ประชุมรัฐสภา Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ประชุมรัฐสภา/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 01 Oct 2026 13:53:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 รังสิมันต์ถูกเชิญออกจากห้องประชุมสภาฯ หลังสุชาดาโวยกล่าวหาสามีอย่างเลื่อนลอย ระหว่างกระทู้ถามไชยชนก https://thestandard.co/rangsiman-rome-expelled-parliament/ Thu, 01 Oct 2026 08:55:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1262684 รังสิมันต์ โรม กำลังเดินออกจากห้องประชุมสภาฯ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาเดินประกบ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกิดความวุ่นวายขึ้นในช่วงกระทู้ถ […]

The post รังสิมันต์ถูกเชิญออกจากห้องประชุมสภาฯ หลังสุชาดาโวยกล่าวหาสามีอย่างเลื่อนลอย ระหว่างกระทู้ถามไชยชนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รังสิมันต์ โรม กำลังเดินออกจากห้องประชุมสภาฯ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐสภาเดินประกบ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเกิดความวุ่นวายขึ้นในช่วงกระทู้ถามทั่วไป เมื่อ รังสิมันต์ โรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถาม ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ถึงความคืบหน้ากรณีมีการเสนอสินบน 40 ล้านบาท ซึ่งรังสิมันต์เคยเปิดประเด็นไว้ตั้งแต่ปลายปี 2568

 

 
 

รังสิมันต์จี้ถามถึงการดำเนินการกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ฉัตรมงคล ผู้เชี่ยวชาญ สส.อยุธยา ที่เชื่อว่าเป็นผู้ประสานงาน และ ‘คิว’ ภูวิศิษฐ์ เจ้าของกาสิโนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคาดว่าเป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์ข้ามชาติ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เชื่อมโยง เช่น วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

ไชยชนก ชี้แจงว่า หลังจากการอภิปรายในสภา ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายในกระทรวง DE แล้ว แต่ไม่พบหลักฐานความเชื่อมโยงกับคนในกระทรวง อย่างไรก็ตาม ตนได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขยายผลและร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว พร้อมยืนยันว่าการที่ตนนำเรื่องนี้มาเปิดเผยต่อสภา ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หากตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องนำเรื่องนี้มาเปิดเผย

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ยังกล่าวถึงผลงานการปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์และเครือข่ายเว็บพนัน โดยระบุว่าสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 52 ราย และยึดทรัพย์กว่า 1.7 หมื่นล้านบาท พร้อมระบุถึงการดำเนินคดีที่จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเชื่อมโยงกับบุคคลชื่อ สิทธิชัย เชื้อทอง ในข้อหาจัดให้มีการเล่นการพนันและฟอกเงิน รวมถึงคดีนอมินี ฟอเร็กซ์ และการฟอกเงินอื่นๆ โดยแนะให้รังสิมันต์ส่งข้อมูลเบาะแสทั้งจากบุคคลในและนอกพรรค หากมีความจริงใจในการปราบปราม

 

รังสิมันต์ โต้กลับว่า สิทธิชัย เชื้อทอง ไม่ใช่ สส. พรรคประชาชน ตามที่รัฐมนตรีกล่าวอ้าง และยืนยันว่าพรรคพร้อมให้มีการตรวจสอบและไม่ปกป้องผู้กระทำผิด แต่ขอให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างเท่าเทียม โดยพาดพิงให้มีการตรวจสอบ สส. หญิง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีสามีที่อาจจะพัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติด้วย

 

“หากจะใช้กฎหมายควรดำเนินการให้ครอบคลุม ไม่ใช่จัดการแต่พรรคสีส้ม ส่วนสีน้ำเงินนั้นรอด สิ่งที่ผมอยากทราบคือ ทำไมตัวการใหญ่อย่าง ‘คิว’ ถึงยังไม่ถูกดำเนินการ ทำให้ผมสงสัยว่าที่คดีนายคิวมีความล่าช้า เป็นเพราะรัฐมนตรีกล่าวเท็จในสภา เพื่อใส่ร้ายพรรคผม หรือเป็นเพราะนายคิวคือผู้มีพระคุณต่อพรรคและพวกพ้องของท่าน ทำให้กฎหมายแตะต้องไม่ได้ ผมขอคำตอบที่ชัดเจน” รังสิมันต์ กล่าว

 

ไชยชนก ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข้อมูลเรื่อง สิทธิชัย เชื้อทอง นั้น ตนอ่านผิดพลาด และยอมรับว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่อดีต สส. สมุทรปราการ แต่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นของคณะก้าวหน้า พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการเป็นไปตามพยานหลักฐาน ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่พรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง ส่วนกรณีที่พาดพิง สส. หญิง ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ขอให้ส่งหลักฐานมา ตนพร้อมตรวจสอบโดยไม่มีข้อยกเว้น และยืนยันว่าได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และจริงใจในการตรวจสอบกรณีของ ‘คิว’

 

รังสิมันต์ ตอบกลับว่า ตนรับได้ที่รัฐมนตรีชี้แจงว่าอ่านข้อมูลผิดพลาด และไม่ปฏิเสธว่าอาจมีบุคคลที่เคยร่วมงานกับพรรคมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ แต่บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ได้ร่วมงานกับพรรคแล้ว พร้อมสนับสนุนให้รัฐมนตรีดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับทุกพรรคการเมือง แต่ต้องดำเนินการอย่างเสมอภาค ไม่ใช่เพ่งเล็งเฉพาะพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

 

สุชาดาจี้ ‘โรม’ ถอนคำพูดพาดพิงสามี จนลุกลามบานปลาย

 

สถานการณ์ในห้องประชุมเริ่มตึงเครียดขึ้น เมื่อ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส. ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ใช้สิทธิพาดพิง โดยระบุว่าตนเป็น สส. หญิง จังหวัดชัยภูมิ เพียงคนเดียวของพรรคภูมิใจไทย การกล่าวหาของรังสิมันต์ทำให้ตนได้รับความเสียหาย และเรียกร้องให้รังสิมันต์ถอนคำพูด เนื่องจากเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่มีหลักฐาน และใช้อารมณ์ในการปลุกปั่น

 

มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พยายามไกล่เกลี่ย โดยขอให้รังสิมันต์ถอนคำพูดพาดพิง สส. หญิง จังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่รังสิมันต์ยืนยันที่จะไม่ถอนคำพูด พร้อมท้าให้สุชาดาชี้แจงความบริสุทธิ์หากมีพยานหลักฐาน และระบุว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับความเป็นลูกผู้ชายหรือลูกผู้หญิง

 

เมื่อรังสิมันต์ยืนกรานไม่ถอนคำพูด มัลลิกาจึงมีคำสั่งเชิญรังสิมันต์ออกจากห้องประชุม ซึ่งรังสิมันต์ยอมรับคำสั่งและเดินออกจากห้องประชุมไป จากนั้น มัลลิกาได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา ห้ามมิให้รังสิมันต์กลับเข้ามาในห้องประชุมอีกตลอดการประชุมในวันนี้

 

ความวุ่นวายยังคงดำเนินต่อไป เมื่อ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประท้วงการทำหน้าที่ของประธาน และเสนอให้นับองค์ประชุม ทำให้ กรวีร์ ปริศนานันทกุล และ ภราดร ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นท้วงติงว่าพรรคประชาชนกำลังเล่นเกมการเมือง และวอล์กเอาต์เมื่อสู้ด้วยเหตุผลไม่ได้ ทั้งที่ยังมีวาระการพิจารณากฎหมายและกระทู้ถามสดอื่นๆ รออยู่

 

ท้ายที่สุด มัลลิกาได้อธิบายถึงเหตุผลในการเปิดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็น และขอให้ณัฐวุฒิถอนญัตติการนับองค์ประชุม ซึ่งณัฐวุฒิยอมถอนญัตติดังกล่าว เพื่อให้การประชุมดำเนินต่อไปได้

 

แถลงโต้รังสิมันต์โตแล้วอย่าพูดเลื่อนลอย ลั่นเตรียมฟ้องหมิ่นประมาท

 

ต่อมาในเวลา 13.50 น. สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส. ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ได้แถลงข่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าการที่รังสิมันต์กล่าวพาดพิงถึงการประกอบอาชีพของสามีตนอย่างเลื่อนลอยและปราศจากหลักฐาน เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรังสิมันต์ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งควรใช้ช่องทางของกรรมาธิการในการตรวจสอบอย่างถูกต้องตามระเบียบ

 

สุชาดาท้าให้รังสิมันต์นำหลักฐานมาเปิดเผย หากมั่นใจในสิ่งที่กล่าวอ้าง และระบุว่าการพูดโดยไม่มีหลักฐานเป็นการเอาเปรียบสามีของตนที่ไม่สามารถมาชี้แจงในสภาได้ พร้อมยืนยันว่าตนได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และพร้อมต่อสู้เพื่อปกป้องชื่อเสียงของครอบครัว โดยหลังจากนี้จะปรึกษาทนายความเพื่อดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทให้ถึงที่สุด

The post รังสิมันต์ถูกเชิญออกจากห้องประชุมสภาฯ หลังสุชาดาโวยกล่าวหาสามีอย่างเลื่อนลอย ระหว่างกระทู้ถามไชยชนก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่ายค้านถล่ม กกต. วาระรับทราบรายงาน หลังเลื่อนมา 2 สัปดาห์ ขณะ สส. ภูมิใจไทยซักละเอียดกรณีเอกสารหลุด https://thestandard.co/ec-report-leaked-documents-senate-election/ Wed, 16 Sep 2026 12:07:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1256007 ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต.

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่วาระพิจารณารายงานผลการปฏิ […]

The post ฝ่ายค้านถล่ม กกต. วาระรับทราบรายงาน หลังเลื่อนมา 2 สัปดาห์ ขณะ สส. ภูมิใจไทยซักละเอียดกรณีเอกสารหลุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต.

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่วาระพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปี 2567 และ 2568 แล้วหลังถูกเลื่อนออกไปราว 2 สัปดาห์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และข้อซักถามจากพรรคร่วมฝ่ายค้านต่อมติของ กกต. เมื่อ 14 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งได้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คน โดยไม่มีกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยในสำนวนคดีคนใดถูกสั่งฟ้องไปยังศาลฎีกา

ดูภาพข่าว 

 
 

ในช่วงท้าย แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นตัวแทนชี้แจงการอภิปรายของสมาชิก โดยยืนยันว่า สำนักงาน กกต. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการป้องกันการทุจริตเลือก สว. และได้ออกระเบียบเพื่อป้องกันการแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ให้อ่านประวัติจากเอกสาร สว. 3 เท่านั้น เพื่อไม่ให้มีการพบปะกัน แต่ท้ายสุดระเบียบนี้ก็ถูกยกเลิกไป ทำให้เกิดเรื่องร้องเรียนตามมา

 

“สุดท้ายระเบียบนี้ถูกยกเลิก แต่เราไม่ได้อุทธรณ์ เพราะจะทำให้ขยายเวลาในการเลือก สว. ออกไปอีก เป็นการที่ประชาชนและผู้มีสิทธิเลือกมีสิทธิเสรีภาพที่จะดำเนินการเกี่ยวกับการแนะนำตัวได้ เช่น ทั้งบริษัทเดียวกัน หมู่บ้านเดียวกัน นั่งรถคันเดียวกันมา นอนโรงแรมเดียวกัน คุยกันได้ ประชุมร่วมกันได้ เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย” แสวงกล่าว

 

ภูมิใจไทยซัก กกต. กรณีเอกสารสำนวนคดีหลุดสู่บุคคลภายนอก

 

อย่างไรก็ตาม ได้มี สส. พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นสอบถามเพิ่มเติม เช่น กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย, ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ให้ กกต. ชี้แจงกรณีเอกสารในสำนวนคดีหลุดออกไปสู่บุคคลภายนอก รวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหาที่ไม่ละเอียด

 

แสวงชี้แจงว่า บุคคลที่ผ่านเอกสารมีหลายชั้น ตั้งแต่คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26, ความเห็นเลขาธิการ กกต., คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 และ กกต. ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยในแต่ละชั้น ซึ่งคงยังตอบอะไรมากไม่ได้ เป็นเรื่องภายในที่สำนักงาน กกต. มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่กระทบกับบุคคลภายนอก และสำนักงาน กกต. อยู่ระหว่างการสืบสวน

 

ด้าน ร.ต.อ. ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ชี้แจงว่า ขณดำเนินการสืบสวนสอบสวน สำนวนอยู่ที่ตนเองประมาณ 4 เดือน ไม่ได้หลุดไปไหน ส่วนข้อกล่าวหาได้ชี้แจงไปในหนังสือละเอียดมาก ทั้งพฤติการณ์ ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงที่จะทำให้ท่านเข้าใจ ซึ่งคิดว่าทำละเอียดที่สุดแล้ว

 

“เก็บอย่างดี ไข่ในหินครับ ใส่ไว้ในตู้” ร.ต.อ.ชนินทร์ยืนยัน

 

ขณะที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน สอบถามเพิ่มเติมถึงกรณีคลิปเหตุการณ์ในโรงแรมบีทู ซึ่งมีนายกท้องถิ่นจากหนองคายยอมรับว่า ตนเองเป็นเจ้าของเสียงในคลิปที่พูดว่า “เราทำเพื่อข้างบน” และ “จะมีเจ้าหน้าที่ข้างในมาดูแลพวกเรา” จึงขอสอบถามว่า บุคคลนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวนคดี แล้ว กกต. จะสืบสวนต่อไปหรือไม่

 

ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่า ทุกครั้งที่มีการเปิดเผยข้อมูลในแต่ละช่วง หน่วยงานสืบสวนของเราก็มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับไปเหมือนกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็ปรากฏข้อมูลในสำนวนอยู่แล้ว ซึ่งตนเองได้รายงานเลขาธิการ กกต. และ กกต. เพื่อทราบแล้ว อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลที่เปิดเผยออกมายังไม่ปรากฏในสำนวน เราสามารถตั้งเป็นสำนวนเพื่อดำเนินการได้

 

รุมประท้วงร่วมชั่วโมง พาดพิง ‘รัตนา บ่อถ้ำ’ เจ้าหน้าที่พรรค

 

