ปณิตา ชินวัตร Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ปณิตา-ชินวัตร/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 17 Dec 2025 10:17:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สสว. ชี้ SME ไทยปี 2569 ต้องอัปเกรดทั้งระบบ เร่งใช้เทคโนโลยีดันผลิตภาพ รับมือการแข่งขันรอบใหม่ https://thestandard.co/thai-sme-2026-upgrade-tech/ Wed, 17 Dec 2025 10:17:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1155769 สสว. ชี้ SME ไทยปี 2569 ต้องอัปเกรดทั้งระบบ เร่งใช้เทคโนโลยีดันผลิตภาพ รับมือการแข่งขันรอบใหม่

สสว. เผยสถานการณ์และทิศทาง SME ไทย ปี 2568-2569 แนะ SME […]

The post สสว. ชี้ SME ไทยปี 2569 ต้องอัปเกรดทั้งระบบ เร่งใช้เทคโนโลยีดันผลิตภาพ รับมือการแข่งขันรอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สสว. ชี้ SME ไทยปี 2569 ต้องอัปเกรดทั้งระบบ เร่งใช้เทคโนโลยีดันผลิตภาพ รับมือการแข่งขันรอบใหม่

สสว. เผยสถานการณ์และทิศทาง SME ไทย ปี 2568-2569 แนะ SME ไทยต้อง ‘เร่งเปลี่ยนผ่านธุรกิจ’ ด้วยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเอาตัวรอดได้อย่างยั่งยืน

 

ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์ SME ประจำปี 2568 และให้ข้อมูลในเรื่องกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งและกลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวัง ภายในงานสัมมนาวิชาการ ‘SME Symposium 2025’ ภายใต้หัวข้อ ‘Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉม SME ไทย สู่โลกดิจิทัล’ ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยในปีนี้มุ่งกระตุ้นให้ SME ได้มีการปรับใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลให้มากขึ้นเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

ภาพรวมของ SME ในปัจจุบัน SME ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในปี 2567 มีผู้ประกอบการ SME จำนวน3,255,957 ราย คิดเป็น 99.5% ของผู้ประกอบการทั้งหมด เพิ่มขึ้น 0.9% จากปีก่อน โดยธุรกิจรายย่อยเป็นธุรกิจที่มีจำนวนมากที่สุด คือมีสัดส่วนถึง 84% เพิ่มขึ้น 0.4% และเมื่อจำแนกตามสาขาธุรกิจแล้ว มี SME อยู่ในภาคการค้ามากที่สุด รองลงมาคือภาคบริการ และภาคการผลิต สำหรับการจ้างงานของ SME นั้นมีการจ้างงานสูงถึง 13.4 ล้านคน คิดเป็น 68.8% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด โดยที่ภาคบริการมีการจ้างงานมากที่สุด คิดเป็น 44.8%

 

สสว. ยังเปิดเผย SME GDP ใน 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 มีมูลค่า 4.8 ล้านล้านบาท คิดเป็น 34.8% ของ GDP ประเทศ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคบริการมีส่วนสร้าง SME GDP ได้มากที่สุดอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท และ สสว. คาดการณ์ว่า SME GDP ปี 2568 จะขยายตัวได้ 2.5% และมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.0-2.8% ในปี 2569 จากปัจจัยสนับสนุนด้านการส่งออก มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย รายได้จากภาคการท่องเที่ยว และเงินเฟ้อต่ำที่ยังช่วยประคองต้นทุนได้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือนในระดับสูง สินค้าทะลักจากต่างประเทศ และภัยธรรมชาติ

 

สำหรับการค้าระหว่างประเทศของ SME ใน 10 เดือนแรกของปี 2568 พบว่า SME มีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1,329,783 ล้านบาท คิดเป็น 14.3% ของมูลค่าส่งออกรวม สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ โดยตลาดส่งออกอันดับ 1 ของ SME คือสหรัฐอเมริกา ที่มีสัดส่วน 20.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของ SME

 

สำหรับการนำเข้า พบว่า SME มีมูลค่านำเข้าอยู่ที่ 1,645,492 ล้านบาท คิดเป็น 17.2% ของมูลค่าการนำเข้ารวม สินค้านำเข้าสำคัญได้แก่ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ โดยแหล่งนำเข้าสินค้าที่สำคัญของ SME คือ จีน ที่มีสัดส่วนถึง 46.4% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของ SME

