ประยุทธ์ จันทร์โอชา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ประยุทธ์-จันทร์โอชา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 28 Oct 2026 08:25:09 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 มองย้อน 7 ปี อภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้เวลาซักฟอกกี่วัน https://thestandard.co/seven-year-censure-debate-timeline/ Wed, 28 Oct 2026 08:25:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1272717 อินโฟกราฟิกรวมสถิติการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ 2560 แสดงจำนวนรัฐมนตรีและกรอบเวลาอภิปราย

ขณะที่การถกเถียงเรื่องกรอบเวลาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะได้ร […]

The post มองย้อน 7 ปี อภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้เวลาซักฟอกกี่วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกรวมสถิติการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ 2560 แสดงจำนวนรัฐมนตรีและกรอบเวลาอภิปราย

ขณะที่การถกเถียงเรื่องกรอบเวลาที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะได้รับในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งมีการยื่นอภิปรายรัฐมนตรีจำนวน 18 คน ถือว่ามากที่สุดตั้งแต่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา

 

THE STANDARD จึงชวนมองย้อนประวัติศาสตร์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบมีการลงมติมาตรา 151 ตั้งแต่แรกบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ว่ารัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน และพรรคร่วมรัฐบาล เคยยื่นอภิปรายรัฐมนตรีจำนวนกี่คน และได้จัดสรรกรอบเวลาในการอภิปรายทั้งหมดกี่วัน

 

ทั้งนี้ ตามข้อบังคับกำหนดไว้ว่า การลงมติจะกระทำในวันเดียวกับการอภิปรายมิได้ ทำให้เมื่ออภิปรายจบแล้ว จะมีการลงมติในวันถัดไป และวันดังกล่าวจะไม่ถูกนับรวมในกรอบเวลาของการอภิปราย

 


 

อินโฟกราฟิกรวมสถิติการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ 2560 แสดงจำนวนรัฐมนตรีและกรอบเวลาอภิปราย 1

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post มองย้อน 7 ปี อภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้เวลาซักฟอกกี่วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดรย้ำสัปดาห์หน้าไม่มีซักฟอก เหตุ ปธ.สภา บรรจุวาระปกติแล้ว บอกรัฐบาลยอมถอยให้ 4 วันแต่ฝ่ายค้านยังเงียบ https://thestandard.co/paradorn-no-censure-debate-next-week/ Fri, 23 Oct 2026 05:06:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1271145 ภราดร ปริศนานันทกุล แถลงความคืบหน้าการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ

วันนี้ (23 ตุลาคม) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำน […]

The post ภราดรย้ำสัปดาห์หน้าไม่มีซักฟอก เหตุ ปธ.สภา บรรจุวาระปกติแล้ว บอกรัฐบาลยอมถอยให้ 4 วันแต่ฝ่ายค้านยังเงียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภราดร ปริศนานันทกุล แถลงความคืบหน้าการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ

วันนี้ (23 ตุลาคม) ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 3 ฝ่าย ยังหาข้อสรุปกำหนดวันประชุมและการจัดสรรเวลาในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ไม่ได้ ว่า สัปดาห์หน้าไม่มีการอภิปรายแน่นอน เพราะประธานสภาได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมปกติไปเรียบร้อยแล้ว

 

ส่วนที่รัฐบาลยอมให้ฝ่ายค้านอภิปราย 4 วัน ภราดร กล่าวว่า หลังจากที่เจรจากัน มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาคนที่ 1 ในฐานะประธานการประชุม ได้ให้ตนไปสอบถามกับคณะรัฐมนตรีว่าสามารถขยับเพิ่มขึ้นอีก 1 วันได้หรือไม่ โดยหลังประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 26 ตุลาคมจบแล้วสามารถให้เปิดประชุมต่อเพิ่มขึ้นอีก 1 วันได้หรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีบอกว่าได้ และจะรีบมาประชุมให้ โดยนัดประชุมคณะ ครม. ที่สภาและกำหนดเฉพาะระเบียบวาระที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยล่าสุดคือได้ 4 วันแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายค้าน

 

“จะมาบอกว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลปิดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ก็ขอบอกว่า ตามปกติที่ผ่านมาก็ 4 วัน ที่ฝ่ายค้านบอกว่าจำนวนชั่วโมงในการอภิปรายสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ที่สูงที่สุดคือ 40 ชั่วโมง ไม่เกิน 42 ชั่วโมง แต่เราเสนอว่า ถ้าฝ่ายค้านต้องการเท่าไหร่ เช่น 45 ถึง 48 ชั่วโมง ก็สามารถให้ฝ่ายค้านได้ ส่วนของรัฐบาลก็ลดหลั่นลงมา และเราก็จะใช้เวลาอย่างกระชับแต่ก็ไม่ได้รับสัญญาณตอบรับจนเป็นที่มาของประธานสภาได้ออกระเบียบวาระการประชุม เพราะไม่สามารถตกลงกันได้” ภราดรกล่าว

 

ส่วนโอกาสที่จะเป็นเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมยังได้อยู่หรือไม่ ภราดรกล่าวว่า ก็คงต้องเจรจาพูดคุยกัน ซึ่งตนได้ชี้แจงกับที่ประชุมไปแล้วว่าเดือนพฤศจิกายนตารางของคณะรัฐมนตรีจะแน่นมาก โดยเฉพาะช่วงสัปดาห์แรกหลังจากนายกกลับจากต่างประเทศ และมีการประชุม ครม.สัญจร ที่อุดรธานีรวมถึงงานพืชสวนโลก สัปดาห์ถัดไปก็เข้าใจว่ามีรัฐมนตรีหลายคนที่อยู่ในกลุ่มที่อยู่ในกลุ่ม 18 คนที่ถูกกล่าวหา อาจมีภารกิจต้องเดินทางไปประชุมต่างประเทศ เช่น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องเดินทางไปประชุมเอเปคล่วงหน้า และอาจมีหลายคนที่ไม่สะดวก

 

ส่วนสัปดาห์ที่ 3 ก็เป็นไปไม่ได้เพราะนายกรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมเอเปค ส่วนสัปดาห์ที่ 4 จริงๆ ก็ไม่อยากให้ล่วงเลยไปถึงขนาดนั้น เพราะฝ่ายค้านจะต่อว่ารัฐบาลได้ ว่ารัฐบาลพยายามยื้อเวลาและทำให้ช้าไปอีก ซึ่งรัฐบาลไม่ได้มีความประสงค์แบบนั้นจึงได้กำหนดให้เป็นสัปดาห์หน้า เพราะฉะนั้นก็ต้องมาเจรจากันอีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายนว่ามีความเป็นไปได้ในช่วงไหน

 

เมื่อถามว่าหากเป็นเดือนพฤศจิกายนโอกาสที่จะได้อภิปราย 5 วันมีน้อยใช่หรือไม่ ภราดรกล่าวว่า ข้อเสนอล่าสุดของฝ่ายค้านถ้าเป็นสัปดาห์หน้าเขาขอ 5 วัน แต่ถ้าเป็นเดือนพฤศจิกายนขอ 4 วัน เพราะฉะนั้นเราก็ดูเวลา 4 วัน รวมลงมติอีก 1 วัน เป็น 5 วัน

The post ภราดรย้ำสัปดาห์หน้าไม่มีซักฟอก เหตุ ปธ.สภา บรรจุวาระปกติแล้ว บอกรัฐบาลยอมถอยให้ 4 วันแต่ฝ่ายค้านยังเงียบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลจังหวัดอุบลฯ สั่ง ‘วันเฉลิม’ เป็นบุคคลสาบสูญ หลังหายตัวในกัมพูชา 6 ปี ไม่ทราบชะตากรรม https://thestandard.co/court-declares-wanchelerm-disappeared-person/ Thu, 22 Oct 2026 10:07:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1270983 ภาพถ่ายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองที่หายตัวไปในประเทศกัมพูชา

วันนี้ (22 ตุลาคม) มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรายงานว่า เมื่อวั […]

The post ศาลจังหวัดอุบลฯ สั่ง ‘วันเฉลิม’ เป็นบุคคลสาบสูญ หลังหายตัวในกัมพูชา 6 ปี ไม่ทราบชะตากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพถ่ายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองที่หายตัวไปในประเทศกัมพูชา

วันนี้ (22 ตุลาคม) มูลนิธิผสานวัฒนธรรมรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งให้ วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองที่หายตัวไปในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2563 เป็นบุคคลสาบสูญ หลังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัดว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่เป็นเวลานานกว่า 5 ปี

 

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมารดาของวันเฉลิมยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวได้ติดตามและร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐไทยและกัมพูชา รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อขอให้ติดตามตัววันเฉลิม แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ทราบข่าวคราวหรือชะตากรรม

 

ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิจารณาว่า มารดาเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้วันเฉลิมเป็นคนสาบสูญได้ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า วันเฉลิมออกจากภูมิลำเนาไปอาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาและไม่ได้กลับบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานีอีก หลังจากนั้นไม่มีผู้ใดพบหรือติดต่อได้ แม้มารดาและญาติจะออกติดตามหาแล้วก็ตาม

 

ศาลจึงมีคำสั่งให้วันเฉลิมเป็นคนสาบสูญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 วรรคหนึ่ง เนื่องจากไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ และไม่มีใครรู้แน่ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ตลอดระยะเวลาเกินกว่า 5 ปี

 

สำหรับวันเฉลิม เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองชาวไทยที่ลี้ภัยไปยังประเทศกัมพูชา ภายหลังการรัฐประหารปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งนำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 วันเฉลิมถูกลักพาตัวขึ้นรถตู้สีดำบริเวณแม่โขง การ์เดน คอนโดมิเนียม ในกรุงพนมเปญ ขณะกำลังคุยโทรศัพท์กับพี่สาว โดยคำพูดสุดท้ายที่พี่สาวได้ยินคือ “หายใจไม่ออก”

 

หลังเกิดเหตุ สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม เดินทางไปติดตามหาน้องชายที่ประเทศกัมพูชาด้วยตนเอง พร้อมยื่นหนังสือเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กระทรวงการต่างประเทศ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

 

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุว่า กระบวนการติดตามคดียังไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งสิตานันยังต้องเผชิญกับการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐระหว่างการเคลื่อนไหวติดตามหาน้องชาย

 

ด้านมารดาของวันเฉลิมกล่าวว่า ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวต้องต่อสู้อย่างยากลำบากในการเรียกร้องให้รัฐไทยติดตามตัวบุตรชาย และรู้สึกว่าไม่ได้รับความเห็นใจจากรัฐ แต่หลังจากเบิกความในคดีนี้ ศาลได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุตรชาย ทำให้รู้สึกโล่งใจที่มีผู้รับฟังและเชื่อในสิ่งที่ครอบครัวพยายามเรียกร้องมาตลอด

 

มารดาระบุด้วยว่า ปัจจุบันตนมีอายุมากแล้ว จึงต้องการจัดการเรื่องทรัพย์สินของวันเฉลิมให้เรียบร้อย โดยมีความตั้งใจจะนำคำสั่งศาลไปประกอบการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกและทรัพย์สิน เพื่อแบ่งให้ทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ขณะที่ครอบครัวยังไม่ได้รับคำตอบเกี่ยวกับชะตากรรมของวันเฉลิม

 

อ้างอิง:

The post ศาลจังหวัดอุบลฯ สั่ง ‘วันเฉลิม’ เป็นบุคคลสาบสูญ หลังหายตัวในกัมพูชา 6 ปี ไม่ทราบชะตากรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชี้ปมฮั้ว สว. ‘จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว’ ย้ำรัฐบาลไม่เกี่ยว กกต. วินิจฉัยอย่างไรต้องยอมรับ https://thestandard.co/pm-senate-collusion-politics-ec/ Fri, 18 Sep 2026 08:18:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1256770 นายกรัฐมนตรีกำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นการฮั้ว สว.

วันนี้ (18 กันยายน) เวลา 12.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุท […]

The post นายกฯ ชี้ปมฮั้ว สว. ‘จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว’ ย้ำรัฐบาลไม่เกี่ยว กกต. วินิจฉัยอย่างไรต้องยอมรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีกำลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นการฮั้ว สว.