นอกจากนี้ ยังมีความวุ่นวายในระหว่างการอภิปรายของ ชยพล สท้อนดี สส. กทม. พรรคประชาชน ที่ชี้ให้เห็นว่า รัตนา บ่อถ้ำ ซึ่งปรากฏชื่อในสำนวนคดี และคำให้การของพยานว่าเป็นผู้ตรวจสอบลายมือชื่อของผู้สมัคร สว. ในขบวนการฮั้ว และทำหน้าที่จ่ายเงินนั้น มีความเกี่ยวข้องเป็นเจ้าหน้าที่ส่วนกลางของพรรคภูมิใจไทย ทำให้มี สส. พรรคภูมิใจไทย จำนวน 7-8 คน ลุกขึ้นประท้วงอย่างต่อเนื่อง รวมระยะเวลาที่มีการประท้วงระหว่างการอภิปรายนานกว่า 50 นาที

 

สำหรับวาระพิจารณารับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของ กกต. ปี 2567 และ 2568 เดิมทีจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา โดย แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้เดินทางมายังอาคารรัฐสภาเพื่อเตรียมชี้แจงต่อที่ประชุมแล้ว

 

ทว่าได้มี สส. พรรคประชาชาติ ขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนภาคใต้เพื่อพิจารณาก่อน ทำให้ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้านแย้งว่า เป็นการใช้สถานการณ์ภาคใต้เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับ กกต. ซึ่งเชื่อมโยงถึงคดีทุจริตการเลือก สว. หรือไม่

 

จากนั้นสัปดาห์ต่อมา สภาฯ ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2-3 ระหว่างวันที่ 7-10 กันยายน ทำให้วาระพิจารณารายงานของ กกต. ถูกเลื่อนมาพิจารณาในวันนี้ โดยที่ประชุมกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายในวาระนี้ทั้งหมด 5 ชั่วโมง

 

 

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 1

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 2

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 3

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 4

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 5

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 6

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 7

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 8

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 9

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 10

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 11

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 12

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 13

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 14

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 15

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 16

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 17

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 18

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 19

ภาพบรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณารายงาน กกต. 20

The post ฝ่ายค้านถล่ม กกต. วาระรับทราบรายงาน หลังเลื่อนมา 2 สัปดาห์ ขณะ สส. ภูมิใจไทยซักละเอียดกรณีเอกสารหลุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาปัดตกข้อเสนอฝ่ายค้านตั้ง กมธ. วิสามัญแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตร https://thestandard.co/parliament-rejects-farm-prices-committee/ Wed, 29 Apr 2026 11:56:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1202451 สภาผู้แทนราษฎร ลงมติปัดตกญัตติฝ่ายค้าน แก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก ‘ไม่เห็นด้วย’ […]

The post สภาปัดตกข้อเสนอฝ่ายค้านตั้ง กมธ. วิสามัญแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาผู้แทนราษฎร ลงมติปัดตกญัตติฝ่ายค้าน แก้ปัญหาราคาพืชผลเกษตร

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมาก ‘ไม่เห็นด้วย’ กับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ตามข้อเสนอของพรรคร่วมฝ่ายค้าน

 

 
 

ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อพิจารณาแทน ภายใต้กรอบเวลา 90 วัน แม้ฝ่ายค้านจะชี้แจงว่าวิกฤตดังกล่าวมีความซับซ้อนและต้องอาศัยการบูรณาการร่วมกันจากหน่วยงานระดับกระทรวงอย่างน้อย 7 กระทรวง

 

ย้อนไปตั้งแต่ช่วงสายของวันนี้ (29 เมษายน) การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติที่ค้างพิจารณาจากสัปดาห์ก่อนหน้า เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ

 

ภายหลังสมาชิกอภิปรายเสร็จสิ้นจำนวนประมาณ 60 คน ฝ่ายรัฐบาลได้เสนอให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญพิจารณา ขณะที่ฝ่ายค้านยืนยันให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องพืชผลทางการเกษตรเป็นการเฉพาะ

 

ท้ายสุด ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญารับไปพิจารณา ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 270 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง

 

ฝ่ายค้านหนุนตั้ง กมธ. เฉพาะ เหตุปัญหาสำคัญ-คาบเกี่ยวหลายกระทรวง

 

ก่อนการลงมติดังกล่าว พริษฐ์ วัชรสินธุ และ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อยืนยันมติวิปฝ่ายค้านที่สนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ

 

พริษฐ์ระบุเหตุผล 3 ประการในการสนับสนุนข้อเสนอนี้

 

ประการแรก ปัญหาดังกล่าวมีความเร่งด่วนจากสภาวะราคาพืชผลหลายชนิดตกต่ำ เช่น ข้าว มะม่วง มะพร้าว ประกอบกับต้นทุนการผลิตทั้งราคาปุ๋ยและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

 

ประการที่สอง พรรคร่วมฝ่ายค้านประเมินว่าแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลยังไม่ตรงจุด โดยอ้างอิงถึงการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ในกรณีการประชาสัมพันธ์จำหน่ายทุเรียนเกรดพรีเมียมราคาลูกละ 100 บาท จำนวน 1 ล้านลูกผ่านการถ่ายทอดสด ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ร่วมปรากฏตัว แต่ไม่มีการจำหน่ายในรูปแบบดังกล่าวจริง การสื่อสารของกระทรวงที่เปลี่ยนแปลงไปมาได้สร้างความสับสนและข้อกังวลแก่เกษตรกร รวมถึงมาตรการดูแลพืชผลชนิดอื่นที่มีความล่าช้า นำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา

 

ประการที่สาม ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรมีความคาบเกี่ยวกับภารกิจของคณะกรรมาธิการสามัญหลายคณะ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะทำให้สภาสามารถเริ่มปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาได้ทันที แตกต่างจากการส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการสามัญชุดใดชุดหนึ่งซึ่งอาจต้องใช้เวลาเตรียมการก่อนเริ่มปฏิบัติงานอีกระยะหนึ่ง สอดคล้องกับแนวทางการบริหารราชการแบบกลุ่มภารกิจของรัฐบาลที่ตระหนักถึงความทับซ้อนของปัญหาในหลายกระทรวง

 

ด้านเลาฟั้งกล่าวสนับสนุนการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในฐานะผู้เสนอญัตติ โดยระบุว่าเกษตรกรกำลังได้รับผลกระทบจากปัญหาสินค้าเกษตรในทุกประเภท ทั้งกลุ่มที่ได้รับความเสียหายไปแล้วและกลุ่มที่รอการเก็บเกี่ยวซึ่งยังไม่มีสัญญาณบวกด้านราคา

 

ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอย่างน้อย 7 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ในการดูแลด้านราคา กระทรวงอุตสาหกรรมในด้านการแปรรูป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องปุ๋ยและมาตรฐานสินค้า กระทรวงพลังงานในส่วนของต้นทุนน้ำมันและขนส่ง กระทรวงมหาดไทยและสำนักนายกรัฐมนตรีในการจัดการปัญหานอมินีต่างชาติ และกระทรวงการคลังในด้านมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน

 

เลาฟั้งระบุว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นกลไกในการดึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล สภา ส่วนราชการ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และกลุ่มเกษตรกร เข้ามาร่วมหาแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน เพื่อให้เกษตรกรมีต้นทุนสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไปและสามารถรับมือกับผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด การที่สภาไม่มีมติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญอาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนต้องขยายระยะเวลาออกไป

 

ด้าน ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สส. นครนายก พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เพราะขณะนี้พี่น้องเกษตรกรกำลังเผชิญทั้งปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง และมาตรการแก้ปัญหาที่ยังไม่ตรงจุด

 

ปิยวัฒน์ชี้ว่า สภาผู้แทนราษฎรควรเป็นพื้นที่สะท้อนความทุกข์ของประชาชน ไม่ใช่ปิดกั้นกลไกที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา โดยเฉพาะ ‘กรรมาธิการวิสามัญ’ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษา ตรวจสอบ และหาทางออกจากต้นเหตุอย่างรอบด้าน

 

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากฝ่ายรัฐบาลไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็ไม่ควรกังวลต่อการตั้งกรรมาธิการ เพราะกรรมาธิการไม่ใช่เวทีทำลายใคร แต่เป็นเวทีหาความจริงและหาทางออกให้ประชาชน การคว่ำญัตติครั้งนี้จึงอาจทำให้สังคมตั้งคำถามว่า รัฐบาลไม่ต้องการให้เรื่องใดถูกตรวจสอบหรือไม่

The post สภาปัดตกข้อเสนอฝ่ายค้านตั้ง กมธ. วิสามัญแก้ไขปัญหาราคาพืชผลเกษตร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันร่วมประชุมสภาวันแรก ซุ่มเตรียมข้อมูลเข้มพร้อมแจงนโยบาย อว. พรุ่งนี้ https://thestandard.co/yoschonun-mhesi-policy-parliament/ Thu, 09 Apr 2026 09:29:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1196336 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. กำลังเปิดคอมพิวเตอร์ตรวจสอบข้อมูลในการประชุมสภาวันแรก

วันนี้ (9 เมษายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์ […]

The post ยศชนันร่วมประชุมสภาวันแรก ซุ่มเตรียมข้อมูลเข้มพร้อมแจงนโยบาย อว. พรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. กำลังเปิดคอมพิวเตอร์ตรวจสอบข้อมูลในการประชุมสภาวันแรก

วันนี้ (9 เมษายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา

 

โดยบรรยากาศในช่วงการประชุม ศ.ดร.ยศชนัน มีสีหน้ายิ้มแย้มและตั้งใจรับฟังการอภิปรายจากสมาชิกสมาชิกรัฐสภาอย่างจดจ่อ พร้อมทั้งใช้เวลาในช่วงหนึ่งเปิดคอมพิวเตอร์พกพาเพื่อตรวจสอบเนื้อหาและจัดเตรียมเอกสารการนำเสนอด้วยตนเอง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการอภิปรายชี้แจงรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวง อว. ในวันพรุ่งนี้ (10 เมษายน) ซึ่งจะเป็นการลุกขึ้นชี้แจงครั้งแรกในฐานะรัฐมนตรี เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาและประชาชนเห็นถึงทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของกระทรวงฯ ที่มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

 

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. กำลังเปิดคอมพิวเตอร์ตรวจสอบข้อมูลในการประชุมสภาวันแรก 1ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. กำลังเปิดคอมพิวเตอร์ตรวจสอบข้อมูลในการประชุมสภาวันแรก 2ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. กำลังเปิดคอมพิวเตอร์ตรวจสอบข้อมูลในการประชุมสภาวันแรก 3ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. กำลังเปิดคอมพิวเตอร์ตรวจสอบข้อมูลในการประชุมสภาวันแรก 4

 

ภาพ: พรรคเพื่อไทย

The post ยศชนันร่วมประชุมสภาวันแรก ซุ่มเตรียมข้อมูลเข้มพร้อมแจงนโยบาย อว. พรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรถกรชี้นโยบายรัฐบาลอนุทินสวนทางไม่ตอบโจทย์วิกฤตประเทศ พร้อมจับตาทวงทุกสัญญาหาเสียงไม่ปล่อยให้รัฐบาลลืมคำพูดต่อประชาชน https://thestandard.co/attakorn-criticizes-anutin-policies/ Thu, 09 Apr 2026 04:53:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1196133 อรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา กำลังอภิปรายนโยบายรัฐบาลในที่ประชุมรัฐสภา

วันนี้ (9 เมษายน) ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโ […]

The post อรรถกรชี้นโยบายรัฐบาลอนุทินสวนทางไม่ตอบโจทย์วิกฤตประเทศ พร้อมจับตาทวงทุกสัญญาหาเสียงไม่ปล่อยให้รัฐบาลลืมคำพูดต่อประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา กำลังอภิปรายนโยบายรัฐบาลในที่ประชุมรัฐสภา

วันนี้ (9 เมษายน) ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาล อรรถกร ศิริลัทธิยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่า รู้สึกเฉยๆ ไม่ตื่นตาตื่นใจ คล้ายกับการแถลงนโยบายในสถานการณ์ปกติ ไม่แน่ใจว่าแนวนโยบายของรัฐบาลจะตอบโจทย์กับสถานการณ์โลกที่ผกผันและไม่แน่นอนเพียงใด แต่อย่างไรก็น้อมรับว่ารัฐบาลที่นำโดยนายกฯ อนุทินประสบความสำเร็จและได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ

 

“ผมขอพูดตรงๆ ว่าเห็นใจท่านนายกฯ ที่ซวย ขอโทษครับ ที่ดวงไม่ดี พอกำลังแบ่งตำแหน่งปุ๊บก็เจอวิกฤตทันที แต่ที่กระผมเป็นห่วงและเห็นใจมากกว่าก็คือความไม่สบายใจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทยที่แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า และต้องพึ่งพาตนเองในการกัดฟันฝ่าวิกฤตด้วยตัวของพวกเขาเอง” อรรถกรกล่าว

 

อรรถกรกล่าวต่อว่า ความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารในช่วงวิกฤต ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความสับสนอลหม่าน และความไม่เชื่อมั่นจากภาคประชาชน เช่น น้ำมันที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ยังไม่ทราบเลยว่าประเทศไทยเรามีสต็อกน้ำมันเท่าไหร่ จะมีไปถึงไหน หรือให้เราประหยัดการใช้ลง 10% หรือเสนอให้อยู่อย่างพอเพียง ซึ่งตนเห็นท่านทำงานเชิงรับ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำงานเชิงรุกถึงลูกถึงคน ชนได้ชน ชนไม่ได้ก็ต้องชน และต้องเด็ดขาดในยามวิกฤต

 

“เมื่อมาดูนโยบายต่างๆ อย่างแรกคือ ครม. มืออาชีพ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าคณะท่านประกอบจากคนในการเมืองและคนนอก ที่ผมเป็นห่วงท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะท่านเปิดตัวดังยิ่งกว่าพลุของงานวิจิตรเจ้าพระยา แต่หลังจากประกาศหลายเรื่อง ตอนนี้ท่านค่อยๆ หายเข้ากลีบเมฆพร้อมกับคำสัญญาต่างๆ ที่ประกาศตอนช่วงหาเสียง ดังนั้นขอให้ท่านนายกฯ มอบหมายภารกิจให้ท่านเยอะๆ เพราะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน หวังว่าท่านนายกฯ จะไม่ลืมท่านศุภจี” อรรถกรกล่าว

