ปฏิบัติการซินดูร์ (Operation Sindhu) Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ปฏิบัติการซินดูร์-operation-sindhu/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 10 May 2025 03:24:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ปากีสถานตอบโต้การโจมตีอินเดีย เปิดฉากปฏิบัติการทหาร หวั่นตึงเครียดยิ่งขึ้น https://thestandard.co/pakistan-india-military-conflict-2025/ Sat, 10 May 2025 03:24:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1073034 pakistan-india-military-conflict-2025

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองทัพปากีสถาน (Inter-Services Publ […]

The post ปากีสถานตอบโต้การโจมตีอินเดีย เปิดฉากปฏิบัติการทหาร หวั่นตึงเครียดยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
pakistan-india-military-conflict-2025

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองทัพปากีสถาน (Inter-Services Public Relations – ISPR) ประกาศว่า ปากีสถานได้เปิดฉากการโจมตีตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของอินเดียที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเปิดฉากปฏิบัติการทหาร Bunyan Marsoos พร้อมอ้างว่าได้โจมตีฐานทัพอากาศในเมืองอุธัมปูร์ (Udhampur) และสนามบินในเมืองปฐังกต (Pathankot) ของอินเดียได้สำเร็จ 

 

นอกจากนี้ แหล่งข่าวด้านความมั่นคงยังอ้างว่า กองทัพปากีสถานยังได้มุ่งเป้าไปยังสถานที่เก็บขีปนาวุธ BrahMos ในเมืองเบียส์ (Beas) รัฐปัญจาบของอินเดียเช่นเดียวกัน เบื้องต้นยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากฝั่งอินเดียเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

 

กองทัพปากีสถานยังโจมตีใส่พื้นที่ของแคชเมียร์ส่วนที่อยู่ภายใต้การปกครองของอินเดีย พร้อมอ้างว่า ระบบไฟฟ้าของอินเดียถูกโจมตีทางไซเบอร์ จนได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ 

 

ปากีสถานระบุว่า ปฏิบัติการที่อินเดียอ้างว่ามุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้ายในแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานครอบครองนั้น ได้สร้างความเสียหายอย่างมากในเขตพลเรือน สถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและฐานทัพบางแห่งพังเสียหาย และมีพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีดังกล่าว ทำให้ปากีสถานเชื่อว่า อินเดียจงใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและเขตพลเรือนของปากีสถาน 

 

โดยกองทัพอินเดียยังได้ยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพสำคัญหลายแห่ง รวมถึงฐานทัพแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน จึงทำให้ปากีสถานตัดสินใจเปิดปฏิบัติการนี้ เพื่อโต้กลับอินเดีย ขณะที่อินเดียก็ให้คำมั่นว่าจะตอบโต้การโจมตีทุกครั้งจากปากีสถานอย่างเหมาะสมเช่นเดียวกัน

 

ขณะที่สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณพรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศยังคงดำเนินต่อไป มีการโจมตีกันไปมา ท่ามกลางความกังวลของนานาชาติว่าความขัดแย้งอาจลุกลามบานปลาย โดยกลุ่มประเทศ G7 ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้อินเดียและปากีสถาน ใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด และ หันหน้าเข้าสู่การเจรจาโดยตรง เนื่องจากมองว่า การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างอินเดีย-ปากีสถาน เป็น ‘ภัยคุกคามร้ายแรง’ ต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

 

ภาพ: The STRATCOM Bureau / X (Twitter)

 

อ้างอิง:

The post ปากีสถานตอบโต้การโจมตีอินเดีย เปิดฉากปฏิบัติการทหาร หวั่นตึงเครียดยิ่งขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
อะไรที่เรารู้และยังไม่รู้ในปฏิบัติการทหารระหว่างอินเดียกับปากีสถาน https://thestandard.co/india-pakistan-military-conflict-2025/ Thu, 08 May 2025 14:37:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1072598 india-pakistan-military-conflict-2025

ในที่สุดอินเดียก็เปิดปฏิบัติการทางทหารชื่อ Operation Si […]

The post อะไรที่เรารู้และยังไม่รู้ในปฏิบัติการทหารระหว่างอินเดียกับปากีสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
india-pakistan-military-conflict-2025

ในที่สุดอินเดียก็เปิดปฏิบัติการทางทหารชื่อ Operation Sindoor ในดินแดนปากีสถาน เพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายซึ่งสังหารพลเรือนไป 28 คนในแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียยึดครอง โดยอินเดียเชื่อว่าเป็นฝีมือของกลุ่มก่อการร้ายในปากีสถาน และส่งผลให้ทั้งสองประเทศส่งกำลังทหารเข้าเผชิญหน้ากันมาตั้งแต่วันที่ 22 เมษายนเป็นต้นมา

 

การโจมตีของอินเดียเพื่อตอบโต้นั้นเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะปากีสถานซึ่งเตรียมการอย่างดี ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทั้งอินเดียกับปากีสถานต่างรู้มือกันอย่างดี เพราะทั้งสองฝ่ายทำสงครามกันมาหลายครั้งแล้ว แม้ว่าจะดูเหมือนหลายครั้งอินเดียจะทำได้ดีกว่าในการรบ แต่สำหรับสงครามทางอากาศนั้น ปากีสถานดูเหมือนจะมีประวัติที่ดีกว่า โดยครั้งล่าสุดที่มีการปะทะกันทางอากาศคือในปี 2019 ที่ปากีสถานประสบความสำเร็จในการโจมตี และยิงเครื่องบินขับไล่ MiG-21 ของอินเดียตก 1 ลำโดยใช้ F-16

 

สำหรับในครั้งนี้ อินเดียออกแบบปฏิบัติการโดยมุ่งโจมตีค่ายฝึกผู้ก่อการร้ายของกลุ่ม Lashkar-e-Tayyiba และ Jaish-e-Mohammed เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการโจมตีเป้าหมายที่เป็นของกองทัพปากีสถานเพื่อป้องกันการยกระดับความรุนแรง การโจมตีใช้เวลาราว 25 นาทีและประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก โดยมีเป้าหมายค่ายฝึกของกลุ่มก่อการร้ายหลายจุดที่ถูกโจมตี แม้ว่าปากีสถานจะกล่าวว่ามีพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีของอินเดียเป็นจำนวนมากก็ตาม

 

