ประกันโรคร้ายแรง Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ประกันโรคร้ายแรง/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 30 Mar 2026 05:45:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รู้เรื่องเงินมากขึ้น แต่ทำไมยังรู้สึกว่าเงินไม่เคยพอ https://thestandard.co/financial-planning-lifestyle/ Mon, 30 Mar 2026 05:45:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1192669 ภาพประกอบเชิงแนวคิดสื่อถึงการบริหารเงิน การลงทุน และความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงิน

น่าสนใจไม่น้อยที่ในยุคซึ่งคนไทยเข้าถึงความรู้เรื่องการเ […]

The post รู้เรื่องเงินมากขึ้น แต่ทำไมยังรู้สึกว่าเงินไม่เคยพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเชิงแนวคิดสื่อถึงการบริหารเงิน การลงทุน และความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงิน

น่าสนใจไม่น้อยที่ในยุคซึ่งคนไทยเข้าถึงความรู้เรื่องการเงินได้มากที่สุด เรากลับยังเห็นคนจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นใจกับอนาคตทางการเงินของตัวเอง

 

วันนี้ เรื่องเงินไม่ใช่หัวข้อเฉพาะของนักลงทุนอีกต่อไป คำว่า Financial Literacy หรือทักษะทางการเงิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน คนวัยทำงานจำนวนมากเริ่มติดตามข่าวเศรษฐกิจ ฟังพอดแคสต์การลงทุน อ่านบทวิเคราะห์ตลาด หรือเรียนรู้เรื่องภาษีและกองทุนผ่านคอนเทนต์สั้นๆ ระหว่างวัน ความรู้ทางการเงินจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวเหมือนเมื่อสิบปีก่อน

 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความรู้ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าความมั่นคงจะเพิ่มขึ้นในจังหวะเดียวกัน หลายคนเริ่มออม เริ่มลงทุน และเริ่มวางแผนมากขึ้น แต่ยังรู้สึกว่าเงินไม่เคยพอ และอนาคตยังมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอ

 

ข้อมูลล่าสุดของ ธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า คนไทยจำนวนมากมีพฤติกรรมการออมดีขึ้น แต่เงินส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปเงินฝากหรือเงินสด ขณะที่สัดส่วนของครัวเรือนที่นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินจริงยังมีไม่มากนัก และในเวลาเดียวกัน หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ

 

ภาพนี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า ปัญหาในวันนี้อาจไม่ใช่การไม่รู้เรื่องเงิน แต่คือหลายคนยังไม่สามารถเปลี่ยนความรู้นั้นให้กลายเป็นโครงสร้างการเงินชีวิตที่แข็งแรงได้จริง

 

โดยเฉพาะในช่วงวัย 30 – 35 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่ชีวิตหลายด้านเริ่มเกิดขึ้นพร้อมกัน รายได้อาจเริ่มดีขึ้น ตำแหน่งงานขยับขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ภาระชีวิตก็เพิ่มขึ้นเร็วไม่แพ้กัน ทั้งค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายของครอบครัว ค่าใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต และสำหรับหลายคน ยังรวมถึงบทบาทในการดูแลพ่อแม่ที่เริ่มชัดเจนขึ้น

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ คนวัยนี้จำนวนไม่น้อยไม่ได้ใช้เงินมากขึ้นเพราะฟุ่มเฟือย แต่ใช้เงินมากขึ้นเพราะมาตรฐานชีวิตค่อยๆ ขยับขึ้นโดยไม่รู้ตัว เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น เรามักยอมจ่ายเพื่อความสะดวกมากขึ้น เลือกที่อยู่อาศัยดีขึ้น ใช้บริการที่ประหยัดเวลาให้ชีวิต หรือแม้แต่ยอมจ่ายกับรายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ปรากฏการณ์นี้คือสิ่งที่เรียกว่า Lifestyle Inflation ภาวะที่รายได้โตขึ้น แต่รายจ่ายก็ขยายตัวตามไปพร้อมกัน จนเงินที่ควรเหลือสำหรับอนาคตไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่คิด

 

