ไปจนถึงความรู้สึกที่ได้รับตลอดการพำนัก

 

3. บริบทเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

หลายคนอาจไม่รู้ว่ามิชลินเคยมีส่วนแนะนำโรงแรมมาตั้งแต่คู่มือฉบับแรกในปี 1900 ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยนักเดินทางหาที่พักและซ่อมรถ แต่ในปี 2000 มิชลินตัดสินใจหยุดการแนะนำโรงแรมเพื่อมุ่งเน้นไปที่ร้านอาหารเพียงอย่างเดียว การกลับมาครั้งนี้ด้วย MICHELIN Key จึงเหมือนการฟื้นคืนภารกิจดั้งเดิม แต่ในรูปแบบที่ทันสมัยและเข้มงวดกว่าเดิมมาก โดยพัฒนาขึ้นจากการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านโรงแรมและการบริการระดับโลก

 

4. เดือนตุลาคมนี้คือครั้งแรกของโลกที่จะประกาศรางวัลพร้อมกัน

วันที่ 8 ตุลาคม 2025 ที่ปารีส จะเป็นครั้งแรกที่ MICHELIN Key ถูกประกาศในระดับ Global Reveal นี่ไม่ใช่เพียงการประกาศรายชื่อโรงแรมที่ได้กุญแจประเทศใดประเทศหนึ่งเหมือนปีที่ผ่านมา แต่จะประกาศพร้อมกันทั่วโลกเลย โดย MICHELIN Key เริ่มต้นครั้งแรกในฝรั่งเศสเมื่อเดือนเมษายน 2024 และในการประกาศครั้งนี้จะมีโรงแรมทั้งหมด 5,000 แห่งใน 120 ประเทศที่ผ่านการประเมิน ซึ่งแสดงถึงขนาดของโครงการที่ใหญ่โตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

5. บรรยากาศงานเปิดตัวที่ปารีสที่คุณไม่ควรพลาด

งานประกาศ MICHELIN Key ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การอ่านรายชื่อ แต่คืออีเวนต์สำคัญระดับโลกที่รวบรวมผู้บริหารโรงแรม เจ้าของธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมงาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวัง คล้ายกับงานประกาศดาวมิชลินที่มีชื่อเสียง แต่เน้นความหรูหราและการต้อนรับแขกในระดับที่สูงขึ้นไปอีก นี่คือโมเมนต์ประวัติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการโรงแรมไปตลอดกาล

 

6. ระบบ 1, 2 หรือ 3 กุญแจ

ระบบการให้กุญแจมีสามระดับ ได้แก่ กุญแจ 3 ดอก (Three Keys) หมายถึงประสบการณ์การเข้าพักที่เหนือชั้นและน่าจดจำมาก ระดับที่ทำให้ผู้คนพร้อมบินข้ามโลกเพื่อมาสัมผัสประสบการณ์ กุญแจ 2 ดอก (Two Keys) หมายถึงประสบการณ์การเข้าพักอันยอดเยี่ยม ที่มีทั้งคุณภาพและความโดดเด่นในหลายมิติ และ กุญแจ 1 ดอก (One Key) หมายถึงประสบการณ์การเข้าพักสุดพิเศษ ที่มีมาตรฐานสูงและคุ้มค่าแก่การเดินทางไปสัมผัส เหมือนกับการที่ผู้คนบินข้ามโลกเพื่อตามล่าร้านอาหารสามดาวมิชลิน กุญแจ 3 ดอกก็จะเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางทั่วโลก

 

7. กระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวดและโปร่งใส

ความโปร่งใสยังคงเป็นจุดแข็งของผู้ตรวจสอบ (Inspectors) จากมิชลิน ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเข้าพักจริง การใช้ชื่อปลอม และไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกการประเมินคือประสบการณ์ที่แท้จริง ไม่มีการจัดฉาก โดยมีหลักเกณฑ์ดังนี้

 

  1. เป็นจุดหมายปลายทางในตัวเอง โรงแรมต้องมีเสน่ห์และคุณค่าที่ทำให้คนอยากมาพักเพียงเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่นี่
  2. เป็นเลิศด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบตกแต่งภายใน ทุกองค์ประกอบต้องสะท้อนความใส่ใจและวิสัยทัศน์
  3. คุณภาพและความสม่ำเสมอในการให้บริการ รวมถึงความสะดวกสบายและการบำรุงรักษาที่ดี ทุกรายละเอียดต้องไร้ที่ติ
  4. ราคาต้องมีความเหมาะสมกับคุณภาพและประสบการณ์ที่ได้รับ ไม่จำเป็นต้องถูก แต่ต้องคุ้มค่า
  5. มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนถึงคุณลักษณะดั้งเดิม แต่ละโรงแรมต้องมีเรื่องราวและบุคลิกที่ไม่ซ้ำใคร

 

8. มากกว่ากุญแจคือรางวัลพิเศษ 4 ประเภท

เพื่อสะท้อนความหลากหลายของการเข้าพัก มิชลินได้เพิ่มรางวัลพิเศษอีก 4 ประเภท ได้แก่:

 

  • Architecture & Design Award สำหรับโรงแรมที่มีดีไซน์เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นจนกลายเป็นงานศิลปะ
  • Wellness Award สำหรับที่พักที่มีความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลร่างกายจิตใจ
  • Local Gateway Award สำหรับโรงแรมที่เชื่อมโยงแขกเข้ากับวัฒนธรรมและชุมชนท้องถิ่นอย่างลงตัว
  • Opening of the Year Award สำหรับโรงแรมเปิดใหม่ที่พลิกเกมในวงการด้วยแนวคิดสดใหม่

 

9. ค้นพบโรงแรมที่ไม่เคยอยู่ในเรดาร์

ไม่ใช่แค่โรงแรมหรูใจกลางเมือง แต่เรายังมีทางเลือกมากกว่านั้น ตั้งแต่บูติกโฮเทลที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองศิลปะ ไปจนถึงรีทรีตเพื่อสุขภาพกลางหุบเขา โรงแรมที่ผสมผสานความงามของสถาปัตยกรรมเข้ากับการดูแลอย่างพิถีพิถัน รีสอร์ทริมชายหาดที่ทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น หรือแม้แต่โรงแรมในอาคารเก่าที่ได้รับการปรับปรุงใหม่อย่างสวยงาม ล้วนมีสิทธิ์ถูกพูดถึงในฐานะตัวเต็งของรางวัลนี้ MICHELIN Key จะช่วยให้เราค้นพบอัญมณีที่ซ่อนอยู่ทั่วโลก

 

10 .ต่างจากระบบการให้รางวัลอื่นๆ อย่างไร

ถึงแม้ที่ผ่านมาเราจะมีระบบการให้รางวัลโรงแรมอยู่แล้ว แต่ MICHELIN Key มีจุดเด่นที่แตกต่าง นั่นคือความโปร่งใสในกระบวนการตรวจสอบแบบไม่เปิดเผยตัวตน การจ่ายเงินเข้าพักด้วยตัวเองของผู้ตรวจสอบ และชื่อเสียงของมิชลินในฐานะองค์กรที่เป็นกลางและมีมาตรฐานสูง ซึ่งได้รับการยอมรับจากวงการอาหารมากว่า 100 ปี การมีกุญแจมิชลินจึงไม่ใช่แค่การได้รับรางวัล แต่คือการได้รับตราประทับแห่งความเป็นเลิศที่มีน้ำหนักที่สุดในโลก

 

11. ทำไมคนชอบเที่ยวควรใส่ใจ

MICHELIN Key ไม่ใช่เพียงการบอกว่าโรงแรมนั้นหรูหราเพียงใด แต่คือการค้นหาประสบการณ์การพักผ่อนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ การบริการชั้นเลิศที่คาดเดาความต้องการได้ หรือการสร้างบรรยากาศที่พร้อมพาเราหลุดพ้นจากความวุ่นวาย MICHELIN Key จึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่ยืนยันว่าโรงแรมแห่งนี้ไม่ได้มีดีแค่ความหรูหรา แต่ยังรวมทุกมิติของการท่องเที่ยว ตั้งแต่การออกแบบ วัฒนธรรมการบริการ ไปจนถึงความรู้สึกที่จะติดตัวเรากลับบ้านไป สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา MICHELIN Key คือเข็มทิศที่จะนำทางไปสู่ที่พักที่คุ้มค่าที่สุด

 

12. อนาคตใหม่ของการเดินทางและผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

MICHELIN Key กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงความเข้าใจเรื่องการท่องเที่ยว หากในอดีตเรามีดาวมิชลินเป็นเข็มทิศของการกิน ต่อไป MICHELIN Key ก็จะกลายเป็นเข็มทิศของการพักผ่อน มันทำให้การเลือกโรงแรมไม่ใช่เรื่องสถานที่ตั้ง หรือสิ่งอำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่คือการมองหาประสบการณ์ล้ำค่า ที่ผ่านการการันตีในระดับสากล ที่อาจกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเดินทางของพวกเรา

 

ความคาดหวังกันว่า MICHELIN Key จะกลายเป็นมาตรฐานสำคัญในวงการโรงแรมระดับโลก คล้ายกับที่ดาวมิชลินเปลี่ยนวงการอาหารไปตลอดกาล โรงแรมที่ได้รับกุญแจคาดว่าจะเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากของจำนวนการจอง ราคาห้องพัก และชื่อเสียงในระดับสากล และสิ่งนี้จะผลักดันให้โรงแรมทั่วโลกยกระดับการบริการ พัฒนาคุณภาพ และสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อให้ก้าวทันมาตรฐานใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น

 