ยังไม่ชัดเจนว่าอินเดียใช้อากาศยานกี่ลำในการโจมตี แม้คาดว่าจะมีจำนวนมากหลายสิบลำก็ตาม โดยชุดปฏิบัติการหลักได้ใช้เครื่องบินขับไล่แบบ Rafale ที่ผลิตโดย Dassault Aviation ของฝรั่งเศส ซึ่งอินเดียจัดหาเข้าประจำการมาไม่นานมานี้ในการโจมตี โดยอินเดียใช้ Rafale ยิงจรวดร่อน SCALP-EG ที่มีระยะยิงไกลกว่า 550 กิโลเมตรเข้าใส่เป้าหมายที่อยู่ลึกเข้าไปในเขตแดนของปากีสถาน ส่วนเป้าหมายที่อยู่ในแนวชายแดนจะใช้ระเบิดร่อน ASSM Hammer ซึ่งมีพิสัยยิงไกล 70 กิโลเมตรและมีหัวรบขนาด 550 ปอนด์ในการโจมตี 

 

นอกจากนั้นอินเดียยังใช้เครื่องบินขับไล่แบบ Su-30MKI ของ Sukhoi ประเทศรัสเซียและบริษัท Hindustan Aeronautics Limited ของอินเดียซื้อสิทธิบัตรมาทำการผลิต โดยยิงจรวด BrahMos ซึ่งเป็นจรวดความเร็วเหนือเสียง (มัค 3) ที่มีขนาดใหญ่ มีหัวรบน้ำหนักราว 440-660 ปอนด์ ทำการยิงจากอากาศยานได้ไกลราว 500 กิโลเมตร และเป็นจรวดที่ DRDO ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยทางทหารของกระทรวงกลาโหมอินเดียร่วมกับ NPO Mashinostroyeniya ของรัสเซียในการออกแบบ และผลิตโดย BrahMos Aerospace Private Limited ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของทั้งสองฝ่าย โดยการยิงอาวุธปล่อยเกิดขึ้นในเขตแดนของอินเดีย เนื่องจากอาวุธปล่อยเหล่านี้สามารถยิงได้ที่ระยะไกล 

 

และยังมีการโจมตีโดยการใช้โดรนต่อเป้าหมายในเมืองลาฮอร์อีกด้วย ซึ่งการโจมตีจากทั้งสามองค์ประกอบหลักประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี

 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่อินเดียไม่ต้องการโจมตีเป้าหมายทางทหารของปากีสถานเพราะไม่ต้องการยกระดับความขัดแย้งก็เป็นข้อจำกัดที่ส่งผลเสียต่ออินเดียเองในระดับหนึ่ง เนื่องจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของปากีสถานยังทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรดาร์ตรวจการณ์ต่างๆ และจรวดต่อสู้อากาศยานซึ่งตั้งรอต้อนรับกำลังของอินเดียอยู่ การที่เรดาร์ของปากีสถานยังทำงานได้อย่างเต็มที่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ฝ่ายตั้งรับอย่างปากีสถานสามารถตรวจจับกลุ่มอากาศยานของอินเดียที่บินเข้าใกล้ชายแดนเพื่อปฏิบัติภารกิจ และทำให้ปากีสถานสามารถส่งเครื่องบินขับไล่ของตนขึ้นสกัดกั้นและปฏิบัติภารกิจตอบโต้ได้อย่างทันท่วงที

 

แม้ปากีสถานจะมีเครื่องบินขับไล่หลายแบบ แต่คาดว่าเครื่องบินขับไล่ที่มีบทบาทมากในครั้งนี้ก็คือ FC-1 หรือ JF-17 ซึ่งโรงงาน Pakistan Aeronautical Complex ของกระทรวงกลาโหมปากีสถานพัฒนาร่วมกับ Chengdu Aircraft Corporation ของจีนและทำการผลิตในปากีสถาน นอกจากนั้นปากีสถานยังเพิ่งจัดหา J-10CE จาก Chengdu Aircraft Corporation ของจีนเข้ามาประจำการเช่นกัน

 

และกลายเป็นว่าตามคำกล่าวอ้างของกองทัพปากีสถานนั้น J-10CE เป็นองค์ประกอบสำคัญในการตอบโต้การโจมตีของอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้จรวด PL-15E ซึ่งเป็นจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศพิสัยไกลรุ่นใหม่ของจีน ที่แม้ว่าระยะยิงจะลดลงมาจาก 300 กิโลเมตรเหลือ 150 กิโลเมตรเพราะเป็นรุ่นส่งออก แต่ก็ถือว่ามีระยะยิงไกลเทียบเท่าหรือมากกว่าจรวดอากาศสู่อากาศชั้นนำหลายแบบของโลก และติดตั้งเรดาร์ AESA ที่ส่วนหัวของจรวดเพื่อช่วยในการค้นหาเป้าหมายด้วยตัวเองและยังเพิ่มความสามารถในการต่อต้านการรบกวนด้วยสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของเครื่องบินเป้าหมาย

 

ซึ่งเจ้าหน้าที่ของปากีสถานออกมาประกาศว่า J-10CE ได้ยิงทำลายเครื่องบินขับไล่ Rafale ของอินเดีย 3 ลำ, Su-30MKI 1 ลำ และ MiG-29 อีก 1 ลำ ทั้งหมดเป็นผลงานของ J-10CE และจรวด PL-15E ซึ่งยังแย้งกับคำกล่าวอ้างของอินเดียที่บอกว่าอินเดียไม่ได้สูญเสียเครื่องบินขับไล่แบบใดไป แต่ภาพที่ปรากฏในอินเทอร์เน็ต และคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของฝรั่งเศสระบุว่าอินเดียสูญเสีย Rafale อย่างน้อย 1 ลำ แม้ว่าจะยังไม่แน่ชัดว่าถูกยิงตกโดยเครื่องบินขับไล่ของปากีสถาน หรือจรวดต่อสู้อากาศยานของปากีสถาน หรือประสบอุบัติเหตุตกเอง แต่ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นการถูกยิงตก

 

