ปณิธาน วัฒนายากร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ปณิธาน-วัฒนายากร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 11 Dec 2025 09:06:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สื่อนอกตั้งคำถาม ปมการเมืองภายในไทย-กัมพูชา ตัวจุดชนวนขัดแย้ง? https://thestandard.co/thai-cambodia-politics-conflict/ Thu, 11 Dec 2025 09:06:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1153580 สื่อนอกตั้งคำถาม ปมการเมืองภายใน ไทย-กัมพูชา ตัวจุดชนวนขัดแย้ง?

สถานการณ์สู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถูกจับตามองอีกครั้งจ […]

The post สื่อนอกตั้งคำถาม ปมการเมืองภายในไทย-กัมพูชา ตัวจุดชนวนขัดแย้ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สื่อนอกตั้งคำถาม ปมการเมืองภายใน ไทย-กัมพูชา ตัวจุดชนวนขัดแย้ง?

สถานการณ์สู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ถูกจับตามองอีกครั้งจากสื่อต่างชาติทั่วโลก ที่ตั้งข้อสังเกตุว่าทำไมปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ ที่ดูเหมือนจะบรรเทาลงภายหลังการลงนามในปฏิญญาร่วม ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งมีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นสักขีพยาน จึงหวนกลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง

 

แจ็ค บอร์ด (Jack Board) ผู้สื่อข่าวประจำกรุงเทพฯ ของสำนักข่าว Channel NewsAsia (CNA) ของสิงคโปร์ วิเคราะห์เรื่องนี้ โดยตั้งคำถามถึงสาเหตุของการสู้รบ ว่าอาจไม่ใช่แค่ปัญหาพิพาทเรื่องเขตแดน แต่เป็นผลจาก ‘ปัจจัยภายใน’ เช่น ปัญหาการเมืองที่เปราะบาง หรือภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ซึ่งเป็นแรงกดดันที่อาจทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมองเห็น หรือได้ประโยชน์ในเชิงอำนาจจากการยืดเยื้อความขัดแย้งครั้งนี้

 

สงคราม-ชาตินิยม กลบความล้มเหลวรัฐบาลไทย?

 

บอร์ด ระบุในบทความเชิงวิเคราะห์ Has domestic politics in Thailand and Cambodia fuelled latest border flare-up? ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย กำลังเผชิญกับภาวะ ‘เปราะบางทางการเมืองอย่างหนัก’ ก่อนที่ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในต้นปี 2026

 

สาเหตุของความเปราะบางของอนุทินและพรรคภูมิใจไทย มาจากคะแนนนิยมที่ถูกบั่นทอนจากหลายผลงานอันย่ำแย่ในระยะหลัง เช่น การรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ถูกวิจารณ์ว่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ ตลอดจนการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา SEA Games ที่เพิ่งมีพิธีเปิดไปเมื่อวันอังคาร (9 ธันวาคม) ที่ผ่านมา ซึ่งถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องความพร้อมและการใช้จ่ายงบประมาณ

 

นอกจากนี้ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างอนุทิน กับเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ ผู้ซึ่งมีชื่ออยู่ในร่างกฎหมายคว่ำบาตรสแกมเมอร์ของสหรัฐฯ หลังมีการเผยแพร่ภาพเก่าที่ทั้งสองเคยถ่ายรูปร่วมเฟรมเดียวกัน

 

บทความระบุความเห็นจาก รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ซึ่งชี้ว่า “ความท้าทายอันน่าประหลาดใจและไม่คาดคิดเหล่านี้” ทำให้ความนิยมของอนุทิน ซึ่งเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนกันยายน และพรรคภูมิใจไทยของเขา ลดลงอย่างมาก”

 

ขณะที่อ้างอิงผลสำรวจความนิยมล่าสุดจากสวนดุสิตโพล ซึ่งจัดทำขึ้นในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พบว่าคะแนนนิยมของอนุทินลดลงจาก 48% เหลือเพียง 23%

 

“อนุทินมีแรงจูงใจที่จะ ‘เบี่ยงเบนความสนใจ’ จากประเด็นเหล่านี้ก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึง” บทความระบุ

 

นอกจากนี้ CNA รายงานความเห็นจาก ศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าอนุทิน “ได้รับประโยชน์จากกระแสชาตินิยมที่เพิ่มขึ้นในประเทศ” ซึ่งทำให้เขามีข้อได้เปรียบในการเลือกตั้ง

 

อย่างไรก็ตาม เขาไม่เชื่อว่าแรงจูงใจเหล่านี้จะเพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการสู้รบ โดยมองว่าความท้าทายภายในต่างๆ อาจทำให้อนุทินรู้สึก ‘ไม่มั่นคงทางการเมือง’ และถูกบังคับให้ต้องพึ่งพาสถาบันดั้งเดิม เช่น กองทัพ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ด้วยอำนาจเหนือสถานการณ์ชายแดนที่อยู่ในมือของกองทัพเป็นส่วนใหญ่ ผลลัพธ์อาจคาดเดาไม่ได้และควบคุมได้ยากขึ้น

 

ด้านวันนาริธ เชียง (Vannarith Chheang) อาจารย์ชาวกัมพูชา ด้านนโยบายสาธารณะและกิจการระหว่างประเทศ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ เชื่อว่า การสู้รบที่ปะทุขึ้นนั้นเป็น ‘กลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจ’ อย่างชัดเจน

 

“มันเป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติของนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนการเลือกตั้ง ผมคิดว่ากัมพูชาเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์นี้แล้ว แต่เราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีการระดมยิงขนาดใหญ่เช่นนี้” เขากล่าว

 

แรงกดดันภายในกัมพูชา

 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ปัจจุบัน กัมพูชากำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ซึ่งอาจส่งผลต่อท่าทีของกัมพูชาตามแนวชายแดน

 

โดยธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพิ่งปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ของกัมพูชาในปี 2025 จากประมาณ 6.1 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 4.9 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเสี่ยงจากความตึงเครียดบริเวณชายแดน

 

ขณะที่บทความของ CNA ระบุว่าการหลั่งไหลของแรงงานต่างชาติที่กลับมาพร้อมหนี้สินและต้องการงานทำ รวมถึงการแพร่กระจายของศูนย์สแกมในกัมพูชา กำลังแสดงให้เห็นถึงสัญญาณของการสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง

 

โดยรายงานปี 2025 จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า “มีหลายหน่วยงานในประเทศกัมพูชา ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรจากการมีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสแกมเมอร์

 

ด้าน รศ. ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ โดยมองว่า “จากสถานการณ์การเมืองภายในของกัมพูชา ยังคงมีความจำเป็นที่รัฐบาลกัมพูชาจะต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งของรัฐ”

 

ขณะที่เชียงระบุว่า “ความขัดแย้งกำลังส่งผลให้เยาวชนกัมพูชามีความภาคภูมิใจในชาติมากขึ้น และปลูกฝังความรู้สึกเข้มแข็งในหมู่ประชาชน

 

“หากเราใช้ชีวิตอย่างสงบสุขนานเกินไป เราจะลืมความสำคัญของความเป็นเอกภาพของชาติ ความมุ่งมั่น และสิ่งต่างๆ เหล่านั้น” เขากล่าว

 

อ้างอิง :

The post สื่อนอกตั้งคำถาม ปมการเมืองภายในไทย-กัมพูชา ตัวจุดชนวนขัดแย้ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านเกมสหรัฐฯ ฟื้นความสัมพันธ์กัมพูชา เดินหมากสกัดกั้นอิทธิพลจีน https://thestandard.co/us-cambodia-relations-china-influence/ Fri, 15 Aug 2025 02:09:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1107560 รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เยือนฐานทัพเรือเรียม กัมพูชา เพื่อฟื้นความสัมพันธ์และถ่วงดุลอิทธิพลจีน

การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ ​และจีน ถูกจับจ้องอีกครั้ง โดยร […]

The post อ่านเกมสหรัฐฯ ฟื้นความสัมพันธ์กัมพูชา เดินหมากสกัดกั้นอิทธิพลจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เยือนฐานทัพเรือเรียม กัมพูชา เพื่อฟื้นความสัมพันธ์และถ่วงดุลอิทธิพลจีน

การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ ​และจีน ถูกจับจ้องอีกครั้ง โดยรอบนี้ประเทศในอาเซียนอย่างกัมพูชา ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ขัดแย้งชายแดนกับไทย กำลังกลายเป็นสนามทดสอบในเกมอำนาจของทั้งสองประเทศ หลังปรากฏหลายสัญญาณบ่งชี้ โดยเฉพาะบทบาทความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชา ที่เด่นชัดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ความเคลื่อนไหวสำคัญที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ คือการที่พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมที่จะไปเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นในเดือนนี้ ตรงกับช่วงที่เรือรบสหรัฐฯ เดินทางเข้าเทียบท่ายังฐานทัพเรือเรียม ในจังหวัดพระสีหนุเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เสร็จสิ้นการปรับปรุงและเปิดใช้อย่างเป็นทางการในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเฮกเซธ อาจร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเทียบท่าครั้งประวัติศาสตร์ของเรือรบสหรัฐฯ ด้วย

 

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชาที่ถดถอยไปนานกว่า 8 ปี มีโอกาสฟื้นคืน ท่ามกลางความท้าทายจากอิทธิพลของจีน ขณะเดียวกัน ยังเป็นบททดสอบสำคัญให้รัฐบาลพนมเปญที่ยังคงพึ่งพาจีนในหลายด้าน ต้องชั่งใจว่า จะเลือกรักษาสมดุลระหว่าง 2 มหาอำนาจอย่างไร

 

สหรัฐฯ รุกสัมพันธ์กัมพูชา สัญญาณส่งถึงจีน

 

การเยือนกัมพูชาของเฮกเซธ และการเข้าเทียบท่าของเรือรบสหรัฐฯ ที่ฐานทัพเรือเรียม นั้นถูกจับตามองว่าเป็นสัญญาณสำคัญของสหรัฐฯ ที่ส่งไปยังจีน และสะท้อนความพยายามในการขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

 

แผนการเยือนของเฮกเซธ ได้รับการยืนยันจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้จอห์น โนห์ รักษาการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการความมั่นคงอินโด-แปซิฟิก และพล.ท. รัธ ดาราโรธ (Rath Dararoth) ปลัดกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้หารือกันระหว่างการประชุมด้านความมั่นคง Shangri-La Dialogue ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 

 

โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แถลงอย่างเป็นทางการว่า ทั้งสองได้หารือกันเกี่ยวกับ “ประเด็นความมั่นคงในภูมิภาคและความสัมพันธ์ทวิภาคีทางทหาร พร้อมทั้งตั้งตารอการเยือนของเรือรบสหรัฐฯ และการฝึกซ้อมทางทะเลที่ฐานทัพเรือเรียมรวมถึงการเดินทางของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่จะเยือนเรือรบสหรัฐฯ ในขณะจอดเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียม”

 

หลังจากนั้น แอนดรูว์ ไบเออร์ส รองผู้ช่วยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ก็ได้เดินทางเยือนกัมพูชาระหว่างวันที่ 24-25 มิถุนายน โดยพบปะผู้บัญชาการกองทัพและกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และได้มีการหารือเกี่ยวกับการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ รวมถึงวางแผนสำหรับการเยือนอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม

 

รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ให้ความเห็นต่อท่าทีของสหรัฐฯ ในการหันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาโดยมองว่า เป็นการดำเนินการที่ชัดเจนขึ้นของนโยบายปักหมุดเอเชีย (Asia Pivot Policy) และนโยบายอินโด-แปซิฟิก ของสหรัฐฯ ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลบารัก โอบามา ซึ่งแม้จะเป็นรัฐบาลต่างพรรคการเมืองกัน แต่ก็มีจุดร่วมคือการถ่วงดุลและลดน้ำหนักอิทธิพลของจีนในเอเชีย

 

โดยในยุคของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นั้น ทิศทางนโยบายถูกปรับให้เข้มข้นขึ้น และมีการดึงเอาอินเดียเข้ามาถ่วงดุลอย่างชัดเจน ซึ่งเขามองว่า เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ คือต้องการขยายกิจกรรมทางการทหาร การเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจในทุกด้าน เพื่อที่จะปิดล้อมหรือถ่วงดุลจีน ทั้งที่ทะเลจีนใต้ รอบเกาะไต้หวัน อาเซียน และในมหาสมุทรอินเดีย และจะขยายพื้นที่ในการถ่วงดุลในประเทศต่างๆ ที่เคยอยู่ภายใต้อิทธิพลของจีน รวมถึงกัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา 