สำหรับนักเดินทางชาวไทย นี่อาจเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นที่จะได้เห็นว่าประเทศไทยจะมีโรงแรมใดติดอันดับบ้าง โดยเฉพาะบูติกโฮเทล, รีสอร์ท หรือที่พักที่มีเอกลักษณ์ไทยที่ผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นกับมาตรฐานการบริการระดับโลก ซึ่งอาจกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของนักเดินทางทั่วโลกที่ต้องการสะสมกุญแจมิชลินในคอลเลกชันของพวกเขา

 

ดังนั้น สำหรับเราแล้ว MICHELIN Key ไม่ใช่แค่รางวัล แต่คือยุคใหม่ที่การเดินทางและการพักผ่อนจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

คลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 

 

บทความอ้างอิง

The post MICHELIN Key 2025: 12 สิ่งที่ต้องรู้ ก่อนประกาศผลพร้อมกันทั่วโลก 8 ต.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอตานา บอนมาติ ราชินีมิดฟิลด์ผู้ครองบัลลงดอร์ 3 ปีซ้อน https://thestandard.co/aitana-bonmati-ballon-dor-3-years/ Tue, 23 Sep 2025 06:08:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1121774 ไอตานา บอนมาติ

ในค่ำคืนแห่งเกียรติยศที่กรุงปารีส ไอตานา บอนมาติ สร้างป […]

The post ไอตานา บอนมาติ ราชินีมิดฟิลด์ผู้ครองบัลลงดอร์ 3 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอตานา บอนมาติ

ในค่ำคืนแห่งเกียรติยศที่กรุงปารีส ไอตานา บอนมาติ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการลูกหนังหญิง เมื่อก้าวขึ้นไปรับรางวัล Ballon d’Or Féminin 2025 กลายเป็นนักฟุตบอลหญิงคนแรกที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้ 3 ปีติดต่อกัน (2023, 2024 และ 2025)

 

สิ่งที่ทำให้บอนมาติแตกต่างจากนักฟุตบอลหญิงทั่วไปคือ เธอไม่ใช่แค่มิดฟิลด์ที่คุมจังหวะ แต่คือหัวใจของเกมบาร์เซโลนาและทีมชาติสเปน (จนเคยมีคำกล่าวว่าเธอเปรียบดั่ง อิเนียสตา ในทีมหญิง)

 

ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา เธอพาทีมคว้าแชมป์ลีกในประเทศ, โกปา เด ลา เรย์นา และซูเปอร์โคปา พร้อมพาทีมทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก แม้พลาดถ้วยต่อหน้าทีมเตะสาวอาร์เซนอล แต่เธอก็ยังถูกเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

 

สำหรับทีมชาติสเปน บอนมาติผ่านช่วงเวลาที่ไม่ง่าย เธอต้องนอนโรงพยาบาลด้วยอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบเพียงไม่กี่วันก่อนศึกยูโร 2025 แต่กลับมาลงสนามได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และยิงประตูชัยพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ แม้สุดท้ายจะพ่ายต่ออังกฤษ แต่เธอก็ได้พิสูจน์ว่า ไม่มีอุปสรรคใดหยุดนักเตะระดับตำนานคนนี้ได้

 

บนเวทีการรับรางวัล เธอได้กล่าวขอบคุณทีมและเพื่อนร่วมสโมสรที่ผลักดันให้เธอพัฒนามาไกลถึงวันนี้ “นี่คือรางวัลที่ฉันอยากจะแบ่งให้กับเพื่อนร่วมทีมทุกคน หากไม่มีพวกเขา ฉันคงไม่มาถึงตรงนี้” และยิ่งพิเศษเมื่อรางวัลถูกส่งมอบโดย อันเดรส อิเนียสตา ไอดอลที่เธอเติบโตขึ้นมาพร้อมการเรียนรู้ฟุตบอลจากเขาและชาบี

 

ตลอดเส้นทางอาชีพ บอนมาติสะสมถ้วยรางวัลระดับสโมสรนับไม่ถ้วน 7 แชมป์ลีก, 3 ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก, 9 โกปา เด ลา เรย์นา และ 5 ซูเปอร์โคปา เธอจึงไม่เพียงถูกขนานนามว่าเป็น ‘ราชินีมิดฟิลด์’ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ในโลกฟุตบอลหญิงยุคปัจจุบัน

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post ไอตานา บอนมาติ ราชินีมิดฟิลด์ผู้ครองบัลลงดอร์ 3 ปีซ้อน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักนิติศาสตร์ ชี้ ชี้คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการกฎหมายไทย https://thestandard.co/supreme-court-thaksin-case-ruling/ Tue, 09 Sep 2025 06:19:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1117283 นักนิติศาสตร์ชี้ คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์ใหม่วงการกฎหมายไทย

วันนี้ (9 กันยายน) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำค […]

The post นักนิติศาสตร์ ชี้ ชี้คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการกฎหมายไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักนิติศาสตร์ชี้ คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์ใหม่วงการกฎหมายไทย

วันนี้ (9 กันยายน) รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งว่าการบังคับโทษจำคุก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้กลับไปบังคับโทษใหม่ โดยเพิ่มโทษจำคุกอีก 1 ปี

 

รศ.ดร.มุนินทร์ อธิบายว่า ประเด็นสำคัญของคำสั่งครั้งนี้คือ การที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา ซึ่งโดยปกติถือเป็นอำนาจและความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะกรมราชทัณฑ์ ทั้งที่ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายให้อำนาจศาลอย่างชัดแจ้ง การที่ศาลเลือกตีความว่าตนมีอำนาจตรวจสอบ สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นต่อการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหาร และศาลเองคงเห็นว่าไม่มีหนทางอื่นที่จะแก้ปัญหาร้ายแรงของกระบวนการยุติธรรมได้อย่างทันท่วงที

 

“นี่จึงเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในทางนิติศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเป็นครั้งแรกที่มีคำสั่งจำคุกอดีตนายกรัฐมนตรี แต่เพราะเป็นครั้งแรกที่ศาลฎีกาเข้ามาตรวจสอบกระบวนการบังคับโทษ”  รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าว พร้อมชี้ว่า คำสั่งนี้เป็นทั้งพยานหลักฐานของความล้มเหลวในกระบวนการบังคับโทษ และเป็นสัญญาณเตือนฝ่ายบริหารว่าจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงคิดหาวิธีปฏิรูปหรือปิดช่องโหว่ของระบบโดยเร็ว ไม่ควรปล่อยให้เป็นภาระของศาลในการตีความเพื่อเข้ามามีอำนาจตรวจสอบ

 

รศ.ดร.มุนินทร์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้คำสั่งครั้งนี้จะมีผลเฉพาะกับคดีทักษิณ แต่ย่อมกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่เปิดโอกาสให้เกิดการร้องขอให้ศาลตรวจสอบการบังคับโทษในคดีอื่นๆ ได้ หากศาลปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ก็อาจถูกกล่าวหาว่าบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมเสียเอง ขณะเดียวกัน ศาลก็ไม่มีบุคลากรและเวลาเพียงพอที่จะเข้าไปตรวจสอบทุกคดีได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ศาลยุติธรรมต้องหารือกันภายในเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ว่ากรณีใดบ้างที่ศาลควรเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการบังคับตามคำพิพากษา

 

ภาพ: REUTERS

The post นักนิติศาสตร์ ชี้ ชี้คำสั่งศาลฎีกาฯ คดีทักษิณ เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่วงการกฎหมายไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike x NFL เปิดตัวชุด Rivalries ฉลองประวัติศาสตร์ของทีมคู่ปรับ https://thestandard.co/nike-nfl-rivalries/ Fri, 29 Aug 2025 05:57:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1112968 Nike เปิดตัวชุด Rivalries 2025 ร่วมกับ NFL ฉลองทีมคู่ปรับและประวัติศาสตร์การแข่งขัน

Nike ร่วมกับ NFL เปิดตัวชุดแข่ง Rivalries สำหรับฤดูกาล […]

The post Nike x NFL เปิดตัวชุด Rivalries ฉลองประวัติศาสตร์ของทีมคู่ปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike เปิดตัวชุด Rivalries 2025 ร่วมกับ NFL ฉลองทีมคู่ปรับและประวัติศาสตร์การแข่งขัน

Nike ร่วมกับ NFL เปิดตัวชุดแข่ง Rivalries สำหรับฤดูกาล 2025 เพื่อฉลองประวัติศาสตร์และความดุเดือดของทีมคู่ปรับในแต่ละเมือง พร้อมชุดแข่งขันและสินค้าแฟนเกียร์เฉพาะทีม

 

ชุด Rivalries จะสะท้อนเอกลักษณ์และแรงบันดาลใจจากแต่ละทีม และเชื่อมโยงแฟนๆ กับนักกีฬาได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น 

 

โดยจะเปิดตัวชุดแข่งขันในเกมเหย้าหนึ่งนัดต่อคู่ปรับกลุ่ม

 

ตารางเกม Rivalries 2025 ประกอบไปด้วย

 

  • อาริโซนา คาร์ดินัลส์ พบ ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ วันที่ 25 กันยายน
  • ไมอามี ดอลฟินส์ พบ นิวยอร์ก เจ็ตส์ วันที่ 29 กันยายน
  • บัฟฟาโล บิลล์ส พบ นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ วันที่ 5 ตุลาคม
  • นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ พบ นิวยอร์ก เจ็ตส์ วันที่ 13 พฤศจิกายน
  • แอลเอ แรมส์ พบ ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ วันที่ 16 พฤศจิกายน
  • นิวยอร์ก เจ็ตส์ พบ ไมอามี ดอลฟินส์ พบ วันที่ 7 ธันวาคม
  • ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ พบ แอลเอ แรมส์ วันที่ 18 ธันวาคม
  • ซานฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส พบ ซีแอตเทิล ซีฮอว์กส์ วันที่ 4 มกราคม