ซึ่งถ้าถูกยิงตกจริง โดยเฉพาะถูกยิงจากเครื่องบิน J-10CE ของจีน ก็จะถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากทั่วโลกให้การยอมรับ Rafale ของฝรั่งเศสในฐานะเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 ที่ดีที่สุด ในประเทศที่ไม่สามารถจัดหาเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 เข้าประจำการได้ ก็มักจะเปลี่ยนมาจัดหา Rafale แทนเพราะประสิทธิภาพไม่ห่างกันมาก โดยเฉพาะจุดขายคือระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ SPECTRA ซึ่งมีขีดความสามารถสูงในการป้องกันตนเองจากการโจมตีทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือรบกวนสัญญาณระบบอาวุธต่างๆ ที่อาจทำอันตรายต่อตัวเครื่องได้ แต่กลายเป็นถูก J-10CE ของจีนที่เข้าสู่สนามรบในครั้งนี้เป็นครั้งแรกทำลายได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากพอสมควรเลยทีเดียว แม้จะมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ต้องพิจารณา เช่น สภาวะแวดล้อมของการรบ ความชำนาญของนักบิน หรือการวางแผนการปฏิบัติภารกิจ

 

ทั้งนี้ ตามคำกล่าวอ้างของกองทัพอากาศปากีสถาน การรบทางอากาศใน Operation Sindoor ถือเป็นการรบทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของโลก เพราะมีเครื่องบินรบกว่า 125 ลำของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมในการรบ แม้ว่าเครื่องบินรบแต่ละฝ่ายจะบินอยู่ในเขตแดนของตนเอง แต่ก็ใช้การยิงจรวดโจมตีเครื่องบินรบของอีกฝ่ายอย่างเข้มข้น แม้ว่าข้อมูลที่ปรากฏตอนนี้จะยังเต็มไปด้วยคำกล่าวอ้างและข้อมูลที่ต้องตรวจสอบ แต่ก็ปรากฏข้อเท็จจริงในหลายส่วนเช่นกัน และเมื่อเวลาผ่านไปเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏออกมามากขึ้น สงครามทางอากาศใน Operation Sindoor จะเป็นกรณีศึกษาที่ดีให้กับกองทัพอากาศทั่วโลกอย่างแน่นอน

 

ภาพ: Reuters, ​​xbrchx via ShutterStock

The post อะไรที่เรารู้และยังไม่รู้ในปฏิบัติการทหารระหว่างอินเดียกับปากีสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปากีสถานเตรียมตอบโต้การโจมตีของอินเดีย ท่ามกลางท่าทีผู้นำโลกเรียกร้องทุกฝ่ายอดกลั้น https://thestandard.co/pakistan-india-conflict-world-leaders-urge-restraint/ Thu, 08 May 2025 08:22:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1072367 นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของ ปากีสถาน ประกาศเตรียมตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของ อินเดีย

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ประกาศจะตอบโต้ปฏิบัต […]

The post ปากีสถานเตรียมตอบโต้การโจมตีของอินเดีย ท่ามกลางท่าทีผู้นำโลกเรียกร้องทุกฝ่ายอดกลั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ของ ปากีสถาน ประกาศเตรียมตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของ อินเดีย

เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ประกาศจะตอบโต้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของอินเดียที่เกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันพุธ (7 พฤษภาคม) ซึ่งมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ในปากีสถานและแคชเมียร์ฝั่งปากีสถาน โดยชี้ว่า “เป็นการประกาศสงคราม” และจะมีการตอบกลับอย่างเหมาะสม

 

ด้านนักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีของปากีสถานต่อจากนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะถูก “ลดระดับ” หรือจะนำไปสู่การเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อ 

 

Milan Vaishnav ผู้อำนวยการโครงการเอเชียใต้ จาก Carnegie Endowment for International Peace Think Tank กล่าวว่า หากปากีสถานสามารถยืนยันได้ว่า ยิงเครื่องบินอินเดียตกได้ถึง 5 ลำ (รวม Rafale 3 ลำ) ก็อาจเลือกประกาศชัยชนะทางยุทธศาสตร์ เพื่อแสดงว่าตนได้สร้าง “ต้นทุน” ให้ฝั่งตรงข้าม

 

ส่วน Tanvi Madan นักวิชาการอาวุโสจากฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสถาบัน Brookings วิเคราะห์ว่า ปากีสถานอาจเลือก “ตอบโต้เท่าทุน” โดยเฉพาะกรณีที่อินเดียโจมตีแคว้นปัญจาบ ซึ่งมีประชากรหนาแน่น นอกจากนี้ พลเอกอาซิม มูเนียร์ผู้นำกองทัพคนปัจจุบัน ยังได้รับการมองว่ามีท่าที แข็งกร้าว กว่าผู้นำรุ่นก่อนในปี 2019

 

อย่างไรก็ตาม มาดานเตือนว่าอินเดียส่งสัญญาณชัดว่า หากปากีสถาน “ตอบโต้เกินขอบเขต” ก็พร้อมจะตอบกลับทันที ทำให้ความเป็นไปได้ที่ปากีสถานจะเลือก ตอบโต้แบบควบคุมระดับ ยังเปิดอยู่ ซึ่งจากท่าทีของรัฐมนตรีกลาโหมปากีสถาน ยืนยันว่า หากมีการตอบโต้จะมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารของอินเดีย โดยจะไม่แตะต้องพลเรือน มาดานสรุปว่า หากดูจากประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง ทั้งอินเดียและปากีสถานต่างก็เป็น “ผู้เล่นที่มีเหตุผล” และไม่มีฝ่ายใดอยากเผชิญกับสงครามเต็มรูปแบบเพราะต่างมีบางสิ่งที่ต้องสูญเสีย

 

ผู้นำโลกแสดงความกังวล เรียกร้องยับยั้งความรุนแรง

 

อย่างไรก็ตาม ท่าทีของผู้นำโลกรวมถึงบุคคลสำคัญในประเทศต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดกลั้น และหาทางออกเพื่อการเจรจาไปสู่สันติภาพ โดยโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า “หวังว่าความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายจะจบโดยเร็ว” และย้ำว่า ความขัดแย้งนี้ดำเนินมายาวนานเกินไป 

 

ส่วน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะพูดคุยกับทั้งอินเดียและปากีสถานเพื่อผลักดันทางออกทางการทูต

 

ขณะที่โฆษกของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติแสดงความ “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อการโจมตีของอินเดีย และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้นสูงสุดพร้อมเตือนว่า “โลกไม่สามารถแบกรับความขัดแย้งทางทหารระหว่างอินเดียและปากีสถานได้อีกแล้ว”

 

ด้านทางการจีน แสดงความเสียใจต่อการกระทำของอินเดีย และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้น

 

ส่วนสหราชอาณาจักร เดวิด แลมมี รัฐมนตรีต่างประเทศ ระบุว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็น “ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” พร้อมเรียกร้องให้อินเดียและปากีสถานเปิดโต๊ะเจรจาโดยตรงโดยเร็ว