 

ดังนั้น ท่าทีล่าสุด ทั้งการเดินทางเยือนกัมพูชาของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ และผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ (United States Indo-Pacific Command : USINDOPACOM) ก็สะท้อนให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่เป็นไปตามนโยบายและความตั้งใจของสหรัฐฯ ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.ปณิธาน มองว่าการที่กัมพูชาหันเข้าหาและฟื้นสัมพันธ์กับสหรัฐฯ อาจจะทำให้จีนไม่พอใจบ้าง และจีนก็อาจจะมีมาตรการโต้ตอบในหลายรูปแบบแต่ไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการมากนัก เนื่องจากการเปิดให้รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เยี่ยมเยือนฐานทัพเรือเรียมก็เป็นสิทธิ์ในการตัดสินใจของกัมพูชา 

 

กัมพูชาพยายามฟื้นสัมพันธ์สหรัฐฯ

 

การเชิญเฮกเซธ เยือนกัมพูชา ยังอาจมองได้ว่าเป็นอีกความพยายามของรัฐบาลพนมเปญภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หลังจากที่เสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาจากประเด็นต่างๆ รวมทั้งความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกัมพูชากับจีน และการปราบปรามศัตรูทางการเมืองของรัฐบาลกัมพูชาในยุคฮุนเซน 

 

กรณีหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชาถดถอย คือการจำกัดเสรีภาพสื่อและปราบปรามสื่ออิสระ รวมถึงสื่อนอกประเทศของกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งมีหลายสื่อที่ได้รับทุนจากสหรัฐฯ ถูกสั่งปิดหรือบีบให้ออกนอกประเทศ เช่น Voice of America และ Radio Free Asia

 

แต่การเข้ามาของรัฐบาลทรัมป์ 2 ซึ่งระงับการสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยและบังคับให้ปิดสื่อที่ได้รับทุนจากสหรัฐฯ ดังกล่าว กลายเป็นการขจัดอุปสรรคสำคัญในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา และทำให้มีสัญญาณในการฟื้นความสัมพันธ์เกิดขึ้น

 

ความเคลื่อนไหวสำคัญอย่างหนึ่ง คือในเดือนธันวาคม 2024 เรือยูเอสเอส ซาวานนาห์ (USS Savannah) ยังได้เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ซึ่งถือเป็นการเยือนครั้งแรกของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในรอบ 8 ปี

 

และในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กัมพูชายังเสนอให้ฟื้นการฝึกซ้อมรบร่วมอังกอร์เซนติเนล (Angkor Sentinel) ขึ้นอีกครั้ง โดยเป็นการฝึกซ้อมรบทวิภาคีระหว่างกองทัพกัมพูชากับกองทัพสหรัฐฯ ที่กัมพูชาได้ยกเลิกไปฝ่ายเดียวในปี 2017 โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจการเลือกตั้งในประเทศ  ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพกัมพูชาเริ่มต้นการฝึกซ้อมรบ Golden Dragon กับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน 

 

ข้อกังวลจีนต่อฐานทัพเรือเรียม 

 

สำหรับฐานทัพเรือเรียมนั้นมีความสำคัญอย่างมากต่อกัมพูชาในเชิงยุทธศาสตร์ จากการอยู่ติดอ่าวไทย และมีที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองสีหนุวิลล์ แหล่งท่องเที่ยวตากอากาศสำคัญของกัมพูชาราว 30 กิโลเมตร

 

โดยจีนให้การสนับสนุนงบประมาณแก่กัมพูชาในการปรับปรุงและขยายฐานทัพเรือแห่งนี้ตั้งแต่ช่วงปี 2022 ภายหลังจากที่กัมพูชารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมในฐานทัพเรือเรียมที่สหรัฐฯ เคยสนับสนุนในปี 2020 และปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐฯ ในการช่วยซ่อมแซม

 

การปรับปรุงดังกล่าว ส่งผลให้ฐานทัพเรือเรียม มีทั้งท่าเรือน้ำลึกยาว 300 เมตร อู่แห้ง (Dry Dock) ขนาด 5,000 ตัน ทางลาดลงน้ำขนาด 1,000 ตัน อาคารสำนักงาน นอกจากนี้ยังมีศูนย์ฝึกอบรมและโลจิสติกส์ร่วมระหว่างกัมพูชาและจีน

 

บทบาทและการมีส่วนร่วมของจีนต่อฐานทัพเรียม ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เกรงว่าฐานทัพเรือแห่งนี้อาจพัฒนาเป็นฐานทัพของจีนในภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ 

 

ความกังวลดังกล่าวมีมาตั้งแต่ปี 2019 เมื่อหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal  รายงานว่า ฮุน เซน ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในข้อตกลงลับที่ให้สิทธิกองทัพจีนในการใช้ฐานทัพแห่งนี้เป็นระยะเวลา 30 ปี ก่อให้เกิดความกังวลว่า จีนอาจใช้ฐานทัพเรือแห่งนี้เป็นฐานทัพเรือแห่งใหม่ในทะเลจีนใต้และเป็นฐานทัพเรือในต่างแดนแห่งที่ 2 ของจีน รองจากฐานทัพในจิบูตี 

 

ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธเรื่องนี้และยืนยันว่า “จะไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งฐานทัพต่างชาติในดินแดนของตน” โดยฮุน มาเนต ย้ำเรื่องนี้ในการกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในพิธีฉลองการขยายฐานทัพเรือเรียมซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน

 

รายงานของ Cambodianess ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ระบุว่า เตีย เซฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้กล่าวว่า ฐานทัพเรียมบางส่วนจะยังคงห้ามไม่ให้กองทัพต่างชาติเข้า 

 

“อาคารบางส่วนเป็นศูนย์บัญชาการของกัมพูชา ดังนั้นเราจึงมีพื้นที่หวงห้ามและพื้นที่เปิดโล่งของเราเอง และกัมพูชาไม่ใช่ประเทศเดียวที่ทำเช่นนี้” เขากล่าว 

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากองทัพกัมพูชาจะพยายามแสดงความโปร่งใส แต่ประเด็นเรื่องอิทธิพลของจีนต่อฐานทัพเรียมก็ไม่น่าจะหมดไป 

 

โดยหลังจากเรือรบญี่ปุ่นเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียมเมื่อกลางเดือนเมษายน เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชากล่าวว่า กัมพูชา “ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้โลกเห็นได้ว่า ฐานทัพเรียมจะไม่อนุญาตให้กองทัพจีนเข้ามาประจำการ” และคาดว่าความกังขาของสหรัฐฯ ต่อท่าทีกัมพูชาและบทบาทของจีนในฐานทัพเรือแห่งนี้ จะยังคงอยู่

 

“ทุกคนต้องเข้าใจอย่างชัดเจนว่า ปักกิ่งกำลังเตรียมการอย่างน่าเชื่อถือที่จะใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในอินโด-แปซิฟิก ไม่มีเหตุผลที่จะทำให้สถานการณ์ดูดีกว่าความเป็นจริง ภัยคุกคามที่จีนก่อขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริง และอาจจะใกล้เข้ามาแล้ว” เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชากล่าว

 

ทั้งนี้ ในอีกแง่หนึ่ง อาจมองได้ว่าการที่กัมพูชาเชิญเฮกเซธ และเรือรบสหรัฐฯ ให้มาเยือนฐานทัพเรือเรียมนั้น เป็นความพยายามเพื่อบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของจีนในฐานทัพเรียม 

 

โดยรัฐบาลกัมพูชาได้ให้คำมั่นว่า ฐานทัพเรือเรียมจะเปิดรับเรือรบจากทุกประเทศพันธมิตร และได้ต้อนรับเรือรบญี่ปุ่นสองลำในการเยือนเป็นเวลา 4 วัน เมื่อวันที่ 19 เมษายน ตามมาด้วยเรือรบจากเวียดนามและรัสเซีย

 

แต่ถึงกระนั้น บทบาทของจีนเหนือฐานทัพเรือเรียม ยังคงเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งในพิธีฉลองเปิดฐานทัพเรือ ซึ่งมีการเปิดศูนย์ฝึกอบรมและสนับสนุนร่วมฐานทัพเรือเรียม จีน-กัมพูชา โดยมีเฉา ชิงเฟิง รองเสนาธิการทหารบกแห่งคณะกรรมาธิการทหารกลางจีน และหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา เข้าร่วม 

 

โดย 1 วันหลังจากพิธีเปิดฐานทัพเรือเรียม เรือรบจากทั้งสองประเทศยังได้ร่วมการฝึกซ้อมรบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทางทหารของจีน ให้สัมภาษณ์ Global Times เชื่อมั่นว่า “การฝึกซ้อมรบระหว่างจีนและกัมพูชาในอนาคตน่าจะมีความถี่มากขึ้น และน่าจะครอบคลุมทั้งทางเรือและทางอากาศ ซึ่งจะช่วย ปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้”

 

ก่อนหน้านี้ พบว่าจีนยังได้จอดเรือคอร์เวตต์ หรือเรือรบขนาดเล็ก  2 ลำเทียบท่าไว้ที่ฐานทัพเรือเรียมตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023 นอกจากนี้ ยังมีภาพถ่ายดาวเทียมที่เผยแพร่ออกมา แสดงให้เห็นว่า เรือรบจีนได้เข้าจอดเทียบท่าที่ฐานทัพเรือเรียมอย่างต่อเนื่อง 

 

โดยทางการกัมพูชาพยายามชี้แจงว่า เรือรบจีนที่เห็นนั้น ไม่ได้ประจำการถาวร แต่ถูกนำมาใช้ในการฝึกซ้อมรบร่วม Golden Dragon ซึ่งรัฐบาลจีน ยังได้ประกาศแผนที่จะมอบเรือคอร์เวตต์ Type-056A จำนวน 2 ลำให้กับกัมพูชาด้วย

 

รศ. ดร.ปณิธาน ให้ความเห็นต่อข้อกังวลในการใช้ฐานทัพเรือเรียมเป็นฐานทัพถาวรของจีน โดยชี้ว่า ในยุคสงครามสมัยใหม่นั้น จริงๆ แล้วน้ำหนักของฐานทัพเรือเรียมอาจจะไม่ได้มากเท่าไหร่นัก เพราะยุทธศาสตร์ปฏิบัติการรบต่างๆ ในขณะนี้ใช้ระบบควบคุมระยะไกล เช่น โดรน เครื่องบินสมัยใหม่ หุ่นยนต์ หรือ AI

 

ขณะที่สหรัฐฯ มีฐานทัพที่ไกลออกไปและยังมีกองเรือที่ลอยลำอยู่ในทะเลจีนใต้ และมีกองเรือที่ปฏิบัติการไปมา ทั้งที่สิงคโปร์และฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายความว่าไม่จำเป็นต้องเข้ามาที่อ่าวไทย แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็อาจจะต้องการใช้ฐานทัพที่เมืองดานัง ของเวียดนามมากกว่า ซึ่งสหรัฐฯ กำลังเจรจากับทางเวียดนามอยู่ ถ้าจะเป็นที่พักกองเรือหรือที่ซ่อมเรือชั่วคราว 

 

บาลานซ์สัมพันธ์ สหรัฐฯ-จีน

 

รศ. ดร.ปณิธาน มองว่าท่าทีของกัมพูชาในการฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในขณะที่ยังคงรักษาสัมพันธ์กับจีนนั้น สอดคล้องกับแนวทางที่เรียกว่า สมดุลเชิงกลยุทธ์” (Strategic Equilibrium) หรือสมดุลใหม่ 

 

แต่การปรับสมดุลนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำหนักของจีนกับสหรัฐฯ จะเท่ากัน เพราะสินค้า เงินช่วยเหลือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาโครงสร้าง อาวุธราคาถูก และตลาดของจีนก็ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าสหรัฐฯ อยู่ดี

 

แต่การที่มีน้ำหนักมากเกินไป ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียหลายอย่าง เช่นกรณีของเมียนมา หรือเวียดนาม ที่สุ่มเสี่ยงต่อเรื่องความมั่นคงและความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ทำให้หลายประเทศ ต้องมีการปรับน้ำหนักความสัมพันธ์กับ 2 มหาอำนาจให้สมดุลมากขึ้น แต่คงไม่ถึงกับสมดุล 50% ต่อ 50%