นี่คือเหตุผลที่หลายคนแม้เริ่มลงทุนแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกมั่นคง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือเริ่มสร้างสินทรัพย์โดยที่ฐานรองรับความเสี่ยงยังไม่แข็งแรงพอ หลายคนมีพอร์ตลงทุน มีการซื้อกองทุนรายเดือน หรือเริ่มถือสินทรัพย์ระยะยาว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น รายได้สะดุด งานเปลี่ยน หรือมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน กลับต้องถอนเงินลงทุนออกมาใช้ทันที

 

ในทางปฏิบัติ ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เริ่มจากผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่เริ่มจากคำถามพื้นฐานที่สุดว่า ถ้ารายได้หยุดวันนี้ ชีวิตจะเดินต่อได้อีกกี่เดือน

 

เงินสำรองฉุกเฉินจึงยังเป็นฐานสำคัญของระบบการเงินชีวิต แม้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนเคยได้ยิน แต่กลับเป็นสิ่งที่หลายคนยังมีไม่พอ เพราะเงินสำรองไม่ได้ให้ความรู้สึกเติบโตเหมือนการลงทุน แต่ให้สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือความสามารถในการไม่ล้มเมื่อชีวิตสะดุด

 

สำหรับคนมีรายได้ประจำ เงินสำรอง 3 – 6 เดือนอาจเพียงพอ แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรือมีภาระหลายด้านพร้อมกัน ระดับ 6 – 12 เดือนอาจเหมาะสมกว่า เห็นตัวเลขแล้วหลายอาจบอกจะไหวหรือ? ในความเป็นจริงเราไม่ได้จำเป็นต้องเก็บเงินทั้งหมดในบัญชีเงินฝากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

อีกเรื่องที่พบได้บ่อยคือ เงินออมจำนวนไม่น้อยยังไม่เคยเริ่มทำงานจริง เงินจำนวนมากยังอยู่ในบัญชีเงินฝากที่แทบไม่สร้างการเติบโตระยะยาว ขณะที่เงินเฟ้อค่อยๆ ลดกำลังซื้อของเงินลงทุกปี

 

การออมจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ปลายทาง เงินก้อนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ควรถูกจัดบทบาทให้ชัด บางส่วนเพื่อสภาพคล่อง บางส่วนเพื่อการเติบโต ผ่านเครื่องมือที่เหมาะกับเป้าหมายชีวิตของแต่ละคน แต่แม้จะลงทุนได้ดีเพียงใด หากระบบป้องกันความเสี่ยงยังไม่ครบ แผนการเงินก็อาจสะดุดได้ง่ายกว่าที่คิด

 

ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นในปัจจุบันทำให้หลายครอบครัวเห็นชัดว่าเหตุการณ์ด้านสุขภาพสามารถเปลี่ยนสถานะทางการเงินได้ในเวลาไม่นาน โรคร้ายแรงจำนวนมากไม่ได้กระทบเฉพาะค่ารักษา แต่กระทบถึงรายได้และความต่อเนื่องของทั้งแผนชีวิต

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เครื่องมืออย่างประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง หรือประกันชีวิตสำหรับคนที่มีภาระครอบครัว ยังคงมีบทบาทสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เงินโต แต่มีหน้าที่กันไม่ให้เงินที่สะสมมาทั้งระบบเสียสมดุลจากเหตุการณ์ครั้งเดียว

 

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าการวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องของการเลือกผลิตภัณฑ์ให้เก่งขึ้น แต่คือการออกแบบให้เงินทำหน้าที่ครบทั้งสามด้าน คือรองรับวันนี้ เติบโตเพื่ออนาคต และป้องกันวันที่ชีวิตไม่เป็นไปตามแผน

 

เพราะในท้ายที่สุด เป้าหมายของการรู้เรื่องเงิน อาจไม่ใช่การเข้าใจเรื่องการเงินมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้เงินกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เรามีทางเลือกมากขึ้นในวันที่โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

The post รู้เรื่องเงินมากขึ้น แต่ทำไมยังรู้สึกว่าเงินไม่เคยพอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มีประกันสุขภาพแล้ว ประกันโรคร้ายแรงยังจำเป็นมั้ย? https://thestandard.co/critical-illness-insurance-vs-health/ Mon, 25 Aug 2025 09:01:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1110949 ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง

คุณผู้อ่านเคยซื้อลอตเตอรี่มั้ยครับ?   ในจักรวาลของ […]

The post มีประกันสุขภาพแล้ว ประกันโรคร้ายแรงยังจำเป็นมั้ย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง

คุณผู้อ่านเคยซื้อลอตเตอรี่มั้ยครับ?