 

หลังเปิดตัว ชุด Rivalries จะอยู่ในไลน์อัพชุดแข่งขันของทีมเป็นเวลา 3 ปี นอกจากนี้จะมีชุด Rivalries เพิ่มเติมในฤดูกาล 2026, 2027 และ 2028

 

แฟนๆ สามารถสนับสนุนทีมด้วยเสื้อ Rivalries และสินค้าแฟนเกียร์ เช่น เสื้อ, ฮู้ดดี้, แจ็กเก็ต และหมวก โดยวางจำหน่ายตั้งแต่ 10 กันยายน ผ่าน nike.com, NFLshop.com, fanatics.com

 

Nike เปิดตัวชุด Rivalries 2025 ร่วมกับ NFL ฉลองทีมคู่ปรับและประวัติศาสตร์การแข่งขัน Nike เปิดตัวชุด Rivalries 2025 ร่วมกับ NFL ฉลองทีมคู่ปรับและประวัติศาสตร์การแข่งขัน

 

ภาพ: Nike

The post Nike x NFL เปิดตัวชุด Rivalries ฉลองประวัติศาสตร์ของทีมคู่ปรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์ ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’ เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ https://thestandard.co/sirivannavari-historical-photo-book-39th-birthday/ Mon, 25 Aug 2025 06:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1110822 ภาพประวัติศาสตร์ สิริวัณณวรีฯ 39 พรรษา

วันนี้ (25 สิงหาคม) ที่สุราลัยฮอลล์ ไอคอนสยาม กระทรวงมห […]

The post กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์ ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’ เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประวัติศาสตร์ สิริวัณณวรีฯ 39 พรรษา

วันนี้ (25 สิงหาคม) ที่สุราลัยฮอลล์ ไอคอนสยาม กระทรวงมหาดไทย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประจำปี 2568 โดยมี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ผู้ทรงคุณวุฒิ และที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก เข้าร่วมแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง

 

โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ จัดทำขึ้นด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ และเพื่อเผยแพร่ พระวิสัยทัศน์ พระกรณียกิจ และพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเฉพาะด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการฟื้นฟูมรดกภูมิปัญญาผ้าไทย ตลอดจนพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบสิ่งทอและแฟชั่น ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการพัฒนาหัตถกรรมไทยสู่เวทีระดับสากล

 

การแถลงข่าวครั้งนี้ไม่เพียงเผยแพร่สมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ แต่ยังเป็นเวทีสะท้อนถึง พระวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าไทย ซึ่งนับเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

 

โครงการดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งเผยแพร่พระเกียรติคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาให้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งในมิติของการสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทย และการสร้างพลังชุมชนให้เข้มแข็ง อันจะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของชาติ

 

อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานในพิธี กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำพระดำริ เรื่องผ้าไทยใส่ให้สนุกของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงสืบสานรักษาและต่อยอดจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งถือว่าคุณูปการอย่างสูง 

 

กระทรวงมหาดไทย มีองคาพยพในทุกอณูของประเทศไทย อยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน สอดคล้องกับพระดำริที่ต้องการปลูกฝังเรื่องผ้าไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน กระทรวงมหาดไทยจึงมีการถ่ายทอดเรื่องเหล่านี้ให้แก่บุคลากรในสังกัด เพื่อให้ดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่อง 

 

โครงการนี้เป็นการถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ไม่ว่าจะเป็นการนำเหล่ากูรูของประเทศ ทั้งดีไซเนอร์ และผู้ที่มีชื่อเสียงไปให้ความรู้กับประชาชนจนเติบโตกลายเป็นธุรกิจที่ก้าวหน้า โครงการสมุดภาพประวัติศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และพี่น้องประชาชน ที่จะช่วยผลักดันให้ผ้าไทยเกิดความยั่งยืนในสังคมไทย และเป็นที่ตราตรึงของชาวโลก

 

ภาพประวัติศาสตร์ สิริวัณณวรีฯ 39 พรรษา

The post กระทรวงมหาดไทย เปิดตัวสมุดภาพประวัติศาสตร์ ‘สิริวัณณวรีนารีรัตนราชพัสตราภรณ์’ เฉลิมพระเกียรติ 39 พรรษา เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ทำสถิติเก็บ ‘ภาษีนำเข้า’ ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ภาพรวมการขาดดุลยังสูง https://thestandard.co/us-import-tariff-record/ Sat, 12 Jul 2025 07:05:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1095774 สหรัฐฯ เผยรายได้ภาษีนำเข้าแตะ 1 แสนล้านดอลลาร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานงบประมาณประจำเดือนมิถ […]

The post สหรัฐฯ ทำสถิติเก็บ ‘ภาษีนำเข้า’ ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ภาพรวมการขาดดุลยังสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เผยรายได้ภาษีนำเข้าแตะ 1 แสนล้านดอลลาร์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานงบประมาณประจำเดือนมิถุนายนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 กรกฎาคม) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารายได้จากการจัดเก็บอากรศุลกากร (Customs Duties) หรือภาษีนำเข้า ได้พุ่งสูงเกิน 1 แสนล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ภายในรอบปีงบประมาณเดียว ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากมาตรการกำแพงภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทวีความเข้มข้นขึ้น

 

รายได้จากภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดช่วยให้งบประมาณในเดือนมิถุนายนพลิกกลับมาเกินดุลถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะยิ่งเสริมความเชื่อมั่นของทรัมป์ในการใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและนโยบายต่างประเทศต่อไป

 

ภาษีนำเข้ากลายเป็นแหล่งรายได้อันดับ 4 ของรัฐบาลสหรัฐฯ 

ข้อมูลจากกระทรวงการคลังชี้ว่า ภาษีนำเข้ากำลังกลายเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ 

 

ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา การจัดเก็บอากรศุลกากรทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัว แตะระดับ 2.72 หมื่นล้านดอลลาร์ ก่อนหักลบกับส่วนที่ต้องคืนภาษี โดยรายได้ภาษีสุทธิอยู่ที่ 2.66 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังหักเงินคืน

 

รายได้จากภาษีนำเข้าสุทธิ 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่ตุลาคม 2567 – มิถุนายน 2568 จัดเก็บได้ถึง 1.08 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

 

จากผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้ปัจจุบันภาษีนำเข้าได้กลายเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตามหลังเพียงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประเภทหัก ณ ที่จ่าย จัดเก็บได้ 2.683 ล้านล้านดอลลาร์, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ประเภทยื่นชำระเอง จัดเก็บได้ 9.65 แสนล้านดอลลาร์ และภาษีเงินได้นิติบุคคล จัดเก็บได้ 3.92 แสนล้านดอลลาร์

 

และในเวลาเพียง 4 เดือน สัดส่วนรายได้จากภาษีนำเข้าต่อรายได้ทั้งหมดของรัฐบาลเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากประมาณ 2% ในอดีต มาอยู่ที่ราว 5%

 

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ผลลัพธ์ที่ออกมาแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากนโยบายภาษีของทรัมป์ “ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำงานอย่างหนักเพื่อทวงคืนอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติ รายงานงบประมาณรายเดือนในวันนี้ได้แสดงให้เห็นถึงรายได้จากอากรศุลกากรที่ทำสถิติสูงสุด โดยที่ไม่มีภาวะเงินเฟ้อ”

 

ขาดดุลงบประมาณโดยรวมยังคงพุ่งสูง

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเกินดุลงบประมาณในเดือนมิถุนายนส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเลื่อนปฏิทินของรายรับและรายจ่ายบางรายการ หากปรับผลกระทบดังกล่าวออกไป คาดว่าในเดือนมิถุนายนจะยังคงขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 7 หมื่นล้านดอลลาร์

 

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ยอดขาดดุลงบประมาณโดยรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ กลับเพิ่มสูงขึ้น 5% หรือ 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์ แตะระดับ 1.337 ล้านล้านดอลลาร์ เนื่องจากรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในโครงการสุขภาพ, ประกันสังคม, กลาโหม, กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณนี้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 9.21 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน และสูงกว่ารายจ่ายหมวดอื่นๆ ทั้งหมด

 

เบสเซนต์ได้เคยส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่ารายได้จากภาษีอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่านี้ โดยคาดว่ายอดจัดเก็บสำหรับปีปฏิทิน 2568 อาจสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์ภายในสิ้นเดือนธันวาคม

 

ด้านเออร์นี เทเดสชี ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของ Budget Lab แห่งมหาวิทยาลัยเยล และอดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาวในสมัยรัฐบาลไบเดน ให้ความเห็นว่า อาจต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่ารายได้จากภาษีจะเพิ่มขึ้นเต็มที่ เนื่องจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคได้รีบนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อหนีภาษี แต่เมื่อผลกระทบดังกล่าวจางลง และทรัมป์เริ่มใช้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในอัตราที่สูงขึ้นหลังวันที่ 1 สิงหาคมนี้ กระทรวงการคลังอาจเก็บภาษีเพิ่มได้อีกเดือนละ 1 หมื่นล้านดอลลาร์

 

อย่างไรก็ตาม เทเดสชีได้เตือนถึงความเสี่ยงสำคัญ “ผมคิดว่ามีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญที่เราจะเสพติดรายได้จากภาษีนำเข้า” พร้อมบอกว่ารายได้จากภาษีอาจลดลงได้ในอนาคตเมื่อภาคธุรกิจและผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น หาแหล่งผลิตใหม่ หรือลดการบริโภค