วันนี้ (18 กันยายน) เวลา 12.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีฮั้ว สว. หากยังไม่หยุดโจมตีจะมีมาตรการมากกว่าการฟ้องร้องดำเนินคดีที่เพิ่งดำเนินการไปหรือไม่ ว่า ตนยังยืนยันเหมือนเดิมว่ารัฐบาลไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ การตัดสินใจหรือการส่งดำเนินคดีใด ๆ ก็ตาม ในส่วนที่ตนรับผิดชอบอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้น ตนไม่มีข้อมูลที่จะให้ความเห็นใดๆ ได้

 

ส่วนกรณีที่คดีฮั้ว สว. มีการตัดสินจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไปแล้ว แต่ขณะนี้ กกต. เสียงข้างมากถูกวิพากษ์วิจารณ์ ส่วน กกต. เสียงข้างน้อยออกมาเปิดเผยข้อมูล มองอย่างไร นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนไม่ได้มองอะไรเลย เพราะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรืองานที่ตนรับผิดชอบอยู่ ตนคิดว่าทุกอย่างมีหลักของมัน หลักประชาธิปไตยเขาถืออะไรเป็นหลัก พร้อมย้ำว่า การวินิจฉัยคดีความต่าง ๆ ขององค์กรอิสระ ตนเคยเห็นทั้งคะแนนที่เป็นเอกฉันท์ คะแนนเสียงข้างมาก คะแนนก้ำกึ่ง และบางครั้งประธานต้องลงถึงสองครั้ง ตนเห็นมาหมดทุกรูปแบบ แต่ที่สำคัญคือทุกรูปแบบต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรีย้อนถามว่า เขามีเขียนหรือไม่ว่าเสียงข้างน้อยต้องชนะ ถ้าไม่มี ก็แสดงว่าเสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะเรื่องของ กกต. แต่รวมถึงทุกหน่วยงานอื่น ๆ ในคณะรัฐมนตรีก็เช่นกัน ในหัวข้อวาระพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ถ้าถึงจุดที่เห็นไม่ตรงกัน ก็ต้องจบด้วยการลงมติ เมื่อมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร ทุกคนต้องปฏิบัติตาม อย่างตนเคยเป็นมติเสียงข้างน้อยครั้งหนึ่งในสมัยรัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ขอให้บันทึกความเห็นของรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยว่าเห็นเช่นนี้ แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นเป็นอย่างนั้น ชอบหรือไม่ชอบเราก็ต้องทำตาม

 

สำหรับกรณีที่มีการกลับการให้ปากคำ ทำให้คนมองพรรคภูมิใจไทยในทางลบ พรรคจะดำเนินการเอาผิดคนให้ข้อมูลแล้วมากลับคำให้การในตอนหลังหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า อย่างที่บอกว่ามันไม่ได้เป็นผลลบกับพรรคภูมิใจไทย แต่มีคนพยายามลากพรรคภูมิใจไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็น

 

ส่วนหนึ่งของการฮั้ว สว. ตนยังยืนยันเหมือนเดิมให้ยึดถือประกาศคำสั่งข้อห้ามของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่ออกเป็นข้อปฏิบัติ ให้ผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทยไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งตนไม่มีอะไรข้องใจ เพราะได้ทำหน้าที่ของตนไปแล้ว ส่วนคนที่ไม่ปฏิบัติตามก็ต้องไปรับผิดชอบในสิ่งที่เขาได้ทำ ในเมื่อมีข้อห้ามแล้วยังทำ ก็ต้องไปแก้ต่างในความเป็นส่วนตัวของเขา เพราะถือว่าไม่ได้ทำในนามพรรค

 

ทั้งนี้ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ข้อครหานี้หมดไปจากพรรคภูมิใจไทย ไม่ให้ถูกลากไปเกี่ยวข้อง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คนที่ครหาก็เห็นหน้าอยู่ ส่วนคนที่ไม่ติดใจตนก็เห็นหน้าอยู่

 

เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่ามองเรื่องนี้การเมืองล้วนใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ‘จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว จุดเริ่มตั้งแต่ก่อนมาถึงตรงนี้นานมาแล้ว 2 ปี มันเป็นการเมืองครับ ผมพูดอย่างนี้ก็แล้วกัน’

The post นายกฯ ชี้ปมฮั้ว สว. ‘จุดเริ่มเป็นการเมืองอยู่แล้ว’ ย้ำรัฐบาลไม่เกี่ยว กกต. วินิจฉัยอย่างไรต้องยอมรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก สิทธิโชติ-ชาย กกต. เสียงข้างน้อยคดีฮั้ว สว. ที่มาจากการรับรองของ สว. ชุดเฉพาะกาล https://thestandard.co/sittichote-chai-ec-minority-senator-fraud/ Tue, 15 Sep 2026 11:29:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1255463 ภาพประกอบ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ ชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ภายหลังจากการแถลงข่าวของ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะก […]

The post รู้จัก สิทธิโชติ-ชาย กกต. เสียงข้างน้อยคดีฮั้ว สว. ที่มาจากการรับรองของ สว. ชุดเฉพาะกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ ชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ภายหลังจากการแถลงข่าวของ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องผลการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ที่ กกต. มีมติเสียงข้างมากให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 77 คน โดยไม่สั่งฟ้องบุคคลที่เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือ สส. ของพรรคภูมิใจไทย เมื่อวานนี้ (14 กันยายน)

 

 
 

ล่าสุดวันนี้ (15 กันยายน) สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนยอมรับว่า ตนเองและ ชาย นครชัย กกต. เป็น 2 เสียงข้างน้อยที่ลงมติในการพิจารณาสำนวนคดีดังกล่าว พร้อมย้ำว่า มติสั่งฟ้องนั้นไม่เป็นเอกฉันท์ โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค

 

สิทธิโชติระบุด้วยว่า บางบุคคลที่มีความสำคัญ จะมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง บ้างก็ 6 ต่อ 1 เสียง หรือกรรมการบริหารพรรคบางคนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องเลย ก็มีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์เช่นเดียวกัน แต่ยืนยันว่า ไม่ใช่มติ 5 ต่อ 2 เสียงทั้งหมด และเป็นการพิจารณาตามเนื้อผ้า

 

เสียงข้างมาก-น้อย จาก กกต. ต่างยุค

 

โดยสรุปแล้ว ทำให้คาดการณ์ได้ว่า นอกเหนือจาก กกต. เสียงข้างน้อย คือสิทธิโชติและชาย กกต. อีก 5 เสียงข้างมาก จึงประกอบด้วย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต., อนันต์ สุวรรณรัตน์, ณรงค์ รักร้อย, จิรุตม์ วิศาลจิตร และ ฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า กกต. เสียงข้างมากนั้นล้วนเข้ามาดำรงตำแหน่งในช่วงที่ สว. มาจากการเลือกกันเองเมื่อปี 2567 และ สว. ชุดนี้ก็ได้ให้การรับรอง กกต. ทั้ง 4 คนดังกล่าว ยกเว้นแต่เพียง ฐิติเชษฐ์ นุชนาฏ ที่มาจากการรับรองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อปี 2562

 

ส่วน สิทธิโชติและชาย เข้ามาดำรงตำแหน่ง กกต. ในเวลาใกล้เคียงกันคือปี 2566 และ 2567 ด้วยการรับรองของวุฒิสภาชุดเฉพาะกาล 250 คน ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 

ประวัติสังเขป ‘สิทธิโชติ-ชาย’ กกต. จาก สว. ชุดเฉพาะกาล

 

สำหรับ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ ดำรงตำแหน่งในศาลและกระบวนการยุติธรรมมาอย่างยาวนาน โดยมีตำแหน่งที่สำคัญ เช่น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง, รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1, ผู้พิพากษาศาลฎีกา, อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา

 

สิทธิโชติดำรงตำแหน่ง กกต. จากการคัดเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 วุฒิสภาชุดเฉพาะกาลในสมัยรัฐบาล คสช. ได้ลงมติเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งด้วยคะแนนเสียง 175 ต่อ 16 เสียง และเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มีนาคม 2567

 

ขณะที่ ชาย นครชัย เติบโตในสายงานกระทรวงวัฒนธรรม โดยเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม, ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม, อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เป็นต้น

 

ชาย นครชัย ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566 แทน ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ที่พ้นตำแหน่งเพราะอายุครบ 70 ปี โดยวุฒิสภาเฉพาะกาล (ชุด คสช.) ลงมติให้ความเห็นชอบด้วยคะแนน 126 เสียง เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2566

 

The post รู้จัก สิทธิโชติ-ชาย กกต. เสียงข้างน้อยคดีฮั้ว สว. ที่มาจากการรับรองของ สว. ชุดเฉพาะกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ อนุทิน อายุครบ 60 ปี ‘พล.อ. ประยุทธ์-คุณหญิงพจมาน’ ข้าราชการมหาดไทย-ตำรวจ ร่วมส่งดอกไม้ เข้าอวยพรถึงบ้าน https://thestandard.co/anutin-prayut-pojaman-birthday/ Sun, 13 Sep 2026 07:00:30 +0000 https://thestandard.co/anutin-prayut-pojaman-birthday/ ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในงานฉลองวันเกิดครบ 60 ปี

ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (13 กันยายน) บรรยากาศที่บ้านพักส่ […]

The post นายกฯ อนุทิน อายุครบ 60 ปี ‘พล.อ. ประยุทธ์-คุณหญิงพจมาน’ ข้าราชการมหาดไทย-ตำรวจ ร่วมส่งดอกไม้ เข้าอวยพรถึงบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในงานฉลองวันเกิดครบ 60 ปี

ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ (13 กันยายน) บรรยากาศที่บ้านพักส่วนตัวของอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีการจัดงานทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี เป็นการภายในกับครอบครัว โดยมีรัฐมนตรีที่ทราบข่าวทยอยเดินทางมาร่วมอวยพร อาทิ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

สำหรับบุคคลสำคัญทางการเมือง ได้ส่งแจกันดอกไม้พร้อมการ์ดอวยพรมาให้นายกรัฐมนตรี อาทิ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี โดยอนุทินเปิดอ่านการ์ดอวยพรจาก พล.อ.ประยุทธ์ ก่อนสั่งให้นำแจกันดอกไม้ไปไว้ภายในบ้าน

 

นอกจากนี้ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ส่งแจกันดอกไม้และการ์ดอวยพรมาให้นายกรัฐมนตรีด้วย

 

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นำโดยอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยอธิบดีกรมต่างๆ ทยอยเดินทางมาอวยพรวันเกิดนายกรัฐมนตรี โดยมอบแผ่นป้ายที่มีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ระบุข้อความว่า ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล’ เป็นของที่ระลึก

 

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำคณะข้าราชการตำรวจเข้าร่วมอวยพร เนื่องในวันคล้ายวันเกิดนายกรัฐมนตรีด้วย

The post นายกฯ อนุทิน อายุครบ 60 ปี ‘พล.อ. ประยุทธ์-คุณหญิงพจมาน’ ข้าราชการมหาดไทย-ตำรวจ ร่วมส่งดอกไม้ เข้าอวยพรถึงบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘พล.อ.ชัยพฤกษ์’ จากเสนาธิการทหารบก สู่เลขาธิการ สมช.คนใหม่ https://thestandard.co/chaipruek-nsc-secretary-general/ Fri, 28 Aug 2026 05:36:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1247617 ภาพ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ในเครื่องแบบทหาร

วันนี้ (28 สิงหาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post รู้จัก ‘พล.อ.ชัยพฤกษ์’ จากเสนาธิการทหารบก สู่เลขาธิการ สมช.คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ในเครื่องแบบทหาร

วันนี้ (28 สิงหาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังหลังเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ว่า สมช. มีมติแต่งตั้ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก เป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยยืนยันว่า วางคนเหมาะสมกับงานเพราะเรื่องนี้เป็นหลักการที่สำคัญที่สุดอยู่แล้ว

 

ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ก็มีการนำเสนอยุทธศาสตร์ ในการบริหารสถานการณ์ในช่วงนี้ หลังจากเราได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ของการบริหารสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งในเรื่องของความมั่นคงทุกอย่างน่าจะเป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น

 

‘พล.อ.ชัยพฤกษ์’ จากนายทหารสายยุทธการ สู่เลขาฯ สมช.

 

พล.อ.ชัยพฤกษ์ เป็นนายทหารวัย 58 ปี ปัจจุบันเป็น เสนาธิการทหารบก กำลังถูก โอนย้ายมาเป็นเลขาธิการ สมช.คนใหม่ เป็นนักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 26 และนักเรียนนายร้อย จปร. รุ่น 37 รุ่นเดียวกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยผ่านการศึกษาหลักสูตรสำคัญของกองทัพ ทั้งโรงเรียนเสนาธิการทหารบก โรงเรียนทหารราบ โรงเรียนสงครามพิเศษ และ วปอ. รุ่น 64

 

เส้นทางราชการทหารเริ่มต้นจากหน่วยรบในพื้นที่กาญจนบุรี หลังจบ จปร. เข้ารับราชการที่กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ในตำแหน่งผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา ร.19 พัน 2 ก่อนผ่านงานในพื้นที่ชายแดนด้านตะวันตก และขยับมาทำงานด้านการฝึกและการศึกษาที่กรมนักเรียนนายร้อย จปร.