 

ในจักรวาลของประกันที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพ นอกเหนือจากประกันสุขภาพแล้วยังมีประกันอีกประเภทหนึ่งก็คือ ‘ประกันโรคร้ายแรง’ ซึ่งข้อแตกต่างที่สำคัญจากประกันสุขภาพ คือลักษณะการจ่ายผลประโยชน์ที่จะจ่ายเป็น ‘เงินก้อน’ อย่างไรก็ดีด้วยความที่ทั้งสองแบบประกันให้ความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเช่นเดียวกัน 

 

ผมพบว่ามีแนวคิดหนึ่งที่ค่อนข้างโดดเด่น โดยเป็นแนวคิดในการซื้อประกันโรคร้ายแรงเพื่อทดแทนประกันสุขภาพ เนื่องจากเบี้ยประกันถูกกว่า หากเจ็บป่วยเป็นโรคทั่วไปก็ใช้สิทธิสวัสดิการ หรือจ่ายเองก็ว่าไป ส่วนถ้าเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงก็นำเงินก้อนที่ได้รับจากประกันโรคร้ายแรงไปเป็นค่ารักษา ซึ่งในมุมมองของผม อาจจะเห็นต่างออกไป จะเป็นอย่างไรเราลองมาดูกันครับ

 

ประกันโรคร้ายแรงคืออะไร?

 

ประกันโรคร้ายแรงถือเป็นหนึ่งในแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับสุขภาพ โดยในสัญญาจะกำหนดนิยามของโรคร้ายแรงชนิดต่างๆ ไว้ และหากผู้ทำประกันเจ็บป่วยเป็นโรคดังกล่าว บริษัทประกันก็จะจ่ายผลประโยชน์ให้แก่ผู้เอาประกัน ทั้งนี้เนื่องจากโอกาสในการเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงจะค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการเจ็บป่วยทั่วไป ดังนั้นประกันโรคร้ายแรงจึงมีจุดเด่นในการจ่ายผลประโยชน์เป็นจำนวนเงินที่สูงเมื่อเทียบกับเบี้ยประกันที่ลูกค้าชำระ ถ้าเราลองสำรวจอัตราเบี้ยประกันของประกันโรคร้ายแรงที่ขายอยู่ในตลาด โดยสมมติกรณีผู้ทำประกันมีอายุ 35 ปี จะมีเบี้ยประกันเพียง 2-3 พันบาท ขณะที่ได้ความคุ้มครองสูงถึง 1 ล้านบาท และด้วยความที่เบี้ยประกันไม่ได้สูงมากนักจึงมักจะได้รับความสนใจจากลูกค้า ในแง่ที่ว่า ‘ทำไว้เผื่อเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงก็จะได้เงินก้อน’

 

มาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านที่ติดตามกันมา คงจะเดากันได้ว่าผมจะก็ต้องถามคำถาม (อีกแล้ว) ว่า ‘แล้วแนวคิดในการซื้อประกันโรคร้ายแรงคืออะไร’ ใช่ครับ เพราะถ้าเรามีแนวคิดในการพิจารณาซื้อประกันโรคร้ายแรง เราจะตอบตัวเองได้ถึงความจำเป็นของการมีประกันโรคร้ายแรงรวมถึงการพิจารณาความคุ้มครองที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นแล้วการซื้อประกันโรคร้ายแรงมันก็อาจจะเป็นเหมือนกับข้อความในบรรทัดแรกของบทความนี้

 

ประกันโรคร้ายแรง จำเป็นไหม?