 

อย่างไรก็ดี ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศเพิ่มขึ้น อาทิ ภาษี 50% ต่อการนำเข้าทองแดงและสินค้าจากบราซิล และภาษี 35% ต่อสินค้าจากแคนาดา ซึ่งทั้งหมดจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม นอกจากนี้รัฐบาลทรัมป์ยังอยู่ระหว่างการเตรียมมาตรการภาษีที่เจาะจงรายอุตสาหกรรมเพิ่มเติมสำหรับเซมิคอนดักเตอร์และยา

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ ทำสถิติเก็บ ‘ภาษีนำเข้า’ ทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่ภาพรวมการขาดดุลยังสูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. เชตวัน โต้ทักษิณ แนะให้คนไทยค้นหาเรื่องพระยาละแวกในกูเกิล ชี้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์เฟกนิวส์ https://thestandard.co/phraya-lawaek-fake-history/ Thu, 10 Jul 2025 11:16:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1095237 สส.เชตวัน เตือประโคน แสดงความคิดเห็นกรณีพระยาละแวกและประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา

วันนี้ (10 กรกฎาคม) จากกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกร […]

The post สส. เชตวัน โต้ทักษิณ แนะให้คนไทยค้นหาเรื่องพระยาละแวกในกูเกิล ชี้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์เฟกนิวส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส.เชตวัน เตือประโคน แสดงความคิดเห็นกรณีพระยาละแวกและประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา

วันนี้ (10 กรกฎาคม) จากกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนกรณีความสัมพันธ์กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยตอนหนึ่งบอกให้คนไทยไปค้นกูเกิลเพื่อที่จะได้รู้ว่าพระยาละแวกเป็นใครนั้น

 

เชตวัน เตือประโคน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ปทุมธานี เขต 6 พรรคประชาชน โพสต์ข้อเขียนเรื่อง ‘พระยาละแวก ประวัติศาสตร์เฟกนิวส์ ที่ทักษิณก็เชื่อ?’

 

เชตวัน ระบุว่า ไม่คิดว่าคุณทักษิณ ชินวัตร ที่เมื่อก่อนมักจะแนะนำหนังสือดีๆ ให้เราอ่าน วันนี้จะออกมาแนะนำให้ประชาชนคนไทยค้นกูเกิลเรื่องพระยาละแวก เพราะกรณีนี้ ข้อมูลบนโลกโซเชียลส่วนใหญ่แล้วมีแต่ประวัติศาสตร์เฟกนิวส์ เป็นเรื่องแต่งที่ไม่เข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เต็มไปด้วยความอคติ คลั่งชาติ เหยียด กดให้ผู้อื่นดูต้อยต่ำ กลายเป็นผู้ทรยศ หักหลัง ทั้งๆ ที่ในยุคจารีตนั้นเป็นเรื่องปกติ

 

“คติความเชื่อเรื่องจักรพรรดิราชที่คนในภูมิภาคนี้ยึดถือนั้น กษัตริย์ของรัฐที่อ่อนกว่า ต้องยอมสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์ที่เข้มแข็งกว่า และก็ไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์องค์เดียวด้วย อาจมีหลายองค์ในคราวเดียวกัน และก็ไม่ใช่เรื่องตายตัวตลอดไป แข็งเมืองขึ้นบ้าง แข่งตัวเองเป็นเอกราชา หรือกษัตริย์เหนือกษัตริย์อื่นทั้งปวงบ้าง ก็มีเกิดขึ้นปกติ ดังนั้นนี่จึงไม่น่าจะใช่เรื่องของการทรยศหักหลัง เสี้ยนหนามยอกอก เพราะถ้าอย่างนั้นอยุธยาที่เคยสวามิภักดิ์ต่อหงสาวดี แล้วต่อมาพระนเรศวรแข็งเมืองขึ้น แบบนี้ก็เป็นผู้ทรยศหักหลังด้วยหรือไม่“

 

สส. ปทุมธานี พรรคประชาชน ระบุต่ออีกว่า เรื่องพระยาละแวกยกทัพมาตีอยุธยา เรื่องอยุธยายกทัพไปตีละแวกเป็นเรื่องปกติ ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคสมัยของกษัตริย์กรุงละแวกองค์เดียวกัน ที่ว่าทำให้พระนเรศวรเคียดแค้น โดยในกรณีการยกทัพมาตีกรุงละแวกของพระนเรศวร แม้มีหลักฐานในเรื่องนี้ แต่ไม่มีเรื่องของการจับตัวพระยาละแวกได้ แล้วเอามาทำพิธีปฐมกรรม ตัดคอ เอาเลือดล้างเท้า เหล่านี้เป็นเรื่องแต่ง นี่ยังไม่นับว่าพิธีนี้เป็นพิธีที่ทำกับช้างเวลาเดินป่าหรือรบทัพจับศึก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคน

 

“กรณีพระยาละแวก ซึ่งในที่นี้คือพระสัตถา ไม่ได้ถูกจับตัว ไม่ได้ถูกตัดคอเอาเลือดล้างเท้า หากแต่ได้พาลูกพาเมียหนีไปได้ โดยไปอยู่ที่เมืองสตึงเตรง ทางตอนใต้ของลาว แล้วต่อมาก็ไปประทับอยู่เวียงจันทน์ ภาพเขียนพิธีปฐมกรรมในวัดสุวรรณดาราราม จ.อยุธยา เพิ่งเขียนขึ้นสมัยรัชกาลที่ 7 ก็มาจากเรื่องแต่งเพิ่มเติมให้มีสีสันในพงศาวดารช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ห่างจากเหตุการณ์พระนเรศวรตีเมืองละแวกหลายร้อยปีมาก”

 

เชตวัน ระบุว่า บางที กรณีพระนเรศวรยกทัพไปตีเมืองละแวก อาจไม่ใช่เรื่องเสี้ยนหนามยอกอก ไม่ใช่เรื่องความเคียดแค้น ทรยศ หรือหักหลังอะไรด้วยซ้ำ โดย อ.ศานติ ภักดีคำ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกัมพูชา เคยวิเคราะห์ไว้ว่า น่าจะเป็นเพราะการเข้ามาแทรกแซงของสเปน โดยอ้างเอกสารสเปนหลายฉบับที่แสดงว่า พระสัตถาได้ขอกำลังทหารรวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์จากสเปนเพื่อโจมตีอยุธยา แต่สเปนยังไม่ทันตอบรับ พระนเรศวรมาตีเมืองละแวกได้ก่อน และก็ทำลายความเป็นศูนย์กลางการค้าของกรุงละแวก ที่กำลังเติบโตแข่งกับอยุธยา

 

“เหล่านี้คือข้อมูลเรื่องพระยาละแวกที่มาจากการค้นคว้าเอกสาร ตำรับตำรา และคิดว่าไม่น่าจะหาได้จากในกูเกิลที่คุณทักษิณแนะนำให้เราไปค้น และผมก็คิดต่อด้วยว่า เราน่าจะเอาเวลาที่เสียไปกับการค้นกูเกิลอ่านประวัติศาสตร์เฟกนิวส์เรื่องพระยาละแวก ไปชำระตำราเรียนประวัติศาสตร์ของไทยให้ถูกต้อง ไม่เป็นประวัติศาสตร์คลั่งชาติบาดหมางอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ถ้าทำได้ น่าจะเป็นผลงานอันน่าภาคภูมิใจของรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมที่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร เลยทีเดียว” เชตวันระบุทิ้งท้าย

 

อ้างอิง: 

The post สส. เชตวัน โต้ทักษิณ แนะให้คนไทยค้นหาเรื่องพระยาละแวกในกูเกิล ชี้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์เฟกนิวส์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beyoncé เป็นศิลปินที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ จากการแสดงคอนเสิร์ตที่ Stade de France https://thestandard.co/beyonce-record-stade-de-france/ Tue, 24 Jun 2025 04:52:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1088350 Beyoncé บนเวทีคอนเสิร์ตที่ Stade de France ระหว่างทัวร์ COWBOY CARTER ปี 2025

Beyoncé สร้างตำนานให้กับวงการเพลงอีกครั้ง หลังเธอกลายเป […]

The post Beyoncé เป็นศิลปินที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ จากการแสดงคอนเสิร์ตที่ Stade de France appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beyoncé บนเวทีคอนเสิร์ตที่ Stade de France ระหว่างทัวร์ COWBOY CARTER ปี 2025

Beyoncé สร้างตำนานให้กับวงการเพลงอีกครั้ง หลังเธอกลายเป็นศิลปินที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ของการแสดงคอนเสิร์ตที่ Stade de France ในประเทศฝรั่งเศส ด้วยการแสดงทัวร์คอนเสิร์ต COWBOY CARTER เพียง 3 รอบการแสดง แต่ทำเงินสูงถึง 39.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ในแต่ละคืนเธอทำเงินไปมากกว่า 13.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเธอได้กลายเป็นศิลปินหญิงที่มียอดขายตั๋วคอนเสิร์ตสูงสุดตลอดกาลที่สเตเดียมแห่งนี้ โดยคอนเสิร์ต COWBOY CARTER ทั้ง 3 รอบการแสดงนี้ขายบัตรไปกว่า 215,000 ใบ และคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็ยังมีผู้สนับสนุนมากมาย อาทิ Marriott Bonvoy, SirDavis Whiskey, Cécred, Ulta Beauty เป็นต้น

 