 

จุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางทหารเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่สายงานฝ่ายอำนวยการ หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่น 77 และย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในกรมยุทธการทหารบก

 

ประสบการณ์ในสายยุทธการกลายเป็นฐานสำคัญในการเติบโตของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ตั้งแต่งานวางแผน การปฏิบัติการทางทหาร ไปจนถึงงานด้านความมั่นคง ก่อนขึ้นเป็นผู้อำนวยการกองยุทธการฯ รองเจ้ากรมยุทธการทหารบก และเจ้ากรมยุทธการทหารบกตามลำดับ

 

ช่วงเวลาหนึ่ง พล.อ.ชัยพฤกษ์ ได้เข้ามาช่วยงานในทีมฝ่ายเสนาธิการของกองทัพบกในยุคที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นผู้บัญชาการทหารบก และทำงานต่อเนื่องมาถึงยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ได้รับประสบการณ์จากการทำงานในหลายระดับของกองทัพ จากสายยุทธการ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ขยับขึ้นเป็นรองเสนาธิการทหารบก ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งเสนาธิการทหารบก และควบตำแหน่งเลขาธิการ กอ.รมน. ในปี 2568

 

บทบาทใน กอ.รมน. ทำให้ชื่อของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ปรากฏต่อสาธารณะมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคงและสถานการณ์ชายแดน ซึ่งต้องทำงานใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรง

 

ช่วงปลายปี 2568 เขาเดินทางไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมแสดงจุดยืนเรื่องการปกป้องอธิปไตยว่า ‘เราไม่เคยรุกรานใครก่อน แต่ก็พร้อมเต็มที่ในการรักษาอธิปไตยทุกตารางนิ้ว’

 

ขณะที่สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พล.อ.ชัยพฤกษ์ ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ลงพื้นที่ติดตามเหตุคาร์บอมบ์ใน จังหวัดนราธิวาส รวมถึงเหตุยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย พร้อมหารือกับแม่ทัพภาคที่ 4 ถึงการปรับแนวทางรับมือสถานการณ์

 

ครั้งนั้น พล.อ.ชัยพฤกษ์ ส่งสัญญาณชัดถึงการยกระดับการติดตามตัวผู้ก่อเหตุ โดยระบุว่า ‘ถึงเวลาแล้วที่เราจะเป็นผู้ล่าบ้างแล้ว’

 

นอกจากบทบาทด้านความมั่นคงแล้ว พล.อ.ชัยพฤกษ์ ยังถูกมองว่าเป็นนายทหารที่มีสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในกองทัพ จากการเติบโตในสายงานยุทธการและการทำงานใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงมาอย่างต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ยังรอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง

The post รู้จัก ‘พล.อ.ชัยพฤกษ์’ จากเสนาธิการทหารบก สู่เลขาธิการ สมช.คนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ชี้จับ ‘นายกเฮง’ เรียกรับเงินสอบท้องถิ่น 6.5 แสน สะท้อนรัฐบาลเอาจริงปราบโกง https://thestandard.co/anutin-prawit-corruption-local/ Thu, 27 Aug 2026 08:40:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1247278 ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการจับกุม ‘นายกเฮง’

วันนี้ (27 สิงหาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐ […]

The post นายกฯ ชี้จับ ‘นายกเฮง’ เรียกรับเงินสอบท้องถิ่น 6.5 แสน สะท้อนรัฐบาลเอาจริงปราบโกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการจับกุม ‘นายกเฮง’

วันนี้ (27 สิงหาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าจับกุม ประวิทย์ จารุรัชกุล ‘นายกเฮง’ อดีตผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย จังหวัดศรีสะเกษ หลังเรียกรับเงิน 650,000 บาท โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นได้ โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมย้อนถามว่า “แบบนี้ไม่ได้เป็นข้อพิสูจน์หรือว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องพวกนี้”

 

ส่วนกรณี สส. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกร้องและยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้กล่าวอ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส นายอนุทินกล่าวว่า พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ซึ่งเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์และมีอำนาจสูงสุดในพื้นที่ ยืนยันแล้วว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะเดียวกันทราบว่าแม่ทัพภาคที่ 4 จะเปิดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงต้องรอผลการตรวจสอบ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงข้อเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่า ต้องตรวจสอบข้อกฎหมายก่อนว่านายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากในพื้นที่มีผู้บัญชาการสถานการณ์อยู่แล้วจากการประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งเป็นการให้อำนาจสูงสุดแก่ฝ่ายทหาร พร้อมยกกรณี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศกฎอัยการศึกก่อนการรัฐประหารปี 2557 โดยระบุว่า รัฐบาลในขณะนั้นก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้เช่นกัน

 

ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาระบุว่าจะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและออกหมายจับนายกรัฐมนตรี ในข้อหารุกล้ำดินแดน จากกรณีลงพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา นายอนุทินกล่าวว่า “เหรอ จะให้ตอบว่าอย่างไร ผมทำตามกฎหมาย ผมมี Joint Statement ถืออยู่ ซึ่งเซ็นโดยผู้นำทั้งสองประเทศ”

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่เดินทางไปตรวจความพร้อมรบบริเวณชายแดน และฝ่ายกัมพูชาแสดงท่าทีไม่พอใจว่า ตนเองทำตาม Joint Statement ซึ่งระบุว่า ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงจุดนั้น หากกัมพูชาปฏิบัติตาม Joint Statement เช่นกัน ก็จะนำไปสู่การหารือ แต่หากไม่ทำตาม ก็ไม่รู้ว่าจะหารือกันอย่างไร

The post นายกฯ ชี้จับ ‘นายกเฮง’ เรียกรับเงินสอบท้องถิ่น 6.5 แสน สะท้อนรัฐบาลเอาจริงปราบโกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ ชี้ไทยติดกับดักคำว่า ‘เอ็นจีโอ’ ค้านโครงการใหญ่รัฐบาล ขอให้มีเหตุผล แจงจ่อฟื้นนิคมฯ จะนะ บอกม็อบอยากตากแดดกรุงเทพฯ ก็ตามสบาย https://thestandard.co/pipat-ngos-government-chana/ Tue, 18 Aug 2026 04:00:28 +0000 https://thestandard.co/pipat-ngos-government-chana/ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 09.30 น. วันที่ 18 ส.ค. ที่ทำเ […]

The post พิพัฒน์ ชี้ไทยติดกับดักคำว่า ‘เอ็นจีโอ’ ค้านโครงการใหญ่รัฐบาล ขอให้มีเหตุผล แจงจ่อฟื้นนิคมฯ จะนะ บอกม็อบอยากตากแดดกรุงเทพฯ ก็ตามสบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (18 สิงหาคม) เวลา 09.30 น. วันที่ 18 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่มีแรงต้านโครงการใหญ่ของรัฐบาล ล่าสุดคือโครงการท่าเรือน้ำลึก อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนฐานของเหตุผล ซึ่งรัฐบาลจะพัฒนาอะไรก็มีหน้าที่ต้องนำเสนอ ส่วนฝ่ายค้านก็ต้องคัดค้าน แต่การคัดค้านจะต้องมีเหตุผลว่าสิ่งที่คัดค้านเป็นผลดีหรือผลไม่ดีกับประเทศ หากคัดค้านโดยที่ไม่มีการศึกษาดีเท่าที่ควร สุดท้ายผลกระทบก็จะกลับไปหาสิ่งที่พวกคุณกำลังประท้วง

 

พิพัฒน์กล่าวว่า การประท้วงและยับยั้งสิ่งต่างๆ ที่รัฐบาลนำเสนอ บางส่วนเป็นพรรคฝ่ายค้าน บางส่วนเป็นเอ็นจีโอ ซึ่งเราเห็นอยู่ว่าประเทศไทยจะทำอะไรสักสิ่งจะติดกับดักคำว่าเอ็นจีโอ แม้กระทั่งโครงการแลนด์บริดจ์ที่ยกเลิกไปแล้ว ก็ยังมาทวงถาม ขอฝากพวกเราคนไทยด้วยกัน อะไรที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับประเทศควรช่วยกันพิจารณา ไม่ใช่นึกอยากจะค้านก็ค้านทุกเรื่อง อยากจะประท้วงก็ประท้วงทุกเรื่อง ตนเป็นคนแบบนี้ พูดตรงไปตรงมา ให้พูดแบบอ้อมไปอ้อมมาไม่ใช่นิสัยของตน สวนมาสวนกลับก็ตรงๆ แบบนี้

 

พิพัฒน์ยังชี้แจงถึงแนวคิดการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จังหวัดสงขลา ว่า ไม่ใช่โครงการใหม่ แต่อนุมัติผ่านคณะรัฐมนตรีตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งตนคิดว่าควรนำกลับมารื้อฟื้นใหม่

 

ขณะที่โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่สอง ตนอยากถามว่าผู้ที่ประท้วงเข้าใจเหตุผลที่เราจะย้ายไปที่อำเภอจะนะหรือไม่ เนื่องจากพื้นที่หัวเขาแดง ในส่วนพื้นที่หลังท่าเต็มความจุ ไม่สามารถขยายหรือรองรับได้มากกว่านี้ ประกอบกับไม่สามารถขุดก้นทะเลให้มีความลึก 9 เมตร ทำให้เรือใหญ่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการสะท้อนมาให้เรารับทราบว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะสร้างท่าเรือแห่งที่สอง ซึ่งเป็นการทำนิคมอุตสาหกรรมที่อำเภอจะนะ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของ 3 จังหวัดภาคใต้ และอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อให้ลูกหลานในพื้นที่ไม่ต้องเดินทางออกมาทำงานนอกพื้นที่ และได้ทำงานใกล้บ้าน

 

เมื่อถามถึงกรณีในโซเชียลมีการปลุกม็อบขึ้นมาต้านรัฐบาล พิพัฒน์กล่าวว่า ต้องไปถามคนที่มาประท้วง แต่เมื่อเช้าตอนเข้ามาก็ไม่เห็นมี แต่ถ้าจะมาก็ไม่เป็นไร เราก็ต้อนรับ แต่ต้องถามว่ามาด้วยเหตุผลอะไร เพราะวันนี้แลนด์บริดจ์ยกเลิกแล้ว ส่วนโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC ก็ระงับแล้ว พวกคุณจะมานั่งเพื่อต้องการรับแดดที่กรุงเทพฯ ก็ไม่เป็นไร เชิญตามสบาย ตนอาจจะใช้คำพูดที่แรง แต่จำเป็น แรงมาก็ต้องแรงไป

The post พิพัฒน์ ชี้ไทยติดกับดักคำว่า ‘เอ็นจีโอ’ ค้านโครงการใหญ่รัฐบาล ขอให้มีเหตุผล แจงจ่อฟื้นนิคมฯ จะนะ บอกม็อบอยากตากแดดกรุงเทพฯ ก็ตามสบาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ ไม่หวั่นศึกซักฟอก ยืนยันองครักษ์ไม่ต้องมี รัฐบาลไม่ทำชั่ว-ทำเลว โยนประชาชนตัดสินผลงานรัฐบาล 3 เดือน https://thestandard.co/pm-anutin-no-confidence-debate-ready/ Mon, 03 Aug 2026 05:13:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1237494 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมห […]

The post นายกฯ ไม่หวั่นศึกซักฟอก ยืนยันองครักษ์ไม่ต้องมี รัฐบาลไม่ทำชั่ว-ทำเลว โยนประชาชนตัดสินผลงานรัฐบาล 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 โดยระบุว่าเป็นเรื่องปกติและรัฐบาลไม่มีอะไรต้องกังวล เนื่องจากไม่มีการกระทำที่ชั่วร้ายหรือผิดกฎหมาย

 

วันนี้ (2 สิงหาคม) เวลา 09.50 น. ที่กระทรวงมหาดไทย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ว่า เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว มีตรงไหนที่น่าแปลกใจ ซึ่งต้องชื่นชมที่ฝ่ายค้านทำหน้าที่ของเขา เขาต้องตรวจสอบอย่างเต็มที่ รัฐบาลอย่าไปทำชั่วทำเลวก็ไม่มีอะไรต้องกังวล รัฐบาลนี้ไม่มีทำชั่วทำเลว

 

เมื่อถามว่าพอใจการทำงานของรัฐมนตรีในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ต้องถามประชาชน เพราะถ้าถามตนก็ต้องเข้าข้างตัวเอง

 

เมื่อถามต่อว่าเพิ่งเข้ามาทำงานได้ 3 เดือน พร้อมให้มีการซักฟอกแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทำงานได้ 3-4 เดือนก็โดนซักฟอกตั้งแต่สมัยแรกเหมือนกัน ตนก็ไม่เคยพลาดสักรอบ

 

