ประชากรไทย Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ประชากรไทย/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 20 Feb 2025 01:36:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘สึนามิสังคมสูงวัย’ ถล่มไทย เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 50 ปี ผู้สูงอายุทะลัก 13.7 ล้านคน กระตุกสัญญาณเตือนวิกฤตประชากร https://thestandard.co/aging-tsunami-thailand/ Thu, 20 Feb 2025 01:36:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1043925 aging-tsunami-thailand

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดผลวิจัย […]

The post ‘สึนามิสังคมสูงวัย’ ถล่มไทย เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 50 ปี ผู้สูงอายุทะลัก 13.7 ล้านคน กระตุกสัญญาณเตือนวิกฤตประชากร appeared first on THE STANDARD.

]]>
aging-tsunami-thailand

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดผลวิจัยที่พบประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตประชากรครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อตัวเลขเด็กเกิดใหม่ดิ่งเหวสู่จุดต่ำสุดที่ 462,240 คนในปี 2567 ต่ำกว่า 500,000 คนเป็นครั้งแรก สวนทางกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่พุ่งแตะ 571,646 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ที่ -0.17% สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น

 

รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม เปิดเผยข้อมูลสะเทือนใจว่า อัตราเจริญพันธุ์รวมของไทยทรุดหนักเหลือเพียง 1.03 หมายความว่าผู้หญิงไทย 1 คนมีลูกโดยเฉลี่ยเพียง 1 คนเท่านั้น ใกล้เคียงกับประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำสุดในโลกอย่างเกาหลีใต้ (0.72) และสิงคโปร์ (0.94) ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ควรอยู่ที่ 2.1 อย่างมีนัยสำคัญ

 

‘ความเปลี่ยนแปลงทางประชากร’ ที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตัวเลขการเกิด แต่ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างครอบครัวไทย สะท้อนผ่านสถิติการจดทะเบียนสมรสที่ลดลงเหลือเพียง 263,087 คู่ในปี 2567 จากที่เคยมีมากกว่า 300,000 คู่ต่อปี ขณะที่อัตราการหย่าร้างกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนคติต่อการมีครอบครัวของคนรุ่นใหม่

 

ที่น่าตกใจไปกว่านั้น ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,042 คน พบว่า แม้ 71% จะมองว่าเด็กเกิดน้อยเป็นวิกฤตของประเทศ แต่มีเพียง 44% เท่านั้นที่สนับสนุนนโยบายส่งเสริมการเกิด โดยผู้หญิงเห็นด้วยเพียง 42% น้อยกว่าผู้ชายที่ 52% สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาเชิงนโยบายอาจไม่ใช่คำตอบเดียว และรัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

ขณะที่ภาพอนาคตยิ่งน่าวิตก เมื่อการคาดการณ์ในอีก 50 ปีข้างหน้าชี้ว่าประชากรไทยจะเหลือเพียง 40.6 ล้านคน โดยเฉพาะวัยแรงงานที่จะลดฮวบจาก 42 ล้านคนในปัจจุบัน เหลือเพียง 18 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

 

แต่ท่ามกลางความท้าทายนี้ยังมีสัญญาณบวกที่น่าสนใจ เมื่อสังคมไทยเริ่มเปิดรับแนวคิดการปรับตัวสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น โดย 66% สนับสนุนการปรับนิยามผู้สูงอายุจาก 60 เป็น 65 ปี และ 64% เห็นด้วยกับการขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี

 

นอกจากนี้คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะเจเนอเรชัน Z (77%) และ Y (55.7%) ยังแสดงความสนใจที่จะไปทำงานหรือใช้ชีวิตในต่างประเทศ เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการพัฒนาทักษะแรงงานในระดับสากล

 

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือการเปิดรับแนวคิดการนำเข้าแรงงานข้ามชาติเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน โดยเฉพาะในกลุ่มเจเนอเรชัน Y (41.2%) และ Z (37.3%) ที่มีทัศนคติเชิงบวกต่อประเด็นนี้มากกว่าเจเนอเรชันก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในความจำเป็นของการปรับตัวในยุคโลกาภิวัตน์

 

นอกจากนี้ยังมีความก้าวหน้าในด้านนโยบายสุขภาพ โดย 84.7% เห็นด้วยกับการทำพินัยกรรมชีวิตเพื่อแสดงเจตนาไม่ยืดการตายในวาระสุดท้าย สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของสังคมไทยในการรับมือกับประเด็นท้าทายของสังคมสูงวัยอย่างรอบด้าน

 

‘วิกฤตครั้งนี้คือโอกาส’ ในการปรับโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ของไทย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มบทบาทผู้สูงอายุและผู้หญิงในตลาดแรงงาน การใช้เทคโนโลยีและ AI ทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน การส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานแบบมีทิศทาง หรือแม้แต่การพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

ศ.เกียรติคุณ ดร.อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ ที่ปรึกษาอาวุโสสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ทิ้งท้ายอย่างน่าคิดว่า “โจทย์ใหญ่ของความมั่นคงทางประชากรที่เป็นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพนี้เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องคิดร่วมกัน” เพราะการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนประชากร แต่เป็นการออกแบบอนาคตใหม่ให้สังคมไทยในทุกมิติ

The post ‘สึนามิสังคมสูงวัย’ ถล่มไทย เด็กเกิดใหม่ต่ำสุดในรอบ 50 ปี ผู้สูงอายุทะลัก 13.7 ล้านคน กระตุกสัญญาณเตือนวิกฤตประชากร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: หลุมพรางเศรษฐกิจไทย ‘เด็กไม่เกิด สังคมแก่ แรงงานหด’ ฉุดประชากรไทยลดรุนแรง | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-17022025-4/ Mon, 17 Feb 2025 08:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1042743 morning-wealth-17022025-4

ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเด็กเกิดน้อยลงทุกๆ ปี คาดการณ์จำนวนปร […]

The post ชมคลิป: หลุมพรางเศรษฐกิจไทย ‘เด็กไม่เกิด สังคมแก่ แรงงานหด’ ฉุดประชากรไทยลดรุนแรง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
morning-wealth-17022025-4

ไทยกำลังเผชิญวิกฤตเด็กเกิดน้อยลงทุกๆ ปี คาดการณ์จำนวนประชากรไทยอาจลดลง ‘รุนแรงขึ้น’ โดยในอีก 50 ปีอาจเหลือไม่ถึง 56 ล้านคน การที่คนไทยลดลง ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: หลุมพรางเศรษฐกิจไทย ‘เด็กไม่เกิด สังคมแก่ แรงงานหด’ ฉุดประชากรไทยลดรุนแรง | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลุมพรางเศรษฐกิจไทย ‘เด็กไม่เกิด สังคมแก่ แรงงานหด’ ฉุดประชากรไทยลดรุนแรง อาจเหลือแค่ 55.7 ล้านคนในอีก 50 ปี https://thestandard.co/thai-population-decline-2024-gdp-impact/ Fri, 14 Feb 2025 06:20:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1041789 กราฟแสดงการลดลงของประชากรไทย 5 ปีต่อเนื่องจนถึงปี 2567 จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเด็กเกิดน้อยลงทุกๆ ปี ล่า […]