แขกรับเชิญในโชว์คอนเสิร์ตนี้ก็ยังน่าทึ่ง ในคืนแรกเธอร่วมร้องเพลงกับ Miley Cyrus ในซิงเกิลคันทรีสุดฮิต II MOST WANTED ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนมาร้องเพลงด้วยกัน ส่วนวันที่ 3 สามีของเธออย่าง Jay-Z ก็มาร่วมร้องเพลง Crazy in Love และ Ni**as In Paris พร้อมเสริมทัพการแสดงให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นด้วยเหล่าทีมนักเต้นชื่อดังอย่าง The Mayyas และ Les Twins ด้วยเช่นกัน

 

ไม่เพียงเท่านั้น Beyoncé ไม่ได้เน้นแค่ทำกำไรจากคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว ในระหว่างที่เธอกำลังทัวร์คอนเสิร์ต มูลนิธิของเธออย่าง BeyGOOD ก็ใช้เงินมากกว่า 3 ล้านดอลลาร์สำหรับการช่วยเหลือผู้คนตามเส้นทางการทัวร์ในแต่ละเมือง โดยเธอสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย มอบทุนการศึกษา ตลอดจนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติต่างๆ อีกด้วย

 

ภาพ: Beyoncé

อ้างอิง:

The post Beyoncé เป็นศิลปินที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ จากการแสดงคอนเสิร์ตที่ Stade de France appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอปอล สุชาตา ขึ้นขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ฉลองตำแหน่ง Miss World 2025 https://thestandard.co/opal-suchata-miss-world-2025-thailand-homecoming/ Sun, 15 Jun 2025 02:38:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1085181 โอปอล สุชาตา ขึ้นขบวนแห่ฉลอง Miss World 2025 ท่ามกลางประชาชนร่วมแสดงความยินดี

หลังเดินทางถึงประเทศไทยในวานนี้ (14 มิถุนายน) พร้อมให้ส […]

The post โอปอล สุชาตา ขึ้นขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ฉลองตำแหน่ง Miss World 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอปอล สุชาตา ขึ้นขบวนแห่ฉลอง Miss World 2025 ท่ามกลางประชาชนร่วมแสดงความยินดี

หลังเดินทางถึงประเทศไทยในวานนี้ (14 มิถุนายน) พร้อมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเสร็จสิ้นแล้ว โอปอล-สุชาตา ช่วงศรี เข้าของตำแหน่ง Miss World 2025 ครั้งแรกของประวัติศาสตร์ไทย ได้เดินทางพร้อมขบวนรถจากสนามบินสุวรรณภูมิสู่ท้องฟ้าจำลอง เพื่อเฉลิมฉลองตำแหน่งร่วมกับคนไทยอย่างสมเกียรติ พร้อมด้วยแฟนนางงาม และประชาชนชาวไทยมากมายคอยส่งเสียงเชียร์ และให้กำลังใจเธออยู่ในทุกเส้นทางการเคลื่อนที่ของขบวนรถ

 

สำหรับขบวนแห่นั้น เป็นขบวนบุปผชาติที่ถูกตกแต่งด้วยวัสดุโทนสีฟ้า-ขาว และเคลื่อนขบวนไปตามถนนสุขุมวิท สิ้นสุดที่ศูนย์การค้า EM DISTRICT พร้อมด้วยคณะผู้สนับสนุนการจัดงาน ที่มาร่วมบันทึกประวัติศาสตร์การแห่ฉลองต้อนรับ Miss World คนแรกของประเทศไทยในรอบ 72 ปีอย่างอบอุ่น

 

ก่อนโอปอลจะมุ่งหน้าไปยังศูนย์การค้า Emporium และ UOB Live Hall ศูนย์การค้า EMSPHERE เพื่อเข้าสู่งาน Homecoming Opal Miss World 2025 ต่อไป

 

โอปอล สุชาตา ขึ้นขบวนแห่ฉลอง Miss World 2025 ท่ามกลางประชาชนร่วมแสดงความยินดี โอปอล สุชาตา ขึ้นขบวนแห่ฉลอง Miss World 2025 ท่ามกลางประชาชนร่วมแสดงความยินดี

The post โอปอล สุชาตา ขึ้นขบวนแห่อย่างยิ่งใหญ่ ฉลองตำแหน่ง Miss World 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นับถอยหลัง 1 ปี ฟุตบอลโลก 2026 เรารู้อะไรแล้วบ้าง? https://thestandard.co/fifa-world-cup-2026-countdown/ Thu, 12 Jun 2025 12:18:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1084365 พิธีนับถอยหลังฟุตบอลโลก 2026 ณ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กับ 3 เจ้าภาพครั้งแรกในประวัติศาสตร์

เริ่มนับถอยหลัง 1 ปี สู่ฟุตบอลโลก 2026 อย่างเป็นทางการ […]

The post นับถอยหลัง 1 ปี ฟุตบอลโลก 2026 เรารู้อะไรแล้วบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิธีนับถอยหลังฟุตบอลโลก 2026 ณ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กับ 3 เจ้าภาพครั้งแรกในประวัติศาสตร์

เริ่มนับถอยหลัง 1 ปี สู่ฟุตบอลโลก 2026 อย่างเป็นทางการ

 

แม้เสียงนกหวีดยังไม่ดังขึ้น แต่โลกฟุตบอลก็เริ่มสั่นสะเทือนแล้ว เพราะในอีกไม่ถึง 364 วันข้างหน้า มหกรรมลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกำลังจะกลับมาอีกครั้ง กับ FIFA World Cup 2026 ที่คราวนี้ไม่ได้มาแบบธรรมดา

 

เพราะฟุตบอลโลกหนนี้ถูกบิลด์ให้เป็น ‘ฟุตบอลโลกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์’ ทั้งในแง่จำนวนทีม จำนวนแมตช์ และจำนวนประเทศเจ้าภาพ โดยจะจัดขึ้นร่วมกัน 3 ชาติ คือ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก พร้อมเปิดเวทีให้ 48 ทีมจากทั่วโลกเข้ามาชิงชัย ตลอดระยะเวลา 39 วันเต็ม

 

นอกจากการขยายขนาดทัวร์นาเมนต์แล้ว ฟีฟ่ายังตั้งเป้าให้ฟุตบอลโลก 2026 เป็นหมุดหมายใหม่ของวงการกีฬาโลก ทั้งด้านเทคโนโลยี ประสบการณ์แฟนบอล และเม็ดเงินมหาศาลที่จะสะพัดใน 3 ประเทศเจ้าภาพ

 

แล้วจนถึงตอนนี้… เรารู้อะไรเกี่ยวกับฟุตบอลโลกครั้งประวัติศาสตร์นี้บ้าง?

 

⚽ สารจากหนึ่งในเจ้าภาพ..สหรัฐฯ “พร้อมต้อนรับทุกคน” แม้การเมืองภายในตึงเครียด

 

แม้จะมีความตึงเครียดทางการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายด้านตรวจคนเข้าเมืองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักภายใต้การบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ 

 

แต่บรรดาเมืองเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2026 ในสหรัฐฯ ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะยังคงต้อนรับแฟนบอลจากทั่วโลกอย่างเต็มที่

 

โดยในงานนับถอยหลัง 1 ปีก่อนฟุตบอลโลกจะเปิดฉาก ซึ่งจัดขึ้นที่นิวยอร์ก ซิตี้ ตัวแทนจากเมืองเจ้าภาพหลายแห่งระบุว่า พวกเขากำลัง ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และเตรียมการทุกด้านเพื่อให้มั่นใจว่า ผู้มาเยือนทุกคนจะรู้สึกปลอดภัยและได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระดับประเทศ 

 

ด้าน จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า ได้กล่าวย้ำว่า “อเมริกาจะเปิดรับโลกใบนี้อย่างเต็มที่ ใครก็ตามที่อยากมาสนุกและร่วมเฉลิมฉลองกับฟุตบอล ก็สามารถทำเช่นนั้นได้”

 

⚽ เพราะนี่คือ ‘ฟุตบอลโลก’ ที่ยิ่งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์!

 

ฟุตบอลโลก 2026 จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จัดขึ้นโดย 3 ชาติร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก โดยกำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2026 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 39 วัน 

 

โดยสหรัฐอเมริกาในฐานะเจ้าภาพหลักจะรับหน้าที่จัดการแข่งขันมากที่สุดถึง 78 จาก 104 แมตช์ ขณะที่แคนาดาและเม็กซิโกรับผิดชอบฝ่ายละ 13 แมตช์ โดยมีทั้งหมด 16 เมืองเจ้าภาพ กระจายอยู่ทั่วทั้ง 3 ประเทศ

 

สำหรับแมตช์สำคัญ หรือนัดเปิด-ปิดทัวร์นาเมนต์จะเกิดขึ้นใน 2 สนาม ประกอบด้วย 

 

  • นัดเปิดสนาม: จัดขึ้นที่สนาม Estadio Azteca กรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นสนามประวัติศาสตร์ที่เคยใช้จัดนัดเปิดสนามและชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกในอดีต 
  • นัดชิงชนะเลิศ: จัดที่ MetLife Stadium ในนิวยอร์ก/นิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐฯ ที่จุคนได้มากถึง 82,500 ที่นั่ง

 

และความพิเศษอีกอย่างของฟุตบอลโลกครั้งนี้ คือการเพิ่มจำนวนทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมเพิ่มจำนวนแมตช์รวมเป็น 104 นัด จากเดิม 64 นัด ซึ่งนับว่าเป็นการยกระดับรายการให้ยิ่งใหญ่ขึ้นในทุกมิติ

 

⚽ รูปแบบการแข่งขัน..ที่เปลี่ยนแปลง (เล็กน้อย)

 

ฟุตบอลโลก 2026 จะมีทีมเข้าร่วมทั้งสิ้น 48 ทีม โดยแบ่งออกเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม ทีมที่ได้อันดับ 1 และ 2 จากแต่ละกลุ่ม รวมถึงอันดับ 3 ที่ดีที่สุดอีก 8 ทีม รวมเป็น 32 ทีม จะผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์

 

ส่วนการแข่งขันในรอบน็อกเอาต์จะเริ่มตั้งแต่รอบ 32 ทีม, ตามด้วยรอบ 16 ทีม, รอบก่อนรองชนะเลิศ, รอบรองชนะเลิศ และนัดชิงชนะเลิศ โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบรองฯ จะต้องลงเล่นมากถึง 8 นัด ซึ่งมากกว่ารูปแบบเดิมที่สูงสุดเพียง 7 นัด 

 

นั่นทำให้ฟีฟ่ากำหนดให้แต่ละทีมมี ระยะเวลาพักขั้นต่ำ 3 วัน ระหว่างแมตช์ เพื่อคงคุณภาพการแข่งขันให้สมบูรณ์ที่สุด และตอบโจทย์ความเข้มข้นของทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 

⚽ ทีมชาติไหนบ้าง..ที่เริ่มจองตั๋วแล้ว?