 

สำหรับนโยบายคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ตนไม่ได้ขัดข้อง ซึ่งหากไม่พอจะเป็นคนละครึ่งพลัสพลัส จาก 2,000 บาท เป็น 4,000 บาท ก็ได้หวังว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว

 

“อีกคำมั่นสัญญาที่ผมต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือ ไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาภาระพลังงาน แต่สิ่งที่สวนทางกับนโยบายคือ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ งวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม จากเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะปรับสูงขึ้น 2% ทำไมมันสวนทางกับนโยบายที่ประกาศไว้ ฝ่ายค้านอย่างผมก็คงต้องติดตามและทวงถามรัฐบาลเรื่องนี้ต่อไป” อรรถกรกล่าว

 

อรรถกรยังตั้งคำถามถึงความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว โดยเฉพาะแผนการจัดการรถเก่าและขยะแบตเตอรี่จำนวนมหาศาลหากมีประชาชนซื้อรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าถึง 11 ล้านคน พร้อมแนะให้รัฐบาลทบทวนความคุ้มค่าของงบประมาณกว่า 35,000 ล้านบาทในนโยบายทหารอาสา และพิจารณาเพิ่มค่าตอบแทนให้กลุ่มอาสาสมัครเกษตร (อกม.) ที่ทำงานหนักมานานแต่ยังไร้สวัสดิการ นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลต่อนโยบาย Free Visa ที่ขยายเวลาพำนักนานเกินความจำเป็น 60+30 วัน ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ต่างชาติจะเข้ามาแย่งอาชีพคนไทย

 

ด้านเศรษฐกิจและความโปร่งใส อรรถกรชี้ว่าเป้าหมายผลักดัน GDP ให้โต 3% ภายใน 4 ปี เป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับประมาณการของหลายสถาบันที่มองไว้เพียง 1.2-2.5% ทั้งยังขอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาดัชนีคอร์รัปชันที่ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี โดยตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมากลุ่มทุนพลังงานมักได้รับการเยียวยาที่รวดเร็ว ตรงข้ามกับกลุ่มเปราะบางที่รัฐบาลสัญญาว่าจะดูแลแต่กลับยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม

 

อรรถกรยังกล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า จะเก็บเล่มนโยบายนี้ไว้เพื่อติดตามและทวงถามคำสัญญาอย่างใกล้ชิด โดยตนและ สส. พรรคกล้าธรรม ภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะคอยเตือนความจำรัฐบาล เพื่อให้มั่นใจว่าจะทำตามสิ่งที่ให้ไว้กับประชาชนครบถ้วน ไม่ใช่เพียงนโยบายหาเสียง

The post อรรถกรชี้นโยบายรัฐบาลอนุทินสวนทางไม่ตอบโจทย์วิกฤตประเทศ พร้อมจับตาทวงทุกสัญญาหาเสียงไม่ปล่อยให้รัฐบาลลืมคำพูดต่อประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วางกรอบบริหารประเทศ 5 ด้าน เปิดอภิปรายรวม 32 ชั่วโมง https://thestandard.co/anutin-government-policy-parliament-debate/ Thu, 09 Apr 2026 03:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1196078 ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา

วันนี้ (9 เมษายน) ที่รัฐสภา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนต […]

The post รัฐบาลแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วางกรอบบริหารประเทศ 5 ด้าน เปิดอภิปรายรวม 32 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา

วันนี้ (9 เมษายน) ที่รัฐสภา อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางถึงห้องประชุมสุริยัน พร้อมนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา ที่ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีการประชุม 2 วัน คือวันที่ 9-10 เมษายน 2569

 

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจะอ่านถ้อยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งสาระสำคัญในการวางกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศ ตามกรอบนโยบาย โดบยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล ครอบคลุมนโยบาย 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย มีรายละเอียดทั้งสิ้น 19 หน้า

 

สำหรับการอภิปรายกำหนดไว้ 2 วัน เริ่มวันที่ 9-10 เมษายน) รวมกรอบเวลาทั้งสิ้น 32 ชั่วโมง 30 นาที แบ่งเป็นเวลาสำหรับนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบาย 1 ชั่วโมง 30 นาที คณะรัฐมนตรี 6 ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา 4 ชั่วโมง สส. ฝ่ายรัฐบาล 5 ชั่วโมง 30 นาที และ สส. ฝ่ายค้าน 14 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนประธานในที่ประชุม 1 ชั่วโมง

 

ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 1ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 2ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 3ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 4ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 5ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 6ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 7ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 8ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 9ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 10ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 11ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 12ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 13ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 14ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 15ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 16ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 17ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 18ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 19ภาพ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายรัฐบาลต่อ ที่ประชุมรัฐสภา 20

The post รัฐบาลแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วางกรอบบริหารประเทศ 5 ด้าน เปิดอภิปรายรวม 32 ชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ชู 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนประเทศ ประกาศให้คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ โลกเชื่อมั่นประเทศไทย https://thestandard.co/pm-policy-parliament-thailand-economy/ Thu, 09 Apr 2026 03:25:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1196055 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

วันนี้ (9 เมษายน) เวลา . น. ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร […]

The post นายกฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ชู 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนประเทศ ประกาศให้คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ โลกเชื่อมั่นประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

วันนี้ (9 เมษายน) เวลา . น. ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมี โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่า ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2569 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2569 นั้น

 

บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยมีความสอดคล้องกับหมวด 5 หน้าที่ของรัฐและหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 – 2580) เรียบร้อยแล้ว

 

คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและพี่น้องประชาชนให้ทราบถึงหลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยรัฐบาลภายใต้การนำของตนจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

 

  • พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  • ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหาร
  • ราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลของตนได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การจัดทำมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย – กัมพูชา และการปกป้องอธิปไตยของประเทศ การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น

 

การสร้างความปลอดภัยและการสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว การแก้ปัญหาคอขวดเพื่อกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเร่งเจรจาการค้า และการบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การยกเลิกมูลค่าขั้นต่ำ และเก็บอากรสินค้านำเข้าเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

 

การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ การประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เร็วขึ้น

 

รวมทั้งการจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยรัฐบาลสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มให้กลับมาขยายตัวสูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว

 

อนุทิน ยังชี้ให้เห็นว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลง สวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงและราคาพลังงานโดยมีแนวโน้มที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และสถานการณ์นี้ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และในทิศทางใด

 

ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ ภายใต้อำนาจ และหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยในต่างประเทศ การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ และบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรม และภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ

 

ส่วนการบริหารสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ

 

อนุทิน กล่าวต่อว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบจากภัยต่างๆ ให้กับพี่น้องคนไทยอย่างต่อเนื่อง

 

โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยรัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพการหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนการนำเข้า-ส่งออก เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจหรืออุตสาหกรรมในประเทศ ที่ได้ผลกระทบ

 

จากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานควบคู่กับการพลิกวิกฤติของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการจูงใจให้บริษัทต่างชาติ ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศและการเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อเพิ่มตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ซึ่งจะช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศในการเป็น ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ และจะดำเนินการปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

 

อนุทิน กล่าวอีกว่า ประเทศไทยในวันนี้อยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น โดยที่ภัยส่วนใหญ่ ยังมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ จากวิกฤตหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดของโครงสร้างทางเศรษฐกิจและผลิตภาพโดยรวมที่ถดถอย

 

ภัยด้านสังคมจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ อัตราเด็กเกิดใหม่ต่ำ ปัญหายาเสพติด ความไม่เข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ความเหลื่อมล้ำในสังคม ข้อจำกัดของทุนมนุษย์และระบบสวัสดิการภัยด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง

 

ด้านภัยด้านความมั่นคง จากการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้เกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ระเบียบโลกเดิมที่เคยเกื้อหนุนความมีเสถียรภาพ ด้านความมั่นคงและการค้าเสรี กำลังเปลี่ยนผ่านสู่บริบทใหม่ที่มีความไม่แน่นอนและเต็มไปด้วย ความท้าทาย อาทิ การเก็บภาษีนำเข้าและดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีเพื่อประโยชน์ของประเทศตน การขัดแย้งด้วยอาวุธ การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

 

“การเข้ารับหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ และขั้วอำนาจของโลกที่ยังไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่น และสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อนำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคน ควบคู่กับการสร้างอนาคตของคนไทยด้วยการเพิ่มศักยภาพ คนไทยให้มีความรู้ ความสามารถและมีทักษะที่พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และสามารถปรับตัว

 

ตอบสนองกับสถานการณ์และความเสี่ยงที่ยากจะคาดการณ์ได้“ นายอนุทิน กล่าว

 

อนุทิน ระบุต่อว่า รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจในภารกิจและทำงานบนเป้าหมายและตัวชี้วัดเดียวกัน โดยยึดความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก และรัฐบาลจะทำหน้าที่รวมพลังภาคเอกชนและประชาชน เพื่อปลุกพลังในสังคมไทยให้เข้มแข็ง สร้างบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีโลกอย่างมีเกียรติภูมิ ปกป้องอธิปไตย และส่งเสริมผลประโยชน์ของชาติ

 

พร้อมทั้งปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

 

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น และมีภูมิต้านทานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น และความสุขให้กับพี่น้องคนไทย ดังนี้

 

นโยบายด้านเศรษฐกิจ สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ โดยเร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้น และไปต่อได้ รวมถึงสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัสควบคู่กับการพัฒนา ยกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต

 

ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจ และแหล่งเงินทุนในระบบเพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการภาครัฐต่างๆ โดยเฉพาะสินเชื่อ ทางการเงินบนต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายระเบียบและขั้นตอนอนุมัติอนุญาตทำการค้าการลงทุนให้สะดวก โปร่งใส สร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs

 

ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ โดยกระจายอำนาจการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อม ผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และส่งเสริมให้เกิดภาษีใหม่และค่าธรรมเนียมรวมทั้งเครื่องมือที่จะสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในการวางแผน และการพัฒนาท้องถิ่น

 

ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย

 

รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการสนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล

 

ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศโดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศที่มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทยเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

 

ในด้านการค้าเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลกสร้างพันธมิตรการค้า โดยสร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

 

ด้านการเกษตรเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิต จำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และสร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

 

ด้านการท่องเที่ยวสร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ รวมถึงพัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว และยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

 

อนุทิน กล่าวถึงนโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง โดยเร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติ ครอบคลุมทุกทิศทางและไปให้ไกลกว่าประเทศไทย เสริมสร้างเสถียรภาพ พร้อมขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะทีมประเทศไทย

 

อนุทิน ยังกล่าวถึงการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไข ปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค ป้องกัน เฝ้าระวังและจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร โดยเฉพาะปัญหาชายแดนและยาเสพติด สแกมเมอร์ และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยรุกรานแบบเบ็ดเสร็จ

 

“มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว” นายอนุทิน กล่าว

 

อนุทิน ยังกล่าวถึงแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึงพัฒนา เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้ รวมถึงการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมทั้งบูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น การทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa)

 

การพัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต และการพัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

 

ขณะที่ นโยบายด้านสังคม อนุทิน ระบุว่า เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดย พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับการแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม และพัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

 

อนุทิน กล่าวถึงการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที โดย ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย รวมทั้งสร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย โดยพัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเองครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย และจัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

 

ส่วนนโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม นายอนุทิน ระบุถึงการบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำ พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์

 

ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และพัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

นอกจากนี้ ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐาน

 

การปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่

 

เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว พร้อมทั้งเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

 

สำหรับนโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย นายอนุทิน กล่าวว่า ราชการทันใจ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ อย่างเป็นรูปธรรมผ่านการเร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ และผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ ปรับกระบวนการทำงานของภาครัฐให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 

ผลักดันร่างกฎหมายว่า ด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลักให้แล้วเสร็จ และมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี

 

อีกทั้ง การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจและกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานให้ชัดเจน ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เหลือบทบาทผู้ควบคุมเพียงเท่าที่จำเป็น และการพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรองที่กำหนดกระบวนงานและขั้นตอนต่างๆ จำนวนกว่าเจ็ดพันฉบับ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณและภาระแก่ประชาชน

 

นอกจากนี้ จะเร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่ แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

 

รวมถึงแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยกำหนดมาตรการทางจริยธรรมและประพฤติมิชอบเพื่อให้ปลอดจากการทุจริต ปฏิรูประบบกระบวนการอนุมัติอนุญาต ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดขั้นตอนและดุลพินิจที่ไม่จำเป็น เพื่อลดโอกาสความเสี่ยงของการทุจริต และเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมีตัวชี้วัดที่ระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยให้ปรับตัวดีขึ้น

 

อนุทิน ยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 162 โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ‘พูดแล้วทำ’

 

จะช่วยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการยกเครื่องประเทศให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่ประเทศ นำความกินดีอยู่ดีให้คนไทยทุกคนได้ตามเป้าหมาย โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหาร ราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

 

  1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลงทุนเพื่ออนาคต
  2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคเกษตร เกษตรแปรรูป พัฒนาและเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ และผลักดัน SMEs ให้เติบโตและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่คุณค่าระดับประเทศ
  3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนสู่ Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อให้กับคนไทยสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถแข่งขันภายใต้กติกาใหม่ของโลก
  4. ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
  5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะและบทบาทไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายขั้ว และเสริมความมั่นคงภายใน – ชายแดน – กองทัพ ให้พร้อมรับภัยคุกคามสมัยใหม่

 

อนุทิน กล่าวอีกว่า รัฐบาลจะมอบหมายผู้รับผิดชอบหลักในแต่ละกลุ่มยุทธศาสตร์ ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการดำเนินงาน กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันกำหนดผลลัพธ์หลักที่สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความท้าทายและวัดผลได้อย่างชัดเจน และรัฐบาลจะดำเนินการติดตามความก้าวหน้าเพื่อวิเคราะห์ และแก้ไขอุปสรรคเชิงระบบ เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมายและรายงานความก้าวหน้าต่อพี่น้องประชาชนอย่างโปร่งใส และต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะดำเนินการโดยยึดประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและการเสริมสร้างเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจโดยการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก และจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ด้วยความรอบคอบ