The post หลุมพรางเศรษฐกิจไทย ‘เด็กไม่เกิด สังคมแก่ แรงงานหด’ ฉุดประชากรไทยลดรุนแรง อาจเหลือแค่ 55.7 ล้านคนในอีก 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการลดลงของประชากรไทย 5 ปีต่อเนื่องจนถึงปี 2567 จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเด็กเกิดน้อยลงทุกๆ ปี ล่าสุดเด็กไทยเกิดต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นครั้งแรกในรอบ 75 ปี ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ เสียอีก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ประชากรไทยลดลงเหลือ 65.95 ล้านคนในปี 2567

 

นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าในช่วงข้างหน้าจำนวนประชากรไทยอาจลดลง ‘รุนแรงขึ้น’ โดยในอีก 50 ปีข้างหน้าประชากรไทยอาจเหลือไม่ถึง 56 ล้านคน

 

แล้วการที่ไทยมีกำลังแรงงาน ‘ลดลง’ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร? บทความนี้ จะพาไปร่วมไขคำตอบที่ภาครัฐและเอกชนจะต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

 

ประชากรไทยลดลงต่อเนื่อง 5 ปีติด เด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 5 แสนคนในปี 2567 

 

ตามข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) แสดงให้เห็นว่าประชากรไทยลดลงต่อเนื่อง 5 ปีติดต่อกันเหลือ 65.95 ล้านคนในปี 2567 เนื่องจากในปีดังกล่าวไทยมีเด็กเกิดไม่เกิน 5 แสนคน ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่เสียอีก

 

นอกจากนี้ตามการประมาณการของสหประชาชาติ (UN) โดยใช้ Medium Variant คาดว่าในอีก 50 ปี ประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 55.7 ล้านคน โดยจำนวนนี้ แบ่งเป็น

 

  • วัยเด็ก (0-14 ปี) คิดเป็นสัดส่วน 11%
  • วัยผู้ใหญ่ (15-59 ปี) คิดเป็นสัดส่วน 47%
  • วัยสูงอายุ (60 ปี) คิดเป็นสัดส่วน 42%

 

เปิดสถิติจำนวนประชากรไทย 7 ปีย้อนหลัง

 

  • ปี 2560: 66.19 ล้านคน
  • ปี 2561: 66.41 ล้านคน
  • ปี 2562: 66.56 ล้านคน
  • ปี 2563: 66.19 ล้านคน
  • ปี 2564: 66.17 ล้านคน
  • ปี 2565: 66.09 ล้านคน
  • ปี 2566: 66.05 ล้านคน
  • ปี 2567: 65.95 ล้านคน

 

ภาพ: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 

ทำไมประชากรไทยลดลง ‘รวดเร็ว’

 

เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ฉายภาพกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จำนวนประชากรไทยลดลงติดต่อกันเป็น ปีที่ 5 โดยตัวเลขเหลือไม่ถึง 66 ล้านคน มีเหตุมาจากเด็กเกิดน้อยลงและมีผู้เสียชีวิต มากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจที่สูงขึ้น โรคภัย โรคระบาดต่างๆ และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมโลก ฯลฯ

 

“ถามว่าทำไมปัจจุบันเด็กเกิดน้อยลง มีหลายสาเหตุ เริ่มตั้งแต่ภาวะเศรษฐกิจและค่า ครองชีพที่เพิ่มขึ้น ทำให้ค่านิยมของผู้คนเปลี่ยนไป ยิ่งวันนี้การมีลูก 1 คน มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง รวมถึงปัญหาด้านการเจริญพันธุ์ ภาวะเครียดทำให้มีลูกยากแถม ยังต้องใช้ชีวิตอยู่บนความไม่แน่นอนหลายอย่าง คนรุ่นใหม่จึงไม่อยากมีลูกกันมากขึ้น” เกวลินกล่าว

 

กราฟแสดงการลดลงของประชากรไทย 5 ปีต่อเนื่องจนถึงปี 2567 จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เกวลิน หวังพิชญสุข 

รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

 

ไทยกำลังเป็น Super-Aged Society อันดับที่ 4 ของเอเชีย แต่กลับไม่พร้อมเท่าประเทศอื่น

 

เกวลินตั้งข้อสังเกตอีกว่า ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2572 สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ซึ่งหมายถึงประเทศที่มีประชากรสูงวัยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20%

 

โดยภายในปีเดียวกันนี้ (ปี 2572) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียจะพบว่า Super-Aged Society ของไทยสูงเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย กล่าวคือไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงเป็นอันดับที่ 4 ของเอเชีย รองจากฮ่องกง อันดับ 3, เกาหลีใต้ อันดับ 2 และญี่ปุ่นที่ขึ้นอันดับ 1 

 

อย่างไรก็ตาม เกวลินยังกล่าวอีกว่า เมื่อเทียบประเทศหรือดินแดนที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่าอย่างญี่ปุ่น ฮ่องกง และเกาหลีใต้ ไทยกลับมี ‘ความน่ากังวล’ มากกว่า เนื่องจากไทยมีความพร้อมน้อยกว่าประเทศเหล่านั้นเป็นอย่างมาก รวมไปถึงการมีโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) ที่น้อยกว่า

 

“ไม่ใช่แค่ไทย หลายๆ ประเทศก็เป็นเทรนด์นี้ วันนี้ประเทศญี่ปุ่นเผชิญกับสังคมที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับอัตราเด็กเกิดต่ำเหมือนกับไทย คนวัยทำงานแต่งงานช้า ไม่นิยมมีลูก เพราะเครียดจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของโลก 

 

ขณะที่ในสิงคโปร์ เมื่อก่อนเรามองว่าสิงคโปร์จะเจอปัญหานี้ก่อนไทย เนื่องจากมีประชากรน้อยกว่า แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลสิงคโปร์พยายามผลักดันนโยบายรัฐ กระตุ้นให้ประชากรมีลูกท่ามกลางปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และสวัสดิการต่างๆ 

 

 

ภาวะประชากรลดลงส่งผลต่อ GDP อย่างไร

 

เกวลินระบุว่า การลดลงของจำนวนประชากรย่อมส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในแง่มุมต่างๆ ดังนี้

 

  • กระทบต่อด้านการบริโภค (Consumption) ของครัวเรือน เนื่องจากผู้สูงอายุของไทยไม่ได้มีกำลังซื้อเยอะเมื่อเทียบกับบางประเทศ ดังนั้นเมื่อมองไปข้างหน้า หากไทยก้าวเป็นสังคมสูงวัยมากขึ้น การบริโภคก็มีแนวโน้มจะโตช้าลง
  • กระทบการลงทุนภาคเอกชน (Private Investment) เนื่องจากเมื่อต้นทุนแรงงานสูงขึ้น เหตุเพราะกำลังแรงงานลดลง ผู้ประกอบการย่อมต้องจ่ายค่าแรงเพิ่ม ทำให้ต้นทุนแรงงานจะสูงขึ้น (ยกเว้นธุรกิจที่จะลงทุนกับเทคโนโลยีมากขึ้น) ดังนั้นเมื่อต้นทุนแรงงานสูงขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจ ส่งผลให้ภาคธุรกิจ ‘ลงทุนลดลง’
  • กระทบค่าใช้จ่ายของภาครัฐ (Government Spending) เนื่องจากหากภาครัฐต้องดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น และอาจจะไปเบียดบัง ทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นลดลง โดยจะเห็นว่ารัฐบาลต้องแบกรับภาระด้านสวัสดิการการดูแลค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สังเกตได้จากผู้สูงอายุไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคไม่เรื้อรังเพิ่มขึ้น ซึ่งค่าใช้จ่ายก็แปรผันตามต้นทุนค่าพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี

 

“มีการศึกษาผลกระทบของภาวะประชากรลดลงที่มีต่อ GDP โดยเปรียบเทียบจาก 2 กรณีที่จำนวนประชากรคงที่และกรณีที่ประชากรลดลง ข้อค้นพบเห็นว่า กรณีที่ประชากรลดลงทำให้ GDP ลดลงตาม และยิ่งเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผลของการฉุดยิ่งมากขึ้น” เกวลินกล่าว

 

รัฐบาลไทยควรจัดการปัญหานี้อย่างไร

 

เกวลินกล่าวว่า จริงๆ แล้วในช่วงที่ผ่านมาภาครัฐมีการพูดถึงปัญหาประชากรลดลงมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอาจมีโจทย์เศรษฐกิจด้านอื่นที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ก่อน ดังนั้นจากนี้จึงอยากให้ภาครัฐมาให้ความสนใจกับสถานการณ์ปัจจุบันเพิ่มขึ้น

 

โดยอาจใช้นโยบายกระตุ้นการมีลูกและนโยบายส่งเสริมแรงงานรุ่นใหม่ควบคู่ไปกับการดูแลผู้สูงอายุ 

 

โดยสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือ การให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากกว่ารักษาภายหลัง ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้แรงงานมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดภาระของภาครัฐในอนาคตลงด้วยเช่นกัน

 

ประชากรหด ลดความน่าสนใจของไทย ฉุดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศลด

 

เกวลินกล่าวเสริมว่า อีกหนึ่งผลกระทบจากปัญหาดังกล่าวคือ อาจทำให้ไทยมีความน่าสนใจน้อยลง และอาจทำให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ลดลงต่อเนื่องในอนาคต 

 

โดยถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน เวียดนามหรืออินโดนีเซียที่ถูกพูดถึงเยอะๆ ที่สามารถดึงดูด FDI ได้มากกว่าไทย ส่วนหนึ่งก็มาจากจำนวนประชากรเยอะ

 

“ด้วยประชากรน้อย ธุรกิจจะมีตลาดน้อยลง เนื่องจากหากธุรกิจไปลงทุนในตลาดที่ยิ่งมีคนซื้อมากก็จะยิ่งได้เปรียบ ยิ่งมีโอกาสทางการตลาดมากกว่า หากลงทุนแล้วประชากรในประเทศน้อย ก็อาจต้องส่งออกแทน สะท้อนว่าธุรกิจอาจต้องเสียต้นทุนในการส่งออกมากขึ้น” เกวลินกล่าว

 

ส่องจำนวนประชากร 10 ประเทศอาเซียน ฯ ปัจจุบัน

 

  • อินโดนีเซีย: 282,477,58 คน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2567)
  • ฟิลิปปินส์: 114,123,600 คน (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2568)
  • เวียดนาม: 100,309,209 คน (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2566)
  • ไทย: 65,932,105 คน (ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2568)
  • เมียนมา: 51,316,756 คน (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2567)
  • มาเลเซีย: 34,112,400 คน (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2567)
  • กัมพูชา: 17,336,307 คน (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2567)
  • สปป.ลาว: 7,546,000 คน (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2567)
  • สิงคโปร์: 6,036,900 คน (ข้อมูล ณ เดือนมิถุนายน 2567) 
  • บรูไน: 450,500 คน (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2566)

 

อีก 30 ปีข้างหน้า เงินทุนสำรองประกันสังคมอาจไม่พอจ่าย 

 

เกวลินกล่าวถึงอีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนกังวลคือระบบประกันสังคม หลังจากที่มีนักวิเคราะห์ในตลาดประเมินว่า อีก 30 ปีข้างหน้า เงินทุนสำรองในระบบจะไม่เพียงพอต่อการดูแล เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วย ขณะที่กลุ่มคนทำงานที่ส่งเงินเข้าระบบเริ่มน้อยลง 

 

 

ทำให้ประกันสังคมเริ่มมีแผนปรับจำนวนเงินนำส่งในรูปแบบขั้นบันได หรือมีการนำ เงินไปลงทุนสร้างการเติบโต ซึ่งประกันสังคมก็กำลังพิจารณาหลายๆ วิธี เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมไปถึงเรื่องการขยายเวลาเกษียณอายุการทำงาน เพื่อสร้างระบบบำนาญให้ยั่งยืนอีกครั้ง จากนี้ต้องจับตาดูว่าทิศทางของประกันสังคมจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้มากหรือน้อยแค่ไหน

The post หลุมพรางเศรษฐกิจไทย ‘เด็กไม่เกิด สังคมแก่ แรงงานหด’ ฉุดประชากรไทยลดรุนแรง อาจเหลือแค่ 55.7 ล้านคนในอีก 50 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
วราวุธแจงแนวทางแก้วิกฤตประชากรไทย 5 กลุ่ม ก่อนชงเข้า ครม. เสนอบนเวที UN https://thestandard.co/warawut-silpa-archa-08032024/ Fri, 08 Mar 2024 08:16:16 +0000 https://thestandard.co/?p=908767

วันนี้ (8 มีนาคม) วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง […]

The post วราวุธแจงแนวทางแก้วิกฤตประชากรไทย 5 กลุ่ม ก่อนชงเข้า ครม. เสนอบนเวที UN appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (8 มีนาคม) วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘พัฒนาความมั่นคงครอบครัวไทย ผ่านพ้นภัยวิกฤตประชากร’ ร่วมกับวิทยาลัยประชากรศาสตร์, สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โครงการจุฬาอารี และ World Bank 

 

โดยมีการแบ่งกลุ่มย่อย Workshop 5 กลุ่ม ในรูปแบบ World Café ทั้งนี้ ผู้บริหารกระทรวงฯ, ผู้แทนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน, ผู้ทรงคุณวุฒิ, ผู้เชี่ยวชาญ, นักวิชาการ, องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน ได้ร่วมกันระดมความคิดอย่างเต็มที่เพื่อกำหนดมาตรการสำคัญและเร่งด่วนในการพัฒนาความมั่นคงของครอบครัวไทยสู่ความมั่นคงของมนุษย์ ดังนี้

 

  1. กลุ่มวัยทำงาน มุ่งเสริมพลังวัยทำงานให้สามารถตั้งตัวได้ สร้างและดูแลครอบครัวได้ และพร้อมที่จะสูงอายุอย่างมีคุณภาพในอนาคต ด้วยมาตรการสำคัญและเร่งด่วน เช่น พัฒนาทักษะและเสริมศักยภาพ (Reskill / Upskill) กระจายงานสู่พื้นที่และชุมชน ส่งเสริมการออมภาคบังคับ และส่งเสริมสมดุลชีวิตการทำงานและครอบครัว เช่น จัดหรือหาบริการดูแลเด็กปฐมวัย-ผู้สูงอายุช่วงกลางวัน สวัสดิการลาเพื่อดูแลบุตร ทำงานแบบยืดหยุ่นไม่จำกัดสถานที่ และส่งเสริมบทบาทชายหญิงร่วมกันดูแลครอบครัว เป็นต้น 

 

  1. กลุ่มเด็กและเยาวชน มุ่งเพิ่มคุณภาพและผลิตภาพของเด็กและเยาวชน ‘เด็กน้อย แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ’ ด้วยมาตรการสำคัญและเร่งด่วน เช่น การส่งเสริมสถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษาให้เข้มแข็ง ดูแลสุขภาพกายและใจของเด็กและแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ จัดตั้งศูนย์เด็กเล็กใกล้บ้าน รับเด็กอายุน้อยลง โดยชุมชนช่วยจัดการ พัฒนาทักษะชีวิตและวิชาชีพตามวัย และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