 

ขณะที่รัสเซียแสดงความวิตกอย่างลึกซึ้งต่อการเผชิญหน้าทางทหารที่เกิดขึ้นและขอให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้นเพื่อไม่ให้สถานการณ์ในภูมิภาคเลวร้ายลง

 

ภาพ: Pakistan’s PM Office / Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

The post ปากีสถานเตรียมตอบโต้การโจมตีของอินเดีย ท่ามกลางท่าทีผู้นำโลกเรียกร้องทุกฝ่ายอดกลั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบแสนยานุภาพกองทัพอินเดีย-ปากีสถาน https://thestandard.co/india-pakistan-military-power-comparison/ Wed, 07 May 2025 11:56:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1072177 การเปรียบเทียบกำลังทหารอินเดีย-ปากีสถาน แสดงความแตกต่างด้านจำนวนกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และศักยภาพนิวเคลียร์

ภาพรวมความแข็งแกร่งของกองทัพอินเดีย-ปากีสถาน ท่ามกลางคว […]

The post เทียบแสนยานุภาพกองทัพอินเดีย-ปากีสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
การเปรียบเทียบกำลังทหารอินเดีย-ปากีสถาน แสดงความแตกต่างด้านจำนวนกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ และศักยภาพนิวเคลียร์

ภาพรวมความแข็งแกร่งของกองทัพอินเดีย-ปากีสถาน ท่ามกลางความขัดแย้งระลอกใหม่ที่ปะทุขึ้น หลังเหตุกราดยิงนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 26 คนในแคชเมียร์ส่วนที่อินเดียครอบครอง โดยอินเดียเชื่อว่า กลุ่มก่อการร้ายในปากีสถานเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ จึงเปิดฉากปฏิบัติการซินดูร์ยิงมิสไซล์โจมตีมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ในปากีสถาน และในพื้นที่แคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานบริหารจัดการ ก่อนที่ปากีสถานจะยิงปืนใหญ่โต้กลับ ทำให้การปะทะตึงเครียดมากยิ่งขึ้น 

 

หลายฝ่ายเฝ้าจับตาว่า ปมขัดแย้งแคชเมียร์ครั้งนี้จะบานปลายกลายเป็นสงครามครั้งใหญ่หรือไม่ เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างมีหัวรบนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง โดยอินเดียระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ในวงจำกัด พร้อมเน้นย้ำแนวนโยบายที่อินเดียจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีประเทศอื่นก่อน ขณะที่ปากีสถานมีความยืดหยุ่น และอาจใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน หากมีภัยคุกคามร้ายแรง โดยปากีสถานระบุว่า ตนมีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้ของอินเดีย

 

อัปเดตล่าสุด: 7 พฤษภาคม 2025

 

 

อ้างอิง: 

The post เทียบแสนยานุภาพกองทัพอินเดีย-ปากีสถาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานทูตเตือนคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถานอย่างใกล้ชิด https://thestandard.co/thai-embassy-india-pakistan-alert/ Wed, 07 May 2025 09:34:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1072081 thai-embassy-india-pakistan-alert

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และสถานเอกอัครราชทูต ณ […]

The post สถานทูตเตือนคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถานอย่างใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-embassy-india-pakistan-alert

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด แจ้งเตือนคนไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอินเดียกับปากีสถาน โดยระบุว่า วันนี้ (7 พฤษภาคม) ช่วงเวลาเช้ามืดตามเวลาท้องถิ่น กองทัพอินเดียได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ (Operation SINDOOR) ใส่เป้าหมายซึ่งอินเดียเชื่อว่า เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ตั้งอยู่ในปากีสถานและพื้นที่แคชเมียร์ในการดูแลของปากีสถาน จำนวน 9 แห่งตามเมืองต่างๆ บริเวณพื้นที่ชายแดนอินเดีย-ปากีสถาน ได้แก่ เมือง Muzaffarabad, เมือง Bagh, เมือง Gulpur, เมือง Kotli, เมือง Bhimber, เมือง Sialkot, เมือง Chak Amru และเมือง Bahawalpur โดยกองทัพอินเดียยืนยันว่า ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งเน้นโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่กองทัพปากีสถาน และเป็นปฏิบัติการที่สมเหตุสมผลไม่เกินกว่าเหตุ

 

ด้านกระทรวงมหาดไทยอินเดียจะดำเนินการฝึกซ้อมป้องกันภัยพลเรือน (Operation Abhyaas) ในพื้นที่ 244 เมือง/เขตทั่วประเทศ เพื่อทดสอบและเตรียมความพร้อมของประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การโจมตีทางอากาศหรือสงคราม, การเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ, การดับไฟฟ้าชั่วคราว, การฝึกอพยพประชาชนไปยังที่ปลอดภัย, การปิดสัญญาณโทรศัพท์มือถือหรืออินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่ รวมถึงการฝึกซ้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังความมั่นคง

 

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ขอให้คนไทยที่พำนักอาศัยในอินเดียและนักท่องเที่ยวในเขตพื้นที่เสี่ยง ปฏิบัติตาม ดังนี้ 

(1) ติดตามสถานการณ์และพัฒนาการผ่านแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และคำประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด 

(2) ปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัย

(3) หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดินแดนสหภาพจัมมูและแคชเมียร์ และพื้นที่ใกล้เคียง 

(4) ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อฝ่ายกงสุล สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ที่ โทร. +91 95993 21484 (สายด่วน) หรือ LINE ID: rte.del.consular

 

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ขอแจ้งให้คนไทยโปรดใช้ความระมัดระวังและเพิ่มความตื่นตัวเกี่ยวกับสถานการณ์ในปากีสถาน โดยเฉพาะคนไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองละฮอร์ และเมืองใกล้เคียงพื้นที่ซึ่งถูกโจมตี พร้อมจำกัดหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ ทั้งนี้ ปากีสถานได้ประกาศปิดน่านฟ้าเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เกิดการยกเลิกเที่ยวบิน

 

พร้อมทั้งขอความอนุเคราะห์ชาวไทยในปากีสถานทุกท่านลงทะเบียนในระบบข้อมูลคนไทยในปากีสถานเพื่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ติดต่อกรณีฉุกเฉิน ตามลิงก์ https://docs.google.com/…/1FAIpQLScT3ajuk0wdTi…/viewform หากชาวไทยต้องการความช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน โปรดติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ ที่สายด่วน: +92 315 900 9949 หรือ +92 326 030 6623 หรือ LINE ID: thai.islamabad ทั้งนี้ หากไม่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารได้ ขอให้ติดต่อขอรับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นในการติดต่อสถานเอกอัครราชทูตฯ

 

ภาพ: Akhtar Soomro / Reuters

 

อ้างอิง: 

  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน

The post สถานทูตเตือนคนไทยในพื้นที่เสี่ยง ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถานอย่างใกล้ชิด appeared first on THE STANDARD.