เมื่อถามว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่กังวลว่าเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่นจะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นในการซักฟอกเป็นพิเศษใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกอย่างเห็น ๆ กันอยู่ ผู้สื่อข่าวก็เห็นอยู่ว่าอะไรเกิดขึ้นตอนนี้ เข้าคุกไปกี่คนแล้ว ดำเนินการไปกี่คนแล้ว ประกาศยกเลิกผลการสอบก็ดำเนินการแล้ว

 

อีกทั้งจะมีการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รวมถึงมีการแจ้งไปยังจังหวัด ซึ่งจังหวัดก็แจ้งไปยังท้องถิ่น คนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็ต้องถูกเลิกจ้าง และถูกดำเนินคดีต่อไป ทุกอย่างดำเนินการเป็นขั้นตอน ซึ่งไม่ได้ล่าช้า และมีประสิทธิภาพมากด้วย

 

คนที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนร่วมก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดี โดยห้ามประกันตัว ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งเป็นไปตามที่ตนตั้งใจอยากจะให้เป็น หรือได้ออกแบบไว้ ซึ่งตนก็เบา เพราะมีหน่วยงานสำคัญ ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ใครจะไปสั่งการท่านได้ ซึ่งพี่น้องประชาชนน่าจะสบายใจได้ว่างานนี้ไม่มีมวยล้มแน่นอน

 

ขณะที่ส่วนของรัฐบาล ก็มีปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีมในการสืบสวนหาข้อเท็จจริง นอกจากนี้ยังมีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และตำรวจ คนที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยก็ถูกย้ายออกมา ไม่ให้มีอำนาจหรือเกี่ยวข้องในการสั่งการใด ๆ ตนคิดว่าทั้งหมดนี้ประชาชนไว้วางใจได้ เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมาก ๆ ย้ำว่า รัฐบาลดำเนินการทันที

 

ส่วนหากฝ่ายค้านหยิบยกประเด็นเรื่องฮั้ว สว. ขึ้นมาอภิปรายด้วย จะทำให้เสียบรรยากาศการอภิปรายหรือไม่ อนุทินย้อนถามว่า ฮั้ว สว. เกี่ยวข้องกับการอภิปรายรัฐบาลอย่างไร ตนยังไม่เห็นความเกี่ยวข้องกัน สว. เลือกเมื่อปี 2567 ส่วนรัฐบาลนี้เข้ามาทำงานวันที่ 1 เมษายน 2569

 

เมื่อถามว่าจะมีข้อจำกัดบางประเด็นหรือไม่ เพราะเชื่อมโยงกับรัฐมนตรีบางคนที่ถูกกล่าวหามาก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีย้อนถามว่า ‘ใคร ให้เอ่ยชื่อ แล้วเป็นอย่างไร’

 

“วันนี้มาบอกว่าอย่าฟ้องนะ ฟ้องต้องใช้งบตัวเองนะ มีที่ไหนจำเลยมาขอโจทก์ ห้ามฟ้อง อย่าฟ้องหลายจังหวัด อย่านู่นอย่านี่” อนุทินกล่าว

 

เมื่อถามว่าในการอภิปรายจะมีข้อจำกัดไม่ให้พูดถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่มี ใครจะพูดอะไรก็พูดได้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลไม่เกี่ยว ซึ่งรัฐบาลจะชี้แจงในเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องการเมือง รัฐบาลบริหารประเทศ ไม่ได้บริหารการเมือง

 

เมื่อถามว่าจะมีองครักษ์พิทักษ์ ครม. หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ไม่มี ก่อนจะหันไปมองบรรดารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คนที่ยืนอยู่ด้านหลัง แล้วชี้ว่า ‘แบบนี้ต้องพิทักษ์ไหม’

 

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าหากในการอภิปรายไม่ไว้วางใจมี สส. ฝ่ายค้านยกมือไว้วางใจให้รัฐบาล จะเป็นสัญญาณว่าต้องการมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรีหัวเราะก่อนตอบว่า “รอให้เกิดขึ้นก่อนค่อยมาถาม”

 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการทุจริตสอบท้องถิ่นจะจบลงเมื่อไร ว่า จริงๆ มันจบแล้ว กระบวนการต่างๆ ทั้งการกล่าวหา การดำเนินคดี และการสอบวินัยร้ายแรง อยู่ในขั้นตอนหมดแล้ว รวมถึงการยกเลิกผลประกาศการสอบก็ดำเนินการแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามลำดับ เรื่องนี้ต้องถือว่าเรียบร้อย เหลืออย่างเดียวคือ ศาลยังไม่ได้ตัดสินลงโทษผู้กระทำผิด เพราะหน่วยงานต่างๆ ก็ต้องทำเรื่อง แจ้งความดำเนินคดีทุกอย่างเป็นเรื่องของกระบวนการ ย้ำว่าในส่วนของรัฐบาลได้ดำเนินการทุกอย่างที่ควรจะทำทั้งหมดแล้ว

 

ส่วนจะจบภายในสัปดาห์นี้หรือไม่ เพราะจะมีการประชุม ทั้ง คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ให้ไปถาม มท.4 นี่ มท.1

The post นายกฯ ไม่หวั่นศึกซักฟอก ยืนยันองครักษ์ไม่ต้องมี รัฐบาลไม่ทำชั่ว-ทำเลว โยนประชาชนตัดสินผลงานรัฐบาล 3 เดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยะแจงปมโยกย้ายข้าราชการเกษตรฯ ย้ำพิจารณารอบด้าน ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ปัดล้างบางขั้วเก่า https://thestandard.co/suriya-denies-agri-transfer-purge/ Tue, 21 Jul 2026 04:08:18 +0000 https://thestandard.co/suriya-denies-agri-transfer-purge/ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (21 กรกฎาคม) สืบเนื่องจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส […]

The post สุริยะแจงปมโยกย้ายข้าราชการเกษตรฯ ย้ำพิจารณารอบด้าน ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ปัดล้างบางขั้วเก่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังให้สัมภาษณ์

วันนี้ (21 กรกฎาคม) สืบเนื่องจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงหลายกรมในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยระบุว่าเป็นการโยกย้ายเนื่องจากไม่สนองนโยบายด้านการเงินมากกว่าการทำงานนั้น

 

เวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรี แต่เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้เสนอรายชื่อและลงนามในกระบวนการแต่งตั้ง

 

สุริยะกล่าวว่า การแต่งตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส โดยในวันที่ 30 กันยายนนี้ จะมีข้าราชการเกษียณอายุราชการจำนวน 7 คน จึงจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งตนเพิ่งได้รับข้อมูลจากปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า การพิจารณาได้ดูข้อมูลทุกด้าน ทั้งความซื่อสัตย์สุจริต ความตั้งใจทำงาน ความทุ่มเท และความอาวุโส โดยมีการหารือร่วมกันในวงผู้บริหารของกระทรวง ไม่ใช่การตัดสินใจของปลัดกระทรวงเพียงคนเดียว

 

เมื่อปลัดกระทรวงเสนอรายชื่อมา และเห็นว่าได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงให้ความเห็นชอบ และเสนอไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้

 

เมื่อถามว่า การโยกย้ายครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองตามที่ถูกกล่าวหาใช่หรือไม่ สุริยะยืนยันว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ไม่มีการเรียกรับผลประโยชน์ ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง เป็นการเสนอรายชื่อจากปลัดกระทรวง และหากฝ่ายใดมีข้อมูลว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์ หรือมีข้อเห็นต่าง สามารถยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบได้ ตนยินดีชี้แจง

 

เมื่อถามว่า การแต่งตั้งข้าราชการครั้งนี้เป็นการล้างบางขั้วอำนาจเก่าหรือไม่ สุริยะกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีผู้บริหารระดับสูง 31 คน หากจะล้างบางก็ต้องล้างทั้งหมด 31 ตำแหน่ง ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่าการพิจารณาอยู่บนพื้นฐานของความรู้ความสามารถ

 

สุริยะกล่าวอีกว่า ตนทำงานการเมืองมาตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐมนตรีว่าการ 5 ปี ต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อีก 4 ปี รวมถึงในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อย่างละ 1 ปี การแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมาไม่เคยมีประเด็น มีเพียงครั้งนี้ จึงถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่พิสูจน์ได้

 

เมื่อถามถึงเป้าประสงค์ของร.อ.ธรรมนัสในการโพสต์ครั้งนี้ สุริยะกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น เมื่อโพสต์ถามมา ตนก็พร้อมชี้แจง ส่วนจะเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐมนตรี ตนไม่คิดว่าเป็นการดิสเครดิต และหากมีข้อสงสัยก็พร้อมชี้แจงทุกประเด็น

The post สุริยะแจงปมโยกย้ายข้าราชการเกษตรฯ ย้ำพิจารณารอบด้าน ไม่มีซื้อขายตำแหน่ง ปัดล้างบางขั้วเก่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนมติคดีสำคัญ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยเป็น 1 เสียง วินิจฉัยข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ไม่เข้าข่ายล้มล้าง https://thestandard.co/udom-sitthivirattham-constitutional-court-president-rulings/ Wed, 15 Jul 2026 12:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1231196 ภาพกราฟิกแสดงใบหน้า อุดม สิทธิวิรัชธรรม พร้อมข้อความเปิดมติ 10 คดีสำคัญ

อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคย […]

The post ย้อนมติคดีสำคัญ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยเป็น 1 เสียง วินิจฉัยข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ไม่เข้าข่ายล้มล้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงใบหน้า อุดม สิทธิวิรัชธรรม พร้อมข้อความเปิดมติ 10 คดีสำคัญ

อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ เคยมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยหลายคดีสำคัญทางการเมือง และเคยเป็นเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวในหลายคดี เช่น คดีวินิจฉัย 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ที่เขาชี้ว่า ไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ หรือคดีซุกหุ้นของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่เขาวินิจฉัยว่า ไม่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุดลง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ย้อนมองการปฏิบัติหน้าที่กว่า 6 ปีที่ผ่านมาของ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่วันนี้ (15 กรกฎาคม) มติของที่ประชุมองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ได้เห็นชอบให้ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ แทน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

 

THE STANDARD หยิบยก 10 คดีสำคัญที่สร้างผลกระทบต่อทิศทางการเมืองไทย และการลงมติวินิจฉัยในแต่ละคดีของ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

 

1. คดีพักบ้านหลวงของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่าไม่ขาดคุณสมบัติ

 

เมื่อ 2 ธันวาคม 2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ ว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี จากกรณีพักอาศัยในบ้านพักข้าราชการทหารแม้เกษียณอายุไป 6 ปีแล้ว เนื่องจากเป็นไปตามระเบียบภายในของกองทัพบก พ.ศ. 2548

 

2. คดีอำนาจของรัฐสภาในการริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่ารัฐสภามีอำนาจ

 

11 มีนาคม 2564 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) ชี้ว่ารัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องทำประชามติเสียก่อน อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็น 1 ในตุลาการเสียงมาก

 

3. คดี 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่มผู้ชุมนุม : เห็นว่าไม่ใช่การล้มล้างการปกครองฯ

 

10 พฤศจิกายน 2564 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยเพียงหนึ่งเดียวในคดีนี้

 

อุดมเขียนคำวินิจฉัยในความเห็นส่วนตน สรุปความได้ว่า พฤติการณ์การกระทำที่กล่าวถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวและต่อเนื่องในการชุมนุมครั้งอื่นต่อมาอีก จึงไม่ใช่การกระทำโดยกระบวนการที่ถูกต้องทางนิติบัญญัติโดยแท้จริงในขณะนี้

 

แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงประการอื่นว่าจะมีการกระทำอย่างอื่นให้สำเร็จดังกล่าวอย่างฉับพลันทันทีในขณะนั้นโดยอำนาจประการอื่นที่ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ

 

ข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องจึงยังไม่พอฟังได้ว่า การกระทำขณะเกิดเหตุเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง แต่ห้ามมิให้มีการกระทำในลักษณะที่กล่าวถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวอีกต่อไป

 

4. คดีวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา : เห็นว่ายังดำรงตำแหน่งไม่ครบ 8 ปี

 

วันที่ 30 กันยายน 2565 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ว่า ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากดำรงตำแหน่งยังไม่ครบ 8 ปี โดยให้เริ่มนับความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 อันเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างมาก

 

5. คดีปลด ศักดิ์สยาม ชิดชอบ จากความเป็นรัฐมนตรี : เห็นว่ายังไม่พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

 

เมื่อ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เนื่องจากศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนและยังคงเป็นผู้ถือหุ้นและเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งจะทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วน เป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

 

อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวที่วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามยังไม่สิ้นสุดลง โดยในความเห็นส่วนตนระบุไว้โดยสรุปว่า เนื่องจากศักดิ์สยามได้ลาออกจากกรรมการและหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว และได้โอนหุ้นให้กับบุคคลอื่นแล้วก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี อีกทั้งเมื่อเป็นรัฐมนตรีแล้วก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ ยืนยันว่า ศักดิ์สยามกระทำการเอื้อประโยชน์ให้กับห้างหุ้นส่วนดังกล่าว

 

6. คดีหุ้นไอทีวีของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ : เห็นว่าพิธาไม่พ้นสมาชิกภาพ สส.