 

อัปเดตข้อมูล ณ ปัจจุบัน (12 มิถุนายน 2025) มีทั้งหมด 16 ทีมที่ผ่านเข้ารอบแน่นอนแล้ว สำหรับฟุตบอลโลก 2026 เริ่มจาก 3 เจ้าภาพ ได้แก่ แคนาดา, เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ที่ได้สิทธิ์เข้ารอบอัตโนมัติแบบไม่ต้องเล่นรอบคัดเลือก 

 

ส่วนอีก 10 ทีมที่เหลือ มาจากทวีปต่างๆ ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมในการคัดเลือก พร้อมการันตีตั๋วไปเล่นรอบสุดท้าย มีดังนี้

 

  • โซนอเมริกาใต้: อาร์เจนตินา, บราซิล และเอกวาดอร์ 
  • โซนเอเชีย: ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, อิหร่าน, จอร์แดน และอุซเบกิสถาน 
  • โซนโอเชียเนีย: นิวซีแลนด์ 

 

ขณะที่โควตาอื่นๆ รวมถึงทวีปยุโรป ยังคงอยู่ระหว่างการแข่งขันในรอบคัดเลือก ซึ่งจะได้บทสรุปครบทั้งหมดภายในช่วงต้นปี 2026 ก่อนเข้าสู่การจับสลากแบ่งกลุ่มอย่างเป็นทางการ

 

อ้างอิง:

The post นับถอยหลัง 1 ปี ฟุตบอลโลก 2026 เรารู้อะไรแล้วบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Art of Collecting: เฟอร์นิเจอร์วินเทจ และ Timeless Collectibles ในฐานะมรดก การลงทุน และบทบันทึกรสนิยมส่วนตัว [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/the-art-of-collecting/ Sat, 31 May 2025 03:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1076347

ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็ว การได้หยุดและสัมผัสกับสิ่งที่เ […]

The post The Art of Collecting: เฟอร์นิเจอร์วินเทจ และ Timeless Collectibles ในฐานะมรดก การลงทุน และบทบันทึกรสนิยมส่วนตัว [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกที่ทุกอย่างหมุนเร็ว การได้หยุดและสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า ‘กาลเวลา’ ผ่านวัตถุที่จับต้องได้ กลายเป็นเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์วินเทจสักชิ้นที่เคยผ่านร้อนหนาว เครื่องลายครามโบราณที่บอกเล่าอารยธรรม หรือนาฬิกาเก่าแก่ที่ยังคงเดินอย่างซื่อตรง 

 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงของเก่าเก็บ แต่คือ ‘Timeless Collectibles’ หรือมรดกอันล้ำค่าที่สะท้อนประวัติศาสตร์ ศิลปะ และเรื่องราวของผู้คนในยุคสมัยก่อน 

 

บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจโลกของของสะสมเหล่านี้ โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์วินเทจ ในฐานะสิ่งที่เชื่อมโยงแพสชัน ตัวตน และคุณค่าที่อยู่เหนือตัวเลขทางการเงิน และอาจเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) ในแบบที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม



UOB Privilege Banking เข้าใจและให้คุณค่ากับทุก Passion & Lifestyle จึงพร้อมที่จะช่วยส่งเสริมทุกความหลงใหลให้กลายเป็นความมั่งคั่ง ด้วยวิธีการที่สร้างสรรค์ เข้ากันกับไลฟ์สไตล์ของผู้มีความมั่งคั่งทุกท่าน เช่นบทความพิเศษในซีรีส์นี้ 

 

เฟอร์นิเจอร์วินเทจและของสะสมอื่น: ประวัติศาสตร์มีชีวิตในบ้าน

 

เสน่ห์ของเฟอร์นิเจอร์วินเทจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความเก่าแก่ แต่เป็นผลรวมของ ‘ดีไซน์’ ที่ก้าวข้ามกาลเวลา ‘วัสดุ’ คุณภาพสูงที่ยิ่งใช้ยิ่งสวยงาม ‘งานฝีมือ’ อันประณีตของช่างในอดีต และ ‘ประวัติศาสตร์’ ที่อัดแน่นอยู่ในทุกอณู 

 

ลองนึกถึงไม้เนื้อแข็งที่ผ่านการใช้งานมาหลายสิบปี จนเกิดเป็น ‘Patina’ หรือร่องรอยแห่งกาลเวลาอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ที่เน้นการผลิตจำนวนมากไม่อาจลอกเลียนได้ การเข้าไม้แบบโบราณ การแกะสลักด้วยมือ หรือการเลือกใช้โลหะที่บ่งบอกยุคสมัย ล้วนเป็นรายละเอียดที่นักสะสมหลงใหล เพราะมันคือ ‘ความงามที่แท้จริง’ ซึ่งไม่ได้ปรุงแต่ง

 

เมื่อพูดถึงเรื่องเล่าผ่านดีไซน์ สไตล์อย่าง ‘Mid-Century Modern’ (ประมาณช่วงปี 1933-1965) ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเรียบง่าย แต่สะท้อนปรัชญาการออกแบบที่เน้นประโยชน์ใช้สอยสูงสุด (Form follows function) หลังยุคสงคราม ผสานกับเส้นสายที่สะอาดตาและรูปทรงออร์แกนิก นักออกแบบชื่อดังอย่าง ชาร์ลส์ และ เรย์ อีมส์ หรือ ฮันส์ เวกเนอร์ ได้สร้างสรรค์ชิ้นงานที่ยังคงเป็นที่ต้องการมาจนถึงปัจจุบัน เพราะมันตอบโจทย์การใช้ชีวิตและสะท้อนความหวังในอนาคตที่ดีกว่า

 

ภาพ: Followtheflow / Shutterstock

 

ในขณะที่ ‘Art Deco’ (ช่วงทศวรรษ 1920-1930) คือตัวแทนของความหรูหราและความก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม โดดเด่นด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่สมมาตร การใช้วัสดุมันวาวอย่างโครเมียม กระจก หรือไม้เคลือบแลคเกอร์ และลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากศิลปะอียิปต์โบราณหรือเครื่องจักร ซึ่งสะท้อนความมั่งคั่งและความเชื่อมั่นในยุคทองของดนตรีแจ๊สได้อย่างชัดเจน

 

การเลือกเฟอร์นิเจอร์วินเทจสักชิ้นจึงเป็นมากกว่าการซื้อหา มันคือการนำพา ‘ส่วนหนึ่งของตัวตน’ เข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว เก้าอี้อาร์มแชร์ตัวโปรดที่มุมห้องนั่งเล่น ไม่ได้เป็นเพียงที่สำหรับพักผ่อน แต่อาจเป็นพยานของบทสนทนาสำคัญ หรือเป็นมุมสงบสำหรับความคิดสร้างสรรค์ โต๊ะทำงานไม้สักทนทาน อาจเป็นมรดกตกทอดที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของความมุ่งมั่นและความสำเร็จ การเลือกเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้สะท้อนถึงรสนิยมที่ไม่ตามกระแส ความเข้าใจในคุณค่าของงานฝีมือ และความปรารถนาที่จะสร้างพื้นที่ที่มีความหมายเฉพาะตัว

 

นอกเหนือจากเฟอร์นิเจอร์แล้ว โลกของของสะสมยังเปิดกว้างไปถึง ‘เครื่องลายครามโบราณ’ และ ‘นาฬิกาโบราณ’ ที่ต่างก็มีมนต์เสน่ห์เฉพาะตัวอย่างลึกซึ้ง เครื่องลายคราม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั้นจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ ‘เครื่องกังไส’ ซึ่งมาจากมณฑลเจียงซี หรือเครื่องเบญจรงค์ของไทยที่สั่งผลิตลวดลายเฉพาะในอดีต ล้วนแล้วแต่เป็นผลงานศิลปะที่ต้องอาศัย ‘ความประณีต’ สูงสุด 

 

ตั้งแต่การเตรียมดิน การปั้นขึ้นรูป การเขียนลวดลายด้วยมืออันวิจิตรบรรจง ซึ่งแต่ละเส้นสายสะท้อนถึงสมาธิและความชำนาญของจิตรกร และการเผาในอุณหภูมิที่แม่นยำเพื่อให้ได้สีสันและความแกร่งตามต้องการ ‘ภูมิปัญญาของช่างฝีมือ’ เหล่านี้ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องลายครามก็ไม่ใช่เพียงความสวยงาม แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวทางวรรณคดี สัญลักษณ์มงคล หรือบันทึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์