 

ลองจินตนาการว่า ‘เมื่อเราเป็นโรคร้ายแรงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น’ อย่างแรกเลยก็คงเป็นความทุกข์ทรมานทั้งทางกายและทางใจที่รุนแรงกว่าการเจ็บป่วยเป็นโรคทั่วไป แต่รู้มั้ยครับสิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ การเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงมักส่งผลกระทบไปถึงการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งรวมไปถึงการทำงานหาเลี้ยงชีพ ความสามารถในการหารายได้อาจจะลดลงหรือถึงขั้นไม่สามารถทำงานต่อได้ นอกจากนี้ยังอาจเผชิญกับค่าใช้จ่ายที่ตามมาเช่น การปรับปรุงที่อยู่อาศัยหรือการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับการดูแลรักษาร่างกาย เป็นต้น

 

มาถึงคำถามที่ว่า ‘ถ้ามีประกันสุขภาพแล้ว จำเป็นต้องมีประกันโรคร้ายแรงอีกมั้ย?’ คุณผู้อ่านลองพิจารณาตามผมดูนะครับ เมื่อเราเจ็บป่วยไม่ว่าจะเป็นโรคทั่วไปหรือโรคร้ายแรงประกันสุขภาพจะทำหน้าที่ในการคุ้มครอง ‘ค่ารักษาพยาบาล’ ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีหากพิจารณาถึงผลที่ตามมาจากการเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการหารายได้ที่ลดลง บางรายอาจจะยังมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตที่อาจจะสูงขึ้น เราจะพบว่าประกันสุขภาพยังไม่ตอบโจทย์ความคุ้มครองในส่วนนี้ จุดนี้จึงเป็นหน้าที่ของ ‘ประกันโรคร้ายแรง’ ที่จะเข้ามาช่วยเป็นหลักประกันทั้งในฝั่งของรายได้และค่าใช้จ่าย

 

เทคนิคการพิจารณาทำประกันโรคร้ายแรง

 

ขั้นแรกผมอยากให้พิจารณาถึงความคุ้มครอง หรือ ‘เงินก้อน’ ที่เราต้องการ โดยให้พิจารณาจากแผนการเงินที่เราวางไว้ หากรายได้หายไปหรือมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะกระทบกับเป้าหมายทางการเงินของเราอย่างไรบ้าง บางท่านอาจจะเป็นเรื่องของภาระหนี้สิน บางท่านอาจจะเป็นแผนเพื่อการศึกษาของลูก ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดความคุ้มครองในการพิจารณาทำประกันโรคร้ายแรง ส่วนใครที่ไม่มีภาระทางการเงินเท่าไหร่ ก็อาจจะพิจารณาในฝั่งของค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตที่จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจากประสบการณ์ผมจะขอแนะนำไว้ที่ประมาณ 3 ล้านบาท 

 

หลังจากที่เราพิจารณาความคุ้มครองหรือทุนประกันที่เราต้องการได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาเลือกประกันโรคร้ายแรงที่สอดคล้องกับงบประมาณ โดยในที่นี้จะแบ่งประกันโรคร้ายแรงออกเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะของการชำระเบี้ย ได้แก่ 1) ประกันโรคร้ายแรงแบบชำระเบี้ยตามอายุ และ 2) ประกันโรคร้ายแรงแบบชำระเบี้ยคงที่ 

 

  • ประกันโรคร้ายแรงแบบชำระเบี้ยตามอายุ ประกันประเภทนี้จะคิดเบี้ยประกันตามความเสี่ยงในการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ดังนั้นแล้วในช่วงที่อายุน้อยก็จะมีอัตราเบี้ยประกันที่ต่ำกว่า และเบี้ยประกันจะปรับเพิ่มขึ้นตามอายุเมื่อเปรียบเทียบที่ความคุ้มครองเท่ากัน ซึ่งการคิดเบี้ยประกันลักษณะนี้จะเหมาะกับกลุ่มอายุต่ำกว่า 50 ปี ลงมา เนื่องจากเป็นช่วงชีวิตที่ยังคงต้องการความคุ้มครองที่สูงเพื่อให้สอดคล้องกับภาระทางการเงินต่างๆ 
  • ประกันโรคร้ายแรงแบบชำระเบี้ยคงที่ มีจุดเด่นในการใช้สำหรับวางแผนการเงินระยะยาว เนื่องด้วยอัตราเบี้ยประกันคงที่ตลอดอายุสัญญาจึงทำให้ง่ายต่อการวางแผนการเงิน อย่างไรก็ดีมีข้อสังเกตที่อัตราเบี้ยประกันในช่วงที่อายุน้อยจะสูงกว่าประกันโรคร้ายแรงแบบชำระเบี้ยตามอายุเมื่อเทียบความคุ้มครองที่เท่ากัน