  1. กลุ่มผู้สูงอายุ มุ่งสร้างพลังผู้สูงอายุ ผ่อนหนักให้เป็นเบา พลิกวิกฤตทางประชากรให้เป็นโอกาสด้วยมาตรการสำคัญและเร่งด่วน เช่น ส่งเสริมการป้องกันโรคมากกว่ารักษาโรค ส่งเสริมการจ้างงานและขยายอายุเกษียณ ส่งเสริมการมี Digital Literacy พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมและการเดินทาง

 

  1. กลุ่มคนพิการ มุ่งเพิ่มโอกาสและสร้างเสริมคุณค่าของคนพิการ ด้วยมาตรการสำคัญและเร่งด่วน เช่น เพิ่มโอกาสทางการศึกษา เพิ่มการจ้างงานในทุกภาคส่วน ส่งเสริมพลังของคนพิการ ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ป้องกันการพิการแต่กำเนิดและการพิการทุกช่วงวัย ส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพ และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระ โดยใช้หลักการ Universal Design 

 

  1. กลุ่มระบบนิเวศเพื่อความมั่นคงของครอบครัว มุ่งสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาความมั่นคงของครอบครัว ด้วยมาตรการสำคัญและเร่งด่วน ได้แก่ Family Support Services: ระบบสวัสดิการที่เหมาะสมและทั่วถึง การสร้างชุมชนน่าอยู่สำหรับประชากรทุกกลุ่มทุกวัย (Community for All) การสร้างบ้านสำหรับคนทุกช่วงวัย (Housing for All) ทุกกลุ่มเป้าหมาย การส่งเสริมเศรษฐกิจครัวเรือน และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ด้วยการหยุดทำร้ายธรรมชาติและส่งเสริม Green Economy

 

วราวุธกล่าวว่า มาตรการสำคัญและเร่งด่วนทั้งหมดที่ได้จากการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ กระทรวงฯ จะนำไปจัดทำสมุดปกขาว ‘พัฒนาความมั่นคงครอบครัวไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์’ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีภายในเดือนเมษายน 2567 จากนั้นจะไปเสนอในการประชุมคณะกรรมาธิการประชากรและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 57 (CPD 57) ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2567 ต่อไป

The post วราวุธแจงแนวทางแก้วิกฤตประชากรไทย 5 กลุ่ม ก่อนชงเข้า ครม. เสนอบนเวที UN appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดข้อมูลทะเบียนราษฎรล่าสุด ประชากรไทยลดลง 3.7 หมื่นคน มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย https://thestandard.co/thai-population-data-is-decreasing/ Mon, 12 Feb 2024 04:39:38 +0000 https://thestandard.co/?p=898733 ประชากรไทย

วานนี้ (11 กุมภาพันธ์) ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมน […]

The post เปิดข้อมูลทะเบียนราษฎรล่าสุด ประชากรไทยลดลง 3.7 หมื่นคน มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชากรไทย

วานนี้ (11 กุมภาพันธ์) ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้รวบรวมจำนวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรในปี 2566 พบว่า มีจำนวนราษฎรทั่วประเทศทั้งสิ้น 66,052,615 คน ลดลงจากปี 2665 จำนวน 37,860 คน หรือลดลงร้อยละ 0.06 เป็นผู้มีสัญชาติไทย 65,061,190 คน ไม่มีสัญชาติไทย 991,425 คน ซึ่งจากจำนวนทั้งหมดนี้เป็นราษฎรเพศชาย 32,224,008 คน และ เพศหญิง 33,828,607 คน

 

ทั้งนี้ จังหวัด/ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่มีจำนวนราษฎรมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร 5,471,588 คน ส่วนสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่มีจำนวนราษฎรน้อยที่สุดคือ 187,993 คน

 

ไตรศุลีกล่าวอีกว่า สำหรับจังหวัดที่มีจำนวนราษฎรตั้งแต่ 1 ล้านคนขึ้นไปมีทั้งหมด 20 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร รวม 21 จังหวัด/การปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ตามลำดับ ดังนี้ 

 

  1. กรุงเทพมหานคร 5,471,588 คน
  2. นครราชสีมา 2,625,794 คน 
  3. อุบลราชธานี 1,869,608 คน 
  4. เชียงใหม่ 1,797,074 คน
  5. ขอนแก่น 1,779,373 คน
  6. ชลบุรี 1,618,066 คน 
  7. บุรีรัมย์ 1,573,230 คน
  8. อุดรธานี 1,558,528 คน 
  9. นครศรีธรรมราช 1,540,953 คน 
  10. ศรีสะเกษ 1,450,333 คน
  11. สงขลา 1,431,959 คน 
  12. สมุทรปราการ 1,372,970 คน 
  13. สุรินทร์ 1,367,842 คน 
  14. นนทบุรี  1,308,092 คน 
  15. เชียงราย 1,298,977 คน
  16. ร้อยเอ็ด 1,284,836 คน 
  17. ปทุมธานี 1,219,199 คน 
  18. สกลนคร 1,142,657 คน 
  19. ชัยภูมิ 1,113,378 คน 
  20. สุราษฎร์ธานี 1,075,788 คน 
  21. นครสวรรค์ 1,021,883 คน

 

ไตรศุลีกล่าวอีกว่า ข้อมูลทางปกครองทั่วประเทศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 กรมการปกครองรายงานว่า การปกครองส่วนภูมิภาค ทั่วประเทศไทยมีจำนวนจังหวัดทั้งหมด 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล และ 75,142 หมู่บ้าน สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีจำนวนองค์การบริหารส่วนจังหวัด 76 แห่ง จำนวนเทศบาล 2,472 แห่ง (เทศบาลนคร 30 แห่ง เทศบาลเมือง 195 แห่ง และเทศบาลตำบล 2,247 แห่ง) องค์การบริหารส่วนตำบล 5,300 แห่ง และการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 2 แห่ง (กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา)

The post เปิดข้อมูลทะเบียนราษฎรล่าสุด ประชากรไทยลดลง 3.7 หมื่นคน มีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสถิติประชากรไทยสิ้นปี 2565 กทม. ครองแชมป์สูงสุดกว่า 5 ล้านคน https://thestandard.co/thailand-demographics-2565/ Fri, 06 Jan 2023 10:29:13 +0000 https://thestandard.co/?p=733710

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2566 สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง […]

The post เปิดสถิติประชากรไทยสิ้นปี 2565 กทม. ครองแชมป์สูงสุดกว่า 5 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2566 สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศ จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 ตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 

 

จากเอกสารดังกล่าวพบว่าประเทศไทยมีประชากรรวมทั้งสิ้น 66,090,475 คน เป็นบุคคลสัญชาติไทย 65,106,481 คน แบ่งออกเป็นเพศชาย 31,755,032 คน เพศหญิง 33,351,449 คน และไม่ใช่สัญชาติไทย 983,994 คน แบ่งเป็นเพศชาย 515,383 คน และเพศหญิง 468,411 คน 

 

โดยพบว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครมีจำนวนประชากรสูงสุดเป็นอันดับ 1 ที่จำนวน 5,494,932 คน ขณะที่จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุดที่ 189,453 คน