 

กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้เกิดการบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐให้มีความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชน ในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและให้บริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชน และลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว

 

“ท้ายที่สุดนี้ กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนว่าความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็มและทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนและนำพาประเทศไทยก้าวสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วม และเป็นพลังขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศในระยะยาว กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายอนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

The post นายกฯ แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ชู 5 เสาหลัก ขับเคลื่อนประเทศ ประกาศให้คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ โลกเชื่อมั่นประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนันเผยเพื่อไทยเตรียมเสนอสภาฯ รับมือวิกฤตพลังงาน มองควรปรับโครงสร้างทั้งระบบ บอกส่งชื่อ ครม. ตรวจคุณสมบัติครบแล้ว https://thestandard.co/pheu-thai-energy-restructure-cabinet-list/ Wed, 25 Mar 2026 02:57:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1190970 ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเสนอ สภาฯ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและแนวคิดการปรับโครงสร้างระบบ

วันนี้ (25 มีนาคม) ที่รัฐสภา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส […]

The post ยศชนันเผยเพื่อไทยเตรียมเสนอสภาฯ รับมือวิกฤตพลังงาน มองควรปรับโครงสร้างทั้งระบบ บอกส่งชื่อ ครม. ตรวจคุณสมบัติครบแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเสนอ สภาฯ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและแนวคิดการปรับโครงสร้างระบบ

วันนี้ (25 มีนาคม) ที่รัฐสภา ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าประชุมครั้งแรก ว่า การประชุมสภาวันนี้จะหารือกันเรื่องพลังงาน ในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะมีการเสนอญัตติเพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการพลังงานที่พรรคเพื่อไทยมีการพูดคุยและดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้นวันนี้จะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นทางการในสภาฯ

 

ศ.ดร.ยศชนันกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันพื้นที่พยายามรวบรวมข้อมูล ใครทำอะไรได้ต้องบริหารจัดการในพื้นที่ที่ดูแลพร้อมกันไปด้วย

 

เมื่อถามว่า ว่าที่รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยที่ได้กำกับดูแลกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องมีการเตรียมตัวอะไรหรือไม่ ศ.ดร.ยศชนันยอมรับว่า มีเรื่องการรับมือวิกฤติพลังงานไม่ใช่เฉพาะกระทรวงที่ใครได้ดูแล แต่ต้องทำงานร่วมกันทุกกระทรวง เพราะแต่ละกระทรวงมีบทบาทระยะสั้น กลาง ยาว ซึ่งเป็นกลไกที่ต้องทำงานร่วมกัน และขณะนี้บรรยากาศของพรรคร่วมรัฐบาลมีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง

 

เมื่อถามว่า จะต้องถึงขั้นปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศไทยหรือไม่ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ก็ควรปรับโครงสร้างทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะเรื่องพลังงาน เพราะเหตุการณ์นี้มีหลายเรื่องที่มีแนวโน้มว่าหากจะแก้ปัญหาระยะยาวต้องปรับในเชิงโครงสร้างทั้งระบบ โดยเริ่มจากดูสิ่งที่เดือดร้อน และกระจายไปในแต่ละเรื่อง เพราะเรื่องวิกฤติพลังงานเกี่ยวกับเรื่องปัจจัยสี่ แต่งบประมาณมีอยู่จำกัด ฉะนั้นการบริหารงบประมาณในช่วงวิกฤติต้องมีการบริหารแบบบูรณาการกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าเราอาสาเข้ามาไม่ว่าเรื่องไหนต้องจัดการให้ดีที่สุด

 

ส่วนรายชื่อสัดส่วนคณะรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยส่งตรวจสอบคุณสมบัติครบทั้งหมดแล้วหรือไม่ ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งตรวจคุณสมบัติทั้งหมดแล้ว

 

ภาพ: ใส่โลโก้

The post ยศชนันเผยเพื่อไทยเตรียมเสนอสภาฯ รับมือวิกฤตพลังงาน มองควรปรับโครงสร้างทั้งระบบ บอกส่งชื่อ ครม. ตรวจคุณสมบัติครบแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชนเสนอเพิ่มวันประชุมสภาฯ พร้อมแนวทางให้ สส. รับผิดชอบค่าอาหารเอง https://thestandard.co/people-party-parliament-food-mps/ Wed, 25 Mar 2026 02:11:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1190961 ภาพกราฟิกแสดงข้อเสนอให้ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. ในสภาผู้แทนราษฎร และให้ สส. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

พรรคประชาชนมีข้อสรุปร่วมกันในพรรคว่า ควรเสนอเพิ่มวันประ […]

The post พรรคประชาชนเสนอเพิ่มวันประชุมสภาฯ พร้อมแนวทางให้ สส. รับผิดชอบค่าอาหารเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อเสนอให้ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. ในสภาผู้แทนราษฎร และให้ สส. รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

พรรคประชาชนมีข้อสรุปร่วมกันในพรรคว่า ควรเสนอเพิ่มวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายของ สส. และภาคประชาชน พร้อมแนวทางประหยัดงบในส่วนที่ไม่จำเป็น ยกเลิกสวัสดิการอาหารฟรีสำหรับ สส. โดยให้ สส. เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

 

มตินี้สืบเนื่องจากการประชุม สส. ประจำสัปดาห์ของพรรคประชาชนเมื่อวานนี้ (24 มีนาคม) หลังจากการหารือแนวทางการทำงานของพรรคประชาชนในสภาผู้แทนราษฎร

 

พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการเพิ่มวันประชุมในแต่ละสัปดาห์ โดยเพิ่มจาก 2 วันต่อสัปดาห์ (พุธ-พฤหัสบดี) ที่เคยเป็นแนวปฏิบัติในสภาชุดที่ผ่านๆ มา มาเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ (พุธ-ศุกร์) อย่างน้อยในบางสัปดาห์ (เช่น 2 สัปดาห์ต่อเดือน )

 

พรรคเห็นว่า วันพุธควรเป็นวันพิจารณากฎหมายเหมือนที่ผ่านมา วันพฤหัสบดีควรเป็นวันพิจารณากระทู้ถาม ญัตติ และรายงานเหมือนที่ผ่านมา

 

ส่วนวันศุกร์ที่เพิ่มขึ้นมา ควรเน้นพิจารณากฎหมายที่ สส. หรือภาคประชาชนเสนอเข้ามา ที่อาจค้างอยู่ในระเบียบวาระการประชุม

 

พรรคหวังว่าแนวทางนี้จะสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ ที่ได้เคยอภิปรายไว้ในที่ประชุมสภาฯ ก่อนได้รับเลือกว่า ต้องการให้สภามีพื้นที่สำหรับการพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอโดย สส. มากขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงกฎหมายที่ถูกเสนอโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.)

 

นอกจากนี้ พรรคประชาชนเห็นด้วยกับการปรับลดงบประมาณในส่วนที่เกินความจำเป็นหรือไม่คุ้มค่าเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสิ่งที่ สส. ของพรรคเรียกร้องมาโดยตลอด และผลักดันสำเร็จในบางส่วนตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล

 

สำหรับสวัสดิการอาหารฟรี ที่ปัจจุบันมีการจัดสรรให้กับ สส. ในวันประชุมสภาฯ ทางพรรคเห็นด้วยกับข้อเสนอให้ยกเลิกสวัสดิการดังกล่าว โดยหากสภาจำเป็นต้องมีการจัดอาหารเพื่ออำนวยความสะดวก สส. ในการปฏิบัติหน้าที่ในห้องประชุมสภา ก็สามารถดำเนินการได้โดยให้ สส. เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง เช่น ผ่านการหักจากเงินเดือน สส.

 

ในขั้นตอนถัดไป เห็นควรให้ทุกพรรคร่วมกันออกแบบรายละเอียดในการดำเนินการผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการกิจการสภาและกลไกการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี

The post พรรคประชาชนเสนอเพิ่มวันประชุมสภาฯ พร้อมแนวทางให้ สส. รับผิดชอบค่าอาหารเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ‘โสภณ’ ตรวจความพร้อมห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนโหวตนายกรัฐมนตรีพรุ่งนี้ https://thestandard.co/sophon-house-pm-vote-ready/ Wed, 18 Mar 2026 12:24:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1188873 โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจความพร้อมห้องประชุมพระสุริยัน ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘โสภณ’ ตรวจความพร้อมห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนโหวตนายกรัฐมนตรีพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจความพร้อมห้องประชุมพระสุริยัน ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (19 มีนาคม) ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประธานสภาฯ และรองประธานคนใหม่ ประกอบด้วย โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ได้เข้ามาตรวจความเรียบร้อยห้องประชุมพระสุริยัน ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

 

ทั้งนี้ ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมตรวจความเรียบร้อยด้วย

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่https://election2569.thestandard.co/


 

ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สอบถามเกี่ยวกับระบบการทำงานของแผงควบคุมและการจัดระเบียบภายในห้องประชุม พร้อมทั้งได้ทดลองซักซ้อมเสมือนจริง ทั้งพิธีเปิดประชุม การโหวตลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี การกล่าวขณะประชุม รวมถึงการเดินขึ้นนั่งบัลลังก์ ซึ่งเป็นไปอย่างเรียบร้อย

 

พร้อมทั้งมีการเสนอแนะแนวทางเพิ่มเติมแก่ผู้รับผิดชอบ เพื่อให้การดำเนินการในวันจริงเป็นไปโดยไม่มีข้อผิดพลาด

 

สำหรับการประชุมในวันพรุ่งนี้ โสภณและมัลลิกาจะได้ขึ้นบัลลังก์สลับสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมสภาฯ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก หลังได้รับการโปรดเกล้าฯ เช่นเดียวกับ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ซึ่งได้นัดหมายเริ่มการประชุมในเวลา 10.00 น.

 

โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจความพร้อมห้องประชุมพระสุริยัน ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 1โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจความพร้อมห้องประชุมพระสุริยัน ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 2โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจความพร้อมห้องประชุมพระสุริยัน ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 3โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจความพร้อมห้องประชุมพระสุริยัน ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 4โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจความพร้อมห้องประชุมพระสุริยัน ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 5โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจความพร้อมห้องประชุมพระสุริยัน ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 6โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตรวจความพร้อมห้องประชุมพระสุริยัน ก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 7
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘โสภณ’ ตรวจความพร้อมห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนโหวตนายกรัฐมนตรีพรุ่งนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อมอบฉายารัฐสภา 2568 สส. ‘รังหนอนสีเทา’ กับ สว. ‘รังของหนู’ https://thestandard.co/parliament-nicknames-worm-rat-nests/ Mon, 29 Dec 2025 02:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1159550 สื่อมอบฉายา **รัฐสภา** 2568 **สส.** ‘รังหนอนสีเทา’ กับ **สว.** ‘รังของหนู’

ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ร่วมกันตั้ง ‘ฉายาสภา’ เป็นธรรมเน […]

The post สื่อมอบฉายารัฐสภา 2568 สส. ‘รังหนอนสีเทา’ กับ สว. ‘รังของหนู’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อมอบฉายา **รัฐสภา** 2568 **สส.** ‘รังหนอนสีเทา’ กับ **สว.** ‘รังของหนู’

ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ร่วมกันตั้ง ‘ฉายาสภา’ เป็นธรรมเนียมประจำทุกปี เพื่อสะท้อนความคิดเห็นการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติทั้ง สส. และ สว. ตลอดปี 2568 ในฐานะที่ติดตามการทำหน้าที่ของ สส. และ สว. มาโดยตลอด

 

ทั้งนี้ ปีนี้สื่อมวลชนประจำรัฐสภามีมติงดตั้งฉายา ‘ประธานสภาผู้แทนราษฎร’, ‘ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร’ และ ‘ดาวเด่น’ เนื่องจากอยู่ในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง จึงกังวลว่าหากตั้งฉายาไปแล้วอาจถูกนำไปโจมตีกันได้ หรือเสี่ยงต่อกฎหมายเลือกตั้ง เพราะเป็นการให้คุณให้โทษกับผู้ถูกพูดถึง หากบุคคลนั้นลงสมัครรับเลือกตั้ง

 

‘สภาผู้แทนราษฎร’ ได้รับฉายา ‘รังหนอนสีเทา’

 

สื่อมอบฉายา **รัฐสภา** 2568 **สส.** ‘รังหนอนสีเทา’ กับ **สว.** ‘รังของหนู’ 1

 

หากเปรียบสภาฯ เป็นร่างกายที่เป็นตัวแทนของประชาชน ในปีนี้ถูกมองว่ามีการกัดกินผลประโยชน์ภายในร่างกายเราจนเน่าเฟะ สส. หลายคนถูกตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมและการทำหน้าที่ที่ไม่ยึดโยงกับประโยชน์ส่วนรวม แต่กลับมุ่งเน้นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เหมือนหนอนที่รุมชอนไชอยู่ภายในซากที่รอวันเสื่อมสลาย อีกทั้งที่ผ่านมาเรามักจะเห็นคำว่า ‘งูเห่า’ เกิดขึ้นในสภา แต่ระยะหลัง สส. ที่ถูกมองเป็นงูเห่าไม่กล้าเผยตัว แต่ไปแฝงในพรรคการเมืองต่างๆ เปรียบเหมือนกับ ‘หนอน’ ที่แฝงอยู่ในนั้น เพื่อเอื้อประโยชน์ในเชิงนโยบายหรือโครงการต่างๆ ร่วมกัน เป็นการทำธุรกิจการเมืองแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย โดยแทบไม่มีคำว่าประชาชนอยู่ในสมการแม้แต่นิดเดียว 

 