 

“อย่างน้อยๆ ก็ถ่วงดุลในหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์ เช่น เรื่องการทหาร การแลกเปลี่ยน การฝึก การข่าว เรื่องเหล่านี้จะทำให้หลายประเทศอยู่ในจุดยืนทางยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบกว่าไทย ขณะที่สหรัฐฯ​ และจีนสามารถเอาน้ำหนักที่สมดุลขึ้นนั้นมาถ่วงดุลหรือมากดดันไทยได้ เช่นในการเจรจาข้อตกลงหยุดยิง หากกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ กับจีน ก็หมายความว่าแรงกดดันของจีน-สหรัฐฯ จะมาที่ไทยมากกว่ากัมพูชา” รศ. ดร.ปณิธาน กล่าว 

 

ทั้งนี้ กรณีที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ จะเดินทางไปเยือนกัมพูชาโดยตรงและไม่แวะไทย รศ. ดร.ปณิธาน ชี้ว่าอาจเป็นสัญญาณที่สะท้อนให้เห็นว่าการรักษาสมดุลกับ 2 มหาอำนาจของไทยนั้น ‘ไม่น่าจะดีเท่าไหร่นัก’ และยังต้องปรับหรือดำเนินการเชิงรุกให้มากขึ้น

 

ด้านคิน เฟีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่ง Royal Academy of Cambodia ให้สัมภาษณ์ Kiripost สื่อท้องถิ่นกัมพูชา ว่า การเยือนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ถือเป็น ‘สัญญาณที่ดี’ ในการเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารระหว่างทั้งสองประเทศ

 

เขากล่าวว่า “พลวัตที่เปลี่ยนแปลงไปของภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังกระตุ้นให้ทั้งจีนและสหรัฐฯ แสวงหาแนวทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือด้านความมั่นคงแห่งชาติ”

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากัมพูชามักถูกมองว่าพึ่งพาจีนอย่างมากทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร แต่เฟีย มองว่าการเยือนของรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการสร้างสมดุลความสัมพันธ์และจุดยืนของกัมพูชาในภูมิภาค

 

“กัมพูชาไม่ได้พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง เราเปิดกว้างที่จะต้อนรับความร่วมมือใดๆ ที่เคารพอธิปไตยของประเทศและส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกัน” เขากล่าวย้ำ

 

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า การพัฒนาความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างสหรัฐฯ และกัมพูชา ยังอาจก่อให้เกิดข้อกังขาเกี่ยวกับจุดยืนและนโยบายความร่วมมือของกัมพูชาต่อจีนด้วย

 

“สหรัฐฯ ยังคงสงสัยเกี่ยวกับฐานทัพเรือเรียม รวมถึงบทบาทของจีนในฐานทัพเรือ” เขากล่าว และชี้ว่า “การจัดการต่อมุมมองดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยทักษะทางการทูตและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างสมดุลให้กับความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชากับทั้งสองมหาอำนาจ”

 

อ้างอิง: 

The post อ่านเกมสหรัฐฯ ฟื้นความสัมพันธ์กัมพูชา เดินหมากสกัดกั้นอิทธิพลจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อ่านกลยุทธ์ไทยเจรจาภาษีทรัมป์ แนะสายตรงวอชิงตัน-ใช้แต้มต่อด้านความมั่นคง https://thestandard.co/trump-tariff-thailand-negotiation/ Sat, 12 Jul 2025 03:18:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1095667 รัฐบาลไทยเร่งเจรจาภาษีทรัมป์ หวังลดผลกระทบต่อภาคส่งออก

นับถอยหลังจากวันนี้ (15 กรกฎาคม) เหลือเวลาอีกไม่ถึง 17 […]

The post อ่านกลยุทธ์ไทยเจรจาภาษีทรัมป์ แนะสายตรงวอชิงตัน-ใช้แต้มต่อด้านความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลไทยเร่งเจรจาภาษีทรัมป์ หวังลดผลกระทบต่อภาคส่งออก

นับถอยหลังจากวันนี้ (15 กรกฎาคม) เหลือเวลาอีกไม่ถึง 17 วัน ที่ไทยจะเผชิญเส้นตายการบังคับใช้ภาษีศุลกากรอัตราใหม่ของสหรัฐฯ​ ที่ 36% ในวันที่ 1 สิงหาคม

 

ช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่นี้ รัฐบาลไทยต้องเร่งดำเนินการเจรจาและบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ​ ให้ได้โดยเร็ว แต่คำถามสำคัญคือเรามีอะไรที่จะไปแลกเปลี่ยน เพื่อให้รัฐบาลทรัมป์​ ยินยอมลดอัตราภาษีลงมา?

 

รายการ Decoding the World : ถอดรหัสโลก พูดคุยกับรศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ และ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ร่วมวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากไทยต้องเผชิญภาษี 36% ของสหรัฐฯ และทางเลือกในการเจรจาที่มีอยู่ 

 

โดยแม้ระยะเวลาจะค่อนข้างกระชั้นชิด แต่รัฐบาลไทยยังมีโอกาสพิจารณาถึงแต้มต่อที่มีอยู่ ซึ่งการเจรจาข้อตกลง นอกจากเรื่องการค้า ควรครอบคลุมไปถึงมิติอื่นๆ เช่นการต่างประเทศ การเมือง การทหารและความมั่นคง และในขณะเดียวกันอาจต้องใช้การสื่อสารผ่าน ‘ช่องทางพิเศษ’ สายตรงไปถึงบุคคลระดับสูงในรัฐบาลวอชิงตัน เพื่อ ‘ปิดดีล’ ให้สำเร็จ 

 

ภาษี 36% ภาคการผลิตไทยอาจถึงขั้น ‘ทรุด’

 

ดร. อมรเทพ ชี้ว่าสิ่งแรกที่อาจเกิดขึ้นหากไทยเผชิญกับตัวเลขภาษี 36% คือ “ความเชื่อมั่นที่หายไป” โดยผู้ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในไทย อาจจะรอดูสถานการณ์ และส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเกิดขึ้นชะลอตัวลง

 

ผลกระทบที่ชัดเจนอีกประการหนึ่งคือในภาคการส่งออก ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย แม้ว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมา การส่งออกจะเติบโตกว่า 10% แต่เป็นเพราะสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าเพื่อสต็อกไว้ก่อน ดังนั้น หากไทยต้องเจอภาษีจากสหรัฐฯ ที่เป็นตลาดใหญ่ถึง 36% ภาคการผลิตของไทยอาจจะไม่ใช่แค่ ‘แผ่ว’ ลง แต่อาจถึงขั้น ‘ทรุด’ และส่งผลกระทบรุนแรงต่อการจ้างงาน 

 

และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียที่เผชิญภาษีในอัตรา 25% และเวียดนามที่ 20% ก็จะเริ่มมองเห็นว่าความน่าสนใจของภาคการผลิตและการส่งออกของไทยนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

นอกจากนี้ ผลกระทบยังขยายไปสู่ภาคการนำเข้า หากไทยต้องตั้งภาษีนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในอัตราที่สูงเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ก็จะแพงขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ คลังสินค้า และการขนส่งก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน 

 

ที่สำคัญคือผลกระทบสุดท้ายจะตกอยู่กับ ผู้บริโภค หากการส่งออกและการผลิตไม่ดี การเติบโตของค่าจ้างก็จะแผ่วลง เมื่อผู้คนไม่มีเงินเพียงพอ การบริโภคภายในประเทศซึ่งคิดเป็นเกือบ 60% ของ GDP ก็จะลดลงตามไปด้วย ภาคการท่องเที่ยวเองก็อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะโรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่ง

 

อย่างไรก็ตาม ดร. อมรเทพชี้ว่ายังไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนใดคาดการณ์ว่า GDP ของไทยจะติดลบตลอดทั้งปี แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลง โดยจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 3 และไตรมาส 4 แต่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจไทยก็ยังคงเติบโตได้เหนือ 1% 

 

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) ที่อาจทำให้ GDP หดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเรียกว่า “การถดถอยทางเทคนิค” (Technical Recession) แต่ยังไม่ใช่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด แม้จะส่งผลให้ความน่าสนใจในการตั้งโรงงานในไทยลดลง และการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีหน้าจะยังคงโตต่ำ แต่ก็คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า

 

ใช้แต้มต่อด้านความมั่นคง

 

รศ. ดร.ปณิธาน ชี้ว่าประเด็นสำคัญของการยื่นข้อเสนอในการเจรจากับสหรัฐฯ นั้นไม่ควรจำกัดอยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องรวมถึง มิติด้านการเมือง การต่างประเทศ หรือการทหารเข้าไปด้วย เพื่อที่จะเติมเต็มกับเงื่อนไขที่เราให้ไม่ได้

 

โดยที่ผ่านมา ไทยถือเป็นพันธมิตรนอก NATO (Non-NATO Ally) และมีการปฏิบัติการทางทหารร่วมกับสหรัฐฯ มาแล้วมากกว่า 50 ปฏิบัติการ และบางเรื่องก็ลึกลับซับซ้อนมาก เช่น กรณีการจับกุมตัวฮัมบาลี ริดวน อิซามุดดิน แกนนำคนสำคัญของเครือข่ายการก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามมิยาห์ (Jemaah Islamiah) ที่จังหวัดอยุธยา เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2003 ในขณะที่กำลังวางแผนการก่อการร้ายโจมตีการประชุมเอเปก (APEC) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งทางการไทยได้ส่งตัวฮัมบาลี ให้ทางการสหรัฐฯ​ ก่อนจะถูกนำไปคุมขังที่เรือนจำในอ่าวกวนตานาโม ของคิวบา

 

หรือกรณีการจับกุมตัววิกตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธรายใหญ่ชาวรัสเซียส่งให้สหรัฐฯ ซึ่งปฏิบัติการเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ และสามารถหยิบยกเป็นตัวอย่างของความร่วมมือที่ไทยมอบให้ได้

 

นอกจากนี้ รศ. ดร.ปณิธาน ชี้ว่าอีกข้อเสนอที่สามารถดำเนินการได้ในยามวิกฤตเช่นนี้ คือการรวมงบประมาณการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพทั้ง 3 เหล่าทัพ เพื่อทำให้ไทยสามารถเสนอซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ในระยะยาว ด้วยเม็ดเงินที่เพียงพอ และไม่ต้องเดือดร้อนงบประมาณแผ่นดิน

 

ขณะที่การยื่นข้อเสนอซื้อยุทโธปกรณ์จำนวนมากจากสหรัฐฯ จะเป็นอีกแนวทางที่ทำให้ทรัมป์สามารถนำไปเสนอต่อสภาคองเกรส เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไทยเป็น

พันธมิตรที่สำคัญ

 

การสื่อสารช่องทางพิเศษ

 

ทั้งนี้ การยื่นข้อเสนอโดยมีแพ็กเกจด้านการทหารหรือความมั่นคงไปด้วยนั้น รศ. ดร.ปณิธาน มองว่าสิ่งที่ทำให้บรรลุเป้าหมายข้อตกลงได้ คือการสื่อสารช่องทางพิเศษ 

 

โดยเขามองว่า รัฐบาลและผู้มีอำนาจของไทย ควรที่จะต่อสายตรงไปยังบุคคลสำคัญอย่าง ทรัมป์, พีธ เฮธเซ็ก รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯหรือมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการมาร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย ซึ่งทั้ง 3 คนเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายในการปรับลดอัตราภาษี 

 

แต่การพูดคุยกับรูบิโอนั้น รศ. ดร.ปณิธาน มองว่าไทยอาจจำเป็นต้องปรับความเข้าใจเสียก่อน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ นั้นเคยมีท่าทีไม่พอใจไทย ต่อกรณีการส่งผู้อพยพชาวอุยกูร์กลับไปยังจีน

 

มาตรการรับมือและเยียวยาภายในประเทศ

 

นอกจากกลยุทธ์การเจรจาภายนอกแล้ว การปรับตัวและมาตรการรับมือภายในประเทศก็สำคัญเช่นกัน โดยดร. อมรเทพเสนอว่า ไทยสามารถพิจารณาลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ได้ในบางกลุ่ม แม้จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรบางกลุ่ม แต่การนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเนื่องจากภาคเกษตรแม้จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิประมาณ 10% ของ GDP แต่ก็มีการจ้างงานสูงถึง 40-50%