 

นอกจากนี้ สสว. ยังได้เปิดเผยข้อมูลกลุ่มธุรกิจดาวรุ่งและกลุ่มเฝ้าระวัง ประจำปี 2568 โดยวิเคราะห์จากการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ยและจัดกลุ่มจากลักษณะของกิจกรรมภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยกลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง (มีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยเติบโตเกินกว่า 100%) ซึ่งเติบโตสูงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ประกอบด้วย

 

  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ เติบโตจากการขยายตัวของการค้าออนไลน์และการเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่มีการใช้บริการการขนส่งสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น (มูลค่า GDP SME รวม 160,877 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย +500%)
  • การออกแบบ ARTWORK รูปแบบการจัดวาง การออกแบบงาน สินค้า บริการ ก่อนการดำเนินการสื่อสาร หรือจัดทำจริงให้ตรงตามความต้องการ (มูลค่า GDP SME รวม 28,498 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 430 %)
  • อาหารจากสัตว์น้ำ: ธุรกิจภาคการผลิตหลักเพื่อบริโภคในประเทศและการส่งออก (มูลค่า GDP SME รวม 25,600 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 721 %)
  • เฟอร์นิเจอร์โลหะ การปรับเปลี่ยนไปใช้สินค้าเพื่อความคงทน คุ้มค่ามากขึ้น (มูลค่า GDP SME รวม 19,034 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 110 %)
  • วิดีโอเกมและซอฟต์แวร์ ก็เป็นกลุ่มดาวรุ่งเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ความบันเทิงและการใช้งานอย่างยั่งยืน (มูลค่า GDP SME รวม 11,015 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 191 %)
  • เครื่องจักร อุปกรณ์ และเครื่องใช้ทางการเกษตร: รองรับการปรับตัวสู่เกษตรกรรมยุคใหม่จากสังคมสูงวัย (มูลค่า GDP SME รวม 3,018 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 832 %)
  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ: จากการที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ (มูลค่า GDP SME รวม 901 ล้านบาท, อัตราการเติบโตของกำไรขั้นต้นเฉลี่ย + 241 %)

 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจเฝ้าระวัง (กำไรขั้นต้นหดตัวเฉลี่ยมากกว่า 50%) เป็นกลุ่มธุรกิจซึ่งเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี พบว่า

 

  • การขายเครื่องสำอางเผชิญกับการแข่งขันสูงทั้งจากผู้ค้าและผู้ผลิต ซึ่งผู้บริโภคสามารถซื้อผ่านออนไลน์จากผู้ผลิต/ผู้ค้าโดยตรงจากต่างประเทศได้มากขึ้น (มูลค่า GDP SME รวม 22,173 ล้านบาท, อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยหดตัว -50%)
  • การขายรถยนต์มือสอง ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า และการปรับราคารถยนต์ใหม่ (มูลค่า GDP SME รวม 13,390 ล้านบาท, อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยหดตัว -97%)
  • ผลิตภัณฑ์ยาง เผชิญกับการแข่งขันสูงโดยเฉพาะสินค้านำเข้า (มูลค่า GDP SME รวม 10,454 ล้านบาท, อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยหดตัว -76%)
  • ที่พักอาศัยนักเรียน/นักศึกษา ได้รับผลกระทบจากรูปแบบการเรียนแบบ Hybrid และความต้องการที่พักที่ทันสมัยอิสระมากขึ้น (มูลค่า GDP SME รวม 1,014 ล้านบาท, อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยหดตัว -165%)

 

ท่ามกลางสภาวะการแข่งขันทั้งภายในและภายนอก ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของ SME คงหนีไม่พ้นที่จะต้องปรับกลยุทธ์ให้สามารถเพิ่มผลิตภาพการผลิตรวม (TFP) ให้สูงขึ้น ที่ผ่านมา TFP ของ SME มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 TFP ติดลบที่ 0.27 สะท้อนว่า SME ไทย ใช้ทรัพยากรทั้งในส่วนของทุนและแรงงานเท่าเดิมหรือมากขึ้น แต่ได้ผลผลิตน้อยลง ซึ่งเป็นผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา คำสั่งซื้อหดตัว และอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี

 