ส่วนคำว่า ‘สีเทา’ สะท้อนถึงพฤติกรรมของนักการเมืองที่อยู่ในสภาฯ ไม่มีใครขาวสะอาดอย่างแท้จริง เพราะปรากฎข่าวว่ามีส่วนพัวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อนในระดับที่กฎหมายอาจเอื้อมไม่ถึง จนทำให้ภาพลักษณ์ของสภาฯ ในปีนี้ ถูกมองว่าไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ แต่มุ่งแสวงหาอำนาจให้กับตนเองและพวกพ้อง ดังนั้น ‘รังหนอนสีเทา’ จึงหมายถึง สภาฯ ที่รวบรวมเหล่านักการเมืองที่ขาดความสง่างาม มุ่งเน้นการกัดกินงบประมาณและอำนาจผ่านการดีลผลประโยชน์ข้ามขั้ว โดยไม่สนจุดยืนทางการเมืองและหน้าที่ของตนเอง

 

‘วุฒิสภา’ ได้รับฉายา ‘รังของหนู’

 

สื่อมอบฉายา **รัฐสภา** 2568 **สส.** ‘รังหนอนสีเทา’ กับ **สว.** ‘รังของหนู’ 2

 

วุฒิสภาเปรียบเสมือนที่รวมบุคคลต่างๆ ซึ่งมาจากหลายสาขาอาชีพ แต่พฤติกรรมของวุฒิสภากลับถูกมองว่าเป็นคนของผู้มีอำนาจ และอยู่ภายใต้พรรคการเมืองหนึ่ง เปรียบเหมือนหนูที่อยู่ในรัง ที่มีการจับกลุ่มกันจนถูกตั้งข้อครหาว่า ‘พวกมากลากไป’ ใช้กลไก ‘จริยธรรม’ เล่นงานเสียงข้างน้อยให้ไม่มีที่ยืน แม้รัฐบาล ‘นายกฯ หนู’ จะอ้างว่าไม่สามารถสั่ง สว. ชุดนี้ได้ แต่เสียงข้างมากก็ยังไม่มีแตกแถว เดินหน้าโหวตองค์กรอิสระรัวๆ แม้จะมีข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนหรือทำเพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งก็ไร้ความสะทกสะท้าน

 

มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้รับฉายา ‘หมงล้งบุรีรัมย์’

 

สื่อมอบฉายา **รัฐสภา** 2568 **สส.** ‘รังหนอนสีเทา’ กับ **สว.** ‘รังของหนู’ 3

 

‘เฮียหมง’ หรือ ‘เสี่ยหมง’ ชื่อเล่นที่ภูมิใจของ ‘มงคล สุระสัจจะ’ ประธานวุฒิสภา สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดูจะมีความสุขและเชี่ยวชาญกับบทบาท ‘เถ้าแก่ล้งผลไม้’ มากกว่าการเป็นประมุขสภาสูง ผลงานที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากที่สุดในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่การขับเคลื่อนงานวุฒิสภา แต่คือการสวมบทบาทเถ้าแก่ล้งผลไม้พรีเซนต์ ‘ทุเรียนน้ำแร่’ ของดีบุรีรัมย์ และมังคุดเกรดเอระดับพรีเมียม อย่างน้ำไหลไฟดับ จนทำให้ยอดขายถล่มทลาย แต่พอไมค์จ่อปากถามถึงประเด็นร้อนทางการเมือง มงคลมักจะเกิดอาการ ‘โรคกลัวดอกพิกุลจะร่วง’ ทันที ไม่ยอมพูดยอมจาพร้อมเอ่ยปากด้วยวลีเด็ด “ประธานต้องเป็นกลาง เขาไม่ให้พูด” ต่างจากตอนขายทุเรียนลิบลับ จนถูกมองว่าเป็นเสี่ยล้งผลไม้มากกว่าประมุขสภาสูง

 

‘ดาวดับ’

 

 

สื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีความเห็นร่วมกันที่จะมีผู้ได้รับตำแหน่งนี้ 3 คนได้แก่ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา, อลงกต วรกี สว. และ เศรณี อนิลบล สว. เนื่องจากในกรณีของมงคลจะสอดคล้องกับฉายาประธานวุฒิสภาคือ ‘หมงล้งบุรีรัมย์’ ที่ผลงานเด่นชัดไม่ใช่การทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา

 

ส่วนอลงกตที่พยายามทำตัวเด่นไม่ว่าจะเป็นดรามาแกล้งร้องไห้ล้อเลียนเพื่อน สว. ด้วยกัน หรือให้สัมภาษณ์สื่อด้วยภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน รวมถึงท่าทางจีบปากจีบคอ แต่กลับทำให้บุคคลภายนอกมองว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับการเป็นสมาชิกวุฒิสภา

 

ขณะที่เศรณีก็ถือเป็นดาวดับอีกคน เพราะมีพฤติกรรมที่ถูกเผยแพร่ทางโซเชียลด่ากราดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา หลังทางเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้เปิดกระจกเพื่อตรวจสอบรถเข้า-ออก อาคารรัฐสภาตามหน้าที่ปกติ แต่เศรณีกลับแสดงความไม่พอใจ ใช้ถ้อยคำต่อว่าหยาบคายอย่างรุนแรง รวมถึงชี้หน้าข่มขู่ แม้ภายหลังจะออกมาชี้แจงแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้เศรณีดูดีขึ้น

 

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภายังเห็นควรให้ฉายาดาวดับกับ ธนกร ถาวรชินโชติ สว. ด้วย เนื่องจากถูกศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ตัดสินจำคุก 4 ปีในคดีลักทรัพย์ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท รวมถึงกรณีที่ธนกรถูกอดีตสาวคนสนิทยื่นสอบจริยธรรมต่อคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ แม้ทั้งสองเหตุการณ์จะยังไม่มีการตัดสินจนถึงที่สุด แต่ในฐานะสมาชิกสภาสูงก็ไม่สมควรมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

 

‘วาทะแห่งปี’ ได้แก่ 

 

สื่อมอบฉายา **รัฐสภา** 2568 **สส.** ‘รังหนอนสีเทา’ กับ **สว.** ‘รังของหนู’ 5

 

“วันนี้เราไม่ได้เลือกคุณอนุทินมาบริหารประเทศ เราเลือกคุณอนุทิน ชาญวีรกูล มายุบสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงกัน” 

 

โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวอภิปรายปิดท้ายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คนที่ 32 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 

 

‘เหตุการณ์แห่งปี’

 

สื่อมอบฉายา **รัฐสภา** 2568 **สส.** ‘รังหนอนสีเทา’ กับ **สว.** ‘รังของหนู’ 6

 

ได้แก่ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 พรรคประชาชนโหวตเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากคลิปสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา 

 

ซึ่งภายหลังจากที่อนุทินได้รับโหวตเป็นนายกฯ ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่อมา คือในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 วาระพิจารณากำหนดร่างหลัก ในการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับที่ … พ.ศ. …) หลังจากที่ที่ประชุมลงมติรับหลักการ ร่างของ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ ซึ่งเสนอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และร่างของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และคณะ ที่เสนอให้มี สสร. มาจากการเลือกตั้งบางส่วน และอีกส่วนหนึ่งมาจากการสรรหาเพื่อถ่วงดุล โดยที่ประชุมรัฐสภามีมติ 300 ต่อ 287 เสียง เห็นชอบให้ใช้ร่างของพริษฐ์เป็นร่างหลักในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาการพิจารณากฎหมายต่างๆ ร่างของรัฐบาลมักจะชนะ แต่ครั้งนี้กลับเป็นร่างของพรรคฝ่ายค้านที่ชนะ 

 

จนนำมาสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งคือในวันที่ 11 ธันวาคม  2568 ระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 เกี่ยวกับการตัดอำนาจ สว. 1 ใน 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชนต้องการให้ตัด แต่ สว. ส่วนใหญ่คัดค้าน และดูเหมือนเสึยงส่วนใหญ่จะเห็นชอบไม่ให้ตัดอำนาจ สว. ออก ทำให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แก้ปัญหาด้วยการลุกอภิปรายว่า หากไม่ตัดอำนาจ สว. 1 ใน 3 ออก อนุทินก็ควรยุบสภาไปเลย ทำให้อนุทินประกาศยุบสภาทันทีโดยมีผลในวันที่ 12 ธันวาคม 1568 โดยอ้างเหตุผลว่า ยุบสภาตามที่ณัฐพงษ์บอก และตามเอ็มโอเอว่าเลือกอนุทินมาเพื่อยุบสภาผู้แทนราษฎร

 

คู่กัดแห่งปี 

 

สื่อมอบฉายา **รัฐสภา** 2568 **สส.** ‘รังหนอนสีเทา’ กับ **สว.** ‘รังของหนู’ 7

 

ได้แก่ คู่ของ สว. พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ และ สว. นันทนา นันทวโรภาส แม้จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ถือว่าอยู่กันคนละขั้ว และในการประชุมวุฒิสภาทั้งคู่มักจะมีวิวาทะกันตลอด ไม่ว่านันทนาจะอภิปรายวาระอะไร พิสิษฐ์มักจะลุกขึ้นโต้แย้งด้วยเหตุผลในมุมของตนเองอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในวาระพิจารณาเลือกองค์กรอิสระต่างๆ ที่นันทนามักจะขอให้วุฒิสภาชะลอการลงมติไว้ เนื่องจากวุฒิสภายังมีเอี่ยวในเรื่องคดีฮั้ว สว. อยู่ เกรงว่าอาจจะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ตลอดเวลาที่มีวาระดังกล่าวเข้า แต่ก็ถูก สว. พิสิษฐ์ ลุกขึ้นสวนกลับทุกครั้ง ถึงขั้นไล่นันทนาออกจากห้องประชุม และให้นันทนาไปหาหมอ เพราะเป็นห่วงว่าจะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ขณะที่นันทนาเมื่อออกมาให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวก็มักจะเหน็บแนมพิสิษฐ์เป็นประจำ

The post สื่อมอบฉายารัฐสภา 2568 สส. ‘รังหนอนสีเทา’ กับ สว. ‘รังของหนู’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปจบเงื่อนไขกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ: ใครมีคุณสมบัติ ใครต้องห้าม? https://thestandard.co/charter-draft-committee-qualification-final-summary/ Wed, 10 Dec 2025 11:59:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1153322 สรุปจบเงื่อนไขกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ: ใครมีคุณสมบัติ ใครต้องห้าม?

อีกประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาใช้เวลาถกเถียง และต้องพักการปร […]

The post สรุปจบเงื่อนไขกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ: ใครมีคุณสมบัติ ใครต้องห้าม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปจบเงื่อนไขกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ: ใครมีคุณสมบัติ ใครต้องห้าม?

อีกประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาใช้เวลาถกเถียง และต้องพักการประชุมเพื่อหาข้อสรุปนานเป็นชั่วโมง ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 คือเนื้อหาในมาตรา 256/3 และ 256/4 ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
ในที่สุดหลังการพิจารณากันกว่า 2 ชั่วโมง ที่ประชุมรัฐสภาได้มีมติเห็นชอบตามการแก้ไขของกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก มีเนื้อหาโดยสรุปต่อไปนี้

 

มาตรา 256/3 : คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัคร (ต้องมีครบทุกข้อ)

 

1. คุณสมบัติพื้นฐาน

  • มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
  • อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี (นับถึงวันสมัคร)
  • จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

 

2. ประสบการณ์ทำงาน (มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง) ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ในสายงานต่างๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้:

 

กลุ่มที่ต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปี

  • อาจารย์มหาวิทยาลัยในสาขานิติศาสตร์, รัฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, สังคมศาสตร์, วิทยาศาสตร์ หรือบริหารราชการแผ่นดิน
  • นักวิจัยที่มีรายชื่อในระบบวิจัยและมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
  • เจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการยุติธรรม (ตำแหน่งอื่นนอกเหนือจากผู้พิพากษา/อัยการ)
  • ภาคประชาสังคม
  • ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรอง
  • ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัด

 

กลุ่มที่ต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 3 ปี

  • ข้าราชการตุลาการ ระดับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นขึ้นไป หรือตุลาการศาลปกครองชั้นต้น
  • อัยการ ระดับอัยการประจำกองขึ้นไป
  • ข้าราชการพลเรือน เจ้าหน้าที่รัฐ ระดับ 4 ขึ้นไป หรือระดับชำนาญการพิเศษ (รวมถึงพนักงานรัฐวิสาหกิจ, องค์การมหาชนในระดับเทียบเท่า)

 

กลุ่มอดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเกิน 5 ปี

  • เคยเป็น สส., สว., รัฐมนตรี, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, ตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือผู้บริหารท้องถิ่นระดับสูง (เช่น นายก อบจ., ผู้ว่าฯ กทม., นายกเมืองพัทยา, นายกเทศมนตรีนคร)

 

หมายเหตุ: การพิจารณาคุณสมบัติกลุ่มอาจารย์, ภาคประชาสังคม, วิชาชีพ และเอกชน ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่ กกต. กำหนด

 

มาตรา 256/4 : ลักษณะต้องห้าม (ห้ามสมัครเด็ดขาด)

 

1. สถานะบุคคลและสุขภาพ

  • ติดยาเสพติด
  • วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
  • เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
  • ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง

 

2. ประวัติการกระทำผิดและคดีความ

  • ถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
  • เคยถูกไล่ออกจากราชการหรือหน่วยงานรัฐเพราะทุจริต
  • เคยถูกศาลตัดสินให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ
  • เคยติดคุกเพราะคดีทุจริต หรือทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ/ยุติธรรม
  • เคยต้องคำพิพากษาในคดีร้ายแรง: ยาเสพติด (ผลิต/ค้า), ค้ามนุษย์, ฟอกเงิน, เป็นเจ้ามือพนัน, โกงเจ้าหนี้
  • เคยทุจริตการเลือกตั้ง

 

3. ตำแหน่งปัจจุบัน (ต้องไม่เป็นบุคคลเหล่านี้ในขณะสมัคร)

  • สส., สว., รัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมือง
  • ผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น
  • ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระ
  • ข้าราชการที่มีเงินเดือนประจำ หรือพนักงานลูกจ้างของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ (ไม่ใช้บังคับกับผู้สมัครในกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัย)
  • ผู้ที่สมัครเป็นกรรมาธิการด้านการรับฟังความคิดเห็นประชาชน (ห้ามสมัครซ้ำซ้อน)

 

เงื่อนไขเพิ่มเติมหลังพ้นตำแหน่ง: เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ห้ามกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายใน 2 ปี หลังจากพ้นจากหน้าที่

The post สรุปจบเงื่อนไขกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ: ใครมีคุณสมบัติ ใครต้องห้าม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข https://thestandard.co/thai-charter-vote-256-1/ Wed, 10 Dec 2025 07:36:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1153217 รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข

วันนี้ (10 ธันวาคม) ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ที่ประชุมร่วมกั […]

The post รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข

วันนี้ (10 ธันวาคม) ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาสมัยวิสามัญ เริ่มพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วาระ 2 ที่กรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งที่ประชุมจะพิจารณาต่อเนื่องไปจนถึงเวลาประมาณ 22.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (11 ธันวาคม) จากนั้นจะพักไว้ 15 วัน ก่อนบรรจุเข้าสู่การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวาระ 3

 

เวลา 9.55 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเข้าร่วมการประชุม เช่นเดียวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายคนที่เป็น สส.