 

ส่วนประเด็นการส่งสินค้าของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะจีน ผ่านไทย ส่งออกไปยังสหรัฐฯ หรือ Transshipping ซึ่งไม่ส่งผลให้ภาคการผลิตหรือการจ้างงานของไทยเติบโต เป็นอีกประเด็นที่ต้องมีการเจรจา โดยไทยสามารถลดการขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ได้ และไม่กระทบภาคการผลิตในประเทศ ด้วยการลดการส่งออกสินค้าจากประเทศอื่น และเน้นส่งออกเฉพาะสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงจากในประเทศ

 

ขณะที่การเยียวยาภาคเอกชนและเกษตรกร ดร. ปณิธานเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียม แพ็กเกจเยียวยา สำหรับภาคเอกชนและเกษตรกร ในกลุ่มที่อาจจะได้รับผลกระทบ ควรมีมาตรการเหล่านี้ออกมาทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผลกระทบปรากฏชัดเจนในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ซึ่งการเยียวยาที่ตรงจุดและรวดเร็วจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาล

 

ปรับสมดุลความสัมพันธ์ รับมือจีน-สหรัฐฯ

 

จากท่าทีของสหรัฐฯ​ ที่แสดงจุดยืนหนักแน่นต่อมาตรการภาษีตอบโต้และการมุ่งเน้นการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง และท่าทีของจีนที่ส่งสัญญาณเตือนว่าจะตอบโต้ประเทศใดก็ตามที่ทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ โดยตัดจีนออกจากห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ไทยที่มีจุดยืนไม่เอนเอียงไปยังมหาอำนาจข้างใดมากจนเกินไปต้องหาหนทางเพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

 

รศ.ดร. ปณิธานชี้ว่าไทยเป็นประเทศที่ “รักทั้งพี่รักทั้งน้อง” และยังไม่จำเป็นต้องเลือกข้างในตอนนี้ 

 

เขามองว่าการเจรจาข้อตกลงกับสหรัฐฯ ควรทำคู่ขนานไปกับการเจรจากับจีน โดยควรมี “ทีมไทย-จีน” และ “ทีมไทย-สหรัฐฯ” ที่ทำงานคู่ขนานกัน

 

ด้านดร. อมรเทพเห็นด้วยว่าไทยไม่ต้องการเลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ และจีน เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุด (18% ของการส่งออกทั้งหมด และ 10% ของ GDP) ในขณะที่จีนเป็นคู่ค้าอันดับสอง แต่ไทยเองก็ต้องมองหาโอกาสและพันธมิตร รวมถึงเจรจากรอบความร่วมมือการค้าเสรีอื่นๆ

 

กรณีของกลุ่ม BRICS ที่ทรัมป์ มองว่าเป็นกลุ่มต่อต้านสหรัฐฯ​ และได้ออกมาเตือนว่าจะใช้มาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ หากมีการสนับสนุนนโยบายที่ต่อต้านสหรัฐฯ​ หรือพยายามบ่อนทำลายบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (De-Dollarization) ในการค้าระหว่างประเทศ เป็นอีกประเด็นที่ไทยต้องแสดงท่าทีให้ชัดเจน 

 

โดยรศ.ดร.ปณิธาน ชี้ว่าการเข้าเป็นหุ้นส่วนของกลุ่ม BRICS เพื่อค้าขายกับประเทศสมาชิกนั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องยืนยันชัดเจนและตรงไปตรงมาต่อสหรัฐฯ ว่าไทยไม่ได้เป็นสมาชิก และไม่ได้สนับสนุนแนวคิดต่อต้านสหรัฐฯ​หรือพยายามทำลายหรือลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ 

 

“เราอยากจะค้าขายกับอินเดีย เราอยากจะลดความเสี่ยง มันไม่ผิดอะไรนะครับ ที่เราจะไปค้ากับประเทศเหล่านี้ในกลุ่ม BRICS และเราก็ไม่ได้จะมาทำลายระบบ การเงินของอเมริกัน เราจะไปทำลายทำไม ก็พูดกับสหรัฐฯ ให้ชัดๆ”

 

ทั้ง ดร. ปณิธาน ชี้ว่าในวิกฤตนี้ยังมีโอกาส โดยรัฐบาลไทยต้องสื่อสารอย่างชัดเจนและรวดเร็วเกี่ยวกับมาตรการรับมือและการเยียวยา

 

ขณะที่สิ่งสำคัญคือการสร้างความมั่นใจว่า “ทีมไทยแลนด์” สามารถรับมือสถานการณ์ได้และใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐฯ ที่มีมายาวนาน

 

โดยสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นหลังจากนี้ คือการลงมือทำ ‘อย่างรวดเร็ว’ และ ‘เป็นรูปธรรม’

The post อ่านกลยุทธ์ไทยเจรจาภาษีทรัมป์ แนะสายตรงวอชิงตัน-ใช้แต้มต่อด้านความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ ไม่พอใจ ไทยจับนักวิชาการอเมริกัน? ปมสะท้อนเจรจาภาษีทรัมป์ https://thestandard.co/american-academic-trump-tariffs/ Wed, 23 Apr 2025 13:56:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1067532

ความพยายามของไทยในการเดินหน้าเจรจานโยบายภาษีศุลกากรกับส […]

The post สหรัฐฯ ไม่พอใจ ไทยจับนักวิชาการอเมริกัน? ปมสะท้อนเจรจาภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความพยายามของไทยในการเดินหน้าเจรจานโยบายภาษีศุลกากรกับสหรัฐฯ ถูกจับตามองมากขึ้น หลังรัฐบาลไทยแถลงเลื่อนการเจรจาออกไป ท่ามกลางข้อสงสัยของหลายฝ่ายว่า อะไรที่เป็นอุปสรรคของการเจรจา

 

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ แสดงท่าทีต้องการพูดคุยกับไทย โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ​ ส่งสัญญาณว่า ตั้งใจที่จะเจรจาการค้ากับ 14 ประเทศคู่ค้าสำคัญ ซึ่งรวมถึงไทยที่มีตัวเลขเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงสุดเป็นอันดับ 10 

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ มองว่า การเจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ 2.0 นั้นอาจ ‘ยากเย็น’ และ ‘ยากจะเข้าใจ’ เพราะไม่อิงกับระบบราชการแบบเก่า แต่ขึ้นอยู่กับทรัมป์และวงในทางการเมืองในวอชิงตัน

 

ขณะที่ไทยเองยังมีประเด็นร้อน ที่สหรัฐฯ จับจ้อง ทั้งกรณีการส่งกลุ่มชาวอุยกูร์ให้จีน และกรณีล่าสุดคือการจับกุมและดำเนินคดี พอล แชมเบอร์ อาจารย์ชาวอเมริกัน ประจำสถานประชาคมอาเซียนศึกษา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ในข้อหาความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

 

รัฐบาลสหรัฐฯ แสดงออกชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยต่อทั้ง 2 กรณี ในขณะที่นักวิเคราะห์จับตามองว่า ประเด็นเหล่านี้ อาจกลายเป็น ‘เผือกร้อน’ ที่ทำให้การเจรจากับสหรัฐฯ ยากขึ้นอีกหรือไม่?

 

ระบบพันธมิตรแบบเก่าใช้ไม่ได้

 

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การเจรจากับ ‘ทำเนียบขาว’ ยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นั้น ยากเย็นกว่าการจัดการกับกลุ่มอำนาจทางการเมืองภายในประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยนั้น ไม่เข้าใจชุดความคิดทรัมป์ 

 

เขามองว่า รัฐบาลไทยไม่สามารถใช้วิธีคิดแบบเดิมในการเข้าถึงรัฐบาลสหรัฐฯ ได้อีก เพราะโครงสร้างการตัดสินใจของทรัมป์ ไม่ได้ยึดหลักราชการแบบเก่า แต่พึ่งพาวงในทางการเมืองเป็นหลัก



ขณะที่ ดร.สุรชาติ ชี้ว่า การคาดหวังความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้นำอย่างทรัมป์ หรือการยึดติดกับระบบพันธมิตรแบบเก่า เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคนี้ เพราะทรัมป์ไม่ให้ความสำคัญกับพันธมิตรหากไม่มีผลประโยชน์ที่จับต้องได้

 

จับ พอล แชมเบอร์ส กระทบเจรจา?

 

กรณีการจับกุม ดร.พอล ในคดี 112 เป็นอีกประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่า อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเจรจากับสหรัฐฯ

 

ก่อนหน้านี้ คิต แชมเบอร์ส พี่ชายของ ดร.พอล ได้เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์สำนักข่าว The Oklahoman ชี้ว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจาที่ไม่ควรมองข้าม คือกรณีของ ดร.พอล ซึ่งเขาอ้างว่า ถูกกักขังอย่างผิดกฎหมายในประเทศไทย และมองว่า การเจรจาไม่อาจเริ่มต้นได้ จนกว่าพอลจะได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านเกิดในรัฐโอคลาโฮมา

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าบทความดังกล่าว เป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัวของพี่ชาย ดร.พอล ในรูปแบบ Op-ed ผ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น เพื่อสื่อสารความต้องการของเขาไปยังรัฐบาลสหรัฐ หรือผู้มีอำนาจอย่าง สส. ของรัฐโอคลาโฮมา เพื่อที่จะนำเรื่องนี้ไปบอกทรัมป์ว่ามีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้น

 

เขามองว่ากรณีของ ดร.พอล อาจจะกลายเป็น ‘ปัจจัย’ ที่สหรัฐฯ สามารถนำเอามาพิจารณาเป็น ‘ข้อต่อรอง’ กับไทยได้ และเชื่อว่าทีมงานของทรัมป์ที่ทำงานในนโยบายเกี่ยวกับภูมิภาคเอเชียในทำเนียบขาวก็น่าจะทราบเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเป็นประเด็นที่สำคัญ และอาจจะต้องมีการรายงานให้กับกลุ่มต่างๆ รวมถึงทีมเจรจาและผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ได้รับทราบอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการหยิบยกกรณีนี้มาเป็นข้อต่อรองระหว่างเจรจาหรือไม่

 

ดร.ฟูอาดี้ มองว่า ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ ไทยควรลดโอกาสและลดไพ่ในมือที่สหรัฐฯ จะนำมาต่อรอง โดยไม่ควรให้มีประเด็นใดมาทำให้การเจรจาเบี่ยงเบนจากวัตถุประสงค์หลัก ซึ่งจะทำให้ทีมเจรจาฝ่ายไทยทำงานได้ยากขึ้น 

 

โดยแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ อาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับมิติด้านสิทธิมนุษยชนมากนัก แต่หากประเด็นนี้เอื้อประโยชน์ต่อการเจรจาต่อรอง เขาก็อาจหยิบยกขึ้นมาใช้ได้ 

 

“เราก็ต้องพยายามลดแรงเสียดทานและปัจจัยต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องลง ซึ่งถ้ามองในมุมมองสิทธิมนุษยชน สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นอยู่แล้ว เราก็รู้ว่า ทรัมป์อาจจะไม่ได้แคร์เรื่องนี้ แต่ทรัมป์จะแคร์ ถ้าสิ่งนี้ ‘เป็นประโยชน์’ ต่อการเจรจาต่อรอง ถ้าเรื่องนี้ใช้แล้วได้ผล เขาก็อาจจะใช้ เราจึงควรลดแรงเสียดทานตรงนี้ลงให้ได้มากที่สุด”

 

ส่วนแนวทางในการลดแรงเสียดทานตามที่พี่ชาย ดร.พอล เสนอในบทความ คือให้น้องชายได้เดินทางกลับสหรัฐฯ ดร.ฟูอาดี้ มองว่า รัฐบาลไทยต้องพิจารณาว่า สามารถทำอะไรได้บ้าง แม้ว่าอาจจะมองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ก้าวก่ายไม่ได้ เป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการ 

 

เขามองว่า รัฐบาลมีหน้าที่ต้องบอกกล่าวไปยังองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้การเจรจาของไทยกับสหรัฐฯ ทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และทุกฝ่ายต้องเข้าใจว่า มีอะไรที่ไทยผ่อนปรนและทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้บ้าง เพื่อช่วยเหลือแผนการเจรจาที่จะเกิดขึ้น 

 