ในขณะที่ธุรกิจที่มีการลงทุนหรือเคยลงทุนด้านเทคโนโลยียังสามารถเพิ่ม TFP ให้ธุรกิจได้ ดังนั้นเทคโนโลยีและดิจิทัลจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับผลิตภาพการผลิตรวมของ SME

 

โดยกลุ่มธุรกิจที่ยังรักษาค่า TFP เป็นบวกได้ คือกลุ่มที่ใช้ทักษะสูง และใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและทันสมัย อาทิเช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์แร่อโลหะ ที่มี TFP +17.61% (ใช้เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง) หรือกลุ่มที่มีการผลิตกระดาษ เป็นต้น

 

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีสูง แต่ใช้ประสบการณ์ในการทำงานและยังสามารถทำให้ TFP สูง ได้แก่ กลุ่มศิลปะและความบันเทิง ที่มี TFP +6.83% (เน้นประสบการณ์และทักษะแรงงาน)

 

จะเห็นได้ว่า โอกาสและการอยู่รอดของ SME ไม่ใช่แค่การหาเงินทุน แต่คือการรู้จักเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมเพื่อ “ยกระดับผลิตภาพการผลิต” ดังนั้นการนำเทคโนโลยี หรือดิจิทัลมาใช้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เพื่อพลิกฟื้นให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน – โอกาส ความท้าทาย และทางรอดของ SME’ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลังที่ได้เสนอแนวทางการพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการ SME ไทย ในระยะต่อไป

 

พร้อมจัดพื้นที่เสวนาถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่ได้นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ ภายใต้หัวข้อ ‘Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยีพลิกโฉม SME ไทยสู่โลกดิจิทัล’ ได้แก่

 

  • ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ผู้สร้างแบรนด์ยาดม NuaNose ที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค
  • ณัฐวุฒิ จันทร์เรือง นักธุรกิจเกษตรยุคใหม่แห่งจันทร์เรืองฟาร์ม (JR Farm) ที่ยกระดับคุณภาพผลผลิตด้วยเทคโนโลยีมาใช้ในสวนเพื่อลดการใช้แรงงานคน ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต
  • รังสรรค์ พรมประสิทธิ์ CEO บริษัท คิวคิว (ประเทศไทย) ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างระบบจัดการช่วยแก้ปัญหาการรอคิวให้กับคนไทย
  • สานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง DISTAR FRESH Farm ผู้ผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยีการผลิตพืชรูปแบบใหม่ผ่านระบบปิดและควบคุมทุกอย่างด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย

 

สำหรับ สสว. ในฐานะหน่วยงานส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ก็พร้อมเป็นผู้ผลักดัน SME ให้เติบโตผ่านโครงการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ เช่น SME Academy365 เป็นโครงการพัฒนาทักษะดิจิทัลและองค์ความรู้ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ มีหลักสูตรตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงเชิงลึก เช่น การทำการตลาดเชิงรุกผ่านสื่อดิจิทัลและการบริหารธุรกิจด้วยเครื่องมือดิจิทัลสมัยใหม่ สำหรับ SME ที่ต้องการปรับเปลี่ยนธุรกิจ (Transform)

 

โครงการนี้มีโค้ชหรือที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญคอยเป็น Partner ตั้งแต่การทำตลาดออนไลน์ การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์ม จนถึงการวางกลยุทธ์ และการพัฒนาระบบ Big Data สำหรับธุรกิจขนาดกลาง รวมถึงการให้ความช่วยเหลือในการลงทุนเทคโนโลยี ผ่านโครงการ BDS ที่มีบริการให้ความช่วยเหลืออุดหนุนงบประมาณในการพัฒนาธุรกิจแบบร่วมจ่าย (Co-payment) ในสัดส่วน 50-80% ผ่านระบบ BDS เพื่อจัดหาระบบต่างๆ เช่น ระบบบริหารจัดการหน้าร้าน, ระบบการออกใบกำกับภาษี, หรือระบบ ERP สำหรับบริหารจัดการคลัง

 

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น การเพิ่มยอดขายด้วยโฆษณา Google Ads และ Facebook/IG ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทุกบริการของ SME ได้ในที่เดียวผ่าน Application ‘SME Connext’ เพียงสมัคร SME One ID