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

The post เปิดสถิติประชากรไทยสิ้นปี 2565 กทม. ครองแชมป์สูงสุดกว่า 5 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
วางแผนครอบครัว-ลดท้องไม่พร้อม-เพิ่มเด็กเกิดใหม่อย่างมีคุณภาพ คือแนวทางแก้ไขปัญหาประชากรที่ยั่งยืน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/organon/ Wed, 14 Dec 2022 02:02:02 +0000 https://thestandard.co/?p=721408

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยดูเหมือนจะตื่นตัวเกี่ยวกั […]

The post วางแผนครอบครัว-ลดท้องไม่พร้อม-เพิ่มเด็กเกิดใหม่อย่างมีคุณภาพ คือแนวทางแก้ไขปัญหาประชากรที่ยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยดูเหมือนจะตื่นตัวเกี่ยวกับปัญหาด้านโครงสร้างประชากร ทั้งสังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดต่ำ และปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม มีการนำปัญหามาพูดคุยกันอย่างแพร่หลาย และนำเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จากการคาดการณ์ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าจำนวนประชากรไทยจะถึงจุดสูงสุดประมาณปี 2030 จากนั้นจะค่อยๆ หดตัวลงหากไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งปัจจุบันหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันในสร้างความตระหนักรู้และแก้ไขประเด็นนี้

 

ในระยะสั้นและระยะกลาง ได้มีการแก้ปัญหาด้วยการยืดอายุของวัยเกษียณ และทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวขึ้น แต่ทางออกสำหรับประเทศไทยในระยะยาวคือ การเพิ่มประชากรเด็กเกิดใหม่อย่างมีคุณภาพ นั่นคือพ่อแม่ควรต้องมีความพร้อมทั้งปวง แต่ปัญหาที่ยังเป็นอุปสรรคก็คือการตั้งครรภ์โดยขาดการวางแผน ไม่เพียงแต่เฉพาะในวัยรุ่นเท่านั้น แต่เกิดได้ในทุกช่วงอายุ ซึ่งผู้หญิงที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมจะมีปัญหาด้านสังคมและจิตใจตามมา หลายคนสามารถปรับตัวและหาหนทางแก้ไขปัญหาได้ แต่บางคนตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งโดยมากเป็นการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหรือการเสียชีวิตของทั้งทารกและมารดาได้

 

ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขปัญประชากรอย่างยั่งยืนจึงต้องเพิ่มทั้งการเกิด และแก้ไขปัญหาตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมไปด้วยกัน เพื่อทำให้เด็กที่เกิดมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ผู้เป็นพ่อแม่สามารถให้การศึกษา อบรมเลี้ยงดูจนเติบใหญ่มีอาชีพการงานที่มั่นคงได้ และเป็นพลเมืองที่ดีของชาติต่อไป พ่อแม่ก็จะมีสุขภาพจิตที่ดี เนื่องจากไม่ต้องกังวลว่าจะรับผิดชอบภาระในการเลี้ยงดูได้หรือไม่

 

แน่นอนว่าการแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรเป็นภาระหนักที่ไม่สามารถผลักให้เป็นความรับผิดชอบของภาครัฐหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียว แต่ต้องร่วมมือกัน หลายภาคส่วนได้เข้ามาร่วมกันรณรงค์ในเรื่องนี้ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และทำให้คนไทยเข้าถึงการวางแผนครอบครัวได้ง่ายและทั่วถึงมากขึ้น

 

หนึ่งในภาคเอกชนที่ส่งเสริมในด้านนี้อย่างต่อเนื่องคือ บริษัท ออร์กานอน (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทยาและเวชภัณฑ์เพื่อสุขภาพของผู้หญิง ที่แม้จะก่อตั้งมาไม่นาน แต่มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงเกิดกับประเทศไทย แต่เป็นปัญหาทั่วโลก 

 

Mr. Koen C. Kruijtbosch กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์กานอน (ประเทศไทย) จำกัด

 

Mr. Koen C. Kruijtbosch กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออร์กานอน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ออร์กานอนเป็นบริษัทยาและเวชภัณฑ์ระดับโลกเพียงหนึ่งเดียวที่มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพเพื่อผู้หญิง เราตระหนักว่าผู้หญิงมีบทบาทที่สำคัญในสังคม การส่งเสริมสุขภาพของผู้หญิงจึงเป็นรากฐานของการทำให้โลกมีสุขภาวะที่ดีขึ้น เรารับฟังและตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของผู้หญิงมาโดยตลอด สำหรับในประเทศไทย หนึ่งในปัญหาสำคัญที่พบคือการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิง ที่ต้องขาดโอกาสทั้งในการทำงาน การศึกษา หรือการทำความฝัน แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพของประชากรเด็กที่เกิดใหม่ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต”

 

จากสถิติของกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ UNFPA ระบุว่าการตั้งครรภ์ทั่วโลกเกือบ 50% หรือ 121 ล้านการตั้งครรภ์ เกิดขึ้นโดยไม่ได้วางแผน ออร์กานอนจึงได้ทำงานทั้งในเชิงความร่วมมือและการสื่อสาร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ ทั้งในประเทศไทยและในระดับสากล

 

ออร์กานอนเข้าร่วมการสัมมนาเชิงนโยบาย เพื่อระดมความรู้และทรรศนะเกี่ยวกับการสร้างครอบครัวคุณภาพ เพื่อรับมือความท้าทายด้านประชากรที่หลายเขตเศรษฐกิจเอเปคกำลังเผชิญ

 

ในเชิงความร่วมมือออร์กานอนได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย เช่น กระทรวงสาธารณสุข ในการผลักดันการสร้างครอบครัวคุณภาพ ลดปัญหาการท้องไม่พร้อม รวมถึงปัญหาอัตราการเกิดต่ำ เพื่อให้ผู้หญิงมีสิทธิในการเลือกตั้งครรภ์เมื่อพร้อม โดยหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การใช้โอกาสสำคัญที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค ครั้งที่ 3 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง (SOM3) ในการร่วมกับภาคีเครือข่ายเปิดเวทีสัมมนา ‘ครอบครัวคุณภาพ (Smart Family)’ เพื่อระดมความรู้และทรรศนะเกี่ยวกับการสร้างครอบครัวคุณภาพ เพื่อรับมือความท้าทายด้านประชากรที่หลายเขตเศรษฐกิจในเอเปคกำลังเผชิญ 

 

ล่าสุดออร์กานอนยังเข้าร่วมการประชุมวิชาการวางแผนครอบครัวนานาชาติ หรือ International Conference on Family Planning: ICFP 2022 พร้อมทั้งร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั่วโลก ในการประกาศเดินหน้าตามพันธกิจปี 2030 หรือ FP2030 ที่จะส่งเสริมการวางแผนครอบครัว ด้วยการให้ความรู้และการเข้าถึงทางเลือกในการคุมกำเนิดแก่ผู้หญิงมากกว่า 100 ล้านคน ใน 70 กว่าประเทศทั่วโลกที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง โดยมีเป้าหมายที่จะลดการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ 120 ล้านครั้ง และป้องกันการเสียชีวิตที่มีสาเหตุจากการท้องไม่พร้อม ในทารก 2.1 ล้านราย และมารดา 2.5 แสนราย 

 