]]>
แคชเมียร์อยู่ตรงไหน ใครอ้างกรรมสิทธิ์บ้าง https://thestandard.co/kashmir-conflict-india-pakistan-china/ Wed, 07 May 2025 08:57:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1072057 แคชเมียร์ ข้อพิพาท

แคชเมียร์กลายเป็นปมขัดแย้งสำคัญระหว่างอินเดียและปากีสถา […]

The post แคชเมียร์อยู่ตรงไหน ใครอ้างกรรมสิทธิ์บ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แคชเมียร์ ข้อพิพาท

แคชเมียร์กลายเป็นปมขัดแย้งสำคัญระหว่างอินเดียและปากีสถานมาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่เจ้าอาณานิคมอังกฤษแบ่งประเทศออกเป็นอินเดีย (ส่วนใหญ่เป็นฮินดู) กับ ปากีสถาน (ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม) ในปี 1947 โดยแคชเมียร์เป็นดินแดนที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่มหาราชาแห่งแคชเมียร์ในขณะนั้นเป็นฮินดู และตัดสินใจเข้าร่วมกับอินเดีย เพื่อขอความช่วยเหลือทางทหารจากการรุกรานของกลุ่มติดอาวุธจากปากีสถาน จึงกลายเป็นชนวนเหตุเริ่มต้นความขัดแย้งระหว่างทั้งสองประเทศ

 

ปัจจุบันมี 3 ประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ของแคชเมียร์ ได้แก่ อินเดีย โดยอินเดียถือว่า แคว้นแคชเมียร์ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตามกฎหมาย, ปากีสถาน โดยอ้างว่า แคชเมียร์ทั้งหมดควรเป็นส่วนหนึ่งของตน เพราะประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม อีกทั้งยังมองว่า การตัดสินใจของมหาราชาแห่งแคชเมียร์ในอดีตขัดกับเจตนารมณ์ของประชาชน ขณะที่จีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อ้างกรรมสิทธิ์และครอบครองพื้นที่บางส่วนของดินแดนในแคชเมียร์ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ติดกับเขตชายแดนของตนเอง แต่จีนไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งหลักเหมือนอินเดียกับปากีสถาน

 

เหตุกราดยิงนักท่องเที่ยวที่เมืองพาฮัลแกมในแคชเมียร์ของอินเดีย เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 26 คน กลายเป็นชนวนขัดแย้งอินเดีย-ปากีสถานระลอกใหม่ โดยอินเดียเชื่อว่า กลุ่มก่อการร้ายในปากีสถานเป็นผู้ก่อเหตุ และอาจมีความเป็นไปได้ที่เหตุความไม่สงบในแคชเมียร์มีปากีสถานสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ปากีสถานยืนยัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

 

ล่าสุด อินเดียได้เริ่มปฏิบัติการซินดูร์ (Operation Sindoor) เปิดฉากยิงมิสไซล์โจมตีเป้าหมาย 9 จุดในปากีสถาน โดยมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มก่อการร้าย และในพื้นที่แคว้นแคชเมียร์ส่วนที่ปากีสถานบริหารจัดการ เพื่อตอบโต้เหตุกราดยิงดังกล่าว ก่อนที่ปากีสถานจะโต้กลับด้วยการยิงปืนใหญ่ใส่แคชเมียร์ที่อินเดียครอบครอง พร้อมระบุว่า ปากีสถานมีสิทธิที่จะตอบโต้ปฏิบัติการของอินเดีย ทำให้หลายฝ่ายกังวลใจว่า ความขัดแย้งจะบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่หรือไม่ เนื่องจากทั้งสองประเทศต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง

 

 

ภาพประกอบ: พรวลี จ้วงพุฒซา

อ้างอิง:

The post แคชเมียร์อยู่ตรงไหน ใครอ้างกรรมสิทธิ์บ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป ‘ปฏิบัติการซินดูร์’ อินเดียโจมตีทางอากาศ ถล่มปากีสถาน-แคชเมียร์ ยกระดับความขัดแย้ง https://thestandard.co/operation-sindhu-india-pakistan-airstrike-nuclear-conflict/ Wed, 07 May 2025 06:27:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1071950 ปฏิบัติการซินดูร์: เครื่องบินรบอินเดียโจมตีปากีสถานและแคชเมียร์ ตอบโต้กลุ่มก่อการร้าย ยกระดับความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

อินเดียเปิดฉาก ‘ปฏิบัติการซินดูร์’ โจมตีทางอากาศในพื้นท […]

The post สรุป ‘ปฏิบัติการซินดูร์’ อินเดียโจมตีทางอากาศ ถล่มปากีสถาน-แคชเมียร์ ยกระดับความขัดแย้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปฏิบัติการซินดูร์: เครื่องบินรบอินเดียโจมตีปากีสถานและแคชเมียร์ ตอบโต้กลุ่มก่อการร้าย ยกระดับความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

อินเดียเปิดฉาก ‘ปฏิบัติการซินดูร์’ โจมตีทางอากาศในพื้นที่เป้าหมาย 9 แห่งของปากีสถานและแคว้นแคชเมียร์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา ยกระดับความขัดแย้งและความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ 

 

ชนวนการโจมตี อินเดียระบุชัดเจนว่า เพื่อตอบโต้กลุ่มติดอาวุธที่ก่อเหตุโจมตีนักท่องเที่ยวในแคว้นแคชเมียร์ ฝั่งอินเดีย เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน โดยรัฐบาลอินเดียกล่าวโทษปากีสถาน ว่าสนับสนุนกลุ่มที่ก่อเหตุ แต่ปากีสถานปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 

จนถึงตอนนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีของอินเดียแล้วหลายราย ขณะที่หลายฝ่ายจับตามองท่าทีของปากีสถานที่ยืนยันจะตอบโต้ ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งจะบานปลายไปสู่สงครามนิวเคลียร์หรือไม่

 

และนี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้

 

เกิดอะไรขึ้น?