The post สสว. ชี้ SME ไทยปี 2569 ต้องอัปเกรดทั้งระบบ เร่งใช้เทคโนโลยีดันผลิตภาพ รับมือการแข่งขันรอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดชื่อ 5 ธุรกิจ SME ดาวรุ่งของไทยที่ทำยอดขายโตไม่ต่ำกว่า 30% และธุรกิจเสี่ยงเจ็บตัวปี 2568 https://thestandard.co/5-rising-thai-sme-businesses-2024/ Tue, 17 Dec 2024 02:05:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1020306 ธุรกิจ SME

สสว. เผย ธุรกิจ SME ไทยที่มีรายได้ขยายตัวมากกว่า 3 […]

The post เปิดชื่อ 5 ธุรกิจ SME ดาวรุ่งของไทยที่ทำยอดขายโตไม่ต่ำกว่า 30% และธุรกิจเสี่ยงเจ็บตัวปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจ SME

สสว. เผย ธุรกิจ SME ไทยที่มีรายได้ขยายตัวมากกว่า 30% จากปีก่อน หรือกลุ่มดาวรุ่งปี 2567 พบ 5 ธุรกิจ คือ ห้องพักรายเดือน, ขายของออนไลน์, ผลิตคอนเทนต์, บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการซื้อขายออนไลน์ และฟิตเนส มาแรงสุด ย้ำทางรอดเทรนด์ธุรกิจรายเล็กปีหน้า 2568 ต้องมีเอกลักษณ์ เพิ่มความแตกต่างจากคู่แข่ง เข้าถึงประสบการณ์ใหม่โดยเจาะโซเชียลมีเดีย พร้อมเตือนปีหน้าเตรียมรับมือการแข่งขันด้านราคาจากสินค้าจีนบุกตลาดไทยและทั่วโลก ความผันผวนทางเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และเทรนด์ใหม่ที่จะเกิดขึ้น

 

หวังการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ การส่งออกกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ดัน GDP โต 3.5% 

 

ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) รักษาการ ผอ.สสว. กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจปี 2567 ภาพรวม SME ไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจ SME ไทยปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 3.2 ล้านราย เพิ่มขึ้น 1.2% จากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อมที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นสูงในอัตรา 8.2% และ 5.4% ตามลำดับ 

 

ด้านการจ้าง SME สร้างงานกว่า 12.93 ล้านตำแหน่ง คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจในภาคการบริการ และภาคการค้าที่ SME มีบทบาทอย่างมากทั้งในด้านจำนวนธุรกิจและการจ้างงาน ซึ่ง SME สร้างมูลค่าให้กับเศรษฐกิจไทยสะสมตั้งแต่ไตรมาส 1-3 ปี 2567 มากกว่า 4.81 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35% ของ GDP ประเทศ ขยายตัวได้ 3.0% 

 

โดยภาคการค้า การผลิต และการบริการ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง การบริโภคจากนักท่องเที่ยวและการส่งออกที่เติบโตขึ้นช่วยเสริมแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ SME ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง และภัยพิบัติหลายครั้งที่กระทบภาคธุรกิจการเกษตรอย่างมาก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ขณะที่ด้านการค้าระหว่างประเทศ 10 เดือนแรก SME ไทยสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่า 1.15 ล้านล้านบาท คิดเป็น 13% ของรายได้จากการส่งออกรวม ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 18.6% โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดสำคัญอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา ในกลุ่มสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ ผลไม้ ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง

 

ขณะที่การนำเข้าของ SME ไทยเพิ่มขึ้น 26.2% โดยเกือบ 50% เป็นการนำเข้าสินค้าจากจีน โดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางสำหรับใช้ในการผลิตทั้งเพื่อใช้ในประเทศและเพื่อส่งออก เนื่องจากสินค้าจีนมีราคาถูกกว่าและช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับผู้ประกอบการไทยได้

 

อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลของ สสว. ในปี 2567 เทียบกับปี 2566 ที่สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจใดขยายตัวหรือธุรกิจใดมียอดขายลดลง โดยใช้เกณฑ์ยอดขายมากกว่าหรือน้อยกว่า 30% จากปีก่อน พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการขยายตัวหรือการลดลงของยอดขายในธุรกิจมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคหลังสถานการณ์โควิด-19 สภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน รวมถึงเทรนด์หรือแนวโน้มการปรับตัวไปสู่ธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

 