ปมอุยกูร์ อาจทำเจรจายิ่งยากขึ้น

 

การส่งตัวกลุ่มชาวอุยกูร์-กลับไปยังจีน เป็นอีกกรณีที่อาจเปิดโอกาสให้สหรัฐฯ มีไพ่เหนือกว่าไทยในการเจรจา ซึ่ง ดร.ฟูอาดี้ ชี้ว่า หากสหรัฐฯ รู้สึกว่าไทยเอนเอียงไปทางจีน ก็อาจเป็นข้อต่อรองที่ทำให้การเจรจาทำได้ยากขึ้น

 

“ประเด็นสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัญหาคือในการดีลกับสหรัฐฯ รัฐบาลทรัมป์ จะเลือกใช้อะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง”

 

ขณะที่การส่งชาวอุยกูร์ที่เหลือในไทยอีก 5 คนกลับไปจีน อาจยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลายมากขึ้น 

 

อีกปัญหาใหญ่จากกรณีอุยกูร์ คือรัฐบาลไทยไม่สามารถจัดทีมเจรจานโยบายภาษีและการค้ากับสหรัฐฯ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยรายชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยที่ถูกคว่ำบาตรห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ ซึ่งจะรู้ก็ต่อเมื่อมีการยื่นขอวีซ่า จึงทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต่างประเทศ จะสามารถเดินทางไปร่วมเจรจาที่สหรัฐฯได้หรือไม่ โดยข้อจำกัดนี้ อาจส่งผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์และทีมเจรจาของไทย

 

เตือนละเลยคำทักท้วงสหรัฐฯ 

 

ทางด้าน ดร.สุรชาติ ให้ความเห็นว่า ประเด็นที่น่ากังวลสำหรับไทย คือความไม่เข้าใจในชุดความคิดของทรัมป์ ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดพลาดในระดับนโยบาย อาทิ การละเลยต่อคำทักท้วงของสหรัฐฯ ทั้งกรณีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน และการจับกุม ดร.พอล ในคดี 112 ซึ่งกลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงระดับรัฐสภาอเมริกัน

 

โดยเขาเผยว่า ช่วงที่ผ่านมา สว.รัฐโอคลาโฮมา บ้านเกิดของ ดร.พอล ได้มีการโทรติดต่อครอบครัว ดร.พอล ในเมืองไทย ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเทพ ก็ถูกสั่งให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

 

ดร.สุรชาติ กล่าวว่า คนในสังคมไทยต้องไม่คิดว่าท่าทีของสหรัฐฯ ต่อกรณี ดร.พอล คือการแทรกแซง แต่ต้องทำความเข้าใจว่า รัฐบาลสหรัฐฯ รู้สึกว่า การจับกุมที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง

 

“ต้องไม่ทำให้อุยกูร์กับการจับอาจารย์ พอล แชมเบอร์กลายเป็นปัจจัยในการทำลายทุกอย่างที่เป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย” เขากล่าว

 

เขาเตือนว่า ไทยไม่ควรคิดแก้ไขปัญหาด้วยทัศนคติแบบชาตินิยม ที่คิดว่าสามารถชนกับสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องสนใจผลกระทบ แต่ต้องคิดว่า จะทำอย่างไรที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และเลิกคิดว่า จีนจะช่วยไทยทุกอย่าง เพราะต้องไม่ลืมว่า ตลาดหลักของไทยยังคงเป็นสหรัฐฯ

 

คุยกับคนบ้าหรือคนฉลาด

 

ขณะที่ รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ชี้ถึงผลกระทบจากกรณีที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งเรื่อง ดร.พอล ชาวอุยกูร์ หรือแม้แต่ประเด็นของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาที่มาเยือนไทย ต่อการเจรจากับสหรัฐฯ 

 

เขามองว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลไทยเชื่อว่า ทรัมป์หรือผู้เจรจาที่จะคุยด้วย เป็นอย่างไรและเรารู้จักเขาขนาดไหน โดยแบ่งเป็น 2 ทฤษฎี ได้แก่ ทฤษฎีคนบ้า (Madman Theory) หรือคือที่คุยไม่รู้เรื่อง ทำลายระบบ ป่วยการที่จะไปคุย อีกทั้งยังเรียกร้องเกินความเป็นจริง เช่น สหรัฐฯ ที่เป็นหนี้มากมาย แต่ก็ผลิตสินค้าไม่เก่ง โดยเขาเชื่อว่า หากเป็นไปตามทฤษฎีนี้สหรัฐฯ จะแพ้ภัยตัวเองในท้ายที่สุด 

 

ส่วนทฤษฎีที่ 2 คือเรามองว่า สหรัฐฯ เป็นนักต่อรองที่ฉลาดและเก่งในวงการธุรกิจ ที่นำเทคนิคการต่อรองมาใช้ในการเมืองระหว่างประเทศ โดยต้องการกู้ศักดิ์ศรี เพิ่มรายได้ให้คนอเมริกัน จัดการกับจีน และรักษาอำนาจของตน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ที่มีความไม่แน่นอนสูง ดร.ฟูอาดี้ ให้ความเห็นว่า ท่าทีที่ดีในการเจรจากับสหรัฐฯ อาจจะต้องไม่รีบเกินไป และต้องไม่ช้าเกินไป 

 

แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดอาจเป็นเรื่องที่ประชาชนไม่รู้สึกว่า ‘รัฐบาล’ โดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร มีภาวะผู้นำมากเพียงพอที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ วิธีการตอบคำถามหรือสื่อสารของนายกฯ ทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อไปว่า ในภาวะสงครามการค้าเช่นนี้ เธอสามารถเป็นผู้นำ ในภาวะสงครามได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับประเทศไทยหรือไม่

The post สหรัฐฯ ไม่พอใจ ไทยจับนักวิชาการอเมริกัน? ปมสะท้อนเจรจาภาษีทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
500 ชั่วโมงพิสูจน์ความจริง?: เกิดอะไรขึ้นเมื่อชาวอุยกูร์กลับถึงจีน https://thestandard.co/500-hours-prove-truth-uyghurs-return-to-china/ Fri, 21 Mar 2025 06:05:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1054601 ชาวอุยกูร์กลับจีน

นับตั้งแต่มีภาพรถตำรวจที่ใช้ขนส่งชาวอุยกูร์ ซึ่งถูกปิดป […]

The post 500 ชั่วโมงพิสูจน์ความจริง?: เกิดอะไรขึ้นเมื่อชาวอุยกูร์กลับถึงจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวอุยกูร์กลับจีน

นับตั้งแต่มีภาพรถตำรวจที่ใช้ขนส่งชาวอุยกูร์ ซึ่งถูกปิดประตูหน้าต่างด้วยเทปดำ รวมถึงรายงานข่าวว่าสายการบิน China Southern Airlines เดินทางมารอรับชาวอุยกูร์ 40 คน ที่ถูกกักตัวอยู่ในไทยมานานกว่า 11 ปี เพื่อพาทั้งหมดไปยังเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์

 

เย็นวันเดียวกัน รัฐบาลนำโดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแถลงข่าวยืนยันกับสื่อมวลชนว่า ได้ส่งชาวอุยกูร์ 40 คน กลับไปยังจีนจริง ซึ่งเป็นไปตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยรัฐบาลยืนยันว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้อง และไม่มีประเทศที่สามยื่นขอรับตัวบุคคลเหล่านี้ไป

 

จนถึงขณะนี้ คณะผู้แทนระดับสูงของฝ่ายไทย รวมถึงสื่อมวลชนบางส่วน ได้เดินทางกลับจากภารกิจติดตามชีวิตชาวอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคม เวลาผ่านไปกว่า 500 ชั่วโมง หรือประมาณ 3 สัปดาห์ แต่ความสงสัยยังคงไม่เลือนหายไปจากความคิดของผู้คน

 

แม้จะได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่คำถามหลายข้อ เช่น ‘เกิดอะไรขึ้นเมื่อชาวอุยกูร์กลับถึงบ้าน’ ‘เหตุใดกระบวนการส่งตัวจึงลึกลับและไม่เปิดเผย’ ‘มีประเทศที่สามยื่นขอรับตัวจริงหรือไม่’ ยังคงไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ และการเข้าถึงข้อเท็จจริงยังคงถูกจำกัด

 

ชาวอุยกูร์กลับจีน

รถตำรวจที่ใช้ขนส่งชาวอุยกูร์ถูกปิดประตูหน้าต่างด้วยเทปดำ

 

ส่งกลับจีน: ปัญหาที่ยังไม่จบ-เริ่มค้นหาความจริงตั้งแต่ชั่วโมงแรก

ข้อสงสัยแรกคือกระบวนการส่งตัวชาวอุยกูร์ออกจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสวนพลู ทำไมต้องปิดทึบรอบคันรถ มีการปิดบังโลโก้ รวมถึงยานพาหนะที่ใช้ ซึ่งไม่ใช่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 

แม้จะมีคำชี้แจงจาก พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่าขบวนการทั้งหมดเป็นเทคนิคและยุทธวิธีเพื่อความปลอดภัย ความเรียบร้อย รวมถึงคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ผู้ถูกส่งตัวถึงปลายทางอย่างปลอดภัย โดยเลือกดำเนินการในช่วงกลางดึก เพื่อไม่ให้กระทบต่อการจราจรของประชาชน และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

 

แต่โดยปกติแล้ว กระบวนการควบคุมตัวผู้ต้องหาไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเช่นนี้!

 

เนื่องจากตำรวจมีรถควบคุมผู้ต้องหาโดยเฉพาะ แต่ในกรณีนี้กลับใช้รถของกรมราชทัณฑ์ และมีการปิดผนึกหน้าต่าง ประตูอย่างมิดชิดจนผิดสังเกต

 

รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เปิดเผยในรายการ THE STANDARD NOW ว่า การส่งตัวผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือผู้ลี้ภัยไปยังประเทศที่สาม ในกรณีที่ไม่มีประเทศใดรับตัว ต้องส่งกลับประเทศต้นทาง หากได้รับการยืนยันเรื่องความปลอดภัย

 

ในปี 2558 ที่ไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ชุดแรกจำนวน 109 คน กลับไปยังจีน พบว่ามีปัญหาเรื่องความไม่มั่นใจในความปลอดภัย เพราะเมื่อมีการติดตามกลับไป พบว่าไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ครบทั้งหมด 109 คน จึงทำให้ต้องชะลอการส่งตัวต่อจากนั้น

 

แต่ในกรณีล่าสุดนี้ ทางการจีนรับรองความปลอดภัย และได้ร้องขออย่างเป็นทางการให้ส่งตัวกลับ เนื่องจากชาวอุยกูร์ 40 คนดังกล่าว ไม่มีคดีร้ายแรง และไม่มีประเทศใดที่เหมาะสมจะรับตัวพวกเขา

 

ทั้งตุรกี มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอเมริกา หรือประเทศตะวันตกอื่นๆ ต่างก็ไม่รับ เพราะมีเงื่อนไขว่าผู้ลี้ภัยต้องเดินทางไปทั้งครอบครัว ไม่ใช่เฉพาะบุคคล ขณะเดียวกัน ประเทศเหล่านี้ก็ไม่อนุญาตให้ไทยส่งชาวอุยกูร์กลับจีนเช่นกัน

 

รศ. ดร.ปณิธาน ย้ำว่า เหนือสิ่งอื่นใด การส่งกลับต้องเป็นกระบวนการที่เปิดเผย ไม่ควรทำอย่างลับๆ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยมากขึ้น และควรเป็นแนวทางการทูตรูปแบบใหม่คือ ‘การทูตแบบเปิดเผย’

 

“การส่งกลับประเทศต้นทางเป็นเรื่องที่หลายประเทศดำเนินการ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป และออสเตรเลีย ก็มีการส่งกลับเช่นกัน ไทยเองก็พยายามติดต่อประเทศที่สามเพื่อรับตัวชาวอุยกูร์ หลังจากที่เคยเกิดปัญหาในล็อตแรก แต่เรื่องเหล่านี้ไม่มีหลักฐานที่เป็นทางการ เพราะเป็นประเด็นอ่อนไหวของแต่ละประเทศ หากจะประกาศต่อสาธารณะ” รศ. ดร.ปณิธาน กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้มีการบันทึกไว้ แม้แต่บทสนทนาทางโทรศัพท์ แต่ไม่สามารถนำออกมาเปิดเผยได้

 

รศ. ดร.ปณิธาน แนะนำว่า ฝ่ายค้านสามารถใช้สิทธิ์ สส. ในการตรวจสอบว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้โทรศัพท์มาจริงหรือไม่

 

รศ. ดร.ปณิธาน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยยังมีอีกหลายกลุ่มที่รอการส่งกลับ ทั้งในส่วนของชาวอุยกูร์ที่มีคดี และชาวเมียนมากว่าหลายแสนคน ซึ่งติดปัญหาเรื่องการสู้รบในประเทศต้นทาง

 

 

ชาวอุยกูร์กลับจีน

ผู้แทนไทยติดตามชาวอุยกูร์ 40 คน กลับประเทศจีน

 

มีหลักฐานว่าประเทศที่สามเคยขอรับตัวชาวอุยกูร์หรือไม่?