 

ปฏิบัติการโจมตีเกิดขึ้นในวันนี้ (7 พฤษภาคม) ช่วงหลังเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่น โดยมีเสียงเครื่องบินรบอินเดียและเสียงระเบิดดังสนั่นในหลายเมืองของปากีสถาน และพื้นที่พรมแดนแคว้นแคชเมียร์ที่อยู่ภายใต้การปกครองของปากีสถาน 

 

ภายหลังเกิดเหตุไม่นาน โฆษกกองทัพปากีสถาน ประกาศว่าได้ส่งเครื่องบินรบทุกลำขึ้นบินตอบโต้ การโจมตีที่มาจากน่านฟ้าของอินเดีย และประณามว่าเป็นการกระทำอันน่าละอายและขี้ขลาด

 

ในเวลาต่อมารัฐบาลอินเดียได้ออกแถลงการณ์ ยืนยันว่า ได้ทำการโจมตีสถานที่ 9 แห่ง ในปากีสถานและแคชเมียร์-ปากีสถาน โดยดำเนินการอย่างมีเป้าหมาย รอบคอบ ไม่ลุกลามบานปลาย และไม่มีการกำหนดเป้าหมายทางทหารของปากีสถานแต่อย่างใด 

 

“อินเดียได้แสดงให้เห็นถึงความยับยั้งชั่งใจอย่างมากในการเลือกเป้าหมายและวิธีการดำเนินการ” แถลงการณ์ระบุ 

 

ขณะที่รัฐบาลอินเดียยังชี้แจงว่า คำสั่งโจมตีทางอากาศดังกล่าว มีขึ้นหลังจากเกิดเหตุ ‘กลุ่มก่อการร้าย’ โจมตีกลุ่มนักท่องเที่ยวและพลเรือนในเมืองพาฮาลแกม ในแคว้นแคชเมียร์-อินเดีย เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา และยืนยันว่าอินเดียพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของสถานที่ต่างๆ ที่กลุ่มก่อการร้ายใช้ในการวางแผนและสั่งการโจมตี

 

สื่ออินเดียระบุว่าการโจมตีของกองทัพอินเดีย มุ่งเป้าไปที่กลุ่มติดอาวุธอิสลาม Jaish-e-Mohammed และ Lashkar-e-Taiba โดยเฉพาะ ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีฐานอยู่ในแคว้นแคชเมียร์และต้องการให้ภูมิภาคนี้รวมเข้ากับปากีสถาน

 

ผลการโจมตี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 คน และบาดเจ็บอีกราว 35 คน

 

โดยการโจมตีที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นที่เมืองอาห์เมดปุระ ชาร์เกีย (Ahmedpur Sharqia)ในจังหวัดปัญจาบ ทางตะวันออกของปากีสถาน โดยมีมัสยิดถูกโจมตี และมีผู้เสียชีวิต 5 คน รวมถึงเด็กหญิงวัย 3 ขวบ 

 

ส่วนในแคชเมียร์-ปากีสถาน มีการโจมตีเมืองมูซัฟฟาราบาดและเมืองคอตลี ซึ่งส่งผลให้มัสยิด 2 แห่งถูกทำลาย และมีรายงานเด็กหญิงวัย 16 ปี และชายวัย18 ปี เสียชีวิต

 

ทางด้านคาวาจา อาซิฟ (Khawaja Asif) รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถาน ให้สัมภาษณ์สื่อหลังเกิดเหตุ โดยยืนยันว่าเครื่องบินของอินเดียอย่างน้อย 5 ลำถูกยิงตก และทหารอินเดียหลายนายถูกจับกุม แต่ทางกองทัพปากีสถานยังไม่ออกมายืนยันข้อมูลนี้

 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเกิดการยิงปืนใหญ่โจมตีตอบโต้ข้ามพรมแดนบริเวณเส้นควบคุมทางทหาร (Line of Control) ที่แบ่งแยกแคว้นแคชเมียร์-ปากีสถานและแคชเมียร์-อินเดีย ซึ่งส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 3 คน ขณะที่กองทัพอินเดียอ้างว่า มีพลเรือนในพื้นที่แคชเมียร์-อินเดีย อย่างน้อย 3 คน เสียชีวิตจากการกระทำของกองทัพปากีสถาน แต่ไม่ระบุรายละเอียดที่แน่ชัด

 

ผลกระทบจากการโจมตีอื่นๆ พบว่าเกิดไฟฟ้าดับในหลายจุด โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ในจังหวัดปัญจาบและแคชเมียร์-ปากีสถาน ต้องปิดชั่วคราว ขณะที่หลายสายการบินต้องประกาศเปลี่ยนเส้นทางหลบเลี่ยงน่านฟ้าปากีสถาน เพื่อความปลอดภัย

 

‘ปฏิบัติการซินดูร์’ คืออะไร

 

การโจมตีครั้งนี้ ใช้ชื่อว่า ปฏิบัติการซินดูร์ (Operation Sindoor) โดยเป็นชื่อรหัสทางการทหารของสิ่งที่อินเดียเรียกว่าเป็น ‘การโจมตีอย่างแม่นยำ’ ต่อปากีสถาน ซึ่งอ้างอิงถึงผงสีแดงชาด ที่ผู้หญิงฮินดูใช้ทาบนหน้าผากหลังแต่งงาน 

 

ความหมายของปฏิบัติการซินดูร์ สะท้อนถึงการแก้แค้นกรณีการโจมตีสังหารหมู่ในแคชเมียร์-อินเดีย ที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนกลายเป็นม่าย

 

โดยช่วงไม่กี่วันหลังจากเหตุโจมตี ปรากฏภาพผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างร่างไร้วิญญาณของสามี แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจ็บปวดที่เหยื่อของการโจมตีต้องเผชิญ

 

ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศของอินเดียต่างก็โพสต์ภาพลงบน X เป็นภาพของชื่อปฏิบัติการ Operation Sindoor และในตัวอักษรมีรูปตลับผงซินดูร์สีแดง ที่หกเลอะคล้ายกับเลือด

 

“โลกต้องไม่ยอมให้มีการก่อการร้ายโดยเด็ดขาด” เอส. ไจแชนการ์ (S. Jaishankar) รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดียเขียนบน X

 

ขณะที่ รัชนาถ ซิงห์ (Rajnath Singh) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความเป็นภาษาฮินดี หลังเปิดฉากการโจมตีทางอากาศ ว่าเป็น “ชัยชนะของอินเดีย” 