โดยธุรกิจที่มีรายได้ขยายตัวมากกว่า 30% จากปีก่อน หรือที่เรียกว่ากลุ่มดาวรุ่ง ได้แก่ 

  • กลุ่มธุรกิจห้องพักรายเดือน ขยายตัวตามพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมการซื้ออสังหาริมทรัพย์และต้องการใช้ชีวิตในเมือง
  • กลุ่มธุรกิจการขายสินค้าบนช่องทางออนไลน์ ขยายตัวจากพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนแปลงและง่ายต่อการเข้าถึง
  • กลุ่มธุรกิจผลิตสื่อคอนเทนต์ ขยายตัวจากการผลิตสื่อบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เติบโตสูง
  • กลุ่มธุรกิจฟิตเนส ยิม และการจัดแข่งกีฬาที่ขยายตัวตามเทรนด์การดูแลสุขภาพและการเติบโตของกิจกรรมการแข่งกีฬา
  • ธุรกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ขยายตัวตามความนิยมการซื้อของออนไลน์

 

ส่วนธุรกิจเฝ้าระวังพบว่า อยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตได้ง่าย และต้องใช้เทคโนโลยีดั้งเดิม ยากต่อการปรับตัวเพื่อให้เข้าสู่ธุรกิจสีเขียวและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมได้ยาก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก การผลิตเคมีภัณฑ์ การผลิตเครื่องหนัง และการผลิตสิ่งทอ 

 

ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมผู้บริโภครวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้น ได้แก่ 

  • กลุ่มธุรกิจหอพักนักเรียนหรือนักศึกษาที่มีตัวเลือกมากและหลากหลายรูปแบบในปัจจุบัน
  • ธุรกิจสวนสนุก เช่น สวนน้ำที่มีการแข่งขันสูง กับธุรกิจสวนสนุกขนาดใหญ่ที่มีเครื่องเล่นหลากหลาย มีความเฉพาะในรูปแบบการท่องเที่ยวที่ต้องเน้นไปยังกลุ่มวัยรุ่นและเด็ก ต้องอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวหลักที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ การทำโปรโมชันที่แข่งขันอย่างรุนแรงในตลาด 

 

ปณิตากล่าวอีกว่า กลุ่มธุรกิจดังกล่าวทั้งในส่วนที่เป็นกลุ่มดาวรุ่งและกลุ่มธุรกิจเฝ้าระวัง ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในปี 2568 จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ กำลังซื้อภาคประชาชน และเทรนด์หรือแนวโน้มใหม่ที่จะเกิดขึ้น

 

ทั้งนี้ คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ SME ปี 2568 คาดว่า GDP SME ไทยจะขยายตัวที่ 2.5-3.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และการส่งออกที่ยังคงเติบโตได้ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการผลิต เช่น อาหารและเครื่องดื่ม อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง

 

“แต่ยังคงต้องกังวลกับสถานการณ์การแข่งขันด้านราคาจากสินค้าจีนบุกตลาดไทยและทั่วโลก SME ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวจากความท้าทาย โดยสร้างความแตกต่าง มีเอกลักษณ์ หรือการสร้างคุณค่าผ่านอัตลักษณ์ไทย”

 

อย่างไรก็ตาม ไทยมีศักยภาพสูงในหลายด้าน ทั้งในด้านการท่องเที่ยว แหล่งผลิตอาหารคุณภาพสูงของโลก ศิลปวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า แต่ยังขาดการเชื่อมโยงไปยังสินค้าและบริการที่จะส่งผ่านคุณค่าไปยังกลุ่มเป้าหมาย หาก SME ไทยจะก้าวข้ามและสามารถแข่งขันได้ในระยะต่อไป จำเป็นต้องสู้ในธุรกิจมูลค่าสูงโดยการยกระดับสินค้าและบริการด้วยคุณค่าที่มากกว่าการซื้อสินค้าและบริการตามความจำเป็นในการใช้ชีวิต แต่ต้องสร้างสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการเชิงอารมณ์ที่สามารถเข้าถึงประสบการณ์ใหม่ผ่านโซเชียลมีเดียได้

ภาพ: Oscar Wong / Getty Images

The post เปิดชื่อ 5 ธุรกิจ SME ดาวรุ่งของไทยที่ทำยอดขายโตไม่ต่ำกว่า 30% และธุรกิจเสี่ยงเจ็บตัวปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>