 

ประเด็นสำคัญของการพิจารณาอยู่ที่มาตรา 256/1 ว่าด้วยการกำหนดองค์กรที่จะทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยต่างลุกขึ้นอภิปรายสงวนความเห็น โดยยืนยันให้นำแนวคิดสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 151 คน กลับมา และยังมองว่า ‘สูตร 20 หยิบ 1’ นั้นยังมีข้อบกพร่อง เพราะเสี่ยงจะทำให้กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญถูกครอบงำด้วยเสียงข้างมากในรัฐสภา

 

“แม้เราจะใช้สูตร 20 หยิบ 1 สุดท้ายก็เป็นไปตามเสียงข้างมาก และเสียงข้างมากทำ 2 อย่างในคราวเดียวกัน คือยกร่าง และเห็นชอบร่างเลยก่อนเสนอให้รัฐสภาพิจารณา เบ็ดเสร็จอยู่ในตัว 35 คน กำหนดประเทศได้” นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว สส. น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการฯ ที่สงวนความเห็นกล่าว

 

เช่นเดียวกับ พริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ยืนยันว่า ไม่เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการเสียงข้างมากตัดประเด็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสภาที่ปรึกษา ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อมของประชาชน พร้อมย้ำว่า ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด อีกทั้งยังยกหลักการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเข้ามาเปรียบเทียบ

 

“การเลือกนายกรัฐมนตรีเกิดจากประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง สส. จากพรรคต่างๆ และผลการเลือกตั้งนั้นจะกำหนดว่ารัฐสภาจะเลือกนายกรัฐมนตรีจากแคนดิเดตคนไหน จึงไม่ต่างจากการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามที่พรรคประชาชนเสนอ” พริษฐ์ระบุ

 

ต่อมาในเวลา 13.27 น. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 328 เสียง ไม่เห็นชอบ 266 เสียง งดออกเสียง 21 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง

 

กล่าวคือ ที่ประชุมเห็นชอบกับการแก้ไขของกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ที่ให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน และกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 35 คน จากการคัดเลือกโดยรัฐสภา

 

รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 1
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 2
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 3
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 4
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 5
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 6
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 7
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 8
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 9
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 10
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 11
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 12
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 13
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 14
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 15
รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข 16

The post รัฐสภาเดินหน้าถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โหวตเห็นชอบในมาตรา 256/1 ตาม กมธ. เสียงข้างมากแก้ไข appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันนอร์ย้ำรัฐสภาพร้อมเปิดสมัยวิสามัญร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณจากรัฐบาล https://thestandard.co/parliament-ready-amend-constitution/ Fri, 07 Nov 2025 04:58:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1140623 วันนอร์ย้ำ รัฐสภาพร้อมเปิดสมัยวิสามัญร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณจากรัฐบาล

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แท […]

The post วันนอร์ย้ำรัฐสภาพร้อมเปิดสมัยวิสามัญร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณจากรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
วันนอร์ย้ำ รัฐสภาพร้อมเปิดสมัยวิสามัญร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณจากรัฐบาล

วันนี้ (6 พฤศจิกายน) วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ โดยระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับสัญญาณอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล ก็มีพูดคุยกันจากกรรมาธิการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่จากรัฐบาลโดยตรงว่า อาจขอให้เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ก่อนที่จะเปิดประชุมสมัยสามัญในวันที่ 12 ธันวาคม เพื่อนำผลการประชุมในวาระที่ 2 มาพิจารณาในรัฐสภา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีข้อแตกต่างจากกฎหมายอื่น เพราะเมื่อพิจารณาเสร็จในวาระ 2 เรียงลำดับรายมาตราแล้ว ต้องเว้นไว้ 15 วันก่อนลงมติในวาระ 3

 

ดังนั้น กรรมาธิการฯ จึงอยากให้การประชุมลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 2 เกิดขึ้นก่อนวันที่ 12 ธันวาคม ในส่วนนี้ รัฐสภาก็มีความพร้อม ขึ้นอยู่กับกรรมาธิการจะประชุมแล้วเสร็จเมื่อใด เพราะอำนาจหน้าที่ในการขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญเป็นอำนาจของรัฐบาล และรัฐสภาสามารถบรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อลงมติในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป

 

วันมูหะมัดนอร์ยังกล่าวว่า อยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงได้ฝากให้กรรมาธิการทุกท่านเข้าประชุมให้ความเห็นและประนีประนอมในความเห็นต่างๆ เพื่อให้การพิจารณาในวาระที่ 2 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และจะทำอย่างไรให้การพิจารณาในวาระที่ 3 ผ่านการพิจารณาจากสภาเพื่อนำสู่การจัดทำประชามติตามที่รัฐบาล และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เตรียมไว้ว่าจะทำประชามติพร้อมกับการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งหากจะจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญต้องผ่านในวาระ 3 ก่อน

 

วันมูหะมัดนอร์เปิดเผยว่า ขณะนี้ทราบว่า การพิจารณาในวาระ 2 ใกล้เสร็จแล้ว เหลือเพียงการแก้ไขให้เกิดความเห็นที่สอดคล้องกัน ดังนั้น กรรมาธิการฯ ควรพิจารณาให้เสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายน และควรขอให้เปิดประชุมวิสามัญก่อนเปิดประชุมสมัยสามัญในต้นเดือนธันวาคมนี้

 

สำหรับกรณีการแต่งตั้งผู้ช่วย สส. ที่ขณะนี้มีเปิดเผยเรื่องคุณสมบัติผู้ช่วย สส. นั้น วันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ส่วนนี้ต้องเป็นไปตามกฏหมายและข้อบังคับในการแต่งตั้งผู้ชำนาญการ หรือผู้ช่วย สส. หากมีคนร้องมาว่าไม่ถูกต้อง ทางสภาฯ ต้องตรวจสอบ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ เมื่อผิดอย่างไรก็ต้องว่ากัน เพราะข้อบังคับนั้นมีไว้ชัดเจน

 

วันมูหะมัดนอร์ย้ำว่า ต้องมีผู้ร้องเข้ามาเพราะจะได้ข้อมูลว่าร้องอะไร และทางสภาฯ จะให้ฝ่ายกฎหมายของประธานสภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรวจสอบว่าข้อร้องเรียนนั้นจริงหรือไม่ เพราะการร้องอาจจริงบ้างไม่จริงบ้าง ก็ต้องตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะการแต่งตั้งผู้ชำนาญการ และผู้ช่วย สส. นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทุกปี ใน 1 ปี ทางสำนักงานฯ ก็จะถาม สส. และผู้เกี่ยวข้องให้ยืนยันว่าจะเป็นคนเดิม หรือเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ต้องตรวจสอบรายละเอียดว่า สส. แต่ละคนแต่งตั้งและดำเนินการถูกต้องหรือไม่

The post วันนอร์ย้ำรัฐสภาพร้อมเปิดสมัยวิสามัญร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณจากรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อนสภาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ หวังสำเร็จตามกรอบ MOA https://thestandard.co/anutin-coalition-before-constitution-amendment/ Mon, 13 Oct 2025 06:01:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1129818 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA*

วันนี้ (13 ตุลาคม) ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เวลา 10.38 น. […]

The post อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อนสภาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ หวังสำเร็จตามกรอบ MOA appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA*

วันนี้ (13 ตุลาคม) ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เวลา 10.38 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าพรรค เพื่อเข้าร่วมการประชุมพรรคภูมิใจไทยประจำสัปดาห์ รวมถึงประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่ในวัน (14-15 ตุลาคม) จะมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 1) เป็นพิเศษ โดยมีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่….)

 

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมานั้น คณะรัฐมนตรี อาทิ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, โสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม,

 

รวมถึง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, สันติ ปิยะทัศ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, วรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข รวมถึง สส. ของพรรคภูมิใจไทย สส.พรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าที่ทำการพรรคอย่างคึกคักเช่นกัน

 

อนุทิน ให้สัมภาษณ์การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญจะยึดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคใดเป็นหลักว่า ต้องหารือกัน ในวันที่ 14-15 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะมีการประชุมรัฐสภาแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกลไกของรัฐสภา

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ผ่านแล้วรัฐบาลต้องอยู่ครบ 4 เดือนใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เป็นไปตามที่เราได้มีเจตนารมณ์ร่วมกับพรรคการเมืองหลายพรรค และเป็นส่วนหนึ่ง MOA ของพรรคประชาชน

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลอยู่ไม่ครบ 4 เดือนจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่เสร็จใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า อย่างน้อยก็ได้เข้าที่ประชุมรัฐสภา และได้เริ่มกระบวนการแล้ว

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการซาวนด์เสียงกับบรรดาวุฒิสภาด้วยหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า อุ๊ย ไม่ได้ซาวเสียงเลย ก็ประชุมทั่วไป ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกทางประชาธิปไตย ในส่วนของสภาแต่ละพรรคการเมืองก็มีจุดยืนของตัวเอง ทั้งนี้จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยจะไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวก็จะมีการหารือกันในรัฐสภา ก็หวังว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านทั้ง 3 วาระ

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะผ่านภายใน 4 เดือนใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า อย่างน้อยก็มีการศึกษาในชั้นกรรมาธิการ และอย่างน้อยเราก็วางรากฐานไว้ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนจะผ่านไปถึงวาระสามหรือไม่นั้นทุกฝ่ายต้องช่วยกันและเราก็ตระหนักอยู่ตลอดที่พรรคประชาชนได้สนับสนุนให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนหนึ่งก็เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, สันติ พร้อมพัฒน์ ให้การต้อนรับพินิจ จันทรสุรินทร์ รวมทั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน จำนวน 5 คน นำดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดีและสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยด้วย

 

อนุทินกล่าวว่า ทรงศักดิ์ เป็นผู้ประสานงานกับพินิจ ให้เข้ามาร่วมกับพรรคภูมิใจไทย

 

ขณะที่ ทรงศักดิ์ เปิดเผยว่า ในกลุ่มของพินิจ เป็นผู้สมัคร สส.ลำปาง จำนวน 4 คน และสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนมีจำนวน 5-6 คน โดยทั้งหมด เป็นผู้สมัครในนามพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้ง

 

อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 1 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 2 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 3 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 4 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 5 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 6 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 7 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 8 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 9 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 10 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 11 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 12 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 13 อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อน *สภา* พิจารณา แก้ *รัฐธรรมนูญ* หวังสำเร็จตามกรอบ *MOA* 14

The post อนุทินนำทีมประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ถกก่อนสภาพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญ หวังสำเร็จตามกรอบ MOA appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. อภิปรายนโยบายรัฐบาล ห่วงหลักนิติธรรมพลิกดำเป็นขาว หวังเร่งรัดกระบวนการแก้กฎหมายที่ล่าช้า https://thestandard.co/senator-debates-government-policy/ Tue, 30 Sep 2025 05:23:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1124636 สว. อภิปรายนโยบายรัฐบาล

วันนี้ (30 กันยายน) ในการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสา […]

The post สว. อภิปรายนโยบายรัฐบาล ห่วงหลักนิติธรรมพลิกดำเป็นขาว หวังเร่งรัดกระบวนการแก้กฎหมายที่ล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว. อภิปรายนโยบายรัฐบาล

วันนี้ (30 กันยายน) ในการประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 เป็นพิเศษ วาระคณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ในช่วงหนึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้อภิปรายนโยบายของรัฐบาล โดย น.ต. วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. อภิปรายถึงการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการภาครัฐให้เป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ และการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ และประเทศไทยได้ริเริ่มมาราว 20 ปีแล้ว

 

“แต่เชื่อไหมครับผ่านมาเป็นเวลา 20 ปีก็ว่าได้ ผมก็ดีใจที่จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน ได้นำเสนอเป็นนโยบายที่สำคัญ คือเป็นรัฐบาลที่แก้ไขปัญหาแบบรัฐบาลดิจิทัล ที่สำคัญคือการกิโยตินกฎหมายที่ไม่จำเป็น”

 

น.ต. วุฒิพงศ์ระบุว่า รัฐบาลดิจิทัลทำได้ไม่ยาก แต่หัวหน้ารัฐบาลต้องตั้งใจจริงจังในการฟันฝ่าอุปสรรค ทุกวันนี้การกฎหมายที่ล่าช้า เพราะกระบวนการตัดสินใจบางอย่างควรเป็นอัตโนมัติได้แล้ว แต่กลับทำให้ช้าไปอีก ซึ่งความช้าคือความไม่เป็นธรรม ขอฝากถึงรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการประชาชน เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงคมนาคม หรือแม้แต่กระทรวงมหาดไทย จะมีบริการจำนวนมากที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แต่จะติดที่การใช้ดุลยพินิจของเจ้าพนักงาน ทั้งที่สามารถปล่อยให้เป็นอัตโนมัติได้

 

สำหรับประเด็นกฎหมายที่ล่าช้า น.ต. วุฒิพงศ์กล่าวว่า กฎหมายบางฉบับตั้งแต่ปี 2490 ยังไม่ปรับปรุงแก้ไขเลย ขั้นตอนที่ล่าช้าจากการสอบถามส่วนราชการ พบว่าติดที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บางกรณีติดที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถึง 6 ปี จึงขอฝากรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลในส่วนนี้ให้เร่งรัด