 

คุ้มครองสุขภาพ ด้วยส่วนผสมระหว่างประกันสุขภาพและประกันโรคร้ายแรง

 

เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพชัดๆ ของการผสมผสานความคุ้มครองด้านสุขภาพผมจะขอยกตัวอย่างจากการทำประกันของตัวผมเอง โดยเริ่มต้นจากประกันสุขภาพซึ่งผมเลือกประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายเพื่อตัดความกังวลถึงค่าใช้จ่ายส่วนเกินในกรณีเจ็บป่วย โดยเลือกความคุ้มครองไว้ที่ 20 ล้านบาท ซึ่งเป็นการคำนวณเผื่อค่ารักษาพยาบาลที่จะปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต และด้วยเคล็ดลับการทำประกันสุขภาพที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้ว ผมได้เลือกแผนความรับผิดส่วนแรกไว้ด้วย ซึ่งช่วยให้เบี้ยประกันถูกลงค่อนข้างมาก 

 

สำหรับประกันโรคร้ายแรงผมแบ่งงบประมาณออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกนำไปซื้อประกันโรคร้ายแรงแบบชำระเบี้ยคงที่ไว้เป็นหลักประกัน ‘อีกก้อนหนึ่ง’ ในกรณีที่เราเกิดโชคร้ายเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ด้วยจุดเด่นของ ‘เบี้ยคงที่’ ทำให้ง่ายต่อการวางแผนการเงินซึ่งเรามั่นใจว่าสามารถชำระเบี้ยไปจนครบอายุความคุ้มครอง ส่วนงบประมาณส่วนที่เหลือผมแบ่งไปซื้อประกันโรคร้ายแรงแบบชำระเบี้ยตามอายุ เพื่อให้เราได้ความคุ้มครองสูงพอตามที่เราต้องการ 

 

อย่างไรก็ดี ผมตั้งใจไว้ว่าในอนาคตเมื่อเรามีภาระทางการเงินที่ลดลงก็อาจจะยกเลิกประกันโรคร้ายแรงแบบชำระเบี้ยตามอายุ ซึ่งในช่วงนั้นความต้องการของเราก็คงจะเป็นเรื่องของความคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาลเป็นหลัก ซึ่งได้รับความคุ้มครองจากประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ด้วยการวางแผนประกันแบบนี้ผมก็สามารถประหยัดเบี้ยประกันโรคร้ายแรงส่วนหนึ่งเพื่อนำไปชำระเบี้ยประกันสุขภาพได้ 

 

ในการวางแผนประกันสุขภาพ แต่ละคนก็มีความต้องการและข้อจำกัดแตกต่างกันไป ตัวอย่างของผมก็อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของคุณผู้อ่าน ในกรณีนี้แนะนำว่าลองติดต่อตัวแทนขายประกันชีวิตเพื่อให้ช่วยวางแผนการทำประกัน รวมถึงการได้เห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่อาจจะตอบโจทย์ความต้องการได้ตรงขึ้น 

 

ซึ่งผมก็ขอทิ้งท้ายบทความนี้ด้วยการ ‘เชียร์’ ให้คุณผู้อ่านลองประเมินแผนการเงินกันดูอีกทีว่ามีความเสี่ยงอะไรที่เราสามารถที่จะ ‘ถ่ายโอน’ ออกไป ผ่านการซื้อประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพได้หรือไม่ ถ้ายังพอมีช่องว่างก็หวังว่าซีรีส์บทความประกันชีวิตทั้ง 3 บทความ จะช่วยเป็นแนวคิดให้คุณผู้อ่านเลือกซื้อประกันได้เหมาะสมกับความต้องการนะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

 

ภาพ: Jacob Wackerhausen / Getty Images

The post มีประกันสุขภาพแล้ว ประกันโรคร้ายแรงยังจำเป็นมั้ย? appeared first on THE STANDARD.

]]>