“นี่เป็นสาเหตุที่เราต้องคุมขังเขาไว้นานกว่า 10 ปี เนื่องจากไม่มีประเทศใดรับตัว จริงๆ แล้วเราไม่ได้ต้องการให้เขาถูกคุมขังอยู่กับเรา สิ่งที่เรากระทำไปอาจไม่เหมาะสมในแง่ของสิทธิมนุษยชน แต่ในเมื่อไม่มีประเทศใดยอมรับ เราก็ต้องดูแลเขาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราไม่ได้หยุดความพยายาม ทุกปีเราพยายามหาแนวทาง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 10 ปี ก็คงถือว่าเกินพอ อาจเป็นความผิดพลาดของเราตรงจุดนี้ได้”

 

นี่คือคำอธิบายของภูมิธรรมในวันที่มีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน พร้อมการแถลงข่าวยืนยันว่าไม่มีประเทศที่สามขอรับตัวชาวอุยกูร์กลุ่มนี้

 

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม สำนักข่าว Reuters รายงานว่าได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวไม่เปิดเผยตัวตนหลายราย ระบุว่า สหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลีย เคยเสนอตัวรับชาวอุยกูร์กลุ่มนี้ แต่ทางการไทยเกรงว่าจะเกิดปัญหากับจีน จึงไม่ดำเนินการใดๆ ต่อ

 

ในวันเดียวกัน กัณวีร์ สืบแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้ออกมาเปิดเผยชวเลขการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ซึ่งระบุว่ามีประเทศที่สาม เช่น สหรัฐฯ สวีเดน และออสเตรเลีย พร้อมรับชาวอุยกูร์ไปตั้งถิ่นฐาน

 

อย่างไรก็ตาม ในบันทึกการประชุม กมธ.การกฎหมายฯ ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กลับไม่พบข้อความท่อนดังกล่าว

 

มีเพียงเนื้อหาที่ระบุคำชี้แจงของผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศต่อ กมธ.การกฎหมายฯ ว่า “มีคำร้องจากประเทศจีนในหลายโอกาส หลายระดับ ตั้งแต่ชั้นรองปลัดกระทรวงไปจนถึงรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งประเทศไทยต้องพิจารณาและตระหนักถึงหลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงยังไม่มีมาตรการส่งตัวชาวอุยกูร์ไปยังประเทศที่สาม”

 

ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศยังระบุอีกว่า “กลุ่มประเทศตะวันตกบางประเทศ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ร้องขอให้ประเทศไทยไม่ส่งตัวกลับ ดังนั้นในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยจึงต้องดูแลคนกลุ่มนี้ต่อไปจนกว่าจะสามารถหาทางออกที่เหมาะสมได้”

 

สาเหตุที่ทำให้หลายประเทศและองค์กรไม่เชื่อ

จากประวัติศาสตร์การกวาดล้างและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีนในปี 2009 มีผู้เสียชีวิตราว 200 คน โดยขณะนั้นทางการจีนได้กล่าวหาว่าชาวอุยกูร์ผู้ต้องการจัดตั้งประเทศของตนเองเป็นผู้ก่อเหตุ

 

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่ารับรู้กระบวนการส่งตัวชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนกลับจีนมาโดยตลอด โดยยอมรับว่าในอดีตอาจมีการจัดการที่ผิดพลาด แต่จากการหารือในครั้งนี้ รวมถึงการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของตนเอง ซึ่งได้พูดคุยกับผู้นำระดับต่างๆ จึงได้รับคำมั่นสัญญาจากทางการจีนว่าทุกคนที่ถูกส่งกลับจะปลอดภัย จึงตัดสินใจดำเนินการส่งตัวกลับจีน

 

“ดิฉันยืนยันว่ากลับโดยสมัครใจ ไม่เช่นนั้นก็ต้องมีการลากสิ ไม่มีการลาก เดินขึ้นไปปกติ ไม่มีอะไรทั้งนั้น สมัครใจค่ะ” นายกรัฐมนตรียังกล่าวย้ำว่าไม่มีประเทศที่สามขอรับตัวพวกเขา ไทยจึงจำเป็นต้องส่งให้จีน

 

อย่างไรก็ตาม คำยืนยันจากรัฐบาลไทยกลับไม่เป็นผล เมื่อฝ่ายค้าน นักสิทธิมนุษยชน ประเทศมหาอำนาจ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ออกมาโจมตีการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในครั้งนี้ เนื่องจากขาดหลักฐานที่ชัดเจนว่าผู้ที่ถูกส่งกลับจะได้รับการดูแลหรือมีเสรีภาพอย่างแท้จริง

 

ปฏิกิริยาจากนานาชาติและองค์กรต่างๆ

 

  • สภายุโรป มีมติประณามประเทศไทย และอาจใช้การเจรจา FTA เพื่อกดดันในประเด็นสิทธิเสรีภาพ
  • สหรัฐอเมริกา ใช้มาตรการจำกัดวีซ่าสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐของไทยที่เกี่ยวข้อง
  • ญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยวในไทยให้ระวังพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดเหตุก่อการร้าย
  • Freedom House ปรับลดระดับประเทศไทยลงเป็นประเทศไม่เสรี
  • สภาอุยกูร์โลก แสดงความยินดีที่สหรัฐฯ ลงโทษประเทศไทยจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 

ด้านจีน ฉีหยานจุน รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรค และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ กล่าวกับคณะผู้แทนไทยที่เดินทางไปติดตามชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนว่า

 

“มีบางประเทศติฉินนินทาความร่วมมือระหว่างไทยและจีน ทั้งที่เป็นการบังคับใช้กฎหมายตามปกติ กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องไม่ดี ทั้งที่ทั้งสองประเทศดำเนินการอย่างเข้มงวด สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศที่สามโดยผิดกฎหมายถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

 

ฉียืนยันว่าสถานการณ์ในซินเจียงขณะนี้มีความปลอดภัย ชนเผ่าต่างๆ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ โดยในปี 2024 ซินเจียงได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงความมั่นคงและปลอดภัยของพื้นที่

 

“สิ่งที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปกล่าวหาว่ามีการกระทำไม่เหมาะสมกับชาวอุยกูร์ไม่เป็นความจริง หลังจากที่ชาวอุยกูร์ 40 คนถูกส่งกลับจากไทย เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ แล้ว เราได้ส่งพวกเขากลับบ้าน และจะพยายามสร้างอาชีพให้สามารถกลับมามีชีวิตปกติ ขอให้หูและตาที่ท่านได้เห็นช่วยถ่ายทอดความจริงออกไป เพื่อสู้กลับต่อคำกล่าวหาจากประเทศที่สาม”

 

หลักฐาน พยาน เชื่อได้แค่ไหน? เมื่อห้ามเปิดเผยใบหน้าและเสียง

ภารกิจของคณะผู้แทนไทยที่เดินทางไปยังซินเจียงนั้นมีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ว่าชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งตัวกลับไปจะได้รับความเป็นอยู่ที่ดีหรือไม่

 

ข้อมูลจากคณะติดตามชาวอุยกูร์ทั้งคณะแรกและคณะสองมีจุดร่วมกันว่าชาวอุยกูร์ปลอดภัยและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

 

คณะแรก:

ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และ พล.ต.อ. ไกรบุญ ทรวดทรง รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สองผู้แทนฝั่งไทยที่ร่วมเดินทางกลับพร้อมชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คน เปิดเผยในการแถลงข่าวของรัฐบาลเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ว่า ได้ติดตามจนถึงหน้าประตูเครื่องบินอย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าชาวอุยกูร์ทุกคนได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ไม่มีอาการผิดปกติ

 

คณะสอง:

ในรายงานข่าวจากทีมพูลสื่อมวลชนไทย ตอนหนึ่งระบุว่า “ชายชาวอุยกูร์ได้ชี้ไปที่เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ของไทย พร้อมกับเรียกว่า ‘สารวัตร’ และทั้งสองก็ได้จับมือทักทายกัน โดยเจ้าหน้าที่ ตม. ไทยกล่าวแสดงความยินดีที่เขาได้กลับบ้านเกิด”

 

นอกจากนี้ยังมีชายชาวอุยกูร์รายหนึ่งที่วิดีโอคอลกับคณะไทยที่เดินทางไปซินเจียง โดยกล่าวว่าเมื่อได้อยู่กับครอบครัว รู้สึกดีใจและอบอุ่น และตอนนี้ไม่อยากไปประเทศที่สามแล้ว เมื่อถูกถามว่าได้มีส่วนในการตัดสินใจกลับบ้านหรือไม่ ชายชาวอุยกูร์ตอบว่า “ใช่ครับ ข้าพเจ้ามีส่วนในการตัดสินใจ” และขอบคุณผู้ที่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย พร้อมยืนยันว่าเขามีความสุขที่ได้กลับมาอยู่กับครอบครัวของตนเอง

 

ภูมิธรรมให้สัมภาษณ์ระหว่างการติดตามชีวิตของชาวอุยกูร์ว่า

 

“ภาพที่เกิดขึ้นเป็นความจริง ขอให้สื่อบางส่วนใจกว้างขึ้นหน่อย หากใครคิดว่ามีการจัดฉากก็ไปหาล่ามมานั่งดูได้ เรื่องนี้พิสูจน์ได้ทั้งหมด เพราะเราทำอย่างโปร่งใส แต่การแสดงความรู้สึกมันห้ามกันไม่ได้ เขาไม่ใช่ดาราฮอลลีวูด บอกให้ร้องไห้ก็ร้องได้ ขอให้ดูภาพ ฟังเสียง ดูสายตา ดูอารมณ์ความรู้สึก ภาพมันตอบได้ทั้งหมด”

 

สิ่งที่ทำให้สาธารณชนยังคงสงสัยและจับตาอย่างใกล้ชิดคือข้อเท็จจริงที่ว่า จีนเป็นผู้ประสานงานการเดินทางทั้งหมด และการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของชาวอุยกูร์ที่กลับไปนั้นมีข้อจำกัดมาก สื่อต่างๆ ต้องเคารพใน ‘สิทธิมนุษยชน’ ตามที่จีนร้องขอ จึงต้องเบลอใบหน้าของชาวอุยกูร์และเจ้าหน้าที่จีน รวมถึงไม่สามารถออกอากาศเสียงของพวกเขาได้แม้แต่เพียงเล็กน้อย

 

“ต้องขอโทษประชาชนคนไทยที่ชมข่าว เนื่องจากต้องเบลอหน้าชาวอุยกูร์ เพราะชาวอุยกูร์และทางการจีนขอความร่วมมือในการนำเสนอข่าว พวกเขาอยากอยู่อย่างสงบ ไม่อยากเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองจากสาธารณะ” นี่คือข้อความส่วนหนึ่งที่ภูมิธรรมชี้แจง

 

เสียดาย…บินไปเพื่อตอบโต้ปมจดหมาย

ทีมข่าว THE STANDARD ตั้งข้อสังเกตว่าการเดินทางไปซินเจียงของคณะผู้แทนไทยในครั้งนี้นอกจากจะมีจุดประสงค์เพื่อยืนยันว่าชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับมีความเป็นอยู่ที่ดีแล้ว คำถามที่หัวหน้าคณะอย่าง ภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ใช้สอบถามชาวอุยกูร์ยังเน้นย้ำถึงประเด็นว่าไม่มีประเทศที่สามขอรับตัว และไม่มีชาวอุยกูร์คนใดเขียนจดหมายขอความช่วยเหลือ

 