 

24 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (8 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่มีความผิดในข้อหาถือครองหุ้นสื่อ บริษัท ไอทีวี จำกัด มหาชน โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายตุลาการเสียงข้างมาก

 

7. คดียุบพรรคก้าวไกล : เห็นว่าควรตัดสินยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี

 

เมื่อ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ‘เอกฉันท์’ ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรค 11 คน เป็นระยะเวลา 10 ปี เนื่องจากกระทำการล้มล้างการปกครองฯ

 

หลังมีคำวินิจฉัย ได้ปรากฏเป็นข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า อุดม สิทธิวิรัชธรรม ได้แสดงความคิดเห็นต่อคดีดังกล่าวในทำนอง พรรคประชาชนควรขอบคุณตน เพราะคำสั่งยุบพรรคก้าวไกลทำให้พรรคการเมืองใหม่ได้รับเงินบริจาคราว 20–30 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อถ้อยคำดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า ความเห็นดังกล่าวเป็นการตอบคำถามในทางวิชาการภายหลังคดีสิ้นสุดแล้ว มิได้มีเจตนาเสียดสี หรือกระทบต่อความเป็นอิสระและเกียรติศักดิ์ของตุลาการ

 

8. คดีปลด เศรษฐา ทวีสิน จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่ง

 

เมื่อ 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4 เสียง) ถอดถอน เศรษฐา ทวีสิน จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

 

9. คดีปลด แพทองธาร ชินวัตร จากความเป็นนายกรัฐมนตรี : เห็นว่าแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่ง

 

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) สั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีทั้งคณะ ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในฝ่ายเสียงข้างมาก

 

10. คดีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ : เห็นว่าสามารถทำประชามติ 2 ครั้ง

 

วันที่ 10 กันยายน 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (5 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า รัฐสภามีอำนาจริเริ่มหรือแสดงความต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องทำประชามติเสียก่อน โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม อยู่ในกลุ่มเสียงข้างมากในประเด็นนี้

 

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สอง เรื่องจำนวนครั้งในการทำประชามตินั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้าง (6 ต่อ 1) วินิจฉัยว่า ต้องทำประชามติทั้งหมด 3 ครั้ง โดยครั้งที่ 1 และ 2 สามารถรวมเป็นครั้งเดียวได้ โดย อุดม สิทธิวิรัชธรรม เป็นตุลาการเสียงข้างน้อยหนึ่งเดียวที่เห็นว่า ต้องทำประชามติ 2 ครั้ง คือครั้งที่ 1 และครั้งที่ 3

The post ย้อนมติคดีสำคัญ อุดม สิทธิวิรัชธรรม ว่าที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เคยเป็น 1 เสียง วินิจฉัยข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ไม่เข้าข่ายล้มล้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุบ กอ.รมน. เกมการเมืองชิงฐานเสียง หรือ ความจำเป็น? https://thestandard.co/dissolve-isoc-budget-politics/ Thu, 09 Jul 2026 09:57:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1228832 ภาพประกอบการเมืองเรื่องยุบ กอ.รมน. โดยมีนายกรัฐมนตรี วันมูหะมัดนอร์ เลขา กอ.รมน. และ อ.วันวิชิต บุญโปร่ง

‘ยุบ กอ.รมน.’ กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ในวงพิจารณางบปร […]

The post ยุบ กอ.รมน. เกมการเมืองชิงฐานเสียง หรือ ความจำเป็น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบการเมืองเรื่องยุบ กอ.รมน. โดยมีนายกรัฐมนตรี วันมูหะมัดนอร์ เลขา กอ.รมน. และ อ.วันวิชิต บุญโปร่ง

‘ยุบ กอ.รมน.’ กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ในวงพิจารณางบประมาณปี 2570 เกิดกระแสเรียกร้องกลางวงถ่ายทอดสด เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 โดย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นปัญหาที่ฝังรากลึก ทั้งการทำงานซ้ำซ้อน ปัญหา ‘ทหารผี’ ไปจนถึงคดีที่ยานพาหนะและบุคคลของหน่วยงานเข้าไปพัวพันกับการลอบยิง สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ

 

 

ทว่าข้อเสนอนี้กลับถูกปัดตกอย่างรวดเร็ว โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ ผอ.รมน. ที่ยืนกรานเสียงแข็งว่า “จะไม่มีการยุบ กอ.รมน. อย่างแน่นอน” เพราะเป็นกลไกความมั่นคงที่อยู่คู่ชาติไทยมานาน พร้อมประเมินว่าท่าทีของ วันมูหะมัดนอร์อาจเกิดจากความกดดันในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ และเป็นเรื่องที่จะมีความเห็นต่างได้

 

ภาพประกอบการเมืองเรื่องยุบ กอ.รมน. โดยมีนายกรัฐมนตรี วันมูหะมัดนอร์ เลขา กอ.รมน. และ อ.วันวิชิต บุญโปร่ง 1

พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน.

ให้สัมภาษณ์ประเด็นยุบหน่วยงาน วันที่ 8 กรกฎาคม 2569

 

ชี้แจง กอ.รมน. มีไว้ทำไม

 

ทางด้าน พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ย้ำว่า กอ.รมน. ทำหน้าที่เป็นแกนกลางบูรณาการผู้เชี่ยวชาญจากหลากหน่วยงาน เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงทุกมิติครอบคลุมทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะในพื้นที่ชายแดนใต้

 

ที่ผ่านมา กอ.รมน. ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากหน่วยงานปราบปรามคอมมิวนิสต์มาสู่การรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยใช้การบูรณาการกำลังพลส่วนกลางราว 1,000 อัตรา ซึ่งมีข้าราชการประจำเพียง 170 อัตรา ส่วนที่เหลือเป็นการดึงตัวผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานอื่นมาร่วมทำงาน

 

สำหรับข้อครหาเรื่อง ‘ทหารผี’ หรือบุคลากรที่มีชื่อรับเงินแต่ไม่ลงไปปฏิบัติงานจริงนั้น ทางหน่วยงานยืนยันว่ากำลังเร่งตรวจสอบอย่างจริงจังและพร้อมลงโทษทางวินัยโดยไม่มีการปกป้องคนผิด เช่นเดียวกับคดีลอบยิง สส. ถือเป็นจุดบกพร่องที่ต้องเร่งแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอย พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อสปายแวร์ดักฟังข้อมูลประชาชนและการทำปฏิบัติการข่าวสาร (IO) เพื่อมุ่งร้ายต่อคนภายในประเทศ

 

พล.อ. ชัยพฤกษ์ ยังตั้งคำถามกลับว่า หากยุบ กอ.รมน. แล้วหน่วยงานใดจะมาทำหน้าที่เป็นแกนกลางบูรณาการความมั่นคงแทน และพร้อมเปิดให้ตรวจสอบความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ ตลอดจนประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส

 

ภาพประกอบการเมืองเรื่องยุบ กอ.รมน. โดยมีนายกรัฐมนตรี วันมูหะมัดนอร์ เลขา กอ.รมน. และ อ.วันวิชิต บุญโปร่ง 2

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

 

‘วันนอร์’ ปลุกกระแส ลดความกดดันในพื้นที่

 

ด้าน ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มองการออกมาเสนอให้มีการยุบ กอ.รมน. ของวันมูหะมัดนอร์ ว่า แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของความอึดอัดใจและภาวะทางอารมณ์ทางการเมืองที่ต้องตอบสนองต่อฐานเสียงมากกว่า

 

“ที่ผ่านมาวันมูหะมัดนอร์เคยร่วมรัฐบาลมาหลายสมัยและดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะคณะกรรมการ กอ.รมน. ทั้งสิ้น

 

จากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่และในรัฐบาล ท่านย่อมต้องเคยเห็นประโยชน์และจุดแข็งของหน่วยงานนี้มาโดยตลอด” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว

 

ผศ.ดร.วันวิชิต ยังได้วิเคราะห์ถึงท่าทีที่สะท้อนความย้อนแย้งทางการเมืองนี้ไว้ว่า “ในสมัยที่เป็นรัฐบาล วันมูหะมัดนอร์ก็ต้องเห็นประโยชน์ต่างๆ แต่ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องความอึดอัด เดือดร้อนใจที่จะต้องตอบโจทย์คนในพื้นที่เรื่อง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เมื่อไม่มีคำตอบก็กลายเป็นเรื่องอึดอัดทางการเมือง วันมูหะมัดนอร์อยู่มานานก็คงเห็นประโยชน์อะไรบางอย่าง หรืออาจจะเป็นเรื่องของภาวะทางอารมณ์”

 

นอกจากนี้แล้ว กอ.รมน. มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกระแสทางการเมืองอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อบทบาทของหน่วยงานไปขัดกับทิศทางหรือผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง

 

ในยุคของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กอ.รมน. ได้รับงบประมาณและมีบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาทำงานจนสร้างผลงานเชิงประจักษ์ ทำให้ฝ่ายค้านมักจะรู้สึกเสียผลประโยชน์และกระทบฐานเสียง

 

แต่เมื่อนักการเมืองฝ่ายค้านได้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็มักจะเห็นความสำคัญและนำจุดแข็งของหน่วยงานนี้มาใช้ประโยชน์ในทางการเมืองของตัวเองแทบทั้งสิ้น

 

ภาพประกอบการเมืองเรื่องยุบ กอ.รมน. โดยมีนายกรัฐมนตรี วันมูหะมัดนอร์ เลขา กอ.รมน. และ อ.วันวิชิต บุญโปร่ง 3

ที่มา: คลังสารสนเทศรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

 

เจาะสถิติงบประมาณ กอ.รมน. ย้อนหลังและไส้ในรายจ่ายปี 2570

 

หากพิจารณาภาพรวมงบประมาณที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2551-2569 กอ.รมน. ได้รับงบประมาณไปแล้วรวมทั้งสิ้น 123,097 ล้านบาท แต่เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายแผน 5 ปี กรอบงบประมาณ กอ.รมน. ในปี 2568-2570 มีทิศทางปรับลดลงในภาพรวม โดยเฉพาะงบประมาณในปี 2570 อย่างเห็นได้ชัด

 

  • ปี 2568: 7115.89 ล้านบาท
  • ปี 2569: 6,843.97 ล้านบาท
  • ปี 2570: 5,737.39 ล้านบาท

 

เมื่อส่องเข้าไปยังสัดส่วนงบประมาณ พบว่างบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับ 2 ส่วนหลัก ได้แก่

 

  • งบบุคลากรภาครัฐ: เป็นก้อนงบประมาณที่มีสัดส่วนสูงที่สุดและค่อนข้างคงที่ในทุกๆ ปี
  • งบแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้: เป็นกลุ่มงานที่ใช้งบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดในกลุ่มแผนงานยุทธศาสตร์ แต่มีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป้าหมายดับไฟใต้และคิดเป็นสัดส่วน 85% ของงบทั้งหมด

 

บทบาทที่เปลี่ยนไปของ กอ.รมน. (พ.ศ. 2516-ปัจจุบัน)

 

ในอดีต รัฐบาลมีนโยบายแปรสภาพ กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) มาเป็นหน่วยงานที่มีชื่อว่า ‘กอ.รมน.’ ภายใต้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แทนการปราบปรามคอมมิวนิสต์

 

เมื่อ คอมมิวนิสต์ลดลงหน้าที่ของ กอ.รมน. ค่อยๆ เปลี่ยนไป รัฐบาลแต่ละสมัยได้ปรับเปลี่ยนองค์กรนี้ให้เข้าก็สถานการณ์ที่เป็นอยู่ ณ เวลานั้น

 

  • พ.ศ. 2516 ยุคปราบปรามคอมมิวนิสต์: เปลี่ยนชื่อจาก กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ (กอ.ปค.) มาเป็น กอ.รมน. โดยมุ่งเน้นภารกิจสู้รบกับภัยคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น
  • พ.ศ. 2525 ยุคเพิ่มหน้างานใหม่: ภัยคอมมิวนิสต์เริ่มลดลง ครม. มีมติปรับบทบาทให้ กอ.รมน. ไปเน้นเรื่องการปราบปรามยาเสพติด จัดระเบียบแนวชายแดน แก้ปัญหาชนกลุ่มน้อย และเริ่มจับงานความไม่สงบในชายแดนใต้
  • พ.ศ. 2543-2545 ยุคปรับโครงสร้าง: ยกเลิก พ.ร.บ. ป้องกันคอมมิวนิสต์ บทบาทในชายแดนใต้ลดลงชั่วคราว และให้ ผบ.เหล่าทัพ รวมถึงตำรวจเข้ามาเป็นผู้ช่วย ผอ.รมน.
  • พ.ศ. 2549 ยุคหลังรัฐประหาร: จัดให้ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นั่งตำแหน่ง ผอ.รมน.
  • พ.ศ. 2551 ยุคบูรณาการเบ็ดเสร็จ: คลอด พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในฯ ยกฐานะเป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (นายกฯ เป็น ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง) เป็นศูนย์กลางประสานงานความมั่นคงของชาติ
  • พ.ศ. 2560 ยุคความมั่นคงรูปแบบใหม่: คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 51/2560 ขยายอำนาจ กอ.รมน. ให้ครอบคลุมถึงการจัดการสาธารณภัย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และภัยคุกคามจากนอกประเทศ พร้อมตั้งโครงสร้าง กอ.รมน. ระดับภาคและระดับจังหวัดเพิ่มขึ้น

 

ยุบ กอ.รมน. ชาติจะตกอยู่ในภาวะเคว้งคว้าง?