 

ห่วง รมว. ยุติธรรมสายตรงบุรีรัมย์พลิกคดี

 

ต่อมา นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า เอกสารแถลงนโยบายชุดนี้เขียนเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเพียง 3 บรรทัด บอกเพียงว่า รัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ก่อให้เกิดข้อกังขาว่า รัฐบาลมีเจตจำนงที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงใด เพราะที่ผ่านมา ใช่พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ที่วอล์กเอาท์ในญัตติแก้รัฐธรรมนูญเมื่อต้นปีนี้ ใช่ สว. เสียงข้างมากหรือไม่ ที่วอล์กเอาท์ไม่แก้รัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน 

 

“แต่เพียงชั่วข้ามคืนที่ท่านลงนามใน MOA ท่านก็ยูเทิร์น เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านปกป้องมาตลอดต้องยกร่างใหม่ จึงสร้างข้อสงสัยในวิธีการแก้รัฐธรรมนูญว่า จะมีการหมกเม็ดซ่อนเงื่อน จนในที่สุดเราจะได้รัฐธรรมนูญสีเดียวกับนโยบายของท่านหรือไม่ ขออย่าให้เป็นเช่นนั้น เพราะไม่ใช่เพียงแต่จะทำร้ายพรรคที่อุ้มท่านเป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังทำร้ายประชาชนทั้งประเทศด้วยรัฐธรรมนูญฉบับที่แย่กว่าเดิม” นันทนากล่าว

 

นันทนากล่าวต่อไปว่า ปัญหาใหญ่ที่ประชาชนทั้งประเทศเป็นห่วงรัฐบาลชุดนี้ คือนิติธรรมที่ท่านยืนยันเอาไว้ในเล่มนโยบายข้อ 9 ว่าจะรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด ต้องถามว่ารัฐบาลจะทำอย่างไร ในเมื่อแค่ สส. อภิปรายเรื่องฮั้ว สว. หรือคดีเขากระโดง พวกท่านก็แห่กันมาประท้วงจนอภิปรายต่อไม่ได้ 

 

“นี่ก็เริ่มปิดหูปิดตาประชาชนกันเสียแล้ว ท่านจะกลัวอะไร ที่จะนำคดีความที่พวกท่านพัวพันอยู่ในกระบวนการมาเปิดเผยให้ประชาชนได้รับรู้ ประชาชนจับตาดูอยู่ว่า ท่านรัฐมนตรียุติธรรมที่ได้ฉายาว่า ‘สายตรงบุรีรัมย์’ จะมาพลิกผันคดีจากดำกลายเป็นขาว จากขาวให้กลายเป็นดำหรือไม่ ท่านจะย้ายอธิบดีดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ที่ตั้งใจทำคดีนี้หรือไม่”

 

นันทนาระบุว่า ถ้าจะหาหลักฐานในเรื่องการก้าวก่ายแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกับการถามหาใบเสร็จในการทุจริต แต่ผลจากคดีจะเป็นคำตอบในที่สุด หากคดีฮั้ว สว. พลิกผันไป ที่ดินเขากระโดง มิได้กลับไปเป็นของแผ่นดิน นี่คือนิติกรรมอำพราง อันเป็นผลมาจากการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดนี้ และย่อมไม่ใช่ Quick Win แต่จะกลายเป็น Quick Lose ของรัฐบาลชุดนี้ในที่สุด 

 

The post สว. อภิปรายนโยบายรัฐบาล ห่วงหลักนิติธรรมพลิกดำเป็นขาว หวังเร่งรัดกระบวนการแก้กฎหมายที่ล่าช้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประมวลภาพแถลงนโยบายวันแรก นายกฯกลับเข้าสภาฯ ฟัง สส. – สว. อภิปรายต่อ คาดประชุมยาวถึงตี 1 https://thestandard.co/parliament-policy-statement-debate-skyy9-energy/ Tue, 30 Sep 2025 01:53:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1124521 parliament-policy-statement-debate-skyy9-energy

วันนี้ (29 กันยายน) มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (ส […]

The post ประมวลภาพแถลงนโยบายวันแรก นายกฯกลับเข้าสภาฯ ฟัง สส. – สว. อภิปรายต่อ คาดประชุมยาวถึงตี 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
parliament-policy-statement-debate-skyy9-energy

วันนี้ (29 กันยายน) มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2) แบบพิเศษ โดยมี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คือ การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อรัฐสภาตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวันแรกของการอภิปราย

 

ในช่วงค่ำ สมาชิกรัฐสภาทั้ง สส. และสว. ได้อภิปรายประเด็นสำคัญหลายด้าน อาทิ นโยบายซอฟต์พาวเวอร์, การตรวจสอบการลงทุนตึก SKYY9 ของสำนักงานประกันสังคม, นโยบายด้านแรงงาน, พลังงาน รวมถึงการชี้แจงครั้งแรกของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ภายหลังจากที่ สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. พรรคประชาชน อภิปรายประเด็นทางเศรษฐกิจ

 

ต่อมาเวลา 21.33 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางกลับมาที่อาคารรัฐสภาหลังไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว พร้อมทักทายผู้สื่อข่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ทำไมยังไม่กลับบ้าน” จากนั้นเข้าร่วมรับฟังการอภิปราย และยืนยันว่าจะนั่งฟังจนกว่าจะสิ้นสุด

 

ภายในห้องประชุม นายกรัฐมนตรีได้ทักทาย สส. พรรคภูมิใจไทยอย่างอารมณ์ดี รวมถึง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ที่เข้ามายกมือไหว้ทักทายด้วย

 

ทั้งนี้ การประชุมวันนี้ใช้เวลารวมกว่า 16 ชั่วโมง คาดว่าจะเสร็จสิ้นราว 01.00 น. ก่อนจะเริ่มประชุมต่อในวันรุ่งขึ้น เวลา 09.00 น. อีก 9 ชั่วโมง

 

แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล อภิปรายรัฐสภา อนุทิน

The post ประมวลภาพแถลงนโยบายวันแรก นายกฯกลับเข้าสภาฯ ฟัง สส. – สว. อภิปรายต่อ คาดประชุมยาวถึงตี 1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สว.-สส. ปชน. รุมประท้วง ‘วาโย’ อภิปรายฮั้ว สว. ด้านนอร์สั่งเบรกขอสมาชิกเคารพกติกา ยืนยันว่าไม่เข้าข้างใคร https://thestandard.co/wayo-senate-protest-debate/ Mon, 29 Sep 2025 10:41:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1124393 วาโย อัศวรุ่งเรือง

วันนี้ (29 กันยายน) ที่รัฐสภา นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. […]

The post สว.-สส. ปชน. รุมประท้วง ‘วาโย’ อภิปรายฮั้ว สว. ด้านนอร์สั่งเบรกขอสมาชิกเคารพกติกา ยืนยันว่าไม่เข้าข้างใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
วาโย อัศวรุ่งเรือง

วันนี้ (29 กันยายน) ที่รัฐสภา นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีบางส่วนระบุว่า จะยึดมั่นในหลักนิติธรรม โดยเฉพาะนโยบายที่ระบุว่าจะรักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด หากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด ถือว่าเป็นการกระทําความผิดทางวินัยร้ายแรงและต้องดําเนินทางคดีทางอาญา ซึ่งบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เคยสอบถาม อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าจะให้คํามั่นสัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซง ซึ่งสมาชิกรัฐสภายังไม่ได้รับคำมั่นนี้

 

นพ.วาโยเชื่อว่า การเลือกวุฒิสภา (สว.) ไม่มีฮั้ว แต่การลงคะแนนกลับเหมือนกัน 20 กลุ่ม ซึ่งเมื่อสืบค้นไปพบว่ามีปัจจัยที่ทําให้เชื่อได้ว่ามีการฮั้ว สว. 3 ส่วน คือ 1.ปรากฏการณ์เสื้อเหลืองหรือเนกไทเหลืองเหมือนกัน 2. มีโพย โดยได้อธิบายถึงความสัมพันธ์และความใกล้ชิดของการลงคะแนน และ 3.ความผิดปกติของคะแนน

 

ทั้งนี้ ระหว่างการอภิปรายของนพ.วาโย มี สส.พรรคประชาชน และ สว. จํานวนมากลุกขึ้นประท้วง อาทิ พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ที่ระบุว่า ไม่เกี่ยวกับการแถลงนโยบาย ขณะที่ พล.ต.ท. บุญจันทร์ นวลสาย สว. ระบุว่าเป็นการชี้นำ คนที่ไม่ทราบรายละเอียด

 

ด้าน วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้กล่าวเตือนให้อภิปรายอยู่ในนโยบาย เนื่องจากคดีฮั้ว สว. อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม มีการฟ้องที่ศาลอาจจะเป็นการก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมของศาล ไม่เช่นนั้นจะมีการประท้วงอีก ขอให้ชี้แจงว่าอยากให้รัฐบาลทำอะไร

 

จากนั้น ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. กทม. พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงประธานที่ประชุม ว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ในคําแถลงนโยบาย ซึ่งเรื่องทั้งหมดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และยังไม่ถึงขั้นตอนในกระบวนการของชั้นศาล โดยที่การอภิปรายยังไม่ได้พาดพิง สว. คนใด และไม่ได้มีการลงรายละเอียดถึงการฮั้ว หรือจะมาสอนใคร ขอให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบ

 

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่า แม้คําวินิจฉัยของประธานจะเป็นที่เด็ดขาด แต่อยู่บนข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากคดีอยู่ในชั้นของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ กกต. เท่านั้น

 

นันทนา นันทวโรภาส สว. ขอให้ประธานควบคุมการประชุมให้เป็นกลาง และมีประสิทธิภาพ ซึ่งนพ.วาโยกําลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ประธานวินิจฉัยให้ผู้อภิปรายหยุดการอภิปรายถือเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

 

จากนั้น ประธานรัฐสภาได้ชี้แจง ยืนยันว่าไม่เข้าข้างใครและไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าข้างใคร แต่ทําเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ซึ่งประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน ใครเป็นผู้พูดอย่างไรและประธานทําหน้าที่ไม่ดีอย่างไร พร้อมรับข้อติติง ซึ่งคนเป็นประธานไม่อยากทําอะไรที่ไม่เป็นธรรมกับใคร ซึ่งตนปล่อยให้นพ.วาโยไปกว่า 30 นาทีแล้ว หากจะปล่อยให้มีการประท้วงตลอดเวลาสามารถทําได้หรือไม่ ซึ่งตนจะไม่ยอมในเรื่องแบบนี้

 

“ผมเข้าใจดี ทําไมผมจะไม่เข้าใจ พวกเรา ผมเข้าใจและไม่ได้อยากให้มีการฮั้วหรือไม่ฮั้ว แต่ที่ประชุมต้องเคารพกติกา และประธานต้องทําหน้าที่เรื่องนี้ ขอความกรุณาผมให้เกียรติทุกคน แต่ท่านต้องให้เกียรติประธานบ้าง จะบอกว่าท่านประธานไม่ให้ความยุติธรรมเรื่องอะไรครับ ไม่มี แต่การประท้วงไปมานั่นคือสิ่งที่เกิดปัญหา” ประธานรัฐสภากล่าว

 

ขณะเดียวกัน ประธานรัฐสภายังกล่าวกับนันทนา ที่ลุกขึ้นประท้วงการทำหน้าที่ว่า ที่ทําหน้าที่ยอมให้เขาด่าเขาว่า ไม่ใช่การทําหน้าที่ควบคุมการประชุมหรือ ซึ่งความเป็นกลางอยู่ที่ใครยืนด้านไหน มีประโยชน์อะไรที่ตนจะเข้าข้างใคร ตนต้องให้โอกาส เพราะประชาชนกําลังฟังการประชุมไม่ใช่การประท้วง

 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นประท้วงพร้อมระบุว่า การประท้วงจะต้องมีการพาดพิง บุคคลดังกล่าวยังไม่ได้เสียหาย และเนื้อหาอยู่นอกกรอบญัตติในเรื่องกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งบุคคลที่จะต้องชี้แจงคือรัฐบาล ไม่ใช่สมาชิก 

 

จากนั้น นพ.วาโยได้ลุกขึ้นอภิปราย แต่ก็มี ประเทือง มนตรี สว. ลุกขึ้นประท้วงว่า ขอถามคนที่อภิปราย ว่า “เป็นการอภิปราย สว. หรือเป็นการอภิปรายนโยบาย ตอบมา เดี๋ยวได้เจอกัน” ซึ่งประธานในที่ประชุมได้ขอให้มีการประนีประนอมกัน ซึ่งตนไม่รู้ใครฮั้วหรือไม่ฮั้ว แต่สว. เสียหาย อาจจะมีการประท้วงไม่จบ ขณะที่ สส.พรรคประชาชน ขอให้ถอนคำว่า “เดี๋ยวเจอกัน” ประเทืองจึงได้ถอนคำดังกล่าวออก

 

นอกจากนี้ ประธานรัฐสภายังได้ขอให้ นันทนาหยุดประท้วงเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยของที่ประชุมไม่เช่นนั้นจะเชิญออกจากห้องประชุม ขณะเดียวกันขอให้สมาชิกรักษาเวลา และหากนพ.วาโยจะพูดเรื่องเดิมอาจจะไม่ให้มีการอภิปราย โดยจะข้ามให้คนต่อไปได้อภิปราย เนื่องจากจะมีการประท้วงขึ้นมาอีก

 

สุดท้าย นพ.วาโยระบุว่า คดีอยู่ที่ กกต. และ DSI แล้ว แต่ สํานวนยังกองอยู่ที่ชั้นสํานักเลขาธิการ กกต. จึงต้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและนายกรัฐมนตรีไปติดตาม ยืนยันว่าในการอภิปรายไม่ได้หวังโจมตีเพื่อนสมาชิกใดๆ ทั้งสิ้น

 

วาโย อัศวรุ่งเรือง วาโย อัศวรุ่งเรือง

The post สว.-สส. ปชน. รุมประท้วง ‘วาโย’ อภิปรายฮั้ว สว. ด้านนอร์สั่งเบรกขอสมาชิกเคารพกติกา ยืนยันว่าไม่เข้าข้างใคร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม.อนุทิน 1 นั่งประจำการบัลลังก์ รับฟังสมาชิกรัฐสภา อภิปรายนโยบายรัฐบาล https://thestandard.co/anutin-policy-statement-4-months/ Mon, 29 Sep 2025 04:28:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1124159 anutin-policy-statement-4-months

วันนี้ (29 กันยายน) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ […]

The post ครม.อนุทิน 1 นั่งประจำการบัลลังก์ รับฟังสมาชิกรัฐสภา อภิปรายนโยบายรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
anutin-policy-statement-4-months

วันนี้ (29 กันยายน) ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2) เป็นพิเศษ ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และมงคล สุระสัจจะ ประธานสมาชิกวุฒิสภา ในวาระพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมี ครม., สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

 

เวลา 09.30 น. นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีเข้าประจำที่นั่งบัลลังก์ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะลุกขึ้นกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีเอกสารนโยบายความยาว 7 หน้า กำหนดหลักการสำคัญ 3 ประการ และภารกิจเร่งด่วนในการแก้ปัญหา 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายในกรอบเวลา 4 เดือน ซึ่งเวลาในการแถลงรวม 25 นาที 

 

อย่างไรก็ตาม การแถลงนโยบายรัฐบาลตลอด 2 วัน ได้มีการจัดสรรเวลาอภิปรายดังนี้ ประธานรัฐสภา 1 ชั่วโมง, คณะรัฐมนตรี 6 ชั่วโมง, สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 3 ชั่วโมง, พรรคร่วมรัฐบาล 6 ชั่วโมง และพรรคร่วมฝ่ายค้านรวม 15 ชั่วโมง แบ่งเป็น พรรคเพื่อไทย 6 ชั่วโมง และพรรคประชาชนกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ รวม 9 ชั่วโมง

 

 อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.  อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา มาตรา 162 ครม.