ส่วนในการสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักรู้ ที่ผ่านมาออร์กานอนได้ร่วมกับภาคีในการเข้าร่วมกิจกรรมและโครงการมากมายในประเทศไทย เพื่อให้ความรู้และการตระหนักรู้เกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น LINE Teen Club, โครงการก้าวท้าใจ, งาน Gender Fair สานพลังเครือข่ายร่วมขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 

ออร์กานอนร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดตัวภาพวาดศิลปะบนกำแพง ‘We are Tomorrow’

 

นอกจากนี้ออร์กานอนได้ร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย, กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร และ UN Women ในการส่งเสริมความเท่าเทียมด้านสุขภาพของผู้หญิง ผ่านภาพวาดศิลปะบนกำแพง ‘We are Tomorrow’ ที่สร้างสรรค์โดย อแมนด้า พึ่งโพธิปักขิยะ ศิลปินหญิงเชื้อสายไทยที่โด่งดังในระดับโลก เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการบอกเล่าสิทธิที่ยังไม่ถูกเติมเต็มของผู้หญิง รวมถึงสิทธิในการเลือกตั้งครรภ์เมื่อตนเองพร้อมเช่นกัน

 

ออร์กานอนรับรางวัลองค์กรที่มีผลงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น ประจำปี 2022 จากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย

 

จากการดำเนินงานที่โดดเด่นและต่อเนื่อง ทำให้ออร์กานอนได้รับรางวัลองค์กรที่มีผลงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมดีเด่น ประจำปี 2022 จากหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM) และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในสาขาการส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศผ่านกิจกรรมชุมชนและอุตสาหกรรม จากเวที UN Women 2022 Thailand Women’s Empowerment Principles (WEPs) ซึ่งทั้งสองรางวัลจัดขึ้นเพื่อยกย่ององค์กรที่มีการดำเนินงานอย่างยั่งยืน และมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงอย่างแท้จริง

 

ต้องยอมรับว่าปัญหาโครงสร้างประชากรไทยคงไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันและเริ่มต้นทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เพิ่มประชากรเด็กเกิดใหม่ของไทยอย่างมีคุณภาพ ดังเช่นที่ออร์กานอนได้ริเริ่มมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ผ่านการวางแผนครอบครัวที่เข้าถึงง่ายและแพร่หลาย ซึ่งจะเป็นแนวทางที่แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

 

เชื่อว่าการทำงานและโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้น บวกกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้จะเป็นก้าวเล็กๆ แต่เมื่อรวมกันก็จะเป็นพลังที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ได้

The post วางแผนครอบครัว-ลดท้องไม่พร้อม-เพิ่มเด็กเกิดใหม่อย่างมีคุณภาพ คือแนวทางแก้ไขปัญหาประชากรที่ยั่งยืน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2564 https://thestandard.co/thai-population-2021/ Wed, 02 Feb 2022 08:18:52 +0000 https://thestandard.co/?p=589753 เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2564

สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประก […]

The post เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2564

สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศ เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้ว พบว่าประเทศไทยมีราษฎรเพศหญิงมากกว่าเพศชายตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ม.มหิดล ชวนจับตา ‘สึนามิผู้สูงวัย’ จากประชากรรุ่นเกิดล้าน พ.ศ. 2506-2526 แนะระวังเรื่องสุขภาพ-การใช้จ่าย และให้ออมเงิน https://thestandard.co/thai-aging-society/ Sat, 13 Nov 2021 06:30:35 +0000 https://thestandard.co/?p=559385 aging society

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุ […]

The post ม.มหิดล ชวนจับตา ‘สึนามิผู้สูงวัย’ จากประชากรรุ่นเกิดล้าน พ.ศ. 2506-2526 แนะระวังเรื่องสุขภาพ-การใช้จ่าย และให้ออมเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
aging society

วันนี้ (13 พฤศจิกายน) ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า นับเป็นเวลาครึ่งศตวรรษแล้วที่สถาบันฯ ได้รับใช้ประเทศชาติด้วยการเป็นปัญญาของแผ่นดิน ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล สร้างองค์ความรู้จากงานวิจัยที่เกิดขึ้นจากการสำรวจติดตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรไทย ไม่ว่าจะเป็นการเกิด การตาย และการย้ายถิ่น ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมามีนักวิจัยของสถาบันฯ ได้เป็นคณะทำงานร่วมจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในทุกฉบับ เพื่อการขับเคลื่อนสู่นโยบายของประเทศไทย

 

สำหรับ ‘ประชากรรุ่นเกิดล้าน’ ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2506-2526 นโยบายของประเทศไทยในขณะนั้นมุ่งไปที่การวางแผนครอบครัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าคนรุ่นใหม่นิยมอยู่เป็นโสด ไม่แต่งงาน และมีลูกกันน้อยลง อัตราเกิดของประชากรไทยจึงลดต่ำลงไปด้วย

 

จึงเกิดคำถามว่า เราจะเตรียมพร้อมนโยบายทางประชากรของประเทศไทยให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรของไทยอย่างไร เมื่อประชากรรุ่นเกิดล้านที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2506-2526 จะกลายเป็น ‘สึนามิประชากร’ ที่เคลื่อนสู่ฝั่งผู้สูงวัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

 

ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ กล่าวต่อไปว่า การแก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำด้วยการส่งเสริมให้ประชากรมีลูกกันมากขึ้น อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีนักสำหรับสังคมไทย หากไม่ได้พิจารณาถึงคุณภาพของการเกิดหรือเกิดด้วยความไม่พร้อม ซึ่งตัวเลขการเกิดของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นปีล่าสุด อยู่ที่ประมาณ 587,000 คน และอาจมีแนวโน้มต่ำลงไปอีกประมาณ 2-3 หมื่นคนตามวิกฤตโควิดที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยการประกาศจำนวนเกิดของประชากรไทยในแต่ละปีจะนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคมของปีนั้นๆ แล้วจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในอีกประมาณ 2-3 เดือนถัดไป

 

“ปัญหาที่เร่งด่วนมากกว่าปัญหาอัตราเกิดฮวบต่ำลงในขณะนี้ คือการเตรียมพร้อมอย่างไรเมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งประชากรที่เกิดในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2506-2526 ถือเป็นต้นแบบที่ดีที่สุดในการนำมาพิจารณาเป็นโจทย์เพื่อการศึกษาวิจัยให้ตอบสนองทิศทางความต้องการของผู้สูงวัยไทยในอนาคต โดยควรเน้นให้เตรียมพร้อมเรื่องสุขภาพ และระวังการใช้จ่าย หมั่นเก็บออมไว้เพื่ออนาคต” ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์กล่าว

 

ขณะที่ รศ.ดร.อารี จำปากลาย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจของสถาบันฯ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยใน 50 ปีที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีเพียงงานวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรเท่านั้น ยังมีงานวิจัยเพื่อติดตามพฤติกรรมทางสุขภาพของประชากร ความเท่าเทียมทางการศึกษา ความเท่าเทียมทางเพศ แรงงานย้ายถิ่น หรือแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ฯลฯ ที่ตอบโจทย์เกือบทุกเป้าหมาย SDGs เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ

 

ซึ่งนอกจากเพื่อการขับเคลื่อนสู่นโยบายในระดับชาติแล้ว ยังได้ขยายผลสู่การสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติต่อไปอีกด้วย โดยสถาบันฯ พร้อมเดินหน้ารับใช้ประชาชน สร้างสรรค์งานวิจัยเพื่อส่งเสริมคุณภาพประชากรไทย และร่วมทำโลกนี้ให้มีอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