 

ผศ. ดร.วันวิชิต ย้ำว่า กอ.รมน. ยังคงมีความจำเป็นต่อประเทศอย่างมากในปัจจุบัน แม้หลายคนจะมองว่าเป็นเรื่องของทหาร แต่แท้จริงแล้ว กอ.รมน. เป็นตัวกลางในการประสานงานความมั่นคงในมิติอื่นๆ ที่ต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกัน

 

โครงสร้างของหน่วยงานนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และประกอบด้วยรัฐมนตรีจากหลากหลายกระทรวง รวมถึงข้าราชการประจำระดับสูง แต่ไม่ได้ทำเรื่องการสู้รบทำสงคราม หรือการต่อสู้ทางความคิด แต่เป็นเรื่องของการประเมิน การเผชิญภัยคุกคามใหม่

 

ในความเป็นจริงแล้ว กองทัพมีความต้องการที่จะลดบทบาทของตัวเองลงและเปิดโอกาสให้พลเรือนเข้ามาทำงานบริหารมากขึ้น ทว่าปัญหาหลักคือฝั่งพลเรือนกลับไม่มีใครอยากย้ายเข้ามาทำงานใน กอ.รมน. ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรอย่างหนัก สาเหตุสำคัญมาจากมายาคติและความเชื่อในอดีตที่มองว่า กอ.รมน. เป็นสถานที่สำหรับลงโทษหรือย้ายข้าราชการที่มีปัญหา

 

“ใครถูกส่งมา กอ.รมน. เป็นคนพวกมีความผิด หรือเป็นคนที่หน่วยงานต้นสังกัดเดิมไม่ปรารถนาจะให้ทำงานต่อ เป็นจุดศูนย์รวมศาลาคนเศร้า แต่ในความเป็นจริง กอ.รมน. ยังขาดบุคลากรฝ่ายพลเรือน ยังมีตำแหน่งว่างอีกมาก” ผศ. ดร.วันวิชิต กล่าว

 

สำหรับข้อครหาที่ว่า กอ.รมน. ทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นนั้น ผศ.ดร.วันวิชิต ยอมรับว่า เป็นเรื่องจริง แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีหน่วยงานใดอยากรับเป็นเจ้าภาพ

 

เมื่อเกิดวิกฤตอย่างน้ำท่วมเชียงราย น้ำท่วมหาดใหญ่ หรือไฟป่า หน่วยงานพลเรือนที่มีหน้าที่โดยตรงมักจะประสบปัญหาขาดแคลนกำลังคนและอุปกรณ์ กองทัพ และ กอ.รมน. จึงต้องเข้าไปเป็นหน่วยปฏิบัติการหลักที่สามารถเข้าถึงพื้นที่และแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

 

ส่วนการลดลงของงบประมาณและกำลังพลในปี 2570 สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่เริ่มคลี่คลายและได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่มากขึ้น กอ.รมน. จึงวางแผนแนวทางการลดงบประมาณ ไม่ได้มีความปรารถนาที่จะอยู่แบบรากฝังลึกอย่างตามที่เป็นดราม่ากัน

 

ผศ.ดร.วันวิชิต ยังได้เสนอแนะทิ้งท้ายว่า ทุกคนต้องช่วยคิดว่า อนาคตของ กอ.รมน. ควรจะเป็นยังไง ซึ่งทกวันนี้มีแต่ตำหนิ ขอให้ช่วยหาทางวิธีคิดในทางที่สามารถตอบโจทย์เรื่องภารกิจที่ชัดเจน พร้อมยืนยันหนักแน่นว่าไม่ควบยุบหน่วยงานนี้

 

“หากมีการยุบ กอ.รมน. จริง ประเทศชาติจะตกอยู่ในภาวะเคว้งคว้าง เพราะขาดหน่วยงานเจ้าภาพในการจัดการความมั่นคงและบูรณาการงานในระดับพื้นที่ ทางออกที่เหมาะสม จึงไม่ใช่การยุบ แต่เป็นการปฏิรูปและยกระดับ กอ.รมน. ให้กลายเป็นกระทรวงกิจการความมั่นคงภายใน หรือคล้ายกับกระทรวง Homeland Security ในต่างประเทศ รวมถึงดึงหน่วยงาน เช่น DSI ตรวจคนเข้าเมือง หรือ ปภ. มารวมไว้ด้วยกัน” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว

 

The post ยุบ กอ.รมน. เกมการเมืองชิงฐานเสียง หรือ ความจำเป็น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระเสนอยุบสำนักงาน ป.ย.ป. เหตุภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งหมด ชี้โครงสร้างขยายตัวแบ่งเซลล์เหมือนอะมีบา https://thestandard.co/veera-proposes-dissolve-pyp-office/ Tue, 07 Jul 2026 06:53:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1227695 วีระ ธีระภัทรานนท์ กำลังอภิปรายในที่ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ […]

The post วีระเสนอยุบสำนักงาน ป.ย.ป. เหตุภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งหมด ชี้โครงสร้างขยายตัวแบ่งเซลล์เหมือนอะมีบา appeared first on THE STANDARD.

]]>
วีระ ธีระภัทรานนท์ กำลังอภิปรายในที่ประชุม

ในการประชุมคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ ได้อภิปรายตรวจสอบงบประมาณของสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

 

 
 

วีระได้เสนอให้มีการพิจารณายุบหน่วยงานดังกล่าว เนื่องจากประเมินว่าภารกิจของ ป.ย.ป. มีความซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งหมด และไม่มีภารกิจเฉพาะเจาะจงเป็นของตนเอง

 

วีระกล่าวว่า จากการอ่านและทำความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของ ป.ย.ป. พบว่า หน่วยงานนี้เป็นหนึ่งในองค์กรที่จัดตั้งขึ้นในระยะหลัง ซึ่งมีสถานะเป็นองค์การมหาชนหรือหน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา โดยประเมินว่า ป.ย.ป. ได้ดำเนินงานมาถึงจุดที่สมควรได้รับการพิจารณายุบเลิก และจัดอยู่ในลำดับต้นๆ ของรายชื่อหน่วยงานที่ควรถูกยุบ

 

พร้อมกันนี้ วีระได้ชี้แจงว่า การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวเป็นไปตามข้อเท็จจริง ปราศจากอคติ และไม่ได้มีเจตนาบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของบุคลากรแต่อย่างใด

 

สำหรับแนวทางการจัดการหลังการยุบหน่วยงาน วีระเสนอให้ใช้วิธีถ่ายโอนข้าราชการและบุคลากรของ ป.ย.ป. ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 77 คน โดยบุคลากรส่วนหนึ่งถูกโยกย้ายมาจากที่อื่น ให้กลับไปสังกัดในหน่วยงานเดิมที่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

 

“พูดแล้วไม่ต้องเสียกำลังใจนะครับ แต่ผมคิดว่าน่าจะมีการยุบหน่วยงานนี้เลยด้วยซ้ำ แล้วถ่ายโอนข้าราชการในสำนักงาน ป.ย.ป. กลับมาอยู่ในหน่วยงานที่เขาทำงานได้อยู่แล้ว

 

“ถ้าปล่อยทิ้งไว้เรื่อยๆ ก็จะเป็นลักษณะเหมือนอะมีบา ที่จะแบ่งเซลล์และค่อยๆ เพิ่มขึ้น ตอนนี้เซลล์ยังเล็กอยู่ เรามีคนแค่ 77 คน ซึ่งผมเข้าใจว่าส่วนหนึ่งอาจจะโยกมาจากหน่วยอื่น

 

“แต่ต้องเข้าใจนะว่าผมคิดคนเดียว คนอื่นเข้าไม่คิดแบบผม ก็ทำงานต่อไป”

 

ภายหลังการอภิปรายข้อเสนอแนะดังกล่าว ประธานในที่ประชุมได้กล่าวรับข้อสังเกตของวีระเพื่อนำไปพิจารณาตามขั้นตอนทางรัฐสภา ขณะเดียวกัน พ.ต.อ. วทัญญู วิทยผโลทัย รองผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ย.ป. ที่เข้าร่วมการประชุมได้กล่าวรับทราบข้อเสนอแนะ และขอบคุณคณะกรรมาธิการ

 

ย้อนที่มา ป.ย.ป. กำเนิดในรัฐบาลประยุทธ์

 

สำหรับที่มาของหน่วยงานนี้เริ่มขึ้นในยุคของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีความพยายามที่จะสร้างกลไกขับเคลื่อนวาระสำคัญของประเทศ 3 ด้าน ได้แก่ การปฏิรูปประเทศ, การวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการสร้างความปรองดองสมานฉันท์

 

จึงได้มีการออก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2560 (เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา เรียกว่า คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือเรียกสั้นๆ ว่า คณะกรรมการ ป.ย.ป.

 

เพื่อให้การทำงานของคณะกรรมการ ป.ย.ป. มีหน่วยงานรองรับที่เป็นรูปธรรม จึงได้มีการออก คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 19/2561 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 มีผลให้เกิดการจัดตั้งสำนักงาน ป.ย.ป. ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยให้มีฐานะเป็นส่วนราชการระดับกรม ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์กลางในการกำกับดูแล ประสานงาน และบูรณาการแผนงานของทุกกระทรวง ทบวง กรม ให้เดินไปในทิศทางเดียวกันตามยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 65

 

แม้ปัจจุบันจะสิ้นสุดยุค คสช. ไปแล้ว แต่สำนักงาน ป.ย.ป. ยังคงมีสถานะเป็นหน่วยงานราชการตามกฎหมายและทำงานตอบสนองนโยบายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยมีการปรับเปลี่ยนบทบาทให้สอดรับกับนโยบายเร่งด่วนใหม่ๆ เช่น ได้รับมอบหมายให้เป็นฝ่ายธุรการและเลขานุการให้กับ ‘คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ’ เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ของไทยด้วย

The post วีระเสนอยุบสำนักงาน ป.ย.ป. เหตุภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นทั้งหมด ชี้โครงสร้างขยายตัวแบ่งเซลล์เหมือนอะมีบา appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการ มธ. หนุนมติ สว. ปลดล็อกวาระผู้บริหารท้องถิ่น ชี้ควรคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ พร้อมหนุนลดอายุผู้สมัครเหลือ 25 ปี https://thestandard.co/thammasat-academic-local-executive-term-unlock/ Sat, 04 Jul 2026 06:16:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1226594 ภาพ วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันนี้ (4 กรกฎาคม) วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิช […]

The post นักวิชาการ มธ. หนุนมติ สว. ปลดล็อกวาระผู้บริหารท้องถิ่น ชี้ควรคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ พร้อมหนุนลดอายุผู้สมัครเหลือ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันนี้ (4 กรกฎาคม) วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น 4 ฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญในการยกเลิกข้อกำหนดที่จำกัดให้ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อาทิ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นายกเทศมนตรี และนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน หรือรวมไม่เกิน 8 ปี โดยระบุว่า ตนเห็นด้วยกับมติดังกล่าว เนื่องจากถือเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดวาระของผู้บริหารในพื้นที่ของตนเอง และช่วยสร้างความต่อเนื่องในการบริหารงาน

 

วสันต์ อธิบายว่า ธรรมชาติของงานบริหาร อปท. ส่วนใหญ่ไม่ใช่การออกกฎหมายเพื่อสร้างกติกา แต่เป็นการพัฒนาและจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งกรอบเวลาการทำงานวาระละ 4 ปี ถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสั้นในการผลักดันโครงการให้เกิดมรรคผลอย่างเป็นรูปธรรม

 