 

ภาพ: HiTecherZ / Shutterstock

 

ทำให้เครื่องลายครามแต่ละชิ้นมี ‘คุณค่าทางประวัติศาสตร์’ ที่เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน การได้ครอบครองเครื่องลายครามโบราณสักชิ้น จึงเปรียบเสมือนการได้ดูแลรักษาหน้าหนึ่งของบันทึกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ

 

สำหรับ ‘นาฬิกาโบราณ’ นั้น คือบทกวีแห่งกาลเวลาที่ขับขานผ่านกลไกอันซับซ้อน ‘ความประณีต’ ของนาฬิกาโบราณไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสวยงามของตัวเรือนที่อาจแกะสลักอย่างวิจิตร หรือหน้าปัดที่ตกแต่งอย่างมีศิลปะ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ ‘ภูมิปัญญาของช่างฝีมือ’ ในการสร้างสรรค์จักรกลขนาดจิ๋วที่สามารถวัดและบอกเวลาได้อย่างแม่นยำ 

 

ลองจินตนาการถึงช่างทำนาฬิกาในศตวรรษที่ 18 หรือ 19 ที่ต้องใช้เครื่องมือธรรมดาและความอดทนอย่างสูงในการประดิษฐ์และประกอบชิ้นส่วนเล็กๆ นับร้อยนับพันชิ้นเข้าด้วยกัน การซ่อมแซมนาฬิกาโบราณในปัจจุบันก็ยังคงต้องอาศัยทักษะและความเข้าใจในกลไกดั้งเดิมเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง 

 

‘คุณค่าทางประวัติศาสตร์’ ของนาฬิกาโบราณก็มีมากมาย ตั้งแต่นาฬิกาพกเรือนแรกๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม ไปจนถึงนาฬิกาตั้งพื้น (Grandfather Clock) ที่เคยเป็นศูนย์กลางของบ้าน หรือนาฬิกาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในภารกิจสำคัญ เช่น การเดินเรือหรือการทหาร เสียงติ๊กต็อกของนาฬิกาโบราณจึงไม่ใช่แค่เสียงกลไก แต่เป็นเสียงกระซิบจากอดีตที่บอกเล่าถึงนวัตกรรม ความอดทน และเรื่องราวของผู้คนในยุคสมัยนั้นๆ

 

ภาพ: SV Production / Shutterstock

 

ทั้งหมดนี้คือ ‘คุณค่าทางใจ’ ที่ประเมินเป็นตัวเลขไม่ได้ การได้สัมผัส ลูบไล้ และชื่นชมรายละเอียดของเครื่องลายครามที่เคยผ่านมือผู้คนมาหลายชั่วอายุคน หรือการได้ฟังเสียงเดินของนาฬิกาโบราณที่ยังคงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ คือความสุขและความภาคภูมิใจที่แท้จริงของนักสะสม

 

ก้าวสู่โลกนักสะสม: กลยุทธ์และแนวโน้มในมุมมอง Wealth Management

 

การเริ่มต้นเส้นทางนักสะสมนั้นควรมาจาก ‘ความหลงใหล’ อย่างแท้จริง ลองใช้เวลาศึกษา ค้นคว้า และทำความรู้จักกับสิ่งที่คุณสนใจ อาจจะเริ่มจากการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ร้านขายของเก่าที่มีชื่อเสียง อ่านหนังสือ นิตยสาร หรือบทความออนไลน์ และที่สำคัญคือการพูดคุยกับผู้รู้หรือนักสะสมท่านอื่นๆ เพื่อสร้างความเข้าใจในเบื้องต้น 

 

เมื่อคุณเริ่มค้นพบสิ่งที่ ‘ใช่’ สำหรับคุณแล้ว การเริ่มต้นจากชิ้นเล็กๆ หรือจากของในงบประมาณที่จัดการได้ จะช่วยให้คุณค่อยๆ เรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์โดยไม่กดดันตัวเองมากจนเกินไป

 

เมื่อตัดสินใจที่จะครอบครองชิ้นงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น โดยเฉพาะผ่านช่องทางการประมูล การเตรียมตัวคือหัวใจสำคัญ ‘การศึกษาข้อมูล’ (Research) ไม่ได้หมายถึงแค่การดูรูปทรงภายนอก แต่ต้องเจาะลึกถึงประวัติของชิ้นงาน สภาพความสมบูรณ์ รายละเอียดของตำหนิ (ถ้ามี) ประวัติการซ่อมแซม 

 

และที่สำคัญคือ ‘Provenance’ หรือหลักฐานแสดงที่มาและความเป็นเจ้าของ ซึ่งจะช่วยยืนยันความแท้และเพิ่มมูลค่าได้อย่างมาก การ ‘ตั้งงบประมาณ’ (Budgeting) ก็ไม่ใช่แค่ตัวเลขสูงสุดที่คุณยินดีจ่าย แต่ต้องรวมถึงค่าธรรมเนียมการประมูล (Buyer’s Premium) ภาษี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจตามมา เช่น ค่าขนส่ง ค่าบูรณะ หรือค่าประกัน 

 

ภาพ: ALPA PROD / Shutterstock

 

การ ‘เข้าใจบรรยากาศการประมูล’ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการประมูลแบบออนไลน์หรือในห้องประมูลจริง การรักษาความเยือกเย็น การตัดสินใจอย่างรอบคอบ และการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด คือทักษะที่ต้องอาศัยประสบการณ์

 

ในส่วนของ ‘การดูแนวโน้มตลาด’ ปัจจัยที่มีผลต่อราคาและความนิยมของของสะสมนั้นมีหลายมิติ ‘ความหายาก’ (Rarity) เป็นปัจจัยพื้นฐาน ยิ่งมีน้อยชิ้นยิ่งเป็นที่ต้องการ ‘สภาพ’ (Condition) ก็สำคัญไม่แพ้กัน ของที่อยู่ในสภาพเดิมสมบูรณ์ที่สุด หรือที่เรียกว่า ‘New Old Stock’ (NOS) มักจะมีราคาสูงกว่าชิ้นที่ผ่านการบูรณะมามาก ‘ที่มา’ (Provenance) ดังที่กล่าวไปแล้ว และชื่อเสียงของ ‘ดีไซเนอร์หรือผู้ผลิต’ ก็มีผลอย่างยิ่ง 

 

การแยกแยะระหว่างกระแสความนิยมชั่วคราวกับ ‘คุณค่าที่ยั่งยืน’ นั้นต้องอาศัยการมองตลาดในระยะยาว ศึกษาข้อมูลการซื้อขายย้อนหลัง และทำความเข้าใจในคุณค่าเชิงศิลปะและประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของชิ้นงานนั้นๆ ไม่ใช่แค่หลงไปกับกระแสที่อาจจะมาแล้วก็ไป

 

ในมุมมองของ ‘Wealth Management’ หรือการบริหารความมั่งคั่ง การลงทุนในสิ่งที่จับต้องได้อย่าง ‘Passion Investments’ เช่น เฟอร์นิเจอร์วินเทจ, งานศิลปะ, นาฬิกา, ไวน์ หรือรถคลาสสิก สามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การกระจายพอร์ตการลงทุน (Portfolio Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมได้ 

 

สินทรัพย์เหล่านี้มักจะมีความสัมพันธ์กับตลาดการเงินหลักในระดับต่ำ หมายความว่ามูลค่าของมันอาจไม่ผันผวนไปในทิศทางเดียวกับหุ้นหรือพันธบัตรเสมอไป อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ Passion Assets ส่วนใหญ่มี ‘สภาพคล่องต่ำ’ การซื้อขายอาจต้องใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมสูง 

 

นอกจากนี้ยังต้องการการดูแลรักษาเป็นพิเศษ ซึ่งก่อให้เกิด ‘ต้นทุนในการถือครอง’ (Cost of Ownership) เช่น ค่าประกัน ค่าจัดเก็บในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หรือค่าบูรณะซ่อมแซมเมื่อจำเป็น การมีเอกสารประกอบที่ครบถ้วน เช่น ใบรับรองความแท้ ประวัติการซ่อม หรือรูปถ่ายโดยละเอียด เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบริหารจัดการและการประเมินมูลค่าในอนาคต

 

กระนั้น “สิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนในสิ่งที่รักคือการสะสมสิ่งของที่คุณรักและมีความสุขที่จะเก็บมันไว้ในระยะยาว” นั่นหมายความว่าผลตอบแทนทางอารมณ์และความสุขจากการได้ครอบครองควรเป็นปัจจัยหลัก และผลตอบแทนทางการเงิน (ถ้ามี) ถือเป็นโบนัส การลงทุนใน Passion Assets จึงเป็นเรื่องของ ‘การเดินทาง’ ที่ต้องใช้ทั้งความรู้ ความอดทน และความรักอย่างแท้จริง

 

ภาพ: alexkich / Shutterstock

 

คุณค่าที่อยู่เหนือกาลเวลา และมิติการลงทุนแห่งความหลงใหล

 

โดยสรุปแล้ว ‘Timeless Collectibles’ ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์วินเทจหรืองานศิลปะล้ำค่า ต่างก็เป็นมากกว่าสินทรัพย์ที่ตีราคาได้ มันคือมรดกทางวัฒนธรรม คือเรื่องราว คือตัวตน และคือความภาคภูมิใจของผู้ครอบครอง คุณค่าที่แท้จริงอาจไม่ได้วัดกันที่ป้ายราคาที่เพิ่มขึ้นเสมอไป แต่คือความสุข ความผูกพัน และความเป็นไปได้ในการส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปยังคนรุ่นหลัง