กัณวีร์ สืบแสง ซึ่งเป็นผู้ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับจดหมายของชาวอุยกูร์กล่าวว่า ข้อกังขาในเวทีระหว่างประเทศไม่ได้อยู่ที่ว่าเขากลับไปแล้วมีความเป็นอยู่ดีหรือไม่ แต่อยู่ที่ ‘ความสมัครใจ’ ในการกลับประเทศ

 

เขาระบุว่า รัฐบาลควรแสดงหลักฐานว่าชาวอุยกูร์สมัครใจกลับจีน และควรมีการเปิดเผยกลไกที่ใช้ในการประสานงาน โดยเฉพาะกระบวนการพูดคุยระหว่างสถานทูตจีนในประเทศไทยกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมตั้งคำถามว่ามีหลักฐาน รูปภาพ หรือวิดีโอใดบ้าง ที่ยืนยันได้

 

กัณวีร์ยังเผยว่า คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ และคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ เคยขอภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) แต่ได้รับคำตอบจาก ตม. ว่าไม่มีการบันทึกไว้ มีเพียงการแสดงผลแบบเรียลไทม์ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญว่าทุกอย่างไม่มีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ และกลายเป็นข้อกังขาใหญ่

 

“ผมเสียดายนะ เสียดายในเรื่องภาษีพี่น้องประชาชนที่ต้องใช้บินไปประเทศจีน แล้วกลับมาเพื่อตรวจสอบแค่จดหมายของผม 3 ฉบับว่าเป็นของจริงหรือไม่ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น” กัณวีร์กล่าว

 

เขายังกล่าวอีกว่า จากการเดินทางของคณะไทย เราได้เห็นเพียงแค่ 4 คนเท่านั้น ผ่านทางภาพถ่ายและวิดีโอ ซึ่งไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าอีก 30 คนอยู่ที่ใด การ ‘โชว์’ ดังกล่าวไม่ตอบโจทย์ความจริง

 

กัณวีร์ย้ำว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เขาจะใช้เวลา 40 นาที เน้นประเด็นอุยกูร์โดยเฉพาะ และจะนำหลักฐานทั้งหมดมาแสดงต่อสภา เพื่อชี้ให้เห็นว่ายังมีข้อกังขาอีกมากที่รัฐบาลยังไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจน

 

ภูมิธรรมเยี่ยมเยือน 1 ใน 40 ชาวอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง

 

ความจริงที่ถูกซ่อนไว้: การเดินทางของชาวอุยกูร์

แม้คณะผู้แทนรัฐบาลไทยและสื่อมวลชนจะยืนยันว่าชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับจีนมีความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

 

แต่คำถามสำคัญที่ยังไม่ได้รับคำตอบคือกระบวนการที่นำไปสู่การส่งตัวกลับเหล่านั้นมีความโปร่งใสเพียงพอหรือไม่ และชาวอุยกูร์สมัครใจจริงหรือถูกบีบบังคับทางอ้อม ซึ่งเป็นหัวใจของปัญหาที่ประชาคมโลกกำลังตั้งคำถาม

 

ข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการเดินทางตั้งแต่ไทยไปจนถึงจีนยังคงคลุมเครือ ไม่มีเอกสารยืนยัน ไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิด ไม่มีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ สิ่งที่ถูกนำเสนอมีเพียงภาพถ่ายและวิดีโอที่จำกัด พร้อมกับข้อจำกัดในการเผยแพร่ภาพและเสียงของผู้ถูกส่งตัว

 

รัฐบาลไทยในฐานะประเทศที่ประกาศตนยึดมั่นในสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมควรแสดงความโปร่งใสอย่างถึงที่สุดในเรื่องที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ เพราะหากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างรอบด้าน ความพยายามที่รัฐบาลใช้เวลากว่า 500 ชั่วโมง อาจไม่ใช่ ‘การพิสูจน์ความจริง’ แต่กลายเป็นเพียง ‘บุรุษไปรษณีย์’

 

สิ่งที่สูญเสียอาจไม่ใช่แค่ความเชื่อมั่นจากประชาชนในประเทศ แต่รวมถึงศรัทธาของนานาประเทศที่จับตามองเราอยู่ด้วยความกังวล

 

อ้างอิง:

The post 500 ชั่วโมงพิสูจน์ความจริง?: เกิดอะไรขึ้นเมื่อชาวอุยกูร์กลับถึงจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ส่งอุยกูร์กลับจีน วิบากกรรมไทยในศึกชาติมหาอำนาจ อเมริกา-จีน ต้องอย่าลู่ลม | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow180368-2/ Tue, 18 Mar 2025 13:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1053641

ปณิธาน-สมชาย วิเคราะห์ส่งอุยกูร์กลับจีน สู่วิบากกรรมไทย […]

The post ชมคลิป: ส่งอุยกูร์กลับจีน วิบากกรรมไทยในศึกชาติมหาอำนาจ อเมริกา-จีน ต้องอย่าลู่ลม | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปณิธาน-สมชาย วิเคราะห์ส่งอุยกูร์กลับจีน สู่วิบากกรรมไทยในศึกชาติมหาอำนาจ อเมริกา-จีน ต้องปรับท่าทีใหม่ ต้องอย่าลู่ลม

The post ชมคลิป: ส่งอุยกูร์กลับจีน วิบากกรรมไทยในศึกชาติมหาอำนาจ อเมริกา-จีน ต้องอย่าลู่ลม | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สหรัฐฯ จำกัดวีซ่า-จีนแถลงปกป้อง ปมไทยส่งอุยกูร์ ไปทางไหนก็กระทบหนัก? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow180368/ Tue, 18 Mar 2025 11:57:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1053585

สหรัฐฯ จำกัดวีซ่า-จีนแถลงปกป้อง ปมไทยส่งอุยกูร์ กับทางส […]

The post ชมคลิป: สหรัฐฯ จำกัดวีซ่า-จีนแถลงปกป้อง ปมไทยส่งอุยกูร์ ไปทางไหนก็กระทบหนัก? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

สหรัฐฯ จำกัดวีซ่า-จีนแถลงปกป้อง ปมไทยส่งอุยกูร์ กับทางสองแพร่ง ไปทางไหนก็กระทบหนัก?

 

คุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

 

  • 🔺 รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ
  • 🔺 รศ. ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ ออฟ พลวุฒิ วันที่ 18 มีนาคม 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง YouTube และ TikTok ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: สหรัฐฯ จำกัดวีซ่า-จีนแถลงปกป้อง ปมไทยส่งอุยกูร์ ไปทางไหนก็กระทบหนัก? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อ.ปณิธาน ชี้ปัญหาชาวยิวรุกพื้นที่ปาย ต้องรีบจัดระเบียบ ไม่อย่างนั้นเสียหมด | THE STANDARD NOW (HL) https://thestandard.co/thestandardnow180268-3/ Wed, 19 Feb 2025 04:02:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1043608 thestandardnow180268-3

อ.ปณิธาน ชี้ปัญหาชาวยิวรุกพื้นที่ปาย ต้องรีบจัดระเบียบ […]

The post ชมคลิป: อ.ปณิธาน ชี้ปัญหาชาวยิวรุกพื้นที่ปาย ต้องรีบจัดระเบียบ ไม่อย่างนั้นเสียหมด | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
thestandardnow180268-3

อ.ปณิธาน ชี้ปัญหาชาวยิวรุกพื้นที่ปาย ต้องรีบจัดระเบียบ ไม่อย่างนั้นเสียหมด

The post ชมคลิป: อ.ปณิธาน ชี้ปัญหาชาวยิวรุกพื้นที่ปาย ต้องรีบจัดระเบียบ ไม่อย่างนั้นเสียหมด | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: หลิวจงอี้ ไล่บี้จีนเทา-หม่อง ชิต ตู่ ถามทำอะไรผิด จีนมีอำนาจเหนือไทย? | THE STANDARD NOW https://thestandard.co/thestandardnow180268/ Tue, 18 Feb 2025 11:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1043400

หลิวจงอี้ ลุยปราบจีนเทา หม่อง ชิต ตู่ ขอร่วมด้วย ย้อนถา […]

The post ชมคลิป: หลิวจงอี้ ไล่บี้จีนเทา-หม่อง ชิต ตู่ ถามทำอะไรผิด จีนมีอำนาจเหนือไทย? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลิวจงอี้ ลุยปราบจีนเทา หม่อง ชิต ตู่ ขอร่วมด้วย ย้อนถามผิดกฎหมายไทยข้อไหน สู่สัญญาณจีนมีอำนาจเหนือไทย เรากำลังได้หรือเสียมากกว่ากัน?

 

คุยกับแขกรับเชิญ 2 ท่าน

 

  • รศ. ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง
  • อรรวี แตงมีแสง เจ้าของเพจ Natty loves Myanmar

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

The post ชมคลิป: หลิวจงอี้ ไล่บี้จีนเทา-หม่อง ชิต ตู่ ถามทำอะไรผิด จีนมีอำนาจเหนือไทย? | THE STANDARD NOW appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: สถานการณ์น่าเป็นห่วง จับตาอิสราเอลตอบโต้ หลังจากนี้อิหร่านไม่อยู่เฉยแล้ว | THE STANDARD NOW (HL) https://thestandard.co/thestandardnow150467-3/ Mon, 15 Apr 2024 07:41:30 +0000 https://thestandard.co/?p=923194

ดร.ปณิธาน ประเมินสถานการณ์อิหร่าน-อิสราเอล ตอนนี้น่าเป็ […]

The post ชมคลิป: สถานการณ์น่าเป็นห่วง จับตาอิสราเอลตอบโต้ หลังจากนี้อิหร่านไม่อยู่เฉยแล้ว | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดร.ปณิธาน ประเมินสถานการณ์อิหร่าน-อิสราเอล ตอนนี้น่าเป็นห่วง หวั่นอิสราเอลโต้กลับ หลังจากนี้อิหร่านไม่อยู่เฉยแล้ว

The post ชมคลิป: สถานการณ์น่าเป็นห่วง จับตาอิสราเอลตอบโต้ หลังจากนี้อิหร่านไม่อยู่เฉยแล้ว | THE STANDARD NOW (HL) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อิหร่าน-อิสราเอล ตอบโต้เดือด หวั่นสงครามภูมิภาคปะทุ | THE STANDARD NOW Special https://thestandard.co/thestandardnow150467/ Mon, 15 Apr 2024 07:33:30 +0000 https://thestandard.co/?p=923181

อิหร่านโจมตีโต้กลับอิสราเอลด้วยโดรนและยิงขีปนาวุธหลายร้ […]

The post ชมคลิป: อิหร่าน-อิสราเอล ตอบโต้เดือด หวั่นสงครามภูมิภาคปะทุ | THE STANDARD NOW Special appeared first on THE STANDARD.