ตัวอย่างเช่น ในปีแรกของการรับตำแหน่ง ผู้บริหารมักยังไม่สามารถดำเนินนโยบายของตนเองได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณและแผนงานที่ผูกพันมาจากผู้บริหารคนก่อนหน้า ทำให้จะเริ่มทำงานได้จริงในช่วงปีที่ 2 และ 3 ขณะที่ปีที่ 4 จะเป็นช่วงเวลาของการรักษาการ ดังนั้น การกำหนดวาระที่จำกัดการทำงานซ้อนเข้าไปอีก จึงเป็นการปิดโอกาสการทำงานอย่างต่อเนื่องของผู้บริหารที่มีผลงานดีเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งหากท้องถิ่นใดมีผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ ประชาชนก็ควรมีสิทธิ์เลือกให้ทำงานต่อไปได้

 

สำหรับเงื่อนไขการจำกัดวาระไม่เกิน 2 วาระติดต่อกันนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงปี 2560–2561 สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันการสืบทอดอำนาจของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ อย่างไรก็ตาม วสันต์ มองว่าในความเป็นจริงกลับไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนมารองรับข้ออ้างดังกล่าว และการที่รัฐส่วนกลางเข้าไปกำหนดเงื่อนไขในลักษณะนี้ ถือเป็นการทำลายอำนาจในการตัดสินใจของประชาชน

 

จากการศึกษาข้อมูลการปกครองท้องถิ่นในต่างประเทศ ไม่พบว่ามีประเทศใดในโลกที่รัฐบาลกลางใช้อำนาจออกกฎหมายเพื่อบังคับจำกัดวาระผู้บริหาร อปท. ทุกแห่งพร้อมกันทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นการมอบอำนาจให้ อปท. แต่ละแห่ง สามารถออกข้อบัญญัติภายในท้องถิ่นเพื่อกำหนดวาระกันเอง เช่น ในสหรัฐอเมริกา หรือไต้หวัน ซึ่งบางแห่งอาจกำหนดให้ดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 วาระด้วยซ้ำ

 

เสนอเพิ่มบทบัญญัติทำประชามติ-หนุนลดอายุผู้สมัครเหลือ 25 ปี วสันต์ เสนอแนะว่า หากประชาชนในพื้นที่ใดมีความต้องการกำหนดวาระผู้บริหาร ควรให้มีการระบุเพิ่มเติมในกฎหมายท้องถิ่นทั้ง 4 ฉบับ ได้แก่

 

  1. ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
  2. ร่าง พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด
  3. ร่าง พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล
  4. ร่าง พ.ร.บ.เทศบาล

 

หรืออาจเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 โดยให้อำนาจ อปท. สามารถจัดทำประชามติและออกเป็นข้อกำหนดของ อปท. นั้นๆ เองได้ รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) และเมืองพัทยา ที่ควรได้รับการแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปในลักษณะเดียวกัน

 

ในส่วนของสาระสำคัญเรื่องการปรับลดอายุขั้นต่ำของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหาร อปท. จาก 35 ปี เหลือ 25 ปี นั้น วสันต์ แสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนในพื้นที่ ตามหลักการกระจายอำนาจที่ประชาชนต้องมีสิทธิ์เลือกและรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้งของตนเอง หากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งไม่เห็นด้วยกับผู้สมัครที่อายุน้อย ก็เพียงแค่ใช้สิทธิ์ไม่เลือกผู้สมัครรายนั้น

 

ทั้งนี้ อปท. กว่า 7,800 แห่งทั่วประเทศ มีความแตกต่างและหลากหลาย รัฐส่วนกลางจึงไม่ควรนำมุมมองของตนเองไปจำกัดสิทธิหรือดูแคลนการตัดสินใจของประชาชนในระดับท้องถิ่น

The post นักวิชาการ มธ. หนุนมติ สว. ปลดล็อกวาระผู้บริหารท้องถิ่น ชี้ควรคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจ พร้อมหนุนลดอายุผู้สมัครเหลือ 25 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ? https://thestandard.co/wealth-in-depth-high-speed-3-airports/ Thu, 02 Jul 2026 11:32:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1226077

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณ […]

The post สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544 ล้านบาท หนึ่งใน 4 เมกะโปรเจกต์ EEC ถูกวางให้เป็นหัวใจเชื่อมการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

แต่จากการเปิดประมูลในปี 2561 โครงการกลับสะดุดยาวจากแรงเสียดทานรอบด้าน ทั้งโควิด-19 เศรษฐกิจชะลอ ปัญหาส่งมอบพื้นที่ การแก้ไขสัญญาหลายระลอก และความล่าช้าในการเดินหน้า ทำให้ตัวเลขผู้โดยสารและรายได้หลุดจากกรอบที่คาดการณ์ไว้

 

หลังลงนามสัญญา ตลอดเส้นทาง โครงการนี้กลายเป็นเดิมพันถึง 5 รัฐบาล ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 8 ปี ตั้งแต่ยุค พล.อ.ประยุทธ์ 1-2 ต่อเนื่องถึงรัฐบาลเศรษฐา และรัฐบาลแพทองธาร จนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ก่อนหน้านี้ส่งสัญญาณ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างแก้ไขสัญญา

 

ภาพแผนที่แสดงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 1

 

ถึงวันนี้โครงการยังไม่ขยับสู่การลงทุนจริงเต็มรูปแบบ และยิ่งทวีแรงกดดัน จากคำถาม การแก้ไขสัญญา แหล่งเงินทุน และความคุ้มค่า จนเดินมาถึง ‘ทางแยก’ สำคัญ ที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่ อย่างไร

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

8 ปีที่ผ่านมา เกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

นับจากวันแรกปี 2561 ที่เปิดตัวโครงการ ต่อเนื่องมาจนปี 2562 ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ชนะการประมูลคือบริษัท เอเชีย เอรา วัน หรือกลุ่ม CP ภายใต้สัญญาจะมีการดำเนินการ ภายรูปแบบ PPP Net Cost สัญญาระยะเวลา 50 ปี มูลค่าลงทุนรวมกว่า 224,544 ล้านบาท พร้อมสิทธิบริหารรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์

 

แต่หลังลงนามไม่นาน การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เปลี่ยนบริบท สมมติฐานตัวเลขผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญ

 

ขณะที่ภาครัฐก็มีปัญหาการส่งมอบพื้นที่ ทำให้เอกชนยื่นขอแก้ไขสัญญา ต่อมาในช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ปี 2567 ก็ยอมรับว่า อาจมีการแก้ไขสัญญาโดยต่างฝ่ายต่างเห็นชอบให้แก้ไขสัญญาเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้

 

โดยครั้งนั้นกำหนดเงื่อนไข ‘สร้างไปจ่ายไป’ เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง พร้อมให้เอกชนวางหลักประกันเพิ่มราว 160,000 ล้านบาท และแบ่งจ่ายค่าบริหารแอร์พอร์ตเรลลิงก์กว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 7 งวด

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเข้าสู่รัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ส่งสัญญาณชัดว่า อาจไม่เดินหน้าแก้ไขสัญญาในรูปแบบเดิม

 

ขณะที่ ล่าสุด ผู้ว่าการ รฟท. ระบุว่า จากการหารือ 3 ฝ่าย ทั้งเอกชน รฟท. และ EEC เอกชนยอมรับว่า “ไม่สามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้ และเมื่อปัจจัยโครงการเปลี่ยนไปมากตามบริบท ความคุ้มค่าการลงทุนก็ลดลง”

 

จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ ความไม่มั่นใจของสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นหัวใจของ PPP ฝั่งเอกชน ทำให้ไม่สามารถระดมทุนได้ตามแผน เมื่อความต้องการเดินทางลดลงหลังโควิด และสมมติฐานโครงการ

 

บริบทโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้สถาบันการเงินประเมินว่าโครงการอาจ ‘ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน’ ดังนั้น จากการหารือทุกฝ่ายจึงมีแนวทางเบื้องต้น

 

เปิด 2 ทางเลือก เริ่มใหม่หรือไปต่อ

 

  • เดินหน้าแก้ไขสัญญาเดิม เพื่อให้เอกชนรายเดิมสามารถระดมทุนและเริ่มก่อสร้างต่อ
  • ยุติสัญญาและเปิดประมูลใหม่ทั้งหมด เพื่อคัดเลือกเอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินโครงการ

 

อย่างไรก็ดี มีการรายงานว่า หากเลือกแนวทางที่สอง อาจไม่กระทบเฉพาะรถไฟความเร็วสูงโครงการนี้ แต่จะส่งผลต่อโครงสร้างโครงการอื่นๆใน EEC ทั้งระบบ เช่น เมืองการบินอู่ตะเภา แอร์พอร์ตเรลลิงก์ และโครงข่ายรถไฟเชื่อมต่ออื่น ๆ ที่ยังมีอีกหลายโครงการกำลังพัฒนา

 

ปัจจัยสำคัญของปัญหานี้อยู่ที่ ’ความคุ้มค่าทางการเงิน’ และ ’ความสามารถในการจัดหาเงินทุน’ เพื่อเดินหน้า PPP แต่เมื่อความต้องการเดินทางเปลี่ยนไปหลังโควิด และต้นทุนความเสี่ยงเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินจึงไม่มั่นใจในการปล่อยกู้ ทำให้โครงการ ’ไปต่อได้ยาก’

 

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังมีแนวทางปรับแผนรองรับ หากโครงการไม่สามารถเดินหน้ารูปแบบเดิมได้ โดยอาจปรับลดความเร็วจากรถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ในการลงทุน

 

ท้ายที่สุด โครงการยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยมีโจทย์สำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่าง ‘ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ’กับ ‘ความต่อเนื่องของการพัฒนา EEC’ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศสามารถเดินหน้าต่อได้

 

ภาพแผนที่แสดงเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง 2

 

จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ หรือแนวทางควรเป็นอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม มีทางออกแนวทางหลัก 2 ทางเลือก คือ การปรับสัญญา เพื่อให้สามารถใช้วิธีก่อสร้างไปแล้วและทยอยจ่ายเงินให้กับเอกชน หรือ อีกทางเลือกหนึ่ง หากไม่สามารถดำเนินการต่อได้ อาจต้องนำไปสู่การพิจารณา เลือกสัญญาใหม่

 

เล็งปรับรูปแบบจากความเร็วสูงเกิน 250 กม./ชั่วโมง เป็นความเร็วปานกลาง

 

จุฬา ระบุว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินมีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อย่างมาก แต่ยอมรับว่า ในขณะนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของโครงสร้างทางการเงิน เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนสูง

 

“โดยเฉพาะการที่โครงการไม่สามารถจัดหาเงินกู้จากสถาบันการเงินได้ ทำให้การเดินหน้าโครงการติดขัด และอาจจำเป็นต้องมีการทบทวนแนวทางการดำเนินโครงการใหม่”

 

ประกอบกับ ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา มีความพยายามที่จะเดินหน้าโครงการภายใต้สัญญาเดิม แต่ยังติดข้อจำกัดด้านการเงิน กฎหมายต่างๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ส่งผลให้โครงการล่าช้า วันนี้ต้องพิจารณาทางออกใหม่ ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร

 

เมื่อถามว่า กรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแล EEC เองนั้น จุฬามองว่า หากระดับนโยบายเข้ามากำกับโดยตรง จะช่วยให้การดำเนินงานในกลไกของ EEC มีความรวดเร็วมากขึ้น

 

เนื่องจากโดยปกติการพิจารณาโครงการจะสิ้นสุดที่บอร์ด EEC ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานอยู่แล้ว แต่บางกรณียังต้องเสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกขั้นตอน ทำให้เกิดความล่าช้า

 

“หากประธานบอร์ดหรือผู้กำหนดนโยบายเข้ามาดูในรายละเอียด ก็จะช่วยให้กระบวนการตัดสินใจเร็วขึ้น”

 

จุฬาระบุ ทิ้งท้ายว่า “หากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ตามสัญญาเดิม อาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่นเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงถึงสนามบินอู่ตะเภา”

 

โดยอาจมีการปรับลดรูปแบบจากรถไฟความเร็วสูงเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง วิ่งได้ประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แทนความเร็วสูงที่เกิน 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อช่วยลดต้นทุนและทำให้โครงการสามารถเดินหน้าได้ในที่สุด

 

ท้ายที่สุด คำถามถึงค่าเสียโอกาส สัญญาที่สามารถทำได้ แหล่งเงินทุน จะมาจากไหน แนวทางทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบอร์ด EEC

 

โดยคาดใช้เวลารวบรวมรายละเอียด เพื่อชี้ชะตาเมกะโปรเจกต์ภายใน 2 เดือน จึงจะได้ข้อสรุปว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้