 

ปากีสถานพร้อมตอบโต้

 

ทางด้าน นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ (Shehbaz Sharif ) ของปากีสถาน โพสต์แถลงการณ์ผ่าน X ประณามการโจมตีของอินเดีย ว่าเป็น ‘การโจมตีที่ขี้ขลาด’ และเป็นการโจมตีโดยไร้การยั่วยุ พร้อมประกาศจะทำการตอบโต้การกระทำของอินเดีย

 

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศปากีสถานออกแถลงการณ์ประณามอินเดียว่าได้กระทำการก่อสงครามอย่างโจ่งแจ้งโดยปราศจากการยั่วยุ ซึ่งส่งผลให้พลเรือนรวมถึงสตรีและเด็กเสียชีวิต

 

“เราขอประณามการกระทำอันขี้ขลาดของอินเดีย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ กฎหมายระหว่างประเทศ และบรรทัดฐานที่วางไว้ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง”

 

แถลงการณ์ยังระบุว่า รัฐบาลอิสลามาบัดได้แจ้งต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เกี่ยวกับ ‘การรุกรานของอินเดีย’ และตอบโต้ว่า อินเดียใช้การก่อการร้ายเพื่อปลุกปั่นเรื่องราวหลอกลวงเกี่ยวกับการตกเป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

 

“การกระทำที่หุนหันพลันแล่นของอินเดียทำให้สองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์เข้าใกล้ความขัดแย้งครั้งใหญ่ ปากีสถานขอสงวนสิทธิ์ที่จะตอบโต้อย่างเหมาะสมในเวลาและสถานที่ที่ต้องการ ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ”

 

UN เรียกร้องทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ

 

โฆษกของอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) เผยแพร่แถลงการณ์ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อปฏิบัติการทางทหารข้ามพรมแดนของอินเดีย และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจทางทหารอย่างสูงสุด 

 

“โลกไม่สามารถยอมให้เกิดการเผชิญหน้าทางทหารระหว่างอินเดียและปากีสถานได้” แถลงการณ์ระบุ

 

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเกี่ยวกับการโจมตีที่เกิดขึ้น โดยชี้ว่า เป็นเรื่องที่ ‘น่าละอาย’ และอินเดียและปากีสถานมีความขัดแย้งกันมายาวนาน ซึ่งเขาหวังว่ามันจะจบลงได้ในเร็วๆ นี้

 

จะนำไปสู่สงครามนิวเคลียร์หรือไม่?

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าค่อนข้างสุ่มเสี่ยงและอันตราย เพราะการโจมตีครั้งนี้ของอินเดียเป็นการจงใจเปิดการสู้รบหนักกับปากีสถาน และลักษณะของการโจมตีหลายจุดใกล้จุดติดตั้งขีปนาวุธ ทั้ง

ในรัฐปัญจาบ และในแคชเมียร์-ปากีสถาน 

 

ในส่วนการตอบโต้ของปากีสถานนั้น เขามองว่า จากการกระทำของอินเดีย ซึ่งส่งผลให้มีพลเรือนทั้งเด็กและผู้หญิงเสียชีวิต ไม่ใช่กลุ่มก่อการร้าย ส่งผลให้เกิดกระแสกดดันและความโกรธแค้นจากประชาชนที่ต้องการให้กองทัพตอบโต้

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลที่ว่าสถานการณ์จะลุกลามบานปลายไปสู่สงครามนิวเคลียร์หรือไม่นั้น ผศ. ดร.มาโนชญ์ กล่าวว่า อินเดียส่งสัญญาณชัดเจนว่า ต้องการยกระดับความขัดแย้ง แต่ไม่ถึงขั้นทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ โดยยังไม่มีการพูดถึงนิวเคลียร์ เพราะอาจสร้างความตื่นตระหนก และทำให้ประชาชนต่อต้านการขยายความขัดแย้ง

 

“อินเดียยังมีนโยบายไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน (No First Use Policy) และในอีกแง่หนึ่งก็ไม่ต้องการให้เกิดสมดุลทางอำนาจในการสู้รบ เพราะปากีสถานเองก็มีอาวุธนิวเคลียร์” ผศ. ดร.มาโนชญ์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งปากีสถานไม่มีนโยบายไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน และที่ผ่านมามีการข่มขู่ในลักษณะที่จะใช้ทุกวิธีการตอบโต้ รวมถึงนิวเคลียร์ ในกรณีปกป้องความมั่นคงของประเทศ ซึ่งต้องจับตามองว่าท่าทีในการตอบโต้ของปากีสถานหลังจากนี้จะเป็นเช่นไร

 

3 สัญญาณน่าจับตา

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่ามี 3 สัญญาณที่น่าจับตามองจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ได้แก่

 

  1. อินเดียมีการใช้ขีปนาวุธในการโจมตี และการตอบโต้จากฝ่ายปากีสถานน่าจะเป็นไปในแบบเดียวกัน

 

  1. ต้องจับตาดูปฏิบัติการภาคพื้นดิน เพราะอินเดียและปากีสถานยังมีความขัดแย้งในแคชเมียร์ที่รุนแรง โดยอาจจะใช้จังหวะนี้รุกคืบเข้ามาในอีกฝั่ง และช่วงที่ผ่านมาปากีสถานยังแสดงท่าทีต้องการยกเลิกข้อตกลงชิมลา ซึ่งเป็นสนธิสัญญายุติข้อขัดแย้งและกำหนดเส้นแบ่งเขตหยุดยิง แบ่งพื้นที่พรมแดนแคชเมียร์ จึงเป็นสัญญาณที่สะท้อนว่าอาจจะนำมาซึ่งการขยายการบุกภาคพื้นดิน

 

  1. อาวุธของทั้งสองฝ่าย แม้ปากีสถานจะมีอาวุธและเครื่องบินรบน้อยกว่าอินเดีย แต่ก็มีคุณภาพสูง เพราะส่วนใหญ่เป็นของสหรัฐฯ เพราะเป็นพันธมิตรกันมายาวนาน แต่อาวุธของอินเดีย นอกจากผลิตเองก็จะมาจากรัสเซียเป็นหลัก ดังนั้นในเชิงศักยภาพอาวุธปากีสถานเหนือกว่า แต่อินเดียมากกว่าในเชิงปริมาณ

 