 

ในแง่ของการบริหารความมั่งคั่ง การลงทุนใน ‘Passion Assets’ อาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินที่รวดเร็วหรือสม่ำเสมอเหมือนการลงทุนในตลาดหุ้นหรือพันธบัตร แต่มันสามารถเติมเต็มความมั่งคั่งในมิติที่จับต้องได้ทางความรู้สึก สร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางการเงินกับความสุขส่วนตัว และยังเป็น ‘มรดก’ ที่สะท้อนถึงรสนิยมและตัวตนของคุณได้อย่างแท้จริง 

 

การพิจารณาสินทรัพย์ประเภทนี้ในพอร์ตการลงทุนจึงควรมาจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ทั้งในตัวสินทรัพย์และความปรารถนาของตนเอง เพื่อให้ทุกการลงทุนนำมาซึ่งความมั่งคั่งและความหมายอย่างยั่งยืน บริการให้คำปรึกษาด้านการบริหารความมั่งคั่งที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถช่วยให้คำแนะนำในการประเมินคุณค่า การจัดการ และการผสมผสานสินทรัพย์แห่งความหลงใหลเหล่านี้เข้ากับแผนการเงินโดยรวมของคุณได้อย่างเหมาะสม

 

UOB Privilege Banking

 

ภาพปก: digitalgenetics / iStock / Getty Images Plus

อ้างอิง:

The post The Art of Collecting: เฟอร์นิเจอร์วินเทจ และ Timeless Collectibles ในฐานะมรดก การลงทุน และบทบันทึกรสนิยมส่วนตัว [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
LOUIS VUITTON CRUISE 2026 แฟชั่นโชว์ครั้งประวัติศาสตร์ ณ พระราชวังสันตะปาปาแห่งอาวีญง https://thestandard.co/louis-vuitton-cruise-2026/ Fri, 23 May 2025 01:40:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1077344 รันเวย์ Louis Vuitton Cruise 2026 ณ Palais des Papes

ตั้งแต่เริ่มยุค 2000 จนถึงปัจจุบัน Nicolas Ghesquiere ไ […]

The post LOUIS VUITTON CRUISE 2026 แฟชั่นโชว์ครั้งประวัติศาสตร์ ณ พระราชวังสันตะปาปาแห่งอาวีญง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รันเวย์ Louis Vuitton Cruise 2026 ณ Palais des Papes

ตั้งแต่เริ่มยุค 2000 จนถึงปัจจุบัน Nicolas Ghesquiere ได้ก้าวมาเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ที่ทรงอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจมากสุดของวงการแฟชั่นกับกรอบความคิดสร้างสรรค์ที่ผสมผสานหลากหลายเรื่องราว และไม่หยุดมองไปข้างหน้า โดยกับผลงานที่ Louis Vuitton ในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์มาตั้งแต่ปี 2014 ทาง Nicolas ก็ยังคงแข็งแกร่งและช่วยทำสินค้า Ready-to-Wear ของแบรนด์เป็นที่จดจำไม่น้อย

 

ล่าสุดกับคอลเล็กชัน Louis Vuitton Cruise 2026 ทาง Nicolas Ghesquiere ก็สร้างประวัติศาสตร์หลังจากได้เลือกให้เป็นแบรนด์แรกที่ได้รับอนุญาตให้จัดแฟชั่นโชว์ ณ พระราชวังสันตะปาปาแห่งอาวีญง (Palais des Papes) ทางตอนใต้ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในปี 1995 ทาง UNESCO ก็ได้ยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกอีกด้วย

 

ในตอนแรกนั้น หลายคนอาจคิดว่าด้วยการจัดโชว์ ณ พระราชวังสันตะปาปาแห่งอาวีญงที่มีรูปทรงและดีไซน์เป็นปราสาทสไตล์ Gothic เสื้อผ้าที่ Nicolas Ghesquière ดีไซน์ต้องเข้าถึงยากและมีความ Abstract มากๆ แต่สิ่งที่ปรากฏบนรันเวย์ที่ออกแบบโดย Es Devlin กับแขก 450 คนมาจากทั่วโลกกลับเป็นเสื้อผ้าที่มีความพอดีตรงรูปทรงที่ใส่ได้จริงขึ้น เช่น เดรสทรงตรง (Shift Dress), เสื้อคลุม เสื้อถัก และแจ็กเก็ตหนังเป็นต้น แต่ก็ยังงดงามและจัดจ้านด้วยรายละเอียดงานปักและดีเทลต่างๆ ที่ตระการตาสุดๆ ในแบบที่เราขอเรียกว่า Futuristic Medieval และมีความเป็น Joan of Arc ในฉบับที่มีความ Feminine ขึ้นมา ซึ่งในยุคสมัยที่กลุ่มลูกค้าเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นถึงคุณภาพและความคุ้มค่าของสินค้าลักชัวรีกับราคาที่ต้องจ่ายไป คอลเล็กชัน Louis Vuitton Cruise 2026 ก็ดูเหมือนว่าสามารถโชว์ว่าทำไม

 

รันเวย์ Louis Vuitton Cruise 2026 ณ Palais des Papes รันเวย์ Louis Vuitton Cruise 2026 ณ Palais des Papes

 

ภาพ: Louis Vuitton

The post LOUIS VUITTON CRUISE 2026 แฟชั่นโชว์ครั้งประวัติศาสตร์ ณ พระราชวังสันตะปาปาแห่งอาวีญง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กทม. ร่วมรำลึก 33 ปี พฤษภาประชาธรรม ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงพลังบริสุทธิ์ของประชาชน https://thestandard.co/bangkok-33-years-may-democracy-remembrance/ Sat, 17 May 2025 07:07:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1075276 พฤษภาประชาธรรม

วันนี้ (17 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุ […]

The post กทม. ร่วมรำลึก 33 ปี พฤษภาประชาธรรม ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงพลังบริสุทธิ์ของประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
พฤษภาประชาธรรม

วันนี้ (17 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมพิธีวางพวงมาลา และรัฐพิธีสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม โดยในพิธี พระสงฆ์สวดอุทิศส่วนกุศล และถวายไทยทานวีรชนเดือนพฤษภาคม

 

ในการนี้ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ได้แสดงดนตรีบรรเลงเพลงพฤษภาประชาธรรม ณ สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถนนราชดำเนิน เขตพระนคร

 

ชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครได้ร่วมพิธีรำลึกถึงพฤษภาประชาธรรมเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้ครบรอบ 33 ปี เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เป็นบทเรียนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของชาติ ที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังอันบริสุทธิ์ของประชาชนผู้ยึดมั่นในสิทธิเสรีภาพความถูกต้อง และความชอบธรรม ซึ่งได้แสดงออกอย่างสันติ

 

วีรกรรมของทุกคนเป็นเครื่องยืนยันว่า ความกล้าหาญของประชาชนผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมได้ แม้จะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ แม้เวลาจะผ่านไปถึง 33 ปี แต่เจตนารมณ์ของวีรชนยังคงอยู่

 

และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้า บนพื้นฐานของความยุติธรรม สิทธิเสรีภาพ และการเคารพเสียงของประชาชน การรวมตัวของทุกคนในวันนี้ แสดงถึงพลังแห่งความสามัคคี และเจตนารมณ์ร่วมกันในการเทิดทูนคุณค่าของเสรีภาพ ความเสมอภาค และสิทธิมนุษยชน

The post กทม. ร่วมรำลึก 33 ปี พฤษภาประชาธรรม ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงพลังบริสุทธิ์ของประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลภาพประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งพระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ปี 2562 https://thestandard.co/pope-francis-meeting-supreme-patriarch-thailand-2019/ Mon, 21 Apr 2025 10:23:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1066562 พระสันตะปาปา ฟรานซิสเข้าเฝ้า สมเด็จพระสังฆราช ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562

ย้อนกลับไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562 สมเด็จพ […]

The post ประมวลภาพประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งพระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ปี 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พระสันตะปาปา ฟรานซิสเข้าเฝ้า สมเด็จพระสังฆราช ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562

ย้อนกลับไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้นำสูงสุดแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก และพระประมุขของนครรัฐวาติกัน เสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ

 

หนึ่งในหมายกำหนดการสำคัญคือการเข้าเฝ้า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ณ พระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ใจกลางกรุงเทพมหานคร

 

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระดำรัสต้อนรับอย่างลึกซึ้ง ความตอนหนึ่งว่า

 

“การเสด็จมาครั้งนี้ของมหาบพิตร มิใช่การมาของมิตรใหม่ หากแต่เป็นการมาเยือนของมิตรแท้อันเก่าแก่ของคนไทย”

 

พระดำรัสยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ที่สืบเนื่องกันมายาวนาน ระหว่าง ‘ศาสนจักรโรมันคาทอลิก’ และ ‘พุทธจักรไทย’ ที่มีรากฐานย้อนกลับไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่พระมหากษัตริย์ไทยเคยเสด็จฯ เยือนนครรัฐวาติกันมาก่อน

 

พระอุโบสถแห่งวัดราชบพิธ ณ วันที่สองศาสนาประสานไมตรีอีกครั้ง จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่เป็นสักขีพยานแห่ง ‘สันติภาพ ความศรัทธา และมิตรภาพข้ามพรมแดนแห่งความเชื่อ’

 

พระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562

 

ภาพ: สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

The post ประมวลภาพประวัติศาสตร์ เมื่อครั้งพระสันตะปาปาฟรานซิสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ปี 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>