The post สรุปปมรถไฟไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน เมกะโปรเจกต์เดิมพัน 5 รัฐบาล 8 ปีที่เสียไป นับหนึ่งใหม่หรือไปต่อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอาญายกฟ้องธนาธรในคดีไลฟ์ ‘วัคซีนพระราชทาน’ ชี้เป็นการพาดพิงนายกฯ ไม่ใช่การดูหมิ่นสถาบันฯ ตาม ม.112 https://thestandard.co/thanathorn-acquitted-vaccine-case/ Thu, 28 May 2026 04:09:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1211809 ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ศาลอาญาในวันฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112

ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาวันนี้ (28 พฤษภาคม) ในคดีหมายเลขด […]

The post ศาลอาญายกฟ้องธนาธรในคดีไลฟ์ ‘วัคซีนพระราชทาน’ ชี้เป็นการพาดพิงนายกฯ ไม่ใช่การดูหมิ่นสถาบันฯ ตาม ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ศาลอาญาในวันฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112

ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาวันนี้ (28 พฤษภาคม) ในคดีหมายเลขดำ อ. 875/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ฟ้อง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

 

โดยช่วงเช้าของวันนี้ ธนาธรเดินทางมาฟังคำพิพากษา ได้แสดงความมั่นใจเมื่อสื่อมวลชนสอบถามว่า มีความมั่นใจแค่ไหน โดยได้ยกมือชูกำปั้น พร้อมบอกว่า “มีกำลังใจดี”

 

โจทก์บรรยายฟ้องกรณีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 จำเลยได้ถ่ายทอดสดในเฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในหัวข้อ ‘วัคซีนพระราชทาน ใครได้ ใครเสีย’ เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และการจัดหาวัคซีน จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี และได้รับการประกันตัว

 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การไลฟ์สดดังกล่าวเป็นการพาดพิง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการบริหารจัดการวัคซีนรักษาโควิด ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ดูหมิ่นสถาบันฯ ตามฟ้อง ส่วนเรื่องการพาดพิงถึงบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ เป็นข้อเท็จจริงตามที่ธนาธรพูด และไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาท

 

ส่วนกรณีที่พาดพิงถึงนายกรัฐมนตรีว่าจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ในเรื่องของการบริหารจัดการวัคซีน เพราะหากบริหารผิดพลาด ผู้เสียประโยชน์คือประชาชน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นอาฆาตมาดร้าย ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ พิพากษายกฟ้อง

 

แฟ้มภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

The post ศาลอาญายกฟ้องธนาธรในคดีไลฟ์ ‘วัคซีนพระราชทาน’ ชี้เป็นการพาดพิงนายกฯ ไม่ใช่การดูหมิ่นสถาบันฯ ตาม ม.112 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปภ. แจงประชุมรับมือภัยแล้งเป็นวาระปกติ องคมนตรีร่วมสังเกตการณ์ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560 https://thestandard.co/ddpm-drought-privy-council-observation/ Wed, 20 May 2026 13:45:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1209441 ภาพการประชุมรับมือภัยแล้ง โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะองคมนตรี

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ชี้แจงกรณีคณะองคมนตร […]

The post ปภ. แจงประชุมรับมือภัยแล้งเป็นวาระปกติ องคมนตรีร่วมสังเกตการณ์ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประชุมรับมือภัยแล้ง โดยมีอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะองคมนตรี

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ชี้แจงกรณีคณะองคมนตรีเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมรับมือภัยแล้ง ปี 2569 ว่า เป็นการประชุมตามปกติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการติดตามและเตรียมแนวทางรับมือสาธารณภัย

 

วันนี้ (20 พฤษภาคม 2569) เวลา 17.30 น. ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ บกปภ.ช. ระบุว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม

 

สำหรับการเข้าร่วมของคณะองคมนตรี ซึ่งประกอบด้วย พลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ นั้น ปภ. ระบุว่า คณะองคมนตรีได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมลักษณะดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อรับฟังแนวทางการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติของ บกปภ.ช.

 

นอกจากนี้ ยังเป็นการถ่ายทอดข้อมูลและประสบการณ์ด้านสาธารณภัยที่องคมนตรีหลายท่านพบในพื้นที่ให้แก่ ปภ. รับทราบ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

The post ปภ. แจงประชุมรับมือภัยแล้งเป็นวาระปกติ องคมนตรีร่วมสังเกตการณ์ต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560 appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชน ชี้องคมนตรีร่วมวงประชุมภัยแล้ง เสี่ยงละเมิดหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข https://thestandard.co/people-party-privy-council-drought/ Wed, 20 May 2026 12:57:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1209433 ภาพกราฟิกแสดงข้อวิจารณ์ของพรรคประชาชนต่อบทบาทองคมนตรีในการประชุมภัยแล้ง

พรรคประชาชนเผยแพร่บทความผ่านเพจทางการของพรรควันนี้ (20 […]

The post พรรคประชาชน ชี้องคมนตรีร่วมวงประชุมภัยแล้ง เสี่ยงละเมิดหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อวิจารณ์ของพรรคประชาชนต่อบทบาทองคมนตรีในการประชุมภัยแล้ง

พรรคประชาชนเผยแพร่บทความผ่านเพจทางการของพรรควันนี้ (20 พฤษภาคม) วิจารณ์กรณีคณะองคมนตรี เข้าร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นสถานการณ์ที่ ‘ไม่ปกติ’ และอาจเสี่ยงละเมิดหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

พรรคประชาชนระบุว่า การประชุมดังกล่าวเป็นกลไกปกติของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการรับมือวิกฤต แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการปรากฏตัวขององคมนตรีหลายราย อาทิ พลากร สุวรรณรัฐ, พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข, พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พล.ร.อ.พงษ์เทพ หนูเทพ, พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท, พล.อ.อ. จอม รุ่งสว่าง และ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่เข้าร่วมประชุมเพื่อ ‘ให้กำลังใจและคำแนะนำ’ แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ของพรรคประชาชนระบุว่า แม้จะมองได้ว่าเป็นความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่การที่องคมนตรีเข้าไปมีบทบาทใกล้ชิดกับการทำงานของฝ่ายบริหาร อาจทำให้เกิดข้อกังขาถึงความเหมาะสมตามหลักการประชาธิปไตย เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ องคมนตรีมีหน้าที่ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ และควรวางตัวเป็นกลาง ไม่แสดงบทบาททางการเมืองหรือการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเด่นชัด

 

พรรคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตว่า ในบริบทสังคมไทย ‘คำแนะนำ’ จากองคมนตรีอาจมีน้ำหนักจนยากที่หน่วยงานราชการหรือผู้ปฏิบัติงานจะปฏิเสธหรือโต้แย้งได้ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘คำแนะนำ’ กับ ‘อิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน’ กลายเป็นเรื่องคลุมเครือ

 

พร้อมกันนี้ พรรคประชาชนยกประเด็นเรื่องหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) โดยชี้ว่า รัฐบาลเป็นฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งและต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผ่านกลไกรัฐสภา ขณะที่องคมนตรีไม่ได้มีสถานะทางการเมืองหรือกลไกตรวจสอบจากสาธารณะโดยตรง หากคำแนะนำที่ถูกนำไปปฏิบัติเกิดความผิดพลาด รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่

 

พรรคประชาชนระบุทิ้งท้ายว่า การปล่อยให้เกิดลักษณะดังกล่าวอาจสร้างความสับสนว่า ‘ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง’ ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหาร พร้อมย้ำว่า แม้ความหวังดีต่อประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตยและความเหมาะสมตามรัฐธรรมนูญ****

The post พรรคประชาชน ชี้องคมนตรีร่วมวงประชุมภัยแล้ง เสี่ยงละเมิดหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะองคมนตรี ร่วมประชุม ปภ. ให้กำลังใจและคำแนะนำในการเตรียมความพร้อม ปัญหาภัยแล้ง ปี 69 https://thestandard.co/privy-council-ddpm-drought-2026/ Tue, 19 May 2026 12:25:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1208945 คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง

วันนี้ (19 พฤษภาคม) เวลา 13.55 น. ที่กรมป้องกันและบรรเท […]

The post คณะองคมนตรี ร่วมประชุม ปภ. ให้กำลังใจและคำแนะนำในการเตรียมความพร้อม ปัญหาภัยแล้ง ปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง

วันนี้ (19 พฤษภาคม) เวลา 13.55 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คณะองคมนตรี ประกอบด้วย พลากร สุวรรณรัฐ พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พล.อ. เฉลิมชัย สิทธิสาท พล.อ.อ. จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใย เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569

 

โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม โดยมี พลพีร์ สุวรรณฉวี เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม โดยเป็นการประชุมผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด

 

ในการนี้ คณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว

 

พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อชี้เป้าหมายและการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงที ทั้งยังได้กำชับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและอากาศยานในการทำฝนหลวง การหารือร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางในการจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง

 

ตลอดจนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของน้ำเพื่อรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากมิติด้านการบริหารจัดการน้ำแล้ว ในด้านการเยียวยาและบรรเทาทุกข์ประชาชน คณะองคมนตรีได้ชื่นชมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นกำลังหลักด่านหน้าในการเข้าถึงพื้นที่ พร้อมกำชับให้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด และขยายผลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ครอบคลุมถึงทายาท

 

พร้อมทั้งได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่พัทลุงและนครศรีธรรมราชว่า “อย่าให้ลูกหลานประชาชนของเราอดข้าวแม้แต่มื้อเดียว” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรงครัวพระราชทาน มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือ จัดเตรียมอาหาร ชดเชยค่าเสียหาย และดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤตภัยได้อย่างรวดเร็วและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติในวันนี้ ได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่งจากคณะองคมนตรี ซึ่งรัฐบาลได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น และปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จากการคาดการณ์พบว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากแนวโน้มการเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2569 และอาจจะต่อเนื่องจนถึงปลายปี ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง

 

“ในการนี้ ทุกหน่วยงานของรัฐบาลได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ่านคณะองคมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2560 ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมสถานการณ์จากภัยต่าง ๆ รวมถึงภัยแล้ง ได้แก่

 

  • ติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง
  • ปรับแผนเผชิญเหตุเป็นประจำให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน
  • บูรณาการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็วทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปอีกว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติงานภายใต้กฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ด้วยการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านการพยากรณ์ หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ

 

รวมถึงหน่วยงานทางวิชาการ เพื่อเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ในระดับพื้นที่ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมความพร้อมเรื่องการจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้ง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สภาพความเสี่ยงภัยและความต้องการใช้น้ำต่าง ๆ ในพื้นที่

 

รวมถึงการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน ทั้งเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พร้อมทั้งการใช้กลไกฝ่ายปกครองท้องถิ่นและท้องที่ร่วมสอดส่องดูแล สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ แนวทางการให้ความช่วยเหลือ และช่องทางการขอรับการช่วยเหลือของภาครัฐ

 

นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ ได้กำชับทุกจังหวัดดำเนินการป้องกันไว้ล่วงหน้า เช่น การสูบน้ำเข้าระบบประปาหมู่บ้าน การล้างบ่อบาดาล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางน้ำ และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองในพื้นที่ให้เพียงพอ สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง รัฐบาลได้สั่งการให้จังหวัดดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยให้ประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และเอกชน เพื่อเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน และให้ดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

 

“สาธารณภัยทั้งหมดที่กล่าว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวงรอบเป็นประจำทุกปี และได้มีการถอดบทเรียน มีการวางแผนและปรับแผนการดำเนินการ มีการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ เพื่อทำให้เกิดการระบายน้ำที่ดี และมีการกักเก็บน้ำที่ดีเพิ่มมากขึ้น ในกรณีที่มีการประสบภัย รัฐบาลได้เร่งดำเนินการเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยความรวดเร็ว ถึงแม้ว่าเงินที่เยียวยารายครัวเรือนจะเทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่พี่น้องประชาชนได้รับ แต่รัฐบาลได้ให้การเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ประกอบกับการนำบทเรียนและประสบการณ์ต่าง ๆ ในการเผชิญเหตุเหล่านี้มาปรับปรุงแก้ไขและวางแผนในปีงบประมาณถัดไป…” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวในช่วงท้ายว่า ขอยืนยันถึงความร่วมมือในการบูรณาการทำงานว่า ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยใด ๆ ทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจและระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ

 

คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง 1คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง 2คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง 3คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง 4คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง 5คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง 6คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง 7คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง 8คณะองคมนตรีและคณะรัฐมนตรีร่วมประชุมหารือแนวทางรับมือภัยแล้ง 9

The post คณะองคมนตรี ร่วมประชุม ปภ. ให้กำลังใจและคำแนะนำในการเตรียมความพร้อม ปัญหาภัยแล้ง ปี 69 appeared first on THE STANDARD.

]]>