The post ม.มหิดล ชวนจับตา ‘สึนามิผู้สูงวัย’ จากประชากรรุ่นเกิดล้าน พ.ศ. 2506-2526 แนะระวังเรื่องสุขภาพ-การใช้จ่าย และให้ออมเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 พฤศจิกายน 2539 – ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน https://thestandard.co/onthisday02112539-2/ Tue, 02 Nov 2021 01:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=554788 Thai population

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 คือวันที่ประเทศไทยมีประชากรครบ […]

The post 2 พฤศจิกายน 2539 – ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thai population

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 คือวันที่ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคนเป็นครั้งแรก โดยคาดการณ์ว่ามีเด็กทารก 10 คน คลอดในเวลา 09.48 น. โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

 

ข้อมูลจากข้อมูลในเว็บไซต์กรมอนามัยระบุว่า ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ที่มีประชากรครบ 60 ล้านคน ทางการได้มีกิจกรรมถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ช่อง 5 มีการรายงานผลการเกิดของทารกทั่วประเทศ มีหน่วยรถเคลื่อนที่ของช่อง 5 ไปถ่ายทอดสดเหตุการณ์จริงจากห้องคลอดของจังหวัดหลักๆ 

 

โดยเด็กที่เกิดในเวลา 09.48 น. จำนวน 10 คน ต่างได้รับของขวัญวันเกิดสุดพิเศษจากทางรัฐบาล เช่น พระเลี่ยมทอง หรือเลสทองคำสลัก ‘อัลเลาะห์’ สำหรับเด็กที่มารดานับถือศาสนาอิสลาม, เช็กของขวัญ 10,000 บาท, บัตรประกันสุขภาพ 10 ปี, ทุนการศึกษาครบหลักสูตร ฯลฯ 

 

ขณะที่กระทรวงมหาดไทย ประกาศจำนวนประชากรไทยในปี 2563 จากทะเบียนราษฎร มีจำนวน 66.2 ล้านคน เป็นสัญชาติไทย 65 ล้านคน ไม่ได้สัญชาติ 950,000 คน เมื่อเทียบกับปี 2562 มีจำนวนประชากร 66.5 ล้านคน เป็นสัญชาติไทย 65.6 ล้านคน ไม่ได้สัญชาติ 940,000 คน พบว่าประชากรลดลง 386,037 คน และเมื่อเทียบกันระหว่างปี 2562 และ 2563 พบว่า กรุงเทพมหานคร ครองแชมป์ประชากรมากที่สุดทั้ง 2 ปี รองลงมาคือ จังหวัดนครราชสีมา, อุบลราชธานี, เชียงใหม่ และ ขอนแก่น

The post 2 พฤศจิกายน 2539 – ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรก คิดเป็น 0.77% ของประชากร ตามหลังกัมพูชาและเมียนมา https://thestandard.co/thailand-first-vaccination-percentage-of-population/ Thu, 15 Apr 2021 07:17:23 +0000 https://thestandard.co/?p=476072 ไทยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรก คิดเป็น 0.77% ของประชากร ตามหลังกัมพูชาและเมียนมา

กระทรวงสาธารณสุขนับเอาวันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นจุดเริ่ม […]

The post ไทยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรก คิดเป็น 0.77% ของประชากร ตามหลังกัมพูชาและเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรก คิดเป็น 0.77% ของประชากร ตามหลังกัมพูชาและเมียนมา

กระทรวงสาธารณสุขนับเอาวันที่ 1 เมษายน 2564 เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ หรือรอบที่ 3 ในประเทศไทย ซึ่งช่วงเดือนปีใหม่ไทยนี้ตรงกับการระบาดระลอกแรกของโควิด-19 ในประเทศไทยพอดี

 

แต่จุดที่แตกต่างกันคือ ปีนี้เรามีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่หลายคนตั้งตารอด้วยความหวังว่าจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น คำถามใหญ่ที่ผู้คนถามถึงมากกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันคือ ‘วัคซีน’ ฉีดกันไปถึงไหนแล้ว?

 

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยจำนวนผู้ท่ีได้รับวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 13 เมษายน 2564 ทั้งหมด 579,305 โดส ใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศ แบ่งเป็น

 

  • ผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จํานวน 505,744 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 203,687 ราย เจ้าหน้าท่ีที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 49,382 ราย ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 26,026 ราย บุคคลที่มีโรคประจําตัว 22,437 ราย ประชาชนในพื้นท่ีเสี่ยง 204,212 ราย 

 

  • ผู้ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ (ได้รับวัคซีน 2 เข็ม) จํานวน 73,561 ราย เป็นบุคลากรทางการแพทย์ 33,265 ราย เจ้าหน้าที่ท่ีมีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 6,435 ราย ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 12 ราย บุคคลที่มีโรคประจําตัว 4,807 ราย ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 29,042 ราย 

 

โดยในวันที่ 13 เมษายน 2564 ผู้ได้รับวัคซีนทั้งหมด 773 โดส แยกเป็น ผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มท่ี 1 จํานวน 529 ราย แบ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 477 ราย เจ้าหน้าท่ีที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 15 ราย ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 3 ราย บุคคลที่มีโรคประจําตัว 1 ราย ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง 33 ราย และมีผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จํานวน 244 ราย แบ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 88 ราย เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 108 ราย ผู้ท่ีมีอายุต้ังแต่ 60 ปีข้ึนไป 0 ราย บุคคลท่ีมีโรคประจําตัว 43 ราย ประชาชนในพื้นท่ีเสี่ยง 5 ราย 

 

ขณะที่การจัดสรรวัคซีนทั้งหมดของประเทศไทยเวลานี้มีจํานวน 1,041,449 โดส แบ่งเป็น Sinovac จํานวน 955,289 โดส และ AstraZeneca จํานวน 86,160 โดส 

 

THE STANDARD คำนวณการจัดสรรวัคซีน พบว่า ประเทศไทยได้ฉีดวัคซีนไปแล้วทั้งหมด 579,305 โดส คิดเป็น 55.62% จากวัคซีนที่จัดสรร 2 ยี่ห้อ ทั้งหมด 1,041,449 โดส

 

แต่หากคำนวณการได้รับวัคซีนเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร (66 ล้านคน) จะพบว่า มีผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 จํานวน 505,744 ราย คิดเป็น 0.77% ของจำนวนประชากร ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส จํานวน 73,561 ราย คิดเป็น 0.11% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

 

เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดวัคซีนทั่วโลก สำนักข่าว Bloomberg (ข้อมูล ณ วันที่ 11 เมษายน) รายงานว่า ทั่วโลกฉีดไปแล้ว 768 ล้านโดส ใน 168 ประเทศ/เขตปกครอง อัตราฉีดเฉลี่ย 17.7 ล้านโดสต่อวัน  

 

ส่วนเมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียน สิงคโปร์เป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนครอบคลุมประชากรมากที่สุด 14.6% ตามด้วยอินโดนีเซีย 2.8% มาเลเซีย 1.4% กัมพูชา 1.3% เมียนมา 1% และตามด้วยไทย