The post ครม.อนุทิน 1 นั่งประจำการบัลลังก์ รับฟังสมาชิกรัฐสภา อภิปรายนโยบายรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
คำแถลงนโยบายรัฐบาล 4 เดือนอนุทินฉบับเต็ม เดินหน้าด้วย 3 หลัก – แก้ปัญหาภัย 4 ด้าน https://thestandard.co/anutin-policy-4-months-4-threats/ Mon, 29 Sep 2025 03:03:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1124080 anutin-policy-4-months-4-threats

วันนี้ (29 กันยายน) เวลา 09.00 น. ที่ประชุมร่วมกันของรั […]

The post คำแถลงนโยบายรัฐบาล 4 เดือนอนุทินฉบับเต็ม เดินหน้าด้วย 3 หลัก – แก้ปัญหาภัย 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
anutin-policy-4-months-4-threats

วันนี้ (29 กันยายน) เวลา 09.00 น. ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) แบบพิเศษ พิจารณาเรื่องสำคัญ คือ การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญ โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้จัดทำเอกสารคำแถลงนโยบายความยาว 7 หน้า แจกจ่ายให้สมาชิกรัฐสภาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา

 

เมื่อเข้าสู่ระเบียบวาระ เวลา 09.35 น.  อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นกล่าวถ้อยแถลงอย่างเป็นทางการต่อที่ประชุม เพื่อประกาศวิสัยทัศน์และทิศทางการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลชุดใหม่ในกรอบระยะเวลา 4 เดือน ดังนี้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้กระผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน พุทธศักราช 2568 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2568 นั้น 

 

บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีความสอดคล้องกับหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ และหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) เรียบร้อยแล้ว

 

คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและพี่น้องประชาชนให้ทราบถึงหลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยรัฐบาลภายใต้การนำของกระผมจะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

 

  1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลได้เข้าสู่การบริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ซึ่งปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โอกาสในการสร้างรายได้ของพี่น้องประชาชน และการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ

 

ด้วยระยะเวลาที่มีอยู่จำกัดและงบประมาณที่รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นผู้จัดทำ ทั้งยังเป็น

รัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ ภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านความมั่นคง ภัยด้านสังคม และภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการต้องวางรากฐานของประเทศ 

 

การขับเคลื่อนการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน การสร้างความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและสันติสุขให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมือง และการเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติ

 

รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

โดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะเป็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศเพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย ดังนี้

 

ด้านเศรษฐกิจ

 

  1. สร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ

ค่าพลังงาน ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าโดยสาร ค่าผ่านทาง เพื่อให้มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นโดยจัดทำโครงการคนละครึ่ง การบริหารจัดการราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมควบคู่กับการสร้างโอกาสในการสร้างรายได้และความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ค้ารายย่อยผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกรและชุมชนในท้องถิ่นให้มั่นคงแข็งแรงขึ้นผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และท้องถิ่น 

 

โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และการเพิ่มทักษะ (Upskill) เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างโอกาสให้คนไทยมีรายได้มากขึ้น และส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตไฟฟ้าภาคครัวเรือนและกิจกรรมทางการเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนและชุมชนและเพิ่มพลังงานสีเขียวตามความต้องการของทุกภาคส่วน

 

  1. แก้ไขปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่องบนพื้นฐานความเสี่ยงที่เป็นธรรม

ระหว่างสถาบันการเงินและผู้กู้ โดยหนี้ภาคประชาชน ช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้รายบุคคลในระบบรายละไม่เกินหนึ่งแสนบาท เพื่อลดปัญหาหนี้ที่ทำให้คนไทยติดกับดักหนี้

 

อีกทั้งจะเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รายละไม่เกินหนึ่งล้านบาท ควบคู่กับการสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้โดยสม่ำเสมอ การให้ความรู้ทางการเงินนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่แก่ประชาชนและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและภาคธุรกิจขนาดใหญ่

 

  1. เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนรายย่อยให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิซื้อพันธบัตรรัฐบาลโดยสะดวก เพื่อสร้างรายได้เพิ่มจากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และพัฒนาผลิตภัณฑ์สลากเพื่อการออม โดยกันเงินจำนวนหนึ่งที่ผู้ซื้อสลากที่ไม่ถูกรางวัลให้มีเงินออมอันเกิดจากเงินที่กันไว้

 

  1. ฟื้นความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการสร้างความปลอดภัย และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว การปราบปรามการฉ้อโกงและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว การจัดทำมาตรการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง การจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี การดึงดูดชาวต่างชาติให้พำนักในประเทศไทย ระยะยาวและเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวมากขึ้น

 

  1. เร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า โดยจัดตั้งทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วยกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์และผู้แทนการค้าไทย เพื่อยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม และดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่ เพิ่มขึ้น อาทิ ตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา รวมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ

 

รวมถึงดูแลและสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา การสกัดปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า และป้องกันการทุ่มตลาด ร่วมมือกับภาคเอกชนในการเจรจารายละเอียดรายสินค้าที่เกิดขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาเพื่อเตรียมการรองรับมาตรการด้านการค้าของสหรัฐอเมริกา 

 

อาทิ การจัดทำมาตรการในการส่งเสริมการใช้สินค้าอุตสาหกรรมและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศเป็นหลักการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมของสินค้ากลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งกำหนดมาตรการมิให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5

 

สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการแข่งขันในปัจจุบัน และอนาคต โดยปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุญาตให้สะดวก โปร่งใส และเป็นมิตรต่อผู้ประกอบการ ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ รวมทั้งส่งเสริมให้นักลงทุนจากต่างประเทศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทย และสร้างห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศจากผู้ประกอบการไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการในประเทศ

 

ด้านความมั่นคง

 

  1. เร่งแก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ เพื่อนำความมั่นคงปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชนตามบริเวณชายแดนโดยเร็วและรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย และเขตแดนที่เป็นของไทย โดยชอบธรรมตามเส้นเขตแดนที่เป็นสากล 

 

รวมถึงดำเนินการยุติความขัดแย้งผ่านกลไกการเจรจาทางการทูตที่เหมาะสมควบคู่กับการป้องกันประเทศที่เข้มแข็ง ตลอดจนทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาตัดสินใจให้ความเห็นต่อการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ รัฐบาลจะดำเนินนโยบายต่างประเทศในเชิงรุกที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นใจและสถานะของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

 

  1. เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลจะเร่งรัดปรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในด้านการสร้างสภาพแวดล้อม

ที่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคู่ขนานไปกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

 

ด้านสังคม

 

  1. ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง ไม่สนับสนุนให้มีการประกอบธุรกิจการพนันทุกชนิดให้เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย ไม่สนับสนุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีธุรกิจการพนัน รวมถึงการพนันที่แฝงมาในรูปของกีฬา อาทิ โป๊กเกอร์ และจะดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนันและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อควบคุมและลดการอนุญาตการเล่นการพนันให้ได้มากที่สุด

 

  1. รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยให้ถือว่าการกระทำของเจ้าพนักงานของรัฐ

ในกรณีเหล่านี้เป็นการกระทำความผิดทางวินัยร้ายแรงและต้องดำเนินการทางอาญาอย่างเด็ดขาด การละเว้นการบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บ่อนการพนันและการพนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ ภัยไซเบอร์ การสร้างข่าวปลอมและการหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

 

รวมถึงขจัดทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง โดยร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนและนานาประเทศ 

 

  1. พิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยดำเนินมาตรการ

ป้องกันและขจัดการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยในส่วนของพระพุทธศาสนารัฐบาลจะดำเนินการโดยพระสังฆราชานุมัติด้วยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

 

ด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

  1. เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง เยียวยาและฟื้นฟูให้ประชาชนผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน โดยเน้นการนำข้อมูลของส่วนราชการส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปปฏิบัติในพื้นที่อย่างจริงจังการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างยั่งยืน การส่งเสริมการใช้พื้นที่ป่าและป่าชุมชนอย่างถูกต้อง รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

  1. ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ โดยประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อย

ก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปีพุทธศักราช ๒๕๙๓ (คริสต์ศักราช ๒๐๕๐) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนและหน่วยงานของรัฐ การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบขนส่งสาธารณะ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม

 

อีกทั้ง พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรไปสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดัน

กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว อาทิ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….

 

ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

 

  1. เร่งรัดการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบควบคู่กับการผลักดัน

การเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐและเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจและประชาชน มีการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมรวมถึงสามารถรองรับการบริหารราชการแบบจำลองเสมือนจริง (Sandbox) และการบริหารจัดการ ภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบ 

 

  1. เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ โดยยกเลิกกฎหมาย กฎระเบียบ

ที่เป็นอุปสรรคและสร้างภาระที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจที่เรียกว่ากิโยตีน (Guillotine) การริเริ่มเสนอกฎหมายที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลและผลักดันการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนไป และจัดตั้งคณะทำงานติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล

 

นายกรัฐมนตรีระบุอีกว่า ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ นอกจากนโยบายสำคัญเพื่อจัดการปัญหาเฉพาะหน้าข้างต้น รัฐบาลจะดำเนินการให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 162 โดยจะผลักดันการพัฒนาตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน 

 

ในช่วงเวลาของการบริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง อาทิ การดำเนินการให้คนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิการศึกษาและระบบสาธารณสุขอย่างทั่วถึง เท่าเทียม การผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบการศึกษา เช่น กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ เป็นต้น

 

ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมการเรียนรู้ ซึ่งจะทำให้คนไทยมีความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและสอดคล้องกับสังคมในอนาคต รวมทั้งใช้สื่อและสื่อสารมวลชนในการปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีของคนในสังคม การพัฒนาบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพควบคู่กับการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและการแพทย์แผนไทย การส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี 

 

การวางรากฐานการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่ยุคใหม่ จากเดิมที่เน้นปริมาณ ไปสู่การสร้างมูลค่า โดยยกระดับภาคเกษตรกรรมของไทยไปสู่เกษตรอัจฉริยะ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ และสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของอาหาร การวางรากฐานเพื่อให้ภาคเอกชน

 

โดยเฉพาะ SMEs ก้าวทันโลกควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมในราคาที่จับต้องได้ การยกระดับผลิตภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพและต่อยอดนวัตกรรม 

 

การผลักดันกฎหมายสำคัญเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคให้รองรับการพัฒนาประเทศควบคู่กับการส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในโครงการขนาดใหญ่ การกำกับให้มีการจัดสรรและการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม

ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศโดยรวม 

 

การสืบสานต่อยอดโครงการพระราชดำริและโครงการตามแนวพระราชดำริ เพื่อความยั่งยืนในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลและสร้างการมีส่วนร่วมในการควบคุมและแก้ไขปัญหาด้านมลพิษ การกำหนดผังเมืองและการบังคับใช้เป็นกฎหมายเพื่อให้การพัฒนาพื้นที่เป็นไปอย่างเหมาะสม รวมถึงการบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ตลอดจนการพัฒนาระบบรายได้และบริหารสินทรัพย์ของภาครัฐให้เข้มแข็ง

 

รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะบริหารราชการแผ่นดินและขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไข

ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการริเริ่มวางรากฐานประเทศเพื่อนำพาประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลังความสามารถในช่วงเวลาของรัฐบาลด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และมีคุณธรรม โดยยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้งและสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินนโยบายการคลังให้น่าเชื่อถือ มีวินัย โปร่งใส มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวมภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 

 

โดยการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้ การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนการระดมทุนผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเน้นการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นหลัก และจะใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดด้วยความรอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ และส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อส่งเสริมการลงทุนและลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศในระยะยาว

 

อนุทินกล่าวทิ้งท้ายว่า กระผมในฐานะนายกรัฐมนตรี จะดำเนินการทุกวิถีทางในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลให้สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศ พร้อมกับการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อความอยู่ดี มีสุขของพี่น้องประชาชนชาวไทย

The post คำแถลงนโยบายรัฐบาล 4 เดือนอนุทินฉบับเต็ม เดินหน้าด้วย 3 หลัก – แก้ปัญหาภัย 4 ด้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>