]]>

อิหร่านโจมตีโต้กลับอิสราเอลด้วยโดรนและยิงขีปนาวุธหลายร้อยลูก ตะวันออกกลางระอุ หวั่นสงครามขยายวง โดยมีสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

 

คุยกับแขกรับเชิญ

  • ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางและโลกมุสลิม จากภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
  • รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร
    ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง และการต่างประเทศ

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ เต๋า ณัฏฐา วันที่ 15 เมษายน 2567 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป

The post ชมคลิป: อิหร่าน-อิสราเอล ตอบโต้เดือด หวั่นสงครามภูมิภาคปะทุ | THE STANDARD NOW Special appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: อิหร่านเตือนอิสราเอลไม่หยุดโจมตี อาจถูกโจมตีก่อนบุกกาซา แลกตัวประกันอาจมีบางส่วนจนมุม | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow171066-2/ Wed, 18 Oct 2023 01:50:56 +0000 https://thestandard.co/?p=855834 The Standard NOW

อิหร่าน เตือน อิสราเอล ไม่หยุดโจมตี อาจถูกโจมตีก่อนบุก […]

The post ชมคลิป: อิหร่านเตือนอิสราเอลไม่หยุดโจมตี อาจถูกโจมตีก่อนบุกกาซา แลกตัวประกันอาจมีบางส่วนจนมุม | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Standard NOW

 


 

ติดตาม THE STANDARD ในช่องทางอื่นๆ

 

Website : https://thestandard.co/

TikTok : https://www.tiktok.com/@thestandardth

Facebook : https://www.facebook.com/thestandardth

Twitter : https://twitter.com/thestandardth

Instagram : https://www.instagram.com/thestandard…

The post ชมคลิป: อิหร่านเตือนอิสราเอลไม่หยุดโจมตี อาจถูกโจมตีก่อนบุกกาซา แลกตัวประกันอาจมีบางส่วนจนมุม | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ฮามาสพร้อมแลกตัวประกัน อิหร่านเตือนอิสราเอลอาจถูกโจมตีก่อน จับตาไบเดนเยือนอิสราเอล | THE STANDARD https://thestandard.co/thestandardnow171066/ Tue, 17 Oct 2023 14:19:56 +0000 https://thestandard.co/?p=855765 อิหร่านเตือนอิสราเอล

ฮามาสพร้อมแลกตัวประกัน อิหร่านเตือนอิสราเอลอาจถูกโจมตีก […]

The post ชมคลิป: ฮามาสพร้อมแลกตัวประกัน อิหร่านเตือนอิสราเอลอาจถูกโจมตีก่อน จับตาไบเดนเยือนอิสราเอล | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านเตือนอิสราเอล

ฮามาสพร้อมแลกตัวประกัน อิหร่านเตือนอิสราเอลอาจถูกโจมตีก่อน จับตาไบเดนเยือนอิสราเอล

 

พูดคุยกับ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์พิเศษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

พบกันในรายการ THE STANDARD NOW กับ อ๊อฟ ชัยนนท์ วันที่ 17 ตุลาคม 2566 เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD

 

The post ชมคลิป: ฮามาสพร้อมแลกตัวประกัน อิหร่านเตือนอิสราเอลอาจถูกโจมตีก่อน จับตาไบเดนเยือนอิสราเอล | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พ.ร.บ. ข่าวกรอง’ ล้วงข้อมูลได้ ไม่ต้องขอศาลก่อน แต่ฟ้องศาลขอดูเหตุผลการล้วงข้อมูลภายหลังได้ https://thestandard.co/national-intelligence-act/ Thu, 18 Apr 2019 05:09:36 +0000 https://thestandard.co/?p=235710

พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มีผลบังคับต้ังแ […]

The post ‘พ.ร.บ. ข่าวกรอง’ ล้วงข้อมูลได้ ไม่ต้องขอศาลก่อน แต่ฟ้องศาลขอดูเหตุผลการล้วงข้อมูลภายหลังได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

พระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มีผลบังคับต้ังแต่วันที่ 17 เมษายน สาระสำคัญคือมาตรา 6 ซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ล้วงข้อมูลบุคคลได้

 

ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์กฎหมายฉบับนี้ใน 5 ประเด็น

 

ประเด็นสำคัญที่ ดร.ธนกฤต ชี้ให้เห็นคือกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เห็นชอบในการดำเนินการเพียงผู้เดียว โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการในการกลั่นกรองและตรวจสอบการใช้อำนาจจากองค์กรอื่นในลักษณะที่เป็นสากล เช่น องค์กรศาล

 

ขณะที่ในมาตรา 6 วรรคสาม ยังมีบทบัญญัติคุ้มครองการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจถูกนำมาอ้างคุ้มครองในกรณีปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริตชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐได้

 

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ชี้แจงในหลายประเด็น

 

รศ.ดร.ปณิธาน ชี้แจงว่ากฎหมายประเภทนี้มีใช้ทั่วไปในหลายประเทศ เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจกับหน่วยงานข่าวกรองเข้าไปลดภัยคุกคาม โดยเฉพาะการก่อการร้าย วินาศกรรม และจารกรรม

 

การดำเนินการถูกกำกับโดยนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีกหลายประเทศถูกกำกับโดยรัฐสภา เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นกติกาสากลโดยพื้นฐาน แต่การปฏิบัติจริงมีการควบคุมโดยวิธีอื่นอีก 2-3 วิธี โดยของไทยก็มี เช่น หากเจ้าหน้าที่ทำไปเกินกว่าเหตุที่ควรจะทำ หรือทำด้วยความไม่รอบคอบ ก็สามารถส่งศาลฟ้องได้

 

อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้ยังต้องให้เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐานในการปฏิบัติการไว้ทั้งหมด เพราะหากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีจะได้มีหลักฐานว่าทำอะไรไปบ้าง ซึ่งในอดีตหรือกฎหมายเดิมนั้นไม่มี

 

“กฎหมายฉบับใหม่นี้แทนฉบับเดิมตั้งแต่ พ.ศ. 2528 นอกจากจะทันสมัยขึ้นแล้วยังมีการดำเนินการเพื่อให้รอบคอบ รัดกุม และสามารถส่งศาลดำเนินคดีเอาผิดเจ้าหน้าที่ได้ ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไปทำอะไรโดยไม่จำเป็น หมายความว่าถ้าไม่มีแนวโน้มก่อการร้ายจะไปทำไม่ได้ มันต้องมีสิ่งบอกเหตุ ยกตัวอย่าง ถ้าเราไม่ได้ทำอะไร เจ้าหน้าที่จะเข้าไปดูไม่ได้ แต่ถ้าเราเริ่มสื่อสาร วางแผน เตรียมการสะสมอาวุธ เรื่องเหล่านี้จะต้องมีบันทึกไว้ถึงจะมีการดำเนินการตามกฎหมายฉบับนี้ได้” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

 

แจงประเด็นก่อนใช้อำนาจล้วงข้อมูล ไม่ต้องขอผ่านสภาฯ หรือศาล

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวชี้แจงประเด็นนี้ว่าทุกประเทศก็ใช้กฎหมายฉบับนี้เหมือนกัน รวมทั้งประเทศประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการบอกต่อสภาฯ

 

“ตอนที่สหรัฐอเมริกาไปจับ บิน ลาเดน ก็ไม่ได้ไปแจ้งสภาฯ ก่อนนะครับ ตอนที่มีการปราบปรามการก่อการร้ายในอินโดนีเซียและมาเลเซียก็ไม่มีการแจ้งสภาฯ รวมทั้งในอังกฤษก็ไม่มีการไปแจ้งต่อสภาฯ ก่อน ขนาดไม่แจ้งต่อสภาฯ ก็ยังไม่สามารถป้องกันเหตุได้ อย่างที่เราเห็นการก่อการร้ายในสเปน อังกฤษ และฝรั่งเศสเมื่อเร็วๆ นี้”

 

ยืนยันว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะ 52 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ต้องทำกฎหมายฉบับนี้ และมีการทำประชาพิจารณ์ไป 2 รอบก่อนจะร่างกฎหมาย รวมถึงขั้นตอนในสภาฯ ก็มีการทำประชาพิจารณ์ไปอีก 2 รอบ

 

ยืนยันว่าก่อนจะดำเนินการล้วงข้อมูลไม่ต้องขอศาลก่อน ถูกต้องหรือไม่

“ถูกต้อง เป็นการดำเนินการโดยปกติ แต่ต้องขออนุญาตนายกรัฐมนตรี”

 

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจะต้องมีแหล่งที่มา เช่น มีมิตรประเทศแจ้งว่าผู้ก่อการร้ายเดินทางมาแล้ว อยู่ดีๆ จะพยักหน้าสองคนระหว่างนายกฯ กับ ผอ.สำนักข่าวกรอง นั้นทำไม่ได้

 

ข้อกังวลคือกฎหมายฉบับนี้เปิดช่องให้ใช้ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้โดยอ้างเรื่องภัยความมั่นคง

รศ.ดร.ปณิธาน ชี้แจงว่าเป็นความกังวลที่ต้องรับฟัง แต่สมมติเหตุการณ์ว่ามีการใช้กฎหมายฉบับนี้จัดการดำเนินคดี เราสามารถไปฟ้องศาลได้เลยเพื่อขอดูข้อมูลว่าที่ทำไปด้วยเหตุผลใด มีข้อมูลอะไรจึงต้องดำเนินการ แต่ถ้าไม่มีข้อมูลใดๆ เจ้าหน้าที่จะโดนโทษเป็น 2 เท่า อันนี้เป็นข้อมูลที่หลายฝ่ายยังไม่เข้าใจ

 

ส่วนประเด็นบทบัญญัติในมาตรา 6 วรรคสาม ซึ่งคุ้มครองการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ในการล้วงข้อมูลนั้น

 

รศ.ดร.ปณิธาน อธิบายว่าศาลจะพิจารณาเมื่อมีการฟ้องร้องว่าข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ว่าจะเป็นภัยก่อการร้าย หากไม่มีข้อมูล เจ้าหน้าที่จะไม่ได้รับการคุ้มครอง ซึ่งคล้ายกฎหมายความมั่นคงที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่จะประมาทเลินเล่อไม่ได้ ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุไม่ได้ ซึ่งตรงนี้เป็นการคุ้มครองเชิงป้องปราม

 

“อีกประเด็นคือสำนักข่าวกรองแห่งชาติไม่เคยมีประวัติการทำงานเชิงการเมือง งานข่าวกรองจะเป็นเรื่องการต่างประเทศ การก่อการร้าย เราไม่ค่อยเคยได้ยินว่าสำนักข่าวกรองถูกใช้ไปในทางการเมือง เพราะเขาเองก็ระวังตัวค่อนข้างมาก ในขณะเดียวกันเราเข้าใจว่ามีหน่วยงานอื่นที่ประชาชนกังวลและถูกใช้ไปในทางการเมือง ซึ่งเรื่องพวกนี้ต้องระมัดระวังกัน”

 

สำหรับรายละเอียดของกฎหมายฉบับเต็มที่ ดร.ธนกฤต ตั้งข้อสังเกตและโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวมีดังนี้

 

“ข้อสังเกตต่อการบังคับใช้ พ.ร.บ. ข่าวกรองแห่งชาติฉบับใหม่
ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล

 

ตามที่ พ.ร.บ. ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2562 และให้ยกเลิก พ.ร.บ. ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2528 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิมนั้น ผมมีข้อสังเกตที่เป็นความเห็นทางวิชาการเป็นการส่วนตัวในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการประกาศและบังคับใช้ พ.ร.บ. ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ดังนี้

 

  1. การให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติมีอำนาจใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เครื่องโทรคมนาคม หรือเทคโนโลยีอื่นใด เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสาร โดยเป็นไปตามระเบียบที่ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติกำหนดโดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้ผ่านกระบวนการในการกลั่นกรองและตรวจสอบการใช้อำนาจจากองค์กรอื่นในลักษณะที่เป็นสากล เช่น องค์กรศาล แต่เป็นการใช้อำนาจในลักษณะที่เป็นการเสนอและตรวจสอบควบคุมภายในหน่วยงานเดียวกันเอง ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรงนี้จะสุ่มเสี่ยงต่อการใช้อำนาจที่ไม่สุจริตและไม่ชอบธรรม และการใช้อำนาจเกินสมควรแก่เหตุอันเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองหรือไม่

 

  1. การที่ พ.ร.บ. ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 6 วรรคสาม บัญญัติให้ความคุ้มครองการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารที่กระทำไปตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริตตามสมควรแก่เหตุและเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงหรือการป้องกันภัยสาธารณะ ให้ถือว่าเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะมีข้อดีในการให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต แต่ก็อาจจะเป็นเหรียญสองด้าน โดยอีกด้านอาจจะเป็นการอ้างและใช้ประโยชน์จากบทบัญญัติกฎหมายในการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่สุจริตชอบธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐได้

 

  1. การใช้อำนาจหน้าที่ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติในการได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารดังกล่าวจะเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ที่บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรมหรือไม่

 

  1. การใช้อำนาจหน้าที่ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติในการได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารตามกฎหมายนี้จะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองหรือไม่ โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสาม บัญญัติให้บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญสามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลได้ และรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 บัญญัติให้บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้

 

  1. การใช้อำนาจหน้าที่ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติในการได้มาซึ่งข้อมูลหรือเอกสารตามกฎหมายนี้ อาจจะนำไปสู่

(1) การขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.บ. ข่าวกรองแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (พรป.วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ) พ.ศ. 2561 มาตรา 41 และมาตรา 7 (1)

(2) การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยบุคคลผู้ถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือ พ.ร.บ. ข่าวกรองแห่งชาติฉบับใหม่นี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ตาม พรป.วิ.ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 46 และมาตรา 48 ทั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้”

The post ‘พ.ร.บ. ข่าวกรอง’ ล้วงข้อมูลได้ ไม่ต้องขอศาลก่อน แต่ฟ้องศาลขอดูเหตุผลการล้วงข้อมูลภายหลังได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>