The post ไทยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เข็มแรก คิดเป็น 0.77% ของประชากร ตามหลังกัมพูชาและเมียนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อชาติ’ สธ. ชวนคนไทย ฉีดให้ครอบคลุมร้อยละ 60 ของประชากรเป้าหมาย เพื่อเปิดประเทศ https://thestandard.co/covid-19-vaccination-invitation-for-covering-60-percent-of-population/ Fri, 26 Mar 2021 08:20:06 +0000 https://thestandard.co/?p=469359 ‘ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อชาติ’ สธ. ชวนคนไทย ฉีดให้ครอบคลุมร้อยละ 60 ของประชากรเป้าหมาย เพื่อเปิดประเทศ

วันนี้ (26 มีนาคม 2564) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระ […]

The post ‘ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อชาติ’ สธ. ชวนคนไทย ฉีดให้ครอบคลุมร้อยละ 60 ของประชากรเป้าหมาย เพื่อเปิดประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อชาติ’ สธ. ชวนคนไทย ฉีดให้ครอบคลุมร้อยละ 60 ของประชากรเป้าหมาย เพื่อเปิดประเทศ

วันนี้ (26 มีนาคม 2564) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงความสำคัญของวัคซีนโควิด-19 ว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรและกระจายวัคซีนโควิด-19 ไปยังพื้นที่เป้าหมาย เพื่อฉีดให้แก่กลุ่มเป้าหมายตามแผนที่วางไว้แล้ว ซึ่งจังหวัดต่างๆ ที่ได้รับวัคซีนสามารถดำเนินการฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย จังหวัดสมุทรสาครซึ่งได้รับวัคซีนจำนวนมากเป็นจังหวัดแรกๆ เนื่องจากเป็นต้นทางการระบาดในระลอกใหม่ก็ได้ฉีดครบในเข็มที่หนึ่ง ขอให้มารับวัคซีนเข็มที่สองตามนัดเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 

 

ทั้งนี้ รัฐบาลมีความต้องการในการเปิดประเทศ ซึ่งการเปิดประเทศได้จำเป็นจะต้องมีความปลอดภัย โดยเฉพาะประชาชนภายในประเทศ ซึ่งการฉีดวัคซีนในระดับบุคคล นั้นจะมีความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้เกิดภูมิคุ้มกันในระดับประเทศหรือระดับจังหวัดต้องมีจำนวนผู้ได้รับวัคซีนประมาณร้อยละ 60 ของประชากรในพื้นที่

 

“เราจึงต้องขอความร่วมมือของประชาชนต่อในเรื่องของวัคซีนโควิด-19 ซึ่งการระบาดระลอกแรกใช้มาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ครั้งนี้จึงขอความร่วมมือประชาชนร่วมกันฉีดวัคซีนเพื่อชาติอีกครั้ง ถ้าเราฉีดวัคซีนได้ถึงร้อยละ 50-60 ของประชากร ก็จะสามารถเปิดประเทศได้อย่างปลอดภัย การทำธุรกิจ การท่องเที่ยวก็เดินหน้าได้ ประเทศไทยก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว” นพ.เกียรติภูมิกล่าว 

 

นพ.เกียรติภูมิกล่าวต่อว่า ขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากวัคซีนโควิด-19 ที่พิจารณานำมาใช้กับคนไทย ต้องเป็นวัคซีนที่ดี มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และเหมาะสมกับคนไทย ขณะนี้มีการจัดหาวัคซีนโควิด-19 แล้วรวมกว่า 73 ล้านโดส ประกอบด้วย ซิโนแวค 2 ล้านโดส อยู่ระหว่างเจรจาจัดซื้ออีก 5 ล้านโดส และแอสตร้าเซนเนก้า 61 ล้านโดส และจะได้รับจากบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด อีก 5 ล้านโดส จึงมั่นใจว่ามีวัคซีนเพียงพอสำหรับทุกคนในประเทศที่จำเป็นต้องได้รับการฉีด

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ‘ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อชาติ’ สธ. ชวนคนไทย ฉีดให้ครอบคลุมร้อยละ 60 ของประชากรเป้าหมาย เพื่อเปิดประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2563 https://thestandard.co/thai-population-2563/ Fri, 12 Mar 2021 06:43:42 +0000 https://thestandard.co/?p=464232 จำนวนประชากรไทย_Info

สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประก […]

The post เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จำนวนประชากรไทย_Info

สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศ เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 แล้ว พบว่าประเทศไทยมีราษฎรเพศหญิงมากกว่าเพศชายตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

จำนวนประชากรไทย_Info

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล

The post เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2563 appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 พ.ย. 2539 – ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน https://thestandard.co/onthisday0211/ Mon, 02 Nov 2020 00:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=413544 2 พฤศจิกายน 2539 คือวันที่ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 คือวันที่ประเทศไทยมีประชากรครบ […]

The post 2 พ.ย. 2539 – ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
2 พฤศจิกายน 2539 คือวันที่ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 คือวันที่ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคนเป็นครั้งแรก โดยคาดการณ์ว่ามีเด็กทารก 10 คน คลอดในเวลา 09.48 น. โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล 

 

ข้อมูลจากข้อมูลในเว็บไซต์กรมอนามัยระบุว่า ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 ที่มีประชากรครบ 60 ล้านคน ทางการได้มีกิจกรรมถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ช่อง 5 มีการรายงานผลการเกิดของทารกทั่วประเทศ มีหน่วยรถเคลื่อนที่ของช่อง 5 ไปถ่ายทอดสดเหตุการณ์จริงจากห้องคลอดของจังหวัดหลักๆ 

 

โดยเด็กที่เกิดในเวลา 09.48 น. จำนวน 10 คน ต่างได้รับของขวัญวันเกิดสุดพิเศษจากทางรัฐบาล เช่น พระเลี่ยมทอง หรือเลสทองคำสลัก ‘อัลเลาะห์’ สำหรับเด็กที่มารดานับถือศาสนาอิสลาม, เช็กของขวัญ 10,000 บาท, บัตรประกันสุขภาพ 10 ปี, ทุนการศึกษาครบหลักสูตร ฯลฯ 

 

ขณะที่จำนวนประชากรไทยสำรวจ ณ สิ้นปี 2562 สำนักงานทะเบียนกลางออกประกาศเรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรตามหลักฐานการทะเบียราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยแยกเป็นกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ รวม 77 จังหวัด พบว่า ประชากรทั่วประเทศมีสัญชาติไทยทั้งสิ้น 66,558,935 คน เป็นผู้ชาย 32,110,775 คน ผู้หญิง 33,503,382 คน  ส่วนที่ไม่ได้สัญชาติไทย 944,778 คน เป็นผู้ชาย 494,325 คน ผู้หญิง 450,453 คน

 

นอกจากนี้หากแยกตามรายจังหวัดพบว่า  5 จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุด คือ 

  1. กรุงเทพฯ 5,666,264 คน 
  2. นครราชสีมา 2,645,927 คน 
  3. อุบลราชธานี 1,878,146 คน 
  4. ขอนแก่น 1,802,876 คน 
  5. เชียงใหม่ 1,779,255 คน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรที่ไม่ได้สัญชาติไทยมากที่สุด 148,006 คน

The post 2 พ.ย. 2539 – ประเทศไทยมีประชากรครบ 60 ล้านคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2562 https://thestandard.co/thai-population-2562/ Tue, 14 Jan 2020 13:22:08 +0000 https://thestandard.co/?p=320526

สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประก […]

The post เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ออกประกาศ เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 แล้ว พบว่าประเทศไทยมีราษฎรเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

 

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post เปิดตัวเลขประชากรไทยประจำปี 2562 appeared first on THE STANDARD.

]]>