โดยในแง่การเมืองระหว่างประเทศ สหรัฐฯ และนโยบายต่อเอเชียใต้หลังเหตุการณ์ 911 คือต้องการบาลานซ์ความสัมพันธ์ทั้งอินเดียและปากีสถาน และพยายามดึงทั้งคู่มาร่วมสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งการโจมตีในอินเดียหลายครั้ง สหรัฐฯ ​เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยไม่ให้บานปลาย และในครั้งนี้ ทรัมป์ก็ส่งสัญญาณว่า ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งของอินเดียและปากีสถานยกระดับ

 

ผศ. ดร.มาโนชญ์ มองว่าสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ สหรัฐฯ​จะมีเงื่อนไขอะไรเรียกร้องต่อปากีสถานหรือไม่ ถ้าหากสหรัฐฯ จะมาเป็นตัวกลางยุติศึก 

 

ที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคทรัมป์ สมัยแรก มีข่าวว่าสหรัฐ เคยขอตั้งฐานทัพในปากีสถาน แต่ถูกนายกรัฐมนตรีปากีสถานขณะนั้นปฏิเสธแบบไร้เยื่อใย ซึ่งน่าจับตามองว่าจะใช้จังหวะเวลานี้หรือไม่ 

 

ขณะเดียวกัน ในมุมนักวิชาการปากีสถานบางส่วน มองว่าสถานการณ์ตอนนี้อันตรายมาก เนื่องจากบริบทความใกล้ชิดของอินเดียกับอิสราเอล ทำให้มองได้ว่าวันนี้อินเดียกำลังเดินตามอิสราเอล ที่ไม่ได้สนใจกฎหมายระหว่างประเทศ 

 

นอกจากนี้ ผศ. ดร.มาโนชญ์ ยังชี้ว่า มีมิติอื่นๆ ของสถานการณ์นี้ที่ต้องจับตา เช่น ปัญหาความขัดแย้งในประเทศ หรือการปลุกกระแสชาตินิยมภายในทั้งสองประเทศ 

 

โดยทางฝั่งอินเดียคือกระแสต่อต้านปากีสถาน แต่ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสต่อต้านมุสลิมในอินเดีย และกระแสต่อต้านทางศาสนา

 

ส่วนฝั่งปากีสถานต้องจับตามองเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่ง ผศ. ดร.มาโนชญ์ มองว่า เมื่อไรก็ตามที่เกิดเหตุขัดแย้งลักษณะนี้และผู้นำไม่เข้มแข็งมากพอ ก็อาจจะนำไปสู่กระแสต่อต้านและท้ายที่สุดอาจเกิดการรัฐประหารได้ ซึ่งเคยเกิดมาแล้วในช่วงยุคสงครามคาร์กิลในปี 1971 

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือในมุมของปากีสถาน เหตุการณ์ครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญที่จะยกระดับปัญหาขัดแย้งในแคชเมียร์ไปสู่สากล โดยรัฐบาลปากีสถานต้องการให้ประชาคมโลก หรือ UN เข้ามาแก้ปัญหา แต่อินเดียมองเป็นปัญหาภายใน และจะคุยแค่สองฝ่าย 

 

“ครั้งนี้ UNSC อาจจะเอาเรื่องนี้เข้าไปคุย ก็จะเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญ แต่จะทำให้อินเดียไม่พอใจ” เขากล่าว

 

อ้างอิง:

The post สรุป ‘ปฏิบัติการซินดูร์’ อินเดียโจมตีทางอากาศ ถล่มปากีสถาน-แคชเมียร์ ยกระดับความขัดแย้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปฏิบัติการซินดูร์’ คืออะไร ทำไมอินเดียต้องโจมตีปากีสถาน? https://thestandard.co/operation-sindhu-explained/ Wed, 07 May 2025 06:23:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1071948

อินเดียสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก หลังเปิดฉากโจมตีทางอาก […]

The post ‘ปฏิบัติการซินดูร์’ คืออะไร ทำไมอินเดียต้องโจมตีปากีสถาน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

อินเดียสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก หลังเปิดฉากโจมตีทางอากาศข้ามพรมแดน ถล่มเป้าหมาย 9 แห่งในปากีสถานและแคว้นแคชเมียร์ที่อยู่ในการปกครองของปากีสถาน ทำลายอาคารบ้านเรือนและมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 คน บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

 

การโจมตีที่รุนแรงและละเมิดอธิปไตยของปากีสถาน ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์ขัดแย้งอาจยกระดับ บานปลายเป็นสงครามใหญ่ระหว่างทั้งสองประเทศ โดยสาเหตุและที่มาของการโจมตี ซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อปฏิบัติการโจมตี ที่เรียกว่า ‘ปฏิบัติการซินดูร์’ (Operation Sindoor)

 

ปฏิบัติการซินดูร์ คืออะไร?

 

ปฏิบัติการซินดูร์เป็นชื่อรหัสทางการทหารของสิ่งที่อินเดียเรียกว่าเป็น ‘การโจมตีอย่างแม่นยำ’ ต่อปากีสถาน ซึ่งอ้างอิงถึงผงสีแดงชาด ที่ผู้หญิงฮินดูใช้ทาบนหน้าผากหลังแต่งงาน

 

ความหมายของปฏิบัติการซินดูร์สะท้อนถึงการแก้แค้นกรณีการโจมตีสังหารหมู่ในแคชเมียร์-อินเดีย ที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนกลายเป็นม่าย

 

โดยช่วงไม่กี่วันหลังจากเหตุโจมตี ปรากฏภาพผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างร่างไร้วิญญาณของสามี แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์ กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจ็บปวดที่เหยื่อของการโจมตีต้องเผชิญ

 

ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศของอินเดีย ต่างก็โพสต์ภาพลงบน X เป็นภาพของชื่อปฏิบัติการ Operation Sindoor และในตัวอักษรมีรูปตลับผงซินดูร์สีแดง ที่หกเลอะคล้ายกับเลือด

 

“โลกต้องไม่ยอมให้มีการก่อการร้ายโดยเด็ดขาด” เอส. ไจแชนการ์ (S. Jaishankar) รัฐมนตรีต่างประเทศของอินเดียเขียนบน X

 

ขณะที่ รัชนาถ ซิงห์ (Rajnath Singh) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความเป็นภาษาฮินดี หลังเปิดฉากการโจมตีทางอากาศ ว่าเป็น “ชัยชนะของอินเดีย”

 

อ้างอิง:

The post ‘ปฏิบัติการซินดูร์’ คืออะไร ทำไมอินเดียต้องโจมตีปากีสถาน? appeared first on THE STANDARD.

]]>